Ultrasound ไตรมาส 2

ตรวจเมื่อไร?

ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์ในช่วงกลางของไตรมาสที่สอง ประมาณสัปดาห์ที่ 16-20 สูติแพทย์มักแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวนด์ เนื่องจากร่างกายทารกเจริญเติบโตจนดูโครงสร้าง อวัยวะ เพศ รวมถึงข้อบ่งชี้ความผิดปกติต่างๆ ได้แล้ว

ตรวจเพื่ออะไร?

1. วัดขนาดตัวทารก + ประเมินอายุครรภ์

สูติแพทย์จะวัดขนาดศีรษะทารก เส้นรอบท้อง และความยาวกระดูกต้นขา เพื่อประเมินว่า ทารกเจริญเติบโตเหมาะสมกับอายุครรภ์หรือไม่ หากขนาดของทารกไม่สัมพันธ์กับอายุครรภ์ แพทย์อาจนัดตรวจซ้ำเพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด

2. ตรวจดูโครงสร้างและอวัยวะของทารก

เพื่อตรวจดูอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ กะโหลกศีรษะ แขนขา นิ้วมือและนิ้วเท้า ฯลฯ ว่ามีครบหรือไม่ หากทารกมีความผิดปกติบางอย่าง เช่น หัวใจผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตได้หลังคลอด แพทย์อาจจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์

3. ตรวจดูข้อบ่งชี้ของภาวะดาวน์ซินโดรม

ลักษณะพิเศษบางประการของภาวะผิดปกติทางพันธุกรรมดาวน์ซินโดรม อาทิ ถุงน้ำในเนื้อเยื่อสร้างน้ำไขสันหลัง ความหนาของเนื้อต้นคอ จุดสีขาวเข้มในหัวใจ ข้อกลางของนิ้วก้อยสั้นหรือหายไป กรวยไตกว้าง ความเข้มของลำไส้ และนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้เท้าห่างกัน ฯลฯ จะตรวจพบได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 16-20 เท่านั้น

หากตรวจอัลตราซาวนด์ในช่วงนี้แล้วพบข้อบ่งชี้ข้างต้น แพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ตรวจเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจดูความผิดปกติของโครโมโซมทารกต่อไป

4. ดูเพศทารก

ถือเป็นกำไรจากการตรวจอัลตราซาวนด์ในช่วงไตรมาสที่สอง เพราะอวัยวะเพศเจริญเติบโตจนเห็นชัดเจนแล้ว แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากรอลุ้นหลังคลอด สามารถแจ้งกับสูติแพทย์ได้ค่ะ

ตรวจอย่างไร?

ช่วงไตรมาสนี้คุณแม่สามารถตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้องได้แล้ว คุณแม่จะต้องนอนบนเตียง สูติแพทย์จะทาเจลลงบนหน้าท้อง ก่อนจะใช้เครื่องมือทาบกับหน้าท้องทีละจุดๆ

อ่านเพิ่มเติม Ultrasound ไตรมาส 1 | Ultrasound ไตรมาส 3

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : shutterstock

Ultrasound ไตรมาส 1

การตรวจอัลตราซาวนด์ในช่วงไตรมาสแรกเป็นอย่างไร ตรวจเพื่ออะไร และตรวจอย่างไร หากไม่สะดวกหรือประจำเดือนไม่ปกติจนรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ช้า จะทำอย่างไร เรามาเรียนรู้ไปพร้อมกันๆ ค่ะ

ตรวจเมื่อไร?

ตรวจได้ตลอดช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์ครั้งแรก สูติแพทย์บางโรงพยาบาลอาจตรวจอัลตราซาวนด์ในวันนั้น หรือนัดตรวจอีกครั้งใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา

ตรวจเพื่ออะไร?

1. คำนวณอายุครรภ์ที่ถูกต้อง

เพื่อให้แพทย์ติดตามการเจริญเติบโตของทารก และวางกำหนดคลอดได้ การคำนวณอายุครรภ์จะนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย การคำนวณอายุครรภ์ด้วยการอัลตราซาวนด์ แล้ววัดความยาวของตัวอ่อน มีความแม่นยำมาก จะคลาดเคลื่อนจากอายุครรภ์จริงไม่เกิน 5-7 วันเท่านั้น

2. ยืนยันว่าเป็นการตั้งครรภ์ปกติ

ไม่ใช่การตั้งครรภ์นอกมดลูก ท้องลม (ตั้งครรภ์ไม่มีตัวอ่อน) หรือครรภ์ไข่ปลาอุก (การตั้งครรภ์ที่เกิดความผิดปกติของเนื้อรก ทำให้มีถุงน้ำใสๆ อยู่เต็มโพรงมดลูก แต่ไม่พบทารก) หากเกิดภาวะผิดปกติเหล่านี้ คุณแม่ไม่สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้ แพทย์จะต้องยุติการตั้งครรภ์เพื่อไม่ให้เป็นอันตราย

3. ตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารก + นับจำนวนทารก

หากตรวจอัลตราซาวนด์ในช่วงอายุครรภ์ 7 สัปดาห์เป็นต้นไป จะสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจทารกได้ (ถ้าหัวใจเต้นอ่อนกว่า 100 ครั้ง/นาที อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ต่อภาวะแท้ง) รวมถึงนับจำนวนตัวอ่อนว่ามีมากกว่าหนึ่งตัวและเป็นการตั้งครรภ์แฝดหรือไม่ หากเป็นการตั้งครรภ์แฝด แพทย์และตัวคุณแม่เองจะได้วางแผนการดูแลเป็นพิเศษ

ตรวจอย่างไร?

ส่วนใหญ่ช่วงที่อายุครรภ์ยังน้อย แพทย์มักตรวจอัลตราซาวนด์ด้วยการส่องกล้องผ่านช่องคลอด คุณแม่อาจจะรู้สึกตึงๆ เล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้สึกเจ็บ ไม่ต้องกังวลนะคะ

การตรวจอัลตราซาวนด์ในไตรมาสแรกนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสูติแพทย์ หากมีข้อบ่งชี้หรือมีภาวะผิดปกติ เช่น ภาวะแท้งคุกคาม คุณแม่อาจต้องตรวจอัลตราซาวนด์มากกว่า 1 ครั้ง

ส่วนคุณแม่ที่ไม่มีข้อบ่งชี้และไม่สะดวกที่จะไปตรวจอัลตราซาวนด์ในไตรมาสแรก หรือคุณแม่บางคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ กว่าจะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ก็ผ่านไปเกือบ 2-3 เดือนแล้ว ก็สามารถตรวจอัลตราซาวนด์ในไตรมาสที่สองได้

อ่านเพิ่มเติม Ultrasound ไตรมาส 2 | Ultrasound ไตรมาส 3

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

แม่ท้อง ‘ดูหนัง-ดูคอนเสิร์ต’ ได้ไหม

ถ้าแม่ท้องอยากไป ‘ดูหนัง-ดูคอนเสิร์ต’ บ้างจะได้ไหม มีอะไรที่ต้องกังวลบ้างนะ?

