หอมติดผ้า จนติดผิว หอมอ่อนโยนแบบนี้ ที่ทุกบ้านติดใจ

ใครๆก็ชอบความหอม ยิ่งกลิ่นลูกเล็ก กลิ่นเด็กน้อย เชื่อว่าแม่ๆหลายคนติดกลิ่นลูก หอมได้ทั้งวัน แต่กลิ่นหอมๆแบบนี้บอกได้ว่ามาจากความสะอาดและความใส่ใจที่แม่เลือก และคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ดีมาใช้ดูแลลูกน้อย และ ทุกคนในครอบครัว

เรามั่นใจว่าคุณแม่ทุกคนย่อมใส่ใจเรื่องเสื้อผ้าและสะอาด หอม เพื่อสัมผัสนุ่มอ่อนโยน ป้องกันทุกกลิ่นอับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่ระคายเคือง ทำให้การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เป็นเรื่องสำคัญ

และนี่คือคำตอบ เพราะทีมแม่ ABK ทดสอบมาให้แล้วว่าผ้านุ่ม หอมติดผ้าจนติดผิวลูกจริง ชอบตั้งแต่คุณแม่ ไปจนถึงคุณพ่อบ้าน เพราะความหอมช่วยให้อารมณ์และจิตใจดีตามไปด้วย เสื้อผ้าที่หอมสะอาดทำให้เด็กรู้สึกดีกับตัวเอง ในเด็กเล็กคือความสบาย ลดอาการงอแงได้ สำคัญที่สุดกลิ่นหอม สร้างความผ่อนคลายให้กับทุกคนในบ้าน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเสื้อผ้าช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบ ผ่อนคลาย ช่วยให้ลูกน้อยอารมณ์ดี และนอนหลับได้ดีแม่พ่อก็ได้พักผ่อนไปด้วยกัน

ทำไมถึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม เพราะ Hygiene Expert Care Special Edition Skin Care Series

  • ผสานสารสกัดบำรุงผิว ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) หอมละมุน ติดผิวยาวนาน
  • เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ
  • อ่อนโยนและได้รับการทดสอบผิวหนัง (Dermatologically Tested)
  • หอมละมุนอ่อนโยน กลิ่นติดผ้าจนติดผิวนานตลอดวัน
  • ป้องกันทุกกลิ่นอับ
  • ใช้ได้ทุกคนในบ้าน

และนี่ยังเป็นครั้งแรกของผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่มีการผสานสารสกัดบำรุงผิว ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) หอมละมุนอ่อนโยน กลิ่นติดผ้าจนติดผิวนานตลอดวัน และความนุ่มที่ออกแบบให้อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ป้องกันทุกกลิ่นอับกลิ่นไม่พึงประสงค์ อ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อทุกสภาพผิว ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัวละมุนผิว กลิ่นติดผ้า หอมได้ทั้งวัน

จากคุณสมบัติทั้งหมดนี้ ยังมีอีกสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกบ้านใส่ใจ คือความปลอดภัยของลูกน้อย ยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใกล้กับผิวลูกอย่างปรับผ้านุ่มด้วยแล้ว จึงต้องเลือกที่อ่อนโยนและได้รับการทดสอบผิวหนัง ซึ่งในผลิตภัณฑ์ Hygiene Expert Care Special Edition Skin Care Series ผ่านการทดสอบ Dermologically Tested Safe For Sensitive Skin หรือการทดสอบการแพทย์ด้านผิวหนัง ว่าไม่ระคายเคืองต่อผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย คุณพ่อคุณแม่มั่นใจได้เลยในความปลอดภัย

และด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ผลิตภัณฑ์ Hygiene Expert Care Special Edition Skin Care Series Dreamy Hug & Morning Hug ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ ได้รับรางวัล  Smart& Innovative  ในหมวดผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม BEST SKIN CARE INNOVATIVE FABRIC SOFTENER จากงาน AMARIN BABY AND KIDS AWARDS 2025 ซึ่งมอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆที่ปรับให้ตอบโจทย์กับครอบครัวยุคใหม่

ที่เราถูกใจเพราะมีถึงสองกลิ่นให้เลือก เพราะหากเลือกไม่ได้ควรมีติดบ้านทั้งสองกลิ่น ซึ่งแต่ละกลิ่นมีความหอมแบบเฉพาะตัว ใครสไตล์ไหนลองเลือกดูได้เลยค่ะ

  • กลิ่น Dreamy Hug ความหอมละมุนผ่อนคลาย คล้ายโอบล้อมด้วยเหล่าดอกไม้และผลไม้ที่หอมสะอาด หอมสบาย ให้กลิ่นหอมนุ่มละมุนติดผิวยาวนานตลอดการสวมใส่
  • กลิ่นMorning Hug หอมละมุนสดชื่นของดอกไม้นานาพันธ์ เหมือนอ้อมกอดแห่งอรุณรุ่งของเช้าวันใหม่ หอมติดผิวยาวนานตลอดวัน

เชื่อได้เลยว่า หากได้ลองแล้วจะติดใจในความหอมเหมือนกับเรา ที่จะทำให้การซักผ้าทุกครั้ง เราจะไม่ยอมลืมใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และที่สำคัญผลิตภัณฑ์ยังหาซื้อได้สะดวกมากๆอีกด้วย

 ต้องไม่พลาดแล้วค่ะ ไปหาซื้อมาติดบ้านไว้ได้เลย

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/HygieneThailand

เรื่อง : แม่เจี๊ยบ

ภาพ : ณัฐวุฒิ เพ็งคำภู

Tags

MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย
ย้อนเวลาหาอดีต สู่เมืองอัจฉริยะ พิกัดใหม่สุด Spark!

School Visit วันนี้เราจะพาทุกคนมา สุข สนุก กันทั้งครอบครัวกับเรื่อง “ไฟฟ้า” ที่หลาย ๆ คนคิดว่ายากและน่าเบื่อ แต่ที่นี่…ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโลกแห่งการเรียนรู้สุดว้าวให้เป็นโลกแห่งการเรียนรู้สุดว้าว ทีมแม่ ABK การันตีเลยว่า อินได้ทุก generation แน่นอน!

ที่นี่คือ “MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ของการไฟฟ้านครหลวง” พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะทำให้เราได้ย้อนเวลากลับไปสู่ ร.ศ. 119 ตั้งแต่วันที่ “บางกอก” ยามค่ำคืนยังต้องพึ่งแสงประทีป ก่อนจะวาร์ปผ่านวิวัฒนาการของไฟฟ้า จากอดีต → ปัจจุบัน → สู่ Smart City แห่งอนาคต บอกเลยว่า ว้าวต่อเนื่อง ไม่มีพัก! ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ไฟฟ้า” เท่านั้นนะคะ นอกจากเรื่องไฟฟ้าแล้วที่นี่ยังถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตผ่านศิลปะและสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงามเหนือกาลเวลา ซึ่งแต่ละมุมของพิพิธภัณฑ์ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวน่ารู้และกิจกรรมสนุก ๆ มากมายเลยค่ะ

PART 1 | Back to the Past

แสงแรกแห่งสยาม ณ อาคารทันสมัยในตำนาน

จุดเริ่มต้นของการเดินทางย้อนเวลา ณ อาคาร 1 การไฟฟ้านครหลวง (MEA) เขตวัดเลียบ อาคารประวัติศาสตร์สำคัญที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงามและสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2459) ซึ่งเดิมทีเป็นของบริษัทไฟฟ้าสยามจำกัดและนอกจากนั้นที่นี่ยังเคยทำหน้าที่เป็น

  • ที่ทำการแห่งแรกของการไฟฟ้านครหลวง
  • ที่ตั้งของ โรงไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทย (โรงไฟฟ้าวัดเลียบ)

จาก “แสงแรก” ที่ส่องสว่างให้สยามสู่การพัฒนาในวันนี้ อาคารแห่งนี้ได้ถูกปรับโฉมเป็น MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านไฟฟ้าที่เปี่ยมคุณค่าทั้งด้าน ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและเป็น แหล่งจุดประกายการเรียนรู้เชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน สู่อนาคตอย่างลงตัว

ภารกิจย้อนรอย “ไฟแรก”

ไฟฟ้าเข้ามาสู่สยามได้อย่างไร?

ก่อนที่แสงไฟจะส่องสว่างไปทั่วเมือง การเดินทางของ “ไฟฟ้า” ในสยามเริ่มต้นขึ้นไม่นานอย่างที่คิดค่ะ จาก “แสงแรก” ที่ส่องสว่างให้สยามสู่การพัฒนาในวันนี้ ซึ่งนิทรรศการของ MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทยเข้าใจง่ายมากค่ะ

  • พ.ศ. 2422 ทอมัส อัลวา เอดิสัน เพิ่งประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก นับถึงวันนี้ก็ราว 142 ปี เท่านั้นเอง
  • เพียง 5 ปีถัดมา – พ.ศ. 2427 ในวันที่ 20 กันยายน วันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 “ไฟฟ้า” ได้ถูกจุดขึ้นเป็นครั้งแรกในสยาม ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทแสงไฟดวงนั้นไม่ใช่แค่ความสว่าง แต่คือ จุดเริ่มต้นของความศิวิไลซ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของประเทศค่ะ
  • เบื้องหลังแสงไฟดวงสำคัญนี้คือ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการไฟฟ้าไทย”
    วางรากฐานระบบไฟฟ้า ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย
  • ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่ง เจ้าหมื่นไวยวรนาถ ท่านได้เดินทางไปยุโรปและเห็นบ้านเมืองที่มีแสงสว่างยามค่ำคืน
    จึงตัดสินใจ ลงทุนซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าด้วยทุนส่วนตัว
  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและดวงโคมไฟฟ้า ถูกนำมาติดตั้งที่ กรมทหารหน้า และนั่นเองคือจุดกำเนิดของ กิจการไฟฟ้าในประเทศไทย ตรงนี้เองทุกคนจะได้เห็น คุณหมอบรัดเลย์ / เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีมาพูดคุยกันต่อหน้าเราด้วยนะคะ

Must-Visit | ไฮไลต์ห้ามพลาดที่ MEA SPARK

  • บางกอก ใต้แสงประทีป

ห้องสุดว้าวที่พาเราย้อนเวลากลับไปเห็นบางกอกยามค่ำคืนก่อนมีไฟฟ้า  ใช้เทคนิค AR (Augmented Reality) ผสานเสียงบรรยาย ควบคู่ไปกับการสร้างบรรยากาศเหมือนกำลังมองข้ามฝั่งจาก วัดอรุณราชวราราม เราจะได้เห็นภาพจริงของ “บางกอก” ในวันที่แสงสว่างยังมาจาก ไต้ เทียนไข และตะเกียงน้ำมัน ก่อนยุคไฟฟ้าด้วยค่ะ

  • ห้องอาณาจักรโรงไฟฟ้าวัดเลียบ

อีกหนึ่งโซนที่เด็ก ๆ (และผู้ใหญ่) ไม่หยุดดูไม่ได้เลย คือ แบบจำลองโรงไฟฟ้าวัดเลียบยุคแรก ในสเกล 1:125 ที่แสดงเส้นทางการลำเลียงแกลบทางน้ำซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าในอดีต โซนนี้มีโมเดลเคลื่อนไหวตามแสงสีพร้อมรถรางจิ๋วที่แล่นได้จริง ว้าวสุด ๆ

กิจการของโรงไฟฟ้า เบื้องหลังพลังงานที่เปลี่ยนบางกอก

เริ่มต้นด้วยการพบกับ ท่านประธานนายอ๊อก เวสเตน โฮลซ์(Mr. Aage Westenholz) ชาวเดนมาร์กทผู้บุกเบิกกิจการไฟฟ้าในสยาม ที่โซนนี้ เราจะได้เรียนรู้เรื่องราวของ บริษัท ไฟฟ้าสยาม จำกัด (The Siam Electricity Co., Ltd.) บริษัทเอกชนสัญชาติเดนมาร์กซึ่งได้รับสัมปทานให้จัดตั้ง โรงไฟฟ้าวัดเลียบ ที่สำคัญโรงไฟฟ้าแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของหลาย “ครั้งแรก” ในประวัติศาสตร์ค่ะ

  • จ่ายไฟฟ้าให้ รถราง — แห่งแรกในเอเชีย!
  • วาง เสาไฟและสายไฟ ขยายพื้นที่การจ่ายไฟฟ้า
  • เกิด ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า แห่งแรก ๆ
  • รวมถึง สถานีดับเพลิง

นอกจากนี้ทุกคนจะได้เห็นภาพพื้นที่การจ่ายไฟฟ้าในยุคแรกด้วยค่ะและไฮไลต์ห้ามพลาด!ในโซนนี้คือ โมเดลจำลองเครื่องกำเนิดไฟฟ้ายุคแรกในรูปแบบ Kinetic Art สุดล้ำที่เด็ก ๆ จะได้ สนุกกับการหมุน ,เห็นการทำงานของระบบไฟฟ้าตั้งแต่ต้นจนจบ ,เรียนรู้และเข้าใจผ่านการลงมือทำ เพลินจนเหนื่อย…แต่ไม่อยากหยุดเลยค่ะ

The Shelter”

ห้องหลุมหลบภัยทางอากาศ

อีกหนึ่งห้องที่ MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ที่ทั้งเข้มข้นและทรงพลังมาก ที่นี่จะพาเราย้อนกลับไปสู่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อสัมผัสเรื่องราวการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก สิ่งที่น่าทึ่งคือ…ใช้เวลาเพียง 6 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบทั้งหมด ซึ่งเกิดขึ้นได้จากความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจของทุกคน โซนนี้บอกเลยว่า แสง สี เสียง และสัมผัสถูกออกแบบมาให้สมจริงที่สุด

วาไรตี้ มินิโมเดล

โซนนี้…นักสะสมต้องหยุดดู! การันตี 100% ใครที่หลงใหลใน โมเดลจำลองขนาดเล็กจะต้องตกหลุมรักแน่นอน
เพราะแต่ละชิ้นถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองและโครงสร้างสำคัญที่เติบโตไปพร้อมกับไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น โมเดลห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล โมเดลสะพานพุทธ โมเดลศาลาเฉลิมกรุง โมเดลถนนราชดำเนินหรือร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ใครไปที่ MEA SPARK แล้วอย่าลืมกลับมาแชร์กันนะคะว่าชอบชิ้นไหนที่สุด

PART 2 | The Evolution

จากวัดเลียบ…สู่ฮีโร่ชื่อ MEA

เมื่อเดินต่อมาถึงชั้นถัดไป กิจกรรมเรียนรู้ด้านไฟฟ้าที่ MEA SPARK จะเล่าถึงการเติบโตของกิจการไฟฟ้าไทยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2501จุดสำคัญของการควบรวมกิจการจนกลายมาเป็น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)หรือ MEA ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน และแน่นอน…เราจะได้พบกับ “น้องเจิดจ้า” ผู้บรรยายสุดคิวต์ประจำโซนที่ช่วยเล่าเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายและสนุกขึ้นทันที  โซนนี้จัดแสดง วัตถุทางประวัติศาสตร์ของ กฟน.ไว้อย่างครบถ้วนมาก ไม่ว่าจะเป็น

  • วิวัฒนาการของ มิเตอร์ไฟฟ้า
  • อุปกรณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่
  • ชุดเครื่องแบบในแต่ละยุค
  • รถรางไฟฟ้าในอดีต (ตั้งแต่ พ.ศ. 2436 – 2511)
  • เอกสารสำคัญและอีกหลากหลายเรื่องราวน่าค้นหา

PART 3 | The Future is Now

ล้ำไปกับ Smart City และ Immersive Interactive สุดมันส์

  • SPARK Zone

สุดท้ายกับโซน แสงแห่งอนาคตที่จะมาเล่า roadmap ของ กฟน. ในการสร้าง Smart City (เมืองอัจฉริยะ) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบไฟฟ้า ฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน

Smart Grid: อัปเกรดระบบไฟฟ้าเป็นโครงข่ายอัจฉริยะลดปัญหาไฟดับ อีกทั้งยังควบคุมระบบได้รวดเร็วและติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัล

พลังงานเขียว: การสนับสนุน Solar Rooftop และระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality การลดคาร์บอนในประเทศ

นวัตกรรมรักษ์โลก: การขยายสถานีชาร์จรถไฟฟ้า (EV) ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

  • Symphony of Life

โซน Immersive Interactive ที่เด็ก ๆ ชอบมาก! รวมถึงการใช้ สื่อผสมผสาน สนุกสนานและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้ชมทุกวัย

นอกจากนี้บริเวณชั้น 1 ยังมีอาคารทันสมัยในตำนานการไฟฟ้าไทยที่จัดแสดงเรื่องการอนุรักษ์และบูรณะอาคาร เราจะได้เห็นรายละเอียดสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกที่เก็บรายละเอียดดั้งเดิมไว้เกือบสมบูรณ์ รวมถึงการเปิดเผยปฏิบัติการ 270 วันเนรมิตอาคารเก่ากว่า 100 ปี สู่ MEA SPARK ในปัจจุบันด้วยค่ะ

Mommy Love This! ถูกใจแม่มาก!

  1. MEA SPARK เป็น พิพิธภัณฑ์ที่ล้ำสุด และชวนให้ทุกคน Engage กับกิจกรรมต่าง ๆ ผ่าน Scan and Play ระบบ Interactive ทำให้การเรียนรู้ น่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ถูกใจ Gen Alpha แน่นอนค่ะ แถมยังรองรับหลายภาษา สามารถเลือกรับฟังสื่อได้ถึง 3 ภาษา (ไทย – อังกฤษ – จีน) มี ป้ายกราฟฟิคสวย ๆ ทุกพื้นที่ ทั้งสนุกและดีต่อใจผู้ปกครอง
  2. ใส่ใจทุกคน MEA SPARK ต้อนรับผู้เข้าชม ทุกประเภท จริง ๆ มีป้าย อักษรเบรลล์และสื่อสัมผัสขนาดใหญ่พิเศษสำหรับผู้พิการทางสายตาทำให้ทุกคนสามารถ เก็บรายละเอียดและเรียนรู้จากการสัมผัสได้ง่าย
  3. เรียนรู้แบบองค์รวม การมาเยี่ยมชมที่นี่ = การเรียนรู้แบบครบทุกมิติ ทั้งศิลปะ + ประวัติศาสตร์ + วิทยาศาสตร์
    และศาสตร์อื่น ๆ อีกเพียบ…บอกเลยว่า ว้าวมากจริง ๆ
  4. พิพิธภัณฑ์สวยและอลังการแถมได้ความรู้มากมายขนาดนี้ อยากบอกว่าที่นี่เข้าฟรี ! นะคะ ถูกใจแม่สุด ๆ ไปเลย

**พิพิธภัณฑ์เข้าชม ฟรี !

จองคิวออนไลน์ล่วงหน้า : ต้องลงทะเบียนจองรอบเข้าชมผ่านเว็บ measpark.mea.or.th เท่านั้น

เปิด: 9.00 – 17.00 น. (เว้นวันจันทร์)

รอบเช้า: 09:00, 09:30, 10:00, 10:30, 11:00 น.

