สุดน่ารัก!! หนูน้อยไร้จมูกวัย 4 เดือน พ่อแม่ไม่ผ่าตัด เพราะเหตุผลอะไรบางอย่าง

ด.ช.เอ ลิ แมคกลาเทอรี่ วัย 4 เดือน จากรัฐแอละบามา  มีความแตกต่างจากเด็กคนอื่น เพราะเกิดมาไม่มีจมูก ซึ่งแม่ของเด็กชายบอกว่าลูกชายสามารถหายใจได้ตามปกติ แต่คุณหมอทำการผ่าตัดหลอดลมเพื่อให้หายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

VVVNDX_lSU08S

VVVNDX_NZ4klg

ในกรณีของ ด.ช.เอลิ นี้ถือว่าหายากมาก มีคนที่มีอาการนี้และมีการบันทึกไว้เพียง 43 ราย เท่านั้นนับตั้งแต่ปี 2474 แม้สภาพเช่นนี้อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต เพราะการที่ต้องรับประทานอาหารและหายใจในเวลาเดียวกัน แต่หลายคนที่ไม่มีจมูกก็สามารถดำรงชีวิตมาจนเติบใหญ่ได้

VVVNDX_ddxGa6

VVVNDX_Hqhf8K

ด.ช.เอลิ สามารถรับการผ่าตัดศัลยกรรมได้ทุกเมื่อ แต่ตอนนี้พ่อและแม่ของเด็กชายต้องการให้ลูกชายเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง เมื่อโตขึ้น ว่าอยากรับการผ่าตัดหรือไม่  แม่ของเอลิกล่าวว่า “เขาสมบูรณ์แบบแบบที่เขาเป็น”VVVNDX_pwtEhZ

VVVNDX_AxWMIg

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของเอลิมีราคาสูงมาก เพื่อนๆจึงเปิดแฟนเพจในเฟซบุ๊กเพื่อรับเงินช่วยเหลือ โดยสามารถคลิปเข้าไปได้ที่เฟซบุ๊กของ ด.ช.เอลิ แมคกลาเทอรี่ ที่ Facebook: Eli’s Story

 


ขอบคุณข้อมูลข่าวและภาพจาก : www.bigza.com

 

“ซื้อของออนไลน์” เรื่องดีๆ ที่มีจุดอ่อน

บ้านเราซื้อของออนไลน์บ่อยขึ้นครับ ลูกๆ ก็มีแวะเวียนมาดูมาถาม มาคิดๆ ดูอนาคตอันใกล้เรื่องการซื้อขายในโลกใบนี้ก็คงมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย เราควรจะบอกจะสอนอะไรลูกๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างครับ

 

อ.วรากรณ์ : เทคโนโลยีในโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่ถึง 20 ปีก่อน หากเราอยู่นอกบ้านและจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ก็ต้องมองหาตู้โทรศัพท์สาธารณะ และเมื่อพบแล้วก็ต้องคอยผู้กำลังใช้อยู่ หรือไม่ก็พบว่ามันเสียอย่างหงุดหงิดใจ ปัจจุบันเราสามารถหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา จะนอนหรือตีลังกากลับหัวโทรก็ติดต่อได้โดยไม่ง้อโทรศัพท์สาธารณะ

เช่นเดียวกัน แต่ก่อนต้องเดินหาซื้อของ ปัจจุบันการซื้อของสามารถกระทำผ่านจอโทรศัพท์หรือที่เรียกกันว่าซื้อขายออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินทาง ทำให้ประหยัดโสหุ้ยไปได้มาก สำหรับลูกเราที่เติบโตในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ เราควรให้ลูกได้มีประสบการณ์ไปพร้อมกับเรา และเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ 3-4 ข้อ

 

ข้อแรก การซื้อของออนไลน์นั้นไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์เหมือนการเหาะได้ หากแต่เป็นวิธีใหม่อีกหนึ่งวิธีของการซื้อของ เช่นแต่เดิมไปซื้อที่ร้าน สั่งซื้อของทางไปรษณีย์ ฝากคนซื้อของให้ จ้างวานผลิตของเป็นพิเศษ ฯลฯ วิธีใหม่นี้เป็นอีกทางเลือกใหม่ของการซื้อ

การทำความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้ลูกไม่บ้าคลั่งการซื้อของออนไลน์ หรือมองเห็นว่าเป็นทางเลือกเดียวจนอาจทำให้เป็นผู้บริโภคที่ขาดความรอบคอบได้ อย่าลืมว่าในการซื้อออนไลน์นั้นผู้บริโภคไม่สามารถเห็นสินค้าจริงและสัมผัสมันอย่างใกล้ชิด (ภาพที่แสดงกับสินค้าจริงอาจแตกต่างกันมาก) ไม่รู้ทั้งวันผลิตและวันหมดอายุ ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นของเลียนแบบหรือไม่

money (2)

ข้อสอง การซื้อออนไลน์ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่นั้นเหมาะสมสำหรับการซื้อสินค้าบางชนิดและสำหรับการบริโภคบางลักษณะ ซึ่งแต่ละคนก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป การซื้อขายออนไลน์ไม่เหมาะสมสำหรับสินค้าทุกชนิดและสำหรับทุกคน

ตัวอย่างเช่น แหวนเพชร หรือจิวเวอรี่ไม่เหมาะต่อการซื้อออนไลน์ เพราะคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคา การสั่งซื้อสินค้าโดยไม่รู้ว่าสินค้าที่ได้รับจะมีคุณภาพระดับใดเป็นความเขลา

ในทางตรงกันข้ามการซื้อหนังสือออนไลน์ ซึ่งเป็นสินค้าที่คุณภาพในการผลิตเล่มมิใช่ประเด็นใหญ่ มีความเหมาะสมกว่า

สำหรับสินค้าที่พ่อแม่รู้จักคุ้นเคยดีและใช้เป็นประจำ เช่น ข้าวสาร (รู้จักชื่อและตราสินค้า) สบู่ น้ำปลา ผงซักฟอก ยาสีฟัน แชมพู กระดาษชำระ ฯลฯ สามารถซื้อออนไลน์ได้ในปริมาณมากและมีบริการส่ง ทั้งราคาถูกกว่าพอควรก็สมควรซื้อ

 

ข้อที่สาม สอนการเลือกเพื่อตัดสินใจแก่ลูกโดยร่วมสั่งซื้อออนไลน์ด้วยกัน พร้อมกับคำอธิบาย จะเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

นอกจากการเลือกสินค้าที่จะซื้อแล้ว การสอนให้เป็นผู้บริโภคที่ฉลาดและมีปัญญาก็เป็นสิ่งสำคัญ การอ่านฉลากหรือรับฟังข้อความโฆษณาคือการสะสมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ เปรียบเทียบและตัดสินใจ

สิ่งที่ควรตระหนักถึงก็คือราคาต่อหน่วยปริมาณย่อย อายุสินค้า วัตถุดิบ สารเคมีที่อยู่ในสินค้า กระบวนการผลิต วิธีการผลิต ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้บริโภคที่ชาญฉลาดจะไม่มองข้ามเป็นอันขาด

money (1)

ข้อสุดท้าย เตือนใจลูกว่าการซื้อสินค้าที่ไม่คุ้นเคยทางออนไลน์นั้นต้องทำใจเพราะเปรียบเสมือนกับ ‘ศพถึงป่าช้า’ แล้ว กล่าวคือเมื่อสินค้ามาถึงมือก็หมายความว่าได้จ่ายเงินซื้อสินค้าไปเรียบร้อยแล้ว (ถ้าเงินยังไม่ถึงมือคนขายเขาก็ไม่ส่งมาให้หรอก) และต้องยอมรับสินค้านั้นมาใช้ถึงแม้จะไม่เหมือนที่ปรากฏในรูปตอนโฆษณา และไม่ถูกใจก็ตาม

การซื้อของออนไลน์โดยแท้จริงแล้วก็คือการจ่ายเงินไปก่อนที่จะได้ของมา ซึ่งต่างจากการซื้อปกติที่ผู้ซื้อสามารถจับต้องลูบคลำสินค้า อ่านฉลาก วิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบกับสินค้าอื่นจนพอใจแล้วจ่ายเงินเพื่อแลกกับการได้สินค้ามา ผู้ซื้ออาจเปลี่ยนใจในขณะที่กำลังห่อของอยู่ก็สามารถทำได้โดยเอาเงินจำนวนนั้นไปซื้อสินค้าอื่นในร้านแทน

การคืนของที่ไม่ถูกใจจากการซื้อออนไลน์นั้นมีความเป็นไปได้เฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็ยุ่งยากพอสมควร ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็มักยอมรับไปโดยปริยาย

สุดท้ายถือเป็นของแถมครับ สิ่งสำคัญที่ควรสอนลูกคือ “ความรอบคอบ” ประเด็นเรื่องค่าส่งของตามที่ผู้ขายคิดดอกเบี้ยจากบัตรเครดิต ความซื่อสัตย์ไม่เล่ห์เก๊ของผู้ขาย ประโยชน์จริง ๆ ที่ได้รับจากสินค้า ราคาที่เหมาะสม เงินทั้งหมดที่ตัองจ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้านั้นมา ฯลฯ

ซื้อของออนไลน์นั้นเป็นของดีเพราะประหยัดค่าโสหุ้ยในการซื้อขาย แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่หลายประการที่พ่อแม่ลูกผู้บริโภคพึงรู้ครับ

banner300x250

 

 

บทความโดย ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

ภาพ: shutterstock

[Mom diary แม่โอ] โลกกว้าง ใน กลางแจ้ง

บากบั่นกับการเรียนมาตลอดเทอม ปิดเทอมแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะปล่อยให้ลูกรักนั่งติดแหงกก้มหน้าคารวะจอเกมได้ไงคะ ต้องพาไปขยับแข้งขยับขานอกบ้านให้คุ้มค่าความเป็นเด็กซะหน่อย! หาวันที่อากาศสดใสพาเด็กๆ ไปสวนสาธารณะกันดีกว่า เลือกเกมกลางแจ้งสนุกๆ เหล่านี้มาเล่นกับลูกรักให้สนุกกันไปเล้ย พร้อมแล้ว สาม… สอง.. หนึ่ง. ลุย!

 

  • ซ่อนแอบหมู

แทนที่จะให้คนเดียวออกตามหาคนซ่อนเหมือนเกมซ่อนแอบทั่วไป “เกมซ่อนแอบหมู” จะกลับตาลปัตรและอบอุ่นกว่านั้นมากนั่นคือ ให้เลือกคนซ่อนมาหนึ่งคนเพื่อเป็น “หมู” จากนั้นให้เด็กๆ ที่เหลือนับหนึ่งถึงยี่สิบ เพื่อให้หมูได้วิ่งไปซ่อนตัว เมื่อครบเวลาให้เด็กๆ กระจายกำลังออกหา ใครเจอเป้าหมายแล้ว ต้องอุบเงียบที่สุด เพราะกฎคือ “ต้องซ่อนตัวที่เดียวกันกับหมู” ใครหาฝูงหมูครบเป็นคนสุดท้าย ต้องเป็นคน “หมู” ในเกมถัดไป อู้ย… ลุ้นระทึก หัวเราะกิ๊กกั๊กสุดๆ ค่ะ

 

  • จับหมาป่า

อันนี้มีไว้เล่นเพื่อพักหอบ (แหะๆ) หลังวิ่งไล่กับลูกจนลมปราณหมดแล้ว เปลี่ยนไปหาลูกบอลหรือลูกเทนนิสก็ได้ แต้มสีหนึ่งลูกให้เป็น “หมาป่า” จากนั้นให้ผู้ใหญ่โยนคนแรก เพื่อกำหนดจุดที่หมาป่ารออยู่ แจกลูกบอลที่เหลือให้เด็กๆผลัดกันโยน เป้าหมายคือ ต้องโยนให้ใกล้ชิดสนิทแน่นกับหมาป่ามากสุด ใครติดสุดเท่ากับ “จับหมาป่า” ได้ คนที่โยนห่างสุด จะต้องเป็น หมาป่าตัวต่อไป เล่นไม่ยากค่ะ เกมนี้นอกจากได้ใช้กล้ามเนื้อแขนขาแล้ว ยังได้ฝึกสายตาด้วย เอ้า! เล็งแล้วโยน!