ดูหนังในโรงภาพยนตร์

บรรยากาศในโรงภาพยนตร์ เช่น แสง หรือเสียงอาจไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์มากนัก แต่สิ่งที่ควรระวังมากกว่าก็คือ อากาศและสุขอนามัย เพราะโรงภาพยนตร์เป็นที่ปิดซึ่งอากาศถ่ายเทได้ไม่ดีนัก หากมีคนเป็นหวัดหรือไม่สบาย เชื้อก็จะกระจายอยู่ในบริเวณนั้น ยิ่งถ้าเป็นรอบที่มีผู้ชมมากๆ ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น

คำแนะนำ คือ รอซื้อหรือเช่าแผ่นดีวีดีมาดูที่บ้านน่าจะเหมาะกว่า แต่ถ้าคุณอยากไปดูหนังในโรงภาพยนตร์จริงๆ ก็ไปดูได้ แต่ไม่ควรดูบ่อยเกินไป เลือกโรงภาพยนตร์ที่อากาศถ่ายเทได้ดี และเลือกรอบที่คนดูไม่มากเวลาไปจองตั๋ว เลือกเก้าอี้นั่งสบาย เป็นที่นั่งติดทางเดินได้ยิ่งดี เพราะแม่ท้องปวดปัสสาวะบ่อย อาจต้องลุกไปเข้าห้องน้ำระหว่างที่หนังฉายอยู่

ดูคอนเสิร์ต

จิน่า โกเมซ นักโสตสัมผัสวิทยา จากเวบไซต์ babycenter.com ประเทศอังกฤษ แนะนำว่า ตอนนี้ยังไม่มีผลการวิจัยชี้ชัดว่า ระดับเสียงมากหรือนานเท่าใดจึงจะส่งผลเสียต่อการได้ยินของทารก ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถไปดูคอนเสิร์ตได้บางครั้ง แต่ไม่แนะนำให้ไปบ่อยๆ

คุณแม่ที่อยากจะไปดูคอนเสิร์ต อย่าลืมถามความเห็นจากสูติแพทย์ประจำตัวดูก่อน (บางท่านที่มีภาวะเสี่ยงเช่น แท้งคุกคามอาจไม่เหมาะที่จะทำกิจกรรมบันเทิงหนักๆ แบบนี้) และถึงคุณหมอจะไฟเขียวว่าไปดูได้ ก็ควรซื้อตั๋วแบบนั่งและไม่กระโดดหรือเต้นแรงๆ อย่าลืมว่า ตอนนี้ร่างกายของคุณรับภาระหนักอยู่ส่วนหนึ่งแล้วนะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ขยับเคลื่อนไหว พร้อมฟิตร่างกายหลังคลอด

มาเตรียมร่างกายให้แข็งแรง พร้อมสำหรับการฟิตหุ่นหลังคลอดตั้งแต่ตอนท้องดีกว่า

 

1. เดินออกกำลังกายเป็นประจำ

ชารอน มงแพลร์ซี ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย อดีตนักกีฬาฟันดาบโอลิมปิคควบตำแหน่งแม่ฝาแฝดให้คำแนะนำว่า “เดินออกกำลังกายทุกวัน แต่อย่าฝืนตัวเองจนเกินไป เมื่อไรที่รู้สึกเหนื่อยให้ชะลอฝีเท้าหรือหยุดพัก” ที่สำคัญ ต้องแต่งกายให้เหมาะสมและเลือกพื้นที่ที่เอื้อต่อการเดินออกกำลังด้วย

 

2. ยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ

อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เน้นยืดกล้ามเนื้อช่วงอก, กล้ามเนื้อแขนส่วนบน, การยกแขน, ยกขา และการกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานฯลฯ ซึ่งเป็นจุดที่ต้องรับน้ำหนักทั้งช่วงอุ้มท้องและหลังคลอด ว่าที่คุณแม่ก็ไม่ควรฝีนอยู่ดี ทำเท่าที่ทำได้ ถ้าฝืนเกินไปจนกล้ามเนื้ออักเสบขึ้นมาจะยิ่งแย่ ถ้าเป็นการยืดกล้ามเนื้อที่ต้องนั่งกับพื้น ก็อย่าลืมหาเบาะหรือพรมมารองรับน้ำหนักด้วย

 

3. บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหรือที่เรียกง่ายๆ ว่า การฝึกขมิบ จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรง พร้อมสำหรับการคลอด, ป้องกันอาการปัสสาวะเล็ดซึ่งมักจะเกิดในช่วงไตรมาสท้ายๆ แถมยังส่งผลดีกับชีวิตรักของคุณพ่อคุณแม่ในช่วงหลังคลอดอีกต่างหาก ท่าบริหารนี้ทำได้ง่ายๆ ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน (คล้ายกับเวลากลั้นปัสสาวะ) ค้างไว้ 5 วินาที แล้วคลายอีก 5 วินาที ทำสลับกัน 10 ครั้ง ถือเป็น 1 เซต ทำวันละ 2 เซตก็พอ

 

สิ่งสำคัญที่คุณแม่ชารอนเน้นย้ำคือ อย่าหักโหมแต่ทำให้สม่ำเสมอ จะได้ผลดีกว่า มาสู้เพื่อหุ่นเพรียวสวยและสุขภาพที่แข็งแรงกันนะคะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ติ่งเนื้อในช่องคลอด

Q: กำลังท้องอยู่แล้วมีเลือดออกจากช่องคลอด แต่ออกมาไม่มากนะคะ ไปให้คุณหมอตรวจ ปรากฏว่ามีติ่งเนื้อในช่องคลอด คุณหมอบอกว่าไม่ใช่เนื้อร้าย และตัดออกได้ด้วยการผ่าตัดเล็ก แต่ก็อดกังวลไม่ได้เลยค่ะ ติ่งเนื้อในช่องคลอดนี้เกิดจากอะไรหรือคะ?

“ติ่งเนื้อในช่องคลอดนี้น่าจะมีมาก่อนที่จะตั้งครรภ์นะคะ ตอนแรกคงซ่อนตัวอยู่ในปากมดลูกและมีขนาดเล็ก จากนั้นก็ค่อยๆ โตขึ้น ติ่งเนื้อแบบนี้จะโตช้ามาก เพราะไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง จนกระทั่งยื่นออกมาพ้นปากมดลูก และทำให้มีเลือดออกจากช่องคลอดอย่างที่คุณแม่เป็นอยู่ สาเหตุการเกิดติ่งเนื้อยังไม่ทราบชัดเจน แต่ก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ อย่างที่คุณหมอผู้ดูแลบอกนั่นแหละค่ะ

กรณีนี้หมอเห็นด้วยกับคุณหมอผู้ดูแล คือ แนะนำให้ผ่าตัดเอาออกไปตั้งแต่ตอนที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะติ่งเนื้อนี้อาจทำให้มีเลือดออกจากช่องคลอดได้อีก และอาการที่มีเลือดออกทางช่องคลอดใช้เป็นสัญญาณในการวินิจฉัยภาวะรกเกาะต่ำหรือเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดด้วย ดังนั้นหากมีภาวะแทรกซ้อนทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้น อาการเลือดออกเพราะติ่งเนื้อของคุณแม่จึงอาจทำให้แพทย์เข้าใจผิดและวินิจฉัยโรคผิดได้ค่ะ

 

ผ่าตัดติ่งเนื้อในช่องคลอด น่ากลัวไหม?

การผ่าตัดติ่งเนื้อในช่องคลอด หากผ่าตัดออกไปตั้งแต่ติ่งเนื้อยังมีขนาดเล็ก จะผ่าตัดได้ง่ายและปลอดภัยกว่า ไม่ต้องฉีดยาชา หรือวางยาสลบแต่อย่างใด ซ้ำยังไม่เจ็บและไม่ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์หรือเจ้าตัวน้อยในท้อง การตัดติ่งเนื้อออก นอกจากทำให้ไม่มีเลือดออกผิดปกติแล้ว ยังลดอาการตกขาวเรื้อรังได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงจะผ่าตัดติ่งเนื้อออกไปแล้ว เมื่อผ่านไป 3-4 ปี ก็อาจมีติ่งเนื้อเกิดขึ้นใหม่ได้อีก คุณแม่จึงควรไปตรวจภายในเพื่อติดตามอาการทุกปีค่ะ

 

บทความโดย : นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์
ภาพ : Shutterstock

Tags

โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์

10 เช็กลิสต์! แค่เครียด หรือเป็น โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์?

โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจกลายโรคซึมเศร้ารุนแรง และส่งผลร้ายต่อเด็ก ทั้งขาดสารอาหาร ไอคิวลดลง ส่วนแม่อาจเป็นรุนแรง ถึงขั้นฆ่าตัวตายได้

10 เช็กลิสต์! แค่เครียด หรือเป็น โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์?

