น้ำนมไหลขณะตั้งครรภ์ 4 เดือน

Q ตอนนี้อายุครรภ์ 4 เดือนค่ะ แต่มีน้ำนมไหลออกมา อยากรู้ว่าผิดปกติหรือไม่ กังวลจังเลยค่ะเพราะเข้าใจว่าน้ำนมจะมีหลังคลอดลูกแล้วไม่ใช่เหรอคะ

ไม่ผิดปกติค่ะ แสดงว่าน้ำนมคุณแม่มาเร็ว ส่วนใหญ่น้ำนมจะมาหลังคลอดและลูกดูดกระตุ้นไปประมาณ 3-7 วันหลังคลอดค่ะ แต่ถ้าน้ำนมมาตั้งแต่ตั้งครรภ์ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีแสดงว่าคุณแม่จะมีนมแม่พอสำหรับการเลี้ยงลูกค่ะ แต่ห้ามคุณแม่ไปบีบเค้นเต้านมให้น้ำนมไหลมากๆ นะคะ เพราะถ้าไปกระตุ้นหัวนมหรือบีบเต้านมมากๆ ขณะตั้งครรภ์ จะทำให้มดลูกเกิดการบีบตัวและอาจจะคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ

บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ
ที่มาภาพ : Shutterstock

Tags

ผื่นแพ้ PUPPP

ผื่นแพ้ PUPPP ในแม่ท้องคืออะไร?

ผื่นแพ้ PUPPP คืออะไร ปกติหรือไม่ที่แม่ท้องจะเป็น หมอแนะ! 8 วิธีแม่ท้องต้องทำป้องกันผื่นคันรุนแรง

 

 

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกท่านคะ มีหลายเรื่องหลายอย่างเลยใช่ไหมละคะที่เราควรจะต้องระวังและดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การดูแลตัวเองให้ดีในแต่ละช่วงไตรมาส รวมไปถึงการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ แต่ก็มีอาการหนึ่งค่ะ ที่คุณแม่ท้องหลาย ๆ ท่านประสบและเกิดข้อสงสัยว่า ทั้ง ๆ ที่เราดูแลตัวเองดีแล้ว แต่ทำไมถึงยังเป็นอยู่ ซึ่งอาการที่ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะมาพูดถึงในวันนี้ก็คือ อาการ ผื่นแพ้ PUPPP ในขณะตั้งครรภ์นั่นเอง

ผื่นแพ้ PUPPP คืออะไร?

คำว่า PUPPP นั้นย่อมาจากคำว่า Pruritic Urticarial Papules and Plaques of Pregnancy ซึ่งมาความหมายว่า ผื่นลมพิษที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์นั่นเองค่ะ แล้วเจ้าผื่นลมพิษที่ว่านี้นั้นจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับลมพิษ มีอาการคันรุนแรงมากถึงมากที่สุด จนทำให้คุณแม่บางท่านไม่สามารถนอนหลับได้เลย

เคล็ดลับหลับสบาย…สไตล์คนท้องแก่

คุณแม่ที่ใกล้คลอดหลายคนอยากรู้ว่าทำอย่างไร จึงจะนอนได้สบายไม่อึดอัดมาก เราจึงมีข้อแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

เนื่องจากในขณะที่ท้องแก่ ขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้นจะกดทับการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแม่และลูก ทำให้คุณแม่รู้สึกนอนหลับไม่สบาย ท่าที่ทำให้รู้สึกนอนสบายที่สุดคือ ท่านอนหัวสูง หรือนอนตะแคง ซ้ายหรือขวาก็ได้ เพราะทำให้น้ำหนักของท้องกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจน้อยลง แต่บางครั้งนอนตะแคงก็แล้วนอนหัวสูงก็ยังหลับยาก อาจจะเดินออกกำลังกายเบาๆ ตอนเย็น และรับประทานอาหารเย็นน้อยๆ เน้นเป็นผักหรือผลไม้ ก็จะช่วยทำให้หลับได้ดีขึ้นค่ะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เครียดตอนท้อง

เครียดตอนท้อง ระวัง 7 ผลร้ายที่แม่ท้องต้องเจอ..หากเครียดเกิน!

แม่ท้องระวัง หากคุณมีอาการ เครียดตอนท้อง อาจส่งผลร้ายต่อตัวคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์ได้ จะมีเรื่องใดบ้าง และมีวิธีคลายเครียดยังไง ตามมาดูกันเลยค่ะ

เครียดตอนท้อง ระวัง 7 ผลร้ายที่แม่ท้องต้องเจอ

ความเครียด สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเวลา แต่สำหรับคุณแม่ที่ เครียดตอนท้อง อาจต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเมื่อแม่ท้องเครียด จะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวะเคมีในร่างกายของคุณแม่ ประกอบด้วย การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนความเครียด และทำให้สภาพภายในมดลูกง่ายต่อการติดเชื้อในขณะตั้งครรภ์ ส่วนลูกน้อยในท้องเองก็จะพยายามปรับสภาพตัวเองอย่างถาวรเพื่อให้ทนกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเครียด และเมื่อคลอดออกมาก็จะมีพฤติกรรมและเกิดโรคที่เกี่ยวกับความเครียดตามมา

