body safety

No-Go Zone 4 จุด ห้ามใครจับ!    

การสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่อง Body Safety หรือ การสอนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกายสำหรับเด็ก เป็นเรื่องพื้นฐานที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ การสอนให้รู้จัก “โซนสงวน” หรือ จุดส่วนตัวที่ห้ามให้คนอื่นจับ สัมผัส ยกเว้นพ่อแม่ ผู้ดูแลตอนอาบน้ำหรือ เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือแพทย์ที่จำเป็นจริง ๆ ต้องเห็นจริง ๆ ที่สำคัญ ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้สิทธิในการปฏิเสธการถูกเนื้อต้องตัว หรือ โดนสัมผัสที่แบบที่พวกเขาไม่ต้องการ รวมถึงการขอความช่วยเหลือเมื่อมีคนละเมิดขอบเขตส่วนตัว

การเรียกชื่อให้ถูกต้องแบบไม่ต้องเขินอายก็เป็นสิ่งจำเป็น จู๋ จิ๋ม หน้าอกหรือนม เรียกให้ถูกต้อง บ้านไหนเคยใช้คำเรียกน่ารัก สอนการเรียกชื่อแบบถูกต้องเผื่อไว้ด้วยก็จะดี เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน สามารถเล่าเหตุการณ์แบบถูกต้อง และ บอกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที รวมถึงสอนชื่อบุคคลที่ไว้ใจได้ในครอบครัว ซึ่งหมายถึง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ ใครที่พ่อแม่ไว้ใจ หากอยู่ในสถานที่อื่นที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย เช่น โรงเรียน หรือ ที่สาธารณะ ควรต้องไปบอกใคร ป้อนข้อมูลให้กับพวกเขาไว้ล่วงหน้า เพราะเราไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เลย

4 จุด ตรงไหนที่ห้ามใครมาจับ

ปาก-อก-เป้า-ก้น  ให้เด็ก ๆ ร้องเป็นเพลง หรือท่องไว้ให้ขึ้นใจได้ตั้งแต่เด็ก ว่า 4 จุดนี้ ห้ามใครมาจับ

1. ปาก

2. หน้าอก

3. บริเวณระหว่างหรือหน้าขา

4. ก้น

โซนที่ห้ามจับ

สอนลูกให้เฝ้าระวังความสำคัญของส่วนต่างๆในร่างกาย ใช้สีในการบอกความรุนแรง เช่น สีแดงคือห้ามเด็ดขาด สีส้มต้องได้รับความยินยอมหรือขออนุญาตก่อน สีเขียว สามารถสัมผัสได้ในแบบที่พวกเขาสบายใจ แต่ถ้าไม่อยากให้จับก็บอกได้ทันที

โซนสีแดง (Private Parts) : อวัยวะเพศ , หน้าอก , ก้น , และ บริเวณระหว่างขา

ถึง 4 จุดนี้จะห้ามใครมาจับโดยเด็ดขาด แต่ก็มีข้อยกเว้น บอกเด็ก ๆ ว่าใครบ้างที่สามารถจับส่วนนี้ได้ เช่น พ่อ แม่ หรือ ผู้ดูแลตอนอาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ (อาจเป็นคุณครูที่โรงเรียน) แล ะแพทย์หรือคุณหมอ โดยมีผู้ปกครองอยู่ด้วย หรือ หากผู้ปกครองต้องออกนอกห้อง ให้บอกเด็ก ๆ ไว้ว่าคนนี้มาช่วยเหลือ และ ไว้ใจได้

โซนสีส้ม (Semi-Private) : ใบหน้า, คอ, ไหล่, ท้อง, ขา, เท้า

บริเวณเหล่านี้ในร่างกายสามารถจับต้องได้ แต่ควรได้รับความยินยอม หรือ ขออนุญาตก่อน

โซนสีเขียว (Public) : แขน , มือ (สัมผัสได้ แต่ถ้าไม่สบายใจก็บอกได้นะ)

สอนให้เด็กเรียนรู้วิธีปฏิเสธ ให้เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่” เมื่อมีคนสัมผัสในจุดที่ไม่ควร รวมถึงสอนการขอความช่วยเหลือ เมื่อมีใครแตะต้องในจุดสงวน หรือ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย การสอนเรื่องนี้เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้เด็ก รู้จักสิทธิในร่างกายตัวเอง และ ป้องกันตัวเองจากอันตรายได้

body safety

1. ร่างกายนี้เป็นของหนู (My Body is mine)

ย้ำเสมอว่า ร่างกายนี้เป็นของหนู หนูมีสิทธิ์ขาดในร่างกายตัวเอง สอนให้เด็กเข้าใจว่าร่างกายเป็นของตัวเอง และ ตนเองมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะให้ใครสัมผัสหรือไม่ ส่วนลับของร่างกาย (Private Parts) เรียกให้ถูกต้อง สอนว่านี่คือส่วนลับที่ห้ามให้ใครสัมผัส (ยกเว้นพ่อแม่ตอนอาบน้ำ) และ เด็ก ๆ เองก็ห้ามไปสัมผัสส่วนลับของคนอื่นด้วยเหมือนกันนะ

พ่อแม่ควรกำหนดเครือข่ายความปลอดภัย (Safety Network) บอกชื่อผู้ใหญ่ที่เด็กไว้ใจได้ 3-5 คน (เช่น พ่อ แม่ ครู ยาย) ที่เด็กสามารถบอกเล่าได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องกลัวว่าถูกตำหนิ และ พร้อมรับฟังหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือไม่สบายใจ

2. กฎของ “ที่ลับ” (Underwear Rule)

สอนให้เด็ก ๆ เข้าใจภาพได้ง่ายๆ ผ่านการเล่าเรื่องหรือจะยกตัวอย่างเป็นนิทานก็ได้ หรือบอกง่ายๆว่า “ส่วนไหนที่ชุดชั้นในหรือเสื้อผ้าปกปิดไว้ คือ ส่วนที่ห้ามใครดูหรือสัมผัสโดยเด็ดขาด” ยกเว้นคุณพ่อคุณแม่ตอนอาบน้ำ หรือ เช็ดตัวให้ หรือคุณหมอ เวลาตรวจร่างกายโดยมีพ่อแม่อยู่ด้วย

หลักการสอนเด็กง่าย ๆ ให้รู้จักเรื่องขอบเขตส่วนตัว และความปลอดภัยในร่างกาย ว่าส่วนที่ชุดชั้นในปกปิดไว้ เป็นส่วนที่คนอื่นไม่ควรจับ และ เด็กก็ไม่ควรจับคนอื่นในส่วนนั้นเช่นกัน

3. สอนให้รู้จัก “สัมผัสที่ดี” และ “สัมผัสที่ไม่ดี”

สอนให้พวกเขารู้จักสัมผัสที่ดี คือ ความรู้สึกที่ทำให้อบอุ่น เช่น การกอดจากพ่อแม่ การแปะมือ (High-five) การลูบหัวชื่นชมจากญาติที่ลูกเต็มใจ และ รู้จักสัมผัสที่ไม่ดี หรือ การถูกสัมผัสแล้วทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด เจ็บ ตกใจ หรือ สัมผัสในที่ลับ ซึ่งความรู้สึกนี้ในเด็กเล็กจะอาจยังอธิบายความรู้สึกได้ไม่ดีนัก

พ่อแม่สามารถยกตัวอย่างความรู้สึกให้ลูกฟังไว้ก่อน เช่น หากมีความรู้สึกไม่ดี ร่างกายเราจะแสดงออกแบบนี้ เช่น ขนลุก ใจสั่น หรือ ใจเต้นแรงคล้ายจะป่วย รู้สึกเหมือนอยากจะเข้าห้องน้ำ รู้สึกอยากจะร้องไห้ เหงื่อออกมือจนมือแฉะ กลัวจนขาแขนสั่น หรือ อยากจะร้องไห้

รวมถึงสัมผัสที่น่าสงสัยเช่น การกอดหรือหอมที่ “นานเกินไป” หรือ “รุนแรงเกินไป” แม้จะเป็นคนใกล้ชิดก็ตาม

4. ไม่มี “ความลับ” กับพ่อแม่

ความไว้ใจและเชื่อใจเป็นสัมพันธภาพในครอบครัว การสร้างสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ทำให้เด็ก ๆ จะไม่กลัว และ กล้าที่จะบอกพ่อแม่ก่อนใครเสมอ เพราะพวกเขาไว้ใจและเชื่อถือได้ว่าพ่อแม่อยู่เคียงข้าง ลองบอกเด็ก ๆ ว่าคนที่ไม่หวังดีมักจะบอกเด็กว่า “นี่คือความลับของเรานะ อย่าบอกพ่อแม่นะ” หากใครพูดแบบนี้ให้รีบมาบอกพ่อแม่ทันที หรือ เรื่องไหนที่ใครบอกว่าเป็นความลับแล้วทำให้หนูรู้สึกอึดอัด กังวล หรือ ไม่สบายใจ เรื่องนั้นไม่ใช่ความลับ และต้องบอกพ่อแม่ทันที

ลองบอกลูก ๆ ว่าความลับมีหลายอย่าง ทั้งความลับที่ปลอดภัย และความลับที่ไม่ปลอดภัย (Good Secrets vs. Bad Secrets) ความลับที่ดีที่สนุก เช่น การเซอร์ไพรส์วันเกิด ส่วนความลับที่ไม่ดี คือความลับที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ กลัว หรือ เหมือนกำลังจะทำอะไรผิด ต้องรีบบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจทันที

5. หลักการ 3 ขั้นตอน “ปฏิเสธ – หนี – บอก”

หากมีใครมาสัมผัสร่างกายในแบบที่ลูกไม่ชอบ ฝึกให้ลูกปฎิเสธให้เป็น ฝึกให้ลูกกล้า “ปฏิเสธ” (Empowerment) สำหรับผู้ใหญ่บางคนการปฎิเสธยังเป็นเรื่องยาก ในเด็กเล็กจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ควรฝึกฝนให้ลูกรู้จักการปฎิเสธในสิ่งที่ควรปฎิเสธ และ มั่นใจในการตัดสินใจ ยกตัวอย่างสถานการณ์และคำพูดที่ควรพูด เมื่ออยากปฏิเสธ เช่น “ขอป้ากอดหน่อยได้ไหม” แต่ลูกไม่อยากให้กอดให้ใช้คำว่า “หนูขอแปะมือแทนได้ไหมคะ” ผู้ใหญ่เองก็ควรรับฟัง และเข้าใจเด็ก ๆ ด้วย

รวมถึงบางครั้งพ่อแม่เอง ก็อาจเผลอ และบอกเด็ก ๆ ให้แสดงความรัก โดยลืมถามความสมัครใจของพวกเขาก่อน เช่น “ไปหอมลุงสิ” หรือ “ไปกอดป้าหน่อย” อาจจะต้องเปลี่ยนระบบความคิดของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน ลองถามพวกเขาถึงความเต็มใจฝึกให้พวกเขาตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่บังคับทั้งที่ลูกไม่อยากทำ หากลูกไม่อยากกอด ให้เปลี่ยนเป็นการไหว้ หรือแปะมือแทน เพื่อให้ลูกรู้ว่าเขามีสิทธิ์ปฏิเสธการสัมผัสที่เขาไม่ต้องการได้เสมอ

“ปฏิเสธ – หนี – บอก” 3 คำ จำให้ดี

  1. NO บอกว่า “ไม่” สอนลูกให้ใช้เสียงหนักแน่นเมื่ออยู่ในภาวะคับขันอันตราย ปฎิเสธทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่เราไว้ใจหรือรู้จัก มาขอสัมผัสในส่วนที่เป็นโซนสีแดง
  2. GO หนีให้ห่าง วิ่งหรือเดินออกจากสถานที่ หรืออยู่ให้ไกลให้ห่างคนนั้น
  3. Tell บอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ หรือบุคคลในบ้าน เช่น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หากอยู่ที่โรงเรียนให้แจ้งคุณครู โดยทันที บอกจนกว่าผู้ใหญ่จะรับฟังและช่วยเหลือ

สำคัญที่สุด คือ การสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และ ทำให้ลูกรู้สึกว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขากล้าเลือกที่จะบอกพ่อแม่ก่อน เพราะพ่อแม่จะอยู่ข้างเสมอ และ จะไม่โกรธ หรือตัดสินพวกเขาเลย

ข้อมูลอ้างอิง
https://incacs.org/teaching-body-safety-young-kids/

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

Tags

โรงเรียนพร้อมคิด
บ้านหลังที่สอง – ความรู้ที่เติบโตไปพร้อมกับหัวใจ

วันนี้ School Visit จะพาทุกคนไปเยี่ยมชม “โรงเรียนพร้อมคิด” กันค่ะ
โรงเรียนพร้อมคิด โรงเรียนย่านบางพลี สมุทรปราการ เป็นโรงเรียนคุณภาพที่มุ่งเน้นการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม และทักษะชีวิต พร้อมหลักสูตรทันสมัยและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้

ตั้งอยู่ในย่านบางพลี สมุทรปราการ เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลและประถม เป็นโรงเรียนที่เติบโตมาอย่างงดงามตลอด 3 ช่วงอายุคน ตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าในนาม “โรงเรียนไพรีขยาด” จนถึงวันนี้ที่ได้รับการอัปเดตใหม่เป็น “โรงเรียนพร้อมคิด” ในเวอร์ชันปัจจุบัน

เด็กๆ ที่นี่ได้สนุกกับการเรียนรู้พร้อมใช้ชีวิตในโรงเรียนอย่างมีความหมายในทุก ๆ วันด้วยบรรยากาศที่ อบอุ่น เป็นกันเอง ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความสุข จึงไม่แปลกใจเลยที่โรงเรียนแห่งนี้จะได้รับการแนะนำกันแบบปากต่อปาก

ลองไปดูกันค่ะว่าหลักสูตรที่นี่จะน่าสนใจแค่ไหน

จุด check-in / check-out เข้า – ออกทางเดียว ปลอดภัยสุดๆ มีคุณครูและพี่ ป.6 สลับเวรมาต้อนรับ + ช่วยเหลือน้องๆ หน้าโรงเรียนทุกเช้า
เวลาพักก็แวะมาปล่อยพลังกันอย่างอิสระไปเลย
ก่อนเริ่มกิจกรรม เรามาพูดคุยทำความเข้าใจกันก่อน
ภายในห้องของอาคารใหม่.. สิ่งที่ว้าวที่สุดคือ อาคารนี้ใช้วัสดุที่รื้อถอนออกมาจาก “อาคารเก่า” ค่ะ นี่คือตัวอย่างของ sustainability อย่างแท้จริง

ระดับ เตรียมอนุบาล – อนุบาล (Kindergarten)
เรียนรู้แบบบูรณาการ “ผ่านกิจกรรม + การเล่น” อย่างเป็นธรรมชาติ

  • เด็กๆ จะเรียนรู้ในรูปแบบ Theme-based Learning ผสมผสานระหว่างธีมและวิชาการ โดยแทรกองค์ความรู้อย่างแนบเนียน ผ่านกิจกรรมที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อทุกส่วน เด็ก ๆ จึงเพลิดเพลิน สนุกและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องพร้อมสร้าง ทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ไปโดยปริยาย
  • ในระดับ เตรียมอนุบาล ใช้แนวคิด No Book ไม่ใช้ตำราเรียน แต่เน้นกิจกรรม Hands-on 100%เพื่อให้นักเรียนตัวน้อยได้เรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามจังหวะพัฒนาการของแต่ละคน
  • ที่สำคัญที่สุดคือ คุณครูจะ “ลงไปเล่น” กับเด็กๆ เป็นหลัก นี่คือหัวใจของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเมื่อเด็ก ๆ  สบายใจ  ไว้ใจ  เปิดใจเรียนรู้ การเรียนรู้ที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
บรรยากาศห้องเรียน
เด็ก ๆ กำลังทำอาหารกันอยู่นี้คือ theme การเรียนรู้เรื่อง ฤดูกาล พระเอกที่ถูกเลือกคือฟักทองเพราะเป็นพืชที่เติบโตในฤดูหนาวค่ะ
สร้างนักอ่านรุ่นเยาว์ โดยการจัดพื้นที่ให้น่าอยู่ จัดวางหนังสือให้น่าหยิบ ตอนกลางวันมีนักเรียนบรรณารักษ์มาดูแลด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ที่ห้องสมุดนะคะ มุมหนังสือที่โรงเรียนพร้อมคิดปรากฏอยู่ all area เลย
โรงเรียนพร้อมคิด บรรยากาศโรงเรียน บรรยากาศห้องเรียน
โรงเรียนพร้อมคิด – เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ระดับประถมศึกษา (Primary)

เป็นการต่อยอดที่มั่นคงจากวัยอนุบาล

  • ใช้รูปแบบ “บูรณาการกึ่งวิชาการ” ที่เนื้อหาเข้มข้นขึ้นตามวัยแต่ยังคงความยืดหยุ่น
  • เน้นการสร้าง “ความรับผิดชอบต่อตนเองและความเป็นผู้นำ” รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความถนัดและความฝันของตนเอง

จุดเริ่มต้นของ Lifelong learner

เปลี่ยนบทบาทครูสู่ “ผู้ชี้แนะ” (Facilitator)
จากเดิมที่คุณครูเป็นผู้ถ่ายทอดหรือป้อนข้อมูล วันนี้บทบาทได้เปลี่ยนมาเป็น ผู้สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้
ที่ชวนให้เด็กๆ เกิดความสงสัย ตั้งคำถามและกระตุ้นให้ค้นหาคำตอบด้วยตัวเองเพื่อปลูกฝังทักษะการเรียนรู้ที่ติดตัวไปตลอดชีวิต

สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับความผิดพลาด
เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อกล้าลอง กล้าผิด กล้าลุกขึ้นใหม่ เพราะความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ
แต่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ความอดทนและความพยายามให้เติบโตไปพร้อมกับตัวเด็ก

เชื่อมโยงบทเรียนสู่การนำไปใช้จริง
ทำให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าและความหมายของสิ่งที่เรียนผ่านโปรเจกต์หรือสถานการณ์จริงรอบตัว เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน การเรียนรู้ผ่านสถานการจริงคือเครื่องมือสำคัญในการคิด แก้ปัญหาและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในโลกความจริง

รูป11-15 แม้ผู้อ่านไม่สังเกต แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่า เด็กๆ ทุกคนโฟกัสอยู่กับกิจกรรมของตัวเอง eyes – hands coordination ตาทำงานประสานกับมือดำเนินไปได้ด้วยดีหากมีสมาธิเป็นตัวกำกับ นี่คือ สุดยอด sensorial & play-based learning ของโรงเรียนพร้อมคิดเลยละค่ะ แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ เด็กๆ มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ฟาร์ม สวน สนาม ศาลาริมคลอง ในทุกๆวัน

หัวใจของการเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่จำ แต่คือ “ลงมือทำ”

หลักการสำคัญที่โรงเรียนพร้อมคิดใช้ตั้งแต่ ชั้นอนุบาล – ประถมคือ การให้เด็ก ๆ ได้ลงมือทำจริง เพราะเชื่อว่าความรู้ที่ยั่งยืนมาจากการตั้งคำถาม การทดลอง และการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

  • อนุบาล: ใช้ Play-Based (เรียนรู้ผ่านการเล่น ) และ Inquiry-Based Learning (การเรียนรู้จากการตั้งคำถาม)
  • ประถม: วิชาการที่เน้น “ความเข้าใจ” เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง + การลงมือทำ ผ่าน

1. การสังเกตสิ่งรอบตัว

2. ฝึกตั้งคำถาม

3. ทดลองและแก้ปัญหา

หลักสูตรคุณภาพระดับโลก

เรื่องหลักสูตรถือเป็นหนึ่งใน จุดเด่นลำดับต้นๆ ของโรงเรียนพร้อมคิด เลยค่ะ

• ผสานจุดแข็งของ 2 หลักสูตรคุณภาพ
โรงเรียนออกแบบหลักสูตรโดยผสมผสานหลักสูตรฐานสมรรถนะของไทยเข้ากับหลักสูตรนานาชาติของออกซ์ฟอร์ด (Oxford International Curriculum – OIC) ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมกับบริบทและวัฒนธรรมของประเทศไทยเพื่อพัฒนาเด็ก ๆ อย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ ทักษะ และตัวตนของผู้เรียน

• Project Approach : การเรียนรู้ผ่านโครงงาน
เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ เลือกหัวข้อที่ตนเองสนใจลงมือสืบค้น ตั้งคำถาม หาคำตอบ และสร้างผลงานด้วยตัวเอง
โดยมีคุณครูคอยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา แล้วการเรียนรู้รูปแบบนี้ดีกับนักเรียนอย่างไร?