โรคซึมเศร้าเป็นอาการป่วยทางจิตที่พบได้ทั่วไป ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกด้านลบที่รุนแรง มีอารมณ์เศร้า สูญเสียความมั่นใจ หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ รู้สึกสิ้นหวัง ไร้ค่า ซึ่งอาการเหล่านี้รบกวนชีวิตความเป็นอยู่และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันเป็นระยะเวลานาน

บ่อยครั้งที่ โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์ มักไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเพียงอาการที่เกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน ในร่างกาย จึงพลาดโอกาสได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ บางรายโรคพัฒนาไปสู่ขั้นรุนแรง นำไปสูการฆ่าตัวตายได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อ ภาวะซึมเศร้าในคนท้อง

ตามสถิติของ The American Congress of Obstetricians and Gynecologists ( AGOG ) ได้ระบุไว้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 ใน 4 ( 14 – 23 % ) มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้ขณะตั้งครรภ์โดยมีสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ได้แก่

  • ประวัติครอบครัว หรือตนเองมีภาวะซึมเศร้า
  • ขาดคู่ชีวิตหรือการดูแลจากคนรอบข้างระหว่างการตั้งครรภ์
  • มีปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์
  • เคยถูกทารุณกรรมหรือเคยได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง
  • มีประสบการณ์ชีวิตที่ก่อให้เกิดความเครียด
  • มีปัญหาทางการเงิน ขัดสนเรื่องค่าใช้จ่าย
  • มีพฤติกรรมติดสารเสพติด
  • รู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์
  • เคยสูญเสียลูกมาก่อนหน้านี้หรือแท้งลูก
  • วิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตัวทารก เช่น ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จากการตั้งครรภ์
  • ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม
ภาวะซึมเศร้าตอนท้อง
ภาวะซึมเศร้าตอนท้อง

10 เช็กลิสต์! แค่เครียด หรือเป็น โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์?

การตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและตื้นตันใจสำหรับผู้หญิง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ว่าที่คุณแม่หลายๆ คนเป็นกังวล สับสน เครียด หรือในบางครั้งการที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงขณะตั้งครรภ์ ก็อาจส่งผลให้แม่ท้องเครียด โมโหง่าย ร้องไห้ง่ายกว่าตอนที่ยังไม่ตั้งครรภ์ ทำให้ไม่แน่ใจว่าที่เป็นอยู่นั้นเป็นเพราะเครียด หรือ เป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยน หรือเป็น โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์ กันแน่ ทีมแม่ ABK จึงมี 10 เช็คลิสต์ ให้แม่ท้องได้เช็กกันว่าเป็น โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์ หรือไม่ ดังนี้

  1. รู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่มีสิ่งที่น่ารื่นรมย์หรือสนุกสนานเลยแม้แต่น้อย
  2. รู้สึกซึม เศร้า หรือว่างเปล่า ตลอดทั้งวัน/ทุกวัน
  3. เพ่งความสนใจไปยังสิ่งต่างๆ ได้น้อยลง
  4. โกรธง่ายมาก ใจไม่สงบ หรือร้องไห้มากเกินไป
  5. นอนไม่หลับ หรือนอนหลับตลอดเวลา
  6. รู้สึกเหนื่อยล้ามาก หรือเหนื่อยล้าตลอดเวลา
  7. อยากกินอาหารตลอดเวลา หรือไม่อยากอาหารเลย
  8. รู้สึกผิดอย่างไม่มีเหตุผล รู้สึกไร้ค่า ไร้ความหวัง
  9. มีสัญชาตญาณมุ่งตาย คิดอยากฆ่าตัวตาย หรือคิดว่าการตายเป็นสิ่งดี
  10. มีอาการซึมเศร้าสลับกับกระตือรือร้นมากเกินไป เช่น ขยันทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่ต้องกินหรือนอนมาก ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สุด

โดยหากว่าที่คุณแม่มีอาการดังต่อไปนี้ติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

ภาวะซึมเศร้าในคนท้อง อันตรายแค่ไหน?

หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง และมีภาวะครรภ์เป็นพิษเนื่องจากความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์มากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เป็นโรคซึมเศร้า

นอกจากนี้ผู้หญิงที่เป็นโรคซึมเศร้าระหว่างการตั้งครรภ์ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าหลังคลอดสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยโรคนี้มีโอกาสเกิดขึ้นในผู้หญิงประมาณ 15% ที่เพิ่งผ่านการคลอดบุตร

จากรายงานของสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ หากไม่ได้รับการรักษา โรคซึมเศร้าระหว่างการตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์โดยเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะต่อไปนี้

  • ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์หรือการคลอดบุตร
  • เด็กที่คลอดออกมามีน้ำหนักตัวน้อย
  • การคลอดก่อนกำหนด
  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ
  • ความบกพร่องด้านการเรียนรู้ของทารก
  • แม่ตั้งครรภ์ขาดสารอาหาร
  • แม่ท้องพักผ่อนไม่พอ
  • ทารกโตช้าในครรภ์
  • ทารกได้รับผลกระทบจากยาที่ใช้รักษาภาวะซึมเศร้า
ซึมเศร้าในคนท้อง
ซึมเศร้าในคนท้อง

การรักษาโรคซึมเศร้าระหว่างการตั้งครรภ์

โรคซึมเศร้าระหว่างการตั้งครรภ์สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้โดยมีหลักการรักษาเหมือนโรคซึมเศร้าทั่วไป การรักษาต่าง ๆ มีแนวทางดังนี้

  • การให้คำปรึกษา หรือการใช้เทคนิคเฉพาะทางเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้น เช่น การบำบัดด้านความคิดและพฤติกรรม (CBT) การบำบัดด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นต้น
  • การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนต่าง ๆ
  • การบำบัดด้วยการกระตุ้นสมอง เช่น การกระตุ้นด้วยคลื่นไฟฟ้า (Electroconvulsive therapy) ซึ่งเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าชนิดอ่อนเข้าสู่สมอง
  • การใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า แต่วิธีนี้มีความเสี่ยงต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์ จึงต้องคำนึงถึงประโยชน์และเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียจากการใช้ยานี้อย่างถี่ถ้วน

จะเห็นได้ว่าการรักษาภาวะซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์นั้น ในบางข้อก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์ได้ ดังนั้น ทั้งแม่ท้อง ครอบครัว และคนใกล้ชิด ควรจะช่วยกันสังเกตอาการและป้องกันก่อนที่แม่ท้องจะเกิดภาวะนี้ได้

5 กิจกรรมที่ทำให้แม่ท้องห่างไกลจากภาวะซึมเศร้า

  1. การออกกำลังกายเพราะการออกกำลังกายจะทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลั่งสารเอ็นโดฟิน ( Endophine )  ที่กระตุ้นให้เรามีความสุข และลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ( Cortisol ) ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เราเกิดความเครียด
    พักผ่อนให้เพียงพอ
  2. เลือกรับประทานอาหารที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เช่น ของหวาน หรืออาหารที่มีโปรตีนต่ำจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ควรรับประทานในบริมาณที่พอเหมาะ และอาหารที่มี โอเมก้า 3 เพราะจะช่วยลดการซึมเศร้าแล้วยังส่งผลต่อการกระตุ้นในการพัฒนาสมองของลูกได้ เช่นกั
  3. ควรไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้อยู่ภายใต้การดูแลของสูตินรีแพทย์ โดยสูตินรีแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง ข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ และความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ ช่วยให้ว่าที่คุณแม่สามารถรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เครียดมากจนนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์ได้นั่นเอง
  4. การรักษาแบบธรรมชาติบำบัด เช่น การเล่นโยคะ ก็มีส่วนช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าระหว่างการตั้งครรภ์ได้
  5. การให้ครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ช่วยแบ่งเบาภาระงานในบ้าน ช่วยเหลืองานในด้านต่าง ๆ และอำนวยความสะดวกตามความเหมาะสม ก็จะช่วยลดความเครียดในแม่ท้องได้

นอกจากสุขภาพร่างกายที่แม่ท้องต้องดูแล เพื่อให้ลูกน้อยในครรภ์ได้เจริญเติบโตตามวัยแล้ว ก็อย่าละเลยการดูแลสภาพจิตใจของแม่ท้องด้วยนะคะ เพราะความเครียดและโรคซึมเศร้าอาจส่งผลต่อลูกน้อยในท้องได้เช่นกันค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คนท้องอารมณ์อ่อนไหว มีผลกับลูกในท้องอย่างไร

7 พฤติกรรมแม่ท้อง กระตุ้นลูกในครรภ์ฉลาด

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แม่ต้องรู้เท่าทัน!

