นมยูเอชทีตราหมี พรีไบโอพลัส ดีเอชเอ ดีรอบด้าน

เชื่อไหมคะ พอถึงวัยที่ลูกเริ่มโต สิ่งที่ทำให้เราต้องปวดหัวเป็นอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้นพฤติกรรม “การเลือกกิน” ผักไม่ยอมแตะ  เลือกกินแต่ของที่ตัวเองชอบจนคนเป็นแม่กังวลว่าจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน บางวันท้องผูก ขับถ่ายยาก และป่วยบ่อยๆ คุณแม่เร่งหาเกราะป้องกันจากภายใน เพื่อเสริมสร้างให้ลูกมีร่างกายดี และสมองดี   พร้อมเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในทุกวันอย่างสดใส ขอแนะนำให้รู้จัก “พรีไบโอพลัส ดีเอชเอ”ช่วยให้ลูกรักกลับมา “ดีรอบด้าน” กันค่ะ

มาทำความรู้จัก”พรีไบโอพลัส ดีเอชเอ” สองพลังสำคัญเพื่อลูกดีรอบด้าน

พรีไบโอพลัส ดีเอชเอ คือ การผสานสองสารอาหารสำคัญที่ช่วยดูแลลูกวัยเรียนให้ดีรอบด้านพร้อมเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ โดย พรีไบโอติก (prebiotic) หรือใยอาหารจากธรรมชาติ ช่วยเพิ่มสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ส่งเสริมระบบขับถ่ายให้ทำงานอย่างเป็นปกติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ เมื่อระบบลำไส้สมดุลดี ลูกก็พร้อมสดใส อารมณ์ดี และมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ในทุกวัน พรีไบโอติกมีในพืชผักผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ฝรั่ง กะหล่ำปลี และธัญพืช เป็นต้น

ดีเอชเอ (DHA) กรดไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งในโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นในการเสริมสร้างพัฒนาการของระบบประสาทและสมอง ความจำ การเรียนรู้ และสายตา เด็กวัยเรียนควรได้รับดีเอชไอให้เพียงพออยู่ที่ประมาณ 100-250 มิลลิกรัมต่อวัน ดีเอชเอพบมากในปลาน้ำจืด และปลาทะเล

แม้ร่างกายสามารถได้รับสารอาหารทั้งสองอย่างนี้จากอาหารธรรมชาติ แต่อาจไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ต้องการของร่างกาย ทั้งจากพฤติกรรมการกินอาหาร เช่นเลือกกิน กินซ้ำ และไม่กินผัก รวมถึงกลุ่มเสี่ยงต่อการแพ้อาหารทะเล จึงทำให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ 

นมยูเอชที ตราหมี พรีไบโอพลัสดีเอชเอ 

นมกล่องยูเอชที ตราหมี พรีไบโอพลัสดีเอชเอ กล่องเหลืองได้รวมทั้งพรีไบโอติกและดีเอชเอมาไว้ในกล่องเดียว เสริมพลัง “พรีไบโอพลัสดีเอชเอ” ให้ลูกวัยคิดส์พร้อมเรียนรู้ และสนุกกับทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ 

นมกล่องยูเอชที ตราหมี พรีไบโอพลัสดีเอชเอ ผสมใยอาหารพรีไบโอติก ช่วยให้ขับถ่ายดีท้องไม่ผูก พร้อมกับสารอาหารสำคัญบำรุงสมองจาก ดีเอชเอ, โอเมก้า 3 6 9 สูง 3 เท่า และวิตามินบี12 สูง ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

พร้อมสารอาหารหลากหลายทั้ง วิตามินซีสูงและโฟเลต ช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ธาตุเหล็ก วิตามินดีสูง และแคลเซียมสูง ด้วย 3 สูตรที่เหมาะกับวัย ดื่มง่าย ในรสชาติที่ลูกชื่นชอบพร้อมได้สารอาหารอัดแน่นเต็มกล่อง

นมยูเอชที ตราหมี

นมยูเอชที ตราหมีพรีไบโอพลัสดีเอชเอ สูตร 3 รสจืด สำหรับลูกวัยหัดดื่ม คุณแม่สามารถเลือกให้เป็นนมกล่องแรกวางใจได้ด้วยสารอาหารเต็มกล่อง ไม่มีน้ำตาล รสชาติอร่อยถูกใจเด็ก

นมยูเอชที ตราหมี

นมยูเอชที ตราหมีพรีไบโอพลัสดีเอชเอ สูตร 3 รสน้ำผึ้งสำหรับเด็ก 1 คิดค้นมาให้หอมหวานอร่อยด้วยการผสมน้ำผึ้งแท้ รสชาติกลมกล่อมสไตล์นมหมีที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ ช่วยให้ช่วงเวลาดื่มนมเป็นเรื่องง่ายและมีความสุขมากขึ้น พร้อมได้รับสารอาหารสำคัญที่ช่วยดูแลการเติบโตและพัฒนาการอย่างดีในทุกวัน

นมยูเอชที ตราหมีพรีไบโอพลัสดีเอชเอ สูตร 4 รสจืด สำหรับลูกวัยเรียน ที่ต้องใช้ทั้งสมองและร่างกายเพื่อเรียนรู้ ทำกิจกรรม และพบเจอประสบการณ์ใหม่ๆตลอดวัน มีนมกล่องยูเอชทีพกติดกระเป๋า ให้ลูกดื่มระหว่างวันก็พร้อมเติมพลังจากพรีไบโอพลัสดีเอชเอให้กับร่างกายเต็มที่แล้ว

มองหานมยูเอชที ตราหมี พรีไบโอพลัส ดีเอชเอ ได้แล้ววันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อก้าวแรกที่แข็งแรงของลูกรัก หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่เลยค่ะ

🛒 Shopee คลิกสั่งซื้อ > https://shp.ee/f16d4e62

🛒 Lazada คลิกสั่งซื้อ >https://www.lazada.co.th/shop/nestle-milk

🛒 Tiktok คลิกสั่งซื้อ > https://www.tiktok.com/@nestle_milk_th

ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

Tags

S-26 GOLD PRO HA 3

ใหม่! S-26 GOLD PRO HA 3 นมสูตรที่มี PHP และ 5HMOs เป็นเกราะป้องกันสำหรับลูกรักวัย 1 ปีขึ้นไป

ช่วงนี้คุณแม่หลายบ้านทักมาถามกันเยอะมากค่ะว่าทำไม S-26 GOLD PRO HA 3 สูตรใหม่! ถึงเป็นตัวช่วยที่คุณแม่ยุคนี้ไว้วางใจ วันนี้ Amarin Baby & Kids จะพาทุกคนไปเจาะลึกความพิเศษของสารอาหารสำคัญอย่าง PHP และ 5 HMOs ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยคลายกังวลเรื่องภูมิแพ้ให้ลูกน้อยกันค่ะ

เพราะเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ที่กำลังน่ารักและชอบออกไปลุยเพื่อเจอสิ่งใหม่ๆ รอบตัวในทุกวันเลยค่ะ แต่ในขณะเดียวกันคุณแม่หลายท่านก็มักจะสอบถามกันเข้ามาเยอะมาก ว่าแอบเป็นห่วงและกังวลกับสิ่งแวดล้อมภายนอก ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยและฝุ่นละอองต่างๆ ที่อาจเป็นตัวกระตุ้นทำให้ลูกรักเกิดอาการภูมิแพ้ได้ง่าย เราจึงอยากแนะนำว่าการเตรียมความพร้อมด้านโภชนาการเพื่อสร้างเกราะป้องกันให้ร่างกายของเขาแข็งแรงจากภายใน เป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ลูกน้อยพร้อมออกไปสนุกได้อย่างเต็มที่ค่ะ

S-26 GOLD PRO HA 3

ใหม่ S-26 GOLD PRO HA 3 กล่องนี้โดดเด่นด้วยการคัดสรรสารอาหารสำคัญที่เป็นหัวใจหลักในการช่วยดูแลและลดความเสี่ยงภูมิแพ้

  • PHP (Partially Hydrolyzed Protein): เวย์โปรตีนที่ผ่านกระบวนการย่อยบางส่วน ทำให้ร่างกายของลูกน้อยดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้
  • 5 HMOs (Human Milk Oligosaccharides): ใยอาหาร 5 ชนิด เสริมภูมิคุ้มกันจากภายใน กลุ่มใยอาหารโอลิโกแซคคาไรด์ที่สำคัญถึง 5 ชนิด ได้แก่ 2’FL, DFL, LNT, 6’SL และ 3’SL ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร เพื่อเตรียมร่างกายของลูกน้อยให้พร้อมเผชิญกับปัจจัยกระตุ้นต่างๆ รอบตัวในแต่ละวันสารอาหารครบถ้วน เพื่อการเรียนรู้ที่สมวัย

นอกจากนี้ ยังครบถ้วนด้วยสารอาหารจำเป็นอื่นๆ ทั้ง โพรไบโอติก B. lactis  ดีเอชเอ เออาร์เอ โอเมก้า 3, 6, รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ที่ทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโต พัฒนาการทางสมอง และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลูกรักวัย 1 ปีขึ้นไปให้แข็งแรงสมวัย

เพราะพื้นฐานสุขภาพที่ดี…ช่วยให้ลูกพร้อมลุยทุกสถานการณ์

การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความกังวลเรื่องภูมิแพ้อย่าง ใหม่! S-26 GOLD PRO HA 3 จึงเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันจากภายใน ให้เขาพร้อมออกไปเรียนรู้โลกกว้างและสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และมั่นใจ หากคุณแม่กำลังมองหาโภชนาการที่เน้นการลดความเสี่ยงภูมิแพ้และเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก กล่องนี้คือคำตอบที่ใช่สำหรับทุกครอบครัวค่ะ

หากคุณแม่กำลังมองหาโภชนาการที่หลากหลาย เพื่อลูกรักวัย 1 ปีขึ้นไป S-26 GOLD PRO HA 3 กล่องนี้คือตัวช่วยที่ตอบโจทย์สำหรับทุกครอบครัวค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.s-momclub.com/products/s26-gold-pro-ha3
หรือสั่งซื้อออนไลน์  Lazada , Shopee

**ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

เก็บสเต็มเซลล์ทารกแรกคลอด

เก็บสเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด ดีไหม? รู้จักประโยชน์และการเลือกธนาคารสเต็มเซลล์

รู้จัก “สเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด ” เทคโนโลยีเพื่ออนาคตสุขภาพ พร้อมมาตรฐานการจัดเก็บจาก MEDEZE Group

ทุกวันนี้การวางแผนเรื่องสุขภาพในอนาคตทำได้ตั้งแต่แรกเกิด ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างการจัดเก็บสเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด  ซึ่งถือเป็นทรัพยากรทางชีวภาพที่มีศักยภาพสูง และอาจมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของลูกในอนาคต การทำความเข้าใจว่าสเต็มเซลล์ทารกแรกเกิด คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และควรเลือกจัดเก็บอย่างไรให้ได้มาตรฐาน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนสุขภาพระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพและทั้งหมดนี้ อ่านได้ที่นี่!

สารบัญ

สเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด คืออะไร และทำไมจึงสำคัญตั้งแต่แรกเกิด

สเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด คือเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถพบได้จากเลือดในสายสะดือ และเนื้อเยื่อสายสะดือของทารกแรกคลอด เซลล์เหล่านี้มีความสามารถพิเศษในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด  ปัจจุบัน สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อสายสะดือถูกนำไปศึกษาและวิจัยใช้ในวงการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) ซึ่งในปัจจุบันมีงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับ อาทิ โรคเบาหวาน, โรคข้อเข่าเสื่อม ,โรคตับแข็ง,โรคหัวใจขาดเลือด, โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน,โรคพุ่มพวง(SLE), โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง,โรคพาร์คินสัน,โรค GVHD,โรครูมาตอยด์,โรคสะเก็ดเงิน , โรคออทิสติก,โรคจอประสาทตาเสื่อม,Rejuvenation Therapy, CerebralPalsy เป็นต้น

ประโยชน์ของการฝากเก็บสเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด เพื่อโอกาสในการดูแลสุขภาพในอนาคต

ข้อดีของการเก็บสเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด

การฝากเก็บสเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการวางแผนสุขภาพระยะยาวที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีประโยชน์ในหลายด้าน ดังนี้

  • สเต็มเซลล์ของเด็กทารกแรกคลอดเป็นแหล่งสเต็มเซลล์ที่อายุน้อยและคุณภาพดีที่สุด 
  • เก็บง่าย ไม่เจ็บ และไม่กระทบแม่หรือเด็ก
  • ใช้รักษาโรคทางโลหิตและภูมิคุ้มกันได้
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ธาลัสซีเมีย
  • ภาวะไขกระดูกล้มเหลว
  • โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด
  • โอกาสเข้ากันได้กับคนในครอบครัว
  • ลูกมีโอกาสใช้กับตัวเองได้ 100% (Autologous use)

นอกจากนี้ การเก็บสเต็มเซลล์ทารกแรกคลอดเป็นโอกาสครั้งเดียว สเต็มเซลล์จากสายสะดือสามารถเก็บได้เฉพาะช่วงคลอดเท่านั้น หากไม่ได้เก็บในวันคลอด จะไม่สามารถย้อนกลับมาเก็บใหม่

ปัจจุบันวงการแพทย์ทั่วโลกให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสเต็มเซลล์มากขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสสูงในอนาคตอันใกล้นี้ที่จะมุ่งสู่การใช้เซลล์ต้นกำเนิดอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการเก็บสเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอดจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพของลูกน้อยที่ดีที่สุด

สเต็มเซลล์เด็กทารกแรกคลอด เก็บจากส่วนไหนได้บ้าง

สเต็มเซลล์ทารกแรกคลอดสามารถเก็บได้จากแหล่งสำคัญในช่วงเวลาหลังคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์ยังมีความสมบูรณ์สูง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • เลือดในสายสะดือนั้นอุดมไปด้วยเซลล์ต้นกำเนิดชนิดเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells: HSCs) ซึ่งมีศักยภาพทางการแพทย์สูง มีความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งทารกแรกเกิดและคุณแม่ มีศักยภาพในการรักษาโรคเลือดและโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันได้มากกว่า 80 โรค
  • เนื้อเยื่อสายสะดือ ( Cord Tissue) เนื้อเยื่อสายสะดือเป็นอีกแหล่งสำคัญของสเต็มเซลล์ชนิด Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรก (placenta) มีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นเซลล์เนื้อเยื่อหลากหลายชนิด เช่น เซลล์กระดูก เซลล์กระดูกอ่อน และเซลล์กล้ามเนื้อ เป็นแหล่งของ MSCs ที่ศักยภาพในการนำไปรักษาโรคที่ดีที่สุด
เก็บสเต็มเซลล์ทารกแรกคลอด

เลือกธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์อย่างไร ให้มั่นใจในมาตรฐานระยะยาว

การเลือกสถานที่ฝากเก็บสเต็มเซลล์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของเซลล์ โดยควรพิจารณาจากองค์ประกอบหลักที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและมาตรฐานระดับสากลทั้งนี้รวมไปถึงความมั่นของบริษัทในระยะยาว

ปัจจัยสำคัญคือการได้รับการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ อาทิ มาตรฐาน AABB (American Association of Blood Bank), NEBB ( National Environmental Balancing Bureau; USA) , ISO9001:2015, GMP, ISCT ( International Society for cellular Therapy) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงคุณภาพของห้องปฏิบัติการและระบบการจัดเก็บ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ความมั่นคงขององค์กรผู้ให้บริการ เนื่องจากการจัดเก็บสเต็มเซลล์เป็นการวางแผนระยะยาวหลายสิบปี การเลือกบริษัทที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้จึงช่วยเพิ่มความมั่นใจ อย่างที่บริษัท MEDEZE เป็นผู้ให้บริการธนาคารสเต็มเซลล์รายเดียวในประเทศไทยที่เป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่หลายครอบครัวมั่นใจในการวางแผนจัดเก็บสเต็มเซลล์ระยะยาวมากขึ้น

มาตรฐานการจัดเก็บสเต็มเซลล์ระดับสากล จาก MEDEZE Group

เก็บสเต็มเซลล์ทารกแรกคลอด

ในกลุ่มผู้ให้บริการด้านธนาคารสเต็มเซลล์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ MEDEZE Group (เมดีซ กรุ๊ป) ได้รับการยอมรับในฐานะองค์กรที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และระบบห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานระดับสากล

กระบวนการของ MEDEZE Group ครอบคลุมตั้งแต่การคัดแยก การวิเคราะห์ การเพาะเลี้ยง ไปจนถึงการจัดเก็บสเต็มเซลล์ ภายใต้ระบบคุณภาพที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน AABB และ ISO 9001:2015 โดยมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูง  AXP AutoXpress® Platform มาใช้ในการคัดแยกเซลล์ เพื่อให้ได้เซลล์ในปริมาณสูงสุดถึง 98.7% และช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน นอกจากนี้ MEDEZE Group ยังเป็นธนาคารสเต็มเซลล์รายเดียวในไทยที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผ่านการเข้าร่วมโครงการ ATMPs Sandbox ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อรองรับแนวโน้มการรักษาในอนาคต

การวางแผนสุขภาพลูกตั้งแต่วันนี้ คือการเตรียมความพร้อมเพื่ออนาคต

การฝากเก็บสเต็มเซลล์ลูก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการวางแผนสุขภาพระยะยาว เป็นแนวทางที่สอดรับกับการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalised Healthcare) และการมีอายุยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดี (Longevity) ซึ่งกำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นทั่วโลก