 

  • งวงฟูฟ่อง

เป่าฟองสบู่คือกิจกรรมขวัญใจเด็กๆ แต่ไหนๆ จะออกไปเป่ากลางแจ้งที่สวนสาธารณะทั้งที ขอแนะนำ “ที่เป่างวงช้าง” ของเล่นรีไซเคิลที่ไม่ต้องหาซื้อให้เปลือง ทำเองได้จากขวดน้ำพลาสติกค่ะ วิธีทำคือ นำขวดน้ำพลาสติกขนาดประมาณ 1.5 ลิตร มาตัดส่วนล่างออก นำผ้าขนหนูบางๆ มาปิดก้นขวดไว้ ใช้หนังยางรัดให้แน่น จากนั้นก็นำไปจุ่มกับน้ำยาสบู่ให้ชุ่ม ตอนเป่า จะได้ฟองนุ่มๆ ยาวติดกันเป็นงวงช้างเลยค่ะ ถ้าจะให้สนุกกว่านั้นก็คือ แข่งกันว่า งวงช้างของใครยาวกว่ากัน!

 

  • นักสืบธรรมชาติ

เด็กๆชอบทำตัวเป็นนักสืบอยู่แล้วค่ะ ดิฉันจะทำตารางในกระดาษ ช่องแรก เขียนชื่อสิ่งของที่ต้องการให้เด็กๆออกสืบหา เช่น ผีเสื้อ เก้าอี้ มด หรือยากหน่อยก็คือ ระบุสีไปด้วย เช่น ก้อนหินสีดำ ต้นมะม่วง หรือดอกไม้สีส้มเป็นต้นช่องสอง เว้นไว้ให้ใส่จำนวนที่เจอ ช่องสาม มีไว้ให้วาดรูป เมื่อแจกกระดาษให้ครบทุกคนแล้ว ก็จับเวลาในการออกสืบ เราจะมีความสุขกับภาพนักสืบน้อยๆออกวิ่งไปในสนามอย่างไม่รู้สึกเหนื่อย มองโน่น มองนี่ จากนั้นก็จดบันทึกอย่างตั้งใจ เกมนี้ทำให้เด็กๆ ได้รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว ได้วิ่งออกกำลังกาย ได้ฝึกเขียนคำต่างๆ และฝึกวาดรูปจากของจริงด้วยค่ะ

 

  • ศิลปินน้อย

ศิลปะกับธรรมชาติเป็นของคู่กันที่สุด เราสามารถสอนให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ว่า ในธรรมชาติก็มี “สีสัน” ซ่อนอยู่เหมือนกันนะ อุปกรณ์ศิลปะที่ต้องพกไปก็คือ พู่กัน กล่องพลาสติกหลายๆ ใบเพื่อเป็นจานสี กระดาษวาดรูป แค่นั้นพอค่ะ ที่เหลือไปหาจากสวนสารธารณะได้เลย! เมื่อหาทำเลวาดภาพได้แล้ว นำกล่องออกมาวางเรียงกัน จากนั้นให้เด็กๆออกหา ดิน ดอกไม้ที่หล่นตามสนาม ใบไม้ต่างๆ มาใส่ไว้ในกล่องแต่ละใบ ผสมน้ำเปล่าเพียงเล็กน้อย จากนั้นใช้ก้อนหินที่หาได้แถวนั้นมาบดใบไม้ ดอกไม้ต่างๆ เพื่อกลายเป็น “สี” เด็กๆจะตื่นเต้นมากเมื่อเห็นสีที่ออกมาจากดอกไม้ ใบไม้ เพราะแม้แต่ดินเองก็สามารถสร้าง “ดำ หรือ สีน้ำตาล” ได้… เมื่อได้สีแล้วก็วาดรูปตามชอบแล้วละเลงสีให้อิสระเลย อ้อ! ลองให้ลูกๆ “ดม” สีดูสิคะ เด็กๆจะสนุกมาก เพราะสีแต่ละสีของพวกเขา มี “กลิ่น” ไม่เหมือนกันด้วยนะ!หรือจะเพิ่มเติมเทคนิคด้วยการ ลองหาใบไม้นูนๆ หรือดอกไม้ทั้งดอกมาทาสี แล้ว “แปะพิมพ์ลาย” เพิ่มเติมลงไปในภาพก็ได้ค่ะ

 

กลางแจ้งคือ โลกกว้างที่เรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด มาเปิดโลกของลูกให้กว้างขึ้น แจ้งขึ้น กับกิจกรรมกลางแจ้งกันนะคะ

 

บทความโดย ชิดชนก ทองใหญ่ ณ อยุธยา

ภาพ: shutterstock

3 บุคลิกภาพทางการเงิน คุณเป็นแบบไหนกัน

บางสิ่งในชีวิตของเรา คนอื่นเป็นผู้เลือกหรือมอบให้โดยไม่ถามเราสักคำ เรานับถือศาสนาอะไร พ่อแม่เป็นผู้เลือกให้เราตั้งแต่ก่อนเกิดแล้ว เพราะถ้าวัยเด็กเราไร้ศาสนาอาจเป็นปัญหาต่อไปในภายภาคหน้าได้ รวมไปถึงเรื่องเงินทอง พ่อแม่ก็เป็นผู้มอบให้เราด้วยเช่นกัน ซึ่งคนเรามีบุคลิกภาพเกี่ยวกับเงิน (Money Personality) แตกต่างกัน  โดยอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

dali-1593177_960_720

ประเภทแรก คือพวกปกป้องเงิน (Protectors)

กลุ่มนี้ประหยัดและมีความมัธยัสถ์สูง ไม่ใช้จ่ายเงินในเรื่องที่ไม่จำเป็นอย่างง่ายๆ หรืออย่างเขลาๆ มีความสุขกับการเห็นเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่สะสมเพิ่มพูนขึ้น (ว่างๆ อาจเอาสมุดฝากเงินขึ้นมานอนดู และยิ้มน้อยยิ้มใหญ่)  คนกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากการสอนของพ่อแม่เต็มที่อย่างไม่ต้องสงสัยและอาจได้รับบทเรียนจากชีวิต จึงระมัดระวังการใช้จ่ายและไม่ค่อยยอมเสี่ยงกับการลงทุนถึงแม้จะมีเงินออมสูงและมีหนี้ต่ำก็ตาม

trouser-pockets-1439412_960_720

ประเภทที่สอง คือพวกหลีกเลี่ยง (Avoiders)

คนกลุ่มนี้ชอบที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการเงินโดยการไม่สนใจหรือใส่ใจ คล้ายกับว่าถ้าไม่ไปยุ่งกับมันแล้วปัญหาก็จะหายไป  พวกนี้ไม่ชอบเปิดซองแจ้งหนี้บัตรเครดิตจากธนาคาร (ใครๆ ก็ไม่ชอบทั้งนั้น แต่กลุ่มนี้หนักกว่า คือบางครั้งถึงกับไม่เปิดซองเลย) ไม่วางแผนการเงิน ใช้เงินไปวัน ๆ ถึงแม้จะไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่ายก็ตามที พวกชิลๆ กับเงินเหล่านี้อาจรู้สึกว่าตนเองไม่มีปัญญาจัดการเรื่องเงินเพราะมันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ และยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ

euro-1306189_960_720

ประเภทที่สาม คือพวกเลียนแบบเพื่อน (The Joneses)

คนกลุ่มนี้จะใช้เงินราวกับพิมพ์ได้เอง คนอื่นซื้อหาอะไรมาตนต้องเลียนแบบตามบ้าง เพื่อจะได้ไม่รู้สึกว่าตกรุ่นหรือล้าสมัย มีความสุขกับการใช้เงินในปัจจุบันโดยไม่แยแสกับปัญหาที่อาจเกิดในอนาคต นอกจากไม่วางแผนทางการเงินแล้วมักมีหนี้มากกว่าคนกลุ่มอื่นด้วย

 ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินตัวเองอย่างซื่อสัตย์ได้ว่าอยู่ในประเภทไหนก็จะช่วยทำให้เกิดผลดีขึ้นได้ครับ แม้นิสัยเรื่องเงินของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่เราสามารถพยายามหาหนทางเยียวยาให้ดีที่สุดได้

receipts-1372961_960_720

คนที่ปกป้องเงิน มักเป็นคนอนุรักษ์นิยมในด้านการลงทุนมากเกินไปจนอาจเสียโอกาสได้ การยอมเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เช่น จากฝากเงินบัญชีออมทรัพย์มาเป็นซื้อพันธบัตรรัฐบาลอาจให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาก     การหาความสุขจากเงินที่หามาและรักษาไว้ได้ขณะมีชีวิตอยู่น่าจะเหมาะกว่าการทิ้งเงินไว้ให้คนที่ไม่รู้จักอีกหลายคนใช้เงินของท่านอย่างสนุกมือ

 

ส่วนพวกหลีกเลี่ยง ต้องจัดการเงินให้ดีขึ้นโดยใช้การหักเงินจากบัญชีโดยอัตโนมัติเพื่อออมใช้บัตรเดบิต (จ่ายตามเงินสดที่มีในบัตร) ในการซื้อของ ออมเงินโดยหักเข้าบัญชีเมื่อได้รับเงินเดือน ฯลฯ

 

สำหรับพวกเลียนแบบเพื่อน ซึ่งมักมีหนี้สูง ต้องแก้ไขปัญหาหนี้ด้วยการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ทีละเป้าหมาย เช่น แก้ไขหนี้บัตรเครดิตของเจ้าหนึ่งให้ได้ คบหาเพื่อนที่ไม่ใช่คนประเภทสามด้วยกัน มีวิธีออมโดยอัตโนมัติผ่านการหักเงินเดือน ฯลฯ การเข้าใจบุคลิกภาพทางการเงินของตนเองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้ไม่เสียโอกาส และลดโอกาสในการเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต

 

บทความโดย ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

 

[Mom diary แม่โอ] แม้ผิดหวัง ก็ยังเรียนรู้

หากมีพรวิเศษ เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนคงอยากขอให้ลูก “มีความสุขสมหวังในชีวิต” กันทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริง เรารู้ว่าชีวิตต้องถูกแต่งแต้มด้วยความสมหวังและความผิดหวังคละเคล้ากันไป การทำให้ชีวิตลูกมีความสุขไม่ได้แปลว่าต้องพยายาม “ปัดเป่าไล่ความผิดหวัง”  แต่เราต้องเติมพลังให้ลูก “ยอมรับความผิดหวัง” อย่างปกติสุข ต่างหากค่ะ