ซึ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ของคุณแม่ที่เครียด มัก คลอดลูกก่อนกำหนด และทารกมีน้ำหนักน้อย รวมไปถึงเด็กทารกกลุ่มนี้มักมีปัญหาโรคปอดเรื้อรัง พัฒนาการช้า มีปัญหาด้านการเรียนรู้ในอนาคต นอกจากนั้นยังมีการศึกษาถึงผลระยะยาว เมื่อทารกโตเป็นผู้ใหญ่ จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูงมากขึ้นด้วย จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับแม่ท้อง ที่ไม่ควร เครียดตอนท้อง

 

เช่นเดียวกับคุณแม่ เป้ย ปานวาด ที่ล่าสุด ท้องสองใกล้คลอดในเดือนหน้านี้แล้ว แต่ก็ต้องถูกหามเข้าโรงพยาบาลด่วน เพราะมีเรื่องให้เครียด จนทำให้ ท้องแข็ง และเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด โดยเรื่องนี้คุณหนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ เพื่อนสาวคนสนิท ก็ได้ให้กำลังใจ โดยโพสต์ภาพคุณแม่เป้ยนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ใจความว่า…

 

อ่านต่อ “หนิง ปณิตา โพสต์ให้กำลังใจเป้ย
หลังเครียดจนท้องแข็ง ถูกหามส่งรพ.” หน้า
2

อันตรายตอนตั้งครรภ์

พึงระวัง! อาการขณะตั้งครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์

มีหลากหลายอาการอันตรายตอนตั้งครรภ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติที่เป็นอันตรายต่อทั้งแม่ และลูกได้ ดังนั้นเรามาสังเกตกันว่า คุณแม่ท้องมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่

อันตรายตอนตั้งครรภ์ 15 ข้อที่จะเกิดขึ้นเวลาไหนก็ได้

  1. ลูกเคลื่อนไหวหรือดิ้นน้อยลงกว่าปกติ
  2. ปวดท้องอย่างรุนแรง
  3. มีเลือดออกจากช่องคลอด หรือน้ำคร่ำแตก
  4. ปวดหรือแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะได้น้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย
  5. อาเจียนอย่างรุนแรง จากอาการปวดหัวหรือมีไข้
  6. มีไข้ 38 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า
  7. มองเห็นภาพไม่ชัด เบลอ หรือเห็นเป็นจุดๆ ลอยอยู่
  8. ปวดหัวอย่างรุนแรง หรือมีอาการมองเห็นภาพเบลอ พูดไม่ชัด และชาร่วมด้วย
  9. มีอาการบวมที่ใบหน้า รอบดวงตา หรือมีอาการบวมอย่างฉับพลันที่ขา เท้า ข้อเท้า หรือน้ำหนักขึ้นกระทันหันมากกว่า 5 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์
  10. ปวดขาหรือน่องอย่างรุนแรง ลองยืดขาหรือบรรเทาด้วยวิธีใดๆ ก็ไม่หาย หรือขาข้างใดข้างหนึ่งบวมมากกว่าอีกข้าง

อ่านต่อ “อันตรายขณะตั้งครรภ์ ข้อ 11-15 และอาการที่ไม่ควรเกิดก่อนตั้งครรภ์ 37 สัปดาห์” คลิกหน้า 2

ระหว่างท้อง มีเลือดออกตอนจาม ทำอย่างไรดี?

ระหว่างท้อง มีเลือดออกตอนจาม ทำอย่างไรดี?

Q. ดิฉันตั้งครรภ์ได้ 20 สัปดาห์และเวลาจามจะมีเลือดสดๆ ออกมาเป็นลิ่มแต่ไม่เยอะ อยากปรึกษาคุณหมอว่าเกิดจากอะไร แล้วจะรักษาอย่างไร ตอนนี้ได้แต่กินวิตามินซีเสริมเอาค่ะ

อาการที่มีเลือดไหลออกจากจมูกขณะจาม อาจจะเกิดจากภาวะภูมิแพ้ และมีเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ หรือเกิดแผลที่โพรงจมูกได้ค่ะ ตอนตั้งครรภ์อาการภูมิแพ้จะเป็นมากขึ้น เส้นเลือดฝอยอาจจะแตกง่าย ยิ่งเวลาจามที่มีการเพิ่มความดันในโพรงจมูก เกิดเส้นเลือดฝอยแตก ทำให้มีเลือดออกค่ะ ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคหู คอ จมูก เพื่อตรวจในโพรงจมูก

