โชว์ภูมิ

โชว์ภูมิ เวทีค้นหา “นักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่” เพื่อมาร่วมต่อยอดภูมิปัญญา พัฒนาภูมิลําเนา ให้กลายเป็นชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

ถ้าคุณอยากเป็นนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ โอกาสของคุณมาถึงแล้ว มาร่วมแสดงศักยภาพในโครงการ โชว์ภูมิ ซีซั่น 1 เวทีค้นหานักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ที่จะปลุกพลังในตัวคุณและช่วยพัฒนาไอเดียพัฒนาบ้านเกิดในฝันให้เกิดขึ้นจริง!

ลุ้นรับรางวัลและคว้าโอกาสอีกมากมาย

  • สัญญาจ้าง 12 เดือน เพื่อเป็นนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่
  • เงินรางวัล 109,000 บาท สำหรับนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่โดดเด่นแห่งปี 2569 จำนวน 10 รางวัล และแสดงผลงานใน Sustainability Expo 2026
  • สิทธิ์ผ่านเข้ารอบ 2 รายการ Win Win WAR Thailand ปี 2570 เพื่อชิงเงินรางวัล 2,000,000 บาท
  • เติมความรู้ และทักษะใหม่ที่หาไม่ได้จากตำรา
  • เชื่อมต่อเครือข่ายนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ทุกอำเภอทั่วประเทศ

สมัครเข้าร่วมโครงการได้แล้ววันนี้ – 30 เมษายน 2569 นี้ เท่านั้น! รับสมัครนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ อายุ 21 – 32 ปี ทุกอำเภอทั่วประเทศ และทุกเขตในกรุงเทพมหานคร

โชว์ภูมิ

ติดตามรายละเอียดโครงการ

ลูกกินยาก

ลูกกินยาก ป่วยบ่อย ปัญหาใหญ่ที่แก้ได้! มัดรวม 2 สูตรเด็ด ตัวช่วยลับฉบับแม่มือโปร

เป็นแม่ยุคนี้บอกเลยว่า ‘ไม่ง่าย’ ! ไหนจะต้องรบกับ ลูกกินยาก ที่ไม่ยอมกินข้าว อมข้าวเป็นชั่วโมงจนแม่เพลีย ไหนจะต้องลุ้นกับอากาศที่เปลี่ยนบ่อยจนลูกน้ำมูกไหลไม่หยุด ชีวิตแม่เหมือนวิ่งอยู่ระหว่าง ‘ลูกจะอิ่มไหม’ กับ ‘ลูกจะป่วยหรือเปล่า’

ถ้าคุณคือหนึ่งในคุณแม่ที่กำลังมองหาทางออกแบบ 360 องศา อยากจบปัญหา ลูกกินยาก ให้เขากลับมาเจริญอาหาร และ อยากให้ภูมิคุ้มกันแกร่งขึ้นด้วย เนเจอร์วันเดอร์ Nature’s Wonders Multi-Vitamin Syrup วิตามินรวมชนิดน้ำ  สูตร Plus Elderberry เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สูตร Plus L-Lysine กระตุ้นการอยากอาหาร คือคำตอบที่แม่มือโปรเขาเลือกใช้กัน มาดูกันค่ะว่าทำไม 2 สูตรเด็ดคู่นี้ถึงเป็นไอเทมที่ต้องมีติดบ้าน

ลูกกินยาก

จากสมรภูมิบนโต๊ะอาหาร… สู่ความกังวลที่คนเป็นแม่หนักใจ

เชื่อว่าภาพที่แม่ ๆ หลายคนคุ้นตาคือการ “วิ่งไล่ป้อน” ข้าวลูกไปรอบบ้าน หรือ การที่เจ้าตัวเล็กนั่งเม้มปากแน่นสนิทประหนึ่งว่ามีใครเอาอะไรแปลกปลอมไปให้ทาน พอตักข้าวเข้าปากได้หนึ่งคำ ก็ค้างไว้อย่างนั้นเป็นชั่วโมงจนข้าวอืด หรือ หนักกว่านั้นคือ “คายออกมา” จนแม่แทบทรุด มื้ออาหารที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข กลับกลายเป็น “สมรภูมิขนาดย่อม” ที่มีทั้งเสียงดุ เสียงร้องไห้ และ ความเหนื่อยล้าของคุณแม่ที่ทุ่มเททำเมนูสุดฝีมือ แต่ลูกกลับส่ายหน้าไม่เอาอะไรเลย

เมื่อ “ลูกเบื่ออาหาร ลูกกินยาก ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง” ส่งผลเสียมากกว่าที่คิด!

แม่ ๆ หลายคนอาจปลอบใจตัวเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวโตไปก็กินเอง” หรือ “เด็กป่วยบ้างก็เรื่องปกติ เดี๋ยวก็มีภูมิต้านทาน” แต่ในความเป็นจริง ช่วงวัยเด็กคือช่วง ‘Golden Period’ หรือ นาทีทองของการเจริญเติบโตค่ะ หากปล่อยให้ลูกมีปัญหา ลูกกินยาก หรือ ป่วยซ้ำซาก ผลกระทบที่ตามมาอาจรุนแรง และ ส่งผลเสียในระยะยาวมากกว่าที่คุณคิด