รอบบ่าย: 13:30, 14:00, 14:30, 15:00, 15:30 น. 

(จำกัดรอบละ 15 คน / ในเว็ปจะแจ้งเลยว่าเหลือกี่ที่ค่ะ)

การเดินทาง: สะดวกที่สุดด้วย MRT สถานีสนามไชย (ทางออก 4/5) หรือเรือด่วนเจ้าพระยา (ท่าเรือสะพานพุทธ)

MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย

(การไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ)

เลขที่ 121 ถนน จักรเพชร แขวง วังบูรพาภิรมย์

เขต พระนคร กทม. 10200

ติดต่อ

FB: https://www.facebook.com/MEASPARK.MUSEUM/

โทรศัพท์ : 08 0079 0214 หรือ 0 2220 5200

เว็บไซต์: https://measpark.mea.or.th/

Editor : แม่พลอยผิง

ภาพ : ธนายุต วิลาทัน

ชมพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ กันต่อได้ที่

คู่หูทรงพลัง! ลูกกินเก่งขึ้น ภูมิคุ้มกันแกร่ง ด้วย เนเจอร์วันเดอร์ มัลติวิตามินไซรัป

เหนื่อยไหมคะ กับสงครามบนโต๊ะอาหาร ! บีบมือเข้าใจเลยค่ะ ว่าการที่ลูกน้อยเบือนหน้าหนีอาหารแต่ละมื้อ มันน่าปวดหัวแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการต้องงัดสารพัดเมนู หรือ กังวลว่าลูกจะได้สารอาหารครบถ้วนไหม จนสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความไม่เจริญอาหารของลูกไปเสียทุกที และ ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่เชื้อโรคเยอะขนาดนี้ การที่ลูกป่วยบ่อย พักฟื้นนาน ก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลใหญ่ของพ่อแม่ทุกคน

วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการมีทางออกให้ค่ะ ! ขอแนะนำ “คู่หูทรงพลัง” ที่จะมาเป็นผู้ช่วยสำคัญในครัวเรือนของคุณแม่ยุคใหม่ นั่นก็คือ เนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonder) มัลติวิตามินไซรัป 2 สูตรสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา “ลูกไม่เจริญอาหาร” หรือ “ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง” ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลของคุณแม่อีกต่อไปค่ะ                

ทำความรู้จัก คู่หูทรงพลังเนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonder) ที่เข้าใจทุกความกังวลของแม่

เนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonder) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไซรัปวิตามิน แต่คือ “คู่หูดูแลสุขภาพ” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ จัดการกับปัญหาหลักของลูกวัยกำลังเจริญเติบโตอย่างแท้จริง โดยมาพร้อมกับ 2 สูตรพิเศษ เพื่อการดูแลที่ครบถ้วน และ สมบูรณ์แบบ เริ่มจาก เนเจอร์วันเดอร์ สูตรแอลไลซีน ที่จะช่วยกระตุ้นการเจริญอาหาร ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ลูกรักของคุณกลับมา กินเก่ง มีความสุขกับการทานอาหาร และ ดูจ้ำม่ำสมวัย ในขณะที่สูตรที่สอง คือ เนเจอร์วันเดอร์ สูตรเอลเดอร์เบอร์รี่ จะเข้ามาเสริมความแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด และ อาการป่วยที่มากับฤดูต่าง ๆ ทำให้ลูกของคุณแม่ มีร่างกายที่แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย และ พร้อมที่จะเรียนรู้ และเติบโตอย่างเต็มที่ในทุกวัน บอกเลยว่ามีสองสูตรนี้ติดบ้านไว้ คุณแม่ก็สามารถคลายความกังวล และ มั่นใจในสุขภาพที่ดีของลูกได้ค่ะ

เนเจอร์วันเดอร์

การันตีคุณภาพ! Nature’s Wonder ได้รับรางวัล Rising Star ที่คุณแม่วางใจ

ยิ่งไปกว่าการเป็นผู้ช่วยที่ตอบโจทย์ทุกปัญหาด้านสุขภาพลูกรักแล้ว เนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonder) ยังตอกย้ำถึงคุณภาพ และ ความน่าเชื่อถือด้วยการ การันตีด้วยรางวัล RISING STAR จากเว็บไซต์แม่และเด็กชั้นนำอย่าง Amarin Baby & Kids อีกด้วย

รางวัล Rising Star นี้มอบให้กับผลิตภัณฑ์แม่และเด็กน้องใหม่ที่ น่าจับตามองประจำปี 2025 และ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ดาวรุ่งคุณภาพดี ที่เหมาะสมกับลูกน้อยอย่างแท้จริง โดย Nature’s Wonder Multi-Vitamin ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในสาขา Rising Star BEST KIDS DIETARY SUPPLEMENT จากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2025

ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า Nature’s Wonder มัลติวิตามินไซรัปคู่หูนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ ใช้ในการเสริมสุขภาพที่ดีให้กับลูกค่ะ

เนเจอร์วันเดอร์

สูตรที่ 1 : Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรแอลไลซีน – คู่หูเติมความอยากอาหาร

ถ้าปัญหาใหญ่ของคุณแม่ คือ การที่ลูกเบื่ออาหาร ทีมกองบรรณาธิการขอแนะนำ Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรแอลไลซีน! ไซรัปนี้ได้รับการพัฒนามาเพื่อกระตุ้นการเจริญอาหารอย่างตรงจุด พร้อมช่วยเสริมสร้างการเติบโต และ สุขภาพที่ดีของลูกน้อยอย่างครบถ้วน

สิ่งที่ทำให้สูตรนี้พิเศษและถูกใจเด็ก ๆ ก็คือ วิตามินกลิ่นส้มหอมอร่อย ที่ ทีมแม่ABK คอนเฟิร์มว่ากลิ่นหอมส้มนี้ เด็ก ๆ ต้องชอบ และดื่มง่าย ไม่มีรสขม หรือ เฝื่อนที่ทำให้ลูกปฏิเสธการรับประทานวิตามินแน่นอนค่ะ

Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรแอลไลซีนนี้ อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และ สุขภาพโดยรวม ได้แก่

  • แอลไลซีน : กรดอะมิโนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร
  • วิตามินซี : ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐาน
  • วิตามินดี : จำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม และบำรุงกระดูก
  • วิตามินบี 2 และ วิตามินบี 12 : กลุ่มวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างพลังงาน และการทำงานของระบบประสาท

สูตรที่ 2 : Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรเอลเดอร์เบอร์รี่ – เกราะป้องกันบอกลาลูกป่วยบ่อย

หากลูกรักต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือ ต้องเข้าสังคมและโรงเรียน จนป่วยง่ายอยู่เสมอ Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรเอลเดอร์เบอร์รี่ คือ ตัวช่วยสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ที่คุณแม่ยุคใหม่ไม่ควรพลาด สูตรนี้ออกแบบมาเพื่อ ช่วยให้ร่างกายของลูกน้อย สร้างเกราะป้องกันตัวเองได้อย่างแข็งแกร่ง และ บอกลาปัญหาลูกป่วยบ่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความโดดเด่นของสูตรนี้ คือ การเน้นวิตามิน และสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ประกอบไปด้วย

  • เอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry) : สารสกัดจากธรรมชาติที่ขึ้นชื่อในการช่วยลดความรุนแรง และ ระยะเวลาของอาการหวัด
  • วิตามิน A : ช่วยในการมองเห็น และ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน C : สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน
  • วิตามิน D : มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน E : ช่วยปกป้องเซลล์ จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ
เนเจอร์วันเดอร์

Nature’s Wonder คือ คู่หูทรงพลังที่ต้องมีติดบ้าน

คงเห็นแล้วว่าทำไม Nature’s Wonder Multi-Vitamin ทั้งสองสูตรจึงถูกยกให้เป็น “คู่หูทรงพลัง” ที่คุณแม่ยุคใหม่ต้องมีติดบ้าน นั่นเป็นเพราะ ไซรัปทั้งสองสูตรนี้ทำงานร่วมกัน เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ลูกน้อยต้องการมากที่สุด

  • สูตรแอลไลซีน : เข้ามาแก้ปัญหาเร่งด่วนด้านโภชนาการ คือ กระตุ้นความอยากอาหาร และ เสริมสร้างการเจริญเติบโตให้ลูก กินเก่ง จ้ำม่ำ
  • สูตรเอลเดอร์เบอร์รี่ : เข้ามาสร้างเกราะป้องกันระยะยาว คือ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายแข็งแกร่ง บอกลาลูกป่วยบ่อย

การดูแลลูกน้อยจึงครบวงจรอย่างสมบูรณ์ ! คุณแม่จึงไม่ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถใช้ Nature’s Wonder เป็นผู้ช่วยที่มอบทั้ง การเติบโตที่ดีจากภายใน และ ความแข็งแกร่งจากภายนอก ได้พร้อมกัน

เลิกกังวลเรื่องสงครามอาหาร และอาการป่วยซ้ำ ๆ ได้เลยค่ะ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนความกังวล ให้เป็นความมั่นใจ ด้วย Nature’s Wonder (เนเจอร์ วันเดอร์) มัลติวิตามินไซรัป ที่ได้รับการการันตีคุณภาพ มาช่วยให้ลูกรักของคุณแม่เติบโตอย่างมีความสุข และแข็งแรงเต็มที่

สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ Nature’s Wonder เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Natureswondersth

Tags

Jessie M Next มิติใหม่แห่งการดูแลคุณแม่หลังคลอด ด้วยคุณภาพที่ ‘ยืนยัน’ จากงานวิจัย ม.สงขลานครินทร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน

คุณแม่หลังคลอดหลายท่านอาจเคยลองผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมามากมาย แต่มีสักกี่ผลิตภัณฑ์ที่กล้า ‘ยืนยันคุณภาพ’ ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์? ปฏิเสธไม่ได้ว่าความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือสิ่งที่คุณแม่ทุกคนต้องการ และนี่คือเหตุผลที่ Jessie M Next แตกต่าง ด้วยสูตรที่ไม่ได้มาจากการตลาด แต่มาจากการวิจัยพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ และผ่านการพิสูจน์คุณภาพจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน ซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ วันนี้จะพาคุณแม่ไปเจาะลึกว่า งานวิจัยชิ้นนี้คืออะไร และทำไมคุณแม่จึงสามารถวางใจให้ Jessie M Next เป็นผู้ช่วยดูแลร่างกายหลังคลอดได้อย่างหมดกังวล

Jessie M Next, แม่หลังคลอด, บำรุงน้ำนมแม่, เจสซี่มัม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มน้ำนมหลังคลอด

Jessie M Next คืออะไร? จุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพแม่หลังคลอดที่ลงตัว

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน เรามาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นหัวใจสำคัญของการดูแลคุณแม่หลังคลอดในวันนี้เสียก่อน

Jessie M Next (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Jessie Mum) คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่คิดค้นขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการฟื้นฟูร่างกายที่เหนื่อยล้า และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างและเพิ่มปริมาณน้ำนมแม่ ให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อลูกน้อย

ผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติที่ทรงประสิทธิภาพ ด้วยส่วนผสมหลักจากพืชผสานกับวิตามินและแร่ธาตุ ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อดูแลคุณแม่ให้ครบถ้วน สารสกัดหลักจากพืช 4 ชนิด

  • ผงปลีกล้วยน้ำว้า (Banana Flower Powder): จากการศึกษาวิจัยและพบว่า หัวปลีมีสารซาโปนินและแทนนิน ที่อาจช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรแลคตินในเลือด กระตุ้นต่อมน้ำนมให้มีการสร้างน้ำนม
  • ผงอินทผลัม (Date Palm Powder): การกินอินทผลัมจะช่วยลดความกดดันและบรรเทาภาวะซึมเศร้าของคุณแม่ทำให้น้ำนมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสารอาหารในน้ำนม ทำให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรงอีกด้วย
  • ลูกซัด (Fenugreek): สมุนไพรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีส่วนช่วยในการกระตุ้นและเพิ่มปริมาณน้ำนม
  • ขิง (Ginger): ช่วยขับลม บำรุงการไหลเวียนโลหิต และสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย
  • สารสกัดผลดิบอะเซโรล่าเชอร์รี่ (Acerola Cherry Extract) ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อต้านการอักเสบต่างๆ ของร่างกาย บรรเทาอาการหอบหืด ภูมิแพ้ และไซนัสได้
  • ขมิ้นชัน (Turmeric): ช่วยในการฟื้นฟูร่างกายและบำรุงผิวพรรณ
  • ผงเมล็ดเทียนข้าวเปลือก (Fennel): หรือที่เรียกว่าผงเมล็ดผักชีล้อม ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำนม
  • วิตามินและแร่ธาตุ 6 ชนิด: รวมถึง ซิงค์ ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ไบโอติน และกลุ่ม วิตามินบี (B1, B6, B12) และ กรดโฟลิค ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการบำรุงร่างกายคุณแม่หลังคลอด และช่วยลดความอ่อนเพลีย

มั่นใจในส่วนผสม การรับรองในระดับสากล

สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณแม่มั่นใจในความปลอดภัยของ Jessie M Next คือการคัดเลือกส่วนผสมที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว โดยนอกเหนือจากงานวิจัยภายในประเทศ ยังมีการอ้างอิงผลงานวิจัยของส่วนผสมจากแหล่งข้อมูลระดับโลก เช่น

  • ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NCBI): ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และชีวการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • Drugs and Lactation Database (LactMed®): ฐานข้อมูลที่ให้ข้อมูลความปลอดภัยของยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตรโดยเฉพาะ

Jessie M Next จึงเป็นมากกว่าอาหารเสริม แต่คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องจากคุณแม่หลายท่าน และวันนี้ Jessie M Next พร้อมแล้วที่จะพิสูจน์คุณภาพและความน่าเชื่อถือนี้ด้วย ‘หลักฐานทางวิทยาศาสตร์’ จากงานวิจัยของ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ฮาซารา ประเทศปากีสถาน

แม่หลังคลอด, บำรุงน้ำนมแม่, เจสซี่มัม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มน้ำนมหลังคลอด

เจาะลึกความน่าเชื่อถือ งานวิจัย ม.สงขลานครินทร์ ร่วมกับม.ฮาซารา ประเทศปากีสถาน การันตีคุณภาพ

สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของ Jessie M Next ได้อย่างชัดเจนที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่คำโฆษณา แต่คือความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนา โดยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศอย่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน ภายใต้การควบคุมดูแลของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑา ทาคาฮาชิ ยูปันคิ จากศูนย์วิจัยความเป็นเลิศอาหารสุขภาพและโภชนาการ คณะอุตสาหกรรมเกษตร และ ดร.มูฮัมหมัด อัจมัล ชาห์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน

ความร่วมมือครั้งนี้ได้นำไปสู่การวิจัยเชิงลึกในหัวข้อ “ประสิทธิภาพแบบคู่ในการกระตุ้นการผลิตน้ำนมและบรรเทาความเครียดในระยะให้นมของหนู” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเพิ่มน้ำนมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพองค์รวมและสภาวะทางอารมณ์ของคุณแม่ในระยะให้นมบุตรอย่างครบถ้วน

การออกแบบงานวิจัย พิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้วยวิทยาศาสตร์

เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของ Jessie M Next อย่างเป็นกลาง งานวิจัยได้ถูกออกแบบภายใต้หลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ แม่หนูที่ให้นมลูกตามธรรมชาติ เป็นกลุ่มทดสอบ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์อย่างละเอียด

  • กลุ่มควบคุม เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์ใด ๆ
  • กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์ในปริมาณน้อย (D1)
  • กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์ในปริมาณกลาง (D2)
  • กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์ในปริมาณสูง (D3)

การแบ่งกลุ่มทดลองที่ชัดเจนนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่า ทุกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ Jessie M Next โดยตรง ซึ่งเป็นแนวทางการวิจัยที่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก

ผลการวิจัยที่สำคัญ 4 มิติคุณภาพที่ได้รับการยืนยัน

ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อหลัก ซึ่งตอกย้ำถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  1. การเพิ่มผลผลิตน้ำนม: ผลลัพธ์เชิงปริมาณที่ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์มีส่วนช่วยในการ กระตุ้นการผลิตน้ำนม ได้จริง
  2. การเจริญเติบโต: ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ส่งผลต่อ คุณภาพของน้ำนม ซึ่งสะท้อนผ่านการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นของลูกหนู
  3. การลดความเครียดทางสรีรวิทยา: การค้นพบที่สำคัญซึ่งบ่งชี้ว่า Jessie M Next มีส่วนช่วยในการ บรรเทาความเครียด ของคุณแม่หลังคลอด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำนม
  4. การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบและความปลอดภัยของแคปซูล: การยืนยันด้าน ความปลอดภัย และคุณสมบัติในการช่วยลดการอักเสบในร่างกายหลังคลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร

Jessie M Next ไม่ได้มีดีแค่ส่วนผสมจากธรรมชาติ แต่มี หลักฐานเชิงประจักษ์ และการันตีจากสถาบันการศึกษาชั้นนำที่พิสูจน์ทั้ง ประสิทธิภาพการเพิ่มน้ำนม และ ความปลอดภัย ในการบริโภค

แม่หลังคลอด, บำรุงน้ำนมแม่, เจสซี่มัม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มน้ำนมหลังคลอด

ประโยชน์รอบด้านที่พิสูจน์ได้ Jessie M Next ให้คุณแม่มากกว่าการดูแลทั่วไป

เมื่อเราทราบแล้วว่า Jessie M Next มีส่วนผสมที่ได้รับการอ้างอิงระดับสากล และผ่านการวิจัยอย่างเข้มข้นจาก ม.สงขลานครินทร์ ที่ร่วมกับม.ฮาซารา ประเทศปากีสถาน ต่อไปเราจะมาดูว่าประโยชน์ที่แม่ ๆ จะได้รับนั้นมีอะไรบ้าง

การสนับสนุนการให้นมบุตรอย่างครบวงจร

หัวใจหลักของ Jessie M Next คือการเป็นผู้ช่วยสำคัญในภารกิจการให้นมบุตร ผลการวิจัยได้ยืนยันอย่างชัดเจนในเรื่องของ

การเพิ่มผลผลิตน้ำนม: ส่วนผสมหลักอย่าง ผงปลีกล้วยน้ำว้า (Banana Flower Powder) ผงอินทผลัม (Date Palm Powder) ลูกซัด (Fenugreek) ขิง (Ginger Extract) ขมิ้นชัน (Turmeric Extract) และ ผักชีล้อม (Fennel Powder) ที่ทำงานร่วมกันเพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำนม ทำให้คุณแม่มีความมั่นใจว่าน้ำนมจะไหลเวียนดีและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย

แม่หลังคลอด, บำรุงน้ำนมแม่, เจสซี่มัม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มน้ำนมหลังคลอด

คุณภาพน้ำนมที่ดีขึ้น: ประสิทธิภาพในการเพิ่มปริมาณไม่ได้มาพร้อมกับความอ่อนเพลีย แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยมีการเจริญเติบโตที่ดี (ตามผลการวิจัยการเจริญเติบโตของลูกหนู) ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพที่ส่งต่อจากแม่สู่ลูก

การบรรเทาความเครียดและการฟื้นฟูทางสรีรวิทยา

หนึ่งในความโดดเด่นของ Jessie M Next ที่ถูกเน้นย้ำในงานวิจัยคือ “ประสิทธิภาพแบบคู่” ที่ไม่ได้แค่เพิ่มน้ำนม แต่ยังช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำนมแม่

  • ลดความเครียดทางสรีรวิทยา: ผลการวิจัยชี้ว่าผลิตภัณฑ์มีส่วนช่วยในการ บรรเทาความเครียด ของร่างกายหลังคลอด ทำให้คุณแม่สามารถผลิตน้ำนมได้อย่างผ่อนคลายและสม่ำเสมอมากขึ้น
  • ลดอาการอ่อนเพลียและบำรุงกำลัง: กลุ่มวิตามิน B และแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ขิง ช่วยในการบำรุงการไหลเวียนโลหิต ลดความเหนื่อยล้า และช่วยให้คุณแม่กลับมามีพลังงานในการดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่

ดูแลรูปร่างและผิวพรรณอย่างเป็นธรรมชาติ

คุณแม่หลังคลอดมักต้องการการดูแลที่ไม่ใช่แค่สุขภาพภายใน แต่รวมถึงความมั่นใจในรูปลักษณ์ภายนอกด้วย

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและบำรุงผิว: ด้วยส่วนผสมอย่าง ขมิ้นชัน และฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ได้รับการทดสอบ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูร่างกายจากภายในสู่ภายนอก และช่วยบำรุงผิวพรรณให้กลับมาเปล่งปลั่ง
  • เสริมความสมดุลของร่างกาย: การได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างเพียงพอ ช่วยให้ร่างกายของคุณแม่เข้าสู่สภาวะสมดุลได้เร็วขึ้นหลังจากการคลอดที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก

Jessie M Next จึงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจความต้องการของคุณแม่หลังคลอดอย่างแท้จริง มอบการดูแลที่ได้รับการ ยืนยันทั้งจากธรรมชาติ และจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของ ม.สงขลานครินทร์

Jessie M Next ทางเลือกที่มั่นใจ…เพราะมีงานวิจัยรับรอง

ถึงเวลาแล้วที่คุณแม่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและลูกน้อยอย่างมั่นใจที่สุด Jessie M Next ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความใส่ใจในการวิจัยและพัฒนาอย่างแท้จริง

  • คุณภาพยืนยันด้วยงานวิจัย: งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน คือเครื่องการันตีที่หนักแน่นที่สุด ทั้งในด้าน ประสิทธิภาพการกระตุ้นน้ำนม และ ความปลอดภัย ตลอดจนการช่วย บรรเทาความเครียด ของคุณแม่ในระยะให้นมบุตร
  • ส่วนผสมที่วางใจได้: การคัดสรรส่วนผสมจากพืชผสานวิตามินและแร่ธาตุ ที่ได้รับการอ้างอิงจากฐานข้อมูลระดับสากล ทำให้คุณแม่มั่นใจได้ว่า ทุกแคปซูลคือสิ่งที่ดีและปลอดภัยสำหรับทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อย

หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการเพิ่มน้ำนมอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดแบบองค์รวมอย่างมี ‘หลักฐานทางวิทยาศาสตร์’ รองรับ Jessie M Next คือคำตอบที่คุณสามารถเชื่อมั่นได้ 100%

อย่าปล่อยให้ความกังวลเรื่องน้ำนมและความเหนื่อยล้าหลังคลอดมาบั่นทอนความสุขของคุณแม่ เริ่มต้นการดูแลตัวเองอย่างชาญฉลาดและมั่นใจตั้งแต่วันนี้ ให้ Jessie M Next เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางมหัศจรรย์ของการเป็นคุณแม่ที่แข็งแรงและมีความสุขค่ะ

คุณแม่ที่ใกล้คลอด และตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Jessie Mum (เจสซี่มัม) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนช่วยเพิ่มน้ำนมหลังคลอด


check-lottery

ตรวจหวย สลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมวิธีขึ้นเงินง่าย ๆ ปี 2568

หลายคนอาจฝากความหวังรวยเงินล้านไว้ที่หวย ใคร ๆ ก็อยากเป็นผู้โชคดีที่ถูกรางวัลที่ 1 สักครั้งในชีวิต เมื่อถึงวันประกาศผลที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน สิ่งสำคัญที่คอหวยทุกคนต้องทำก็คือ ตรวจหวย

การตรวจหวยเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากซื้อหวย เป็นช่วงเวลาที่จะเฉลยว่าการเสี่ยงโชคนั้นได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ตั้งแต่การลุ้นรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ไปจนถึงการตามหาเลขชุด 6 หลักที่จะพลิกชีวิตให้กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน

หวย (Lottery) คืออะไร ประวัติของหวยฉบับรวบรัด
หวยมีกี่รางวัล รางวัลละกี่ใบ ได้เงินเท่าไรบ้าง

หวย (Lottery) คืออะไร ประวัติของหวยฉบับรวบรัด

หวย หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล (Government Lottery) คือการพนันชนิดหนึ่งที่พัฒนามาจากการพนันของจีนที่เรียกว่า ฮวยหวย (花會) แปลตรงตัวว่าชุมนุมดอกไม้ เนื่องจากในตอนแรกหวยจะถูกเขียนเป็นรูปดอกไม้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหวยทายพยัญชนะ ปัจจุบันหวยได้มีการพัฒนาเป็นสลากดิจิทัลที่สามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้แล้ว ทำให้การซื้อและตรวจหวย สะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

หวยมีกี่รางวัล รางวัลละกี่ใบ ได้เงินเท่าไรบ้าง

ทุกหมายเลขสลากมีโอกาสถูกรางวัลเท่ากันหมด สำหรับสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลัก จะมีการกำหนดเงินรางวัลและจำนวนรางวัลมากมาย ดังนี้

  • รางวัลที่ 1 (1 รางวัล) : รางวัลละ 6,000,000 บาท
  • รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 (2 รางวัล) : รางวัลละ 100,000 บาท (คือเลขที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้น 1 ลำดับจากรางวัลที่ 1)
  • รางวัลที่ 2 (5 รางวัล) : รางวัลละ 200,000 บาท
  • รางวัลที่ 3 (10 รางวัล) : รางวัลละ 80,000 บาท
  • รางวัลที่ 4 (50 รางวัล) : รางวัลละ 40,000 บาท
  • รางวัลที่ 5 (100 รางวัล) : รางวัลละ 20,000 บาท
  • รางวัลเลขหน้า 3 ตัว (2,000 รางวัล) : รางวัลละ 4,000 บาท
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว (2,000 รางวัล) : รางวัลละ 4,000 บาท
  • รางวัลเลขท้าย 2 ตัว (10,000 รางวัล) : รางวัลละ 2,000 บาท

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)
โรงเรียนสาธิต ยอดฮิตตลอดกาล!

School Visit วันนี้เราไม่ได้แค่มาเช็คอินที่ตึกเรียน แต่จะขอพาทุกคนไปเจาะลึกแบบติดขอบสนาม และสัมผัสพลังบวกที่ขับเคลื่อนการเรียนรู้ มาค้นหากันค่ะว่า โรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นตำนานอย่าง “โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)” หรือโรงเรียนสาธิตประถม มศว ประสานมิตร เป็นหนึ่งในโรงเรียนยอดนิยมของผู้ปกครองที่มองหาหลักสูตรคุณภาพสำหรับลูกๆ และเป็นสถานศึกษาที่ครองใจผู้ปกครองและเด็ก ๆ มาหลายยุคหลายสมัย

จุดสตาร์ท – สาธิตประสานมิตร

  • โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ฝ่ายประถม ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ ที่ให้นิสิตของวิทยาลัยวิชาการศึกษา (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว)
  • โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร เป็นโรงเรียนที่เน้นความหลากหลาย พัฒนาศักยภาพและการพัฒนาพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ใช้สังเกตการสอน ใช้ฝึกสอน นอกจากนี้ยังเป็น “Lab การศึกษา” สำหรับศึกษา  ค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็ก รวมไปถึงการทดสอบหลักสูตรการศึกษา
  • ปัจจุบันมี 3 หลักสูตร ได้แก่ ปฐมวัย (เด็กเล็ก อายุเทียบเท่าอนุบาล 3) / หลักสูตรประถมศึกษา / หลักสูตรนานาชาติ (PPiP)

Learn เพื่อเรียนรู้

โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ใช้หลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งออกเป็น 8 สาระ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning นั่นหมายถึงแกนกลางเป็นกรอบแต่เนื้อหาสาระภายในเข้มข้นและสร้างสรรค์ มาจากขุมพลังประสานมิตรแท้ ๆ เลยค่ะ

Active Learning เป็นการบูรณาการความรู้ที่เกิดประโยชน์กับเด็ก ๆ ที่สุด เพราะช่วยพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา การนำความรู้ไปใช้  ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ก่อให้เกิดปฎิสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อนและอาจารย์  เด็ก ๆ ทุกคนล้วนมี Individuality

การเรียนรู้ระหว่างทาง

โรงเรียนจึงยึดมั่นในความเชื่อที่ว่า คนเราไม่ได้เก่งแค่ด้านเดียว ดังนั้น ความฉลาด (Intelligence) ก็จึงไม่ได้มีแค่ด้าน IQ หรือวิชาการเท่านั้น แต่มีหลายด้านที่แตกต่างกันไป (ตามทฤษฎีพหุปัญญา) ความรู้ ความสามารถด้านอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยี  นาฏศิลป์ ศิลปะ  ดนตรี  กีฬา ฯลฯ ก็ได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนไม่แพ้กัน และที่สำคัญการสอบไม่ใช่บทสรุปอีกต่อไปแล้ว แต่ “การเรียนรู้ระหว่างทาง” ต่างหากที่โรงเรียนให้ความสำคัญเพราะการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง มีประโยชน์มากกว่าการจำเพื่อนำไปสอบ

ข้อมูลหลักสูตรประถม มศว ประสานมิตร

หลักสูตรของโรงเรียนถูกออกแบบมาเพื่อ “ลับสมอง และเพิ่มพูนความสามารถของเด็ก ๆ” ตลอด 6 ปี โดยแบ่งพัฒนาการออกเป็น 3 ช่วง (ป.1-2 / ป.3-4 / ป.5-6) ทุกระดับชั้นจะมีวิชาพื้นฐาน ได้แก่ ภาษาไทย  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  สุขศึกษา พลศึกษา  ดนตรี  ทัศนศิลป์  เกษตร งานบ้านและภาษาต่างประเทศ

วิชาเพิ่มเติม ได้แก่ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร นาฏศิลป์และโขน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (รายละเอียดในแต่ละชั้นปีแตกต่างกันเล็กน้อย)

โรงเรียนสาธิตประถม มศว ประสานมิตร: ทำไมถึงยอดนิยม
ช่วงเริ่มต้น: ประถม1- 2 ปูพื้นฐานความเก่ง

เน้นการเรียนรู้ที่คล้ายกับการเล่นและสำรวจสิ่งใหม่ ๆ

ประถม 1 – เน้นการเรียนแบบ “บูรณาการ” หรือ การเรียนที่นำหลายวิชามาเชื่อมโยงกัน ทำให้สนุกเหมือนเรียนรู้เรื่องราวเดียว แต่ได้ความรู้รอบด้าน

ประถม 2 – เน้นการ “สร้างทักษะพื้นฐาน” ให้แน่นปึ้ก! ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน  การเขียน หรือการคิดคำนวณเพื่อเตรียมตัวไปผจญภัยในชั้นเรียนที่โตขึ้น กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ แนะแนว ลูกเสือ-เนตรนารี  ฉันทะและจิตอาสา

ช่วงกลาง: ประถม 3 – 4 เก่งขึ้น! เริ่มใช้จริง! –ในช่วงนี้จะเน้นไปที่การอัพเกรดทักษะพื้นฐานที่เคยเรียนมาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และที่สำคัญคือ การนำไปประยุกต์ใช้งานค่ะ เด็ก ๆ จะสามารถเอาความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ได้ใช้แก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นได้ ซึ่งไม่ทิ้ง “ความคิดสร้างสรรค์” ตามสไตล์เด็กประสานมิตรค่ะ โดยจะมีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ แนะแนว ลูกเสือ-เนตรนารี ฉันทะ (ป.3)  จิตอาสา  C-STEAM (ป.4) และจิตอาสา

ช่วงสุดท้าย: ประถม 5 – 6  ผันตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับพี่ ๆ ชั้นประถม 5-6 สิ่งที่เด็ก ๆ จะได้ทำคือ การนำทักษะพื้นฐานทั้งหมดที่เคยเรียนมา “ไปประยุกต์ใช้” ให้คล่องแคล่วและลึกซึ้ง ใช้ความรู้มาผสมผสานกันเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน สร้างสรรค์โครงงาน  หรือคิดโปรเจกต์เจ๋ง ๆ ได้ด้วยตัวเอง จัดเป็นช่วงของการผันตัวจาก “นักเรียน” เป็น “นักคิดและนักประดิษฐ์” ที่ขาดไม่ได้เลยคือ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ แนะแนว  ลูกเสือ-เนตรนารี  C-STEAM และจิตอาสาค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกที่สาธิต มศว ประสานมิตร ประถม

ทำไมเด็กประสานมิตรเก่งรอบด้าน? ก็เพราะที่โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม มี ศูนย์การเรียนรู้ 6 แห่งที่เด็ก ๆ เข้ามาใช้งาน  ซึ่งแต่ละศูนย์ให้ความสำคัญกับการต่อยอดศักยภาพ  ให้ความรู้หลากหลาย  ทุกคนเข้าถึงได้ พูดง่ายๆ คือ เป็นแหล่งรวมเครื่องมือ ห้อง LAB เฉพาะทาง ที่ช่วยให้แต่ละคนได้เรียนรู้  พัฒนาตัวเองอย่างรอบด้านนั่นเองค่ะ

ได้แก่ศูนย์อะไรบ้าง?

1. ศูนย์การเรียนรู้ฉันทศึกษา AKA PLAY STUDIO

Theme Studio สุดว้าว สำหรับนักเรียนชั้น ป.1 – 3 ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่เหมือนกับหลุดเข้าไปในคาเฟ่ของเด็กๆ แต่ทราบไหมคะว่า Play Studio นี้คือการจำลองอาชีพให้เด็ก ๆ ได้เลือกเรียนตามความชอบ “อย่างอิสระ” ไม่บังคับ เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่นแสนสุขอย่างแท้จริง ผสมผสานความรู้ทางสังคม เทคโนโลยีและเศรษฐกิจ เพื่อให้เด็ก ๆ คิดเป็น  พูดเป็น ทำเป็น ผลิตเป็น  ขายเป็น นอกจากนี้ยังเป็นคนดีมีวัฒนธรรมและเป็นคนมีความสุข  เด็ก ๆ จะค้นพบความชอบ  ความสามารถเฉพาะตัว ที่เรียกว่า ความฉลาด (Intelligences) ตามทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences)

แนวคิดนี้เชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือถนัด ความสำคัญจึงอยู่ที่ “โอกาส” ที่จะได้ลองและสัมผัสค่ะ

จึงตอบคำถามที่ว่า อะไรคือ ความอิสระและ ความกล้าคิดกล้าทำที่เป็นเอกลักษณ์ของเด็กสาธิต

เบื้องหลังของคำว่า สาธิต มีอะไรซ่อนอยู่? ความหมายตรงตัว…พราะ สาธิตแปลว่า การแสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือ การทำให้เห็นค่ะ

2. STEAM EDUCATION CENTER

เมื่อเด็ก ๆ พบความชอบ  ความถนัดของตัวเองแล้ว ทุกคนจะได้มาเรียน basic STEAM กันในชั้น ป.4 เป็นการเรียนทุกฐาน และในชั้น ป.5-6 เลือกเรียน / ลงลึกฐานที่ชอบเพื่อสร้างนวัตกรรมค่ะ

และศูนย์ STEAM คือ พื้นที่ที่เด็ก ๆ (ป.4 – 6) จะได้ลงมือทำและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ผ่านการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น 9 ห้องที่มี “จุดเน้น” แตกต่างกันดังนี้ค่ะ

  • SIGMA – ระบบอัตโนมัติใช้พื้นฐานฟิสิกส์ + สนามซ้อมและทดลองผลงาน
  • ALPHA – อัตโนมัติใช้พื้นฐาน Coding + ห้องเรียนแบบบูรณาการอัจฉริยะ
  • Nasa – เทคโนโลยีอวกาศ
  • Robotic – เทคโนโลยีหุ่นยนต์
  • InfinityMath – ใช้คณิตศาสตร์สร้างสรรค์นวัตกรรม
  • Bios – ชีววิทยาวิทยาศาสตร์ สิ่งมีชีวิตสร้างสรรค์
  • Botany – ชีววิทยาพืช  สิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์
  • Atom – เคมี นวัตกรรมสร้างสรรค์
  • Momentum -ฟิสิกส์ สร้างสรรค์นวัตกรรม

C-STEAM (C ย่อมาจาก Chanta นั่นเอง)

3. ศูนย์ภาษานานาชาติ

โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม ติดอาวุธด้านภาษาและการสื่อสาร  เน้นให้นักเรียนได้เรียนภาษาจากบริบทจริง มี 4 ภาษาหลัก ได้แก่ English, Chinese,Japanese, Spanish นอกจากนี้ทางโรงเรียนมีโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนทั้งภาษาและวัฒนธรรม กับประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชีย และประเทศเจ้าของภาษา เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ด้วยนะคะ

4. ศูนย์ศึกษาภูมิปัญญาไทยในรามเกียรติ์ (โขน)

โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม ถือเป็นโรงเรียนหนึ่งที่มีการจัดการแสดงโขนอย่างต่อเนื่องและยาวนานมากที่สุด โดยเฉพาะ โขนเด็ก ของฝ่ายประถม ซึ่งไม่ได้เป็นแค่กลุ่มหรือชมรม แต่เป็นหนึ่งในวิชาเพิ่มเติมของตั้งแต่ ป.1 – ป.6 เลยค่ะซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้  รวบรวมและให้ความรู้เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ รามเกียรติ์ และวิถีชีวิตไทยพัฒนาทุกทักษะ ทั้งลงมือฝึกปฏิบัติ  คิด – วิเคราะห์  สร้างสรรค์อย่างมีเหตุผลและส่งเสริมคุณธรรม

นอกจากนี้ยังเป็นการบริการชุมชน เป็นศูนย์บริการความรู้ เก็บ รวบรวม รักษา และเผยแพร่ข้อมูลให้ทั้งโรงเรียนและชุมชนอีกด้วย

“ค้นหาอัจฉริยะ” ในทุกมิติ

เพราะแต่ละคน  ถนัดคนละแบบ และลูกเราอาจจะไม่ได้เด่นวิชาการ…แต่ความฉลาด (Intelligence) ของคนเรามีถึง 8 ด้านเช่น ความเก่งด้านภาษา ชอบอ่าน เล่าเรื่อง เขียน หรือ ความเก่งด้านตรรกะ  คณิตศาสตร์ ชอบคิดเลข แก้ปัญหา มีเหตุผลความเก่งด้านมิติสัมพันธ์  ภาพ ชอบวาด ออกแบบ จินตนาการภาพในหัวและอีกมากมาย

ที่โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม ให้ความสำคัญกับทุกด้าน นักเรียนส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จด้วยนะคะ เพราะว่า “รู้จักตนเอง” ซึ่งความฉลาดนี้เราเริ่มค้นหากันตั้งแต่ชั้น ประถมต้น (1-3) ในฉันทศึกษา โดยการให้อิสระนักเรียนเป็นผู้เลือกเล่น เท่ากับเป็นผู้เลือกการเรียนรู้ด้วยตนเอง เมื่อได้ทำในสิ่งที่รัก เด็กๆ ก็จะรักในสิ่งที่ทำ ก็จะเกิด Self Esteem เด็ก ๆ จะรักตนเอง  สร้าง Characterและรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างผู้ใหญ่ที่ใจดี นิสัยดี มีคุณภาพค่ะ

MOMMY LOVE THIS! ถูกใจแม่

  1. ความรู้ล้ำค่า  ราคาเข้าถึงได้ค่าธรรมเนียมการศึกษาที่จัดว่าเกินคุ้มไปมาก ๆ อีกข้อที่ขาดไม่ได้คือที่นี่ใช้ “ระบบจับฉลาก” เท่ากับว่า “ไม่มีสอบแข่งขัน” ค่ะ ขอกดเลิฟให้รัวๆ เลย
  2. ที่โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม มีศูนย์เพื่อนเด็กประถมสาธิตเพื่อช่วยเหลือ ดูแลและส่งเสริมพัฒนาการนักเรียนอย่างรอบด้าน (ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา)
  3. ที่สุดของความสบายใจของแม่ ๆ เพราะเด็ก ๆ จากรั้วประสานมิตร (ประถม) สามารถศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มัธยม) หรือ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ได้โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน !!! เบาใจไปมากๆ เลยค่ะ ขอแอบกระซิบว่า โรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร (มัธยม) มีสาขาวิชาให้เลือกเยอะกว่า 50 สาขา!
  4. “โขนเด็ก” เหล่าผู้ปกครองพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ภูมิใจ” และ “ตื้นตันใจ” ทุกครั้งเมื่อเห็นลูก ๆ ทำการแสดงบนเวทีค่ะ การแสดงโขนประจำปีของทางโรงเรียน นักเรียนทุกคนจะได้ขึ้นเวที
  5. อิสระเลือกเรียนตามใจรัก ได้เล่นและเรียนใน Play Studio ที่เหมือนคาเฟ่ อยากทำอาชีพไหนก็ได้เลือกเรียนตามใจชอบเลย ไม่โดนบังคับ
  6. การเรียนสนุกเหมือนเล่นเกม การเรียนไม่น่าเบื่อ เพราะเหมือน เล่นและสำรวจ สิ่งใหม่ ๆ เน้นให้เอาความรู้ไป ใช้จริง มากกว่าท่องจำไปสอบ
  7. ความเก่งทุกด้านมีค่าเท่ากัน โรงเรียนเชื่อว่าทุกคน เก่งได้หลายด้าน ไม่ใช่แค่วิชาการ แต่ความสามารถด้านดนตรีกีฬา ศิลปะ ฯลฯ ก็ได้รับการสนับสนุนเต็มที่

ค่าธรรมเนียมการศึกษา

ปีละ 28,000 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)

เลขที่ 174 สุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ

เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

โทรศัพท์ : 0-2662-3180-86

โทรสาร : 0-2662-3188

เว็บไซต์ : http://prathom.swu.ac.th/
Facebook :  https://www.facebook.com/Satitprathomschool/?locale=th_TH

Editor : แม่พลอยผิง
Photo : ฤทธิรงค์ จันทองสุข

อ่านบทความอื่น
https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/satit-suansunandha/

โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ โรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐ และต้นแบบแห่งการเรียนรู้ – Amarin Baby & Kidshttps://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/la-orutis-dusit/

Tags

เด็กผ่าคลอดเจนใหม่ สมองไว ภูมิคุ้มกันแกร่ง ไม่แพ้ใคร

ในยุคที่การแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการเตรียมสมองและสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้ลูกรักตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เด็กผ่าคลอดเจนใหม่” อาจต้องการการดูแลใกล้ชิดขึ้นเล็กน้อย เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการให้สมองไว แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันที่ดีเติบโตได้อย่างมั่นใจ…ไม่ต่างจากเด็กที่คลอดตามธรรมชาติเลยค่ะ Amarin Baby & Kids เข้าใจดีถึงภารกิจสำคัญนี้ และมีกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกรักของคุณแม่พร้อมจุดประกายศักยภาพได้อย่างเต็มที่

เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับพลังของสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อเด็กผ่าคลอดเจนใหม่ นั่นคือ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) สารอาหารที่ช่วยเร่งความไวของสมองและ บี แล็กทิส (B. lactis) จุลินทรีย์สุขภาพที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของเด็กผ่าคลอด

การเริ่มต้นที่แตกต่าง ทำไมคุณแม่ผ่าคลอดจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ?

วิธีการคลอดนั้นส่งผลต่อพัฒนาการของลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ผ่าคลอดที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากลูกจะ “พลาดโอกาส” ในการได้รับจุลินทรีย์สุขภาพชุดแรกจากช่องคลอดของแม่ ซึ่งเป็น “ตัวช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแรกๆ” ที่สำคัญในการสร้างรากฐานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากเรื่องภูมิคุ้มกันแล้ว ยังมีผลการศึกษาที่ชี้ว่า การพัฒนาและการเชื่อมโยงของระบบประสาทและสมอง ในช่วงเริ่มต้นของเด็กผ่าคลอดอาจมีความแตกต่างจากเด็กที่คลอดธรรมชาติเล็กน้อย

เด็กผ่าคลอดเจนใหม่, นมแม่, สมองไว, ภูมิคุ้มกัน, แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน, บี แล็กทิส, B. lactis,

จากการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา (Deoni 2019) ได้มีการสแกนสมองเปรียบเทียบระหว่างเด็กคลอดธรรมชาติและเด็กผ่าคลอด เมื่ออายุเพียง 2 สัปดาห์ พบว่า สมองของเด็กผ่าคลอดมีการทำงานเชื่อมโยงแตกต่างไป

ส่วนสำคัญของสมองคือ คอร์ปัส คาโลซัม (Corpus Callosum) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา พบว่าการสร้าง ไมอีลิน (Myelin)

ซึ่งเป็นเหมือนฉนวนที่ช่วย “เร่งความไว” ในการส่งสัญญาณของสมองนั้น แตกต่างจากเด็กที่คลอดธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่อายุ 3 เดือนจนถึง 3 ปี

ดังนั้น คุณแม่ผ่าคลอดจึงควรใส่ใจทั้งทางด้านพัฒนาการทางสมอง และภูมิคุ้มกันไปพร้อมๆ กัน เพราะช่วงขวบปีแรกคือ “เวลาทอง” ที่สมองพัฒนาได้เร็วที่สุด การเริ่มต้นที่ถูกต้องและรวดเร็ว จะช่วยให้เด็กผ่าคลอดเจนใหม่ มีการเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เริ่มได้ตั้งแต่วันแรกค่ะ

พลังของ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน กุญแจสู่สมองไวให้เด็กเจนใหม่

แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน เป็นสารอาหารที่พบมากในนมแม่ และมีบทบาทสำคัญที่ทำให้การทำงานของสมอง ซึ่งช่วยเชื่อมต่อเซลล์สมอง 1 แสนล้านเซลล์ ในเด็กเจนใหม่มีประสิทธิภาพด้วยการทำงาน 2 ส่วนหลัก

1. สฟิงโกไมอีลิน สร้างปลอกไมอีลิน เร่งการสื่อสารสมอง

หัวใจหลักของการเร่งสมองไวคือ สฟิงโกไมอีลิน ซึ่งเป็นไขมันกลุ่มฟอสโฟไลปิด พบที่เยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง และพบมากในนมแม่ สฟิงโกไมอีลินมีบทบาทสำคัญในการสร้าง ปลอกไมอีลิน ซึ่งเป็นเหมือนฉนวนที่ช่วย “เร่งความไว” ในการส่งสัญญาณของสมอง ปลอกไมอีลินนี้เองที่ช่วยให้สมองสามารถ เชื่อมโยงติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ทำให้สมองประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกน้อยจึงเกิด การจดจำและการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ไว

2. แอลฟาแล็ค สารตั้งต้นสำคัญเพื่อสมองที่มีคุณภาพ

แอลฟาแล็ค (แอลฟา-แล็คตัลบูมิน) ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพที่พบมากในนมแม่ ก็ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทที่ช่วยในการทำงานของสมอง การทำงานร่วมกันของสารอาหารเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมองที่ทำงานรวดเร็ว (FAST Processing Brain) สมองที่คิดพลิกแพลง (FLEXIBLE Brain) และ สมองที่มีสมาธิ (Brain FOCUS) ผลวิจัยทางการแพทย์ยังแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ได้รับนมแม่มีคะแนน IQ สูงกว่า และมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีกว่าทารกที่ไม่ได้รับการเริ่มต้นเสริมสารอาหารจากนมแม่เหล่านี้ ในช่วงเวลาทองของลูก จะช่วยสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคตได้อย่างเต็มที่

เสริมภูมิคุ้มกันแกร่ง เติมเต็มสิ่งที่ขาดด้วย บี แล็กทิส (B. lactis)

นอกจากการพัฒนาสมองแล้ว สิ่งที่เด็กผ่าคลอดเจนใหม่พลาดไปคือ ตัวช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแรกๆที่ดี ซึ่งมาจากการได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากช่องคลอดของแม่ที่เกิดขึ้นในการคลอดธรรมชาติ ดังนั้น การให้เด็กผ่าคลอดได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากนมแม่ จึงเป็นวิธีสำคัญที่ช่วย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในช่วงเริ่มต้น ได้

หนึ่งในจุลินทรีย์สุขภาพที่สำคัญที่สุดและพบมากในนมแม่ คือ บิฟิโดแบคทีเรียม แล็กทิส (Bifidobacterium lactis หรือ B. lactis) จุลินทรีย์ชนิดนี้มีงานวิจัยน่าเชื่อถือสูงจำนวนมากยืนยันว่าช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กผ่าคลอดที่พบว่ามีปริมาณจุลินทรีย์กลุ่มนี้น้อยกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ การเสริม B. lactis จึงเป็นการเติมเต็มภูมิคุ้มกันที่ขาดหายไปในช่วงเริ่มต้น ให้ลูกรักมีเกราะป้องกันที่แข็งแรงและพร้อมเติบโตอย่างเต็มที่

กุญแจสู่ศักยภาพที่ยอดเยี่ยมของเด็กผ่าคลอดเจนใหม่

ดังนั้นแล้ว ถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเริ่มต้นเตรียมพร้อมให้ลูกรัก เด็กผ่าคลอดเจนใหม่ ตั้งแต่วันแรก กุญแจสำคัญคือการเลือกสรรสารอาหารที่ช่วยพัฒนาสมองและเสริมภูมิคุ้มกันควบคู่กันไป เพราะ นมแม่ คือแหล่งสารอาหารชั้นเลิศที่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด การได้รับสารอาหารสำคัญอย่าง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน จะช่วยเร่งความไวในการเชื่อมโยงของสมอง ทำให้ลูกพร้อมเรียนรู้ได้อย่างก้าวกระโดด ควบคู่ไปกับการเสริม บี แล็กทิส (B. lactis) เพื่อเติมเต็มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง

หากคุณพ่อคุณแม่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารอาหารที่มีประโยชน์ในนมแม่ มีบทบาทต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกน้อย สามารถเข้าชมได้ที่ S-Mom Club เว็บไซต์ https://www.s-momclub.com/ นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถปรึกษาพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพโภชนาการและพัฒนาการสำหรับคุณแม่และลูกน้อยตามช่วงวัย โดยทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ที่  S-Mom คลับผ่าคลอด


เครดิต

1. Deoni S.C., et al. AJNR Am J Neuroradiol. 2019 Jan;40(1): 169–177.

2. Bentley J, et al. Pediatrics. 2016; 138:1-9.

3. Polidano C, et al. Sci Rep. 2017; 7: 11483.

4. Susuki K. Nature Education. 2010;3(9):59.

5. Floch MH,et al.J Clin Gastroenterol 2015;49:S69-S73

6. สภาการศึกษา

7. National Institutes of Health (US); Biological Sciences Curriculum Study.

8. Alpha Lactalbumin – an overview | ScienceDirect Topics

9. Susuki, K. (2010) Nature Education 3(9):59Deoni S, 2012.

10. Dai X, et al, 2019.

11. Kar P, et al. Neuroimage. 2021 Aug 1:236:118084.

12. Department of Mental Health (dmh.go.th)

13. Horwood LJ et al. Arch Dis Child Neonatal Ed 2001; 84: F23-F27.

14. Generation Beta starts in 2025: 5 things to know – ABC News

15. “เด็กเจนแอลฟา” (เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 – 2024) และเด็กเจนเบต้า (เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2025-เป็นตน้ ไป)

Generation Beta starts in 2025: 5 things to know – ABC News


รีวิวเปิดกล่องนมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด 3 แบรนด์ดัง ที่แม่ผ่าคลอดเลือก

แม่ผ่าคลอดมาทางนี้! ถึงเวลาแกะกล่องเทียบชัดๆ นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด 3 แบรนด์ดัง ที่แม่ๆ ไว้ใจ! แบรนด์ไหนเด่นเรื่องอะไร สารอาหารตัวไหนน่าสนใจ จะช่วยเสริมพัฒนาการสมองและภูมิคุ้มกันให้ลูกรักวัย 1 ขวบขึ้นไป+ ได้ยังไงบ้าง? มาดูกันเลยค่ะ

ทำไม? เด็กผ่าคลอดควรได้รับการดูแลเรื่องโภชนาการเพื่อพัฒนาสมองและภูมิคุ้มกันเป็นพิเศษ…นั่นเป็นเพราะเด็กที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติและเด็กที่ผ่าคลอดมีภูมิคุ้มกันในร่างกายที่แตกต่างกัน

และนี่คือเหตุผลที่โภชนาการพิเศษสำหรับเด็กผ่าคลอดนั้นสำคัญอย่างยิ่ง! วันนี้ Amarin Baby & Kids จึงขอคัดสรร 3 แบรนด์นมผง นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การดูแลเด็กผ่าคลอดโดยเฉพาะ มาแกะกล่องดูพร้อมกันค่ะว่ากล่องไหนคือที่สุด ที่จะช่วยเสริมสร้างสารอาหารพัฒนาสมองไวและภูมิคุ้มกันแข็งแรง ให้กับลูกรักผ่าคลอดเจนใหม่ได้อย่างลงตัว สำหรับนมสูตร 3 ที่เลือกมาเทียบให้คุณแม่ได้พิจารณาในวันนี้ ได้แก่

  1. S-26 GOLD PRO-C 3
  2. Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome 3
  3. Hi-Q1 Plus SUPER GOLD PLUS C 3

มาดูกันเลยค่ะ ว่าแต่ละแบรนด์มีทีเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้าง!

เทียบสารอาหาร นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด

มาเจาะลึกกันเลยค่ะว่า นมผงสำหรับเด็กผ่าคลอดทั้ง 3 แบรนด์ดังที่เราคัดมา มีสารอาหารสำคัญอะไรที่โดดเด่น และช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมอง รวมถึงภูมิคุ้มกันให้ลูกรักได้อย่างเต็มที่ค่ะ

1. นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด:  S-26 GOLD PRO-C3 

  • มีส่วนผสมของแอลฟา-สฟิงโกไมอีลิน พร้อม DHA, โคลีน,แกงกลิโอไซด์, โอเมก้า 3, 6, 9, และวิตามินบี 12  ที่มีส่วนช่วยการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง
  • โพรไบโอติก บี แล็กทิส, 2’ -FL รวมถึง มีนิวคลีโอไทด์ 5 ชนิด ที่มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อ เพื่อร่างกายลูกน้อยเติบโตแข็งแรง
นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด

2. นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด:  Enfagrow A+ MindPro C-Biome 3

  • มี MFGM, DHA, มีโอเมก้า 3, 6, 9, และวิตามินบี 12 
  • มีใยอาหาร 2’FL
นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด

3. นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด:  นมผง HiQ Super Gold Plus C 3

  • มีซินไบโอติก และ มีดีเอชเอ
  • มีโพรไบโอติกบีเบรเว และ มี 2’FL
นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด

โภชนาการเพื่อการพัฒนาสมองและภูมิคุ้มกัน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยวางรากฐานสุขภาพของลูกได้ตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า คุณพ่อคุณแม่จึงควรพิจารณาเลือก “นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด” ที่มีสารอาหารครบถ้วนและตอบโจทย์ความต้องการของลูกน้อยได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเด็กที่คลอดด้วยวิธีผ่าคลอด ยิ่งต้องเลือกนมที่มีสารอาหารที่ช่วยเสริมการทำงานของสมองและระบบภูมิคุ้มกันให้สมบูรณ์แข็งแรง

และจาก นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด ทั้ง 3 แบรนด์ ที่เราได้ทำการเทียบสารอาหารมาให้คุณแม่ได้พิจารณาแล้วนั้น ต้องยกให้กล่องนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งค่ะ นั่นคือ S-26 GOLD PRO-C 3!

เพราะกล่องนี้ให้ครบทั้งสารอาหารพัฒนาสมองอย่าง แอลฟา สฟิงโกไมอีลีน (Alpha Sphingomyelin) และสารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันอย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่ง S-26 GOLD PRO-C 3 เป็นสูตรใหม่ที่พัฒนาไปอีกขั้น* เพื่อการดูแลเด็กผ่าคลอดโดยเฉพาะค่ะ

*ผสมแอลฟา สฟิงโกไมอีลินและบี แล็กทิส เปรียบเทียบกับ S-26 Progress 360° Smart Care 3


8 โรงเรียนเด่น ในเขตจตุจักร
ที่การเรียนดี บรรยากาศเยี่ยม ใครกำลังหาโรงเรียนให้ลูกต้องไม่พลาด

คุณพ่อคุณแม่กำลังมองหา โรงเรียนอนุบาลหรือประถมดี ๆ ในเขตจตุจักร อยู่ใช่ไหม?หรือกำลังคิดหนักว่าปีนี้จะให้ลูกเข้า โรงเรียนไหนดี ที่ทั้งปลอดภัย หลักสูตรได้มาตรฐาน เดินทางสะดวก และมีคุณครูคอยดูแลใส่ใจอย่างใกล้ชิด?

เขตจตุจักรถือเป็นอีกหนึ่งโซนที่เต็มไปด้วยโรงเรียนคุณภาพ หลากหลายรูปแบบ ทั้งสายวิชาการเข้ม สายอินเตอร์ สายบูรณาการ หรือโรงเรียนสไตล์อบอุ่นแบบครอบครัว ซึ่งเหมาะกับเด็กเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางการเรียนรู้

โพสต์นี้เราเลยรวบรวมมาให้แล้ว! กับ 8 โรงเรียนเขตจตุจักร พร้อมรายละเอียด จุดเด่น และสไตล์การเรียนการสอน ของแต่ละที่แบบอ่านง่าย เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

1.โรงเรียนอนุบาลชนานันท์

โรงเรียนอนุบาลเก่าแก่ที่เปิดมา 47 ปีแล้วด้วยประสบการณ์อันยาวนานจากรุ่น สู่รุ่น ทำให้โรงเรียนอนุบาลชนานันท์แห่งนี้ผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมามากมาย  

โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นเตรียมอนุบาล – อนุบาล 3 หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลชนานันท์เป็นแบบบูรณาการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้เด็กรับประสบการณ์อย่างหลากหลาย เด็ก ๆ จะได้ลงมือทำด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้และได้รับการพัฒนาครบทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ สังคม และสติปัญญาไปพร้อม ๆ กัน  เมื่อเรียนครบ 3 ปี เด็กนักเรียนที่โรงเรียนอนุบาลชนานันท์ จะมีคุณลักษณะที่ดี 7 ประการ ตามตัวอักษรของชื่อโรงเรียน Jananan : Joyful เริงร่า , Able สามารถ ,Nice คนดีมีน้ำใจ, Active ว่องไว ,Natural สดใสตามธรรมชาติ, Adjusting ปรับตัวได้ และ Native รักความเป็นไทย 

ใครสนใจก็สามารถเข้าไปอ่านเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่  https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/jananan-school/

2.โรงเรียนดรุณพัฒน์

เป็นโรงเรียนเขตจตุจักรอีกแห่งที่มีแนวคิดทันสมัย คิดนอกกรอบและไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงเรียน แต่เป็นเสมือนบ้านอีกหลังของเด็ก ๆ ที่ทั้งอบอุ่นและยังทำให้เด็กมีความสุขในการมาเรียนอีกด้วย

โรงเรียนดรุณพัฒน์เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 3 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6  หลักสูตรของโรงเรียน ใช้ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ  โดยผสมผสานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านภาษาและพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างรอบด้าน และมุ่งเน้นปลูกฝังนักเรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้ประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Active Learning ควบคู่ไปกับการสอนในห้องเรียน เพื่อส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหา และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

คุณพ่อคุณแม่คนไหนสนใจและอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกอ่านได้เลยที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/daroonpat-school/

3.โรงเรียนอรรถมิตร

หากพูดถึง โรงเรียนเขตจตุจักร โรงเรียนนี้ต้องเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ โรงเรียนอรถถมิตรเป็นโรงเรียนเอกชนที่โดดเด่นด้านการสอนภาษา (ทั้งอังกฤษและจีน) เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น อนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ 6 และสอนวิชาภาษาอังกฤษมากถึง 12 คาบเรียน /สัปดาห์  โดยนักเรียนจะเรียนกับอาจารย์ต่างชาติเจ้าของภาษา 9 คาบเรียน และเรียนหลักไวยากรณ์ การเขียนและการแปลเพิ่มเติมกับอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ยังเรียนกับครูไทยอีก 3 คาบเรียน โดยแผนกภาษาอังกฤษของโรงเรียนมีอาจารย์ต่างชาติ 16 คนจากประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ สก็อตแลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และฟิลิปปินส์ ระดับชั้นอนุบาล ใช้หลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โรงเรียนจัดกิจกรรมบูรณาการที่มุ่งให้เด็ก ๆ ได้ประสบการณ์การเรียนอย่างมีความสุข ส่วนระดับประถม ใช้หลักสูตรที่มุ่งเน้นความสำคัญทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มี ความสมดุล

สนใจอยากรู้ต่อ กดเข้าไปอ่านได้เลยที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/attamit-school/

4.โรงเรียนอนุบาลสุดารักษ์

อีกหนึ่งโรงเรียนเขตจตุจักรที่แตกต่าง เพราะเขาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์สายกรีนเพื่อให้เด็กรักธรรมชาติดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวและผนวกวิชาความรู้ให้เข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน โรงเรียนได้วางพื้นฐานความพร้อมในการเรียนและการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม โดยทำให้เด็ก ๆ ได้เห็นภาพกว้างทั้งหมด ว่าเราอยู่จุดไหน 

มีการศึกษาเรียนรู้และรักธรรมชาติ  นำไปสู่การบริโภคอย่างพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย  ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการรู้จักคุณค่าของสิ่งของต่าง ๆ  นำไปสู่จัดการขยะที่ถูกต้อง เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์รักธรรมชาติ ให้อยู่ในใจของเด็ก ๆ และส่งต่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ผสมผสานไปกับการสอนหลายหลายรูปแบบทั้ง การสอนแบบสืบเสาะ การสอนในรูปแบบ STEM  และการสอนในรูปแบบ Montessori น่าสนใจมากเลยใช่ไหมคะ

อยากรู้เพิ่มเติม สามารถอ่านข้อมูลโรงเรียนแบบจัดเต็มได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/sudarak-school/

5.โรงเรียนทับทอง

เป็นโรงเรียนเขตจตุจักรที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ และพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างมีคุณธรรม เพราะจุดหมายปลายทางของเด็ก ๆ ไม่ใช่แค่การสอบติดโรงเรียนมัธยมชื่อดัง แต่คือการทำให้เด็ก ๆ รู้จักตัวเอง รู้จักจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อพัฒนาตนเอง และต่อยอดไปให้ถึงเป้าหมายของแต่ละคนได้อย่างมีความสุข

ทางโรงเรียนแปลงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นภาคปฏิบัติ ใช้การเรียนการสอนแบบ Active Learning ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ โรงเรียนทับทองให้ความสำคัญที่สุดในการสร้างและพัฒนาคุณลักษณะที่ดี 3 ประการ ให้แก่เด็ก ๆ เพราะหากได้รับการปลูกฝัง ฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เด็กๆ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข อยู่กับคนอื่นเป็น มีความสุขเป็น เด็ก ๆ จะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

อยากรู้ข้อมูลอื่น ๆ สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/tubtong-school/

6.โรงเรียนนวพัฒน์วิทยา

โรงเรียนเขตจตุจักรอีกโรงเรียนที่น่าสนใจ ที่นี่เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยยึดหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีนโยบายที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความสามารถในการเรียนรู้ตามศักยภาพเพื่อมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา

ด้วยมาตรฐานใหม่ระดับสากล การจัดการเรียนรู้เน้นการจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริง ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกัน และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยมีการบูรณาการคุณธรรมควบคู่กันในวิธีการเรียนการสอน   โรงเรียนนวพัฒน์วิทยาใช้การศึกษาแบบองค์รวมบูรณาการ 4 ศาสตร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน สร้างทักษะการคิด วิเคราะห์และความเป็นเหตุเป็นผล ยิ่งกว่าความรู้คือการส่งเสริม School Community พี่สอนน้อง น้องเรียนรู้จากพี่ น่าสนใจมาก ๆเลยค่ะ

อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกอ่านต่อที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/nawaphat-school/

7.โรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์ และ ปรางทิพย์เดย์แคร์

โรงเรียนที่เต็มไปด้วยความรัก เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ความคิดสร้างสรรค์และความสนุกไม่รู้จบ  ประสบการณ์อันยาวนานจากรุ่น สู่รุ่น ในการอบรมเลี้ยงดูทั้งร่างกาย จิตใจของเด็กปฐมวัยและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการศึกษาในอนาคตของเด็ก ๆ

คุณครูและเจ้าหน้าที่ทุ่มเทและมุ่งมั่นที่จะจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและครอบคลุมให้เด็ก ๆ ทุกคนสามารถเติบโตและเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตนเองได้ โดยไม่ทิ้งเรื่องวัฒนธรรมและความเป็นไทย ห้องเรียนที่นี่สามารถปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายได้ตามกิจกรรม และสื่อต่าง ๆ ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับวัยที่กระตุ้นจินตนาการ ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา การเรียนรู้โดยใช้ประเด็น หรือ Theme-Based Learning เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ตั้งแต่เด็ก ๆ  K1-K3 . และที่สำคัญ 100% Extra English Program อัดแน่นไปด้วยความสนุกและสอนภาษาอังกฤษแบบ Phonics ซึ่งเป็นการเรียนภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ

ถ้าสนใจโรงเรียนนี้อ่านบทความเต็ม ๆ ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/prangthip-kindergarten

8.โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดลาดพร้าว

เป็นโรงเรียนเขตจตุจักรในรูปแบบ 2 ภาษา ที่เปิดสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 หลักสูตรการเรียนการสอนต่าง ๆ ของที่นี่จะถูกปรับอยู่เสมอเพื่อให้เข้ากับยุคการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถปรับตัว มีทักษะในการดำรงชีวิตในโลกปัจจุบันและอนาคต

หลักสูตรสำหรับเด็กอนุบาลใช้หลักสูตร Global Immersion Programme ( GIP ) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เข้มข้นในการใช้ภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมจะได้รับการพัฒนาครบทุกด้านและค้นหาตัวตนเช่นกัน สำหรับเด็กประถม 1-3 เริ่มมีการวางแผนการทำงานที่เป็นขั้นตอนมากขึ้น  ส่วนประถมปลายจะลงลึกและมุ่งเป้าหมายไปยังตัวตนและความถนัดของนักเรียน โดยใช้กระบวนการการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based learning) อยากรู้ให้ครบ?

ตามไปอ่านต่อใน https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/beaconhouse-yamsaard-school-ladprao/

Tags

Let’s Play Festival 2025 วันที่ลูกได้เล่นอิสระและพ่อแม่ได้ค้นพบความหมายของการเล่นอีกครั้ง

ทุกวันนี้เด็ก ๆ หลายคนต่างอยู่กับตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยด มีวิชาต่าง ๆ ให้เรียนเต็มไปหมด จนบางทีเราในฐานะพ่อแม่ก็ลืมไปว่าการเล่นสำคัญแค่ไหน

เราอาจมองว่าการเล่นต้องรอช่วงเวลาพักหรือเวลาว่าง แต่จริง ๆ แล้วการเล่นคือหัวใจของการเติบโตเลยนะคะ เพราะเวลาที่เขาได้เล่น เด็ก ๆ ไม่ได้แค่สนุก แต่เขากำลังได้เรียนรู้โลกในแบบของเขาเอง ได้ลองผิดลองถูก ได้ใช้จินตนาการ โดยไม่ต้องมีแบบฝึกหัดหรือคะแนนมากดดัน

เมื่อลูกโตขึ้นเราอาจจะคิดว่า ถ้าไม่เร่งเรียนอาจจะตามคนอื่นไม่ทันใช่ไหมคะ แต่จริง ๆ แล้วการเล่นนี่แหละค่ะ คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาเติบโตอย่างมั่นคง มีความสุข เรียนรู้และรับมือกับโลกใบใหญ่ที่รอเขาอยู่ได้อย่างดี เพราะเด็กที่ได้เล่นอย่างเต็มที่ มักจะเป็นเด็กที่เติบโตเต็มที่ทั้งกาย ใจ และความคิดเช่นกันค่ะ

แล้วทำไม เด็กต้องเล่นอิสระ งานเทศกาลเล่นอิสระดีอย่างไร เดี๋ยววันนี้กุ๊กเล่าให้ฟังค่ะ

บรรยากาศของการเล่นเปิดโลก

สุดสัปดาห์ทีผ่านมา กุ๊กได้พาเด็ก ๆ ไปสัมผัส “เทศกาลเล่นอิสระ” เป็นปีที่ 2 ค่ะ ลูกติดใจจากปีก่อนและชอบกันมากค่ะ

บรรยายาศในงานนั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนไปเห็นวัยเด็กของตัวเองที่เคยวิ่งเล่นกลางแจ้ง ปีนต้นไม้ เล่นดิน เล่นทราย โดยไม่ต้องกลัวเลอะ ไม่ต้องกลัวผิด ไม่ต้องมีผู้ใหญ่คอยบอกว่าต้องเล่นยังไง ที่นี่เป็นพื้นที่ที่เด็ก “ได้เป็นเด็กอย่างแท้จริง” และเราในฐานะแม่…ก็ได้มีเวลาหยุดดูโลกผ่านสายตาของลูกอีกครั้ง

ทันทีที่เดินเข้าพื้นที่งาน สิ่งที่สัมผัสได้คือ “ความเป็นมิตร” ของบรรยากาศรอบตัว ทั้งสีเขียวของต้นไม้ เสียงเด็ก ๆ หัวเราะ ผ่านของเล่นต่างๆ เสียงพ่อแม่คุยกันเบา ๆ ระหว่างเฝ้าลูก พื้นที่ที่ไม่เน้นความหรูหรา แต่เน้นความเรียบง่ายที่เข้าถึงหัวใจเด็ก ๆ ทุกคน ไม่มีการแบ่งว่าใครเก่งกว่าใคร ไม่มีเด็กที่ “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้” มีแค่พื้นที่ให้ลอง เป็นพื้นที่ให้เด็กค้นพบด้วยตัวเอง

ปกติเรามักจะได้ยินคำว่าเด็กคือผ้าขาวใช่ไหมคะ แต่ในงานนี้เขาบอกว่า เด็กคือผ้าสี เป็นสีสันในแบบของตัวเอง เพราะเด็กทุกคนแตกต่าง มีความชอบไม่เหมือนกัน เพียงแค่ได้เล่นอย่างอิสระ เราอาจค้นพบความชอ ความสามารถและตัวตนของลูกได้เลยค่ะ

เด็กเล่นได้ทุกอย่าง เด็กเล่นได้ทุกที่

ในงานเขาเล่าว่า การเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย หรือ Loose Part เป็นการเล่นปลายเปิด เด็กสามารถจินตนาการเชื่อมโยงได้อย่างไร้ขอบเขตในแบบเฉพาะของตัวเอง เมื่อได้คนพบสิ่งใหม่ ๆ จึงเกิดเป็นประสบการณ์ ที่มีความเฉพาะของแต่ละคนอย่างอิสระ ทำให้เด็กคนพบตัวเองและเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว อย่างเช่นโซนต่างๆในงานนี้ เช่น

ลานเล่นธรรมชาติ

พื้นที่ที่ทำให้เราได้เห็นคุณค่าความสุขที่เรียบง่ายแต่พิศษของลูกเลยค่ะ ใต้ต้นใหญ่ที่มีมุมศิลปะ งานเวิร์คช็อป เด็กๆ ได้ขุดดิน ตักน้ำ เล่นทราย เอาใบไม้ หรือ วัสดุธรรมาชาติมาทำเป็นผลงานศิลปะ สังเกตได้เลยว่า เวลาที่ลูกได้สัมผัส ได้ลองทำด้วยมือเล็ก ๆ ของเขา เด็กจะเกิดความตั้งใจ มีสมาธิ แบบที่เราไม่ต้องบอกเลยค่ะ

ลานเล่นวัสดุเหลือใช้

กล่องวัสดุหลากหลายขนาด กระดาษลัง ไม้ กระบอก เชือก ถูกแปลงร่างเป็นเขาวงกต บ้าน รถที่เด็กๆเป็นคนขับเอง ของเล่นจากเศษวัสุดเหลือใช้ ไม่ใช่ของเล่นราคาแพง แต่เวลาที่เขาได้เล่น ได้จินตนาการไปกับของเล่นเหล่านั้น กลับสร้างรอยยิ้มที่มากมายเต็มลานกิจกรรมนี้เลยค่ะ

ลานปีนป่าย

ลานที่เปิดให้เด็กได้ลองเสี่ยงอย่างมีสติ ไม่ว่าจะเป็นการปีนเชือก เดินบนทางแคบ กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง บริเวณนี้มีพี่ๆทีมงานคอยดูแลอยู่รอบๆ ให้เด็กได้ลองด้วยตัวเองอย่างปลอดภัย สิ่งที่สังเกตได้เลยคือเด็ก ๆ จะค่อยๆปีนด้วยความกลัวเล็กน้อยในตอนแรก แต่เขาทำทำได้สำเร็จ แววตาของความภูมิใจคือของขวัญที่พิเศษที่สุดสำหรับพ่อแม่เลยค่ะ

ลานเล่นร่วมกัน

เด็ก ๆ จากที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับเล่นกันได้ราวกับเป็นเพื่อนกันมานาน บางคนแบ่งทรายให้ บางคนต่อบ้านด้วยกัน บางคนชวนกันวิ่งรอบสนาม พ่อแม่ที่ได้ดูอยู่ห่าง ๆ จะเห็นเลยว่าการเข้าสังคมเกิดขึ้นจากการได้ลองเล่นกับเพื่อนใหม่จริง ๆ

แล้วเด็กได้อะไรจากการเล่นอิสระแบบนี้บ้าง

  1. สร้างทักษะชีวิตที่จำเป็น (Life Skills)
  • การจัดการทางอารมณ์
  • ทักษาการแก้ปัญหา
  • ทักษาสังคมและการปรับตัว
  1. พัฒนาสมองและร่างกายอย่างสมดุล
  • พัฒนาการจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
  • พัฒนาการทางร่ายกายตามช่วงวัย
  • สมองส่วน Executive Function (EF)
  • เป็นทางออกของการติดจอ
  1. เสริมสร้างความสุขและสุขภาวะทางจิตใจ
  • เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
  • เป็นพื้นที่เสริมความมั่นใจในตนเอง
  • เป็นพื้นที่ลดความเครียด
  • เป็นช่วงเวลาสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว
  • เป็นพื้นที่สร้างโอกาส/ลดความเลื่อมล้ำให้เด็กทุกคน

ความหมายของคำว่าเล่นอิสระที่พ่อแม่ได้เข้าใจอีกครั้ง

หลายคนคิดว่างานนี้เน้นให้เด็กเรียนรู้ แต่จริง ๆ แล้ว พ่อแม่เองก็ได้เรียนรู้เยอะมากจากงานนี้เช่นกัน อย่างกุ๊กเอง ได้มองเห็นลูกๆ เลยได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง มีความตั้งใจมากกว่าที่คิดและมีความชอบและศักยภาพบางอย่างที่ซ่อนอยู่ แค่เราต้องมีพื้นที่หรือโอกาสให้เขาได้ลอง เทศกาลเล่นอิสระ ไม่ใช่แค่งานอีเวนท์หรือแค่พื้นที่ให้เล่น แต่คือประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กได้เป็นตัวเองและพ่อแม่ได้เข้าใจโลกของลูกลึกขึ้น อาจจะเป็นเพียงวันหนึ่งที่ลูกได้เล่นอิสระ แต่เชื่อไหมคะว่า…อาจจะเป็นวันที่เปลี่ยนมุมมองการเลี้ยงลูกของเราไปตลอดเลยค่ะ

เทศกาลเล่นอิสระ จัดปีละ 1 ครั้ง

 เวลา: 13.00–20.00 น.

สถานที่: อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค่าเข้า: ฟรี

โรงเรียนนานาชาติ เกวลี
Small Class Big Result

School Visit วันนี้ เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับ โรงเรียนนานาชาติเกวลี (Kevalee International School) โรงเรียนที่มีคุณภาพกว่า 29 ปี และได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองรุ่นต่อรุ่น เรียกได้ว่าแนะนำกันแบบ ปากต่อปาก ในหมู่ครอบครัวนักเรียน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์การศึกษาอย่างแท้จริง เบื้องหลังความสำเร็จของโรงเรียนคือ มิสซิสจูเลียน่า หรืออาจารย์เพ็ญพร บุญตันรัตน์ ผู้คร่ำหวอดในวงการการศึกษานานาชาติมากว่า 31 ปี โรงเรียนนานาชาติเกวลีจึงนับเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ

ผู้ก่อตั้งโรงเรียน

มิสซิสจูเลียน่า หรือ อาจารย์เพ็ญพร บุญตันรัตน์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเป็นผู้มีใจรักในวิชาชีพครูตั้งแต่เยาว์วัย เดิมทีอาจารย์เพ็ญพร ต้องเดินทางไปศึกษาวิชาเลขานุการที่ประเทศออสเตรเลีย แต่ด้วยความตั้งใจอยากเป็นครู จึงขอเรียนวิชาครูเพิ่มเติมกับแม่อธิการใหญ่ เธอได้รับทุนศึกษาต่อจนจบหลักสูตรการศึกษาและการสอนจาก Sacred Heart Convent of Mercy and School, Barrarat ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติ อย่างต่อเนื่อง หลังจากเรียนจบ เธอก็เดินทางกลับประเทศไทยและเริ่มสมัครงานด้านเลขานุการที่ โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดีวิเทศศึกษา

อย่างไรก็ตาม ด้วยความรู้และคุณวุฒิของเธอตรงกับความต้องการของโรงเรียนที่ขาดแคลนครู พ่ออธิการจึงชักชวนให้เธอร่วมงานในตำแหน่งครู ตั้งแต่นั้นมา เธอจึงเริ่มทำงานเป็นครู พร้อมกับ เรียนต่อระดับปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และสั่งสมประสบการณ์ที่โรงเรียนร่วมฤดีเป็นเวลา มากกว่า 30 ปี และท้ายที่สุด เธอต้องลาออกจากตำแหน่งครูเนื่องจากปัญหาสุขภาพ แต่ผลงานและประสบการณ์ที่สั่งสมมานั้นยังคงเป็นที่ยกย่องในวงการการศึกษา

จุดเริ่มต้นของโรงเรียน

ด้วยหัวใจของครูแท้จริง อาจารย์เพ็ญพร ได้นำประสบการณ์ทั้งหมดมาสร้าง โรงเรียนนานาชาติเกวลีแห่งแรก ที่หมู่บ้านเบญจรงค์ ถนนรามคำแหง ในปี พ.ศ. 2539 โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงอนุบาล 3 รวมถึง Intensive Class ต่อมา เนื่องจากประสบผลสำเร็จและมีผู้ปกครองให้ความสนใจเพิ่มขึ้น โรงเรียนจึงตัดสินใจย้ายสถานที่และขยายหลักสูตรให้รองรับถึงชั้น Grade 12 ปัจจุบันโรงเรียนตั้งอยู่บนถนนหทัยราษฎร์ มีพื้นที่กว่า 6 ไร่ โอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชนิด

ปัจจุบัน โรงเรียนบริหารงานโดย อาจารย์พิริยะ เกวลี และ อาจารย์นีรนาท เกวลี ทายาทผู้สืบทอดเจตนารมย์ของอาจารย์เพ็ญพร ตลอดระยะเวลา 29 ปี โรงเรียนนานาชาติเกวลี โรงเรียนที่มีคุณภาพกว่า 29 ปี ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้ปกครองและชุมชน

หลักสูตรตอบโจทย์นักเรียนหลากหลายวัฒนธรรม

หลักสูตรของโรงเรียนได้รับการพัฒนาบนมาตรฐาน AERO (American Education Reaches Out) ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ สภาที่ปรึกษาโรงเรียนต่างประเทศ ดังนั้น จึงมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ หลักสูตรยังได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาโดยองค์กร Western Association of Schools and Colleges, USA (WASC) เป็นระยะเวลาสูงสุดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง หลักสูตรครอบคลุมทุกสาขาวิชา และถูกออกแบบให้ตอบโจทย์นักเรียนหลากหลายวัฒนธรรม โดยปรับเนื้อหาบางส่วนให้ใกล้ตัวเด็ก พร้อมกับ คงความทันสมัยเพื่อให้ก้าวทันโลกในยุคปัจจุบันอยู่เสมอ

Student Centered Learning

ทางโรงเรียนให้ความสำคัญกับ การเรียนการสอนแบบมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Learning) ซึ่งช่วยให้เด็กค้นคว้าเรื่องที่สนใจ พัฒนาทักษะต่าง ๆ และ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น วิธีการนี้จึงเตรียมความพร้อมให้เด็กเผชิญความท้าทายในอนาคต และ ทำให้การเรียนสนุกมากขึ้น อีกทั้ง การเรียนแบบนี้ยังพัฒนาทักษะชีวิต เช่น การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการจัดการเวลา นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ยังสร้างทัศนคติที่ดี ความรักในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) และพัฒนาทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (Social-Emotional Learning) ซึ่งทางโรงเรียนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนเแบ่งออกเป็น หลักสูตรและระดับชั้นต่าง ๆ ดังนี้

  1. Kindergarten (เตรียมอนุบาลถึงอนุบาล 3)
  2. Elementary School (ประถม 1-5 เทียบเท่าเกรด 1-เกรด 5)
  3. Middle School (ประถม 6-มัธยม 2 เทียบเท่าเกรด 6-8)
  4. High School (มัธยม 3-6 เทียบเท่าเกรด 9-12)

 

ระดับ Kindergarten (อนุบาล) แบ่งการเรียนรู้เป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1. Theme Learning

ส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดย เชื่อมโยงหลายวิชาเข้าด้วยกัน และ เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นพร้อมกิจกรรมหลากหลายภายใต้หัวข้อหลักเดียวกัน เพื่อ ให้เด็กเข้าใจง่าย เห็นภาพรวม และเรียนรู้อย่างสนุกสนาน

2. Phonics
เป็นการเรียนรู้เสียงพื้นฐานของภาษาอังกฤษ ผ่าน กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการและทักษะด้านการสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง สามารถต่อยอดไปสู่ทักษะการอ่าน ซึ่ง เป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อเด็กเข้าสู่ระดับประถมศึกษา (Elementary)

ระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา แบ่งการเรียนรู้ออกเป็นดังนี้

ระดับ Elementary (Gr. 1-5), Middle School (Gr. 6-8) and High School (Gr. 9-12)

หลักสูตรระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของโรงเรียนครอบคลุมหลายวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ (Mathematics), วิทยาศาสตร์ (Science), สังคมศึกษา (Social Studies), ศิลปะ (Art), พละศึกษา (Physical Education) รวมถึง ภาษาและวัฒนธรรมไทย (Thai Language and Culture) เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทยและส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมและสังคมไทย

  • ในระดับประถมศึกษา โรงเรียนมอบหมายให้คุณครูประจำชั้นสอน 4 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาและวรรณกรรมอังกฤษ (Language Arts), คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา เพื่อ ให้ครูใกล้ชิดนักเรียน รู้จุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละคน และ ช่วยส่งเสริมจุดเด่นพร้อมเติมเต็มจุดด้อย
  • ส่วนในระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนจัดคุณครูเฉพาะรายวิชา เพื่อ ลงลึกเนื้อหาที่เข้มข้นและเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อ

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

นอกจากกิจกรรมในห้องเรียนแล้ว โรงเรียนยังมีห้องกิจกรรมมากมายเลยค่ะ เช่น

  • Sensory Room เพื่อให้เด็ก ๆ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ โดย ภายในห้องมีการปูแผ่นโฟมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุอย่างปลอดภัย
  • มีสนามหญ้ากว้างเป็นพื้นที่ให้เด็ก ๆ ปลดปล่อยพลังและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ อีกทั้ง เครื่องเล่นที่ติดตั้งไว้มั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยสำหรับเด็ก ๆ พร้อมมีคุณครูดูแลในพื้นที่ 2–3 คน
  • ในชั่วโมงสุดท้ายของวันพุธ ทางโรงเรียนยังจัด Club เปิดโอกาสให้เด็กเข้าร่วมกลุ่มตามความสนใจ เช่น Cooking Club, Digital Art Club, Sport Club, Music & Dance Club, Guitar Club, Art & Craft Club โดยกิจกรรมเหล่านี้จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละภาคการศึกษาตามความสนใจของเด็ก
  • อีกหนึ่งห้องที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ คือ ห้องสมุด โรงเรียนได้จัดเตรียมหนังสือนำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายประเภท ทั้งแนววิชาการ ความรู้ทั่วไป วรรณกรรม และนิทาน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้อ่านและเรียนรู้อย่างเพลิดเพลิน นอกจากนี้ ภายในห้องมีการจัดหมวดหมู่หนังสือตามช่วงอายุ พร้อมมุมโซฟานุ่มสบาย ช่วยให้เด็กสนุกกับการอ่าน และ ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์

โรงเรียนนานาชาติเกวลี โรงเรียนนานาชาติกรุงเทพฯ โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนอนุบาลกรุงเทพฯ รีวิวโรงเรียน
Futsal Club  ที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ กฎ กติกาต่างๆ

วิชาการเด่น กิจกรรมแน่น

นอกจากเนื้อหาทางวิชาการที่ทางโรงเรียนได้จัดเตรียมไว้อย่างเข้มข้นแล้ว  ทางโรงเรียนก็ยังส่งเสริมเด็ก ๆ ให้มีความกล้าแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นมีกิจกรรมพูดหน้าเสาธง  หรือกิจกรรมต่าง ๆ เช่น  วันสงกรานต์  วันคริสต์มาส นอกจากนี้ผู้ปกครองยังสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมได้ด้วยค่ะ เช่น กิจกรรมระดมทุน เพื่อนำไปบริจาคให้กับองค์กรต่าง ๆ  ที่เด็ก ๆ ได้ร่วมกันโหวต เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้ ให้กับเด็ก ๆค่ะ

ระบบความปลอดภัยมีครบ

ที่โรงเรียนมี รปภ เฝ้าทางเข้าและทางออกตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อเชื่อมต่อระหว่างคุณครูและผู้ปกครองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านแอปพลิเคชั่น School Bright  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองทราบได้ทันทีเมื่อเด็ก ๆ เดินทางถึงโรงเรียน โดยระบบสแกนใบหน้า พร้อมบันทึกเวลาเข้า – ออก และเมื่อเด็กเข้าหรือออกจากโรงเรียนก็จะมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติไปยังคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ

โรงเรียนนานาชาติเกวลี โรงเรียนนานาชาติกรุงเทพฯ โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนอนุบาลกรุงเทพฯ รีวิวโรงเรียน
อาจารย์นีรนาท เกวลี  และอาจารย์พิริยะ เกวลี และหรือที่เด็ก ๆ รู้จักกันในนาม Ms. Aum หัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียนนานาชาติเกวลี และ Mr. Gerard ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติเกวลี

Mommy’s Love This ถูกใจแม่!

  1. ค่าเทอมของทางโรงเรียนในระดับนานาชาติ ถือว่าไม่สูงมาก เป็นราคาที่ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงได้ 
  2. แม้ว่าโรงเรียนอาจไม่ได้มี Facilities มากมาย แต่สิ่งอำนวยความสะดวกที่โรงเรียนมอบให้ ก็เพียงพอกับการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในแต่ละช่วงวัยค่ะ
  3. ด้วยจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่มาก คุณครูจึงสามารถใส่ใจดูแลเด็ก ๆ ได้อย่างใกล้ชิด ทำให้เด็กทุกคนได้รับความเอาใจใส่และการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละคน
  4. ทางโรงเรียนมีการเหลี่อมเวลา เข้า-ออก การทานข้าวเที่ยง เพื่อลดความแออัด ของเด็ก ๆ ภายในโรงเรียน

อัตราค่าเล่าเรียน (ปีการศึกษา 2568)

ค่าแรกเข้า 50,000 บาท (ชำระครั้งเดียว)

ค่ายืมหนังสือ 15,000 บาท (ชำระครั้งเดียว)

ค่าธรรมเนียมการศึกษา   (ต่อเทอม)

  KG  :   63,500 บาท

  Gr 1-5 :  75,500 บาท

  Gr 6-8  :  87,500 บาท

  Gr 9-12 : 99,500 บาท

** รวมค่าอาหารกลางวัน นมและของว่างแล้ว ไม่รวมค่าชุดนักเรียน

ที่อยู่ : 90 ซอยหทัยราษฎร์ 37 ถนนหทัยราษฎร์ เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510 

ติดต่อ : 02-9066427-31, 081-622-6227

Facebook : https://www.facebook.com/123AEC/

Website : https://www.kevalee.ac.th/

Editor: แม่ติส

ภาพ : ณัฐวรรธน์ ไทยเสน

อ่านบทความอื่นๆ ต่อได้ที่

ลดล้างสต็อก! ครั้งแรกของพีเจ้น

⭐ ลดล้างสต็อก! ครั้งแรกของพีเจ้น กับโปรโมชั่น สินค้าเกรดพิเศษ ลดสูงสุด 70%! 🎉

📍 ที่ JAS URBAN Srinakarin
ตั้งแต่วันที่ 27 – 30 พฤศจิกายน 2568
เวลา 10.00 – 21.30 น.

🛒 โปร on top..
ขั้นที่ 1 ช้อปครบ 599.-
🎁 รับฟรี! เบบี้ไวพส์ คลีนซิ่ง โอดอร์ 60 ชิ้น
นุ่มละมุนเช็ดสะอาด หอมสดชื่น (มูลค่า 109 บาท)
ขั้นที่ 2 ช้อปครบ 1,499.-
🎁 รับฟรี! กระเป๋านุ่มนิ่ม ลายโฮวาปิปี้สุดน่าร้าก 1 ใบ (มูลค่า 499 บาท!)

📝 จำกัดของแถม 1 ชิ้น/ใบเสร็จ

ช้อปเพลิน ได้ของแถมฟิน ๆ แบบนี้…พลาดไม่ได้แล้ว 💗✨

คอลเกต จัดเต็มความสุขต้อนรับเทศกาล!

คอลเกต จัดเต็มความสุขต้อนรับเทศกาล! เปิดตัว ‘ยาสีฟันคอลเกต เมอร์รี่ คริสต์มาส’ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ปีที่ 2 พาสดชื่นด้วยเนื้อเจลใสและกลิ่นฟรุ้ต พั้นช์ ม็อกเทล ที่ทุกคนรอคอย

คอลเกต ผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก กลับมาสร้างปรากฏการณ์ความสุขอีกครั้งตามคำเรียกร้อง! เปิดตัว ‘ยาสีฟันคอลเกตเมอร์รี่คริสต์มาส’ ลิมิเต็ดอิดิชั่นประจำปี2568 ซึ่งเป็นการกลับมาเป็นปีที่สอง หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดในปีที่ผ่านมา

ยาสีฟันสุดพิเศษนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งมอบความสนุกสนานและรอยยิ้มสุขภาพดีในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ชูจุดเด่นที่ทำให้เป็นที่รักของแฟนๆ คือ เนื้อเจลใสพร้อมแผ่นรูปต้นคริสต์มาส ที่ไม่เหมือนใคร และกลิ่นหอมสดชื่นของฟรุ้ต พั้นช์ ม็อกเทล ที่จะทำให้กิจวัตรการแปรงฟันกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

ไฮไลท์ของผลิตภัณฑ์

1. การกลับมาของ Limited Edition Item สุดฮิต: ตอกย้ำความสำเร็จจากการเป็นสินค้าขายดีในปี 2567 แสดงให้เห็นว่า ‘คอลเกต เมอร์รี่ คริสต์มาส’ ได้กลายเป็นไอเท็มประจำเทศกาลที่ผู้บริโภคชาวไทยรอคอย

2. กลิ่นสุดพิเศษ’ฟรุ้ตพั้นช์ม็อกเทล’: มอบประสบการณ์การแปรงฟันที่หอมหวาน สดชื่น และเต็มไปด้วยบรรยากาศการเฉลิมฉลอง เป็นอีกทางเลือกของลมหายใจหอมสดชื่นพร้อมรอยยิ้มที่มั่นใจ

3. เนื้อเจลใสพร้อมดีไซน์รูปต้นคริสต์มาส: โดดเด่นด้วยเนื้อยาสีฟันแบบ เจลใส ที่สามารถบีบออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ สร้างความสนุกสนานบนแปรงสีฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาในแพ็คเกจจิ้งสีแดงสดใส เหมาะสำหรับเป็น ‘ของขวัญ’ หรือ ‘ของฝาก’ ที่สร้างความประทับใจในช่วงเทศกาล

4. สร้างสรรค์ข้อความส่วนตัวได้หลังกล่อง: มอบประสบการณ์การให้ที่ไม่เหมือนใคร ผู้ให้สามารถเขียนข้อความอวยพร ข้อความจากใจ หรือคำพิเศษต่างๆ ลงบนพื้นที่ว่างด้านหลังกล่องผลิตภัณฑ์ได้เอง ทำให้ของขวัญชิ้นนี้มีความหมายและเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น

ยาสีฟันคอลเกตเมอร์รี่คริสต์มาส ลิมิเต็ด อิดิชั่น พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ https://shopee.co.th/colgatepalmolive_officialสินค้ามีจำนวนจำกัด (Limited Stock)


AI กับเด็กยุคใหม่ ใช้ให้เป็น ดีกว่าไม่ให้ใช้

“ช่วงนี้ใครมีลูกเริ่มพูดถึง AI บ้างคะ?”

ลูกแม่กุ๊ก อยู่ ป.4 เอง วันก่อนมาเล่าว่า ‘แม่ หนูให้ ChatGPT ช่วยแต่งนิยาย แล้วลองเอาไปให้เพื่อนอ่าน เพื่อนบอกสนุกมาก’ ฟังแล้วแม่ก็ทั้งอึ้ง ทั้งงง ว่า… ลูกเราไปไกลขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ยังมีอีกนะคะ เช่น

“หนูลองให้ AI ทำภาพจากที่หนูวาดเล่นๆ สวยมากเลย “

“ที่เราจะไปเที่ยวกัน แม่ลองให้ AI วางแผนที่เที่ยวให้เราสิ ง่ายมากเลย”

ตอนนี้เด็ก ๆ โตมากับเทคโนโลยีที่มาเร็วแบบที่แม่ ๆ อย่างเราต้องรีบตามให้ทัน อย่าง AI ที่เมื่อก่อนเราคิดว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่หรือในหนังไซไฟ ตอนนี้กลับกลายเป็นของเล่นใหม่ เป็นที่เรียนรู้ง่าย ๆ กับเรื่องประจำวันของลูกเราไปแล้วนะคะ

แล้วเราจะรับอย่างไรกันดี? จะห้ามก็กลัวปิดกั้น จะปล่อยก็กลัวเขาจะใช้ไปในทางที่ผิด แม่ ๆ กำลังคิดแบบนี้กันอยู่ใช่ไหมคะ ?

เพราะทุกวันนี้ ลูกของเราสามารถเข้าถึง AI ได้อย่างง่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ ChatGPT เพื่อช่วยสรุปบทเรียน หาข้อมูลทำรายงาน การสร้างภาพหรือเสียงผ่านแอปพลิเคชัน AI ทำให้เด็ก ๆ หลายคนเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “AI นั้นดีหรือไม่ แต่คือ  “เราควรห้าม หรือควรสอนให้เขาใช้ให้เป็น ในแบบที่พอดี” 

เรามาดูกันค่ะ ว่าจะสอนลูกให้อยู่กับ AI อย่างไร… แบบที่ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล เพราะที่จริงแล้วหากใช้ให้เป็นก็จะมีประโยชน์มากกว่าส่งผลเสีย เช่น

การเรียนรู้เร็วขึ้น

เพราะพวกเขามีเครื่องมือช่วยเยอะกว่าเราตอนเด็ก ๆ โดยเฉพาะการที่  AI ช่วยอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น เรียนไม่เข้าใจ หรือมีข้อสงสัยแค่ลองพิมพ์ถาม AI ก็ได้คำตอบที่สั้น กระชับ เข้าใจได้ทันที หรือบางทีก็ให้เป็นติวเตอร์ส่วนตัวได้ด้วยนะคะ อย่างคุณลูกบ้านนี้ สอบกลางภาคที่ผ่านมา เขาถามขึ้นมาว่า แม่ ๆ ใบเลี้ยงคู่กับใบเลี้ยงเดี่ยวต่างกันยังไงนะ ? แม่ยังไม่ทันตอบ ลูกก็บอกว่า ได้คำตอบแล้ว ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือตอนนี้ลูกเราไม่ได้เรียนคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เขามี AI เป็นผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

ฝึกความคิดคิดสร้างสรรค์

ลูกใครชอบวาดรูป แต่งนิทาน หรือเล่นกับเสียงเพลงบ้างคะ ? เด็ก ๆ หลายคนใช้ AI ช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเขา
เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน หรือเอาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างสรรค์ในการบ้านหรือส่งงาน สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้เขาได้สนุกและเรียนเชิงบวกและจินตนาการไม่ได้จำกัด

แปลภาษา แปลบทความ

ทุกวันนี้ โลกของลูกไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือในภาษาไทยอีกต่อไปแล้วค่ะ เด็ก ๆ เจอข้อมูลที่น่าสนใจมากมายจากคลิป YouTube, เกม, หรือแม้แต่การ์ตูนที่เป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือภาษาต่างประเทศ  AI ช่วยให้เด็ก ๆ กล้าหยุดเพื่อ “ถาม” และ “เข้าใจ” ได้ทันที ทำให้โลกของการเรียนรู้ทั้งสนุกและได้รู้อย่างไม่จำกัด

แต่ถึงแม้ข้อดีของ AI จะมีมากมาย แต่หากเราใช้อย่างไม่เหมาะสมก็มีความเสี่ยงได้เหมือนกันนะคะ เพราะหากเราพึ่งพามากเกินไปจะทำให้เด็ก ๆ ขาดทักษะพื้นฐาน เช่น ให้ AI ทำการบ้าน อาจทำให้ขาดการคิดวิเคราะห์ และไม่ได้เข้าใจเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จริง รวมทั้งการเข้าถึงเนื้อหาอย่างไม่เหมาะสม เด็กอาจใช้ AI ค้นหาเรื่องที่เกินวัยหรือเข้าใจผิดจากข้อมูลที่ AI ตอบผิดพลาดได้  และอีกสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ ลดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว เพราะช่วงแรกดูเหมือนแค่ใช้เพื่อความสะดวก
แต่ถ้าเกิดบ่อย ๆ ก็อาจทำให้ลูกเริ่ม ห่างจากการคุยกับคนรอบตัวไปโดยไม่รู้ตัว ยิ่งในวัยประถม ที่กำลังหัดสื่อสาร ฝึกฟังความคิดเห็นของคนอื่น การคุยกับ AI ตลอดเวลา แทนที่จะคุยกับเพื่อน คุยกับครู คุยกับพ่อแม่ ซึ่งสิ่งพวกนี้เป็นส่วนสำคัญของทักษะทางสังคมและความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)

 และนี่คือวิธีที่แม่ ๆ ทำได้เลย เพื่อให้ลูกใช้ AI อย่างเหมาะสม

  1. วางกติกาและฝึกการใช้ คุยกับลูกแทนการตรวจสอบ

“ลองทำการบ้านเองก่อน แล้วให้ AI ช่วยตรวจดีไหมลูก”

“เรามาใช้ AI ได้วันละ 30 นาที ดีไหมคะ”

“เมื่อกี้ลูกถามอะไรไป เขาตอบว่าอะไร และลูกคิดอย่างไรกับคำตอบนั้น”

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างการคุยกับลูกง่าย ๆ เพื่อให้ได้รู้ความคิดลูก และยังคงได้ฝึกคิดวิเคราะห์ แยะแยะข้อมูลจาก AI เป็นจริงไหม ข้อมูลอัพเดทหรือเปล่า และเพื่อให้เขารู้ว่า AI ก็ผิดได้ ไม่ใช่ทุกอย่างจะถูกต้องเสมอไปเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้อย่างสร้างสรรค์ เช่น ถ้าแม่ใช้ AI หาเมนูอาหาร หรือวางแผนเที่ยว ลูกก็จะเห็นว่าเราก็ใช้มันอย่างสร้างสรรค์เหมือนกัน ลูกเห็นว่าเราหาข้อมูลจาก AI แต่เราก็ใช้วิจารณญานของเราเองด้วย ลูกจะเห็นว่าเราไม่ได้เชื่อและเลือกใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม ลูกก็จะซึมซับสิ่งนี้ไปด้วยค่ะ

ต้องยอมรับว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว และก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องกลัวนะคะ แค่เราสอนลูกให้ใช้ “อย่างมีสติ”
รู้ว่าอะไรควรถาม รู้ว่าอะไรควรตรวจสอล และให้เด็ก ๆ รู้ว่า สำหรับบางเรื่อง AI นั้นก็แทนไม่ได้ เช่น ความคิดของตัวเอง หรือความรู้สึกของคนเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือ…เราต้องอยู่กับลูก พูดคุยกับลูก และเรียนรู้ไปพร้อมกับเขาเพราะตัวเราเอง… ก็ได้เรียนรู้เช่นกัน

เรื่อง : แม่กุ๊ก

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.netpama.com/library/detail/519

Tags

SAMA Garden พื้นที่ให้ครอบครัวได้ชาร์จพลังท่ามกลางธรรมชาติ

วันหยุดสบาย ๆ ถ้าอยากให้ทั้งครอบครัวได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติจริง ๆ แนะนำให้มาที่ “SAMA Garden” สถานที่สีเขียวที่ตอบโจทย์ทุกคน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือสัตว์เลี้ยง ก็สามารถสนุกและผ่อนคลายไปพร้อมกันได้

ที่นี่เรียกตัวเองว่า “Green Lifestyle Centre” พื้นที่สีเขียวกว่า 11,000 ตารางเมตรใจกลางบางนา ตั้งอยู่ในบริเวณ BITEC BURI ไม่ได้มีดีแค่ความร่มรื่นของต้นไม้ แต่ยังเป็นแหล่งรวมกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัวคนเมืองในที่เดียว ทั้งโซนต้นไม้ให้เดินชม พื้นที่คาเฟ่บรรยากาศสวนให้พักผ่อนจิบกาแฟ เวิร์กช็อปสนุก ๆ สำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไปจนถึงโซนเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ที่ได้เล่นและสัมผัสธรรมชาติจริง ๆ ที่นี่จึงไม่ใช่แค่ “สวน” แต่คือจุดหมายของวันพักผ่อน ที่ให้ทั้งครอบครัวได้ชาร์จพลังและใช้เวลาใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

SAMA หรือ สมา คือ ส่วนหนึ่งของชื่อคำว่า สมาคม มาจากการอยากพลิกและสร้างสมาคมที่เราเชิญคนรักธรรมชาติและไลฟ์สไตล์มาพบกัน เกิดเป็นคอมมูนิตี้สีเขียวที่ไม่ใช่แค่สวน แต่คือ ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิต เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจได้ท่ามกลางธรรมชาติ

พอเดินเข้ามาใน SAMA Garden สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ “ความเขียว” ที่โอบเราไว้ทุกทิศ พื้นที่กว่า 11,000 ตารางเมตรนี้ถูกออกแบบให้เป็นเหมือนคอมมูนิตี้ของคนเมืองที่อยากใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติจริง ๆ ซึ่งที่นี่แบ่งออกเป็น 12 โซนหลัก แต่ละโซนมีเสน่ห์เฉพาะตัว และตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัวได้ครบเลย

1. House of Plants
โซนที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้กว่า 1,000 ชนิด ทั้งไม้กระถาง ไม้ใบ และของแต่งบ้านแนวธรรมชาติ ให้เดินชมเพลิน ๆ หรือเลือกซื้อต้นไม้ที่ถูกใจกลับไปเติมความสดชื่นให้บ้าน

2. Garden Gadgets Zone
รวมเครื่องมือและอุปกรณ์ดูแลต้นไม้ครบครัน ทั้งจากไทยและต่างประเทศ ตอบโจทย์ทุกการทำสวน

3. SOS: Plants Service Counter
ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ดูแลและฟื้นฟูต้นไม้ให้กลับมาเขียวสดอีกครั้ง

4. Kids Zone
พื้นที่ให้เด็ก ๆ สนุก เรียนรู้ และเติบโตไปกับธรรมชาติ พร้อมกิจกรรมและของเล่นที่ช่วยเสริมพัฒนาการ และสร้างแรงบันดาลใจให้รักธรรมชาติตั้งแต่เด็ก ๆ

5. Library Zone
มุมสงบและอบอุ่น เหมาะกับการนั่งพักหรืออ่านนิทานให้เด็ก ๆ มีหนังสือน่าอ่าน ของที่ระลึก และสินค้าธรรมชาติให้เลือกเพลิน ๆ

6. Workshop Zone
พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับทุกวัย จัดเวิร์กช็อปหลากหลายให้ลงมือทำจริง เช่น เวิร์กช็อป “สวนจิ๋ว” หรือกิจกรรมงานคราฟต์ที่จุดประกายไอเดีย

7. Lifestyle Hall
รวมของดีไซน์เก๋จากแบรนด์ไทย เน้นงานคราฟต์และแนวคิดรักษ์โลก เดินชมเพลิน ๆ ได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ สำหรับการแต่งบ้านและใช้ชีวิตแบบกรีน

8. Event Space
พื้นที่จัดอีเวนต์กลางสวน สวย อบอุ่น และร่มรื่น รองรับงานแต่ง ปาร์ตี้ หรืออีเวนต์องค์กร เป็นแรงบันดาลใจสีเขียวให้ทุกคนได้สัมผัส

9. Outdoor Lifestyle Zone
พื้นที่กลางแจ้งที่รวบรวมต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์สนาม และมุมถ่ายรูปสวย ๆ ให้พักผ่อนแบบเอาท์ดอร์สุดรื่นรมย์ เหมาะกับการใช้เวลาช้า ๆ ใต้ร่มไม้

10. Pets Zone
โซนสำหรับเพื่อนสี่ขา มีทั้งของเล่น ขนม และของใช้คุณภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง ครอบครัวไหนพาน้องหมามาด้วยรับรองต้องยิ้ม

11. GAYA Restaurant & Bar
เติมเต็มความสุขกายใจด้วยอาหารฟิวชั่นและเมนูสุขภาพ พร้อมบรรยากาศอบอุ่นสำหรับทุกคนในครอบครัว

12. GAYA Tea Room
คาเฟ่เรือนกระจกบรรยากาศดี เสิร์ฟชาและกาแฟหอมกรุ่น เหมาะกับการนั่งพัก ชิลล์ท่ามกลางธรรมชาติ

SAMA Garden – พื้นที่สีเขียวที่ให้ครอบครัวได้เติบโตไปพร้อมธรรมชาติ
ครบจริง ๆ ทั้งลูกได้เล่น แม่ได้พัก พ่อได้ชิล เป็นอีกหนึ่งที่ประจำวันหยุดที่อยากกลับมาอีกแน่นอน

เพราะบางที “ความสุขของครอบครัว” ก็เริ่มจากการได้ออกไปสูดอากาศดี ๆ ด้วยกัน


SAMA Garden, BITEC BURI
โทร: 063-982-7446
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://samagardenthailand.com/

วัน-เวลาทำการ
วันอังคาร-วันศุกร์ 10:00–19:00
วันเสาร์-อาทิตย์ 10:00–20:00

Editor : mylittlewawa

ภาพ : ศุภกร  ศรีสกุล

Scientia
ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนมีลูก ๆ ที่ช่างสังเกต ช่างสงสัย หรือชอบตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ รู้ไหมคะว่า…นิสัยเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของ “นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย” เลยล่ะค่ะ!  School Visit วันนี้จะชวนเด็ก ๆ มาปลุกความอยากรู้อยากเห็นนั้นให้เต็มที่กับ หลักสูตรวิทยาศาสตร์แสนสนุกที่ “Scientia Bangkok ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์” ที่นี่เด็ก ๆ จะได้ทดลอง ค้นพบและสร้างสรรค์ไปกับกิจกรรมที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์ตัวจริง! บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด

จากวันแรกจนถึงวันนี้

Scientia Bangkok เปิดสอนเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2550 ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 สาขา สำหรับสาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่เราได้มาเยี่ยมชมในวันนี้ เป็นสาขาที่ 2 ซึ่งเปิดทำการมาแล้วกว่า 12 ปี ก่อตั้งโดยคุณครูใหม่ – จันทพร ภัทรเบญจพล และคุณศิริพันธ์ ภัทรเบญจพล สองนักวิทยาศาสตร์ผู้มีใจรัก และอยากถ่ายทอดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก ๆ โดยเริ่มต้นจากการสอนลูกสาว ทดลองทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในรูปแบบ “ทำไป เล่าไป เล่นไป” ให้ลูกได้ลงมือทำจริง จนเห็นผลลัพธ์และสังเกตว่าลูกสนุกกับการเรียนรู้มากกว่าการนั่งท่องจำ หลังจากนั้นจึงได้ชักชวนเพื่อน ๆ ของลูกมาจับกลุ่มเล็ก ๆ เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ในเวลาต่อมาก็เริ่มขยับขยายเป็นสถาบันสอนพิเศษ จนปัจจุบันจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้ก็กลายเป็นแนวคิดในการสร้างหลักสูตรวิทยาศาสตร์สนุก ๆ สำหรับเด็กที่ Scientia

หลักสูตรของ Scientia

หลักสูตรของ Scientia เน้นการทดลองจริง เพื่อให้รู้จริงค่ะ ตามแนวคิดของสถาบันคือ“อยากเก่งวิทย์ต้องทดลอง” เพราะ Scientia เชื่อมั่นว่าการเรียนรู้ผ่านทฤษฎีอย่างเดียวหรือการจำแค่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การลงมือทำจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น หลักสูตรก็มีทั้งสำหรับเด็กเล็กและเด็กโต ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมต้นหลักสูตรของ Scientia เน้นการทดลองจริง เพื่อให้รู้จริงค่ะ ตามแนวคิดของสถาบันคือ“อยากเก่งวิทย์ต้องทดลอง”  เพราะ Scientia เชื่อว่าการเรียนรู้ผ่านทฤษฎีอย่างเดียวหรือการจำแค่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การลงมือทำจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น ที่สำคัญหลักสูตรก็มีทั้งสำหรับเด็กเล็กและเด็กโตหรือตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมต้นเลยค่ะ

  • คอร์สเรียนสำหรับเด็ก อนุบาล 3-ประถมต้น

เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยชอบตั้งคำถาม เพราะฉะนั้นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จะช่วยให้พวกเขาค้นหาคำตอบได้เป็นอย่างดี สำหรับคลาส Kids Science เป็นคลาสสำหรับเด็กอนุบาล – ประถม 1 เด็ก ๆ จะได้เรียน 1 คาบ ค่ะ คาบละ  1 ชั่วโมง เน้น Play &Learn  ในขณะเดียวกันเด็ก ๆก็จะได้ทำการทดลองแทบ 100%  ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์รอบ ๆ ตัวเด็กแบบง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องลูกโป่งสวรรค์ หรือแมลงตัวน้อย ประสาทสัมผัส ร่างกายน่ารู้ และฟองสบู่เป็นต้น สิ่งเหล่านีช่วยปลูกฝังให้เด็ก ๆ รักที่จะเรียนวิทยาศาสตร์  นอกจากนี้ยังมีคลาส Fun Science และ Smart Science ซึ่งเป็นคลาสเรียนสำหรับพี่ประถม 2 – 3 ก็จะมีความเข้มข้นขึ้นมาอีกระดับ เช่น การชั่ง ตวง วัด ไฟฟ้าในบ้าน อากาศ ระบบสุริยะ กรดและเบสเป็นต้น 

  • Genius Science ,Explorer Science, Competitive Science

เป็นคลาสเรียนสำหรับเด็กประถม 4-6  กับหลักสูตรที่เน้นการทดลองบอกเลยว่าเข้มข้นไม่แพ้กัน นอกจากจะมีทั้งคอร์สช่วงเปิดเทอมแล้ว ช่วงปิดเทอมก็มีคลาสสนุก ๆ แบบจัดเต็ม นอกจากนี้ยังคอร์สเข้มข้นสำหรับพี่ ๆ ชั้นประถม 6 เพื่อเตรียมสอบเข้า ม.1 โรงเรียนที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ อีกด้วย

  • Intensive Lab

สำหรับพี่ ๆ มันธยมต้นจะเน้นการทดลองเป็นหลัก Scientia จึงเนรมิตห้องเรียนให้กลายเป็น Lab  ที่มีอุปกรณ์แบบจัดเต็ม เด็ก ๆ จะได้เรียนทั้งทฤษฎีและปฎิบัติ นอกจากนี้ยังมีการทำแบบฝึกหัด ในระยะเวลา 2 ชั่วโมง โดยแบบฝึกหัดก็จะเป็นข้อสอบที่มาจากสนามแข่งขันจริงเพื่อให้เด็กได้ฝึกและทดลองทำ

ทีมคุณครูคุณภาพ

คุณครูที่ Scientia เป็นคุณครูที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีค่ะ มีทั้งครูที่จบศึกษาศาสตร์ เพื่อช่วยในเรื่องพัฒนาการและบูรณาการให้กับเด็ก ๆ และยังมีทีมครูที่มีอาชีพนักวิทยาศาสตร์โดยตรงไม่ว่าจะเป็น นักฟิสิกส์ นักเคมี นักชีววิทยา นอกจากนี้ยังมีทีมนักวิจัยมากมาย ทั้งจาก สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) กระทรวงสาธารณสุข และบริษัทยาเอกชน ที่จะมาช่วยสอนในช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ด้วยค่ะ

คุณครูใหม่ – จันทพร ภัทรเบญจพล

เก่งวิทย์แบบไม่ต้องเดินทาง

นอกจากนี้ Scientia ยังมีคอร์สเรียนออนไลน์ สำหรับเด็กต่างจังหวัดหรือนักเรียนที่ไม่สะดวกมาเรียนที่สถาบัน และยังสามารถทดลองได้ตามคลาสด้วย หลักสูตรเดียวกัน จัดส่งอุปกรณ์ทดลอง ส่งให้ที่บ้าน เรียนพร้อมกันกับนักเรียนในคลาสหรือจะดูคลิป VDO ก็ได้เช่นกัน สะดวกมาก ๆ

LABORATORY CONTEST

ที่ Scientia มักจะคัดเลือกเด็ก ๆ จากสถาบันไปเข้าร่วมแข่งขันวิทยาศาสตร์ในงานต่าง ๆ อยู่เสมอ และที่สำคัญ Scientia ยังเป็นผู้ก่อตั้งและจัดการแข่งขันทดลองวิทยาศาสตร์ LABORATORY CONTEST ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้น้อง ๆ นักเรียนชั้นประถมปลายได้ร่วมแข่งขัน สร้างประสบการณ์จริง และฝึกทักษะวิทยาศาสตร์หลากหลาย ใครสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเพจของ Scientia https://www.facebook.com/Scientiakid หรือเว็บไซต์ Scientia

ถ้วยรางวัล ถ้วยรางวัลแข่งวิทยาศาสตร์ Scientia ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์
น้องข้าวสุข เริ่มเรียนที่นี่ตั้งแต่ชั้นอนุบาล คว้ารางวัลมาแล้วมากมาย

Mommy Love This ถูกใจแม่!

  1. Scientia มี 4 สาขา คือ สาขาพญาไท สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว และสาขาทรีออนธรี พระราม 3 โดยหลักการสอนของแต่ละสาขาเหมือนกันหมดค่ะ ดังนั้นในสัปดาห์เดียวกัน เด็ก ๆ ทุกสาขาจะเรียนเนื้อหาเดียวกัน สามารถโยกย้ายสาขาได้อย่างสะดวกด้วยค่ะ สะดวกที่ไหนไปที่นั่นได้เลย
  2. มีหนังสือที่ใช้ข้อสอบเป็นตัวตั้งเพื่อให้เด็กทำความเข้าใจง่ายขึ้น จัดทำขึ้นโดยทีมงาน Scientia ค่ะ เด็ก ๆ สามารถซื้อกลับไปอ่านที่บ้านได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์จัดเป็นชุดจำหน่ายอีกด้วยนะ
  3. Scientia ได้รับการประเมินคุณภาพหลักสูตรการเรียนการสอนจากประเทศฟินแลนด์ ภายใต้เกณฑ์ Edtech Impact ประเภท High Quality Standard ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการเรียนการสอนระดับสากล ดังนั้นก็การันตีได้ว่าหลักสูตรมีคุณภาพมาก ๆ ค่ะ
Scientia เรียนวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์แสนสนุก ที่่เรียนพิเศษ ทดลองวิทยาศาสตร์ กิจกรรมสำหรับเด็ก กิจกรรมหลังเลิกเรียน กิจกรรมสนุก Scientia Bangkok หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์
หนังสือที่ใช้ข้อสอบเป็นตัวตั้งเพื่อให้เด็กทำความเข้าใจง่ายขึ้น
มาตรฐานการเรียนการสอนระดับสากล ได้รับการประเมินคุณภาพจากประเทศฟินแลนด์

Scientia ซายเอนเทีย ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์

สาขา Central Pinkral Tower B ชั้น 8

โทร.02-689-2113,085-800-4848

Facebook : https://www.facebook.com/Scientiakid

Line : @scientia

Website : scientia

Editor : แม่เลม่อน

ภาพ : ศุภกร ศรีสกุล

อ่านบทความอื่น ๆ ต่อได้ที่

พฤติกรรมก้าวร้าวแบบไหน คือรุนแรง และพ่อแม่ควรกังวล

“พฤติกรรมก้าวร้าวในเด็ก แค่ไหนคือปัญหา หรือเป็นแค่ช่วงวัย? ”

 คุณแม่เคยรู้สึกเป็นกังวลใช่ไหมคะ เวลาที่เห็นเจ้าตัวน้อยที่น่ารักของเรากลายร่างเป็นเจ้าหนูขี้โมโหเวลาที่ไม่พอใจอะไรสักอย่าง และเรามักมีคำถามในใจว่า ลูกเราเป็นอะไร  เราดูแลเขาได้ไม่ดีหรือเปล่า หรือ แบบนี้ผิดปกติไหมนะ  แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ค่ะ เพราะเด็กๆนั้นยังไม่รู้วิธีจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ทำให้เขาเผลอแสดงพฤติกรรมไม่น่ารักออกมา สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ต้องรับมือกับอารมณ์ของตนเองก่อน ไม่รีบดุ ว่ากล่าว หรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ที่รุนแรงกลับ

เพราะเมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยอนุบาลหรือประถม พฤติกรรมของเขาจะเริ่มซับซ้อนขึ้น ทั้งทางด้านอารมณ์ สังคม และการแสดงออก การที่ลูกแสดงความก้าวร้าวบ้าง เช่น งอแง โวยวาย หรือผลักเพื่อน เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในช่วงวัยนี้ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมก้าวร้าวบางอย่างอาจไม่ใช่แค่ “พฤติกรรมธรรมดาตามวัย” แต่อาจเข้าข่าย พฤติกรรมก้าวร้าวที่รุนแรง ซึ่งควรสังเกตและดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูก ความสัมพันธ์ในครอบครัว และการปรับตัวของเขาในโรงเรียนได้ค่ะ

พฤติกรรมก้าวร้าวแบบไหนบ้างที่เรียกว่า รุนแรง และพ่อแม่ควรกังวล ?

  1. เกิดขึ้นบ่อย ถ้าคุณแม่สังเกตว่าลูก ๆ มีพฤติกรรมก้าวร้าวแบบซ้ำ ๆ เช่น ตีเพื่อน พูดด้วยอารมณ์รุนแรงและมีคำหยาบ ตะโกนใส่คนรอบข้าง หรือขว้างปาข้าวของ แม้เราจะคอยเตือนหรือสอนหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ตาม ซึ่งพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ ๆ เช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ลูกอาจมีปัญหาในการจัดการอารมณ์หรือไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกและบอกความต้องการได้อย่างเหมาะสม ซึ่งหากเราละเลยและปล่อยไว้อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอารมณ์ในระยะยาวได้ค่ะ
  2. มีความรุนแรง ถึงแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่หากพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกมานั้นรุนแรงและก้าวร้าวเกินวัย หรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่นหรือตนเอง ก็ถือว่าเข้าข่ายที่น่าเป็นห่วงและต้องแก้ไข เช่น ลูกใช้ของตีหัวเพื่อนในห้องเรียน หรือใช้คำพูดที่รุนแรงเพียงเพราะไม่พอใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนรอบข้างได้
  3. ส่งผลกระทลต่อความสัมพันธ์และการดำเนินชีวิตประจำวัน ถ้าพฤติกรรมของลูกเริ่มส่งผลอย่างชัดเจน เช่น เพื่อนไม่อยากเล่นด้วย หรือที่บ้านพ่อกับแม่ทะเลาะกันเพราะพฤติกรรมของลูก หรือทำให้ชีวิตประจำวันของเขาและคนรอบข้างไม่เป็นปกติ นั่นเป็นสัญญาณว่าลูกต้องได้รับดูแลอย่างจริงจัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าครอบครัวและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กเล็ก พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ด้วยการควบคุมอารมณ์และหลีกเลี่ยงการดุหรือลงโทษด้วยความรุนแรง ควรสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ควบคู่กับการสอนทักษะควบคุมอารมณ์และส่งเสริมพฤติกรรมดีด้วยคำชื่นชนหรือบอกถึงพฤติกรรมที่เขาควรทำ เพื่อให้เด็กเรียนรู้วิธีแสดงออกอย่างเหมาะสม ดังนั้น เรามาดูวิธีที่พ่อแม่สามารถช่วยปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของลูกกันค่ะ

  1. ยอมรับอารมณ์ของเด็ก แต่ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
    เช่น “หนูโกรธได้นะ แม่เข้าใจ แต่เราไม่ตีใครนะ” เพื่อให้เด็กรู้ว่ารู้สึกโกรธได้แต่ต้องแสดงออกอย่างถูกวิธี
  2. เข้าควบคุมสถานการณ์ทันทีหากเกิดอันตราย
    ถ้าเด็กใช้ความรุนแรง เช่น ตีหรือทำร้ายตัวเอง ให้พาออกจากสถานการณ์นั้นอย่างปลอดภัยทันที
  3. รับฟังเด็กอย่างตั้งใจ ไม่รีบตัดสินหรือดุ
    ให้เวลาลูกพูดความรู้สึก เพื่อเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรมนั้น และช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์ตัวเอง
  4. ชี้แจงเหตุผลและผลลัพธ์อย่างเข้าใจง่าย
    อธิบายด้วยคำพูดที่เด็กเข้าใจ เช่น “ถ้าเราโกรธแล้วตีน้อง น้องจะเจ็บและเสียใจนะ” เพื่อให้เด็กเรียนรู้ผลของการกระทำ
  5. หลีกเลี่ยงการใช้คำดูถูก หรือคำตำหนิแบบติดป้าย เช่น เมื่อเห็นลูกไม่พอใจแล้วตีเพื่อน ควรหลีกเลี่ยง “ทำไมนิสัยไม่ดีแบบนี้ ตีเพื่อนได้ยังไง” เปลี่ยนเป็น “ แม่เข้าใจว่าลูกโกรธ แต่เพื่อนเจ็บนะ เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นเล่าให้แม่ฟังได้ไหม”
  6. ให้เด็กรับผิดชอบผลของการกระทำ หมายถึง ไม่ปกป้อง ไม่ลงโทษเกินกว่าเหตุ แต่ให้เขา เผชิญและเรียนรู้จากผลลัพธ์ ของพฤติกรรมที่เขาเลือกทำด้วยตัวเอง สิ่งที่ไม่ควรทำคือ ขอโทษแทนลูก หรือ ดุลงโทษลูกแรงๆต่อหน้าคนอื่น เราควรให้ลูกเรียนรู้และรับผิดชอบการกระทำนั้น เช่น “ลูกอาจจะโกรธ แต่การตีทำให้คนอื่นเจ็บ ลูกคิดว่าควรแก้ยังไงดี ”

พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กเล็กเป็นเรื่องที่พบได้ค่ะ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงเกินไป พ่อแม่ควรรีบจัดการอย่างเหมาะสม และพ่อแม่คือแบบอย่างที่สำคัญที่สุด อย่าลืมควบคุมอารมณ์ตัวเองก่อน สร้างบรรยากาศอบอุ่น และสอนลูกให้รู้จักควบคุมอารมณ์อย่างถูกวิธีเมื่อเด็กก้าวร้าว ต้องยอมรับอารมณ์ที่ไม่น่ารักของเขา พร้อมรับฟังและเข้าใจลูกด้วยวิธีเหล่านี้ เพื่อให้เด็กน้อยคนเก่งของเราเติบโตอย่างมีสุขภาพใจที่ดีและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.manarom.com

นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย
กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลมนารมย์

เรื่อง: แม่กุ๊ก

Tags