แม่ท้องนอนไม่พอ กระทบลูกในท้องอย่างไร?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : hd.co.th, นพ.วันชัย นาถตระกูลพิทักษ์ สูตินรีแพทย์ ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4, รศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 3)

1. จะคลอดแล้ว กลัวจังเลย!

คุณแม่บางคนอาจเริ่มกลัวการคลอดตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมาเริ่มหวั่นกันเมื่อถึงไตรมาสสุดท้าย ลูกจะคลอดก่อนกำหนดไหม คลอดเกินกำหนดไหม คลอดยากรึเปล่า ต้องเจ็บท้องเป็นสิบชั่วโมงจริงไหม

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : ภาวะผิดปกติของการคลอด ทั้งคลอดก่อนกำหนดและคลอดเกินกำหนด ไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการเฝ้าระวังและสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ และไปพบแพทย์ทันทีที่มีสัญญาณเตือน

ส่วนเรื่องขั้นตอนการคลอด เดี๋ยวนี้ตามโรงพยาบาลหลายแห่งมีคอร์สอบรมคุณแม่ ซึ่งมักจะรวมการพาทัวร์ห้องคลอดไว้ด้วย ไปดูสถานที่ก่อน เวลาคลอดจริงจะได้ไม่หวั่นมาก ถ้ามีอะไรสงสัยก็จะได้ถามคุณหมอเสียแต่เนิ่นๆ ด้วย

2. เลี้ยงเด็กอ่อน ต้องทำอะไรบ้าง?

ตอนที่เจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องว่าลำบากแล้ว แต่พอลูกจะออกมาจริงๆ แม่อย่างเรากลับกลัวยิ่งกว่า ไหนจะเรื่องให้นม อาบน้ำเด็ก เอาลูกเข้านอน แล้วถ้าลูกร้องไห้โดยไม่รู้สาเหตุล่ะ

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : เช่นเดียวกับการคลอด คอร์สอบอบรมคุณแม่ช่วงไตรมาสท้ายมักจะสอนเรื่องเหล่านี้ให้เป็นพื้นฐาน หรือถึงจะไม่มีคอร์สอบรม หลังจากคลอดออกมาแล้ว คุณก็ต้องเรียนรู้เรื่องการอุ้ม การอาบน้ำ และการให้นมจากพยาบาลที่ดูแลเด็กอ่อน ก่อนจะพาลูกกลับบ้านอยู่แล้ว แล้วก็อย่าลืมมือโปรในบ้าน อย่างคุณย่าคุณยายของเจ้าตัวน้อยด้วย

อ่านเพิ่มเติม  พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 1) | พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 2)

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ที่มาภาพ : Shutterstock

พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 2)

1. ตัวใหญ่เป็นยักษ์เลย!

ว่าที่คุณแม่บางคนเศร้ากับรอบเอวที่ค่อยๆ หายไปทีละนิด บางคนกลัวว่ารูปร่างจะไม่กลับเป็นเหมือนเดิม ส่วนอีกหลายคนกลัวว่า หุ่นที่เปลี่ยนไปจะส่งผลต่อสัมพันธ์รักกับคุณสามี

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : ตอนนี้สายตาของคนรอบข้างที่มองมา มีแต่ชื่นชมกับพุงกลมๆ ของคุณทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครสนใจต้นแขนอวบๆ หรือเท้าที่เริ่มบวมนักหรอกน่า ว่าที่คุณแม่ไตรมาสสองส่วนใหญ่จะมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ผมดกเงางามขึ้น แถมหน้าอกหน้าใจก็อวบอิ่มขึ้นด้วย แต่ก็ต้องระวัง ไม่หม่ำเพลินจนน้ำหนักขึ้นเร็วเกินไปนะ

2. ตรวจดี – ไม่ตรวจดี?

ถึงเวลาต้องอัลตราซาวด์และตรวจภาวะผิดปกติทางพันธุกรรมดาวน์ซินโดรมแล้ว ว่าที่คุณแม่หลายคนกังวลตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มตรวจ เพราะการตรวจบางอย่าง เช่น การเจาะน้ำคร่ำ ก็มีความเสี่ยงต่อการแท้งได้ พอตัดสินใจตรวจไปแล้ว ระหว่างรอผลก็เครียดอีกว่า ลูกจะผิดปกติอะไรหรือเปล่า

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : การตรวจที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น การตรวจอัลตราซาวด์ เป็นเรื่องที่ควรทำ โดยไม่ต้องลังเล ส่วนการตรวจเจาะน้ำคร่ำ หากคุณมีความเสี่ยงต่อภาวะผิดปกติทางพันธุกรรมดาวน์ซินโดรม เช่น มีอายุมากกว่า 35 ปี, หรือตรวจเลือดแล้วพบว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะนี้สูง ก็ควรตรวจอยู่ดี ยกเว้นหากคุณพ่อคุณแม่คู่ไหนตั้งใจว่า ต่อให้ลูกมีภาวะอย่างไรก็จะตั้งครรภ์และเลี้ยงดูเขาต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจ ลองตกลงปรึกษากับคุณสามีดูก่อนนะ

3. เอ๊ะ นี่ลูกดิ้นหรือยังนะ?

แรกๆ เจ้าเบบี๋ยังตัวนิดเดียว พอขยับตัว คุณแม่ก็เลยยังไม่รู้สึกอะไร ถ้าคุณแม่คนไหนมีผนังหน้าท้องหนาหน่อย (เรียกง่ายๆ ว่า มีพุง) อยู่ก่อนแล้ว ก็อาจจะรู้สึกช้ากว่าคุณแม่ตัวเล็ก

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : ความรู้สึกตอนที่ลูกดิ้นแรกๆ จะไม่เหมือนกับลูกเตะหรือชนท้องอย่างที่คุณแม่ท้องแก่รู้สึกกันหรอก คุณอาจรู้สึกแค่เหมือนมีปลาตัวเล็กๆ ตอดในท้องเท่านั้นเอง ลองถามเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างที่เคยท้องดูสิ ถ้าคราวหน้าไปพบสูติแพทย์จะลองปรึกษาคุณหมอดูก็ได้

อ่านเพิ่มเติม  พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 1) | พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 3)

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ที่มาภาพ : Shutterstock

ทำฟันตอนท้อง ตั้งครรภ์ ขูดหินปูน

พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 1)

1. นี่ฉันท้องจริงเหรอเนี่ย!

สถานภาพใหม่เป็นความสับสนแรกของว่าที่คุณแม่ ถึงคุณจะพร้อมและเฝ้ารอเจ้าตัวเล็กมาพักใหญ่แล้วก็อดกังวลไม่ได้หรอก เราพร้อมจะเป็นพ่อแม่แล้วจริงๆ หรือ เราจะเลี้ยงลูกรอดไหม

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : อย่าโทษตัวเองที่รู้สึกลังเล ลองหันเหความสนใจ ด้วยการภาพของตัวอ่อนที่เพิ่งจะปฏิสนธิจากในตำราตั้งครรภ์หรือในอินเตอร์เนตมาดูเรียกรอยยิ้ม หลังจากนั้นก็ลองพูดคุยกับคุณสามีเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกำลังกังวล ไม่แน่เขาอาจจะคิดเรื่องเดียวกันอยู่ก็ได้

2. สารพัดภาวะผิดปกติช่วงไตรมาสแรก

ช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงที่การตั้งครรภ์ยังเปราะบาง มีภาวะตั้งครรภ์ผิดปกติหลายอย่างให้หวั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นแท้งคุกคาม ท้องนอกมดลูก หรือครรภ์ไข่ปลาอุกฯลฯ คุณแม่บางคนศึกษาข้อมูลมากไปจนพานกลัวไปหมด

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : การศึกษาข้อมูลเป็นเรื่องดี แต่อย่าเอาข้อมูลที่ได้มาทำให้กังวลใจมากขึ้น ภาวะผิดปกติหลายๆ อย่างสามารถตรวจสอบได้เนิ่นๆ จงไปฝากครรภ์เสียตั้งแต่รู้ตัวว่าท้องและถ้ามีอะไรผิดปกติ ก็อย่ามัวแต่นั่งกลัว รีบไปพบแพทย์ที่ฝากครรภ์ดีกว่า

3. บอกกับใครๆ ตอนไหนดี?

