เยลลี่กีวี่แอปเปิ้ล (1 ขวบ+)

“ครั้งแรกกับการได้แสดงฝีมือแม่ครัวตัวน้อยกับอาหารแสนสนุก ที่เด็กๆ ทุกคนไม่ควรพลาด”

 สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป

 

เตรียม 5 นาที ปรุง 10 นาที แช่เย็น 1-2 ชั่วโมง

ส่วนผสม สำหรับ 3-4 ที่

  1. กีวีค่อนข้างสุก  3  ผล
  2. น้ำแอปเปิ้ล  2  ถ้วย
  3. ผงวุ้น  2  ช้อนชา  (ละลายกับน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ)
  4. เจลาตินชนิดแผ่น  2  แผ่นใหญ่

 

วิธีทำ

  1. แบ่งกีวีออกมา 2 ผล ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก พักไว้สำหรับใส่พิมพ์
  2. หั่นกีวี 1 ผล ที่เหลือเป็นซีกตามยาว หั่นตรงแกนกลางที่มีเม็ดสีดำออก แล้วนำไปปั่นรวมกับน้ำแอปเปิ้ล ระหว่างนี้แช่เจลาตินในน้ำเย็นให้นุ่ม เตรียมไว้
  3. นำไปตั้งไฟรอให้ร้อน ใส่เจลาติน (บีบน้ำออกแล้ว) ตามด้วยผงวุ้นละลายน้ำ คนให้ละลายเข้ากันดี ปิดเตา พักไว้ให้พออุ่น
  4. ใส่กีวีหั่นแล้ว 2-3 ชิ้นต่อ 1 พิมพ์เล็ก แล้วเทส่วนผสมเยลลี่ลงไปให้เต็มพิมพ์ พักไว้ให้หายร้อน แล้วนำไปแช่เย็นให้เซ็ทตัวดี

 

♥ Cooking Tip ♥

  • น้ำแอ๊ปเปิ้ลที่ใช้เป็นชนิดกล่องซึ่งมีรสหวานอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องใส่น้ำตาลเพิ่ม
  • สามารถเพิ่มแอ๊ปเปิ้ลเขียวหั่นเป็นชิ้นเล็กลงในเยลลี่ได้

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ดิปโยเกิร์ตอะโวคาโด (2 ขวบ+)

“วิธีทำง่ายถูกใจคุณแม่ รสชาติอร่อยถูกใจลูกน้อย นับเป็นมื้อว่างที่ให้คุณค่าอาหารครบถ้วนไม่แพ้มื้อหลักเลยทีเดียว”

สำหรับเด็กวัย 2 ขวบขึ้นไป

 

เตรียม 2 นาที ปรุง 5 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 2 ที่

  1. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ  ½  กระปุก
  2. ซาวครีม  ½  กระปุก
  3. อะโวคาโดสุกเต็มที่ หั่นชิ้นใหญ่  1  ผล
  4. ขนมปังขาไก่ แครอท หรือเซเลอรี่ หั่นแท่งยาว

 

วิธีทำ

ปั่นโยเกิร์ต ซาวครีม และอะโวคาโดให้เข้ากัน จัดเสิร์ฟคู่กับขนมปังขาไก่ แครอท และเซเลอรี่

 

 

♥ Cooking Tip ♥

เปลี่ยนจากอะโวคาโดเป็นถั่วลันเตาหรือถั่วแระญี่ปุ่นได้

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Eatery อีทเทอรี่

ร้านน่ารักที่ดึงดูดทั้งเด็กๆและผู้ใหญ่ให้หลุดเข้าไปในโลกเทพนิยาย ใครอยากเป็นพระราชา พระราชินีก็เลือกเก้าอี้กันได้ แถมยังมีเจ้าตุ๊กตาหมีตัวเล็กตัวใหญ่วางเรียงรายให้หยิบเล่นแอคท่าได้ตามใจ นี่แค่เดินเข้าร้านก็รู้สึกสนุกแล้ว ร้านนี้เอาใจทุกคนในบ้านเพราะมีอาหารหลากหลายสัญชาติให้เลือกกว่า 130 เมนู ทั้งไทย ฝรั่ง จีน รสชาติแบบต้นตำรับแท้ๆ ที่สำคัญมีเมนูสำหรับเด็กโดยเฉพาะด้วยนะ

IMG_2037

เมนูที่ไม่อยากให้พลาด ยำปลาทูฟู 220 บาท ปลาทูฟูทอดกรอบกินคู่กับยำมะม่วงรสชาติจัดจ้านถึงใจ ถ้าอยากได้เมนูอินเตอร์หน่อยก็ต้อง ซี่โครงหมูย่างอบน้ำผึ้ง 280 บาท ซี่โครงหมูชิ้นใหญ่อบน้ำผึ้งจนเนื้อนุ่มหวาน สุดท้าย มักกะโรนีซุปน่องไก่ 120 บาท เมนูสำหรับเจ้าตัวเล็ก ชามนี้ได้รสหวานกลมกล่อมจากวัตถุดิบคุณภาพดี ส่วนของหวานใครอยากจัดหนัก นี่เลย ครัวซองสปลิท 120 บาท ครัวซองชิ้นโตสอดไส้ไอศกรีมวานิลลากินคู่กับกล้วยหอมราดซอสช็อกโกแลตและวิปครีม แต่ถ้าขอเมนูเบาๆ ก็ต้อง พันนาคอตต้า 120 บาท พันนาคอตต้าเนื้อนุ่มรสชาติหวานมันกำลังดีท็อปด้วยซอสสตอว์เบอร์รี่และบลูเบอร์รี่ เสิร์ฟคู่กัน 2 ถ้วย อิ่มกำลังดี

อ้อ…ถ้าใครมาเป็นครอบครัวใหญ่ ทางร้านก็มีห้องวีไอพี (8-12 คน) ให้เลือกใช้บริการ หรือถ้าอยากจัดงานปาร์ตี้ให้เด็กๆ บอกเลย Eatery จัดให้!!

