คู่มือคุณแม่มือใหม่ เลือก “นมกล่องแรก” ให้ลูกวัย 1+ อย่างไร ให้ได้ทั้งภูมิคุ้มกันและสมอง?

เมื่อลูกรักก้าวสู่วัย 1 ขวบ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ลูกเติบโตมากขึ้นพร้อมที่จะออกทำกิจกรรมนอกบ้านที่หลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อถึงวัยที่ลูกต้องเตรียมตัวไปโรงเรียน เตรียมเข้าเนิร์สเซอรี่ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักมีความกังวลใจ การมองหา “นมกล่องแรก” (นม UHT) ที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย แต่ยังต้องมีสารอาหารที่ดี แต่ยังต้องช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตที่แข็งแรงควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่สมวัย จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่คุณแม่ต้องพิจารณาอย่างพิถีพิถันค่ะ

นมกล่องแรกของลูก ควรพิจารณาจากอะไร?

ตั้งแต่เด็ก อายุ 1 ปีขึ้นไป เด็กวัยนี้สามารถกินนม UHT ได้ โดยเลือกเป็นนมวัวรสจืด 2 – 3 กล่องต่อวัน เพื่อให้ได้สารอาหารและแคลเซียมที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต แต่เด็กที่อยู่ในช่วงสามขวบปีแรก ยังเป็น “ช่วงเวลาทอง” ที่ร่างกายและสมองกำลังเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น การเลือกนมกล่องแรกจึงไม่ควรเป็นเพียงแค่นมจืดธรรมดา แต่ควรเป็นนมที่มีการเสริมคุณค่าสารอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกน้อยวัยเรียนรู้ ทั้งในด้านการเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและเกราะป้องกันสุขภาพค่ะ

สูตรสำเร็จโภชนาการ สมองพร้อม + ร่างกายแข็งแรง

แน่นอนค่ะว่า สำหรับนมกล่องแรก สารอาหารพื้นฐานที่คุณแม่คุ้นเคยกันดีอย่าง โปรตีน และแคลเซียม ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตอยู่แล้ว แต่เพื่อการดูแลที่สมบูรณ์แบบและยกระดับโภชนาการให้ลูกรัก คุณพ่อคุณแม่สามารถพิจารณานมกล่อง UHT ที่ผสานสารอาหารจำเป็นอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยเน้นไปที่ 2 กลุ่มหลัก ดังนี้ค่ะ

  • เสริมเกราะภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง: สารอาหารที่มีส่วนช่วยดูแลระบบภูมิคุ้มกันอย่าง 2’-FL เหมือนกับที่มีในน้ำนมแม่ จะมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เสมือน “กับดัก” ดักจับเชื้อโรคในลำไส้ ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และเมื่อทำงานร่วมกับ GOS ทั้ง 2 ตัว เป็น prebiotics ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ตัวดีในลำไส้ จึงมีบทบาทในการช่วยเพิ่มและที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ก็จะยิ่งเสริมการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ลูกเติบโตสมวัยและมีร่างกายแข็งแรงที่ทนทานต่ออาการเจ็บป่วย
  • บำรุงระบบประสาทให้สมองพร้อมเรียนรู้: DHA และ sphingomyelins เป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทในการบำรุงสมอง ตัว DHA เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างเครือข่ายจุดเชื่อมต่อประสาท ในขณะที่ สฟิงโกไมอีลิน (Sphingomyelin) ช่วยสร้างปลอกหุ้มใยประสาทช่วยให้การส่งต่อข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้ให้การประมวลผลและการเรียนรู้ของลูกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทริคสำหรับการปรับเปลี่ยนโภชนาการให้ลูก

แน่นอนว่านมแม่ดีที่สุดค่ะ แต่เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผ่านจากนมแม่มาเป็นนมกล่องแรก อาจต้องใช้เวลาให้ลูกค่อย ๆ ปรับตัว แนะนำให้คุณแม่เริ่มจากการจัดอาหารหลัก 3 มื้อให้เป็นเวลา เสริมมื้อว่างเป็นนม 2 มื้อ และก่อนนอนอีก 1 มื้อ ในช่วงแรก ให้ลองดื่มนมกล่อง UHT 1-2 มื้อในช่วงที่เป็นอาหารว่าง ควบคู่ไปกับนมเดิมที่ลูกกินอยู่ เมื่อลูกเริ่มคุ้นชินกับรสชาติและการย่อยแล้ว จึงค่อย ๆ ปรับเพิ่มปริมาณขึ้น จนสามารถกินนมกล่อง UHT ได้เต็มรูปแบบค่ะ

ท้ายที่สุดนี้ นอกจากการให้ลูกรับประทานอาหารมื้อหลักที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม การมีตัวช่วยอย่าง “นมกล่องแรก” ที่รวบรวมสารอาหารที่หลากหลายเหมาะกับเด็ก ๆ ในช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ และช่วยให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกรักจะได้รับโภชนาการที่ดีที่สุด เพื่อก้าวออกไปเรียนรู้โลกกว้างได้อย่างแข็งแรงสมวัยค่ะ

นมกล่องแรก



Reference

  1. Lazarini, T., Tonon, K. M., Araujo Filho, H. B., & Morais, M. B. (2025). Bifidogenic Effect of 2′-Fucosyllactose (2′-FL) on the Gut Microbiome of Healthy Formula-Fed Infants: A Randomized Clinical Trial. Nutrients, 17(6), 973. https://doi.org/10.3390/nu17060973
  2. Puccio, G., Alliet, P., Cajozzo, C., Janssens, E., Corsello, G., Sprenger, N., Wernimont, S., Egli, D., Gosoniu, L., & Steenhout, P. (2017). Effects of Infant Formula With Human Milk Oligosaccharides on Growth and Morbidity: A Randomized Multicenter Trial. Journal of pediatric gastroenterology and nutrition, 64(4), 624–631. https://doi.org/10.1097/MPG.0000000000001520
  3. Giovannini, M., Verduci, E., Gregori, D., Ballali, S., Soldi, S., Ghisleni, D., Riva, E., & PLAGOS Trial Study Group (2014). Prebiotic effect of an infant formula supplemented with galacto-oligosaccharides: randomized multicenter trial. Journal of the American College of Nutrition, 33(5), 385–393. https://doi.org/10.1080/07315724.2013.878232

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

Amarin Baby & Kids Editor’s Choice : โฟร์โมสต์ โอเมก้า สมาร์ท ซูเปอร์ โกลด์ 1+
นมกล่องรสจืดสำหรับเด็ก 1 ขวบขึ้นไป ที่รวมสารอาหารสำคัญไว้ครบจบในกล่องเดียว ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตสมวัยทั้งร่างกาย สมอง และระบบภูมิคุ้มกัน
• ใยอาหารธรรมชาติ 2’FL และ GOS
• DHA สูงถึง 30 มก.
• สฟิงโกไมอีลิน เพิ่มขึ้น +175%
• วิตามิน B12, วิตามิน C และแคลเซียมสูง
ตัวช่วยที่คุณแม่มั่นใจ เลือกลูกรักเคียงข้างทุกก้าวของการเติบโตอย่างมั่นใจในทุกวัน

DHA

สร้างสมองลูกให้เติบโตดีตั้งแต่ขวบปีแรก! ด้วย DHA และสารอาหารตั้งต้นบำรุงระบบประสาท

คุณแม่ทราบไหมคะว่า ทำไมช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป ถึงเป็นวัยที่ลูกดูซึมซับเรื่องราวรอบตัวได้รวดเร็วจนน่าตกใจ? นั่นเป็นเพราะช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบปีแรก ถือเป็น “ช่วงเวลาทอง” (Golden Period) ของการพัฒนาสมองค่ะ ในวัยนี้สมองของเด็กจะมีการสร้างเครือข่ายจุดเชื่อมต่อเซลล์ประสาทนับล้านๆ จุดอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการเรียนรู้ การจดจำ และพัฒนาการในทุกๆ ด้าน การได้รับโภชนาการที่ถูกต้องและเพียงพอ โดยเฉพาะสารอาหารบำรุงสมองอย่าง DHA ในช่วงเวลานี้ จึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานสติปัญญาที่แข็งแกร่งให้กับลูกรักในระยะยาว

เจาะลึกกลไกสมอง ทำไมร่างกายถึงขาด DHA ไม่ได้?

หลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อ DHA หรือ Docosahexaenoic acid กันมาบ้างแล้ว ทราบไหมคะว่า DHA คือหนึ่งในกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสมองและจอประสาทตา และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ในร่างกาย แต่ข้อจำกัดคือ   ร่างกายสามารถสร้างได้ในปริมาณจำกัด จึงจำเป็นต้องได้รับเพิ่มเติมจากอาหาร

หากเรามองลึกลงไปถึงระดับเซลล์ DHA จะเป็นส่วนประกอบหลักที่อยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ โดยจะเข้าไปช่วยทำให้เยื่อหุ้มเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์มีความยืดหยุ่นและลื่นไหล กลไกนี้เองค่ะที่ทำให้เซลล์ประสาทสามารถส่งและรับสัญญาณไฟฟ้าเพื่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน หากร่างกายมีระดับ DHA ในสมองหรือดวงตาต่ำ ก็จะส่งผลให้การส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ทำงานได้ช้าลง ซึ่งอาจกระทบต่อการมองเห็น หรือทำให้การทำงานและการประมวลผลของสมองสะดุดลงได้ค่ะ

เช็กลิสต์สารอาหารดีต่อสมองของเด็ก

เมื่อสมองต้องทำงานหนักในการสร้างเครือข่าย ร่างกายจึงต้องการ “สารอาหารตั้งต้น” ที่จะเข้าไปบำรุงระบบประสาทและสมองโดยตรง ซึ่งไม่ได้มีแค่ตัวใดตัวหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน ดังนี้ค่ะ

  • ดีเอชเอ (DHA): กรดไขมันจำเป็นที่สำคัญของสมองและจอประสาทตา การได้รับดีเอชเอในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอ จะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้และจดจำ
  • สฟิงโกไมอีลิน (Sphingomyelin): กลุ่มไขมันดีที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้าง ‘ปลอกหุ้มไมอีลิน’ ซึ่งเปรียบเสมือนฉนวนหุ้มสายไฟในสมอง ช่วยให้เซลล์ประสาทส่งต่อข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกจึงประมวลผลและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วขึ้น
  • โอเมก้า 3,6,9 (Omega 3,6,9): มีบทบาทสำคัญในการทำงานของเซลล์สมองและระบบต่างๆของร่างกาย
  • Vitamin B12 (วิตามินบี 12): มีส่วนช่วยในการทำงานปกติของระบบประสาทและสมอง

ไขข้อข้องใจ กิน DHA อย่างไรให้ได้ผลจริง?

คุณแม่หลายท่านทราบดีว่า DHA มีประโยชน์ แต่รู้หรือไม่คะว่า ดีเอชเอแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ดีเอชเอรูปแบบทั่วไปบางชนิดอาจเสื่อมสลายได้ไว หรือร่างกายนำไปใช้ได้ช้า ทำให้ลูกได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการกักเก็บสารอาหารอย่าง Encapsulated DHA (Micro-Encapsulation) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยล็อคคุณค่าทางโภชนาการของดีเอชเอเอาไว้ ข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือ จะช่วยป้องกันการเสื่อมสลายและกลบกลิ่นคาวของน้ำมันปลา ทำให้เด็กกินง่าย ที่สำคัญคือ”แตกตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็ก” เมื่อเข้าสู่กระเพาะอาหาร และเคลื่อนที่ไปยังลำไส้เล็กเพื่อการย่อยและดูดซึม ช่วยให้ร่างกายสามารถนำ DHA ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โภชนาการที่ดี คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้อย่างสมวัย

การส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่เหมาะสมตามวัย เริ่มต้นได้ง่ายๆ จากมื้ออาหารในทุกๆ วันค่ะ โดยเฉพาะเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป คุณแม่สามารถดูแลให้ลูกได้รับโภชนาการที่หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยเน้นเพิ่มเติมแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองและการเรียนรู้อย่าง DHA เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทู กุ้ง สาหร่าย และไข่ไก่ เป็นต้น

นอกจากนี้ การเสริมด้วยผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป ที่มีการเสริมสารอาหารสำคัญก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวกมากขึ้นสำหรับคุณแม่ในการช่วยเติมเต็มสารอาหารที่จำเป็นในแต่ละวัน เพื่อสนับสนุนการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง ให้ลูกรักพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพค่ะ

DHA



Reference :

  1. กินปลาสมองดี, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  2. สมองดีเริ่มที่นมแม่, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  3. DHA (Docosahexaenoic Acid): A Detailed Review, healthline
  4. Lauritzen L, et al. The essentiality of long chain n-3 fatty acids in relation to development and function of the brain. Prog Lipid Res. 2016.
  5. Koletzko B, et al. Should infants, children, and adolescents consume long-chain polyunsaturated fatty acids? Ann Nutr Metab. 2020.

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

Amarin Baby & Kids Editor’s Choice : โฟร์โมสต์ โอเมก้า สมาร์ท ซูเปอร์ โกลด์ 1+
นมกล่องรสจืดสำหรับเด็ก 1 ขวบขึ้นไป ที่รวมสารอาหารสำคัญไว้ครบจบในกล่องเดียว ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตสมวัยทั้งร่างกาย สมอง และระบบภูมิคุ้มกัน
• ใยอาหารธรรมชาติ 2’FL และ GOS
• DHA สูงถึง 30 มก.
• สฟิงโกไมอีลิน เพิ่มขึ้น +175%
• วิตามิน B12, วิตามิน C และแคลเซียมสูง
ตัวช่วยที่คุณแม่มั่นใจ เลือกลูกรักเคียงข้างทุกก้าวของการเติบโตอย่างมั่นใจในทุกวัน

2’-FL

ลูกวัยเรียนรู้ป่วยบ่อย ทำอย่างไรดี? ไขความลับ “2’-FL” เกราะป้องกันลำไส้ ฮีโร่ตัวช่วยคุณแม่

คุณแม่หลายท่านมักจะมีความกังวลใจคล้าย ๆ กัน เมื่อลูกรักก้าวเข้าสู่วัย 1 ขวบขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เขาเริ่มเดินเตาะแตะ ออกสำรวจโลกกว้าง และมักจะหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ เข้าปากตามวัยเรียนรู้ พฤติกรรมเหล่านี้แม้จะเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติ แต่ก็เป็นการเปิดรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ทำให้คุณแม่ต้องปวดหัวกับปัญหา “ลูกป่วยบ่อย” จนต้องเริ่มมองหาตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพอย่าง 2′-FL เข้ามาเป็นเกราะป้องกัน แล้ว 2′-FL คืออะไร และจะช่วยปกป้องลูกวัยเรียนรู้จากการเจ็บป่วยได้อย่างไร? คำตอบนั้นซ่อนอยู่ที่ “ระบบทางเดินอาหาร” ของลูกค่ะ

ลำไส้ ป้อมปราการด่านแรกของภูมิคุ้มกัน

รู้หรือไม่คะว่าเซลล์ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ของร่างกาย กระจุกตัวอยู่ที่ลำไส้ ดังนั้นลำไส้ที่แข็งแรงจึงเปรียบเสมือนป้อมปราการด่านแรกที่คอยสกัดกั้นเชื้อโรค ซึ่งกุญแจสำคัญที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาเพื่อปกป้องลำไส้ของเด็ก ๆ ก็คือ 2’-FL (2’-Fucosyllactose) 2’-FL คือ โอลิโกแซคคาไรด์ (HMOs) ชนิดที่พบได้มากที่สุดในนมแม่ตามธรรมชาติ เปรียบเสมือนของขวัญแรกที่คุณแม่มอบให้ลูกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เด็กที่ได้รับนมแม่มีร่างกายแข็งแรงและไม่ป่วยง่ายนั่นเองค่ะ

ไขความลับ 2’-FL ทำงานอย่างไรในการปกป้องลำไส้และภูมิคุ้มกันของลูก?

กลไกการทำงานของ 2’-FL ในการปกป้องร่างกายลูกน้อยนั้นมีความน่าทึ่งมาก โดยมีกลไกหลักที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัย ดังนี้ค่ะ:

  1. เป็น “กับดัก” ช่วยจับเชื้อโรค (Decoy Receptor) ปกติแล้วเชื้อโรคและแบคทีเรียตัวร้ายจะพยายามเข้าไปเกาะที่ผนังลำไส้เพื่อทำให้ลูกป่วย แต่ 2’-FL มีโครงสร้างพิเศษที่ทำหน้าที่เสมือน “ตัวรับลวง” ที่ช่วยหลอกให้เชื้อโรคมาจับที่ตัวมันเองแทน เมื่อเชื้อโรคไม่สามารถเกาะติดผนังลำไส้ได้ ก็จะถูกขับถ่ายออกไปตามธรรมชาติ ข้อมูลทางคลินิกพบว่ากลไกนี้ช่วยลดการติดเชื้อจากแบคทีเรียและไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กได้อย่างเจาะจงค่ะ (เช่น เชื้อ E. coli, Rotavirus และ Norovirus)
  2. เป็นอาหารปรับสมดุลจุลินทรีย์ (Prebiotic) นอกจากจะดักจับเชื้อโรคแล้ว 2’-FL ยังทำหน้าที่เป็น “พรีไบโอติก” หรืออาหารจานโปรดให้กับจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ด้วยค่ะ (เช่น กลุ่ม Bifidobacterium และ Lactobacillus) เมื่อจุลินทรีย์ดีเติบโตแข็งแรง จะช่วยผลิตกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain Fatty Acids: SCFAs) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ช่วยให้เซลล์ผนังลำไส้แข็งแรง และส่งเสริมระบบย่อยอาหาร ช่วยให้ลูกมีสุขภาพดีจากภายใน
  3. เสริมความแข็งแรงและเพิ่มการดูดซึมให้ลำไส้ (Intestinal Remodeling) งานวิจัยพบว่า 2’-FL ช่วยพัฒนาโครงสร้างลำไส้เล็กของเด็ก ๆ โดยเพิ่มความหนาแน่นและทำให้ส่วนที่ใช้ดูดซึมอาหาร (Villi) ยาวขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหารอยรั่วที่ผนังลำไส้ (Intestinal Permeability) แต่ยังช่วยให้ร่างกายของลูกสามารถดูดซึมสารอาหารสำคัญ อย่างเช่น ดีเอชเอ (DHA) เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วยค่ะ
  4. ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกาย (Immunomodulation) ความเก่งของ 2’-FL ไม่ได้ทำงานแค่ในระบบทางเดินอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบางส่วนที่สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ หลายงานวิจัยพบว่า 2’-FL จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน (T cells) และเพิ่มการสร้างแอนติบอดีหรือตัวป้องกันเชื้อโรค ที่บริเวณเยื่อเมือกลำไส้ (IgA) รวมถึงช่วยลดการหลั่งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ พูดง่าย ๆ คือทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกพร้อมทำงานอยู่เสมอค่ะ

เลือก “นมกล่องแรก” อย่างไร ให้ได้ภูมิคุ้มกันต่อเนื่อง?

เมื่อลูกถึงวัย 1 ขวบขึ้นไปและเริ่มมีการปรับเปลี่ยนโภชนาการ หรือถึงวัยที่คุณแม่มองหา “นมกล่องแรก” (UHT) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียน การเลือกโภชนาการที่สามารถสานต่อภูมิคุ้มกันให้ลูกได้อย่างต่อเนื่องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบันมีนวัตกรรมที่นำ 2’-FL มาอยู่ในนมกล่อง UHT จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณแม่ เพื่อช่วยเสริมการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

การได้รับโภชนาการที่มีประโยชน์จากการดื่มนม ร่วมกับการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยยกระดับสุขภาพของเด็ก ๆ ให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกรักจะมีเกราะป้องกันที่แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย และพร้อมออกไปเรียนรู้โลกกว้างได้อย่างเต็มที่ในทุกวันค่ะ



Reference :

  1. Molecular Nutrition & Food Research (2026): “Two’-Fucosyllactose, a Human Milk Oligosaccharide, Promotes Intestinal Remodeling and Enhances Nutrient and Functional Component Absorption.” (DOI: 10.1002/mnfr.70376)
  2. Nutrients (MDPI, 2025): “Bifidogenic Effect of 2′-Fucosyllactose (2′-FL) on the Gut Microbiome of Healthy Formula-Fed Infants: A Randomized Clinical Trial.”
  3. Journal of Agricultural and Food Chemistry (ACS Publications, 2025): “2′-Fucosyllactose and 3′-Sialyllactose Reduce Mortality in Neonatal Enteroaggregative Escherichia coli Infection by Improving the Construction of Intestinal Mucosal Immunity.”

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

Amarin Baby & Kids Editor’s Choice : โฟร์โมสต์ โอเมก้า สมาร์ท ซูเปอร์ โกลด์ 1+
นมกล่องรสจืดสำหรับเด็ก 1 ขวบขึ้นไป ที่รวมสารอาหารสำคัญไว้ครบจบในกล่องเดียว ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตสมวัยทั้งร่างกาย สมอง และระบบภูมิคุ้มกัน
• ใยอาหารธรรมชาติ 2’FL และ GOS
• DHA สูงถึง 30 มก.
• สฟิงโกไมอีลิน เพิ่มขึ้น +175%
• วิตามิน B12, วิตามิน C และแคลเซียมสูง
ตัวช่วยที่คุณแม่มั่นใจ เลือกลูกรักเคียงข้างทุกก้าวของการเติบโตอย่างมั่นใจในทุกวัน

Triple Burden

ลูกตัวโต ไซส์มาตรฐาน ไม่ได้แปลว่าแข็งแรง! รู้จัก “Triple Burden” ภัยเงียบโภชนาการที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

เห็นลูกอ้วนทุบสมบูรณ์ดี หรือน้ำหนักส่วนสูงผ่านเกณฑ์มาตรฐาน พ่อแม่หลายคนก็เบาใจ… แต่รู้ไหมคะว่า ภายใต้รูปร่างที่ดูปกติ (หรือแม้กระทั่งในเด็กจ้ำม่ำ) อาจมี ‘ความหิวที่ซ่อนอยู่’ (Hidden Hunger) ซุกซ่อนอยู่โดยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน!

กอดลูกแน่นๆ แล้วลองสังเกตดูสักนิดค่ะ… ทุกวันนี้เวลาเรามองดูลูกน้อย เรามักจะวัดความสมบูรณ์แข็งแรงของเขาจาก “น้ำหนักและส่วนสูง” บนสมุดสีชมพูเป็นหลักใช่มั้ยคะ? ถ้าตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่หลายคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แต่ในความเป็นจริงของโภชนาการเด็กยุคนี้ แค่คำว่า “ตัวโต” หรือ “น้ำหนักดี” อาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วค่ะ!

จากเดิมที่เราเคยได้ยินเรื่อง Double Burden หรือปัญหาโภชนาการซ้ำซ้อนอย่าง ‘เด็กผอมแคระแกร็น’ ปะทะ ‘เด็กอ้วนเกินเกณฑ์’ มาวันนี้ วงการกุมารแพทย์ไทยกำลังจับตาดูวิกฤตใหม่ที่เรียกว่า “Triple Burden” หรือปัญหาโภชนาการ 3 ด้านที่น่ากลัวกว่าเดิม เพราะมันรวมเอา “Hidden Hunger” (ภาวะขาดสารอาหารรอง) หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ เข้ามาร่วมด้วย!

ความน่ากลัวอยู่ตรงที่… ภาวะนี้สามารถซ่อนตัวอยู่ในเด็กที่รูปร่างปกติ หรือแม้แต่ใน ‘เด็กอ้วน’ ได้อย่างเนียนกริบ โดยที่พ่อแม่ไม่ทันสังเกตเลยแม้แต่น้อย วันนี้เราจะพาคุณแม่มาเจาะลึกภัยเงียบนี้ พร้อมวิธีป้องกันก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและสมองของลูกน้อยกันค่ะ

แล้วภาวะนี้คืออะไร? ทำไมเด็กที่ดูอุดมสมบูรณ์ถึงเสี่ยงขาดสารอาหารได้? เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันในบทความ “Triple Burden” เมื่อปัญหาการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญซุกซ่อนในร่างกายที่ดูสมบูรณ์ กันค่ะ

Triple Burden” เมื่อปัญหาการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญซุกซ่อนในร่างกายที่ดูสมบูรณ์

โดยปกติแล้วเรามักจะคุ้นเคยกับภาวะขาดสารอาหารในเด็กเล็กที่เรียกว่า Double Burden ซึ่งประกอบไปด้วยภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ และ ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน แต่ในปัจจุบัน รศ.พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญในการบรรยายหัวข้อเรื่อง The Relevancy of YCF in Thai Children : bridging the Iron Gap and Tackling Thailand’s Triple burden จัดโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (PNMA) ว่าปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ภาวะการขาดสารอาหารรอง หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ กลายเป็น Triple Burden และเป็นปัญหาที่สามารถพบได้แม้ในเด็กที่ดูเหมือนปรกติ น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ และพบได้ในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เช่นกัน

Triple Burden

Triple Burden: ปัญหาโภชนาการ 3 ด้านที่เด็กไทยกำลังเผชิญ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจสงสัยว่า แล้วปัญหาโภชนาการแบบไหนบ้างที่กำลังคุกคามเด็กๆ อยู่ในขณะนี้? ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่า ปัญหาโภชนาการ 3 ด้าน หรือ Triple Burden ที่เด็กไทยกำลังเผชิญ ประกอบไปด้วย 3 เรื่องสำคัญ ดังนี้ค่ะ

  1. ภาวะขาดสารอาหาร (Under-nutrition): เด็กที่ผอมหรือเตี้ยกว่าเกณฑ์ ซึ่งแม้จะมีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงพบได้ในกลุ่มเด็กเปราะบาง เช่น เด็กเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ เด็กที่มีโรคประจำตัว
  2. ภาวะโภชนาการเกิน (Over-nutrition): ปัญหาเด็กอ้วนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีระดับความอ้วนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  3. การขาดสารอาหารรอง เช่นขาดวิตามินและแร่ธาตุ (Micronutrient Deficiency) หรือที่เรียกว่า “Hidden Hunger” (ความหิวที่ซ่อนอยู่) ซึ่งเป็นด้านที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กที่มีรูปร่างปกติหรือแม้แต่ “เด็กอ้วน” ก็ตาม
Triple Burden

วิธีการป้องกันและแนวทางแก้ไข

เพื่อปกป้องบุตรหลานจากภาวะ Triple Burden พ่อแม่และผู้ปกครองสามารถดำเนินการได้ดังนี้

  1. อย่าชะล่าใจเพียงเพราะลูกน้ำหนักตามเกณฑ์: หากลูกเริ่มมีพฤติกรรมกินยาก หรือเลือกกิน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อซักประวัติอาหารอย่างละเอียด เพราะรูปร่างภายนอกไม่ได้การันตีว่าลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน
  2. การคัดกรอง (Screening) คือหัวใจสำคัญ: โดยเฉพาะการคัดกรองภาวะซีดตั้งแต่อายุ 9-12 เดือน เพื่อตรวจเช็กระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เพราะภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เป็นปัญหาที่สำคัญและพบบ่อยในเด็กเล็ก
  3. เน้นความหลากหลายของอาหาร (Diversity): ส่งเสริมให้เด็กกินอาหารที่หลากหลายเพื่อสร้าง Gut Health (สุขภาพลำไส้) ที่ดี และป้องกันการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ
  4. ใช้ตัวช่วยเสริมในเด็กกินยาก: สำหรับเด็กที่ยังกินอาหารได้ไม่หลากหลาย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เช่น Young Child Formula ที่มีการเสริม (Fortify) สารอาหารที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก วิตามิน และแร่ธาตุเข้าไป หรือการเสริมวิตามินและแร่ธาตุหลักด้วยยา ภายใต้การดูและและแนะนำจากแพทย์ จะเป็นตัวช่วยเสริมที่สำคัญเพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของสมองและร่างกาย ในระหว่างที่ผู้ปกครองปรับพฤติกรรมการกินให้กับลูก

ทั้งหมดนี้เพราะโภชนาการที่ดีไม่ใช่แค่การทำให้ลูก อิ่ม หรือ อ้วน แต่คือการทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ ครบถ้วน การตระหนักถึงภาวะ Triple Burden และการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลเสียต่อศักยภาพของเด็กไปตลอดชีวิต

เพราะโภชนาการที่ดีสำหรับลูกน้อย ไม่ใช่แค่การเลี้ยงให้เขา “อิ่มท้อง” หรือ “ตัวโตจ้ำม่ำ” เท่านั้นค่ะ แต่คือการสร้างปราการปกป้องสุขภาพให้เขามีร่างกายและสมองที่พร้อมเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ การตระหนักรู้ถึงภาวะ Triple Burden จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

อย่าลืมนะคะว่า รูปร่างภายนอกไม่ได้การันตีความสมบูรณ์ภายใน การสังเกตพฤติกรรมการกิน พาลูกไปคัดกรองภาวะซีดตามวัย และเติมเต็มสารอาหารที่ขาดอย่างตรงจุด คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยเซฟลูกรักจาก “ความหิวที่ซ่อนอยู่” เพื่อให้ก้าวแรกของการเติบโตของเขามั่นคงและแข็งแรงไปตลอดชีวิตค่ะ

Tags

Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนอันวิดา

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับโรงเรียนอันวิดา วันศุกร์ที่ 24 ก.ค. 69 เวลา 8.00 – 11.00 น.

กิจกรรม HANDS-ON PLAY SKILLS ประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทั้งสนุกและได้ทักษะจริง ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้ 

ฐาน 1 Brain Development

ขยับร่างกาย เสริมพลังสมอง สนับสนุนโดย “โฟร์โมสต์ (Foremost)”
ฝึกสมาธิ ฝึกการควบคุมร่างกาย และพัฒนาทักษะรอบด้าน ทั้งร่างกายและสมองให้เติบโตอย่างสมดุล ผสานการทำงานของตา มือ และสมองอย่างเต็มศักยภาพ

ฐาน 2 Magical Smile

ฟันสะอาดใส ใส่ใจสุขภาพช่องปาก สนับสนุนโดย “จอร์แดน (Jordan)”
ส่งเสริมทักษะชีวิต (Life Skills) และพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน เรียนรู้การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี ผ่านการเล่นสนุกสนาน เช่น เกมบันไดงู ที่ขนขบวนคาแรกเตอร์สุดคิวท์ มาชวนน้อง ๆ ให้สนุก สดใส และรักการแปรงฟันมากขึ้น

ฐาน 3 Body Guard

รู้ทันร่างกาย รักษาสิทธิ์ และการเอาตัวรอดจากวิกฤต
ชวนเด็ก ๆ เรียนรู้การปกป้องร่างกายตนเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมสอนการดูแลตัวเอง และข้อควรปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อตกอยู่ในเหตุการณ์ฉุกเฉิน

ฐาน 4 Language & Communication Skills

นิทานสร้างภูมิ เสริมสร้างพัฒนาการ สนับสนุนโดย “แซมบูคอล (Sambucol)”
สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทาน ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านการพูด การวางแผน การสื่อสาร รวมถึงทักษะด้านอารมณ์และสังคม

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง Foremost Omega Smart Super Gold, Emina Cheese Dessert, Jordan และ Sambucol มาร่วมเคาะประตูโรงเรียนไปพร้อมกับเรา ร่วมเติมเต็มความสนุกให้เด็ก ๆ ได้ฝึกสมอง พัฒนากล้ามเนื้อ เรียนรู้การดูแลสุขภาพช่องปาก รู้เท่าทันร่างกายเพื่อปกป้องตัวเองในชีวิตประจำวัน และเรียนรู้การเฝ้าระวังเชื้อโรคผ่านโลกแห่งนิทานและจินตนาการ

สิ่งดี ๆ ที่ Amarin Baby & Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SambucolThailand #JordanThailand #EminaThailand #โรงเรียนอันวิดา

Tags

ภาครัฐ ภาคเอกชนรวมพลังเครือข่ายจัดงานเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทศวรรษแห่งการพัฒนา
สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี

เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network: TSCN) พร้อมด้วย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ไทยเบฟ) และภาคีเครือข่ายร่วมจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 และครบ 10 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ

พร้อมประกาศพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการตามที่ได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาประเทศผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยงานจัดขึ้น ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 600 คน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.), กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง , คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), สมาคมธนาคารไทย ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชน และเยาวชนจากหลากหลายวงการ อาทิ เยาวชนเจ้าบ้านสืบสานวัฒนธรรม, Win Win WAR Thailand, OTOP Junior และนักกีฬาเยาวชนจากหลากหลายชนิดกีฬา ซึ่งพร้อมใจกันร่วมส่งต่ออุดมการณ์แห่งการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” สู่เด็กและเยาวชนตามแนวทางการทรงงานด้านการพัฒนา อันเป็นการสืบสานจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงยั่งยืนของประเทศชาติ

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การจัดงานมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเผยแพร่โครงการเทิดพระเกียรติที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด มาเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกระดับพื้นที่ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ วันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับโครงการแต่ละหน่วยงานสู่ความร่วมมือระดับประเทศ

สำหรับการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชน ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการดำเนินงานของ บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด  ผ่านการจัดตั้ง

  • บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ”
  • โครงการ YouTH Thailand เป็นการรวมเครือข่ายพลังเยาวชนไทยที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติอย่างยั่งยืน
  • โครงการ “โชว์ภูมิ” ภายใต้ “โครงการด้วยจงรักและภักดี” เพื่อเฟ้นหาและสร้างนักพัฒนาชุมชนในระดับอำเภอทั่วประเทศให้เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน มุ่งเน้นหลักการพัฒนา “เยาวชน” เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชน
  • โครงการ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในงาน “Water Festival เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” และ “River Festival สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย”
  • โครงการ “สารพัดสรรพศิลป์” ดำเนินงานในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเปิดโอกาสและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • โครงการ Win Win WAR Thailand และ Win Win WAR OTOP Junior เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจแบ่งปันที่ใช้กลไกธุรกิจในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
  • โครงการ “ผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย” ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2559 มุ่งยกระดับผ้าขาวม้าทอมือไทยผ่าน 4 มิติ ทั้งการสร้างนวัตกรรม การแปรรูป การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชน
  • งาน Sustainability Expo มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2563 เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มทุกวัยได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และจัดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 7 ภายใต้แนวคิดหลัก “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) โดยน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการจัดงาน ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

การจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการน้อมนำพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

#ทศวรรษแห่งการพัฒนาใต้ร่มพระบารมี #สืบสานรักษาต่อยอด

Tags

โรงเรียนอันวิดา

Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับโรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ วันศุกร์ที่ 22 ก.ค. 69 เวลา 8.00 – 11.00 น.

กิจกรรม HANDS-ON PLAY SKILLS ประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทั้งสนุกและได้ทักษะจริง ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้ 

ฐาน 1 Brain Development

ขยับร่างกาย เสริมพลังสมอง สนับสนุนโดย “โฟร์โมสต์ (Foremost)”
ฝึกสมาธิ ฝึกการควบคุมร่างกาย และพัฒนาทักษะรอบด้าน ทั้งร่างกายและสมองให้เติบโตอย่างสมดุล ผสานการทำงานของตา มือ และสมองอย่างเต็มศักยภาพ

ฐาน 2 Magical Smile

ฟันสะอาดใส ใส่ใจสุขภาพช่องปาก สนับสนุนโดย “จอร์แดน (Jordan)”
ส่งเสริมทักษะชีวิต (Life Skills) และพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน เรียนรู้การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี ผ่านการเล่นสนุกสนาน เช่น เกมบันไดงู ที่ขนขบวนคาแรกเตอร์สุดคิวท์ มาชวนน้อง ๆ ให้สนุก สดใส และรักการแปรงฟันมากขึ้น

ฐาน 3 Body Guard

รู้ทันร่างกาย รักษาสิทธิ์ และการเอาตัวรอดจากวิกฤต
ชวนเด็ก ๆ เรียนรู้การปกป้องร่างกายตนเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมสอนการดูแลตัวเอง และข้อควรปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อตกอยู่ในเหตุการณ์ฉุกเฉิน

ฐาน 4 Language & Communication Skills

นิทานสร้างภูมิ เสริมสร้างพัฒนาการ สนับสนุนโดย “แซมบูคอล (Sambucol)”
สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทาน ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านการพูด การวางแผน การสื่อสาร รวมถึงทักษะด้านอารมณ์และสังคม

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง Foremost Omega Smart Super Gold, Emina Cheese Dessert, Jordan และ Sambucol มาร่วมเคาะประตูโรงเรียนไปพร้อมกับเรา ร่วมเติมเต็มความสนุกให้เด็ก ๆ ได้ฝึกสมอง พัฒนากล้ามเนื้อ เรียนรู้การดูแลสุขภาพช่องปาก รู้เท่าทันร่างกายเพื่อปกป้องตัวเองในชีวิตประจำวัน และเรียนรู้การเฝ้าระวังเชื้อโรคผ่านโลกแห่งนิทานและจินตนาการ

สิ่งดี ๆ ที่ Amarin Baby & Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SambucolThailand #JordanThailand #EminaThailand #โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์

Tags

เด็กติดจอ

เด็กติดจอ : ผิดที่หน้าจอหรือพ่อแม่ยื่นให้เอง

เด็กติดจอ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พ่อแม่และคุณครูกังวลมาเกือบสิบปี จนดูเหมือนว่าปัญหานี้ยังคงอยู่แต่ดูเหมือนว่า สถานการณ์จะย่ำแย่ลงจนเห็นผลกระทบต่อเด็กๆ ชัดเจนมากขึ้น

จากรายงานของกองทุนสนันสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ปัจจุบันมีเด็กอายุ 0-2 ขวบ มากถึงร้อยละ 72.6 ใช้เวลาหน้าจอนานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตในหลายด้าน อีกทั้ง เด็กติดจอ ยังมีโอกาสที่เด็กจะเสี่ยงต่อภัยจากโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามทางเพศ การกลั่นแกล้งออนไลน์ และการพนันออนไลน์ด้วย

วันนี้ทีมแม่ ABK มีสาระความรู้ดี ๆ จาก รศ.ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล มาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ

ลูกติดมือถือ ผิดที่หน้าจอหรือพ่อแม่ยื่นให้เอง

หน้าจอต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกได้ทั้งนั้น เพราะในจอเหล่านั้นมีความบันเทิง และมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กต้องการ ซึ่งอาจเป็นอันตรายสำหรับเด็กเล็กได้

ทำไมจึงต้องห้ามใช้จอ

การปล่อยให้ลูกใช้จอ ทำให้พัฒนาการของลูกล่าช้า เพราะมนุษย์เลียนแบบสิ่งต่าง ๆ จากมนุษย์ด้วยกันเอง เสียโอกาสที่ลูกจะได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่โดยตรง เป็นการมองจากฝั่งเดียว ไม่เกิดการตอบโต้ ตอบกลับ เมื่อสะสมเป็นเวลายาวนานก็ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูก

รศ.ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ แนะนำว่า “เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ยังไม่ควรให้ใช้จอ” ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ทำให้ลูกสื่อสารช้า พูดช้า พูดไม่ชัด เพราะทักษะพื้นฐานของมนุษย์คือการฟัง พูด อ่าน เขียน เด็กสามารถฟังจากหน้าจอได้ แต่ไม่สามารถพูดตอบโต้กับหน้าจอได้ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสม
  • ขาดความคิดสร้างสรรค์จากการเล่นปกติ หน้าจอล็อกสเปคไว้ให้ครบหมดแล้ว การเล่นสมมติเป็นการเล่นที่สร้างจินตนาการให้เด็กที่สุดแล้ว เพราะเป็นการจินตนาการขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เมื่อลูกรับชมสิ่งต่าง ๆ จากหน้าจอ จะทำให้ลูกไม่เกิดการเล่นสมมติ จึงไม่ได้ฝึกฝนจินตนาการ และการใช้ความคิดสร้างสรรค์
  • สายตาเสีย เด็กเล็กมีจอประสาทตาที่ยังไม่แข็งแรงเต็มที่ การใช้จอติดต่อกันเป็นประจำ อาจทำให้สายตาเสียในระยะยาวได้
  • ร่างกายไม่ยืดเหยียด ขาดการวิ่งเล่น ปีนป่าย ออกกำลังกาย เนื่องกายเด็กนั่งจ้องจอติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ลุกไปวิ่งเล่นเลย
  • ขาดต้นแบบในการควบคุมอารมณ์ คุณสมบัติทางใจข้อแรกของมนุษย์ คือการควบคุมอารมณ์ กำกับอารมณ์ ซึ่งเราจะเห็นหลายคนในสังคมที่มีความรู้ความสามารถมาก แต่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ เพราะตัวแบบในการควบคุมอารมณ์จะต้องมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่มีสติ สามารถรับรู้ได้ว่าตัวเองต้องมีสติและควบคุมอารมณ์ให้ได้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับลูก
  • ขาดต้นแบบในการใช้ชีวิต เด็กคัดลอกพฤติกรรม ท่าทาง การกระทำของคนใกล้ชิด ถึงเราจะจำเรื่องราวตอนที่ยังเด็กมากไม่ได้ แต่ความทรงจำเหล่านั้นถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักความทรงจำของมนุษย์ จิตใต้สำนึกทำงานมาโดยตลอด มนุษย์ขับเคลื่อนชีวิต ตัดสินใจเลือกสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตจากอารมณ์ก่อนเสมอ  งานวิจัยบ่งชี้ว่า คุณพ่อคุณแม่ที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ก่อให้เกิดลูกที่มีความสุข และมีจิตใจที่เติมเต็มสมบูรณ์ได้
  • ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีวินัย ซึ่งจะนำไปสู่นิสัยในระยะยาว
  • สมาธิสั้น ฝึกการรอคอยได้ยาก เพราะเด็กได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทันใจอยู่เสมอ จนไม่รู้จักการรอคอย
  • ขาดโอกาสในการเรียนรู้แบบ Facial Expression เด็กบางคนเห็นผู้ใหญ่ถลึงตา หรือทำหน้าไม่พอใจใส่ แต่เด็กไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่กำลังหมายถึงอะไร ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อตัวของเขาเอง เมื่อเด็กพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัย แล้วไม่สามารถตรวจจับอารมณ์และความรู้สึกบนใบหน้าของมนุษย์ได้ เด็กก็จะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ต้องรับมือกับคนในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างไร โดยธรรมชาติ เด็กเรียนรู้สีหน้า ท่าทาง และการแสดงออกของมนุษย์ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุสามขวบเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ลูกไม่สามารถเรียนรู้สีหน้าของมนุษย์ได้แล้ว ไม่ได้รับการสอน ไม่ได้รับการเรียนรู้ และย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว
  • ไม่มีโอกาสได้จุดประกายการเรียนรู้ เด็กมีคำถามตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงอายุ 2-3 ปี ทุกคำตอบที่มนุษย์ได้จากมนุษย์ ทำให้เกิดโครงข่ายใยประสาทในสมองแตกแขนงออกไปไม่จบไม่สิ้น เมื่อผู้ใหญ่เลี้ยงเด็กด้วยจอ เมื่อเด็กเกิดข้อสงสัยก็ไม่รู้ว่าจะถามใคร ไม่มีผู้ใหญ่ให้ถาม ไม่มีโอกาสได้ถาม ทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะเรียนรู้ ขาดโอกาสในการทำความเข้าใจ และต่อยอดทางความคิด ทั้ง ๆ ที่บางคำถามสามารถจุดประกาย สร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กได้

เด็กติดจอ

ทำไมพ่อแม่ปล่อยให้ลูกใช้จอ

  • ไม่มีเวลา มีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ คุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานหนัก ไม่มี้วลาดูแลลูก มักจะเลี้ยงลูกด้วยหน้าจอ แต่ รศ.ดร.วิมลทิพย์ เชื่อว่า คนเราจะมีเวลาให้กับสิ่งที่สำคัญเสมอ หากลูกเป็นคนสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ และช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่สำคัญต่อการพัฒนาการของลูกในอนาคต การพยายามแบ่งเวลาเพื่อเลี้ยงลูกก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
  • ช่วยให้ลูกเลี้ยงง่ายดี ลูกนิ่ง ไม่ซุกซน เพราะลูกนั่งดูจอ ติดงอมแงม เหมือนถูกสะกดจิตตลอดทั้งวัน
  • คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูกไม่เป็น หรือไม่ชอบเด็ก คุณพ่อคุณแม่บางคนไม่รู้วิธีเล่นกับลูก หรือไม่ชอบเด็ก ไม่ชอบเล่นกับเด็ก จึงแก้ปัญหาด้วยการปล่อยให้ลูกนั่งดูจอ

จากการวิจัย พบว่าอายุของเด็กไทยและเด็กทั่วโลกที่เริ่มดูจอครั้งแรก มีอายุที่น้อยลงเรื่อย ๆ จาก 7-8 ปี ลดลงมาเหลือ 3-4 ปี และมักพบเจอในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดเด็กติดจอมากขึ้นเรื่อย ๆ การทุ่มเทเวลาให้กับการเลี้ยงลูกอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ลูกเกิด จนถึงอายุ 12 ปี ถือเป็นระยะเวลาทองของการสร้างลูก ทำให้ลูกเติบโตตามวัย ดูแลตัวเองได้ สามารถหยัดยืนได้ตามอายุขัยของตนเอง หากคุณพ่อคุณแม่ไม่เอาใจใส่ดูแลลูกในช่วง 12 ขวบปีแรก จะทำให้ลูกไม่เติบโตสมวัย ลูกเกาะติดพ่อแม่ไปตลอดชีวิต ทำอะไรไม่เป็น ไม่มีความสามารถในการทำอะไรอย่างที่ควรจะเป็น

คำถามยอดฮิต 3 ข้อ ที่เกิดจากการเลี้ยงลูกด้วยจอ

  1. ทำไมลูกพูดไม่ฟัง ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เพราะลูกผูกพันธ์กับพ่อแม่ไม่พอ ไม่เหนียวแน่นกันมากพอ ในขณะที่นิสัยของลูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่พ่อแม่กลับมีการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก เมื่อมีเรื่องร้ายหรือดี ลูกมักจะนึกถึงเพื่อน นึกถึงคนรัก หรือนึกถึงคนอื่น ไม่นึกถึงพ่อแม่เป็นคนแรก
  2. ทำไมไม่คิดถึงแม่ ว่าแม่จะรู้สึกอย่างไร เพราะสำหรับลูก ที่ผ่านมาแม่ไม่มีอยู่จริง ลูกจึงไม่นึกถึง หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการมีตัวตนในสายตาของลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องมีเวลาคุณภาพอยู่ด้วยกันกับลูกตั้งแต่เกิดจนถึงอายุประมาณ 12 ปี
  3. ทำไมออกจากบ้านแล้ว ลูกเปลี่ยนเป็นคนละคน พฤติกรรมนี้เกิดจาก Self esteem การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เกิดเองไม่ได้ เกิดจากการถูกคนรอบข้างรักมาก่อน ได้รับความรักจนเต็ม จนรู้สึกอิ่มตัว เกิดความรู้สึกรักตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นที่ต้องการ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า self esteem พัฒนาต่อ ไม่ได้ถูกรักมากพอ ซึ่งเด็กแต่ละคนก็มีความต้องการความรักที่แตกต่างกัน

ใช้หน้าจออย่างไร ไม่กระทบพัฒนาการ

  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ห้ามให้ใช้จอเด็ดขาด หากเป็นไปได้ ควรงดใช้จอจนกว่าจะลูกจบอนุบาลสาม (ประมาณ 5-6 ขวบ)
  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ไม่ควรใช้จอเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
  • เด็กอายุ 6 ปี ขึ้นไป ไม่ควรใช้จอเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับจำนวนชั่วโมงในการใช้จอได้ตามอายุของลูก ลดความกดดันของการพยายามเป็นพ่อแม่ที่ดี เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ดีที่สุด ระหว่างทางของการพัฒนาลูก ตัวพ่อแม่เองก็ต้องพยายามเป็นพ่อแม่ที่มีความสุขก่อน เป็นสารตั้งต้นที่ดี ที่ส่งต่อไปที่ลูก เริ่มต้นจากการมีความสุข ส่งเสริมตัวเราและลูกประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน การเลี้ยงลูกให้เก่ง ดี และมีความสุขก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถของคุณพ่อคุณแม่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ลูกติดมือถือ ติดจอ แก้ไขอย่างไร ?

ลูกติดจอ ติดมือถือ แก้ได้ด้วยกฎ 3 ต้อง 3 ไม่

อุทาหรณ์! ลูกติดจอรุนแรงระงับอารมณ์ไม่ได้

ติดจอ เล่นสมาร์ทโฟนหนัก เสี่ยงภัยทางสายตา

ลูกไฮเปอร์ สมาธิสั้น ติดจอ รอไม่ได้ ต้องแก้ให้ถูกจุด พร้อมเทคนิคเลี้ยงลูกอย่างไร โตไปไม่ติด Social

Saker Premium DermaGuard

4 นวัตกรรมระดับโลก ในผ้าอ้อมแผ่นเดียว พร้อมรางวัลการันตี จาก Amarin baby & Kids

ลูกงอแงผิดปกติทั้งคืน ร้องกวนบ่อย นอนไม่สบายตัว ตื่นมากลางดึกเพราะก้นเปียก อับชื้น!! บ้านไหน…เคยเจอแบบนี้บ้าง?

ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids เชื่อว่าคุณแม่ ๆ หลายคนต้องเคยเจอค่ะ แถมบางคนเริ่มมี ผื่นผ้าอ้อม รอยแดงที่ขาและเอว ผิวอับชื้นระคายเคือง กลิ่นฉี่แรงแม้เพิ่งเปลี่ยนไม่นานผ้าอ้อมรั่วซึมเลอะเสื้อผ้าและที่นอนทั้งที่คุณแม่ก็เลือก“ผ้าอ้อมแบรนด์ดัง” แล้วแท้ ๆ

ผ้าอ้อมที่เลือกวันนี้…อาจกำลังทำร้ายผิวลูกโดยไม่รู้ตัว!

เพราะเด็กแรกเกิดมีผิวที่บอบบางกว่าผู้ใหญ่มาก และ “ผ้าอ้อม” คือสิ่งที่สัมผัสผิวลูกเกือบ 24 ชั่วโมงต่อวัน หากวัสดุไม่ดีพอ ระบายอากาศไม่ดี ซึมซับไม่ดี หรือมีแรงกดและการเสียดสีมากเกินไป

สิ่งเหล่านี้สามารถสะสมจนกลายเป็นปัญหาผิวของลูกน้อยได้โดยที่คุณแม่ไม่ทันสังเกต…นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ถึงเริ่มใส่ใจ “คุณภาพและความปลอดภัย” ของผ้าอ้อมมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Saker Premium DermaGuard ผ้าอ้อมสำเร็จรูประดับพรีเมียม ที่รวม 4 นวัตกรรมระดับโลกไว้ในแผ่นเดียว เพื่อดูแล “ผิวบอบบางของลูกน้อย” อย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นของผ้าอ้อมที่“คิดเผื่อลูกจริง ๆ”

Saker ไม่ได้เริ่มต้นจากการทำ “ผ้าอ้อมราคาถูก” แต่เริ่มจากคำถามสำคัญว่า “ทำอย่างไรให้เด็กใส่สบายที่สุด และปลอดภัยที่สุดในระยะยาว”

จึงเกิดการพัฒนาผ้าอ้อมที่ใช้เทคโนโลยีและวัสดุคุณภาพสูง ซึ่งแม้ต้นทุนจะสูงกว่า แต่  Saker ก็ยังเลือกที่จะทำ เพราะเชื่อว่า “ผิวของเด็กแรกเกิด อ่อนโยนกว่าที่หลายคนคิด”

ทำไมคุณแม่หลายคนถึงพูดว่า “ลองแค่ 1 ห่อ แล้วกลับไปใช้ยี่ห้อเดิมไม่ได้อีก”

Saker Premium DermaGuard  ลดกลิ่นฉี่ได้สูงสุด 80% หนึ่งในปัญหาที่คุณแม่เจอบ่อยที่สุด คือ

“กลิ่นอับ” และ “กลิ่นฉี่สะสม” Säker เลือกใช้วัสดุ SAP มาตรฐานญี่ปุ่น ที่ช่วยล็อกของเหลวไว้ด้านใน ไม่ระเหยย้อนกลับ ผลลัพธ์คือ

  • ลดกลิ่นอับได้สูงสุด 80%
  • ลดการซึมย้อนกลับ
  • ผิวลูกแห้งสบายยาวนาน

ความบางเฉียบ แต่ซึมซับทรงพลัง แม้ตัวแผ่นจะบาง ใส่สบาย ไม่เทอะทะ แต่สามารถซึมซับได้สูงมาก โดยเฉพาะไซซ์ XXL รองรับการซึมซับได้สูงสุดถึง 960 ml. มาพร้อมเทคโนโลยี DryShield Tech™ จากญี่ปุ่น ที่ใช้โครงสร้างรังผึ้ง 5 ชั้น

  • ดูดซับไวภายใน 3 วินาที
  • แห้งสนิทยาวนานถึง 12 ชั่วโมง
  • ระบายอากาศดี ไม่มีไอร้อนสะสม
  • หมดกังวลเรื่องลูกตื่นกลางดึก เพราะเปียกหรืออึดอัด

และความต่างที่หลายแบรนด์ไม่พูดถึง “ทรงผ้าอ้อม” Säker เลือกใช้ Q Shape Design ซึ่งใช้วัสดุมากกว่าแบบ T Shape ทั่วไป ข้อดีคือ

  • ใส่แล้วเต็มก้น ก้นไม่ปลิ้น
  • กระชับตามสรีระลูก
  • ลดการรั่วซึมด้านข้าง
  • ลดแรงกดที่ขาและเอว
  • ไม่ทิ้งรอยแดงง่าย
  • เคลื่อนไหวสะดวก คลาน วิ่ง เล่นได้เต็มที่ โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มซนหรือเคลื่อนไหวบ่อย จะรู้สึกถึงความต่างได้ชัดเจนมาก
Saker Premium DermaGuard

สูตรลับ 4 นวัตกรรมระดับโลก

ที่สำคัญและไม่เหมือนใคร คือ Saker Premium DermaGuard ยังมีสูตรลับ กับ  4 นวัตกรรมระดับโลก ที่รวมไว้ในแผ่นเดียว!!

1. DermaGuard จากเยอรมนี เกราะปกป้องผิวสำหรับเด็กผิวบอบบาง

  • ผ่านการรับรอง Dermatologically Certified
  • ลดการเสียดสี ลดโอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อม
  • อ่อนโยนแม้ผิวแพ้ง่าย

2. Hot Melt Technology จาก USA เทคโนโลยียึดติดคุณภาพสูง

  • โครงสร้างแข็งแรง ไม่หลุดลุ่ย
  • Magic Tape ยืดหยุ่น ติดซ้ำได้
  • อ่อนโยนต่อผิวลูก

3. DryShield Tech™ จากญี่ปุ่น นวัตกรรมซึมซับระดับนาโน

  • ซึมซับเร็วภายใน 3 วินาที
  • แห้งนาน 12 ชั่วโมง
  • ป้องกันการซึมย้อนกลับ

4. Clinisoft Layer จากเกาหลี ชั้นผ้านุ่มพิเศษสำหรับผิวแรกเกิด ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

  • ลดแรงเสียดทาน
  • นุ่มลื่น ไม่หยาบ ไม่บาดผิว
  • ขอบเอว Bubble Waistband นุ่มฟู ไม่ทิ้งรอยแดง
Saker Premium DermaGuard

ผ้าอ้อมสำเร็จรูปพรีเมียม Saker ให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” มากกว่าการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้คุณแม่ทุกคนมั่นใจว่ากำลังมอบสิ่งดีที่สุดให้กับลูกน้อย ด้วยการผ่านมาตรฐานสำคัญหลายระดับ เช่น

  • Dermatologically Certified จากเยอรมนี
  • โรงงานผ่านมาตรฐาน FDA สหรัฐอเมริกา
  • มาตรฐาน CE จากยุโรป
  • ISO Certified
  • BPA-Free & Non-Toxic
  • ผ่านการทดสอบการระคายเคืองในห้องแล็บเยอรมัน

และที่สำคัญ Saker Premium DermaGuard ยังได้รับการการันตีคุณภาพและความยอดเยี่ยม ด้วยรางวัล รางวัล BEST SOFT-FEEL DISPOSABLE DIAPERS สาขา Rising Star จากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2025 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์แม่ลูก น้องใหม่น่าจับตามองประจำปี 2025 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดาวรุ่ง คุณภาพดีเหมาะกับลูกน้อย ผ่านการคัดเลือกจากทีมกองบรรณาธิการ เพื่อเป็นทางเลือกของคุณแม่ยุคใหม่ในการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ให้กับลูกน้อย

Saker Premium DermaGuard มีให้เลือกหลายขนาด

Size S : 4–8 kg. — 24 ชิ้น
**ใช้ magic tape เทปนุ่มพิเศษ จาก USA ไม่บาดผิว ไม่อึดอัด ไม่ทิ้งรอยแดง
Size M : 6–11 kg. — 22 ชิ้น
Size L : 9–14 kg. — 20 ชิ้น
Size XL : 12–17 kg. — 18 ชิ้น
Size XXL : 15–20 kg. — 16 ชิ้น
**ส่วนไซซ์ M / L / XL / XXL ใช้นวัตกรรมขอบเอว Bubble Waistband นุ่มฟูใส่สบาย ไม่ทิ้งรอยแดง

ผ้าอ้อมคุณภาพระดับพรีเมียม…แต่ราคาเข้าถึงได้ เพราะเป้าหมายของแบรนด์ไม่ใช่กำไรระยะสั้น แต่คือการทำให้คุณพ่อคุณแม่ “รักและเชื่อมั่น” ในคุณภาพจริง

หากคุณพ่อคุณแม่สนใจ สามารถดูรายละเอียดได้ทาง
เว็บไซต์: https://pumpnom.com/
เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/pumpnom

Tags

โรงเรียนอนุบาลกลมเกลียว

Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนอนุบาลกลมเกลียว

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับโรงเรียนอนุบาลกลมเกลียว วันศุกร์ที่ 17 ก.ค. 69 เวลา 8.00 – 11.00 น.

กิจกรรม HANDS-ON PLAY SKILLS ประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทั้งสนุกและได้ทักษะจริง ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้ 

ฐาน 1 Brain Development

ขยับร่างกาย เสริมพลังสมอง สนับสนุนโดย “โฟร์โมสต์ (Foremost)”
ฝึกสมาธิ ฝึกการควบคุมร่างกาย และพัฒนาทักษะรอบด้าน ทั้งร่างกายและสมองให้เติบโตอย่างสมดุล ผสานการทำงานของตา มือ และสมองอย่างเต็มศักยภาพ

ฐาน 2 Magical Smile

ฟันสะอาดใส ใส่ใจสุขภาพช่องปาก สนับสนุนโดย “จอร์แดน (Jordan)”
ส่งเสริมทักษะชีวิต (Life Skills) และพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน เรียนรู้การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี ผ่านการเล่นสนุกสนาน เช่น เกมบันไดงู ที่ขนขบวนคาแรกเตอร์สุดคิวท์ มาชวนน้อง ๆ ให้สนุก สดใส และรักการแปรงฟันมากขึ้น

ฐาน 3 Body Guard

รู้ทันร่างกาย รักษาสิทธิ์ และการเอาตัวรอดจากวิกฤต
ชวนเด็ก ๆ เรียนรู้การปกป้องร่างกายตนเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมสอนการดูแลตัวเอง และข้อควรปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อตกอยู่ในเหตุการณ์ฉุกเฉิน

ฐาน 4 Language & Communication Skills

นิทานสร้างภูมิ เสริมสร้างพัฒนาการ สนับสนุนโดย “แซมบูคอล (Sambucol)”
สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทาน ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านการพูด การวางแผน การสื่อสาร รวมถึงทักษะด้านอารมณ์และสังคม

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง Foremost Omega Smart Super Gold, Emina Cheese Dessert, Jordan และ Sambucol มาร่วมเคาะประตูโรงเรียนไปพร้อมกับเรา ร่วมเติมเต็มความสนุกให้เด็ก ๆ ได้ฝึกสมอง พัฒนากล้ามเนื้อ เรียนรู้การดูแลสุขภาพช่องปาก รู้เท่าทันร่างกายเพื่อปกป้องตัวเองในชีวิตประจำวัน และเรียนรู้การเฝ้าระวังเชื้อโรคผ่านโลกแห่งนิทานและจินตนาการ

สิ่งดี ๆ ที่ Amarin Baby & Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SambucolThailand #JordanThailand #EminaThailand #โรงเรียนอนุบาลกลมเกลียว

Tags

บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์

Checklist มนุษย์แม่: 4 สิ่งต้องดู! ก่อนเลือกซื้อประกันโรคร้ายแรง

คุณแม่ยุคใหม่ต้องแบกรับความคาดหวังและบทบาทที่หนักหน่วงรอบด้าน จึงอาจละเลยความสุขและ “สุขภาพของตัวเอง” ไปโดยไม่รู้ตัว แถมชีวิตอาจไม่จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งเสมอไป หากต้องเผชิญกับ “โรคร้ายแรง” แบบไม่ทันตั้งตัวจนอาจกระทบการแผนเงินที่เคยมี และกระเทือนเงินออมของลูก บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ แผนคุ้มครองที่ตอบโจทย์ยืดหยุ่นของครอบครัว ปกป้องสุขภาพแม่ และคุ้มครองความฝันของลูกน้อยให้เดินต่อแบบไม่สะดุด

โรคร้ายแรงที่ต้องรับการรักษาต่อเนื่องและใช้เวลานาน ประกันโรคร้ายแรงจึงกลายเป็น “ไฟต์บังคับ” ที่คุณแม่ต้องมีติดตัวไว้ แต่จะเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า มาเช็กไปพร้อมกันกับ 4 สิ่งสำคัญที่ต้องดู ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้ได้ประกันที่เป็นตัวช่วยดูแลครอบครัวได้อย่างแท้จริง

4 Checklist คัดเลือกประกันโรคร้ายแรงฉบับมนุษย์แม่มือโปร

Checklist ที่ 1: ต้องคุ้มครองโรคที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาว

ประกันโรคร้ายแรงที่ดีต้องเน้นให้ความคุ้มครองกลุ่มโรคที่หากเกิดขึ้นแล้ว จะบั่นทอนความสามารถในการทำงานของคุณแม่ หรือเป็นโรคที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องยาวนานจนกระทบต่อรายได้ของครอบครัว เช่น สมองเสื่อม (อัลไซเมอร์) หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมอง) 

Checklist ที่ 2: มีแผนความคุ้มครองให้เลือกให้เหมาะกับทุกช่วงของชีวิต

ครอบครัวในแต่ละช่วงมีภาระทางการเงินและเป้าหมายไม่เหมือนกัน เช่น แม่ที่มีลูกวัยเรียนย่อมมีความกังวลต่างจากแม่ที่ลูกโตแล้ว แผนประกันโรคร้ายแรงที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง มีทางเลือกที่เปิดโอกาสให้คุณแม่เลือกระยะเวลาความคุ้มครองและรูปแบบผลประโยชน์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตัวเองได้

Checklist ที่ 3: ต้องมีระบบช่วยเหลือที่ไม่ซ้ำเติมกันในยามเจ็บป่วย

ในวันที่ตรวจเจอโรคร้ายแรง สิ่งที่แย่ที่สุดคือการที่คุณแม่ต้องควักเงินเก็บออกมารักษาตัว ควบคู่ไปกับการหาเงินมาจ่ายเบี้ยประกันต่อ ประกันโรคร้ายแรงที่จริงใจ จะต้องมีเงื่อนไขพิเศษหรือระบบซัปพอร์ตที่เข้ามาช่วยอุ้มชูและแบ่งเบาภาระค่าเบี้ยประกันภัยของคุณแม่ในยามวิกฤต

Checklist ที่ 4 ลดหย่อนภาษีได้

นอกจากจะคุ้มครองชีวิตและสุขภาพแล้ว เม็ดเงินที่คุณแม่จ่ายไปต้องทำงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ประกันที่ดีจึงควรมีคุณสมบัติที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เพื่อให้คุณแม่สามารถนำเบี้ยประกันภัยไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ช่วยเซฟค่าใช้จ่ายและเพิ่มเงินออมให้ครอบครัวได้อีกทาง

บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์

บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ ประกันโรคร้ายแรงที่ตอบโจทย์ครบทุก Checklist

เมื่อนำเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อข้างต้นมาพิจารณา บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ 10 และ บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ 99 ของกรุงเทพประกันชีวิต คือผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่ได้อย่างลงตัวที่สุด

  • ผ่าน Checklist ข้อ 1 ครอบคลุม 8 โรคร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตระยะยาวโดยตรง อาทิ อัลไซเมอร์, หลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน, พาร์กินสัน และการทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง
  • ผ่าน Checklist ข้อ 2 เลือกแผนความคุ้มครองที่ต้องการด้วยรูปแบบการรับ“เงินชดเชยรายปี ปีละ 10% ของทุนประกันภัย” ตราบที่ยังมีชีวิตอยู่และยังไม่สิ้นผลบังคับ โดยเลือกแผนที่ใช่ได้ตามต้องการ
    • บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ 10: รับเงินชดเชยต่อเนื่องสูงสุด 10 ปี เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการกระแสเงินสดมาช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายคงที่ในช่วง 10 ปีสำคัญที่ลูกกำลังเติบโต
    • บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ 99: รับเงินชดเชยยาวนานจนถึงอายุ 99 ปี เหมาะสำหรับคุณแม่ที่วางแผนระยะยาวเพื่อดูแลตัวเองไปตลอดชีวิต ไม่ทิ้งภาระให้ลูกหลาน
  • ผ่าน Checklist ข้อ 3 : มอบระบบเซฟตี้พิเศษ กรณีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงตามเงื่อนไข คุณแม่ “ไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยอีกต่อไป” แต่ยังคงได้รับผลประโยชน์เงินชดเชยรายปีต่อเนื่องตลอดอายุสัญญา ช่วยตัดภาระค่าใช้จ่ายในวันที่ต้องการพักฟื้น
  • ผ่าน Checklist ข้อ 4: เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์

การเลือกประกันโรคร้ายแรงสำหรับคนเป็นแม่ ไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครองให้ตัวเอง แต่คือการสร้างความอุ่นใจให้ครอบครัวด้วย บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ 10 หรือ บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ 99 ผ่านฉลุยทั้ง 4 Checklist ทำให้มั่นใจได้เลยว่า คุณได้ส่งมอบ “หลักประกันที่มั่นคงที่สุด” ให้กับครอบครัวแล้ว เพราะในวันที่เราแข็งแรง ประกันจะช่วยเราเซฟเงิน แต่ในวันที่เราเจ็บป่วย ประกันจะทำหน้าที่โอบอุ้มอนาคตของทุกคนในครอบครัวให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุดอย่างแน่นอน

เปิดตัวพื้นที่ของการเรียนรู้ “Denla Learning Commons”

เพราะเด็กทุกคนมีความพิเศษในแบบของตัวเอง
ชวนคุณพ่อคุณแม่มาเปิดพื้นที่ให้ลูกน้อยได้ค้นหาความเป็นตัวเองอย่างมีความสุขกันค่ะ

ทีมแม่ ABK มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวพื้นที่ของการเรียนรู้ปรับปรุงใหม่นั่นก็คือ Denla Learning Commons พื้นที่ที่จะมาตอบโจทย์ความเชื่อที่ว่า เด็กแต่ละคนมีความชอบและความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกันขอเพียงพื้นที่ให้เด็ก ๆได้ทดลองค้นหาตัวตนได้อย่างมีความสุข การค้นพบความสามารถในเด็ก ๆ ก็เป็นไปได้มากขึ้น

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า มาเปิดพื้นที่เรียนรู้อย่างเป็นทางการ บรรยากาศในงานอบอุ่นมากค่ะ เราได้เห็นเด็ก ๆ มาร่วมโชว์ศักยภาพบนเวที ทั้งเล่นดนตรี บัลเล่ต์ และการแสดงต่าง ๆ อย่างมั่นใจ เพราะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักจริง ๆ

ที่นี่ออกแบบมาอย่างเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ๆ กับสถานที่ที่ทันสมัย ปลอดภัย ช่วยส่งเสริมจินตนาการ กับคอร์สการเรียนรู้ที่หลากหลายถึง 40 คอร์ส เรียกได้ว่าครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี การแสดง และทักษะอื่น ๆ รวมถึงมี โซนสถานการณ์จำลองหรือบทบามสมมติ (Role-Play) สำหรับเด็กเล็ก เช่น Denla Supermarket และมุมนักดับเพลิง เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ลองสวมบทบาทเป็นอาชีพในฝัน ฝึกทักษะชีวิตผ่านการเล่นอย่างสร้างสรรค์  ไม่ว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่จะชอบสายอาร์ต สายดนตรี สายกิจกรรม หรือกำลังอยู่ในช่วงค้นหาตัวเอง ที่นี่คือพื้นที่เปิดกว้างพร้อมต้อนรับเด็ก ๆ ทุกคนในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ หรือ After School หลังเลิกเรียน ให้ได้มาใช้เวลาอย่างคุ้มค่า สนุกสนาน และค่อย ๆ เติบโตไปเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองค่ะ

หากต้องการเปิดโอกาสให้ลูกได้ค้นพบศักยภาพเฉพาะตัวอย่างมีความสุข บนพื้นที่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ทีมแม่ABK แนะนำ Denla Learning Commons คือหนึ่งทางเลือกที่ดีเลยค่ะ

ติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Website : www.denlaschool.ac.th
Facebook : Denla School Phetkasem
Instagram : denla_kindergraten

BICT Fest 2026 เทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน กรุงเทพฯ

ชวนเด็กๆมาปล่อยพลัง สร้างจินตนาการไปกับ “การเล่น” กับ 11 การแสดง จากศิลปินไทยและนานาชาติ รวม 9 ประเทศ

BICT Fest เทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชน กรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 กลับมาแล้ว ในวันที่ 21-30 สิงหาคมนี้

เชื่อว่าพื้นที่ศิลปะมีความสำคัญในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ที่ศิลปะจะช่วยจุดประกายจินตนาการ ความหวัง และความฝัน รวมถึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้มาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน

BICT Fest เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี และก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในปีนี้ BICT Fest และผู้สนับสนุนหลักอย่าง One Bangkok จึงอยากชวนผู้ชมทุกวัยมาร่วมกัน “ตั้งใจเล่น” ไปกับพวกเราอีกครั้งในธีม Play Attention: Look Who’s Growing Up! ซึ่งเป็นการบอกเล่าการเติบโตของ BICT Fest และเป็นจุดมุ่งหมายของเราที่อยากมอบของขวัญกลับคืนทุกคน นั่นคือ พื้นที่อิสระให้ทั้งเด็ก ๆ ผู้ปกครอง และผู้ชมทุกเพศทุกวัย ได้มาร่วมสัมผัสพลังของการเล่น ให้ศิลปะการแสดงเป็นศูนย์กลางที่ชวนให้ผู้ชมทุกวัยกลับมาใส่ใจกับการเล่นไปด้วยกัน เล่นอย่างตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง แล้วให้การเล่นนั้นพาเราเจอการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่ทำให้เราเติบโตได้ในทุก ๆ วัน 

ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี BICT Fest พร้อมต้อนรับเพื่อน ๆ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กโต หรือกระทั่งผู้ใหญ่ที่อยากกลับมาย้อนวัยอีกครั้ง ครั้งนี้ เราชวนศิลปินไทยและต่างประเทศมาร่วมนำเสนอผลงานศิลปะการแสดงในประเด็นและรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น และเพิ่มการเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากขึ้นด้วยโปรแกรมสาธารณะ ที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม 

เทศกาลที่ทั้งครอบครัวจะมีความสุขไปด้วยกันได้ ผ่านโชว์และกิจกรรมสนุกๆ เตรียมพบกับ 11 ผลงานจากศิลปินไทยและต่างชาติรวม 9 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน เบลเยียม ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย โดย One Bangkok มอบพื้นที่สวนกลางเมืองเป็นให้ศูนย์กลางเทศกาล    สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย และ ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล (คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 

ไฮไลต์การแสดงในปีนี้ มีการแสดงหลากหลายรูปแบบที่เหมาะกับผู้ชมทุกช่วงวัย เช่น

– ‘IYKYK’ การแสดงอินเตอร์แอคทีฟในลานจอดรถ ที่ผู้ชมจะได้นั่งรถกอล์ฟชมแสงและเงา สุดล้ำ โดย DuckUnit ทีมนักออกแบบมัลติมีเดียแนวหน้าของไทย

– ‘Plock!’ กายกรรมร่วมสมัยที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด โดยศิลปินกลุ่ม Grensgeval จากเบลเยียม ที่ใช้ทักษะทั้งร่างกายมาสร้างสรรค์ภาพวาด ด้วยแรงบันดาลใจจากผลงานของศิลปินระดับโลกอย่าง Jackson Pollock

– ‘Frolic’ การแสดงเต้นร่วมสมัยโดยนักแสดงไทยที่มีความพิการและไม่มีความพิการ ร่วมกับ ผู้กำกับจาก Stopgap Dance Company จากสหราชอาณาจักร ที่เป็นผู้นำด้านการออกแบบท่าเต้น/ การเคลื่อนไหวเพื่อความหลากหลาย (Inclusive Choreography)  

– ‘Kaow Kome’ การแสดงบูรณาการข้ามศาสตร์ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กเล็กวัย 3-24 เดือนและครอบครัว ความร่วมมือระหว่าง Bambino! จากเกียวโต และ ลัดดา คงเดช จากพระจันทร์เสี้ยวการละคร ผู้บุกเบิก Baby Theatre ในไทย การแสดงผ่านเรื่องราวของข้าวที่      ฝังอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและไทย

– ‘(TBC)’ สนามเด็กเล่นแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ของเล่นทุกชิ้นจะสร้างขึ้นจากของใช้แล้วจากมูลนิธิกระจกเงา โดย Some Club จากสิงคโปร์และศิลปินไต้หวัน ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา ผ่านกระบวนการที่ศิลปินใช้เวลาเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานอยู่ในพื้นที่มูลนิธิกระจกเงาเป็นเวลา  2 เดือน

นอกจากนี้ ยังมีผลงานการแสดงอื่นๆ ทั้ง กลางแจ้งและในร่มอีก 6 การแสดง กิจกรรมเวิร์กชอป  จากศิลปิน 6 เวิร์กชอป และ เสวนาหลังการแสดง  สำหรับผู้ที่รักในศิลปะการแสดงและอยากเป็นส่วนหนึ่งของการมอบโอกาสในการเข้าถึงศิลปะแก่   เด็ก ๆ จากหลายหลายพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ BICT Fest 2026 ยังมีแคมเปญที่เปิดให้ทุกคนได้ร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจ และจุดประกายการเติบโตอย่างมีพลัง ด้วยการสนับสนุนบัตรประเภท BICT TOGETHER เพื่อช่วยกันขยายขอบเขตของคอมมูนิตี้ทางศิลปะในประเทศไทยให้กว้างกว่าเดิม โดยสามารถสนับสนุนได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 

– บัตรประเภท BICT TO GIVE (มูลค่า 2,000 บาท) เพื่อช่วยพาเด็ก ๆ มาชมการแสดงของเทศกาล 

– บัตรประเภท BICT TO GROW (มูลค่า 100 / 500 / 1,000 / 5,000 / 10,000 บาท) เพื่อสนับสนุนทีมงานและการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของ BICT Fest 

เทศกาล BICT Fest 2026 มีการแสดงแบบจำหน่ายบัตร 5 เรื่อง และการแสดงแบบเข้าชมฟรี 6 เรื่อง สามารถดูโปรแกรมการแสดงทั้งหมด รวมถึงข้อมูลของกิจกรรมอื่น ๆ ตลอดเทศกาล

สอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตร BICT TOGETHER ต่าง ๆ ได้ที่ 

https://www.eventpop.me/e/155460/bicttogether2026

Tags

THE NEW PREMIUM นิยามใหม่ของสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ครอบครัวยุคใหม่ไม่ได้เลือกผลิตภัณฑ์ให้กับลูกแค่เพียงเพราะความสวยงามภายนอก แต่รวมถึงความรู้สึกตั้งแต่แรกสัมผัส นั่นเพราะความหรูหรายุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ป้ายราคา แต่คือการผสานกันระหว่างความปลอดภัย ความสะดวกสบายการใช้ง่ายและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ เมื่อสไตล์และคุณภาพมาเจอกัน ทำให้เกิดสุนทรียภาพหรือความสุขในการใช้ชีวิต

ความพรีเมียมในปัจจุบันจึงไม่ได้พูดแค่เรื่องของ “ลูก” แต่จะให้ความสำคัญกับ “ความรู้สึกของแม่” ด้วย เพราะแม่ที่มีความสุข คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก

มาตรฐานใหม่ในการดูแลลูก

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอาจไม่ใช่แค่สำหรับเด็ก แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อครอบครัวและใช้งานได้อย่างหลากหลาย เพราะรู้คุณค่าและการใช้ชีวิต ซึ่งประโยชน์นี้ก็ส่งต่อมาถึงเด็กๆในบ้านด้วยเช่นกัน

คืนเวลาให้พ่อแม่ เพื่อเวลาคุณภาพของลูก

เพราะอารมณ์และความรู้สึก การเลี้ยงลูกให้ดี เริ่มที่สภาวะจิตใจของพ่อแม่ พรีเมียมที่จริงใจและตรวจสอบได้ หมดยุคซื้อของตามกระแส แต่เลือกทื่ใช้นาน ใช้คุ้มค่า เพื่อให้แม่จัดสรรเวลาได้อย่างเป็นระบบ และมีเวลาลงนั่งเล่นกับลูกแบบเวลาคุณภาพมากขึ้น โดยทีมกองบรรณาธิการ ABK แนะนำหลักในการคัดเลือกดังนี้

  • Safety : ความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล

มีการออกแบบที่ลดความเสี่ยงจากการใช้งาน และสร้างความอุ่นใจให้กับครอบครัว

  • Intuitive Innovation : นวัตกรรมที่รู้ใจ

การใช้เทคโนโลยีที่ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ แต่ต้องแก้ปัญหาของแม่ได้อย่างตรงจุด ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน

  • Conscious Luxury: ความหรูหราที่ใส่ใจ

ความลักชูรีที่มาพร้อมความรับผิดชอบ ตั้งแต่การคัดสรรวัสดุที่ปลอดสารพิษ มีการรับรองที่ได้มาตรฐานไปจนถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

  • Aesthetic Integration: สุนทรียภาพที่ลงตัว

งานดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย และสามารถกลมกลืนไปกับไลฟ์สไตล์หรือการตกแต่งบ้านได้อย่างไม่ต้องซื้ออะไรใหม่

ทำไม ต้องเลือกสินค้าแบบ The New Premium

เพราะคำว่า “The New Premium” ในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความหรูหรา ราคาแพง หรือโลโก้ตะโกน” แต่สำหรับสินค้าแม่และเด็ก นิยามนี้คือการส่งมอบความอุ่นใจขั้นสุด ความสะดวกที่คิดมาแล้วว่าคุ้มค่า มีรสนิยมที่กลมกลืนไปกับชีวิตคุณแม่ยุคใหม่

เพราะแบบนี้เองทำให้ คุณแม่ยุคนี้ไม่ได้ซื้อเพราะใครบอกว่าดี แต่ซื้อเพราะตอบโจทย์คุณค่าและเวลาในชีวิต ทำให้หลักในการซื้อของแตกต่างออกไป และคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

1.ความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้

พรีเมี่ยมรูปแบบเดิมอาจจะบอกแค่ว่าออร์แกนิก 100% แต่ New Premium นี้ต้องไปไกลกว่านั้น ต้องมีงานวิจัย เทคโนโลยี รองรับ ให้แม่ได้รู้ถึงข้อมูลว่าปลอดภัยอย่างไร เช่น ผ่านการทดสอบจากสถาบันผิวหนังระดับโลก หรือการใช้วัสดุหรือวัตถุดิบแบบ Food Grade ชนิดเดียวกับที่ใช้ในโรงพยาบาล เป็นต้น

2. Aesthetic & Flexible Design

 ดีไซน์ที่สวยงามและยังไม่ทิ้งความเป็นฉันในคนเดิม เพราะแม่ก็มีสิทธิ์เลือก

คุณแม่ยุคใหม่จึงไม่อยากรู้สึกว่า พอมีลูกแล้ว ชีวิตฉันต้องเปลี่ยน บ้านที่แม่จะไม่เพรอ์เฟ็กซ์แบบเดิมแต่ก็ต้องมีคาแรกเตอร์ มีความเป็นฉันคนเก่าที่สนใจความสวยงามอยู่ด้วย แม่ก็ยังอยากคีฟคูล ดูดี ดูเท่ และความมินิมอลของตัวเองผ่านการเลือกสรรของใช้ให้กับลูก

ผลิตภัณฑ์ที่วางตรงไหนของบ้านก็สวยเหมือนเฟอร์นิเจอร์ หรือกระเป๋าคุณแม่ที่สะพายได้ทุกลุคแต่ยังใส่ของลูกๆได้ครบ การเป็น New Premium ออกแบบสินค้าแม่และเด็กที่ไม่ขัดกับสไตล์เดิมของแม่และครอบครัว

3. Effortless & Time-Saving

ซื้อเวลาและความสะดวกให้ชีวิตของแม่และพ่อง่ายขึ้น สบายขึ้นเพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของคุณแม่ยุคนี้คือ “เวลา” และ “พลังงาน” สินค้าที่พรีเมียมจึงต้องเป็นตัวช่วยชั้นดีช่วยลดปัญหากวนใจได้ ฟังก์ชันการใช้งานที่คิดมาเพื่อแม่ ที่ต้องใช้งานง่าย เช่น คาร์ซีทที่หมุนได้ 360 องศาด้วยมือเดียวขณะอุ้มลูก เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าแบบไร้สายที่เงียบกริบจนปั๊มในห้องประชุมหรือที่ทำงานได้แบบไม่เคอะเขิน

เครื่องล้างขวดนมอัตโนมัติ ที่ล้างง่ายแค่เพียงกดปุ่ม ไม่มีซอกมุมให้สะสมเชื้อโรคหรือตัวช่วยทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน ซักผ้าแบบแค่ปลายนิ้ว ให้แม่ได้มีเวลาคุณภาพกับลูกแบบอารมณ์ดีและไม่กดดัน

4. Eco-Luxury & Sustainability

คนรุ่นใหม่ใส่ใจโลก แม้จะจ่ายเงินแพงขึ้นอีกนิด แต่แลกมาด้วยคุณภาพที่ดีแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วย ก็เป็นความพิเศษกับสินค้าแนวคิดแบบยั่งยืน (Sustainable Materials) เช่น ผ้าอ้อมจากใยไผ่ธรรมชาติที่ย่อยสลายได้, บรรจุภัณฑ์แบบ Zero-Waste, หรือนวัตกรรมสินค้าที่ซื้อชิ้นเดียว แต่ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงโต ซึ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าแบบยั่งยืน ใช้งานได้ระยะยาว

5. Emotional Well-being

ความพรีเมี่ยมของการบริการหลังการขาย ที่ทำให้แม่รู้สึกได้ถึงความ VVIP เช่น มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องนมแม่แบบส่วนตัว  หรือดูแลสินค้าหรือการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆได้แบบครบถ้วน รวมถึงคลาสหลังคลอดแบบไพรเวท หรือคลาสออกกำลังกาย หรือทีมผู้ช่วยเลี้ยงเด็กที่ช่วยคลายกังวลหลังคลอด เหล่านี้เป็นความพรีเมี่ยมในเรื่องจิตใจให้กับแม่หลังคลอดและแม่ลูกเล็กได้อย่างดี

ความพรีเมียมของแม่ในแบบคุณเป็นแบบไหน ทีมกองบรรณาธิการ ABK ขอเชิญมาร่วมโหวตผลิตภัณฑ์ในดวงใจกันได้ที่ลิงก์นี้เลยค่ะ

https://www.amarinbabyandkids.com/awards/awards-2026/

Tags

Vita-C Candy Pop

Vita-C Candy Pop ลูกอมวิตามินซี เสริมภูมิคุ้มกันปัองกันหวัด อร่อยแบบไร้น้ำตาล

ในช่วงหน้าฝนหรือช่วงเปิดเทอมอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย บางวันร้อนจัด บางวันฝนพรำ เย็นชื้นตลอดวัน ทำให้เด็กวัยซนป่วยง่าย ดูแลจนหายดีแล้วเพียงไม่กี่วันก็กลับมาจามฟุดฟิดอีก เห็นทีต้องถึงเวลาให้คุณแม่หาวิธีเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของลูกน้อยรับมือกับโรคภัยต่าง ๆ แล้ว

วิตามินซีเป็นหนึ่งในวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และยังมีบทบาทต่อการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพผิว เหงือก และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย เด็กจึงควรได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอผ่านอาหารในแต่ละวัน

ปกติแล้วในแต่ละวัน เด็กอายุ 1-8 ขวบ ต้องการวิตามินซี 15–25 มิลลิกรัม แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้ จึงต้องรับวิตามินด้วยการกินผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก บรอกโคลี กะหล่ำดอก คะน้า และปวยเล้ง เป็นต้น

Vita-C Candy Pop

ลูกกินยาก ไม่ชอบผักผลไม้ แม่ควรเติมวิตามินซีอย่างไรดี?

เด็กบางคนไม่ชอบกินผักผลไม้ หรือเลือกกิน ทำให้พ่อแม่กังวลว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่ครบ การเลือกตัวช่วยเสริมวิตามินซีที่กินง่าย รสชาติถูกใจ และเหมาะกับเด็ก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลลูกในแต่ละวันง่ายขึ้น

Vit-C Candy Pop

Vit-C Candy Pop ตัวช่วยเสริมวิตามินซี กินง่าย ถูกใจเด็ก

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาตัวช่วยเสริมวิตามินซีให้ลูกแบบง่าย ๆ Vita-C Candy Pop เป็นวิตามินซีในรูปแบบอมยิ้ม ที่ออกแบบมาในรูปพี่เหมียวไวต้าน่ารักทำให้เด็กกินง่าย สนุก และอร่อย เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป

Vita-C Candy Pop 1 แท่ง มีวิตามินซี 100 มิลลิกรัม คิดเป็น 100% RDI หรือปริมาณที่แนะนำต่อวัน และใช้วิตามินซีในรูปแบบ Calcium Ascorbate ที่มีจุดเด่นคือกินง่าย ไม่สากลิ้น ไม่กัดลิ้นหรือเพดานปาก และที่สำคัญคือ ไม่มีน้ำตาล เพราะใช้ Isomalt และ Sucralose เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้รับวิตามินซีในรูปแบบที่กินง่ายและเหมาะกับเด็กและไม่ทำให้ฟันผุ

Vit-C Candy Pop มีให้เลือก 2 รสชาติ คือ รสส้ม และ รสแอปเปิ้ลเขียว เด็ก ๆ สามารถกินได้ในช่วงเวลาว่าง อยู่บ้าน หรือพกติดกระเป๋าเวลาออกไปข้างนอกได้สะดวก

คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจผลิตภัณฑ์สั่งซื้อได้ที่ Shopee

SEA LIFE Bangkok

SEA LIFE Bangkok Ocean World ผจญภัยโลกใต้ท้องทะเลเรืองแสงยามค่ำคืน

Glowing Ocean: Discover the magic of the sea at night

ถ้ากำลังมองหาที่เที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ทำให้เด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป ต้องไม่พลาด SEA LIFE Bangkok Ocean World เพราะครั้งนี้เขาเนรมิตอควาเรียมใจกลางกรุงให้กลายเป็นโลกใต้ทะเลยามค่ำคืน ในธีม “Glowing Ocean: Discover the Magic of the Sea at Night” เต็มไปด้วยแสง สี และสัตว์ทะเลนานาชนิด ให้ทั้งครอบครัวได้ออกสำรวจไปพร้อมกันที่สยามพารากอน ชั้น B1–B2 

งานนี้ไม่ได้มีแค่ดูปลา แต่เป็นการเดินทางผ่าน Light & Sound แบบเต็มอารมณ์ เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ใต้ทะเลใต้แสงจันทร์จริง ๆ

ก่อนจะออกเดินทางสำรวจโลกใต้ทะเลยามค่ำคืน ชวนเด็ก ๆ เตรียมตัวให้พร้อม เพราะตลอดเส้นทางมีทั้งแสง สี เสียง และเหล่าสัตว์ทะเลนานาชนิด ที่จะพาเด็ก ๆ ตื่นตาไปกับบรรยากาศสุดมหัศจรรย์ ราวกับกำลังดำดิ่งอยู่ใต้มหาสมุทรในยามค่ำคืน พร้อมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการมองเห็นและจินตนาการไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ 6 ไฮไลต์ ที่ทีมแม่ ABK ไม่อยากให้พลาด

6 ไฮไลต์สุดตื่นตาตื่นใจที่รอให้คุณมาสัมผัส 

The Night Begins

เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกเข้าไป จะเจอกับ “พระจันทร์ดวงใหญ่” ตั้งเด่นอยู่บริเวณด้านหน้า แสงนวล ๆ ให้ฟีลทะเลยามราตรีตั้งแต่ยังไม่ทันเดินเข้าโซนสัตว์น้ำ จุดนี้คือมุมถ่ายรูปเช็กอินยอดฮิตของเด็ก ๆ เลย เพราะแสงสวย ถ่ายออกมาแล้วดูเหมือนอยู่ในนิทานกลางคืน

SEA LIFE Bangkok Ocean World

Ocean Glow Up

โซนนี้เด็ก ๆ จะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับ Interactive Neon Wall ผนังเรืองแสงสุดตระการตา ภายในโซน The Seahorse Kingdom หรืออาณาจักรม้าน้ำ ที่ใช้เทคนิคแสงสีโทนสีน้ำเงิน–ม่วง สร้างบรรยากาศราวกับกำลังดำดิ่งอยู่ใต้ทะเลยามค่ำคืน

เด็ก ๆ จะได้สังเกตม้าน้ำหลากหลายสายพันธุ์อย่างใกล้ชิด โดยมีแสงไฟสะท้อนบนลำตัวจนดูราวกับกำลังเปล่งประกายอยู่ใต้ท้องทะเล นอกจากความสวยงามแล้ว โซนนี้ยังชวนให้เด็ก ๆ เรียนรู้ความหลากหลายของสัตว์ทะเลผ่านการมองเห็นและการสำรวจไปพร้อมกัน ทำให้เด็กเล็กสนุก อินกับบรรยากาศ และซึมซับความรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

Full Moon Forest

โซนนี้ตกแต่งเป็นป่าดิบชื้นแห่งจินตนาการ มีดอกไม้เรืองแสงโอบล้อมทั่วพื้นที่ และพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือเหล่าเจ้าปลาทอง แสงนวล ๆ ที่สะท้อนผิวน้ำช่วยเติมบรรยากาศให้ดูลึกลับและน่าค้นหามากขึ้น

SEA LIFE Bangkok Ocean World

ด้านในยังได้เจอกับเต่า กิ้งก่า นากเล็กเล็บสั้น กบ รวมถึงถ้ำที่ซ่อนเหล่าแมลงสาบแอฟริกาและแมงมุมทารันทูร่าเอาไว้ ใครที่ไม่ค่อยถูกกับสัตว์สายนี้อาจมีแอบขนลุกกันบ้าง แต่ก็เป็นอีกโซนที่ชวนให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้สัตว์ใกล้ตัวในมุมที่ไม่ค่อยมีโอกาสเห็นกันบ่อย ๆ

Moonlit Beach

พบกับพื้นผิวสีน้ำเงิน (Glittering Cool Blue) ที่เหมือนแสงจันทร์สะท้อนบนเกลียวคลื่นระยิบระยับตลอดทางเดิน ตลอทางเดินทั่วโซน “Rockpool Explorer” อีกหนึ่งมุมที่ชวนให้รู้สึกเหมือนได้เดินอยู่ท่ามกลางป่าโกงกางและมหาสมุทรยามค่ำคืน เด็ก ๆ จะได้พบกับสัตว์ทะเลอย่าง ปูเสฉวน ปลาดาว ปลิงทะเล เม่นดินสอ และปลาตีน ที่สำคัญยังได้สัมผัสปลาดาวตัวเป็น ๆ และเปลือกไข่ปลาฉลามด้วยตัวเอง เป็นอีกโซนที่ทั้งเพลินและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

The Dark Blue

หนึ่งในไฮไลต์ที่ห้ามพลาดของที่นี่เลย ก็คือ อุโมงค์ฉลาม ยิ่งมาในช่วงนี้บรรยากาศก็ยิ่งอลังการ มีฉลามว่ายผ่านเหนือศีรษะ พร้อมแสงที่ส่องลงมาจากด้านบน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในมหาสมุทรจริง ๆ เลยค่ะ เด็ก ๆ หลายคนทั้งตื่นเต้นทั้งลุ้น แต่พอได้เห็นฉลามใกล้ ๆ กลับยิ่งยืนดูเพลินจนไม่อยากเดินต่อ เป็นอีกจุดที่พวกเราแวะอยู่นานมาก เพราะมัวแต่ยืนมองฉลามกันเพลิน ๆ

SEA LIFE Bangkok Ocean World

Ice Aurora

ปิดท้ายด้วยโซนที่เด็ก ๆ ต้องหลงรัก กับเหล่าเพนกวินสุดน่ารักที่ไม่ว่าจะเดินเตาะแตะหรือว่ายน้ำไปมาให้ชมกันแบบใกล้ชิด พร้อมชมความงดงามของแสงเหนือ Aurora ที่พริ้วไหวเหนือดินแดนน้ำแข็ง ผ่านเทคโนโลยี Projection Mapping ที่ฉายลงบนประติมากรรมน้ำแข็งจำลอง เหมือนกับยกบรรยากาศของขั้วโลกมาไว้ตรงหน้า   

นอกจาก 6 จุดไฮไลต์แล้ว ระหว่างทางยังมีอีกหลายมุมที่สวยจนต้องแวะชม และ บรรยากาศในธีม Glowing Ocean ทำให้ทุกก้าวเหมือนได้ดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลยามค่ำคืนจริง ๆ แต่ละโซนมีเสน่ห์และความน่าสนใจที่แตกต่างกัน รับรองว่าเดินเพลิน ถ่ายรูปสวย และเด็ก ๆ ได้ตื่นตาตื่นใจ เรียนรู้เรื่องสัตว์ทะเลไปพร้อมกัน และอีกหนึ่งในโซนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ The Jellyfish Universe ที่พาไปทำความรู้จักกับแมงกะพรุนหลากหลายสายพันธุ์ ท่ามกลางแสงสีที่สวยงาม ชวนให้หยุดมองและเก็บภาพกันได้แบบเพลิน ๆ   

The Jellyfish Universe

จุดนี้รวบรวมแมงกะพรุนหลากหลายสายพันธุ์ไว้ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นแมงกะพรุนวงเดือน แมงกะพรุนถ้วย แมงกะพรุนไฟ ที่ว่ายน้ำอย่างพลิ้วไหวท่ามกลางแสงไฟหลากสี แต่ละชนิดมีรูปร่าง สีสัน และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน 

เรื่องที่ควรรู้ก่อนไป

ระยะเวลาจัดงาน Glowing Ocean : ตั้งแต่วันนี้ – 20 กันยายน 2569 เท่านั้น!
ค่าเข้าชม : พิเศษ! บัตรเด็กราคา 299 บาท (ปกติ 599 บาท) เฉพาะจองออนไลน์เท่านั้น
***โปรโมชันพิเศษถึงวันที่ 4 ส.ค.นี้เท่านั้น 
เวลาเปิด–ปิด : 10.00 – 20.00 น. (ประตูทางเข้าปิดเวลา 19.00 น.)
เหมาะสำหรับ : เที่ยวได้ทุกวัย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กและเด็กโต 

SEA LIFE Bangkok Ocean World

สยามพารากอน ชั้น B1–B2
โทร : 02-842-2000
Website : visitsealife.com 
Facebook : https://www.facebook.com/SEALIFEBangkokOceanWorld 
การเดินทาง :

  • BTS : ลงสถานีสยาม เดินเชื่อมเข้าสู่สยามพารากอนได้เลย
  • รถยนต์ส่วนตัว : จอดรถฟรี 2 ชั่วโมงแรก และเมื่อเข้าชมซีไลฟ์ แบงคอก รับเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง รวมจอดฟรี 3 ชั่วโมง!

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
วาร์ปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ บุก พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี
Space Inspirium อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ


Editor : mylittlewawa
ภาพ : ศุภกร  ศรีสกุล

Tags

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดซ้ำ!!

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดซ้ำทุกปี อีกหนึ่งข้อสงสัยที่แม่ๆมันถามกัน ไวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมมักฉีดห่างกันทุก 4 เดือน หรือ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่ทำไมวัคซีนไข้หวัดใหญ่กลับฉีดไม่เหมือนอย่างอื่น ลูกโตขึ้น แข็งแรงดีไม่ฉีดต่อเนื่องจะเป็นอะไรไหม

 

 

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดทุกปี ที่นี่มีคำตอบ

ไข้หวัดใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ระบาดหนักในช่วงฤดูฝน (ระหว่างเดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน) และ ช่วงฤดูหนาว (ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม) ของทุกปี  ทำให้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาตัวจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงซึ่งรับเชื้อได้ง่าย เพราะระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์  4 เดือนขึ้นไป ผู้สูงอายุ  65 ปีขึ้นไป และเด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี

กรมควบคุมโรครายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ปี 2569  (มกราคม- มีนาคม) พบผู้ป่วยสะสมแล้วเกือบ 2  แสนคน โดยกลุ่มที่ป่วยมากที่สุดคือ ทารกแรกเกิด – 9 ปี เกือบ 45,000 คน อีกทั้งข้อมูลภาพรวมยังบ่งชี้ว่า ปี นี้มีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยในภาพรวมอาจสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงกลางปีที่มักเป็นช่วงที่พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น  พร้อมทั้งแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ

 

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
เครดิตภาพจากเว็บไซต์ https://oryor.com/

 

 

 

คุณแม่ควรพา ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วัยทารกอายุ 6 เดือน จนถึงวันเด็กเล็ก 2 ขวบ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่รับเชื้อได้ง่าย โดยสามารถเข้ารับวัคซีนได้ฟรี ที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน หรือตามโรงพยาบาลเอกชนที่สะดวก ตามราคาโปรโมชั่นของแต่ละแห่ง เพื่อลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตอย่างทันท่วงที

เพราะไข้หวัดใหญ่ร้ายแรง ควรฉีดซ้ำทุกปี

“ปีก่อนลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว ลูกโตขึ้นมากร่างกายแข็งแรงดี ไม่น่าจะป่วยซ้ำ ทำไมต้องฉีดซ้ำอีก” คุณแม่หลายคน อาจรู้สึกว่า ในเมื่อเคยพาลูกฉีดแล้ว วัคซีนน่าจะช่วยป้องกันลูกให้ห่างไกลจากโรคได้นาน ไม่ต้องฉีดซ้ำ แต่ความจริงแล้ว เชื้อไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากโรคชนิดอื่นๆ เพราะไข้หวัดใหญ่มี 3 สายพันธุ์หลักได้แก่ A B  และ C  ซึ่งสามารถกลายพันธุ์เป็นไวรัสชนิดใหม่ได้ง่าย

องค์การอนามัยโลก  (WHO) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงกำหนดให้มีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ใหม่ล่วงหน้าทุกปี  ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปีเต็ม  ดังนั้นวัคซีนที่เคยฉีดในปีก่อนหน้า อาจไม่ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ระบาดในปีนี้ การให้ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

อย่างไรก็ตามหลังจากลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว คุณแม่หลายบ้านพบว่าลูกยังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อีก ทั้งที่เข้าใจว่า ลูกจะปลอดภัยจากโรคที่เข้าใจว่าวัคซีนเข็มนี้น่าจะช่วยป้องกันให้ลูกปลอดภัยจากโรคได้ ความจริงแล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ถูกพัฒนาในแต่ละปี ไม่ได้ครอบคลุมไวรัสไข้หวัดใหญ่ทุกชนิด อย่างวัคซีนของปี 2561 วัคซีนที่ครอบคลุมการติดเชื้อ 3 สายพันธุ์ (Trivalent vaccine) ได้แก่ สายพันธุ์ A สองชนิด และสายพันธุ์ B หนึ่งชนิดเท่านั้น

หากสายพันธุ์ที่ลูกได้รับมาไม่ใช่ตัวเดียวกับวัคซีนดังกล่าว ก็มีโอกาสที่ลูกป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ได้อีก รวมถึงโรคหวัด หรือไข้หวัดธรรมดาด้วย เพราะอาการไอจาม มีน้ำมูก ตัวร้อน หรือมีเสมหะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสชนิดอื่น ถึงจะฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นเชื้อที่รุนแรงกว่า และแม่อาจเข้าใจว่าจะช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยธรรมดา อย่างหวัดได้ แต่จริงๆแล้ว เชื้อโรคทั้งสองชนิดนี้ไม่เหมือนกัน

แต่ความจริงแล้วแม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ เนื่องจากวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้เพียง 70-90 เปอร์เซ็น จึงมีโอกาสที่ลูกสามารถติดเชื้อได้ แต่วัคซีนที่ฉีดจะช่วยลดความรุนแรงของอาารและ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ

 

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
เครดิตภาพจากเว็บไซต์ https://oryor.com/

ก่อนพาลูกไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องเตรียมอะไรบ้าง

คุณแม่สามารถให้ ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป และเข้ารับการฉีดวัคซีนใหม่ทุกปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่โรคระบาดมากที่สุด ก่อนที่จะพาลูกไปพบแพทย์ คุณแม่ควรเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมล่วงหน้าด้วย เริ่มต้นจากสังเกตร่างกายและพฤติกรรมของลูกว่าแข็งแรงดี ไม่มีไข้ หรือเจ็บป่วย มีอาการแพ้ไข่ไก่รุนแรง หรือเคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาแล้วแต่แพ้อย่างรุนแรงหรือไม่ หากเป็นจะไม่สามารถเข้ารับวัคซีนได้ สิ่งสำคัญคือ ควรให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้มีภูมิต้านทานแข็งแรงพอรับมือกับประสิทธิภาพของวัคซีน

หลังจาก ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว อาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยได้ เช่น อาการบวมแดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งจะหายเองภายใน 1-3 วัน สำหรับทารกอาจงอแงมากกว่าปกติ แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไปเพียงคอยดูแลและให้ยารักษาตามอาการก็พอ หากอาการรุนแรงขึ้น หรือเกิดความผิดปกติอื่นๆ ควรพาลูกมาพบแพทย์ทันที และแจ้งอาการให้ทราบโดยละเอียดด้วย

อ่านบทความอื่นที่น่าสนใจ

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ a กับ b ต่างกันอย่างไร ?

แม่แชร์! ลูกชายเสียชีวิตเพราะ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ

แพทย์ออกมาตรการ! ป้องกันไข้หวัดใหญ่ บนรถสาธารณะ


ขอบคุณข้อมูลจาก https://oryor.com  https://themomentum.co/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ประกันอุบัติเหตุเด็ก

ประกันอุบัติเหตุเด็ก ตัวช่วยคุ้มครองลูกรักให้พ่อแม่อุ่นใจทุกการเรียนรู้

วัยเด็กเป็นวัยที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ การสำรวจโลกกว้าง และการทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งในบางครั้งความซุกซนและพฤติกรรมเหล่านี้ อาจนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ทำให้การเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้วยประกันอุบัติเหตุเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม และแน่นอนว่าบทความนี้เราจะมาดูเกี่ยวกับการซื้อประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็ก ทั้งเรื่องของเบี้ยประกันเด็ก ตัวเลือกประกันที่น่าสนใจจากเมืองไทยประกันชีวิต และข้อมูลที่มีประโยชน์อีกมากมาย 

สารบัญบทความ

ประกันอุบัติเหตุเด็ก คืออะไร? รู้จักความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ประกันอุบัติเหตุเด็ก คือกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นคุ้มครองความเสียหายและอาการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุสำหรับเด็กโดยเฉพาะ โดยบริษัทประกันจะทำการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลเมื่อเด็กได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็ก ๆ หรืออุบัติเหตุที่รุนแรง ซึ่งประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กแรกเกิดและช่วงวัยต่าง ๆ จะมีราคาที่ต้องจ่ายแตกต่างกันออกไปตามรายละเอียดของแผนประกัน ทำให้สามารถเลือกความคุ้มครองได้หลากหลายตามความต้องการ

ทำไมถึงควรเลือกประกันอุบัติเหตุเด็ก?

เหตุผลที่ควรทำประกันอุบัติเหตุให้เด็ก

วัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ที่มาพร้อมความอยากรู้อยากเห็นและการวิ่งเล่นสนุกสนาน ทำให้อาจนำไปสู่เหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ ซึ่งการซื้อประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับเด็กแบบรายปีจะช่วยให้พ่อแม่รู้สึกสบายใจได้มากขึ้น ด้วยเหตุผลและประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้

  • ครอบคลุมความเสี่ยงรอบตัวเด็ก : สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งที่โรงเรียน สนามเด็กเล่น หรือแม้แต่ภายในบ้าน ล้วนแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เสมอ เนื่องจากเด็ก ๆ ยังขาดทักษะในการระมัดระวังตัวเหมือนผู้ใหญ่
  • เข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว : เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินพ่อแม่สามารถพาลูกรักเข้าสู่กระบวนการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใกล้บ้านได้ทันที ช่วยให้เด็กได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด
  • เซฟเงินออมของครอบครัว : การเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ จะช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลที่มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ให้คุณพ่อคุณแม่หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายก้อนโตโดยไม่ต้องควักเงินเก็บในยามฉุกเฉิน

ประกันอุบัติเหตุเด็กเลือกอย่างไรดี?

การเลือกซื้อทั้งประกันสุขภาพหรืออุบัติเหตุให้เด็กในราคาต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงวัย 6 ขวบที่กำลังซุกซนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ตรงกับพฤติกรรมของช่วงวัย และความพร้อมของครอบครัวมากที่สุด โดยแนะนำให้ใช้หลักเกณฑ์พิจารณาเหล่านี้

ตรวจสอบแผนความคุ้มครองของประกัน

ควรดูรายละเอียดให้ชัดเจนว่ากรมธรรม์นั้นให้วงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งเท่าไหร่ มีข้อยกเว้นการรับประกันภัยในกีฬาบางประเภทหรือไม่ รวมถึงควรตรวจสอบผลประโยชน์เพิ่มเติมที่จำเป็นสำหรับวัยเด็ก เช่น ความคุ้มครองกรณีกระดูกหัก ไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

ค่าเบี้ยประกัน

เลือกแผนประกันอุบัติเหตุเด็กที่มีอัตราค่าเบี้ยประกันสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับงบประมาณของครอบครัว โดยปกติแล้วประกันอุบัติเหตุเด็กมักมีค่าเบี้ยประกันรายปีในระดับที่เข้าถึงได้ง่าย ผู้ปกครองจึงควรพิจารณาวงเงินความคุ้มครองที่ได้รับให้เหมาะสมกับค่าเบี้ยที่ต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ เงินชดเชยกรณีนอนโรงพยาบาล หรือความคุ้มครองกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด

ความน่าเชื่อถือและบริการของบริษัทประกัน

สิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้คือการเลือกบริษัทประกันที่มีความมั่นคงทางการเงิน มีชื่อเสียงที่ดี และมีเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญาครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถใช้สิทธิรักษาโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน รวมถึงพิจารณาความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้าและการเคลมสินไหมด้วย 

ประกันอุบัติเหตุเด็ก PA Broken Bone จากเมืองไทยประกันชีวิต

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาแผนประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็ก ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความซุกซนของลูกรักโดยเฉพาะ ขอแนะนำแผน PA Broken Bone จากเมืองไทยประกันชีวิต ที่พร้อมรับมือกับอุบัติเหตุหนักเบาได้อย่างครอบคลุม ด้วยจุดเด่นอย่างการให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุทั่วไปสูงสุดถึง 100,000 บาท (1) ต่อครั้ง และยังเพิ่มความคุ้มครองพิเศษสำหรับกรณีเกิดเหตุรุนแรงอย่างกระดูกแตกหัก ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือการบาดเจ็บอวัยวะภายในสูงสุด 200,000 บาท (1) ต่อปีกรมธรรม์

นอกจากนี้ยังมอบความสะดวกสบายขั้นสุด ที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกรักเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญามากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า (2) ให้คุณมั่นใจได้ว่าลูกจะได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีและดีที่สุดในทุกสถานการณ์

ประกันอุบัติเหตุเด็ก วางแผนดูแลลูกรักกับผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้

ทุกก้าวของการเติบโตสำหรับเด็กคือการเรียนรู้เสมอ ซึ่งการเตรียมพร้อมด้วยการทำประกันอุบัติเหตุเด็กที่ครอบคลุม จะเป็นเหมือนเกราะป้องกันที่ช่วยรองรับความเสี่ยง ให้ลูกรักของคุณได้วิ่งเล่นและสนุกกับชีวิตได้อย่างเต็มที่ โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องกังวลกับภาระค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน โดยเฉพาะแผนประกันอุบัติเหตุเด็กที่เชื่อถือได้จากเมืองไทยประกันชีวิต ที่พร้อมดูแลคุณในทุกช่วงเวลาสำคัญ ให้คุณดูแลคนที่รักได้อย่างมั่นใจในทุกวัน 

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม 
☑️ โทร. 1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ Facebook : Muang Thai Life
☑️ @muangthailife

(1) สำหรับความคุ้มครองแผน 4
(2) ผู้ขอเอาประกันภัย สามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชน, หนังสือเดินทาง (Passport) หรือบัตรที่ออกให้โดยราชการ (บัตรที่มีรูปถ่าย) เพื่อใช้แสดงตน และตรวจสอบสิทธิ์ในการบริการด้านประกันชีวิตสำหรับการเข้ารับการรักษาพยาบาลในกรณีประสบอุบัติเหตุต่อโรงพยาบาลคู่สัญญาโดยไม่ต้องสำรองค่ารักษาพยาบาล ได้ตามวงเงินค่ารักษาพยาบาลที่ท่านเลือก

ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่สะดวกเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญา ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอื่นๆ ได้ โดยสำรองค่าใช้จ่ายและนำใบรับรองแพทย์พร้อมใบเสร็จตัวจริงมาเบิกได้ที่บริษัทฯ

Tags