  • ร่างกายที่เติบโตไม่เต็มที่: เมื่อได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน พัฒนาการทางกายจะชะงักทันที น้ำหนักและส่วนสูงจะเริ่มตกเกณฑ์ หรือ ที่เรียกว่าภาวะ Stunted Growth ร่างกายจะดูซูบผอม ตัวเล็กกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ผิวพรรณไม่สดใส และ อาจส่งผลต่อโครงสร้างกระดูกในอนาคต
  • สมองประมวลผลช้า: สารอาหารคือ “เชื้อเพลิง” หลักของสมองค่ะ หากลูกเลือกกินแต่แป้ง ขนม หรือ น้ำหวาน และ ขาดวิตามินรวมที่ช่วยบำรุงระบบประสาท จะส่งผลโดยตรงต่อระดับสติปัญญา (IQ) ทำให้ลูกสมาธิสั้น เรียนรู้ช้า ความจำไม่ดีเท่าที่ควร และขาดความกระตือรือร้นในการรับสิ่งใหม่ ๆ
  • วงจร “ป่วย-หยุดเรียน-น้ำหนักลด”: นี่คือฝันร้ายที่สุดของคุณแม่เลยค่ะ เมื่อร่างกายไม่มีเกราะป้องกัน (ภูมิคุ้มกันต่ำ) ลูกก็จะติดเชื้อง่าย ไปโรงเรียน 3 วัน กลับมาหยุดพักที่บ้าน 4 วัน และ ในช่วงที่ป่วย ลูกจะยิ่งเบื่ออาหารเข้าไปใหญ่ ทำให้น้ำหนักที่แม่พยายาม “ปั้น” มาตลอดทั้งเดือนลดฮวบหายไปเพียงไม่กี่วันที่ป่วย กลายเป็นวงจรที่วนเวียนไม่จบสิ้น
  • อารมณ์แปรปรวน: สุขภาพกายสัมพันธ์กับสุขภาพจิตอย่างเลี่ยงไม่ได้ค่ะ เด็กที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือ ต้องเผชิญกับการป่วยบ่อย มักจะหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน งอแงผิดปกติ และ ไม่ร่าเริงเท่าที่ควร เพราะเขารู้สึกไม่สบายตัว และ ขาดพลังงานในการทำกิจกรรมที่ชอบ
ลูกกินยาก

ครบ จบตัวช่วย 360 องศา ด้วย Nature’s Wonders Multi-Vitamin Syrup

ในฐานะแม่ เราย่อมอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แต่การจะบังคับให้ลูกกินวิตามินเม็ดใหญ่ ๆ หรือ ยาที่รสชาติขมขื่นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonders) จึงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่และออกแบบ วิตามินรวมชนิดน้ำ (Syrup) ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของแม่ยุคใหม่และถูกใจเด็ก ๆ

ทำไมต้องเนเจอร์วันเดอร์ (Nature’s Wonders)

  • นวัตกรรม “วิตามินน้ำ”: ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้รวดเร็วกว่ารูปแบบเม็ด ไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยที่ซับซ้อน ลูกจึงได้รับสารอาหารเต็มที่
  • รสชาติอร่อย ทานง่ายเหมือนน้ำผลไม้: เราลบภาพจำของ “ยา” ออกไปเลยค่ะ เนเจอร์วันเดอร์ถูกออกแบบมาให้มีรสสัมผัสหอมจากผลไม้ ทำให้การกินวิตามินกลายเป็นช่วงเวลาที่ลูกรอคอย
  • สูตรเข้มข้น: คัดสรรสารสกัดที่จำเป็นต่อปัญหาหลักอย่างการกินยาก และ ป่วยง่ายโดยเฉพาะ

เปิดสูตรลับ 2 ฮีโร่: ที่จะมาเปลี่ยน “ลูกกินยาก” เป็น “เด็กกินเก่ง” เปลี่ยน “ลูกป่วยง่าย” เป็น “เด็กแข็งแรง”

  • สูตร 1 (ขวดสีส้ม): สูตร Plus L-Lysine (เนเจอร์วันเดอร์ พลัส แอล-ไลซีน) เน้นการแก้ปัญหา ลูกกินยาก โดยเฉพาะ เพราะมี L-Lysine กรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร พร้อมวิตามินรวม (Multivitamin) ที่ช่วยบำรุงทั้งสมอง และ ร่างกายให้เติบโตตามวัย
  • สูตร 2 (ขวดสีม่วง): สูตร Plus Elderberry (เนเจอร์วันเดอร์ พลัส แอลเดอร์เบอร์รี่) เน้นการสร้างเกราะป้องกัน ด้วยสารสกัดจาก Elderberry เข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านไวรัส และแบคทีเรีย ช่วยให้ลูกภูมิคุ้มกันแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย แม้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือ เชื้อโรคที่โรงเรียน
ลูกกินยาก

เลือกสูตรที่ใช่ให้ตรงกับปัญหาของลูก

แม่ ๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่า “แล้วลูกฉันควรเริ่มที่สูตรไหนดี?” ไม่ต้องกังวลค่ะ ลองดูตาราง Check-list ด้านล่างนี้เพื่อการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น

จุดเด่นสูตร Plus L-Lysine (สีส้ม)สูตร Plus Elderberry (สีม่วง)
บำรุงเน้น “กินเก่ง + เจริญเติบโตดี”เน้น “ภูมิคุ้มกันแข็งแรง + ต้านไวรัส”
สารสกัดฮีโร่แอล-ไลซีน (L-Lysine)แอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry)
สัญญาณที่ต้องเสริมให้ลูกลูกเบื่ออาหาร, เลือกกิน, น้ำหนักน้อยลูกป่วยบ่อย, เป็นหวัดง่าย
รสชาติส้มสดชื่น ทานง่ายองุ่นหอมละมุน เด็ก ๆ โปรดปราน

หากลูกมีปัญหาทั้งกินยากและป่วยบ่อย แนะนำให้ทานคู่กันแบบ “Double Boost” เพื่อการดูแลที่สมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ เช่น เช้าทานสูตรส้ม เพื่อกระตุ้นให้อยากอาหารทั้งวัน และ เย็นทานสูตรม่วง เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันในขณะที่ร่างกายพักผ่อน