ที่ตั้ง : ชั้น G ห้างสรรพสินค้า Plearnary Mall วัชรพล เวลาเปิด-ปิด 10.00 – 22.00 น. โทร. 02 136 8004, 091 770 5833 Instagram :  EateryPlearnary

 

บทความโดย กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ไข่ตุ๋นสีเขียว (10 เดือน+)

“น้ำซุปจากน้ำปั่นผักโขม ทำให้มีสีเขียวสวยแปลกตาและน่าตื่นเต้นสำหรับเด็กๆ”

 สำหรับเบบี๋วัย 10 เดือนขึ้นไป

 

เตรียม 10 นาที ปรุง 15 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 1 ที่

  1. ไข่ไก่  1  ฟอง
  2. ไก่บด  2  ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำซุปไก่หรือน้ำซุปผัก  ½  ถ้วย
  4. ผักโขมลวกหั่นชิ้นเล็ก  ¼  ถ้วย
  5. เนยสดชนิดเค็ม  1  ช้อนชา
  6. แครอทหั่นชิ้นตามชอบต้มสุก สำหรับตกแต่ง

 

วิธีทำ

  1. ปั่นน้ำซุปกับผักโขมพอหยาบ เสร็จแล้วกรองแยกผักโขมกับน้ำออกจากกัน พักไว้
  2. ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่เนยลงไปรอให้ร้อน ใส่ผักโขมในข้อแรกและไก่บดลงผัดให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วยทนความร้อน (เหลือไว้เล็กน้อยสำหรับตกแต่ง) พักไว้
  3. ตีไข่ให้เนื้อเนียน ใส่น้ำซุปผักในข้อแรกลงคนให้เข้ากัน เทผ่านกระชอน แล้วเทใส่ถ้วยในข้อ 2
  4. นำไปนึ่งไฟอ่อนประมาณ 15 นาที หรือจนกระทั่งสุก ยกออกจากเตา ตกแต่งด้วยผักโขมผัดเนยและแครอท

 

♥ Cooking Tip ♥

ตกแต่งด้วยเนื้อไก่ต้มสุกหั่นชิ้นเล็กแทนได้

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

mejico เมฮิโก้

อาหารเม็กซิกัน ไม่ได้มีดีแค่ ทาโก้ เท่านั้นนะ ยังมีเมนูอร่อยๆรอให้เราไปลองชิมอีกตั้งเยอะ กับ เมฮิโก้ ร้านโมเดิร์นเม็กซิกันสุดชิค ส่งตรงจากประเทศออสเตรเลีย ที่ขอเท่ไล่มาตั้งแต่โลโก้ร้าน การตกแต่ง รสชาติ ไปจนถึงวิธีการเสิร์ฟ ถ้าใครได้เข้ามาในร้านคงงงว่า ครกและสากที่ตั้งอยู่มีไว้เพื่ออะไร เด็กคนไหนเข้ามามียกตำกันลั่นร้านแน่ ของประดับตกแต่งมีไว้สำหรับเมนู กัวลาโมเล่ (Guacamole) เท่านั้นค่ะ พนักงานจะนำส่วนผสมต่างๆลงไปในครกและตำเสิร์ฟเดี๋ยวนั้นเลย (ราคา 235 บาท)

 

IMG_2018

ส่วนของว่างอีกจานที่ต้องสั่ง ข้าวโพดสไตล์เม็กซิกัน (Corn Lollipops Street Style) (135 บาท) ปลาหมึกชุบแป้งทอด (Chilli-Lime Calamari Rings) 185 บาท จบอาหารจานเล่นๆไปแล้ว มาเอาจริงกันดีกว่าค่ะ กับ เนื้อส่วนซี่โครงรสบาร์บีคิว (Beef Short Rib) 695 บาท และหมูสามชั้นอบ (Twice Cooked Pork Belly) ราคา 275 บาท ตบท้ายด้วยของหวาน อย่าง ชูโรโดนัท ฟองดู (Churros Fondue) 185 บาท เครื่องดื่มของที่นี่ก็เว้นวรรคไว้ไม่ได้เลย เพราะอุดมไปด้วยเตกีล่าที่ทำจาก อากาเว่ 100% เราจะเลือกจิบค็อกเทลขายดี อย่าง Mejico Signature Margarita ก็ได้ แต่ถ้าอยากสั่งมาให้เด็กๆได้ดื่มกันด้วย แนะนำ พวกน้ำลิ้นจี่ผสมเม็ดแมงลัก สดชื่นแบบฟรุ๊ตตี้ๆไม่ซ้ำใคร

 

 ที่ตั้ง : ชั้น 2 Groove@Centralworld เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-24.00 น. โทร.0 2252 6660 www.mejico.asia

 

บทความโดย กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

สามสหายมะพร้าวอ่อนใบเตย (8 เดือน+)

“กล้วย เผือก และฟักทองหั่น นึ่งสุกจนนิ่ม ต้มในน้ำมะพร้าวอ่อน ใบเตย และเนื้อมะพร้าวอ่อน ใส่น้ำตาลเล็กน้อย”

สำหรับเบบี๋วัย 8 เดือนขึ้นไป

 

เวลาปรุง 30 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 2 – 3 ที่

  1. กล้วยน้ำว้านึ่งสุกหั่นเต๋า  1/2  ถ้วย
  2. เผือกนึ่งสุกหั่นเต๋า  1/3  ถ้วย
  3. ฟักทองนึ่งสุกหั่นเต๋า  1/3  ถ้วย
  4. มะพร้าวอ่อน  1/2  ถ้วย
  5. น้ำมะพร้าวอ่อน  2  ถ้วย
  6. ใบเตย  2  ใบ
  7. น้ำตาลทราย  1  ช้อนโต๊ะ

 

วิธีทำ

  1. นำน้ำมะพร้าวอ่อนใส่ใบเตยตั้งไฟปานกลางจนเดือดหอม ตักใบเตยออกทิ้ง
  2. ใส่น้ำตาลทรายคนจนละลาย
  3. ใส่กล้วย เผือก ฟักทอง มะพร้าวอ่อน เคี่ยวไฟอ่อนสักครู่ ตักใส่ชามกินตอนอุ่นๆ

 

♥ Cooking Tip ♥

  • กล้วย เผือก และฟักทองนึ่งพอสุก อย่าให้เละ จากนั้นนำมาปอกเปลือกแล้วจึงหั่น กล้วยจะมีเนื้อผิวเรียบเป็นสีชมพูน่ากิน
  • น้ำมะพร้าวเป็นน้ำผลไม้ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะมีแร่ธาตุสำคัญต่อร่างกาย ได้แก่ โปรตีน น้ำตาล แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และไขมันที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แกงบวดฟักทองหรรษา (6 เดือน+)

อาหารบดมักเป็นอาหารแข็งประเภทแรกที่ลูกกิน ดังนั้นเราต้องเลือกสารอาหารในรูปแบบของผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ … อย่าง ฟักทอง ที่มีเนื้อส้มชวนรับประทาน อุดมไปด้วยสารแคโรทีนอยด์ที่ช่วยพัฒนาระบบการมองเห็นและต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีเส้นใย วิตามินซี และสังกะสีสูงอีกด้วย ฟักทองช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและรักษากระดูกและฟันให้แข็งแรง เรามีจึงสูตรอาหารที่จะเปลี่ยนฟักทองที่แสนจะธรรมดาให้กลายเป็นอาหารเด็กโฮมเมดที่รับรองว่าลูกคุณจะติดใจ

“ฟักทองนึ่งสุกบดจนเนียน ใส่น้ำกะทิและน้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวจนเข้ากันหอมกรุ่นใส่ชามหยอดด้วยกะทิและงาดำคั่วบด”