ส่วนโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นได้ ก็เช่น ติ่งเนื้อในโพรงจมูก แต่พบได้น้อยกว่าภูมิแพ้ การรักษาขึ้นกับผลการตรวจโพรงจมูกค่ะ ถ้าเป็นแค่ภูมิแพ้และเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ก็รักษาด้วยการให้ยาแก้แพ้ ยาลดบวม อาจจะเป็นแบบรับประทานหรือแบบพ่นในจมูก ซึ่งไม่มีอันตรายต่อการตั้งครรภ์ แต่ถ้าเป็นแผลในโพรงจมูก ก็อาจจะต้องทายาหรือใช้ยาหยอดค่ะ

ส่วนการรับประทานวิตามินซี ช่วยได้เรื่องเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย แต่ในหญิงตั้งครรภ์ไม่แนะนำให้รับประทานวิตามินซีสำเร็จรูปที่มีปริมาณสูงมาก ควรรับประทานผักและผลไม้แทนดีกว่าค่ะ

 

บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์

ภาพ : Shutterstock

ใครพร้อมเป็นคุณแม่บ้าง ยกมือขึ้น

การเริ่มต้นวางแผนจะมีลูกสักคน ต้องอาศัยความอดทนและจังหวะเวลาที่เหมาะสม รวมถึงร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่งของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ด้วยค่ะ แต่ก่อนอื่นต้องขอถามก่อนว่า เตรียมความพร้อมไปถึงไหนกันแล้วบ้าง

– ตรวจสุขภาพกันหรือยัง ก่อนวางแผนตั้งครรภ์คุณแม่และคุณพ่อควรตรวจสุขภาพร่างกาย เพื่อดูว่าสมบูรณ์พร้อมแค่ไหน จะได้ตัดลดภาวะเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็น แท้ง หรือโรคทางพันธุกรรม เป็นต้น

– คุณแม่กินโฟเลตนานแค่ไหนแล้ว เราควรกินโฟเลตก่อนตั้งครรภ์นาน 1 เดือน และขณะตั้งครรภ์อีก 3 เดือน เพื่อลดความพิการของทารกในครรภ์และป้องกันการแท้ง

– เปลี่ยนจากจิบวอดก้ามาดื่มน้ำผลไม้แทนละกันนะ ใครชอบดื่มคาเฟอีน แอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หากวางแผนจะมีลูกแล้ว ต้องลด ละ เลิกให้ได้ เพราะเหล่านี้เป็นอุปสรรคตัวร้ายขัดขวางการตั้งครรภ์หรือเกิดการตั้งครรภ์ที่มีปัญหาได้

– มี 5 สุข ได้แก่ งดเครียด ผ่อนคลาย หันมาออกกำลังกาย กินอาหารครบ 5 หมู่ และนอนหลับให้เพียงพอ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

อาการปวดของแม่ท้อง

เรื่องปวดๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ กับวิธีรับมือ

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ และมีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้อง ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะต่างๆ อย่างรวดเร็ว ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ รวมถึง อาการปวดของแม่ท้อง ที่มีลักษณะต่างๆ ไปตามแต่ละไตรมาส เรามาเรียนรู้ และหาวิธีรับมือกับอาการปวดนี้กันค่ะ

Continue reading “เรื่องปวดๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ กับวิธีรับมือ”

ลูกดิ้น

ลูกดิ้นจนแม่เจ็บซี่โครง

ช่วงไตรมาสสุดท้ายเป็นช่วงที่ทารกเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ บางครั้งอาจยืดขยับกระทบชายโครงคุณแม่จนรู้สึกเจ็บเสียด อาการนี้มักเกิดบ่อยในตอนกลางคืน หรือระหว่างที่แม่เอนหลังลงนอน

ถ้าลูกดิ้นจนคุณแม่เจ็บจุกมากๆ อาจบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง ด้วย 2 ท่าบริหารนี้

1. โยคะท่าแมว

คุกเข่า มือวางราบกับพื้น แขม่วท้อง แล้วโก่งหลังขึ้น ก้มคางจรดอก เหมือนกับแมวกำลังโก่งตัว นับ 1-10 แล้วคลายตัวลงช้าๆ เพื่อคลายกล้ามเนื้อส่วนที่เจ็บ

2. ยกแขนข้างหนึ่งชูเหนือศีรษะ

สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วลดแขนลง หายใจออก ชูแขนซ้ายขวาสลับกัน ทำซ้ำจนรู้สึกว่าอาการจุกเสียดทุเลาลง จะค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คนท้องอยากออกกำลังกาย เริ่มอย่างไรดี?

