เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ชวนน้องๆ หนูๆ สนุกกับกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์กิจกรรม ‘7 สี คิดดี คิดส์เดย์’

ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ธุรกิจในเครือเอ็ม บี เค กรุ๊ป ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ชวนเด็กๆ มาสนุกกับกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ปลูกฝังให้เด็กไทยคิดดี ในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 ‘7 สี คิดดี คิดส์เดย์’ พบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ ชมคอนเสิร์ตและการแสดงสุดพิเศษจากคณะนักแสดงละครเรื่องแก้วหน้าม้า ร่วมจับสลากลุ้นรับของขวัญชิ้นพิเศษจากนักแสดงช่อง 7 สี อิ่มอร่อยไปกับบูธอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ฟรี! เต็มอิ่มกับกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ร่วมอ่านข่าวกับผู้ประกาศข่าวมืออาชีพ และสนุกไปกับซุ้มเกมส์ – กิจกรรมต่างๆ พร้อมรับของรางวัลแจกฟรีมากมาย ในวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 เวลา 10.00 – 15.00 น. ณ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

ติดตามกิจกรรมดีๆ ของศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ได้ที่ www.thenine.co.th เฟซบุ๊ก The Nine Center Society และอินสตราแกรม Thenine_Rama9

Tags

สนุกกับกิจกรรมวันเด็กที่ Kids’ Planet

Kids’ Planet  (คิดส์ แพลนเน็ต) เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน “Kids’ Planet The Wonder Sale” (คิดส์ แพลนเน็ต เดอะ วันเดอร์ เซลล์จัดกิจกรรมต้อนรับวันเด็กแห่งชาติกับกิจกรรมสร้างสรรค์พัฒนาการมากมาย ตั้งแต่วันที่ 7  -31 มกราคม 2559 ที่ Kids’ Planet เดอะมอลล์ ทุกสาขา เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์  

เพื่อให้เด็กได้มีความสุขกันอย่างเต็มที่ในวันเด็กแห่งชาติ งาน Kids’ Planet The Wonder Sale มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย พบกับกิจกรรมแข่งรถ HOT WHEELS TRACK ACTION ศึกชิงแชมป์ประเทศไทย 2016 เปิดสนามคัดตัวครั้งแรก พร้อมเนรมิตพื้นที่ Panache Shop ที่เอ็มโพเรียม ชั้น 3 ยกขบวนของเล่นหลากหลายคอลเลคชั่นมาจัดโชว์ และการรวมตัวกันจากแบรนด์ของเล่นชั้นนำ ทั้ง Hot Wheels, Barbie, Tomy, Nichiworld ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ กิจกรรมสอนปั้นดินน้ำมันไร้สารพิษในรูปแบบต่างๆ จากแบรนด์ NARA, สนุกกับการชมมายากลสุดหรรษาที่บูธ D-NEE BABY, แข่งขันต่อเลโก้ และ LEE KIDS ปักชื่อฟรีบนชุดยีนส์ตัวโปรดของคุณหนูทุกคน และเฉพาะวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 วันเดียวเท่านั้น ลดราคายกแบรนด์กว่า 100 แบรนด์ สินค้าทุกชิ้น ลดสูงสุด 30% และเมื่อซื้อสินค้าในแผนกเด็กครบ 1,000บาท รับทันที IMAGINIA DISCOUNT COUPON คูปองส่วนลด 10% ในการเข้า IMAGINIA สวนสนุกแห่งจินตนาการของเด็กๆ นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 50และสิทธิพิเศษภายในงานอีกมากมาย

ร่วมสนุกกับกิจกรรมส่งเสริมจินตนาการและการเรียนรู้ พร้อมสินค้าราคาพิเศษ ในงาน “Kids’ Planet The Wonder Sale” ตั้งแต่วันที่  7  – 31 มกราคม2559 ที่ Kids’ Planet เดอะมอลล์ทุกสาขา เอ็มโพเรียม  และ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์  

 

Tags

เตรียมตัวฉลองปีใหม่ฉบับคุณแม่ Smart party…smart mom

ลมหนาวเริ่มมา พาบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลช่วงท้ายปี คุณแม่ ๆ ทั้งหลายวางแผนจะฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างไรกันบ้าง…

สิ่งที่ต้องระวังหลัก ๆ สำหรับคุณแม่ในช่วงนี้คือ การกินดื่มและเดินทางอย่างปลอดภัยนั่นเอง แม้จะตั้งครรภ์อยู่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกจำกัดสิทธิ์ห้ามไม่ให้ออกไปฉลองเฮฮา เพียงแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในบางเรื่องให้มากขึ้น

กินดื่มปลอดภัย

  • อาหารต้องห้าม ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง อาหารดิบ โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ ซึ่งนอกจากไม่ปลอดภัยกับคุณแม่แล้ว ยังก่ออันตรายต่อทารกในครรภ์ด้วย คุณแม่ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและเป็นประจำ ทารกจะมีโอกาสเกิดความพิการแต่กำเนิดได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 4 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการสร้างอวัยวะต่าง ๆ ของทารก
  • อาหารควรระวัง สำหรับคุณแม่กลุ่มพิเศษที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น คุณแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ก็ควรบริโภคขนมหวานและเครื่องดื่มต่างๆแต่ปริมาณน้อย เพื่อไม่ให้ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์นั้นแย่ลง เป็นต้น
  • เลี่ยงอาหารที่ไม่สะอาด อาหารที่ทำสำเร็จทิ้งไว้นาน เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อทางเดินอาหารหรืออาหารเป็นพิษได้ง่าย ซึ่งอาจกระตุ้นให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้
  • รับประทานอาหารรสจัดในปริมาณน้อย เพื่อป้องกันการเกิดภาวะกรดไหลย้อนซึ่งพบได้บ่อยในสตรีตั้งครรภ์
  • รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่รับประทานมากเกินพอดี เพราะอาจทำให้มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อนได้ง่าย

เดินทางปลอดภัย

            การเดินทางก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากในสตรีตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะใกล้ ๆ เพื่อออกไปปาร์ตี้รับปีใหม่ หรือการเดินทางไกลเพื่อพักผ่อนในวันหยุดยาว

  • อายุครรภ์ที่เหมาะสมในการเดินทาง ถ้าจำเป็นและไม่มีอาการผิดปกติ ไม่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง คุณแม่สามารถเดินทางใกล้ๆทั่วไปได้ทุกอายุครรภ์ ส่วนการเดินทางระยะไกลนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมคืออายุครรภ์ไตรมาสที่ 2 ซึ่งพ้นช่วงเสี่ยงสูงต่อการแท้ง (ไตรมาสแรก) มาแล้ว และขนาดครรภ์ยังไม่ใหญ่มากเหมือนในไตรมาส 3 ทำให้ยังเดินทางได้สะดวกและไม่อุ้ยอ้ายมากนัก
  • ถ้าต้องเดินทางโดยเครื่องบิน อย่าลืมขอใบรับรองแพทย์หรือใบ fit to fly ให้พร้อมก่อนเดินทางด้วย โดยให้สอบถามจากสายการบินที่จะโดยสารว่าต้องการใบรับรองแบบใดในแต่ละอายุครรภ์
  • ระมัดระวังอุบัติเหตุตามท้องถนน เนื่องจากช่วงเทศกาลแบบนี้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นถ้าให้ปลอดภัยแน่ๆ การฉลองอยู่ที่บ้านก็เป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะสมกับสตรีตั้งครรภ์ที่สุด