สำหรับเบบี๋วัย 6 เดือนขึ้นไป

เวลาปรุง 30 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 2 – 3 ที่

  1. ฟักทองนึ่งบด  1  ถ้วย
  2. หางกะทิ  1  ถ้วย
  3. หัวกะทิ  2  ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำตาลมะพร้าว  1  ช้อนโต๊ะ
  5. เกลือเล็กน้อย
  6. งาดำคั่วบดละเอียดสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

  1. นำหางกะทิตั้งไฟอ่อนพอเดือด อย่าให้แตกมัน
  2. ใส่น้ำตาลมะพร้าว เกลือ แล้วคนจนละลาย
  3. ใส่ฟักทองบดลงไป คนให้เข้ากันจนเนียน พักไว้
  4. นำหัวกะทิมาใส่หม้อตั้งไฟอ่อน จนร้อนสุกแต่อย่าให้แตกมัน ใส่เกลือเล็กน้อย
  5. ตักฟักทองในชามมาหยอดหัวกะทิ แล้วโรยด้วยงาดำคั่วบด

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

IPPUDO (อิปปุโดะ)

ราเมงต้นตำรับจากเมืองฮากะตะ (เมืองหลวงแห่งราเมง) “อิปปุโดะ” ร้านนี้เปิดมากว่า 30 ปีแล้ว และได้รับความนิยมอย่างมากจนมีกว่า 80 สาขาที่ญี่ปุ่น และอีกกว่า 45 สาขาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยสาขาแรกอยู่ที่เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ตั้งแต่เปิดร้านก็มีคนต่อคิวรอลิ้มรสความอร่อยเป็นจำนวนมาก จนต้องเปิดสาขา 2 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่ห้างเอ็มโพเรียม สาขาล่าสุดนี้เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว

_MG_0037

เมนูแนะนำเริ่มต้นที่เครื่องดื่มน่าลอง ซัมเมอร์พันซ์ 95 บาท มีส่วนผสมของน้ำลิ้นจี่และทับทิมดื่มแล้วสดชื่นสุดๆ เมนูถูกใจเด็กๆต้อง ยาคูลท์เยลลี่ 100 บาท รสเปรี้ยวๆหวานๆมีเยลลี่ให้เคี้ยวหนุบหนับ ส่วนราเมงต้องสั่ง คาราคาเมง คาคุนิ และไข่ 280 บาท ชามนี้เด็ดสุดที่เนื้อหมูคาคูนิ เนื้อหมูสามชั้นที่มีมันแทรกแบบพอดีหมักด้วยซอสถั่วเหลืองสูตรเฉพาะผ่านการตุ๋นจนนุ่ม ละลายในปาก สลัดแซลมอน 200 บาท ผักหวานสดกรอบแซลมอนสดชิ้นโต สำหรับหนูๆมีเซ็ตเมนูให้เลือก Combo A 169 บาท ราเมงชิโรมารุไซส์เล็ก เสิร์ฟพร้อมไก่ทอดคาราเกะและน้ำส้ม และ Combo B 149 บาท เซ็ตนี้มีข้าวปั้น กุ้งสไปซี่ เนื้อหมูบด ไก่คาราเกะ กีวี่และน้ำส้ม

 

 

ที่ตั้ง : ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม สุขุมวิท 24 โทร. 02 259 8728 และ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ถนนเพลินจิต เปิดบริการทุกวัน 10.30 น. – 22.00 น. โทร. 02 160 5672 Facebook Ippudo Thailand  Instagram  ippudothailand

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สารพันมันอบราดซอสไข่แดง (1 ขวบ+)

“สีสดใส รสชาติอร่อย ประโยชน์มากมายจากมันเทศและไข่แดง รับรองลูกของคุณต้องชอบแน่”

 สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป

 

เวลาปรุง 30 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 2 – 3 ที่

  1. มันเทศสีส้ม  1  หัว
  2. มันเทศสีม่วง  1  หัว
  3. เกลือเล็กน้อย
  4. น้ำมันมะกอก
  5. ต้นหอมซอยสำหรับโรยหน้า

 

วิธีทำ

  1. ล้างมันเทศ ปอกเปลือก และหั่นเป็นชิ้นยาวประมาณ 2 นิ้ว
  2. นำมันเทศที่หั่นแล้วมาใส่ถาดเกลี่ยให้ทั่ว ผึ่งไว้ครึ่งชั่วโมง
  3. ราดด้วยน้ำมันมะกอกบางๆ โรยเกลือเล็กน้อยแล้วคลุกให้ทั่วเข้ากัน นำเข้าอบอุณหภูมิ 200 องศาจนกรอบนอก
  4. จัดมันอบใส่จาน ราดด้วยซอสไข่แดง แล้วโรยต้นหอมหั่นฝอย

 

ส่วนผสมซอสไข่แดง

  1. ไข่เค็มสุกเฉพาะไข่แดง  2  ฟอง
  2. น้ำตาลทราย  1/2  ช้อนชา
  3. นมสด  1/3  ถ้วย
  4. น้ำมันมะกอก

วิธีทำซอสไข่แดง

  1. ตั้งกระทะไฟปานกลาง ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อย ใส่ไข่แดงลงไปผัด ยีไข่ให้ละเอียด
  2. ใส่นมและปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายเล็กน้อย เคี่ยวจนเป็นซอสข้น

 

♥ Cooking Tip ♥

  • สามารถเปลี่ยนจากมันเทศเป็นเผือกหรือแครอตได้ตามชอบ
  • มันเทศมีวิตามินบี 2 โฟเลต มีวิตามินซีบำรุงเนื้อเยื่อในร่างกายและช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคโรทีนอยด์ได้ดี มีกากใยสูง ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

“ทางสายกลาง” ให้ลูกกินของหวานแบบไม่เสพย์ติด ห้ามมากไปทำลูกเครียดจนแอบกินไม่หยุด

ไม่ให้ลูกกินขนม หรือน้ำอัดลม ดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพฟันของลูกก็จริงอยู่ แต่ “จิตใจ” ลูกล่ะ จะยังดีอยู่หรือเปล่า มาดูมุมมองจากจิตแพทย์กันดีกว่าค่ะ

Q: เราไม่อนุญาตให้ลูกกินน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ แต่ปู่ย่า ตายาย อากง อาม่า ฯลฯ ให้มาจะทำอย่างไร ปฏิเสธทุกครั้งก็คงไม่ดี แต่ปล่อยไปคงตบะแตกแน่ ตอนนี้ก็แทบจะฉุดกันไม่อยู่แล้วค่ะ

เรื่องทุกเรื่องให้พยายามหาทางสายกลางให้พบ

เอาเรื่องลูกก่อน เด็กๆ ชอบ 2 อย่าง เล่น และ กินขนม ชีวิตที่ได้เล่นและได้กินขนมเป็นชีวิตที่มีความสุขมาก   ผมจึงไม่เห็นด้วยที่เด็กเล็กเอาแต่เรียนและคัดหนังสือโดยได้เล่นน้อยเกินไป และไม่เห็นด้วยที่เราจะเข้มงวดกับเรื่องขนมเสียจนเด็กไม่ได้รับความสุขสมวัยที่เขาควรจะได้

(อ่านเพิ่มเติม ลูกแทบไม่กินลูกอม ทำไมถึงยังฟันผุ?)