การมีสเต็มเซลล์ของลูกจัดเก็บไว้ตั้งแต่แรกเกิด ควรจะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับครอบครัว ในการเตรียมพร้อมต่อความไม่แน่นอนด้านสุขภาพในอนาคต ดังนั้น ด้วยศักยภาพด้านเทคโนโลยี มาตรฐานระดับสากล และความเชี่ยวชาญของทีมงาน MEDEZE Group (เมดีซ กรุ๊ป) นี่คือหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับครอบครัวที่ต้องการวางแผนสุขภาพของลูกอย่างรอบคอบ และมองไกลถึงคุณภาพชีวิตในระยะยาว

การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตสุขภาพที่มั่นคงของลูกในวันข้างหน้า

Tags

S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง

รีวิวเจาะลึก นมรูปแบบใหม่! S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง ตอบโจทย์แม่ยุคใหม่ที่เวลาคือสิ่งสำคัญ

การก้าวเข้าสู่บทบาท “คุณแม่” คือการเดินทางที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าประทับใจในทุก ๆ วันใช่ไหมคะ เพราะทุกการดูแลคือความตั้งใจที่คุณแม่เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของโภชนาการที่คุณแม่อยากให้ลูกได้รับคุณค่าที่ครบถ้วนและสะอาดปลอดภัยในทุก ๆ มื้อ ไม่ว่าจะเป็นมื้อดึก หรือในวันที่พาลูกออกไปท่องโลกกว้างที่ปัจจัยหลายอย่างอาจไม่เอื้ออำนวยเหมือนอยู่ที่บ้าน แม้ทุกขั้นตอนจะเป็นโมเมนต์แห่งความสุขที่คุณแม่เต็มใจทำเพื่อลูก แต่หากมีทางเลือกที่ช่วยให้การเตรียมนมสะดวกและง่ายขึ้น ก็คงช่วยให้คุณแม่มีเวลาไปโฟกัสกับช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกับลูกได้มากยิ่งขึ้น ทางกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มีไอเทมมาแนะนำค่ะ วันนี้เราอยากพามารู้จักกับ S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง นมรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อคุณแม่ยุคใหม่โดยเฉพาะ ที่จะช่วยเปลี่ยนทุกขั้นตอนการเตรียมมื้อนมให้ง่ายกว่าเดิม เพียงแค่ “บิด และ เท” ก็พร้อมเสิร์ฟคุณค่าทางโภชนาการให้ลูกรักได้ทันที จะใช้สลับหรือใช้แทนนมผง ก็มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะได้รับสารอาหารเหมือนกันทุกหยด ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนก็เอาอยู่ เพื่อให้คุณแม่พร้อมทุกโมนต์เพื่อลูกได้อย่างเต็มที่ค่ะ

เปลี่ยนโมเมนต์วุ่น ๆ ให้เป็นเรื่องยิ้มได้! กับ 3 สถานการณ์ที่แม่ยุคใหม่จัดการได้เป๊ะด้วย S-26 Gold 3 นมรูปแบบใหม่ พร้อมใช้ ไม่ต้องชง

เพราะในหนึ่งวันของคุณแม่มีหลายบทบาทให้ต้องจัดการ การมี S-26 Gold 3 นม พร้อมใช้ ไม่ต้องชง ติดบ้านไว้ จึงเหมือนมีผู้ช่วยมือโปรที่ทำให้ชีวิตคุณแม่ราบรื่นกว่าที่เคย ลองมาดูกันว่านมรูปแบบใหม่นี้ จะเข้ามาช่วยพลิกสถานการณ์ในแต่ละวันของคุณแม่ให้ชิลขึ้นได้อย่างไรบ้าง

  1. จากกลางคืนที่ท้าทาย สู่ความสะดวกสบายขั้นสุด
    คุณแม่หลายท่านคงคุ้นเคยกับช่วงเวลาที่ลูกน้อยตื่นมาเติมพลังด้วยมื้อนมยามดึก ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญที่คุณแม่อยากดูแลให้เขาอิ่มอุ่นและหลับสบายต่อเนื่องที่สุด แต่มือหนึ่งก็ต้องคอยอุ้มปลอบลูก อีกมือก็ต้องรีบเตรียมนม ท่ามกลางความงัวเงีย บางทีก็ตักนมผงหกเลอะเทอะ หรือเผลอชงผิด ๆ ถูก ๆ จนทำเอาปวดหัวและเหนื่อยล้าสะสม แต่วันนี้มีทางออกที่ช่วยให้มื้อดึกเป็นเรื่องง่ายขึ้นแล้วค่ะ เพราะมี S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะแค่ “บิด แล้วเท” ก็ได้มื้อนมคุณภาพที่พร้อมดื่มทันใจเจ้าตัวเล็ก แถมยังช่วยให้คุณแม่จัดการทุกอย่างได้รวดเร็ว และส่งเจ้าตัวเล็กเข้าสู่การนอนหลับที่อิ่มท้องสบายตัวได้ง่ายขึ้น
  2. คล่องตัวทุกทริป พร้อมรับมือสถานการณ์นอกบ้าน
    เวลาพาลูกออกไปข้างนอกหรือเดินทางไกลทีไร คุณแม่แทบจะต้องหอบบ้านไปด้วยเลยใช่ไหมคะ ทั้งชุดเปลี่ยน ผ้าอ้อมเด็กวัยหัดเดิน ทิชชู่เปียก โดยเฉพาะอุปกรณ์ชงนม ทั้งกระปุกแบ่งนมผง แก้วหัดดื่ม ไปจนถึงกระติกน้ำต้มสุก ทำให้การเดินทางกลายอาจดูไม่ค่อยคล่องตัวสักเท่าไร แต่ความพร้อมไม่จำเป็นต้องแลกมากับความเหนื่อยเสมอไปค่ะ เพราะคุณแม่สมัยใหม่สามารถเลือกความคล่องตัวได้ด้วย S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง ที่นอกจากจะประหยัดพื้นที่กระเป๋าแล้ว ยังมั่นใจได้เรื่องโภชนาการสารอาหาร และความสะอาด เรียกได้ว่าตอบโจทย์การพกพาเวลาเดินทางสุด ๆ
  3. ส่งต่อความมั่นใจในทุกมื้อนม แม้ในวันที่คุณแม่ไม่อยู่บ้าน
    ในวันที่แม่ต้องออกไปทำธุระ หรือกลับไปทำงานเต็มตัว การมีคุณปู่คุณย่า หรือพี่เลี้ยงคอยช่วยดูแลเจ้าตัวเล็ก ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้คุณแม่เบาใจได้มากเลยค่ะ และเพื่อให้การส่งต่อการดูแลในเรื่องโภชนาการเป็นไปอย่างราบรื่น S-26 Gold 3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยที่ช่วยให้ทุกคนดูแลลูกน้อยได้ง่ายขึ้น เพราะนมรูปแบบใหม่นี้ช่วยลดขั้นตอนที่ต้องคอยระวังเรื่องสัดส่วนการตวงหรืออุณหภูมิของน้ำ ให้กลายเป็นความสะดวกที่คุณแม่วางใจได้เต็มที่ ทั้งในเรื่องความสะอาดและคุณค่าสารอาหารที่สม่ำเสมอในทุกกล่อง ไม่ว่าใครจะเป็นคนเตรียมมื้อนมให้ เจ้าตัวเล็กก็ยังคงได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามความตั้งใจของคุณแม่ มั่นใจได้ว่าคุณภาพเป๊ะเหมือนกันทุกมื้อแน่นอนค่ะ
S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง

สะดวกง่าย แค่บิดและเท… มั่นใจสารอาหารเหมือนกันทุกหยด ใช้ควบคู่นมผงได้

นอกจากความลงตัวที่ช่วยให้แม่ ๆ รับมือได้ทุกสถานการณ์แล้ว อีกหนึ่งความพิเศษที่กองบรรณาธิการอยากบอกต่อคือ S-26 Gold 3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง กล่องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่โดยเฉพาะ เพราะคุณแม่สามารถเลือกใช้สลับหรือควบคู่กับนมผงได้อย่างสบายใจ มั่นใจได้เลยว่าลูกรักจะได้รับสารอาหารที่สำคัญเหมือนกันทุกหยดในทุก ๆ มื้อ

เรียกว่ากล่องเดียวแต่อัดแน่นไปด้วยโภชนาการที่สำคัญและหลากหลาย ทั้งผสมแอลฟาสฟิงโกไมอีลิน เอกสิทธิ์เฉพาะ S-26 Gold3, DHA, รวมไปถึงโคลีน, ลูทีน และ วิตามินบี 12 สูง มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง บอกเลยว่าถึงจะเปลี่ยนมาใช้ S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง เพื่อให้เข้ากับจังหวะชีวิตในแต่ละวัน แต่คุณแม่ก็ยังมั่นใจได้เต็มร้อย ว่าโภชนาการและสารอาหารที่ตั้งใจเลือกสรรให้ลูกรักนั้นยังเป๊ะเหมือนเดิมแน่นอนค่ะ

ทริคเล็ก ๆ นำมาฝาก วิธีใช้และการเก็บรักษา

เพื่อให้ลูกน้อยได้รับคุณประโยชน์อย่างเต็มที่ เมื่อเปิดกล่องและเทผลิตภัณฑ์แล้ว แนะนำให้ดื่มให้หมดภายใน 1 ชั่วโมงนะคะ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้เทออกจากกล่อง สามารถปิดฝาให้สนิทและเก็บในตู้เย็นได้และควรทานให้หมดภายใน 24 ชั่วโมงค่ะ ในส่วนของวิธีการอุ่นนั้น แนะนำเทนมใส่แก้ว และแช่แก้วลงในน้ำอุ่น

เพราะความทุ่มเทของคุณแม่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดค่ะ แต่จะดียิ่งกว่าถ้าเรามีตัวช่วยดี ๆ มาเป็นแรงสนับสนุนให้ทุกอย่างราบรื่นและง่ายขึ้น S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มองว่าตอบโจทย์การเลี้ยงลูกในยุคนี้มาก ๆ ไม่เพียงจะช่วยให้การเตรียมนมเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้แม่ได้มี “เวลา” เพื่อโฟกัสกับสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือการได้อยู่เคียงข้างและมีส่วนร่วมในทุกย่างก้าวของการเติบโต เพื่อพร้อมเอนจอยกับทุกโมเมนต์สำคัญของลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ค่ะ

หาซื้อ ‘S-26 Gold3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง’ ได้แล้ววันนี้ ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช้อปออนไลน์ได้อย่างสะดวก Lazada , Tiktok

*ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

ครั้งแรกในไทย! เปิดตัว S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง มาตรฐานระดับโลกที่ออกแบบมาเพื่อคุณแม่ยุคใหม่ สะดวก สะอาด มั่นใจคุณภาพในทุกหยด

กรุงเทพฯ – 12 พฤษภาคม 2569 – เมื่อความรักของแม่ต้องแข่งกับความเร่งรีบที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การเลี้ยงลูกในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณแม่ต้องสวมบทบาทมากมาย ทั้งงานในบ้าน งานนอกบ้าน การเดินทาง หรือแม้แต่การรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันในยามค่ำคืน บางวันแทบไม่มีเวลาหยุดพัก
จน “เวลา” จึงเป็นสิ่งมีค่าที่สุด และหลายครั้งที่ความวุ่นวายกลายเป็นอุปสรรคที่ขโมยเวลาอันมีค่าที่คุณแม่ควรจะได้มอบให้ลูกน้อยไป

ครั้งแรกของนมรูปแบบใหม่! S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง ทางเลือกที่เข้าใจคุณแม่ยุคใหม่

S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง นมรูปแบบใหม่ ครั้งแรกในประเทศไทย ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์จังหวะชีวิตของแม่ยุคใหม่โดยเฉพาะ มอบความสะดวก รวดเร็ว พร้อมมาตรฐานความสะอาดที่วางใจได้ โดยไม่ต้องต้มน้ำ ไม่ต้องตวงนม หรือล้างอุปกรณ์ให้ยุ่งยาก เพียงแค่ “บิดและเท” ก็พร้อมดื่มได้ทันที สามารถใช้ควบคู่กับนมผงได้อย่างลงตัว ช่วยลดขั้นตอนและคลายความกังวล เพื่อให้คุณแม่ได้มีเวลาอันมีค่ากับลูกมากขึ้น

มากกว่าความสะดวก คือความใส่ใจในโภชนาการมาตรฐานระดับโลก

S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง นมรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้มอบคุณค่าเพียงแค่ความสะดวก แต่ยังคงความโดดเด่นด้วยการผสานสารอาหารสำคัญที่แม่ไว้วางใจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะได้รับสารอาหารเหมือนกันทุกหยดอย่างสม่ำเสมอในทุกมื้อ อาทิ

  • ผสมแอลฟา สฟิงโกไมอีลิน เอกสิทธิ์เฉพาะ S-26 GOLD3 เพื่อการใส่ใจของลูกน้อย
  • DHA, ARA, โคลีน, โอเมก้า 3 6 9, วิตามิน บี 12 สูง: วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง
  • มีวิตามินซีและวิตามินดี: วิตามินซี และวิตามินดี  มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ผสมโอลิโกฟรุคโตส

ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
ฆอ.1642/2569

“ทางเลือก” ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นในทุกสถานการณ์

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง ก็พร้อมเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งของคุณแม่

  • เมื่อลูกตื่นกลางดึก: แค่บิดและเท ลูกก็ได้อิ่มท้องทันที
  • เมื่อต้องพาลูกออกนอกบ้านหรือเดินทางไกล: ลดภาระการพกพาอุปกรณ์พะรุงพะรัง เพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางและทำกิจกรรมร่วมกัน
  • เมื่อฝากให้คนอื่นช่วยดูแล: อุ่นใจได้ว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่ถูกต้อง ในปริมาณที่แม่นยำ แม้คุณแม่ไม่ได้อยู่ใกล้

“I’m Ready: ให้แม่พร้อมทุกโมเมนต์เพื่อลูก” แคมเปญที่เกิดจากความเข้าใจแม่ยุคใหม่อย่างแท้จริง

นางสาวนาริฐา วิบูลยเสข ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อโภชนาการ เนสท์เล่ นิวทริชั่น บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าคุณแม่คือหัวใจสำคัญในการสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้แก่
ลูกน้อย การเปิดตัว S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง ในครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำนวัตกรรมโภชนาการระดับโลกมาช่วยให้คุณแม่ยุคใหม่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเวลาและความเร่งรีบ เพื่อให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการมีส่วนร่วมในทุกย่างก้าวของการเติบโตของลูกรัก ตามแนวคิด ‘I’m Ready: ให้แม่พร้อมทุกโมเมนต์เพื่อลูก‘ เพราะเมื่อแม่พร้อม ลูกก็พร้อมที่จะเรียนรู้โลกกว้างได้อย่างเต็มที่ค่ะ”

เพราะแม่ต้องการเลือกสิ่งที่ดีให้ลูกเสมอ

ในวันที่คุณแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา การเลือกสิ่งที่มีคุณภาพและไว้วางใจได้ คือการแสดงความรักและความใส่ใจที่แม่ตั้งใจมอบให้ S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แม่ยุคใหม่คืนเวลาคุณภาพให้กลับมา เพื่อใช้ “เวลาที่มีค่าที่สุด” ไปกับการเฝ้าดูการเติบโตของลูกรักอย่างมีความสุขในทุกโมเมนต์

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับนมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง ทางเลือกใหม่ที่คุณแม่วางใจ คลิก
หรือ https://www.s-momclub.com/products/s-26-gold-3-ready-to-use

ช่องทางจัดจำหน่าย

S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านค้าใกล้บ้านท่าน หรือช็อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์

S-26 GOLD3 นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง แค่บิดและเท ให้แม่พร้อมทุกโมเมนต์เพื่อลูก

Sakamoto Math สถาบันสอนเสริมคณิตศาสตร์จากญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

Sakamoto Math สถาบันสอนเสริมคณิตศาสตร์จากญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในงาน “Sakamoto Math Grand Opening Thailand” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ลิตเติ้ลวอล์ค รามคำแหง กรุงเทพฯ

ชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบผ่าน Sakamoto Method ภายใต้คอนเซปต์ “Smart Summer Kick-Off: ทุกโจทย์มีทางแก้” ที่มุ่งช่วยให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และแก้ปัญหาได้อย่างมั่นใจ

งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวสถาบันสอนเสริมคณิตศาสตร์ แต่คือการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับครอบครัวและเด็กไทย ที่มองหาการเรียนรู้ซึ่งไม่หยุดอยู่แค่การหาคําตอบ แต่ช่วยวางรากฐานการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหาให้กับเด็กในระยะยาว 

สําหรับผู้ปกครองที่สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Sakamoto Math Thailand ได้ที่ FB: SakamotoMathThailand หรือติดต่อสอบถามได้ที่ โทร/LINE: 096-139-9990

#SakamotoMathThailand #SakamotoGrandOpening

Tags

5 สิ่ง พ่อแม่ต้อง เตรียมลูกไปโรงเรียน กายพร้อมใจพร้อม เปิดเทอมนี้ไม่มีพลาด

เชื่อว่าทุกบ้านต้องพบเจอสถานการณ์เหล่านี้ในเช้าวันเปิดเทอมและความวุ่นวายในช่วงอาทิตย์แรกเป็นเรื่องปกติและมีอยู่จริง! เสียงร้องไห้ ตื่นเร็วๆเข้าลูก ทานข้าวได้แล้ว และความเร่งรีบก่อนออกจากบ้าน แต่ทุกปัญหาเราลองซ้อมก่อนได้ ด้วยการเริ่มปรับเวลาปรับตัวปรับใจลูก ตั้งแต่ก่อนเปิดเทอม ลองวางแผนก่อนเปิดเทอมล่วงหน้า1 -2 อาทิตย์แล้วลองสร้างและเตรียมใจลูกด้วยกิจกรรมเหล่านี้ที่สามารถฝึกฝนและสนุกไปพร้อมกับลูกได้

เตรียมร่างกายให้พร้อม

เมื่อเด็กๆร่างกายดีก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ เด็กที่ไม่ป่วย น้ำมูกยืด แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และมีความมั่นใจไม่กังวลกับสิ่งที่จะต้องพบเจอ ก็จะมีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้ใหม่

1. ฝึกทักษะสมอง สร้างวินัยการจัดการ

โรงเรียนอนุบาลหรือเนิร์สเซอรีสำหรับเด็กเล็กอายุ 3 ขึ้นไปจะยังไม่ได้ใช่การเรียนหนังสือจริงจัง แต่เป็นการเรียนผ่านเล็ก ฝึกทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนก้าวสู่วัยเรียนในชั้นประถม

การฝึกทักษะพื้นฐาน เพื่อเตรียมลูกไปโรงเรียน เริ่มต้นง่ายๆกิจกรรมเล่นสนุกในบ้าน เช่น การวาดรูปด้วยดินสอสี ปั้นแป้งโด การใส่-ถอดเสื้อผ้าและการกินอาหารเอง การขับถ่าย เป็นต้น รวมถึงการรู้จักชื่อเรียกสิ่งต่างๆ และบทสนทนาพื้นฐา เพื่อให้ลูกบอกความต้องการของตนเองได้ เช่น คำทักทาย ขอบคุณ ขอโทษ คำขอความช่วยเหลือ คำศัพท์ง่ายๆในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูก รู้สึกว่าช่วยเหลือตัวเองได้และมั่นใจที่จะไปโรงเรียนมากขึ้น

นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรปรับกิจวัตรประจำวันให้เหมาะกับการไปโรงเรียน เช่น เวลาเข้านอน ตื่นนอน การอาบน้ำ แลและกินอาหาร โดยเริ่มจากสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากโรงเรียนว่า ต้องไปโรงเรียนกี่โมง กินนมกี่โมง ขับถ่ายกี่โมง จากนั้นค่อยๆให้เด็กๆเริ่มทำทีละอย่าง เน้นว่าควรทำอย่างละมุนละม่อม ไม่ตำหนิหรือต่อว่าหากลูกยังทำไม่ได้ในครั้งแรกๆ แนะนำว่าควรให้เวลาลูกน้อยปรับตัวสัก 2 สัปดาห์ ขึ้นไป แล้วชวนลูกมาทำตารางเวลาแบบรูปภาพ ชวนกันวาดภาพตารางเวลา เขียนตื่นนอน  อาบน้ำ  แต่งตัว รับประทานอาหาร  แปะไว้ในที่ที่เห็นชัด เพื่อให้เด็กฝึกกำกับตัวเองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

รวมถึงวางแผนให้พร้อม เวลารับ-ส่ง และกิจวัตรหลังเลิกเรียน พูดคุยและตกลงถึงจุดรับส่งที่ชัดเจน ว่าพวกเขาต้องอยู่ตรงไหนและเวลาไหนที่พ่อแม่จะมารับ ช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจว่าพ่อแม่จะมารับตรงเวลาแน่นอน

2.ปรับวงจรการนอน (Sleep Routine)

เชื่อว่าหลายๆบ้าน ปล่อยจอย หย่อนวินัยไปบ้างตอนลูกปิดเทอม ถึงเวลากลับเข้าสู่ตารางเวลาการตื่นใหม่ ค่อยๆ ปรับเวลาตื่นและเวลานอนให้อย่างเป็นเวลา เริ่มปรับได้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ก่อนโรงเรียนเปิดจริง เพื่อลดอาการงอแงตอนเช้า

3.การดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน (Self-Help Skills)

ในเด็กวัยประถมพ่อแม่สามารถสร้างความมั่นใจให้พวกเขาได้ ด้วยการเตรียมความพร้อม สร้างความคล่องตัวในการช่วยเหลือตนเอง เริ่มตั้งแต่การเดินเข้าห้องเอง ฝึกฝนการเข้าห้องน้ำ การใส่ถุงเท้า-รองเท้า หรือการเก็บของใช้ส่วนตัว ซึ่งเมื่อเด็กๆสามารถทำได้เอง ก็ช่วยเรื่องความมั่นใจเมื่อต้องอยู่ลำพัง ซึ่งทักษะนี้จะติดตัวเด็กๆไปจนโต เป็น Soft Skill จำเป็นที่จะให้เข้าดูแลตัวเองได้ในวันข้างหน้า

เตรียมจิตใจให้พร้อม

จิตใจก็เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อร่างกายดีก็ส่งผลกับจิตใจและอารมณ์ เมื่อจิตใจไม่ว้าวุ่น สมองส่วนหน้า (Executive Functions) ก็จะทำงานได้เต็มที่ และสามารถจัดลำดับความสำคัญได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องผ่านการฝึกฝนก่อนทั้งการเตรียมชุดนักเรียน การจัดเตรียมตารางเรียน หรือการจัดการเรื่องรับ-ส่ง จะทำได้อย่างเป็นระบบ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดที่นำไปสู่ความเครียดภายหลังได้

1.สร้างความมั่นใจ

พลังของพ่อแม่ส่งต่อถึงลูกเสมอ ความมั่นใจของเด็กๆ ที่กำลังจะออกไปพบโลกใบใหม่นอกบ้านมาจากการสร้างพลังบวกและบรรยากาศการเรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่ในบ้าน ทัศนคติของพ่อแม่กับการเปิดเทอมจึงสำคัญ หากพ่อแม่แสดงออกว่าการเปิดเทอมเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและท้าทาย มาพร้อมกับความสนุก ลูกจะตื่นเต้นไปด้วย ไม่ว่าจะกังวลเรื่องการไปโรงเรียนวันแรกของลูกแค่ไหน แนะนำว่าอย่าเพิ่งเผลอหลุดบ่นถึงความไม่สบายใจให้เห็น ฉะนั้น ยุ่งแค่ไหนก็ต้องไม่ลืมยิ้มแย้มส่งพลังบวกเข้าไว้ จะทำให้เด็กๆมีกำลังใจในการไปโรงเรียนมากขึ้น

2.สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อโรงเรียน

ชวนเด็กๆคุยถึงโรงเรียนเพื่อเตรียมความพร้อม สิ่งที่พวกเขาจะต้องเจอเมื่อไปโรงเรียนวันแรก เพื่อนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ หรือพ่อกับแม่อาจชวนกันพูดคุยเรื่องเพื่อน เรื่องสนุกๆ ที่จะได้เจอ หากเป็นไปได้ชวนลูกๆไปดูบรรยากาศโรงเรียนก่อนวันเปิดเทอมจริง ทำความคุ้นเคย เพื่อสร้างความคุ้นเคยเล็กๆในใจ อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กจะยังกลัวการพรากจาก ในวันแรกๆลูกอาจยังร้องไห้ในวันแรก แต่รอให้ได้ปรับตัวสักพัก โรงเรียนจะกลายเป็นอีกแห่งที่เด็กๆรักในที่สุด

นอกจากนี้ หากพ่อแม่ชวนเด็กๆทำ Checklist ของใช้ที่ “ใช่” ไว้ก่อน ก็จะช่วยได้อีกทางเพราะอุปกรณ์พร้อม ของที่จำเป็นในแต่ละวันเน้นอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และสุขภาพ เช่น รองเท้าที่รับน้ำหนักได้ดี หรือหน้ากากอนามัยหรือเจลล้างมือ รวมถึงทริคเล็กๆชวนกันไปซื้อของใช้ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกซื้อของใช้เอง และฝึกจัดกระเป๋านักเรียนตามตารางสอนตั้งแต่วันแรก เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้อยากออกไปเรียนรู้ และมีส่วนร่วมกันทั้งครอบครัวค่ะ

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

Tags

โฟร์โมสต์ พลิกโฉมโภชนาการเด็กไทย เปิดตัว “โฟร์โมสต์ โอเมก้า สมาร์ท ซูเปอร์โกลด์”

นวัตกรรมนม UHT ที่ดีที่สุด ชูเทคโนโลยี Encapsulated DHA และ 2’-FL เสริมพลังสมองและภูมิคุ้มกัน ภายใต้แนวคิด “ยิ่งลูกได้คิด ยิ่งได้ค้นพบ”

โฟร์โมสต์ (Foremost) ผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ล่าสุด “โฟร์โมสต์ โอเมก้า สมาร์ท ซูเปอร์โกลด์” (Foremost Omega Smart Super Gold) ผลิตภัณฑ์นม UHT สูตรที่ดีที่สุดที่คิดค้นมาเพื่อเด็กวัยเรียนรู้โดยเฉพาะ ซึ่งนับเป็นการยกระดับมาตรฐานนมพร้อมดื่มด้วยเทคโนโลยีระดับโลกและสารอาหารสำคัญกว่า 24 ชนิด เพื่อมุ่งเน้นการเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและวางรากฐานภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

วิภาส ปวโรจน์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางและเป้าหมายในการพัฒนาครั้งนี้ว่า “ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โฟร์โมสต์มุ่งมั่นสร้างรากฐานแห่งอนาคตให้เด็กไทยผ่านโภชนาการที่ดี โดยเราไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตนม แต่เป็น ‘คู่คิด’ ที่นำมาตรฐานระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์มาผสานความเข้าใจในเด็กไทยอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างความพร้อมในการเรียนรู้และก้าวทันโลกยุคใหม่ จึงเป็นที่มาของ ‘โฟร์โมสต์ โอเมก้า สมาร์ท ซูเปอร์ โกลด์’ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ที่รวมนวัตกรรมโภชนาการระดับสูง ทั้ง Encapsulated DHA สนับสนุนการทำงานของสมอง และ 2’-FL ร่วมกับ GOS สนับสนุนภูมิคุ้มกัน เพื่อดูแลทั้งการคิดและการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพของเด็กวัยเรียนรู้ โดยเราจะยังไม่หยุดพัฒนายกระดับโภชนาการให้ก้าวทันโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว”

เบื้องหลังความสำเร็จของสูตรซูเปอร์โกลด์ เกิดจากการวิจัยและพัฒนาเชิงลึกโดยทีม R&D ที่พบข้อมูลสำคัญว่าเด็กไทยกว่าร้อยละ 50-60 ยังได้รับสารอาหารสำคัญอย่าง DHA ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่แนะนำ โฟร์โมสต์จึงนำเทคโนโลยี Micro-Encapsulation มาใช้เพื่อแก้ปัญหาการที่สารอาหาร DHA มักจับตัวเป็นก้อนและย่อยยากในกระเพาะอาหาร นวัตกรรมนี้ช่วยให้ DHA กระจายตัวได้ละเอียด ส่งผลให้ร่างกายนำไปใช้งานได้ไวถึง 8 เท่า และให้ปริมาณสูงถึง 30 มิลลิกรัมต่อกล่อง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่พบในเซลล์สมองและจอประสาทตาถึงร้อยละ 20

นอกจากนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกของนม UHT สำหรับเด็กที่มีการรวมตัวของ 2’-FL (2’-Fucosyllactose) ใยอาหารธรรมชาติที่พบมากในน้ำนมแม่ ทำหน้าที่เสมือน ‘กับดักเชื้อโรค’ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคเกาะติดผนังลำไส้ ร่วมกับ GOS ที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ชนิดดี สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจากภายใน ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติและเสริมสร้างร่างกายให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในทุกวัน

ด้านพรีเซนเตอร์ครอบครัวตัวอย่างอย่าง พุฒ-พุฒิชัย และ จุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์การการดูแล “น้องพีเจ” ว่า “หัวใจสำคัญของการเลี้ยงลูกคือการทำให้เขามีความสุขและมีร่างกายที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ ซึ่งโภชนาการที่ตรงจุดคือสิ่งที่พ่อแม่มั่นใจได้มากที่สุด โดยการมีตัวช่วยอย่างโฟร์โมสต์ โอเมก้า สมาร์ท ซูเปอร์ โกลด์ ช่วยตอบโจทย์การดูแลลูกในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องสมองและภูมิคุ้มกันทำให้ลูกมีความกล้าที่จะออกไปค้นพบสิ่งใหม่ๆ และเติบโตเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกวัน”

“โฟร์โมสต์ โอเมก้า สมาร์ท ซูเปอร์ โกลด์” พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมโภชนาการที่ดีและพลังของความสุขให้เป็นศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านค้าทั่วประเทศ โดยมีให้เลือกทั้งสูตร 1+ และสูตร 4+ เพื่อพัฒนาการที่ต่อเนื่องและสมบูรณ์แบบ

Sub-Zero Ice Skate Club

School Visit วันนี้เราจะชวนเด็ก ๆ มาเรียนกีฬาสนุก ๆ ท่ามกลางอากาศเย็น ๆ กันที่ Sub-Zero Ice Skate Club กีฬาสุดคูลที่ช่วยเสริมทักษะรอบด้าน

ถ้าคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหา “กิจกรรมวันหยุด” หรือ “กีฬายามว่าง” ที่จะช่วยเปลี่ยนพลังล้นเหลือของเด็ก ๆ ให้กลายเป็นทักษะสุดเจ๋งอยู่ วันนี้เรามีกีฬายอดฮิตที่ไม่ต้องกลัวร้อน แถมยังสนุกจนลูกๆ ไม่อยากกลับบ้านมาฝากกันค่ะ กับกีฬา Ice Skate ที่ Sub-Zero Ice Skate Club แลนด์มาร์คความสุขใจกลางเมืองนั่นเอง

Sub-Zero Ice Skate Club: “แลนด์มาร์คแห่งความสุข” ของทุกวัย

Sub-Zero Ice Skate Club เป็นแบรนด์ภายใต้เครือ Major Cineplex Group

จุดเริ่มต้นทั้งหมดมาจากวิสัยทัศน์ของ คุณวิชา พูลวรลักษณ์ ที่ต้องการยกระดับการพักผ่อนของคนไทยให้มีความหลากหลาย ทันสมัยและทัดเทียมระดับโลก ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา Sub-Zero จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่ลานสเก็ต แต่คือผู้บุกเบิกแนวคิด “Entertainment Ice Rink” อย่างเต็มตัวและที่นี่คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง

  • Sport: พื้นที่สำหรับฝึกฝนทักษะและปั้นนักกีฬารุ่นใหม่
  • Lifestyle: จุดนัดพบสุดชิคที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง
  • Entertainment: บรรยากาศที่สนุกสนานด้วยแสงสีเสียงและกิจกรรมสร้างสรรค์

มากกว่าลานน้ำแข็ง แต่คือ “พื้นที่แห่งโอกาส”

วิสัยทัศน์หลักของ Sub-Zero Ice Skate Club คือการทลายกำแพงความเชื่อเดิม ๆ ว่าไอซ์สเก็ตเป็นเรื่องไกลตัว Sub-Zero มุ่งมั่นสร้างพื้นที่ที่ทำให้กีฬาและกิจกรรมระดับสากลกลายเป็นเรื่อง “เข้าถึงง่าย สนุก และทันสมัย” สำหรับคนไทยทุกคน โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 ภารกิจสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของ Sub-Zero

  1. ปลุกพลังเยาวชนไทย (Empowering Youth) ไม่ได้สร้างแค่ลานสเก็ต แต่สร้าง “รันเวย์สู่ความสำเร็จ” ของเด็กไทย ที่นี่คือพื้นที่บ่มเพาะตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทรงตัว ไปจนถึงการพัฒนาวินัย ความมั่นใจ และยกระดับทักษะสู่การเป็นนักกีฬามืออาชีพในระดับสากล
  2. ยกระดับ Entertainment Destinationเปลี่ยนภาพลักษณ์ลานสเก็ตแบบเดิม ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง ที่ทุกคนมาใช้เวลาร่วมกันได้ทั้งครอบครัว คู่รัก และกลุ่มเพื่อน
  3. สร้าง Community แห่งความสุข Sub-Zero เชื่อว่าพื้นที่ที่ดี จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี จึงให้ความสำคัญกับการสร้างคอมมูนิตี้ของผู้รักการเล่นสเก็ต การเรียนกีฬาและกิจกรรมสร้างสรรค์

Ice Skate ไม่ใช่แค่การเล่นกีฬา แต่ช่วยพัฒนาทักษะรอบด้าน

การเล่น Ice Skate ไม่ใช่แค่ความสนุกบนลานน้ำแข็งเท่านั้นนะคะ แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว กีฬานี้เปรียบเสมือนการ “อัปเกรด” ทักษะรอบด้าน ทั้งร่างกาย ความคิด และจิตใจ และ Ice Skate ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ และเป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยค่ะ มาดูกันค่ะว่าเด็ก ๆ จะได้ทักษะอะไรบ้าง

1. พัฒนาการทางร่างกายที่แข็งแกร่ง

  • การทรงตัว (Balance & Coordination)  พื้นน้ำแข็งมีความลื่นและพื้นที่จำกัด เด็ก ๆ จะต้องฝึกควบคุมกล้ามเนื้อทุกส่วนให้ประสานกันเพื่อไม่ให้ล้ม ซึ่งจะช่วยพัฒนาการทรงตัวได้ดีกว่ากีฬาบนพื้นราบทั่วไป
  • สร้างกล้ามเนื้อแกนกลางให้แข็งแรง การทรงตัวบนใบมีดแคบๆ ต้องใช้กล้ามเนื้อท้องและหลังอย่างมาก ทำให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดี หลังตรง และแข็งแรงค่ะ
  • หัวใจและปอด แม้ว่า Ice Skate จะเป็นการออกกำลังกายในห้องที่มีอากาศเย็นแต่การ Skate ไปบนน้ำแข็งอย่างรวดเร็วก็เป็นการคาดิโอรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นแบบไม่น่าเบื่อด้วยค่ะ

2. ฝึกสมองและไหวพริบ

เด็ก ๆ จะมีสมาธิที่จดจ่อ การเคลื่อนที่บนน้ำแข็งต้องใช้สติอยู่ตลอดเวลา เด็กจะเรียนรู้การโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า

และยังช่วยให้เด็กเข้าใจเรื่องความเร็ว ทิศทาง และการกะระยะห่างระหว่างตัวเองกับผู้อื่นบนลานน้ำแข็งอีกด้วย

3. เสริมสร้างความมั่นใจและระเบียบวินัย

  • ล้มแล้วต้องลุก บทเรียนแรกของไอซ์สเกตคือ “การล้ม” เด็กจะเรียนรู้ว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและความภูมิใจที่สุดคือการลุกขึ้นมาสไลด์ต่อไปได้ด้วยตัวเอง
  • ความภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteem) เมื่อเด็กเริ่มทำท่าทางที่ยากขึ้นได้ หรือสไลด์ได้คล่องแคล่ว เขาจะรู้สึกมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง ซึ่งส่งผลบวกต่อการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ เช่น การเรียน
  • ทักษะสังคม (Social Skills) ลานสเก็ตเป็นคอมมูนิตี้ที่เด็กจะได้เจอเพื่อนใหม่ ได้เรียนรู้การแบ่งปันพื้นที่ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

คอร์สเรียนสำหรับทุกวัย

Sub-Zero มีหลักสูตรที่ออกแบบให้เหมาะกับทุกช่วงวัย ตั้งแต่มือใหม่จนถึงระดับแข่งขันเลยค่ะ เด็ก ๆ สามารถมาเรียนได้ตั้งแต่อายุ 3 ปี เลยค่ะ

  • Basic Skate

สำหรับผู้เริ่มต้น ฝึกการทรงตัว การเบรก การเคลื่อนที่อย่างมั่นใจ

  • Figure Skate

สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะเชิงศิลปะ ความสวยงาม ความยืดหยุ่น และเทคนิคขั้นสูง

  • Ice Hockey

สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้กีฬาแบบทีม พละกำลัง ความเร็ว และกลยุทธ์การแข่งขัน

ราคาเริ่มต้น เพียง 1,000 บาท / ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับประเภทคอร์ส ครูผู้สอน และรูปแบบ Private / Group Class)

ทีมโค้ชคุณภาพ

 ลานน้ำแข็งที่ดีต้องมาพร้อมกับครูผู้สอนที่ยอดเยี่ยม หัวใจหลักของ Sub-Zero คือ “People Quality” ที่ให้ความสำคัญกับการคัดสรรทีมผู้ฝึกสอนอย่างเข้มข้น เพื่อส่งต่อทักษะและแรงบันดาลใจภายใต้มาตรฐานสากล

5 มาตรฐานของทีมโค้ช Sub-Zero

  1. โค้ชทุกคนมีประสบการณ์แข่งขันระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ
  2. มีผลงานจริงในวงการไอซ์สเก็ตหรือไอซ์ฮอกกี้
  3. มีจิตวิทยาและทักษะการถ่ายทอดที่ยอดเยี่ยม มีทักษะการสอนที่เข้าใจผู้เรียนแต่ละช่วงวัย
  4. มีใบรับรองหรือ Certification ตามมาตรฐานวิชาชีพ
  5. มีบุคลิกภาพที่เหมาะสมในการเป็น Role Model ให้เยาวชน

สะดวกสบายทั้ง 3 สาขา

Sub-Zero ทั้ง 3 สาขา ถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ในแต่ละทำเล

Sub-Zero Megabangna

  1. ขนาดพื้นที่ลานน้ำแข็ง 1,000 ตารางเมตร
  2. ใหญ่ที่สุดของแบรนด์
  3. ตั้งอยู่ชั้น 2 Megabangna
  4. โดดเด่นด้วยธีม London City ให้บรรยากาศเมืองยุโรปสุดอลังการ
  5. เหมาะกับครอบครัว และกิจกรรมขนาดใหญ่

Sub-Zero Sukhumvit – Ekkamai

  1. ตั้งอยู่ชั้น 9 อาคารสหกรณ์กรุงเทพ
  2. มี 2 ลานมาตรฐาน
    • Arena Rink ขนาด 550 ตร.ม.
    • Academy Rink ขนาด 450 ตร.ม.
  3. โดดเด่นด้วยธีม Japan Inspired สวยงาม ทันสมัย
  4. เหมาะสำหรับทั้งผู้เล่นทั่วไป และการเรียนการสอนอย่างจริงจัง

Sub-Zero Ngamwongwan – Khae Rai

  1. ตั้งอยู่ชั้น 4 Esplanade Ngamwongwan – Khae Rai
  2. มี 1 ลานหลัก ขนาด 800 ตร.ม.
  3. จุดเด่นคือธีม New York City ให้ความรู้สึกโมเดิร์น มีพลัง และมีสไตล์
  4. เป็นสาขาที่ได้รับความนิยมสูงจากกลุ่มครอบครัวและลูกค้าโซนนนทบุรี

Mommy’s Love This ถูกใจแม่!

1.สบายทั้งลูก สบายทั้งแม่

ข้อนี้แม่เลิฟมาก! เพราะลูกได้ออกกำลังกายในบรรยากาศเย็นสบาย ไม่ต้องกลัวแดดเผาหรือร้อนจนหงุดหงิด ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็นั่งรอในโซนพักผ่อนสุดชิลล์ จะนั่งทำงานหรือจิบกาแฟรอรับลูกก็แฮปปี้กันทุกฝ่าย เป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์ Lifestyle ครอบครัวเมืองที่สุดค่ะ

2.ปลดปล่อยพลังด้วย Ice Hockey

สำหรับบ้านไหนที่มีหนุ่มน้อยพลังล้น ชอบความเร็วและความตื่นเต้น การเรียน Ice Hockey คือคำตอบค่ะ! นอกจากจะได้ฝึกความคล่องแคล่วแล้ว ยังช่วยฝึกการทำงานเป็นทีม และการวางแผนแบบนักกีฬา ช่วยให้เด็กๆ มีไหวพริบดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

3.ปั้นบุคลิกภาพให้เป๊ะตั้งแต่เด็ก

การทรงตัวบนใบมีดบนพื้นน้ำแข็ง คือการฝึกที่ยอดเยี่ยมที่สุด! เด็กๆ ที่เรียนไอซ์สเก็ตจะมีพื้นฐานการทรงตัวที่เป็นเลิศ ส่งผลโดยตรงต่อบุคลิกภาพ ช่วยให้เดินสวย หลังตรง ดูสมาร์ท และมีความมั่นใจในตัวเอง (Self-Confidence) ออกมาจากข้างในเลยค่ะ

4.ต่อยอดสู่ความฝันที่หลากหลาย

การเรียน Figure Skate ไม่ใช่แค่การเต้นบนน้ำแข็ง แต่มันคือพื้นฐานที่ยอดเยี่ยมสำหรับการต่อยอดไปสู่กิจกรรมอื่นๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นยิมนาสติก บัลเลต์ หรือเต้นแจ๊ส เพราะเด็กๆ จะมีทั้งความยืดหยุ่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และประสาทสัมผัสที่ว่องไวติดตัวไปตลอดค่ะ

ติดต่อ

Sub-Zero Megabangna

โทรศัพท์: 02-105-1581

Sub-Zero Sukhumvit – Ekkamai
โทรศัพท์: 084-439-3719

Sub-Zero Ngamwongwan – Khae Rai

โทรศัพท์: 02-591-2925
Website : https://www.subzeroiceskate.com/
FB : https://www.facebook.com/subzeroiceskateclub

Editor : สุทธิดา มานพน้อย

ภาพ : ฤทธิรงค์ จันทองสุข

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/uncategorized/futurium/

Tags

วิธีสอนลูกให้รับมือกับปัญหา ล้มได้ลุกไว (Resilience Skills)

การสร้างทักษะ Resilience Skills ให้กับลูก สามารถสร้างตั้งแต่อยู่ในท้อง เด็กๆรับรู้ได้ถึงความรัก ความปลอดภัย เสียงของแม่ ความรักของพ่อแม่ตั้งแต่อยู่ในตัวแม่ เมื่อลูกออกมาสู่ภายนอก เราสามารถสร้างสายสัมพันธ์นี้ให้แข็งแกร่งด้วยการฝึกฝนและทำซ้ำ ครูเม – เมริษา ยอดมณฑป ได้เปรียบเทียบไว้ว่า ทักษะนี้เหมือนตุ๊กตาล้มลุก เมื่อเด็กๆเผชิญแล้วต้องกลับขึ้นมาได้ แม้จะยากเย็นแต่จะมีวิธีและมุมมองใหม่ให้กลับมาเริ่มใหม่ได้ในแบบของตัวเอง ซึ่งการฝึกฝนทักษะนี้แบ่งเป็นตามช่วงวัยได้ ดังนี้

0-3 ปี ในวัยเด็กเล็ก เกิดการสร้างสายสัมพันธ์ (bonding) เกิดจากการได้รับรู้ตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อเด็กๆออกมาสู่โลก การอุ้มกอด การดูแลจากแม่และพ่อจึงสำคัญที่สุด ทั้งเวลาคุณภาพ การอ่านนิทาน การทำกิจกรรมร่วมกัน การสัมผัส การกอดแสดงความรัก ความมั่นใจเชื่อใจในตัวพ่อแม่ พ่อแม่พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น เป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง

3 ปี   สร้างการไว้วางใจและการยอมรับ (Trust & Acceptance) เป็นสิ่งสำคัญ การให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเอง ได้ทำกิจกรรมตามวัย โดยมีพ่อแม่สอนหรือทำให้ดูเพื่อเป็นแบบอย่าง ให้พวกเขาได้เจอปัญหาตามวัย รู้จักการแก้ปัญหาแม้ในเรื่องเล็กๆอย่าง การอยากกดชักโครกเอง หรือหยิบช้อนทานอาหารเอง ให้พวกเขาได้ภูมิใจที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

3-5 ปี และเมื่อพวกเขามีความมั่นใจ ก็จะเกิดสร้างการรับรู้คุณค่าในตนเอง(self-value) ให้ลูกได้ลงมือทำและทำกิจกรรมนั้นไปด้วยกัน เพื่อให้เค้าได้มีประสบการณ์ใหม่ ได้ช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นจนเกิดเป็นความมั่นใจในตนเอง และกล้าเผชิญในสิ่งที่ท้าทายมากขึ้น

5-6 ปี สร้างการควบคุมตนเอง (Self-Control) สอนให้เขาทำสิ่งสำคัญก่อนสิ่งที่อยากทำ ซึ่งจะทำให้เขาอดทนจนกว่าจะเกิดความสำเร็จ การสร้างคุณค่าในตัวเองอาจไม่ได้เกิดได้เอง เด็กๆต้องลงมือทำจนเกิดความความสำเร็จก่อน การมอบหมายงานตามวัยเป็นสิ่งจำเป็นเริ่มจากเรื่องเล็กๆให้พวกเขาช่วย เช่น เอาแก้วน้ำหรือจานไปเก็บ การเก็บของเข้าที่ การแปรงฟันเข้านอนเอง เป็นต้น และเมื่อพวกเขาดูแลตัวเองได้ ก็จะพัฒนาไปสู๋การทำงานบ้านและการทำงานส่วนรวม จนในวันที่เขาเติบโตเพียงพอก็จะช่วยเหลือสังคมในภาพใหญ่ต่อไป

7ปี ขึ้นไป เมื่อพวกเขารู้หน้าที่ และเกิดการฝึกฝนจนทำเปHนประจำ จะเกิดความั่นใจที่มากพอและสามารถทำสิ่งเหล่านั้นทำได้เองแม้ไม่มีพ่อแม่อยู่ใกล้

8 วิธี พ่อแม่ต้องรู้ เพื่อฝึกให้ลูกมีทักษะ Resilience Skills

  1. รับฟังและเข้าใจความรู้สึก ยอมรับความรู้สึกของลูก ไม่ว่าลูกจะเสียใจ โกรธ หรือผิดหวัง ให้เขารู้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ และสอนให้จัดการอารมณ์
  2. สอนแก้ปัญหาแทนการลงมือทำแทน: เมื่อลูกเจอปัญหา ให้ตั้งคำถาม เช่น “ลูกคิดว่าเราทำยังไงได้บ้าง” เพื่อให้เขาฝึกคิดหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ใช่พ่อแม่ทำให้หมด
  3. ให้ความล้มเหลวเป็นบทเรียน: ฝึกให้ลูกมองว่าความผิดพลาดคือโอกาสในการเรียนรู้ใหม่ ไม่ใช่จุดจบ สอนให้เขาลุกขึ้นมาลองใหม่
  4. ส่งเสริมความมั่นใจ (Build Self-Confidence): ชมเชยที่ความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเขามีความสามารถ
  5. จัดการความเครียด: สอนวิธีผ่อนคลาย เช่น การหายใจเข้า-ออกลึกๆ การออกกำลังกาย หรือการหากิจกรรมที่ชอบทำเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ
  6. พุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือ ไม่ใช่ซ้ำเติม รับผิดชอบหรือชดเชยต่อการกระทำ  แก้ปัญหาให้เหมาะกับตัวเรา สู้ในสนามที่เหมาะกับเรา เด็กสามารถร้องไห้และโกรธได้ หลายคนอาจคิดว่าเมื่อเจอปัญหาต้องสงบถึงจะสยบความวุ่นวายได้ แต่ไม่จริงเสมอไป เมื่อลูกร้องไห้ ให้พ่อแม่นั่งข้างๆแล้วบอกว่าไหวเมื่อไหร่ไปต่อ ไม่ได้เปลี่ยนคนธรรมดาเป็นยอดมนุษย์ แต่เข้าใจเติบโตไปในแบบมนุษย์ ประสบการณ์มากแก้ปัญหาได้ดีขึ้น
  7. ก่อนแก้ปัญหา ช่วยให้จัดการแบบเป็นระบบ เริ่มได้จากการให้เด็กๆรับผิดชอบในเรื่องชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อกลับมาบ้านต้องทำการบ้านก่อน แล้วจึงไปเล่น ฝึกสมองรับความพึงพอใจเต็มที่ ทำให้เมื่อกลับมาทำสิ่งที่จำเป็นจะความตั้งใจลดลง เด็กจะใช้สมองคนละระบบมีการหักห้ามใจก่อน เด็กที่หักห้ามใจได้อดทนรอคอยได้จะทำสิ่งอื่นได้อย่างดีตามมา
  8. ประเมินตัวเองตามความเป็นจริง ยอมรับที่จะยืดหยุ่น ไม่สู้ต่อนี้ ยอมรับว่าไม่ไหว และหาทางช่วยเหลือวิธีใหม่ รับรู้และทำต่อหากไม่ไหวให้หยุดพัก การขอความช่วยเหลือไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ

ทำไมการฝึกทักษะ Resilience Skills ให้ลูก จึงสำคัญ

ทักษะการล้มแล้วลุกได้ ทักษะจำเป็นสำหรับเด็กเพราะพ่อแม่ไม่สามารถดูแล้วพวกเขาไปตลอดแต่ทักษะนี้จะทำให้พวกเขาดูแลตัวเองได้ ทักษะนี้สามารถฝึกฝนได้ หรืออาจเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจมีการเชื่อมโยงกับพฤติกรรมตามวัย และต่อเนื่องให้เกิด resilience ความสามารถในการจัดการอารมณ์ได้ดีตามวัย เกิดการยึดหยุ่นและปรับตัว เพราะเราไม่สามารถกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ แม้บางครั้งเราจะตั้งใจแค่ไหน อาจเกิดการล้มหรือผิดพลาดได้ เมื่อเราเผชิญปัญหา ความยากลำบาก หรือประสบปัญหา จะทำให้เรามั่นคงไม่สั่นคลอน พร้อมสู้ใหม่ เห็นคุณค่าในตัวเอง สู้ไม่ถอย ไม่ใช่การดันทุรัง รู้จักตัวเอง ประเมินตัวเองตามความเป็นจริง พร้อมที่จะปรับตัวหาแนวมทางใหม่ในแบบของตัวเองได้

ทุกคนย่อมต้องเผชิญปัญหา ไม่มีเส้นทางไหนโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ เด็กๆในช่วงก่อนวัยที่ยังทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ พวกเขาอาจจะยังไม่รู้สึกว่าต้องทำให้ได้เพราะยังมีพ่อแม่คอยประครอง แต่ในเด็กปฐมวัย เช่น เมื่อพวกเขาต้องทำอะไรด้วยตัวเอง ใส่รองเท้า แข่งขันกีฬากับเพื่อน เล่นของเล่นกับเพื่อน ทำให้พวกเขาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด การรับมือกับความผิดหวัง พ่อแม่ควรจะสนับสนุนความรู้สึกลูกเป็นหลักมุ่งเป้าที่ภายในจิตใจ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในใจ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เพราะฉะนั้นทุกครอบครัวควรให้ความสำคัญของการสร้างทักษะในระยะยาว ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการไปตามแก้ปัญหาภายหลัง

ขอบคุณข้อมูล www.netpama.com โดย พญ. ทัตติยา วิษณุโยธิน และ ครูเม – เมริษา ยอดมณฑป

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

Tags

แคลเซียมธรรมชาติ

ทำไมต้อง “แคลเซียมธรรมชาติ”? เจาะลึกคุณประโยชน์จากนมโคแท้ ที่ช่วยให้เด็ก 4-12 ปี เติบโตสมวัย

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่กุมารแพทย์มักจะได้รับเสมอในคลินิกเด็กคือ “ทำอย่างไรให้ลูกตัวสูงคะคุณหมอ?” หรือ “ลูกดูตัวเล็กกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ควรเสริมแคลเซียมแบบไหนดี?” ในทางการแพทย์ คำแนะนำที่ตรงจุดและยั่งยืนที่สุด มักเริ่มต้นจากโภชนาการพื้นฐาน นั่นคือการได้รับ “แคลเซียมธรรมชาติ” ค่ะ

ความกังวลของคุณพ่อคุณแม่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะช่วงวัย 4-12 ปี ถือเป็น “ช่วงเวลาทอง” (Golden Period) ของการสะสมมวลกระดูก (Bone Mineral Density) และการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Growth Spurt) หากเลยช่วงวัยนี้ไปแล้ว แผ่นการเจริญเติบโตบริเวณปลายกระดูก (Epiphyseal Plate) จะเริ่มปิด โอกาสในการเพิ่มความสูงจะทำได้ยากขึ้นมาก

เมื่อพูดถึงความสูง “แคลเซียม” คือโครงสร้างหลัก (Matrix) ของกระดูก แต่แคลเซียมมีหลายรูปแบบในท้องตลาด เหตุผลที่แพทย์เน้นย้ำถึง แคลเซียมธรรมชาติ โดยเฉพาะจากนมโคแท้ 100% ก็เพราะเป็นแหล่งแคลเซียมที่มีชีวปริมาณออกฤทธิ์ (Bioavailability) สูง ร่างกายเด็กสามารถดูดซึมและนำไปใช้สร้างเซลล์กระดูก (Osteoblast) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกกลไกทางสรีรวิทยากันค่ะว่า ทำไมเด็กวัย 4-12 ปี ถึงต้องการแคลเซียมสูงเป็นพิเศษ และทำไมแคลเซียมธรรมชาติจากนมวัวมีผลอย่างไร

แคลเซียมธรรมชาติ

ไขข้อสงสัย: กลไกการเพิ่มความสูงในช่วงวัย 4-12 ปี

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจกลไกทางชีววิทยาของการเจริญเติบโต ช่วงที่เด็กจะมีความสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Growth Spurt) นั้น เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายจะมีช่วงเวลาที่แตกต่างกันตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ดังนี้ค่ะ:

  • สำหรับเด็กผู้หญิง: จะเริ่มเข้าสู่ช่วง Growth Spurt เมื่ออายุประมาณ 9-10 ปี และความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอายุประมาณ 11.5 – 12 ปี (หรือช่วงที่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก) หลังจากนั้นอัตราการเพิ่มความสูงจะชะลอลงอย่างมาก และกระดูกจะหยุดการเจริญเติบโตในช่วงอายุ 16-18 ปี
  • สำหรับเด็กผู้ชาย: จะเริ่มช้ากว่าเด็กผู้หญิง โดยเริ่มยืดตัวในช่วงอายุประมาณ 10-12 ปี และทำความสูงได้สูงสุดช่วงอายุ 13.5 – 14 ปี จากนั้นจะค่อยๆ ชะลอตัวและหยุดการเจริญเติบโตเมื่ออายุประมาณ 18-20 ปี

ตามคำแนะนำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (Thai DRI) เด็กอายุ 4-8 ปี ต้องการแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน และวัย 9-18 ปี ต้องการสูงถึง 1,000 มิลลิกรัม/วัน การได้รับ “แคลเซียมธรรมชาติ” อย่างเพียงพอในช่วงวัยนี้ จึงเปรียบเสมือนการตุนวัตถุดิบชั้นยอด เพื่อให้ร่างกายสร้าง “มวลกระดูกสูงสุด” (Peak Bone Mass) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความสูงในปัจจุบัน แต่ยังป้องกันโรคกระดูกพรุนในตอนที่อายุมากขึ้นได้อีกด้วย

แคลเซียมธรรมชาติ

ไขความลับ: ทำไม “นมวัว” จึงเป็นแหล่งแคลเซียมธรรมชาติที่แพทย์แนะนำ?

ในทางการแพทย์ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเรารับประทานแคลเซียมเข้าไป “ปริมาณ” เท่าไหร่ แต่อยู่ที่ร่างกาย “ดูดซึม” ไปใช้ได้จริงเท่าไหร่ นมวัวจึงมีความโดดเด่นในเรื่องนี้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ค่ะ:

  1. อัตราการดูดซึมสูง (High Bioavailability): ในนมโคแท้ 1 กล่อง (ประมาณ 200-225 มล.) จะมีแคลเซียมธรรมชาติอยู่ราว 200-280 มิลลิกรัม ร่างกายมนุษย์สามารถดูดซึมแคลเซียมจากนมวัวไปใช้ได้สูงถึง 30-35% ซึ่งสูงกว่าแคลเซียมจากพืชบางชนิดที่มีสารขัดขวางการดูดซึม (เช่น ไฟเตท หรือ ออกซาเลต)
  2. ตัวช่วยดูดซึมตามธรรมชาติ (Absorption Enhancers): แคลเซียมในนมวัวไม่ได้ทำงานลำพัง แต่นมวัวมี “น้ำตาลแลคโตส” และเปปไทด์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า “Casein Phosphopeptides (CPP)” ซึ่งสารกลไกธรรมชาติเหล่านี้ถูกพิสูจน์แล้วทางการแพทย์ว่าช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เล็กได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. สารอาหารทำงานร่วมกัน (Synergistic Nutrients): นมวัวมีโปรตีนคุณภาพสูง (ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างตาข่ายคอลลาเจนในกระดูก) ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินบี 12 สารอาหารเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นทีมในการสร้างความแข็งแรงให้ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

เคล็ดลับดูแลลูกวัย 4-12 ปี ให้เติบโตสมวัยแบบองค์รวม

การมีความสูงที่สมวัยต้องอาศัยปัจจัยร่วม (Multifactorial) หมอขอสรุปเช็กลิสต์ทางโภชนาการและพฤติกรรมที่ควรทำควบคู่กัน ดังนี้ค่ะ:

  • โภชนาการครบถ้วน และเลือกนมโคแท้ 100%: เด็กควรได้รับอาหารครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีน และเสริมด้วยนมวัวรสจืด วันละ 2 กล่อง/วัน แนะนำผู้ปกครองควรอ่านฉลากโภชนาการ เลี่ยงนมที่มีการเติมน้ำตาลทราย เพื่อป้องกันภาวะอ้วนซึ่งอาจส่งผลให้ฮอร์โมนผิดปกติและกระดูกปิดเร็วกว่ากำหนดได้ค่ะ
  • การนอนหลับลึก (Slow-Wave Sleep) เพื่อหลั่ง Growth Hormone: โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเวลาที่เราหลับสนิท (Deep Sleep) ซึ่งวงจรการนอนของเด็กต้องใช้เวลาเข้าสู่ภาวะหลับลึก ดังนั้น เด็กควรเข้านอนเป็นเวลา เพื่อให้นาฬิกาชีวภาพทำงาน และร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่
  • การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-Bearing Exercise): การกระโดดเชือก บาสเกตบอล วิ่ง หรือกิจกรรมที่มีการกระแทกในระดับที่เหมาะสม จะสร้างกลไกที่เรียกว่า “Mechanical Stress” ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กระดูกหนาและยาวขึ้นด้วยค่ะ

การทำงานร่วมกันระหว่างโภชนาการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการได้รับ แคลเซียมธรรมชาติ การพักผ่อน และการออกกำลังกาย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกศักยภาพทางพันธุกรรม ให้เด็กๆ เติบโตสมวัยและมีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงไปตลอดชีวิตค่ะ


เอกสารอ้างอิง (References):

  1. สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (Dietary Reference Intake for Thais 2020). นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2566). แนวทางการส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็กไทย: รู้จักความแตกต่าง “แคลเซียม” จากนม และยาเม็ดแคลเซียม.
  3. Weaver, C. M., et al. (2016). The National Osteoporosis Foundation’s position statement on peak bone mass development and lifestyle factors: a systematic review and implementation recommendations. Osteoporosis International, 27(4), 1281-1386. (อ้างอิงเรื่อง Bioavailability ของแคลเซียมในนมวัวและการสร้างมวลกระดูกสูงสุด).
  4. Guéguen, L., & Pointillart, A. (2000). The bioavailability of dietary calcium. Journal of the American College of Nutrition, 19(sup2), 119S-136S. (อ้างอิงเรื่องการดูดซึมแคลเซียมร่วมกับ CPP และแลคโตส).
  5. “กรมอนามัย ชี้ พ่อแม่ โรงเรียน ชุมชน ต้องร่วมมือช่วยเด็กไทยสูงสมวัย ตั้งเป้าปี 79 ชาย 163 ซ.ม.”, กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

แคลเซียมธรรมชาติ

ABK’s Pick: การันตีคุณภาพด้วยรางวัล Editor’s Choice สาขา BEST UHT 100% COW’S MILK จากเวที Amarin Baby & Kids Awards 2025! นมโฟร์โมสต์ รสจืด ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ส่งตรงจากฟาร์มไทยที่ใส่ใจทุกขั้นตอนตามมาตรฐานระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ อุดมด้วยสารอาหารธรรมชาติ ทั้งวิตามินบี 12, บี 2, ฟอสฟอรัส, ไอโอดีน และโดดเด่นด้วย แคลเซียมสูงถึง 35%* (ต่อขนาด 225 มล.) ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน

Dubua cafe

ดูบัวคาเฟ่ (Dubua Cafe) คาเฟ่ฟาร์มบรรยากาศธรรมชาติ จ.นครปฐม ที่เที่ยวเด็กใกล้กรุงเทพ เข้าฟรี!

ชวนครอบครัวเปลี่ยนวันหยุดธรรมดาให้กลายเป็นวันแห่งความสนุกที่ ดูบัวคาเฟ่ (Dubua Cafe) คาเฟ่ฟาร์มท่ามกลางธรรมชาติในจังหวัดนครปฐม ที่เหมาะสำหรับบ้านไหนกำลังมองหา ที่เที่ยวเด็กใกล้กรุงเทพ แบบเดินทางง่าย ใช้งบไม่เยอะ และมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ปล่อยพลังได้ทั้งวัน

ที่นี่มีโซน Mini Zoo ให้เด็ก ๆ ได้ใกล้ชิดสัตว์แบบไม่ต้องเสียค่าเข้าชม พร้อมจักรยานปั่นฟรีในพื้นที่กว้างร่มรื่น บรรยากาศโปร่งโล่ง เข็นรถเข็นเด็กได้สะดวก มีจุดนั่งพักหลายมุม และโซนอาหารครบในที่เดียว จะมื้อกลางวันหรือของหวานก็จบได้เลยโดยไม่ต้องย้ายที่

ด้วยพื้นที่กว้างกว่า 100 ไร่ บรรยากาศโปร่งโล่ง เดินสบายไม่แออัด พร้อมกิจกรรมหลากหลายสำหรับเด็ก ๆ ทำให้ Dubua Cafe เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของครอบครัวที่อยากพาเด็ก ๆ ออกมาใช้เวลานอกบ้าน ใกล้ชิดธรรมชาติ และสนุกได้แบบไม่ต้องเร่งรีบ 

Mini Zoo – ดูสัตว์ ป้อนอาหาร ใกล้ชิดแบบธรรมชาติ

โซนนี้คือไฮไลต์ที่เด็ก ๆ ชอบมาก เพราะได้เจอสัตว์หลายชนิดแบบใกล้ ๆ มีทั้ง ควาย แพะ ม้า ลา กวาง กระต่าย เต่า ไก่ ห่าน และนกอีกหลายชนิด กระจายอยู่หลายจุดรอบฟาร์ม เดินไปเรื่อย ๆ ก็สามารถเจอสัตว์ได้ตลอดทาง

เด็ก ๆ ได้เห็นสัตว์แบบใกล้ ๆ ได้ป้อนอาหารด้วยตัวเอง และเรียนรู้ธรรมชาติแบบไม่ต้องผ่านหน้าจอ เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทั้งสนุกและได้ประสบการณ์ตรง

สำหรับบ้านไหนอยากให้น้อง ๆ ได้ลองป้อนอาหาร สามารถซื้อชุดอาหารสัตว์ได้ในราคา ชุดละ 20 บาท มีทั้งหญ้าหวาน แครอท รวมถึงอาหารปลา โดยมีจุดจำหน่ายกระจายอยู่หลายจุดรอบพื้นที่ ทำให้สะดวกต่อการแวะซื้อระหว่างเดินเที่ยว ไม่ต้องเดินย้อนกลับไปมา

ปั่นจักรยาน & ปั่นเรือเป็ด ชมวิวบึงบัว

อีกกิจกรรมที่ครอบครัวชอบมากคือปั่นจักรยานฟรี รอบพื้นที่กว้าง ๆ ปั่นไปดูสัตว์ไป รับลมธรรมชาติไป เพลินมาก หรือจะเลือกปั่นเรือเป็ดกลางบึงบัว ชมวิวชิล ๆ ก็ได้ฟีลพักผ่อนสุด ๆ เป็นกิจกรรมเบา ๆ ที่เด็กสนุก ผู้ใหญ่ก็แฮปปี้

ดูบัวคาเฟ่

โซนเครื่องเล่นเด็ก ปล่อยพลังกันเต็มที่

นอกจากโซนสัตว์และกิจกรรมรอบบึงแล้ว ภายในดูบัวคาเฟ่ยังมีโซนเครื่องเล่นไม้กลางแจ้งสำหรับเด็ก ๆ ให้ได้ปล่อยพลัง เป็นเครื่องเล่นแนวธรรมชาติ เช่น ม้าโยกไม้ ไม้กระดก และฐานฝึกเดินทรงตัว ช่วยให้เด็ก ๆ ได้เคลื่อนไหว ฝึกการทรงตัว และใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปพร้อมกับบรรยากาศร่มรื่นริมบึง

ช่วงเย็นบรรยากาศจะยิ่งดี ลมพัดสบาย เหมาะสำหรับนั่งพักผ่อนหลังจากเดินเที่ยวมาทั้งวัน

มีของกินครบ เที่ยวแล้วสบายท้อง

มาเที่ยวที่ดูบัวคาเฟ่ ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร เพราะมีร้านและจุดจำหน่ายของกินกระจายอยู่หลายโซนทั่วพื้นที่ จะนั่งทานเป็นมื้อจริงจังหรือแวะซื้อของกินง่าย ๆ ก็สะดวก 

มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งอาหารไทย อาหารอีสาน ซีฟู้ด เมนูจานเดียว ของทานเล่น คาเฟ่ กาแฟ เบเกอรี่ โยเกิร์ต และไอศกรีมสำหรับเด็ก ๆ ร้านยอดนิยมภายในพื้นที่ เช่น ร้านหมีมีหมี่, ร้านดูบัวอีสานซีฟู้ด, Dubua Cafe, โรงคั่วดูบัว และร้านโยกุรุโตะ 

เที่ยวเล่นเสร็จแล้วสามารถแวะเติมพลังได้ทันที โดยไม่ต้องออกไปหาของกินข้างนอกให้ยุ่งยาก แต่ละโซนมีที่นั่งและบรรยากาศแตกต่างกัน จะเลือกมุมนั่งชิล ๆ ริมบึง หรือโซนร้านอาหารแบบจริงจังก็สะดวกครบในที่เดียว

Pet-Friendly พาสัตว์เลี้ยงมาได้

บ้านไหนมีน้องหมาน้องแมว สามารถพามาเดินเล่นได้ ทำให้วันหยุดกลายเป็นวันพักผ่อนของทั้งครอบครัวจริง ๆ

สนุกพร้อมเสริมพัฒนาการเด็ก

นอกจากความสนุกแล้ว เด็ก ๆ ยังได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการเห็นสัตว์ใกล้ ๆ การสังเกตพฤติกรรม และการลงมือป้อนอาหารด้วยตัวเอง ตลอดจนได้วิ่งเล่น เคลื่อนไหว และใช้พลังงานอย่างเต็มที่

การได้ออกมาใช้เวลานอกบ้านท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้ ไม่ได้มีแค่ความเพลิดเพลิน แต่ยังเป็นช่วงเวลาคุณภาพที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ดูบัวคาเฟ่ (Dubua Cafe) จึงเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวครอบครัวใกล้กรุงเทพ ที่ให้ได้ทั้งความสุขและประสบการณ์ในวันเดียว

รายละเอียด

ดูบัวคาเฟ่
ที่ตั้ง : อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
Google Maps : https://goo.gl/maps/9vFdjhdVgnmZgfKC8
เปิดทุกวัน เวลา : 8:00-18:00 น.
โทร : 097-024-0842
Line : https://lin.ee/SD6jfvS


เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น
Holotype cafe คาเฟ่แมลง พื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติที่เด็ก ๆ จะตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรก


Editor : mylittlewawa

ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ

ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ มีแบบไหนบ้าง? อันตรายไหม

รู้ก่อนทำ ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ รักษาโรคหัวใจได้จริงไหม?

ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติหรือจังหวะการเต้นที่ผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย การผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจจึงเป็นวิธีรักษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้หัวใจกลับมาเต้นได้อย่างเหมาะสม

อุปกรณ์ขนาดเล็กที่เรียกว่าเครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือ Pacemaker นี้เปรียบเสมือนระบบไฟฟ้าสำรองที่คอยกำกับจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงานของอุปกรณ์นี้จะช่วยให้การวางแผนรักษามีประสิทธิภาพและลดความกังวลให้แก่ผู้ที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจได้มากขึ้น

สารบัญบทความ

ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร

การผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ คือกระบวนการผ่าตัดเพื่อฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กไว้ใต้ผิวหนัง บริเวณต่ำกว่ากระดูกไหปลาร้า เรียกอุปกรณ์นี้ว่า “เครื่องกระตุ้นหัวใจ(Pacemaker)” คืออุปกรณ์ที่จะเชื่อมต่อกับสายสื่อสัญญาณที่สอดเข้าไปยังห้องหัวใจเพื่อทำหน้าที่กำกับจังหวะการเต้นของหัวใจ

การผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจไม่ได้จำกัดเพียงแค่การรักษาอาการในระยะยาวเท่านั้น ในกรณีฉุกเฉิน แพทย์อาจพิจารณาใช้ Temporary Pacemaker คือการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดชั่วคราวผ่านสายสวนทางหลอดเลือดดำ เพื่อประคับประคองอาการจนกว่าผู้ป่วยจะมีความพร้อมในการผ่าตัดใส่เครื่องชนิดถาวร หรือจนกว่าสาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะจะได้รับการแก้ไขอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อีกชนิดคือ AICD (Automatic Implantable Cardioverter Defibrillator) ซึ่งเป็นเครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่มีความสามารถในการช็อกไฟฟ้าหัวใจโดยอัตโนมัติหากพบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต

หลักการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจ เป็นอย่างไร?

หลักการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้านั้นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ตัวเครื่องประกอบด้วยแบตเตอรี่และวงจรคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ทำหน้าที่ตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าตามธรรมชาติของหัวใจตลอดเวลา หากเครื่องตรวจพบว่าหัวใจเต้นช้าเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ เครื่องจะส่งกระแสไฟฟ้าที่เบามากจนผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวผ่านสายนำสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวในจังหวะที่ถูกต้อง

เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจรุ่นปัจจุบัน มีเซนเซอร์ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของร่างกายและการหายใจได้ เมื่อผู้ป่วยมีการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงหรือมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น เครื่องจะปรับเพิ่มอัตราการกระตุ้นหัวใจให้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ การทำงานที่สอดประสานกับร่างกายนี้ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงกับปกติมากขึ้น

ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ มีข้อดีอย่างไรบ้าง?

เครื่องกระตุ้นหัวใจ

การผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ช่วยให้ผู้ป่วยได้พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ข้อแรกคือการกำจัดผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่เกิดจากหัวใจเต้นช้า เช่น อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง หน้ามืด หรือการหมดสติกะทันหัน ซึ่งลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตลงได้มาก ต่อมาคือการป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะยาว เนื่องจากหัวใจสามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจปัจจุบันมีความเสี่ยงต่ำมาก ผู้ป่วยมักกังวลว่าการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจอันตรายไหม ความจริงคือเป็นการผ่าตัดที่ทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงรู้สึกเจ็บน้อยมาก แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 3-5 เซนติเมตร และซ่อนอยู่ใต้ชั้นผิวหนังอย่างมิดชิด ทำให้มองเห็นรอยแผลได้ยากและร่นระยะเวลาการพักฟื้นในโรงพยาบาลให้สั้นลงเพียง 1-2 วันเท่านั้น

วิธีดูแลตัวเองก่อน – หลังผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ต้องทำอย่างไร

เพื่อให้กระบวนการผ่าตัดและการพักฟื้นเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ป่วยและญาติควรศึกษาแนวทางปฏิบัติอย่างละเอียด ซึ่งแบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

  • งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัดตามคำแนะนำของแพทย์
  • แจ้งประวัติการแพ้ยาและรายการยาที่รับประทานประจำ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งแพทย์อาจสั่งหยุดยาชั่วคราว
  • ทำความสะอาดร่างกายและผิวหนังบริเวณที่จะทำการผ่าตัดตามมาตรฐานโรงพยาบาล
  • ตรวจสอบสิทธิการรักษาและข้อมูลว่าใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ราคาเท่าไหร่บ้าง เนื่องจากอุปกรณ์มีหลายรุ่นและมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันตามสิทธิการเบิกจ่ายหรือแพ็กเกจของโรงพยาบาล

การดูแลหลังผ่าตัดระยะแรก

  • ระมัดระวังไม่ให้แผลโดนน้ำในช่วง 7-10 วันแรกเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • งดยกแขนข้างที่ทำผ่าตัดขึ้นเหนือศีรษะ หรือเอื้อมไปทางด้านหลังอย่างรุนแรงในช่วง 4-6 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันสายนำสัญญาณเลื่อนหลุดจากตำแหน่งในหัวใจ
  • สังเกตอาการผิดปกติบริเวณแผล เช่น บวม แดง ร้อน หรือมีสิ่งคัดหลั่งซึมออกมา ควรรีบพบแพทย์ทันที
  • รับประทานยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบหัวใจ

ข้อควรปฏิบัติในระยะยาวและวิธีดูแลผู้ป่วยใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ

  • พกบัตรประจำตัวผู้ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจติดตัวไว้เสมอ เพื่อแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบในกรณีฉุกเฉิน
  • สามารถใช้โทรศัพท์มือถือได้ตามปกติ แต่ควรคุยด้วยหูข้างตรงข้ามกับที่ฝังเครื่อง และไม่ควรใส่โทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านที่ฝังเครื่อง
  • หลีกเลี่ยงสนามแม่เหล็กแรงสูง เช่น เครื่อง MRI (ยกเว้นรุ่นที่ระบุว่ารองรับ), เครื่องสแกนวัตถุระเบิดในสนามบิน (ควรแสดงบัตรประจำตัวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจด้วยวิธีอื่น), และอุปกรณ์เชื่อมโลหะ
  • การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านส่วนใหญ่ เช่น ไมโครเวฟ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ตามปกติหากไม่มีการรั่วของกระแสไฟฟ้า

ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ดูแลให้ดี เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง

การผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ เป็นการรักษาเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่มีความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ แม้ว่าผู้ป่วยหลายคนจะกังวลเรื่องการมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในร่างกาย แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เครื่องกระตุ้นหัวใจนั้นสามารถดูแลให้ปลอดภัยได้ดี และช่วยให้หัวใจทำงานได้อย่างราบรื่น

โรงพยาบาลวิภาวดีให้การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจที่มีทักษะสูง ที่นี่มีเทคโนโลยีการวินิจฉัยและห้องปฏิบัติการสวนหัวใจที่ครอบคลุมสำหรับการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจทั้งชนิดชั่วคราวและถาวร รวมถึงอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่น ๆ เช่น เครื่องปั๊มหัวใจ หรือเครื่องช็อกไฟฟ้าอัตโนมัติ ดูแลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้หัวใจของทุกคนได้รับการดูแลให้ปลอดภัยตลอดการผ่าตัด

Tags

Jessie M Next มิติใหม่แห่งการดูแลคุณแม่หลังคลอด ด้วยคุณภาพที่ ‘ยืนยัน’ จากงานวิจัย ม.สงขลานครินทร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน

คุณแม่หลังคลอดหลายท่านอาจเคยลองผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมามากมาย แต่มีสักกี่ผลิตภัณฑ์ที่กล้า ‘ยืนยันคุณภาพ’ ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์? ปฏิเสธไม่ได้ว่าความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือสิ่งที่คุณแม่ทุกคนต้องการ และนี่คือเหตุผลที่ Jessie M Next แตกต่าง ด้วยสูตรที่ไม่ได้มาจากการตลาด แต่มาจากการวิจัยพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ และผ่านการพิสูจน์คุณภาพจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน ซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ วันนี้จะพาคุณแม่ไปเจาะลึกว่า งานวิจัยชิ้นนี้คืออะไร และทำไมคุณแม่จึงสามารถวางใจให้ Jessie M Next เป็นผู้ช่วยดูแลร่างกายหลังคลอดได้อย่างหมดกังวล

Jessie M Next, แม่หลังคลอด, บำรุงน้ำนมแม่, เจสซี่มัม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มน้ำนมหลังคลอด

Jessie M Next คืออะไร? จุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพแม่หลังคลอดที่ลงตัว

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน เรามาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นหัวใจสำคัญของการดูแลคุณแม่หลังคลอดในวันนี้เสียก่อน

Jessie M Next (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Jessie Mum) คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่คิดค้นขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการฟื้นฟูร่างกายที่เหนื่อยล้า และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างและเพิ่มปริมาณน้ำนมแม่ ให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อลูกน้อย

ผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติที่ทรงประสิทธิภาพ ด้วยส่วนผสมหลักจากพืชผสานกับวิตามินและแร่ธาตุ ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อดูแลคุณแม่ให้ครบถ้วน สารสกัดหลักจากพืช 4 ชนิด

  • ผงปลีกล้วยน้ำว้า (Banana Flower Powder): จากการศึกษาวิจัยและพบว่า หัวปลีมีสารซาโปนินและแทนนิน ที่อาจช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรแลคตินในเลือด กระตุ้นต่อมน้ำนมให้มีการสร้างน้ำนม
  • ผงอินทผลัม (Date Palm Powder): การกินอินทผลัมจะช่วยลดความกดดันและบรรเทาภาวะซึมเศร้าของคุณแม่ทำให้น้ำนมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสารอาหารในน้ำนม ทำให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรงอีกด้วย
  • ลูกซัด (Fenugreek): สมุนไพรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีส่วนช่วยในการกระตุ้นและเพิ่มปริมาณน้ำนม
  • ขิง (Ginger): ช่วยขับลม บำรุงการไหลเวียนโลหิต และสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย
  • สารสกัดผลดิบอะเซโรล่าเชอร์รี่ (Acerola Cherry Extract) ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อต้านการอักเสบต่างๆ ของร่างกาย บรรเทาอาการหอบหืด ภูมิแพ้ และไซนัสได้
  • ขมิ้นชัน (Turmeric): ช่วยในการฟื้นฟูร่างกายและบำรุงผิวพรรณ
  • ผงเมล็ดเทียนข้าวเปลือก (Fennel): หรือที่เรียกว่าผงเมล็ดผักชีล้อม ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำนม
  • วิตามินและแร่ธาตุ 6 ชนิด: รวมถึง ซิงค์ ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ไบโอติน และกลุ่ม วิตามินบี (B1, B6, B12) และ กรดโฟลิค ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการบำรุงร่างกายคุณแม่หลังคลอด และช่วยลดความอ่อนเพลีย

มั่นใจในส่วนผสม การรับรองในระดับสากล

สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณแม่มั่นใจในความปลอดภัยของ Jessie M Next คือการคัดเลือกส่วนผสมที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว โดยนอกเหนือจากงานวิจัยภายในประเทศ ยังมีการอ้างอิงผลงานวิจัยของส่วนผสมจากแหล่งข้อมูลระดับโลก เช่น

  • ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NCBI): ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และชีวการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • Drugs and Lactation Database (LactMed®): ฐานข้อมูลที่ให้ข้อมูลความปลอดภัยของยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตรโดยเฉพาะ

Jessie M Next จึงเป็นมากกว่าอาหารเสริม แต่คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องจากคุณแม่หลายท่าน และวันนี้ Jessie M Next พร้อมแล้วที่จะพิสูจน์คุณภาพและความน่าเชื่อถือนี้ด้วย ‘หลักฐานทางวิทยาศาสตร์’ จากงานวิจัยของ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ฮาซารา ประเทศปากีสถาน

แม่หลังคลอด, บำรุงน้ำนมแม่, เจสซี่มัม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มน้ำนมหลังคลอด

เจาะลึกความน่าเชื่อถือ งานวิจัย ม.สงขลานครินทร์ ร่วมกับม.ฮาซารา ประเทศปากีสถาน การันตีคุณภาพ

สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของ Jessie M Next ได้อย่างชัดเจนที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่คำโฆษณา แต่คือความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนา โดยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศอย่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน ภายใต้การควบคุมดูแลของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑา ทาคาฮาชิ ยูปันคิ จากศูนย์วิจัยความเป็นเลิศอาหารสุขภาพและโภชนาการ คณะอุตสาหกรรมเกษตร และ ดร.มูฮัมหมัด อัจมัล ชาห์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน

ความร่วมมือครั้งนี้ได้นำไปสู่การวิจัยเชิงลึกในหัวข้อ “ประสิทธิภาพแบบคู่ในการกระตุ้นการผลิตน้ำนมและบรรเทาความเครียดในระยะให้นมของหนู” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเพิ่มน้ำนมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพองค์รวมและสภาวะทางอารมณ์ของคุณแม่ในระยะให้นมบุตรอย่างครบถ้วน

การออกแบบงานวิจัย พิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้วยวิทยาศาสตร์

เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของ Jessie M Next อย่างเป็นกลาง งานวิจัยได้ถูกออกแบบภายใต้หลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ แม่หนูที่ให้นมลูกตามธรรมชาติ เป็นกลุ่มทดสอบ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์อย่างละเอียด

  • กลุ่มควบคุม เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์ใด ๆ
  • กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์ในปริมาณน้อย (D1)
  • กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์ในปริมาณกลาง (D2)
  • กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์ในปริมาณสูง (D3)

การแบ่งกลุ่มทดลองที่ชัดเจนนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่า ทุกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ Jessie M Next โดยตรง ซึ่งเป็นแนวทางการวิจัยที่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก

ผลการวิจัยที่สำคัญ 4 มิติคุณภาพที่ได้รับการยืนยัน

ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อหลัก ซึ่งตอกย้ำถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  1. การเพิ่มผลผลิตน้ำนม: ผลลัพธ์เชิงปริมาณที่ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์มีส่วนช่วยในการ กระตุ้นการผลิตน้ำนม ได้จริง
  2. การเจริญเติบโต: ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ส่งผลต่อ คุณภาพของน้ำนม ซึ่งสะท้อนผ่านการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นของลูกหนู
  3. การลดความเครียดทางสรีรวิทยา: การค้นพบที่สำคัญซึ่งบ่งชี้ว่า Jessie M Next มีส่วนช่วยในการ บรรเทาความเครียด ของคุณแม่หลังคลอด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำนม
  4. การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบและความปลอดภัยของแคปซูล: การยืนยันด้าน ความปลอดภัย และคุณสมบัติในการช่วยลดการอักเสบในร่างกายหลังคลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร

Jessie M Next ไม่ได้มีดีแค่ส่วนผสมจากธรรมชาติ แต่มี หลักฐานเชิงประจักษ์ และการันตีจากสถาบันการศึกษาชั้นนำที่พิสูจน์ทั้ง ประสิทธิภาพการเพิ่มน้ำนม และ ความปลอดภัย ในการบริโภค

แม่หลังคลอด, บำรุงน้ำนมแม่, เจสซี่มัม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มน้ำนมหลังคลอด

ประโยชน์รอบด้านที่พิสูจน์ได้ Jessie M Next ให้คุณแม่มากกว่าการดูแลทั่วไป

เมื่อเราทราบแล้วว่า Jessie M Next มีส่วนผสมที่ได้รับการอ้างอิงระดับสากล และผ่านการวิจัยอย่างเข้มข้นจาก ม.สงขลานครินทร์ ที่ร่วมกับม.ฮาซารา ประเทศปากีสถาน ต่อไปเราจะมาดูว่าประโยชน์ที่แม่ ๆ จะได้รับนั้นมีอะไรบ้าง

การสนับสนุนการให้นมบุตรอย่างครบวงจร

หัวใจหลักของ Jessie M Next คือการเป็นผู้ช่วยสำคัญในภารกิจการให้นมบุตร ผลการวิจัยได้ยืนยันอย่างชัดเจนในเรื่องของ

การเพิ่มผลผลิตน้ำนม: ส่วนผสมหลักอย่าง ผงปลีกล้วยน้ำว้า (Banana Flower Powder) ผงอินทผลัม (Date Palm Powder) ลูกซัด (Fenugreek) ขิง (Ginger Extract) ขมิ้นชัน (Turmeric Extract) และ ผักชีล้อม (Fennel Powder) ที่ทำงานร่วมกันเพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำนม ทำให้คุณแม่มีความมั่นใจว่าน้ำนมจะไหลเวียนดีและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย

แม่หลังคลอด, บำรุงน้ำนมแม่, เจสซี่มัม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มน้ำนมหลังคลอด

คุณภาพน้ำนมที่ดีขึ้น: ประสิทธิภาพในการเพิ่มปริมาณไม่ได้มาพร้อมกับความอ่อนเพลีย แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยมีการเจริญเติบโตที่ดี (ตามผลการวิจัยการเจริญเติบโตของลูกหนู) ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพที่ส่งต่อจากแม่สู่ลูก

การบรรเทาความเครียดและการฟื้นฟูทางสรีรวิทยา

หนึ่งในความโดดเด่นของ Jessie M Next ที่ถูกเน้นย้ำในงานวิจัยคือ “ประสิทธิภาพแบบคู่” ที่ไม่ได้แค่เพิ่มน้ำนม แต่ยังช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำนมแม่

  • ลดความเครียดทางสรีรวิทยา: ผลการวิจัยชี้ว่าผลิตภัณฑ์มีส่วนช่วยในการ บรรเทาความเครียด ของร่างกายหลังคลอด ทำให้คุณแม่สามารถผลิตน้ำนมได้อย่างผ่อนคลายและสม่ำเสมอมากขึ้น
  • ลดอาการอ่อนเพลียและบำรุงกำลัง: กลุ่มวิตามิน B และแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ขิง ช่วยในการบำรุงการไหลเวียนโลหิต ลดความเหนื่อยล้า และช่วยให้คุณแม่กลับมามีพลังงานในการดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่

ดูแลรูปร่างและผิวพรรณอย่างเป็นธรรมชาติ

คุณแม่หลังคลอดมักต้องการการดูแลที่ไม่ใช่แค่สุขภาพภายใน แต่รวมถึงความมั่นใจในรูปลักษณ์ภายนอกด้วย

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและบำรุงผิว: ด้วยส่วนผสมอย่าง ขมิ้นชัน และฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ได้รับการทดสอบ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูร่างกายจากภายในสู่ภายนอก และช่วยบำรุงผิวพรรณให้กลับมาเปล่งปลั่ง
  • เสริมความสมดุลของร่างกาย: การได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างเพียงพอ ช่วยให้ร่างกายของคุณแม่เข้าสู่สภาวะสมดุลได้เร็วขึ้นหลังจากการคลอดที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก

Jessie M Next จึงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจความต้องการของคุณแม่หลังคลอดอย่างแท้จริง มอบการดูแลที่ได้รับการ ยืนยันทั้งจากธรรมชาติ และจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของ ม.สงขลานครินทร์

Jessie M Next ทางเลือกที่มั่นใจ…เพราะมีงานวิจัยรับรอง

ถึงเวลาแล้วที่คุณแม่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและลูกน้อยอย่างมั่นใจที่สุด Jessie M Next ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความใส่ใจในการวิจัยและพัฒนาอย่างแท้จริง

  • คุณภาพยืนยันด้วยงานวิจัย: งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาซารา ประเทศปากีสถาน คือเครื่องการันตีที่หนักแน่นที่สุด ทั้งในด้าน ประสิทธิภาพการกระตุ้นน้ำนม และ ความปลอดภัย ตลอดจนการช่วย บรรเทาความเครียด ของคุณแม่ในระยะให้นมบุตร
  • ส่วนผสมที่วางใจได้: การคัดสรรส่วนผสมจากพืชผสานวิตามินและแร่ธาตุ ที่ได้รับการอ้างอิงจากฐานข้อมูลระดับสากล ทำให้คุณแม่มั่นใจได้ว่า ทุกแคปซูลคือสิ่งที่ดีและปลอดภัยสำหรับทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อย

หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการเพิ่มน้ำนมอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดแบบองค์รวมอย่างมี ‘หลักฐานทางวิทยาศาสตร์’ รองรับ Jessie M Next คือคำตอบที่คุณสามารถเชื่อมั่นได้ 100%

อย่าปล่อยให้ความกังวลเรื่องน้ำนมและความเหนื่อยล้าหลังคลอดมาบั่นทอนความสุขของคุณแม่ เริ่มต้นการดูแลตัวเองอย่างชาญฉลาดและมั่นใจตั้งแต่วันนี้ ให้ Jessie M Next เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางมหัศจรรย์ของการเป็นคุณแม่ที่แข็งแรงและมีความสุขค่ะ

คุณแม่ที่ใกล้คลอด และตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Jessie Mum (เจสซี่มัม) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนช่วยเพิ่มน้ำนมหลังคลอด


คุณแม่ยุคใหม่ เลือกอย่างมั่นใจ S-26 GOLD3 ผสมแอลฟา สฟิงโกไมอีลิน

เพราะ ‘ทุกการเรียนรู้ยิ่งใหญ่เสมอ’ ก้าวเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นการสังเกต การฟัง หรือการสัมผัส ล้วนเป็นรากฐานสำคัญ การสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่ผ่านการดูแลที่เหมาะสม ทั้งด้านความรัก ความเอาใจใส่ และโภชนาการที่ดี จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เด็ก ๆ เติบโต เรียนรู้ในทุกช่วงวัย

S-26 GOLD

ผลิตภัณฑ์ นม S-26 GOLD3 เอกสิทธิ์เฉพาะ ผสมแอลฟา สฟิงโกไมอีลิน* ให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่าลูกได้รับโภชนาการที่หลากหลาย พร้อมทั้งยังมีสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์หลากหลาย เช่น

  • ดีเอชเอ (DHA) เออาร์เอ (ARA) แกงกลิโอไซด์ (Ganglioside) โคลีน (Choline) 2’-FL โอเมก้า 3,6,9 (Omega 3,6,9)
  • วิตามินบี 12  มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง
  • วิตามินเอ และวิตามินดี  มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
  • แคลเซียม มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง และมีส่วนช่วยในการทำงานปกติของเอนไซม์ในระบบย่อยอาหาร
  • ผสมใยอาหารชนิดโอลิโกฟรุคโตส
S-26 GOLD3

เพราะพื้นฐานร่างกายที่ดีเริ่มต้นจากโภชนาการที่มีคุณภาพ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ และ มีสารอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่จึงมั่นใจเลือก S-26 GOLD3 เอกสิทธิ์เฉพาะ เพื่อสนับสนุนให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ในทุก ๆ วัน

คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกสิ่งที่ดีเพื่อลูกรักได้แล้ววันนี้

*แอลฟา สฟิงโกไมอีลิน คือ เครื่องหมายการค้าเวย์โปรตีนเข้มข้นที่มีแอลฟา-แล็คตัลบูมินและสฟิงโกไมอีลิน
ฆอ.1431/2569

มัดรวม 9 โรงเรียนสาธิตยอดนิยม!
หลักสูตรคุณภาพ ใกล้กรุงเทพฯ

บ้านไหนกำลังวางแผนส่งลูกเรียน “โรงเรียนสาธิต” ห้ามพลาดบทความนี้! เพราะเราสรุปทุกข้อมูลสำคัญแบบเน้นๆ มาให้แล้วพร้อมเปิดลิสต์โรงเรียนท็อปฮิตในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่โดดเด่นทั้งหลักสูตรและทักษะชีวิต เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าตัวเล็กได้ง่ายขึ้นค่ะ

ทำความรู้จัก “โรงเรียนสาธิต” กันหน่อย

โรงเรียนสาธิต  (Demonstration School) คือโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะครุศาสตร์หรือคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ค่ะ เปรียบเสมือนห้องทดลองทางการศึกษาที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดไว้ในที่เดียวและยังมีข้อดีอีกมากมายเช่น

  • เป็นสถานที่ฝึกสอนของนิสิตนักศึกษาครู โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยดูแลอย่างใกล้ชิด
  • เป็นที่ทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนและเทคโนโลยีใหม่ ๆมากมาย
  • วิจัยพัฒนาการเด็กมีการศึกษาพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างเป็นระบบ
  • หลักสูตรทันสมัย มีการปรับปรุงเนื้อหาให้ก้าวทันโลกอยู่เสมอ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของนักเรียน

ด้วยมาตรฐานที่สูงและการันตีคุณภาพโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำให้โรงเรียนสาธิตกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ครองใจผู้ปกครองมาอย่างยาวนานค่ะ

เจาะลึกจุดเด่นของโรงเรียนสาธิต

1. หลักสูตรยืดหยุ่นและบูรณาการ

แม้จะใช้หลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นพื้นฐาน แต่โรงเรียนสาธิต มี “อิสระในการบริหารจัดการตนเอง” สูงกว่าโรงเรียนทั่วไป ทำให้หลักสูตรแตกต่างจากโรงเรียนอื่น ๆ ค่ะ

  • การเรียนรู้แบบบูรณาการ ไม่เน้นการแยกวิชาเรียนจนเด็กเบื่อแต่เน้นการเชื่อมโยงความรู้หลายแขนงเข้าด้วยกันผ่านการทำโครงงาน (Project-based Learning) ทำให้เด็กสนุกและเห็นภาพรวม ซึ่งโรงเรียนสาธิตแต่ละโรงเรียนก็มีอัตลักษณ์ในการสอนของตนเองที่แตกต่างกันด้วยค่ะ
  • เน้นทักษะแห่งอนาคต มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหามากกว่าการท่องจำ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2. บุคลากรระดับผู้เชี่ยวชาญ

คุณครูโรงเรียนสาธิตไม่ใช่แค่ผู้สอน แต่คือ “นักพัฒนาการศึกษา” ครูและอาจารย์ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง หลายท่านทำงานวิจัยควบคู่ไปกับการสอน ทำให้วิธีการสอนทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้โรงเรียนสาธิตหลาย ๆ แห่ง ก็เชิญผู้เชี่ยวชาญในแต่ละอาชีพมาเป็นคุณครูพิเศษสอนให้นักเรียนได้รู้จริงอีกด้วยค่ะ

3. เรียนต่อเนื่อง อนุบาลถึงมัธยม

หนึ่งในจุดแข็งที่สุดคือการวางรากฐานยาวนานตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงมัธยมปลายข้อดีคือ

  • ช่วยลดความเครียดจากการสอบ หลาย ๆ โรงเรียนมีโควตาภายในที่ให้นักเรียนชั้นประถมสามารถเลื่อนชั้นสู่ระดับมัธยมได้โดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือกใหม่  ช่วยให้เด็กพัฒนาศักยภาพตามช่วงวัยได้อย่างมีความสุขและต่อเนื่อง
  • สังคมเพื่อนที่อบอุ่น การเรียนร่วมกันยาวนานช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทั้งในกลุ่มเด็กและกลุ่มผู้ปกครอง เด็กบางคนเรียนโรงเรียนสาธิตตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล – มัธยม เป็นเพื่อนกันยาวนานหลายสิบปีเลยค่ะ

4. ศูนย์กลางนวัตกรรมและวิจัย

โรงเรียนสาธิตยังเป็นศูนย์พัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน เช่น ออกแบบโครงการพิเศษ หรือวิธีการช่วยเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้านการเรียนอีกด้วย

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาโรงเรียนที่มีความโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและนวัตกรรมการสอน โรงเรียนสาธิตในกรุงเทพฯ และปริมณฑลถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เลยค่ะ ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมี “จุดเด่น” และ “บุคลิก” ที่แตกต่างกันออกไป เรามาดูรายชื่อโรงเรียนที่น่าสนใจกันเลยค่ะ

  1. โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ( ฝ่ายประถม )

โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร เป็นโรงเรียนที่เน้นความหลากหลาย พัฒนาศักยภาพและการพัฒนาพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ปัจจุบันมี 3 หลักสูตร ได้แก่ ปฐมวัย (เด็กเล็ก อายุเทียบเท่าอนุบาล 3) / หลักสูตรประถมศึกษา / หลักสูตรนานาชาติ (PPiP)

โรงเรียนใช้หลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งออกเป็น 8 สาระ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning นั่นหมายถึง แกนกลางเป็นกรอบ แต่เนื้อหาสาระภายในเข้มข้นและสร้างสรรค์ มาจากขุมพลังประสานมิตรแท้ ๆ เลยค่ะ ซึ่ง Active Learning เป็นการบูรณาการความรู้ที่เกิดประโยชน์กับเด็ก ๆ ที่สุด ช่วยพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา การนำความรู้ไปใช้  ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ก่อให้เกิดปฎิสัมพันธ์ทางสังคม

นอกจากนี้โรงเรียนยังมีศูนย์การเรียนรู้ 6 แห่งที่เด็ก ๆ เข้ามาใช้งานได้ ซึ่งแต่ละศูนย์ให้ความสำคัญกับการต่อยอดศักยภาพ  ให้ความรู้หลากหลาย  ทุกคนเข้าถึงได้ พูดง่ายๆ คือ เป็นแหล่งรวมเครื่องมือ ห้อง LAB เฉพาะทาง ที่ช่วยให้แต่ละคนได้เรียนรู้  พัฒนาตัวเองอย่างรอบด้านนั่นเองค่ะ

ที่สุดของความสบายใจของแม่ ๆ เพราะเด็ก ๆ จากรั้วประสานมิตร (ประถม) สามารถศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มัธยม) หรือ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ได้โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน !!! เบาใจไปมากๆ เลยค่ะ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมตามไปอ่านกันต่อที่

2.โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม

โรงเรียนสาธิตจุฬาเป็นโรงเรียนสาธิตที่มีชื่อเสียงยาวนานกว่า 60 ปี เปิดสอนตั้งแต่ระดับ อนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยในระดับชั้นอนุบาลจะเปิดรับเฉพาะบุตรหลานบุคลากรของมหาวิทยาลัยเท่านั้น

การจัดการเรียนรู้มุ่งพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ทั้งด้าน ร่างกาย  จิตใจและอารมณ์ สังคม สติปัญญา พร้อมปลูกฝังภาวะผู้นำและการเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ตามศักยภาพ ความสามารถและพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย

โรงเรียนใช้แนวทาง Active Learning ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม มากกว่าการบรรยาย เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นคว้าและลงมือปฏิบัติจริง และมุ่งเน้นบูรณาการองค์ความรู้ สร้าง “คาแรกเตอร์” นักเรียน ตามแนวคิด  FUN FIND FOCUS (3F) ให้นักเรียนได้เลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจของตนเอง ภายใต้แนวคิด “เรียนปนเล่น ใช้งานเป็น เห็นแก่นสาร” มุ่งพัฒนาให้เด็กค้นพบศักยภาพและต่อยอดได้อย่างเป็นระบบแนวคิดนี้จึงไม่เพียงสร้าง “เด็กเก่ง” แต่สร้างเด็กที่รู้จักตนเอง มีเป้าหมายและเติบโตอย่างมั่นคงในเส้นทางที่ตนเลือกด้วยค่ะ 
บ้านไหนสนใจสามารถเข้าไปอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%ac%e0%b8%b2/

3.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โรงเรียนสาธิตเกษตรเป็นหนึ่งในโรงเรียนสาธิตยอดนิยมตลอดกาล สาธิตเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบองค์รวมซึ่งคือการพัฒนาในทุกๆด้านพร้อมกันอย่างสมดุล (Holistic Development) ไม่ใช่การเฉพาะเจาะจงด้านใดด้านหนึ่ง ทางโรงเรียนส่งเสริมทั้งกิจกรรมและวิชาการเพราะเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจะพัฒนาควบคู่ไปกับการทำนุบำรุงร่างกายและจิตใจอย่างเท่าเทียมกัน

หลักสูตรและตำราของโรงเรียนจะมาจากการค้นคว้า ทดลอง พัฒนาและสร้างแรงบันดาลใจในการเติบโตทางสติปัญญาแต่ก็ยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับนักเรียน และไม่ด้อยกว่ามาตรฐานกลาง ทำให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่สดใหม่ และทันสมัยอยู่เสมอ

นอกจากวิชาการที่เข้มข้นแล้วโรงเรียนสาธิตเกษตรฯส่งเสริมให้นักเรียนเลือกเรียนอย่างหลากหลายตามความถนัดและความสนใจพร้อมทั้งจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อต่อยอดทักษะความสามารถและประสบการณ์ของนักเรียน มีโครงการส่งเสริมความถนัด ความสามารถ และความสนใจพิเศษทั้งทางด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ ภาษาและอื่น ๆ อีกมากมายหากนักเรียนบางคนหาตัวเองไม่เจอและไม่ได้มีความสามารถพิเศษทางโรงเรียนจะใช้วิธีเชิงรุก ทีมอาจารย์แนะแนวจะเข้าชั้นเรียนมากขึ้น เพื่อทำการสำรวจ ให้ข้อคิดเห็น ให้คำปรึกษา โดยเด็กๆสามารถเข้าปรึกษากับอาจารย์ได้โดยตรง ถ้าคุณพ่อคุณแม่สนใจสามารถคลิกอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่

4.โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

โรงเรียนสาธิตละอออุทิศยังถือเป็นโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐ เปิดรับนักเรียนระดับเนอสเซอรี่ – ประถม 6 แนวทางการสอนในรูปแบบบูรณาการที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน เรียนรู้ตามศักยภาพอย่างมีความสุขและยังคงพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้เข้ากับสภาพสังคม เพื่อวางรากฐานให้กับเด็ก ๆ ได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

โรงเรียนเน้นพัฒนาให้เด็กเกิดกระบวนการคิดและใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้เรียนรู้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ ส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกและฝึกใช้ภาษาอังกฤษ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่น ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดยมี Teacher ทั้งฟิลิปปินส์และครู Native  มาสอนร่วมกับครูไทย

เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสิ่งแวดล้อมที่เน้นเด็กเป็นสำคัญและมีความปลอดภัยสูง โรงเรียนจัดบรรยากาศห้องเรียนเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อการสอน เช่น  iPad และ Apple TV  เทคโนโลยีต่าง ๆ  ที่นี่มีห้องเรียนคอมพิวเตอร์ IMAC และ IPAD แบบ 1ต่อ 1 เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ได้เต็มที่ รวมไปถึงห้องวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนทำอาหารที่มีอุปกรณ์ครบครัน ห้องเรียนมอนเตสเซอรี่ และห้องเรียนภาษาจีนด้วยค่ะ

ใครสนใจสามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/la-orutis-dusit/

5.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 -6  เป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ที่จะสร้างความสุขและการค้นหาตัวเองของเด็กๆ ในระบบนิเวศน์ที่ปลอดภัยและสนับสนุนให้เด็กๆทุกคนมีโอกาสในการเรียนที่เท่าเทียมกัน  ไม่เน้นการแข่งขันแต่เน้นการสร้างความร่วมมือในการทำงานเป็นทีม เพราะทุกคนมีศักยภาพที่จะเติบโตในแบบของตนเอง

หลักสูตรของโรงเรียนได้รับการปรับใช้และพัฒนาอยู่ตลอด ที่โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ เด็กๆไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้เพียงผู้เดียวเท่านั้น พวกเขายังมีส่วนร่วมในการศึกษาของตนเอง เพราะการเรียนรู้จากการลงมือทำเป็นวิธีการศึกษาที่มีประสิทธิผลสูงสุด หลักสูตรจึงได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆมีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและลงมือปฏิบัติครอบคลุมสาขาวิชาหลักและสาขาวิชาเลือก

รูปแบบการเลือกลงเรียนเหมือนพี่ๆมหาวิทยาลัย เป็นการบริหารจัดการการเรียนรู้ของแต่ละคนเอง ครูจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา Customize วิชาเรียนต่างๆ ให้เหมาะกับความชอบและเส้นทางของนักเรียนแต่ละคน เด็กๆจะมีวิชาเรียนที่ลงลึกตามที่ตนเองสนใจ หากเก็บหน่วยกิตครบ เด็กๆสามารถเรียนจบได้ใน 5 เทอม

น่าสนใจมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมคลิกอ่านต่อกันได้เลยที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/thammasat-secondary-school/

6.Satit Bilingual School of Rangsit University

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัย รังสิต เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6 ในรูปแบบ Bilingual School

สำหรับนักเรียน SBS อายุระหว่าง 3-12 ปี ใช้หลักสูตร International Baccalaureate Primary Years Programme  (IBPYP) ที่เน้นการบ่มเพาะและพัฒนาเด็ก ๆ ให้เป็นผู้ที่มีความห่วงใยผู้อื่นและใฝ่เรียนรู้ไปตลอดชีวิตจัดการเรียนรู้รูปแบบ Activity-based learning ซึ่งเด็ก ๆ จะลงมือปฏิบัติ สำรวจ ทดลอง ทุกชั้นเรียนจะมีคุณครูไทยและคุณครูต่างชาติคู่ชั้นกัน ตั้งแต่ preschool เลยนะคะ

ในระดับมัธยมศึกษาด้วย “Cambridge International Programme  และ SBS Bilingual Programme” นักเรียน SBS มีคาแรคเตอร์ พร้อมและอยากที่จะเรียนรู้ รักที่จะ challenge ตนเอง

นอกจากนี้โรงเรียนยังมีแนวคิด No child left behind  คือการใส่ใจในการพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล ไม่ใช่เฉพาะด้านวิชาการ แต่รวมถึงสุขภาพจิตและชีวิตความเป็นอยู่ด้วยนะคะ เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน และทุกคนมีศักยภาพในแบบของตัวเอง อ่านข้อมูลเพิ่มเติมกันต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/satit-bilingual-school-of-rangsit-university/

7.โรงเรียนสาธิตนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

โรงเรียนสาธิตนานาชาติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(KMIDS) เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น Elementary  ,Middle School (G6 – G8) และ High School (G9 – G12) เป็นโรงเรียนนานาชาติเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งแรกในไทยเลยก็ว่าได้  และยังเป็นโรงเรียนต้นแบบที่เตรียมความพร้อมให้นักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ในสายวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรมการบินนานาชาติทั้งในและต่างประเทศ

โรงเรียนใช้หลักสูตรตามระบบของประเทศสหรัฐอเมริกา ผสมผสานสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย  และหลักสูตรสะตีมศึกษา (STEAM Curriculum) ใช้การศึกษาแบบองค์รวม โดยการรวมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์ศิลปะและคณิตศาสตร์เข้าด้วยกันในทุกด้านของหลักสูตร 

ที่ KMIDS เน้นการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning และ Inquiry Based- Learning  ซึ่งจะกระตุ้นให้เด็กๆถาม  เรียนรู้ผ่านกระบวนการทำชิ้นงาน สำคัญมากๆ เพราะคือการ Develop ทั้ง Hard และ Soft Skills ไปในคราวเดียวกัน  อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม ตามไปอ่านรีวิวฉบับเต็มกันต่อได้ที่

8.โรงเรียนสาธิตสวนสุนันทา

หนึ่งในโรงเรียนสาธิตที่มีชื่อเสียงมายาวนาน หลักสูตรของโรงเรียนเป็นหลักสูตรบูรณาการ เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการเชื่อมโยงเนื้อหาสาระของวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน หรือเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์ในชีวิตจริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบ องค์รวม ไม่ใช่แค่การเรียนตามตำราแต่เน้นการพัฒนา ทักษะการคิดและการเรียนรู้ที่รอบด้านมีความเข้มข้นของภาษาต่างประเทศทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน

เน้นให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และทักษะในการคิด เด็กที่นี่จะชอบทำกิจกรรมมากและโรงเรียนก็มีกิจกรรมมากมายให้เ

ถ้าเด็ก ๆ เรียนยาวจนถึงมัธยมปีที่ 6 เมื่อเรียนจบแล้ว สามารถเรียนต่ออีก 3 เทอม ที่ Wellington High School และสอบ NCEA ( National Certificate of Educational Achievement ) สามารถเทียบเป็นจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้อีก  1 ใบ ใช้เป็นคุณวุฒิสำหรับการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในนิวซีแลนด์และประเทศอื่นๆ อีกด้วย ทางโรงเรียนยังมีโครงการแลกเปลี่ยนทั้งครูและนักเรียนกับ Wellington High School เพื่อเสริมศักยภาพทางภาษาอังกฤษ และยังมีแลกเปลี่ยนนักเรียนกับ มหาวิทยาลัยในประเทศจีนอีกด้วย

                    อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านเพิ่มเติมที่นี่เลย

9.สาธิตปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ที่สาธิตปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล ใช้หลักสูตร HighScope ผสานกับ หลักสูตรแกนกลางกระทรวงศึกษาธิการ

HighScope เป็นหลักสูตรที่มีผลลัพธ์โดดเด่น ชัดเจนมาแล้วทั่วโลก และกระแสตอบรับในไทยจากคุณครู ผู้ปกครองก็เยี่ยมยอดไม่แพ้ในต่างประเทศค่ะ เพราะพัฒนาการทุกด้านของเด็ก ๆ ล้วนก้าวหน้าอย่างมีนัยยะเลยทีเดียว เรียนรู้แบบ “ลงมือทำ” เป็นหน่วยการเรียนรู้เป็น Theme (ที่นี่เรียนรู้แบบองค์รวม หรือ ใช้การเชื่อมโยง + ใช้ theme เดียวกันกับทุกๆ กิจกรรมภายในสัปดาห์ค่ะ)

ที่สาธิตปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ใช้กิจกรรม 100% + สอดแทรกวิชาการ  คุณครูจะชวนเด็กๆ มาสนุกกับอุปกรณ์และเพื่อนๆ เพื่อเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ไปพร้อมกัน โดยคุณครูจะสาธิตให้ดูก่อน จากนั้นเด็กๆ ลงมือทำเอง การเรียนรู้รูปแบบนี้ไม่ได้แค่สนุกเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องยากๆ ได้ง่ายขึ้น

สำหรับเด็อนุบาล 3 มีกิจกรรมด้านวิชาการ เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ เตรียมพร้อมเป็นพี่ ป.1 ในปีถัดไป

อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านบทความต่อได้ที่นี่เลย

https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/satit-ccu/

Editor : สุทธิดา มานพน้อย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/schools-in-nonthaburi/

Tags

ป้องกันก่อนระบาดหนัก! ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอาร์เอสวี ลดเสี่ยงป่วยหนัก นอน รพ. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง

เข้าสู่ฤดูฝนมาสักพัก ไวรัสอาร์เอสวีระบาดหนัก ลูกวัยเบบี๋เริ่มป่วยบ่อยขึ้น ตัวร้อน ไอถี่ นอนซมอย่างนิ่งนอนใจ เสี่ยงติดเชื้อในปอดรุนแรง เด็กทุกคนจะต้องเคยติดเชื้ออาร์เอสวีอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ และ 90% ของเด็กจะติดเชื้ออาร์เอสวีภายใน 2 ขวบปีแรก โดยมีถึง 50% ของเด็กที่ติดเชื้อภายในขวบปีแรก คุณพ่อคุณแม่ปกป้องลูกได้ด้วยปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอาร์เอสวี

ลูกป่วยคล้ายเป็นไข้หวัด แต่ทำไมติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีรุนแรงกว่า

แม้อาการเบื้องต้นของอาร์เอสวี กับไข้หวัดจะคล้ายกัน คือลูกมักมีไข้สูง ไอ หอบเหนื่อย มีเสมหะ จนอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจผิดว่าลูกป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่การติดเชื้ออาร์เอสวีนั้นเป็นโรคทางเดินหายใจที่รุนแรงกว่า มีโอกาสลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิด ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ จนทำให้ลูกต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีครอบครัวไหนอยากให้เกิดขึ้น

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่า มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทั่วโลกติดเชื้ออาร์เอสวีมากถึง 33.8 ล้านรายต่อปี และเสียชีวิต 160,000 ราย นอกจากนี้ เชื้ออาร์เอสวียังส่งผลให้ 2 ใน 3 ของเด็กทารกและเด็กเล็กทั่วโลกมีระบบทางเดินหายใจอักเสบเฉียบพลัน โดยเฉพาะทารกที่อายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ว่าจะสุขภาพแข็งแรงหรือคลอดก่อนกำหนดล้วนมีความเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้ออาร์เอสวีรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาลได้เช่นกัน

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เชื้ออาร์เอสวีรุนแรงขึ้นเนื่องจากไม่มียารักษาโรคโดยตรง ทำได้เพียงให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้ไอ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ร่างกายของลูกอาจจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพของลูกต้องเริ่มจากการป้องกันไม่ให้ติดเชื้ออาร์เอสวี ตั้งแต่แรก โดยเฉพาะในเด็กวัยแรกเกิดจนถึง 12 เดือน

ภูมิคุ้มกัน RSV

ภูมิคุ้มกันอาร์เอสวีเกราะชั้นดีลดเสี่ยงป่วยหนัก นอน รพ.

ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT) ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคหัวใจเด็กประเทศไทย จึงได้จัดทำแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab ขึ้นมา

ภูมิคุ้มกัน RSV

ทางราชวิทยาลัยฯ แนะนำให้ Nirsevimab ในทารกแข็งแรงดีที่อายุต่ำกว่า 8 เดือนทุกราย และอาจพิจารณาให้ในทารกแข็งแรงดีอายุ 8-12 เดือน เพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้ออาร์เอสวี โดยให้เพียงโดสเดียวก่อนฤดูกาลการระบาด สามารถคงประสิทธิภาพในการป้องกันครอบคลุมทั้งฤดูกาลการระบาด

จากงานวิจัยพบว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอาร์เอสวี Nirsevimab มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรค

  • ลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้ถึง 79.5%
  • ลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้ออาร์เอสวีโดยรวมได้ถึง 83.2%
  • ลดระยะเวลาการเข้ารับการรักษา และลดโอกาสการเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตได้ถึง 75.3%
จากสถานการณ์โรคที่ต้องเฝ้าระวัง โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สังเกตได้ว่าจากกราฟ เป็นกราฟขาขึ้นของโรคติดเชื้ออาร์เอสวีมีการระบาดในเด็กที่เพิ่มขึ้น จึงควรเฝ้าระวังเป็นอย่างมาก ยิ่งในเด็กเล็กด้วยแล้ว ทุกครอบครัวควรรีบป้องกัน ให้ความสำคัญและใส่ใจเพิ่มมากขึ้น
ข้อมูล: กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค

ตอนนี้ ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ และเป็นฤดูระบาดของอาร์เอสวี ซึ่งเริ่มตั้งแต่มิถุนายน และมักจะระบาดสูงสุดในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จึงขอเชิญชวนให้คุณพ่อคุณแม่รีบปรึกษาแพทย์ เพื่อหาแนวทางป้องกันด้วยการรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอาร์เอสวี สำหรับทารกที่เกิดในระหว่างช่วงฤดูกาลระบาดของอาร์เอสวี ควรได้รับเนอร์ซีวิแมบโดยเร็วที่สุดหลังคลอด โดยภูมิคุ้มกันจะขึ้นทันทีตั้งแต่ได้รับเนอร์ซีวิแมบ และปกป้องลูกน้อยได้อย่างน้อย 6 เดือนตลอดฤดูกาลระบาด

#TogetherAgainstRSV #AllinfantProtection #ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป #ปกป้องลูกน้อยจากการติดเชื้ออาร์เอสวีตลอดฤดูกาลระบาด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ – วิธีลดไข้ทารกแรกเกิด ทารกเป็นไข้ ควรดูแลอย่างไร?

วิธีลดไข้ทารกแรกเกิด
วิธีลดไข้ทารกแรกเกิด

แอสเซทไวส์ จูเนียร์ เทนนิส ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! ชวนเยาวชนร่วมชิงชัย 2 – 3 พฤษภาคมนี้

พัทยา, ประเทศไทย – เตรียมพบกับความสนุกสุดเร้าใจของการแข่งขันเทนนิสเยาวชน แอสเซทไวส์ จูเนียร์ เทนนิส ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ฟิตซ์ คลับ ศูนย์กีฬาระดับพรีเมียมภายในรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป พัทยา การแข่งขันรายการนี้นับเป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์เทนนิสเยาวชนที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และ กำลังก้าวขึ้นเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักกีฬารุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชีย

การแข่งขันในปีนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนอายุระหว่าง 4 – 14 ปี ได้แสดงศักยภาพ และพัฒนาทักษะในบรรยากาศการแข่งขันระดับมืออาชีพ พร้อมสะสมคะแนนเพื่อการจัดอันดับระดับประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน),  ซูเปอร์สปอร์ต และ เทคนิไฟเบอร์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านกีฬา

ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของเมืองพัทยา การแข่งขันครั้งนี้ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมืองในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านกีฬาระดับแนวหน้าของประเทศไทย ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการแข่งขัน แต่ยังเป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะ เสริมสร้างความมั่นใจ และ เรียนรู้คุณค่าของความมีวินัย ความอดทน และ น้ำใจนักกีฬา อีกทั้งยังเป็นก้าวสำคัญสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพในระดับนานาชาติ

ก่อนเริ่มการแข่งขัน จะมีการจัดกิจกรรม Tennis Clinic ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกฝนทักษะเพิ่มเติม ผ่านการฝึกซ้อม เทคนิค และ กิจกรรมที่สนุกสนาน ภายใต้การดูแลของผู้ฝึกสอนมืออาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามจริง

นอกเหนือจากการแข่งขัน ยังมีกิจกรรมความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัว อาทิ โซนอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ซุ้มกิจกรรมสำหรับเด็ก และเกมต่าง ๆ ที่จะช่วยสร้างสีสันตลอดทั้งงาน รวมถึงการนวดผ่อนคลายจากผู้เชี่ยวชาญ

เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 เมษายน 2569 สำหรับ Tennis 10 (อายุ 4 – 10 ปี) ผู้เข้าร่วมการแข่งขันและครอบครัวรับสิทธิ์สำรองห้องพักของรอยัล คลิฟในราคาพิเศษ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การแข่งขันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ https://www.royalcliff.com/rcjt/, โทร: +66 (0)38 250421 หรือ อีเมล: [email protected]

ฟิตซ์ คลับ แร็กเก็ต, เฮ้ลท์ แอนด์ ฟิตเนส เป็นศูนย์กีฬาครบวงจรของรอยัล คลิฟ ที่มีชื่อเสียงในด้านการเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภท ตั้งแต่การแข่งขันเทนนิสระดับจูเนียร์และซีเนียร์ ไปจนถึงการแข่งขันสควอชและ ปิงปองรวมถึงเทนนิสระดับโลก นอกจากนี้ ฟิตซ์ คลับยังเคยเป็นสถานที่ฝึกซ้อมของนักเทนนิส ATP ชื่อดังหลายท่าน อาทิ คุณภราดร ศรีชาพันธุ์, คุณดนัย อุดมโชค, Nikolay Davydenko, Mikhail Youzhny, Dmitry Tursunov และ Denis Istomin เนื่องจากสนามเทนนิสของฟิตซ์ คลับได้รับการออกแบบให้มีความคล้ายคลึงกับการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น และ ในปีนี้ฟิตซ์ คลับก็ได้มีการขยายการบริการเพิ่มเติม โดยมีกีฬาใหม่ๆ ให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ อาทิ พิคเคิลบอล, ฟุตซอล, บาสเก็ตบอล และ แบดมินตัน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป และฟิตซ์ คลับ ท่านสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.royalcliff.com และ www.facebook.com/fitzclub  

แอสเซทไวส์ จูเนียร์ เทนนิส ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ
เตรียมพบกับความสนุกสุดเร้าใจของการแข่งขันเทนนิสเยาวชน แอสเซทไวส์ จูเนียร์ เทนนิส ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 วันที่ 2 – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ฟิตซ์ คลับ – แร็กเก็ต, เฮ้ลท์ แอนด์ ฟิตเนส
แอสเซทไวส์ จูเนียร์ เทนนิส ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ
เสริมทักษะก่อนลงสนามจริงกับ Tennis Clinic วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พร้อมการฝึกซ้อมจากผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรมสนุก และการเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขัน รับจำนวนจำกัดเท่านั้น!

ขอขอบพระคุณผู้สนับสนุนทุกท่านสำหรับการมีส่วนร่วมในการแข่งขัน แอสเซทไวส์ จูเนียร์ เทนนิส ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ ที่กำลังจะมาถึงนี้ ด้วยความกรุณา และ การสนับสนุนของท่าน ทำให้การจัดงานอันทรงคุณค่าครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW

ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูง และ แนวราบบนทำเลศักยภาพ ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” ปัจจุบันได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม และ โครงการบ้านจัดสรรมาแล้วกว่า 89 โครงการ ภายใต้แบรนด์ในเครือที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสุขให้เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ แบรนด์ เคฟ (KAVE), แบรนด์ แอทโมซ (ATMOZ), แบรนด์ โมดิซ (MODIZ), แบรนด์ เอสต้า (ESTA), แบรนด์ ดิ อาเบอร์ (THE ARBOR), แบรนด์ ดิ ออเนอร์ (THE HONOR) รวมถึงแบรนด์ THE TITLE ภายใต้ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “TITLE”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอสเซทไวส์ กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://assetwise.co.th/ 

ซูเปอร์สปอร์ต

ซูเปอร์สปอร์ต ในเครือเซ็นทรัลรีเทล แหล่งรวมสินค้า และ แบรนด์กีฬาอันดับ 1 ของไทย ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านกีฬา
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซูเปอร์สปอร์ต กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.supersports.co.th/  

เทคนิไฟเบอร์

เทคนิไฟเบอร์ เป็นแบรนด์เทนนิสที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 โดยเป็นบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสที่ดำเนินการโดยนักกีฬาเทนนิสเพื่อจำหน่ายอุปกรณ์เทนนิส (ไม้เทนนิส/เอ็น/ลูกบอล/อุปกรณ์เสริม/กระเป๋า) ทีมงานของเทคนิไฟเบอร์ประกอบไปด้วย Iga Swiatek (มือวางอันดับ 1 ของโลก และแชมป์แกรนด์สแลม 6 สมัย) และ Daniil Medvedev (ผู้เข้ารอบสุดท้ายการแข่งขันรายการเอทีพี ทัวร์ 2020 และ ยูเอสโอเพ่น 2021) ภารกิจของเทคนิไฟเบอร์คือ การปลดล็อกศักยภาพของผู้เล่นทุกคนผ่านอุปกรณ์ของเรา ทุกท่านจะพบอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับตัวเอง และ สามารถพัฒนาการเล่นของได้ด้วยการใช้ไม้เทนนิส และ เอ็นสายจากคอลเลกชันของเทคนิไฟเบอร์ 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิไฟเบอร์ กรุณาเยี่ยมชมเฟสบุ๊ค https://www.tecnifibre.com/ 

Tags