 

  • ไม่ผิดที่ผิดหวัง

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกเดินคอตก ห่อฝ่อกับเรื่องใดมาก็ตาม สิ่งแรกที่ลูกอยากได้รับ ไม่ใช่ “คำปลอบใจ” แต่เป็น ใครก็ได้ที่จะ “รับฟัง” ความรู้สึกห่อเหี่ยว ผิดหวังของเขา… ไม่นานมานี้เปรมกลับจากโรงเรียนและเล่าว่า เขาไม่ผ่านรอบสองของการประกวดสิ่งประดิษฐ์ แทนที่จะพูดกับลูกว่า “ไม่เป็นไร อย่าเสียใจเลย” ดิฉันเลือกที่จะถามลูกว่า “เสียดายใช่ไหม” (ก็หน้าลูกฟ้องสุดๆเลยว่าเสียดายตั๋วรางวัลไปกลับประเทศญี่ปุ่นขนาดไหน!) ตอนแรกเปรมบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไม่คิดว่าจะเข้ารอบอยู่แล้ว” ดิฉันจึงพูดเรียบๆว่า “เรามุ่งมั่นกับสิ่งนี้มาก พอไม่ได้ก็ผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดา” เปรมจึงรู้สึกว่า อาการเซ็งๆนี่ก็ปกติสินะ และเริ่มบรรยายให้ฟังว่า รู้สึกอย่างไร และเสียดายขนาดไหน…

เคล็ดลับการฟังก็คือ ไม่แทรกความรู้สึกของลูกด้วย “คำปลอบโยน” เพราะคำปลอบใจในจังหวะนี้ ไม่ต่างจากคำพูดว่า “ลูกไม่ควรเสียใจ” หรือ “ลูกอ่อนแอมากที่เสียใจ” ระหว่างเปรมเล่า ดิฉันจึงทำตัวเหมือนเพื่อนรักนั่งฟังเพื่อนสนิทบรรยายความเศร้ายามอกหัก! ดิฉันไม่สอนอะไรลูกในตอนนี้ เพราะคำที่ลูกอยากได้ยินก็คือ “อื้ม มันน่าเสียดายเนอะ”…

 

  • พูดเพื่อคิด

ข้อดีสุดๆของการรับฟังโดยไม่แทรกแซงความรู้สึกนึกคิดของลูกก็คือ “ลูกจะย่อยเหตุการณ์ผิดหวังนั้นด้วยตัวเอง ”แม้เราอาจรู้ว่า สิ่งใดเป็นสาเหตุทำให้ลูกต้องผิดหวัง แต่คำแนะนำผิดจังหวะของเรามีแต่จะทำให้ลูกเรียนรู้ว่า “เฮ้อ… ผิดหวังกับเรื่องนี้ก็แย่พอแระ ยังมาโดนทับถมเพิ่มอีก คราวหน้าไม่เล่าแล้ว! แง้…”

ดิฉันจึงปล่อยให้เปรมเล่าไปเรื่อยๆ หลังระบายความในใจหมดแล้ว เปรมจึงพูดขึ้นมาเองว่า “เสียดายจังตอนพรีเซนต์งาน ถ้าเปรมไม่ลืมหยิบอุปกรณ์อีกชิ้นไปนะ เปรมน่าจะเข้ารอบ” ตอนได้ยินลูกพูด ดิฉันรู้สึกคุ้มค่ามาก ที่กัดฟันไม่ชิงสอนลูกเสียก่อน (ฮ่าๆๆ) เพราะหลังระบาย “อารมณ์” ทิ้งไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ “เหตุผล” ที่ทำให้ต้องเจอกับความผิดหวังนั่นเอง… นี่คือ “บทเรียน” อันมีค่าที่เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาจึงจะเต็มใจใช้บทเรียนนี้ “สอนตัวเอง” ในอนาคตค่ะ

 

  • พลาดเพื่อรู้

ตอนเรียนปริญญาตรี ดิฉันได้เอเกือบทุกวิชา พอได้บีก็แอบผิดหวังเล็กๆ เพราะชินที่จะ “ทำทุกอย่างได้ดั่งใจหวัง”จนกระทั่ง… เทอมแรกของการเรียนปริญญาโท ดิฉันสอบตก! ปฏิกิริยาแรกต่อความผิดหวังก็คือ นั่ง “หัวเราะอยู่คนเดียว” นานกว่าสองนาที! เพราะดิฉันเรียนรู้แล้วว่า “เออ! หัดพลาดซะบ้าง! ชีวิตมันต้องหลากหลาย!” ฮ่าๆๆ… ตั้งแต่นั้นมา จึงไม่ขยาดกับความผิดหวัง เอ้อ! มาสิ เจอกันก็ทักทายกัน คุยกันพอหอมปากหอมคอว่า ผิดหวังครั้งนี้หน้าตาเป็นไงจ๊ะ จากนั้นก็โบกมือบ๊ายบายกันไปซะ เพราะชีวิตนี้มีอะไรสนุกๆ ให้ทำอีกเยอะ!

ข่าวเศร้าเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นที่ผิดหวังแล้วทำร้ายตัวเองหรือคนในครอบครัว จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากเราไม่ยอมรับความผิดหวัง และเห็นความผิดหวังเป็นศัตรูหรือสิ่งน่ารังเกียจ เราจะเลือกแก้ไขปัญหาด้วยการผลักไสความผิดหวังออกไป ซึ่งจริงๆแล้ว มันเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่ “เข้ามา” แล้วก็ “ผ่านไป” เท่านั้น เราจึงควรปลูกฝังทัศนคติไม่กลัวความผิดหวังให้ลูกตั้งแต่เล็กค่ะ

 

หลังจากเปรมเล่าจบ ลูกมีหน้าตาสดใสและถามดิฉันว่า “เปรมจะเอาสิ่งประดิษฐ์นี้ไปให้คุณครูนะ เพราะคงไม่ได้ใช้แล้ว” ดิฉันตอบว่า “อื้ม แต่แม่ชอบนะ อยากเอาไปใช้ด้วย ขอได้ไหม” เปรมตาวาว รีบหยิบให้ทันทีด้วย “ความภูมิใจ”… จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เปรมยังคงสนุกกับการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เรื่อยๆ เพราะความผิดหวังครั้งนั้น ไม่ทำให้เขาท้อ แต่ทำให้เขาเรียนรู้ว่า…

“แม้เรื่องนี้จะเริ่มต้นด้วยความผิดหวัง แต่ก็จบลงด้วยความภูมิใจได้ครับ”

 

บทความโดย ชิดชนก ทองใหญ่ ณ อยุธยา

จะเป็นอย่างไร! เมื่อลูกสาวตัวน้อยแต่งหน้าให้คุณแม่ …

ลูกสาวแต่งหน้าให้คุณแม่ โปรเจคท์ดี ๆ ที่ทำให้เหล่าเด็กหญิงตัวน้อย ได้โชว์ฝีมือแต่งหน้าในแบบฉบับของตัวเอง ลองมาดูสิว่าจะสวยแค่ไหนกัน …

all rights reserved www.heisephoto.com  Elly Heise Photography

           เชื่อว่าเด็กผู้หญิงทุกคนนั่นแหละ ที่ใฝ่ฝันอยากจะเสริมสวยเหมือนแม่ จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะชอบคุ้ยเครื่องสำอาง หรือเอากระเป๋าและรองเท้าของแม่มาใส่ แต่รู้ไหมว่ามีเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่เด็กอีกหลายคนจะต้องอิจฉา เพราะพวกเขาได้ทำอย่างที่เด็กผู้หญิงทุกคนฝันไว้อย่างจริงจัง เมื่อช่างภาพ เอลลี่ ไฮเซ (Elly Heise) ได้ชวนเด็ก ๆ มาแต่งหน้าเสริมสวยให้คุณแม่ภายใต้โปรเจคท์ที่มีชื่อว่า #DaughterDoesMyMakeUp

แน่นอนว่างานนี้ก็คงไม่ออกมาสวยเป๊ะเหมือนเมคอัพอาร์ติสแต่ง แต่จะออกมาสวยตามแบบมาตรฐานของเด็ก ๆ เขานั่นแหละเนอะ จะว่าไปก็เหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งของเด็กน้อยเลยนะเนี่ย

02_8

01_170

09_2

all rights reserved www.heisephoto.com  Elly Heise Photography

all rights reserved www.heisephoto.com  Elly Heise Photography

all rights reserved www.heisephoto.com  Elly Heise Photography

all rights reserved www.heisephoto.com  Elly Heise Photography

03_8

all rights reserved www.heisephoto.com  Elly Heise Photography

 


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : http://baby.kapook.com/view114417.html

 

สระน้ำเป่าลม Spa Baby Pool

สินค้า : สระน้ำเป่าลม Spa Baby Pool ขนาด 130 X 100 X 70 CM
ราคา : 800 บาท
สภาพ : 90%
อายุการใช้งาน : 2 ครั้ง
รายละเอียด : สำหรับเด็กเล็กลงเล่นได้ 2 คน , คุณแม่พร้อมลูกน้อยได้ แถมห่วงยางสวมคอ
ชื่อ : ธัญญ์ณณัช (แหม่ม)
โทร : 089-6678811

Tags

ชวนลูกดูภาพยนตร์ให้สนุกเหมือนเล่นเกม

        หากคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายกำลังกลุ้มใจที่ลูกรักกำลังเมามันส์กับเกมในคอมพิวเตอร์ ในแท็บเลต หรือแม้แต่ในสมาร์ทโฟน  การเล่นเกมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกและเพลิดเพลินให้กับเด็กๆ จนเขาไม่อยากที่จะไปทำอะไรเลย แต่ก็มีข้อเสียตามมามากมายเลยทีเดียว

1

วันนี้เรามีเคล็ด(ไม่)ลับที่จะเปลี่ยนความสนุกแบบติดหนึบจากเกมที่เขาชื่นชอบ มาเพลิดเพลินจากภาพยนตร์ที่ก็ชวนลุ้นและสนุกไม่แพ้กัน และยังสามารถดูได้ทุกที่ทุกเวลาจากอุปกรณ์ที่เขาคุ้นเคยอย่างในแท็บเลต หรือสมาร์ทโฟนอีกด้วย

1.     การเลือกภาพยนตร์   สำหรับเด็กผู้ชาย ภาพยนตร์ที่จะทำให้เขาตื่นเต้นไม่ต่างจากการเล่นเกม ต้องเป็นภาพยนตร์แนวผจญภัย หรือการ์ตูนแนวฮีโร่ ส่วนเด็กผู้หญิงอาจเป็นภาพยนตร์หรือการ์ตูนแนวเจ้าหญิง เทพนิยาย ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจจากลูกรักได้ และควรเปลี่ยนภาพยนตร์ให้ลูกไปเรื่อยๆ  เพื่อให้เขาไม่จำเจและสนุกกับเรื่องราวใหม่ๆ ที่ได้เจอในภาพยนตร์ค่ะ