ไม่ให้ลูกกินขนม ติดหวาน ฟันผุอย่าฟูมฟายเกินเหตุหากเด็กๆ จะได้รับขนมหวาน ไอศกรีม น้ำอัดลม หรืออาหารไม่มีประโยชน์บ้าง   แต่ยังคงมีกติกาว่าเราให้ได้เท่านี้ไม่มากไปกว่านี้   หรือจะให้ขนมหวานกับไอศกรีมต่อเมื่อเป็นเวลาหลังอาหารมื้อหลักเท่านั้น เป็นต้น ก็แล้วแต่จะกำหนดกัน แต่ที่จะห้ามขาดกันเลยนั้นดูเหมือนจะทำลายจิตวิญญาณเด็กเล็กมากไปหน่อย

ข้อเสียของขนมหวานและน้ำอัดลมคือทำให้ฟันผุและอ้วน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ชีวิตของผมพบเด็กฟันดีและไม่อ้วน เป็นโรคประสาทเพราะความเคร่งครัดเข้มงวดเหล่านี้มามาก จึงออกจะลำเอียงว่าบางครั้งข้อกำหนดทางสุขอนามัยก็ออกจะขวาจัดเกินไป ยกตัวอย่างสุดโต่งซึ่งเป็นเรื่องจริง ลองนึกภาพเด็กที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้กินไอศกรีมเลยจะเป็นเด็กที่มีความทุกข์มากเพียงใด

อ่านต่อ “ทะเลาะกับปู่ย่าตายายเรื่องเลี้ยงลูกประจำ ทำอย่างไร?” คลิกหน้า 2

ลูกโกรธ

ลูกโกรธ ลูกโมโห เรื่องธรรมดา แต่ต้องสอนลูกแสดงออก “ให้เป็น”

เมื่อ ลูกโกรธ โมโห หงุดหงิด จนบางครั้งแสดงจินตนาการสุดโต่งจนออกแนว “เด็กก้าวร้าว” ทั้งที่ไม่เคยให้ลูกเสพสื่อที่ใช้ความรุนแรง คุณพ่อคุณแม่ก็คงกังวลใจไม่น้อย มาดูเคสจริงจากคุณแม่ท่านหนึ่งกันค่ะ

Q: ลูกอนุบาล 2 อายุ 4 ขวบแล้ว เวลาโมโห หงุดหงิดจากโรงเรียน ก็จะบอกไม่ชอบครู ไม่รักเพื่อนคนนั้นคนนี้ บางทีไปไกลขนาด “จะยิงเลย อยากขับรถถังไปทับ อยากเตะไปนอกโลกโน่น ฯลฯ” จินตนาการอย่างนี้ แปลว่าเขาเป็นเด็กก้าวร้าวหรือเปล่าคะ ที่บ้านเราก็ไม่ได้ทำอะไรหรือให้เขาดูสื่อที่รุนแรงเลย แปลกใจและกังวลมาก ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

shutterstock_161036915

ลูกโกรธ ลูกโมโห เรื่องธรรมดา แต่ต้องสอนลูกแสดงออก “ให้เป็น”

เกิดมาไม่เหมือนกัน บางคนเลี้ยงง่าย บางคนเลี้ยงยาก ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางอารมณ์เป็นอย่างไร มีคำศัพท์เรียกว่า temperament ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน ฟังดูมีวิชาการเป็นอันมาก

แต่อย่าไปสนใจเลย หันมาสนใจลูกของเราดีกว่า เด็กอายุ 4 ขวบมีอะไรให้เขาลองผิดลองถูกอีกมาก เขาโมโหใครกลับบ้านบ่อยๆ นั้นเพราะพื้นฐานทางอารมณ์เขาเป็นเช่นนั้นเอง คำถามคือทันทีที่เขาพูดว่าไม่ชอบครู ไม่รักเพื่อน เราควรทำตัวอย่างไร

อ่านต่อ “พ่อแม่ควรทำอย่างเมื่อลูกพูดหรือบ่นด้วยความโกรธ” หน้า 2

แมงโก้ ทรี ออน เดอะ ริเวอร์

ด้วยความที่ร้านอยู่ตรงหัวมุมสุดโครงการ ติดกับคลองหลอด วิวที่เห็น จึงเป็นโค้งน้ำเจ้าพระยาไล่มาตั้งแต่โรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนต์ไปจนถึงโรงพยาบาลศิริราช และด้วยฉากเบื้องหน้างดงามขนาดนี้ ที่นี่จึงเป็นอีกแลนด์มาร์คหนึ่ง ที่เหมาะกับการมานั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆชมพระอาทิตย์ตกกัน โดยเราจะนั่งดื่มด่ำอยู่บริเวณร้านอาหารชั้น 2 หรือ บนบาร์ชั้น 3 ก็ได้ เพราะทุกมุมของร้านหันหน้าออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาหมด นอกจากวิวที่ถูกพูดถึงไปแล้ว อาหาร และเครื่องดื่มของที่นี่ ก็เริดจนอดแนะนำต่อไม่ได้

 

นอกจากรสชาติอร่อยแล้ว การพรีเซนต์แต่ละจานยังไม่ธรรมดาอีกด้วย มีเสิร์ฟทั้งจากเขียง และจากถุงกระดาษกันเลย ทำเอาอดใจไม่ไหว ต้องงัดมือถือขึ้นมาถ่ายอัพเฟสให้เพื่อนๆเห็นกันสักหน่อย สำหรับเมนูที่อยากให้ได้ลองกัน

_MG_0020

 

Try me ! สลัดปลาหมึกย่าง 260 บาท ปอเปี๊ยะผัดไทย 200 บาท ลาบซี่โครงหมูย่าง 420 บาท ข้าวเหนียวมะม่วง 120 บาท พานาค็อตต้ามะพร้าวอ่อน 120 บาท

Sib me! The river’s Breezy ใช้ผลไม้สดจริงๆให้รสชาติเหมือนกำลังกินปีโป้ 170 บาท The Purple Junk หอมกลิ่นโหระพา และเมเปิ้ลไซรับ 170 บาท Virgin Mojito ใช้น้ำเชื่อมและมะนาวสายพันธุ์ตาฮิติ 170 บาท The World’s Jam เสาวรสที่ใส่แยมแอปริคอต ให้รสเปรี้ยวอมหวาน 170 บาท และ light up the corn yard ค็อกเทล ที่พรีเซนต์ได้สุดเกรียน มาในถุงกระดาษโรยหน้าด้วยเผือกทอด 295 บาท ** ราคานี้ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และเซอร์วิสชาร์จ **

 

ที่ตั้ง : ชั้น 2 ศูนย์การค้ายอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค อาคารดี 5 ติดกับท่าเรือปากคลองตลาด เปิดให้บริการทุกวัน (ส่วนร้านอาหารตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 23.00 น.) (ส่วนบาร์ตั้งแต่เวลา 11.00 – 01.00น.)
การเดินทาง : เนื่องจากมีที่จอดรถน้อยมาก และทางเข้าค่อนข้างแคบ แนะนำให้มาทางเรือด่วน หรือ รถโดยสารสาธารณะจะสะดวกกว่าค่ะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

“ประสานมิตร” โรงเรียนคิดบวก

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว สำนักพิมพ์ประสานมิตร ผู้สร้างสรรค์ตำราเรียนคุณภาพที่อยู่คู่กับวงการศึกษาไทย มายาวนาน ได้ก่อตั้งโรงเรียนประสานมิตรขึ้น โดย คุณวรพร ทรัพย์ทวีพร และคณาจารย์นักวิชาการ ด้านคุรุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ จนถึงวันนี้ผู้บริหารรุ่นที่สองอย่างครูตุ๊ก พัชรี เวชยันต์วิวัฒน์ ลูกสาวของคุณวรพร ยังคงยึดมั่นเจตนารมณ์ของคุณแม่ไว้อย่างแน่วแน่ด้วยการมอบความรู้และความรักให้แก่นักเรียนด้วยดีเสมอมา แต่เธอไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังคงปรับตัวและหาวิธีการสอนให้เหมาะสมกับยุคสมัย โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนรู้ภาษาสมองเอ็นแอลพี ที่เริ่มต้นใช้ครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2557 แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว เราไปทำความรู้จักกับโรงเรียนประสานมิตรและหลักสูตรภาษาสมองกันดีกว่าค่ะ

 

 

            หลักสูตรภาษาสมอง NPL

ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบัน ที่หลายคนบอกว่า “อยู่ยาก” ครูตุ๊กเล็งเห็นถึงปัญหาและนำไปสู่การศึกษาเพื่อหาวิธีพัฒนาการเรียนการสอน โดยมีจุดมุ่งหมายให้เด็กๆ มีสภาพจิตใจที่แข็งแรง เข้าใจสภาพแวดล้อม สามารถปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และมอบความรักความเข้าใจให้แก่คนรอบตัวได้ “ครูตุ๊กเคยเข้าเรียนคอร์สของครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนความคิดและมุมมองในหลายๆเรื่อง รู้สึกเข้าใจตัวเองมากขึ้น และนำมาปรับใช้ในชีวิตในครอบครัว ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมาก จึงสนใจวิธีการนี้จริงจังและนำมาปรับใช้ในโรงเรียน ซึ่งหลักสูตร NPL (Neuro Linguistic Programming) จะช่วยให้เด็กมีแนวคิดเชิงบวกทุกมิติ พัฒนาอัจฉริยภาพ และครอบคลุมถึงการฟังพูดอ่านเขียน ทำให้เด็กอ่านหนังสือแล้วเข้าใจมากขึ้น โดยจะมีเทคนิคที่ช่วยให้เด็กลบบางอย่างทิ้ง และทำให้เด็กจำได้แม่นขึ้น ซึ่งที่ต่างประเทศก็มีการสอนรูปแบบนี้อยู่ แต่สำหรับประเทศไทยเราเป็นโรงเรียนแรกที่เริ่มใช้”

 

_MG_5122

            ค้นหาศักยภาพด้วยนวัตกรรมนำสมัย

ครูตุ๊กเล่าให้เราฟังว่า นอกจากหลักสูตรภาษาสมองแล้ว ทางโรงเรียนยังร่วมมือกับสถาบันพัฒนาศักยภาพปัญญธารา (P-Pac) ในเครือบริษัทซีพีฯ นำนวัตกรรมการวิเคราะห์ลายผิว (Finger Scan) มาใช้กับเด็กๆในโรงเรียนเพื่อค้นหาศักยภาพที่โดดเด่นของเด็กแต่ละคนตามทฤษฎีพหุปัญญา “โครงการ P-Pac in Education มีค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไป โดยจะวิเคราะห์เกี่ยวกับผลด้านการศึกษา ซึ่งผลสแกนจะทำให้ทราบถึงศักยภาพ ลักษณะนิสัย วิธีการเรียนรู้ บุคลิกภาพและความสามารถเฉพาะของเด็ก เช่น เด็กบางคนรับข้อมูลแล้วต้องใช้เวลากลั่นกรองนาน หรือบางคนรับแล้วพูดออกมาเลย การวิเคราะห์ P-Pac จะช่วยให้ครูผู้สอนมีแนวทางในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กคนนั้นๆ รวมถึงหาวิธีกระตุ้นการเรียนรู้ให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนด้วย ซึ่งจากที่ผ่านมาเราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กที่ร่วมโครงการอย่างชัดเจน”

 

สุดท้ายถึงแม้ว่าการวิเคราะห์ P-Pac จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจลูกได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีสิ่งสำคัญที่ครูตุ๊กอยากฝากไว้ “ถึงแม้ว่าการสแกนจะทำให้เรารู้ว่าเด็กมีศักยภาพมากแค่ไหน โรงเรียนสามารถส่งเสริมได้ถูกที่ถูกทาง แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือครอบครัว การเลี้ยงดู และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นก็ต้องอาศัยแรงของพ่อแม่ที่ช่วยส่งเสริมลูกเช่นกันค่ะ”

 

 

 

โรงเรียนประสานมิตร เปิดสอนระดับเตรียมอนุบาล – ประถมศึกษาตอนปลาย

เลขที่ 59/573 หมู่บ้านพรร่มเย็น ถนนเสมาฟ้าคราม-ลำลูกกา คลอง 2 จังหวัดปทุมธานี 12130 โทร. 0-2987-6601-2 เวบไซต์ www.psm.ac.th

 

 

บทความโดย กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

ฟรุ้ตชิเปรี้ยวหวานแสนสนุก (2 ขวบ+)

“ข้าวเหนียวมูนม้วนสอดไส้สตรอเบอรี่ มะม่วงสุกและกีวี่ หวานมันเปรี้ยว และเต็มไปด้วยวิตามินซี”

สำหรับเด็กวัย 2 ขวบขึ้นไป

 

เวลาปรุง 30 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 2 – 3 ที่

  1. ข้าวเหนียวมูน  1  ถ้วย
  2. สตรอเบอร์รี่ หั่นเต๋าเล็ก  1/3  ถ้วย
  3. มะม่วงหั่นเต๋าเล็ก  1/3  ถ้วย
  4. กีวีหั่นเต๋าเล็ก  1/3  ถ้วย
  5. งาขาวคั่ว  ½   ถ้วย
  6. งาดำคั่ว  1  ช้อนชา

 

วิธีทำ

  1. นำข้าวเหนียวมูนมานวดในชามผสม
  2. เตรียมเสื่อสำหรับม้วนซูชิ หุ้มด้วยพลาสติกใสกันข้าวติด
  3. แผ่ข้าวเหนียวบนเสื่อให้ทั่ว โรยงาดำคั่วลงไปให้ทั่ว
  4. เรียงผลไม้ที่เตรียมไว้บนข้าวเหนียว
  5. ค่อยๆ ม้วนข้าวเข้าด้วยกันเป็นท่อน กดให้แน่น นำมาคลุกบนงาขาวให้ทั่ว ตัดเป็นชิ้นหนา 1 นิ้ว หรือพอดีคำ

 

♥ Cooking Tip ♥

เมนูนี้อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมันจากข้าวเหนียว วิตามินซีจากผลไม้ ไอโอดีน สังกะสี แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 บี 2 และ บี 3 จากงา

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พาสต้ากรีนครีม (2 ขวบ+)

“เมนูทำง่ายและช่วยให้เด็กๆ กินผักได้มากขึ้น มีรสอร่อยหอมมัน ไม่แพ้ซอสครีมทั่วไปแน่นอน”

สำหรับเด็กวัย 2 ขวบขึ้นไป

 

ส่วนผสม สำหรับ 2 ที่       

  1. เส้นพาสต้า  60-80  กรัม
  2. ผักโขมลวกสุกหั่นหยาบ  ½  ถ้วย
  3. บร็อกโคลีต้มสุกหั่นชิ้นเล็ก  ½  ถ้วย
  4. เห็ดฟางผ่าซีก (สำหรับผัด)  2-3  ดอก
  5. หอมใหญ่สับหยาบ  2  ช้อนโต๊ะ
  6. ไก่บด  2  ช้อนโต๊ะ
  7. เห็ดฟางหั่นชิ้นเล็ก (สำหรับปั่นทำครีม)  3-4  ดอก
  8. เนยสดชนิดเค็ม  2  ช้อนโต๊ะ
  9. แป้งสาลีเอนกประสงค์  1 ½  ช้อนโต๊ะ
  10. นมสดรสจืด  ¾  ถ้วย
  11. ไธม์อบแห้ง  ¼  ช้อนชา
  12. น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันพืชเล็กน้อย สำหรับเคล้าเส้น
  13. บร็อกโคลีต้มสุกหั่นชิ้นเล็ก สำหรับตกแต่ง

 

วิธีทำ

  1. ต้มเส้นพาสต้าให้สุก (ดูเวลาต้มที่ข้างซอง) เคล้าน้ำมันเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เส้นติดกัน พักไว้
  2. ตั้งเนย 1 ช้อนโต๊ะ ด้วยไฟกลาง รอให้ร้อน เห็ดฟางผ่าซีกลงผัดให้สุก ตักขึ้น พักไว้
  3. ใส่เนยที่เหลือลงไป รอให้ร้อน ใส่หอมใหญ่ผัดให้สุก ตามด้วยไก่บด เห็ดฟางหั่นชิ้นเล็ก บร็อกโคลี ผักโขม และไธม์ลงผัดให้หอม ใส่แป้งลงผัดให้เข้ากัน เติมนม รอให้ร้อนแล้วปิดเตา
  4. ปั่นส่วนผสมให้ละเอียดเนียน แล้วเทใส่กระทะใบเดิม รอให้ร้อน ใส่เห็ดในข้อ 2 ลงผัดอีกครั้งให้เข้ากัน ปิดเตา
  5. ตักราดบนเส้นพาสต้าที่เตรียมไว้ ตกแต่งด้วยบร็อกโคลีต้มสุก

 

♥ Cooking Tip ♥

เปลี่ยนจากเนื้อไก่เป็นเนื้อปลาชนิดตามชอบได้

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

รู้ 3 ความจริงเรื่องเงินทอง เคล็ดลับชวนเด็กน้อยออมเงิน

คุณแม่แก้มแดง : อยากได้วิธีหรือคำแนะนำ ชวนลูกเก็บเงินแบบระยะสั้น ระยะยาว แบบที่เด็กๆ จะพอนึกภาพออกค่ะ

อ.วรากรณ์ : คุณพ่อคุณแม่อยากชวนลูกเก็บเงิน ซึ่งควรเริ่มเมื่อลูกอายุประมาณ 5-6 ขวบนั้น ควรให้ลูกเข้าใจบางเรื่องเกี่ยวกับเงินทองสัก 3 ประการครับ

(1) พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเกิดความรู้สึกมั่นคงในชีวิตแม้ว่าจะมีน้อยก็ตาม

ในวัยนี้เด็กจะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างฐานะของครอบครัว บางครอบครัวมีสิ่งที่ครอบครัวตนไม่มี พ่อแม่ควรมีวิธีบอกลูก เช่น ”ลูกไม่ต้องห่วงกังวล เรามีเพียงพอสำหรับครอบครัวของเรา การที่คนอื่นมีมากกว่าเรานั้น มันเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นสำหรับการครองชีวิตปกติ”

พ่อแม่ต้องไม่พูดในลักษณะที่บั่นทอนอย่างไม่ตั้งใจจนทำให้ลูกเกิดความกังวลใจ ขาดความมั่นคง และขาดความมั่นใจในชีวิต ควรพูดอย่างสร้างสรรค์ เช่น “วันนี้ครอบครัวเราอาจไม่มีมาก ๆ อย่างนั้น แต่ถ้าเรารักกัน พยายามเข้าใจกัน เชื่อฟังพ่อแม่ ขยันเรียนหนังสือแล้ว วันหนึ่งก็จะมีมากอย่างนั้น และอาจมีมากกว่านั้นด้วย” อย่าลืมว่าอารมณ์ขันและการพูดแบบสนุกสนานจะทำให้ลูกมีกำลังใจ

พ่อแม่ที่ปรับทุกข์ บอกถึงความขัดสน ความคับแค้นของครอบครัว ทุกวันทุกคืนเปรียบเสมือนเอายาพิษใส่ลงไปในบ่อน้ำให้ลูกกินทุกวัน

(2) เงินที่นำมาจับจ่ายใช้สอยซื้อของที่ครอบครัวเราต้องการนั้นมาจากการทำงานเสมอ

มันไม่ได้มาจากโชคลาภ ถูกหวย คนให้ สวรรค์ส่งลงมาหรือเงินงอกบนต้นไม้

การย้ำเรื่องเงินมาจากการทำงานสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์และคุณค่า เช่น พ่อไปทำงานช่วยผลิตของให้คนใช้ และพ่อได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว จะเพาะหว่านศรัทธาในความจริงของชีวิตว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เงินหาได้จากการทำงาน จะได้เงินมากก็มาจากงานที่ดี และงานที่ดีมาจากความขยันหมั่นเพียรและการศึกษา

แต่ทั้งนี้การทำงานมีหลายลักษณะ ถ้าพ่อแม่ทำงานอิสระเวลาไม่ประจำตายตัว จึงแตกต่างจากคนอื่น อันนี้ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจด้วย ซึ่งการทำธุรกิจหรือการทำงานอิสระก็เป็นการทำงานอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นกัน

การเล่นหุ้น แท้จริงแล้วไม่ใช่การ ‘เล่น’ แต่เป็นการทำงานอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือ เอาเงินออมที่ครอบครัวมีนไปลงทุนเพื่อให้ผลประโยชน์ตอบแทน

การลงทุนอย่างนี้ คือการเข้าไปร่วมลงทุนประกอบธุรกิจกับคนอื่นด้วยการซื้อหุ้น ซึ่งถ้าเป็นไปด้วยดีแล้วก็ได้กำไรเป็นผลตอบแทน งานของพ่อแม่คือ ตัดสินใจร่วมลงทุนหรือถอนการลงทุน (หากขาดทุนแล้วดูไม่มีอนาคต) ในบริษัทเหล่านี้

พ่อแม่ต้องสนใจติดตามข่าวสารใกล้ชิด เพื่อตัดสินใจได้ถูกว่าควรจะลงทุนเพิ่มหรือลดการลงทุน หรือถอนการลงทุนทั้งหมด แล้วย้ายไปลงทุนในบริษัทอื่น การกระทำของพ่อแม่ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการทำงานประจำซึ่งได้ค่าจ้างทุกเดือน ส่วนพ่อแม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน

ประเด็นสำคัญที่ควรเน้นให้ลูกเข้าใจคือ การทำงานนั้นมีหลายลักษณะแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจคือ การทำงานหนักโดยเน้นความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงานเป็นที่ตั้งเสมอ

(3) การได้เงินมาจากการทำงานนั้นสำคัญ แต่การใช้จ่ายก็สำคัญเช่นเดียวกัน

ครอบครัวที่หาเงินได้มากและใช้จ่ายมากก็จะไม่มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในวันข้างหน้าหรือเอาไปลงทุน

เรื่องการปลูกข้าวเป็นตัวอย่างที่ดี การปลูกข้าวคือการทำงาน เมื่อได้ผลผลิตมาถ้ากินหมดไปมากก็เหลือสำหรับเอาไว้ทำพันธุ์น้อย ผลผลิตในปีต่อๆ ไปก็มีน้อย ถ้ากินน้อยเหลือมากก็เหลือไปทำพันธุ์ได้มากและมีผลผลิตยิ่งมากขึ้น

 

ถ้าลูกคุณเข้าใจ 3 ข้อที่ว่ามา เรื่องการให้ลูกเก็บเงินระยะสั้น ระยะยาว ก็ตามมาไม่ยากแล้วครับ

 

บทความโดย ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

เตรียมก้าวสู่ประชาคมอาเซียนที่ โรงเรียนนานาชาติไทย-สิงคโปร์

 

หลายโรงเรียนในประเทศไทยขานรับหลักสูตรอาเซียนกันตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่มีอยู่โรงเรียนหนึ่งเขาบอกกับเราว่า “เราเตรียมความพร้อมเด็กของเรามาตั้งนานแล้ว และไม่ใช่เตรียมเพื่อเข้าสู่ระดับอาเซียนเท่านั้น เพราะเด็กของเราไปอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ รับรองไม่แพ้ใครแน่นอน” นี่ไม่ใช่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง แต่เป็นเสียงจากคุณวันชัย การุณย์สถิตย์ ผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติไทย-สิงคโปร์ ซึ่งเราได้ยินแค่นี้ก็หูผึ่ง จนต้องขอคุยกันยาวๆ และมาแบ่งปันให้คุณพ่อคุณแม่ได้ฟังกัน

 

เรียนระบบสิงคโปร์

โรงเรียนนานาชาติทั่วไปที่เราคุ้นเคยคงหนีไม่พ้นระบบอเมริกันหรือระบบอังกฤษ แต่โรงเรียนนานาชาติแห่งนี้กลับเลือกระบบสิงคโปร์มาใช้ “มันน่าสนใจนะเพราะสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ แต่ทำไมเขาถึงได้เจริญรุดหน้าประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน แล้วผมก็ได้รู้ว่ามันเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของผู้นำที่มีการสร้างองค์ความรู้ทางการศึกษาเพื่อที่จะสร้างบุคลากรของเขาขึ้นมาแล้วก็เอาความรู้มาพัฒนาประเทศ ตรงนี้แหละทำให้เราตัดสินใจเลือกระบบการศึกษานี้เข้ามาใช้ในโรงเรียนของเรา” ที่สำคัญนอกจากเด็กๆ จะได้ใช้ภาษาอังกฤษแล้ว โรงเรียนระบบสิงคโปร์ก็ให้ความสำคัญกับภาษาจีนไม่แพ้กัน “ที่นี่เราเรียนทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาไทย ส่วนพวกวิชาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และวิชาการต่างๆ เราก็ประยุกต์จากหลักสูตรสิงคโปร์มาใช้ และเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เด็กๆ ก็ต้องสอบข้อสอบกลางจากกระทรวงศึกษาธิการของประเทศสิงคโปร์ นั่นหมายความว่าเราต้องสร้างเด็กของเราให้พร้อมจริงๆ”

 

            ปลูกฝังความกล้าแสดงออกและระเบียบวินัย

เด็กๆที่นี่สดใสร่าเริงและกล้าพูดคุยกับคนแปลกหน้า แต่ไม่น่าแปลกใจเพราะนี่คือหนึ่งในทักษะที่โรงเรียนต้องการปลูกฝังให้แก่นักเรียนทุกคน “โรงเรียนเราจะฝึกให้เด็กๆ กล้าคิด กล้าแสดงออก ในหนึ่งเทอมเราจะมีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้แสดงออกเยอะมาก แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมไทยด้วยเพราะเราอยู่ในประเทศไทย และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่เราอยากให้เด็กทุกคนของเรามีนั่นก็คือ ระเบียบวินัย เราจึงฝึกเด็กของเราตั้งแต่ชั้นอนุบาลเลย ที่นี่เด็กๆ จะมีล็อคเกอร์เป็นของตัวเอง เขาต้องเอาของใส่ล็อกเกอร์เอง ทำเองทุกอย่าง เพื่อให้เขารู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ”

 

            บรรยากาศชวนเรียนรู้

            ในส่วนของการออกแบบทางโรงเรียนก็ให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องหลักสูตรการศึกษา “ในระดับเด็กเล็กและอนุบาลสิ่งสำคัญคือเรื่องความปลอดภัยและบรรยากาศ เมื่อเด็กๆ เดินเข้ามาเราอยากให้เขารู้สึกเหมือนเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ที่อบอุ่น เราจะไม่ทำอาคารเด็กเล็กให้เป็นเทคโนโลยีเพราะเขายังไม่ต้องการ เขาต้องการคุณครูที่ดูแลเอาใจใส่และให้ความรักอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เรายังมีที่ให้เด็กๆ ได้เล่นเยอะมาก เพราะเราถือคติว่า ทั้งเรียนทั้งเล่นต้องเต็มที่ เรามีทั้งห้องPlay room ห้อง Lego สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ สนามกลางแจ้ง เพราะเราไม่อยากจำกัดให้เด็กๆ อยู่แต่ในห้องเรียนที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยม มันน่าเบื่อ เราอยากให้เขารู้สึกว่าเขายังมีตัวเลือกอื่นที่สนุกและน่าเรียนรู้อีกเยอะแยะ”

 

            ออกภาคปฏิบัติ

            นอกจากการเรียนการสอนที่เข้มข้นในโรงเรียนแล้ว เด็กๆ ยังมีโอกาสบินลัดฟ้าไปนั่งเรียนร่วมชั้นกับเพื่อนๆ ชาวสิงคโปร์ด้วย “ล่าสุดเราพานักเรียนจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กับ 3 จำนวน 14 คนไปกัน เพราะเด็กๆถูกฝึกในระบบตั้งแต่ 2 ขวบ ฉะนั้นเราจึงค่อนข้างมั่นใจในศักยภาพของนักเรียนกลุ่มนี้ และไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปนั่งดูเฉยๆ เพราะเป็นการเข้าไปร่วมเรียนด้วย โดยเราได้กระจายเด็กของเราเข้าไปห้องละ 2-3 คน เชื่อไหมว่าเขาไม่แตกต่างกับนักเรียนเจ้าบ้านเลย ไม่มีใครนั่งนิ่งๆ ทุกคนยกมือถามตอบคุณครูได้อย่างไม่เก้อเขินเพราะถูกฝึกจากที่โรงเรียนเรามาแล้ว นี่ก็เป็นอีกข้อพิสูจน์หนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกพอใจและเชื่อมั่นในทิศทางที่เรากำลังเดินอยู่”

 

 

โรงเรียนนานาชาติไทย-สิงคโปร์
ที่ตั้ง : เลขที่ 1000 หมู่ 5 ถนนศรีนครินทร์ ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270 โทร. 02 710 5900 -1  www.tsis.ac.th

 

บทความโดย กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สร้างนิสัยใช้จ่ายชาญฉลาดให้ลูก ตอนจบ

พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนในครอบครัวส่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของเด็กๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ อยากให้ลูกใช้จ่ายอย่างไร พ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้านต้องทำแบบนั้นให้เด็กๆ เห็น

ย้อนอ่าน สร้างนิสัยใช้จ่ายชาญฉลาดให้ลูก ตอนที่ 1

แม่อู๊ดอี๊ด : เรื่องนิสัยเกี่ยวกับเงินทองนี่ เป็นพันธุกรรมและการบ่มเพาะที่แยกขาดจากกันได้ยากจริงๆ ค่ะ เด็กบางคนเอาแต่ใช้เงินอย่างกับพ่อแม่พิมพ์แบงค์ได้เอง มองกลับไปแต่ละรุ่นของครอบครัวก็เป็นแบบเดียวกันนี้ ขณะที่เด็กบางคนพ่อแม่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีการใช้เงินอย่างฉลาด แต่พอเห็นปู่ย่าตายายประหยัดหรือบอกสอนก็รู้จักอดออมได้     

อ.วรากรณ์ อย่างไรก็คงต้องบอกว่าการบ่มเพาะคือหัวใจของการสร้างนิสัยที่พ่อแม่ปรารถนาให้ลูกมี

ประการแรก ถ้าพ่อแม่ไม่ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง โดยมุ่งหวังที่จะให้ครอบครัวอยู่ในกรอบของการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมพอดี ก็ต้องสื่อให้ลูกเห็นด้วยการกระทำและการใช้คำพูดระหว่างพ่อแม่และกับลูกทั้งหมดนี้เป็นการกระทำอย่างจริงใจ มิใช่การเสแสร้งให้ลูกดู

ประการที่สอง ให้เงินลูกไปโรงเรียนทุกวันตั้งแต่ยังเด็กในจำนวนที่เหมาะสม และอธิบายให้เห็นการเลือกซื้อสิ่งต่างๆ ของลูก เช่น ถ้าไม่ซื้อสิ่งที่แพงก็จะซื้อสิ่งอื่นได้มากขึ้น หรือถ้าไม่ใช้จ่ายไปทั้งหมดก็จะเหลือไว้เป็นเงินเก็บได้ และเมื่อเก็บไว้ได้มากพอแล้ว พ่อแม่อาจช่วยสมทบเพื่อได้ซื้อสิ่งที่ลูกต้องการ

ประการที่สาม คำพูดชื่นชมการกระทำของเด็กทุกครั้งที่เขาทำสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง เช่น หาเงินเอง ออมเงินได้ ฯลฯ ต้องชมเขาตรงๆ และเอาไปชมให้ญาติผู้ใหญ่ฟังจนมีเสียงสะท้อนกลับมาก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น

ประการที่สี่ เล่าเรื่องราวของคนที่ล้มเหลวเพราะจัดการเรื่องเงินไม่เป็น และคนที่ประสบความสำเร็จให้เด็กฟัง (เสมือนเติมเกลือวันละนิดในอาหารทุกวัน อย่าหวังใส่ทั้งช้อนตอนโตแล้วเป็นอันขาด)

ประการที่ห้า ทำให้การออมเงินเป็นรูปธรรม เช่น มีกระปุกใส่เงินของเขาเอง เด็กเป็นคนเก็บสมุดฝากเงินไว้เอง การออมได้ถึงระดับที่กำหนดไว้เป็น “เรื่องใหญ่” ของครอบครัว

โดยสรุปหัวใจของการบ่มเพาะนิสัยดีให้ลูก คือการกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างของพ่อแม่และครอบครัว เพื่อสร้างทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้องในเรื่องเงิน โดยเป็นไปอย่างมีแผนอยู่ในใจ ไม่ปล่อยให้นิสัยของลูก ก่อตัวขึ้นอย่างไร้ทิศทาง

 

Life Quote!

“พันธุกรรมเปรียบเสมือนไพ่ที่ถูกแจกให้เราเล่น พ่อแม่ไม่อาจควบคุมได้ แต่การบ่มเพาะ ปลูกฝัง อบรมสั่งสอนลูกเราเสมือนกับการเล่นไพ่ที่ถูกแจกมาแล้วให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือทางเดียวที่พ่อแม่ทำได้”

Money Quote!

“การบ่มเพาะคือหัวใจของการสร้างนิสัยที่พ่อแม่ปรารถนาให้ลูกมี นิสัยใช้จ่ายเงินอย่างฉลาด รู้จักอดออม   พ่อแม่ต้องมีแผนในใจในการสร้างนิสัยของลูกในเรื่องเงิน   ไม่ปล่อยให้ก่อตัวขึ้นอย่างไร้ทิศทาง”

 

ย้อนอ่าน สร้างนิสัยใช้จ่ายชาญฉลาดให้ลูก ตอนที่ 1

 

บทความโดย: ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ผู้เท่าทันเงินทองและคุณปู่ของหลานสาวคนเดียว