ข้อควรปฏิบัติอื่น ๆ

  • หลีกเลี่ยงการไปฉลองในที่ฝูงชนแออัด เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับสตรีตั้งครรภ์ อากาศถ่ายเทไม่สะดวกทำให้อึดอัดง่ายกว่าปกติและยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยหมู่ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุขึ้น สตรีตั้งครรภ์จะช่วยเหลือตนเองได้ไม่ดีนัก
  • พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าปาร์ตี้หักโหม เพราะมีผลกระทบต่อทั้งคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์ง่าย ๆ เพียงแค่นี้ คุณแม่ก็จะสามารถร่วมฉลองปีใหม่ได้อย่างปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

เรื่องโดย : พญ.จิตรนพิน ดุลยเกษม   สูติ – นรีแพทย์ เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์  โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111
ภาพ: Shutterstock

 

Tags

การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี ICSI

การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี ICSI

การมีลูกยากไม่ใช่ปัญหาที่แก้ยากอีกต่อไป ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทันสมัยขึ้น การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี ICSI ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ของคู่สามี ภรรยาอยากมีลูกได้ดีที่สุดในขณะนี้

เมื่อไหร่จะเรียกว่ามีบุตรยาก

ภาวะมีบุตรยากจะวินิจฉัยเมื่อคู่สามีภรรยา อยู่ด้วยกันโดยไม่ได้คุมกำเนิด มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ คือ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รวมเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี หรือกรณีที่ทราบสาเหตุชัดเจนอยู่แล้ว เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือฝ่ายหญิงอายุมากแล้ว ก็สามารถให้การวินิจฉัยได้เลย

ภาวะมีบุตรยากเกิดได้กับใครบ้าง

สามารถเกิดได้กับทุกคนครับ โดยบางคู่อาจพบสาเหตุจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบางคู่ก็พบสาเหตุทั้งในฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง สาเหตุในฝ่ายชาย ก็เช่น ความผิดปกติของอสุจิหรืออัณฑะ รวมไปถึงประวัติการผ่าตัดบริเวณอัณฑะ ส่วนสาเหตุในฝ่ายหญิงก็พบได้ตั้งแต่ความผิดปกติของมดลูก มีเนื้องอกมดลูก การอุดตันของท่อนำไข่ การทำงานของรังไข่และฮอร์โมนต่างๆที่ผิดปกติไป ซึ่งทำให้เกิดภาวะไม่ตกไข่ขึ้นมา หรือแม้แต่อายุที่มากขึ้นของฝ่ายหญิงเพียงอย่างเดียวก็ทำให้มีบุตรยากได้แล้วครับ

เมื่อมีบุตรยากแล้วจะรักษาอย่างไรได้บ้าง

ถ้าหากตรวจทุกอย่างเบื้องต้นแล้วปกติดี หรือมีประวัติประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอที่คิดถึงจากภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ก็อาจจะเริ่มรักษาได้จากการกินยาชักนำให้ไข่ตก แล้วนับวันมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้วิธีฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ แต่หากใช้วิธีเบื้องต้นแล้วไม่ได้ผล การรักษาโดยทำเด็กหลอดแก้ว หรือ ICSI ก็เป็นทางเลือกที่เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้อย่างชัดเจนครับ

ความแตกต่างระหว่างการทำเด็กหลอดแก้วและ ICSI

ทั้ง ICSI และการทำเด็กหลอดแก้วเป็นการปฏิสนธินอกร่างกายเหมือนกัน ต่างกันแค่ขั้นตอนวิธีการปฏิสนธิ ในการทำเด็กหลอดแก้ว เราจะนำอสุจิจากฝ่ายชายมาผสมรวมกับไข่จากฝ่ายหญิง แล้วให้อสุจิทำหน้าที่เจาะไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิขึ้นมาเอง แต่การทำ ICSI นั้นเป็นเทคนิคทางห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน ที่เราใช้เข็มแก้วขนาดเล็ก ดูดเลือกอสุจิขึ้นมาหนึ่งตัว แล้วใช้เข็มนั้นเจาะและฉีดอสุจิเข้าไปในไข่ โดยใช้อสุจิหนึ่งตัวต่อไข่หนึ่งใบ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิขึ้นมา

การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี ICSI เหมาะกับคู่สมรสที่ประสบปัญหาทางใดบ้าง

โดยแต่เดิมเลย ICSI ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยการมีบุตรในรายที่มีปัญหาจากฝ่ายชาย ไม่ว่าจะเป็นจากปัญหามีตัวอสุจิน้อย มีการเคลื่อนที่หรือรูปร่างผิดปกติ เนื่องจากว่าในการทำ ICSI ต้องการอสุจิจำนวนไม่มาก ก็คือเท่ากับจำนวนฟองไข่ที่เรามีอยู่ จึงสามารถทำได้แม้มีจำนวนอสุจิไม่กี่ตัว

แต่ปัจจุบันก็มีการนำวิธีการ ICSI มาใช้หลากหลายมากขึ้น โดยสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่มีปัญหามีบุตรยากทุกราย เพื่อเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ รวมไปถึงในรายที่เคยใช้การปฏิสนธิด้วยการทำเด็กหลอดแก้วแล้วได้ผลที่ไม่ดีนัก ก็สามารถใช้ ICSI ช่วยเพิ่มการปฏิสนธิได้

อ่านต่อ> การเตรียมตัว และข้อจำกัดของ การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี ICSI คลิกหน้า 2

หนึ่งในเด็กคลอดก่อนกำหนดที่ตัวเล็กที่สุดในโลก

ทั้งคุณหมอโรงพยาบาลเด็กเลวีน (Levine Children Hospital) ในรัฐนอร์ทแคโรไลนาประเทศสหรัฐอเมริกา และครอบครัวของหนูน้อย E’Layah Faith Pegues ร่วมฉลองในโอกาสครบรอบกำหนดคลอด (ตามปกติ) ของเด็กทารกคลอดก่อนกำหนดที่ตัวเล็กที่สุดเท่าที่เคยเกิดที่โรงพยาบาลแห่งนี้และรอดชีวิตและเป็นหนึ่งในเด็กทารกที่ตัวเล็กที่สุดในโลก โดยหนูน้อยคนนี้เกิดก่อนกำหนดคลอดถึง 3 เดือนครึ่ง (ราว 14 สัปดาห์) มีน้ำหนักเพียง 10 ออนซ์ และสูง 10 นิ้ว (เกิดวันที่ 23 กันยายน 2558)

Faith3

ซึ่งดร. Andrew Herman กุมารแพทย์ที่ดูแลหนูน้อยก็ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่คิดว่าเด็กจะรอดแต่คุณหมอที่ทำคลอดนั้นมองเห็นโอกาสที่เด็กจะรอด ส่วนพ่อแม่ของเธอก็ไม่หมดหวังกับความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยนี้”

Faith2

ตอนนี้ไม่เพียงหนูน้อยจะเติบโตขึ้น เธอยังมีน้ำหนักมากกว่าตอนแรกเกิด 5 เท่า และสามารถกลับบ้านได้ภายในหนึ่งหรือสองสัปดาห์นี้

 

“ยากมากที่หนูน้อยซึ่งขณะนี้มีอายุ 3 เดือนจะรอดชีวิต เพราะระบบอวัยวะยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ อาทิ ระบบหายใจ ระบบเลือด รวมไปถึงระบบประสาท ซึ่งพัฒนาเป็นร่างกายของเธอ และในอนาคต E’Layah สามารถเล่นซน และเติบโตอย่างมีความสุขและสุขภาพดีได้”