ว่าที่คุณแม่มักเหนื่อยกว่าคนทั่วไปเพราะต้องแบ่งพลังงานไปให้เจ้าเบบี๋ในท้อง ยิ่งถ้าออกกำลังกาย อาจรู้สึกอ่อนล้ามากเป็นสองเท่า ถ้าคุณแม่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน ควรเริ่มเบาๆ ครั้งละไม่เกิน 30 นาที สัปดาห์ละ 4-5 ครั้งก็เพียงพอ

ถ้านึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี ลอง…

  • เดินออกกำลัง เริ่มจากเดินระยะสั้นๆ 10-15 นาที เหนื่อยก็พัก ควรเดินออกกำลังในที่โปร่งโล่งในช่วงเช้าหรือเย็น และใส่รองเท้าที่เหมาะกับการเดิน
  • ว่ายน้ำ/ออกกำลังกายในน้ำ น้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักตัวได้ถึงร้อยละ 90 ถ้าว่ายน้ำไม่เป็น จะเดินออกกำลังกายในน้ำ หรือทำท่าบริหารต่างๆ ในน้ำก็ได้

ที่สำคัญ ก่อนเริ่มวางแผนออกกำลังกาย ควรปรึกษาสูติแพทย์ประจำตัว เพราะถ้าคุณแม่มีความเสี่ยงต่อภาวะผิดปกติ เช่น คลอดก่อนกำหนด ความดันโลหิตสูง หรือภาวะรกเกาะต่ำ ฯลฯ แพทย์มักไม่แนะนำให้ออกกำลังกายเพราะอาจเกิดอันตรายได้

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ปวดอวัยวะเพศเมื่อต้องยืนนานๆ

Q. ไตรมาสสอง ท้องเริ่มหนัก แต่ช่วงนี้กลับมีงานที่ต้องยืนวันละนานๆ จนรู้สึกปวดที่อวัยวะเพศเป็นพักๆ ถือเป็นสัญญาณอันตรายไหมคะ

ช่วงท้ายไตรมาสสอง ขนาดท้องคุณแม่จะใหญ่ขึ้นมาก มีทั้งตัวเด็ก น้ำคร่ำ รก และมดลูกที่ขยายขนาดขึ้น หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ลำบาก ถ้าต้องยืนนานๆ เลือดส่วนอวัยวะด้านล่างตั้งแต่เอวลงไปจะไหลเวียนไม่สะดวก จนทำให้เลือดคั่ง หากเลือดคั่งอยู่บริเวณอวัยวะเพศนานๆ ก็อาจทำให้อวัยวะเพศบวมและมีอาการปวดได้

จากคำถาม คุณแม่ต้องยืนนานๆ เพียงไม่กี่วัน ถ้าหากเลิกงานนั่งพักแล้วรู้สึกดีขึ้น ก็ไม่น่าจะเป็นอันตรายค่ะ แนะนำให้พักผ่อนมากๆ นอนยกขาสูง หรือแช่เท้าในน้ำอุ่นจะช่วยบรรเทาได้ค่ะ

 

บทความโดย : นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์

ภาพ : Shutterstock

คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 3)

ใกล้จะได้เห็นหน้าลูกน้อยอันเป็นที่รักแล้ว ไตรมาสที่ 3 นี้คุณแม่ควรจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างไปดูกันค่ะ

Highlights

  • เหนื่อยง่ายเพราะหน้าท้องที่ใหญ่ขึ้น
  • นอนหลับยาก ปัสสาวะบ่อย ปวดหลัง หายใจลำบาก ท้องผูก ท้องอืด กรดไหลย้อน ขี้ลืม
  • มองเห็นกำปั้นหรือเท้าน้อยของลูกเวลาเตะหรือดิ้น
  • ลูกเริ่มกลับศีรษะเมื่อเข้าสัปดาห์ที่ 37
  • น้ำหนักเพิ่มประมาณ 5 กิโลกรัม

อาการแบบนี้ต้องหาหมอ

  • ก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ มีอาการปวดหลังช่วงล่าง รู้สึกถึงแรงกดที่อุ้งเชิงกราน ปวดช่องท้อง มีการบีบตัวของมดลูกมากกว่า 4 ครั้งใน 1 ชั่วโมง
  • ลูกดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้นเลย
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือมีน้ำเดิน หรือตกขาวผิดปกติ
  • ปวดหัวรุนแรง มองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน หรือจุดดำลอยไปมา
  • ปวดท้องรุนแรง ท้องแข็งตึง
  • อาเจียนตลอดเวลาร่วมกับมีไข้
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • หน้าบวม ตาบวม มือและนิ้วบวมมากกว่าปกติ ขา เท้า และตามข้อบวมขึ้นกะทันหันผิดปกติ
  • มีไข้เท่ากับหรือมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • วิงเวียน หน้ามืด ใจสั่น หัวใจเต้นแรง หายใจลำบาก
  • น้ำหนักขึ้นมากกว่า 2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

Must do

นับจำนวนการดิ้นของลูก วางแผนการคลอด จัดกระเป๋าเตรียมคลอด ฝึกหายใจเพื่อเตรียมคลอด ลงคลาสเตรียมตัวคลอด พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพครรภ์และสุขภาพลูก หากเกิดอาการเจ็บครรภ์และมีน้ำเดิน ควรงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด และรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

