อย่าสร้างช่องว่าง กว้างกว่าอ้อมกอด

            จะเลี้ยงลูกให้ได้ดีนั้นต้องเลี้ยงด้วย “ความเข้าใจ” ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณแม่ของผมบอกไว้เสมอ เพราะเมื่อวันเวลาผ่านไปมันทำให้เราลืมไปว่า‘เราเองก็เคยเป็นเด็ก’เหมือนที่เจ้าชายน้อย (The Little Prince) พูดไว้ในหนังสือว่า ‘All grown-ups were once children but only few of them remember it.’

ถ้าคุณมีลูกคลอดหลังปี พ.ศ. 2553 ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กรุ่นนี้เกิดมาในยุคที่ต้องสัมผัสเทคโนโลยีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เด็ก Gen Alpha จะเกิดมาในยุคที่คุณพ่อคุณแม่แต่งงานช้า แต่ก็มีความพร้อมทางด้านการเงินหากเราไม่เรียนรู้เทคโนโลยีให้ทันเขา เราจะเข้าใจกันอย่างไร อย่าทำให้ช่องว่างตรงนี้กว้างกว่าระยะของอ้อมกอดของพวกเราเลยครับ

เทคโนโลยี ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่อยู่ที่ว่าจะเริ่มใช้เมื่อไหร่ และเท่าไหร่ที่เหมาะสมการที่จะรอให้เด็กอายุเกิน 10 ขวบแล้วจึงได้สัมผัสกับคอมพิวเตอร์อาจจะไม่ใช่วิธีการจัดการที่ถูกต้องโดยเฉพาะกับเด็กใน Gen Alpha อย่างไรก็ดีการจะให้เด็กอยู่กับหน้าจอตั้งแต่วัยทารกคงไม่เหมาะสมเช่นกัน อย่างน้อยในวัย 0-2 ขวบเจ้าตัวเล็กก็ยังไม่ควรได้สัมผัสหน้าจอสี่เหลี่ยมเลย

2 ขวบขึ้นไป เราอาจจะให้เขาเริ่มสัมผัสได้บ้างแต่ก็ไม่ควรเกินประมาณวันละ 1ชั่วโมงสำหรับเด็กอายุ 2-5ขวบ และ 2 ชั่วโมงสำหรับเด็กวัย5-8ขวบ และเราก็ต้องมีกฎกติกาในการใช้งาน โดยเป็นกฎกติกาที่ตกลงเห็นด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ดังนั้นเราจึงต้อง ลด ละ เลิก การใช้อุปกรณ์เหล่านี้เมื่ออยู่กับลูกๆ งดการทานข้าวหน้าจอสี่เหลี่ยม แต่เปลี่ยนมาเป็นนั่งทานบนต๊ะอาหารพร้อมกับบทสนทนาตามประสาครอบครัวดีกว่า

ไม่ทิ้งเด็กตัวเล็กๆ ไว้หน้าจอคนเดียวหลายๆครอบครัวอาจจะมองว่า ไม่เห็นเป็นไร ทิ้งลูกไว้หน้าจอสี่เหลี่ยมก็สงบดี ลูกเราก็ยิ้มแย้มสนุกสนานปกติเหมือนเด็กทั่วไป คุณพ่อคุณแม่ก็มีเวลาไปทำธุระอย่างอื่น ไม่เห็นว่าจะไม่ดีตรงไหน แต่ความเป็นจริงคือผลกระทบไม่ได้เกิดในระยะสั้น เพราะในระยะยาวแล้วมีงานวิจัยว่า จะทำให้เด็กมีสมาธิสั้น มีการตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น ปรับตัวเข้าสังคมได้ไม่ดีและส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก

การใช้ชีวิตอยู่กับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และดิจิตอลวันละหลายๆชั่วโมง ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรค ซีวีเอส (Computer Vision Syndrome)ที่ทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น 30% ร่างกายไม่แข็งแรงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจสูง คุณพ่อคุณแม่ส่วนมากจะเชื่อว่าเทคโนโลยีดีต่อการพัฒนาของเด็กๆ แต่มักไม่ได้นึกถึงผลกระทบด้านสุขภาพหากปล่อยให้เด็กอยู่หน้าจอมากเกินไป นอกจากนั้นการดูทีวี หรือไอแพด จะส่งผลต่อการนอนหลับของเด็กๆอีกด้วย จึงไม่ควรมีทีวี หรือจอสี่เหลี่ยมใดๆในห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ที่เจ้าตัวเล็กนอนอยู่ด้วย และเมื่อเด็กๆแยกไปมีห้องนอนของตัวเอง เราก็ไม่ควรให้มีทีวีหรือคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในห้องนอนเช่นกัน เพื่อให้ห้องนอนเป็นห้องแห่งการพักผ่อนที่มีแต่ความสงบ

 

เรื่อง : พ่อเอก จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ Blogger เจ้าของนามปากกา บรรทัดที่สิบเอ็ด
คุณพ่อของน้องปูนปั้น ด.ช.ปัญญธัช สิริเฉลิมพงศ์วัย 3 ขวบ3 เดือน

ภาพ Shutter Stock

มารู้จักกับคุณครูบานาน่า ผู้ตรวจการบ้านภาษามินเนี่ยน

หลังจากที่มีกระแสเด็กส่งการบ้านโคลงสี่สุภาพเป็นเพลงบานาน่า จากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องดัง ทำให้คุณครูภาษาไทยคนนี้ต้องปวดหัว และต้องชี้แจงใหม่ให้ทราบว่า เนื่องจากคำสัมผัส นอกซ้ำ บทประพันธ์ไม่มีความหมาย ส่งกลับให้เด็กกลับไปแก้ไขใหม่ แต่ภาพวาดน่ารักนี้ถูกแชร์ในโซเชี่ยลดังกระหึ่ม จนกระทั่งเด็กๆ ตั้งฉายาให้กับคุณครูว่า “คุณครูบานาน่า” และเด็กๆ มอบกล้วยให้ 1 หวี แทนเค้กวันเกิดให้กับคุณครู

banaba (5)

เมื่อผู้คนคลิกตามไปดูว่าคุณครูท่านนี้เป็นใครกัน กลับล้างภาพคุณครูภาษาไทยในอุดมคติที่ถือไม้เรียว และดุๆ ไปจดหมาดสิ้น วันนี้ทางเว็บไซต์ของเรามีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณครู

banaba (6)

ABK : “อยากคุณครูให้แนะนำตัวสักหน่อยค่ะ”

ชื่อสุวิมล จันต๊ะสุรินทร์ ชื่อเล่น หน่อย ค่ะ จบคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏ จันทรเกษม เกียรตินิยมอันดับ 1

ABK : “ทำไมถึงมาเป็นคุณครูสอนภาษาไทย”

เลือกสอนภาษาไทยเพราะเริ่มจากเราชอบค่ะ ถ้าเราทำในสิ่งเราชอบเราจะทำออกมาได้ดี เราอยากจะค้นหา อยากจะหาวิธีการ อยากเรียนรู้ในสิ่งที่เราชอบ ต่อมาช่วงเรียนม.ปลายได้มีโอกาสเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง ซึ่งพอได้เรียนแล้วรู้สึกว่าทำไมครูเขาสอนสนุกจัง ฟังยังไงก็ไม่เบื่อ เลยเกิดแรงบันดาลใจว่าอยากเป็นครูที่สอนภาษาไทยได้สนุกแบบนี้บ้าง อยากให้เด็กๆในห้องเรียนได้เรียนแบบไม่เครียดเหมือนได้เรียนพิเศษข้างนอก จริงๆวิชาภาษาไทย คนจะมองว่าก็เป็นภาษาที่เราพูดและเขียนอยู่แล้ว เราก็มีความรู้อยู่แล้วทำไมต้องเรียน

banaba (1)

ABK : “หลายคนอาจจะมองว่าวิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่น่าเบื่อและไม่สนุก ทางคุณครูมีความคิดเห็นต่อความคิดนี้ว่าอย่างไร และคิดว่าเสน่ห์ของวิชาภาษาไทยคืออะไร”

ในความเป็นจริงภาษาไทยยังมีอะไรให้เราได้เรียนรู้อีกมากมาย การใช้ภาษาให้ถูกต้องต้องใช้ยังไง เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการพูดสื่อสารหรือใช้ในการทำงาน และยังมีวรรณคดีที่เป็นมรดกของชาติที่สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เราทุกคนควรรักษาไว้ จริงๆแล้ววรรณคดีก็เหมือนบทละครเรื่องหนึ่ง หรือนิยายที่เด็กๆสมัยนี้ชอบอ่านกัน แต่ต่างกันตรงที่วรรณคดีจะถ่ายทอดออกมาเป็นบทกลอน ซึ่งจะมีการใช้คำที่สละสลวยไม่ได้แปลได้ตรงตัว เด็กๆก็จะไม่ค่อยเข้าใจหรือเข้าถึงความหมายของบทกลอนทำให้ไม่ซาบซึ้งในเรื่องราว ซึ่งตรงนี้ครูก็จะมีวิธีสอนโดยการเล่าวรรณคดีเรื่องที่จะสอนเป็นนิทานให้เด็กอยากฟัง อยากติดตาม และเข้าใจเนื้อเรื่องของบทกลอนก่อน พอเด็กเข้าใจเนื้อเรื่องแล้วเค้าจะสามารถแปลบทกลอนได้จากการเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆที่ครูได้เล่าให้ฟัง

ABK : “สอนเด็กมัธยม ซึ่งวัยของเขาดูไม่ห่างจากคุณครูมากนัก หนักใจไหม?”

สอนเด็กมัธยมจะมีความยากตรงที่เด็กจะต่อต้าน จะเป็นหนุ่มเป็นสาว ก้าวร้าวกับเราไหม เพราะอายุดูไม่ห่างกันมาก จริงๆ สอนเด็กมัธยมเนี่ยครูชอบนะคะ ตื่นเต้นท้าทายดี ด้วยวัยที่ไม่ต่างกันมากยิ่งทำให้ครูเข้าใจเด็กๆ ว่าในวัยนี้เค้าต้องการอะไร และเหตุผลที่เด็กเป็นแบบนี้เพราะอะไร ครูจะพยายามทำความเข้าใจกับทุกๆ การกระทำของเด็กเสมอ ก่อนจะเริ่มการสอนด้วยกันครั้งแรกครูจะให้เด็กเขียนว่าอยากได้ครูแบบไหน ชอบเรียนวิชาภาษาไทยหรือไม่เพราะอะไรเพื่อเป็นการสำรวจความต้องการของเด็ก ครูก็จะอ่านแล้วนำมาปรับให้ตรงกับสเปกของครูที่เค้าอยากเรียน ซึ่งครูก็จะบอกว่าแน่นอนเด็กทุกคนต้องการครูใจดี แต่ตรงนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติกันและกัน เวลาครูสอนให้หนูฟัง เวลาครูพาเล่นเราก็เล่นด้วยกัน เวลาครูสั่งงานหนูก็แค่ทำส่ง ถ้าเราเคารพกันและกัน ครูก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องดุพวกหนู ครูจะคุยกับเด็กดีๆและมีเหตุผลในทุกเรือง ครูจะไม่ใช้อารมณ์ในการต่อว่าหรือเอะอะก็บ่นดุด่าเพราะถ้าเป็นแบบนั้นเด็กจะต่อต้านทันที เราต้องเข้าไปอยู่ในใจเค้าให้ได้ ทำให้เค้าเชื่อใจเรา และเชื่อถือในคำพูดเรา การต่อว่าของครูทุกครั้งจะมีเหตุผลรองรับเสมอ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ที่ครูดุขึ้นมาครั้งนึงเด็กเค้าจะรู้สึกว่าเค้าทำผิดจริงครูถึงต้องดุเค้า เค้าก็จะกลัวเพราะปกติครูจะไม่ดุ

ABK : “จากข่าวที่ออกมา คุณครูมีความคิดเห็นกับข่าวนี้อย่างไรบ้าง”

ในแง่บวกก็ถือว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กนักเรียนสนใจวิชาภาษาไทยเรื่องโคลงสี่สุภาพมากขึ้น แม้ว่าความถูกต้องของบทประพันธ์ที่ส่งมายังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ถือว่าเกิดการ พัฒนาไปในทางที่ดีกับวิชานี้ค่ะ ซึ่งครูเองก็หวังว่าในอนาคตจะเกิดความคิดใหม่ๆ ที่สร้างแรงจูงใจให้เด็กนักเรียนอยากศึกษาวิชาภาษาไทยมากขึ้นค่ะ

banaba (2)

ในอนาคต ครูหน่อยบอกกับทีมงานของเราว่ามีแพลนจะเรียนต่อปริญญาโท และในอนาคตก็ยังรักที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านภาษาไทยให้กับเด็กๆ ที่จะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป ทางเว็บไซต์ขอปรบมือให้กับคุณครูหน่อย ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่เด็กๆ ควรนำเป็นแบบอย่างนะคะ^^

แผนที่และการเดินทาง

logo-abkf8

งานแฟร์ดีๆ เพื่อคุณแม่และเด็กๆ ตั้งแต่ช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 12 ปี  ที่รวบรวมไว้ด้วยสินค้าและบริการ กว่า 300 บู๊ธ ครอบคลุมทุกประเภท ทั้งเรื่องสุขภาพ อาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้า แฟชั่น และความงาม พร้อมด้วยกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสถาบันครอบครัวหลากหลายรูปแบบ  พบกับสินค้าและบริการราคาสุดพิเศษ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นไปด้วยความรักเพื่อทุกคนครอบครัวตลอด 5 วันเต็มได้ที่นี่!!

A3-Plan-kidsfair8 .OK120759

การเดินทาง

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ตั้งอยู่ที่  ถนนบางนา-ตราด (กม.1) บางนา กรุงเทพฯ

map

 

ทางเข้า-ออกไบเทคมี 3 ช่องทางได้แก่ ด้านถนนบางนา-ตราด (กม.1) 2 ช่องทาง (ประตู 1 และ 2) และด้านถนนสุขุมวิท 1 ช่องทาง (ประตู 3)

 

รถไฟฟ้า BTS

  • สถานีรถไฟฟ้าบางนา (ทางออกที่ 1) เข้าประตูด้านถนนสุขุมวิท มีบริการรถรับ-ส่ง จากประตูไบเทคเข้าสู่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม

รถยนต์

  • ใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที (14 กม.) จากสนามบินสุวรรณภูมิ
  • ทางด่วนสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ตั้งอยู่ใกล้ทางเข้า-ออก
  • ไบเทคตั้งอยู่ห่างจากถนนวงแหวนรอบนอก 7 กิโลเมตร

รถประจำทาง

  •  ทางเข้า-ออกที่ 1 และ 2 สามารถเดินทางโดยรถประจำทางสาย 38, 46, 46A, 48, 132, 133, 139,180, 552, 552A ซึ่งจะจอดรถโดยสารที่ถนนบางนา ตราด กม.1
  • ทางเข้า-ออกที่ 3 สามารถเดินทางโดยรถประจำทางสาย 2, 23, 45, 102, 116, 142, 507, 508, 511, 513, 536,
    544, 552A ซึ่งจะจอดรถโดยสารที่ถนนสุขุมวิท
  • รถตู้ จอดส่งถึงแยกบางนา ห่างจากไบเทค 100 เมตร

แท๊กซี่

  • รถแท็กซี่จะจอดให้บริการรับส่งผู้โดยสารตรงลานจอดรถทางด้านหน้าโถงนิทรรศการ EH 103 และเพื่อความสะดวกสบายไบเทคมีบริการสำหรับเรียกรถแท็กซี่ ณ ศูนย์บริการธุรกิจ

ข้อมูลการเดินทางจาก : http://www.bitec.co.th

Tags

พบตัว น้องดีเจ แล้ว

จากข่าวบนโลกออนไลน์ที่ร่วมกันแชร์ตามหาเด็กชายคนหนึ่ง ชื่อ “น้องดีเจ” ที่หายตัวออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ในวันนี้ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ทางศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงา ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ค้นหา พบตัวน้องแล้ว เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา

 

ทางศูนย์แจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดได้ว่าน้องดีเจนั้นหายตัวจากบ้านไปได้อย่างไร ยังคงต้องรอฟังความจริงจากน้อง ซึ่งขณะนี้ได้ส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ ทางทีมค้นหาพบตัวน้องที่ป่ารกชัฏในระแวกบ้าน ทางทีมยังไม่สามารถระบุได้ว่าเด็กเข้าไปเองหรือว่ามีบุคคลใดพาเข้าไปหรือไม่ และจากข่าวที่ว่าสุนัขเป็นผู้คนหาจนพบนั้นไม่เป็นความจริง การเข้าค้นหาในป่าลึกรอบๆ ที่อยู่อาศัยของเด็ก เป็นหลักการค้นหาเบื้องต้น โดยในกรณีนี้ถือว่าโชคดีที่เราได้พบตัวน้อง

 

สวัสดีครับเพื่อนๆ
.
ก่อนอื่นๆ ในนามของมูลนิธิกระจกเงา ต้องขอขอบพระคุณ เพื่อนๆทุกท่านที่ช่วยกันติดตามหาน้องดีเจ ตลอดจนเด็กหายคนอื่นๆครับ ทุกการแชร์ ทุกคอมเม้น เป็นแรงผลักดันในการติดตามหาเด็กหายให้กลับคืนสู่ครอบครัวครับ
.
การติดตามหาตัวน้องดีเจ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ครอบครัวทราบว่าน้องดีเจหายตัวไป จึงรีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรวิชิต โดยตำรวจรับแจ้งความทันทีและจากนั้นพาครอบครัวกลับมาค้นหาในพื้นที่ โดยการประสานงานชาวบ้านและหน่วยกู้ภัยกุศลธรรมภูเก็ตมาระดมค้นหา ตามแหล่งน้ำและป่ายางใกล้เขตบ้าน เนื่องจากขณะนั้นสงสัยว่าเด็กอาจพลัดหลงหรือเกิดอุบัติเหตุ
.
ทีมงานมูลนิธิกระจกเงา ได้ลงพื้นที่มาร่วมติดตามหาน้องดีเจ หลังจากประเมินว่าน้องอาจไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ เราลงมาหารือและกำหนดการทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิชิต มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในเชิงลึก และตั้งประเด็นต่างๆร่วมกัน กระทั่ง เราเสนอให้ทางตำรวจช่วยจัดการระดมค้นหาในป่าอีกครั้ง เนื่องจากมีเคสเด็กหายหลายรายที่เกิดเหตุร้ายในป่าลึกเข้าไป ซึ่งอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ได้ทิ้งการสืบสวนอื่นๆ ที่ทำไปควบคู่กัน
.
การค้นหาในวันนี้เป็นการระดมพลจากหลายหน่วย ทั้ง ตำรวจ ชาวบ้าน มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต สื่อมวลชน และมูลนิธิกระจกเงา ร่วมกันออกติดตามหาน้องดีเจในป่าหลังบ้านอีกครั้ง การค้นหาดำเนินไปกว่า 2 ชั่วโมง กระทั่งในป่าลึก ห่างจากบ้านประมาณ 2 กม. หน่วยกู้ภัยกุศลธรรมภูเก็ตได้พบน้องดีเจ นอนอยู่ในร่องน้ำ สภาพอิดโรย จากนั้นจึงได้นำตัวน้องซึ่งมีอาการอ่อนเพลีย ส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษา แพทย์แจ้งเบื้องต้นว่าอาการปลอดภัย มีเพียงความอ่อนเพลียเท่านั้น แต่ให้อยู่ดูอาการ 4-5 วัน
.
การหายตัวไปของน้องดีเจ ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง ว่าน้องไปอยู่ตรงจุดนั้นได้อย่างไร ข้อมูลต่างๆ ที่แชร์กันตอนนี้ในโลกออนไลน์เป็นเพียงข้อคิดเห็นหรือทัศนะส่วนบุคคลครับ ทีมงานได้หารือกับทางผู้กำกับการ สภ .วิชิตหลังจากพบตัวน้องดีเจ มีการตั้งประเด็นและสมมุติฐานต่างๆ แต่ท้ายสุด คงต้องรอข้อเท็จจริงจากตัวเด็กและพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้น้องดีเจและครอบครัวควรได้พักผ่อนก่อนครับ
.
เราจะรายงานข้อเท็จจริงที่เปิดเผยได้โดยทันที และการถอดบทเรียนอันเป็นประโยชน์ในการป้องกันเด็กหายต่อไปครับ
.
ขอบคุณทุกท่านจากใจอีกครั้งครับ

หมายเหตุ : ภาพประกาศตามหาน้องดีเจทุกภาพ ที่ท่านกดแชร์ไปจากเพจนี้ จะถูกลบออกไปโดยอัตโนมัติครับ.

ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา
9 กุมภาพันธ์ 2559 (15.50น.)

 

 

นี่คือ Infographic ที่ทางศูนย์ทำขึ้นเพื่อช่วยกันแชร์ข้อมูล

น้องดีเจ (2)

น้องดีเจ (3)

น้องดีเจ (4)

น้องดีเจ (8)

น้องดีเจ (6)

น้องดีเจ (5)

น้องดีเจ (7)

 

เนื่องจากข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปนั้นมีข้อมูลหลายอย่างที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทางศูนย์ฯ จึงขอให้ทางผู้รับข่าวสารได้ติดตามข้อมูลจากเพจ “ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา” 02-973-2236-7 หรือ e-mail [email protected]

ทางนิตยสารอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์ขอร่วมขอบคุณทีมค้นหา และศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ที่ช่วยกันค้นหาน้องดีเจจนพบ และเมื่อพบว่าเด็กหายออกจากบ้าน คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบตั้งสติ รวบรวมข้อมูล เข้าแจ้งความและแจ้งกับหน่วยงานที่ช่วยเหลือท่านได้ เช่น “ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา” 02-973-2236-7

จุดอำนวยความสะดวก

ลานจอดรถ  เรามีที่จอดรถรองรับคุณพ่อคุณแม่นักช็อป

  • ลานกลางแจ้ง P1 และ P2 รองรับรถยนต์ส่วนบุคคลได้กว่า 1,000 คัน
  • ลานจอดรถภายในอาคาร (มีค่าบริการ**) รองรับรถยนต์ส่วนบุคคลได้กว่า 1,600 คัน

(*ค่าบริการ 3 ชั่วโมงแรก 40 บาท  ชั่วโมงต่อไปคิดชั่วโมงละ 20 บาท (ให้บริการ 6.00 – 24.00 น. หลัง 24.00 น.

คิดชั่วโมงละ 100 บาท)

สะดวกยิ่งขึ้นด้วยรถบริการรับ – ส่ง

  • จากฮอลล์ 106 ไปยังลานจอดรถ P1 และ P2

_MG_6965

 

บริการรถตู้รับ – ส่ง จากรถไฟฟ้า BTS

  • รับจากหน้าทางเข้าไบเทคพาท่านมาที่งาน Amarin Baby & Kids Fair เอาใจคุณแม่นักช็อปที่ชอบเดินทางชิลๆ สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องกลัวรถติด

_MG_6971

จุดเรียกรถแท็กซี่ 

  • สะดวกสุดๆ ด้วยบริการรถแท็กซี่ ส่งคุณถึงบ้านอย่างสบายใจ

7-taxi

จุดบริการรถเข็น

  • อันนี้ก็อยากได้ อันนั้นก็อยากซื้อ แต่ถือของเต็มมือแล้วทำอย่างไรดี ไม่ต้องห่วง ทางเรามีบริการยืมรถเข็นภายในงาน ให้คุณช็อปได้อย่างจุใจ

 

จุดรับฝากของ

  • คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องการถือของหนัก เพราะเรามีบริการรับฝากของ ให้คุณแม่ได้ช็อปอย่างสบายใจ

จุดรับฝากของ

 

จุดบริการรับส่งสินค้าถึงบ้าน

  • หากคุณแม่ไม่สะดวกที่จะขนสินค้ากลับ เรามีบริการส่งสินค้าให้ถึงบ้าน โดยบริษัท Kerry Express จำกัด (ค่าบริการตามน้ำหนักและระยะทาง)

 

ห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม และห้องให้นมบุตร 

  • ไม่ต้องคอยกังวลว่าหนูน้อยจะร้องไห้ หิวนม หรืองอแงจากความไม่สบายตัวอีกต่อไป ทาง Amairn Bay & Kids ใส่ใจคุณแม่ คุณลูก โดยจัดห้องให้นมบุตร และห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม คอยให้บริการ พร้อมผ้าอ้อม และแผ่นซับน้ำนม ภายในห้องยังมีมุมอ่านหนังสือนิทานให้กับคุณพ่อที่มานั่งรอ เพลิดเพลินกับการช้อปได้ตลอดงาน

ห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม2

Tags

โปรโมชั่นในงาน

ต่อที่ 1

  • ช็อปครบ 2,000 บ. ถ่ายรูปฟรี! กับทีมช่างภาพจากนิตยสาร Amarin Baby & Kids
  • ช็อปทุกๆ 2,000 บ. ลุ้นรับฟรี! คอกกั้นเด็ก Haenim รุ่น Playgame มูลค่า 4,500 บ., เป้อุ้มเด็ก Todbi (Hip Seat) มูลค่า 6,450 บ., บ้านเด็ก Haenim Kids House มูลค่า 9,900 บ., รถเข็น Reacaro รุ่น Easylife Limited Edition มูลค่า 17,500 บ.

ต่อที่ 2

  • ช็อปครบ 3,000 บ. ฟรี! ผลิตภัณฑ์ Babi Mild มูลค่า 35-72 บ. (1,184 ชิ้น)
  • ช็อปครบ 8,000 บ. ฟรี! Baby Wipes Pureen มูลค่า 129 บ. (800 ชิ้น)
  • ช็อปครบ 15,000 บ. ฟรี! บัตร Gift Voucher ทดลองเรียนว่ายน้ำฟรี จาก Swimming Kids มูลค่า 900 บ. (320 ใบ)

 

promotion

 

จุดลงทะเบียน

  • รับของที่ระลึกฟรี!

register

_MG_6975

 

อมรินทร์ เบบี้ แอนด์ คิดส์ สตูดิโอ (Amarin Baby & Kids Studio) 

  • ช็อป แล้วแชะ เป็นแม่ดันให้ลูกน้อย เมื่อซื้อสินค้าครบ 2,000 บาท ขึ้นไป นำใบเสร็จจากร้านค้าไปร่วมกิจกรรมถ่ายรูปหนูน้อย (อายุแรกเกิด – 12 ปี) และหนูน้อยที่มีอายุ 3 เดือน – 3 ปี ยังมีโอกาสเข้าร่วม ลุ้นถ่ายขึ้นปกนิตยสาร Amarin Baby & Kids  ในกิจกรรม Cover Kids (* เงื่อนไขการถ่ายรูป หนูน้อย 1 คน จะได้รับสิทธิ์ถ่ายรูป 1 สิทธิ์ต่อวัน, ** ติดตามเงื่อนไขอื่นๆ ภายในงาน)

_MG_8250

_MG_6004

_MG_6065

 

ประกวดแม่ท้องสุขภาพดี

  • สำหรับคุณแม่ท้องที่มีอายุครรภ์ 12-28 สัปดาห์ เมื่อซื้อสินค้าครบ 2,000 บาท ขึ้นไป นำใบเสร็จจากร้านค้า ร่วมกิจกรรมประกวดแม่ท้องสุขภาพดี ลุ้นถ่าย Fashion Set ลงนิตยสาร Amarin Baby & Kids

Studio แม่ท้อง

แพรวเพื่อนเด็กเล่านิทาน

  • เหนื่อยจากการเดินช็อป เรามีมุมคุณหนูให้นั่งพักฟังนิทานสนุกๆ จากแพรวเพื่อนเด็ก

_MG_7372

IMG_6173

Tags

ตารางการจัดงาน AMARIN Baby & Kids Fair ครั้งที่ 7

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559

10.30 – 11.00 น. พิธีเปิด

11.00 – 11.30 น. มอบรางวัล “หนูน้อยขวัญใจมหาชน”

15.00 – 15.30 น. ลงทะเบียน (แข่งคลาน และ เตาะแตะ)

ดูรายละเอียดการแข่งขัน Baby Rally ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 24-28 กุมภาพันธ์ 2559 คลิกเลยค่ะ

 

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559

10.30 – 11.00 น. ลงทะเบียน (แข่งคลาน และ เตาะแตะ)

 

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559

10.30 – 11.00 น. ลงทะเบียน (แข่งคลาน และ เตาะแตะ)

 

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559

11.00 – 12.20 น. Fashion Show น้องๆเข้ารอบ 40 คน

13.10 – 13.40 น. เล่านิทาน Smart Kids

13.40 – 13.50 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

14.00 – 14.10 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

14.00 – 14.10 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

14.20 – 14.30 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

14.40 – 14.50 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

15.00 – 15.10 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

15.20 – 15.30 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

15.40 – 15.50 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

16.20 – 16.30 น. กิจกรรมจากสำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

17.00 – 17.10 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

17.20 – 17.30 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

17.30 – 18.00 น. เล่านิทาน Smart Kids

 

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559

11.00 – 11.40 น. เล่านิทาน Smart Kids

11.40 – 11.50 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

12.00 – 12.10 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

13.10 – 13.20 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

13.30 – 13.40 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

13.50 – 14.00 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

14.10 – 14.20 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

14.20 – 14.50 น. เล่านิทาน Smart Kids

14.50 – 15.00 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

15.10 – 15.20 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

15.30 – 16.30 น. แพรวเพื่อนเด็ก

16.30 – 16.40 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

16.50 – 17.00 น. กิจกรรมจาก Main Sponsor

17.30 – 17.50 น. Lucky Draw – ประกาศผลรางวัล

Tags

10 เด็กดัง ในชุดกี่เพ้ารับอั่งเปา

ในเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมานี้ หลายบ้านได้จัดหาชุดกี่เพ้า หรือเสื้อผ้าสีแดงที่เป็นสิริมงคลของชาวจีน มาให้ลูกหลานได้ใส่กัน แน่นอนว่าในปีนี้มีบ้านดาราดังที่ต้อนรับสมาชิกใหม่เพียบ มาดูกันค่ะ

เริ่มต้นด้วยครอบครัวของคุณแม่พลอย ชิดจันทร์ กับลูกๆ ทั้ง 4 ที่มาจาก IG : ploychidjun

10_dadadek (11)

คุณแม่นานา น้องบีน่า บรู้คลิน กับคุณเจนี่ ที่มาจาก IG : Janienieeleven

10_dadadek (7)

น้องโปรดสุดหล่อ หนูน้อยขวัญใจมหาชนของเราในปี 2015 ที่มาจาก IG : ppanward

10_dadadek (9)

น้องวันใหม่รอรับซองอั่งเปาจากเฮียบอย ที่มาจาก IG : momomama1234

10_dadadek (8)

น้องมายูในชุดกี่เพ้าสีชมพู มีคนกดไลค์กว่าหมื่นคน ที่มาจาก IG : mayfuang, kanchai

10_dadadek (10) 10_dadadek (3)

ภาพน้องมะลิจากแฟนคลับที่สร้างอินสตาแกรมมาให้พี่ๆ ติดตาม ที่มาจาก IG : malicandaporfamily_fc

10_dadadek (4)

น้องฮันเตอร์ ลูกชายของคุณแม่ฮาน่ากับคุณพ่อฮิวโก้ ที่ตอนนี้โกอินเตอร์แล้ว ที่มาจาก IG : hanahugo

10_dadadek (13)

น้องบีน่า เด็กน้อยน่ารักที่ลือกันว่าเป็นลูกสาวของเจี๊ยบ เลียบด่วน ที่มาจาก IG : somrak_k

10_dadadek (6)

น้องนาวา กับแม่อ้อม พิยดา ที่มาจาก IG : aomphiyada

10_dadadek (12)

น้องอลิน อลัน ลูกแฝดของคุณโอปอล์ และหมอโอ๊ค ชุดแดงรับตรุษจีนแรก ที่มาจาก IG : opalpanisara

10_dadadek (2)

ใครที่จับลูกแต่งตัวสวยๆ น่ารักแบบนี้คงจะสนุกน่าดู และเจอกันในเทศกาลต่อไปในตีม “วันวาเลนไทน์” จ้า^^

10 เมนูเด็ด ที่ทำจากอาหารไหว้เจ้าวันตรุษจีน

“ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้”
เชื่อว่าพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนทุกบ้านคงมีความสุขกันถ้วนหน้า และคงอิ่มหนำสำราญกับบรรดาของไหว้สารพันชนิด แต่ภายหลังจากวันไหว้แล้ว จะพบว่ามีของไหว้หลายอย่างยังเหลือค้างจนต้องเก็บแช่ตู้เย็นไว้ หลายคนก็เริ่มต้องมองหาวิธีดัดแปลงของไหว้ที่เหลืออยู่ให้เป็นอาหารต่างๆ ซึ่งวันนี้ Amarin Baby & Kids มีเมนูอาหารมาแนะนำกันค่ะ

1.ไก่รวนเกลือ/ไก่ทอดกระเทียมพริกไทย
เมนูยอดนิยมที่เก็บไว้อร่อยกันได้หลายวันเลยทีเดียว โดยสามารถเปลี่ยนเป็นหมูหรือเป็ดได้ตามแต่ของที่เหลือ
119_6_1.1.172_326X580_6_1.1.172_326X580

2.ต้มจืดฟักใส่ไก่/หมู
เมนูนี้เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี ใส่สาหร่ายด้วยก็ดีค่ะ
133_6_1.1.84_326X580_6_1.1.84_326X580

3.ไก่/หมูผัดขิง
สำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูก เมนูนี้เรียกน้ำนมได้ดีทีเดียว
210_6_1.1.244_326X581

4.แกงเผ็ดเป็ดย่าง
หากบ้านไหนไหว้ผลไม้เป็นสับปะรดหรือองุ่น ก็นำมาใส่ลงหม้อด้วยกันได้เลย
1.1.204_6_1.1.204_324X582

5.แกงเขียวหวานไก่/หมู
ทานกับข้าวสวยก็อร่อย ขนมจีนก็เข้ากัน หรือจะลองราดบนเส้นหมี่ซั่วก็อร่อยไปอีกแบบ
แกงเขียวหวานหมู_6_1.1.42_326X580

6.ปลาทอด/นึ่งลุยสวน
ไม่ว่าจะเป็นปลาอะไร ให้ลองนำมาทอดหรือนิ่ง แล้วทำน้ำยำราด รับรองว่าแซ่บถึงใจ
574_1.1.665_6_1.1.665_326X580

7.ลาบเป็ด
ทำเมนูนี้เสร็จ อาจต้องเรียกหาข้าวเหนียวด้วยทันที
1.1.413_6_1.1.413_333X586

8.ผัดกะเพรา
เมนูแสนง่าย ใช้ได้กับทุกวัตถุดิบที่เหลืออยู่ ทั้งหมู ไก่ เป็ด ปลาหมึก แต่อย่าลืมไข่ดาวสวยๆ โปะหน้า
เมนู ตรุษจีน

9.ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์
เมนูนี้ก็เช่นกัน จะเปลี่ยนเป็นหมูก็อร่อยไม่แพ้กัน
kaipudmedmamuanghimaphan_6_1.1.718_326X580

10.ต้มยำไก่
จะทำแบบน้ำข้นน้ำใสก็ตามแต่ชอบ
1.1.188_109_6_1.1.188_326X580

ภาพจาก www.knorr.co.th

Tags

สมูทตี้สตรอว์เบอร์รี่กล้วยโยเกิร์ต

เมนูน้ำปั่นสุดจี๊ด ที่ช่วยปลุกความสดชื่นยามเช้าให้กับคุณแม่ ทำง่ายๆ แถมวิตามินซีล้นแก้ว

ส่วนผสม (สำหรับ 2 แก้ว)

  1. สตอว์เบอร์รี่สด      5-10        ลูก
  2. กล้วยหอม              ½            ลูก
  3. โยเกิร์ต                   ½            ถ้วย
  4. น้ำส้มคั้น                ½            ถ้วย
  5. น้ำมะนาว               1              ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำแข็งบด               1              กำมือ

วิธีการทำ

หั่นสตรอว์เบอร์รี่และกล้วยหอมใส่เครื่องปั่น ตามด้วยโยเกิร์ต น้ำส้มคั้น น้ำมะนาว และน้ำแข็งบด ปั่นส่วนผสมให้เนียนเข้ากัน เทใส่แก้วและจัดเสิร์ฟ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เด็กนักเรียนจินตนาการเหลือล้ำ แต่งโคลงสี่สุภาพจนคุณครูต้องโอดครวญ “โอ้ยย ! ครูจะบ้าา”

เด็กประถมโรงเรียนสารวิทยาส่งการบ้านวิชาภาษาไทยให้กับคุณครูสุดสวย แต่เมื่อนำมาส่งแล้วคุณครูถึงขั้นอดประทับใจในความน่ารักนี้ไม่ได้ จึงได้เผยแพร่ลงเฟซบุ๊ก ชาวออนไลน์เห็นแล้วรู้สึกอมยิ้มด้วยความเอ็นดู เพราะมีภาพวาดมินเนี่ยนน้อยถือกล้วย ร้องเพลงบานาน่า

banana

“โอ้ยย ! ครูจะบ้าา
หนูคิดนานมั้ยลูกโคลงสี่สุภาพบทนี้ มินเนี่ยนร้องเพลงคืออะไร คือจะด่ามันก็ไม่ได้ เอก7โท4 ตรงเป๊ะ
ครูหละเพลียย 555555
**ครูลงขำๆนะคะ เรียกรอยยิ้มเสียงหัวเราะก็พอเนอะ จริงๆงานเด็กผิดเนื่องจากคำสัมผัส นอกซ้ำ บทประพันธ์ไม่มีความหมาย ครูให้กลับไปแก้ไขแล้วค่ะ ไม่ดราม่าเนอะครูขอ T^T ส่วนเรื่องลอกเนตไหม ครูถามแล้ว เด็กบอกว่าเค้าคิดออกเพราะกำลังฟังเพลงนี้พอดี อาจจะคิดได้เหมือนกันพอดีก็เป็นไปได้ค่ะ อยากให้อ่านขำๆพอนะคะ ขอบคุณค่ะ ^^” (ที่มาจากเฟซบุ๊ก Suvimon’ Noi)

สุดท้ายคุณครูให้นำกลับไปแก้ไข พร้อมชี้แจงว่า คำซ้ำในบทประพันธ์ไม่มีความหมาย เมื่อถามเด็กว่าล็อกมาจากอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า หนูน้อยบอกว่าคิดเองเพราะกำลังอยากฟังเพลงนี้พอดี

คุณพ่อคุณแม่เห็นข่าวนี้แล้วก็อย่าลืมช่วยตรวจการบ้านลูกก่อนนำส่งคุณครูด้วยนะคะ^^

Tags

ไข้ซิกา

พบผู้ป่วย ไข้ซิกา ต้องแจ้งความ

ไข้ซิกา เป็นอันตรายกับหญิงตั้งครรภ์ช่วง 12 สัปดาห์ ถือว่าเป็นครรภ์อ่อนๆ ที่ระบบเซลล์กำลังพัฒนาไปเป็นกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ อย่างที่ทราบกันว่าไวรัสซิก้า ทำให้เด็กเกิดมามีศีรษะเล็ก ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

พบผู้ป่วย ไข้ซิกา ต้องแจ้งความ

 

ไข้ซิกา

องค์การอนามัยโรคประกาศให้โรคระบาดจากไวรัสซิก้านี้จัดเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะทำให้เด็กที่คลอดออกมามีลักษณะพิการ

images2

กระทรวงสาธารณสุขบราซิลเฝ้าระวังโรคระบาดจาก “ไวรัสซิก้า” ที่กำลังกระจายโรคออกไปหลายพื้นที่ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการออกผื่นและเป็นไข้ใน 2 – 3 วัน โดยไวรัสร้ายนี้มียุงเป็นพาหะเช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก และชิคุนกุนยา ส่วนรัฐบาลประกาศห้ามคนท้องงดเข้าชมกีฬาโอลิมปิกในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2559 และมีการฉีดพ่นยากำจัดยุงลายในเขตบ้านเรือน เพราะมีผู้ติดเชื้อกว่า 1,000 คนแล้ว

images

การกำจัดยุงลาย จะสามารถควบคุมได้ 3 โรค
1. ไข้เลือดออก
2. ไข้ปวดข้อชิคุนกุนยา
3. ไข้ชิกา

ไวรัสซิก้า, ไข้ซิกา

ประเทศบราซิลพบผู้เสียชีวิตจากไวรัสซิกา 2 เคส คนแรกเป็นผู้ป่วยทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ในเมืองเบเลง รัฐพารา ขณะที่ผู้ป่วยกำลังรักษาตัวในโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน คนที่สองเป็นวัยรุ่นสาววัย 16 ปี ถูกนำมาส่งรักษาโดยคาดว่าเป็นโรคไข้เลือดออก แต่ตรวจสอบพบว่าเสียชีวิตจากไวรัสซิก้า

ยุงลาย ต้นเหตุ ไข้ซิกา ในคุณแม่ตั้งครรภ์

ถือได้ว่าเป็นการพบผู้เสียชีวิตจากไวรัสซิก้า เป็นครั้งแรก โดยกระทรวงสาธารณสุขของบราซิลยังเตือนให้ผู้หญิงบราซิลที่กำลังวางแผนมีลูกให้ระวังและตรวจสอบการติดเชื้อจากไวรัสตัวนี้ด้วย เนื่องจากไวรัสจะส่งผลต่อเด็กในครรภ์ทำให้มีกระโหลกศีรษะเล็กผิดรูปตั้งแต่คลอด

ไวรัสซิก้า, ไข้ซิกา
ทารกไม่มีกะโหลก เนื่องจาก แม่ติดเชื้อ ไข้ซิกา ตอนท้อง

องค์การอนามัยโลกจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพื้นที่ในช่วงสัปดาห์หน้า ใครที่กำลังมีแพลนจะต้องเดินทางไปบราซิลก็ระวังเจ้ายุงร้ายเหล่านี้ด้วย

อ่านต่อ ไวรัสซิกาในประเทศไทย คลิกหน้า 2

ตรุษจีน

ตรุษจีน กับความหมายของซองอั่งเปาและแต๊ะเอีย

ใกล้เทศกาล ตรุษจีน เข้ามาทุกที คุณพ่อ คุณแม่ ที่มีเชื้อสายจีนหลายคนเตรียมซองสีแดงๆ ไว้ให้ลูกหลาน หลายคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าควรจะใส่เงินจำนวนเท่าไหร่ลงไปในซอง และยังมีอีกหลายคนที่ยังงงๆ อยู่ว่า อั่งเปา กับ แต๊ะเอีย ต่างกันอย่างไร? แม่น้องเล็กมีคำตอบมาฝากค่ะ

 

ตรุษจีน กับความหมายของซองอั่งเปาและแต๊ะเอีย

1.อั่งเปา หมายถึง ซองสีแดง

อั่งเปาหมายถึงซองสีแดง อันหมายถึงสัญลักษณ์แห่งเทศกาล ตรุษจีน (อั่ง แปลว่าสีแดง + เปา แปลว่าซองหรือกระเป๋า) ในปัจจุบันนี้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่เอาใจเด็กๆ ด้วยการนำตัวการ์ตูน อาทิ เอลซ่า มาใส่ชุดอาหมวย เพื่อดึงดูดความสดใจของเด็กๆ

2.แต๊ะเอีย หมายถึง เงินที่อยู่ในซอง

ในสมัยก่อนเงินของชาวจีนเป็นเหรียญที่ต้องใช้เชือกร้อยผูกไว้กับเอว แต่ปัจจุบันเป็นธนบัตรแล้ว (แต๊ะ แปลว่า ทับ หรือ กด, เอีย แปลว่า เอว) จึงไม่มีใครนิยมนำมาห้อยเอวกันแล้ว

ตรุษจีน
อั่งเปาคือซองสีแดง แต๊ะเอียคือเงินที่อยู่ในซอง

3.แต๊ะเอีย ใส่เป็นเลขคู่จึงจะโชคดี

หากถามว่าควรใส่แต๊ะเอียเท่าไหร่ คนจีนมักจะใส่กันเป็นเลขคู่ เพราะหมายถึงโชคทวีคูณ อาจจะใส่ 400 บาท, 600 บาท, 800 บาท และยิ่งเป็นเลข 8 ยิ่งเป็นที่นิยม เพราะในภาษาจีนออกเสียงคล้ายกับคำที่แปลว่า “ร่ำรวย”

4.ลูกหลานมีงานทำแล้วก็จะไม่ได้แต๊ะเอีย

แม้เราอาจจะเคยได้แต๊ะเอียกันทุกปี แต่เมื่อเราเติบโตมีการงานทำแล้ว ก็ต้องมอบซองสีแดงเป็นแต๊ะเอียให้กับเด็กๆ รุ่นหลังเราต่อไป

5.ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ อั่งเปาตั่วตั่วไก๊

เป็นคำอวยพรที่เรามักจะได้ยินกันในช่วงเทศกาล ตรุษจีน อันหมายถึงขอให้ปีนี้เป็นปีที่ร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติเพิ่มพูน เฟื่องฟูขึ้น สมปรารถนา และขอให้ได้อั่งเปาเยอะๆ

 

16 ข้อห้าม วันตรุษจีน

ในวันเทศกาล ตรุษจีน จะมีข้อห้ามที่ห้ามทำกันในวันนั้น เพื่อความเป็นสิริมงคลของครอบครัว ซึ่งมีดังนี้

1.ห้ามพูดคำหยาบคาย ด่าทอ ทะเลาะเบาะแว้ง เพราะจะไม่เป็นมงคล และโชคร้ายตลอดทั้งปี เราจึงควรพูดจาทักทายกันด้วยคำพูดดีๆ อวยพรกันแต่สิ่งดีๆ เพื่อเป็นมงคล

2.ห้ามกวาดบ้าน เพราะถือเป็นการปัดโชคลาภ เงินทองออกไปจากบ้าน แต่จะไปทำความสะอาดกันหนึ่งวันก่อนวันตรุษจีน เพื่อให้บ้านสะอาดรับปีใหม่

3.ห้ามใช้ของมีคม ทั้งมีด และกรรไกร เพราะจะเป็นการตัดโชคดีออกไปด้วย

4.ห้ามสระผมหรือตัดผม คำว่า “ผม” เป็นคำพ้องกับคำว่า มั่งคั่ง ดังนั้น การสระหรือตัดผมในวันตรุษจีน ถือเป็นการล้าง หรือตัดความโชคดีออกไป

ตรุษจีน
การสระหรือตัดผมในวันตรุษจีน ถือเป็นการล้าง หรือตัดความโชคดีออกไป

5.ห้ามซักผ้า เทพเจ้าแห่งน้ำเกิดในวันตรุษจีน ดังนั้นการซักผ้าในวันนี้ จึงถือเป็นการลบหลู่ท่าน

6.ห้ามร้องไห้ เพราะจะทำให้พบกับเรื่องไม่ดีและเสียใจไปตลอดทั้งปี แม้แต่เด็กเล็ก ไม่ว่าจะซนแค่ไหน ผู้ปกครองก็จะไม่ตี เพื่อไม่ให้เด็กร้องไห้ในวันนี้

7.ห้ามซื้อรองเท้าใหม่ เพราะรองเท้าในภาษาจีน ออกเสียงว่า Hai คล้ายกับเสียงถอนหายใจ คนจีนจึงถือว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีของการเริ่มต้น

8.ห้ามกินโจ๊ก ชาวจีนมีความเชื่อว่า คนจนคือคนที่กินโจ๊กในยามเช้า ดังนั้น การกินโจ๊กในตอนเช้าของวันตรุษจีน เหมือนเป็นการขัดขวางไม่ให้ตัวเองร่ำรวย

9.ห้ามเข้าไปในห้องนอนของคนอื่น หากเข้าห้องนอนคนอื่นจะโชคร้าย ไม่ว่าเจ้าของบ้านจะเจ็บป่วยขนาดไหน ก็ไม่ควรให้แขกเข้ามาเยี่ยมในห้องนอน

10.ห้ามใส่ชุดขาวดำ ตามความเชื่อของชาวจีน เสื้อผ้าสีขาวดำ คือสีที่ไม่เป็นมงคล นิยมสวมใส่ในงานศพ เราจึงควรสวมใส่เสื้อผ้าสีแดง ซึ่งเป็นสีมงคลตามความเชื่อ

11.ห้ามทำของแตกหัก ชาวจีนมีความเชื่อว่า การทำสิ่งของแตก หมายถึง เป็นลางร้ายว่าคนในครอบครัวจะแตกแยก หรืออาจมีคนในครอบครัวเสียชีวิต

12.ห้ามให้ยืมเงิน หากให้ยืมเงินในวันตรุษจีน จะทำให้มีแต่คนมายืมเงินตลอด และหากใครติดเงินใคร ผู้นั้นจะมีหนี้สินตลอดทั้งปี ควรจะคืนให้เรียบร้อยก่อนถึงวันตรุษจีน

ตรุษจีน
ห้ามให้ยืมเงิน หากให้ยืมเงินในวันตรุษจีน จะทำให้มีแต่คนมายืมเงินตลอด

13.ห้ามทำงาน เชื่อกันว่า หากทำงานในวันปีใหม่ ก็จะทำให้เราต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยตรากตรำตลอดทั้งวัน วันตรุษจีนจึงถือเป็นวันพักผ่อนที่ญาติๆ จะได้พบปะกัน

14.ห้ามกินเนื้อสัตว์ เชื่อกันว่าเทพเจ้าที่ลงมาในตอนเช้าของวันตรุษจีนเป็นมังสวิรัติ  ซึ่งการเลือกกินเจในตอนเช้านั้นคือมื้อแรกของวัน  และจะส่งผลให้ได้บุญตลอดทั้งปี

15.ห้ามให้คนอื่นล้วงกระเป๋า เพราะการทำเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าอะไรก็ตาม เช่น กระเป๋าเสื้อ กางเกง ต่างๆ เชื่อว่าจะโดนล้วงสิ่งดีๆ ออกไปจากชีวิต

16.ห้ามนอนกลางวัน เชื่อว่าการถ้าเรานั้นนอนกลางวันในวันตรุษจีน จะทำให้กลายเป็นคนขี้เกียจตลอดปี  ดังนั้น เราจึงไม่ควรที่จะนอนกลางวัน

ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นการปฏิบัติตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลของทุกคนในครอบครัว

อ่านเนื้อหาที่น่าสนใจเพิ่มเติม คลิก!!

อยากรวย อยากเฮง ไหว้ตรุษจีน แบบนี้รับทรัพย์แน่นอน!

10 เมนูเด็ด ที่ทำจากอาหารไหว้เจ้าวันตรุษจีน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ช่วยลูกรักเมื่อถูกแมลงกัดต่อย – easy baby & kids


เพราะแมลง เช่น ผึ้ง ต่อ แตน มีเหล็กใน ที่ต่อยแล้วจะทำให้ลูกน้อยหรือแม้แต่ผู้ใหญ่มีอาการปวด บวมแดง คัน และอาจทำให้แพ้จนเป็นอันตรายได้ ซึ่งหากลูกรักถูกแมลงเหล่านี้ต่อยเมื่อใด ควรรีบดูแลเบื้องต้นดังนี้ค่ะ

Tags

ปฐมพยาบาล

ช่วยลูกรักจากอาการชักเบื้องต้น – easy baby & kids

เมื่อลูกน้อยมีไข้สูงแล้วเกิดอาการชักขึ้น คุณแม่ไม่ควรตื่นตกใจเสียงดัง เขย่าตัวลูก หรือกอดรัดลูกแน่นๆ เด็ดขาด แต่ควรตั้งสติและ “ปฐมพยาบาล” เบื้องต้นให้ลูกตามขั้นตอนนี้ค่ะ

ปฐมพยาบาล

วอนผู้ใจบุญช่วย 2 พี่น้องถูกรถชน คนพี่เหลือแขนเดียวแต่ยังเล่นทรัมเป็ตได้

วอนช่วย ด.ช. 2 พี่น้อง ถูกรถบรรทุกชน คนพี่ 13 ปี แขนขาด คนน้อง 5 ขวบ ขาหัก คดีไม่คืบ แม่วอน ตร. ช่วยติดตาม ส่วนครูขอผู้ใหญ่ใจบุญช่วยต่อแขนเทียมให้ เพราะเด็กเป็นนักดนตรีโรงเรียน เหลือแขนเดียวแต่ยังเล่นทรัมเป็ตได้คล่องแคล่ว

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 59 นางประไพร รอดกสิกรรม ชาวบ้าน อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวของไทยรัฐว่า ว่า ลูกชายทั้งสอง ด.ช.คุณากร เติดสูงเนิน หรือ ต้าร์ อายุ 13 ปี และ ด.ช.ภูวนันท์ เติดสูงเนิน อายุ 5 ขวบ หรือน้องภู ถูกรถบรรทุกหกล้อชนจนได้รับบาดเจ็บ ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2559 เป็นระยะเวลาเกือบเดือนแล้ว โดย ด.ช.คุณากร คนพี่ต้องตัดแขนซ้ายทิ้ง ส่วน ด.ช.ภูวนันท์ ขาซ้ายท่อนบนหัก แต่คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งคู่กรณียังไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลแต่อย่างใด จึงวอนผ่านสื่อเพื่อขอความเป็นธรรมด้วย

พี่น้องถูกรถชน-แขนขาด-ขาหัก

“ครอบครัวเราเช่านาเขาทำ ไม่มีเงินพอที่จะรักษาลูกชายทั้งสองคน โดยเฉพาะ ด.ช.คุณากร หรือน้องต้าร์ กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 และเป็นนักดนตรีประจำโรงเรียนพิไกรวิทยา อนาคตกำลังไปได้ดี แต่ต้องมามีสภาพเป็นคนพิการแขนขาด รู้สึกสงสารลูก แต่ไม่รู้จะช่วยลูกได้อย่างไร ตอนนี้อยากให้ลูกมีทุนการศึกษาและแขนเทียม เพื่อจะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น และอยากให้คดีคืบหน้ามากไปกว่านี้” นางประไพร ผู้เป็นแม่ กล่าว

ด้านนายกัมพล อินเลี้ยง ครูสอนดนตรี โรงเรียนพิไกรวิทยา กล่าวว่า ด.ช.คุณากร เป็นนักดนตรีวงลูกทุ่งและวงดุริยางค์ของโรงเรียน เป็นเด็กที่ฉลาด ตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกซ้อม เรียนรู้ได้เร็ว เล่นดนตรีได้เก่งมาก โดยเฉพาะทรัมเป็ต แม้หลังประสบอุบัติเหตุแขนจะหายไปหนึ่งข้าง แต่ก็ยังพยายามมาเล่นดนตรีร่วมกับเพื่อนๆ เพราะเด็กมีใจรักในด้านดนตรีเป็นอย่างมาก ความจริงอยากให้เด็กคนนี้มีโอกาสเล่นเครื่องดนตรีชนิดอื่น หรือทำอะไรได้เหมือนกับคนอื่น หากมีผู้ที่ใจดีมอบแขนเทียมให้ คงจะดีไม่น้อย

“ทุกวันนี้ ด.ช.คุณากร ยังช่วยพ่อแม่ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน ล้างถ้วยล้างจาน เลี้ยงน้องชายแทนพ่อกับแม่ เวลามาโรงเรียนก็เป็นเด็กฉลาดตั้งใจเรียน อีกทั้งยังเป็นนักดนตรีวงดุริยางค์และวงดนตรีลูกทุ่งประจำโรงเรียน เล่นเครื่องดนตรีทรัมเป็ตได้อย่างคล่องแคล่ว จึงอยากวอนผู้ใจบุญบริจาคแขนเทียมและทุนการศึกษา ได้ที่ หมายเลขบัญชี 04-2902-20-072592-1 ชื่อบัญชีนางสาวประไพร รอดกสิกรรม เพื่อ ด.ช.คุณากร เติดสูงเนิน ธนาคารออมสิน สาขาพรานกระต่าย ประเภทบัญชีเผื่อเรียก” ครูกัมพล กล่าว

 

ที่มาและภาพ : ไทยรัฐ

โรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ ภัยร้ายเด็กเล็กที่ก่อโรคหัวใจในเด็ก

ช่วงนี้มีเด็กป่วยด้วย โรคคาวาซากิ ในไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และพบภาวะการต้านยามากขึ้น ภัยร้ายที่แท้จริงคือโรคนี้ส่งผลต่อหลอดเลือดหัวใจจนอาจทำให้พิการได้

คุณพ่อคุณแม่รู้จัก “โรคคาวาซากิ(Kawasaki Disease)” ไหมคะ?

เชื่อได้ว่าคนส่วนใหญ่อาจทำหน้างง พลางคิดไปว่าโรคอะไรเนี่ย ชื่อเหมือนจักรยานยนต์ยี่ห้อหนึ่ง สัญชาติญี่ปุ่นเลย อย่ากระนั้นเลย ไปถามผู้เชี่ยวชาญกันดีกว่า

พญ.มณินทร วรรณรัตน์ กุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 ระบุว่าโรคคาวาซากินั้น มีรายงานครั้งแรกตั้งแต่ปี 1967 โดยแพทย์ชาวญี่ปุ่นชื่อโทมิซากุ คาวาซากิ (Tomisaku Kawasaki) ตรวจพบในเด็กชายชาวญี่ปุ่นอายุ 4 ปี ที่ป่วยเป็นไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ ซึ่งไม่เคยตรวจพบมาก่อน หลังจากนั้นจึงตรวจพบผู้ป่วยอาการแบบเดียวกันมาเรื่อยๆ และมีอุบัติการณ์ของโรคนี้กระจายไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอายุน้อยกว่า 5 ปี

โรคคาวาซากิคืออะไร
โรคคาวาซากิเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

ในไทยพบผู้ป่วยโรคคาวาซากิมากแค่ไหน?

ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 5-10 รายในประชากร 100,000 คน แต่ในระยะหลังๆ นี้พบว่ามีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และพบภาวะการต้านยามากขึ้นด้วย เฉพาะในโรงพยาบาลเวชธานีก็พบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคคาวาซากิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีเช่นกัน เนื่องจากโรคนี้หากให้การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือ ก่อน 10 วันแรกของโรค จะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคแทรกซ้อนลงได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หลอดเลือดหัวใจ ผู้ปกครองของเด็กเล็กจึงควรทำความรู้จักกับโรคนี้ เพื่อรับมือและช่วยให้การรักษาสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด

 

สาเหตุและอาการของโรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่ทำให้มีการอักเสบของเส้นเลือดขนาดกลางทั่วร่างกาย ซึ่งมีผลต่ออวัยวะในร่างกายหลายระบบ เกณฑ์การวินิจฉัยโรคคาวาซากิ ประกอบด้วย ไข้สูงมากกว่า 5 วัน ร่วมกับมีอาการต่างๆ 4 ใน 5 ข้อนี้

  1. เยื่อบุตาอักเสบ 2 ข้าง
  2. มีอาการของลิ้นและริมฝีปาก ได้แก่ ลิ้นเป็นสตรอเบอร์รี่ ริมฝีปากบวมแดง แห้งแตก
  3. มีอาการของแขนและขา ได้แก่ แขนขาบวมแดง ผิวแห้งปลายเท้าลอก
  4. มีผื่นตามตัว อาจเป็นผื่นแดงคล้ายลมพิษหรือปื้นแดงตามตัว
  5. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต โดยเฉพาะเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1.5 เซนติเมตร
อาการของโรคคาวาซากิ
สาเหตุและอาการของโรคคาวาซากิ

ทั้งนี้โรคดังกล่าวพบว่าเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจในเด็ก ดังนั้นผู้ปกครองควรสังเกตอาการและหากพบอาการผิดปกติควรรีบนำเด็กเข้าพบแพทย์ เพื่อตรวจให้แน่ชัดและให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป เพราะหากปล่อยไปจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนและความพิการต่อหัวใจอย่างถาวร จนยากแก่การรักษาให้หายขาดได้


ข้อมูล : โรงพยาบาลเวชธานี

ภาพ : (ภาพหลัก) kdcanada.org, Shutterstock, drthindhomeopathy.com

Save

สุขใจ…มีใช้ตอนเกษียณ

ความสุขในชีวิตของคุณเป็นแบบไหนกันบ้างคะ บางคนขอแค่มีความสุขกับปัจจุบันจากการทำงานที่รัก การอยู่กับคนที่รัก หรือกิจกรรมที่ชอบก็เพียงพอแล้ว แต่จะดีสักแค่ไหนถ้าเรามายืดความสุขให้ยาวออกไปไกลถึงอนาคตในวัยเกษียณอีกคุณอาจคิดว่าวัยเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว และดูเป็นเรื่องยาก ขอบอกเลยว่าอนาคตคุณจะง่ายเพียงเริ่มต้นด้วยการออมตั้งแต่วันนี้ค่ะ เรามี 3 ตัวช่วยในการออมเพื่อการเกษียณ โดยผู้เชี่ยวชาญ K-Expert ที่ปรึกษาการเงินจาก KBANK มาแนะนำค่ะ
ตัวช่วยที่ 1 กองทุน RMF เป็นกองทุนที่ช่วยออมเงินไว้ใช้ตอนเกษียณ มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย ไม่ว่าจะชอบเสี่ยงสูงหรือเสี่ยงต่ำก็มีให้เลือกลงทุนกันได้ แถมยังนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ซึ่งกองทุน RMF นี้ลงทุนสบายๆ ด้วยยอดขั้นต่ำเพียง 3% ของรายได้ทั้งปี หรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่ายอดไหนต่ำกว่ากัน ในแต่ละปีจะลงทุนกี่ครั้งก็ได้ แต่ยอดรวมต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ที่คิดภาษี และไม่เกิน 500,000 บาทเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันบำนาญ แต่ก่อนจะไปลงทุนกัน ขอให้ท่องไว้ก่อนว่า RMF เป็นกองทุนเพื่อเกษียณ เมื่อเราเริ่มลงทุนแล้ว ก็ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีหรืออย่างน้อยปีเว้นปี จนอายุครบ 55 ปี

shutterstock_342570470

ตัวช่วยที่ 2 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจ มีองค์ประกอบของเงินกองทุน 3 ส่วน คือ
เงินสะสม – ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนจ่ายเข้ากองทุนเพื่อตนเอง โดยนายจ้างหักจากค่าจ้างของลูกจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง
เงินสมทบ – นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนเพื่อลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน
ผลประโยชน์ของเงินสะสม และผลประโยชน์ของเงินสมทบ – ดอกผลที่เกิดจากการนำเงินสะสม และเงินสมทบไปลงทุน
ลูกจ้างสามารถเลือกหักได้ตั้งแต่ร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 15 ของเงินได้ในแต่ละเดือน ลูกจ้างหักเท่าไร นายจ้างจะสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น หากที่ทำงานมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แนะนำให้เลือกหักในอัตราที่สูงที่สุดข้อดีของการออมวิธีนี้ คือ เงินสบทบจากนายจ้างเสมือนได้รับค่าจ้างเพิ่ม เพิ่มความมั่นใจและมั่นคงหากต้องออกจากงาน หรือ เกษียณอายเป็นโอกาสที่ดีในการออมเงินเพื่อตนเองและครอบครัวเพิ่มขึ้น และอยู่ภายใต้การบริหารของมืออาชีพแถมยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

shutterstock_244435609

ตัวช่วยที่ 3 ประกันชีวิต การเลือกประกันชีวิต โดยเลือกว่าในวัยหลังเกษียณคุณต้องการใช้เงินแบบไหน
– หากต้องการเงินก้อนหลังเกษียณ ควรเลือกทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่เป็นได้ทั้งการคุ้มครองและการออมทรัพย์ เมื่อครบกำหนดสัญญาจะได้รับเงินก้อนคืน
– หากต้องการเงินบำนาญสม่ำเสมอหลังเกษียณ ควรเลือกทำประกันบำนาญ ซึ่งเราจะได้รับเงินมาใช้จ่ายทุกปีหลังเกษียณ การออมเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เพื่อที่อนาคตคุณสามารถไว้วางใจได้ เพราะอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่มีใครรู้ แต่…คุณ คือ ผู้กำหนดได้ค่ะ

shutterstock_210029929