2

2.     เพิ่มความสนุกให้คล้ายกับการเล่นเกมด้วยการพูดคุยกับลูกและดูภาพยนตร์ไปพร้อมกัน  วิธีนี้จะทำให้เขารู้สึกสนุกและอินไปกับภาพยนตร์ที่ได้ดู ตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์ผจญภัยตอนที่ตัวเอกใกล้จะเริ่มทำภารกิจต่างๆ คุณอาจ Pause  ตอนนี้ไว้ และถามลูกว่าถ้าเขาเป็นตัวแสดงนั้นจะทำอย่างไร หากวิธีที่ลูกบอกมาตรงข้ามกับที่ตัวแสดงนั้นทำ คุณสามารถให้คำแนะนำสอนเขาถึงเหตุและผลว่าทำไม และเพราะอะไรได้ค่ะ

3

3.     ผู้ปกครองต้องร่วมเล่นไปกับลูกด้วย  วิธีข้างต้นนี้หากจะทำให้สนุกผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมไปกับลูกด้วยค่ะ หากให้ลูกเป็นตัวเอกของเรื่อง คุณอาจจะเป็นเพื่อน หรือเป็นฝ่ายตรงข้ามของลูกก็ได้ เพื่อเพิ่มความสมจริงอาจมีการเพิ่มแอคติ้งด้วยท่าทางของคุณเพื่อให้ลูกรู้สึกสนุกไปพร้อมๆกับตัวแสดงในภาพยนตร์

4

4.     ค่อยเป็นค่อยไป  หากลูกยังอยากเล่นเกม ให้คุณพ่อคุณแม่แบ่งเวลา เช่น ปกติลูกเคยเล่นเกม 1 ชั่วโมงต่อวัน ให้เหลือเป็นเล่นเกมตามเดิม ครึ่งชั่วโมง และดูภาพยนตร์อีกครึ่งชั่วโมง หรือสลับด้วยการให้ดูภาพยนตร์ก่อนค่อยเล่นเกม วิธีหลังนี้หากลูกสนุกกับการดูภาพยนตร์มาก เขาอาจจะไม่ขอเล่นเกมเลยก็ได้

5.     พาไปดูสถานที่ใกล้เคียง  หากในภาพยนตร์ที่ลูกๆ ดูมีสถานที่ที่เขาชื่นชอบ สถานที่ที่ใกล้เคียงในภาพยนตร์ หรือตัวการ์ตูนที่เป็นสัตว์นานาชนิด คุณอาจใช้เวลาในวันหยุดพาเขาไปดูสถานที่จริง ดูสัตว์ที่เคยเป็นฮีโร่ในภาพยนตร์ ตัวเป็นๆ ที่สวนสัตว์ก็ได้ วิธีนี้นอกจากจะทำให้เขาลดความอยากที่จะเล่นเกมแล้ว ยังเป็นการเปิดโลกกว้าง และช่วยทบทวนความจำในภาพยนตร์ที่เขาดูด้วย

5

การเล่นเกมจะทำให้เขาอยู่ในโลกของเกมเพียงลำพัง แต่การให้ภาพยนตร์เป็นสื่อกลางนอกจากจะเปิดโลกจินตนาการ  สอนให้ลูกเรียนรู้การปัญหาผ่านตัวเอกของเรื่องแล้ว วิธีนี้ยังจะช่วยให้คุณได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูกตลอดเวลาทั้งในตอนที่ดูภาพยนตร์ร่วมกัน หรือออกไปตามรอยภาพยนตร์ข้างนอกบ้าน สำหรับคุณพ่อคุณแม่แล้วไม่มีอะไรดีไปกว่าได้อยู่ในทุกช่วงเวลากับโลกใบเล็กๆ ของลูก จริงไหมคะ

เล่นสนุก…ปลุกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่นานาชาติเค็นซิงตัน

ใจกลางถนนราชพฤกษ์เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปไม่ไกล เป็นที่ตั้งของอาคารรูปทรงแปลกตาในอาณาบริเวณที่ร่มรื่นและล้อมรอบด้วยต้นไม้ เสียงหัวเราะของเด็กๆ แว่วมาเป็นระยะๆ ชวนให้เราเร่งฝีเท้าเข้าไปดูว่าเขากำลังทำอะไรกันอยู่

ห้องเรียนขนาดกะทัดรัดภายในตกแต่งต่างกันไป เด็กบางคนกำลังทำงานศิลปะ บางคนกำลังเล่นตัวต่อ อีกคนเข้าไปแอบในเต็นท์ แค่เห็นบรรยากาศก็นึกสนุกจนอยากจะย้อนวัยลงไปเล่นกับเด็กน้อยซะแล้ว

 

_MG_5046

 

พื้นฐานจากความรัก

“ที่บ้านเคยทำโรงเรียนอนุบาลมาก่อนค่ะ ก็เหมือนเราโตมาด้วยกันเลยซึมซับและรู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่กับเด็กๆ ทำให้เกิดความมุ่งมั่นว่าจะทำโรงเรียนอนุบาลของตัวเอง” คุณหนุ่ย-วราภรณ์ กาญจนวัฒน์ พันธุ์วิโรจน์ ผู้อำนวยการและหนึ่งในผู้ก่อตั้งเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของโรงเรียนนานาชาติขนาดย่อมแห่งนี้

ที่นี่ใช้หลักสูตรการศึกษาแบบอังกฤษหรือเรียกว่า Early Years Foundation Stage (EYFS) เป็นหลัก บรรดาลูกศิษย์ตัวน้อยจะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นแบบอิสระ (Play-Based System) เพื่อสร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำพวกเขาสู่โลกใบใหม่พร้อมกับพัฒนาการรอบด้านทั้งร่างกาย สังคม อารมณ์ และความคิด

“เป้าหมายของเราคือการสนับสนุนเด็กให้เต็มที่ เขาต้องการอะไร สนใจอะไร เราจะเอาความสนใจของเขาเป็นหลักเพื่อต่อยอดในการเรียนรู้ ดังนั้นแผนการสอนจึงปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาและบุคลากรของเราก็พร้อมเสมอ” เสียงที่กล่าวเสริมคุณหนุ่ยคือคุณโน๊ต-นิติพันธ์ พันธุ์วิโรจน์ อีกหนึ่งผู้อำนวยการและกำลังสำคัญที่ช่วยกันปลุกปั้นโรงเรียนแห่งนี้มาตั้งแต่ต้น

 

_MG_5156

 

ออกแบบเพื่อการเรียนรู้

“เราค่อนข้างใส่ใจกับเรื่องการออกแบบทั้งตัวอาคารและบรรยากาศจะต้องให้ความรู้สึกสบาย มีพื้นที่สีเขียวเยอะๆ มีที่เล่นนอกห้องทั้งสนามเด็กเล่น สนามทราย ถนนสำหรับขี่จักรยาน สระว่ายน้ำ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติ ได้สัมผัสทราย น้ำ และหญ้าจริงๆ” ซึ่งเป็นการสนับสนุนตามหลักการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Approach) ที่รวมหลักสูตรการสอนเข้ากับสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียวภายในโรงเรียน

ส่วนตัวอาคารสร้างตามแนวคิด “สถาปัตยกรรมแบบอิสระ” (Free Form Architecture) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยกระตุ้นให้เด็กพร้อมจินตนการแบบไม่ตีกรอบความคิด เมื่อเด็กเข้ามาก็จะเห็นความแตกต่าง ห้องไม่จำเป็นต้องเป็นสี่เหลี่ยม และไม่ต้องตกแต่งเหมือนกัน

นอกจากนี้การออกแบบยังคำนึงถึงระบบความปลอดภัยของสถานที่และสภาพแวดล้อมเป็นหลักด้วย ไม่ว่าจะบริเวณทางเดิน ขั้นบันได ประตูทางเข้า-ออก รั้วกั้นส่วนภายนอกสำหรับเด็กเล็ก รั้วกั้นสระว่ายน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กๆ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมากที่สุด

 

_MG_5079

 

อินเตอร์หัวใจไทย

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ แต่เด็กๆ ที่นี่ก็ไม่ได้ละทิ้งความเป็นไทยไปเสียหมด ยังสอดแทรกทั้งภาษาและวัฒนธรรมไว้อย่างลงตัว เป็นภาพที่น่ารักเมื่อได้เห็นคุณครูชาวต่างชาติกับเด็กๆ ยกมือไหว้สวัสดีกัน หรือการเข้าแถวเคารพธงชาติร้องเพลงชาติในทุกๆ เช้า และเมื่อถึงประเพณีสำคัญอย่างเช่นวันลอยกระทง ทางโรงเรียนก็ไม่ละเลย เด็กๆ จะใส่ชุดไทยมาช่วยกันทำกระทง และร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน

คุณหนุ่ยทิ้งท้ายว่า “เรามุ่งหวังอยากให้เด็กรุ่นใหม่มีทักษะการช่วยเหลือตัวเอง มีความมั่นใจ เป็นผู้นำได้ กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น และเราเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนมีทักษะนี้อยู่ในตัวและถ้าได้รับการส่งเสริมที่ถูกที่ถูกเวลาทักษะเหล่านี้ก็จะติดเขาตลอดไป”

 

_MG_5446

 

Information

โรงเรียนอนุบาลนานาชาติเค็นซิงตัน

โทร. 02 864 9977, 080 533 9977

www.kensingtoninter.com

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการ

Dance me up เต้น-เล่น-สนุก

“ทำด้วยความรักค่ะ” คำพูดสั้นๆ ของคุณครูคนสวย คุณครูกิ๊บ-เขมิอร บุณยเกียรติ เจ้าของโรงเรียนสอนเต้น Dance me up บ่งบอกถึงความสุขในการสอนลูกศิษย์ตัวน้อยให้โลดแล่นไปตามเสียงเพลงอย่างสนุกสนาน สนุกขนาดไหนขอเอาเสียงหัวเราะของเด็กน้อยเป็นประกัน

IMG_8222

ใช้ความรักเป็นสื่อ

ในคลาสบัลเล่ต์ที่เราได้เข้าไปแอบดูเด็กๆ ตัวน้อยเต้นกัน คุณครูกิ๊บใช้ประสบการณ์การสอนบัลเล่ต์ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี พร้อมเทคนิคการมัดใจเด็กๆ ให้ทำตามอย่างว่าง่าย “ตัวกิ๊บเองทำหลายๆ อย่างมาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างคือประสบการณ์ กิ๊บเชื่อว่าวิธีการสอนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือการประสบการณ์ที่สะสมมาเรื่อยๆ ต้องใช้จิตวิทยาของเด็กแต่ละวัยต้องใช้วิธีสอนไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญเราต้องทำให้เด็กเชื่อใจเราก่อน รักเราก่อน ทีนี้พอเราจะป้อนอะไรให้เขา เมื่อเขาเชื่อเราแล้วเขาก็จะฟังเราจริงๆ”

IMG_8175

เล่า=เรียน

เสียงสูงๆ ต่ำๆ เหมือนคุณครูกำลังเล่านิทานประกอบเพลงให้เด็กๆ แปลงร่างเป็นลูกสัตว์ตัวน้อยทั้งกระโดด เดินย่อง เป็นเทคนิคที่เอามาปรับใช้ “เพราะเด็กเล็กมากเราเลยมีหลักสูตรการเรียนการสอนของ Dance me up เองเพื่อให้เด็กๆ ไม่เบื่อ และฝึกการคิดของเขาด้วย เป็นหลักสูตรที่บวกความครีเอทีพเข้ามานิดๆ เรียกหลักสูตรนี้ว่า baby ballerina 1 – 2 ใน 6 เดือนแรกเด็กๆ ก็จะเรียน baby ballerina 1 และอีก 6 เดือนหลังก็จะเรียน baby ballerina 2 ก็เหมือนเป็นการเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะเรียน Primary เพราะท่าที่เรียนตอน ballerina คือท่าใน primary เด็กๆ ก็จะเชื่อมโยงได้ อ่อท่านี้เองที่เคยเรียนตอนเด็กๆ ถือว่าเป็นการรื้อฟื้น เด็กๆ ก็จะจำได้ สอนเหมือนไม่ได้สอน พอถึงเวลาที่เขาต้องจริงจัง เขาก็จะอ่อ…ท่านี้เคยเรียนมาแล้ว หนูทำได้แล้ว เป็นการสร้างความมั่นใจให้เด็กๆ ด้วยค่ะ”