อาหารการกิน

1. กะโหลกของลูกกำลังพัฒนา จึงต้องใช้แคลเซียมในการสร้าง และร่างกายจะใช้แคลเซียมได้ดีต้องใช้วิตามินดีในการดูดซึม วิตามินดีพบมากในแสงแดด และในอาหาร เช่น นม ปลาที่มีกรดไขมันดี เป็นต้น

2. ธาตุเหล็กขาดไม่ได้ เพราะจำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงลูกน้อย และป้องกันการขาดเลือดเมื่อคลอด โดยปกติคุณหมอมักจะให้คุณแม่กินเสริมในรูปแบบของยาเม็ดอยู่แล้ว

3. ไขมันสำคัญต่อการสร้างสมองและการมองเห็น ควรเลือกกินไขมันดีที่มีอยู่ในปลา ถั่วเปลือกแข็ง ผักสีเขียวเข้ม ร่างกายแข็งแรงด้วยโปรตีน หากคุณแม่ไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ ลองมองหาโปรตีนจากแหล่งอื่นแทน เช่น เต้าหู้ ไข่ไก่ ผัก ถั่ว เป็นต้น

3. ซ่อมแซมดีเอ็นเอและป้องกันการพิการด้วยกรดโฟลิก หากเป็นไปได้คุณแม่ควรกินกรดโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพราะพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทเริ่มตั้งแต่หลังปฏิสนธิ

4. ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ มีออกซิเจนในกระแสเลือดเพียงพอ

5. วิตามินซีเพื่อคุณแม่ สำหรับซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ หลังคลอด

การออกกำลังกาย

การออกกำลังในไตรมาสนี้ค่อนข้างยากกว่าเดิม เพราะขนาดและน้ำหนักตัวที่มากขึ้น ทำให้เหนื่อยง่ายและหายใจลำบาก ดังนั้นวิธีออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือ โยคะ การออกกำลังกายในน้ำ เช่น แอโรบิกหรือเดิน เป็นต้น และการฝึกขมิบ

Do You Know?

การกลั้นปัสสาวะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และทำให้คลอดก่อนกำหนดได้

 

อ่านเพิ่มเติม

  1. คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 1)
  2. คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 2)

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

 

คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 1)

พอท้องแล้วก็มีเรื่องที่ต้องเรียนรู้มากมาย แถมข้อมูลก็มีให้ศึกษาเยอะแยะเต็มไปหมด จนไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี เราเลยรวบรวมข้อมูลพื้นฐานสำคัญที่แม่ท้องจำเป็นต้องรู้มาฝากกันค่ะ

Highlights

  • คุณแม่จะคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก หงุดหงิด ปัสสาวะบ่อย จมูกไว คัดจมูก ผมหนาและมีน้ำหนัก ท้องผูก ท้องอืด น้ำลายสอเต็มปาก อยากหรือเบื่ออาหาร ปวดหัว สีผิวที่ลานนมเข้มขึ้น
  • ขนาดหน้าอกเพิ่มขึ้น 1 ไซส์
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 2.25 กิโลกรัม

อาการแบบนี้ต้องหาหมอ

  • มีเลือดออกที่ช่องคลอดร่วมกับอาการปวดท้อง หรือเริ่มหายใจลำบาก
  • มีการตกขาวเป็นมูกหรือเลือดออกมา รวมถึงมีกลิ่นเหม็น เป็นฟอง ตกขาวเป็นสีเหลือง เขียว หรือเทา
  • แสบ คัน ในช่องคลอดหรือบริเวณใกล้เคียง
  • ปวดช่องท้องอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
  • ได้รับบาดเจ็บที่หน้าท้องจากการล้มหรือกระแทก
  • อาเจียนรุนแรงและต่อเนื่องร่วมกับปวดท้องและมีไข้
  • ปัสสาวะได้น้อยหรือปัสสาวะไม่ออก แสบหรือปวดขณะปัสสาวะ
  • มีไข้เท่ากับหรือมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • เป็นตะคริวที่ขาหรือเจ็บน่องอย่างรุนแรงไม่ยอมหาย
  • ปวดหัวรุนแรง ร่วมกับมองเห็นภาพเบลอ พูดไม่ชัด
  • วิงเวียน หน้ามืด ใจสั่น หัวใจเต้นแรง
  • ท้องผูกรุนแรง หรือท้องเสียเกินกว่า 24 ชั่วโมง

Must do

ฝากครรภ์และตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด (Prenatal Test) ได้แก่ การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ การอัลตราซาวด์ การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม และอย่าลืมรับประทานกรดโฟลิกด้วย

อาหารการกิน

กินให้น้อย แต่บ่อยขึ้น กินหลากหลายครบ 5 หมู่ งดของดิบ ลดหวาน ลดเค็ม ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์

Tip

5 อาหารที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ ได้แก่ แครกเกอร์รสเค็ม กล้วย ขนมปังปิ้ง ไอศกรีมรสผลไม้ ถั่วเปลือกแข็งอบแห้ง

การออกกำลังกาย

ออกกำลังเบาๆ ใช้เวลาสั้นๆ ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงอากาศร้อนจัด งดกีฬาผาดโผนและหรือยกของหนัก กินอาหารว่างที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงอย่าง ซีเรียล แครอท แอ๊ปเปิ้ล ก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มพลังงาน (ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มออกกำลังกายหรือเปลี่ยนประเภทการออกกำลังกาย)

Do You Know?