ตอนที่รู้ตัวว่าท้อง คุณคงแทบอยากจะกู่ร้องให้ก้องโลก แต่พอหายตื่นเต้น สิ่งที่ตามมาคือ ความกังวล ไหนจะเรื่องลางาน ไหนจะปฏิกิริยาของคนรอบข้าง ถ้าประกาศไปแล้วเกิดแท้งขึ้นมา คงไม่อยากให้ใครต่อใครมาถามไถ่แน่ๆ เก็บเงียบไว้ก่อนดีไหม

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : คุณไม่จำเป็นต้องบอก ‘ใครต่อใคร’ พร้อมกันหมดนี่นา กระซิบบอกคนสำคัญอย่างคุณสามี หรือเพื่อนสนิทก่อนสิ ส่วนคนรอบข้างที่เหลือ จะบอกข่าวเมื่อไร ก็วิเคราะห์จากปฏิกิริยาที่น่าจะเกิดขึ้น รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันก่อน

4. แพ้ท้อง….โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว!

สภาพร่างกายย่อมส่งผลต่อจิตใจฉันใด อาการแพ้ท้องก็ส่งผลต่อจิตใจของว่าที่คุณแม่ฉันนั้น ไหนจะเวียนศีรษะ, ไหนจะคลื่นไส้ แถมยังอ่อนเพลียไม่มีแรงอีก จะไปทำงานยังไง กินข้าวก็ไม่ได้ ลูกจะได้สารอาหารจากไหน ฮือๆ แล้วเมื่อไรจะหายสักทีละเนี่ย!

วิธีเอาตัวรอดจากความกังวลนี้ : เรื่องแพ้ท้องคงทำอะไรไม่ได้นอกจาก ‘อดทน’ ไว้ ถ้ากินข้าวได้น้อยหรือน้ำหนักลด อย่าเพิ่งตกใจกลัวไป จริงๆ ตอนนี้เจ้าเบบี๋ต้องการอาหารแค่นิดเดียว พยายามกินเท่าที่กินได้ไปก่อน ส่วนเรื่องงาน ถ้าหากไม่ไหวจริงๆ คงต้องคุยกับเจ้านายและเพื่อนร่วมงานว่า จะจัดการอย่างไรได้บ้าง

อ่านเพิ่มเติม  พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 2) | พายุอารมณ์แม่ท้อง (ไตรมาส 3)

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ที่มาภาพ : Shutterstock

หม่ำอะไร เมื่อ ‘ใกล้คลอด’

มาดูกันหน่อยว่า สารอาหารอะไรที่จำเป็นในช่วงใกล้คลอด…

  • แคลเซียมและวิตามินดี ระหว่างที่โครงสร้างกระดูกกำลังพัฒนา ลูกน้อยของคุณต้องการแคลเซียมวันละ 200 มิลลิกรัม เมื่อบวกกับแคลเซียมที่ร่างกายคุณแม่ต้องการ คุณแม่ก็ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1000 มิลลิกรัม วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม อย่าลืมเดินออกไปอาบแดดช่วงเช้าหรือตอนเย็นๆ (จะได้ไม่ร้อนเกินไป) ด้วยนะ
  • เหล็ก ว่าที่คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็กวันละ 27 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มและเตรียมชดเชยเลือดที่จะต้องเสียไปกับการคลอด ถ้าสูติแพทย์สั่งยาเม็ดธาตุเหล็กเสริมให้ คุณแม่ก็ควรกินยาอย่างสม่ำเสมอ
  • ไขมัน สมองและระบบการมองเห็นของทารกจะพัฒนาการมากในช่วงไตรมาสสุดท้าย สารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาก็คือ กรดไขมัน ว่าที่คุณแม่ควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า -3 วันละ 1.4 มิลลิกรัม แต่ต้องเลือกกินไขมันชนิดดีหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว และไขมันประเภท Trans Fat (ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่เกิดจากการสังเคราะห์ ผ่านกระบวนการแปรสภาพทำให้มีลักษณะเหมือนไขมันอิ่มตัว)
  • โปรตีน เรารู้กันดีว่าโปรตีนมีประโยชน์ ดังนั้นกินให้ได้อย่างน้อยวันละ 71 กรัม
  • น้ำ “ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน” นอกจากจะช่วยควบคุมระบบต่างๆ ของร่างกายแล้ว ยังช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกายของแม่ (ปริมาณเลือด) และปริมาณน้ำคร่ำในมดลูก
  • วิตามินซี คุณแม่ควรกินวิตามินซีวันละ 85 มิลลิกรัม จะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และทำให้ร่างกายของคุณแม่หลังคลอด ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
  • กรดโฟลิก กรดโฟลิกไม่ได้มีบทบาทเฉพาะช่วงก่อนท้องหรือไตรมาสแรก เพื่อช่วยป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทของทารกเท่านั้น แต่ยังเป็นสารอาหารที่จำเป็นตลอดการตั้งครรภ์ เพราะช่วยผลิตและซ่อมแซม DNA รวมถึงช่วยในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

รู้อย่างนี้แล้ว คุณแม่ห้ามละเลยเรื่องโภชนาการเลยเชียวนะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

ต่อรองแบบพ่อแม่สุดฉลาด

ตอนยังเล็ก คุณบอกให้ทำอะไรแล้วลูกไม่อยากทำ เขาอาจไม่ตอบ หรือตอบแค่สั้นๆ ‘ไม่’ แล้วจบ แต่ตอนนี้เด็กน้อยโตขึ้นเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และเริ่มต่อรองในสิ่งที่ตัวเองอยากได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ใหญ่ก็หัวหมุน พ่อแม่เลยต้องฝึกต่อรองให้เก่งขึ้นตามไปด้วย

ฉากที่ 1 แต่งตัวไปโรงเรียน

แม่ : ได้เวลาแต่งตัวไปโรงเรียนแล้วจ้า

ลูก : หนูจะใส่เสื้อสีชมพูกับกางเกงสีชมพูนะ

แม่ : ไปโรงเรียนต้องใส่ชุดนักเรียนจ้ะ แต่หนูจะเลือกโบผูกผมกับผ้าเช็ดหน้าที่หนูชอบก็ได้

 

ฉากที่ 2 เก็บของเล่น

แม่ : เก็บของเล่นให้เรียบร้อยด้วยนะ

ลูก : หนูจะเก็บ ถ้าแม่ให้หนู 20 บาท

แม่ : ของเล่นของหนู หนูต้องเก็บเอง แม่ไม่ให้เงินหรอก แต่แม่จะจ้างหนูรดน้ำต้นไม้ ถือเป็นงานพิเศษ โอเคไหม

 

ฉากที่ 3 เวลาเข้านอน

แม่ : ปิดไฟนอนได้แล้ว

ลูก : ขอเล่นอีกเกมนะครับ ผมยังไม่ง่วงเลย

แม่ : ต้องปิดเกมแล้วจ้ะ แต่ถ้าจะอ่านหนังสือ แม่เพิ่มให้อีก 10 นาทีนะ

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

Tags

หลากเทคนิคศิลปะ ชวนวัยเรียนสนุก+สร้างจินตนาการ

งานศิลปะมีดีกว่าแค่ผลงานสวยๆ การที่เด็กจะทำงานศิลปะขึ้นมาสักหนึ่งชิ้น จำเป็นต้องใช้ทักษะหลายๆ ด้านรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสายตา กล้ามเนื้อมือ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ช่วยส่งเสริมให้่ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และงานศิลปะ ก็มีความหลากหลาย ทีมกองบรรณาธิการ Amarin Baby and Kids ได้รวมรวมเทคนิคศิลปะมาให้คุณแม่ได้ชวนลูกร่วมสนุกด้วยกันแล้วค่ะ 

 

หลากเทคนิคศิลปะ ชวนวัยเรียนสนุก+สร้างจินตนาการ

 