ลูกกินยาก

เพราะ “การป้องกัน” ดีกว่า “การรักษา” เสมอ

การปล่อยให้ลูกป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล นอกจากลูกจะเจ็บตัวแล้ว คุณแม่ยังต้องเสียทั้งค่ารักษา และ เสียพลังกายพลังใจอีกมาก การลงทุนกับสุขภาพของลูกตั้งแต่วันนี้ด้วย Nature’s Wonders Multi-Vitamin Syrup จึงเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุด

คุณแม่มั่นใจได้ 100% เพราะเนเจอร์วันเดอร์ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย มีเลขจดแจ้ง อย. ถูกต้อง และ กระบวนการผลิตที่สะอาด ทันสมัย เหมาะสำหรับเด็ก ๆ โดยเฉพาะ

อย่าปล่อยให้ลูกตัวเล็กและป่วยบ่อย จนพัฒนาการสะดุด… เริ่มดูแลลูกรักวันนี้ด้วยวิตามินที่คุณแม่มือโปรวางใจ

สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: Natureswondersth
Line: https://line.me/R/ti/p/@vec1122d
Shopee: https://s.shopee.co.th/9pSQFg7XNO
Lazada: https://s.lazada.co.th/s.C1l3j
TikTok: https://www.tiktok.com/@natureswonders.th

สิ่งที่ต้องมี พาลูกเที่ยวไกลแค่ไหนก็ปลอดภัย!

ปิดเทอมแล้ว เชื่อว่าทุกบ้านมีแพลนเดินทางท่องเที่ยว พาลูกเที่ยวทั้งที ไม่ต้องยกของไปทั้งบ้าน เลือก ของใช้จำเป็นต่อการเดินทาง ลองแบ่งหมวดหมู่ของจำเป็นไว้ให้ชัดจะได้จัดของได้ง่าย เลือกของใช้ที่สะดวกต่อการพกพาและจำเป็นต้องมีเพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทาง เราลิสต์มาให้แล้ว ดังนี้

1. จัดกระเป๋าให้ดี มีของครบ

วางแผนและจัดหมวดหมู่ให้ดีก่อนการเดินทาง แบ่งกระเป๋าแต่ละอย่างตามการใช้งาน เริ่มต้นด้วยลิสต์ ของใช้จำเป็นต่อการเดินทาง ทั้งหมด แยกเป็นหลายกระเป๋าตามความสำคัญ (ปรับได้ตามความสะดวกของแต่ละบ้าน) ดังนี้

  • กระเป๋าใบหลัก เก็บของที่ยังไม่ได้หยิบใช้ระหว่างการเดินทาง เช่น เสื้อผ้า ผ้าขนหนูและของใช้ส่วนตัว สำหรับการไปทริปทั้งหมดและจะหยิบมาใช้ต่อเมื่อไปถึงที่หมายแล้ว
  • กระเป๋าใช้บ่อย  ของที่จะต้องหยิบใช้ระหว่างการเดินทาง เป็นใบเล็กหรือเป็นเป้สะพายพกพา มีของใช้จำเป็นของลูก ทิชชู่เปียก เจลล้างมือ แปรงสีฟัน ผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ เสื้อผ้าสำรอง(เลือกแบบบางเบา ๆ ไม่หนากนัก) อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแบบพกพา ทั้งพลาสเตอร์ปิดแผล น้ำเกลือขวดเล็ก ถุงเก็บอาเจียนแบบพกพา กระบอกสำหรับปัสสาวะพกพา ยาแก้เมารถ ยาแก้ปวดหัวและยาประจำตัว เป็นต้น
  • กระเป๋าสำหรับเก็บอาหาร
    กระเป๋ามหัศจรรย์ที่แม้ต้องรู้ใจลูกว่าชอบอะไร ขนม นม ผลไม้ ขนมปัง หรืออาหารง่าย ๆ ไว้รองท้องก่อนถึงจุดแวะพัก ซึ่งหากตรงช่วงวันหยุดอาจแวะพักยากหรือรถติดหนัก ระหว่างทางหยิบขึ้นมารับประทานรองท้องก่อนได้เลย
  • กระเป๋าเอกสารสำคัญ (กระเป๋าใบเล็ก)
    เอกสารที่อาจได้ใช้ระหว่างการเดินทาง บ้านที่ยังเป็นสายพริ้นท์ใบจองต่าง ๆ ให้อุ่นใจ พรินท์เตรียมไว้ได้เลย ทั้งบัตรประชาชนของลูก เก็บรวมไว้ที่เดียวและพกติดตัวไว้ได้

2. คาร์ซีท

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนออกเดินทาง ตรวจสอบให้ดี ว่าติดตั้งคาร์ซีทถูกวิธี และ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือยัง คาร์ซีทช่วยสร้างวินัยให้กับเด็ก ๆ เรียนรู้ความอดทนและกฎเกณฑ์อีกด้วย ซึ่งมีเกณฑ์ในการเลือกดังนี้

เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัยและน้ำหนัก

  • เด็กแรกเกิด – 1 ปี คาร์ซีทแบบกระเช้า
    ควรติดตั้งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์ (Rear-facing) จะช่วยป้องกันศีรษะ คอ และกระดูกสันหลังของเด็กได้ดีกว่า หากในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือรถเบรกรุนแรง
  • เด็กอายุ 1-3 ปี คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก
    คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก ที่ติดตั้งแบบนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์
  • เด็กอายุ 3-6 ปี คาร์ซีทสำหรับเด็ก
    สามารถเปลี่ยนเป็นแบบหันหน้าไปทางด้านหน้ารถ (Forward-facing) และควรฝึกให้เด็กนั่งคาร์ซีทจนเป็นกิจวัตรประจำเมื่อขึ้นรถ
  • เด็กอายุ 4-12 ปี Booster Seat
    ในเด็กโตสามารถใช้คาร์ซีทร่วมกับเข็มขัดนิรภับปกติ (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและส่วนสูง)
  • เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป
    ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่งรถ