การกำหนดวันคลอด คุณหมอจะนับตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนครั้งสุดท้ายมา โดยมีวิธีคำนวณวันคลอดง่ายๆ ตัวอย่างเช่น วันแรกที่ประจำเดือนครั้งสุดท้ายมาคือวันที่ 10 (+7 วัน) เมษายน (-3 เดือน) 2557 (+1 ปี) ดังนั้นวันกำหนดคลอดคือ วันที่ 17 มกราคม 2558 (วิธีนี้เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ รู้วันไข่ตกที่แน่นอน)

 

อ่านเพิ่มเติม

  1. คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 2)
  2. คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 3)

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 2)

มาถึงไตรมาส 2 กันแล้วนะคะ เราจึงรวมหลากเรื่องที่แม่มือใหม่ในไตรมาสที่ 2 ควรรู้ในแบบอ่านง่ายๆ มาฝากกันค่ะ

Highlights

  • ขนาดท้องใหญ่ขึ้นเห็นได้ชัดเจน
  • เริ่มรู้สึกว่าลูกเริ่มดิ้นแล้ว และรู้ว่าลูกเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง
  • อาการแพ้ท้องค่อยๆหายไป
  • เริ่มมีอาการปวดหลัง กรดไหลย้อน วิงเวียนศีรษะ
  • น้ำนมเหลืองเริ่มไหล
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 5 กิโลกรัม

อาการแบบนี้ต้องหาหมอ

  • เลือดออกทางช่องคลอด ตกขาวผิดปกติ คือ มีกลิ่นเหม็น เป็นมูก มีเลือดปน
  • ปวดช่องท้องหรือมีการบีบตัวของมดลูกมากกว่า 4 ครั้งใน 1 ชั่วโมง
  • ปวดหน่วงๆที่อุ้งเชิงกรานหรือรู้สึกถึงแรงกดเพิ่มมากขึ้น
  • ปวดหลังส่วนล่างทั้งๆที่ไม่เคยปวดมาก่อน
  • ปวดหัวรุนแรงและต่อเนื่อง
  • ปวดท้องรุนแรง ท้องแข็งตึงอย่างต่อเนื่อง
  • มองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน หรือเห็นจุดดำลอยไปมา
  • หน้าบวม ตาบวม มือบวม จู่ๆเท้ากับข้อก็บวมอย่างกระทันหัน ขาข้างใดข้างหนึ่งบวมผิดปกติ
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ขาเป็นตะคริวไม่หาย และเจ็บน่อง
  • แสบและปวดขณะปัสสาวะ
  • อาเจียนรุนแรงร่วมกับมีไข้
  • มีไข้เท่ากับหรือมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • วิงเวียน หน้ามืด ใจสั่น หัวใจเต้นแรง หายใจลำบาก
  • มีผื่นคันขึ้นทั่วร่างกาย
  • ลูกดิ้นน้อยลง

Must do

พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย เช่น การชั่งน้ำหนัก ตรวจปัสสาวะและความดันโลหิต ฟังเสียงหัวใจของลูก ตรวจขนาดหน้าท้องและมดลูก และตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด ได้แก่ การตรวจเลือดเพื่อตรวจหาความผิดปกติของทารก การเจาะน้ำคร่ำ (สำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยง เช่น อายุมากกว่า 35 ปี) การอัลตราซาวด์ การตรวจคัดกรองเบาหวาน

อาหารการกิน

สำหรับไตรมาสนี้มีสารอาหาร 3 ชนิดที่แม่ท้องต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ได้แก่

1. โปรตีน เพราะจำเป็นมากต่อการเจริญเติบโตของลูก

2. ธาตุเหล็ก เนื่องจากคนตั้งครรภ์ต้องการธาตุเหล็กมากกว่าคนปกติ เพื่อเสริมสร้างส่วนของทารกและส่วนของแม่ ซึ่งแม่ท้องต้องการธาตุเหล็กตลอดการตั้งครรภ์จำนวน 1,000 มิลลิกรัม โดยจำนวน 300 มิลลิกรัม ไปสร้างส่วนที่เป็นรกและทารก จำนวน 500 มิลลิกรัม ไปเพิ่มส่วนที่เป็นโลหิตของแม่ และจำนวน 200 มิลลิกรัม ถูกขับออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ

3. แคลเซียม จำเป็นมากสำหรับการสร้างกระดูกและฟันของลูก และบำรุงกระดูกของแม่ให้แข็งแรง สำหรับคุณแม่ที่ดื่มนมไม่ได้ คุณแม่สามารถกินแคลเซียมจากแหล่งอื่นได้ เช่น คะน้า ปลาตัวเล็ก ถั่วเหลือง เต้าหู้ ข้าวโอ๊ต งา เป็นต้น

การออกกำลังกาย

ขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้นทำให้คุณแม่ทรงตัวลำบาก หกล้มได้ง่าย ดังนั้นควรเลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ไม่เคลื่อนไหวเร็วเกินไป เช่น ว่ายน้ำ โยคะ เดิน เป็นต้น

Tip

การฝึกขมิบเป็นการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรง ช่วยให้คลอดง่าย ใช้เวลาคลอดน้อยลง

Do You Know?

อัตราเสี่ยงแท้งจากการเจาะน้ำคร่ำมี 0.5% จากการติดเชื้อ ดังนั้นหลังจากได้รับการตรวจแล้วควรพักผ่อนให้เพียงพอ งดยกของหนัก และงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 1-2 วันแรกหลังจากการตรวจ

 

อ่านเพิ่มเติม

  1. คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 1)
  2. คัมภีร์แม่ท้องแบบง่ายๆ (ไตรมาส 3)

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ไม่อยากเป็นแม่ช่างประชด

ช่างประชด : ประชดคือการสั่งให้ทำสิ่งที่เราไม่ต้องการเพื่อให้เขาทำสิ่งที่เราต้องการ แต่มักไม่ได้ผลและไม่มีประโยชน์ใดๆ ก็เพราะ…

 

• การประชดจะทำให้เด็กจับน้ำเสียงไม่ถูก เด็กจะสับสน ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วควรทำอะไร เพราะพอประชดคำสั่ง ของคุณคือให้เขาทำสิ่งที่เขาพอใจ (แต่คุณไม่พอใจ) เขาก็จะทำต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวและถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยๆ โตขึ้นไปลูกจะกลายเป็นคนที่ไม่มีความชัดเจน

 

• สิ่งสำคัญที่ลูกต้องการจากพ่อแม่คือความชัดเจนว่าเขาควรทำหรือไม่ทำอะไรคุณอยากให้ลูกทำทุกสิ่งที่ตรงข้าม กับคำสั่งหรือกฎเกณฑ์ไปตลอดชีวิตหรือ ไม่อยากเป็นพ่อแม่ช่างประชด เปลี่ยนได้นะ: ถ้าลูกทำสิ่งที่เหมาะที่ควรเขาควรได้รางวัล แต่ถ้าทำสิ่งที่ไม่ควรก็อยู่ไปแบบนั้นโดยไม่ได้อะไรพิเศษ “เด็กๆ ควรได้เรียนรู้ว่าชีวิตแตกต่างมาจากการกระทำของตัวเอง”

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ไม่อยากเป็นแม่ขี้บ่น

จุกจิกจู้จี้ ขี้บ่น ก็แม่นี่เนอะ คนช่างบ่น มักบ่นได้ทุกเรื่อง และมักมีความจำเป็นเลิศด้วย พอเริ่มบ่นเรื่องหนึ่งก็สามารถทยอยบ่นเรื่องในอดีตมาบ่นต่อกันเป็นชุดๆ ได้ แต่คุณรู้หรือไม่…

1. บ่นสื่อสารกับลูกไม่ได้ผล

เพราะคนฟังไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร “เด็กๆ จะได้อะไรจากการบ่น” ก็คงเป็นฝึกความอดทน ทนเสียงรบกวนให้ได้ โดยเฉพาะกับเด็กโตยิ่งไม่ได้ผลหนักขึ้น พ่อแม่คือคนแก่ขี้บ่นที่น่าเบื่อ ลูกไม่อยากคุยด้วยอีก

2. ไม่อยากบ่นก็เปลี่ยนได้นะ

ต้องการอะไรจากลูก บอกเขาให้ชัดๆ มีกติกาหรือข้อตกลงกันให้ชัดเจน ถ้าไม่ทำผลลัพธ์คืออะไร เช่น อยากให้ลูกหยุดดูทีวี คุณก็ไปนั่งข้างหน้าเขา บอกลูก “มองแม่นะ ตอนนี้จบปิดทีวีแล้วไปเก็บผ้า” หรือจะให้เขาหยุดเล่นไอแพด แล้วไปนอน ไปนั่งข้างหน้าเขาแล้วบอกว่า “มองหน้าแม่หน่อย เล่นอีกเกมเดียว เสร็จแล้วเราไปนอนกัน” แต่ถ้ายังอิดออด เราก็ยืนยันไป “ต้องทำเลย” ถ้าไม่หยุด โดนตัดสิทธิ์ ถ้าพ่อแม่เอาจริง เด็กๆ ถ้าเขาเคยเดือดร้อนจากผลลัพธ์ของการกระทำ เขาจะทำตามกติกา