 

สนุกสนานกับคลาสเต้นไปกันแล้วคุณครูกิ๊บยังแอบกระซิบบอกว่าถ้าบ้านไหนอยากให้ลูกเรียนศิลปะป้องกันตัว Fight Me Up ยินดีต้อนรับนะคะ

 

Information

Dance me up สอนเต้นทุกประเภท รับเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป ใช้หลักสูตรจากประเทศอังกฤษ Royal Academy of dance โทร. 02-160-5321 / 08-8585-0502 www.dancemeup.com Facebook: dancemeup

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการ

ปัญโญทัย…จุดเริ่มต้นสมดุลแห่งชีวิต

ความก้าวหน้าทางวัตถุและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของเรามากขึ้นจนปฎิเสธไม่ได้ คนส่วนใหญ่ไหลไปตามกระแสนิยม แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามหวนกลับไปหาวิถีธรรมชาติ โดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ที่ปรารถนาให้ลูกๆ เติบโตตามธรรมชาติ ไม่ต้องเร่งต้องบ่มให้สุกก่อนวัยเพราะกลัวจะไม่ทันใช้ และโรงเรียนปัญโญทัยก็ตอบทุกอย่างของโจทย์นี้

 

อะไรคือวอลดอร์ฟ

ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณครูเอ็ม-ดร.วีณา ก๊วยสมบูรณ์ อีกหนึ่งกำลังสำคัญของปัญโญทัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนแนววอลดอร์ฟแห่งนี้ว่า “การศึกษาแนวนี้เน้นให้เด็กๆ ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างเด็ก เติบโตไปตามขั้นตอนอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งพัฒนาไปอย่างรอบด้านและสมดุล เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นโดยมีคุณสมบัติที่ดีที่สุดของความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว รักษาทักษะและความสามารถที่มีอยู่ในตัวให้อยู่กับเขาตลอดไป”

_MG_6177

เริ่มต้นด้วยศิลปะและการเคลื่อนไหว

ที่นี่รับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3 ขวบครึ่งเพื่อเข้าเรียนชั้นอนุบาล กิจกรรมต่างๆ ที่เด็กๆ ทำในแต่ละวันจะถูกพิจารณาอย่างรอบด้านโดยคุณครูประจำชั้น “เราใช้ศิลปะและการเคลื่อนไหวเยอะมาก เพราะเด็กไม่ควรใช้ความคิดเยอะ ยังไม่ถึงเวลา ถึงแม้ว่าร่างกายพร้อมหมดแล้วแต่ว่าการทำงานของมันยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ยิ่งถ้าถูกดึงไปใช้เพื่อคิดเยอะๆ แล้วร่างกายก็จะไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้นเด็กเล็กๆ ก็ให้เขาเรียนรู้ผ่านกายไปก่อน โดยเฉพาะการสัมผัสกับธรรมชาติ เรียบง่ายแต่กระตุ้นจินตนาการได้ดี ส่วนทีวีหรือคอมพิวเตอร์เรายังไม่นำมาใช้กับเด็กเพราะเป็นสิ่งเร้าที่ผิดธรรมชาติ ข้อนี้ผู้ปกครองก็ต้องให้ความร่วมมือกับเราด้วย”

 

คุณครู 8 ปี

เมื่อเด็กๆ อายุครบ 6 ขวบก็ถึงเวลาเลื่อนชั้นจากอนุบาลสู่ประถมศึกษาโดยการทดสอบ “เราไม่ได้ให้เขาทำข้อเขียน แต่เราให้เขาวาดรูปและทดสอบการเคลื่อนไหว ไม่ผ่านไม่ใช่ว่าตก แต่ทำให้เรารู้จักเด็กมากขึ้นว่ามีสภาวะการตื่นรู้หรือการตระหนักในตัวเองมากแค่ไหน ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญ” และหลังจากที่ขึ้นชั้นประถมศึกษาแล้วเด็กๆ ก็จะมีคุณครูคนเดียวไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 “คุณครูจะตามเด็กไปด้วยจนถึง ม.2 ที่ทำแบบนี้เพราะเด็กในวัยนี้จะยังไม่รู้อะไรเลยบนโลกนี้ และเป็นช่วงที่เขากำลังพัฒนาอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้นเขาจึงต้องการผู้ที่ชี้นำด้วยความรัก ซึ่งต้องอาศัยความผูกพันที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ใช่เจอกันแค่ปีเดียว อีกอย่างครูจะได้เห็นพัฒนาการของเด็กแต่ละคน เด็กคนไหนต้องปรับต้องเปลี่ยนอะไรคุณครูก็สามารถช่วยเหลือได้ทันที อะไรที่เขายังทำไม่ได้ในปีนี้ ปีหน้าคุณครูก็ช่วยเขาได้อย่างต่อเนื่อง”

 

_MG_6272

หลักสูตรปัญโญทัย

โรงเรียนแห่งนี้ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนตามพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย และปรับวิธีที่นำเสนอและการเรียงลำดับให้เหมาะกับเด็กๆ แต่ละชั้นเรียนจะมีวิชาเรียนที่แตกต่างกันไป ”อนุบาลเราก็เน้นร่างกาย พอชั้นประถมเราก็เริ่มใส่วิชาการแต่ยังอิงร่างกายด้วย อย่างเช่น วิชาเลขเราก็จะไม่กระโจนไปที่โจทย์เลย เราให้เขานับเลขด้วยการเคลื่อนไหวก่อน นับด้วยการตบมือ หรือการเดินนับก้าว เราต้องให้เขาเข้าใจหลักการก่อน ไม่ใช่เอาแต่ท่องจำ หลังจากนั้นการเคลื่อนไหวก็อาจจะน้อยลง รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เปลี่ยนไปเพื่อรองรับพัฒนาการในแต่ละด้าน เช่น เดินป่า ทำนา ทำฟาร์ม ก่อสร้าง ในแต่ละชั้นก็จะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป พอถึงช่วงไฮสคูลหรือ ม.3-ม.6 ก็จะเริ่มใช้ระบบความคิดมากขึ้น ที่นี่นักเรียนเราไม่ต้องเลือกว่าจะเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ เพราะเรามีสายเดียวคือวิทย์-ศิลป์รวมกัน พอถึงม.6 เด็กทุกคนก็จะต้องทำโครงงานที่เขาสนใจเหมือนทำวิทยานิพนธ์ และสิ่งที่เราเห็นจากนักเรียนของเราทุกคนก็คือพลังแห่งความมุ่งมั่น ทำให้เรามั่นใจว่าไม่ว่าเขาจะไปเจออะไรที่ยากๆ ในชีวิตหรือเจออุปสรรคอะไร เขาก็จะเข้าใจแล้วสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นอน”

 

Information

โรงเรียนปัญโญทัย โทร. 0-2792-0670, 0-2792-0672 www.panyotai.com

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการ

Chalit Art Project and Gallery ห้องเรียนศิลปะในบ้าน

บ้านไม้หลังสวยที่ซ่อนตัวอยู่ในสวนเขียวครึ้มแห่งนี้เป็นทั้งบ้านและโรงเรียนสอนศิลปะของศิลปินอารมณ์ดี คุณชลิต นาคพะวัน อดีตคนในวงการบันเทิงที่ผันอาชีพมาเป็นคุณครูสอนศิลปะเต็มตัว ทั้งใจดียอมเปิดบ้านให้เป็นห้องเรียนศิลปะที่แตกต่างจากที่อื่นอีกด้วย

 

เพราะ “ความผูกพันในวัยเด็ก”

จากคนที่ไม่เคยคิดจะเป็นครูแต่กลับจับพลัดจับผลูมาทำโรงเรียนสอนศิลปะ “ผมว่าครูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ผมชอบเด็ก ชอบคุย ชอบเล่นกับเด็ก มีความสุขที่จะเจอเด็ก ตอนเรียนก็ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ความผูกพันในวัยเด็ก เพราะมีความสุขทุกครั้งที่ย้อนกลับไปเห็นภาพตัวเองในวัยเด็ก พอทำเรื่องนี้ก็ต้องศึกษา เข้าใจจิตวิทยาเด็ก หาข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะเด็ก ตรงนี้เองทำให้เราได้คลุกคลีกับเด็กๆ มากขึ้น พอดีกับเพื่อนพาลูกมาฝากที่บ้านให้ช่วยดู ช่วยสอนศิลปะ ก็สอนลูกเพื่อนบ้างเด็กข้างบ้านบ้าง จนเพื่อนชวนไปสอนศิลปะที่สมาคมฝรั่งเศส สอนได้ประมาณหนึ่งปี งานศิลปะที่ทำไว้เริ่มเยอะขึ้น ในที่สุดมาเจอบ้านหลังนี้ ก็เลยลาออกจากสมาคมฝรั่งเศส มาสอนศิลปะและทำงานศิลปะของตัวเอง”

IMG_1160

เรียนแบบชลิต

ที่นี่เปิดให้เด็กๆ เข้ามาเรียนวันพุธ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ คุณครูใจดีบอกว่าใครว่างตอนไหนหรืออยากมาอยู่ทั้งวันก็อยู่ได้ไม่ต้องห่วง พอจบ 1 วันก็มีงานศิลปะกลับไปซึ่งอาจจะมากกว่า 1 ชิ้นด้วยซ้ำ “เด็กส่วนใหญ่เรียนกับเรามาตั้งแต่ตัวเล็กๆ ในหนึ่งคอร์สเราสอนศิลปะทุกประเภททั้งวาด ระบายสี ภาพพิมพ์ ปั้น ศิลปะประดิษฐ์สื่อผสมเรียนเหมือนผู้ใหญ่แต่ลดรายละเอียดลงมา เด็กๆ ก็สนุก เรียนไปเล่นไป เหนื่อยก็พัก พ่อแม่ก็มานั่งคุยกัน เหมือนมาเที่ยวบ้านญาติมากกว่า บรรยากาศก็สบายๆ เป็นกันเอง ไม่อยากให้เขาเหมือนมาเรียนแต่อยากให้เหมือนมาพักผ่อน ดังนั้นเราก็ทำการสอนให้สนุก พอมีความสุขเด็กๆ ก็อยากทำ แล้วเราก็จะสอดแทรกวิธีปรับพฤติกรรมของเด็กๆ เข้าไปด้วย เช่น คนใจร้อนจะสอนเขาอย่างไรดี คนใจเย็นจะทำให้เขากระตือรือร้นได้อย่างไร ครูก็จะดูเด็กเป็นรายบุคคลไป คนไหนบกพร่องเรื่องไหน ก็เสริมก็หาทางแก้ไขกันไป ทำให้สิ่งที่บกพร่องดีขึ้น ส่วนที่เด่นก็ส่งเสริมต่อยอดกันไป เด็กที่มาที่นี่จึงไม่อยากกลับบ้าน และที่เราให้เขาออกไปวิ่งเล่นได้ก็เพราะผมเชื่อว่าการเล่นคือการเรียนรู้ แต่ถ้าเมื่อไหร่บอกให้หยุดก็ต้องหยุดนะ คือมีอิสระแต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตด้วย”