ตำแหน่งการติดตั้ง

เบาะหลัง คือ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุด คือ ตรงกลางของเบาะหลัง เนื่องจากเป็นจุดที่ได้รับแรงกระแทกน้อยที่สุดหากเกิดอุบัติเหตุ และ ห้ามติดตั้งเบาะหน้าโดยเด็ดขาด เพราะหากถุงลมนิรภัยทำงานจะเกิดแรงกระแทกที่รุนแรงต่อตัวเด็กได้

ขั้นตอนการติดตั้ง (อย่าลืมอ่านคู่มือแต่ละรุ่นก่อน)

  • การอ่านคู่มือการติดตั้งคาร์ซีทและคู่มือรถยนต์อย่างละเอียด
    ดูว่ามีระบบ ISOFIX หรือไม่ ถ้ามีต้องหาจุดยึด ซึ่งมักอยู่ระหว่างพนักพิงเบาะด้านหลังและเบาะนั่ง จากนั้นดันขา ISOFIX ของคาร์ซีทเข้าไปในจุดยึดจนได้ยินเสียง “คลิก”เข้าล็อคทั้งสองข้าง และยึด Top Tetherหรือสายรัดส่วนบนที่อยู่ด้านหลังของคาร์ซีท ยึดเข้ากับจุดยึดที่ท้ายเบาะหลังรถ เพื่อป้องกันไม่ให้คาร์ซีทพลิกไปด้านหน้า
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ล้อไม่หมุน
    กฎเล็ก ๆ ระหว่างพ่อแม่กับลูก หากไม่คาดเข็มขัด รถจะไม่ไปไหนทั้งนั้น อย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัย ดึงเข็มขัดให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรวจสอบความมั่นคงด้วยการขยับคาร์ซีทไปมา และคาร์ซีทควรขยับได้ไม่เกิน 1 นิ้ว
  • อย่าลืมปรับสายรัดให้พอดี
    สายรัดควรแนบชิดกับลำตัวของเด็ก ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป หรือยังสามารถสอดนิ้วมือเข้าไปได้ ซึ่งสายรัดของคาร์ซีทที่ติดตั้ง หันหน้าไปทางด้านหลัง (Rear-facing) ควรอยู่ต่ำกว่าระดับไหล่เล็กน้อย ส่วนแบบหันหน้าไปทางด้านหน้า (Forward-facing) แล้วสายรัดควรอยู่ในระดับเดียวกับไหล่หรือสูงกว่าเล็กน้อย
  • อย่าลืมตัวล็อกหน้าอก (Chest Clip)
    ควรเลื่อนตัวล็อกให้อยู่ในระดับรักแร้ของเด็ก เพื่อป้องกันสายรัดหลุดจากไหล่
  • สุดท้ายควรตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย และความถูกต้องของการติดตั้งทุกครั้งก่อนการเดินทาง

3. ทานอาหารแบบปลอดภัย

แม้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการจอดรถแล้วนั่งทานอาหารให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ระหว่างทางที่เด็ก ๆ หิว คุณพ่อคุณแม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเตรียมอาหาร ขนม นมหรือน้ำ ไว้ให้เด็ก ๆ ได้ล่วงหน้า โดยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

  • นั่งคาร์ซีทเสมอ
    ไม่ว่าจะทานอาหารหรือไม่ เด็ก ๆ ต้องนั่งในคาร์ซีทที่ติดตั้งอย่างถูกต้องและรัดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยตลอดเวลา ควรปรับเบาะคาร์ซีทให้ตั้งตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห้ามนอนรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันการสำลักที่อาจเกิดขึ้นได้
  • มีผู้ใหญ่ดูแลอยู่ใกล้ ๆ
    ในเด็กเล็กและต้องเดินทาง ควรมีผู้ใหญ่นั่งอยู่ข้างหลังประกบข้าง ๆ กันเพื่อดูว่าเด็กแลขณะทานอาหาร ไม่ควรปล่อยให้เด็กทานอาหารเองลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีพอ
  • ประเภทอาหารที่เหมาะสม
    เลือกอาหารที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงต่อการสำลัก เช่น ของเสียบไม้ ลูกอม , ถั่ว , องุ่นทั้งลูก , ลูกชิ้น, ไส้กรอก , มะเขือเทศราชินีทั้งลูก,ข้าวโพดคั่ว หรือ อาหารที่มีลักษณะแข็งและกลม
  • อาหารสามารถให้เด็กทานในรถได้
    ควรเป็นอาหารที่เคี้ยวง่าย ละลายในปากเมื่อโดนน้ำลาย และไม่มีความเสี่ยงในการสำลัก เช่น ผลไม้หั่นชิ้นพอดีคำผลไม้ที่นิ่มและไม่แข็งรับประทานยาก(เช่น กล้วย, มะละกอ, มะม่วงสุก)หากเป็นอาหารควรหั่นให้พอดีคำ ซีเรียลแบบแท่งแบบนุ่มถือรับประทานได้ หรือคุกกี้นิ่มที่ละลายในปา
  • เตรียมพื้นที่และอาหารให้พร้อม
    ถาดวางเอนกประสงค์ของจำเป็นที่ต้องมี เพราะเด็กจะนั่งรับประทานได้สะดวกนั่งหลังตรง ช่วยป้องกันอาหารหกเลอะเทอะและลดความกังวล หรือเสียสมาธิของพ่อหรือแม่ที่ขับรถอยู่ด้วย นอกจากนี้ควรเตรียมอาหารเป็นชิ้นเล็กขนาดพอดีคำ เพื่อให้หยิบทานได้ง่ายและไม่ต้องเคี้ยวนาน และควรใช้ขวดน้ำแบบมีฝาปิดและหลอดดูดป้องกันการสำลัก ในขณะที่รถเคลื่อนที่หรือเบรกกระทันหัน 

 4. ของเล่นในรถ

เดินทางไกล ทำอย่างไรให้เด็ก ๆ เพลินเพลินได้ตลอดการเดินทาง แน่นอนว่าการใช้เวลาร่วมกัน อย่างเล่นเกมทายคำศัพท์ หรือพูดคุยก็ยังเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์ แต่ใช้จินตนาการของทั้งบ้านมาสร้างความสนุก กับการใช้ของเล่นเป็นตัวช่วยให้ลูกได้สบายใจและมีช่วงเวลาของพวกเขาเอง

  • เลือกของเล่นที่เหมาะสม
    ของเล่นที่เหมาะกับการเดินทางต้องไม่แตกหักง่าย ไม่คมหรือแข็ง หรือมีขนาดที่เด็กหยิบเอาเข้าปากได้ง่าย ของเล่นที่เสียงไม่ดังเกินไปจนรบกวนสมาธิคนขับรถ เช่น หนังสือภาพหรือสมุดระบายสีพร้อมดินสอหรือสีแบบไม่ต้องเหลา ของเล่นผ้านุ่ม ๆ ในเด็กเล็ก หรือของเล่นเสริมสร้างสมาธิอย่าง รูบิคก็เล่นเพลินดี
  • จัดเก็บให้เป็นที่
    หากเป็นของเล่นชิ้นใหญ่ใส่กล่องแบบมีฝาปิดเป็นวัสดุผ้าแบบพับพกพาได้ เลือกแบบที่สามารถแบ่งช่องจัดเก็บได้ยิ่งดี ของชิ้นเล็กที่ให้พวกเขาหยิบเล่นได้เองในรถ ควรจัดใส่กระเป๋าแยกแบบแขวนคล้องด้านหลังเบาะคนขับหรือเบาะด้านหน้า ใส่แยกประเภทเป็นช่องไว้เพื่อให้หยิบได้ง่ายหรือจะเป็นถุงใบเล็ก ๆ ใส่ไว้ตรงช่องข้างเบาะนั่งก็หยิบสะดวกดี
  • หมุนเวียนของเล่น
    ในบ้านที่มีเด็ก ๆ หลายคน สอนให้แบ่งปันกันเล่นเพื่อไม่ต้องพกของเล่นจนมากเกินไปในแต่ละทริป  จัดแผนกิจกรรมให้เด็ก ๆ แบบคร่าว ๆ อย่าให้เล่นของเล่นทุกอย่างหมดเร็วเกินไปก่อนที่ถึงจุดหมาย ลองแบ่งกิจกกรมและของเล่นตามช่วงเวลาเดินทาง เพื่อให้พวกเขาไม่เบื่อเร็วและมีกิจกรรมใหม่ ๆ ตลอดการเดินทาง

5. อุปกรณ์ปฐมพยาบาลและของใช้จำเป็น

​กระเป๋าชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องมีติดรถ (First Aid Kit) ในกล่องนี้มีต้องมี ยาล้างแผล, ผ้าพันแผล, พลาสเตอร์, ยาแก้ปวด และน้ำเกลือ รวมถึงยาประจำตัวของลูกหากมี เก็บแยกใส่ตลับยาเผื่อไว้สักหนึ่งถึงสองวันเผื่อเกิดเหตุจำเป็นหรือต้องเดินทางต่อแบบผิดแผน

  • พาวเวอร์แบงค์ สำหรับโทรศัพท์มือถือ เพราะแบตรถอาจหมดหรือใช้งานไม่ได้
  • น้ำดื่มสะอาด ควรมีติดรถอย่างน้อย 2-3 ขวด (ใช้ดื่มหรือเติมหม้อน้ำกรณีฉุกเฉิน)
  • เสื้อสะท้อนแสง ช่วยให้คนอื่นเห็นเราชัดเจนและเราก็ปลอดภัย หากถ้าต้องลงมาซ่อมรถหรือขอความช่วยเหลือข้างทางตอนกลางคืน

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก
Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น

Tags

นมผงเด็ก

เช็กมาให้แล้ว นมผงเด็กผ่าคลอดสูตร 3 ที่ ABK แนะนำ

คุณแม่ผ่าคลอดมือใหม่กำลังมองหา “นมผงเด็กผ่าคลอด” ให้ลูกรักเจนใหม่กันอยู่หรือเปล่าคะ ? แม้เด็กผ่าคลอดจะมีจุดเริ่มต้นที่ต่างจากเด็กคลอดธรรมชาติ และ อาจพลาดโอกาสรับจุลินทรีย์สุขภาพบางส่วน แต่ก็ยังสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้ “สมองไว ภูมิคุ้มกันแกร่ง” ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยโภชนาการที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเลือก นมผงเด็ก สูตร 3 ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กผ่าคลอดโดยเฉพาะ ช่วยเติมเต็มทั้งสารอาหาร และ จุลินทรีย์สุขภาพ วางรากฐานร่างกายให้แข็งแรง พร้อมเป็นฐานการเรียนรู้ให้ลูกรักเติบโตอย่างมั่นใจในทุกก้าว 

วันนี้ Amarin Baby & Kids ชวนคุณแม่ไปเจาะลึกนมผงเด็กผ่าคลอด สูตร 3 มาดูกันค่ะว่ากล่องไหนถูกพัฒนามาเพื่อช่วยเสริมพัฒนาการสมองให้เรียนรู้ไว ควบคู่กับการเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เพื่อเป็นทางเลือกที่มั่นใจที่สุด ให้ลูกรักได้สตาร์ทการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพค่ะ

ABK ได้คัดเลือก นมผงเด็ก สูตร 3 สำหรับเด็ก 1 ขวบขึ้นไป ที่คุณแม่คุ้นเคย และ ไว้วางใจมาเปรียบเทียบกันให้เห็นชัด ๆ ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ “สร้างสมองไว” และ “เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง” ได้แก่

  • S-26 GOLD PRO-C 3
  • Hi-Q1 PLUS SUPER GOLD PLUS C 3
  • Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome 3
นมผงเด็ก

1. S-26 GOLD PRO-C 3

กล่องนี้โดดเด่นด้วยการเป็น สูตรที่คิดค้นโดยเฉพาะ  ผสม แอลฟา- สฟิงโกไมอีลิน และ ผสม บี แล็กทิส

  • สารอาหารพัฒนาสมอง (Brain) : มี แอลฟา สฟิงโกไมอีลิน แกงกลิโอไซด์ โคลีน DHA และ วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง
  • สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน (Immunity) : เสริมปราการความแข็งแรงด้วยจุลินทรีย์สุขภาพอย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) 2’-FL และ วิตามินซี มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
นมผงเด็ก

2. Hi-Q1 PLUS SUPER GOLD PLUS C 3  

  • สารอาหารพัฒนาสมอง (Brain) : มี DHA สฟิงโกไมอีลิน โอเมก้า 3,6,9 และ วิตามินบี 12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
  • สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน (Immunity) : มี ซินไบโอติก (Synbio ) เอกสิทธิ์เฉพาะที่ช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร
นมผงเด็ก

3. Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome 3

Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome สูตร 3 ที่มี MFGM (Milk Fat Globule Membrane)

  • สารอาหารพัฒนาสมอง (Brain) : มีสารอาหารอย่าง MFGM (เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนม) และ DHA ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมอง
  • สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน (Immunity) : มีส่วนผสมของ 2’-FL และ วิตามินซี เพื่อช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

จะเห็นได้ว่านมผงเด็กผ่าคลอด สูตร 3 ทั้ง 3 แบรนด์ที่คัดมา ต่างมีสารอาหารสำคัญที่ช่วยเติมเต็มศักยภาพลูกผ่าคลอด ทั้งด้านพัฒนาการสมอง และ การเสริมภูมิคุ้มกัน โดยแต่ละแบรนด์มีจุดเด่นของสารอาหารที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความต้องการ และ ไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัว เพื่อช่วยให้คุณแม่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น Amarin Baby & Kids จึงสรุปข้อมูลสารอาหารสำคัญของทั้ง 3 แบรนด์มาเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ ไว้ตรงนี้แล้วค่ะ

คุณแม่หลายท่านอาจจะตัดสินใจไม่ถูกเลยใช่ไหมคะ ? เพราะแต่ละกล่องก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แต่ถ้าจะให้ ABK แนะนำ นมผงเด็กผ่าคลอด ที่ตอบโจทย์ทั้งการ ‘สร้างสมองไว’ และ ‘เสริมภูมิคุ้มกัน’ ได้ครบจบสำหรับ ‘เด็กผ่าคลอดเจนใหม่’ โดยเฉพาะ ต้องยกให้ S-26 GOLD PRO-C 3 กล่องนี้เลยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม : สำหรับคุณแม่ผ่าคลอดที่สนใจ อยากเช็กรายละเอียดสารอาหาร และ ราคาของแต่ละแบรนด์เพิ่มเติม สามารถคลิกดูรายละเอียดที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

ผลิตภัณฑ์ S-26 GOLD PRO-C 3, S-Mom Club
ผลิตภัณฑ์ Hi-Q1 PLUS SUPER GOLD PLUS C 3, Hi Family Club
ผลิตภัณฑ์ Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome 3, EnfaBaby

โรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข
โรงเรียนที่ให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้

School Visit วันนี้จะพาคุณแม่ ๆ ไปเยี่ยมชม “โรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข” โรงเรียนทางเลือกแนวบูรณาการย่านปทุมธานีที่ให้คุณค่ากับพัฒนาการตามวัย เคารพจังหวะการเติบโตของเด็กและเชื่อว่าความสุขคือพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ค่ะ

ทันทีที่ทีมงาน ABK ก้าวเข้าไปภายในโรงเรียน ก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่กำลังตอบคำถามคุณครู สลับกับเสียงหัวเราะสดใสระหว่างทำกิจกรรม บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นธรรมชาติ สนามหญ้าด้านหน้าของโรงเรียน บ่อโคลนและบ่อทรายคือพื้นที่การเรียนรู้ของเด็ก ๆ

โรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข เปิดสอนระดับชั้นเตรียมอนุบาล – อนุบาล 3 ที่ เน้นการพัฒนาและกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กในช่วงอายุ 2 – 7 ปี  เน้นการเสริมสร้างพัฒนาการตามช่วงวัย ไม่เร่งเรียน  ไม่บังคับเขียน เน้นการพัฒนาทักษะสมอง (EF) การพัฒนาทักษะชีวิต (Life Skills) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) และการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ของเด็ก ผ่านการคิดและลงมือทำด้วยตนเองทุกขั้นตอน โรงเรียนเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีจะเติบโตได้จากประสบการณ์ตรง การลงมือทำและความสุขของเด็ก ๆ ค่ะ มาค่ะมาดูกันว่าหลักสูตรของที่นี่จะน่าสนใจอย่างไรบ้าง

จุดเริ่มต้นของโรงเรียน

จุดเริ่มต้นของ โรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข เกิดจากความตั้งใจของ Teacher นิก- คุณพงศ์พิศ อำมฤต ผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่อยากสร้างธุรกิจของตัวเองบนพื้นฐานของสิ่งที่รัก

ตั้งแต่วัยเรียน Teacher นิก ค้นพบว่าตัวเองชอบการสอน จึงเริ่มต้นจากการติวหนังสือให้เพื่อน ๆ และรับสอนพิเศษให้เด็ก ๆ ในช่วงเวลาว่างจากงานประจำ แม้จะทำงานด้านวิศวกรรมแต่เมื่อยิ่งทำ ก็ยิ่งชัดเจนว่าตนเองชอบงานสอนหนังสือมากกว่า

เมื่อมั่นใจในเส้นทางนี้แล้ว Teacher นิกจึงตัดสินใจลาออกจากงานวิศวกรและศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านการศึกษา เพื่อเติมเต็มทั้งความรู้และความเข้าใจเรื่องพัฒนาการเด็กอย่างจริงจัง

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2554 พื้นที่แห่งนี้ซึ่งเดิมเคยเป็นโรงเรียนอนุบาล ต้องปิดตัวลงหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ผู้เช่าเดิมไม่ได้ต่อสัญญา ทำให้ Teacher นิกเห็นโอกาสในการสร้างโรงเรียนในแบบที่เขาเชื่อ โรงเรียนที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสนุกและเติบโตอย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง

โดยมีอีกแรงสนับสนุนสำคัญจาก ครูผึ้ง -คุณสิรี วิโรจนารมย์ ภรรยาและผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกับองค์กร NGO ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยใช้ “การเล่น กิจกรรมและกีฬา” เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ความรู้และประสบการณ์จากงานภาคสนามจึงถูกนำมาผสานเข้ากับแนวคิดทางวิชาการ จนเกิดเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นการคิด การลงมือทำและการเรียนรู้อย่างมีความหมายนั่นเอง

จากความเชื่อร่วมกันของทั้งสองคน จึงกลายมาเป็น โรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข ที่ตั้งใจให้ความสุขเป็นหัวใจของการศึกษา และให้เด็ก ๆ ได้เติบโตในจังหวะของตัวเอง

การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงของผู้เรียน

ทางโรงเรียนจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • Play-Based Learning (การเรียนรู้ผ่านการเล่น)
  • Project-Based Learning (การเรียนรู้ผ่านโครงงาน)

โดยทั้งสองรูปแบบนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ โดยคุณครูทำหน้าที่เป็น Facilitator หรือผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ใช้กิจกรรมเป็นสื่อกลางให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สนับสนุนสื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ พร้อมทั้งตั้งคำถามและใช้การสื่อสารเชิงบวกเพื่อกระตุ้นความคิดให้กับเด็ก ๆ คุณครูจะคอยทำหน้าที่เป็น Co-Player หรือผู้ร่วมเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ได้ด้วยด้วยตนเอง

Play-Based Learning

การเรียนรู้ผ่านการเล่น เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัสประสบการณ์จริง เรียนรู้อย่างสนุกสนาน ผ่านกระบวนการคิดและการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองในทุกขั้นตอน

ครูหรือผู้ปกครองทำหน้าที่ออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

Project-Based Learning

การเรียนรู้ผ่านโครงงาน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้นำทักษะที่ได้จากการเล่นมาประยุกต์ใช้และต่อยอดสู่สถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบ

กระบวนการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

  1. การสำรวจและโหวตเลือกหัวข้อ

เด็ก ๆ ร่วมกันสำรวจความสนใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโหวตเลือกหัวข้อโครงงานที่ต้องการศึกษา

  • การวางแผน ออกแบบ และแบ่งหน้าที่

เด็ก ๆ ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย วางแผนการทำงาน ออกแบบวิธีการศึกษาและแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความถนัดของตนเอง

  • การลงมือปฏิบัติและเก็บข้อมูล

ลงมือดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งฝึกสังเกต ทดลองและรวบรวมข้อมูล

  • การเปรียบเทียบ สรุปผลและนำเสนอ

วิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบผลลัพธ์ สรุปองค์ความรู้ทั้งหมดและนำเสนอผลงานต่อผู้อื่น

ในกระบวนการทั้งหมดนี้จะมีคุณครูจะคอยให้คำปรึกษา แนะนำและทำงานร่วมกับเด็ก ๆ ในช่วงเริ่มต้น เพื่อช่วยวางรากฐานกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ จากนั้นจึงค่อย ๆ ลดบทบาทลง เปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาสู่ระดับที่สามารถคิดเอง เลือกเอง วางแผน และดำเนินการด้วยตนเองได้อย่างมั่นใจ

ตัวอย่างโครงงาน : “Project คาเฟ่” ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3

หนึ่งในตัวอย่างการจัดการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning คือ “Project คาเฟ่” ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3

ก่อนที่ห้องเรียนจะกลายเป็นคาเฟ่จำลอง คุณครูได้มอบหมายภารกิจให้เด็ก ๆ ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปเยี่ยมชมคาเฟ่จริง เพื่อร่วมกันสังเกตและสำรวจว่า “ร้านคาเฟ่ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง” เช่น เมนู อุปกรณ์ บรรยากาศ การจัดร้าน หรือบทบาทหน้าที่ของพนักงาน

เมื่อกลับมาที่ห้องเรียน เด็ก ๆ ได้นำประสบการณ์ที่พบเห็นมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน พร้อมทั้งช่วยกันสร้าง Mind Map เพื่อเชื่อมโยงภาพรวมขององค์ประกอบทั้งหมดของคาเฟ่ ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนอย่างเป็นระบบ

จากนั้นจึงร่วมกันวางแผน แบ่งหน้าที่ และกำหนดความรับผิดชอบ เช่น

  • ทีมออกแบบและตกแต่งร้าน
  • ทีมคิดและจัดทำเมนู
  • ทีมพนักงานต้อนรับและรับออเดอร์
  • ทีมจัดเตรียมอุปกรณ์และดูแลความเรียบร้อย

กระบวนการทั้งหมดนี้ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาทักษะการสังเกต การคิดเชื่อมโยง การวางแผน การทำงานเป็นทีมและความรับผิดชอบผ่านประสบการณ์จริงที่สนุกและมีความหมาย

คุณลักษณะของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข

นักเรียนของโรงเรียนอนุบาลสรรค์สุขจะเติบโตภายใต้กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการคิดและลงมือทำจริง และมีคุณลักษณะเด่นดังนี้