Faith

Megan Smith คุณแม่ของหนูน้อยกล่าวว่าที่ให้ชื่อกลางของน้องว่า “เฟธ (Faith)” ก็เพราะว่าพวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับข่าวร้ายที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็ยังเชื่อมั่นในความเชื่อและศรัทธาว่าลูกจะต้องรอด

Faith4

และแม้เธอจะมีทั้งงานและภาระอื่นรัดตัวมากมาย เธอและคู่หมั้นก็ใช้เวลาว่างที่มีทั้งหมดเพื่อมาดูแลลูกสาวคนนี้ เธอเสริมว่า “ทุกช่วงเวลาอันแสนมีค่าที่เราได้ใช้ร่วมกับลูกสาวนั้นคุ้มค่ากับความทุ่มเทที่เราทำไป”

 

ที่มาจากเว็บไซต์ : abcnews.go.com

เกลี่ยรองพื้นแบบไหน ให้เนียนกริบ

แม้ปัจจุบันมีอุปกรณ์สำหรับเกลี่ยเยอะแยะมากมาย แต่สุดท้ายอุปกรณ์ที่ดีที่สุดก็คือ นิ้วมือของเรา ความอุ่นของนิ้วช่วยให้รองพื้นเซตตัวได้ดี เพียงเกลี่ยเบาๆผิวหน้าก็เนียนเรียบแล้ว เริ่มต้นเกลี่ยจากบริเวณหน้าผากก่อน จากนั้นเกลี่ยไปทางด้านข้างให้ทั่ว ตามด้วยแก้ม จมูก ทาในทิศทางลง เน้นบริเวณจมูก ตบท้ายที่คางเกลี่ยออกด้านข้าง ลงไปถึงลำคอเพื่อให้สีผิวกลืนกันหมด

Tags

เผยดวงตากลมโต สวยสดใส by Kate

1. ใช้ปลายนิ้วแตะสี A ทาบางๆให้ทั่วเปลือกตา
2. ใช้แปรงเรียวเล็กทาสี B จากมุมหัวตา ไปจนถึงช่วงเส้นพับบนเปลือกตา
3. ใช้แปรงเรียวเล็กแตะสี C ทาชิดขอบตาบน เกลี่ยให้กระจายขึ้นผสมกับสี B
4. ใช้แปรงฟองน้ำด้านใหญ่ แตะสี D ทาบริเวณมุมหัวตา
5. ใช้แปรงชนิดเดิม แตะสี E ทาไปตามเส้นขอบตาล่าง
6. กลับมาใช้แปรงเรียวเล็กแตะสี C ทาจากบริเวณหางตาล่างเข้ามาประมาณ 1/3 เพียงเท่านี้ดวงตาก็สวยกลมโตแล้ว

kate
– Kate Trap Impact Eyes (490 บาท)
อายแชโดว์ชุดนี้เอาไว้ฝึกมือได้จริงๆ ถ้าเราไปเจอแบบอื่น สีอื่น เราก็จะรู้แล้วว่า ควรไล่เฉดสีอย่างไรบ้าง

Tags

[Review ร้านอาหาร] Sendai An (เซนได อัน)

เห็นเป็นร้านเล็กๆมีที่นั่งไม่กี่โต๊ะแบบนี้ อย่าเผลอมองข้ามไปเชียวนะ เพราะร้านนี้มีเมนูจัดว่าเด็ดหลายจานมาก ล้วนใช้วัตถุดิบขั้นเทพทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (คนรักเนื้อทั้งหลายตั้งใจอ่านดีๆ) เป็นร้านหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่จำหน่ายเนื้อระดับ A5 (เนื้อคุณภาพดีขั้นสุด) ส่งตรงจากเมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น!

eating out 3

สเต็กเนื้อเซนได (1,200 บาท+)
ถึงราคาจะสูงลิบลิ่ว แต่รับประกันไม่ผิดหวังแน่นอน นุ่มละลายในปาก แทบไม่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวจากฟันเลยจริงๆ เมื่อกินคู่กับเปลือกส้มบดผสมกับพริกเขียวแล้วล่ะก็อร่อยฟินลืมเลยล่ะ ผู้จัดการร้านเล่าให้เราฟังว่าลูกค้าหลายท่านเมื่อเห็นเมนูเนื้อของทางร้านไม่ค่อยมั่นใจนัก ถามบ่อยครั้งทำไมแพงขนาดนี้ แต่พอได้ลองชิมแล้ว จานเดียวไม่พอสักราย!!

สันคอหมูย่าง ซอสไซเคียวมิโซ (150 บาท+) เสิร์ฟมาพร้อมกับหินร้อน เอกลักษณ์อีกหนึ่งอย่างของเมืองเซนได เพื่อคงความร้อนให้กับอาหาร ฉะนั้นเมนูนี้มาถึงแล้วต้องรีบกินเลย หากปล่อยไว้ให้เย็นหมูจะแข็งไม่อร่อย

โอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) สูตรโอซาก้า (150 บาท+) ทางร้านมีให้เลือกสองสูตร คือ สูตรโอซาก้า ใส่ปลาคัตซึโอะ และมายองเนส ส่วนสูตรฮิโรชิมะ ใส่เส้นโซบะอย่างเดียว เราสามารถเลือกกินได้ตามชอบ โอโคโนมิยากิร้านนี้แตกต่างจากร้านอื่นตรงที่เลือกใช้ซอสโอทาฟูกุ ต้นตำรับซอสโอโคโนมิยากิ รสชาติจึงกลมกล่อม ไม่โดดไปรสใดรสหนึ่ง

แฮมเบอร์เกอร์ตุ๋นซอสเดมิกราส (150 บาท+) ส่วนใหญ่เมนูนี้จะใช้เนื้อหมูกับเนื้อวัวผสมกัน หรือไม่ก็เนื้อวัวล้วนๆ แต่ที่นี่ทำเอาใจคนไทย (ที่ไม่อยากกินเนื้อวัว) โดยเฉพาะ ขอเสิร์ฟเป็นแฮมเบอร์เกอร์เนื้อหมูอย่างเดียว

เมบารุ นิโมโน (ปลาเก๋านึ่ง) (200 บาท+) เนื้อหวานกำลังดี เมื่อกินคู่กับซอสที่ราดมาบนตัวปลาเข้ากั๊น เข้ากัน

ซีฟู้ด ซาชิมิ ….(หาราคามาให้ค่ะ) ประกอบด้วย กุ้งหวาน และหอยโฮตาเตะ (หอยเชลล์) ตัวใหญ่นำเข้าจากญี่ปุ่น รับประกันได้ว่า สด และอร่อย เป็นอีกหนึ่งจานที่กินแล้วฟินไม่แพ้กัน

eating out

 

ชั้น B1 จัสมิน ซิตี้ มอลล์ ซอยประสานมิตร (สุขุมวิท 23) เปิดบริการจันทร์ – เสาร์ มื้อกลางวัน 11.00-14.30 น. มื้อค่ำ 17.00 – 23.00 น. โทร. 0 2661 6364 (รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีอโศกทางออกที่ 3 และ 6 รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สุขุมวิท ทางออกที่ 2)
เรื่องและภาพ : กองบรรณาธิการ

Tags

The Power of Praise ชมลูกอย่างไรไม่ให้เสียคน

‘ลูกแม่เก่งที่สุดเลย!’