  • สีเทียน เด็กบางคนจะชอบสีเทียนแท่งอ้วนๆ เพราะจับและบังคับทิศทางได้ง่าย แต่หลายคนก็ชอบใช้สีเทียนแท่งผอมขนาดมาตรฐาน ถ้าจะให้ดี ควรใช้เทปกาวแปะกระดาษที่เขาวาดให้ติดอยู่กับโต๊ะจะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดของเด็กลงได้ดีทีเดียว

 

  • ระบายสีด้วยนิ้วมือ เด็กหลายคนชอบสัมผัสเนื้อสีละเอียดเนียนนุ่ม แต่ถ้าคนไหนไม่ชอบก็ไม่ต้องบังคับ ลองเล่นครีมหรือฟองสบู่ในอ่างอาบน้ำแทนการใช้สี ซึ่งต้องระวังอย่าให้เขาเอามือขยี้ตาด้วย

 

  • แป้งโด เด็กๆ จะได้สนุกกับการบีบ กลิ้ง ดึง ขึ้นรูป หรือกดแป้งโดใส่แม่พิมพ์รูปทรงต่างๆ สิ่งสำคัญคือควรเลือกซื้อแป้งโดที่ปลอดสารเคมี

 

  • ระบายสีด้วยพู่กัน พู่กันด้ามใหญ่จะจับได้ง่ายกว่าด้ามเล็ก และขนพู่กันหนาจะระบายได้ดังใจเด็กเล็กๆ มากกว่า

 

  • ระบายสีด้วยฟองน้ำ หาฟองน้ำหลากแบบหรือไม่ก็ตัดเองซะเลย นำไปจุ่มสีแล้วกดลงบนกระดาษ เป็นวิธีการสร้างอุปกรณ์ศิลปะที่น่าสนใจและง่ายสำหรับนิ้วมือเล็กๆ ของเด็ก ยังมีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างคอตตอนบัด ขนนก หรือแปรงสีฟันเก่าๆ

 

  • ระบายสีด้วยเชือก เตรียมเชือกหลายๆ เส้นที่มีความยาวแตกต่างกันสำหรับให้ลูกจุ่มสีแล้วลากเส้นเชือกไปบนแผ่นกระดาษ

 

  • ระบายสีด้วยผัก หั่นผักชนิดกินหัวออกเป็นท่อนๆ จุ่มสี แล้วกดลงบนกระดาษ

 

  • ปั๊มยางลบ เด็กที่โตขึ้นมาหน่อยมักจะชอบใช้ยางลบรูปร่างสัตว์เป็นตราปั๊มสี ถ้าไม่อยากให้ฝาบ้านกลายเป็น “สวนสัตว์หลากสี” จงหากระดาษแผ่นโตมาติดฝาผนังให้เด็กๆ ได้ปั๊มรูปต่างๆ ให้ช่ำปอดจะดีกว่า

 

  • การลอกลาย ทำได้ง่ายๆ ด้วยการวางกระดาษขาวลงบนวัตถุที่มีพื้นผิวขรุขระ เช่น เปลือกไม้ หรือ เหรียญต่างๆ จากนั้นให้เด็กกดระบายสีเทียนให้ทั่วเพื่อให้เกิดลวดลายขึ้นมาบนกระดาษ

 

  • ชอล์ค สีชอล์คสดใสแท่งใหญ่หนาเป็นที่ดึงดูดใจเด็กวัยเตาะแตะมาก สีชอล์คใช้เขียนได้หลายที่ เช่น ตามทางเดินรอบๆ บ้าน ขั้นบันไดหน้าบ้าน หรือพื้นโรงรถ นอกจากนี้ยังใช้กับกระดาษโปสเตอร์สีได้อีกด้วย โดยเฉพาะกระดาษสีดำจะขึ้นกับสีชอล์คมาก เด็กๆ จะตื่นเต้นมากเมื่อได้เห็นผลงานบนพื้นสีดำ

 

  • ดินสอ ปากกา และปากกาเน้นคำ เวลาเห็นพ่อแม่และพี่โตใช้อุปกรณ์เหล่านี้ เด็กเล็กมักอยากใช้บ้าง แต่เพราะมีความเสี่ยงที่ปลายดินสออาจทิ่มตาและอวัยวะบอบบางอื่นๆ และหมึกปากกาก็ล้างออกยาก คุณจึงควรเลือกชนิดของดินสอหรือหมึกปากกาให้ดีและคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

 

  • สมุดระบายสี สมุดระบายสีที่มีขายทั่วๆ ไปมักจำกัดจินตนาการการใช้สีของเด็กให้อยู่แต่ในกรอบในเส้น จำเป็นต้องเลือกสักหน่อย เช่น สมุดที่ให้เด็กๆ ได้วาดหรือต่อเติมภาพบางส่วนได้เอง และทุกครั้งที่ลูกระบายสี ไม่ควรสั่งให้เขาระบายสีให้อยู่ในเส้นหรือใช้สีเดิมๆ ควรให้อิสระเขาได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่

 

  • หนังสือทำมือ ถ้าลูกโตพอที่จะขีดเขียนได้แล้ว อาจชวนเขามาทำสมุดภาพกัน เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการนำกระดาษสักสองสามแผ่นมาพับครึ่ง หากระดาษโปสเตอร์สีมาทำเป็นหน้าปก แล้วเย็บติดกันเป็นเล่ม แล้วให้ลูกวาดภาพตกแต่งตามความคิดจินตนาการ โดยคุณอาจจะช่วยเขียนคำ ตามที่เขาอยากให้เขียนไว้ใต้ภาพเหล่านั้น

 

  • ภาพตัดปะ ใช้ได้ทั้งเศษผ้า ขนนก มะกะโรนี ถั่ว เมล็ดพืช ลูกปัดกับกระดุม ภาพจากนิตยสาร หรืออะไรก็ตามที่น้ำหนักเบาและทากาวติดกับกระดาษได้ หรือจะเป็นวัสดุธรรมชาติ อย่าง ใบไม้ กิ่งไม้ ก้อนกรวดเม็ดเล็กๆ และทราย หรือเศษวัสดุเหลือใช้ในบ้านอย่าง แกนกระดาษทิชชู กล่องไม้ขีดไฟเปล่าๆ สามารถนำมาทากาวติดกับกระดาษในมุมตั้งฉากและเนรมิตให้กระดาษเปล่ากลายเป็นเมืองที่ดูสมจริงได้ และเมื่อกาวแห้งดีแล้วก็ถึงเวลาจิตรกรตัวน้อยลงสีได้

 

  • สมุด ศิลปินตัวน้อยส่วนมากมักพอใจกับการแต่งแต้มหน้ากระดาษด้วยตัวเอง และสมุดบันทึกแบบไร้เส้นบรรทัดคือตัวเลือกที่ดีที่สุด

 

  • อาหาร ให้โอกาสลูกได้เนรมิตจานข้าวให้กลายเป็นภาพต่างๆ ด้วยผัก ผลไม้ และขนมหลากสีสันที่คุณมี

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

Tags

ภาษากายลูก

เคยทำได้ แล้วลืม ‘พัฒนาการถดถอย’ หรือเปล่า?

Q: เดือนที่แล้วลูกโบกมือบ๊ายบายตลอดเวลา แต่ตอนนี้กลับไม่ยอมทำเลย เหมือนลืมไปแล้วว่าทำอย่างไร แบบนี้พัฒนาการถดถอยรึเปล่าคะ?

การที่ลูกทำอะไรได้แล้วเกิดเลิกทำขึ้นมาเฉยๆ ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ทารกจะฝึกทักษะใดๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนทำได้ดีเป็นที่พอใจ พอเขารู้ว่าเขาทำได้แล้ว เขาก็จะเลิกสนใจทักษะนั้นๆ และหันไปฝึกฝนอย่างอื่นต่อ

ลองสังเกตดูว่า ลูกเลิกทำท่าบ๊ายบาย แต่หันไปตื่นเต้นกับการทำท่าอื่นๆ หรือไม่ เช่น ชอบเล่นจ๊ะเอ๋หรือตบแปะแทน ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ มาช่วยเขาส่งเสริมทักษะใหม่ๆ ดีกว่า แต่ถ้าลูกไม่ยอมทำสิ่งที่เคยทำได้ และไม่เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ไปด้วยก็ควรไปปรึกษาแพทย์อีกครั้งค่ะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : shutterstock

Tags

ท้องอยู่ เล่นมือถืออันตรายไหมนะ?

Q : เคยอ่านบทความจากในอินเทอร์เน็ต บอกว่าการเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือจะเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ จริงหรือเปล่าคะ เพราะตอนนี้ดิฉันชอบเล่นมือถือมากๆ เลยค่ะ

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานยืนยันถึงอันตรายของการใช้โทรศัพท์มือถือต่อหญิงตั้งครรภ์ที่น่าเชื่อถือออกมาเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อความที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่มีการแจ้งถึงแหล่งที่มาว่าข้อความดังกล่าว ใครเป็นผู้เขียน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร ดังนั้นหมอว่าคุณแม่ยังใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้ค่ะ แต่ผลเสียที่เกิดจากการเล่นโทรศัพท์นานๆ ก็คืออาจจะทำให้เกิดการเมื่อยล้าสายตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ทางที่ดี จึงไม่ควรเล่นมือถือติดต่อกันเป็นเวลานานๆ แนะนำให้หากิจกรรมอื่นๆ ทำด้วยนะคะ

 

บทความโดย: นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ภาพ: shutterstock

วันตกไข่

วันตกไข่ 3 วิธีนับยังไงช่วยแก้ไขมีลูกยาก

ชวนคุณพ่อ คุณแม่ มาทำความรู้จักการนับ วันตกไข่ เพื่อให้มีลูกน้อยได้เองตามธรรมชาติ และสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ที่ใช้วิธีธรรมชาติตามปกติแล้วก็ยังไม่มีลูก การนับวันตกไข่ที่ถูกต้องอาจจะช่วยให้มีลูกได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีช่วยให้มีลูกก็ได้ค่ะ

Continue reading “วันตกไข่ 3 วิธีนับยังไงช่วยแก้ไขมีลูกยาก”

icsi คือ มีลูกยาก เฮ

icsi คือ เทคโนโลยีทันสมัยช่วยให้มีบุตร คนมีลูกยากเฮ!

icsi คือ ความหวังของคนมีลูกยาก เทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้คู่รักที่อยากมีบุตรสมหวัง อีกวิธีแห่งความหวังนอกจาก ivf และการทำพลาสโตซิสท์แล้ว อิ๊กซี่คือคำตอบ

icsi คือ เทคโนโลยีทันสมัยช่วยให้มีบุตร คนมีลูกยากเฮ!

หากคุณกำลังมีลูกยาก และฝากความหวังไว้ที่การพึ่งเทคโนโลยี นอกจากการฉีดเชื้อ ไอวีเอฟกิ๊ฟต์ (ivf) และการทำพลาสโตซิสท์แล้ว ยังมีอีกวิธีที่นิยมทำกันในปัจจุบัน และได้ผลดี จนหลายๆ บ้านมีลูกมีหลานกันสมใจมาแล้ว นั่นคือการทำ อิ๊กซี่ เพื่อช่วยให้มีลูก

อิ๊กซี่ (ICSI: Intracytoplasmic Sperm Injection) เป็นวิธีการใช้เทคโนโลยีช่วยให้มีลูกน้อยที่นิยมใช้ในปัจจุบันค่อนข้างมาก เพราะมีผลช่วยให้มีสำเร็จกันมากมายหลายคน โดยวิธีการจะเข้าขั้นแอดวานซ์มากขึ้นจากการทำไอวีเอฟ เนื่องจากการทำไอวีเอฟ จะเป็นการช่วยให้เชื้ออสุจิได้แค่เข้าไปใกล้กับไข่ แต่เชื้อเหล่านั้นจะต้องมีพลังวิ่งไปเจาะเปลือกไข่และเข้าไปปฏิสนธิเอง จึงจะทำให้มีลูกน้อยได้ แต่การทำอิ๊กซี่ เราจะเลือกเชื้ออสุจิที่ดีที่สุด แล้วเจาะใส่เข้าไปในไข่เลย โดยที่สเปิร์มไม่ต้องออกแรงเจาะเอง อิ๊กซี่ เก็บไข่เหมือนไอวีเอฟ วิธีการทำ อิ๊กซี่ จะเริ่มต้นกระบวนการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ได้ไข่เหมือนไอวีเอฟ

ภาวะมีบุตรยาก มีลูกยาก กับ icsi คือ
ภาวะมีบุตรยาก มีลูกยาก กับ icsi คือ

ข้อแตกต่างของการทำ icsi กับ ivf

การทำ ICSI เป็นการคัดเอาตัวอสุจิที่มีความแข็งแรงที่สุด ผ่านด้วยวิธีการส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์และฉีดเข้าไป เพื่อให้ผสมกับไข่แบบเจาะจงด้วยเข็มขนาดเล็ก พอผสมกันแล้วจะนำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการด้วยน้ำยาเลี้ยงพิเศษ จากนั้นเมื่อตัวอ่อนพัฒนาไปอยู่ในระยะที่เหมาะสมแล้ว ก็จะนำเข้าไปใส่ในโพรงมดลูกเพื่อให้มีการตั้งครรภ์ต่อไ

การทำ IVF (In-Vito Fertilization) การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นการคัดไข่ที่สมบูรณ์จากฝ่ายหญิงและคัดอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชายมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธิที่ภายนอกแล้วจึงนำไข่ที่ผสมแล้วจนเป็นตัวอ่อน นำกลับเข้าไปที่โพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์แบบปกติต่อไป

ดังนั้น จุดต่างของ 2 วิธีนี้ คือ ICSI เป็นการทำให้เกิดการปฏิสนธิแบบเจาะจง และ IVF เป็น การปล่อยให้ผสมกันเอง ซึ่งในกลุ่มที่สเปริ์มไม่แข็งแรง การทำ ICSI มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เนื่องจากเราสามารถคัดเสปิร์มที่แข็งแรงมาปฏิสนธิได้เล

  1. กระบวนการกระตุ้นให้ได้ไข่จากคุณผู้หญิง โดยการเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน ฉีดยากระตุ้นการเติบโตของฟองไข่  อัลตราซาวนด์ติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่ การให้ยาเพื่อให้ไข่ตก จากนั้นเตรียมไข่ เพื่อให้ไข่มีความพร้อม
  2. เข้าสู่ขั้นตอนการเก็บไข่โดยใช้เข็มดูดจากในช่องคลอดของคนไข้กขณะนอนหลับ เป็นการเก็บไข่ในห้องผ่าตัด
  3. ทำ icsi อิ๊กซี่ กระบวนการช่วยปฎิสนธิไข่กับอสุจิ เมื่อนำไข่ออกมาแล้ว จึงทำขั้นตอน icsi คือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือห้องทดลองที่ช่วยอสุจิเจาะเข้าไปในไข่ให้เลย แต่หากเป็นการทำไอวีเอฟจะนำสเปิร์มไปใส่ข้างๆ ไข่ให้เขาผสมเอง แต่วิทยาศาสตร์จะช่วยได้แค่เท่านี้ คือให้อสุจิเข้าไปอยู่ในไข่เท่านั้น ยังไม่สามารถไปบังคับธรรมชาติให้เกิดการปฏิสนธิกันได้ สเปิร์มต้องปฏิสนธิกับไข่เป็นตัวอ่อนขึ้นเอง
  4. เลี้ยงตัวอ่อน เมื่อทำอิ๊กซี่แล้วมีการปฏิสนธิขึ้น แพทย์จะทำการเลี้ยงตัวอ่อนประมาณ 2-3 วัน
  5. แช่แข็งตัวอ่อน นำตัวอ่อนเข้ากระบวนการแช่แข็ง (ในวันที่ 5 หรือ 6 ของการเลี้ยงตัวอ่อน
  6. เตรียมโพรงมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน โดยให้รับประทาน และสอดยาฮอร์โมน อัลตราซาวนด์ดูความหนาของโพรงมดลูก
  7. เมื่อตัวอ่อนแข็งแรงดีแล้ว ละลายตัวอ่อนที่เคยแช่แข็งไว้ ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก นำตัวอ่อนไปหยอดในมดลูกของผู้หญิง ซึ่งหากตัวอ่อนฝังตัวดี คุณภรรยาก็จะตั้งครรภ์ แต่หากตัวอ่อนที่ไปหยอดไม่ฝังในมดลูก ก็ไม่สามารถบังคับควบคุมได้ ต้องศึกษาหาสาเหตุเพื่อแก้ไขปัญหากันต่อไป
มีบุตรยากมีเฮ กับเทคโนโลยีใหม่ช่วยให้มีลูก
มีบุตรยากมีเฮ กับเทคโนโลยีใหม่ช่วยให้มีลูก

การทำ ICSI เหมาะกับใคร?

  • คู่สมรสที่ฝ่ายชายมีปัญหาปริมาณอสุจิค่อนข้างน้อย อสุจิไม่สมบูรณ์ และอ่อนแอมาก ๆ
  • คู่สมรสฝ่ายชายเป็นหมัน หรือทำหมันแล้วแต่อยากมีลูกอีก แต่ยังคงสามารถนำเสปิร์มออกมาได้โดยการผ่าตัด
  • คู่สมรสฝ่ายหญิงมีเปลือกไข่หนา เสปิร์มไม่สามารถเจาะผ่านเปลือกไข่เพื่อเข้าไปปฏิสนธิได้ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่การทำเด็กหลอดแก้วธรรมดาไม่ได้ผล

อ่านต่อ>> ข้อดีของการทำ icst ความเสี่ยงมีแค่ไหน พร้อมคำแนะนำในการปฎิบัติตัว คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

มีลูกยากใช่ไหม? เทคโนโลยีไอวีเอฟ (IVF) อาจช่วยคุณได้

หากคุณเป็นคู่สมรส ที่อยากมีลูก หรือมีลูกยาก โดยใช้ทั้งวิธีทางธรรมชาติ นับวันตกไข่ และใช้การฉีดเชื้อช่วยแล้วก็ยังมีลูกไม่ได้ เราจึงขอนำเสนอเทคโนโลยีไอวีเอฟ ที่ช่วยเพิ่มในการมีลูกให้สำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

เนื่องจากการฉีดเชื้อเป็นการช่วยให้เชื้อเข้าไปอยู่ใกล้กับไข่เท่านั้น แต่อสุจิจะต้องมีจำนวนมาก และแข็งแรงพอที่จะวิ่งเข้าไปเจาะไข่เอง และฝั่งภรรยาต้องมีท่อที่จะพาไข่ไปหาอสุจิที่สมบูรณ์ดี ตัวไข่ก็ต้องสมบูรณ์ดี แต่ในกรณีที่ทั้งคู่หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีข้อจำกัด เราก็ต้องเปลี่ยนวิธีการช่วยมีลูก ให้มีโอกาสและความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น เริ่มจากการทำไอวีเอฟค่ะ

ไอวีเอฟ (In Vitro Fertilisation) หรือเด็กหลอดแก้วที่หลายคนรู้จักกัน เป็นวิธีตั้งต้นอันดับแรกที่เราใช้กันมาในการช่วยให้คู่สมรสมีลูก โดยวิธีการนั้นเริ่มจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ได้ไข่ก่อน คือ เริ่มขั้นตอนกระตุ้นให้ได้ไข่ และเตรียมไข่จากฝั่งภรรยาก่อน และเมื่อได้ไข่พร้อม ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บไข่โดยใช้เข็มดูดจากในช่องคลอด ซึ่งเวลาเก็บไข่คุณผู้หญิงก็จะนอนหลับ จากนั้นเมื่อได้ไข่ออกมาแล้ว ก็เป็นขั้นตอนการนำสเปิร์มไปใส่ข้างๆ ไข่ให้เขาผสมเอง

วิธีไอวีเอฟ เป็นการเปลี่ยนจุดที่จะนำตัวอสุจิไปถึงไข่ เปรียบเทียบง่ายๆ คือ หากเป็นวิธีฉีดเชื้อจะปล่อยอสุจิกลางทาง ช่วยให้ใกล้ไข่มากขึ้น แต่ไอวีเอฟจะนำอสุจิไปปล่อยที่หน้าบ้าน คือปล่อยใกล้ไข่ ซึ่งก็จะช่วยให้อสุจิวิ่งเข้าไปหาไข่ได้ง่ายขึ้นอีก แต่วิธีนี้อสุจิต้องเข้าไปเจาะและผสมกับไข่เอง นั่นคือ เชื้ออสุจิไม่ต้องเดินทางไปหาไข่ไกลแล้วเพราะเราไปส่งให้ใกล้ที่สุด แต่เชื้อจะต้องทำงานขั้นตอนสุดท้ายเอง คือต้องเจาะเปลือกไข่เข้าไป แล้วจึงเกิดกระบวนการปฏิสนธิเป็นขั้นตอนต่อไป จึงจะมีลูกได้สำเร็จ

หากทำไอวีเอฟแล้วเชื้ออสุจิผสมกับไข่จนเกิดการปฏิสนธิขึ้น ก็จะเลี้ยงตัวอ่อนอีกประมาณ 2-3 วัน เมื่อแข็งแรงดีแล้วจะนำตัวอ่อนนี้ไปหยอดในมดลูกให้คุณผู้หญิง ซึ่งหากตัวอ่อนฝังตัวดี คุณภรรยาก็ตั้งครรภ์สำเร็จ แต่หากตัวอ่อนที่ไปหยอดไม่ฝังในมดลูก เราก็ไม่สามารถบังคับควบคุมได้ ต้องศึกษาหาสาเหตุเพื่อช่วยเหลือหรือแก้ไขกันต่อไปนั่นเอง

หากคู่สมรสท่านไหน สนใจวิธีการทำไอวีเอฟ ลองปรึกษาสูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือโรงพยาบาลที่มีบริการเกี่ยวกับการมีบุตรยากได้เลยค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ.สันธา ศรีสุภาพ หัวหน้าหัวหน้าหน่วยผู้มีบุตรยากโรงพยาบาลราชวิถี

ภาพ : Shutterstock

ท้องแล้วยังแช่น้ำอุ่นได้ไหม

Q: ดิฉันกำลังตั้งครรภ์ได้ 24 สัปดาห์ค่ะ ปกติตอนยังไม่ท้องจะชอบเข้าห้องอบไอน้ำห้องซาวน่าหรือนอนแช่น้ำอุ่น (ค่อนไปทางน้ำร้อน) หลังออกกำลังมากๆ เพราะรู้สึกผ่อนคลายดี ซึ่งตอนนี้ก็หยุดไปเพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังหนักๆ เหมือนแต่ก่อน แต่พออายุครรภ์มากขึ้นก็รู้สึกปวดเมื่อยตัว อยากจะแช่น้ำอุ่นแต่กลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง เลยขอถามคุณหมอเพื่อความแน่ใจค่ะว่า คนท้องสามารถเข้าห้องอบไอน้ำ ห้องซาวน่าหรือแช่น้ำอุ่นได้หรือเปล่าคะ

คนท้องไม่ควรแช่น้ำอุ่นหรือเข้าห้องซาวน่านะคะ เพราะความร้อนในห้องซาวน่าหรือน้ำที่ร้อนมากๆ เมื่อสัมผัสผิวของคุณแม่ก็จะส่งผลผ่านเข้าไปถึงลูกในท้องได้ทันที และอาจจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติในช่วงพัฒนาการต่างๆ ระหว่างอยู่ในครรภ์ค่ะ ดังนั้นถ้าคุณแม่รู้สึกปวดเมื่อยตัว การนวดกล้ามเนื้อหรือประคบร้อนบริเวณที่ปวดจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและบรรเทาอาการได้เหมือนกัน ที่สำคัญปลอดภัยกับลูกในท้องมากกว่า หรือการทำท่าบริหารเพื่อยืดกล้ามเนื้อก็จะช่วยแก้อาการปวดเมื่อยได้เช่นกันค่ะ และยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยนะคะ

 

บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ

ที่มาภาพ : Shutterstock