  1. กระตือรือร้นในการเรียนรู้ เมื่อเด็กๆ ได้เลือกหัวข้อเอง การเรียนจึงเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ
    เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง
  2. พัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นฝึกการวางแผน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
  3. เกิดความรู้ที่ยั่งยืน การค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ช่วยให้เด็กๆ เข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้งมากกว่าการท่องจำจากตำราเพียงอย่างเดียว
  4. ความภาคภูมิใจในตัวเอง ทุกคนได้สร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเสริมสร้างความมั่นใจและความภูมิใจในศักยภาพของตนเอง
ห้องดนตรี
ศิลปะตาม theme กล้าเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์

• พัฒนาทักษะภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ
เน้นการสื่อสาร 2 ภาษา (ไทย–อังกฤษ) ผ่านการใช้จริงในชีวิตประจำวันกับคุณครูและเริ่มเรียน ภาษาจีนเป็นภาษาที่ 3 ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาทำให้นักเรียนมีทักษะด้านภาษาที่แข็งแรงและพร้อมต่อโลกอนาคต

• การประเมินผลที่หลากหลายและยืดหยุ่น
ประเมินพัฒนาการของผู้เรียนจากหลายมิติสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของเด็กแต่ละคนไม่ยึดติดเพียงคะแนนหรือการสอบปลายภาค

เครื่องแบบมีน้อยชุดมากๆ ไม่ต้องสวมเครื่องแบบครบทั้ง 5 วัน (ยกเว้นวันนี้ค่ะ) เพราะโรงเรียนไม่ต้องการเพิ่มภาระเรื่องเครื่องแบบนักเรียนให้ผู้ปกครอง
เวลาคุณครูขออาสาสมัคร เด็กๆ จะรีบยกมือกันทันที แต่คุณครูก็จะคอยกระจายให้ได้มีส่วนร่วมกันอย่างทั่วถึง
โรงเรียนพร้อมคิด บรรยากาศโรงเรียน
SDG ปัญหาเรื่องปะการังฟอกขาว เราสามารถคิดเพื่อแก้ไขอะไรได้บ้าง เป็น project คราวก่อนของเด็กๆ ค่ะ ลองชมชิ้นผลงานสร้างสรรค์ของเด็กๆ กันดูค่ะ

โรงเรียนปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย

จากมุมมองของโรงเรียน (From School)
บุคลากรของโรงเรียนพร้อมคิดประกอบด้วยคุณครูทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ การทำงานร่วมกันของครูทั้งสองช่วงวัย
ช่วยให้บรรยากาศของโรงเรียน ไม่ตึงจนเกินไป และไม่หย่อนจนเสียระบบ เกิดเป็นสภาพแวดล้อมที่ ปลอดภัย อบอุ่น และทันสมัย
เหมาะสมที่สุดต่อการเติบโตของเด็กๆ ในทุกมิติ

ครูรุ่นเก่า

  • เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและระเบียบวินัย มีประสบการณ์การสอนยาวนาน เข้าใจพื้นฐานการเรียนรู้ของเด็ก
    พร้อมเทคนิคการสอนที่เน้นความมั่นคง แข็งแรง และเป็นระบบ
  • เปรียบเสมือน “ญาติผู้ใหญ่” ของเด็กๆ เต็มไปด้วยเมตตา มีจิตวิทยาในการดูแลและปลอบประโลม
    เข้าใจพัฒนาการเด็กในระยะยาว และพร้อมเป็นที่พึ่งทางใจ

ครูรุ่นใหม่

  • เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้สมัยใหม่นำแอปพลิเคชัน เครื่องมือดิจิทัล และสื่อการสอนรูปแบบใหม่
    มาช่วยให้การเรียนสนุก ไม่น่าเบื่อ กระตุ้นให้เด็กๆ ตื่นตัวและอยากมาโรงเรียนในทุกๆ วัน
  • เปรียบเสมือน “ญาติผู้พี่” ที่เข้าใจเด็กยุคใหม่ สื่อสารภาษาเดียวกัน เข้าใจเทรนด์ เกม และโลกออนไลน์
    เข้าถึงความคิด ความสนใจ และไลฟ์สไตล์ของเด็กๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ครูไทย vs. ครูต่างชาติ

สำคัญไม่แพ้กัน และเติมเต็มกันอย่างลงตัว ครูไทยและครูต่างชาติ ต่างมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็ก ๆ

ไม่ใช่ใครสำคัญกว่าใคร แต่คือการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน

to Students:

เมื่อครูต่างรุ่น ต่างเชื้อชาติ ทำงานร่วมกัน การเรียนรู้ที่สมดุลและทรงพลังจึงเกิดขึ้น

• ครูรุ่นเก่า
ช่วยวางรากฐานเรื่องการคุมชั้นเรียนการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าและการปลูกฝังวินัยที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียน

• ครูรุ่นใหม่
เสริมการเรียนรู้ด้วยเครื่องมือดิจิทัลเทคโนโลยีและการสอนแบบ Active Learning ทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวา เด็ก ๆ กล้าคิด กล้าลองและกล้าแสดงออก

• ครูต่างชาติ
เปิดโลกด้านภาษาและวัฒนธรรมช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารและมุมมองแบบนานาชาติอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ทั้งหมดตกอยู่กับนักเรียน
เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากคุณครูที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทุกด้านโรงเรียนจึงเป็นพื้นที่ที่มีทั้ง ความเป็นระเบียบ วัฒนธรรมที่งดงามควบคู่ไปกับ ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นและความพร้อมในการปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

แม้แต่การเก็บถาดอาหารก็สร้าง EF ด้วยการอดทน + รอคอย
ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน

พื้นที่แห่งความเชื่อมั่น

เด็กๆ “เป็นตัวเอง” ได้อย่างเต็มที่

คุณครูจะสังเกตความสนใจและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน (ทั้งอนุบาลและประถม) เพื่อออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสม + ส่งเสริมศักยภาพเป็นรายบุคคล รวมไปถึงเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้แสดงความคิด ความถนัดและความฝัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ชัดเจนเลยว่า ลูก ๆ เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น

  • กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ไม่กลัวโดนตัดสิน
  • ค้นพบตัวเองเร็วขึ้น รู้ว่าชอบหรือถนัดอะไร
  • มีความสุขกับการเรียน ไม่อึดอัด ไม่อยากขาดเรียน
  • เห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem) ภูมิใจที่ตัวเองแตกต่าง
  • มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าลองไอเดียใหม่ๆ ที่นอกกรอบ
  • สุขภาพจิตดี ลดความเครียดและความกดดันจากการเปรียบเทียบ
  • มีทักษะทางสังคมที่ดี เคารพความแตกต่างของคนอื่นด้วย
  • แก้ปัญหาเก่ง เพราะมั่นใจที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง
มุมล้างมือ

Mommy Love This! ถูกใจแม่

  1. คุณครูใจดี เหมือนมีพี่และญาติผู้ใหญ่ช่วยดูแล
    มีทั้งครูรุ่นเก่าที่อบอุ่น ใจเย็นและครูรุ่นใหม่ที่เข้าใจโลก ความคิด และตัวตนของเด็กๆ ทำให้บรรยากาศในโรงเรียนดูสนุก เป็นกันเองปลอดภัยเหมือนลูกได้อยู่บ้านหลังที่สอง
  2. พื้นที่ปลอดภัย เป็นตัวเองได้เต็มที่
    ไม่มีการตัดสิน ไม่เปรียบเทียบกับใครเด็กๆ จึงกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออกและมีความสุขที่ได้เติบโตในแบบของตัวเอง
  3. เรียนรู้ผ่านการเล่น และการลงมือทำจริง
    ไม่เน้นการท่องจำจากตำราแต่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ทดลอง สงสัย และค้นหาคำตอบผ่านกิจกรรมสนุกๆ ที่ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อและรักการเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  4. บรรยากาศสีเขียว สดชื่น สูดหายใจได้เต็มปอด
    โรงเรียนร่มรื่น รายล้อมด้วยธรรมชาติติดริมน้ำ มีลานกิจกรรมโปร่งโล่งให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่น เรียนรู้ และเติบโต
    ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลายและสบายตา
  5. วิชาการเข้มข้น…ในแบบที่จับต้องได้
    เรียนอย่างมีระบบ เข้าใจจริงนำไปใช้ได้ ไม่กดดันช่วยให้ลูกมีพื้นฐานที่แข็งแรงพร้อมเติบโตอย่างมั่นใจในระยะยาว
โรงเรียนพร้อมคิด บรรยากาศโรงเรียน สนามเด็กเล่น
สนามเด็กเล่น สวยงาม สะอาด ปลอดถัย
ผู้ก่อตั้ง และ ผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 3 เจเนอเรชั่น ตัวอย่างแห่งการเติบโต เรียนรู้ ผสมผสาน และ ปรับเปลี่ยน ที่งดงามและชัดเจนที่สุด

อัตราค่าเล่าเรียน

ค่าเล่าเรียนระดับชั้นอนุบาลต่อปีการศึกษา ประมาณ 100,000 บาท

ค่าเล่าเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และรายละเอียดอื่น ๆ กรุณาติดต่อสอบถามโรงเรียนพร้อมคิดโดยตรงค่ะ

โรงเรียนพร้อมคิด

Prompt Kids School

ที่อยู่ : 7/1 หมู่ 2 ถนนหนามแดง-บางพลี ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540

เบอร์โทรศัพท์ : 095-612-9033

Line OA : @promptkids

Website : www.promptkids.ac.th

Email : [email protected]

Facebook :  https://www.facebook.com/promptkidsschool

Editor : แม่พลอยผิง

ภาพ :  ฤทธิรงค์ จันทองสุข

ดูบทความโรงเรียนอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%8d-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%a3/

innova zenix

ให้ทุกการเดินทาง เต็มเปี่ยมด้วยความประทับใจ ไปกับ NEW INNOVA ZENIX

บอกเลยว่าประทับใจตั้งแต่เปิดประตู ! ในวันที่ครอบครัวต้องออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทริปไกลต่างจังหวัด หรือ แค่พาลูกไปทำธุระในเมือง สิ่งที่พ่อแม่ให้ความสำคัญที่สุดเสมอ คือ “ความสบายของลูก” และ “ความอุ่นใจของทุกคนบนรถ” 

ทีมกองบรรณาธิการได้ไปทดลองขับ ทดลองนั่งกับรถ NEW INNOVA ZENIX ที่เรามั่นใจว่าจะเป็นตัวเลือกที่ใช่ สำหรับครอบครัวยุคใหม่ เพราะไม่ได้เป็นเพียงรถ MPV 7 ที่นั่ง แต่เป็น “พื้นที่เดินทางร่วมกัน” จึงทำให้ทุกการเดินทาง อบอวลไปด้วยความสบายใจ ความสะดวกสบาย  และ เป็นช่วงเวลา ที่เชื่อมทุกคนในบ้านเข้าไว้ด้วยกัน

เหตุผลที่ต้องเลือก NEW INNOVA ZENIX

เหตุผลแรกที่ต้องมาก่อนสิ่งใด คือ ความปลอดภัย ส่วนเรื่องความปลอดภัยมาตรฐานแบบโตโยต้าคือหายห่วง อุ่นใจได้ตั้งแต่เริ่มออกรถ มีถุงลมนิรภัย SRS ให้มาถึง 7 ตำแหน่งรอบคัน ระบบ Cruise Control ที่ช่วยลดความเร็วขณะเข้าโค้งอัตโนมัติ แถมพวงมาลัยก็เบามือ ขับไกล ๆ สลับกันขับกับพ่อก็ยังสบายแบบไม่เหนื่อย นั่งสบายทั้งคนขับ และ คนนั่งจริง ๆ

และที่ชอบที่สุด คือ เบาะ Captain Seat แถวสองแบบปรับไฟฟ้า คือความนั่งสบาย เหมือนยกโซฟาตัวโปรดมาไว้บนรถเลยค่ะ ติดตั้งคาร์ซีทก็สะดวก นึกภาพตอนออกทริปไกล ๆ ลูกนั่งสบาย ไม่บ่นงอแงแน่นอน

อีกหนึ่งอย่างที่ถูกใจสายแบก สายสัมภาระเยอะ คือ เบาะแถว 3 พับแบบเรียบกริบ ใครของเยอะต้องถูกใจสิ่งนี้ค่ะ พับแล้วพื้นที่ท้ายรถกว้างแบบจัดเต็ม ขนรถเข็นลูก หรือ กระเป๋าเดินทางทริปยาว ๆ ได้สบายเลย แถมประตูท้ายสามารถ Kick Activated ได้ด้วย เราว่าฟังก์ชันนี้เกิดมาเพื่อแม่ลูกอ่อนจริง ๆ ต่อให้อุ้มลูกพะรุงพะรัง มือไม่ว่าง แค่เตะเท้าเบา ๆ ใต้กันชน ประตูก็เปิดให้เอง

สุดท้ายการเดินทางจะใกล้หรือไกลก็ไม่น่าเบื่อ เพราะเราชวนลูกมองท้องฟ้าได้แบบ Panoramic Moonroof เชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบมากกก นั่งนาน ๆ ได้แบบไม่รู้สึกอึดอัด

NEW INNOVA ZENIX

และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เอง ทำให้ทีมกองบรรณาธิการ คัดเลือกให้ NEW INNOVA ZENIX ได้รับรางวัล Editor’s Choice ประเภท BEST SMART & INNOVATIVE FAMILY CAR จากงาน AMARIN BABY AND KIDS AWARDS 2025 ซึ่งมอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ดี และ ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับครอบครัวยุคใหม่

NEW INNOVA ZENIX

ถ้าความสุขของครอบครัวเริ่มต้นตั้งแต่ก้าวขึ้นรถ NEW INNOVA ZENIX คือ รถที่เข้ามาช่วยเติมเต็มช่วงเวลานั้น ได้แบบครบทั้งความกว้าง ความสบาย และ ความปลอดภัย ไม่ว่าปลายทางจะใกล้หรือไกล เป็น “รถหลักของบ้าน” ที่พร้อมใช้งานได้จริงในทุกวัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน 

รถที่ “ไม่ใช่แค่กว้าง” แต่ต้อง “ปลอดภัยที่สุด” สำหรับทุกคนในบ้าน ต้องลองขับ NEW INNOVA ZENIX ด้วยตัวเอง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมถึงต้องเลือกคันนี้ !

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.toyota.co.th/model/innovazenix

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์
โรงเรียนแห่งความสุข เด็ก ๆ เติบโตเต็มศักยภาพ

ทีมแม่ ABK จะพามาชม โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ โรงเรียนอนุบาลย่านยานนาวา โรงเรียนแห่งความสุขที่บอกได้เลยว่าน่ารักและอบอุ่นมาก ๆ ค่ะ

นอกจากบรรยากาศที่อบอุ่นแล้ว โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
มีคุณครูที่ใส่ใจและมุ่งเน้นให้เด็ก ๆ มาเรียนอย่างมีความสุขในทุกวัน ตามมาดูกันค่ะว่าที่โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์เขามีวิธีการสอนเด็ก ๆ อย่างไรบ้าง

จุดเริ่มต้นของอนุบาลมณีรัตน์

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยอาจารย์มณีรัตน์ วัฒนสมบัติ ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างโรงเรียนที่เด็ก ๆ มาแล้วมีความสุขและอยากมาโรงเรียนด้วยรอยยิ้ม อาจารย์มณีรัตน์เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีควรเริ่มต้นจากความสุขไม่ใช่ความกดดัน

แนวคิด “การเรียนรู้ คือ ความสุข”

เวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยจำนวนมากเติบโตมากับการไปโรงเรียนตามหน้าที่หรือความคาดหวังของผู้ปกครอง ซึ่งแตกต่างจากเด็กในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาที่มีความรักในการไปโรงเรียนและสนุกกับการเรียนรู้ โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์จึงถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่า “การเรียนรู้ คือ ความสุข” เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สมองเด็กเปิดและชอบการเรียนรู้ เด็กก็จะสามารถเรียนรู้ได้ไวนั่นเอง

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเด็กทุกคน

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์มุ่งมั่นปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรและนำนวัตกรรมทางการศึกษามาปรับใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการและธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ไม่เคยหยุดพัฒนาและได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครอง นักวิชาการและบุคคลทั่วไปมาโดยตลอด

ปัจจุบันโรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นเตรียมอนุบาล – อนุบาล 3 ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 600 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารเรียน 4 อาคาร มีบรรยากาศอบอุ่นผ่อนคลายเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของเด็ก ๆ

โรงเรียนนำร่อง

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ควบคู่กับวิสัยทัศน์และความตั้งใจของผู้บริหาร ส่งผลให้โรงเรียนได้รับการคัดเลือกจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนนำร่อง โรงเรียนแกนนำและโรงเรียนต้นแบบในการนำนวัตกรรมทางการศึกษามาใช้และประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยค่ะ

บทบาทในการเป็นต้นแบบให้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ไม่เพียงมุ่งพัฒนาเด็ก ๆ ภายในโรงเรียนเท่านั้นนะคะแต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างให้กับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ผ่านการถ่ายทอดแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย และการผสมผสานนวัตกรรมอย่างกลมกลืนและเหมาะสมและได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาหลายแห่งรวมถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันราชภัฏต่าง ๆ ที่ได้นำนิสิตและนักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทเข้ามาศึกษาและดูงานจากโรงเรียนอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ

อนุบาลมณีรัตน์ โรงเรียนอนุบาลในเขตยานนาวา – หลักสูตรและแนวคิด

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์จัดการเรียนการสอนโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางหรือที่เรียกกันว่า Child-Centered Learning โดยมีปรัชญา เรกจิโอ เอมีเลีย (Reggio Emilia) เป็นแนวคิดหลักเพื่อให้มองเด็กอย่างเข้าใจและเคารพศักยภาพของเด็กแต่ละคน  เพราะโรงเรียนเชื่อมั่นว่าเด็กแต่ละคนมีความเก่งที่แตกต่างกันและมีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน              

นอกจากนี้โรงเรียนยังนำนวัตกรรมและแนวคิดทางการศึกษาต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น Project Approach, Brain-Based Learning, Multiple Intelligences (พหุปัญญา), Integration และ Whole Language เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีความหมายและเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กและหล่อหลอมให้เด็ก ๆ เป็นผู้ใฝ่รู้ รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง มีทักษะและความสามารถเฉพาะตัว สร้างคาแลคเตอร์ให้กับเด็ก กล้าแสดงออกและมีความสุขกับการเรียนรู้

Project Approach ดีกับเด็กอย่างไร

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ นำรูปแบบการสอนแบบ Project Approach มาผสมผสานในการเรียนการสอน คือ การจัดการเรียนรู้ผ่านโครงงาน สำหรับเด็กอนุบาล 1-3 ในแต่ละเทอม เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้จากเรื่องราวหรือหัวข้อที่มาจากความสนใจของตนเอง ผ่านการลงมือทำ การค้นคว้า และการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งโครงงานในห้องเรียนจะปรับเปลี่ยนไปตามความสนใจของเด็กการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานช่วยให้เด็ก ๆ

  • เรียนรู้อย่างมีความหมาย

เด็กเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้ง เพราะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและสิ่งใกล้ตัว

  • พัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหา

เด็กได้ฝึกตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ วางแผนและหาคำตอบด้วยตนเอง

  • เสริมสร้างทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน

เด็กได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำงานเป็นทีมและเรียนรู้การรับฟังผู้อื่น

  • ส่งเสริมความรับผิดชอบและความภาคภูมิใจในตนเอง

เมื่อเด็กมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นจนจบโครงงานจะเกิดความภูมิใจในผลงานของตนเอง

  • ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้

เด็กสนุกกับการเรียน รู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องใกล้ตัวและน่าสนใจ

Project Approach จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม และทักษะชีวิต พร้อมปลูกฝังความสุขในการเรียนรู้ตั้งแต่วัยอนุบาล

สำหรับเด็กระดับเตรียมอนุบาล โรงเรียนจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Story-Based Learning โดยใช้นิทานเป็นจุดเริ่มต้น เด็ก ๆ จะได้ฟัง เล่าเรื่อง ถ่ายทอดความคิด และแสดงออกผ่านบทบาทสมมติ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียนอย่างเป็นธรรมชาติ

ขั้นตอนการนำเสนอเรื่องที่จะเรียนรู้

  • เด็ก ๆ จะเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเสนอหัวข้อหรือเรื่องราวที่ตนเองสนใจอยากศึกษา นำมาแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน จากหัวข้อที่เด็ก ๆ ร่วมกันนำเสนอ เด็กแต่ละคนจะเลือกหัวข้อที่ตนเองสนใจจริง ๆ จำนวน 3 หัวข้อ จากนั้นจึงร่วมกันโหวตเพื่อคัดเลือกหัวข้อที่ทุกคนสนใจมากที่สุด เพื่อนำไปพัฒนาเป็นโครงงานของห้องเรียน
  • ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก ๆ โดยช่วยพาเด็กไปค้นคว้าหาข้อมูล (Research) จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และใช้คำถามชี้นำเพื่อกระตุ้นความคิดของเด็ก เช่น เราควรนำเสนออะไร หรือ จะเล่าเรื่องนี้อย่างไรให้เพื่อน ๆ สนใจ
  • กระบวนการดังกล่าวช่วยให้เด็กได้ฝึกการคิด วิเคราะห์ การสื่อสารและการตัดสินใจ พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองและความสุขในการเรียนรู้จากสิ่งที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง

เด็ก ๆ ที่นี่มีตัวตนทุกคน

สำหรับเด็กที่ยังไม่ชอบพูดหรือไม่กล้านำเสนอ คุณครูจะคอยดูแลและกระตุ้น เพื่อช่วยเสริมความมั่นใจและฝึกทักษะการนำเสนอให้เหมาะสมกับวัย เด็ก ๆ ทุกคนในโรงเรียนมีโอกาสและสิทธิ์เท่าเทียมกันในการนำเสนอความคิดเห็น ตั้งคำถามและเรียนรู้ไปพร้อมกันในบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นมิตร

บทบาทของคุณครูในการส่งเสริมการเรียนรู้

  • คุณครูมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เด็กเกิดคำถาม ฝึกการฟังและการแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งบันทึกเสียงหรือบันทึกกระบวนการเรียนรู้บางส่วนส่งให้ผู้ปกครอง เพื่อเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนและพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง
  • คุณครูใส่ใจเด็กทุกคนและมองว่าทุกพื้นที่ในโรงเรียนคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ว่าการนำเสนอจะเป็นรูปแบบใด คุณครูจะนำคำพูดของเด็ก ภาพผลงานและเรื่องราวที่เด็กนำเสนอ มาจัดแสดงบนบอร์ดในห้องเรียน เพื่อให้เด็กได้เห็นคุณค่าในตนเอง รู้สึกว่าตนมีตัวตนและความคิดของตนได้รับการยอมรับ
  • ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ช่วยหล่อหลอมให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจความรู้สึกของตนเอง สามารถรับรู้และควบคุมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ทำไมควรเลือกโรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์

  • ที่โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ คุณครูทุกคนใส่ใจและอบอุ่นอย่างแท้จริง ครูจะดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด พร้อมเก็บข้อมูลพัฒนาการของเด็กทุกคนในทุกด้าน ผ่านการบันทึกเสียง ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ และจดบันทึกเพื่อส่งข้อมูลให้ผู้ปกครองทุกสัปดาห์ ทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถติดตามพัฒนาการและเรียนรู้ของลูกได้อย่างใกล้ชิด
  • นอกจากคุณครูที่จะคอยจดบันทึกและติดตามพัฒนาการเด็กอย่างใกล้ชิดแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนจะอ่านบันทึกและผลงานของเด็กทุกคนจากคุณครู เพื่อนำไปพัฒนาการสอนของคุณครู เช่น วิเคราะห์คำถามที่คุณครูใช้กับเด็กว่า สามารถกระตุ้นให้เด็กคิดต่อยอดได้หรือไม่อีกด้วย
  • คุณครูจะได้รับฟีดแบคอย่างสม่ำเสมอและทุกวันศุกร์จะมีการประชุมเพื่อ แชร์ไอเดีย ปรึกษาปัญหา และแลกเปลี่ยนแนวทางการสอน ซึ่งช่วยให้คุณครูทุกคนพัฒนาเทคนิคการสอนอย่างต่อเนื่อง และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีที่สุดให้กับเด็ก ๆ
  • คุณครูรับฟังความคิดและจินตนาการของเด็กอย่างตั้งใจ และเชื่อมโยงความคิดเหล่านั้นเข้ากับสภาพแวดล้อม กิจกรรม และโครงงานที่เด็กสนใจ เพื่อส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ การจินตนาการ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การเรียนรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา
  • “ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ โรงเรียนแห่งความสุขในเขตยานนาวา จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปกครอง

 

ทำไมอนุบาลมณีรัตน์ โรงเรียนอนุบาลในเขตยานนาวา ถึงไม่สอบ

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ไม่เชื่อในการสอบแบบเดิม ๆ และไม่มีการจัดสอบวัดผลเด็ก เนื่องจากพบว่าการสอบอาจทำให้เด็กบางคนพัฒนาได้ดีขึ้น ในขณะที่เด็กบางคนอาจรู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง โรงเรียนจึงมุ่งเน้นให้เด็กทุกคนรู้สึกว่า ตนเองทำได้และมีความสามารถ


การประเมินพัฒนาการผ่านกระบวนการเรียนรู้

คุณครูจะสังเกตพัฒนาการของเด็กอย่างใกล้ชิดผ่านผลงาน กิจกรรมและโครงงานของเด็ก เพื่อประเมินความเข้าใจเนื้อหาและพัฒนาการในแต่ละด้าน การประเมินในลักษณะนี้ช่วยให้เด็กทุกคนได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม โดยไม่มีใครต้องรู้สึกว่า “ฉันทำไม่ได้” หรือ “ฉันไม่เก่ง”


การเสริมสร้างความมั่นใจและศักยภาพของเด็ก

แนวทางการเรียนรู้และการประเมินดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจในตนเอง ส่งเสริมให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น

วิชาภาษาอังกฤษ

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์สอนภาษาอังกฤษแบบ Phonics กับครูเจ้าของภาษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 – อนุบาล 3 เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและคุ้นเคยกับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา

เด็ก ๆ จะได้เรียนภาษาอังกฤษ สัปดาห์ละ 2 คาบ ผ่านหลักสูตร Fun Language ซึ่งออกแบบมาสำหรับเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ การเรียนการสอนเน้นให้เด็กสนุก กระตือรือร้น และช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ สามารถออกเสียงได้ถูกต้องตามหลัก Phonics ได้เรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติและสามารถนำคำศัพท์ไปใช้ได้หลากหลายสถานการณ์

Mommy Love This! ถูกใจแม่

  1. โรงเรียนปรับสภาพแวดล้อมให้มีพื้นที่สีเขียวและมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่วมเงาปกคลุม กันฝุ่น PM2.5 ต้นไม้จะช่วยกรองฝุ่นและมีช่วงเวลาพ่นละอองน้ำด้วยค่ะ ส่วนในห้องเรียนก็มีเครื่องฟอกอากาศทุกห้องเลยค่ะ
  2. คุณครูที่โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ใส่ใจเด็กมาก ๆ ค่ะ คุณครูจะคอยจดบันทึกการเรียนของเด็กแต่ละคน ในทุก ๆวัน เพื่อบันทึกพัฒนาการ ทำให้ผู้ปกครองทราบว่าลูก ๆ ของเราเรียนอะไรบ้าง พัฒนาการเป็นอย่างไร
  3. เด็กที่โรงเรียนนี้แย่งกันนั่งด้านหน้าเพื่อจะได้ตอบคำถามคุณครู แสดงให้เห็นว่าเด็กที่นี่กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออกและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเลยค่ะ
  4. เด็กนักเรียนที่นี่จะถูกฝึกให้รู้จักคิดถึงคนอื่น บ่มเพาะความโอนโยน ไม่ใช่แค่เป็นเด็กเก่งเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเป็นคนดีด้วย
  5. “โครงการเด็กแพ้” โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์มีโครงการเด็กแพ้ โดยจะติดเครื่องหมายบนปกเสื้อของเด็กที่มีประวัติการแพ้ เพื่อให้คุณครูและเพื่อน ๆ ทุกคนทราบและระมัดระวังอย่างเหมาะสม คุณครูได้รับการอบรมด้านการปฐมพยาบาลจากโรงพยาบาลสมิติเวชธนบุรีทุกปี เพื่อดูแลและจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างปลอดภัยและในห้องเรียนทุกคนจะได้รับความรู้ว่าเพื่อน ๆ แต่ละคนแพ้อะไร เพื่อสร้างความปลอดภัยและการใส่ใจซึ่งกันและกัน
  6. กิจกรรม After School ทางโรงเรียนจัดหาหลักสูตรและกิจกรรมพิเศษมากมาย เพื่อให้เด็ก ๆ  ได้เลือกเรียนตามความสนใจและความถนัด ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางด้านดนตรี ศิลปะ กีฬา ภาษาหรือคอมพิวเตอร์ มีให้ครบเลยค่ะ

ค่าธรรมเนียมการศึกษา ( ปีการศึกษา 2569 )

ค่าแรกเข้า 10,000 บาท

ชั้นเตรียมอนุบาล : 40,000/เทอม ( จำนวน 3 เทอม รวมค่าอาหาร ,ค่าอุปกรณ์และประกันอุบัติเหตุ ไม่รวมค่าชุดนักเรียน )

ชั้นอนุบาล : 49,000 บาท/เทอม ( จำนวน 2 เทอม รวมค่าอาหาร ,ค่าอุปกรณ์และประกันอุบัติเหตุ ไม่รวมค่าชุดนักเรียนและค่าเรียน  Intensive English  )

ที่อยู่ : 9 ถนน นราธิวาสราชนครินทร์ ซอย18 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120
โทร. : 0-2678-4612
Website : https://www.maneerut.com/archive/contact-us.html
Facebook: https://www.facebook.com/ManeerutKindergarten
Google Map: https://maps.app.goo.gl/5eC8GdSdGcJG6koK9

Editor : สุทธิดา มานพน้อย
ภาพ : นันทิยา บุศบงค์

อ่านบทความโรงเรียนอื่น ๆ ต่อได้ที่
https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/teparak-school/

Tags

Jordan แปรงสนุก ดีไซน์ตามช่วงวัย เพื่อสุขภาพฟันที่ดี

คุณแม่คนไหนต้องเจอศึกหนักทั้งตอนเช้าและก่อนนอน กับลูกน้อยที่ไม่ยอมแปรงฟันบ้างคะ พอถึงวัยที่เจ้าตัวเล็กต้องเริ่มแปรงฟัน ตั้งแต่แม่แปรงให้ จับนอนแปรงฟันกันสุดเหวี่ยง จนถึงแปรงเองได้ ภารกิจคุณแม่ยังอยู่ เพราะเหงือกน้อย ๆ ของเด็กนั้นบอบบางกว่าที่เราคิดมาก แปรงแข็งไปก็เจ็บ ยาสีฟันรสเผ็ดหน่อยก็วิ่งหนี ทำให้การแปรงฟันกลายเป็นศึกย่อม ๆ ในห้องน้ำไปซะได้

แต่ความกังวล ความวุ่นวายนี้หายได้ค่ะ เพราะ Jordan แบรนด์ดูแลช่องปากจากประเทศนอร์เวย์ คือคำตอบที่อ่อนโยนสำหรับหัวอกคนเป็นแม่ เพราะใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่วัสดุที่ใช้ไปจนถึงรสชาติที่ถูกใจหนู ๆ

เพราะมีข้อดีมากมายในการสร้างวินัยการแปรงฟันให้ลูก

ในเด็กทุกช่วงวัย การสร้างนิสัยที่ดีในการแปรงฟันและการแปรงฟันให้ถูกต้อง ส่งผลต่อสุขภาพช่องปากไปตลอดชีวิต เพราะทั้งช่วยป้องกันฟันผุและโรคเหงือก ช่วยให้ลูกกินอาหารได้ดี พัฒนาการทางการพูดซึ่งส่งผลดีต่อการเรียนรู้ และส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor Skills) และการทำงานประสานกันระหว่างมือและตา และยังช่วยให้ลูกมั่นใจในการเข้าพบทันตแพทย์ได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญสร้างทัศนคติที่ดีให้เด็กๆมองว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องสนุกและเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ และสนุกไปกับการแปรงฟันได้ทุกวัน

ดูแลช่องปากที่ออกแบบมาเพื่อปากเล็ก ๆ และมือจิ๋ว ๆ โดยเฉพาะ

ความพิเศษของ Jordan คือให้ความสำคัญในพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย ทำให้ลูกน้อยของคุณแปรงฟันได้อย่างสนุก สะอาด และปลอดภัยในทุกวัน เริ่มกันที่แปรงสีฟัน Jordan  เพราะการเริ่มต้นที่ดีต้องมาจากอุปกรณ์ที่ใช่ แปรงสีฟัน Jordan ตั้งใจออกแบบและใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อให้ลูกน้อยตกหลุกรักการแปรงฟัน เราลิสต์ข้อดีของแปรงที่ใช่มาให้

  • ขนแปรงนุ่มนิ่ม อ่อนโยนต่อเหงือกที่บอบบาง ไม่ทำให้ระคายเคืองหรือเจ็บเวลาแปรง ลูกเลยกล้าแปรงมากขึ้น
  • หัวแปรงจิ๋วแต่แจ๋ว เข้าถึงได้ทุกซอกมุม แม้แต่ฟันแท้ซี่แรกที่กำลังขึ้นมาก็ทำความสะอาดได้สบาย
  • ด้ามจับกันลื่นออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ให้ลูกน้อยควบคุมทิศทางแปรงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องกลัวแปรงหลุดมือ
  • แบ่งรุ่นตามช่วงวัย ทำให้แม่ ๆ เลือกแปรงที่เหมาะกับพัฒนาการของลูกได้เป๊ะ ๆ ไม่ต้องมานั่งเดาเลยค่ะ

ส่วนยาสีฟันก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ Jordan เลือกใช้ส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติสูงถึง 97% แถมสูตรยังพัฒนามาเพื่อปกป้องฟันน้ำนมและฟันแท้ซี่แรกของเจ้าตัวน้อยโดยเฉพาะ  เน้นการปกป้องเต็มที่ ช่วยให้ฟันแข็งแรง ลดโอกาสฟันผุได้ดี สำคัญที่สุด คือรสชาติอ่อน ๆ ไม่ฉุน ไม่เผ็ด ทำให้ลูกอยากหยิบมาแปรงเองอย่างสม่ำเสมอ

Jordan ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสำหรับเด็ก ได้รับรางวัล Rising Star ประเภท Best Kids Oral Care Product จากงาน AMARIN BABY AND KIDS AWARDS 2025  

ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ทีมกองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids เทใจให้ Jordan เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การดูแลช่องปากของเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างแท้จริง จึงคัดเลือกให้ Jordan ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสำหรับเด็ก ได้รับรางวัล Rising Star สาขา BEST KIDS ORAL CARE PRODUCT จากงาน AMARIN BABY AND KIDS AWARDS 2025  

เห็นลูกยิ้มสดใส แม่ก็มีความสุข  ให้ Jordan เป็นพี่เลี้ยงให้การแปรงฟันเป็นเรื่อง “ง่าย” และ “สนุก”ของเด็กๆกันค่ะ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/jordanthailand

Tags

เล่านิทาน

6 ข้อดีของการเล่านิทาน ที่ลูกได้มากกว่าความสนุก

“ได้เวลาอ่านนิทานแล้ว”
เพียงแค่ได้ยินประโยคนี้ เหล่าเจ้าตัวน้อยก็มักจะหยุดกิจกรรมตรงหน้าอย่างไม่ลังเล ก่อนจะซุกตัวอยู่บนที่นอน พร้อมห่มผ้าอุ่น ๆ และ ตั้งใจฟังนิทานด้วยแววตาที่ตั้งใจ เพราะสำหรับเด็ก ๆ แล้ว หนังสือนิทาน คือ โลกใบพิเศษที่ทั้งสนุก อบอุ่น และ น่าตื่นเต้นเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึง ข้อดีของการเล่านิทาน ที่เด็ก ๆ สัมผัสได้ด้วยตัวเอง

คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยเห็นเหมือนกันว่า ลูกจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ถึงเวลาเล่านิทาน เพราะสำหรับเด็ก ๆ แล้ว เวลาที่พ่อแม่อ่านนิทานให้ฟัง คือ ช่วงเวลาที่พวกเขาชอบมากที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะ เรื่องราวสนุก ๆ แต่เพราะเป็นเวลาที่ได้อยู่ใกล้ ได้รับความใส่ใจ และ รู้สึกปลอดภัยไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือหนึ่งใน ข้อดีของการเล่านิทาน ที่ช่วยสร้างทั้งความสุข และความผูกพันในครอบครัว

หลายคนอาจสงสัยว่า ข้อดีของการเล่านิทาน มีอะไรบ้าง การอ่านนิทานให้ลูกฟังดีอย่างไร และควรเริ่มตั้งแต่อายุเท่าไหร่ บทความนี้มีคำตอบ

ทำไมการอ่านนิทาน ถึงเป็นช่วงเวลาพิเศษของพ่อแม่ และลูก

โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนนอน มักเป็นช่วงที่พ่อแม่ และ ลูก ได้ใช้เวลาร่วมกันมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น การพูดคุย เล่นกันเบา ๆ หรือ กิจกรรมสำคัญที่หลายบ้านขาดไม่ได้ อย่าง การอ่านนิทานก่อนนอน กิจกรรมเล็ก ๆ นี้ ไม่เพียงช่วยให้ลูกผ่อนคลาย และ หลับง่ายขึ้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ สามารถสอดแทรกการสอน การปลูกฝังแนวคิดดี ๆ โดยที่ลูกไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสั่งสอน

เด็กจะได้รับทั้งความสุข ความสนุกสนาน และ สัมผัสได้ถึงความรัก ผ่านน้ำเสียง ท่าทาง และ เวลา ที่พ่อแม่ตั้งใจมอบให้ และ นอกจากการเสริมจินตนาการแล้ว การเล่านิทานยังมีประโยชน์ ต่อพัฒนาการของลูกในหลายด้าน

ข้อดีของการเล่านิทาน

ข้อดีของการอ่านนิทาน ให้ลูกฟัง ที่ส่งผลต่อพัฒนาการรอบด้าน

1. ลูกพูดเก่งขึ้น สื่อสารคล่องขึ้น

เด็ก ๆ ได้ยินคำศัพท์ใหม่ ๆ โครงสร้างประโยค และ น้ำเสียง ทำให้พูดเก่งขึ้น ฟังรู้เรื่อง และ กล้าเล่าเรื่องมากขึ้น

2. เปิดโลกจินตนาการ ชวนให้คิดสร้างสรรค์

นิทานจะพาเด็กออกไปเจอโลกที่ไม่จำกัด ทำให้เด็กคิดเป็นภาพ ฝันเป็นเรื่อง และ ต่อยอดความคิดของตัวเองได้

3. รู้จักอารมณ์ และ แยกแยะถูกผิด

เด็กได้เรียนรู้ความรู้สึกของตัวละคร เช่น ความเมตตา ความกล้า ความรับผิดชอบ ผ่านเรื่องราวที่เข้าใจง่าย

4. ฝึกสมาธิ นั่งฟังได้นานขึ้น

การฟังนิทานช่วยให้เด็กจดจ่อกับเรื่องตรงหน้า เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในอนาคต

5. เวลาคุณภาพของครอบครัว

ช่วงเวลาเล่านิทาน คือ เวลาคุณภาพ ที่เด็ก ๆ จะรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และ ผูกพันกับคนเล่า

6. เข้าใจโลก และ รู้จักคิดแก้ปัญหา

นิทานหลายเรื่องสอดแทรกการตัดสินใจ การแก้ปัญหา ทำให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้วิธีคิด และ รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ

การอ่านนิทาน ควรเริ่มตั้งแต่อายุเท่าไหร่

การอ่านนิทานให้ลูกฟัง สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม แม้ยังอยู่ในท้อง หรือ เป็นเด็กแบเบาะ ลูกจะได้รับรู้ถึงเสียง น้ำเสียง และ ความอบอุ่นจากพ่อแม่ เมื่อโตขึ้น เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ ผ่านภาพ ตัวอักษร และ เรื่องราวที่ช่วยพัฒนาภาษา ความคิด และจินตนาการ

นิทาน คือ การกระตุ้นพัฒนาการที่พอดี ช่วยให้เด็กใช้สมองคิด เชื่อมโยง และ สร้างภาพในใจ อีกทั้งยังเป็นทางเลือกที่ดี ในการพาเด็กออกห่างจากหน้าจอ ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม หรือ รอให้โต เริ่มเมื่อไร ก็ได้ประโยชน์เมื่อนั้นเสมอ

ข้อดีของการเล่านิทาน

เคล็ดลับการอ่านนิทานให้ลูกฟังอย่างได้ผล

  • เลือกนิทานให้เหมาะกับช่วงวัย และ ความสนใจของลูก
  • อ่านด้วยน้ำเสียง ช้า เร็ว มีจังหวะ เพื่อดึงดูดความสนใจ
  • เปิดโอกาสให้ลูกถาม หรือ แสดงความคิดเห็นระหว่างที่กำลังอ่าน
  • ไม่จำเป็นต้องอ่านตามตัวหนังสือทุกคำ สามารถเล่าเสริมได้
  • เลือกเวลาอ่านที่ลูกผ่อนคลาย เช่น ก่อนนอน
  • สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความสม่ำเสมอ มากกว่า ความสมบูรณ์แบบ

การอ่านนิทาน ช่วงเวลาธรรมดาที่สำคัญกับหัวใจลูก

การอ่านนิทาน อาจดูเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความใส่ใจ และ ความรักจากพ่อแม่ เป็นช่วงเวลาที่ลูกได้เรียนรู้โลก ได้ใช้จินตนาการ และ รู้สึกปลอดภัย เมื่อมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ

แม้จะไม่ใช่นิทานที่สมบูรณ์แบบ หรือ ใช้เวลาไม่นานนัก แค่มีพ่อแม่อยู่ข้าง ๆ พร้อมเสียงเล่าเรื่องราวอันแสนอบอุ่น ก็เพียงพอที่จะสร้างความทรงจำดี ๆ และ ความผูกพันที่ลูกจะจดจำไปอีกนาน

พ่อแม่หลายคนอาจไม่ได้มีเวลามาก แต่จากประสบการณ์ของหลายครอบครัว การอ่านนิทานวันละไม่กี่นาที กลับสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในตัวลูก


👉 กุมภาพันธ์นี้เจอกันนะ ! เตรียมตัวให้พร้อม ! กับ Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่นอกห้องเรียน พบกับกิจกรรม Hands-On PLAY Skills😊 

👧 ช่วยฝึกสมาธิให้เด็ก ได้ฝึกการควบคุมร่างกาย และ พัฒนาสกิลรอบด้าน ทั้งร่างกาย และ จิตใจ เติบโตไปพร้อมกัน 
🙌 พัฒนากล้ามเนื้อมือ และ การประสานงานของมือ และ ตา 
🧐 ทักษะการเอาตัวรอด ที่จำเป็นในการช่วยเหลือตัวเอง เมื่อเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน 
👋 สัญญาณมือ ขอความช่วยเหลือ Body Safety ปกป้องร่างกายตนเอง 
🦹‍♂️ ชวนฟังนิทานแสนสนุก เสริมสร้างทั้ง สมอง จิตใจ ภาษา และ จินตนาการ ได้ในเวลาเดียวกัน 

👉 Season 1 : 10 โรงเรียน เตรียมพบกันเร็ว ๆ นี้ อดใจรออีกนิด ABK พร้อมเก็บภาพความสนุกมาฝากกันอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารได้ที่ AmarinBabyAndKids

แอปกู้เงิน

แอปกู้เงิน สินเชื่อพร้อมใช้ให้คุณสามารถกู้เงินฉุกเฉินได้ในทันที

การใช้งาน แอปกู้เงิน เป็นตัวช่วยยามฉุกเฉิน ที่ให้คุณเข้าถึงสินเชื่อเงินสดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น หากเกิดกรณีที่คุณหมุนเงินไม่ทัน เงินขาดมือ หรือมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมา ซึ่งการกู้ยืมเงินด่วนผ่านแอปนั้น เป็นช่องทางที่สะดวกสบาย รวดเร็ว และโดยส่วนใหญ่สามารถสมัครได้เองจากที่บ้าน ทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของแหล่งกู้เงินออนไลน์ ที่คุณควรทำความรู้จักเอาไว้อย่างมากเลยทีเดียว


สารบัญบทความ

แอปกู้เงิน วงเงินสินเชื่อที่ให้คุณพร้อมใช้ได้ทันทียามฉุกเฉิน
แอปกู้เงิน คืออะไร? แตกต่างจากสินเชื่อไหม?
5 แอปกู้เงินถูกกฎหมาย ที่ให้คุณสามารถหาเงินด่วนได้อย่างรวดเร็ว
1. Promise
2. MoneyThunder
3. FINNIX
4. LINE BK
5. A Money
สิ่งที่ควรทำก่อนใช้บริการแอปกู้เงิน
คุณสมบัติของคนที่จะใช้บริการแอปกู้เงินควรเป็นอย่างไร?
แอปกู้เงิน ตัวช่วยหาเงินด่วนให้คุณพร้อมใช้ยามฉุกเฉิน


แอปกู้เงิน คืออะไร? แตกต่างจากสินเชื่อไหม?

แอปกู้เงินคือแอปพลิเคชันบนมือถือ ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถยื่นขอกู้ยืมเงินด่วนได้สะดวก รวดเร็ว ผ่านสมาร์ตโฟนโดยไม่ต้องไปกู้เงินที่สาขาธนาคารหรือผู้ให้บริการ ซึ่งจะต้องทำการสมัคร ยื่นเอกสาร และรอรับผลอนุมัติผ่านทางแอป ที่จะมีทั้งตัวเลือกที่เป็นของธนาคาร สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต และผู้ให้บริการนอนแบงก์หรือฟินเทคต่าง ๆ โดยที่เงื่อนไขดอกเบี้ย วงเงิน และระยะเวลาผ่อนชำระจะแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบว่าเป็นแอปเงินกู้ถูกกฎหมายหรือไม่ ก่อนตัดสินใจเลือกขอเงินกู้ออนไลน์


5 แอปกู้เงินถูกกฎหมาย ที่ให้คุณสามารถหาเงินด่วนได้อย่างรวดเร็ว

5 แอปกู้เงินที่ดีที่สุด

ต่อไปนี้ คือ 5 ตัวเลือกของแอปกู้เงินยอดนิยม ที่ให้คุณสามารถหายืมเงินด่วน 3,000 บาท แบบผ่อนจ่ายรายเดือนได้อย่างถูกกฎหมาย ภายใต้การดำเนินการของผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ

1. Promise

Promise เป็นแอปกู้เงินที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ด่วนในระบบที่ตรวจสอบได้และเน้นความโปร่งใส วงเงินอนุมัติสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท* เหมาะกับพนักงานประจำที่ต้องการเงินสำรองหมุนจ่ายในยามฉุกเฉิน โดยคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก อัตราดอกเบี้ย 15 ถึง 25% ต่อปี และชำระคืนขั้นต่ำ 3% ของยอดคงเหลือหรืออย่างน้อย 300 บาทต่อเดือน ทำให้ปรับยอดผ่อนให้เหมาะกับกำลังชำระได้ง่ายขึ้น

*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
ดอกเบี้ย 15% – 25% ต่อปี
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ศึกษาเพิ่มเติม promise.co.th 

2. MoneyThunder

MoneyThunder เป็นแอพกู้เงินในเครือ SCBX ที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นให้บริการกู้เงินถูกกฎหมายผ่านมือถือแบบ 100% ทั้งสินเชื่อเงินสดก้อนและวงเงินหมุนเวียน โดยคิดดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 33% ต่อปี พร้อมให้วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท จุดเด่น คือ สมัครได้เกือบทุกอาชีพ อนุมัติไวสุดประมาณ 10 นาที และจ่ายคืนแบบลดต้นลดดอก พร้อมการชำระก่อนกำหนดได้โดยไม่มีค่าปรับในเงื่อนไขปกติ

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

3. FINNIX

FINNIX เป็นแอปเงินกู้นาโนไฟแนนซ์ของบริษัท MONIX ภายใต้กลุ่ม SCBX ที่ออกแบบมาช่วยกลุ่มอาชีพอิสระ แม่ค้า พ่อค้า และคนทำมาหากินที่เข้าถึงสินเชื่อแบงก์ได้ยาก โดยเป็นสินเชื่อถูกกฎหมายภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมให้วงเงินกู้สูงสุดประมาณ 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 2.75% ต่อเดือน หรือราว 33% ต่อปีแบบลดต้นลดดอก และเก็บดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่กดใช้จริง โดยให้คุณสมัครได้ตลอด 24 ชั่วโมง และอนุมัติไวสุดเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

4. LINE BK

LINE BK เป็นบริการโซเชียลแบงก์กิงร่วมระหว่าง KBank และ LINE ที่ให้กู้ผ่านแอป LINE โดยตรง มีทั้งวงเงินให้ยืม และวงเงินให้ยืมนาโน โดยเป็นสินเชื่อเงินด่วนที่มีดอกเบี้ยไม่เกิน 33% ต่อปี ซึ่งคิดดอกเบี้ยรายวันใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น และสามารถเลือกรูปแบบการใช้วงเงินกู้รายเดือนแบบหมุนเวียน หรือเปลี่ยนเป็นเงินก้อนผ่อนเป็นงวดได้นานสูงสุดถึง 60 เดือน ทั้งยังอนุมัติได้รวดเร็วมากสำหรับลูกค้า KBank ที่มีประวัติเดินบัญชีดีอีกด้วย

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

5. A Money

A Money เป็นแอปเงินกู้ถูกกฎหมายที่ให้คุณได้เงินด่วนได้จริงอย่างรวดเร็ว โดยเป็นแอปขอสินเชื่อบัตรกดเงินสด ที่ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล และเน้นเข้าถึงคนรายได้เริ่มต้นประมาณ 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ตอบโจทย์กับพนักงานใหม่หรือคนรายได้ไม่สูงมาก และต้องการหายืมเงินฉุกเฉิน 5,000 บาทด่วนในทันที ซึ่งวงเงินอนุมัติสูงสุดโดยทั่วไปไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ที่มีอัตราโดยรวมราว 17% ถึง 25% ต่อปี ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนต้องการเงินสดเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว


สิ่งที่ควรทำก่อนใช้บริการแอปกู้เงิน

ก่อนใช้บริการแอปกู้เงินควรคิดให้รอบคอบก่อนขอเงินกู้ เพราะแม้จะได้เงินไวแต่ก็เป็นหนี้ที่ต้องผ่อนในระยะยาว หากเตรียมตัวดีตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ภาระหนี้บานปลาย และกระทบการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นแอปเงินกู้ถูกกฎหมาย อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย
  • อ่านเงื่อนไข ดอกเบี้ย ค่าปรับล่าช้า และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ครบก่อนกดยอมรับ
  • ประเมินกำลังผ่อนของตัวเอง ว่าผ่อนรวมทุกหนี้ต่อเดือนไม่เกินระดับที่ยังใช้ชีวิตได้สบาย
  • เปรียบเทียบหลายแอป เลือกที่ดอกเบี้ย เงื่อนไข และความยืดหยุ่นเหมาะกับตัวคุณที่สุด
  • วางแผนให้ชัดว่ากู้ไปใช้ทำอะไร และตั้งเป้าว่าจะผ่อนหมดเมื่อไหร่ เพื่อไม่ให้ยืดเยื้อเป็นหนี้เรื้อรัง

คุณสมบัติของคนที่จะใช้บริการแอปกู้เงินควรเป็นอย่างไร?

การใช้แอปกู้เงินเหมาะกับคนที่พร้อมรับผิดชอบหนี้ โดยไม่ใช่แค่ต้องการเงินด่วนชั่วคราวเท่านั้น เพราะนอกจากจะต้องผ่านเงื่อนไขของผู้ให้บริการแล้ว ตัวคุณเองก็ควรมีพื้นฐานทางการเงินหล่านี้ด้วย

  • เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย
  • รายได้เริ่มต้น 8,000 บาทต่อเดือน และมีหลักฐานแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือนอายุไม่เกิน 60 วัน
  • อายุระหว่าง 20 ถึง 64 ปี
  • อายุการทำงานอย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไป
  • คุณสมบัติเสริมอื่น ๆ เช่น พักอาศัยหรือทำงานในสถานที่ที่ติดต่อได้สะดวก เป็นต้น

แอปกู้เงิน ตัวช่วยหาเงินด่วนให้คุณพร้อมใช้ยามฉุกเฉิน

สำหรับคนที่กำลังมองหาแอปกู้เงินถูกกฎหมาย ควรจะต้องทำความเข้าใจเงื่อนไข รายละเอียด และเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้สามารถขอกู้เงินด่วนและรับอนุมัติได้ในทันที ในกรณีที่คุณต้องการเงินด่วนในการใช้ยามฉุกเฉิน อย่างไรก็ตามหากต้องการยืมเงินด่วนตอนนี้ Promise ก็เป็นหนึ่งในแอปที่เราแนะนำ เพราะนอกจากจะมีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมแล้ว ยังให้คุณผ่อนจ่ายได้ในระยะยาวอย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้นเตรียมตัวให้พร้อมและยื่นกู้เงินออนไลน์ได้เลย

โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ
ความเป็นเลิศทั้ง 3 ด้าน วิชาการ ดนตรี และกีฬา ครบจบที่นี่

School Visit วันนี้จะพาทุกคนไปเยี่ยมโรงเรียนดังย่านสมุทรปราการที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นชื่อกันดี เพราะเปิดสอนมายาวนานกว่า 47 ปี โรงเรียนนี้ก็คือ โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ หรือชื่อเดิมที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ อัสสัมชัญสำโรง นั่นเอง บอกเลยว่าบรรยากาศดีน่าเรียนสุด ๆ ถ้าพร้อมแล้วตามไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

จุดเริ่มต้นของโรงเรียน

  • โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการหรือชื่อเดิมที่หลายคนคุ้นเคยคือโรงเรียนอัสสัมชัญสำโรง เป็นโรงเรียนเอกชนคุณภาพสถาบันการศึกษาลำดับที่ 13 จากทั้งหมด 17 แห่ง ในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
  • โรงเรียนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา ซึ่งได้รับการบริจาคจาก คุณวิชัย มาลีนนท์ ประธานกรรมการบริษัทเทพารักษ์ที่ดิน จำกัด พร้อมเงินสนับสนุนจำนวน 3,000,000 บาท เพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงเรียน
  • ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง จึงส่งผลให้โรงเรียนเปลี่ยนชื่อจาก โรงเรียนอัสสัมชัญสำโรงมาเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการอย่างเป็นทางการ
  • ปัจจุบันโรงเรียนมีพื้นที่รวมกว่า 23 ไร่ เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งหมด 103 ห้องเรียนและยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

หลักสูตรที่ตอบโจทย์และครอบคลุมทุกการเรียนรู้

โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการจัดการเรียนการสอนออกเป็น 2 หลักสูตรหลัก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง ดังนี้

1. หลักสูตร MLP (Modern Language Program)

หลักสูตรที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนการสอน

  • ระดับ ประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 เปิดรับเฉพาะนักเรียนชาย มีชั้นละ 6 ห้องเรียน
  • ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 เปิดรับทั้ง นักเรียนชายและหญิง มีชั้นละ 7 ห้องเรียน

แต่ละห้องมีนักเรียนประมาณ 50 คน โดยมีคุณครูไทยดูแลประจำชั้น 2 ท่านและในแต่ละระดับชั้นจะมี 6 ห้องเรียน การเรียนการสอนของหลักสูตรนี้เทียบเคียงตามมาตรฐาน IPSLE จากประเทศสิงคโปร์และยังใช้รูปแบบการสอนร่วมกัน (Co-teaching) ระหว่างครูไทยและครูต่างชาติในแต่ละรายวิชาเพื่อเสริมทักษะภาษาและความเข้าใจอย่างรอบด้าน

 2. หลักสูตร EP (English Program)

หลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 และเปิดรับนักเรียนแบบสหศึกษา (ชายและหญิง) แต่ละห้องมีนักเรียนประมาณ 30 คนและมีคุณครูต่างชาติและครูไทยดูแลประจำชั้น 2 ท่าน การเรียนการสอนได้รับการรับรองตามมาตรฐานการศึกษา Cambridge

โดยทั้ง 2 หลักสูตรของโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบบูรณาการ (Integrated Learning) ควบคู่กับ Project Approach เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมลงพื้นที่จริง รวมถึงเชิญรุ่นพี่ศิษย์เก่าจากหลากหลายอาชีพที่กลับมาเป็นวิทยากรพิเศษ ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงและแบ่งปันความรู้ให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้จากโลกการทำงานจริงด้วยค่ะ

สำหรับระดับประถมศึกษาโรงเรียนเน้นการสร้างพื้นฐานด้านภาษาให้แข็งแรงเพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ในอนาคต ส่วนระดับมัธยมศึกษาจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด การทดลองและการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้นและการทำงานในอนาคตค่ะ

ด้านกีฬาที่จัดเต็มไม่แพ้วิชาการ

นอกจากโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการจะให้ความสำคัญกับด้านวิชาการแล้วยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมกีฬาและการพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนควบคู่กันไปอีกด้วยและหนึ่งในกีฬาที่โรงเรียนให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ กีฬาว่ายน้ำ ซึ่งแนวคิดนี้มาจากผู้บริหารรุ่นก่อน ที่ได้เห็นข่าวเด็กตกน้ำและจมน้ำอยู่บ่อยครั้ง จึงเกิดแนวคิดว่าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเด็กอัสสัมชัญสมุทรปราการเด็กจะต้องเอาตัวรอดได้ด้วยเหตุนี้โรงเรียนจึงอนุมัติให้สร้างสระว่ายน้ำในร่มภายในโรงเรียน โดยแบ่งออกเป็น 2 สระ

  • สระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน
  • สระสำหรับเด็กเล็ก

ทั้งสองสระได้รับการดูแลด้านความสะอาดอย่างดีใช้ระบบน้ำเกลือ พร้อม Heat Pump เพื่อควบคุมอุณหภูมิน้ำให้อุ่นอยู่เสมอและยังมีโดมขนาดใหญ่คลุมเป็นหลังคาทำให้นักเรียนสามารถใช้สระว่ายน้ำได้ตลอดทั้งปีที่สำคัญคือนักเรียนทุกระดับชั้นจะได้เรียนว่ายน้ำทุกคนเพื่อเสริมทั้งทักษะด้านกีฬาความปลอดภัยและความมั่นใจในชีวิตประจำวันค่ะ

นอกจากสระว่ายน้ำแล้วพื้นที่ส่วนใหญ่ของโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการยังถูกออกแบบให้เป็นสนามกีฬาและพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เคลื่อนไหวและทำกิจกรรมได้อย่างหลากหลาย ทางโรงเรียนมีทั้งสนามกีฬากลางแจ้งและสนามกีฬาในร่มพร้อมติดตั้งโดมขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เป็นสนามกีฬาในร่มได้ ทำให้ไม่ว่าจะฝนตกหรืออากาศไม่เอื้ออำนวย เด็ก ๆ ก็ยังสามารถทำกิจกรรมออกกำลังกายและเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าใส่ใจทั้งเรื่องสุขภาพความปลอดภัยและการใช้เวลาว่างของนักเรียนอย่างครบถ้วนเลยค่ะ

นอกจากด้านกีฬาที่จัดเต็มให้นักเรียนอย่างเพียบพร้อมแล้วด้านศิลปะและดนตรีของโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการก็จัดให้ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ทางโรงเรียนมีกิจกรรมให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็น

  • ดนตรีไทย
  • ดนตรีสากล
  • การแสดงโขนและรำไทย

เพื่อส่งเสริมความสามารถของนักเรียนควบคู่กับการอนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีไทยโดยคุณครูผู้สอนล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านดนตรีและศิลปะการแสดงโดยตรง ในส่วนของห้องซ้อมทางโรงเรียนให้ความสำคัญกับการออกแบบเป็นพิเศษมีการใช้ประตู 2 ชั้นเพื่อช่วยกันเสียงรบกวนทั้งจากด้านนอกและด้านใน ทำให้นักเรียนสามารถฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่และมีสมาธิค่ะ

การออกแบบพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทุกวัน

ภายในโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า มีมุมโต๊ะ-เก้าอี้ ให้เด็ก ๆ นั่งเล่น พูดคุยและใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์อีกหนึ่งจุดเด่นคือทางเชื่อมระหว่างอาคารเรียน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียน ครู และบุคลากรเดินระหว่างตึกได้ง่ายไม่ต้องขึ้นลงบันไดหลายครั้ง นอกจากนี้โรงเรียนยังมีห้องสมุด 2 ชั้น แยกโซน เด็กเล็กและเด็กโตออกแบบสวยงามพร้อมเป็นพื้นที่อ่านหนังสือและเรียนรู้ที่น่าใช้สำหรับทุกคนค่ะ

นักบุญประจำโรงเรียนและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ เป็น โรงเรียนคาทอลิก โดยแม่พระอัสสัมชัญ เป็นองค์อุปถัมน์ของโรงเรียน  ส่งเสริมให้นักเรียนได้ปฎิบัติตามจิตตารมณ์นักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต ผู้สถาปนาคณะภราดรเซนต์คาเบรียล คือ มุ่งมั่นทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ความสามารถและความอดทย มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคม ด้วยความเสียสละ เมตตาและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คุณลักษระเหล่านี้จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนในการปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นจิตสาธาณะให้กับนักเรียน นอกจากนี้ โรงเรียนยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น

  • การทำบุญตักบาตรทุกวันพระ
  • การบวชสามเณรภาคฤดูร้อน

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน นักเรียนและผู้ปกครองให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนคาทอลิกอย่างแท้จริง

Mommy’s Love This ถูกใจแม่

  1. ผู้บริหารโรงเรียนใส่ใจทุกรายละเอียดเลยค่ะ แม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย  ๆ  โดยนำมาปรับปรุงพัฒนาโรงเรียนให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  2. ลงทุนเพื่อประสบการณ์เรียนรู้ที่ดีที่สุด โรงเรียนให้ความสำคัญกับสถานที่เรียน อุปกรณ์การเรียนและการสอนต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้ประสบการณ์การเรียนรู้เต็มที่
  3. โรงเรียนเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นการเล่าประสบการณ์ในสาขาอาชีพที่เด็กสนใจ หรือร่วมไปทัศนศึกษากับโรงเรียนด้วยค่ะ
  4. สร้างความสัมพันธ์กับชุมชนรอบโรงเรียนโรงเรียนและร่วมกิจกรรมกับชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและชุมชนยังช่วย สอดส่องความปลอดภัย รอบ ๆ โรงเรียนอีกทางหนึ่ง จุดนี้แหละที่ทำให้คุณแม่และผู้ปกครองประทับใจสุด ๆ!

อัตราค่าเล่าเรียน (ปีการศึกษา 2568)

หลักสูตร MLP

  • ประถมศึกษา 27,000/ เทอม
  • มัธยมศึกษา 25,000/ เทอม

หลักสูตร EP 

  • ประถมศึกษา 80,000/ เทอม
  • มัธยมศึกษา  78,000/ เทอม

ที่อยู่: 419/1389 หมู่5 ถ.เทพารักษ์ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

ติดต่อ: 02-384-7491-6

เว็บไซต์:  https://www.acsp.ac.th/

Facebook: https://www.facebook.com/AssumptionSamutprakarnSchoolOfficial

Editor : แม่ติส

ภาพ : ณัฐวรรธน์ ไทยเสน

อ่านโรงเรียนอื่นเพิ่มเติมได้ที่
https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/teparak-school/โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ เรียนเล่นสมวัย ชีวิตก้าวไกล เพราะเริ่มต้นดี

หอมติดผ้า จนติดผิว หอมอ่อนโยนแบบนี้ ที่ทุกบ้านติดใจ

ใครๆก็ชอบความหอม ยิ่งกลิ่นลูกเล็ก กลิ่นเด็กน้อย เชื่อว่าแม่ๆหลายคนติดกลิ่นลูก หอมได้ทั้งวัน แต่กลิ่นหอมๆแบบนี้บอกได้ว่ามาจากความสะอาดและความใส่ใจที่แม่เลือก และคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ดีมาใช้ดูแลลูกน้อย และ ทุกคนในครอบครัว

เรามั่นใจว่าคุณแม่ทุกคนย่อมใส่ใจเรื่องเสื้อผ้าและสะอาด หอม เพื่อสัมผัสนุ่มอ่อนโยน ป้องกันทุกกลิ่นอับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่ระคายเคือง ทำให้การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เป็นเรื่องสำคัญ

และนี่คือคำตอบ เพราะทีมแม่ ABK ทดสอบมาให้แล้วว่าผ้านุ่ม หอมติดผ้าจนติดผิวลูกจริง ชอบตั้งแต่คุณแม่ ไปจนถึงคุณพ่อบ้าน เพราะความหอมช่วยให้อารมณ์และจิตใจดีตามไปด้วย เสื้อผ้าที่หอมสะอาดทำให้เด็กรู้สึกดีกับตัวเอง ในเด็กเล็กคือความสบาย ลดอาการงอแงได้ สำคัญที่สุดกลิ่นหอม สร้างความผ่อนคลายให้กับทุกคนในบ้าน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเสื้อผ้าช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบ ผ่อนคลาย ช่วยให้ลูกน้อยอารมณ์ดี และนอนหลับได้ดีแม่พ่อก็ได้พักผ่อนไปด้วยกัน

ทำไมถึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม เพราะ Hygiene Expert Care Special Edition Skin Care Series

  • ผสานสารสกัดบำรุงผิว ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) หอมละมุน ติดผิวยาวนาน
  • เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ
  • อ่อนโยนและได้รับการทดสอบผิวหนัง (Dermatologically Tested)
  • หอมละมุนอ่อนโยน กลิ่นติดผ้าจนติดผิวนานตลอดวัน
  • ป้องกันทุกกลิ่นอับ
  • ใช้ได้ทุกคนในบ้าน

และนี่ยังเป็นครั้งแรกของผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่มีการผสานสารสกัดบำรุงผิว ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) หอมละมุนอ่อนโยน กลิ่นติดผ้าจนติดผิวนานตลอดวัน และความนุ่มที่ออกแบบให้อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ป้องกันทุกกลิ่นอับกลิ่นไม่พึงประสงค์ อ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อทุกสภาพผิว ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัวละมุนผิว กลิ่นติดผ้า หอมได้ทั้งวัน

จากคุณสมบัติทั้งหมดนี้ ยังมีอีกสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกบ้านใส่ใจ คือความปลอดภัยของลูกน้อย ยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใกล้กับผิวลูกอย่างปรับผ้านุ่มด้วยแล้ว จึงต้องเลือกที่อ่อนโยนและได้รับการทดสอบผิวหนัง ซึ่งในผลิตภัณฑ์ Hygiene Expert Care Special Edition Skin Care Series ผ่านการทดสอบ Dermologically Tested Safe For Sensitive Skin หรือการทดสอบการแพทย์ด้านผิวหนัง ว่าไม่ระคายเคืองต่อผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย คุณพ่อคุณแม่มั่นใจได้เลยในความปลอดภัย

และด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ผลิตภัณฑ์ Hygiene Expert Care Special Edition Skin Care Series Dreamy Hug & Morning Hug ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ ได้รับรางวัล  Smart& Innovative  ในหมวดผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม BEST SKIN CARE INNOVATIVE FABRIC SOFTENER จากงาน AMARIN BABY AND KIDS AWARDS 2025 ซึ่งมอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆที่ปรับให้ตอบโจทย์กับครอบครัวยุคใหม่

ที่เราถูกใจเพราะมีถึงสองกลิ่นให้เลือก เพราะหากเลือกไม่ได้ควรมีติดบ้านทั้งสองกลิ่น ซึ่งแต่ละกลิ่นมีความหอมแบบเฉพาะตัว ใครสไตล์ไหนลองเลือกดูได้เลยค่ะ

  • กลิ่น Dreamy Hug ความหอมละมุนผ่อนคลาย คล้ายโอบล้อมด้วยเหล่าดอกไม้และผลไม้ที่หอมสะอาด หอมสบาย ให้กลิ่นหอมนุ่มละมุนติดผิวยาวนานตลอดการสวมใส่
  • กลิ่นMorning Hug หอมละมุนสดชื่นของดอกไม้นานาพันธ์ เหมือนอ้อมกอดแห่งอรุณรุ่งของเช้าวันใหม่ หอมติดผิวยาวนานตลอดวัน

เชื่อได้เลยว่า หากได้ลองแล้วจะติดใจในความหอมเหมือนกับเรา ที่จะทำให้การซักผ้าทุกครั้ง เราจะไม่ยอมลืมใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และที่สำคัญผลิตภัณฑ์ยังหาซื้อได้สะดวกมากๆอีกด้วย

 ต้องไม่พลาดแล้วค่ะ ไปหาซื้อมาติดบ้านไว้ได้เลย

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/HygieneThailand

เรื่อง : แม่เจี๊ยบ

ภาพ : ณัฐวุฒิ เพ็งคำภู

Tags

MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย
ย้อนเวลาหาอดีต สู่เมืองอัจฉริยะ พิกัดใหม่สุด Spark!

School Visit วันนี้เราจะพาทุกคนมา สุข สนุก กันทั้งครอบครัวกับเรื่อง “ไฟฟ้า” ที่หลาย ๆ คนคิดว่ายากและน่าเบื่อ แต่ที่นี่…ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโลกแห่งการเรียนรู้สุดว้าวให้เป็นโลกแห่งการเรียนรู้สุดว้าว ทีมแม่ ABK การันตีเลยว่า อินได้ทุก generation แน่นอน!

ที่นี่คือ “MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ของการไฟฟ้านครหลวง” พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะทำให้เราได้ย้อนเวลากลับไปสู่ ร.ศ. 119 ตั้งแต่วันที่ “บางกอก” ยามค่ำคืนยังต้องพึ่งแสงประทีป ก่อนจะวาร์ปผ่านวิวัฒนาการของไฟฟ้า จากอดีต → ปัจจุบัน → สู่ Smart City แห่งอนาคต บอกเลยว่า ว้าวต่อเนื่อง ไม่มีพัก! ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ไฟฟ้า” เท่านั้นนะคะ นอกจากเรื่องไฟฟ้าแล้วที่นี่ยังถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตผ่านศิลปะและสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงามเหนือกาลเวลา ซึ่งแต่ละมุมของพิพิธภัณฑ์ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวน่ารู้และกิจกรรมสนุก ๆ มากมายเลยค่ะ

PART 1 | Back to the Past

แสงแรกแห่งสยาม ณ อาคารทันสมัยในตำนาน

จุดเริ่มต้นของการเดินทางย้อนเวลา ณ อาคาร 1 การไฟฟ้านครหลวง (MEA) เขตวัดเลียบ อาคารประวัติศาสตร์สำคัญที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงามและสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2459) ซึ่งเดิมทีเป็นของบริษัทไฟฟ้าสยามจำกัดและนอกจากนั้นที่นี่ยังเคยทำหน้าที่เป็น

  • ที่ทำการแห่งแรกของการไฟฟ้านครหลวง
  • ที่ตั้งของ โรงไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทย (โรงไฟฟ้าวัดเลียบ)

จาก “แสงแรก” ที่ส่องสว่างให้สยามสู่การพัฒนาในวันนี้ อาคารแห่งนี้ได้ถูกปรับโฉมเป็น MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านไฟฟ้าที่เปี่ยมคุณค่าทั้งด้าน ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและเป็น แหล่งจุดประกายการเรียนรู้เชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน สู่อนาคตอย่างลงตัว

ภารกิจย้อนรอย “ไฟแรก”

ไฟฟ้าเข้ามาสู่สยามได้อย่างไร?

ก่อนที่แสงไฟจะส่องสว่างไปทั่วเมือง การเดินทางของ “ไฟฟ้า” ในสยามเริ่มต้นขึ้นไม่นานอย่างที่คิดค่ะ จาก “แสงแรก” ที่ส่องสว่างให้สยามสู่การพัฒนาในวันนี้ ซึ่งนิทรรศการของ MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทยเข้าใจง่ายมากค่ะ

  • พ.ศ. 2422 ทอมัส อัลวา เอดิสัน เพิ่งประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก นับถึงวันนี้ก็ราว 142 ปี เท่านั้นเอง
  • เพียง 5 ปีถัดมา – พ.ศ. 2427 ในวันที่ 20 กันยายน วันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 “ไฟฟ้า” ได้ถูกจุดขึ้นเป็นครั้งแรกในสยาม ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทแสงไฟดวงนั้นไม่ใช่แค่ความสว่าง แต่คือ จุดเริ่มต้นของความศิวิไลซ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของประเทศค่ะ
  • เบื้องหลังแสงไฟดวงสำคัญนี้คือ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการไฟฟ้าไทย”
    วางรากฐานระบบไฟฟ้า ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย
  • ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่ง เจ้าหมื่นไวยวรนาถ ท่านได้เดินทางไปยุโรปและเห็นบ้านเมืองที่มีแสงสว่างยามค่ำคืน
    จึงตัดสินใจ ลงทุนซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าด้วยทุนส่วนตัว
  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและดวงโคมไฟฟ้า ถูกนำมาติดตั้งที่ กรมทหารหน้า และนั่นเองคือจุดกำเนิดของ กิจการไฟฟ้าในประเทศไทย ตรงนี้เองทุกคนจะได้เห็น คุณหมอบรัดเลย์ / เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีมาพูดคุยกันต่อหน้าเราด้วยนะคะ

Must-Visit | ไฮไลต์ห้ามพลาดที่ MEA SPARK

  • บางกอก ใต้แสงประทีป

ห้องสุดว้าวที่พาเราย้อนเวลากลับไปเห็นบางกอกยามค่ำคืนก่อนมีไฟฟ้า  ใช้เทคนิค AR (Augmented Reality) ผสานเสียงบรรยาย ควบคู่ไปกับการสร้างบรรยากาศเหมือนกำลังมองข้ามฝั่งจาก วัดอรุณราชวราราม เราจะได้เห็นภาพจริงของ “บางกอก” ในวันที่แสงสว่างยังมาจาก ไต้ เทียนไข และตะเกียงน้ำมัน ก่อนยุคไฟฟ้าด้วยค่ะ

  • ห้องอาณาจักรโรงไฟฟ้าวัดเลียบ

อีกหนึ่งโซนที่เด็ก ๆ (และผู้ใหญ่) ไม่หยุดดูไม่ได้เลย คือ แบบจำลองโรงไฟฟ้าวัดเลียบยุคแรก ในสเกล 1:125 ที่แสดงเส้นทางการลำเลียงแกลบทางน้ำซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าในอดีต โซนนี้มีโมเดลเคลื่อนไหวตามแสงสีพร้อมรถรางจิ๋วที่แล่นได้จริง ว้าวสุด ๆ

กิจการของโรงไฟฟ้า เบื้องหลังพลังงานที่เปลี่ยนบางกอก

เริ่มต้นด้วยการพบกับ ท่านประธานนายอ๊อก เวสเตน โฮลซ์(Mr. Aage Westenholz) ชาวเดนมาร์กทผู้บุกเบิกกิจการไฟฟ้าในสยาม ที่โซนนี้ เราจะได้เรียนรู้เรื่องราวของ บริษัท ไฟฟ้าสยาม จำกัด (The Siam Electricity Co., Ltd.) บริษัทเอกชนสัญชาติเดนมาร์กซึ่งได้รับสัมปทานให้จัดตั้ง โรงไฟฟ้าวัดเลียบ ที่สำคัญโรงไฟฟ้าแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของหลาย “ครั้งแรก” ในประวัติศาสตร์ค่ะ

  • จ่ายไฟฟ้าให้ รถราง — แห่งแรกในเอเชีย!
  • วาง เสาไฟและสายไฟ ขยายพื้นที่การจ่ายไฟฟ้า
  • เกิด ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า แห่งแรก ๆ
  • รวมถึง สถานีดับเพลิง

นอกจากนี้ทุกคนจะได้เห็นภาพพื้นที่การจ่ายไฟฟ้าในยุคแรกด้วยค่ะและไฮไลต์ห้ามพลาด!ในโซนนี้คือ โมเดลจำลองเครื่องกำเนิดไฟฟ้ายุคแรกในรูปแบบ Kinetic Art สุดล้ำที่เด็ก ๆ จะได้ สนุกกับการหมุน ,เห็นการทำงานของระบบไฟฟ้าตั้งแต่ต้นจนจบ ,เรียนรู้และเข้าใจผ่านการลงมือทำ เพลินจนเหนื่อย…แต่ไม่อยากหยุดเลยค่ะ

The Shelter”

ห้องหลุมหลบภัยทางอากาศ

อีกหนึ่งห้องที่ MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ที่ทั้งเข้มข้นและทรงพลังมาก ที่นี่จะพาเราย้อนกลับไปสู่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อสัมผัสเรื่องราวการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก สิ่งที่น่าทึ่งคือ…ใช้เวลาเพียง 6 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบทั้งหมด ซึ่งเกิดขึ้นได้จากความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจของทุกคน โซนนี้บอกเลยว่า แสง สี เสียง และสัมผัสถูกออกแบบมาให้สมจริงที่สุด

วาไรตี้ มินิโมเดล

โซนนี้…นักสะสมต้องหยุดดู! การันตี 100% ใครที่หลงใหลใน โมเดลจำลองขนาดเล็กจะต้องตกหลุมรักแน่นอน
เพราะแต่ละชิ้นถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองและโครงสร้างสำคัญที่เติบโตไปพร้อมกับไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น โมเดลห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล โมเดลสะพานพุทธ โมเดลศาลาเฉลิมกรุง โมเดลถนนราชดำเนินหรือร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ใครไปที่ MEA SPARK แล้วอย่าลืมกลับมาแชร์กันนะคะว่าชอบชิ้นไหนที่สุด

PART 2 | The Evolution

จากวัดเลียบ…สู่ฮีโร่ชื่อ MEA

เมื่อเดินต่อมาถึงชั้นถัดไป กิจกรรมเรียนรู้ด้านไฟฟ้าที่ MEA SPARK จะเล่าถึงการเติบโตของกิจการไฟฟ้าไทยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2501จุดสำคัญของการควบรวมกิจการจนกลายมาเป็น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)หรือ MEA ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน และแน่นอน…เราจะได้พบกับ “น้องเจิดจ้า” ผู้บรรยายสุดคิวต์ประจำโซนที่ช่วยเล่าเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายและสนุกขึ้นทันที  โซนนี้จัดแสดง วัตถุทางประวัติศาสตร์ของ กฟน.ไว้อย่างครบถ้วนมาก ไม่ว่าจะเป็น

  • วิวัฒนาการของ มิเตอร์ไฟฟ้า
  • อุปกรณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่
  • ชุดเครื่องแบบในแต่ละยุค
  • รถรางไฟฟ้าในอดีต (ตั้งแต่ พ.ศ. 2436 – 2511)
  • เอกสารสำคัญและอีกหลากหลายเรื่องราวน่าค้นหา

PART 3 | The Future is Now

ล้ำไปกับ Smart City และ Immersive Interactive สุดมันส์

  • SPARK Zone

สุดท้ายกับโซน แสงแห่งอนาคตที่จะมาเล่า roadmap ของ กฟน. ในการสร้าง Smart City (เมืองอัจฉริยะ) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบไฟฟ้า ฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน

Smart Grid: อัปเกรดระบบไฟฟ้าเป็นโครงข่ายอัจฉริยะลดปัญหาไฟดับ อีกทั้งยังควบคุมระบบได้รวดเร็วและติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัล

พลังงานเขียว: การสนับสนุน Solar Rooftop และระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality การลดคาร์บอนในประเทศ

นวัตกรรมรักษ์โลก: การขยายสถานีชาร์จรถไฟฟ้า (EV) ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

  • Symphony of Life

โซน Immersive Interactive ที่เด็ก ๆ ชอบมาก! รวมถึงการใช้ สื่อผสมผสาน สนุกสนานและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้ชมทุกวัย

นอกจากนี้บริเวณชั้น 1 ยังมีอาคารทันสมัยในตำนานการไฟฟ้าไทยที่จัดแสดงเรื่องการอนุรักษ์และบูรณะอาคาร เราจะได้เห็นรายละเอียดสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกที่เก็บรายละเอียดดั้งเดิมไว้เกือบสมบูรณ์ รวมถึงการเปิดเผยปฏิบัติการ 270 วันเนรมิตอาคารเก่ากว่า 100 ปี สู่ MEA SPARK ในปัจจุบันด้วยค่ะ

Mommy Love This! ถูกใจแม่มาก!

  1. MEA SPARK เป็น พิพิธภัณฑ์ที่ล้ำสุด และชวนให้ทุกคน Engage กับกิจกรรมต่าง ๆ ผ่าน Scan and Play ระบบ Interactive ทำให้การเรียนรู้ น่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ถูกใจ Gen Alpha แน่นอนค่ะ แถมยังรองรับหลายภาษา สามารถเลือกรับฟังสื่อได้ถึง 3 ภาษา (ไทย – อังกฤษ – จีน) มี ป้ายกราฟฟิคสวย ๆ ทุกพื้นที่ ทั้งสนุกและดีต่อใจผู้ปกครอง
  2. ใส่ใจทุกคน MEA SPARK ต้อนรับผู้เข้าชม ทุกประเภท จริง ๆ มีป้าย อักษรเบรลล์และสื่อสัมผัสขนาดใหญ่พิเศษสำหรับผู้พิการทางสายตาทำให้ทุกคนสามารถ เก็บรายละเอียดและเรียนรู้จากการสัมผัสได้ง่าย
  3. เรียนรู้แบบองค์รวม การมาเยี่ยมชมที่นี่ = การเรียนรู้แบบครบทุกมิติ ทั้งศิลปะ + ประวัติศาสตร์ + วิทยาศาสตร์
    และศาสตร์อื่น ๆ อีกเพียบ…บอกเลยว่า ว้าวมากจริง ๆ
  4. พิพิธภัณฑ์สวยและอลังการแถมได้ความรู้มากมายขนาดนี้ อยากบอกว่าที่นี่เข้าฟรี ! นะคะ ถูกใจแม่สุด ๆ ไปเลย

**พิพิธภัณฑ์เข้าชม ฟรี !

จองคิวออนไลน์ล่วงหน้า : ต้องลงทะเบียนจองรอบเข้าชมผ่านเว็บ measpark.mea.or.th เท่านั้น

เปิด: 9.00 – 17.00 น. (เว้นวันจันทร์)

รอบเช้า: 09:00, 09:30, 10:00, 10:30, 11:00 น.

รอบบ่าย: 13:30, 14:00, 14:30, 15:00, 15:30 น. 

(จำกัดรอบละ 15 คน / ในเว็ปจะแจ้งเลยว่าเหลือกี่ที่ค่ะ)

การเดินทาง: สะดวกที่สุดด้วย MRT สถานีสนามไชย (ทางออก 4/5) หรือเรือด่วนเจ้าพระยา (ท่าเรือสะพานพุทธ)

MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย

(การไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ)

เลขที่ 121 ถนน จักรเพชร แขวง วังบูรพาภิรมย์

เขต พระนคร กทม. 10200

ติดต่อ

FB: https://www.facebook.com/MEASPARK.MUSEUM/

โทรศัพท์ : 08 0079 0214 หรือ 0 2220 5200

เว็บไซต์: https://measpark.mea.or.th/

Editor : แม่พลอยผิง

ภาพ : ธนายุต วิลาทัน

ชมพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ กันต่อได้ที่

คู่หูทรงพลัง! ลูกกินเก่งขึ้น ภูมิคุ้มกันแกร่ง ด้วย เนเจอร์วันเดอร์ มัลติวิตามินไซรัป

เหนื่อยไหมคะ กับสงครามบนโต๊ะอาหาร ! บีบมือเข้าใจเลยค่ะ ว่าการที่ลูกน้อยเบือนหน้าหนีอาหารแต่ละมื้อ มันน่าปวดหัวแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการต้องงัดสารพัดเมนู หรือ กังวลว่าลูกจะได้สารอาหารครบถ้วนไหม จนสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความไม่เจริญอาหารของลูกไปเสียทุกที และ ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่เชื้อโรคเยอะขนาดนี้ การที่ลูกป่วยบ่อย พักฟื้นนาน ก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลใหญ่ของพ่อแม่ทุกคน

วันนี้ ทีมกองบรรณาธิการมีทางออกให้ค่ะ ! ขอแนะนำ “คู่หูทรงพลัง” ที่จะมาเป็นผู้ช่วยสำคัญในครัวเรือนของคุณแม่ยุคใหม่ นั่นก็คือ เนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonder) มัลติวิตามินไซรัป 2 สูตรสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา “ลูกไม่เจริญอาหาร” หรือ “ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง” ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลของคุณแม่อีกต่อไปค่ะ                

ทำความรู้จัก คู่หูทรงพลังเนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonder) ที่เข้าใจทุกความกังวลของแม่

เนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonder) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไซรัปวิตามิน แต่คือ “คู่หูดูแลสุขภาพ” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ จัดการกับปัญหาหลักของลูกวัยกำลังเจริญเติบโตอย่างแท้จริง โดยมาพร้อมกับ 2 สูตรพิเศษ เพื่อการดูแลที่ครบถ้วน และ สมบูรณ์แบบ เริ่มจาก เนเจอร์วันเดอร์ สูตรแอลไลซีน ที่จะช่วยกระตุ้นการเจริญอาหาร ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ลูกรักของคุณกลับมา กินเก่ง มีความสุขกับการทานอาหาร และ ดูจ้ำม่ำสมวัย ในขณะที่สูตรที่สอง คือ เนเจอร์วันเดอร์ สูตรเอลเดอร์เบอร์รี่ จะเข้ามาเสริมความแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด และ อาการป่วยที่มากับฤดูต่าง ๆ ทำให้ลูกของคุณแม่ มีร่างกายที่แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย และ พร้อมที่จะเรียนรู้ และเติบโตอย่างเต็มที่ในทุกวัน บอกเลยว่ามีสองสูตรนี้ติดบ้านไว้ คุณแม่ก็สามารถคลายความกังวล และ มั่นใจในสุขภาพที่ดีของลูกได้ค่ะ

เนเจอร์วันเดอร์

การันตีคุณภาพ! Nature’s Wonder ได้รับรางวัล Rising Star ที่คุณแม่วางใจ

ยิ่งไปกว่าการเป็นผู้ช่วยที่ตอบโจทย์ทุกปัญหาด้านสุขภาพลูกรักแล้ว เนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonder) ยังตอกย้ำถึงคุณภาพ และ ความน่าเชื่อถือด้วยการ การันตีด้วยรางวัล RISING STAR จากเว็บไซต์แม่และเด็กชั้นนำอย่าง Amarin Baby & Kids อีกด้วย

รางวัล Rising Star นี้มอบให้กับผลิตภัณฑ์แม่และเด็กน้องใหม่ที่ น่าจับตามองประจำปี 2025 และ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ดาวรุ่งคุณภาพดี ที่เหมาะสมกับลูกน้อยอย่างแท้จริง โดย Nature’s Wonder Multi-Vitamin ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในสาขา Rising Star BEST KIDS DIETARY SUPPLEMENT จากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2025

ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า Nature’s Wonder มัลติวิตามินไซรัปคู่หูนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ ใช้ในการเสริมสุขภาพที่ดีให้กับลูกค่ะ

เนเจอร์วันเดอร์

สูตรที่ 1 : Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรแอลไลซีน – คู่หูเติมความอยากอาหาร

ถ้าปัญหาใหญ่ของคุณแม่ คือ การที่ลูกเบื่ออาหาร ทีมกองบรรณาธิการขอแนะนำ Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรแอลไลซีน! ไซรัปนี้ได้รับการพัฒนามาเพื่อกระตุ้นการเจริญอาหารอย่างตรงจุด พร้อมช่วยเสริมสร้างการเติบโต และ สุขภาพที่ดีของลูกน้อยอย่างครบถ้วน

สิ่งที่ทำให้สูตรนี้พิเศษและถูกใจเด็ก ๆ ก็คือ วิตามินกลิ่นส้มหอมอร่อย ที่ ทีมแม่ABK คอนเฟิร์มว่ากลิ่นหอมส้มนี้ เด็ก ๆ ต้องชอบ และดื่มง่าย ไม่มีรสขม หรือ เฝื่อนที่ทำให้ลูกปฏิเสธการรับประทานวิตามินแน่นอนค่ะ

Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรแอลไลซีนนี้ อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และ สุขภาพโดยรวม ได้แก่

  • แอลไลซีน : กรดอะมิโนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร
  • วิตามินซี : ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐาน
  • วิตามินดี : จำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม และบำรุงกระดูก
  • วิตามินบี 2 และ วิตามินบี 12 : กลุ่มวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างพลังงาน และการทำงานของระบบประสาท

สูตรที่ 2 : Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรเอลเดอร์เบอร์รี่ – เกราะป้องกันบอกลาลูกป่วยบ่อย

หากลูกรักต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือ ต้องเข้าสังคมและโรงเรียน จนป่วยง่ายอยู่เสมอ Nature’s Wonder Multi-Vitamin สูตรเอลเดอร์เบอร์รี่ คือ ตัวช่วยสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ที่คุณแม่ยุคใหม่ไม่ควรพลาด สูตรนี้ออกแบบมาเพื่อ ช่วยให้ร่างกายของลูกน้อย สร้างเกราะป้องกันตัวเองได้อย่างแข็งแกร่ง และ บอกลาปัญหาลูกป่วยบ่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความโดดเด่นของสูตรนี้ คือ การเน้นวิตามิน และสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ประกอบไปด้วย

  • เอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry) : สารสกัดจากธรรมชาติที่ขึ้นชื่อในการช่วยลดความรุนแรง และ ระยะเวลาของอาการหวัด
  • วิตามิน A : ช่วยในการมองเห็น และ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน C : สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน
  • วิตามิน D : มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน E : ช่วยปกป้องเซลล์ จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ
เนเจอร์วันเดอร์

Nature’s Wonder คือ คู่หูทรงพลังที่ต้องมีติดบ้าน

คงเห็นแล้วว่าทำไม Nature’s Wonder Multi-Vitamin ทั้งสองสูตรจึงถูกยกให้เป็น “คู่หูทรงพลัง” ที่คุณแม่ยุคใหม่ต้องมีติดบ้าน นั่นเป็นเพราะ ไซรัปทั้งสองสูตรนี้ทำงานร่วมกัน เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ลูกน้อยต้องการมากที่สุด

  • สูตรแอลไลซีน : เข้ามาแก้ปัญหาเร่งด่วนด้านโภชนาการ คือ กระตุ้นความอยากอาหาร และ เสริมสร้างการเจริญเติบโตให้ลูก กินเก่ง จ้ำม่ำ
  • สูตรเอลเดอร์เบอร์รี่ : เข้ามาสร้างเกราะป้องกันระยะยาว คือ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายแข็งแกร่ง บอกลาลูกป่วยบ่อย

การดูแลลูกน้อยจึงครบวงจรอย่างสมบูรณ์ ! คุณแม่จึงไม่ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถใช้ Nature’s Wonder เป็นผู้ช่วยที่มอบทั้ง การเติบโตที่ดีจากภายใน และ ความแข็งแกร่งจากภายนอก ได้พร้อมกัน

เลิกกังวลเรื่องสงครามอาหาร และอาการป่วยซ้ำ ๆ ได้เลยค่ะ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนความกังวล ให้เป็นความมั่นใจ ด้วย Nature’s Wonder (เนเจอร์ วันเดอร์) มัลติวิตามินไซรัป ที่ได้รับการการันตีคุณภาพ มาช่วยให้ลูกรักของคุณแม่เติบโตอย่างมีความสุข และแข็งแรงเต็มที่

สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ Nature’s Wonder เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Natureswondersth

Tags

check-lottery

ตรวจหวย สลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมวิธีขึ้นเงินง่าย ๆ ปี 2568

หลายคนอาจฝากความหวังรวยเงินล้านไว้ที่หวย ใคร ๆ ก็อยากเป็นผู้โชคดีที่ถูกรางวัลที่ 1 สักครั้งในชีวิต เมื่อถึงวันประกาศผลที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน สิ่งสำคัญที่คอหวยทุกคนต้องทำก็คือ ตรวจหวย

การตรวจหวยเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากซื้อหวย เป็นช่วงเวลาที่จะเฉลยว่าการเสี่ยงโชคนั้นได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ตั้งแต่การลุ้นรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ไปจนถึงการตามหาเลขชุด 6 หลักที่จะพลิกชีวิตให้กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน

หวย (Lottery) คืออะไร ประวัติของหวยฉบับรวบรัด
หวยมีกี่รางวัล รางวัลละกี่ใบ ได้เงินเท่าไรบ้าง

หวย (Lottery) คืออะไร ประวัติของหวยฉบับรวบรัด

หวย หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล (Government Lottery) คือการพนันชนิดหนึ่งที่พัฒนามาจากการพนันของจีนที่เรียกว่า ฮวยหวย (花會) แปลตรงตัวว่าชุมนุมดอกไม้ เนื่องจากในตอนแรกหวยจะถูกเขียนเป็นรูปดอกไม้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหวยทายพยัญชนะ ปัจจุบันหวยได้มีการพัฒนาเป็นสลากดิจิทัลที่สามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้แล้ว ทำให้การซื้อและตรวจหวย สะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

หวยมีกี่รางวัล รางวัลละกี่ใบ ได้เงินเท่าไรบ้าง

ทุกหมายเลขสลากมีโอกาสถูกรางวัลเท่ากันหมด สำหรับสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลัก จะมีการกำหนดเงินรางวัลและจำนวนรางวัลมากมาย ดังนี้

  • รางวัลที่ 1 (1 รางวัล) : รางวัลละ 6,000,000 บาท
  • รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 (2 รางวัล) : รางวัลละ 100,000 บาท (คือเลขที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้น 1 ลำดับจากรางวัลที่ 1)
  • รางวัลที่ 2 (5 รางวัล) : รางวัลละ 200,000 บาท
  • รางวัลที่ 3 (10 รางวัล) : รางวัลละ 80,000 บาท
  • รางวัลที่ 4 (50 รางวัล) : รางวัลละ 40,000 บาท
  • รางวัลที่ 5 (100 รางวัล) : รางวัลละ 20,000 บาท
  • รางวัลเลขหน้า 3 ตัว (2,000 รางวัล) : รางวัลละ 4,000 บาท
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว (2,000 รางวัล) : รางวัลละ 4,000 บาท
  • รางวัลเลขท้าย 2 ตัว (10,000 รางวัล) : รางวัลละ 2,000 บาท

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)
โรงเรียนสาธิต ยอดฮิตตลอดกาล!

School Visit วันนี้เราไม่ได้แค่มาเช็คอินที่ตึกเรียน แต่จะขอพาทุกคนไปเจาะลึกแบบติดขอบสนาม และสัมผัสพลังบวกที่ขับเคลื่อนการเรียนรู้ มาค้นหากันค่ะว่า โรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นตำนานอย่าง “โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)” หรือโรงเรียนสาธิตประถม มศว ประสานมิตร เป็นหนึ่งในโรงเรียนยอดนิยมของผู้ปกครองที่มองหาหลักสูตรคุณภาพสำหรับลูกๆ และเป็นสถานศึกษาที่ครองใจผู้ปกครองและเด็ก ๆ มาหลายยุคหลายสมัย

จุดสตาร์ท – สาธิตประสานมิตร

  • โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ฝ่ายประถม ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ ที่ให้นิสิตของวิทยาลัยวิชาการศึกษา (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว)
  • โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร เป็นโรงเรียนที่เน้นความหลากหลาย พัฒนาศักยภาพและการพัฒนาพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ใช้สังเกตการสอน ใช้ฝึกสอน นอกจากนี้ยังเป็น “Lab การศึกษา” สำหรับศึกษา  ค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็ก รวมไปถึงการทดสอบหลักสูตรการศึกษา
  • ปัจจุบันมี 3 หลักสูตร ได้แก่ ปฐมวัย (เด็กเล็ก อายุเทียบเท่าอนุบาล 3) / หลักสูตรประถมศึกษา / หลักสูตรนานาชาติ (PPiP)

Learn เพื่อเรียนรู้

โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ใช้หลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งออกเป็น 8 สาระ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning นั่นหมายถึงแกนกลางเป็นกรอบแต่เนื้อหาสาระภายในเข้มข้นและสร้างสรรค์ มาจากขุมพลังประสานมิตรแท้ ๆ เลยค่ะ

Active Learning เป็นการบูรณาการความรู้ที่เกิดประโยชน์กับเด็ก ๆ ที่สุด เพราะช่วยพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา การนำความรู้ไปใช้  ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ก่อให้เกิดปฎิสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อนและอาจารย์  เด็ก ๆ ทุกคนล้วนมี Individuality

การเรียนรู้ระหว่างทาง

โรงเรียนจึงยึดมั่นในความเชื่อที่ว่า คนเราไม่ได้เก่งแค่ด้านเดียว ดังนั้น ความฉลาด (Intelligence) ก็จึงไม่ได้มีแค่ด้าน IQ หรือวิชาการเท่านั้น แต่มีหลายด้านที่แตกต่างกันไป (ตามทฤษฎีพหุปัญญา) ความรู้ ความสามารถด้านอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยี  นาฏศิลป์ ศิลปะ  ดนตรี  กีฬา ฯลฯ ก็ได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนไม่แพ้กัน และที่สำคัญการสอบไม่ใช่บทสรุปอีกต่อไปแล้ว แต่ “การเรียนรู้ระหว่างทาง” ต่างหากที่โรงเรียนให้ความสำคัญเพราะการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง มีประโยชน์มากกว่าการจำเพื่อนำไปสอบ

ข้อมูลหลักสูตรประถม มศว ประสานมิตร

หลักสูตรของโรงเรียนถูกออกแบบมาเพื่อ “ลับสมอง และเพิ่มพูนความสามารถของเด็ก ๆ” ตลอด 6 ปี โดยแบ่งพัฒนาการออกเป็น 3 ช่วง (ป.1-2 / ป.3-4 / ป.5-6) ทุกระดับชั้นจะมีวิชาพื้นฐาน ได้แก่ ภาษาไทย  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  สุขศึกษา พลศึกษา  ดนตรี  ทัศนศิลป์  เกษตร งานบ้านและภาษาต่างประเทศ

วิชาเพิ่มเติม ได้แก่ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร นาฏศิลป์และโขน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (รายละเอียดในแต่ละชั้นปีแตกต่างกันเล็กน้อย)

โรงเรียนสาธิตประถม มศว ประสานมิตร: ทำไมถึงยอดนิยม
ช่วงเริ่มต้น: ประถม1- 2 ปูพื้นฐานความเก่ง

เน้นการเรียนรู้ที่คล้ายกับการเล่นและสำรวจสิ่งใหม่ ๆ

ประถม 1 – เน้นการเรียนแบบ “บูรณาการ” หรือ การเรียนที่นำหลายวิชามาเชื่อมโยงกัน ทำให้สนุกเหมือนเรียนรู้เรื่องราวเดียว แต่ได้ความรู้รอบด้าน

ประถม 2 – เน้นการ “สร้างทักษะพื้นฐาน” ให้แน่นปึ้ก! ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน  การเขียน หรือการคิดคำนวณเพื่อเตรียมตัวไปผจญภัยในชั้นเรียนที่โตขึ้น กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ แนะแนว ลูกเสือ-เนตรนารี  ฉันทะและจิตอาสา

ช่วงกลาง: ประถม 3 – 4 เก่งขึ้น! เริ่มใช้จริง! –ในช่วงนี้จะเน้นไปที่การอัพเกรดทักษะพื้นฐานที่เคยเรียนมาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และที่สำคัญคือ การนำไปประยุกต์ใช้งานค่ะ เด็ก ๆ จะสามารถเอาความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ได้ใช้แก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นได้ ซึ่งไม่ทิ้ง “ความคิดสร้างสรรค์” ตามสไตล์เด็กประสานมิตรค่ะ โดยจะมีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ แนะแนว ลูกเสือ-เนตรนารี ฉันทะ (ป.3)  จิตอาสา  C-STEAM (ป.4) และจิตอาสา

ช่วงสุดท้าย: ประถม 5 – 6  ผันตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับพี่ ๆ ชั้นประถม 5-6 สิ่งที่เด็ก ๆ จะได้ทำคือ การนำทักษะพื้นฐานทั้งหมดที่เคยเรียนมา “ไปประยุกต์ใช้” ให้คล่องแคล่วและลึกซึ้ง ใช้ความรู้มาผสมผสานกันเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน สร้างสรรค์โครงงาน  หรือคิดโปรเจกต์เจ๋ง ๆ ได้ด้วยตัวเอง จัดเป็นช่วงของการผันตัวจาก “นักเรียน” เป็น “นักคิดและนักประดิษฐ์” ที่ขาดไม่ได้เลยคือ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ แนะแนว  ลูกเสือ-เนตรนารี  C-STEAM และจิตอาสาค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกที่สาธิต มศว ประสานมิตร ประถม

ทำไมเด็กประสานมิตรเก่งรอบด้าน? ก็เพราะที่โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม มี ศูนย์การเรียนรู้ 6 แห่งที่เด็ก ๆ เข้ามาใช้งาน  ซึ่งแต่ละศูนย์ให้ความสำคัญกับการต่อยอดศักยภาพ  ให้ความรู้หลากหลาย  ทุกคนเข้าถึงได้ พูดง่ายๆ คือ เป็นแหล่งรวมเครื่องมือ ห้อง LAB เฉพาะทาง ที่ช่วยให้แต่ละคนได้เรียนรู้  พัฒนาตัวเองอย่างรอบด้านนั่นเองค่ะ

ได้แก่ศูนย์อะไรบ้าง?

1. ศูนย์การเรียนรู้ฉันทศึกษา AKA PLAY STUDIO

Theme Studio สุดว้าว สำหรับนักเรียนชั้น ป.1 – 3 ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่เหมือนกับหลุดเข้าไปในคาเฟ่ของเด็กๆ แต่ทราบไหมคะว่า Play Studio นี้คือการจำลองอาชีพให้เด็ก ๆ ได้เลือกเรียนตามความชอบ “อย่างอิสระ” ไม่บังคับ เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่นแสนสุขอย่างแท้จริง ผสมผสานความรู้ทางสังคม เทคโนโลยีและเศรษฐกิจ เพื่อให้เด็ก ๆ คิดเป็น  พูดเป็น ทำเป็น ผลิตเป็น  ขายเป็น นอกจากนี้ยังเป็นคนดีมีวัฒนธรรมและเป็นคนมีความสุข  เด็ก ๆ จะค้นพบความชอบ  ความสามารถเฉพาะตัว ที่เรียกว่า ความฉลาด (Intelligences) ตามทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences)

แนวคิดนี้เชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือถนัด ความสำคัญจึงอยู่ที่ “โอกาส” ที่จะได้ลองและสัมผัสค่ะ

จึงตอบคำถามที่ว่า อะไรคือ ความอิสระและ ความกล้าคิดกล้าทำที่เป็นเอกลักษณ์ของเด็กสาธิต

เบื้องหลังของคำว่า สาธิต มีอะไรซ่อนอยู่? ความหมายตรงตัว…พราะ สาธิตแปลว่า การแสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือ การทำให้เห็นค่ะ

2. STEAM EDUCATION CENTER

เมื่อเด็ก ๆ พบความชอบ  ความถนัดของตัวเองแล้ว ทุกคนจะได้มาเรียน basic STEAM กันในชั้น ป.4 เป็นการเรียนทุกฐาน และในชั้น ป.5-6 เลือกเรียน / ลงลึกฐานที่ชอบเพื่อสร้างนวัตกรรมค่ะ

และศูนย์ STEAM คือ พื้นที่ที่เด็ก ๆ (ป.4 – 6) จะได้ลงมือทำและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ผ่านการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น 9 ห้องที่มี “จุดเน้น” แตกต่างกันดังนี้ค่ะ

  • SIGMA – ระบบอัตโนมัติใช้พื้นฐานฟิสิกส์ + สนามซ้อมและทดลองผลงาน
  • ALPHA – อัตโนมัติใช้พื้นฐาน Coding + ห้องเรียนแบบบูรณาการอัจฉริยะ
  • Nasa – เทคโนโลยีอวกาศ
  • Robotic – เทคโนโลยีหุ่นยนต์
  • InfinityMath – ใช้คณิตศาสตร์สร้างสรรค์นวัตกรรม
  • Bios – ชีววิทยาวิทยาศาสตร์ สิ่งมีชีวิตสร้างสรรค์
  • Botany – ชีววิทยาพืช  สิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์
  • Atom – เคมี นวัตกรรมสร้างสรรค์
  • Momentum -ฟิสิกส์ สร้างสรรค์นวัตกรรม

C-STEAM (C ย่อมาจาก Chanta นั่นเอง)

3. ศูนย์ภาษานานาชาติ

โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม ติดอาวุธด้านภาษาและการสื่อสาร  เน้นให้นักเรียนได้เรียนภาษาจากบริบทจริง มี 4 ภาษาหลัก ได้แก่ English, Chinese,Japanese, Spanish นอกจากนี้ทางโรงเรียนมีโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนทั้งภาษาและวัฒนธรรม กับประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชีย และประเทศเจ้าของภาษา เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ด้วยนะคะ

4. ศูนย์ศึกษาภูมิปัญญาไทยในรามเกียรติ์ (โขน)

โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม ถือเป็นโรงเรียนหนึ่งที่มีการจัดการแสดงโขนอย่างต่อเนื่องและยาวนานมากที่สุด โดยเฉพาะ โขนเด็ก ของฝ่ายประถม ซึ่งไม่ได้เป็นแค่กลุ่มหรือชมรม แต่เป็นหนึ่งในวิชาเพิ่มเติมของตั้งแต่ ป.1 – ป.6 เลยค่ะซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้  รวบรวมและให้ความรู้เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ รามเกียรติ์ และวิถีชีวิตไทยพัฒนาทุกทักษะ ทั้งลงมือฝึกปฏิบัติ  คิด – วิเคราะห์  สร้างสรรค์อย่างมีเหตุผลและส่งเสริมคุณธรรม

นอกจากนี้ยังเป็นการบริการชุมชน เป็นศูนย์บริการความรู้ เก็บ รวบรวม รักษา และเผยแพร่ข้อมูลให้ทั้งโรงเรียนและชุมชนอีกด้วย

“ค้นหาอัจฉริยะ” ในทุกมิติ

เพราะแต่ละคน  ถนัดคนละแบบ และลูกเราอาจจะไม่ได้เด่นวิชาการ…แต่ความฉลาด (Intelligence) ของคนเรามีถึง 8 ด้านเช่น ความเก่งด้านภาษา ชอบอ่าน เล่าเรื่อง เขียน หรือ ความเก่งด้านตรรกะ  คณิตศาสตร์ ชอบคิดเลข แก้ปัญหา มีเหตุผลความเก่งด้านมิติสัมพันธ์  ภาพ ชอบวาด ออกแบบ จินตนาการภาพในหัวและอีกมากมาย

ที่โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม ให้ความสำคัญกับทุกด้าน นักเรียนส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จด้วยนะคะ เพราะว่า “รู้จักตนเอง” ซึ่งความฉลาดนี้เราเริ่มค้นหากันตั้งแต่ชั้น ประถมต้น (1-3) ในฉันทศึกษา โดยการให้อิสระนักเรียนเป็นผู้เลือกเล่น เท่ากับเป็นผู้เลือกการเรียนรู้ด้วยตนเอง เมื่อได้ทำในสิ่งที่รัก เด็กๆ ก็จะรักในสิ่งที่ทำ ก็จะเกิด Self Esteem เด็ก ๆ จะรักตนเอง  สร้าง Characterและรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างผู้ใหญ่ที่ใจดี นิสัยดี มีคุณภาพค่ะ

MOMMY LOVE THIS! ถูกใจแม่

  1. ความรู้ล้ำค่า  ราคาเข้าถึงได้ค่าธรรมเนียมการศึกษาที่จัดว่าเกินคุ้มไปมาก ๆ อีกข้อที่ขาดไม่ได้คือที่นี่ใช้ “ระบบจับฉลาก” เท่ากับว่า “ไม่มีสอบแข่งขัน” ค่ะ ขอกดเลิฟให้รัวๆ เลย
  2. ที่โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม มีศูนย์เพื่อนเด็กประถมสาธิตเพื่อช่วยเหลือ ดูแลและส่งเสริมพัฒนาการนักเรียนอย่างรอบด้าน (ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา)
  3. ที่สุดของความสบายใจของแม่ ๆ เพราะเด็ก ๆ จากรั้วประสานมิตร (ประถม) สามารถศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มัธยม) หรือ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ได้โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน !!! เบาใจไปมากๆ เลยค่ะ ขอแอบกระซิบว่า โรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร (มัธยม) มีสาขาวิชาให้เลือกเยอะกว่า 50 สาขา!
  4. “โขนเด็ก” เหล่าผู้ปกครองพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ภูมิใจ” และ “ตื้นตันใจ” ทุกครั้งเมื่อเห็นลูก ๆ ทำการแสดงบนเวทีค่ะ การแสดงโขนประจำปีของทางโรงเรียน นักเรียนทุกคนจะได้ขึ้นเวที
  5. อิสระเลือกเรียนตามใจรัก ได้เล่นและเรียนใน Play Studio ที่เหมือนคาเฟ่ อยากทำอาชีพไหนก็ได้เลือกเรียนตามใจชอบเลย ไม่โดนบังคับ
  6. การเรียนสนุกเหมือนเล่นเกม การเรียนไม่น่าเบื่อ เพราะเหมือน เล่นและสำรวจ สิ่งใหม่ ๆ เน้นให้เอาความรู้ไป ใช้จริง มากกว่าท่องจำไปสอบ
  7. ความเก่งทุกด้านมีค่าเท่ากัน โรงเรียนเชื่อว่าทุกคน เก่งได้หลายด้าน ไม่ใช่แค่วิชาการ แต่ความสามารถด้านดนตรีกีฬา ศิลปะ ฯลฯ ก็ได้รับการสนับสนุนเต็มที่

ค่าธรรมเนียมการศึกษา

ปีละ 28,000 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)

เลขที่ 174 สุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ

เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

โทรศัพท์ : 0-2662-3180-86

โทรสาร : 0-2662-3188

เว็บไซต์ : http://prathom.swu.ac.th/
Facebook :  https://www.facebook.com/Satitprathomschool/?locale=th_TH

Editor : แม่พลอยผิง
Photo : ฤทธิรงค์ จันทองสุข

อ่านบทความอื่น
https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/satit-suansunandha/

โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ โรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐ และต้นแบบแห่งการเรียนรู้ – Amarin Baby & Kidshttps://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/la-orutis-dusit/

Tags

เด็กผ่าคลอดเจนใหม่ สมองไว ภูมิคุ้มกันแกร่ง ไม่แพ้ใคร

ในยุคที่การแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการเตรียมสมองและสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้ลูกรักตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เด็กผ่าคลอดเจนใหม่” อาจต้องการการดูแลใกล้ชิดขึ้นเล็กน้อย เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการให้สมองไว แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันที่ดีเติบโตได้อย่างมั่นใจ…ไม่ต่างจากเด็กที่คลอดตามธรรมชาติเลยค่ะ Amarin Baby & Kids เข้าใจดีถึงภารกิจสำคัญนี้ และมีกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกรักของคุณแม่พร้อมจุดประกายศักยภาพได้อย่างเต็มที่

เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับพลังของสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อเด็กผ่าคลอดเจนใหม่ นั่นคือ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) สารอาหารที่ช่วยเร่งความไวของสมองและ บี แล็กทิส (B. lactis) จุลินทรีย์สุขภาพที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของเด็กผ่าคลอด

การเริ่มต้นที่แตกต่าง ทำไมคุณแม่ผ่าคลอดจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ?

วิธีการคลอดนั้นส่งผลต่อพัฒนาการของลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ผ่าคลอดที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากลูกจะ “พลาดโอกาส” ในการได้รับจุลินทรีย์สุขภาพชุดแรกจากช่องคลอดของแม่ ซึ่งเป็น “ตัวช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแรกๆ” ที่สำคัญในการสร้างรากฐานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากเรื่องภูมิคุ้มกันแล้ว ยังมีผลการศึกษาที่ชี้ว่า การพัฒนาและการเชื่อมโยงของระบบประสาทและสมอง ในช่วงเริ่มต้นของเด็กผ่าคลอดอาจมีความแตกต่างจากเด็กที่คลอดธรรมชาติเล็กน้อย

เด็กผ่าคลอดเจนใหม่, นมแม่, สมองไว, ภูมิคุ้มกัน, แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน, บี แล็กทิส, B. lactis,

จากการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา (Deoni 2019) ได้มีการสแกนสมองเปรียบเทียบระหว่างเด็กคลอดธรรมชาติและเด็กผ่าคลอด เมื่ออายุเพียง 2 สัปดาห์ พบว่า สมองของเด็กผ่าคลอดมีการทำงานเชื่อมโยงแตกต่างไป

ส่วนสำคัญของสมองคือ คอร์ปัส คาโลซัม (Corpus Callosum) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา พบว่าการสร้าง ไมอีลิน (Myelin)

ซึ่งเป็นเหมือนฉนวนที่ช่วย “เร่งความไว” ในการส่งสัญญาณของสมองนั้น แตกต่างจากเด็กที่คลอดธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่อายุ 3 เดือนจนถึง 3 ปี

ดังนั้น คุณแม่ผ่าคลอดจึงควรใส่ใจทั้งทางด้านพัฒนาการทางสมอง และภูมิคุ้มกันไปพร้อมๆ กัน เพราะช่วงขวบปีแรกคือ “เวลาทอง” ที่สมองพัฒนาได้เร็วที่สุด การเริ่มต้นที่ถูกต้องและรวดเร็ว จะช่วยให้เด็กผ่าคลอดเจนใหม่ มีการเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เริ่มได้ตั้งแต่วันแรกค่ะ

พลังของ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน กุญแจสู่สมองไวให้เด็กเจนใหม่

แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน เป็นสารอาหารที่พบมากในนมแม่ และมีบทบาทสำคัญที่ทำให้การทำงานของสมอง ซึ่งช่วยเชื่อมต่อเซลล์สมอง 1 แสนล้านเซลล์ ในเด็กเจนใหม่มีประสิทธิภาพด้วยการทำงาน 2 ส่วนหลัก

1. สฟิงโกไมอีลิน สร้างปลอกไมอีลิน เร่งการสื่อสารสมอง

หัวใจหลักของการเร่งสมองไวคือ สฟิงโกไมอีลิน ซึ่งเป็นไขมันกลุ่มฟอสโฟไลปิด พบที่เยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง และพบมากในนมแม่ สฟิงโกไมอีลินมีบทบาทสำคัญในการสร้าง ปลอกไมอีลิน ซึ่งเป็นเหมือนฉนวนที่ช่วย “เร่งความไว” ในการส่งสัญญาณของสมอง ปลอกไมอีลินนี้เองที่ช่วยให้สมองสามารถ เชื่อมโยงติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ทำให้สมองประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกน้อยจึงเกิด การจดจำและการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ไว

2. แอลฟาแล็ค สารตั้งต้นสำคัญเพื่อสมองที่มีคุณภาพ

แอลฟาแล็ค (แอลฟา-แล็คตัลบูมิน) ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพที่พบมากในนมแม่ ก็ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทที่ช่วยในการทำงานของสมอง การทำงานร่วมกันของสารอาหารเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมองที่ทำงานรวดเร็ว (FAST Processing Brain) สมองที่คิดพลิกแพลง (FLEXIBLE Brain) และ สมองที่มีสมาธิ (Brain FOCUS) ผลวิจัยทางการแพทย์ยังแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ได้รับนมแม่มีคะแนน IQ สูงกว่า และมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีกว่าทารกที่ไม่ได้รับการเริ่มต้นเสริมสารอาหารจากนมแม่เหล่านี้ ในช่วงเวลาทองของลูก จะช่วยสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคตได้อย่างเต็มที่

เสริมภูมิคุ้มกันแกร่ง เติมเต็มสิ่งที่ขาดด้วย บี แล็กทิส (B. lactis)

นอกจากการพัฒนาสมองแล้ว สิ่งที่เด็กผ่าคลอดเจนใหม่พลาดไปคือ ตัวช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแรกๆที่ดี ซึ่งมาจากการได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากช่องคลอดของแม่ที่เกิดขึ้นในการคลอดธรรมชาติ ดังนั้น การให้เด็กผ่าคลอดได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากนมแม่ จึงเป็นวิธีสำคัญที่ช่วย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในช่วงเริ่มต้น ได้

หนึ่งในจุลินทรีย์สุขภาพที่สำคัญที่สุดและพบมากในนมแม่ คือ บิฟิโดแบคทีเรียม แล็กทิส (Bifidobacterium lactis หรือ B. lactis) จุลินทรีย์ชนิดนี้มีงานวิจัยน่าเชื่อถือสูงจำนวนมากยืนยันว่าช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กผ่าคลอดที่พบว่ามีปริมาณจุลินทรีย์กลุ่มนี้น้อยกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ การเสริม B. lactis จึงเป็นการเติมเต็มภูมิคุ้มกันที่ขาดหายไปในช่วงเริ่มต้น ให้ลูกรักมีเกราะป้องกันที่แข็งแรงและพร้อมเติบโตอย่างเต็มที่

กุญแจสู่ศักยภาพที่ยอดเยี่ยมของเด็กผ่าคลอดเจนใหม่

ดังนั้นแล้ว ถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเริ่มต้นเตรียมพร้อมให้ลูกรัก เด็กผ่าคลอดเจนใหม่ ตั้งแต่วันแรก กุญแจสำคัญคือการเลือกสรรสารอาหารที่ช่วยพัฒนาสมองและเสริมภูมิคุ้มกันควบคู่กันไป เพราะ นมแม่ คือแหล่งสารอาหารชั้นเลิศที่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด การได้รับสารอาหารสำคัญอย่าง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน จะช่วยเร่งความไวในการเชื่อมโยงของสมอง ทำให้ลูกพร้อมเรียนรู้ได้อย่างก้าวกระโดด ควบคู่ไปกับการเสริม บี แล็กทิส (B. lactis) เพื่อเติมเต็มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง

หากคุณพ่อคุณแม่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารอาหารที่มีประโยชน์ในนมแม่ มีบทบาทต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกน้อย สามารถเข้าชมได้ที่ S-Mom Club เว็บไซต์ https://www.s-momclub.com/ นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถปรึกษาพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพโภชนาการและพัฒนาการสำหรับคุณแม่และลูกน้อยตามช่วงวัย โดยทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ที่  S-Mom คลับผ่าคลอด


เครดิต

1. Deoni S.C., et al. AJNR Am J Neuroradiol. 2019 Jan;40(1): 169–177.

2. Bentley J, et al. Pediatrics. 2016; 138:1-9.

3. Polidano C, et al. Sci Rep. 2017; 7: 11483.

4. Susuki K. Nature Education. 2010;3(9):59.

5. Floch MH,et al.J Clin Gastroenterol 2015;49:S69-S73

6. สภาการศึกษา

7. National Institutes of Health (US); Biological Sciences Curriculum Study.

8. Alpha Lactalbumin – an overview | ScienceDirect Topics

9. Susuki, K. (2010) Nature Education 3(9):59Deoni S, 2012.

10. Dai X, et al, 2019.

11. Kar P, et al. Neuroimage. 2021 Aug 1:236:118084.

12. Department of Mental Health (dmh.go.th)

13. Horwood LJ et al. Arch Dis Child Neonatal Ed 2001; 84: F23-F27.

14. Generation Beta starts in 2025: 5 things to know – ABC News

15. “เด็กเจนแอลฟา” (เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 – 2024) และเด็กเจนเบต้า (เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2025-เป็นตน้ ไป)

Generation Beta starts in 2025: 5 things to know – ABC News


รีวิวเปิดกล่องนมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด 3 แบรนด์ดัง ที่แม่ผ่าคลอดเลือก

แม่ผ่าคลอดมาทางนี้! ถึงเวลาแกะกล่องเทียบชัดๆ นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด 3 แบรนด์ดัง ที่แม่ๆ ไว้ใจ! แบรนด์ไหนเด่นเรื่องอะไร สารอาหารตัวไหนน่าสนใจ จะช่วยเสริมพัฒนาการสมองและภูมิคุ้มกันให้ลูกรักวัย 1 ขวบขึ้นไป+ ได้ยังไงบ้าง? มาดูกันเลยค่ะ

ทำไม? เด็กผ่าคลอดควรได้รับการดูแลเรื่องโภชนาการเพื่อพัฒนาสมองและภูมิคุ้มกันเป็นพิเศษ…นั่นเป็นเพราะเด็กที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติและเด็กที่ผ่าคลอดมีภูมิคุ้มกันในร่างกายที่แตกต่างกัน

และนี่คือเหตุผลที่โภชนาการพิเศษสำหรับเด็กผ่าคลอดนั้นสำคัญอย่างยิ่ง! วันนี้ Amarin Baby & Kids จึงขอคัดสรร 3 แบรนด์นมผง นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การดูแลเด็กผ่าคลอดโดยเฉพาะ มาแกะกล่องดูพร้อมกันค่ะว่ากล่องไหนคือที่สุด ที่จะช่วยเสริมสร้างสารอาหารพัฒนาสมองไวและภูมิคุ้มกันแข็งแรง ให้กับลูกรักผ่าคลอดเจนใหม่ได้อย่างลงตัว สำหรับนมสูตร 3 ที่เลือกมาเทียบให้คุณแม่ได้พิจารณาในวันนี้ ได้แก่

  1. S-26 GOLD PRO-C 3
  2. Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome 3
  3. Hi-Q1 Plus SUPER GOLD PLUS C 3

มาดูกันเลยค่ะ ว่าแต่ละแบรนด์มีทีเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้าง!

เทียบสารอาหาร นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด

มาเจาะลึกกันเลยค่ะว่า นมผงสำหรับเด็กผ่าคลอดทั้ง 3 แบรนด์ดังที่เราคัดมา มีสารอาหารสำคัญอะไรที่โดดเด่น และช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมอง รวมถึงภูมิคุ้มกันให้ลูกรักได้อย่างเต็มที่ค่ะ

1. นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด:  S-26 GOLD PRO-C3 

  • มีส่วนผสมของแอลฟา-สฟิงโกไมอีลิน พร้อม DHA, โคลีน,แกงกลิโอไซด์, โอเมก้า 3, 6, 9, และวิตามินบี 12  ที่มีส่วนช่วยการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง
  • โพรไบโอติก บี แล็กทิส, 2’ -FL รวมถึง มีนิวคลีโอไทด์ 5 ชนิด ที่มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อ เพื่อร่างกายลูกน้อยเติบโตแข็งแรง
นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด

2. นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด:  Enfagrow A+ MindPro C-Biome 3

  • มี MFGM, DHA, มีโอเมก้า 3, 6, 9, และวิตามินบี 12 
  • มีใยอาหาร 2’FL
นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด

3. นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด:  นมผง HiQ Super Gold Plus C 3

  • มีซินไบโอติก และ มีดีเอชเอ
  • มีโพรไบโอติกบีเบรเว และ มี 2’FL
นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด

โภชนาการเพื่อการพัฒนาสมองและภูมิคุ้มกัน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยวางรากฐานสุขภาพของลูกได้ตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า คุณพ่อคุณแม่จึงควรพิจารณาเลือก “นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด” ที่มีสารอาหารครบถ้วนและตอบโจทย์ความต้องการของลูกน้อยได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเด็กที่คลอดด้วยวิธีผ่าคลอด ยิ่งต้องเลือกนมที่มีสารอาหารที่ช่วยเสริมการทำงานของสมองและระบบภูมิคุ้มกันให้สมบูรณ์แข็งแรง

และจาก นมสูตร 3 เด็กผ่าคลอด ทั้ง 3 แบรนด์ ที่เราได้ทำการเทียบสารอาหารมาให้คุณแม่ได้พิจารณาแล้วนั้น ต้องยกให้กล่องนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งค่ะ นั่นคือ S-26 GOLD PRO-C 3!

เพราะกล่องนี้ให้ครบทั้งสารอาหารพัฒนาสมองอย่าง แอลฟา สฟิงโกไมอีลีน (Alpha Sphingomyelin) และสารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันอย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่ง S-26 GOLD PRO-C 3 เป็นสูตรใหม่ที่พัฒนาไปอีกขั้น* เพื่อการดูแลเด็กผ่าคลอดโดยเฉพาะค่ะ

*ผสมแอลฟา สฟิงโกไมอีลินและบี แล็กทิส เปรียบเทียบกับ S-26 Progress 360° Smart Care 3


8 โรงเรียนเด่น ในเขตจตุจักร
ที่การเรียนดี บรรยากาศเยี่ยม ใครกำลังหาโรงเรียนให้ลูกต้องไม่พลาด

คุณพ่อคุณแม่กำลังมองหา โรงเรียนอนุบาลหรือประถมดี ๆ ในเขตจตุจักร อยู่ใช่ไหม?หรือกำลังคิดหนักว่าปีนี้จะให้ลูกเข้า โรงเรียนไหนดี ที่ทั้งปลอดภัย หลักสูตรได้มาตรฐาน เดินทางสะดวก และมีคุณครูคอยดูแลใส่ใจอย่างใกล้ชิด?

เขตจตุจักรถือเป็นอีกหนึ่งโซนที่เต็มไปด้วยโรงเรียนคุณภาพ หลากหลายรูปแบบ ทั้งสายวิชาการเข้ม สายอินเตอร์ สายบูรณาการ หรือโรงเรียนสไตล์อบอุ่นแบบครอบครัว ซึ่งเหมาะกับเด็กเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางการเรียนรู้

โพสต์นี้เราเลยรวบรวมมาให้แล้ว! กับ 8 โรงเรียนเขตจตุจักร พร้อมรายละเอียด จุดเด่น และสไตล์การเรียนการสอน ของแต่ละที่แบบอ่านง่าย เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

1.โรงเรียนอนุบาลชนานันท์

โรงเรียนอนุบาลเก่าแก่ที่เปิดมา 47 ปีแล้วด้วยประสบการณ์อันยาวนานจากรุ่น สู่รุ่น ทำให้โรงเรียนอนุบาลชนานันท์แห่งนี้ผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมามากมาย  

โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นเตรียมอนุบาล – อนุบาล 3 หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลชนานันท์เป็นแบบบูรณาการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้เด็กรับประสบการณ์อย่างหลากหลาย เด็ก ๆ จะได้ลงมือทำด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้และได้รับการพัฒนาครบทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ สังคม และสติปัญญาไปพร้อม ๆ กัน  เมื่อเรียนครบ 3 ปี เด็กนักเรียนที่โรงเรียนอนุบาลชนานันท์ จะมีคุณลักษณะที่ดี 7 ประการ ตามตัวอักษรของชื่อโรงเรียน Jananan : Joyful เริงร่า , Able สามารถ ,Nice คนดีมีน้ำใจ, Active ว่องไว ,Natural สดใสตามธรรมชาติ, Adjusting ปรับตัวได้ และ Native รักความเป็นไทย 

ใครสนใจก็สามารถเข้าไปอ่านเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่  https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/jananan-school/

2.โรงเรียนดรุณพัฒน์

เป็นโรงเรียนเขตจตุจักรอีกแห่งที่มีแนวคิดทันสมัย คิดนอกกรอบและไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงเรียน แต่เป็นเสมือนบ้านอีกหลังของเด็ก ๆ ที่ทั้งอบอุ่นและยังทำให้เด็กมีความสุขในการมาเรียนอีกด้วย

โรงเรียนดรุณพัฒน์เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 3 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6  หลักสูตรของโรงเรียน ใช้ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ  โดยผสมผสานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านภาษาและพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างรอบด้าน และมุ่งเน้นปลูกฝังนักเรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้ประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Active Learning ควบคู่ไปกับการสอนในห้องเรียน เพื่อส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหา และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

คุณพ่อคุณแม่คนไหนสนใจและอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกอ่านได้เลยที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/daroonpat-school/

3.โรงเรียนอรรถมิตร

หากพูดถึง โรงเรียนเขตจตุจักร โรงเรียนนี้ต้องเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ โรงเรียนอรถถมิตรเป็นโรงเรียนเอกชนที่โดดเด่นด้านการสอนภาษา (ทั้งอังกฤษและจีน) เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น อนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ 6 และสอนวิชาภาษาอังกฤษมากถึง 12 คาบเรียน /สัปดาห์  โดยนักเรียนจะเรียนกับอาจารย์ต่างชาติเจ้าของภาษา 9 คาบเรียน และเรียนหลักไวยากรณ์ การเขียนและการแปลเพิ่มเติมกับอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ยังเรียนกับครูไทยอีก 3 คาบเรียน โดยแผนกภาษาอังกฤษของโรงเรียนมีอาจารย์ต่างชาติ 16 คนจากประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ สก็อตแลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และฟิลิปปินส์ ระดับชั้นอนุบาล ใช้หลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โรงเรียนจัดกิจกรรมบูรณาการที่มุ่งให้เด็ก ๆ ได้ประสบการณ์การเรียนอย่างมีความสุข ส่วนระดับประถม ใช้หลักสูตรที่มุ่งเน้นความสำคัญทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มี ความสมดุล

สนใจอยากรู้ต่อ กดเข้าไปอ่านได้เลยที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/attamit-school/

4.โรงเรียนอนุบาลสุดารักษ์

อีกหนึ่งโรงเรียนเขตจตุจักรที่แตกต่าง เพราะเขาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์สายกรีนเพื่อให้เด็กรักธรรมชาติดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวและผนวกวิชาความรู้ให้เข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน โรงเรียนได้วางพื้นฐานความพร้อมในการเรียนและการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม โดยทำให้เด็ก ๆ ได้เห็นภาพกว้างทั้งหมด ว่าเราอยู่จุดไหน 

มีการศึกษาเรียนรู้และรักธรรมชาติ  นำไปสู่การบริโภคอย่างพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย  ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการรู้จักคุณค่าของสิ่งของต่าง ๆ  นำไปสู่จัดการขยะที่ถูกต้อง เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์รักธรรมชาติ ให้อยู่ในใจของเด็ก ๆ และส่งต่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ผสมผสานไปกับการสอนหลายหลายรูปแบบทั้ง การสอนแบบสืบเสาะ การสอนในรูปแบบ STEM  และการสอนในรูปแบบ Montessori น่าสนใจมากเลยใช่ไหมคะ

อยากรู้เพิ่มเติม สามารถอ่านข้อมูลโรงเรียนแบบจัดเต็มได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/sudarak-school/

5.โรงเรียนทับทอง

เป็นโรงเรียนเขตจตุจักรที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ และพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างมีคุณธรรม เพราะจุดหมายปลายทางของเด็ก ๆ ไม่ใช่แค่การสอบติดโรงเรียนมัธยมชื่อดัง แต่คือการทำให้เด็ก ๆ รู้จักตัวเอง รู้จักจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อพัฒนาตนเอง และต่อยอดไปให้ถึงเป้าหมายของแต่ละคนได้อย่างมีความสุข

ทางโรงเรียนแปลงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นภาคปฏิบัติ ใช้การเรียนการสอนแบบ Active Learning ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ โรงเรียนทับทองให้ความสำคัญที่สุดในการสร้างและพัฒนาคุณลักษณะที่ดี 3 ประการ ให้แก่เด็ก ๆ เพราะหากได้รับการปลูกฝัง ฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เด็กๆ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข อยู่กับคนอื่นเป็น มีความสุขเป็น เด็ก ๆ จะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

อยากรู้ข้อมูลอื่น ๆ สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/tubtong-school/

6.โรงเรียนนวพัฒน์วิทยา

โรงเรียนเขตจตุจักรอีกโรงเรียนที่น่าสนใจ ที่นี่เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยยึดหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีนโยบายที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความสามารถในการเรียนรู้ตามศักยภาพเพื่อมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา

ด้วยมาตรฐานใหม่ระดับสากล การจัดการเรียนรู้เน้นการจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริง ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกัน และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยมีการบูรณาการคุณธรรมควบคู่กันในวิธีการเรียนการสอน   โรงเรียนนวพัฒน์วิทยาใช้การศึกษาแบบองค์รวมบูรณาการ 4 ศาสตร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน สร้างทักษะการคิด วิเคราะห์และความเป็นเหตุเป็นผล ยิ่งกว่าความรู้คือการส่งเสริม School Community พี่สอนน้อง น้องเรียนรู้จากพี่ น่าสนใจมาก ๆเลยค่ะ

อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกอ่านต่อที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/nawaphat-school/

7.โรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์ และ ปรางทิพย์เดย์แคร์

โรงเรียนที่เต็มไปด้วยความรัก เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ความคิดสร้างสรรค์และความสนุกไม่รู้จบ  ประสบการณ์อันยาวนานจากรุ่น สู่รุ่น ในการอบรมเลี้ยงดูทั้งร่างกาย จิตใจของเด็กปฐมวัยและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการศึกษาในอนาคตของเด็ก ๆ

คุณครูและเจ้าหน้าที่ทุ่มเทและมุ่งมั่นที่จะจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและครอบคลุมให้เด็ก ๆ ทุกคนสามารถเติบโตและเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตนเองได้ โดยไม่ทิ้งเรื่องวัฒนธรรมและความเป็นไทย ห้องเรียนที่นี่สามารถปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายได้ตามกิจกรรม และสื่อต่าง ๆ ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับวัยที่กระตุ้นจินตนาการ ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา การเรียนรู้โดยใช้ประเด็น หรือ Theme-Based Learning เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ตั้งแต่เด็ก ๆ  K1-K3 . และที่สำคัญ 100% Extra English Program อัดแน่นไปด้วยความสนุกและสอนภาษาอังกฤษแบบ Phonics ซึ่งเป็นการเรียนภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ

ถ้าสนใจโรงเรียนนี้อ่านบทความเต็ม ๆ ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/prangthip-kindergarten

8.โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดลาดพร้าว

เป็นโรงเรียนเขตจตุจักรในรูปแบบ 2 ภาษา ที่เปิดสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 หลักสูตรการเรียนการสอนต่าง ๆ ของที่นี่จะถูกปรับอยู่เสมอเพื่อให้เข้ากับยุคการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถปรับตัว มีทักษะในการดำรงชีวิตในโลกปัจจุบันและอนาคต

หลักสูตรสำหรับเด็กอนุบาลใช้หลักสูตร Global Immersion Programme ( GIP ) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เข้มข้นในการใช้ภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมจะได้รับการพัฒนาครบทุกด้านและค้นหาตัวตนเช่นกัน สำหรับเด็กประถม 1-3 เริ่มมีการวางแผนการทำงานที่เป็นขั้นตอนมากขึ้น  ส่วนประถมปลายจะลงลึกและมุ่งเป้าหมายไปยังตัวตนและความถนัดของนักเรียน โดยใช้กระบวนการการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based learning) อยากรู้ให้ครบ?

ตามไปอ่านต่อใน https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/beaconhouse-yamsaard-school-ladprao/

Tags

Let’s Play Festival 2025 วันที่ลูกได้เล่นอิสระและพ่อแม่ได้ค้นพบความหมายของการเล่นอีกครั้ง

ทุกวันนี้เด็ก ๆ หลายคนต่างอยู่กับตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยด มีวิชาต่าง ๆ ให้เรียนเต็มไปหมด จนบางทีเราในฐานะพ่อแม่ก็ลืมไปว่าการเล่นสำคัญแค่ไหน

เราอาจมองว่าการเล่นต้องรอช่วงเวลาพักหรือเวลาว่าง แต่จริง ๆ แล้วการเล่นคือหัวใจของการเติบโตเลยนะคะ เพราะเวลาที่เขาได้เล่น เด็ก ๆ ไม่ได้แค่สนุก แต่เขากำลังได้เรียนรู้โลกในแบบของเขาเอง ได้ลองผิดลองถูก ได้ใช้จินตนาการ โดยไม่ต้องมีแบบฝึกหัดหรือคะแนนมากดดัน

เมื่อลูกโตขึ้นเราอาจจะคิดว่า ถ้าไม่เร่งเรียนอาจจะตามคนอื่นไม่ทันใช่ไหมคะ แต่จริง ๆ แล้วการเล่นนี่แหละค่ะ คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาเติบโตอย่างมั่นคง มีความสุข เรียนรู้และรับมือกับโลกใบใหญ่ที่รอเขาอยู่ได้อย่างดี เพราะเด็กที่ได้เล่นอย่างเต็มที่ มักจะเป็นเด็กที่เติบโตเต็มที่ทั้งกาย ใจ และความคิดเช่นกันค่ะ

แล้วทำไม เด็กต้องเล่นอิสระ งานเทศกาลเล่นอิสระดีอย่างไร เดี๋ยววันนี้กุ๊กเล่าให้ฟังค่ะ

บรรยากาศของการเล่นเปิดโลก

สุดสัปดาห์ทีผ่านมา กุ๊กได้พาเด็ก ๆ ไปสัมผัส “เทศกาลเล่นอิสระ” เป็นปีที่ 2 ค่ะ ลูกติดใจจากปีก่อนและชอบกันมากค่ะ

บรรยายาศในงานนั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนไปเห็นวัยเด็กของตัวเองที่เคยวิ่งเล่นกลางแจ้ง ปีนต้นไม้ เล่นดิน เล่นทราย โดยไม่ต้องกลัวเลอะ ไม่ต้องกลัวผิด ไม่ต้องมีผู้ใหญ่คอยบอกว่าต้องเล่นยังไง ที่นี่เป็นพื้นที่ที่เด็ก “ได้เป็นเด็กอย่างแท้จริง” และเราในฐานะแม่…ก็ได้มีเวลาหยุดดูโลกผ่านสายตาของลูกอีกครั้ง

ทันทีที่เดินเข้าพื้นที่งาน สิ่งที่สัมผัสได้คือ “ความเป็นมิตร” ของบรรยากาศรอบตัว ทั้งสีเขียวของต้นไม้ เสียงเด็ก ๆ หัวเราะ ผ่านของเล่นต่างๆ เสียงพ่อแม่คุยกันเบา ๆ ระหว่างเฝ้าลูก พื้นที่ที่ไม่เน้นความหรูหรา แต่เน้นความเรียบง่ายที่เข้าถึงหัวใจเด็ก ๆ ทุกคน ไม่มีการแบ่งว่าใครเก่งกว่าใคร ไม่มีเด็กที่ “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้” มีแค่พื้นที่ให้ลอง เป็นพื้นที่ให้เด็กค้นพบด้วยตัวเอง

ปกติเรามักจะได้ยินคำว่าเด็กคือผ้าขาวใช่ไหมคะ แต่ในงานนี้เขาบอกว่า เด็กคือผ้าสี เป็นสีสันในแบบของตัวเอง เพราะเด็กทุกคนแตกต่าง มีความชอบไม่เหมือนกัน เพียงแค่ได้เล่นอย่างอิสระ เราอาจค้นพบความชอ ความสามารถและตัวตนของลูกได้เลยค่ะ

เด็กเล่นได้ทุกอย่าง เด็กเล่นได้ทุกที่

ในงานเขาเล่าว่า การเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย หรือ Loose Part เป็นการเล่นปลายเปิด เด็กสามารถจินตนาการเชื่อมโยงได้อย่างไร้ขอบเขตในแบบเฉพาะของตัวเอง เมื่อได้คนพบสิ่งใหม่ ๆ จึงเกิดเป็นประสบการณ์ ที่มีความเฉพาะของแต่ละคนอย่างอิสระ ทำให้เด็กคนพบตัวเองและเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว อย่างเช่นโซนต่างๆในงานนี้ เช่น

ลานเล่นธรรมชาติ

พื้นที่ที่ทำให้เราได้เห็นคุณค่าความสุขที่เรียบง่ายแต่พิศษของลูกเลยค่ะ ใต้ต้นใหญ่ที่มีมุมศิลปะ งานเวิร์คช็อป เด็กๆ ได้ขุดดิน ตักน้ำ เล่นทราย เอาใบไม้ หรือ วัสดุธรรมาชาติมาทำเป็นผลงานศิลปะ สังเกตได้เลยว่า เวลาที่ลูกได้สัมผัส ได้ลองทำด้วยมือเล็ก ๆ ของเขา เด็กจะเกิดความตั้งใจ มีสมาธิ แบบที่เราไม่ต้องบอกเลยค่ะ

ลานเล่นวัสดุเหลือใช้

กล่องวัสดุหลากหลายขนาด กระดาษลัง ไม้ กระบอก เชือก ถูกแปลงร่างเป็นเขาวงกต บ้าน รถที่เด็กๆเป็นคนขับเอง ของเล่นจากเศษวัสุดเหลือใช้ ไม่ใช่ของเล่นราคาแพง แต่เวลาที่เขาได้เล่น ได้จินตนาการไปกับของเล่นเหล่านั้น กลับสร้างรอยยิ้มที่มากมายเต็มลานกิจกรรมนี้เลยค่ะ

ลานปีนป่าย

ลานที่เปิดให้เด็กได้ลองเสี่ยงอย่างมีสติ ไม่ว่าจะเป็นการปีนเชือก เดินบนทางแคบ กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง บริเวณนี้มีพี่ๆทีมงานคอยดูแลอยู่รอบๆ ให้เด็กได้ลองด้วยตัวเองอย่างปลอดภัย สิ่งที่สังเกตได้เลยคือเด็ก ๆ จะค่อยๆปีนด้วยความกลัวเล็กน้อยในตอนแรก แต่เขาทำทำได้สำเร็จ แววตาของความภูมิใจคือของขวัญที่พิเศษที่สุดสำหรับพ่อแม่เลยค่ะ

ลานเล่นร่วมกัน

เด็ก ๆ จากที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับเล่นกันได้ราวกับเป็นเพื่อนกันมานาน บางคนแบ่งทรายให้ บางคนต่อบ้านด้วยกัน บางคนชวนกันวิ่งรอบสนาม พ่อแม่ที่ได้ดูอยู่ห่าง ๆ จะเห็นเลยว่าการเข้าสังคมเกิดขึ้นจากการได้ลองเล่นกับเพื่อนใหม่จริง ๆ

แล้วเด็กได้อะไรจากการเล่นอิสระแบบนี้บ้าง

  1. สร้างทักษะชีวิตที่จำเป็น (Life Skills)
  • การจัดการทางอารมณ์
  • ทักษาการแก้ปัญหา
  • ทักษาสังคมและการปรับตัว
  1. พัฒนาสมองและร่างกายอย่างสมดุล
  • พัฒนาการจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
  • พัฒนาการทางร่ายกายตามช่วงวัย
  • สมองส่วน Executive Function (EF)
  • เป็นทางออกของการติดจอ
  1. เสริมสร้างความสุขและสุขภาวะทางจิตใจ
  • เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
  • เป็นพื้นที่เสริมความมั่นใจในตนเอง
  • เป็นพื้นที่ลดความเครียด
  • เป็นช่วงเวลาสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว
  • เป็นพื้นที่สร้างโอกาส/ลดความเลื่อมล้ำให้เด็กทุกคน

ความหมายของคำว่าเล่นอิสระที่พ่อแม่ได้เข้าใจอีกครั้ง

หลายคนคิดว่างานนี้เน้นให้เด็กเรียนรู้ แต่จริง ๆ แล้ว พ่อแม่เองก็ได้เรียนรู้เยอะมากจากงานนี้เช่นกัน อย่างกุ๊กเอง ได้มองเห็นลูกๆ เลยได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง มีความตั้งใจมากกว่าที่คิดและมีความชอบและศักยภาพบางอย่างที่ซ่อนอยู่ แค่เราต้องมีพื้นที่หรือโอกาสให้เขาได้ลอง เทศกาลเล่นอิสระ ไม่ใช่แค่งานอีเวนท์หรือแค่พื้นที่ให้เล่น แต่คือประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กได้เป็นตัวเองและพ่อแม่ได้เข้าใจโลกของลูกลึกขึ้น อาจจะเป็นเพียงวันหนึ่งที่ลูกได้เล่นอิสระ แต่เชื่อไหมคะว่า…อาจจะเป็นวันที่เปลี่ยนมุมมองการเลี้ยงลูกของเราไปตลอดเลยค่ะ

เทศกาลเล่นอิสระ จัดปีละ 1 ครั้ง

 เวลา: 13.00–20.00 น.

สถานที่: อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค่าเข้า: ฟรี