ในวันหนึ่งๆ เราได้ยินหรือพูดประโยคนี้กันบ่อยแค่ไหนคะ

ผู้เขียนเพิ่งไปเข้ากลุ่มคุณพ่อคุณแม่มาเมื่อสัปดาห์ก่อน ในกลุ่มวันนั้นมีนักการศึกษาเด็กมาร่วมด้วย เราพูดกันถึงเรื่อง ‘การชมเชย’ เด็กๆ ว่ามีประโยชน์หรือก่อให้เกิดโทษในภายหลังได้อย่างไรบ้าง

ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าการพูดชมลูกว่า ‘Good job!’ ด้วยความตื่นเต้นดีใจเมื่อเห็นลูกทำอะไรได้วันละไม่รู้กี่หน (ก็แหม… ลูกคนแรก เราย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดาใช่ไหมคะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็น่าดีใจไปหมด) อาจจะทำให้ลูกโตขึ้นกลายเป็นคนหลงตัวเองและไม่กล้าเผชิญกับเรื่องยากๆ ก็เป็นได้

ทำไมน่ะเหรอคะ เรื่องนี้มีนักวิจัยหลายต่อหลายคนพยายามทำการศึกษาติดตามพฤติกรรมของพ่อแม่ และเด็กอย่างจริงจัง ที่น่าสนใจคืองานวิจัยของแครอล ดเว็ค (Carol Dweck) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ใช้เวลาถึง 40 ปี ทำการศึกษากลไกการรับมือกับปัญหาและความสามารถในการปรับตัวของเด็ก ใน 14 ปีที่ผ่านมา

 

แครอลให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเรื่องการชมเชย ว่าอาจจะเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กขาดความยืดหยุ่นในชีวิต แครอลติดตามพฤติกรรมของพ่อแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 14-38 เดือนว่าใช้คำชมตัวบุคคล (เช่น ฉลาดมากลูก!) หรือชมความพยายาม (หนูตั้งใจทำมากๆ เลย) มากกว่ากัน เมื่อเด็กเหล่านั้นอายุได้ 7-8 ปี แครอลก็กลับมาดูอีกครั้งว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้สึกอย่างไรต่อการทดลองทำอะไรใหม่ๆ หรือความเชื่อว่าความฉลาดเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดหรือพัฒนาได้ โดยการให้เด็กลองทำโจทย์คณิตศาสตร์ 3 ชุด

อ่านต่อ “ชมลูกอย่างไร ไม่ให้เสียคน” คลิกหน้า 2

ความอ้วนหลังคลอด

คุณแม่หลังคลอดมักเจอกับปัญหาความอ้วนที่เพิ่มขึ้น ทำให้คุณแม่หลายคนที่ต้องสรรหาวิธีให้น้ำหนักลดลงโดยด่วน ถึงแม้พยายามอดอาหารและออกกำลังกาย ในปัจจุบันมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่เป็นตัวช่วยมีให้เลือกอยู่หลายตัว ช่วยให้คลายความกังวลปัญหาของไขมันสะสมหลังคลอดได้เป็นอย่างดีด้วยเทคโนโลยี่ล่าสุดด้วยคลื่นความเย็นทำลายเซลล์ไขมัน

ในอดีตถ้าพูดถึงวิธีการกำจัดไขมันออกจากร่างกายที่ได้ผลดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการดูดไขมัน Liposuction  แต่แม้จะเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด แต่ก็มีผลลัพธ์หลายอย่างที่ทำให้คนจำนวนมากยังขยาดไม่อยากทำ อันแรก ก็คือเจ็บ มีแผลใหญ่ต้องเปิดผิวหนัง  ต้องพักฟื้น ต้องใช้ยาชา และนอกจากนั้น ทำเสร็จแล้วก็ยังทิ้งริ้วรอยคลื่นๆไว้เต็ม ดูไม่สวยงาม จะใส่บิกีนี่โชว์หุ่นก็ยังไม่ได้  เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการกำจัดไขมันด้วยวิธีการใหม่ โดยใช้ความเย็นระดับจุดเยือกแข็ง ที่ฮือฮามากในวงการแพทย์ผิวหนัง เพราะถ้าพูดถึงการใช้ความเย็นในระดับจุดเยือกแข็งลงไปใต้ชั้นผิวหนังโดยไม่ทำลายเซลล์ที่ดีได้ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก

Dermaster Fat (8)

ในปี ค.ศ. 2005 ได้มีการค้นพบว่าการใช้ความเย็นที่ติดลบในระดับหนึ่งจะสามารถทำลายเซลล์ไขมันได้ โดยไม่ทำความเสียหายให้เซลล์อื่นๆ ด้วยการค้นพบครั้งนี้ ทำให้เกิดงานวิจัยใน Wellman Lab, Harvard University อย่างจริงจังโดยการนำของ นายแพทย์ Rox Anderson แพทย์ผิวหนังผู้มีชื่อเสียงระดับโลก  คณะวิจัยได้นำหลักการที่ค้นพบดังกล่าวพัฒนาเป็นเครื่องมือที่สามารถส่งพลังงานคลื่นความเย็น เข้าสู่ชั้นไขมันโดยไม่ทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆที่ชื่อว่าเซลทิค Zeltiq เครื่องมือนี้ทำงานโดยการส่งคลื่นความเย็นในระดับ ติดลบ 5 องศาเซลเซียส ในลักษณะที่เป็นคลื่นเฉพาะเจาะจงที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้มีผลต่อการไหลเวียนของเลือดที่มีผลต่อเซลล์ไขมันเท่านั้น ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ก็จะเข้าทำลายเซลล์ไขมัน โดยไม่มีผลต่อเซลล์ข้างเคียง หรือเซลล์ผิวหนังอื่นๆแต่อย่างใด

Dermaster Fat (6)

เมื่อเซลล์ไขมันเข้าสู่จุดเยือกแข็งและทำลายตัวเอง  (Apoptosis) แล้ว เซลล์ไขมันที่ถูกคลื่นความเย็นนี้ก็จะค่อยๆทำลายตัวเองไปเรื่อยๆ และร่างกายก็จะกำจัด เซลล์ที่ตายแล้วเหล่านี้ออกไปตามกระบวนการทางธรรมชาติ ได้ผลเช่นเดียวกับการดูดไขมัน แต่ไม่เจ็บตัว ไม่มีแผลเปิด  ไม่ต้องพักฟื้น ผู้ที่ได้รับการรักษาจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆชั้นไขมันจะหดเล็กลงเรื่อยๆ และจะเห็นผลอย่างชัดเจนหลังรับการรักษา 2-3 เดือน ระหว่างทำก็สบายๆ ไม่เหมือนกับการดูดไขมัน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมีการเตรียมตัว มีความเสี่ยง มีแผลเปิด และต้องพักฟื้นหลายวัน ผิวหลังทำก็ยังเป็นคลื่น เป็นรอนๆ ดูไม่เรียบเนียน ตรงข้ามกับวิธีการใหม่นี้ ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก สบาย ไม่เจ็บ ไม่ต้องใช้ยาชา ไม่มีการพักฟื้น ผิวหลังทำไม่ช้ำ ไม่เป็นรอน ผิวเรียบ ระหว่างทำก็นั่งพักผ่อนสบายๆ อ่านหนังสือ ดูทีวี เล่นคอมพิเตอร์ หรือจะจิบชา กาแฟ ไปด้วยก็ได้ ทำเสร็จก็กลับไปทำงานได้ตามปกติ แทบไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าไปกำจัดไขมันมาถ้าเราไม่บอก นับเป็นวิธีที่สะดวกสบายมาก จึงเป็นที่นิยม และฮือฮามากในวงการแพทย์ผิวหนังระดับโลกในขณะนี้  เป็นที่นิยมของคลีนิคผิวหนังและความงามระดับโลก

อย่างไรก็ดี Zeltiq นี้ไม่เหมาะกับคนที่อ้วนมากๆ ซึ่งแบบนั้นยังไงก็ต้องใช้วิธีการดูดไขมันจึงจะเห็นผล  แต่จะเหมาะมากๆกับคนที่มีไขมันสะสม ที่ทำให้รูปร่างไม่ได้สัดส่วน เช่น มีหน้าท้อง หรือเพิ่งคลอดลูก หน้าท้องทำอย่างไรก็ไม่ยุบ หรือคนเจ้าเนื้อที่มีไขมันมากบริเวณสะโพก ต้นขา ปีกหลังใต้วงแขน ซึ่งทำให้ไม่สามารถใส่เสื้อรัดรูป เพราะจะเห็นเนื้อปลิ้นออกมา ดูแล้วไม่น่ามอง เป็นเรื่องรบกวนใจสาวๆหลายคนที่เคยหุ่นดี แต่งตัวยังไงก็ได้ ให้ต้องหันมาใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ เพื่อปกปิด ชั้นไขมันเหล่านี้  ผลการรักษาอยู่ได้ยาวนาน เช่นเดียวกับการดูดไขมัน ไม่มีโยโย เอ็ฟเฟ็กซ์หรือทำให้กลับมาอ้วนอีก  ถ้ารู้จักเลือกอาหารรับประทาน เปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน  ออกกำลังกายบ้าง ถ้าทำได้อย่างนี้ไขมันก็จะไม่กลับมากวนใจอีกอย่างแน่นอน

Dermaster Fat (1)

ขอบคุณข้อมูลจาก : Dermaster Thailand
www.dermaster-thailand.com  โทร : 02 71 444 71

 

อาหารสมอง

รู้ทัน..อาหารสมอง

สมองดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะสมองมีบทบาทต่อการทำงานของอวัยวะหรือระบบอื่น ๆ ด้วย เช่น ระบบประสาท การเคลื่อนไหวของแขน ขา ไปจนถึงการเดิน การทรงตัว และความจำ ปัจจุบันคนไทยมีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและสมองเพิ่มขึ้น

Continue reading “รู้ทัน..อาหารสมอง”

Tags

เบอร์เกอร์เนื้อซูเปอร์เฮลตี้

ถึงเป็นแม่ท้องแต่ก็แอบนึกถึงจั๊งค์ฟู้ดบ้างเวลาเห็นโฆษณา ก็เบอร์เกอร์ชิ้นโตมันยั่วน้ำลายนัก เอาละ อย่ามัวแต่อยาก เรามาทำเบอร์เกอร์ฉบับแม่ท้องกินกันบ้างดีกว่า ชิ้นโตจุใจไม่แพ้เบอร์เกอร์ร้านดังเลย!

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)

  1. ขนมปังเบเกิลธัญพืช  1  ชิ้น
  2. เนื้อสไลซ์  1  ชิ้น
  3. ผักสลัด มายองเนส เกลือ พริกไทย เล็กน้อย
  4. เนยสำหรับทอดเนื้อ

วิธีทำ

  1. นำเนื้อหมักกับเกลือและพริกไทยแช่ตู้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง (หรือแช่ตู้เย็นข้ามคืนก็ได้)
  2. นำเนื้อออกจากตู้เย็น ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่เนยพอประมาณ แล้วจี่เนื้อกับเนยให้สุกหอม ตักพักไว้
  3. ผ่าครึ่งขนมปัง ทามายองเนสด้านในขนมปัง จากนั้นวางเนื้อและใส่ผักสลัดตามชอบ พร้อมรับประทาน

Tip

เพิ่มรสชาติความอร่อยด้วยซอสมะเขือเทศเล็กน้อย

มารู้จักขนมปังเบเกิลกันเถอะ!

เบเกิลเป็นขนมปังที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศโปแลนด์ มีรูปร่างคล้ายโดนัทไม่มีส่วนผสมของไข่ ก่อนอบเบเกิลจะต้องนำแป้งไปต้มในน้ำเดือดก่อน หลังอบเสร็จจะได้ขนมปังที่เนื้อแน่นเหนียวนุ่มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของขนมปังชนิดนี้ ในปัจจุบันเบเกิลได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สาวน้อยวัย 3 ขวบ ได้รางวัลกล้าหาญจากการโทร. เรียกรถพยาบาลมาช่วยคุณแม่ที่กำลังท้อง

สาวน้อย 3 ขวบ ได้รางวัลกล้าหาญจากการโทร. เรียกรถพยาบาลมาช่วยคุณแม่ที่กำลังท้อง (มีคลิป)

สาวน้อยเอ็มมา บัสสาร์ด วัยเพียง 3 ขวบ ได้รับรางวัลจากความกล้าหาญของเธอที่โทรศัพท์ไปเรียกรถพยาบาลเพื่อมาช่วยคุณแม่ของตัวเองที่กำลังตั้งท้องซึ่งตกบันได มาฟังเสียงในสายโทรศัพท์ของน้องเอ็มมากันค่ะ (ขอบอกว่า เสียงน่ารักมากกก)

 

น้องเอ็มมาจะได้รับรางวัลกล้าหาญจากการโทร. ไปที่หมายเลข 999 ซึ่งเป็นหมายเลขเรียกรถพยาบาลในประเทศอังกฤษ เพราะคุณแคทเธอรีน คุณแม่ของน้องซึ่งกำลังตั้งครรภ์พลัดตกจากบันไดที่บ้านและหมดสติ สายของน้องเอ็มมานั้นยาวถึง 11 นาที น้องสามารถตอบคำถามต่างๆ และบอกชื่อของคุณแม่และที่อยู่ได้ถูกต้อง ทำให้รถพยาบาลสามารถมารับตัวคุณแม่ไปได้ทันเวลา

ระหว่างการคุยโทรศัพท์นั้น น้องเอ็มมาบอกกับคุณซาราห์ มอร์ริส เจ้าหน้าที่ผู้รับสายของเธอว่า ศีรษะของคุณแม่กระแทกแต่ไม่มีเลือดออก แถมน้องยังพูดคุยกับคุณซาราห์ได้อย่างสงบจนกระทั่งรถพยาบาลมาถึงที่บ้านในเวลาไม่นาน และยังเช็คว่าประตูบ้านไม่ได้ล็อคอยู่ให้ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปช่วยคุณแม่ได้

คุณแม่แคทเธอรีนทิ้งน้ำหนักตัวลงบนท้อง และคาดกันว่าแรงกระแทกนั้นส่งผลให้เธอเริ่มเจ็บท้องคลอด ทีมแพทย์พาเธอไปโรงพยาบาลเพื่อให้ยาป้องกันไม่ให้ลูกชายคลอดก่อนกำหนด เพราะหากคลอดในเวลานั้นจะคลอดก่อนกำหนดนานถึง 7 สัปดาห์

ในที่สุดคุณแคทเธอรีนก็ให้กำเนิดน้องชายของน้องเอ็มมาอย่างปลอดภัย หลังจากที่คุณแม่พลัดตกบันไดในเดือนพฤศจิกายน ส่วนน้องเอ็มมาจะได้รับประกาศนียบัตรกล้าหาญตอนที่ไปเยี่ยมสถานีรถพยาบาลที่เมืองเนลซี ซึ่งน้องจะได้พบกับทีมแพทย์ที่ไปกับรถพยาบาล และเจ้าหน้าที่ผู้รับสายนั้นของเธอ

คุณแม่แคทเธอรีนบอกว่า “ฉันจำเรื่องนั้นได้ไม่มากนัก แต่อย่างไรเอ็มมาก็เก่งมากๆ รู้สิ่งต่างๆ มากมายและสงบด้วยค่ะ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการสอนลูกให้รู้จักหมายเลขโทรศัพท์ในกรณีฉุกเฉินนั้นสำคัญมากแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้วลูกก็ไม่เด็กเกินไปที่จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้จริง ฉันภูมิใจในตัวเอ็มมามาก และดีใจมากที่หน่วยบริการรถพยาบาลจะมอบประกาศนียบัตรให้ลูกค่ะ”

สุดท้ายนี้ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในวัยที่เริ่มพูดได้แล้ว อย่าลืมสอนลูกเรื่องการรับมือในกรณีฉุกเฉิน สอนวิธีการใช้โทรศัพท์ให้ลูก และติดป้ายใหญ่ๆ โชว์เบอร์โทรศัพท์สำคัญในกรณีฉุกเฉินไว้ที่บ้านในบริเวณที่เห็นได้ชัดเจนนะคะ ^^

Sarah Morris ผู้รับสายของน้อง Emma (ภาพ: PA)
ซาราห์ มอร์ริส เจ้าหน้าที่ผู้รับสายของน้องเอ็มมา (ภาพ: PA)

ที่มา: telegraph.co.uk

ภาพ: (c) SWNS

ชวนเด็กๆ ประกวดวาดภาพระบายสี TOYOTA Dream Car Art Contest 2016 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

น้องๆ คนไหนชอบวาดภาพเป็นชีวิตจิตใจ วันนี้เราจะมาชวนไปประกวดวาดภาพระบายสี ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และคัดเลือกตัวแทนไปประกวดระดับโลกกัน! สมัครประกวดได้ตั้งแต่วันนี้-29 กุมภาพันธ์ 2559

โตโยต้าจัดประกวด “TOYOTA Dream Car Art Contest 2016” ขึ้นเพื่อส่งเสริมเยาวชนไทยให้กล้าแสดงออกผ่านผลงานศิลปะ ตลอดจนสนับสนุนความสามารถของเด็กไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับเวทีโลก

โดยในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศในทุกระดับการประกวด โดยจัดการประกวด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นระดับอายุต่ำกว่า 8 ปี รุ่นระดับอายุ 8-11 ปี และรุ่นระดับอายุ 12-15 ปี

ผู้เข้าร่วมประกวดจะต้องวาดภาพรถยนต์ในฝันตามความคิดและจินตนาการของตน ภายใต้หัวข้อ “รถยนต์ในฝัน” โดยในเดือนพฤษภาคม 2559 คณะกรรมการจะทำการคัดเลือกผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละรุ่นจำนวน 3 ผลงาน รวมทั้งสิ้น 9 ผลงาน ให้เป็นผู้ชนะโครงการนี้ ในระดับประเทศ โดยผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 รุ่น จะได้รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ และทุนการศึกษาจากบริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยส่งผลงานไปร่วมประกวดในเวทีระดับโลก ทั้งนี้ผู้ชนะระดับโลกจะได้เข้าร่วมพิธีรับรางวัล พร้อมทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น และเข้ารับเหรียญพระราชทานในเดือนสิงหาคม 2559

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการประกวดวาดภาพระบายสี “Toyota Dream Car Art Contest 2016” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 29 กุมภาพันธ์ 2559 ผ่านช่องทางดังนี้

  • ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ dreamcarthailand.com
  • ติดต่อรับใบสมัครได้ที่ The Style by TOYOTA สยามสแควร์ซอย 7 หรือโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

ติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมและเวิร์คช็อปต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ โทร. 087-916-7947,02-115-1444 และเฟสบุ๊ค TOYOTA Dream Car Art Contest

ดาวน์โหลดโปสเตอร์โครงการ >> คลิก <<

ภาพบรรยากาศโครงการปีที่ผ่านมา

เมื่อคุณย่าสอนการบ้านให้หลาน

Q: คุณย่าช่วยเลี้ยงลูกให้ค่ะ และต้องดูแลเรื่องการบ้านด้วย ปัญหาคือ พอลูกทำไม่ถูก เขียนไม่สวย คุณย่ามักจะให้แก้ หรือเขียนใหม่ให้สวย พอหลานสมาธิหมดก็ไม่ร่วมมือ กลายเป็นหงุดหงิด งอแงกันทั้งย่าหลานค่ะ พ่อแม่พยายามอธิบายกับคุณย่าว่า เด็กยังเล็ก ไม่เน้นเรื่องถูกผิด เขียนสวยไม่สวย ค่อยเป็นค่อยไป สะสมความรับผิดชอบไปเรื่อยๆ ดีกว่า แต่ไม่ค่อยได้ผล พอมีคำแนะนำหรือไม่ อย่างไรคะ

มีคำแนะนำ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรกคือเรื่องคุณภาพของการบ้าน คุณพ่อคุณแม่เข้าใจถูกแล้ว เรื่องถูกผิดกับเรื่องสวยไม่สวยเราก็บอกกล่าวแต่ยังไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย คอยดูแลเรื่องความรับผิดชอบและความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากกว่า เพราะ เด็กอายุก่อน 8 ขวบ ยังต้องการเวลาในการพัฒนาสมองอีกหลายเรื่อง บางคนพัฒนาเร็วก็เป็นกำไร แต่เด็กบางคนพัฒนาช้ากว่าก็ไม่สมควรถูกทำให้เสียความมั่นใจ เพราะเป็นความช้าตามธรรมชาติมิใช่เรื่องผิดปกติ รอเวลา 9 ขวบทุกอย่างก็ดีเอง

การศึกษาประเภทกาหัวเด็กได้ตกตามชั้นปีโดยเฉพาะในเด็กเล็กจึงเท่ากับทำลายเด็กมากกว่าพัฒนาเด็ก เรื่องสวยไม่สวยก็เช่นกัน กล้ามเนื้อเล็กของนิ้วมือต้องการเวลาพัฒนาเร็วช้าต่างๆ กัน คุณแม่ช่วยได้ด้วยการชวนเขาเล่นอย่างเสรี ได้แก่ การปั้นดิน ดินน้ำมัน ก่อกองทราย ระบายสีอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดเล็กทำงานทุกทิศทาง แต่การคาดคั้นและกดดันให้เขาเขียนหนังสือสวยหรือวาดรูประบายสีต้องสวยเป็นการทำลายทั้งความมั่นใจและพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กหลายมัดโดยไม่รู้ตัว

ประเด็นที่สองคือ เรื่องให้คุณย่าช่วยเลี้ยงลูก ความจริงเป็นสิ่งที่ดี แต่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บางวิธีของคนรุ่นก่อนได้ผล ในขณะที่บางวิธีก็ไม่ได้ผลอีกแล้ว ดังนั้นหากคุณแม่คิดว่าเรื่องไหนต้องเข้าไปจัดการก็ต้องเข้าไปจัดการ อธิบายให้คุณย่าฟังให้รู้เรื่อง

การเลี้ยงลูกมีหลักการสำคัญอีกข้อคือ คนเป็นผู้ใหญ่ควรพูดตรงกันทั้งบ้าน การพูดตรงกันจึงทำให้การสอนมีพลัง การพูดขัดกันส่งผลตรงข้าม ในความเป็นจริงเราขัดกันเป็นธรรมดา แต่ก็ควรขอเวลานอกตกลงกันให้เรียบร้อย

 

เรื่องโดย : นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
เรื่อง : shutterstock

Tags

ตีลูก ทำให้ลูกเชื่อฟัง จริงหรือ

ตีลูก ทำให้ลูกเชื่อฟังพ่อแม่ จริงหรือ?

Q: ลูกอายุ 6 ขวบกว่าครับ ไม่ใช่เด็กว่าง่าย ปู่ย่าบอกว่าถ้าเลี้ยงแบบตีเสียบ้าง ก็จะไม่เอาแต่ใจอย่างนี้ แต่พ่อแม่เห็นว่า เขาไม่ได้เอาแต่ใจทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่เด็กเรียบร้อยว่าง่าย พูดปุ๊บทำตามทันที (ซึ่งก็ชวนให้โมโหจริงๆ) ต้องบอกเหตุผลเขาบ้าง ไม่ดุไม่บ่นมากเขาก็จะร่วมมือ จะทำอย่างไรให้ลูกว่าง่ายขึ้นครับ และการตีใช้ได้ผลกับเด็กอายุเท่าไรถึงเท่าไร และจะตีให้ได้ผลควรตีอย่างไร ตีเรื่องอะไรครับ

วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เด็กว่าง่ายคือ การให้เหตุผล เป็นวิธีที่ถูกต้อง คุณพ่อสามารถหาความรู้ว่าด้วยเรื่องการให้เหตุผลในเว็บไซต์นี้หรือค้นหาจากเว็บเสิร์ชเอนจิ้น ด้วยคำค้นว่า จิตวิทยาเชิงบวก หรือ Positive Psychology

ตีลูก ลูกดื้อ ลูกว่าง่ายนอกจากเรื่องการให้เหตุผลแล้ว หลักการที่จิตวิทยาเชิงบวกมักใช้คือ ให้เด็กรับผิดรับชอบการตัดสินใจของตนเอง พูดง่ายๆ ว่าตนเองทำอะไรไว้ก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้นเสียดีๆ ด้วยวิธีนี้เด็กๆ ก็จะเรียนรู้เองว่าพฤติกรรมที่พึงประสงค์ (หรือพ่อแม่ประสงค์) คืออะไร

วิธีนี้ได้ผลแน่นอน มีงานวิจัยรองรับและมีตัวอย่างมากมาย อย่างไรก็ตามเรื่องยังหนีไม่พ้นประเด็นที่ผมพูดเสมอว่า คนเป็นพ่อแม่ต้องมี 2 อย่าง คือ การพูดตรงกัน และความสม่ำเสมอ

จะสอนหรือให้เหตุผลอะไร พ่อแม่ก็ต้องพูดตรงกันอยู่ดี จะยืนยันหลักการให้ลูกรับผิดรับชอบผลของการกระทำ คนเป็นพ่อแม่ยิ่งต้องการความอดทน มั่นคง และสม่ำเสมอ หมายถึงอดทนนานพอที่จะเห็นลูกค่อยๆ เรียนรู้ด้วยตนเองว่า ถ้าทำอะไรแล้วจะเกิดอะไรขึ้นและทำอะไรน่าจะดีกว่า

ปัญหาที่พบคือพ่อแม่เมืองไทยอดทนไม่พอ ที่จะให้ลูกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีตามการคาดหวังของสังคม อีกเส้นทางหนึ่งที่ผมใช้เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานและเชื่อได้ว่าเป็นวิธีที่คนเฒ่าคนแก่เลี้ยงผมและคนรุ่นของผมมาตลอดคือการพูดสั้นๆ แต่สีหน้าเอาจริง ประเภทคำเดียวอยู่ ข้อดีของวิธีนี้คือได้ผลเร็วดี เราไม่พูดเหตุผลยืดยาว แต่สอนด้วยสีหน้าและน้ำเสียง “เอาจริง” โดยไม่ต้องดุ และไม่ตี

ตีลูก ลูกดื้อ ลูกว่าง่ายจะเห็นว่าสองวิธีนี้ต่างกันชัดเจน มีที่เหมือนกันอยู่คือการเอาจริงและทำสม่ำเสมอ

เรื่องตี ตำราว่า ตีเมื่อเขาทำความผิดร้ายแรง “ร้ายแรง” แปลว่าอะไร แปลว่าความเสียหายนั้นอาจจะก่อให้เกิดการเสียชีวิตของตนเองหรือผู้อื่น สมัยโบราณก็จะตีให้หลาบจำ

 

เรื่องโดย : นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

ภาพ : shutterstock

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อยากเลี้ยงลูกให้ (ทุกคน) มีความสุข

            ความเดิม สวัสดีค่ะคุณหมอ คุณแม่ถกเถียงกับคุณพ่อเกี่ยวกับสภาพสังคมปัจจุบันที่มีสิ่งเร้าและสิ่งที่คุกคามเด็กมากมาย ซึ่งบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็อาจทำในสิ่งที่ฝืนใจลูก เพราะตามใจเขาไม่ได้ทุกเรื่อง คุณแม่คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นแต่อาจทำให้เขาไม่มีความสุข (ขณะนั้น) เลยมาคิดกันกับคุณพ่อว่าเราคงไม่สามารถอาศัยประสบการณ์ที่เคยได้รับการเลี้ยงดูในวัยเด็กมาเลี้ยงลูก 2 คนทั้งหญิงและชายได้ จึงอยากปรึกษาคุณหมอค่ะว่าเราควรเลี้ยงลูกอย่างไรลูกจึงจะเป็นเด็กที่มีความสุข และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายของสังคมในวันข้างหน้าคะ

            เคล็ดลับในการเลี้ยงลูกให้มีความสุข ต่อจากฉบับที่แล้วมีดังต่อไปนี้ค่ะ

 

สร้างให้เป็นนิสัย – เป็นคนสุขง่าย

วิธีที่ลูกจะเป็นคนที่มีความสุขได้อย่างยั่งยืน คือ การพัฒนาให้เป็นคนที่มีความสุขง่ายๆ จนติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ทำได้ด้วยการช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จกับสิ่งที่เขาทำ (ไม่ใช่ล้มเหลวตลอดเวลา) โดยเวลาที่เขาเล่น หรือเผชิญกับปัญหาอะไรในชีวิตประจำวัน แทนการเข้าไปช่วยคิดช่วยทำแทน คุณพ่อคุณแม่ควรกระตุ้นให้เขาคิดด้วยตัวเองก่อน และช่วยสนับสนุนเขาโดย

  1. ตัดสิ่งเร้าอื่นออกไปเพื่อให้ลูกมุ่งมั่นกับสิ่งที่กำลังทำอยู่
  2. ให้ลูกตั้งเป้าหมายทีละหนึ่งอย่าง หากมีหลายๆ เป้าหมาย หรือหลายๆ ปัญหาในเวลาเดียวกันจะทำให้เสียกำลังใจและล้มเลิกได้ง่าย ควรเลือกเป้าหมายหรือปัญหาที่แก้ง่ายก่อน
  3. สนับสนุนให้ลูกมุ่งมั่นทำ โดยไม่เน้นผลเลิศในครั้งเดียว ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ปรับปรุง ถ้าไม่สำเร็จมีวิธีอื่นอีกมั้ย หมั่นตั้งคำถามเพื่อเสริมแรงให้เขาพยายามต่อไป

 

ปลูกฝังให้ลูกมีวินัยในตนเอง

สิ่งสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่ความฉลาด แต่เป็น “วินัยในตนเอง” ของคนๆ นั้น ซึ่งเด็กที่มีวินัยในตนเอง คือ เด็กที่รอคอยได้ รับมือกับความคับข้องใจหรือความเครียดได้ เป็นคนที่รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม โดยคุณพ่อคุณแม่เริ่มได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ฝึกให้เขารอ โดยใช้การนับ ไม่ยอมตามใจเขาเพียงเพราะเขางอแงอาละวาดเวลาไม่ได้ดั่งใจ สร้างกฎกติกาว่าลูกจะได้ของพิเศษที่นอกเหนือจากของใช้ที่จำเป็นในโอกาสใดบ้าง ไม่ใช่จะได้ทุกครั้งที่ต้องการ ฝึกมารยาทสังคมเบื้องต้นเวลาออกไปนอกบ้าน เช่น เข้าคิว ไม่ส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ไม่ทิ้งขยะลงพื้น (โดยหวังว่าคนอื่นจะให้อภัยเพราะว่ายังเด็ก) รักษาของที่ใช้ร่วมกับคนอื่นไม่ทำเสียหาย หรือถ้าทำก็แสดงความรับผิดชอบ เช่น ไม่กดลิฟท์เล่น ไม่ขีดเขียนตามกำแพง เป็นต้น


เพิ่มเวลาเล่นอิสระให้กับลูก

            พบว่าเด็กยุคนี้มีเวลาเล่นน้อยลงกว่ายุคก่อนๆ เพราะมัวแต่ใช้เวลาหน้าจอ หรือคร่ำเคร่งเรียนและกวดวิชา หรือทำกิจกรรมพิเศษต่างๆ โดยยังไม่ถึงวัยอันควร เด็กจำนวนมากขาดโอกาสได้เล่นอิสระที่เด็กสร้างสรรค์เอง และเล่นร่วมกับเพื่อน ๆ ทั้งๆ ที่การเล่นอิสระโดยไม่ต้องติดกรอบหรือทำตามที่ผู้ใหญ่สั่ง เป็นการฝึกฝนทักษะเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการด้านสติปัญญา สังคมและอารมณ์ของเด็ก ที่โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ไม่สามารถสอนหรือปลูกฝังได้

หากอยากให้ลูกมีความสุขและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมลงทุนเพิ่มเวลานี้ให้กับลูก ยอมตัดใจและข่มใจที่จะไม่ทำตามกระแสคนรอบข้างที่พาลูกไปเรียนพิเศษตามที่ต่างๆ มากมายค่ะ

 

สร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อต้อนรับความสุข (ให้เข้ามาในชีวิตของเรา)

หากอยากให้ความสุขอบอวลอยู่ในบ้านและครอบครัว  คุณพ่อคุณแม่จะต้องอาศัยทั้งเวลาและความพยายาม โดยต้องทั้งสร้างสิ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่และลูกมีความสุข คือ หากิจกรรมทำร่วมกันในครอบครัว และกำจัดอุปสรรคที่จะทำให้สมาชิกในครอบครัวไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งมักจะเป็นโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ไอโฟน ไอแพ็ด ที่มาดึงให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ในโลกของตนเอง

ทั้งนี้ กิจกรรมที่ควรทำร่วมกันในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ คือ การได้อยู่พร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร ได้กินข้าวมื้อเย็นร่วมกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนสิ่งที่สมาชิกแต่ละคนไปทำในช่วงกลางวัน และสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ลูกยังเล็กค่ะ

           

จะเห็นว่าการเลี้ยงลูกเพื่อให้เติบโตขึ้นอย่างมีความสุขและเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข พร้อมที่จะเผชิญความยากลำบาก ความท้าทาย ไม่ได้เป็นเรื่องยาก หากแต่ต้องการ “การอุทิศตัวให้กันของสมาชิกในครอบครัว” ซึ่งต้องอาศัยเวลา พลังใจและความต่อเนื่องค่ะ

 

เรื่องโดย : พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร
ภาพ : shutterstock

Tags

การเลี้ยงลูก เลี้ยงลูกไม่ดี ลูกเอาแต่ใจ

5 เหตุผล ทำไมการเลี้ยงลูกสมัยใหม่จึง “วิกฤต”

จากใจพี่เลี้ยงเมืองผู้ดีอังกฤษอย่างเอ็มมา เจนเนอร์ ผู้ซึ่งเขียนบล็อกที่เว็บไซต์ The Huffington Post เธอบอกว่า…แม้ฉันจะค่อนข้างมองโลกในแง่ดี แต่ฉันคิดว่า “การเลี้ยงลูกสมัยใหม่” มีปัญหาอย่างมาก จนเข้าขั้นวิกฤต” เธอทำงานกับเด็กๆ และพ่อแม่มากมายใน 2 ทวีปมากว่า 20 ปีแล้วค่ะ สิ่งที่เอ็มมาเห็นในระยะหลังเริ่มส่อเค้าไม่ดี

“ถ้าเราไม่แก้ไขความผิดพลาด 5 ข้อนี้ อีกไม่ช้าเด็กน้อยที่เราเลี้ยงกันอยู่จะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้อำนาจ เห็นแก่ตัว ไร้ความอดทน และเจ้าอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเขาเลย แต่เป็นความผิดของพ่อแม่ ที่ไม่เคยสอน ไม่เคยคาดหวังอะไร เรามาเตรียมลูกให้สามารถอยู่ได้ในโลกจริง ไม่ใช่โลกใต้ร่มเงาที่พ่อแม่สร้างให้กันเถอะค่ะ” เธอสรุปข้อผิดพลาดของพ่อแม่สมัยใหม่มาให้ 5 ข้อ ดังนี้

การเลี้ยงลูก เลี้ยงลูกไม่ดี ลูกเอาแต่ใจ1. กลัวลูก

เอ็มมาใช้วิธีสังเกตแม่ที่ส่งถ้วยนมให้ลูกวัยเตาะแตะตอนเช้า ถ้าเด็กบอกว่า “หนูจะเอาถ้วยสีชมพู ไม่เอาสีฟ้า!” แต่แม่เทนมใส่ถ้วยสีฟ้าไปแล้ว เธอคอยดูว่าแม่จะทำอย่างไร แม่ส่วนใหญ่รีบไปเปลี่ยนเป็นถ้วยที่ลูกอยากได้

“ไม่ผ่าน! คุณแม่ควรปล่อยลูกอาละวาดไป แต่ถ้าคุณไม่อยากได้ยินก็เดินออกห่าง อย่าให้การเลี้ยงลูกมาเพิ่มภาระให้ตัวเองเพียงแค่ให้ลูกพอใจ ที่สำคัญกว่านั้นคือให้คิดถึงสิ่งที่ลูกเรียนรู้หากคุณให้สิ่งที่เขาอยากได้เพราะเขาอาละวาด”

อ่านต่อ “ไร้กฎ ทำให้ลูกควบคุมตัวเองไม่เป็น” คลิกหน้า 2