IMG_1071

ปลูกฝังเรื่องธรรมชาติ

บทเรียนของเด็กๆ จะแตกต่างกันไป แต่ละครั้งแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเรียนเหมือนกันหรือวาดรูปเดียวกันหมด แต่สิ่งที่พยายามปลูกฝังให้แก่เด็กๆ ก็คือเรื่องธรรมชาติรอบตัวและต้นไม้ “ผมพยายามให้เด็กๆ วาดรูปต้นไม้ ให้เขาสังเกตว่าต้นไม้แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร ไม่ต้องวาดเยอะหรอก วาดแค่ต้นเดียวนี่ละแต่ต้องศึกษารายละเอียดทุกอย่างนะ ทั้งเรื่องใบ ลำต้น รูปทรง จุดประสงค์ก็เพราะอยากให้เขารักธรรมชาติ รักตันไม้ เห็นไหมใบและดอกอยู่บนต้นน่ะสวยแค่ไหน อย่าไปเด็ด อย่าทำลาย อีกอย่างก็คือช่วยทำให้เด็กๆ รู้จักสังเกตมากขึ้นด้วย ถือเป็นการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอีกทางหนึ่งเหมือนกัน”

คุณชลิตทิ้งท้ายไว้อย่างน่าฟังว่า “งานนี้เป็นงานอดิเรกของผมแต่ผมก็จริงจังพอๆ กับงานประจำ เพราะผมมีความสุข จากคนที่ไม่เคยคิดจะเป็นครูจนถึงวันนี้สิ่งที่ผมได้คือเทคนิคการสอนที่ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าคุณจะสอนเด็กคุณต้องรักเขาก่อน พอรักแล้วก็จะเกิดความเอาใจใส่ เพราะถ้าเราไม่ใส่ใจลงไป มันก็จะน่าเบื่อ เหมือนการปลูกต้นไม้ ถ้าเราอยากให้ต้นไม้แข็งแรงเราก็ต้องดูแลเขาอย่างดี การสอนเด็กก็เหมือนการปลูกต้นไม้แหละ พอเราทำได้สำเร็จ ทำให้เขาไปสู่เป้าหมายได้ ออกผลให้เราเห็น ฝีมือเขาพัฒนาขึ้นหรือมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี นี่ละคือผลตอบแทนที่น่าชื่นใจของอาชีพครู”

 

Information

Chalit Art Project and Gallery 126/ 1 ซอยราชถี 2 ถนนราชวิถี แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โทร. 081 439 0113, Facebook: Chalit-Art-Project-and-gallery

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการ

กลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรม ประถมศึกษาฝีมือพ่อแม่

 

ถ้าถามว่าความสุขของคนเป็นพ่อเป็นแม่คืออะไร เรามักจะได้คำตอบอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด นั่นก็คือ “ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก” คำตอบนี้สั้นง่ายแต่กินใจน่าดู ดังนั้น เราจะพาคุณผู้อ่านไปดูฝีมือของกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ตัวอย่าง ที่ได้รวมตัวลงมือลงแรงสร้างสรรค์การเรียนการสอน เพื่อให้ลูกๆ ของพวกเขาได้รับสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุด

ถ้ามีคำถามว่าดีแค่ไหนน่ะหรือ ก็ดีจนต้องบอกต่อไงคะ

 

IMG_5622

 

รวมตัว…สร้างกลุ่ม

เรามีนัดกับคุณแม่อ้อ-สุทธิพร สายเพ็ชร์ หนึ่งในสมาชิกของ 6 ครอบครัวที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรม มาช่วยบอกเล่าความเป็นมาเป็นไปของกลุ่มเรียนเล็กๆ กลุ่มนี้ “คุณแม่เปิ้ล-วริศรา เมธาวิศาลเป็นผู้จุดประกายความคิดนี้ขึ้นมาค่ะ เพราะว่าพวกเรายังติดใจการเรียนการสอนจากโรงเรียนอนุบาลที่ลูกเรียนอยู่ เด็กๆ ยังสนุกกับการเรียนรู้แบบนั้น แต่พอไปหาโรงเรียนประถมก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ พวกเราจึงรีบช่วยกันต่อยอด”

หลังจากได้แนวคิดแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ร่วมแรงลงมือทำทันที และโชคดีที่ได้ผู้นำทีมอย่างคุณครูสุ-สุวาณี พงศ์วัชร์ เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน จากจุดเริ่มต้นของครอบครัวเล็กๆ ในปี 2550 จนกระทั่งวันนี้ ครอบครัวปฐมธรรมใหญ่ขึ้น (นิดหน่อย) แต่ยังอบอุ่นเหมือนเช่นเคย

 

IMG_5564

 

เรียนรู้จากของจริง

“ที่นี่เราเรียนกันแบบบูรณาการ เน้นกระบวนการสร้างทักษะการเรียนรู้ค่ะ เด็กๆ ต้องสังเกต บันทึก วิเคราะห์และเชื่อมโยงให้ได้ มีการเอาธรรมชาติมาเป็นสื่อ และทุกๆ วันศุกร์เราก็จะยกบ้านกันไปทัศนศึกษานอกห้องเรียนไปดูของจริงกัน คราวนี้ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆ ที่สนุกล่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็สนุกด้วยค่ะ” คุณแม่อ้อบอกเล่าให้เราฟังด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเปี่ยมสุข

“ส่วนหลักสูตรที่ใช้สอนก็อิงกับหลักสูตรแกนกลางโดยมีคุณครูตูน-วชิราภรณ์ สิทธิสมาน เป็นผู้ดูแลค่ะ เราสอนตามหลักสูตรกำหนด แต่แตกต่างที่วิธีที่เราปรับให้เหมาะสมขึ้น เราเน้นให้เด็กจดบันทึก ถ้ายังเล็กอยู่เขียนไม่คล่องก็วาดรูปเอาค่ะ

“เรามีคุณครูประจำ 4 ท่าน และยังมีครูพิเศษอย่างอาจารย์วัชระ อยู่สวัสดิ์ สอนวิชาธรรมชาติ ครูพิเศษเฉพาะด้าน สอนศิลปะ โขน และดนตรีไทย แม้สัดส่วนครูต่อนักเรียนถือว่ามากอยู่ แต่พอเป็นคุณครูที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีวิธีการสอนที่ปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ เด็กๆ จึงได้รับความรู้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคุณครูสามารถค้นหาและต่อยอดศักยภาพของเด็กแต่ละคนได้ด้วย

“เราจะเรียนคละชั้นในวันไปทัศนศึกษา วิชาธรรมชาติ และศิลปะ แต่ในวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทยนั้นแยกเรียนตามระดับชั้น ตอนเย็นหลังบ่ายสามโมง เราก็จะไปเรียนวิชาพลศึกษากันที่มหาวิทยาลัยมหิดล”

 

 

IMG_5587

 

อยู่กันแบบครอบครัว

ความพิเศษของบ้านปฐมธรรมก็คือแต่ละบ้านมีการส่งตัวแทนแวะเวียนมาให้ความรู้เด็กๆ แบบไม่มีกั๊ก โดยตัวแทนเป็นคนที่มีความรู้ ความถนัดและประสบการณ์ในแต่ละด้าน เช่น คุณพ่อโก้ที่ร่ำเรียนและเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ ก็มาช่วยสอนวิทยาศาสตร์ เด็กๆ จะถูกกระตุ้นให้สงสัยด้วยคำถาม และสนุกไปกับหาคำตอบจากการทดลอง หรือคุณยายอารมณ์ที่ถนัดงานฝีมือ ก็สละเวลามาสอนวิชาการงานอาชีพ (วันที่เราไปสัมภาษณ์เห็นเด็กๆ กำลังขะมักเขม้นกับการทำตุ๊กตาล้มลุกเพื่อนำไปบริจาคให้เด็กๆ ที่มูลนิธิเด็ก อีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำกันทุกปี) ส่วนคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ที่ไม่ถนัดเรื่องวิชาการหรือไม่มีเวลาว่างพอก็จะช่วยกันทำหน้าที่อื่นๆ ไปตามโอกาส อย่างเช่น ช่วยขับรถพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษา หรือเตรียมขนมของว่าง เห็นพลังของคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วทึ่งจริงๆ ค่ะ

 

 

IMG_5670

 

วัดผลจากความสุข

“ที่บ้านปฐมธรรมเรายังไม่เน้นการแข่งขันค่ะ เรายังไม่เชื่อว่ามันควรจะเกิดขึ้นในช่วงประถม เราควรจะรอเมื่อเขาโต ใจเขาพร้อมก่อน ตอนนี้หน้าที่ของเราคือทำให้เขาสนุก พอสนุกแล้วเขาก็จะรักที่จะเรียนรู้เอง พวกเราเชื่ออย่างนั้นนะคะ” ถึงแม้ว่าคุณแม่อ้อจะย้ำกับเราว่าไม่ได้เน้นเรื่องวิชาการจนเกินไป จนทำให้เด็กๆ ขยาดกับการเรียน แต่สิ่งที่เราได้เห็นในสมุดบันทึกความรู้ของเด็กๆ แต่ละคน เราเชื่อค่ะว่าเด็กๆ ไม่ได้เก็บเกี่ยวแต่ความสนุก เขาได้เรียนรู้จริงและเป็นการเรียนรู้แบบมีความสุขด้วยสิ…

 

Information

baanpathomtham.com หรือ Facebook: baanpathomtham

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการ

สาธิตพัฒนา…ปลูกต้นกล้าแห่งการเรียนรู้

จุดเริ่มต้นของโรงเรียนแห่งนี้มาจากกลุ่มผู้ก่อตั้งที่อยากให้ประเทศไทยมีโรงเรียนที่มีคุณภาพ มีการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กจริงๆ และได้ความร่วมมือจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาช่วยพัฒนาในทุกๆ ส่วนตั้งแต่การจัดระบบบริหาร จัดทำหลักสูตร พัฒนาหลักสูตร กำหนดมาตรฐานบุคลากรและคัดเลือก ไปจนถึงการรับนักเรียน ซึ่งปัจจุบันมีอดีตทีมจากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ มาเป็นผู้บริหาร โดยมีทัพหน้าอย่างรองศาสตราจารย์ลัดดา ภู่เกียรติ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน

 

การเรียนการสอนแบบบูรณาการ

สำหรับชั้นอนุบาล โรงเรียนจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการบนพื้นฐานแนวคิด ทฤษฏี นวัตกรรมการเรียนรู้ที่เลือกสรรแล้วว่าสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย พร้อมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชน เพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียนเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ทุกเวลา จากธรรมชาติรอบตัว เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ที่สำคัญทางโรงเรียนจะใส่ใจในเรื่องสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษ โดยจัดการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งเสริมเด็กให้มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมอย่างสมดุล มีทักษะการคิด สร้างสรรค์เชื่อมโยง สามารถใช้ทักษะและประสาทสัมผัสหาความรู้เพิ่มเติมได้ เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านการลงปฏิบัติจริง สามารถสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย รวมทั้งมีความคุ้นเคยกับการใช้ภาษาอังกฤษ มีความสุขในการมาโรงเรียน กล้าแสดงออก รวมทั้งมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง และต่อผู้อื่น

IMG_8059

เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

เป็นประสบการณ์ที่ครูจัดให้กับเด็กๆ เพื่อให้มีพัฒนาการครบทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โรงเรียนสาธิตพัฒนาจึงเน้นให้นักเรียนมีทักษะ การเรียนรู้ 6 ด้าน ในการจัดกิจกรรมแต่ละวันให้กับเด็ก ได้แก่

  1. การรู้จักตนเอง สังคม และอารมณ์ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ที่จะรู้จัก และเข้าใจตนเอง รู้ขีดความสามารถ และช่วยเหลือตนเอง ได้อย่างเหมาะสมกับวัย และได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น
  2. การสื่อสารและภาษา เด็กๆ จะได้รับการพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและเกิดทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน การเขียน รวมถึงการฝึกมารยาทที่ดีในการสื่อสารและการแสดงออก ที่สำคัญทางโรงเรียนจะให้เด็กๆ ได้เรียนรู้กับอาจารย์ชาวต่างชาติเพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ
  3. คณิตศาสตร์ ทางโรงเรียนจะจัดให้นักเรียนจะได้รับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ผ่านการเล่นเกมและลงมือทำกิจกรรมที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ทำให้คณิตศาสตร์กลายเป็นเกมที่สนุกสนานและท้าทาย
  4. ความรู้รอบตัว โดยมีการจัดกิจกรรมกระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และหาคำตอบในสิ่งที่สนใจ โดยการแสวงหาและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผ่านการลงมือทำกิจกรรมอย่างหลากหลายทั้งกิจกรรมเดี่ยวและกลุ่ม
  5. การพัฒนาด้านร่างกาย มีการฝึกฝนทักษะการใช้ร่างกายทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ผ่านการทำกิจกรรมที่กระตุ้นประสาทสัมผัสต่างๆ
  6. ความคิดสร้างสรรค์ โดยการจัดกิจกรรมฝึกทักษะให้คิดได้อย่างคล่องแคล่ว คิดได้หลายแง่มุม นำไปสู่ความสามารถในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ได้คิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง

IMG_8198

เดินถูกทางเพราะค้นพบตัวเอง

นอกจากการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ทางโรงเรียนยังมีหลักสูตร 4F คือ FUN FIND FOCUS และ FULFILLMENT เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพของนักเรียนเป็นรายบุคคล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เริ่มต้นจากระดับป.1 – 3 เด็กๆ จะได้เรียนรู้และสำรวจตนเองอย่างสนุกสนาน (FUN) ผ่านกิจกรรมตลาดนัดวิชาการ ซึ่งนักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ นักเรียนระดับป.4 – ม. 3 จะได้รับโอกาสในการค้นหา (FIND) และเจาะลึก (FOCUS) ศักยภาพของตนเองอีกระดับหนึ่ง ด้วยการเลือกเรียนในรายวิชาบังคับ เช่น พลศึกษา ดนตรี นาฏศิลป์ เป็นต้น นอกจากนั้น นักเรียนยังได้เรียนในรายวิชาเลือกเสรีตามความสนใจ ความชอบ และความถนัด เพื่อเจาะลึก (FOCUS) และเติมเต็ม (FULFILLMENT) ตามความสามารถและศักยภาพของแต่ละบุคคลอีกด้วย เช่น โขน ดุริยางค์ Mini Company เย็บปักถักร้อย เป็นต้น ส่วนนักเรียนระดับม. 4-6 จะมีโอกาสตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาที่ตนเองถนัดและมีศักยภาพที่จะเรียนได้เพื่อนำไปสู่การเลือกเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไป

 

Information

โรงเรียนสาธิตพัฒนา โทร. 0 2915 5390-2 www.satitpattana.ac.th

สยามสามไตร สร้าง “ด” ให้เป็น “ฅ” อย่างสมบูรณ์

ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือเด็กๆ กำลังนั่งสมาธิฟังเสียงบรรยายธรรมกันอย่างเงียบสงบไม่ว่าจะเด็กเล็กหรือเด็กโต นั่นทำให้เราอดแปลกใจไม่ได้ว่า อะไรทำให้เด็กน้อยเหล่านั้นมีสมาธิได้ขนาดนี้ ขนาดที่ผู้ใหญ่บางคนยังไม่สามารถทำได้… สุดท้ายเราก็ได้คำตอบและอยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปฟังพร้อมๆ กันค่ะ

           

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา

จากอนุบาลหนูน้อยในปี 2523 โดยการก่อตั้งของศาสตราจารย์นายแพทย์อุดม – คุณหญิงมัทนี โปษะกฤษณะ และมีอาจารย์อนินทิตา โปษะกฤษณะ เป็นผู้รับใบอนุญาต เริ่มแรกมีการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางของโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบอิสราเอล มุ่งเน้นพัฒนาให้เด็กมีความสามารถเก่งคิดเก่งทำ จนกระทั่งในปี 2539 โรงเรียนได้เริ่มนำแนวทาง “มาพัฒนาคนกันใหม่” จากท่านเจ้าคุณอาจารย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) มาใช้ มีการนำธรรมะมาปฏิบัติจริงเพื่อพัฒนาเด็กทั้งพฤติกรรม จิตใจ ปัญญา ปลูกฝังให้เป็นคนดีนำความเก่ง และเมื่อปี 2542 โรงเรียนอนุบาลหนูน้อยก็ได้เข้าสู่ “ระบบการศึกษาแนวพุทธ” อย่างเต็มรูปแบบ จนถึงปัจจุบันโรงเรียนได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สยามสามไตร” เปิดสอนในระดับเด็กเล็ก อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น

 

IMG_3439

ปฏิบัติตามวิถี

สยามสามไตรเป็นโรงเรียนแนวพุทธที่มีการวางรากฐาน 3 วิถีไว้ชัดเจน คือ วิถีไทย วิถีธรรมชาติ และวิถีพุทธ

วิถีไทย

เพราะกระแสค่านิยมตะวันตกกำลังมาแรง จนหลายครอบครัวไม่อาจต้านทานกระแสได้ ทางโรงเรียนจึงมีการปลูกฝังให้เด็กๆ ฝืนกระแสโลก มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง ไม่ลืมความเป็นไทย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม มารยาท ซึ่งนอกจากเด็กๆ จะต้องแต่งชุดไทยทุกวันพฤหัสบดีแล้ว ในวันสำคัญต่างๆ ทางโรงเรียนยังมีการจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และซึมซับที่มาที่ไปในรากเหง้าของตัวเอง

วิถีธรรมชาติ

ปลูกฝังให้เด็กเป็นผู้อนุรักษ์ไม่ทำลาย และเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน สำหรับเด็กเล็กก็ดูนกดูต้นไม้ศึกษาธรรมชาติในโรงเรียนกันก่อน ส่วนเด็กโตหน่อยทางโรงเรียนก็จัดค่ายธรรมชาติให้ออกไปทัศนศึกษากันทุกปี นอกจากนี้ยังมีชมรมรสนิยมธรรมชาติที่จัดทริปถึง 4 ครั้งต่อปีให้เด็กๆ จูงมือคุณพ่อคุณแม่ไปศึกษาธรรมชาติกันทั้งครอบครัว

วิถีพุทธ

สอดแทรกการปฏิบัติในกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ เช่น การสวดมนต์ตอนเช้า และการทำสมาธิระหว่างวันหรือวิทิสาสมาธิ ที่เมื่อเสียงสัญญาณดังขึ้น ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ครู ผู้ปกครอง ทุกคนในโรงเรียนต้องหยุดกิจกรรมที่ตัวเองทำอยู่เพื่อสวดมนต์และทำสมาธิพร้อมๆ กัน วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 5 นาที เพื่อเรียกสติและสมาธิกลับมา นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังมีการใส่บาตร ฟังธรรม ช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้ร่วมปฏิบัติกันทุกวันพระ และกิจกรรมปฏิบัติธรรมสำหรับผู้ปกครอง เด็ก และคุณครู ในทุกๆ ปี

 

IMG_3592

ลงมือทำจริง

การเรียนรู้ตามช่วงวัยเป็นเรื่องสำคัญ เด็กเล็กที่นี่ยังไม่เน้นเรื่องเขียนอ่าน แต่จะส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายอย่างเต็มที่ เน้นกิจกรรมกลางแจ้งให้เด็กๆ ได้คลาน คืบ ปีนป่าย ก้าวข้าม เป็นการพัฒนาทั้งร่างกายและสมองสองซีกไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้เด็กๆ ยังได้เรียนรู้ภาษาผ่านเกมและนิทาน ทำให้ค่อยๆ สะสมคลังคำไปในตัว ส่วนเด็กโตจะต้องลงมือทำกิจกรรมจริง โดยการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น วิชาธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ ที่นอกจากต้องศึกษาธรรมชาติของจริงแล้ว ยังต้องรวบรวมความรู้เพื่อจัดแสดงนิทรรศการในโรงเรียนอีกด้วย

 

           

Information

โรงเรียนสยามสามไตร โทร. 0-2311-0134 www.siamsaamtri.ac.th

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการ

เลิกนมมื้อดึก

เลิกนมมื้อดึก และฝึกหลับยาว สำหรับลูกน้อยวัยเด็กเล็ก

Q: ลูกชายอายุย่างสองขวบแล้วค่ะ คุณแม่ควร เลิกนมมื้อดึก หรือเปล่า และนมมื้อดึกจะส่งผลให้ฟันผุหรือเปล่าคะ

เด็กอายุหนึ่งขวบขึ้นไป ควรได้รับการฝึกให้นอนหลับยาวโดยไม่ตื่นขึ้นมาดูดนมกลางดึก เพราะการกินนมตอนกลางคืนจะทำให้ฟันผุง่าย (คราบนมตกค้างในปากจะถูกแบคทีเรียในปากย่อยจนเกิดสารที่ทำให้ฟันผุกร่อน) และเด็กวัยนี้ก็มีฟันขึ้นหลายซี่แล้ว หากลูกกินนมผง คุณแม่ควรฝึกให้เลิกกินนมตอนกลางคืนได้แล้วค่ะ ให้ลูกกินข้าว 3 มื้อ ส่วนนมควรให้กิน 20-28 ออนซ์ต่อวัน โดยเฉลี่ย 24 ออนซ์ต่อวัน แบ่งให้กิน 3-4 ครั้ง แล้วแปรงฟันหรือเช็ดปากให้สะอาดก่อนเข้านอน การกินนมแล้วหลับไปพร้อมขวดคาปากหรือให้น้ำตามเพียงเล็กน้อย รวมถึงการตื่นกลางดึกแล้วกินนมเพื่อทำให้หลับต่อได้ จะทำให้มีปัญหาฟันผุ ลูกได้รับนมมากเกินไป เป็นโรคอ้วน หรือเกิดปัญหากินข้าวมื้อเช้าได้น้อย

เลิกนมมื้อดึก หลับยาว ตื่นกลางดึกนมส่วนเกินทำให้เป็นโรคอ้วน และเป็นการสร้างทัศนคติเกี่ยวกับการกินแบบผิดๆ คือ ไม่ใช่กินเพื่อดำรงชีวิต แต่เพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ (สุขก็กิน ทุกข์ก็กิน จนอ้‰วน) และยังเป็นเหตุที่ทำให้ลูกต้องใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเพื่อรองรับปัสสาวะจำนวนมากเพราะไม่อาจกลั้นฉี่ได้จนถึงเช้า หรือต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำคืนละหลายๆ ครั้ง ทำให้การนอนของลูกและคุณแม่ถูกรบกวนโดยไม่จำเป็น

ดังนั้น หากลูกกินข้าวและนมในปริมาณที่เหมาะสมแล้วในช่วงระหว่างวัน การที่ลูกตื่นตอนกลางคืนแล้วเรียกหานม ก็ไม่ได้แสดงว่าเขาหิว แต่เป็นเพราะเคยชินกับการดูดนมเพื่อกล่อมให้หลับ และไม่เคยถูกฝึกให้หลับด้วยตัวเอง แต่คุณแม่ยังไม่ต้องท้อใจ เพราะเราฝึกลูกได้หลายวิธีค่ะ

อ่านต่อ “ลูกกินนมแม่ ต้องเลิกนมมื้อดึกไหม?” คลิกหน้า 2

banner300x250

จินตนาการสำคัญ…ขนาดนี้…

Q. มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องจินตนาการครับ ผมรู้ว่าจินตนาการสำคัญและเป็นเรื่องที่ส่งเสริมกันมากโดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ แต่ผมก็ยังเห็นว่า จินตนาการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่ดี ผมยังมองไม่ค่อยออกว่าจะมีผลกับชีวิตในอนาคตมากขนาดไหน

  • ผมมีลูก 2 คน 5 ขวบ กับ 3 ขวบครับ เขาจะเล่นสมมติ จินตนาการอะไรเราไม่ไปห้ามในส่วนนั้น แต่เขาก็ซน จะทำหรือเล่นอะไรให้ผาดโผน วุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ ต้องห้ามกันไม่ใช่หรือครับ คนรอบๆ ตัวผมทั้งเตือน แนะนำ ต่อว่าอยู่บ่อยๆ ว่าผมไม่ควรทำอย่างนั้น
  • การห้ามบ่อยๆ มีผลถึงกับปิดกั้นจินตนาการเลยหรือครับ ถึงไม่ห้ามตรงๆ ผมก็คิดว่าอาจมีคำพูดหรือการกระทำอื่นที่ให้ผลเหมือนการบอกห้าม โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัวอยู่ดี ใช่หรือไม่ครับ

 

ผมเชื่อว่าเราแปลคำว่า “จินตนาการ” ไม่ตรงกันหรอกครับ   เราในที่นี้หมายถึงสังคมไทยทั้งหมด

ข้ามคำแปลมาที่คำถามแรก “เขาจะเล่นสมมติ จินตนาการอะไรเราก็ไม่ไปห้ามในส่วนนั้น แต่เขาก็ซน จะทำหรือเล่นอะไรก็ให้ผาดโผน วุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ เลยต้องหยุด ต้องห้ามกัน หลายครั้งก็มีคำเตือน แนะนำ ต่อว่า ไม่ควรทำอย่างนั้น”  อันนี้ขอตอบว่า “การเล่นสมมติ” เป็นเรื่องดีที่สุดเรื่องหนึ่งของพัฒนาการเด็ก การเล่นสมมติทำให้เกิดผลต่อสมอง 2 ข้อครับ

หนึ่งคือช่วยให้พัฒนาการทางภาษารุดหน้า ผมอยากเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่นั่งลงกับพื้นชวนลูกเล็กเล่นทำกับข้าวหรือเล่นเป็นคุณหมอด้วยมือเปล่า หรือหยิบฉวยวัสดุรอบตัวมาสมมติเป็นอุปกรณ์ครัวหรืออุปกรณ์ของคุณหมอนั่นนี่ไปเรื่อยๆ ผมรับประกันว่าท่านจะสนุกมาก ลูกจะสนุกที่สุด และภายในไม่กี่เดือนเขาจะพูดคำศัพท์ใหม่ๆ ที่คุณตะลึง

ตอนที่เราลงนั่งเล่นสมมติ เราต่างหากที่ต้องมีจินตนาการ มิเช่นนั้นเราเองจะไม่สนุกและเลิกเล่น แต่ลูกนั้นพร้อมเต็มร้อยที่จะตามเราไปไหนๆ หากผมหยิบเศษไม้สักชิ้นมาแล้วว่าเป็นเข็มฉีดยา ไม้นั่นคือเข็มฉีดยาทั้งในสมองและในใจของเขา โดยทั่วไปผมไม่จำเป็นต้องใช้เข็มฉีดยาพลาสติกมาเล่นก็ได้แต่ใครจะใช้ก็ไม่ผิดกติกา

 

ผลต่อสมองข้อสอง คือสมองเกิดการเชื่อมโยงของข่ายใยประสาทจำนวนมากมาย เป็นร่างแหและวงจรประสาทที่จะช่วยให้ลูกของเรากลายเป็นคนที่สามารถคิดนอกกรอบได้ง่ายกว่า และกลายเป็นนักแก้ปัญหาแม้ว่าปัญหานั้นจะแก้ไม่ได้

ร่างแหและวงจรประสาทที่มากมายซับซ้อนในสมองของเขาเปรียบเสมือนตรอกซอกซอยในเมืองใหญ่ เวลาเราพบทางตันเราหลบซ้ายขวาไปถึงจุดหมายจนได้อย่างไร ลูกของเราก็จะสามารถหลบหลีก พลิกแพลง และค้นหาทางเลือกของชีวิตได้เสมอๆ

การเล่นสมมติยังมีประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตใจมากมาย   ที่มากที่สุดคือทำให้เขาเรียนรู้ว่าตนเองสามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมายด้วยการคิดนอกกรอบ   แน่นอนว่าตอนนี้ทำได้สารพัดเพราะเป็นการเล่นสมมติ   แต่ลองเชื่อเสียแล้วว่าตนเองเก่งขนาดนั้น   อะไรที่เป็นอุปสรรคในภายภาคหน้าก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง

การเล่นสมมติต้องการเสรีภาพ ไม่มีเสรีภาพจะสมมติอะไรกันออกได้เล่า เมื่อมีเสรีภาพเสียแล้วย่อมเป็นธรรมดาที่เด็กทุกคนจะสนุกจนเกินเลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราต้องคอยดูแล สั่งสอน วางกติกา และมีข้อห้ามบางประการ เหล่านี้เป็น “หน้าที่” ของผู้ใหญ่   อยากได้ลูกฉลาดเราก็ต้องลงแรงไปเล่นด้วย เล่นแล้วก็ต้องเหนื่อยยากคอยดูแลคอยห้ามปราม แต่ถ้าไม่อยากได้ลูกฉลาด อยากให้ลูกไม่ซนอยู่นิ่งๆ ไม่ผาดโผน ก็สอนเขาเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เขาก็จะอยู่นิ่งๆ ได้หลายชั่วโมง ผู้ใหญ่ก็สบายดี สรุปในขั้นต้นนี้ว่าอยากได้ของดีก็ต้องลงทุน

 

คำถามถัดมา “การห้ามบ่อยๆ มีผลถึงกับปิดกั้นจินตนาการเลยหรือครับ ถึงไม่ห้ามตรงๆ แต่ก็คิดว่าอาจมีคำพูดหรือการกระทำอื่นที่ให้ผลเหมือนการบอกห้าม โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัวใช่หรือไม่ครับ”

ใช่ครับ การห้ามบ่อยๆ ย่อมปิดกั้นเสรีภาพในการเล่น ดังนั้นเราก็ควรมีข้อห้ามที่น้อยที่สุด อะไรปล่อยได้รอได้เราเสียสละนั่งเฝ้าดูเขา ได้ก็ควรปล่อย เขาจะพัฒนาไปข้างหน้าอย่างสนุกสนาน เร็ว และนอกกรอบ

เช่นกันถ้าไม่อยากเหนื่อยยากกับการต้องมานั่งคอยห้ามหรือนั่งเฝ้าระวัง ก็ซื้อเกมคอมพิวเตอร์ให้เขาเล่นเขาก็จะนิ่งจนเราไม่ต้องห้ามอะไรเลย นอกจากห้ามเล่นนานเกินไป

 

กลับไปที่ข้อความ “ผมยังมองไม่ค่อยออกว่าจะมีผลกับชีวิตในอนาคตมากขนาดไหน” เรื่องนี้ผมยืนยันกับคุณพ่อได้ว่าการคิดนอกกรอบได้จึงจะนำไปสู่จินตนาการ การคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เด็กที่คิดนอกกรอบไม่เป็นเลยจะพบปัญหาในอนาคตว่าตนเองไร้จินตนาการ ไม่สามารถสร้างงาน และไม่มีนวัตกรรม ซึ่งไม่เป็นผลดี

ศตวรรษที่ผ่านมาเป็นยุคอุตสาหกรรม   เรารู้เท่าที่รู้แล้วทำงานตรงหน้าให้เสร็จก็พอ แต่ศตวรรษนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร ลูกของเราไม่สามารถรู้เท่าที่รู้   เขาต้องมีทักษะที่จะเสพข้อมูลมหาศาล ประเมินและคิดวิเคราะห์   แล้วสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับงานตรงหน้า   จะไม่มีงานอะไรที่อยู่นิ่งๆ ให้ลูกของเราทำง่ายๆ อีกต่อไปครับ

 

บทความโดย: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์ แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

มิกซ์กรีนสเปรด (1 ขวบ+)

“ถ้ามีสเปรดทำง่าย อร่อย อุดมไปด้วยสารอาหาร ทานคู่กับขนมปังโฮลวีทในตอนเช้า
เชื่อสิ ทั้งคุณและลูกน้อยของคุณก็อารมณ์ดีไปทั้งวันแล้ว”

 สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป

 

เตรียม 5 นาที ปรุง 10 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 2-3 ที่

  1. ถั่วแระญี่ปุ่นหรือถั่วลันเตา  1/3  ถ้วย
  2. ผักโขมลวกสุก  ½  ถ้วย
  3. บร็อกโคลีต้มสุก  ½  ถ้วย
  4. ปลากระพงหั่นชิ้นเล็ก  1/3  ถ้วย
  5. หอมใหญ่หั่นชิ้นเล็ก  ¼  ถ้วย
  6. เนยสดรสเค็ม  2  ช้อนโต๊ะ
  7. ครีมชีสฟีลาเดลเฟีย  100  กรัม
  8. เกลือป่นเล็กน้อย (ไม่ใส่ก็ได้)
  9. ขนมปังโฮลวีท สำหรับเสิร์ฟคู่กัน

 

 

วิธีทำ

  1. ตั้งเนยด้วยไฟกลาง รอให้ร้อน ใส่หอมใหญ่ลงผัดให้หอม ใส่เนื้อปลาลงผัดให้สุก ตามด้วยถั่วแระ ผักโขม และบร็อกโคลี ผัดทุกอย่างให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือแล้วปิดเตา
  2. ปั่นส่วนผสมทั้งหมดกับครีมชีสให้เข้ากัน เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย เสิร์ฟคู่กับขนมปังโฮลวีท

 

 

♥ Cooking Tip ♥

เปลี่ยนจากเนื้อปลาเป็นสันในไก่ได้ หรือถ้ากินมังสวิรัติก็เปลี่ยนเป็นเห็ดฟางหรือเห็ดออรินจิครึ่งถ้วยแทนได้

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง