กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์

มากกว่าเงินออม คือการปูทางสู่อนาคต เจาะลึกกลยุทธ์สร้างรากฐานให้เจ้าตัวน้อยด้วย กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์

ในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ‘เงินออม’ อาจไม่ใช่คำตอบเดียวที่เพียงพอสำหรับการเตรียมอนาคตให้ลูกรักอีกต่อไป สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งโอกาสทางการศึกษา ความคุ้มครองชีวิต และวินัยทางการเงินที่จะส่งต่อเป็นมรดกทางความคิด กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids จะพาไปเจาะลึกว่าทำไม กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ จึงเป็นมากกว่าแค่เงินออม แต่คือการ ‘ดีไซน์อนาคต’ ที่คุณพ่อคุณแม่กำหนดได้เองตั้งแต่วันนี้

ถอดรหัสต้นทุนชีวิต “มีลูก 1 คน” ต้องเตรียมงบเท่าไหร่? ตั้งแต่วันที่อยู่ในครรภ์จนถึงความสำเร็จ

การปูทางสู่อนาคตที่สมบูรณ์แบบ เริ่มต้นจากการมองเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่าย กองบรรณาธิการได้รวบรวมตัวเลขประเมินเบื้องต้น เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็นคัมภีร์ในการวางแผนการเงิน ดังนี้

ช่วงวัย / รายการค่าใช้จ่ายรายละเอียดการเตรียมงบประมาณประเมินค่าใช้จ่าย (โดยประมาณ)
1. ช่วงตั้งครรภ์ – แรกคลอดก้าวแรกสู่การเป็นพ่อแม่
ค่าฝากครรภ์ (ต่อครั้ง/รวม)
ค่าคลอดบุตร (ธรรมชาติ/ผ่าคลอด)
21,500 – 154,000 บาท
1,500 – 4,000 บาท
20,000 – 150,000 บาท
2. ช่วงแรกเกิด – 3 ปีวัยแห่งการดูแลและพัฒนาการ
ค่าอาหารและโภชนาการ
ค่าอุปกรณ์ (คาร์ซีท, รถเข็น, เตียง)
ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (วัคซีน, เสื้อผ้า)
37,000 – 116,000++ บาท
2,000 – 6,000 บาท / เดือน
30,000 – 80,000 บาท
5,000 – 30,000 บาท
3. เส้นทางการศึกษา (รวม 19 ปี)การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
ระดับอนุบาล (4 – 6 ปี)
ระดับประถม (7 – 12 ปี)
ระดับมัธยม (13 – 18 ปี)
ระดับปริญญา (19 – 22 ปี)
ค่าเทอมต่อปี (ตามประเภทรร.)
24,000 – 530,000 บาท / ปี
26,000 – 668,000 บาท / ปี
30,000 – 765,000 บาท / ปี
26,000 – 1,000,000++ บาท / ปี

จากตัวเลขข้างต้น จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในส่วนของ “การศึกษา” มีช่วงกว้างของราคาที่สูงมาก ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายที่คุณพ่อคุณแม่เลือกให้ลูก นี่คือเหตุผลว่าทำไมการมีเครื่องมืออย่าง กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ จึงสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การเก็บออม แต่คือการเตรียม “กระแสเงินสด” ให้พร้อมในทุกจังหวะสำคัญของชีวิตลูกนั่นเอง

3 เคล็ดลับเลือกประกันเด็กให้ลูกรัก ฉบับวางแผนล่วงหน้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกประกันให้ลูกไม่ใช่เพียงแค่การจ่ายเบี้ย แต่คือการเลือก “พาร์ทเนอร์” ที่จะมาดูแลความฝันของเขาในวันที่เราอาจดูแลไม่ถึง กองบรรณาธิการสรุป 3 หัวใจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้ค่ะ

1. ปักหมุด “ประกันสะสมทรัพย์” เพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน

หัวใจของการสร้างรากฐานคือความสม่ำเสมอ การเลือกประกันแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) จะช่วยเปลี่ยนเงินออมรายวันให้กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคต เป็นการสร้างวินัยทางการเงินที่การันตีว่าลูกจะมีทุนรอนสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่หรือทำตามความฝันเมื่อเขาเติบโตขึ้น

2. Matching ระยะเวลาคุ้มครองให้สอดคล้องกับ “จังหวะชีวิต”

การวางแผนการเงินที่ดีต้องสัมพันธ์กับช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกระยะเวลาความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงช่วงรอยต่อของการศึกษา เช่น ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีกระแสเงินสดสำรองไว้จ่ายค่าเทอมในระดับชั้นที่สูงขึ้นตามแผนที่วางไว้

3. เสริมเกราะป้องกันด้วยความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความเสี่ยง

เพราะเจ้าตัวน้อยวัยเรียนรู้มักมาพร้อมกับเรื่องไม่คาดฝัน การเพิ่มความคุ้มครองจะช่วยให้แผนการเงินของคุณไม่สะดุด

  • คุ้มครองอุบัติเหตุ : บรรเทาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ให้ลูกสนุกกับการเรียนรู้ได้เต็มที่
  • คุ้มครองโรคร้ายแรงในเด็ก : เพิ่มโอกาสทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
  • คุ้มครองผู้ชำระเบี้ยประกันภัย : (Key Highlight) จุดนี้สำคัญมาก เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับคุณพ่อคุณแม่ ลูกน้อยจะยังคงได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ต่อไปเสมือนว่าเรายังอยู่ดูแลเขา เป็นหลักประกันว่าอนาคตของลูกจะไม่มีทางสะดุดลง
กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์

เจาะลึกฟีเจอร์ “กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์” ดีไซน์แผนออมที่ใช่ ในเวลาที่ลูกต้องการ

เพราะความต้องการของแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน กรุงเทพประกันชีวิตจึงออกแบบแผนที่ยืดหยุ่นให้คุณแม่เลือก “ออมสั้นแต่คุ้มครองยาว” เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของลูกน้อยที่สุด

1. ยืดหยุ่นตามแผนครอบครัว: เลือกเวลาออมได้ตามใจ

คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกออกแบบระยะเวลาการออมและการคุ้มครองให้พอดีกับช่วงวัยของลูก (เช่น ออมให้จบก่อนเข้ามหาวิทยาลัย) โดยมีให้เลือกได้ถึง 3 แผน

  • สมาร์ท คิดส์ 15/9 : ออมสั้นเพียง 9 ปี คุ้มครองยาว 15 ปี
  • สมาร์ท คิดส์ 18/12 : ออมสบายๆ 12 ปี คุ้มครองยาว 18 ปี
  • สมาร์ท คิดส์ 21/15 : ออมมั่นคง 15 ปี คุ้มครองยาว 21 ปี

2. ปลอดภัย 4 ด้าน : เกราะคุ้มครองที่มากกว่าแค่เงินออม

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้แผนนี้แตกต่าง เพราะให้ความอุ่นใจครอบคลุมถึง 4 ด้าน

  • ด้านที่ 1 : คุ้มครองอุบัติเหตุสบายใจยิ่งขึ้นด้วยค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุสูงสุดถึง 5 เท่าของเบี้ยประกันภัยรายเดือน ต่อครั้ง
  • ด้านที่ 2 : ปกป้องสุขภาพและรอยยิ้ม สำหรับลูกน้อย รับความคุ้มครองเพิ่ม 50% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หากเจ็บป่วยด้วย 4 โรคร้ายแรงในเด็ก
  • ด้านที่ 3 : หลักประกันความมั่นคง พิเศษสุด! หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับ “ผู้ชำระเบี้ย” (คุณพ่อคุณแม่) ลูกน้อยจะได้รับความคุ้มครองเพิ่มอีก 50% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เพื่อเป็นทุนสำรองให้ชีวิตก้าวเดินต่อได้ไม่สะดุด
  • ด้านที่ 4 : คุ้มครองกรณีลูกเสียชีวิตทุกกรณี นอกจากนี้หากเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะและสายตาจากอุบัติเหตุ รับเพิ่มสูงสุด 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

3. รับเงินก้อนคืนเมื่อครบสัญญา : รางวัลแห่งความพยายาม

เมื่อถึงวันที่ลูกเติบโตและจบสัญญา คุณพ่อคุณแม่จะได้รับเงินก้อนเพื่อเป็นทุนการศึกษาหรือทุนตั้งตัว โดยสัดส่วนเงินคืนจะเพิ่มขึ้นตามแผนที่เลือก

  • แผน 15/9 : รับเงินคืนรวม 115% ของเบี้ยฯ สะสม
  • แผน 18/12 : รับเงินคืนรวม 118% ของเบี้ยฯ สะสม
  • แผน 21/15 : รับเงินคืนรวม 121% ของเบี้ยฯ สะสม

กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ เปิดรับตั้งแต่น้อง แรกเกิดจนถึงอายุ 14 ปี เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนเงินออมหลักพัน ให้กลายเป็นสวัสดิการหลักแสนและอนาคตที่มั่นคงของลูกได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ

รางวัลแห่งความไว้วางใจ เพื่ออนาคตที่ดีที่สุดของลูกรัก

การเลือกแผนการออมให้ลูกไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือการเลือก “ความใส่ใจ” ที่จะอยู่เคียงข้างครอบครัวในระยะยาว ซึ่งความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นผ่านความสำเร็จล่าสุดของ กรุงเทพประกันชีวิต ด้วยความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ทำให้ กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ (Bangkok Smart Kids) คว้ารางวัล The Best Insurance for Kids and Family ประเภท Editor’s Choice จากเวที Amarin Baby & Kids Awards 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของแบรนด์ แต่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่านี่คือแบบประกันที่คิดมาเพื่อความอุ่นใจของคุณพ่อคุณแม่ และเพื่อรากฐานที่มั่นคงของลูกน้อย ตอกย้ำภาพลักษณ์บริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่งที่ใส่ใจในทุกก้าวเดินของครอบครัวไทย

เริ่มต้น “ดีไซน์อนาคต” ให้ลูกรักตั้งแต่วันนี้

อย่าปล่อยให้อนาคตของลูกเป็นเรื่องของความบังเอิญ แต่จงทำให้เป็นเรื่องของการวางแผนที่ชาญฉลาด เพราะทุกวันที่ผ่านไปคือโอกาสในการสะสมความมั่นคงให้เจ้าตัวน้อย

คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจปูทางสู่อนาคตที่สดใสด้วย “กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์” สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำนวณแผนเงินออมที่เหมาะสมกับทุกครอบครัวได้ที่

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://bla.bangkoklife.com/KT_SK_FB
หรือติดต่อตัวแทนประกันชีวิต และ ที่ปรึกษาการเงินกรุงเทพประกันชีวิต โทร. 02-777-8888

การพับกระดาษ

5 ข้อดีของ การพับกระดาษ (Origami) เพื่อพัฒนาการที่ดีในเด็ก

ชวนทุกบ้านมาเปลี่ยนกระดาษให้เป็นพลัง!

การพับกระดาษ ช่วยให้ข้อมือ และ นิ้วเล็ก ๆ แข็งแรงขึ้นได้ มาสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กง่าย ๆ ด้วยการพับกระดาษ และประโยชน์ที่คุณอาจไม่เคยรู้กัน เพื่อให้เด็ก ๆ มีกล้ามเนื้อมัดเล็กที่แข็งแรง

เชื่อว่าทุกบ้านอยากให้ลูกช่วยเหลือตัวเองง่าย ๆ ได้เอง ทั้งหยิบจับสิ่งของ ช่วยงานบ้านได้ด้วยตัวเอง พ่อแม่ช่วยลูกได้ ด้วยการนั่งล้อมวง หยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่น แล้วชวนเด็ก ๆ มาสนุกไปด้วยกัน

การพับกระดาษ

5 ข้อดีของ การพับกระดาษ

1. พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างตรงจุด

ด้วยลักษณะของกิจกรรมทั้ง การพับ การรีดขอบกระดาษ และ การค่อย ๆ จับเพื่อประคองกระดาษชิ้นเล็ก ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆได้ฝึกความแข็งแรงของนิ้วมือ และ ข้อมือ เป็นการเล่นง่าย ๆ ที่สามารถนั่งล้อมวงเล่นได้ทั้งครอบครัว สำหรับเด็กการสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กจะเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการ จับดินสอ เขียนหนังสือ รวมถึงการใช้กรรไกร และ การหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ อย่างแข็งแรง ต่อยอดการเรียนในห้องเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

2. ฝึกการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างมือและตา (Hand-Eye Coordination)

ทักษะการทำงานที่สัมพันธ์กันของมือ ตา ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ช่วยให้เด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเพราะเด็กจะได้กะระยะ วางแผน คาดคะเนการวางตำแหน่งกระดาษให้ตรงรอยพับ ซึ่งช่วยให้สมองสั่งการให้มือทำงานได้อย่างละเอียดแม่นยำมากขึ้น

3. เสริมสร้างสมาธิ และ การจดจ่อ (Attention Span)

การพับกระดาษช่วยเรื่องการจัดระบบ สร้างระเบียบทางความคิดให้กับเด็ก ๆ เพราะพวกเขาต้องทำตามขั้นตอน (Step-by-step) สร้างตรรกะทางความคิด และ แนวทางในแบบของด้วยเอง ทั้งยังช่วยฝึกให้เด็ก ๆ ใจเย็น รอคอยได้ นิ่งขึ้น และ มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าได้นานกว่าขึ้น

4. เรียนรู้ทักษะมิติสัมพันธ์ และ คณิตศาสตร์

เด็ก ๆ จะได้เข้าใจการมองภาพในหัวแบบเป็นสามมิติ หรือ ทักษะมิติสัมพันธ์ ซึ่งจะสอดคล้องกับเรื่องการจินตนาการต่อยอดในเด็ก รวมถึงรู้ระยะ และขนาด เด็ก ๆ จะได้ซึมซับเรื่องรูปทรงเรขาคณิต (สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ครึ่งวงกลม) การแบ่งครึ่ง และ ความสมมาตร ในรูปแบบสนุกสนาน และ ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง

5. กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และ ถอดรหัสความสำเร็จ

เมื่อเด็ก ๆ ได้เห้นการเดินทางของกระดาษแผ่นเล็ก ๆ หนึ่งแผ่น จากแผ่นเรียบ ๆ กลายเป็นรูปสัตว์ หรือ สิ่งของที่พวกเขาได้ลงมือทำด้วยตัวเอง อย่างแรกที่เด็ก ๆ สัมผัสได้เลยคือ ความรู้สึกภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ที่สามารถอดทนต่อความยากลำบาก และ กล้าที่จะทดลองพับในรูปแบบที่ท้าทายมากขึ้น

อ่านบทความอื่น ๆ เพื่อพัฒนาเด็ก ๆ
เทคนิคการฝึกลูกให้คล่องแคล่ว ว่องไว แบบ “นินจา”

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

ป้าจิ๊บฟาร์ม

เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก

พาเด็กน้อยเปิดโลกการเรียนรู้ที่ “ป้าจิ๊บฟาร์ม” ฟาร์มสำหรับเด็ก ใกล้ชิดธรรมชาติ

วันหยุดสบาย ๆ ของวาวา ครั้งนี้เราเลือกพาเด็กน้อยออกจากห้องสี่เหลี่ยม ไปเรียนรู้โลกกว้างผ่านฟาร์มใกล้ชิดธรรมชาติ อย่าง ป้าจิ๊บฟาร์ม ที่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ลงมือทำ และสนุกไปพร้อมกัน

สำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหากิจกรรมพาเด็ก ๆ ออกไปเปิดโลกเรียนรู้นอกบ้าน ทั้งการไปฟาร์ม หรือแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่เหมาะกับเด็กเล็ก ป้าจิ๊บฟาร์มถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความสนุกและพัฒนาการ

ป้าจิ๊บฟาร์ม

ทันทีที่เดินเข้ามาในป้าจิ๊บฟาร์ม บรรยากาศให้ความรู้สึกโล่ง สบาย รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและกลิ่นอายของฟาร์มจริง ๆ ไม่ใช่ฟาร์มจำลองสำหรับถ่ายรูป เด็ก ๆ สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ มีพื้นที่ให้เรียนรู้และทำกิจกรรมแบบไม่อึดอัด วาวาเองดูตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรก เพราะทุกมุมมีสิ่งใหม่ให้สังเกตและอยากเข้าไปลองทำ

ป้าจิ๊บฟาร์ม คือที่ไหน ทำไมเหมาะกับเด็ก

ป้าจิ๊บฟาร์ม คือ ศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติ หรือ ฟาร์มสำหรับเด็กที่จะให้เด็ก ๆ ก้าวออกจากจอมือถือ ห่างจากทีวีและวิดีโอเกม เพื่อให้เด็ก ๆ ออกมานอกสถานที่มาเจอกับธรรมชาติที่จะเน้นให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ และเล่นสนุกไปกับธรรมชาติ ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ได้โชว์ศักยภาพ ได้รู้จักธรรมชาติ แถมยังได้รู้จักการทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ คนอื่น ป้าจิ๊บฟาร์มได้สร้างกิจกรรมไว้สำหรับสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับเด็ก ๆ มากมาย

การพาเด็กไปฟาร์ม ดีต่อพัฒนาการอย่างไร

การพาลูกมาเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านกิจกรรมในฟาร์ม เป็นประสบการณ์ที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากของจริง ได้สังเกต ได้กล้าถาม กล้าลอง ได้จับ ได้สัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด ทำให้ลูกค่อย ๆ เข้าใจธรรมชาติ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับสัตว์และสิ่งแวดล้อมอย่างอ่อนโยน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยต่อยอดความกล้า ความอยากรู้อยากเห็น และเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในระยะยาว

ป้าจิ๊บฟาร์ม มีกิจกรรมอะไรบ้าง

JUNIOR FARMER PROGRAM หรือ กิจกรรมของชาวนาตัวจิ๋ว ถูกออกแบบมาให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตในฟาร์มอย่างรอบด้าน ผ่านประสบการณ์การลงมือทำจริง เด็ก ๆ จะได้ทำความรู้จักกับสัตว์สี่ขาอย่างพี่ควายแสนน่ารัก ลองขี่ควายและเรียนรู้วิถีชีวิตในฟาร์ม รวมถึง ให้น้อง ๆ ได้สัมผัสลูกเจี๊ยบและอุ้มแม่ไก่ เรียนรู้การดูแลสัตว์อย่างถูกวิธีและปลอดภัย พร้อม ชมกรรมวิธีการฟักไข่ ดูเจี๊ยบ ๆ แบบใกล้ชิด ได้สัมผัสความน่ารักของเหล่าสัตว์แบบตัวเป็น ๆ

นอกจากนี้ เด็ก ๆ ยังได้ร่วมกิจกรรม เก็บไข่เป็ดจากเล้า แล้วนำมาทำไข่เจียวด้วยตัวเอง รวมถึงเก็บผักบุ้งจากแปลงเพื่อนำวัตถุดิบมาประกอบอาหาร ช่วยให้เข้าใจที่มาของอาหาร เรียนรู้ความรับผิดชอบ และเกิดความภูมิใจในสิ่งที่ได้ลงมือทำ พร้อมสนุกกับกิจกรรม ประดิษฐ์กังหันลม เพื่อเรียนรู้การใช้พลังงานจากธรรมชาติและฝึกความคิดสร้างสรรค์ ก่อนปิดท้ายช่วงนี้ด้วยไอติมหลอดหวาน ๆ เติมรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็ก ๆ อย่างสดชื่น

ความสนุกยังไม่หมดแค่นั้น เด็ก ๆ จะได้ลงโคลน ดำนาปลูกข้าว เรียนรู้สัตว์ในนา ลุยโคลนจับกบนาจริง ๆ เล่นสไลเดอร์โคลน และปิดท้ายวันด้วยปาร์ตี้โฟมสุดมันส์ กิจกรรมทั้งหมดนี้ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ วิ่ง เล่น เลอะ และเรียนรู้ ผ่านการใช้ร่างกายและประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอเลย 

รายละเอียดกิจกรรม Junior Farmer Program

  • ค่าเข้าร่วมกิจกรรมเด็ก: 800 บาท / คน
    (รวมกิจกรรมทั้งหมด และอาหารที่เด็ก ๆ ทำรับประทานเองภายในกิจกรรม)
  • ผู้ปกครอง: 250 บาท / ท่าน
    (รวมอาหารบุฟเฟต์ 1 มื้อ)
  • ระยะเวลากิจกรรม: 4 ชั่วโมง
    รับเด็กรอบละ 20–25 คน เพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิด
  • วันและเวลาเปิดกิจกรรม
    เปิดเฉพาะ วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – รอบเช้า: 09:00 – 13:00 น.
    – รอบบ่าย: 14:00 – 18:00 น.
  • เงื่อนไขการเข้าร่วม
    สงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้าที่ จองล่วงหน้าเท่านั้น งดรับ walk-in

การพาพาวาวามาเที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม ไม่ใช่แค่การพาเด็กไปเที่ยวฟาร์ม แต่คือการเปิดโลกการเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ การลงมือทำจริง และช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัว เหมาะมากสำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหากิจกรรม พาเด็กไปฟาร์มใกล้ธรรมชาติ ในวันหยุด

ใครกำลังมองหาที่เที่ยวสำหรับเด็กที่ได้ทั้งความสนุกและการเรียนรู้ ป้าจิ๊บฟาร์มคืออีกหนึ่งฟาร์มใกล้ธรรมชาติที่เหมาะกับครอบครัวมาก ๆ


ติดต่อ

ป้าจิ๊บฟาร์ม
55/2 ม.9 ถ.ฉลองราชย์ร.9 ต.บ้านใหม่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140
FACEBOOK :  Pa Jeep Farm
LINE : @pajeepfarm
โทร : 092-499-8292
โทร : 065-491-9782

Editor : mylittlewawa
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
10 สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็กและครอบครัว
นิทรรศการ The Sea-nema Experience โรงหนังแห่งท้องทะเล ที่ Chula Museum

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

ภาวะมดลูกแตก

ภาวะมดลูกแตก เกิดจากอะไร

แม้ ภาวะมดลูกแตก จะพบแค่เพียง 1 ใน 2,000 คนของคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้หญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์ และเป็นเรื่องที่ผู้หญิงควรใส่ใจด้วยเช่นกัน เพราะไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ตั้งท้องเท่านั้น ที่อาจเกิดภาวะนี้ ผู้หญิงที่ไม่ตั้งท้องก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พบน้อยมาก ซึ่งอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่มดลูกอย่างรุนแรง แต่ในแม่ท้องนั้นรุนแรงกว่า และ อันตรายกว่ามาก จึงควรเฝ้าระวัง และ อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) อันตรายที่แม่ท้องต้องรู้

ภาวะมดลูกแตกคือ ภาวะที่ผนังมดลูกฉีกขาดทะลุทุกชั้น ทำให้ทารก เลือด หรือ รก อาจหลุดออกนอกโพรงมดลูกได้ ในกรณีนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม ซึ่งอันตรายรุนแรงต่อชีวิต ทั้งมารดา และ ทารกในครรภ์ จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ภาวะมดลูกแตก

สาเหตุ และ ปัจจัยเสี่ยง

สามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดภาวะนี้ได้เป็น 3 กรณี ดังนี้

1. เกิดจากความผิดปกติของมดลูกก่อนตั้งครรภ์

  • ความผิดปกติแต่กำเนิด : บางรายอาจมีอาการผิดปกติของมดลูกซ่อนอยู่โดยที่ไม่รู้มาก่อน เช่น มดลูกมีขนาดเล็กกว่าปกติ หรือ มีรูปร่างผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง มดลูกจึงไม่สามารถขยายได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการมดลูกแตกได้ โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
  • ความผิดปกติที่เกิดจากการผ่าตัด : แผลที่เกิดขึ้นกับมดลูกจากอุบัติเหตุทำให้มดลูกได้รับบาดเจ็บ หรือ มีปัญหาในการผ่าตัดมดลูกมาก่อน หรือ แผลผ่าคลอดยังไม่หายดี หากตั้งครรภ์ก่อนที่แผลจะสมานเป็นปกติ ก็อาจทำให้เกิดการปริแตกได้ รวมถึงการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมาก่อน โดยเฉพาะแผลผ่าตัดที่มดลูก หรือ เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ผนังมดลูกบาง หรือ ผิดปกติ หรือ เคยมีแผลฉีกขาดที่มดลูกมาก่อน ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน และ ปริแตกได้ระหว่างการคลอด

2. เกิดการขยายของมดลูกมากจนเกินไป

เกิดการขยายของมดลูกจนทำให้เกิดการปริแตกได้ เช่น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด ทารกมีขนาดตัวที่ใหญ่ผิดปกติ หรือ ลักษณะท่านอนของทารกในครรภ์ ซึ่งอยู่ในท่านอนขวาง ก็อาจทำให้มีโอกาสเกิดการปริแตกของมดลูกได้

3. ยาบางชนิดที่ทำให้มดลูกบีบตัวผิดปกติ

หากคุณแม่ได้รับปริมาณยาที่มากเกินไป หรือ การใช้ยากระตุ้นคลอดมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการบีบตัวของมดลูก จนส่งผลให้มดลูกแตกตามมาได้เช่นกัน รวมถึงภาวะการคลอดติดขัด หรือ ใช้ระยะเวลาในการคลอดนานกว่าปกติ ก็อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้

สัญญานเตือนของภาวะมดลูกแตก

อาการที่บ่งชี้ของภาวะนี้ ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ

  • อาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือ อาการปวดที่ผิดไปจากการเจ็บครรภ์คลอดตามปกติทั่วไป
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดในปริมาณมาก
  • การหดรัดตัวของมดลูกที่ผิดปกติ
  • ชีพจรของแม่เต้นเร็วผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือ มีภาวะช็อก
  • หัวใจทารกเต้นผิดปกติ เช่น เต้นช้าลง หรือ ไม่พบการเต้นของหัวใจทารก

สรุปแล้วใครบ้าง คือกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะนี้ และ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่เคยผ่าตัดคลอดในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน โดยเฉพาะแผลผ่าตัดแนวตั้งที่มดลูก
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง
  • ผู้ที่เคย “ผ่าตัดคลอด” มาก่อน (โดยเฉพาะแผลแนวตั้ง)
  • ผู้ที่พยายามคลอดเองทางช่องคลอด หลังจากเคยผ่าตัดคลอดในครั้งก่อน
  • ผู้ที่ได้รับยาเร่งคลอด หรือ ยากระตุ้นการคลอด
  • คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลายครั้ง (Multipara) หรือ มดลูกยืดขยายมาก

ภาวะมดลูกแตกพบแค่เพียง 1 ใน 2,000 คนของคุณแม่ตั้งครรภ์

แม้จะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อย แต่เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเสมอหากมีความเสี่ยง เพราะถือว่าเป็นภาวะที่รุนแรง และ อันตราย จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนหากกำลังตั้งครรภ์ หรือ มีประวัติผ่าคลอด หรือ มีปัจจัยเสี่ยง ควรสังเกตอาการในระยะเริ่มต้นจะมีอาการมดลูกแข็งตัวผิดปกติก่อนแตก ซึ่งต้องหมั่นสังเกต และ ระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น ควรฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และ ปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่ดูแล เพื่อประเมินความเสี่ยง และ วางแผนการคลอดอย่างปลอดภัย

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม
ขอขอบคุณข้อมูล
โรงพยาบาลพระราม 9 บทความ ภาวะมดลูกแตกคออะไรและอันตรายอย่างไร โดย พญ. พลอยนิล พุทธาพิทักษ์พงศ์
โรงพยาบาลเปาโล บทความ อย่าปล่อยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องเผชิญกับภาวะ ”มดลูกแตก”ที่รุนแรงถึงชีวิต

โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ บทความ ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture): ภัยเงียบฉุกเฉินที่แม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
10 อาการผิดปกติ ตอนท้อง ที่แม่ควรรีบไปหาหมอ!
เลือดออกทางช่องคลอด ไม่ใช่เลือดประจำเดือน สัญญาณอันตรายที่ต้องไปหาหมอ!

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

Tags

นิทรรศการ The Sea-nema Experience โรงหนังแห่งท้องทะเล ที่ Chula Museum

School Visit วันนี้จะพาเด็ก ๆ มาชมนิทรรศการดี ๆ ที่ Chula Museum กับนิทรรศการ The Sea-nema Experience โรงหนังแห่งท้องทะเล ที่ขึ้นจัดโดยสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำพิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน และภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับภายใต้แนวคิด “ทะเลคือโรงภาพยนตร์” ที่เปรียบทะเลเป็นเสมือนฉากละครฉากหนึ่ง ที่พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างทั้งปัจจุบันและอนาคตของทะเลค่ะ

นิทรรศการ โรงหนังแห่งท้องทะเล Chula Museum ยังคงคอนเซปต์หลักในการผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปะ เพื่อเล่าเรื่องราวของทะเลและปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเลในปัจจุบัน อาทิ ปะการังฟอกขาว ภาวะทะเลร้อน ขยะและมลพิษทางทะเลอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเด็ก ๆ และประชาชนทั่วไป

ART ZONE

สนุกกันตั้งแต่ทางเข้า มาเพลิดเพลินกับงานศิลปะที่เกี่ยวกับท้องทะเล สีสันสดใส น่ารักและสะดุดตา นอกจากนี้ยังมีกระบะทรายเล็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้เล่นและสร้างประสบการณ์ก่อนเข้าไปเรียนรู้เนื้อหาภายในนิทรรศการอีกด้วย

ไฮไลต์ภายในโรงหนังแห่งท้องทะเล Chula Museum

ระบบนิเวศทางทะเล

ชวนเด็ก ๆ มาทำความรู้จักทะเลและความสำคัญของทะเลที่มีต่อมนุษย์และโลกใบนี้ มาเรียนรู้ว่าระบบนิเวศทางทะเลสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยปัจจัยสำคัญอะไรบ้างและความเชื่อมโยงของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

แนวปะการัง : มหัศจรรย์แห่งโลกใต้ทะเล

เรียนรู้เรื่องราวของปะการัง สัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นพืชหรือหินชนิดหนึ่ง ทำความเข้าใจว่าทำไมแนวปะการังจึงมีความสำคัญต่อท้องทะเลและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลนานาชนิด พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงภัยคุกคามที่ปะการังเผชิญและแนวทางการอนุรักษ์ปะการัง

สัตว์ทะเลผู้พิทักษ์ที่ถูกมองข้าม

ทำความรู้จักสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด เช่น ปูเสฉวนและปลิงทะเล ผู้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มักถูกมองข้าม

ปริศนาสีน้ำทะเลและปรากฏการณ์บลูม

ร่วมค้นหาคำตอบว่าทำไมน้ำทะเลจึงมีสีฟ้าและทำความเข้าใจสัญญาณอันตรายเมื่อมหาสมุทรกำลังเจ็บป่วย เช่น ปัญหาน้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลและมนุษย์

ภัยคุกคามต่อมหาสมุทรจากการกระทำของมนุษย์

สะท้อนปัญหาขยะและมลพิษทางทะเล ด้วยงานศิลปะที่ทำจากเศษแก้วจำนวนมากจากพื้นที่เกาะสีชัง เพื่อชี้ให้เห็นผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์และกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในการร่วมกันดูแลรักษามหาสมุทร

การฟื้นฟูทะเล

ความร่วมมือในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองทัพเรือ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงการและกระบวนการต่าง ๆ ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตั้งแต่การวิจัย การฟื้นฟูแนวปะการังและระบบนิเวศ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลและรักษาทะเลให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

สนุกไปกับการวาดรูประบายสีเพื่อนปลาตัวใหม่

นอกจากเนื้อหาความรู้ที่น่าสนใจแล้ว นิทรรศการแห่งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะและเทคนิค Projection Mapping ร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ เกาะสีชัง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุกและมีชีวิตชีวา

เด็ก ๆ สามารถวาดรูประบายสีปลาตัวโปรด แล้วนำผลงานไปวางที่จุดสแกนภาพ จากนั้นร่วมชมเจ้าปลาน้อยของตนเองแหวกว่ายอย่างมีความสุขในโลกสีครามได้เลยค่ะ

ทำความรู้จักอาชีพผู้พิทักษ์ท้องทะเล

เปิดโลกเบื้องหลังการทำงานของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลและช่วยเหลือทะเล ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัยทางทะเล หรือบุคลากรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ เรียนรู้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างไร และต้องเผชิญกับความท้าทายใดบ้าง

เกมเก็บขยะ

สนุกไปกับกิจกรรมเกมบนจอขนาดใหญ่ สวมบทบาทเป็น “เจ้าเหมียวน้อยนักดำน้ำ” คาแรคเตอร์สุดกวนประจำของนิทรรศการ ร่วมมือกันเก็บขยะในทะเล สะสมคะแนน และแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน พร้อมสอดแทรกความรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

นอกจากนี้เรายังจะได้ชมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรทางทะเล อาทิ ตัวอย่างปะการังและกัลปังหาบางส่วน รวมถึงหอยมือเสือ ปลาดาว และปลากระเบนอย่างใกล้ชิด

นิทรรศการเข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ – 12 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่อยู่
พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

254 ถ.พญาไท แขวงวังใหม่ กรุงเทพฯ
โทร.02 218 3645
เวลา: 9.00-16.30 น.
ระยะเวลาจัดแสดง: 12 มกราคม – 12 พฤษภาคม 2569
สถานที่: ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวลาเข้าชม: จันทร์–ศุกร์ | 09.00 – 16.30 น. (ปิดวันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/chulamuseum

Editor: สุทธิดา มานพน้อย
ภาพ : ฤทธิรงค์ จันทองสุข

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่
INNOVATION WORLD @ FUTURIUM

Mama’s Secret มัดรวมตัวช่วยคุณแม่มือใหม่ เพิ่มน้ำนม ฟื้นฟูสุขภาพดีทั้งแม่ลูก

น้ำนมน้อย น้ำนมหด “ผิวแห้ง-ผมร่วง-รูปร่างแม่ไม่เหมือนเดิม” สารพัดความกังวลของว่าที่คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะช่วงใกล้คลอด เพราะอยากเตรียมตัวให้ดีที่สุดเพื่อพร้อมดูแลลูกน้อยตั้งแต่วันแรก ทุกปัญหาจัดการได้ด้วยตัวช่วยแบบ All in One กับผลิตภัณฑ์ดูแลคุณแม่ครบเซตจาก Mama’s Secret

บอกเลยว่า นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนมจาก Mama’s Secret ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ยุคใหม่จริงๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้ความกังวลเรื่องน้ำนมหายไปแล้ว ในผลิตภัณฑ์ยังมีส่วนช่วยดูแลร่างกายของคุณแม่ให้กลับมาสวยเป๊ะจากภายในแบบง่ายๆ เพียงไม่กี่นาที กับ 4 สเต็ปการดูแลจาก Mama’s Secret   อยากรู้ว่าทำอย่างไร กองบรรณาธิการมีคำตอบให้แล้ว

กิน Mama’s Secret แบบไหนดีให้ได้ผลจริง

บำรุงสเต็ป 1 Synbio Complete กล่องสีชมพู

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ และคุณแม่ให้นม ที่เริ่มกินได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ เพื่อเสริม โฟลิคเพื่อเสริมธาตุเหล็กและโปรไบโอติก 2 สารอาหารจำเป็นให้กับร่างกายของคุณแม่และส่งต่อไปให้ลูกน้อยในครรภ์ ที่แพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้ำหนักน้อยไม่ถึงเกณฑ์ ลดเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด ขณะเดียวกันยังช่วยบำรุงน้ำนม ลดความกังวลน้ำนมมาช้า หรือน้ำนมน้อย น้ำนมหดง่าย แม่หลังคลอดฟื้นตัวดี และลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด  

แต่คุณแม่ท้องหลายคนกินโฟลิคแล้ว แล้วมีอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องผูก ท้องเสีย คลื่นไส้ และอาเจียน  Synbio Complete ของ Mama’s Secret จึงนำนวัตกรรมธาตุเหล็ก Liposomal ฟอร์มพิเศษ เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

บำรุงสเต็ป 2 Synbio Sunflower กล่องสีเหลือง

จับคู่ตัวช่วยห้ามพลาด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารSynbio Sunflower  สำหรับคุณแม่ให้นมโดยเฉพาะ ปัญหาที่คุณแม่ส่วนใหญต้องเจอคือ ท่อน้ำนมตัน ลูกดูดไม่ออก ปั๊มไม่ไหว หากปล่อยไว้ทำให้มีอาการเต้านมอักเสบ ซึ่งปวดร้อน ทรมาน และยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปริมาณน้ำนมน้อยลงจนอาจหดหายไปหมดได้

Synbio Sunflower  ช่วยเสริมเลซิตินจากดอกทานตะวันและแลคโตบาซิลลัส ซาลิวาเรียส   ทำให้น้ำนมไหลดี ลูกดูดหมด ปั๊มก็เกลี้ยงไม่มีน้ำนมตกค้าง แนะนำให้กิน Mama’s Secret กล่องสีเหลืองและสีชมพูด้วยกันตลอดช่วงให้นม

Amarin Baby & Kids จึงคัดเลือกให้ ผลิตภัณฑ์บำรุงน้ำนม Mama’s Secret ได้รับรางวัล Editor’s  Choice ประเภท BEST INNOVATION IN BREAST MILK ENHANCEMENT PRODUCTS จาก Amarin Baby & Kids Awards 2025

บำรุงสเต๊ป 3 Moringa Cacoa Drink

ต่อกันด้วยสเต็ปการบำรุงร่างกายของคุณแม่โดยเฉพาะ กับ Moringa Cacoa Drink เครื่องดื่มสูตรไม่เติมน้ำทราย เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่ ประโยชน์ล้น อร่อยล้ำด้วยรสโกโล้เข้มข้น เน้นการเสริมโปรตีนถั่วลันเตา สไตล์ plant base ชนิดผง ชงดื่มง่าย พกพาสะดวก  นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของหัวปลีผสมมะรุม ซึ่งเป็นสมุนไพรไทย มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างน้ำนม แต่ถ้าให้กินสดๆ หรือประกอบอาหาร อาจจะกินยาก 

การดื่ม Moringa Cacoa Drink ช่วยให้คุณแม่ได้รับประโยชน์จากสมุนไพรทั้งสองชนิดได้เต็มที่เสริมประโยชน์อีกขั้นด้วย Superfood อย่าง เมล็ดแฟล็กซ์ น้ำนมข้าวโอ๊ต และอินทผลัม เพื่อสุขภาพที่ดีและคุณแม่มีความสุข  ดื่มได้คุณแม่ท้องและแม่ให้นม เพราะไม่มีส่วนผสมของ “ลูกชัด” ที่อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด และไม่เป็นอันตรายทารกที่เป็น G6PD คุณแม่ให้นมจึงดื่มได้อย่างปลอดภัย

บำรุงสเต็ป 4 กล่องฟ้า Synbio Cal-DK+  กล่องสีฟ้า

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกายคุณแม่หลังคลอดจากภายใน เน้นการเสริมแคลเซียม วิตามิน D3 และ K2 ที่สูญเสียไประหว่างตั้งครรภ์และให้นมลูก ช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรง ลดอาการผมร่วงหลังคลอด และอาการปวดกระดูกจากการขาดแคลเซียม 

ผลิตภัณฑ์ดูแลคุณแม่หลังคลอดและคุณแม่ให้นมของ Mama’s Secret ทุกชนิดเลือกใช้ส่วนผสมจาก plant base เป็นหลักจึงสามารถกินได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแพ้นมของลูกน้อย และใช้นวัตกรรมเพื่อดึงสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อย ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนม Mama’s Secret เหมาะเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพคุณแม่ให้นมและหลังคลอด ที่ทีมกองบรรณาธิการยกใจให้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Tags

INNOVATION WORLD @ FUTURIUM

วันนี้เราจะพาทุกคนออกเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ แลนด์มาร์คด้านนวัตกรรมระดับเอเชีย ที่ห้ามพลาด! FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต (อพวช.) กับนิทรรศการใหม่ล่าสุด INNOVATION WORLD

แหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้ด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสำหรับเด็ก ที่ถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟ แสง สี เสียง สุดล้ำ เด็ก ๆ จะได้ลองเล่น ลองสัมผัสและเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับความสนุก มาดูกันค่ะว่าภายในจะเป็นอย่างไรบ้าง

INNOVATION WORLD

นิทรรศการที่จะพาทุกคนก้าวสู่โลกแห่งอนาคต มาเปิดประตูสู่ โลกนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ไปพร้อม ๆ กัน

ชวนเด็ก ๆ ออกเดินทางสำรวจสุดยอดนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรียนรู้แนวทางการแก้ไขปัญหา ค้นหาคำตอบและทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงความล้ำสมัยแต่ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งนิทรรศการ Innovation World ประกอบด้วย 7 Galleries ที่พร้อมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ให้กับเด็ก ๆ ค่ะ

Introduction

สนุกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่นิทรรศการเลยค่ะ พบกับ Interactive Wall ที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า FUTURIUM คืออะไร
และมีนวัตกรรมด้านใดบ้าง ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟ พร้อมแสง สี เสียงสุดล้ำ
ปลุกความตื่นเต้นและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางสู่โลกนวัตกรรมในโซนถัดไป

G1 นวัตกรรมการคมนาคมขนส่ง (Transportation Innovation)

  • โซนนี้จะพาผู้เข้าชมก้าวสู่อนาคตของการเดินทางกับระบบคมนาคมที่ รวดเร็วขึ้น สะอาดขึ้น ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • มาเรียนรู้พัฒนาการของนวัตกรรมการขนส่ง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบันจนถึงแนวคิดแห่งอนาคตที่ครอบคลุมการเดินทางทั้ง ทางบก ทางน้ำและทางอากาศ
  • มาสนุกกับเกมสุดสร้างสรรค์ ภารกิจ “เดินทางไปหาคุณยาย” เด็ก ๆ จะได้วางแผนเส้นทางคล้ายระบบ GPS
    เพื่อเลือกเส้นทางที่ ใกล้ที่สุด ปลอดภัยที่สุด พร้อมเผชิญสถานการณ์จำลองระหว่างทาง ฝึกการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
  • โมเดลเมืองในอนาคต ที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมนวัตกรรมอย่าง เสาไฟอัจฉริยะ ที่สามารถตรวจวัดสภาพอากาศและค่า PM2.5 และระบบไฟจราจรอัตโนมัติที่เปลี่ยนสัญญาณเมื่อมีคนข้ามถนน
    รวมไปถึง รถบัสไร้คนขับ ที่รองรับผู้ใช้รถเข็นและผู้พิการ
  • เรียนรู้ระบบ Smart Logistics ตั้งแต่การเลือกใช้ซีลล็อกให้เหมาะกับพัสดุ การใช้หุ่นยนต์จัดการคลังสินค้าและช่วยขนย้าย เพิ่มความปลอดภัยและความรวดเร็ว ไปจนถึงภารกิจแสนสนุกที่จะให้เด็ก ๆ ได้ลองจัดพัสดุ 21 ชิ้นลงตู้คอนเทนเนอร์
  • ปิดท้ายด้วยกิจกรรม ออกแบบรถในอนาคต ให้เด็ก ๆ ลองเลือกรูปแบบรถยนต์ เลือกประเภทเครื่องยนต์และพลังงานตามจินตนาการ เพื่อการเดินทางที่ยั่งยืน
ภารกิจจัดของใส่ตู้คอนเทนเนอร์

G2 นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation Innovation)

  • โซนนี้จะพาเราเข้าสู่โลกของ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเรียนรู้พัฒนาการของหุ่นยนต์ตั้งแต่อดีตจากกลไกที่ไม่ใช้ไฟฟ้า เช่น ฟันเฟืองและไขลานสู่หุ่นยนต์ไฟฟ้าที่ช่วยทุ่นแรง จนถึงหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ใช้เซนเซอร์ เรดาร์ และ AI ในปัจจุบัน
  • ชมตัวอย่าง หุ่นยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ๆ ที่มีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์มากที่สุด รวมไปถึงหุ่นยนต์ความแม่นยำสูงที่สามารถทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัยและหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับมนุษย์
  • ภารกิจกู้ชีพ เด็ก ๆ จะต้องเลือกหุ่นยนต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อเข้าไปปิดวาล์วแก๊สพิษอย่างปลอดภัย
  • กิจกรรมออกแบบรองเท้า ให้พอดีกับรูปเท้าของตนเอง เรียนรู้การใช้ระบบอัตโนมัติและการปรับแต่งเฉพาะบุคคล
  • หุ่นยนต์ทางการแพทย์ เรียนรู้การทำงานของ หุ่นยนต์ผ่าตัด ที่ช่วยให้แพทย์ควบคุมเครื่องมือจากระยะไกล
    พร้อมเครื่องเล่นจำลองให้เด็ก ๆ ได้ทดลองบังคับแขนกล ช่วยฝึกทักษะ ความแม่นยำ และการควบคุมระบ
  • หุ่นยนต์ในชีวิตประจำวัน พบกับหุ่นยนต์นำทาง หุ่นยนต์บริการ และระบบอัตโนมัติที่เข้ามามีบทบาททั้งในชีวิตประจำวันและภาคอุตสาหกรรม

G3 นวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management Innovation)

โซนการเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ตั้งแต่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าไปจนถึงนวัตกรรมโครงสร้างอาคารที่แข็งแรงยิ่งขึ้น เช่น คอนกรีตยืดหยุ่น และเทคโนโลยีป้องกันดินถล่ม

  • ฝึกทักษะความปลอดภัยผ่านสถานการณ์จำลอง ทั้งการอพยพหนีไฟจากอาคารสูง

การจำลองสถานการณ์ไต้ฝุ่นเพื่อการคาดการณ์ล่วงหน้า การเรียนรู้สัญญาณเตือนภัย ปุ่มฉุกเฉิน

และการใช้งานถังดับเพลิงแต่ละประเภทอย่างถูกต้อง รวมไปถึงการวางแผนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

  • นวัตกรรมเพื่อการกู้ภัยและการแพทย์ เช่น วัคซีนและเทคโนโลยีด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีแนวคิด รถดับเพลิงในอนาคตที่สามารถเข้าดับเพลิงและอพยพผู้คนจากอาคารสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กิจกรรมจัดกระเป๋าอพยพ (กระเป๋ายังชีพ) ฝึกการตัดสินใจภายใต้เวลาจำกัด เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ได้รับ

G4 นวัตกรรมพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Innovation)

ยุคใหม่ของพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน

โซนนี้เปิดมุมมองใหม่ของการผลิตและการจัดเก็บพลังงานทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวลเพื่อมุ่งสู่ อนาคตพลังงานสะอาด ปลอดมลพิษและยั่งยืน

  • นิทรรศการที่จะพาผู้เข้าชมสำรวจ แหล่งพลังงานทางเลือกจากธรรมชาติและพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • มาเรียนรู้พลังงานจากธรรมชาติที่ประเทศไทยได้นำมาใช้แล้ว เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบโซลาร์เซลล์ที่หลากหลาย
  • มาเรียนรู้การทำงานของ โซลาร์เซลล์ แบบต่าง ๆ การจัดเรียงการเลือกใช้วัสดุโซลาร์เซลล์ก็มีผลต่อการเก็บพลังงาน
  • พลังงานชีวมวล จากกากและเศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ
  • ทำความเข้าใจ พลังงานนิวเคลียร์สะอาด กระบวนการผลิตไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยและการใช้งานอย่างเหมาะสม
  • พร้อมเรียนรู้ พลังงานไฮโดรเจน ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการนำไปใช้กับรถยนต์พลังงานสะอาด
  •  มาช่วยกันผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยการเดินหรือวิ่งบนทางเดินที่ปูด้วย แผ่นกระเบื้องแปลงแรงสั่นสะเทือนเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานกลจากการเดิน สนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน

G5 นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming Innovation)

  • เปิดโลกแห่งเกษตรอัจฉริยะเพื่อรับมืออนาคต ซึ่งเป็นอาชีพหลักและรากฐานสำคัญของประเทศไทย
    ผ่านนวัตกรรมที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเพาะปลูก ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณมากขึ้นโดยใช้แรงงานน้อยลง
  • เรียนรู้พัฒนาการของเทคโนโลยีทางการเกษตร ตั้งแต่เครื่องวัดน้ำฝนในยุคโบราณจนถึงระบบอัจฉริยะในปัจจุบัน
  • พบกับห้องเก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต เรียนรู้การปกป้องเมล็ดพันธุ์และเนื้อเยื่อให้ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน
  • สัมผัสการทำเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านระบบ IoT ที่ช่วยตรวจวัดความชื้นในดิน การควบคุมระบบรดน้ำและการตรวจจับแมลงในฟาร์ม รวมถึงการดูแลสุขภาพสัตว์ทั้งร่างกายและความเครียดผ่านแอปพลิเคชันบนแท็บเล็ต
  • พบกับนวัตกรรมทางการเกษตร เช่น โดรนการเกษตรและรถแทรกเตอร์อัตโนมัติ พร้อมตัวอย่างสวนเมล่อนอัจฉริยะที่สามารถตรวจวัดความหวานและความสุกก่อนเก็บเกี่ยว
  • กิจกรรมการเรียนรู้สอนการเพาะเมล็ดพืช เปิดมุมมองอาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนจากแมลง

G6 นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี (Biotechnological & Nanotechnological Innovation)

  • โซนนี้จะพาผู้เข้าชมออกเดินทางสู่โลกของ เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และนาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญที่เชื่อมโยงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์
  • เรียนรู้จุดเริ่มต้นและพัฒนาการของเทคโนโลยีขนาดเล็ก ที่กลายเป็นสิ่งสำคัญของโลกอนาคต พร้อมทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีระดับนาโนส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างไร
  • นาโนเทคโนโลยี ทำอะไรได้บ้างในชีวิตประจำวันตั้งแต่วัสดุกันน้ำ ผ้าที่แข็งแรงแต่เบากว่าเดิม เครื่องสำอาง เกราะป้องกันไปจนถึงเซนเซอร์อัจฉริยะในนาฬิกาและอุปกรณ์สวมใส่
  • โซนนี้จะช่วยให้เราเห็นว่า เทคโนโลยีขนาดเล็กสามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และเป็นกุญแจสำคัญสู่การมี ชีวิตที่ยั่งยืนและมีคุณภาพในอนาคต

G7 นวัตกรรมอวกาศและการบิน (Space & Aviation Innovation)

นิทรรศการที่จะพาเด็ก ๆ เข้าชมออกเดินทางสู่ โลกแห่งการบินและอวกาศมาสำรวจความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มนุษย์ใช้ในการสำรวจโลกและอวกาศ พร้อมเรื่องราวของการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกใบนี้

  • เรียนรู้เทคโนโลยีจากอวกาศที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แว่นตาป้องกันรังสียูวี ที่พัฒนาจากเทคโนโลยียานอวกาศ อาหาร ฟรีซดราย กล้องโทรทรรศน์ของ กาลิเลโอ
    และภารกิจสำคัญอย่าง อะพอลโล 11 จุดเริ่มต้นการเหยียบดวงจันทร์ของมนุษยชาติ
  • สำรวจวิวัฒนาการของการบิน จากความฝันของมนุษย์ในการบิน สู่เครื่องร่อน บอลลูน โดรน
    เครื่องบินความเร็วเหนือเสียงจนถึงเทคโนโลยีดาวเทียม และธุรกิจอวกาศแห่งอนาคต เช่น การกำจัดขยะอวกาศ
  • ทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการสร้างดาวเทียม การสำรวจอวกาศและการมองโลกจากนอกชั้นบรรยากาศ
  • แบบจำลองพื้นผิวดวงจันทร์ มาเรียนรู้การสำรวจดาวดวงอื่นนอกโลก
    และตั้งคำถามสำคัญว่าหากมนุษย์ต้องสร้างฐานบนดวงจันทร์ เราจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีใดบ้าง
  • พบกับหุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์และดาวอังคารพร้อมกิจกรรมเสริมจินตนาการ ให้เด็ก ๆ ออกแบบและระบายสีฐานทัพในอวกาศตามความคิดสร้างสรรค์

ABK’s Tips

  • นิทรรศการเหมาะกับเด็กอายุ 9 ปีขึ้นไปค่ะ
  • กิจกรรมภารกิจแต่ละโซน ควรเชครอบเวลาให้ดีค่ะ ไม่งั้นอาจพลาดได้ (สามารถเชคเวลาได้ในหน้าเพจ)
  • อย่าลืมแวะมาที่จุดเช็กอินในโซนสุดท้าย ร่วมตอบคำถามว่าน้อง ๆ ชื่นชอบโซนไหนมากที่สุด พร้อมถ่ายภาพเก็บความประทับใจ
  • อาคาร Futurium ยังมีอีกโซนให้เรียนรู้ค่ะ อย่าลืมแวะไปที่ Job World ทดลองสวมบทบาทและปฏิบัติจริงใน 27 อาชีพแห่งอนาคต ซึ่งทั้ง 7 นวตกรรมที่เราได้ชมใน INNOVATION WORLD  นี้จะเชื่อมต่อไปยังอาชีพแห่งอนาคตด้วยค่ะ
  • เร็ว ๆ นี้พิพิธภัณฑ์จะปรับกิจกรรมให้เหมาะกับเด็กเล็กมากขึ้นติดตามในหน้าเพจ Futurium ได้เลย

อัตราค่าเข้าชม โซนนิทรรศการ Innovation World
– ผู้ใหญ่ 200 บาท
– เด็ก 100 บาท

ซื้อบัตรได้ที่ https://ticket.nsm.or.th/
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
39 หมู่ 3 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
โทร : 02577-9999
www.nsm.or.th
https://www.facebook.com/FuturiumThailand

Editor : สุทธิดา มานพน้อย
ภาพ : ณัฐวุฒิ เพ็งคำภู
อ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/egat-learning-center/

Master Rabbit P - Lysine FOS + Innulin

Master Rabbit P-Lysine FOS + Innulin ตัวช่วยลูกรักกินเก่ง ขับถ่ายง่าย พัฒนาการดี มีความสุข

คุณแม่บ้านไหนกำลังเจอปัญหานี้อยู่บ้างคะ ? “ลูกกินยาก !” เห็นของอร่อยแค่ไหน ก็เมินหน้าหนี ต้องหาสารพัดวิธี แถมยังต้องมากังวลเรื่อง “การขับถ่าย” อีก ลูกอึดอัด ถ่ายแข็ง ท้องผูกทีไร คุณแม่ใจจะขาดทุกที วันนี้ทีมกองบรรณาธิการจะพาไปรู้จักกับ “Master Rabbit P-Lysine FOS + Innulin” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอลไลซีนสำหรับเด็กกันค่ะ

ปัญหาลูกกินยาก ผลกระทบต่อสุขภาพ และ พัฒนาการ

เมื่อลูกน้อย กินได้น้อย หรือ เลือกกิน (Picky Eater) ปัญหาที่ตามมาไม่ได้มีแค่ความกังวลของคุณแม่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สุขภาพ และ พัฒนาการของลูกในระยะยาว เพราะช่วงวัยเด็ก คือ ช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายต้องการสารอาหารจำเป็น ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และ แร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และ สนับสนุนการทำงานของระบบประสาท และ สมอง การได้รับสารอาหารไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะ ขาดสารอาหาร ส่งผลให้

  • พัฒนาการล่าช้า : ทั้งด้านสติปัญญา การเรียนรู้ และ ทักษะการเคลื่อนไหว (Motor Skills)
  • ภูมิต้านทานต่ำ : ทำให้ลูกป่วยง่าย ติดเชื้อได้บ่อย และ ฟื้นตัวช้า
  • การเจริญเติบโตช้ากว่าเกณฑ์ : น้ำหนัก และ ส่วนสูงไม่เป็นไปตามวัย

นอกจากนี้ การขาดใยอาหารจากการกินผัก และ ผลไม้น้อย ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ระบบขับถ่าย ทำให้ลูกมีอาการ ท้องผูก ถ่ายแข็ง อึดอัด ซึ่งวงจรนี้จะยิ่งทำให้ลูกไม่อยากอาหาร และ มีอารมณ์หงุดหงิดตามมาได้ค่ะ

ประโยชน์ของการกินดี และ มีระบบขับถ่ายที่ดี

ในทางกลับกัน หากลูกสามารถกินอาหารได้หลากหลาย และ เพียงพอ ร่างกายจะได้รับพลังงาน และ สารอาหารครบถ้วน สิ่งนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ พัฒนาการสมวัย ลูกมีสมาธิดี เรียนรู้ได้เร็ว มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ และ มีภูมิต้านทานแข็งแรง ป่วยยาก แล้วร่างกายก็เติบโตได้สมวัยด้วยค่ะ

ควบคู่กันไป ระบบขับถ่ายที่ดี คือ หัวใจสำคัญอีกข้อหนึ่ง เมื่อลูกขับถ่ายได้ง่าย ถ่ายเป็นเวลา และ อุจจาระมีลักษณะนุ่มนิ่ม นั่นหมายถึง ลำไส้ทำงานปกติ และ มีสมดุลที่ดีของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota) ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม เช่น ช่วยในการดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ ลดการสะสมของของเสีย และ ยังส่งเสริมให้ลูก รู้สึกสบายตัว อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด และ มีความอยากอาหาร เพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ

Master Rabbit P-Lysine FOS + Innulin ทางออกที่ตอบโจทย์ของคุณแม่

คุณแม่หลายท่านคงทราบดีว่า การบังคับลูกให้กิน ไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน แถมยังสร้างความไม่สบายใจ และ ความขัดแย้งในช่วงมื้ออาหาร ทำให้ลูกเกิดทัศนคติเชิงลบต่อการกิน ซึ่งอาจทำให้อาการกินยาก แย่ลงไปอีก ดังนั้น การมองหา ตัวช่วยเสริม ที่ปลอดภัย และ อ่อนโยนต่อลูก จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด และ ตอบโจทย์ที่สุดค่ะ

Master Rabbit P-Lysine FOS + Innulin

P-Lysine และ FOS + Innulin คู่หูตัวช่วยเรื่องการกิน และ การขับถ่าย

นี่คือเหตุผลว่า ทำไม Master Rabbit P-Lysine FOS + Innulin จึงกลายเป็นไอเทมที่คุณแม่ต้องมีติดบ้าน เพราะผลิตภัณฑ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหา “ลูกกินยาก” และ “ท้องผูก” ไปพร้อม ๆ กัน ด้วยส่วนประกอบสำคัญ ที่เน้นการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ

  • P-Lysine (แอล – ไลซีน) : กรดอะมิโนจำเป็น ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ไลซีนเป็นที่ทราบกันดี ว่า เป็นตัวช่วยสำคัญในการกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้ลูก เจริญอาหาร และ รู้สึกหิวได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อลูกอยากกินเองโดยไม่ถูกบังคับ มื้ออาหารก็จะมีความสุขมากขึ้น
  • FOS (Fructooligosaccharides) + Innulin : สุดยอด พรีไบโอติก ชั้นดี ตัวนี้คืออาหารสำคัญ ของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ เมื่อจุลินทรีย์ดีมีอาหารกินอย่างเพียงพอ พวกมันจะเจริญเติบโต และ ช่วยสร้างสมดุลในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ลดปัญหาท้องผูก อุจจาระนุ่ม ถ่ายง่าย ไม่ต้องเบ่ง ลูกรู้สึกสบายท้อง ไม่ปวดอึดอัด

รับประทานง่าย ไร้กังวลสำหรับคุณแม่

สิ่งที่ทำให้ Master Rabbit P – Lysine FOS + Innulin โดดเด่น และ เป็นที่รักของคุณแม่ คือ ความง่ายในการให้ลูกรับประทาน

  • ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสชาติ : คุณแม่สามารถนำไป ผสมในอาหาร หรือ เครื่องดื่ม ที่ลูกชอบได้เลย ไม่ว่าจะเป็น น้ำเปล่า นม โยเกิร์ต น้ำผลไม้ หรือ แม้แต่ซุป และ ต้มจืด โดยที่รสชาติอาหารไม่เปลี่ยน ลูกจึงทานได้ง่าย ไม่รู้ตัวว่ากำลังทานอาหารเสริม
  • รับประทานง่าย : เพียง 1 ซอง ต่อน้ำ 100 – 150 cc. หรือ ผสมกับอาหารอื่น ๆ
  • ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก : ทานได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
  • การรับรองคุณภาพ : ปลอดภัย 100% ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ และ ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP รวมถึงได้รับการรับรองจาก อย. (องค์การอาหารและยา) อย่างถูกต้อง

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทีมกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ได้คัดเลือกให้รับรางวัล Editor’s Choice สาขา BEST DIGESTIVE DIETARY SUPPLEMENT จากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2025 เมื่อลูกกินดี ถ่ายคล่อง อารมณ์ดี มีความสุข การเติบโต และ พัฒนาการก็จะก้าวไปข้างหน้า อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องเสียเวลานั่งป้อนข้าวเป็นชั่วโมง ไม่ต้องกังวลเรื่องลูกอึดอัดท้องอีกต่อไป

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://masterrabbitthailand.com/product/p-lysine-fosinulin/

เทคนิคการฝึกลูกให้คล่องแคล่ว ว่องไว แบบ “นินจา”

วันนี้เราจะชวนคุณพ่อคุณแม่มาฝึกลูก ๆ ให้เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและว่องไวแบบ “นินจา” กันค่ะ การฝึกการเคลื่อนไหวแบบนินจาคือหนึ่งในกิจกรรมการออกกำลังกายสำหรับเด็กที่กำลังได้รับความนิยม เพราะช่วยให้เด็กได้ขยับร่างกายอย่างอิสระ พร้อมพัฒนากล้ามเนื้อ สมอง และทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานอย่างเป็นธรรมชาติ

ฝึกเคลื่อนไหวแบบนินจา เป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่ช่วยเสริมพัฒนาการของเด็ก ผ่านการปีนป่าย วิ่ง กระโดด และการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมกับวัย ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียด คุณพ่อคุณแม่แค่เปิดโอกาสให้เด็กได้ เล่น เคลื่อนไหวและสนุกเป็นประจำทุกวันก็เพียงพอแล้วค่ะ

ซึ่งวันนี้เราได้รับคำแนะนำดี ๆ จาก คุณ “Julien Vigroux” ผู้มีประสบการณ์เล่นและสอนกีฬาปากัวร์มากกว่า 25 ปีและยังเป็น Co-Founder & Head Coach Director แห่ง The Movement Playground (MPG) ยิมฝึกกีฬา Parkour (ปากัวร์) และ Body Movement & Dynamic แห่งแรก ๆ และถือเป็นที่เดียวในประเทศไทย มาดูกันค่ะว่าคุณ Julien แนะนำอย่างไรกันบ้าง

1. อุปกรณ์เบื้องต้นสำหรับฝึกเคลื่อนไหวแบบนินจาที่บ้าน

ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหรือซับซ้อนในการฝึก อุปกรณ์ฝึกการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กควรใช้งานง่าย สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัย ความเหมาะสมกับวัยและความเข้าใจในการใช้งานของผู้ใหญ่ เพราะหากเด็กใช้อุปกรณ์โดยที่ผู้ปกครองไม่เข้าใจวัตถุประสงค์หรือวิธีใช้อย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสมหรือเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้

เนื่องจากพื้นที่ อุปกรณ์ และความรู้ภายในบ้านมักมีข้อจำกัด จึงควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ เรียบง่าย ไม่สูงเกินไป และสามารถปรับใช้ได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เด็กได้ฝึกทักษะพื้นฐาน เช่น การก้าวเดิน การกระโดด การปีน การคลาน และการทรงตัว โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบท่าทางยาก ๆ จากโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับวัยหรือสภาพร่างกายของเด็ก

ก่อนใช้งานทุกครั้ง ผู้ปกครองควรตรวจสอบความมั่นคงของอุปกรณ์อย่างละเอียด สิ่งของที่ลื่น โยก หรือขยับได้ง่ายควรหลีกเลี่ยง หรือยึดให้แน่นหนา เนื่องจากการลื่นหรือเสียหลักเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในบ้าน โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังควบคุมร่างกายได้ไม่สมบูรณ์

ตัวอย่างอุปกรณ์พื้นฐานที่หาได้ง่าย

  • แผ่นมาร์คพื้น ห่วง หนังสือ หรือของนุ่ม ๆ สำหรับจัดเกมก้าวขา กระโดด และฝึกการรับรู้ตำแหน่งร่างกาย
  • บันไดฝึกความคล่องตัว (Agility Ladder) หรือสิ่งกีดขวางขนาดเล็ก เพื่อฝึกจังหวะเท้า ความเร็ว และการเปลี่ยนทิศทาง
  • หมอน กล่องเล็ก หรือสตูล สำหรับปีนข้ามโดยใช้มือและเท้า ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง
  • เก้าอี้ สำหรับคลานลอด หรือใช้ไม้กวาดหรือไม้เรียบวางพาดระหว่างเก้าอี้ เพื่อฝึกการก้ม การยืด และการควบคุมการเคลื่อนไหว
  • คานต่ำ แผ่นไม้ หรือเทปติดพื้น เพื่อฝึกการทรงตัวและสมาธิ
  • พื้นที่โล่ง หรือเสื่อ แผ่นโฟม แผ่นนุ่ม สำหรับคลาน กลิ้ง และการเคลื่อนไหวกับพื้นอย่างปลอดภัย
  • อุปกรณ์ทุกชิ้นควรใช้งานใกล้พื้น มีผู้ใหญ่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และปรับระดับความยากให้เหมาะกับวัย ความสามารถ และความมั่นใจของเด็กแต่ละคน เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นประสบการณ์ที่สนุก ปลอดภัย และส่งเสริมพัฒนาการอย่างแท้จริง

2. ตัวอย่างกิจกรรมฝึกเคลื่อนไหวสำหรับเด็ก แบบนินจา

การฝึกอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบของ ฝึกเคลื่อนไหวแบบนินจา จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ความมั่นใจ และสร้างทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกายในระยะยาว กิจกรรมที่เราแนะนำในวันนี้จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการประสานงานของร่างกายพัฒนาได้ดีที่สุดผ่านการเล่นที่สนุกและท้าทาย ไม่ใช่การฝึกซ้ำ ๆ หรือการซ้อมที่จริงจังเกินไป

เมื่อการเคลื่อนไหวถูกออกแบบให้เหมือนเกม เด็กจะกล้าลอง เคลื่อนไหวได้หลากหลายและปลอดภัยมากขึ้นโดยธรรมชาติค่ะ

ตัวอย่างกิจกรรมฝึกการเคลื่อนไหวแบบนินจา

  • เกม “สนามอุปสรรค” ให้เด็กก้าวข้าม คลานลอด หรืออ้อมผ่าน
  • เกม “พื้นเป็นลาวา” กระตุ้นการคิด ตัดสินใจ และการทรงตัว
  • เกมบันไดฝึกความคล่องตัว เน้นจังหวะและการเปลี่ยนทิศทาง
  • เกมเลียนแบบสัตว์ เช่น คลานหมี เดินปู กระโดดกบ หรือคลานงู
  • เกม “ทำตามผู้นำ” ฝึกการสังเกตและการเลียนแบบ
  • การเคลื่อนไหวแบบมีภารกิจ เช่น คลานไปเก็บของเล่น

หัวใจสำคัญคือทำให้การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องของการเล่น เมื่อเด็กโฟกัสที่ความสนุกพวกเขาจะพัฒนาทักษะได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลัง “ฝึก”

3. กระโดดอย่างไร ไม่ให้บาดเจ็บ

เด็กส่วนใหญ่มักไม่ได้บาดเจ็บจากการกระโดด แต่บาดเจ็บจาก การลงพื้นผิดวิธี
ดังนั้น การเรียนรู้วิธีลงพื้นอย่างปลอดภัยจึงสำคัญกว่าการกระโดดให้สูงหรือไกล

สิ่งที่ควรสอนเด็ก ได้แก่

  • ลงพื้นอย่างนุ่ม เบา บนปลายเท้า
  • งอข้อเท้า เข่า และสะโพกพร้อมกัน โดยไม่ย่อลึกเกินประมาณ 90 องศา
  • ลำตัวผ่อนคลาย มองไปข้างหน้า
  • ลงพื้นให้ “เงียบ” เหมือนนินจา

วิธีฝึกง่าย ๆ คือให้เด็ก หยุดนิ่งหลังลงพื้น หากสามารถทรงตัวได้โดยไม่เสียหลัก แสดงว่าร่างกายดูดซับแรงกระแทกได้ดี
ควรเริ่มจากการกระโดดต่ำ ๆ เน้นการควบคุมมากกว่าความสูง นิสัยการลงพื้นที่ดีตั้งแต่เล็กจะช่วยปกป้องหัวเข่าและข้อเท้าในระยะยาว

4. ทำอย่างไรให้เด็กกล้าเคลื่อนไหวในการออกกำลังกายแบบนินจา

ความมั่นใจในการเคลื่อนไหวของเด็กไม่ได้เกิดจากการบังคับหรือเร่งรัดแต่เกิดจากการที่เด็ก รู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าตนเองทำได้ และมีผู้ใหญ่คอยให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ เมื่อเด็กไม่กลัวความผิดพลาด พวกเขาจะกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ และเรียนรู้จากประสบการณ์ได้ดียิ่งขึ้น

ผู้ปกครองสามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เด็กได้ ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • ชื่นชมความพยายาม มากกว่าการโฟกัสที่ผลลัพธ์ เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่าของการลงมือทำ
  • เปิดโอกาสให้เด็กเลือกวิธีการเคลื่อนไหวในแบบของตัวเอง ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความเป็นตัวของตัวเอง
  • เพิ่มระดับความยากของกิจกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้ร่างกายและจิตใจของเด็กได้ปรับตัวอย่างเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการและจังหวะการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
  • ฉลองความสำเร็จเล็ก ๆ เช่น การกล้าลองท่าใหม่ หรือการไม่ยอมแพ้เมื่อเจอความท้าทาย เพื่อเสริมแรงเชิงบวกเมื่อการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความสนุก ความเข้าใจ และไม่มีแรงกดดัน เด็กจะค่อย ๆ สร้างความมั่นใจในตัวเอง พัฒนาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และมีทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกาย ซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิต

พอได้ไอเดียไปฝึกน้อง ๆ กันแล้วใช่ไหมคะ วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองหาเวลาอยู่กับลูกและฝึกไปพร้อมกัน ช่วยลดพฤติกรรมติดจอ ใช้พลังงานอย่างเหมาะสมและยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

5.ประโยชน์ของการฝึกเคลื่อนไหวแบบนินจา

นอกจากความสนุกแล้วการฝึกอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบของการฝึกการเคลื่อนไหวกแบบนินจาจะช่วย

  • สร้างความมั่นใจ ความแข็งแรง และทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกายในระยะยาวสำหรับเด็ก
  • กล้ามเนื้อและกระดูกของเด็ก ๆ แข็งแรงขึ้น การทรงตัวดีขึ้น แถมยังช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย
  • เด็กจะได้เรียนรู้การควบคุมร่างกายของตนเองรวมถึงได้ฝึกความอดทนและความพยายามพัฒนาการในระยะยาว
  • เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้การประสานงานของกล้ามเนื้อและสายตา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่นำไปใช้ได้ทั้งในการเล่นกีฬา การเรียนรู้ในห้องเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน
  • การออกกำลังกายแบบนินจายังเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การกล้าลองสิ่งใหม่และการจัดการกับความท้าทายอย่างเหมาะสม เมื่อเด็กทำได้สำเร็จ จะช่วยเสริมความภาคภูมิใจในตนเองและสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการออกกำลังกาย

การเลือกกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่เหมาะกับวัยถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และทำให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องและปลอดภัย สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ยังไม่มั่นใจในตนเอง การฝึกกับผู้เชี่ยวชาญอาจจะตอบโจทย์มากกว่า เพราะผู้เชี่ยวชาญจะช่วยปรับกิจกรรมให้เหมาะกับความสามารถเฉพาะบุคคลของเด็กแต่ละคนอีกด้วย ลองขอคำแนะนำหรือพาเด็ก ๆ ไปเรียนได้ที่ The Movement Playground

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่
Facebook : The Movement Playground
Website : https://themovementplayground.com/
หรือโทร. 02-012-1557

Editor : สุทธิดา มานพน้อย
ภาพ : เนาวพจน์ โพธิเกษม

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่
https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/the-movement-playground/

10 โรงเรียนอนุบาลฝั่งธนฯ หลักสูตรดี บรรยากาศน่าเรียน พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับลูก

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กวัยจะเริ่มเข้าเรียนอนุบาล คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกโรงเรียนให้ลูกในวัยนี้เป็น“เรื่องใหญ่” ของครอบครัวไม่น้อย เพราะเด็กต้องห่างคุณพ่อคุณแม่และต้องอยู่ที่โรงเรียนประมาณ 6–8 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าโรงเรียนไม่เหมาะสมกับเด็กก็อาจจะส่งผลต่ออารมณ์ การเข้าสังคมและการเรียนรู้ของเด็กได้ คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้จึงต้องทำการบ้านหนักมากขึ้น เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพ ราคา และไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อหาคำตอบสุดท้ายว่าโรงเรียนแบบไหนจะเหมาะสมที่สุดกับลูกของเราและครอบครัว

วันนี้เรารวบรวม 10 โรงเรียนอนุบาลฝั่งธนฯ หลักสูตรดี พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับลูก เพื่อช่วยพ่อแม่ตัดสินใจเลือกโรงเรียนที่ตอบโจทย์พัฒนาการของลูกมากที่สุด มาค่ะมาดูกันว่ามีเทคนิคดี ๆ อะไรบ้าง

วิธีเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูก

  • หลักสูตรอนุบาลแบบไหน เหมาะกับลูกของคุณ

เพราะแต่ละโรงเรียนมีปรัชญาและวิธีการสอนที่แตกต่างกัน บางโรงเรียนเน้นเล่นเป็นหลัก ให้เด็กเติบโตตามวัย บางโรงเรียนก็เน้นเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ เพื่อให้เด็กเริ่มอ่านและเขียนได้

หากลูกเริ่มสื่อสารได้แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตปฏิกิริยาและความรู้สึกของลูกว่ามีความชอบในแบบใดนอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรวางแผนในระดับชั้นประถมว่าอยากให้ลูกเรียนในแนวทางแบบไหนต่อเนื่องไปจนโต เพื่อให้การเลือกโรงเรียนอนุบาลสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของครอบครัว

  • การเดินทาง

โรงเรียนควรอยู่ใกล้บ้านและเดินทางสะดวก ไม่ควรอยู่ไกลบ้านจนเกินไป จะช่วยทำให้เด็กไม่เหนื่อยล้าจากการเดินทางในแต่ละวัน รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยในการไปรับไปส่งด้วย นอกจากนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินกับลูก คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถไปถึงโรงเรียนได้อย่างรวดเร็วอีกด้วยค่ะ

  • ค่าใช้จ่าย

วางแผนค่าใช้จ่ายให้รอบคอบทั้งค่าเทอมและค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ เช่น ค่าชุดนักเรียน ค่าอาหาร ค่าเรียนเสริมพิเศษช่วงเย็นหรือ Summer และค่ากิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ควรสอดคล้องกับฐานะของครอบครัวเพื่อให้การเรียนรู้ของลูกเป็นไปอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพราะหากต้องย้ายโรงเรียนกลางคัน ก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความรู้สึกของเด็กได้

  • สภาพแวดล้อม

โรงเรียนควรสะอาดและควรมีเครื่องฟอกอากาศในห้องเรียนทุกห้อง เพราะยุคนี้เด็ก ๆ ต้องเจอกับฝุ่น PM2.5บ่อยครั้งและควรมีเจ้าหน้าที่คอยทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ควรมีพื้นที่สีเขียวที่ช่วยทำให้เด็กผ่อนคลาย มีต้นไม้และธรรมชาติให้เด็ก ๆ ได้สำรวจ มีสนามเด็กเล่นที่เหมาะสมกับจำนวนเด็กนักเรียน ปลอดภัยเอื้อต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเด็กเล็ก

  • ครูและจำนวนเด็ก

สัดส่วนคุณครูต่อเด็กต้องเหมาะสม ควรอยู่ที่ประมาณ ครู 1 คน ต่อเด็ก 4–5 คน เพื่อการดูแลได้อย่างทั่วถึงและใกล้ชิด

  • อาหารและโภชนาการ

คุณภาพอาหารต้องสะอาด มีประโยชน์และเหมาะสมกับวัยและโรงเรียนควรใส่ใจเรื่องภาวะภูมิแพ้อาหารของเด็ก เพื่อความปลอดภัยด้วยนะคะ

  • ความปลอดภัย

ความปลอดภัยเป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเข้า–ออก หรือรับส่งนักเรียน  มี รปภ. หรือผู้ดูแลหรือไม่ นอกจากนี้อุปกรณ์เครื่องเล่นต่าง ๆ ในสนามเด็กเล่นต้องได้มาตรฐานยึดติดกับพื้นอย่างมั่นคง หากพบว่าอุปกรณ์ดูไม่ปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรเลือกโรงเรียนนั้น ๆ นะคะ เพราะโรงเรียนอาจไม่คำนึงถึงความปลอดภัยสำหรับเด็กหรือไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรกของโรงเรียน

  • ความพร้อมด้านภาษาและสื่อสาร

หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกเริ่มเรียนสองภาษา โรงเรียนควรมีครูต่างชาติหรือครูสอนภาษาอังกฤษที่สามารถสร้างการสื่อสารแบบเป็นธรรมชาติให้กับเด็ก ๆ ได้ และมีความถี่ในการเรียนรู้แต่ละสัปดาห์พอสมควรค่ะ การเรียนรู้ภาษาในทุก ๆ วันก็จะช่วยให้เด็กซึมซับภาษาอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

  • โรงเรียนสื่อสารกับผู้ปกครอง

โรงเรียนควรเปิดรับความคิดเห็นจากผู้ปกครองและให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมหรือการตัดสินใจบางอย่างของโรงเรียน เพราะข้อมูลและข้อสังเกตจากพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้โรงเรียนปรับปรุงและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กได้ดียิ่งขึ้น

ได้เรียนรู้เทคนิคดี ๆ ในการเลือกโรงเรียนไปแล้ว ลองมาดูลิสต์รายชื่อ 10 โรงเรียนอนุบาลฝั่งธนฯ ที่พ่อแม่หลายคนแนะนำว่าดีทั้งหลักสูตรและบรรยากาศโรงเรียน ชอบแนวไหนก็ตามไปอ่านรีวิวกันต่อได้เลย

10 รายชื่อโรงเรียนอนุบาลย่านฝั่งธนฯ

1.โรงเรียนจิตตเมตต์

โรงเรียนอนุบาลฝั่งธนฯ ย่านตลิ่งชัน ที่มุ่งมั่นพัฒนาเด็กสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และเน้นพัฒนาทักษะชีวิต ให้เด็กเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติท่ามกลางธรรมชาติ ปัจจุบันเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น เตรียมอนุบาล – อนุบาล 3 หลักสูตรของโรงเรียนจะถูกออกแบบขึ้นมาจากพื้นฐานทักษะชีวิตและธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงวัย โดยคำนึงถึง พัฒนาการ 4 ด้าน  EF (Executive Function) และ SELF  

เด็ก  ๆ ที่นี่จะได้เรียนรวมกันแบบ คละห้อง คละวัย คละชั้นสัปดาห์ละ 1 วัน เมื่อมีการอยู่ร่วมกันแบบต่างวัย เด็กๆ มีการเรียนรู้ที่หลากหลาย การได้เป็นน้อง การได้เป็นพี่ รู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือ มีความโอบอ้อมเอื้ออารีต่อกัน

ที่โรงเรียนมี“บันทึกลูกรัก”ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารกับพ่อแม่ที่เชื่อมโยงระหว่างเด็กและครู ที่คุณครูจะส่งให้คุณพ่อคุณแม่ทุกวันศุกร์ ให้คุณพ่อคุณแม่เขียนเล่าเรื่องเด็ก ๆ กลับมาในวันจันทร์ให้ครูทราบ เช่น ตอนนี้เด็ก ๆ มีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ชื่อว่าอะไร วันหยุดนี้ไปเที่ยวที่ไหน ทำให้คุณครูได้รู้เรื่องราวของเด็ก ๆ และครอบครัว หรือรู้จัก รู้ใจเด็กมากขึ้น เมื่อเด็กมาโรงเรียนช่วงนี้มีความสุขกับอะไร เป็นโรงเรียนที่น่ารักและใส่ใจเด็กมาก ๆ ค่ะ ถ้าชอบโรงเรียนนี้ ตามมาอ่านบทความกันต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/jittamett-kindergarten หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://jittamett.ac.th/

2.โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี

โรงเรียนอินเตอร์เขตทวีวัฒนาที่มีความเป็นไทย ผสมผสาน ปรับและผสานการเรียนการสอนได้อย่างเรียบง่าย กับหลักสูตรที่มุ่งเน้นการสอน 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาจีน ในทุกระดับชั้นตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมปลาย

เตรียมอนุบาล-อนุบาล3 ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ที่เน้นการเรียนการสอนแบบเรียนปนเล่น (Play&Learn) มีการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและสอดคล้องกับพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบบูรณาการ เสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ผ่านการเล่นเพื่อพัฒนาทั้ง EQ และIQ

นอกจากนี้โรงเรียนยังมีแปลงผัก คอกสัตว์ขนาดย่อมๆ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียง ให้เด็ก ๆ ได้มาสัมผัสและเลี้ยงดูพวกเขาด้วยตัวเอง เด็ก ๆ จะผลัดกันมาดูแลให้อาหาร สังเกตการใช้ชีวิตของสัตว์เหล่านี้ด้วยตัวเอง รวมไปถึงผักและผลไม้ที่เด็กๆจะได้ลงมือปลูกเอง เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนที่มีบรรยากาศน่าเรียนมากโรงเรียนหนึ่ง ตามไปดูบรรยากาศโรงเรียนและอ่านบทความกันต่อได้ที่
https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/bangkokthonburi-demonstration/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี

3.โรงเรียนแสนสุขสม

โรงเรียนอนุบาลอันแสนอบอุ่นย่านเพชรเกษม ที่จะดูแลและพัฒนาเด็ก ๆ รอบด้านให้เติบโต สดใส สมวัย และเป็นโรงเรียนไทยที่จัดการเรียนรู้ 2 ภาษา (ไทย – อังกฤษ) ก็ฟุดฟิตฟอไฟกันไปเลยตั้งแต่อนุบาล

เด็ก ๆ จะได้สนุกให้สมกับเป็นเด็กไปกับ Active Learning ที่บูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ และใช้กิจกรรมเป็นสื่อและเครื่องมือในการเรียนรู้เป็นหลัก ได้พัฒนาทักษะหลายด้านในคราวเดียวกัน และเกิดเป็นความรู้และความเข้าใจอย่างเป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่การท่องจำ!   

ช่วงปลายของแต่ละเทอม เด็ก ๆ จะเลือกหน่วยการเรียนรู้ที่ชอบหรือสนใจมาทำเป็นโครงงาน ได้เรียนรู้ทุกกระบวนท่าตั้งแต่ ค้นคว้า – ปรึกษา – สอบถาม – เรียบเรียงความคิด – วางแผน – ลงมือประดิษฐ์ออกมาเป็นชิ้นงาน เตรียมตัวนำเสนอ ไปจนถึงฝึกพูด นอกจากนี้ยังติดอาวุธด้านการการสื่อสารให้พร้อมตั้งแต่เล็กด้วย ภาษาจีน ภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ เข้าไปชมบรรยากาศโรงเรียนและเรื่องราวอีกมากมายที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/sansuksom-school/

4.โรงเรียนอนุบาลรักวิทย์

โรงเรียนอนุบาลรักวิทย์เป็นโรงเรียนเขตหนองแขมที่จัดการเรียนรู้ส่งเสริมด้านการสื่อสาร “สองภาษา” ในระดับปฐมวัย ด้วยแนวคิดการเรียนเชิงรุก “Active Learning” เน้นสร้างความหมายการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรงผ่านการลงมือทำ เพราะเชื่อว่าโลกของการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในเฉพาะห้องห้องเรียนอีกต่อไป

โรงเรียนได้เตรียมการเรียนในรูปแบบ Project -Base learning ซึ่ง ถือว่าเป็นนวัตกรรมระดับสากลที่เป็นที่ยอมรับมาปรับใช้เพื่อพัฒนาเด็ก ๆ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย     มีจุดมุ่งหมายหลักที่สำคัญ    คือการพัฒนา 3 ทักษะ เพื่อพร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็น Learning Skills ฝึกทักษะการคิด การวางแผนและการควบคุมอารมณ์ ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อการเรียนรู้อย่างยืดหยุ่นและเห็นคุณค่าในตนเอง  Life Skills พัฒนาทักษะชีวิต ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน Future Skills พัฒนาภาษาอังกฤษกับครูเจ้าของภาษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาสื่อสาร

สำหรับบ้านไหนที่สนใจโรงเรียนนี้ คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.amarinbabyandkids.com/advertorial/luckwit-kindergarten-school/

5.โรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม

โรงเรียนอนุบาลฝั่งธนฯ ย่านเพชรเกษม ที่มีพื้นที่มากถึง 4-5 ไร่ แถมยังใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินหลักสองตรงเดอะมอลล์บางแคอีกด้วย ปัจจุบันเปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ระดับ Pre-Nursery ถึงชั้นอนุบาล 3 นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรเด็กก่อนวัยเรียน หรือ Kids Club ซึ่งเป็นหลักสูตรที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเข้าเรียนร่วมกันกับลูกได้ด้วยค่ะ

โรงเรียนมีหลายหลักสูตรให้เลือกค่ะ มีทั้ง หลักสูตร Kids Club สำหรับเด็กวัย 1-3 ปี หลักสูตรบูรณาการ Denla :Integrated Program (D.I.P) หลักสูตรภาษาอังกฤษ: Denla English Program (D.E.P) และหลักสูตรนานาชาติ : DLTS International School (DLTS)

อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม มี MOU ที่ร่วมมือกับโรงเรียนชื่อดังมากมาย เช่น โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี โรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพ และโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ เพื่อส่งนักเรียนที่มีคุณภาพเข้าสู่ชั้นประถมอย่างมีศักยภาพ และเตรียมพร้อมที่สุดสำหรับเข้าเรียนโรงเรียนประถมชั้นนำอีกด้วย เข้าไปชมบรรยากาศโรงเรียนและเรื่องราวอีกมากมายที่ https://www.amarinbabyandkids.com/advertorial/denla-school/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.denlaschool.ac.th

6.โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิ

โรงเรียนอนุบาลฝั่งธนฯ เขตทวีวัฒนา ในรูปแบบโรงเรียนทางเลือกที่เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ตามศักยภาพของแต่ละคน เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นเตรียมอนุบาล อายุ 2 ปีบริบูรณ์ และระดับชั้นอนุบาล 1 อายุ 3 ปีบริบูรณ์

หลักสูตรของโรงเรียนเป็นการเรียนรู้แบบองค์รวม คือเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ที่สอดคล้องกับ มนุษย์ สังคม ธรรมชาติและเทคโนโลยี เรียนรู้ผ่านกาย ใจ ผ่านการลงมือทำ

อนุบาลบ้านพลอยภูมิมีคลาสห้องเรียนพ่อแม่  เพื่อให้ความรู้พ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก เชิญคุณหมอ มาช่วยให้ความรู้ โดยมีหัวข้อต่างๆ เช่น พ่อแม่จะรับมืออย่างไรเมื่อลูกผิดหวังหรือภาวะความซึมเศร้าในเด็ก มีทั้งคลาสแบบออนไลน์และออนไซต์  

เด็กที่นี่จะได้เรียนรู้หลากหลาย ทั้งดนตรี ศิลปะ เพราะการพัฒนาเด็กควรพัฒนาสมองทั้งสองซีก เพื่อให้เกิดความสมดุล ไม่ใช่เก่งแต่วิชาการ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงมนุษย์ และธรรมชาติ ได้ด้วย ใครที่กำลังหาข้อมูลโรงเรียนนี้อยู่ สามารถคลิกอ่านต่อ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/baanploypoom/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.baanploypoom.net

7.โรงเรียนอนุบาลนกฮูกวิช

โรงเรียนอนุบาล 3 ภาษา ขนาดย่อม เขตบางขุนเทียน ที่มีทุกอย่างไม่ต่างจากโรงเรียนอินเตอร์ ทั้งรูปแบบการเรียน หลักสูตรและคุณครูที่มีคุณภาพ เปิดสอนระดับชั้นเตรียมอนุบาล – อนุบาล 3

โรงเรียนนกฮูกวิชใช้หลักสูตรการเรียนการสอนจากประเทศสหรัฐอเมริกา เน้นการบูรณาการหลักสูตรปฐมวัย บนหลักการพัฒนาเด็กสากล ช่วยกระตุ้นทักษะความคิด การคัดกรอง ความฉลาดเลือก การควบคุมตนเอง self direct ทักษะการแสวงหาคำตอบและการคิดแก้ปัญหาให้กับนักเรียน

 นอกจากนี้โรงเรียนยังเตรียมความพร้อมด้านวิชาการให้กับเด็ก ๆ อย่างเหมาะสม  สำหรับนักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล จะเรียนแบบบูรณาการ 100 %  ส่วนเด็กอนุบาล 1 เรียนวิชาการ 30 % อนุบาล 2 เรียนวิชาการ 40 %และเมื่อขึ้นชั้นอนุบาล 3 จะเรียนวิชาการ 50 % ตามลำดับ ควบคู่การเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน ฝึกทักษะการฟัง Listening Skill ซึมซับภาษาผ่านการเล่นแบบมีแบบแผน ถ้าอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม คลิกอ่านต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/owlable-wit-school/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.owlablewit.com

8.โรงเรียนวรรณสว่างจิต

โรงเรียนวรรณสว่างจิตเป็นโรงเรียนทางเลือกชื่อดังย่านพระราม 2 บางขุนเทียน ที่เปิดสอนระดับชั้นเตรียมอนุบาล-ประถม 6 หลักสูตรของโรงเรียนผสมผสานจากหลาย ๆ แนวทาง อาทิเช่น Montessori, Waldorf, Whole Language, Project Approach  จนกลายเป็นหลักสูตรเฉพาะของโรงเรียนวรรณว่างจิต ที่โรงเรียนจะยึดหลักของวอลดอร์ฟ (Waldorf) ในการดูแลบ้านเด็กเล็ก (2-3 ปี) การปรับใช้ Whole Language และ Project Approach ในระดับชั้นอนุบาล

 ที่โรงเรียนวรรณาสว่างจิต เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะชีวิตไม่ว่าจะเป็น ทำนา ปลูกผัก เลี้ยงไก่ รีดผ้า ซักผัก จุดเตาไฟทำอาหาร ฯลฯ การเรียบรู้สิ่งต่างๆ ที่เชื่อมโยงมาสู่ชีวิตประจำวันจนกลายเป็นทักษะการใช้ชีวิตที่จะติดตัวไปจนโตนอกจากนี้โรงเรียนยังมีสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ที่นอกจากจะร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่แค่ได้เดินสำรวจก็เรียนรู้ได้มากมายแล้ว ห้องเรียนที่นี่ยังเปิดกว้างรับอากาศธรรมชาติอีกด้วย ใครมองหาโรงเรียนย่านพระราม 2 รับรองว่าโรงเรียนนี้คุณภาพดีไม่แพ้ที่อื่นเลยค่ะ ตามไปอ่านเนื้อหาแบบเต็มๆ ได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/wansawangchit-school/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนวรรณสว่างจิต

9.โรงเรียนเพลินพัฒนา

เพลินพัฒนาตั้งอยู่ในเขตทวีวัฒนา เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล – มัธยม สำหรับหลักสูตรเด็กปฐมวัยจะปูพื้นฐาน และเรียนแบบลงมือทำหรือที่เรียกว่า Active Learning โดยใช้การบูณาการวิชาทักษะชีวิตกับวิชาการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะโลกใบนี้เปลี่ยนเร็ว คุณภาพของเด็กจึงสำคัญมากกว่าแค่ความรู้  โดยมีการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ธรรมชาติของโลกในสามมิติ ใช้เป็นแกนในการออกแบบหลักสูตรของโรงเรียน เรียนรู้ควบคู่กันไปเพื่อพัฒนา อารมณ์ สังคม จริยธรรมและวิชาการ ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนาน นอกจากนี้ยังพัฒนาสมองส่วนหน้าของมนุษย์ (EF ) การยับยั้งช่างใจ การยืดหยุ่นทางความคิด  การวางแผน การจัดการ ที่นี่บรรยากาศดีเยี่ยมเลยค่ะ มีต้นไม้ใหญ่ไว้ให้เด็กได้ปีนป่าย มีสนามหญ้า มีเนินให้วิ่งเล่น มีใบไม้ ก้อนหิน ทราย มีธรรมชาติเป็นของเล่นปลายเปิดที่เด็ก ๆ เล่นได้ไม่มีวันเบื่อ ส่วนในห้องเรียนจะจัดพื้นที่และสภาพแวดล้อม เพื่อเอื้อต่อกระบวนการการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย ใครสนใจสามารถตามไปอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/plearnpattana-school หรือติดต่อสอบถามข้อมูลโรงเรียนได้ที่ โรงเรียนเพลินพัฒนา

10.โรงเรียนฐานปัญญา

โรงเรียนฐานปัญญาคือ โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งบนถนนกัลปพฤกษ์ เขตภาษีเจริญ ที่มีหลักสูตรครบพร้อมตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6

สำหรับชั้นอนุบาลเน้นส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม มีเรียนภาษาต่างประเทศด้วยหลักสูตร Intensive English Program ได้สัมผัสภาษาอังกฤษเกือบทุกวันและเสริมภาษาจีนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งการเรียนภาษาจะเรียนผ่านการสนทนาและการแสดงบทบาทสมมติทำให้เด็กๆ สนุกและอยากเรียนรู้ อีกทั้งยังส่งเสริมการเรียนเสียงดนตรีผ่านคีย์บอร์ด ซึ่งเด็กๆ จะได้ฝึกเล่นด้วยตัวเองทุกคน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสริมประสบการณ์ผ่านการเรียนรู้แบบ STEAM และโครงงาน การเรียนรู้ผ่านกระบวนการทดลอง สังเกต และมีห้องปฏิบัติการ STEAM ที่มีพื้นที่กว้างขวาง สำหรับทดลองโครงงานที่ต้องใช้ทั้งการค้นกว้า การสังเกตุ และการทดลอง

อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม คลิกอ่านต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/tharnpanya/ หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลโรงเรียนได้ที่ https://www.tharnpanya.ac.th/

Tags

สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ

10 สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็กและครอบครัว

อยากพาลูกไปเที่ยว สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ เลือกที่ไหนดี?

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุง ที่เด็ก ๆ จะได้ทั้งความสนุกและการเรียนรู้ไปพร้อมกัน สวนสัตว์ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ช่วยให้เด็กได้ใกล้ชิดธรรมชาติ รู้จักสัตว์หลากหลายชนิด และเสริมพัฒนาการผ่านประสบการณ์จริง วันนี้ ทีมแม่ ABK รวบรวมมาให้แล้วกับ 10 สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางไม่ไกล เหมาะสำหรับพาเด็กเล็กไปเที่ยวในวันหยุด จะมีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ ที่เหมาะสำหรับเด็กและครอบครัว

1. ซาฟารีเวิลด์ (Safari World)

สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ

ที่ตั้ง : 99 ถ. ปัญญาอินทรา แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร 10510
เปิดให้บริการ : อังคาร – อาทิตย์
วันหยุด : จันทร์
ค่าเข้าชม :
1. ราคาบัตรชุด (เที่ยวชม 2 โซน) ผู้ใหญ่ 800 บาท เด็ก 700 บาท
2. ราคาบัตรมารีนปาร์ค ผู้ใหญ่ 650 บาท เด็ก 550 บาท
3. ราคาบัตรซาฟารีปาร์ค ผู้ใหญ่ 450 บาท เด็ก 350 บาท
Facebook : https://www.facebook.com/safariworld.bangkok

2. สวนสัตว์พาต้า

สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ

ที่ตั้ง : 125 ถนน สมเด็จพระปิ่นเกล้า บางพลัด บางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร 10700
เปิดให้บริการ : อังคาร – อาทิตย์
วันหยุด : จันทร์
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 120.- เด็ก 80.-
Facebook : https://www.facebook.com/Patazoo67 

3. ศรีอยุธยา ไลอ้อน ปาร์ค (Sriayuthaya Lion Park)

สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ

ที่ตั้ง : 91 ตำบล หนองขนาก อำเภอ ท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13130
เปิดบริการ : ทุกวัน
วันหยุด : –
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 150.- เด็ก 50.-
Facebook : https://www.facebook.com/sriayuthayalionpark 

4. สวนสัตว์เปิดเขาเขียว (Khao Kheow Open Zoo)

สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ

ที่ตั้ง : 235 หมู่ 7 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20110
เปิดบริการ : ทุกวัน
วันหยุด : –
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 250.- เด็ก 100.-
Facebook : https://www.facebook.com/kkopenzoo 

5. สวนสัตว์นครราชสีมา (KORAT ZOO)

ที่ตั้ง : 111 หมู่ 1 ถนนราชสีมา-ปักธงชัย ตำบลไชยมงคล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000
เปิดบริการ : ทุกวัน
วันหยุด : –
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 130.- เด็ก 40.-
Facebook : https://www.facebook.com/NakhonratchasimaZoo 

6. สวนเสือพัทยา ไทเกอร์ พาร์ค (Tiger PARK Pattaya)

ที่ตั้ง : 349/9 หมู่12 ต.หนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150
เปิดบริการ : ทุกวัน
วันหยุด : –
ค่าเข้าชม : เข้าชมเสือฟรี (กิจกรรมพิเศษมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
Facebook : https://www.facebook.com/tigerparkofficial 

7. สวนสัตว์เปิด ซาฟารีปาร์ค แอนด์ แคมป์ (SAFARI PARK, KANCHANABURI)

ที่ตั้ง : 99 ถนน ลาดหญ้า-บ่อพลอย ตำบล หนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย กาญจนบุรี 71160
เปิดบริการ : ทุกวัน
วันหยุด : –
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 200.- เด็ก 100.-
Facebook : https://www.facebook.com/safariparkkanchanaburi 

8. ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน

ที่ตั้ง : 117 หมู่ 6 ถ.เพชรเกษม กม.30 อ.สามพราน 73110
เปิดบริการ : ทุกวัน
วันหยุด : –
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 150.- เด็ก 100.-
Facebook : https://www.facebook.com/samphran.elephantshow 

9. Bonanza Exotic Park

ที่ตั้ง : ที่อยู่ 236 ม.5 ถนนธนะรัชต์ ต.ขนงพระ 30130
เปิดให้บริการ : ทุกวัน
วันหยุด : –
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 150.- เด็ก 80.-
Facebook : https://www.facebook.com/bonanzazoo99

10.  คาเฟ่มินิซู การ์เด้นริเวอร์ 8 (Cafe Minizoo Garden River 8)

ที่ตั้ง : ที่อยู่ 45/4 ซอย บึงบอน29 อ.หนองเสือ ต.บึงบอน จ.ปทุมธานี 12170
เปิดให้บริการ : อังคาร-อาทิตย์
วันหยุด : จันทร์
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 200.- เด็ก 80.-
Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=61565752598728 

พาลูกไปสวนสัตว์ ดีอย่างไร?

การพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวสวนสัตว์ ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องความสนุก แต่ยังเป็นโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ผ่านประสบการณ์จริง เสริมพัฒนาการทั้งด้านอารมณ์ ความคิด และการเรียนรู้แบบไม่รู้ตัว

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหา สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ สำหรับพาลูกไปเที่ยวในวันหยุด ทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ หรือ ทริปสั้น ๆ สำหรับครอบครัว 10 สวนสัตว์ที่ทีมแม่ ABK คัดมาให้ รับรองว่าเด็ก ๆ ได้ทั้งความสนุก ความรู้ และช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกันแน่นอนค่ะ 💚

ผ้าอ้อมตัวช่วยพ่อแม่สบายใจ ซึมซับยาวนาน แห้งสบาย ทั้งวันทั้งคืน

เชื่อว่าทุกบ้านเคยต้องผ่าน ลูกปัสสาวะล้นผ้าอ้อม ไม่สบายตัว ร้องงอแง ขอบกางเกงผ้าอ้อมรัดเป็นรอยแดง ให้ทุกความไม่โอเคเหล่านั้นผ่านไปได้เลย เพราะทีมกองบรรณาธิการมีสิ่งดีดี ที่อยากบอกต่อ ทั้งราคาดี ซึมซับดี ดีแบบนี้จึงให้เป็นตัวช่วยที่แม่ๆต้องมีติดบ้าน เพราะผ้าอ้อมที่อ่อนโยน ซึมซับได้ดี ไม่รบกวนการเคลื่อนไหว จะเป็นตัวช่วยให้ทั้งลูกและพ่อแม่สบายใจได้ในทุกสถานการณ์

เพราะ BabyLove DayNight Pants พัฒนาจากความเข้าใจในชีวิตจริงที่แม่ๆต้องเจอ จึงใส่ใจทั้งความสบาย ความคุ้มค่า และการใช้งานที่ง่าย ที่สำคัญเราว่า BabyLove DayNight Pants เป็นผ้าอ้อมที่น่ารักกก เพราะมีลายโดราเอมอน! บ้านไหนเป็นสาวกหุ่นยนต์แมวเหมือนเรา ต้องถูกใจแน่นอน และยังออกแบบมาเพื่อให้ลูกน้อยสวมใส่สบายในทุกช่วงวัย และตอบโจทย์การใช้งานได้ดีทั้งกลางวันและกลางคืนอีกด้วย

3 เหตุผลที่ควรเลือกผ้าอ้อม BabyLove DayNight Pants                           

สบายในทุกการเคลื่อนไหว

ไม่ว่าอิริยาบทไหน ทั้งตอนที่ลูกเริ่มพลิกตัว คลาน จนถึงเริ่มเดิน ทุกความสนุกสนาน ถ้าแม่เลือกผ้าอ้อมที่ดีต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว แต่ช่วยให้ลูกได้เป็นตัวของตัวเองแบบสุดๆ สนุกให้สุด ด้วยการออกแบบที่บาง เบา และคงรูปได้ดี

ทีมกองบรรณาธิการถูกใจในแผ่นซึมซับ Active Diamond Sheet ที่คิดค้นมาอย่างดี ก็ช่วยกระจายของเหลวได้สม่ำเสมอ ลดการจับตัวเป็นก้อน ทำให้ผ้าอ้อมไม่ห้อย ไม่ตุง ผ้าอ้อมยังคงความนุ่ม โค้งรับกับสรีระ ช่วยให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวในทุกกิจกรรมเลย  

ซึมซับยาวนานถึง 9 ชั่วโมง

และด้วยพลังซึมซับของ Super Miracle Gel  ก็ทำให้ BabyLove DayNight Pants  ซึมซับได้ยาวนานถึง 9 ชั่วโมง ช่วยกักเก็บของเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวของลูกแห้งสบาย แถมยังมีขอบขา Double Lock Leakage ช่วยป้องกันการรั่วซึมสองชั้น เล่นสนุกได้แบบไม่ต้องกลัวเลอะเสื้อผ้า

ผ่านการทดสอบ Dermatologically Tested

ใครๆก็ไม่อยากเห็นผิวลูกมีรอยแดง ยิ่งผิวทารกด้วยแล้ว ยิ่งบอบบางเป็นพิเศษ BabyLove DayNight Pants ผ่านการทดสอบ Dermatologically Tested เพื่อยืนยันความอ่อนโยนต่อผิว แถมเนื้อผ้าก็นุ่ม ระบายอากาศได้ดี ช่วยลดความอับชื้นและโอกาสการเกิดผดผื่น เพราะเมื่อลูกสบาย พ่อแม่ก็สบายใจไปอีก

Amarin Baby & Kids จึงคัดเลือกให้ผ้าอ้อม BabyLove  DayNight Pants ได้รับรางวัล รางวัล Editor’s  Choice ประเภท BEST DISPOSABLE DIAPERS จาก Amarin Baby & Kids Awards 2025

และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ทำให้ผ้าอ้อม BabyLove DayNight Pants ไม่ใช่เพียงผ้าอ้อมลายน่ารัก แต่ทีมกองบรรณาธิการยกใจให้ จึงคัดเลือกให้ BabyLove DayNight Pants ได้รับรางวัล Editor’s  Choice BEST DISPOSABLE DIAPERS ผ้าอ้อมที่แม่เลือก และครอบครัวไว้วางใจ

แนะนำเลยว่า ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือออกเดินทาง ในกระเป๋าโดราเอมอนของแม่ๆ ควรต้องมีผ้าอ้อม BabyLove DayNight Pants ติดไว้ ให้เป็นเพื่อนคู่ใจในทุกช่วงเวลา ตัวช่วยให้พ่อแม่อุ่นใจ วางใจได้ทุกครั้งที่พาลูกออกไปเจอโลกกว้าง ให้พวกเขาได้สนุกอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาการที่ดี  ลูกน้อยอารมณ์ดี มีความสุขทั้งครอบครัว

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://babylove.co.th/products/day-night-pants-plus

Tags

น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิก โคโดโม ตัวจริงเรื่องซัก อ่อนโยน หอมนาน 30 วัน

ทุกรอยยิ้มของลูก คือ ความสุขของคุณแม่ ยิ่งตอนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จใหม่ ๆ ได้ใส่เสื้อผ้าสะอาด หอมกรุ่นลูกน้อยรู้สึกสบายตัว จะยิ่งอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แถมตัวหอมน่ากอดไปทั้งวัน เคล็ดลับอยู่ที่การดูแลเสื้อผ้า ผ้าอ้อม หรือ เครื่องนุ่งห่มอย่างพิถีพิถันให้ดูสะอาด ปราศจากคราบเลอะ และ ไม่ทำร้ายผิวของลูก ตัวช่วยขาดไม่ได้เลย คือ น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิก ที่ต้องมีส่วนผสมธรรมชาติ ผสานกับเทคโนโลยีทำความสะอาดให้ล้ำลึกแบบไม่เปลืองแรง

คุณแม่คงสงสัยว่า น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิกต่างจาก น้ำยาซักผ้าเด็กทั่วไปอย่างไร หากดูแค่ภายนอกทุกอย่างก็แทบจะเหมือนกัน จริง ๆ มีความลับสำคัญซ่อนอยู่ กองบรรณาธิการขอชวนคุณแม่มาทำความรู้จักกับ น้ำยาซักผ้าเด็กโคโดโม น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิกที่คิดค้น และ พัฒนาเพื่อดูแลเสื้อผ้าของลูกโดยเฉพาะ

น้ำยาซักผ้าออร์แกนิก โคโดโม

ส่วนผสมออร์แกนิก หัวใจสำคัญของน้ำยาซักผ้าเด็กสูตรอ่อนโยน

เพราะผิวของลูกน้อยบอบบาง ระคายเคืองได้ง่าย หากสัมผัสกับสิ่งตกค้างที่มีสารก่ออาการแพ้ หรือ สารเคมีตกค้างจากเสื้อผ้า ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดน้ำลาย หรือ เครื่องนอน อาจทำให้ผิวนุ่ม ๆ แห้งเป็นขุย แสบแดง หรือ แพ้รุนแรงได้ แม้คุณแม่มั่นใจว่าซักจนสะอาดแล้ว

น้ำยาซักผ้าเด็กโคโดโม เป็นผลิตภัณฑ์ที่กองบรรณาธิการได้ทดลองใช้แล้วมั่นใจว่าปลอดภัยต่อผิวของลูกน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิด สังเกตง่าย ๆ จากตัวน้ำยาที่เป็นสีใส ผสมเข้ากับน้ำเปล่าให้พร้อมซักได้ง่าย ๆ ในตัวน้ำยาซักผ้านี้มีส่วนผสมของสารทำความสะอาดออร์แกนิก ช่วยกำจัดคราบฝังแน่นได้ดี ทำให้เสื้อผ้าสะอาดหมดจด ไม่ทิ้งคราบสกปรก

ถ้าคุณแม่สงสัยว่าน้ำยาซักผ้าเด็กโคโดโมอ่อนโยนแค่ไหน บอกเลยว่า สามารถใช้ซักผ้าของลูกน้อยวัย 0+ ได้สบาย เพราะผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่ระคายเคืองต่อผิวแพ้ง่าย ปราศจาก 7 สารเติมแต่ง ไม่ว่าจะเป็น SLS, Paraben, Formaldehyde, Triclosan, Fluorescent, Bleaching, Colourant จึงเหมาะใช้กับลูกวัยเบบี๋ วัยคิดส์ และ ทุกคนในครอบครัว

นอกจากนี้ยังมี 4 สูตรที่มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกัน ให้เลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็น

  1. น้ำยาซักผ้าเด็กโคโดโม ออร์แกนิก โอลีฟ ออยล์ (สีฟ้า)ให้กลิ่นหอมสะอาด อ่อนละมุน ขจัดคราบฝังลึกได้ดี
  2. น้ำยาซักผ้าเด็กโคโดโม โอกานิคุ พรีเมียม ออร์แกนิก อโล เวร่า (สีเขียว) กลิ่นหอมอ่อน ๆ แบบแป้งเด็ก ได้กลิ่นที่ไรก็มีความสุข
  3. น้ำยาซักผ้าเด็กโคโดโม นิวบอร์น สูตรลดกลิ่นอับ (สีชมพู)กลิ่นหอมหวานอ่อนโยน ลดกลิ่นอับแม้ซักกลางคืน หรือ ในวันที่ไร้แดด หอมนานติดทน
  4. น้ำยาซักผ้าเด็กโคโดโม ออร์แกนิก เนเชอรัล ไมเซลลาร์ สูตรเข้มข้น (สีม่วง) กลิ่นหอมสดใส ช่วยลดกลิ่นอับ ขจัดคราบติดแน่นอย่างมีประสิทธิภาพ
น้ำยาซักผ้าออร์แกนิก โคโดโม

มากกว่า น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิก เพื่อความสุขของทั้งครอบครัว

เพราะน้ำยาซักผ้าโคโมโดรู้ว่ากลิ่นหอมจากตัวลูกช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย และ มอบความสุขให้กับทุกคนในบ้าน  น้ำยาซักผ้าออร์แกนิกทุกสูตร เติมความพิเศษด้วยการมีกลิ่นหอมจาก Natural Essential Oil ที่ให้ความหอมติดทนยาวนานถึง 30 วัน ลองใช้ซักเครื่องนอนของลูก เก็บไว้ในตู้นานแค่ไหนก็ยังหอมไม่เปลี่ยน

Amarin Baby & Kids จึงคัดเลือกให้ น้ำยาซักผ้าออร์แกนิก โคโดโม ได้รับรางวัล Editor’s Choice ประเภท BEST NATURAL & ORGANIC BABY LAUNDRY DETERGENTจาก Amarin Baby & Kids Awards 2025

น้ำยาซักผ้าออร์แกนิก โคโดโม

ไม่เพียงเท่านี้ น้ำยาซักผ้าเด็กโคโดโมยังพัฒนาให้คุณแม่ใช้สะดวกขึ้น ด้วยฝาเกลียวที่สามารถเปิดเทได้สะดวก และ ปิดฝาสนิทไม่ต้องกลัวหกเลอะเทอะ หาซื้อได้สะดวกตามซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ สั่งซื้อออนไลน์ที่มีโปรโมชั่นดี ๆ ให้คุณแม่เปย์มาตุนอย่างจุใจ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ทำให้น้ำยาซักผ้าออร์แกนิก โคโดโม เหมาะเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็ก ทีมกองบรรณาธิการยกใจให้ จึงคัดเลือกให้ น้ำยาซักผ้าออร์แกนิก โคโดโม ได้รับรางวัล Editor’s Choice ประเภท BEST NATURAL & ORGANIC BABY LAUNDRY DETERGENT ที่แม่เลือก และ ครอบครัวไว้วางใจ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก
Line 🛒 https://bit.ly/2VmJM6W
Website 🛒 https://bit.ly/3eiW5d6
Shopee🛒 https://bit.ly/2XCxsSR
Lazada 🛒 https://bit.ly/3fdPZj8

Tags

เติมแคลเซียมให้ทุกคนในครอบครัว! โฟร์โมสต์ นมโคแท้ 100% ทางเลือกง่าย ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีในทุกวัน

เพราะเราเชื่อว่า ‘สุขภาพที่ดีของคนในครอบครัว’ คือ รากฐานสำคัญของความสุขทั้งหมด และ แน่นอนว่า การดูแลกระดูก และฟันให้แข็งแรงด้วยแคลเซียมที่เพียงพอ เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยค่ะ คุณแม่หลายท่านอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่า นมโคเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นยอด แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่านมที่เราเลือกนั้นเป็น นมโคแท้ 100% ที่อัดแน่นด้วยคุณค่าจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ?

วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ ขอพาคุณแม่มาไขคำตอบ พร้อมแนะนำทางเลือกง่าย ๆ ที่ลงตัวที่สุด ในการดูแลทุกคนในบ้านให้อิ่มอร่อย และแข็งแรงไปพร้อมกัน นั่นคือ ‘โฟร์โมสต์ นมโคแท้ 100% แคลเซียมธรรมชาติสูง’ ค่ะ

นมไม่ได้มีประโยชน์แค่สำหรับเด็ก ๆ ที่กำลังโตเท่านั้นนะคะ แต่ยังสำคัญกับคุณพ่อคุณแม่ ที่ต้องใช้พลังงานตลอดวัน ไปจนถึงคุณปู่คุณย่า ที่ต้องการดูแลมวลกระดูกเป็นพิเศษ บทความนี้เราจะมาเจาะลึกว่า ทำไมโฟร์โมสต์จึงเป็นมากกว่านมทั่วไป และ การดื่มนมโคแท้ 100 % ที่มีแคลเซียมสูงในทุกวัน จึงเป็นกุญแจสำคัญ สู่สุขภาพที่ยั่งยืนของทุกคนในครอบครัว ตามไปดูกันเลยค่ะ

เพราะแม่ไม่ได้เลือกแค่สิ่งที่ ‘ดี’ แต่เราเลือกสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ ที่เราเชื่อใจ และ ต้องเป็นสิ่งที่คนในครอบครัวกินได้จริงโดยไม่ต้องมีข้อกังขาใด ๆ และนมจืด โฟร์โมสต์ นมโคแท้ 100 % เป็นสิ่งที่ต้องมีติดตู้เย็น และติดบ้านไว้ตลอด เหตุผลที่เรามั่นใจขนาดนี้มาจาก รสชาติที่ อร่อย ดื่มง่าย ถูกปากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และ ที่สำคัญคือความรู้สึกที่รู้ว่า เรากำลังได้รับ นมโคแท้ 100% ที่มีคุณค่าจากธรรมชาติสูงจริง ๆ

ครอบครัวแล้วนมคือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เราใช้เริ่มต้นวันใหม่ เสริมพลังงานระหว่างวัน และ สร้างความแข็งแกร่งให้กับกระดูกของคนในครอบครัวอย่างยั่งยืน การที่ลูก ๆ ชอบรสชาติ และ เรามั่นใจในคุณภาพ นี่จึงเป็นตัวเลือกที่ ทีมกองบรรณาธิการ อยากแนะนำด้วยใจจริงค่ะ

โฟร์โมสต์

การันตีคุณภาพ! โฟร์โมสต์ นมโคแท้ 100% คว้ารางวัล Editor’s Choice

ความมั่นใจที่ ทีมกองบรรณาธิการมีต่อ โฟร์โมสต์ นมโคแท้ 100% ไม่ได้มาจากความชอบส่วนตัวเท่านั้นนะคะ แต่ยังได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการแม่และเด็กของไทยอีกด้วย

โฟร์โมสต์ได้รับรางวัล Editor’s Choice ประเภท ผลิตภัณฑ์นมโคแท้ 100% : Best 100% cow milk จากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2025

รางวัลนี้มาจากการคัดเลือกโดย ทีมบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้แม่และเด็กที่น่าเชื่อถือ การที่ทีมบรรณาธิการแม่และเด็กเลือกให้โฟร์โมสต์เป็น “นมโคแท้ 100% ที่ดีที่สุด” เป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพที่โดดเด่น และ มาตรฐานที่สม่ำเสมอของนมโฟร์โมสต์ คุณแม่จึงมั่นใจได้เลยว่า นมที่คุณแม่เลือกให้ลูก และ ทุกคนในครอบครัวดื่มนั้น ไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือคุณภาพที่ได้รับการรับรองแล้วค่ะ

โฟร์โมสต์

ไขความลับ! ทำไม แคลเซียมธรรมชาติสูงจึงสำคัญกับทุกช่วงวัย?

คุณแม่ทราบไหมคะ ว่า แคลเซียมไม่ได้มีไว้แค่สำหรับ ‘การสร้างความสูง’ ของลูก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายใช้ตลอดชีวิต ตั้งแต่การสร้างกระดูก การทำงานของกล้ามเนื้อ ไปจนถึงระบบประสาท

ทีมกองบรรณาธิการอยากชวนมาดูกันค่ะว่า ในแต่ละช่วงวัย คนในครอบครัวของเราต้องการแคลเซียมมากขนาดไหน และ ทำไมแคลเซียมที่มาจาก นมโคแท้ 100% ของโฟร์โมสต์ จึงตอบโจทย์ได้สมบูรณ์แบบที่สุด

นมโฟร์โมสต์ นมกล่อง UHT รสจืด ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% และ โดดเด่นเรื่อง แคลเซียมธรรมชาติสูง โดย หนึ่งกล่องให้แคลเซียมสูงถึง 35% ของปริมาณที่แนะนำต่อวันเลยค่ะ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ง่าย และอร่อยในการเติมเต็มความต้องการแคลเซียมของทุกคนในบ้าน

ทีมกองบรรณาธิการ ขอแนะนำให้มี โฟร์โมสต์ นมโคแท้ 100% ติดบ้านไว้ตลอด เพราะ เป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า และ ง่ายที่สุด เพื่อให้ทุกคนในครอบครัว ได้รับแคลเซียมตามปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เพิ่มเติมจากอาหารมื้อหลัก อย่างครบถ้วน และ อร่อยลงตัวค่ะ

โฟร์โมสต์

มาตรฐานเกินร้อย! นมโคแท้ 100% ของโฟร์โมสต์ แตกต่างอย่างไร?

เมื่อเราพูดถึงโฟร์โมสต์ นมโคแท้ 100% คุณแม่คงทราบแล้วว่า อร่อย และ มีแคลเซียมสูง แต่สิ่งที่ทำให้โฟร์โมสต์แตกต่างอย่างแท้จริง คือ มาตรฐานที่เกินร้อยในทุกขั้นตอนการผลิตค่ะ

ทีมกองบรรณาธิการ ได้ลงลึกไปหาข้อมูล และพบว่า ความเชื่อมั่นที่เรามีต่อโฟร์โมสต์นั้น มีรากฐานที่แข็งแกร่ง เพราะนมกล่อง UHT รสจืดนี้ ผลิตจาก นมโคสดแท้ 100% ที่ผ่านการใส่ใจ และ พิถีพิถันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ดังนี้ค่ะ

3 หัวใจหลักที่ทำให้ โฟร์โมสต์ รสจืดเหนือกว่า

  1. นมโคคุณภาพพรีเมียม จากแม่วัวอารมณ์ดี : โฟร์โมสต์ให้ความสำคัญกับ คุณภาพของนมโค ที่มาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานรอยัลฟรีสแลนด์คัมพินา เนเธอร์แลนด์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลจัดการฟาร์ม และ การเลี้ยงดูแม่วัวอย่างดี นมที่ได้จึงเป็นนมโคธรรมชาติที่มีคุณภาพสูง
  2. Premium Quality Check 100+ รายการ : คุณแม่วางใจได้เลยค่ะ เพราะ นมโฟร์โมสต์ทุกกล่องจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด รวมกว่า 100 รายการ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ และ สารอื่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่านมที่ส่งถึงมือทุกคนในครอบครัว สะอาด และ ปลอดภัยที่สุด
  3. 5 สารอาหารธรรมชาติสูง : ด้วยคุณภาพของนมโคแท้ 100% ทำให้โฟร์โมสต์อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำนมธรรมชาติอยู่แล้ว โดยเฉพาะ แคลเซียมธรรมชาติ และ ยังมีสารอาหารสำคัญอื่น ๆ อีก 4 ชนิด ได้แก่ วิตามินบี 12 , วิตามินบี 2 , ฟอสฟอรัส และ ไอโอดีน ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของร่างกาย และ สมองอย่างครบถ้วน

ด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดนี้เอง นมโฟร์โมสต์จึงเป็นมากกว่านมโคแท้ 100% แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เราสามารถเชื่อถือได้อย่างแท้จริง ว่า กำลังส่งต่อสิ่งดี ๆ ที่มีคุณภาพสูงสุดให้แก่คนที่เรารักในทุก ๆ วันค่ะ

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ โฟร์โมสต์ นมโคแท้ 100%
เพื่อสุขภาพที่ดีของครอบครัวคุณได้ที่ ForeMost Thailand

เครดิตข้อมูลเพิ่มเติม
รับประทานแคลเซียมอย่างไร ให้ได้ผล , คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

Tags

เครื่องปั๊มนม รุ่น Easy Life III นวัตกรรม เครื่องปั๊มนมมัลติฟังก์ชั่นไร้สาย ควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน ปั๊มเกลี้ยง ปั๊มสบายไม่ต้องใช้มือจับ!

แม่ยุคใหม่ที่ต้องวางแผนกับชีวิตมากขึ้น ทั้งการทำงานในบ้าน และนอกบ้าน อย่าให้การปั๊มนมมาเป็นอุปสรรคให้ต้องกังวล ด้วยเทคโนโลยี เครื่องปั๊มนมมัลติฟังก์ชั่นไร้สาย จากแบรนด์ Attitude Mom รุ่น Easy Life III ปั๊มนมสบาย ไม่ต้องใช้มือจับ หยุดความยุ่งยากได้ในเครื่องเดียว นวัตกรรมใหม่จาก Attitude Mom ให้ความตั้งใจของแม่ ในการให้นมแม่แก่ลูกน้อยได้ยาวนานที่สุดได้อย่างที่ตั้งใจ แถมที่สุดความสบาย สะดวกและทันสมัย เครื่องเดียวเอาอยู่

3 เหตุผลดีดี ที่ทำไมต้องเลือก Attitude Mom  

แสนสบาย 

เครื่องปั๊มนม รุ่น Easy Life III ออกแบบเป็นพิเศษไร้สาย ปั๊มได้ไม่ต้องจับ เพียงคุณแม่สวมใส่ไว้ในเสื้อชั้นในให้นมได้ทันที ทำให้มีมือว่างทำกิจกรรมอื่น ๆ ไปพร้อมกับการปั๊มนม จะไถหน้าฟีด ทำงานบ้าน หรือ นั่งทำงานก็สะดวก มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานถึง 4 โหมด  ทั้งโหมดนวดกระตุ้น โหมดดูดน้ำนม โหมด 2 in 1 และ โหมดรีดน้ำนม ปรับระดับการทำงานได้ถึง 9 ระดับ ปั๊มได้สูงสุด 4-5 รอบปั๊ม รอบละ 30 นาที ครบทุกความต้องการคุณแม่นักปั๊ม ช่วยปั๊มน้ำนมแม่ให้ออกมาเต็มที่เพื่อลูกน้อย   

เครื่องปั๊มนมมัลติฟังก์ชั่นไร้สาย

สวยงามเรียบง่าย 

หน้าตาสวย พกพาได้ไม่อายใคร แถมน้ำหนักก็เบา สามารถใส่กระเป๋าเอนกประสงค์แม่ พกพาไปด้วยได้ทุกที่ อุปกรณ์ปั๊มนม Hands-Free ตัวช่วยคุณแม่ปั๊มนมสบาย ไม่ต้องจับ มั่นใจในคุณภาพ เพราะผ่านมาตรฐาน ปราศจากสารที่ทำให้ก่อมะเร็ง ( BPA Free) กรวยปั๊มซิลิโคนแท้ 100%

เครื่องปั๊มนมมัลติฟังก์ชั่นไร้สาย

ทันสมัย ใช้สะดวก

ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายสุด ๆ ด้วยความพิเศษที่อยู่ในเครื่องเดียว

  • ควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน ( 2 ข้าง) และ เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แบบไร้สาย ผ่าน Bluetooth และสามารถใช้งานได้ทั้งในระบบ IOS และ ระบบ Android
  • แสดงสถานะแบตเตอรี่ผ่านหน้าจอ แจ้งเตือนเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด
  • ช่วยเก็บสถิติปริมาณน้ำนม วางแผนสต๊อกน้ำนมได้สบาย
  • ไม่ต้องใช้มือจับ ไม่ทำให้เมื่อยล้า !
  • แบตเตอรี่ในตัว ด้วยความจุ 1500 mAh ใช้เวลาชาร์จเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น
เครื่องปั๊มนมมัลติฟังก์ชั่นไร้สาย

ปลอดภัย เงียบ ทำความสะอาดง่าย น้ำหนักเบา

ด้วยมาตรฐาน ปราศจากสารก่อมะเร็ง ( BPA Free) ร่วมกับนวัตกรรมมอเตอร์ Double Micro Air Pump Plus มีแรงดูดที่นุ่มนวล  มี ระบบ Power Protection ปิดกั้นกระแสไฟที่อาจเป็นอันตราย จึงปลอดภัย มาพร้อมเสียงการทำงานเบา  ขนาดเล็กเพียง 270 กรัม พกพาง่าย  ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ประกอบง่าย ถอดล้างได้สะดวก

และ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เอง ทำให้ เครื่องปั๊มนมมัลติฟังก์ชั่นไร้สาย จากแบรนด์ Attitude mom รุ่น Easy Life III ได้รับรางวัล Smart & innovative ประเภท Best Innovation In Multifunction Hands-Free Breast Pumps จาก Amarin Baby & Kids Awards 2025  

เรียกว่ามาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่ได้จริง จนอดเทใจให้ไม่ได้  แม่ ๆ ที่สนใจหรือกำลังหาข้อมูล

อย่ารอช้า เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้เลยที่ https://attitudemombreastpump.com/home-2/

 หรือติดต่อ Customer service Tel. 081-899-9011 , 062-591-2998 ได้ทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา 07:30 – 00:00 น.