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ไม่อยากเป็นแม่ขี้หงุดหงิด

ดุว่า หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่ฟังก็ “ตี” สิ :ไหนจะงานบ้านที่ต้องดูแล ต้องดูแลลูกและสมาชิกในบ้านทุกวี่วันและทุกอารมณ์บางบ้านเป็นครอบครัวเดี่ยวคุณพ่อคุณแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ และดูแลบ้านกันเองอีก ไม่ว่าครอบครัวแบบไหน มีโอกาสปั่นป่วนวุ่นวาย จนหงุดหงิด ไปจนถึงโมโห และพลั้งเผลอจัดหนักลูกไปบ้าง หรือคุณพ่อคุณแม่บางคนก็ข้ามขั้นหงุดหงิดปุ๊บ ก็ “เพี๊ยะ” เลย แต่รู้ไหม…

  • รู้ไหม…ที่เราดุว่า หงุดหงิดโมโหก็เพราะเราคาดหวังในตัวลูกน้อย มีความปรารถนาดีให้ แต่ลูกกลับไม่เชื่อฟังใช่ไหมคะ
  • รู้ไหม…การเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ลบหรือแรงลูกน้อยจะยิ่งต่อต้าน ดื้อมากขึ้นนั่นเอง
  • รู้ไหม…“ตี” เป็นการลงโทษแบบหนึ่ง ขณะเดียวกัน“ตี” ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ความรุนแรงต่อกันไปเป็นทอดๆ เริ่มจากพ่อแม่ตีกัน พ่อแม่ตีลูก พี่ตีน้อง น้องไปตีเพื่อน แม้แต่การ “ขู่จะตี “ซึ่งอาจใช้ควบคุมลูกได้ในช่วงแรก แต่ไม่นานเขาจะไม่เชื่อ และต่อต้านหนักกว่าเดิมได้

โมโห ก็ปรับได้นะ : บอกความรู้สึกลบของคุณพ่อคุณแม่คุณแม่ให้ลูกน้อยรู้ได้โดยไม่ต้องสาดอารมณ์ไม่ดีใส่ “แม่โมโหแล้วนะคะ แม่ไม่ชอบที่หนูทำแบบนี้เลย หรือบอกพฤติกรรมที่เราไม่ชอบ เช่น“แม่หงุดหงิดนะที่ลูกเล่นแล้วเลอะทั่วบ้าน” การโฟกัสที่พฤติกรรมไม่ได้แสดงอารมณ์อย่างเดียวลูกจะเข้าใจได้มากกว่า หรือถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ก็ให้หลีกเลี่ยงการปะทะ และอารมณ์ที่มากขึ้น ด้วยการออกไปจากตรงนั้น สงบสติอารมณ์ก่อนก็จะเป็นวิธีแก้ไขสถานการณ์ที่ดีกว่าค่ะ

 

 

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เป็นผู้ฟัง ฝึกลูก เลี้ยงลูกให้เก่ง

ไม่อยากเป็นแม่ขี้กังวล

ขี้กลัว ขี้กังวล ห่วงไปหมด:กลัวสกปรกกลัวอันตราย กลัวลูกไม่ฉลาด กลัวลูกเจอปัญหากลัวลูกลำบาก กลัวลูกป่วย ฯลฯ กลัวมากเท่าไหร่ความสุขยิ่งน้อยลงเท่านั้น พ่อแม่มากมายมีอารมณ์นี้ แต่รู้หรือไม่ว่า…

  • พ่อแม่หลายคนไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้กลัว ขี้กังวล จนไม่กล้าให้ลูกได้ตัดสินใจอะไรได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าลูกโตขึ้นและควรได้โอกาสตัดสินใจด้วยตัวเอง
  • ถ้าไม่ปรับ ไม่ใช่แค่ลูกจะโตมาทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็นแล้ว ยังอาจติดนิสัยขี้กลัวขี้กังวลเป็นของแถมมาด้วย

ปรับได้นะ :เป็นพ่อแม่ย่อมอดห่วงอดกังวลไม่ได้ แต่สามารถปรับตัวอยู่กับความกลัว เพื่อไม่ให้อาการขี้กังวลขี้กลัวสร้างปัญหา

  • ประเมินสถานการณ์เป็น แต่ละลูกที่ห่วงหรือกลัวเรื่องลูกนั้น น่าเป็นห่วงหรือเป็นกังวลมากน้อยแค่ไหน
  • ควรกลัวและกังวลในสิ่งที่ควร เช่น คนแปลกหน้า สถานการณ์อันตราย ส่วนเรื่องง่ายๆ ให้ลูกได้ทำบ้างเถิด

 

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags