เสื้อให้นม

เสื้อให้นมแบบผ้าซ้อนค่ะ เปิดด้านหน้า ผ้าด้านในยาวเป็นผ้าคลุมน้องได้เลยค่ะ มือหนึ่งค่ะ อก 36′ เอว 34′ ยาว 25.5′ ราคา 300 บาท ส่งลงทะเบียนให้ฟรีค่ะ สนใจสอบถามที่ 081-8070690, line: oady2901 ได้เลยค่ะ

Tags

19 เบบี๋ ที่ติดตุ๊กตาตัวโปรดมากซะจนหน้าเหมือนกันเป๊ะ !

เมื่อเด็ก ๆ ติดตุ๊กตาตัวโปรดจนต้องนอนกอดทุกคืน และวันหนึ่งเพิ่งสังเกตว่า เฮ้ย…เจ้าตุ๊กตากับเบบี๋นี่หน้าเหมือนกันเป๊ะ !

เด็กกับตุ๊กตาเป็นสิ่งที่ต้องอยู่คู่กันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความไม่ธรรมดาก็เกิดขึ้นเมื่อ boredpanda หยิบรูปเด็ก ๆ ที่หน้าตาและลักษณะคล้ายกับตุ๊กตาตัวโปรดของพวกเขาอย่างกับแกะมาให้ได้ชมกัน เด็ก ๆ 19 คนนี้จะเหมือนตุ๊กตาคู่ใจของพวกเขาแค่ไหน มาดูกันค่ะ ^_^

Baby (1)ภาพจาก spudenfinkle
หนูน้อยผูกแกละกับตุ๊กตาตัวโปรด ทรงผม ดวงตาแป๋ว ๆ แก้มป่อง ๆ ถอดกันมาเชียวนะ
Baby (2)
ภาพจาก twitter Kiiwi avatar
ดูท่าเจ้าหนูน้อยผมหยิกคนนี้จะปลื้มตุ๊กตาของเธอมาก เลียนแบบซะเหมือนทุกอิริยาบถเลยเชียว
Baby (3)
สวัสดีครับทุกคน ข้าง ๆ นี่น้องชายผมเองนะครับ เป็นไงล่ะ หน้าเหมือนกันสุด ๆ ไปเลยใช่ม้า
 Baby (4)
ภาพจาก Facebook Carolina Medina
อ่าวเฮ้ย ! ทำไมนายหน้าเหมือนเราจัง นั่งยังเหมือนกันอีก มันชักจะไม่โอเคแล้วล่ะเพื่อน
Baby (5)
ภาพจาก boredpanda
ต่างกันแค่รายละเอียดของชุดและโบผูกผมนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นก็แฝดอ่ะสองคนนี้
Baby (6)
ภาพจาก Facebook Forough Afshar
ตั้งใจจะโชว์สเต็ปแดนซ์กระจาย แต่พ่อดันบอกให้ไปแปรงฟันซะงั้น วัยรุ่นเซ็ง !
Baby (7)
ภาพจาก Chow
จับผิดภาพกันไหมล่ะ มีอะไรที่เราสองคนต่างกันบ้าง
Baby (8)
ภาพจาก People of Walmart
วันนี้พาน้องมาช้อปปิ้งค่ะ เราเหมือนกันมากใช่ไหมล่ะคะ ?
Baby (9)
ภาพจาก boredpanda
ขยับโบหน่อยนะน้องสาว เดี๋ยวจะสวยน้อยกว่าพี่
Baby (10)
ภาพจาก Facebook Nora Ochoa
เอ้า ! เซย์ชีสสสส
Baby (11)
ภาพจาก Facebook Isabel Montés
ต๊ะเอ๋ ! ชาวโลก
Baby (12)
ภาพจาก Facebook Kika Ruiz
นอนไม่หลับแบบนี้ เรามาแอบดูการ์ตูนกันเถอะ !
Baby (13)
ภาพจาก boredpanda
น้องอารมณ์ไม่ดีไม่เป็นไรค่ะ หนูสู้กล้องคนเดียวก็พอ
Baby (14)
ภาพจาก boredpanda
แม่จ๋า หนูรู้สึกเหมือนมีใครมาเลียนแบบหนูอยู่ข้าง ๆ เลยค่ะ เจนสัมผัสได้
Baby (15)
ภาพจาก boredpanda
งดรบกวนสักระยะ ขอชาร์จแบตแปบ
Baby (16)
แม่ต้องติดโบให้คนละสีค่ะ เดี๋ยวจะแยกไม่ออก
Baby (17)
ภาพจาก Facebook Paola Valencia
ทรงผมต่างกันไปนิด แต่ตาหนูเป๊ะนะคะ
Baby (18)
ภาพจาก Facebook Yurany Alvarez
พอตื่นมาเห็นรูปนี้ บอกเลยว่าร้องไห้หนักมาก แม่ไม่น่าทำร้ายผมแบบนี้นะครับ แง ๆ
Baby (19)
รักกันให้ทำปากจู๋ โธ่ ! แอบหลับก็ไม่บอกกันเลย

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : baby.kapook.com

ฝึกความจำลูกด้วยภาพยนตร์เรื่องโปรด

เด็กๆ หลายคนชอบดูภาพยนตร์เป็นชีวิตจิตใจ  เรียกว่าทั้งภาพยนตร์แนวฮีโร่  อนิเมชั่น  ภาพยนตร์สำหรับเด็ก รวมถึงการ์ตูน บางบ้านเรียกว่าต้องมีให้ดูกันทุกวัน  คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งคิดว่าการดูภาพยนตร์ของลูกมีประโยชน์แค่สร้างความสนุกและความสุขให้ลูกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่การดูภาพยนตร์ของลูกยังช่วยเสริมทักษะในเรื่องของความจำให้ลูกได้ด้วยค่ะ เรามีวิธีการฝึกความจำให้ลูกมาบอกต่อกัน  ทำได้ง่ายมาก เริ่มจากความชอบของเขานี่แหละค่ะ มาเริ่มฝึกความจำของลูกไปพร้อมๆ กับตัวช่วยอย่างแอพพลิเคชั่น  HOLLYWOOD HDTV กันค่ะ

1

HOLLYWOOD HDTV   มีภาพยนตร์น่าดูสำหรับเด็กๆ มากมาย รวมถึงมีฟังก์ชั่นที่ทำให้เราสามารถดูภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องอย่างไม่สะดุด ถึงแม้ว่าเวลาในการดูภาพยนตร์จะไม่ต่อกันได้ก็ตาม และยังสามารถดูได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านจอโทรทัศน์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เรียกว่าหากต้องออกไปข้างนอกบ้าน คุณและลูกๆ ก็ยังทำกิจกรรมนี้ร่วมกันได้ตลอดเวลาเพียงแค่มีอินเทอร์เนตเท่านั้นเอง

2

                การฝึกทักษะความจำของลูกนั้น ให้เริ่มจากการเลือกภาพยนตร์ที่เขาชื่นชอบ โดยเลือกมา 2 เรื่อง   เพื่อสลับสับเปลี่ยนกันไป หรือถ้าเขาอยากจะดูเพียงเรื่องเดียวก็ได้ไม่ว่ากัน  จากนั้นกำหนดเวลาดูให้ชัดเจน  เช่น ให้ดูได้วันละไม่เกิน 30 นาที – 1 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาที่กำหนด ให้กดหยุดไว้  ก่อนที่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ  อย่าลืมชวนลูกคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ดูในวันนี้  แล้วถามเขาว่า “วันนี้เราหยุดดูกันไว้ที่ตอนไหน”  เพื่อที่ว่าในวันถัดไปเราจะได้ทบทวนความจำของลูกอีกครั้งด้วยการถามว่า “เราดูกันถึงตอนไหนแล้วนะ”  ก่อนที่เราจะเปิดให้เขาดูต่อ

3

ทุกครั้งหลังจากที่ลูกดูภาพยนตร์จบแล้ว ควรชวนลูกพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ดูมา เพื่อทบทวนความจำ  โดยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกข้อคิด คำสอน สิ่งไหนที่ลูกดูแล้วคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี หรือสิ่งไหนที่ดูแล้วไม่ควรทำเด็ดขาด  นอกจากเรื่องของการฝึกทักษะความจำแล้ว การใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อกลางในการสอนลูก  จะทำให้เขามองเห็นพฤติกรรมของตัวละคร และให้เขาตัดสินเองว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี โดยมีผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำส่งเสริมในสิ่งที่ถูกต้อง

การฝึกความจำ ไม่ได้แค่ช่วยเพื่อการใช้ชีวิตประจำวันของลูกเท่านั้น  แต่การดูภาพยนตร์บ่อยๆ จะทำให้เด็กๆ จดจำคาแรคเตอร์ตัวละคร สถานที่ต่างๆ ในภาพยนตร์ และสามารถพัฒนาต่อยอดออกไปเป็นจินตนาการที่จะออกมาเป็นผลงานศิลปะได้  รวมไปถึงอยากทำให้เขาค้นคว้าเพิ่มเติมในสิ่งที่เขาสงสัย และสนใจ ด้วยการอ่านนิทาน อ่านหนังสือต่อไปได้อีกด้วย

บางคนเริ่มจากการอ่านหนังสือแล้วมาเพิ่มเติมที่จากการดูภาพยนตร์  บางคนก็เริ่มจากการดูภาพยนตร์แล้วมาเพิ่มเติมที่การอ่านหนังสือ   แต่ไม่ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ขอเพียงแค่ให้เริ่ม จากสิ่งที่ลูกชอบ เชื่อว่าการเพิ่มเติมที่ดีที่ส่งเสริมพัฒนาการของลูกจะตามมาได้ไม่ยากเลยค่ะ

 

ปาฏิหาริย์รักจากแม่ สามารถให้กำเนิดลูกถึง 2 ครั้ง จากเรื่องจริงของ “น้องชม”

จะดีแค่ไหน…ถ้ามนุษย์เรา สามารถสร้างชีวิตใหม่ให้กับคนที่ต้องการชีวิตนั้นมากที่สุดได้ถ้ามีโอกาสที่เราจะสามารถช่วยกันได้ เราจะอยู่นิ่งกันทำไม

วิดีโอคลิปกับสตอร์รี่กินใจจากเรื่องจริงของ “น้องชม” ที่ถูกตรวจพบกว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตั้งแต่อายุ 1 ขวบ 2 เดือนและคุณแม่อ๋ม ที่ฝ่าฟันสู้โรคร้ายจนหายขาด เพื่อบอกเล่าปาฏิหาริย์แห่งความรักจากแม่ผู้ให้ชีวิตลูกถึง 2 ครั้ง ด้วยการ ‘ให้กำเนิด’และ ‘ให้ชีวิตใหม่’แก่ลูกน้อย

คลิปวิดีโอ “น้องชมกับของวิเศษรักษามะเร็งแบรนด์รังนกแท้ได้นำเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ป่วยโรคมะเร็งเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” และปัจจุบันได้รับการรักษาจนหายเป็นปกแล้ว มาเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็กมีความหวัง

น้องชม…กับของวิเศษรักษามะเร็ง

จุดเริ่มต้นของปฏิหาริย์

มะเร็งในเด็กมีโอกาศรักษาหายได้ โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่พบในเด็กมากที่สุด รักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจากผู้เป็นแม่ หรือ พี่น้อง แต่การรักษาไม่ใช่เรื่องง่ายจำเป็นต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยชาญ ค่าใช้จ่ายในกรักษาที่ราคาสูง จึงเป็นเรื่องยากของหลายๆครอบครัว  แบรนด์รังนกแท้จึงจัดทำวิดีโอคลิป จากเรื่องจริงของน้องชม  เพื่อเชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมสร้างปาฎิหาริย์ด้วยการให้ชีวิตกับน้องๆ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งในเด็ก ผ่านกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระราชอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ“มะเร็งในเด็กรักษาหายได้ … ซึ่งเราคนไทยทุกคนสามารถมีส่วนช่วยในการรักษาได้เช่นกัน เพราะการให้กำเนิดคือสิ่งมหัศจรรย์ และการให้ชีวิตใหม่ คือ ปาฎิหาริย์”

มะเร็งในเด็กรักษาให้หายได้

มะเร็งในเด็ก เป็นโรคที่เกิดกับเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นมาแต่แรกเกิดถึงอายุ 5 ปี ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด และมะเร็งที่พบมักจะเป็นประเภทเฉียบพลัน ในเมืองไทยมีอัตราการเติบโตของมะเร็งในเด็กสูงถึง 1,000 คนต่อปี โดยมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นมะเร็งที่เด็กเป็นมากที่สุด พบถึงร้อยละ 30 เลย สำคัญที่สุดคือ มะเร็งในเด็กก็มีโอกาสหายขาดได้ โดยมีอัตราการหายขาดถึง 3 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมด   ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจากแม่ หรือพี่น้อง แต่การรักษาไม่ใช่เรื่องง่ายประกอบกับต้องใช้เงินทุนสูงในการรักษา จึงต้องการความช่วยเหลือจากกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ที่ให้การช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งทั่วประเทศ ซึ่งยังต้องการปัจจัยสนับสนุนอีกมาก

ในปีนี้แบรนด์รังนกแท้จึงได้ร่วมสมทบทุนกองทุน ผ่านโครงการ แบรนด์รังนกแท้ปาฏิหาริย์รักที่ยิ่งใหญ่ของแม่เพื่อกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯซึ่งแบรนด์รังนกได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความช่วยเหลือในกองทุนฯ และจัดทำวิดีโอชุดนี้ขึ้นเพื่อชวนให้คนไทยมาร่วมกันสร้างปาฎิหาริย์ช่วยเหลือน้องๆด้วยกันผ่าน กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ ในบัญชีชื่อ “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ฯ” ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา อ่อนนุช บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 133-2-08742-3

ร่วมกันสร้างปาฏิหาริย์แรกด้วยการส่งต่อวิดีโอนี้เพื่อให้คนไทยท่านอื่น ได้ร่วมช่วยกันสร้างปาฏิหาริย์สร้างชีวิตใหม่ให้น้องที่ป่วยเป็นมะเร็งกันด้วยนะคะ


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : www.marketingoops.com

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : BRANDS BirdsNest

[Blogger พ่อเอก-51] ปูนปั้น ไปโรงเรียน ครบ 2 สัปดาห์

ปูนปั้น ไปโรงเรียน ครบ 2 สัปดาห์

 

ตอนที่แล้วเขียนเล่าเรื่องวันแรกของปูนปั้นในการไปโรงเรียนแล้ว ตอนนี้จะมาเล่าเรื่องการปรับตัวในการไปโรงเรียนจนครบ 2 สัปดาห์แรกครับ

 

ปูนปั้นมีปรับตัวดีขึ้นทุกวัน โดยวันที่ 2, 3, 4 และ 5 ของการไปโรงเรียนสัปดาห์แรกก็ร้องไห้น้อยลง วันหลังๆ ร้องไห้เป็นพิธี คุณครูเล่าให้ฟังว่า พอปะป๊าหม่าม๊าลับตา ปูนปั้นก็เดินไปเล่นของเล่นเลย เหมือนกับเผื่อปะป๊าหม่าม๊าใจอ่อนพากลับบ้าน (ฮ่าฮ่าฮ่า) แต่พอลับตาก็ลืมไปว่าเมื่อกี๊ตอนปล่อยมือกันยังน้ำตาไหลอยู่ พอวันจันทร์ของสัปดาห์ที่สอง ก็ไม่มีการร้องไห้แล้ว แม้หน้าตาจะยังกระอักกระอ่วนบ้างเวลาตอนไปส่งที่โรงเรียน แต่ไปถึงห้องก็ทำตามหน้าที่เลย คือ ถอดรองเท้าวางเข้าชั้น หิ้วกระเป๋า จูงมือคุณครูเข้าห้อง เก็บใส่ชั้นของตัวเอง แล้วก็ลงไปเล่นกับคุณครูเลย ไม่หันมามองซะด้วยซ้ำว่า ปะป๊ากะหม่าม๊ายังยืนแอบมองอยู่ที่หน้าห้อง

สิ่งที่เราเรียนรู้ : เด็กๆ รู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้ไม่ยาก เราเพียงทำหน้าที่อธิบายว่าทำไมเขาถึงมาเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ และคอยให้กำลังใจเจ้าตัวเล็ก ดังนั้นอย่ากังวลมากไปครับ ตอนเราเด็กๆ ก็ไปโรงเรียนกันได้แม้วันแรกๆ เราจะโลกแตกเหมือนกัน

 

การทานข้าวเช้าปรับตัวสวนทางกับการไปโรงเรียน ลีลาเยอะขึ้นกว่าวันแรกๆ จากวันแรกๆ ที่ทานหมดตั้งแต่ก่อนถึงโรงเรียน ก็เริ่มช้าลง บางครั้งจอดรถแล้วถึงจะหมด บางวันทานไม่หมดเลย อันนี้ปะป๊า หม่าม๊า เดาเอาว่ามีหลายสาเหตุ เรื่องหนึ่งอาจจะเพราะวันแรกๆคง งงๆ มึนๆ ให้หม่ำก็หม่ำ พอต้องทำทุกวันการทานเช้ามากๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (ขนาดผู้ใหญ่อย่างเราก็ยังทานไม่ค่อยอร่อยถ้าต้องทานตั้งแต่หกโมงนิดๆ)

สิ่งที่เราเรียนรู้ : อะไรที่เริ่มต้นง่ายในวันแรกๆ มันอาจจะยากขึ้นในวันต่อๆมา ฮ่าฮ่าฮ่า คงต้องหาวิธีหลอกล่อกันไปเรื่อยๆ การปรับอาหารอาจจะต้องยอมให้มีรสชาติมากขึ้น (ปกติอาหารปูนปั้นจะรสอ่อนมาก จนเกือบจืด เพราะเด็กๆ ไม่ควรทานรสจัด)

 

ในวันแรกๆ พอกลับบ้าน ปะป๊าหม่าม๊าถามว่าวันนี้เรียนอะไรมาบ้าง คุณครูสอนอะไรบ้าง ปูนปั้นจะตอบไม่ค่อยถูก ทำหน้ามองๆ บางทีตอบว่า “PoonPun doesn’t know” ทำเอาปะป๊า กะหม่าม๊า อมยิ้มเลย แล้ววันต่อๆมาก็จะค่อยๆเล่าได้ ว่าคุณครูสอนอะไร เล่าละเอียดขึ้นเรื่อยๆ บางวันก็มีท่าทางประกอบว่าคุณครูสอนเรื่องปู ปูต้องเดินเฉไปเฉมา ก็ทำมือทำท่าโยกประกอบ

สิ่งที่เราเรียนรู้ : ควรหาเวลาพูดคุยกับเขาทุกวันว่าวันนี้เรียนอะไร สนุกมั้ย เพื่อหัดให้ปูนปั้นรู้จักการเล่าเรื่องราว การผูกเรื่อง เมื่อเขาเล่า เราก็ต้องสนุก ตื่นเต้นไปกับเจ้าตัวยุ่งด้วย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เขารู้สึกสนุกและอยากมาเล่าให้ฟังทุกวัน และบางเรื่องเราก็หาข้อมูลมาสอนเขาเพิ่มเติมเป็นการเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น เราก็จะเล่าเหตุผลว่าทำไมปูต้องเดินเฉไปเฉมา ที่สำคัญในการพูดคุยคือ ถ้าเด็กรู้สึกว่าสิ่งที่เขาไปเรียนรู้มาสนุกจัง เขาก็จะอยากไปเรียน อย่างวันแรกๆ คุณครูสอนเรื่องทะเล ปูนปั้นก็กลับมาเล่าว่าคุณครูสอนเรื่องปลาว่าประกอบด้วยอะไร เราก็โอ้โฮ อู้ฮูเรียนรู้ไปด้วยหารูปมาให้เขาชี้สอนเรา วันต่อมาคุณครูสอนทำปลากลับมา เราก็ดีใจกันใหญ่เอามาวางโชว์ไว้ วันต่อมามีวาดรูปปูกลับมาเราก็เอามานั่งทานข้าวด้วยกันบนโต๊ะ เราเห็นรอยยิ้ม ความสนุก ความภูมิใจ บนใบหน้าเจ้าตัวยุ่งและเราเชื่อว่าจะช่วยทำให้เขาอยากไปโรงเรียนยิ่งขึ้น

 

ก่อนนอนทุกวัน ปูนปั้นจะชอบบอกปะป๊ากะหม่าม๊าก่อนนอนว่า

“Tomorrow PoonPun will go to school, not go to ‘ชื่อเนอร์สเซอร์รี่’ and PoonPun will not cry”.

แล้วเขาก็ทำได้ดีขึ้นทุกวันจริงๆในที่สุดก็ไม่ร้องเลย ในสัปดาห์ที่สอง

สิ่งที่เราเรียนรู้ : เด็กเรียนรู้และเข้าใจ การชื่นชม การกระตุ้น ของปะป๊า หม่าม๊า ดังนั้นเราจึงทำหลายๆอย่าง เพื่อกระตุ้นเขาก่อนนอน) เราใช้นิทานเรื่องการไปโรงเรียนเป็นหนึ่งในเรื่องที่เอามาอ่านกับปูนปั้นก่อนนอน (เช่น หมีจอร์จ กุ๋งกิ๋ง และอื่นๆ) เขาจะเห็นว่าเด็กๆต้องไปโรงเรียนกันทุกคน และที่โรงเรียนจะมีเพื่อน มีความสนุกสนาน) พูดคุยเรื่องที่โรงเรียนว่าวันนี้คุณครูสอนอะไร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของปะป๊า หม่าม๊าในการไปโรงเรียนของปูนปั้น ต้องมีอารมณ์ร่วมและช่วยเสริมให้สนุกสนาน) สิ่งที่ได้รับการชื่นชมมาจากคุณครู เราต้องเอามาเล่าให้ฟังและชื่นชมว่าเขาทำดี) สิ่งที่ยังต้องแก้ไข เราจะไม่ใช้การดุ แต่ใช้การกระตุ้นกัน ให้สัญญากัน เช่น พรุ่งนี้ใครจะตื่นแต่เช้าแล้วอารมณ์ดี ใครจะไปโรงเรียนแล้วไม่ร้องไห้ เป็นต้น ถ้าเขารับปากสัญญาก็ต้องชมเขาในแบบที่เขาชอบ เช่น ปูนปั้นจะชอบให้ชมว่าเยี่ยมๆถ้าเขาทำดี เราก็จะชมว่าเยี่ยมๆ (พร้อมท่าทางประกอบภายในครอบครัวเราเอง ถ้าปูนปั้นสัญญา) กลับมาบ้านทุกวันสิ่งไหนที่ทำดีตามสัญญาเราก็ชมให้เขารู้ว่า เราเห็นนะสิ่งที่เขาทำดี

สรุปว่า สองอาทิตย์แรกผ่านไปด้วยดี และปูนปั้นเอ่ยชื่อคุณครูคนนั้นคนนี้บ่อยขึ้น (เราก็ควรจำว่าคุณครูท่านไหนชื่ออะไร จะได้คุยกับเจ้าตัวเล็กได้ออกรสชาติ) ก็น่าจะเชื่อว่าเขาปรับตัวเข้ากับคุณครูได้แล้ว จากนี้ไปก็อยากให้ไปโรงเรียนด้วยความสุขสนุกสนานทุกวัน การเดินทางเพิ่งเริ่มเท่านั้นเองฮะ

คุณพ่อคุณแม่เอาประสบการณ์มาแบ่งปันกันนะฮะ คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆจะได้นำไปปรับใช้กัน

 

b1 b2 b3 b4

 

 

 

 

 

ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ใน คอลัมน์ FAMILY BLOGGER : ได้ทุกสัปดาห์แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

Facebookwww.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

[Blogger พ่อเอก-55] สอนให้รู้จักรับผิดชอบต่อส่วนรวม

สอนให้รู้จักรับผิดชอบต่อส่วนรวม

เราอาจจะคิดว่าเด็กตัวเล็กๆ 2-3 ขวบน่าจะยังไม่เข้าใจ ว่าอะไร คือ สิ่งที่เรียกว่า ‘ความรับผิดชอบต่อสังคม’ ในด้านหนึ่ง มันคงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ถ้าเราจะเน้นที่คำว่า ‘ความเข้าใจ’

แต่ถ้าเราต้องการให้เด็กเรียนรู้สิ่งที่ดี ก็ใช่ว่า ‘ความเข้าใจ’ จะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ใหญ่ที่เข้าใจกันดี ก็ยังไม่ทำกันเลย หากแต่‘การทำเป็นแบบอย่าง’ ต่างหากที่จะทำให้เด็กทำตามและเรียนรู้ในสิ่งที่ดี

เมื่อคราวที่ครอบเราไปเดินเล่นที่ห้างขายเฟอร์นิเจอร์แถวบางนา แล้วเราก็ได้แลกเหรียญเพื่อมากดไอศครีมโคนสุดโปรดของเจ้าปูนปั้น (พูดได้เลยว่า ปูนปั้น อยากมาที่นี่ เพื่อสิ่งนี้) เมื่อกดแล้ว เราก็ให้เจ้าตัวป่วนถือเดินหม่ำอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็แน่นอนว่ามันจะมีต้องมีหกมีหยดลงพื้น ซึ่งหม่าม๊าเจ้าปูนปั้นจะคอยถือกระดาษทิชชู่ก้มๆเงยๆ เช็ดที่พื้นเพื่อไม่ให้คนที่เดินผ่านไปมาเหยียบเลอะ ซึ่งปรากฏว่าหลังจากนั้น ไม่ว่าไปหม่ำอะไร แล้วมีเศษหกหล่นบนพื้น เจ้าปูนปั้นก็จะขอกระดาษหม่าม๊าลงไปเช็ดให้สะอาด (คลิปประกอบ)

นั่นเป็นสิ่งที่เด็กเรียนรู้ แม้เขาอาจจะไม่เข้าใจ ว่านั่นคือ สิ่งที่ผู้ใหญ่เรียกว่าความรับผิดชอบต่อสังคมก็ตาม

หรือตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องการไม่สวมรองเท้าในสถานที่ห้ามใส่

ตามสถานที่สาธารณะในร่ม เช่นห้างสรรพสินค้ามักจะมีสนามเด็กเล่นไว้ให้เด็กเล็กได้เข้าไปเล่นกัน ซึ่งมักจะมีแผ่นยาง, แผ่นโฟมหรือแผ่นอะไรก็ตามแต่ที่มีความนุ่มไว้ป้องกันการล้มของเด็กๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นสนามเด็กเล่นเหล่านี้เด็กๆก็ควรจะถอดรองเท้าก่อนขึ้นไปเล่น ซึ่งเราจะสอนปูนปั้นทุกครั้งว่าต้องถอดรองเท้า แม้บางครั้งปูนปั้นจะมองไปที่เด็กที่ไม่ถอดรองเท้า หรือที่แย่ไปกว่านั้นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ปกครองกลับไม่ถอดและย่ำขึ้นไปเสียเอง ซึ่งเราจะต้องอธิบายว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร และถ้าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง คนอื่นจะทำผิดเราก็อย่าไปทำตาม

ที่เนอร์สเซอร์รี่ที่ปูนปั้นเคยอยู่ก็เช่นกัน ที่บันไดจะมีเขียนกำกับไว้ว่า‘กรุณาถอดรองเท้าก่อนขึ้นบันได’ ซึ่งหมายถึงรองเท้าของทั้งผู้ปกครองและของเด็กๆด้วย ไม่ใช่เฉพาะผู้ปกครองอย่างเดียว แต่เราก็จะเห็นผู้ปกครองหลายๆท่าน ให้ลูกตัวเองใส่รองเท้าเดินขึ้นบันได แล้วไปถอดชั้น 2 ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่รวมทั้งปูนปั้น จะต้องถอดที่พื้นชั้นล่างแล้วหิ้วรองเท้าขึ้นไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องอธิบายและสอนเขา รวมทั้งชื่นชมเมื่อเขาทำในสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง

ตัวอย่างต่อมา เรื่องการเข้าแถว

เราจะอธิบายให้ปูนปั้นฟังทุกครั้งว่า ที่เราต้องเข้าแถว เพราะคนมาก่อนควรที่จะต้องได้รับบริการก่อน คนมาหลังก็ต่อเป็นแถวเป็นคิวต่อๆ มา แม้แต่ขณะขับรถเข้าซอยเวลาไปส่งปูนปั้นที่โรงเรียนตอนเช้าเราจะต้องขับผ่านสถานีดับเพลิงซึ่งปูนปั้นจะชอบดูรถดับเพลิงมาก แต่ในซอยรถมักจะติดเป็นแถว ปูนปั้นก็จะบอกให้ปะป๊าไปเร็วๆ เราก็จะอธิบายเขาว่า รถติดเป็นแถวอยู่ ปะป๊าอยู่ในคิว เราต่อรอให้คันหน้าขยับแล้วเราค่อยขยับตาม เราอธิบายเขาทุกครั้งพอเจอเหตุการณ์ที่ต้องเข้าคิว ปูนปั้นก็จะพูดถามเองว่า “เราต้องเข้าคิวใช่มั้ยครับ” ได้ยินอะไรแบบนี้ไม่ชื่นใจให้รู้ไปสิ

เรื่องการทิ้งขยะ

เราจะสอนให้ปูนปั้นหยิบของไปทิ้งในถังขยะเสมอ เพราะบางครั้งเด็กๆเขาจะไม่ได้ระวัง เช่น เขาอาจจะฉีกพลาสติกที่หุ้มหลอดออกเพื่อเอามาดูดน้ำ เด็กๆ ก็อาจจะทิ้งเศษพลาสติกลงไปที่พื้นเลย แต่เราจะสอนให้เขาหยิบไปหยอดใส่ในถังขยะ

เรื่องการเก็บของ

เมื่อไปเล่นของเล่นของสาธารณะ ยกตัวอย่างชัดๆ คือเวลาผ่านแผนกของเล่นตามห้างสรรพสินค้า ในนั้นก็มักจะมีโต๊ะตัวต่อเลโก้ ซึ่งวางไว้ให้เด็กเล่น เจ้าปูนปั้นจะชอบไปนั่งเล่นและไปนั่งเล่นครั้งละนานๆ เมื่อต่อเสร็จพอจะเลิกเล่นและย้ายไปที่อื่น เราก็จะสอนให้ปูนปั้นเอาชิ้นส่วนใส่กลับลงไปในกล่อง เพื่อที่ชิ้นส่วนจะได้ไม่หาย และเมื่อเด็กคนอื่นๆ จะมาเล่นก็จะมีให้เล่น

 

เรื่องที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมดเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เรามักจะมองข้ามด้วยเหตุผลที่ว่า เขายังเด็กอยู่ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่ยากเลย ค่อยๆสอน ค่อยๆปลูกฝังกันทีละเล็กละน้อย ทีละอย่างสองอย่าง ซึ่งนอกจากจะได้ฝึกความรับผิดชอบต่อสังคมโดยไม่ต้องยัดเยียดแล้ว เขาก็ยังสามารถเอานิสัยที่ดีๆเหล่านั้นมาใช้ที่บ้านได้ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นการปลูกฝังสิ่งที่ดีให้กับเจ้าตัวเล็ก แต่เป็นการสร้างรอยยิ้มให้เกิดกับทั้งครอบครัวเราและคนที่พบเห็นด้วย

ที่สำคัญ บางทีสิ่งที่เจ้าตัวเล็กทำ กับกลายเป็นตัวอย่างให้ผู้ใหญ่ต้องดูเป็นแบบอย่างด้วยนะเออ

11692763_918029324905051_1971099793722851677_n 11667356_917530788288238_2084153182144429336_n 11041099_918014731573177_445002582116420938_n 10857724_918020031572647_782072792290153846_n

ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ใน คอลัมน์ FAMILY BLOGGER : ได้ทุกสัปดาห์แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

Facebookwww.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

[Blogger พ่อเอก-54] ปูนปั้น คืนนี้นอนไหนดีครับ

ในครอบครัวเล็กๆ ของเรา เราอยู่กันแค่ 3 คน พ่อ แม่ ลูก แต่แม้จะอยู่แค่ 3 คน แต่เราก็มักจะหาอะไรใหม่ๆมาทำกันเสมอ เพราะเราเชื่อว่าครอบครัวและบ้านเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ความเชื่ออย่างเดียวคงทำอะไรไม่ได้ เราจึงสอนและทำให้ปูนปั้นได้เรียนรู้ความสุข ความสนุกในครอบครัวในบ้าน เมื่อเป็นเช่นนั้นทุกอย่างในบ้านสนุกได้ แม้กระทั่งการเข้านอน ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นเสมอ ในคืนวันศุกร์ ก็คือ

“ปูนปั้น คืนนี้นอนไหนดีครับ”

แม้เราจะชอบเปลี่ยนที่นอนโดยการไปเที่ยวอยู่เสมอ (ถ้าใครที่ได้อ่านเรื่องราวของปูนปั้นมาเรื่อยๆ จะเห็นว่าเป็นเด็กนักเดินทางประมาณนึงทีเดียว) แต่ก็ใช่ว่า เราจะเปลี่ยนบรรยากาศการนอนในบ้านไม่ได้เสียที่ไหนกัน ครอบครัวเราอาศัยในบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งขอบกรุงเทพฯ ที่สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงในการทำงานของเราทุกบาททุกสตางค์ ผมเชื่อเสมอว่า บ้านที่น่าอยู่ คือบ้านที่จัดให้อยู่ในแบบที่เราชอบ เคยมีคนพูดไว้ ว่าเวลาไปเที่ยวชอบพักแบบไหน ก็จัดบ้านให้เป็นแบบนั้น ดังนั้นบ้านเราจึงมีต้นไม้เยอะทีเดียวฮะ

การจัดบ้าน ของใช้ในบ้าน อาจจะจะแปลก ในสายตาคนอื่น แต่ มันคือความคุ้นเคยในแบบของเราเราทำให้ทุกที่ในบ้านสามารถนอนได้ เพื่อที่เราจะได้เปลี่ยนบรรยากาศในการนอนเมื่อไหร่ก็ได้

ห้องนอน

ที่นอนประจำของเรา ก็คือห้องนอนของปะป๊า หม่าม๊า ซึ่งก็จะมีเตียงที่ปะป๊า หม่าม๊านอน วางติดกับเตียงของเจ้าปูนปั้น คืนไหนเกิดเจ้าตัวป่วนตื่นขึ้นมากลางดึก เจ้าตัวป่วนก็ปีนข้ามมานอนกับ ปะป๊า หม่าม๊าได้ ดังนั้นส่วนใหญ่เราจะนอนกันที่นี่แหละครับ เพราะเป็นห้องนอน ก็เหมาะที่สุดสำหรับการนอน

ห้องในอนาคตของลูก

อีกห้องที่เราใช้นอนในบางครั้ง เป็นห้องที่เราเตรียมไว้ให้ปูนปั้นใช้เป็นห้องนอนตอนเขาโตขึ้น ดังนั้นตอนนี้จึงยังเป็นห้องโล่งๆ แต่เราได้ใช้นอนในบางครั้ง ครั้งแรกที่เราใช้นอนคือตอนที่ปูนปั้นป่วยท้องเสียเราย้ายมาห้องนี้ แล้วเอาที่นอนง่ายๆปูพื้น เผื่อเจ้าตัวป่วนเกิดอึพรวดออกมาจะได้จัดการได้ง่ายๆ ดังนั้นห้องนี้ออกแนวเฉพาะกิจ แต่ปัจจุบันก็เป็นห้องที่ปูนปั้นอยากนอน เพราะรู้ว่าของเล่นที่เราเอามาเก็บไม่ให้เล่นในวันธรรมดาถูกเก็บอยู่ห้องนี้ ดังนั้นนี่คือห้องมหาสมบัติของเจ้าปูนปั้นเลยทีเดียว

ห้องรับแขก

บางคืนเราอยากนั่งดูทีวีขึ้นมา เราก็ย้ายกันมานอน ที่หน้าห้องรับแขก โดยนอนตรงหน้าทีวีนั่นแหละฮะ นอนกันระเกะระกะ หม่าม๊านอนกะปูนปั้นบนฟูกที่ปูบนพื้น ส่วนปะป๊าก็นอนบนโซฟา ความสนุกในการนอนตรงนี้ นอกจากปะป๊ากะหม่าม๊าจะได้ดูหนังกันสักเรื่องตอนที่เจ้าปูนปั้นหลับไปแล้ว อีกอย่างก็คือ ในวันหยุดที่ปะป๊า หม่าม๊า อยากตื่นสายหน่อย แต่เจ้าปูนปั้นก็ยังตื่นก่อน 6 โมงอยู่ดี ซึ่งถ้านอนในห้องนอนชั้นบน จะเป็นหน้าที่ปะป๊าในการพาเจ้าปูนปั้นลงมาเล่นข้างล่าง ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นเพื่อให้หม่าม๊านอนต่ออีกหน่อย แต่เมื่อเรานอนที่ห้องรับแขก ตื่นปุ๊บ ปูนปั้นก็สามารถเดินไปลากของเล่นได้ตามสบายใจ ส่วนปะป๊าก็ได้นอนต่ออีกพักใหญ่

หน้าบันได

อีกที่หนึ่งที่เราใช้นอนเรื่อยๆ คือ หน้าบันไดกลางบ้านนั่นแหละฮะ นอนตรงนั้นรู้สึกโล่งดีฮะ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนกลางห้องประชุมเล็กๆที่มีทุกอย่างพร้อมรอบๆตัว ก่อนนอนจะกินขนม ดื่มน้ำก็เขยื้อนตัวไปนิดเดียว และตรงนี้ก็เช่นกัน เมื่อเจ้าตัวป่วนตื่นมาตอนเช้าก็หาของเล่นได้รอบๆ ตัว ให้โอกาสปะป๊าได้นอนต่ออีกหน่อยนึง

เฉลียงข้างบ้าน

ที่นอนใหม่ล่าสุดที่เราเพิ่งได้ใช้เมื่อตอนต้นปีคือเฉลียงไม้ข้างๆ บ้าน ที่ก่อนหน้านี้เป็นเฉลียงโล่งๆ แต่เราเพิ่งมากั้นกระจกเป็นห้องที่ใช้นอนมองฟ้า หันซ้ายหันขวาก็เจอต้นไม้ เหมือนได้ไปนอนบ้านไม้ต่างจังหวัด เป็นอีกห้องนอนที่ครอบครัวเราโดยเฉพาะปะป๊าชอบมาก และผมก็ชอบให้ปูนปั้นนอนตรงนั้นเพราะรู้สึกว่าอยู่ใกล้ธรรมชาติ แต่แล้วมีอยู่คืนนึงเราต้องอพยพกันจ้าละหวั่น เพราะฝนตกหนักมากแล้วทั้งละอองฝน และน้ำฝนรั่วลงมากระจายไปทั่ว ทำให้เราต้องอุ้มเจ้าตัวยุ่งที่หลับอยู่เข้ามานอนกันด้านใน สาเหตุคือเมื่อก่อนมันเป็นเฉลียงโล่งๆพอฝนตกพื้นเฉลียงก็จะเปียกไปทั่ว เราเข้าใจว่าเกิดจากฝนสาดเข้ามา แต่จริงๆ แล้วมันเปียกเพราะหลังคาโพลีไวนิลรั่วด้วย เพราะอายุ 4 ปีแล้วคงเริ่มกรอบและปริ (ขณะที่เขียนต้นฉบับช่างกำลังเปลี่ยนหลังคาอยู่ เย็นนี้ปูนปั้นกลับมา ปะป๊าจะชวนให้นอนคืนนี้ ที่ห้องใต้แสงดาว)

แม้จะดูเหมือนเรามีที่นอนให้เลือกเปลี่ยนเล่นที่บ้าน แต่เรายังไม่หยุดหาที่นอนใหม่กันนะฮะ ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เผื่อครอบครัวผู้อ่านจะลองเอาไปเล่นกันดูฮะ เด็กที่นอนยากอาจจะนอนง่ายขึ้น หรือคืนนั้นอาจจะมีเรื่องราวใหม่ๆ ให้ประทับใจก่อนนอน หรือเจ้าตัวเล็กอาจจะหลับฝันดีกว่าเคย หรืออาจจะกลายเป็นห้องนอนถาวรใหม่ไปเลยก็ได้นะฮะ ใครจะไปรู้

หน้าหนาวปีนี้ เราหวังว่าจะมีคืนที่อากาศเย็นมากพอ เพราะเราวางแผนจะซื้อเต็นท์ตัวเล็กๆ ไปกางในสนามหญ้า และผมยังหวังว่าคืนนั้นท้องฟ้าจะมืดพอ เพื่อที่ก่อนปูนปั้นจะหลับตา ผมจะได้มีโอกาสร้องเพลงที่ใช้กล่อมเขานอนตั้งแต่อยู่ในท้อง และได้สอนให้เขานับดาวจริงๆเสียที( อ่านเรื่อง ‘แม้เจ้าอยู่ในท้อง พ่อก็จะร้องเพลงกล่อม’ ประกอบครับ)

‘…. ทำตาพริ้มอิ่มนมแล้วอย่างนี้ นอนเถอะนะเจ้าตัวดี จะให้พ่อร้องทั้งคืนหรือไร

พ่อจะสอนเจ้าเอาไหม ให้นับดาว

อยู่บนฟ้าสุขสดใส คือแสงดาว

พ่อจะสอนเจ้าเอาไหม ให้นับดาว

แปดหมื่นสอง แปดหมื่นสาม …. ’

 

54 (5) 54 (4) 54 (3) 54 (2)

 

 

 

 

ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ใน คอลัมน์ FAMILY BLOGGER : ได้ทุกสัปดาห์แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

Facebookwww.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

[Blogger พ่อเอก-53] ลูกอ้อนของปูนปั้น 2 ขวบ+ โลกใบใหม่ ของปูนปั้น

เมื่อปูนปั้นโตขึ้นความดื้อก็มากขึ้นตามอายุ จริงอย่างที่เขาเรียกวัยนี้ว่า terrible two

อาการดื้อบางอย่างเราไม่เคยเห็นปูนปั้นทำ และไม่คิดว่าจะได้เห็น ก็ได้เห็น บางอาการเห็นปุ๊บเกิดสงสัยว่าไปเลียนแบบที่ไหนมาหรือป่าว ก็ต้องไปลองถามพี่เลี้ยงถามคุณครู ก็จะได้ความว่า มีเพื่อนๆ ทำในห้อง ลูกก็คงจำมาใช้ เพราะเด็กๆ อยู่ด้วยกันก็คงมีเลียนแบบกัน แกล้งกันเป็นธรรมดา (และคงมีเพื่อนๆ เลียนแบบลีลาปูนปั้นไปใช้เช่นกัน)

ก็โลกของปูนปั้นพองใหญ่ขึ้น ไม่ใช่โลกที่มีเพียงอ้อมกอดของปะป๊าและหม่าม๊าอีกต่อไป และนับวันโลกของปูนปั้นก็จะมีแต่ขยายกว้างมากขึ้น ไม่มีวันหดลงมาเหลือใบเล็กเท่าเดิม

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคงเจอเหมือนๆกัน เมื่อเหนื่อยมากๆ ล้ามากๆ แล้วเจ้าตัวป่วน หรือ เจ้าตัวยุ่งของเราเกิดงอแงขึ้นมา บางครั้งอารมณ์ของเราก็เริ่มจะดึงไว้ลำบาก มี 3-4 ขั้นตอนที่ครอบครัวเราใช้เสมอๆ มาเล่าให้ฟังกันครับ

1) เปลี่ยนตัว ให้ปะป๊า หรือ หม่าม๊า เข้ามาแทน ตัวผู้เล่นใหม่เข้ามายังสดชื่นน่าจะพูดคุยกับเจ้าตัวป่วนได้ดีกว่า อย่างน้อยก็ยื้อกันได้อีกพักใหญ่

2) ท่องคำว่า ‘เมตตา’ เขาเป็นลูกเรา เขายังเด็กมาก และเด็กก็คือเด็ก หลายๆ ครั้งการงอแงไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ได้มีความหมายว่าต้องการอะไร ดังนั้นต้องหมั่นระลึกถึงความเมตตา เพื่อไม่ให้เราไประเบิดอารมณ์ใส่เด็ก ซึ่งนั่นคือการใส่บางสิ่งที่ไม่ดีเข้าไปในหัวใจดวงเล็กนั้น และหากเกิดบ่อยๆ มันจะทำให้หัวใจดวงน้อยเปลี่ยนไปตลอดกาล

3) ดึงสติเขากลับมา ซึ่งแต่ละสถานการณ์ก็มีวิธีไม่เหมือนกัน บางครั้งงอแงจนเหนื่อยถามว่าดื่มน้ำมั้ย สติก็กลับมา ตอบว่าเอา พอได้เทน้ำดื่มน้ำเอง ทุกอย่างก็กลับมาปกติซะอย่างนั้น บางครั้งก็ต้องรอจังหวะแล้วชวนไปทำกิจกรรมที่ชอบ บางครั้งก็ตีก้นลูบหลังก็กลับมาง่ายๆ ข้อนี้วิธีของครอบครัวใคร ก็คงต้องหาเอาเองนะฮะ

4) ต้องคุยด้วยเหตุผลสอนเขาทุกครั้ง สุดท้ายพอสติกลับมา เราถามเขาเสมอว่า “ปูนปั้นเมื่อกี๊ ปูนปั้นร้องทำไมเอ่ย”,“คราวหน้าปูนปั้นพูดดีๆ นะครับ เพราะเวลาร้องไห้แล้วเราคุยกันไม่รู้เรื่อง”, “ที่ปูนปั้นงอแง นั่นดีมั้ย” “ถ้ารู้ว่าไม่ดี ทีหลังไม่ทำนะครับ” และอื่นๆอีกมากมาย เพราะถ้าเราปล่อยมันผ่านไปเฉยๆ มันก็จะไม่มีการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้น

ไม่ว่าอย่างไรก็ดี เจ้าตัวน้อยก็มักจะมีลูกอ้อนให้เราอมยิ้ม หรือบางครั้งก็ต้องแอบเสียน้ำตากันเลยทีเดียว เวลาปูนปั้นงอแง แล้วรู้ตัวว่ากำลังทำให้ปะป๊าไม่สนุกสิ่งที่ปูนปั้นมักจะพูดและทำบ่อยๆ จะเป็นตามบทสนทนานี้

ปูนปั้น : ปะป๊าครับ ปะป๊า love มั้ย

ปะป๊า : love สิ Papa loves you so much

ปูนปั้น : ปะป๊า love me always มั้ย

ปะป๊า : Yes, Papa loves you always

ปูนปั้น : ปะป๊าไม่ moody นะ

ปะป๊า : OK Papa won’t moody.

แล้วเราก็จะกอดกัน

เจอลูกนี้เข้าไปก็ใจอ่อนหละครับ และแม้จะเจอบ่อยๆ แต่ก็สารภาพเลยบางครั้งน้ำตาก็ยังร่วง เพราะเรารู้สึกได้ว่า ปูนปั้นเห็นความรักของเรามีค่า

บางครั้งปะป๊าอารมณ์ไม่ดีไปแล้ว ปูนปั้นก็ยังคงงอแงจนเมื่อไหร่เริ่มมีสติก็จะเดินมาหาปะป๊า แล้วยกมือไหว้หน้าจ๋อยๆ เสียงยังสั่นเครือ พูดว่า “ปะป๊าครับ ปูนปั้น sorry นะครับ” สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในตอนนั้นก็คือรีบกอดเขา แล้วก็บอกว่า เราให้อภัยเขาและเรารักเขามาก และรักตลอดเวลา

สำหรับตอนนี้ขอปิดด้วยเรื่องราวที่ผมเคยเล่าไว้ที่เพจ ในคืนหนึ่งที่ผมส่งปูนปั้นนอน ซึ่งคืนนั้นปูนปั้นไม่ค่อยสบาย และได้ออกฤทธิ์งอแงก่อนนอนเสียด้วยครับ

หลังจากงอแงพักใหญ่ และไม่ยอมอาบน้ำแต่เมื่อทุกคนกลับบ้านหมด …สักพักคงรู้สึกเหนื่อยจากงอแง มาขอดื่มน้ำ พอได้เทน้ำเองเท่านั้น สติก็กลับมาพูดคุยโน่นนี่เหมือนไม่เคยงอแงมาก่อน

ปะป๊าเลยพาไปทานยาดื่มน้ำมิ้กกี้เม้าท์สุดโปรดแล้วก็พาไปล้างจมูกแปรงฟันอาบน้ำ และสระผมถึงตรงนี้ เจ้าตัวแสบก็ฉีดน้ำจนปะป๊าเปียกหมด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่

ปูนปั้นเลือกหนังสือ 3 เล่มมาอ่านกะปะป๊าก่อนนอน เมื่ออ่านจบ ก็ตามสัญญาปะป๊าปิดไฟเปิดเพลงโทมัสตามที่ปูนปั้นขอแล้วก็ Say Good Night และบอกรักกัน

ไม่ลืมที่จะต้องสัญญาก่อนนอนเหมือนทุกคืนว่าจะตื่นมาอารมณ์ดี .. (ตบมือแบบ give me 5)/ แล้วจะรีบไปอาบน้ำ … (ตบมือแบบ give me 5) / จะหม่ำข้าวเช้าเยอะๆ … (ตบมือแบบ give me 5) / จะไปโรงเรียนไม่งอแง … (ตบมือแบบ give me 5) เป็นอันจบพิธี

ก่อนหลับปูนปั้นก็พูดว่า “ปะป๊าตีตูด” เมื่อเริ่มงัวเงียก็ “ปะป๊ากอด” แล้วปูนปั้นหันมากอดคอปะป๊าเสียแน่น แล้วก็เอาปากมาหอมปะป๊า (ความรู้สึก ณ moment นั้นไม่มีอะไรมาทดแทนได้หรอกครับ)

จากนั้นก็ค่อยๆเหลือเพียงเสียงลมหายใจเจ้าตัวน้อยก่อนจะลุกออกมาปะป๊าหอมเจ้าปูนปั้นอีกครั้ง

Good Night … Papa loves you always.

53 (2) 53 (3) 53 (4) 53 (5)

 

 

 

 

ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ใน คอลัมน์ FAMILY BLOGGER : ได้ทุกสัปดาห์แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

Facebookwww.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

[Blogger พ่อเอก-50] ปูนปั้น ไปโรงเรียน วันแรก

เคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ไม่นาน เรื่องอย่ากังวลมากเกินไปในการเตรียมตัวให้ลูกไปโรงเรียนเพราะเด็กจะเรียนรู้เอง การไปคาดหวังอะไรมากมายจากเด็ก นอกจากจะไปกดดันลูกเราเอง ยังไปตำหนิและเปรียบเทียบลูกคนอื่นด้วย แต่เมื่อวันที่ต้องส่งเจ้าปูนปั้นไปโรงเรียนวันแรกมาถึงจริงๆ ก็มีเรื่องให้กังวลเพราะปูนปั้นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่าง เกิดอะไรขึ้นบ้างในวันแรกที่ปูนปั้นต้องไปโรงเรียน ปะป๊าจะเอามาเล่าให้ฟังกันฮะ

ปูนปั้นเป็นเด็กที่อยู่เนอร์สเซอร์รี่ในเมืองอยู่แล้ว เพราะครอบครัวเราอยู่กัน 3 คน พ่อแม่ลูก คงเลี่ยงการฝากเนอร์สเซอร์รี่ไม่ได้ ซึ่งที่เนอร์สเซอร์รี่ ปูนปั้นตื่นนอนจากบ้าน เราก็อุ้มขึ้นรถเลย ไม่ต้องอาบน้ำ ทานข้าว เพราะพี่ๆที่เนอร์สเซอร์รี่ดูแลให้ทั้งหมด

นั่นคือที่มาของเรื่องแรกที่เรากังวลว่า ตื่นนอนไปโรงเรียน ต้องอาบน้ำแต่เช้าที่บ้านเลย ปูนปั้นจะงอแงมั้ย เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตี5กว่า ผลปรากฏออกมาว่า ตื่นมาอารมณ์ดีปกติ น่าจะมาจาก 3 องค์ประกอบ

1) ปูนปั้นน่าจะได้นอนหลับเพียงพอ เพราะเราให้ปูนปั้นเข้านอนประมาณ 1 ทุ่มครึ่ง และหลับสนิทที่ไม่เกิน 20.30 น. เป็นประจำ

2) ช่วงเวลาก่อนนอน จะเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุข เราจะมีกิจกรรมทั้งเล่นเกมส์ อ่านหนังสือ และอื่นๆ เขาจะหลับไปพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

3) เราพูดกระตุ้นและย้ำกับปูนปั้นหลายวันก่อนไปโรงเรียนว่า เขาไม่ใช่เบบี๋ตัวน้อยแล้ว ที่เนอร์สเซอร์รี่จะเป็นที่ดูแลเบบี๋ ตอนนี้ปูนปั้นเป็นเดอะบิ๊กบอยต้องไปโรงเรียนแล้ว ซึ่งต้องตื่นมาอาบน้ำก่อนไปโรงเรียน บอกทุกวัน พอถึงวันจริง เขาก็เลยโอเค โดยคืนก่อนวันไปโรงเรียนวันแรก เราสัญญากันก่อนว่าพรุ่งนี้ปูนปั้นจะตื่นมาแบบมีความสุขแล้วอาบน้ำนะ พอเขาตกลงเราก็ตบมือกัน (give me five แต่ที่บ้านจะ give me ten ครับ 555) แล้วก็จับมือตอกย้ำสัญญา เรื่องแรกผลออกมาถือว่า ‘ผ่านฉลุย’

เรื่องกังวลถัดมา คือ มื้อเช้าจะทานลงมั้ย เพราะต้องหม่ำตั้งแต่ หกโมงกว่า โดยมื้อแรกของการไปโรงเรียนหม่าม๊าตุ๋นซี่โครงหมูไว้ตั้งแต่กลางคืน และตื่นมาทอดไข่เพิ่มให้ตอนเช้าตรู่ ผลก็คือ แม้หน้าตาดูจะไม่พร้อมจะทานเท่าไหร่ แต่ก็ทาน หลอกล่อชวนคุยไปเรื่อยๆในที่สุดก็หมด เรื่องนี้ถือว่า ‘ผ่านค่อนข้างสบาย’

คราวนี้มาถึงตอนสำคัญ คือที่โรงเรียน ระหว่างการเดินทางจากบ้านก็ปกติดี พูดจาฉะฉาน พูดไม่หยุดตามปกติ เช่น “ปูนปั้นจะไปโรงเรียนแล้ว” “ปูนปั้นไม่ร้องไห้” และอะไรอีกมากมาย เพราะปูนปั้นจำได้ว่า เราพามาดูโรงเรียนแล้ว และปูนปั้นก็ชอบบรรยากาศที่นี่ พอมาถึงโรงเรียน จอดรถ และอุ้มเดินเข้าโรงเรียน ปูนปั้นก็ยังหน้าตาปกติ เข้าไปเจอสนามเด็กเล่น ก็เข้าไปเล่นสไลเดอร์ โหนบาร์ เป็นที่สนุกสนาน เราก็รู้สึกใจชื้นขึ้นบ้าง แต่พอจะจูงไปที่ห้องเรียนเริ่มไม่ยอมเดินเอง ขอให้ปะป๊าอุ้มท่าเดียวเลย ก็ต้องอุ้ม เมื่อไปถึงหน้าห้องเรียน หน้าตาเริ่มออกอาการเบะ แต่ยังพยายามเก็บอาการที่สุด ให้ถอดรองเท้าเก็บเข้าชั้นก็ยอมทำเอง แต่พอถึงเวลาต้องปล่อยมือให้คุณครูพาเข้าห้องเท่านั้นแหละ ก็ร้องไห้โลกแตกกันเลยทีเดียว ถึงตรงนี้ปะป๊า หม่าม๊า ใจแข็งลูกเดียว ปลอบใจปูนปั้นว่าคุณครูใจดี มีอะไรสนุกๆ มาสอนเยอะเลย โบกมือบ๊ายบาย บอกว่าแล้วจะมารับนะ แล้วก็เดินให้ลับตา ไปแอบลุ้นฟังเสียงร้องไห้อยู่ข้างๆห้อง ประมาณสิบกว่านาทีถึงเงียบลง สรุปเรื่องนี้ก็ยังให้ ‘ผ่าน เพราะไม่เกินที่จะคาดเดาได้’

ถึงตรงนี้ อยากจะแบ่งปันประสบการณ์กับคุณพ่อ คุณแม่ว่า ไม่ต้องกังวลถ้าลูกไปโรงเรียนแล้วร้องไห้ แม้คนอื่นๆจะมาเล่าว่า ‘โห ไปโรงเรียนวันแรกนะ สนุกใหญ่ ไม่สนใจพ่อ แม่เลย’ เราเห็นหลายกรณี บางคนวันแรก สองวันแรก หรือ สัปดาห์แรกฉลุยสนุกสนาน แต่พอสัปดาห์ที่สองเพิ่งรู้ว่า ‘อ้าวไม่ใช่สนามเด็กเล่นหรอ ต้องมาตลอดเลยหรอ’ โลกกลับมาแตกกันสัปดาห์ที่สองก็มี แล้วก็มีที่โลกแตกต่อเนื่องไปเป็นเดือน

หรือแบบที่ไปแล้วร้องวันแรกเลยแบบปูนปั้น (แต่ปูนปั้นก็ไม่ได้ร้องนานอะไร เพราะคุณครูบอกลับตาพ่อแม่สักพักก็เล่นแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเป็นเด็กเนอร์สเซอร์รี่มาก่อน) แล้วค่อยๆร้องลดลง เร็วช้าแล้วแต่เด็กแต่ละคน ดังนั้นอย่ากังวลอย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นตัววัดว่าลูกใครเก่ง ไปโรงเรียนแล้วไม่ร้องไห้ สำหรับครอบครัวเรา ผมบอกหม่าม๊าเจ้าปูนปั้นไว้ตั้งแต่สมัครเรียนแล้วว่า ‘วันจริงมาโรงเรียนเขาอาจจะร้องไห้นะ อย่าไปเปรียบเทียบลูกคนอื่นหละ ว่าทำไมเขาเก่งไม่ร้องไห้กัน’

เพราะจริงๆตัวปะป๊าเอง ปีแรกที่เข้าอนุบาลร้องไห้โลกแตกไม่ยอมให้อากงกลับบ้านเลย อากงนั่งอยู่เป็นเพื่อนได้สัปดาห์นึงก็ต้องถอดใจพากลับบ้าน เพราะไม่งั้นไม่ได้ทำมาหากินกันพอดี ปะป๊าก็เลยเรียนช้ากว่าที่อากงตั้งใจจะให้เข้าเรียนไปหนึ่งปี แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไร เพราะในระยะยาวๆ ปะป๊าถือว่าเป็นเด็กเรียนใช้ได้คนหนึ่งเลยนะเออ

สำหรับวันแรกของปูนปั้น คุณครูให้เรียนแค่ 2 ชั่วโมง เพราะแค่ต้องการให้เด็กมาเรียนรู้ ค่อยๆซึมซับและปรับตัวกับบรรยากาศและบทบาทใหม่ของตัวเอง ตอนที่หม่าม๊ามารับกลับบ้าน ปูนปั้นหันมาเจอปุ๊บ รีบมาเกาะยิ้มแฉ่ง แล้วโม้ว่า “PoonPun don’t cry” หม่าม๊าเลยถามว่า “Who cried this morning?” เจ้าตัวป่วนก็ตอบว่า “ปูนปั้นแหละ” ฮ่าฮ่าฮ่า

สำหรับคืนแรกหลังจากกลับมาบ้าน เราก็ทำการบิวท์อารมณ์โดยการเล่านิทานเกี่ยวกับการไปโรงเรียน ทั้งหมีจอร์จ ทั้งกุ๋งกิ๋ง เพื่อให้ดูว่าใครๆก็ไปโรงเรียนแล้วก็สนุกด้วย ได้ผลออกมาดีทีเดียว ปูนปั้นสัญญาว่า

“Tomorrow PoonPun will go to school and PoonPun will not cry. เยี่ยมเยี่ยม”

ตอนหน้ามาดูผลกันว่า การปรับตัวใน 2 สัปดาห์แรกของการไปโรงเรียนของปูนปั้นเป็นอย่างไรกันครับ

a5 a4 a2 a1

 

ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : ได้ทุกสัปดาห์แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

Facebookwww.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

[Blogger พ่อเอก-52] ปูนปั้นกับกิจกรรมไม่ติดจอ

เมื่อปีที่ผ่านมาผมเคยเขียนเรื่องการเลี้ยงลูกแบบไม่ให้ลูกอยู่หน้าจอ ซึ่งมีคุณพ่อคุณแม่แวะมาอ่านและทิ้งคอมเมนต์กันไว้ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะในมุมมองว่า ‘รู้แล้วว่าไม่ดีแต่จะทำไงได้เพราะต้องทำงานอย่างอื่นไปด้วย ไม่สามารถนั่งอยู่กับลูกตลอดเวลา’ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าเห็นใจและเข้าใจได้

สำหรับครอบครัวเรา ในตอนที่ปูนปั้นยังไม่ถึง 2 ขวบ เราแทบจะไม่เคยให้ปูนปั้นดูจอเลย คือจะบอกว่า ไม่มีเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ และสิ่งที่เปิดให้ดู ก็เพราะมีเหตุผลที่อยากให้ดูจริงๆ และเราจะดูไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นจอจาก โทรศัพท์มือถือ ไอแพด คอมพิวเตอร์ หรือทีวีก็ตาม (ซึ่งแปลว่า ปะป๊า หม่าม๊า จะได้ดูทีวีก็ต่อเมื่อปูนปั้นไปนอนแล้ว) ที่เราเอามาเล่าก็เพื่อยืนยันว่า มันไม่ใช่เรื่องยากครับถ้าตั้งใจจะทำให้ได้ เพราะเด็กอายุไม่ถึง 2 ขวบ ของเล่นทุกอย่างเขาสนุกได้หมด แถมเขามีช่วงนอนพักผ่อนกลางวันยาวๆ อีก ดังนั้นการหากิจกรรมมาเล่นกับเขาโดยไม่ต้องพึ่งจอ จึงไม่ยากเกินไป อ้อ ครอบครัวเราอยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก ไม่มีพี่เลี้ยง และเป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งคู่ครับ

 

แต่วันนี้จะมาสารภาพเลยครับว่าพอปูนปั้นอายุสัก 2 ขวบครึ่ง เขาเริ่มต้องการเรียนรู้อะไรเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ของเล่นแบบเด็กทารกก็ไม่สามารถดึงเขาให้อยู่ได้นานเหมือนเมื่อก่อน แถมกลางวันก็ไม่ค่อยจะยอมนอนเอาเสียด้วยสิ ปูนปั้นจะหาอะไรมาเล่นกับปะป๊าหม่าม๊าตลอด ซึ่งบางครั้งเราก็เหนื่อยและเริ่มหลังพิงฝาไม่รู้จะเล่นอะไรแล้ว ก็เลยมีการพึ่งพาจอเพิ่มขึ้น (คุ้นๆเคยอ่านเจอมาว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรดูจอเลย พอเลย 2 ขวบมาก็ไม่ควรดูเกินวันละ 10-15 นาที)

ในที่สุดเราก็เริ่มลองหาคอร์สเรียนต่างๆ ซึ่งยอมรับเลยว่า ช่วงแรกปะป๊าไม่เห็นด้วยกับหม่าม๊าเท่าไหร่ เพราะผมมองว่า ทำไมต้องเอาเวลาที่จะอยู่กับลูกไปให้คนอื่น แต่เมื่อลองพิจารณาในหลายๆ คอร์สที่มีสอนก็จะเห็นว่า มันไม่ใช่การเรียนแบบเรียนพิเศษที่เอาเด็กไปอยู่กับคุณครูไปจ้องหน้าจอไปจ้องกระดาน แต่ออกแนวกิจกรรมที่ให้เด็กได้ออกกำลังกาย กำลังสมอง การเข้าสังคม การแสดงออก รวมไปถึงเป็นกิจกรรมในครอบครัวได้ด้วย ผมก็เลยคิดว่า เอ้า ลองดูก็ได้ แต่มีข้อแม้ที่ผมให้กับหม่าม๊าเจ้าปูนปั้นคือ

‘ลูกจะต้องสนุกไปกับการเรียนรู้นะ ถ้าไม่สนุกเลิกนะ’

คอร์สแรกที่เราพาปูนปั้นไปดูจะออกแนว ยืดเส้นยืดสาย เป็นยิมนาสติกสำหรับเด็กจิ๋วๆ แบบปูนปั้น ซึ่งครั้งแรกที่เราพาไปดูสถานที่เรียนปูนปั้น ออกอาการคึกคักมาก อยากจะเข้าไปเล่นมากๆ หันมาพูดซ้ำๆว่า “PoonPun wants to play” ดูไปซักพักก็ “where is the door?” เริ่มมองหาประตูทางเข้าไปข้างในห้องยิม ฮ่าฮ่าฮ่า หลังจากเกาะหน้าต่างดูสักพัก เมื่อเห็นอารมณ์ลูกคึกคักขนาดนี้ หัวใจเราก็อมยิ้ม นี่แหละ ที่เรามองหา อีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ต่อมา เราก็เลยพาปูนปั้นมาสมัคร โดยตอนเช้าเราแอบบอกกับปูนปั้นว่า “ถ้าวันนี้เป็นเด็กดีไม่ดื้อ เราจะพาไปเล่นที่ที่ปูนปั้นอยากไป” เจ้าตัวยุ่งก็ตั้งตารอทีเดียวแต่พอไปถึงสถานที่ เจ้าปูนปั้นตอบโพล่งออกมาว่า “ไม่เอา ไม่เล่น”

อ้าว แล้วกันสิ แต่ด้วยความมั่นใจของเราว่า เขาน่าจะชอบแนวนี้และคราวก่อนก็บอกอยากเล่นมาก การไปเรียนใน 4 สัปดาห์แรกของปูนปั้น ทำเอาปะป๊าเริ่มกระอักกระอ่วนว่าจะเอาอย่างไรดี เพราะแม้ว่าปูนปั้นจะเล่นทุกอย่างที่พี่ๆ สอนทั้งม้วนหน้า กระโดด โหนบาร์ โน่นนี่นั่น และพอจบคลาสก็คึกคัก ออกมาโม้ทุกที แต่ระหว่างที่อยู่ในห้อง ปูนปั้นจะร้องไห้เหมือนไม่อยากเรียน แต่แล้วอยู่ดีๆ สัปดาห์ที่ 5 ปูนปั้นก็เปลี่ยนไป ดูสนุกสนานเล่นด้วยทุกอย่าง ไม่มีงอแงเลย พอสัปดาห์ที่ 6 ตื่นเช้ามาก็ถามปะป๊าเลยว่า “วันนี้ไปเล่นยิมตอนบ่ายหรือป่าว” แถมก็โม้ใหญ่ว่าจะไปทำอะไรบ้าง แล้วพอไปถึงที่เรียนจริงๆ พี่ๆ ผู้สอนก็บอกว่า ปูนปั้นเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลายเป็นพระเอกของห้องในคลาสวันนั้นไปเลย เราจึงได้ข้อสรุปว่า ปูนปั้นอาจจะเป็นเด็กที่ต้องการระยะเวลาในการปรับตัวเยอะ (ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องให้เวลาในการเรียนรู้ ปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆ อย่าไปเร่งเขามาก)

จากที่เริ่มไปเรียนยิมมาได้สัปดาห์เดียว หม่าม๊าก็ไปขอทดลองเรียนภาษาจีนกลาง ซึ่งแม้ในใจจะอยากให้ปูนปั้นได้ภาษาเยอะๆ แต่ผมนึกภาพห้องเรียนปุ๊บ ในใจก็แอบค้าน (อีกแล้ว) ซึ่งความน่าสนใจของคลาสนี้คือให้ผู้ปกครองไปเรียนด้วยกัน ดังนั้นหม่าม๊าจึงเข้าไปเรียนกับปูนปั้น พอออกมาจากห้องทดลองเรียน หม่าม๊าก็จัดการสมัครเลย ทำเอาปะป๊าเคืองไปหลายชั่วโมง แต่ดูจากอาการก็เห็นว่าเจ้าปูนปั้นน่าจะสนุก เพราะออกมาก็เอาศัพท์ที่เรียนวันนั้นออกมาใช้เลย เจอกระต่ายก็ ทู่จื่อ เที่ยว เที่ยว เที่ยว (กระต่ายน้อย กระโดดๆๆ – พร้อมทำท่ากระโดดตาม) ซึ่งไปเรียนทุกครั้งปูนปั้นก็ออกมาแบบสนุกสนานพูดถึงสิ่งที่เหล่าซือสอน แถมเดี๋ยวนี้ก็เลยกลับมาฟังเพลงจีนกลางด้วย

สิ่งที่ผมมาเล่าให้ฟัง ก็เพื่อจะแบ่งปันประสบการณ์ การหลีกเลี่ยงจอให้ลูก ซึ่งสามารถทำได้แบบที่ไม่ได้ลดกิจกรรมในการอยู่ร่วมกันของครอบครัว เพราะทั้ง 2 อย่างที่ปูนปั้นเรียน ทั้งปะป๊าหม่าม๊าก็สามารถอยู่กับเจ้าตัวยุ่งได้ด้วย และเป็นการเรียนแบบ edutainment คือมีความสนุกสนานในการเรียน ให้ความรู้ค่อยๆ ซึมเข้าไปผ่านกิจกรรมสนุกสนานต่างๆ ไม่ใช่ต้องมายัดเยียดเรียนกันถ้าผู้ปกครองท่านไหน กำลังอยากหาทางให้ลูกห่างจอ ลองพิจารณาดูนะฮะ เพราะปัจจุบันมีคอร์สให้เรียนมากมายจริงๆ แต่ก็สามารถหาข้อมูลของผู้ที่เคยเรียนได้ใน internet เพื่อประกอบการพิจารณาได้

ปล. ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับสถานที่เรียนที่ยกมาเล่าให้ฟังนะฮะ เพียงแค่อยากแบ่งปันประสบการณ์กันครับ และ ก่อนจบมาอมยิ้มกับคลิปนี้กันฮะ

 

52 (3) 52 (2) 52 (1)

 

 

 

 

 

 

ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : ได้ทุกสัปดาห์แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

Facebookwww.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

มาดูกันว่าหนูน้อยสายตาสั้นจะมีปฏิกิริยายังไง เมื่อได้ใส่แว่นเป็นครั้งแรก

คุณแม่เจสสิก้า ซินแคล (Jessica Sinclair) ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอบันทึกภาพ ลูกสาวตัวน้อยของเธอ “ไปเปอร์” ที่ใส่แว่นตาเป็นครั้ง­แรก หลังจากพบว่า หนูน้อยมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ในทีแรกก็มีท่าทีขัดขืนเพราะไม่ชิน แต่พอสวมแว่นตาแล้วก็ดูเหมือนว่านี่จะเป็น­ครั้งแรกที่หนูน้อยได้เห็นพ่อและแม่ของเธอ­อย่างชัดเจน ทำให้เธอนิ่งไปพร้อมกับยิ้ม

 มาดูกันว่าหนูน้อยสายตาสั้นจะมีปฏิกิริยายังไง เมื่อได้ใส่แว่นเป็นครั้งแรก
 ตอนแรกก็ไม่ได้ร่าเริงอะไรหรอก เจ้าหนูไปเปอร์นั่งกัดข้าวของตามประสาเด็ก ๆ
มาดูกันว่าหนูน้อยสายตาสั้นจะมีปฏิกิริยายังไง เมื่อได้ใส่แว่นเป็นครั้งแรก
พอหม่ามี้เอาแว่นมาสวมให้ ก็ดิ้นเหมือนรำคาญจังเลย เอาอะไรมาใส่ให้ป๋มเนี่ย
มาดูกันว่าหนูน้อยสายตาสั้นจะมีปฏิกิริยายังไง เมื่อได้ใส่แว่นเป็นครั้งแรก
แต่พอขยับแว่นจนไปอยู่บนดั้งของไปเปอร์แล้ว เจ้าหนูก็เกิดอาการอย่างนี้
มาดูกันว่าหนูน้อยสายตาสั้นจะมีปฏิกิริยายังไง เมื่อได้ใส่แว่นเป็นครั้งแรก
และแล้วไปเปอร์ก็ตื่นเต้นกับภาพชัดแจ๋วที่เห็น ประหนึ่งได้ดวงตาใหม่
มาดูกันว่าหนูน้อยสายตาสั้นจะมีปฏิกิริยายังไง เมื่อได้ใส่แว่นเป็นครั้งแรก
ว้าววววว โลกของป๋มมันช่างชัดแจ๋วอะไรเช่นนี้
ตามไปชมคลิปสุดน่ารักกันดีกว่าค่ะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : baby.kapook.com

ขอบคุณวีดีโอจาก : Jessica Sinclair

 

หาชมยาก สายสะดือฝาแฝดพันกันเป็นเปีย แพทย์ทึ่งเด็กรอดชีวิต

คู่แฝดร่วมถุงน้ำคร่ำ (Monoamniotic twins) รอดชีวิตจากภาวะรกพันกันอย่างน่ามหัศจรรย์ ด้านคุณแม่นำเรื่องราวของทั้งคู่มาแชร์ให้เป็นกำลังใจแก่เหล่าคุณแม่มือใหม่ที่อาจกำลังลำบากใจกับการตั้งครรภ์ในภาวะเดียวกัน

คุณแม่ชาวออสเตรเลีย เคท ลูคัส ได้แชร์ภาพสายสะดือของทารกแฝดที่เธอคลอดเมื่อ 8 ปีก่อน โดยลักษณะของสายสะดือนั้นพันกันเหมือนถักผมเปียจนแน่น ทำเอาทีมแพทย์ในห้องคลอดประหลาดใจอย่างมากที่แฝดน้อยทั้งสองสามารถรอดชีวิตมาได้

xx
โดยก่อนหน้านั้น เคทได้รับคำเตือนจากแพทย์ว่า ทารกแฝดในครรภ์ของเธออาจไม่รอดชีวิตเนื่องจากทั้งคู่เป็นแฝดประเภทร่วมถุงน้ำคร่ำ  (Monoamniotic twins) ทำให้โอกาสเกิดการพันกันของรก หรือรกอาจจะพันตัวอ่อนได้ง่ายกว่าแฝดประเภทอื่น ๆ จึงทำให้แฝดน้อยคู่นี้มีโอกาสรอดชีวิตในครรภ์ได้น้อยกว่าปกติ

 

xxxx
หลังจากนั้น คุณแม่เคทต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่ออายุครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ เพื่อรับการอัลตราซาวด์ทุกวัน และวางแผนการผ่าตัดทำคลอดเมื่ออายุครรภ์ครบ 32 สัปดาห์ ในที่สุด แฝดน้อยทั้งสองนาม ฮาร์เปอร์และคลีโอ ก็ลืมตาดูโลกด้วยอวัยวะครบทั้ง 32 แต่ฮาร์เปอร์มีน้ำหนัก 1.9 กิโลกรัม และคลีโอมีน้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น

ในตอนนั้นเอง เหล่าทีมแพทย์ในห้องคลอดก็ต้องอึ้งไปตามๆ กัน เมื่อพบว่าสายสะดือของแฝดน้อยทั้งสอง พันกันเป็นเกลียวแน่น ดูคล้ายกับการถักผมเปียไม่มีผิด ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่ทารกแฝดทั้งสองรอดชีวิตมาได้

ขณะนี้ ฮาร์เปอร์และคลีโอ มีอายุเกือบ 8 ปีแล้ว ทั้งคู่เติบโตอย่างดีและมีสุขภาพแข็งแรง ส่วนด้านคุณแม่เคทกล่าวว่า ตนอยากแชร์ประสบการณ์เรื่องนี้เพื่อเป็นกำลังใจแก่เหล่าคุณแม่ที่ประสบปัญหาแฝดร่วมถุงน้ำคร่ำเช่นเดียวกับเธอ โดยเคทแชร์ภาพและเรื่องราวของเธอให้กับองค์กร Miracle Babie Foundation บนเฟซบุ๊กด้วย


ขอบคุณข้อมูลจาก baby.kapook.com

ภาพจาก Miracle Babie Foundation

ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ที่รับรางวัลจากกิจกรรมในงาน Amarin baby&Kids Fair ครั้งที่ 6

ประกาศรายชื่อผู้โชคดี จากกิจกรรม ยิ่งช็อป…ยิ่งได้…ไม่ต้องลุ้น ในงาน Amarin baby&Kids Fair ครั้งที่ 6

Picture1

บ้านเด็ก Haenim Kids House มูลค่า 7,900 บาท

“คุณวิไล  พวงสายใจ”

 

Picture2

คอกกั้นเด็ก Haenim รุ่น Playgame มูลค่า 3,500 บาท

“คุณวรรณา  คุณกิตติ”

 

Picture3

สไลด์ช้างน้อย Haenim Mini Coco มูลค่า 3,900 บาท

“คุณนันทรัย  ปิยะรุจิเวช”

 

Picture4

รถขาไถ Haenim My Car มูลค่า 3,900 บาท 

“คุณภัทรชริญา  กิ่งสวัสดิ์”


***เงื่อนไขการรับรางวัล***

  1. ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัล
    • บ้านเด็ก Haenim Kids House มูลค่า 7,900 บาท
    • คอกกั้นเด็ก Haenim รุ่น Playgame มูลค่า 3,500 บาท
    • สไลด์ช้างน้อย Haenim Mini Coco มูลค่า 3,900 บาท
    • รถขาไถ Haenim My Car มูลค่า 3,900 บาท
  • ทีมงานจะติดต่อและแจ้งให้ผู้โชคดีทุกท่านทราบผ่านทาง โทรศัพท์ หรือ SMS หรือ E-mail   เพื่อนัดหมายการมารับ รางวัลภายในวันที่  10 สิงหาคม 2558  บริษัท อมรินทร์  พริ๊นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  สำนักงานใหญ่  เลขที่ 378 ถนนชัยพฤกษ์  แขวงตลิ่งชัน  เขตตลิ่งชั่น กรุงเทพฯ  โทร 02-4229999 ได้ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. (เฉพาะวัน จ.-ศ)
  1. ผู้โชคดีท่านใดไม่สามารถเดินทางมาในวัน เวลา และ สถานที่ที่กำหนดไว้ ถือว่าท่านสละสิทธิ
  2. สิทธิรับรางวัลและของรางวัล ไม่รวม ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายใดๆของผู้โชคดีในการเข้าร่วมกิจกรรมและในการรับรางวัลที่ผู้โชคดีต้องรับผิดชอบเอง
  3. พนักงานและลูกจ้างของ บริษัท อมรินทร์ พริ๊นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  และคณะกรรมการดำเนินรายการ และคนในครอบครัว ไม่มีสิทธิเข้าร่วมรายการและไม่มีสิทธิได้รับรางวัล
  4. ผู้โชคดีตกลงยินยอมให้บริษัทฯบันทึกภาพและเสียงของท่าน และ เผยแพร่ภาพและเสียงของท่านผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลเพื่อการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆของบริษัทฯได้ทุกประการ โดยจะไม่มีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น
  5. ในกรณีที่ไม่สามารถติดต่อผู้โชคดีได้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิในการมอบรางวัลให้แก่ผู้โชคดีสำรองท่านถัดไป
  6. ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลตกลงและรับทราบว่า บริษัทฯไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการที่ใช้เป็นรางวัล ดังนั้น บริษัทฯสงวนสิทธิที่จะไม่รับผิดชอบใดๆเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการนั้นทุกกรณี
  7. ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลตกลงและรับทราบว่า รางวัลไม่สามารถเปลี่ยน คืน และ/หรือ เปลี่ยนเป็นเงินสดในทุกกรณี และ ไม่อาจโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้
  8. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และ บริษัทฯไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย การเปลี่ยนแปลงหรือเหตุต่างๆที่เกิดจากเจ้าของสินค้า หรือ ผู้ให้บริการ หรือ เหตุใดๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทฯ
  9. หากผู้โชคดีไม่ทำตาม หรือ ผิดข้อตกลงหรือเงื่อนไขการรับรางวัลข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าสละสิทธิ
  10. การตัดสินและดุลพินิจใดๆของบริษัทฯ ถือเป็นที่เด็ดขาดและสิ้นสุด

 

 

คลิปหนูน้อยน่ารักแสนอ่อนไหว ดู “การ์ตูนเพนกวิ้น” แล้วร้องไห้เป็นตุเป็นตะ

วัยเด็กถือเป็นวัยที่ไร้เดียงสาที่สุด จะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ …. แต่ในความไร้เดียงสาก็ยังมีความน่ารักแฝงอยู่เสมอ

อย่างในคลิปนี้ ที่เด็กน้อยคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนเบาะหลังในระหว่างที่คุณพ่อกำลังขับรถอยู่ เธอก็ได้ดูการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับเพนกวิ้นหลงทาง จนกระทั่งเรื่องก็มาถึงจุดพีคสุดของเรื่องที่เจ้าเพนกวิ้นน้อยตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าสงสารมากและเมื่อหนูน้อยได้เห็นฉากนั้นก็อินลึกเข้าไปถึงตัวเพนกวิ้นน้อยได้อย่างดีเลยทีเดียว >>ไปดูการแสดงอารมณ์ของเด็กน้อยคนนี้ดีกว่า ขอบอกว่าน่ารักสุดๆ

14 คู่ลูก-พ่อแม่ในวัยเด็ก ที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ !

เป็นเรื่องปกติที่ลูกออกมาแล้วจะมีหน้าคล้ายพ่อหรือแม่ของตัวเอง แต่ถ้าในวัยเด็กของพวกเขากลับหน้าตาเหมือนคุณในวัยเด็กมากราวกับฝาแฝดกันเลย อันนี้ก็น่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยว่าไหมล่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวมภาพเหล่าคุณลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก ที่ถูกจับมาเทียบเพื่อให้เห็นความเหมือนเป๊ะแบบชัด ๆ มาให้ได้ชมกัน จะเหมือนจนต้องร้องว้าวขนาดไหน มาดูกัน …

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Lauren Malone Harrisonคู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Dee Veeคู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Kate Michalowski

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Kayla Nardi Johnson

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Danielle McCoy

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Adrienne Tolentino Essey

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Ammie Thakkar

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Stevee DeNike

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Joelle Delancey

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Chantelle McMillan

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Wanda I Betancourt

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Megan Griffith

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Megan Coe

คู่ลูกและพ่อแม่ในวัยเด็ก
ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Stephanie Lightcap

ว้าว … บางคู่นี่เหมือนเป็นฝาแฝดที่เกิดมาพร้อมกันเลยนะเนี่ย ถึงจะเกิดคนละรุ่น แต่หน้าตาก็ยังเหมือนกันเป๊ะได้ขนาดนี้ บอกเลยว่ามหัศจรรย์จริง ๆ เลยค่ะ

ไอเดียสุดน่ารัก! แม่ชาวอังกฤษเปลี่ยนเครื่องช่วยฟังลูกชายกลายเป็นอุปกรณ์สุดเท่

เด็กๆ หลายคนมีปัญหาด้านการได้ยินมาตั้งแต่เกิด ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังใส่ติดหูไปโรงเรียนหรือไปเล่นกับเพื่อนๆ ตลอดเวลา แน่นอนว่าความแตกต่างจากอุปกรณ์ที่พวกเขาใช้ อาจทำให้ถูกกีดกันหรือล้อเลียนจากเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งทำให้เด็กๆ ผู้โชคร้ายเหล่านี้ไม่ความสุขและหมดความมั่นใจในการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม

Sarah Ivermee คุณแม่ชาวอังกฤษผู้ที่จะไม่ย่อมให้ลูกชายของตนตกอยู่ในความรู้สึกแย่ๆ ที่ต้องถูกเพื่อนล้อเรื่องการใส่เครื่องช่วยฟัง เธอจึงคิดหาทางออกสำหรับปัญหาที่ว่านี้ โดยการเปลี่ยนให้เครื่องช่วยฟังของลูกชายตนกลายเป็นไอเทมสุดเท่โดนใจ และรับรองว่าจะไม่ถูกเพื่อนล้อ แถมยังเสริมความมั่นใจให้กับลูกน้อยของตนจนเพื่อนๆ ต้องอิจฉา

เครื่องช่วยฟังของคุณแม่ Sarah ตกแต่งด้วยลวดลายซุปเปอร์ฮีโร่ ตัวการ์ตูน หลากหลายแบบตามความชอบของเด็กๆ นอกจากลวดลายแล้ว สีสันรวมถึงดีไซน์ยังถูกตกแต่งให้คล้ายกับเป็นไอเทมพิเศษที่มีแต่เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่เท่านั้นที่จะได้ครอบครอง และเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา เธอตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Lugs ขึ้นเพื่อเป็นบริษัทรับออกแบบและขายอุปกรณ์ตกแต่งเครื่องช่วยฟังสำหรับเด็กๆ ซึ่งมีออเดอร์สั่งซื้อจากทั่วโลก (ปัจจุบันเว็ปไซต์ของเธอปิดปรับปรุงและกำลังเร่งผลิตสินค้าตามออเดอร์)

1

2

3

4

5

6

7

8

9

ต้องชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของคุณแม่ชาวอังกฤษที่สามารถพลิกปมด้อยให้กลายเป็นจุดเด่น เติมความมั่นใจให้กับเด็กๆ และทำให้พวกเขาเติบโตอย่างมีความสุข

“ทรงผม” เด็กชาย สุดอินเทรน!

ถ้าพูดถึงทรงผมสุดอินเทรนในช่วงนี้ของหนุ่มๆ เราคงพอจะนึกออกกับทรงสุดอินหลายๆทรงเลย แล้วถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้หนุ่มน้อยของเรามีผมทรงเท่ๆแบบนั้นกับเขาบ้าง จะเลือกทำทรงไหนดีล่ะ…. 

และทรงผมที่กำลังอินสุดๆในช่วงเห็นจะหนีไม่พ้นทรงผมสไตล์ฮิปสเตอร์ >> อุปกรณ์ที่เราขาดไม่ได้คือ เจล! ไว้จัดทรงผมได้อย่างเท่ สามารถทำได้หลากหลายแบบเลยล่ะค่ะ ทั้งแบบ…ไถด้านข้าง หวีปาดผมให้เนี๊ยบไปข้างนึง หรือเซ็ทให้สูงขึ้นไป แต่ถ้าชอบแบบเซอร์หน่อยก็ยีๆยุ่งๆเล็กน้อยแบบธรรมชาติก็ได้ค่ะ

… แต่ละแบบที่ว่ามานั้นจะทำให้ลูกชายตัวน้อยของคุณหล่อเฟี้ยวขนาดไหน จะออกมาเป็นอย่างไรได้บ้าง เราตามไปดูเลยดีกว่าค่ะ !

b7b184a9a9440954dbc311a000abf36a


เครดิต : fashionkids.nu

http://www.brownasaberryshop.com