  • ตั้งคำถามเป็น คิดเป็น เด็ก ๆ จะมีความคิดริเริ่ม คิดแก้ปัญหาเป็น คิดนอกกรอบและมีความคิดสร้างสรรค์
  • มีเหตุผลและคิดอย่างเป็นระบบ เด็ก ๆ สามารถเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ได้อย่างเป็นลำดับและเป็นระบบ
  • ตั้งเป้าหมายและวางแผนได้ รู้จักกำหนดเป้าหมายของตนเองและรู้จักวางแผนเพื่อไปสู่ความสำเร็จและเป้าหมาย
  • มีความอดทน พยายามและมุ่งมั่น เด็กที่นี่จะตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • มีความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม
  • เคารพตนเองและผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมอย่างเข้าใจและมีเหตุผล
  • ภาคภูมิใจในตนเอง พร้อมยอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
โรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข ห้องเรียน

Mommy’s Love This ถูกใจแม่

สิ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจและประทับใจใน โรงเรียนอนุบาลสรรค์สุข

1. พื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างอิสระ

โรงเรียนออกแบบพื้นที่อิสระให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงทั้งการเล่นอย่างสร้างสรรค์การสัมผัสธรรมชาติเรียนรู้หรือกับสัตว์จริงในรูปแบบ Hands-on Experience เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ลงมือทำ ได้ทดลอง ได้สัมผัส และค้นพบด้วยตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งดีกับเด็ก ๆ มากเลยค่ะ

2. การประเมินพัฒนาการรายบุคคลอย่างละเอียด

โรงเรียนให้ความสำคัญกับการติดตามพัฒนาการเด็กในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ อารมณ์ สังคม สติปัญญา และทักษะต่าง ๆ โดยมีการจัดทำ Portfolio รายบุคคลทุก ๆ 2 เดือน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เห็นพัฒนาการตามลำดับขั้นอย่างชัดเจนและเข้าใจการเติบโตของลูกอย่างเป็นระบบ

3. สนามกิจกรรมกลางแจ้งที่ออกแบบอย่างเหมาะสม

พื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งภายในโรงเรียนได้รับการจัดสรรอย่างลงตัว รองรับกิจกรรมที่หลากหลาย ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น ร่มรื่น สะอาด และปลอดภัย เด็ก ๆ ได้ออกมารับแสงแดดยามเช้า สูดอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างสมดุล ถือว่าสภาพแวดล้อมโรงเรียนดีเยี่ยมเลยค่ะ

คุณสมบัติผู้สมัคร (อายุนับถึงวันที่ 16 พฤษภาคม) 

ระดับเตรียมอนุบาล อายุตั้งแต่ 2 ปีบริบูรณ์

ระดับชั้นอนุบาล อายุ 3 ปีบริบูรณ์

เกณฑ์การพิจารณา

ประเมินความพร้อมและพัฒนาการของเด็ก  และการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง

อัตราค่าเล่าเรียน (ปีการศึกษา 2568)

ค่าธรรมเนียมการศึกษาเตรียมอนุบาล : 7,000 บาท / เดือน

ค่าธรรมเนียมการศึกษา อนุบาล 1-3: 37,500 บาท / เทอม **

** ยังไม่รวมค่าชุดนักเรียน

ที่อยู่: 68/1 ซอยพหลโยธิน 64 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12130

ติดต่อ: 094-616-4165

เว็บไซด์: https://www.sunsook.ac.th/

Facebook: https://www.facebook.com/SunsookKG

Editor: แม่ติส

ภาพ: อภินัยน์ ทรรศโนภาส

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b5/

Tags

โรงเรียนอนุบาล 3 ภาษาบ้านต้นไม้

CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนอนุบาล 3 ภาษาบ้านต้นไม้

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับ โรงเรียนอนุบาล 3 ภาษาบ้านต้นไม้ วันอังคารที่ 24 ก.พ.69 เวลา 8.30 – 11.00 น.

“เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกห้องเรียน” ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้

✨ ฐานที่ 1 Brain Development ให้เด็ก ๆ ได้เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและได้ฝึกสมองไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก 

⛵ ฐานที่ 2 PAPER BOAT ADVENTURE ฝึกความคิดสร้างสรรค์เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ได้คิด วิเคราะห์ 

🏃 ฐานที่ 3 Survival Skills ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

🌈 ฐานที่ 4 Language & Communication Skills การฟังนิทานเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันได้

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง ForemostOmegaSmartGold , Saker , MamaSecret , MasterRabbit และ EminaThailand ไปเคาะประตูพร้อมกันกับเรา ที่จะนำกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกทักษะในการควบคุมตนเองและสร้างความมั่นใจ เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทานรอติดตามกันได้เลย

สิ่งดีดีที่Amarin Baby & Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน

ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SAKER #MamaSecret #MasterRabbit  #EminaThailand #โรงเรียนอนุบาล3ภาษาบ้านต้นไม้

Tags

Holotype café

Holotype cafe คาเฟ่แมลง พื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติที่เด็ก ๆ จะตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรก

เด็กพาเที่ยววันหยุดนี้ เราอยากพาเด็ก ๆ ไปเจออะไรใหม่ ๆ แบบไม่ต้องเข้าป่า ไม่ต้องลุยเขา ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก มีคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ไม่เหมือนใครซ่อนตัวอยู่ นั่นคือ Holotype cafe

ที่นี่คือ “คาเฟ่แมลง” แห่งแรก ๆ ที่เปลี่ยนความกลัวตัวเล็ก ๆ ให้กลายเป็นความว้าวแบบคาดไม่ถึง

ความพิเศษไม่ได้อยู่แค่การมีแมลงจัดแสดง แต่คาเฟ่แห่งนี้ได้แรงบันดาลใจจากเจ้าของร้าน ผู้หลงใหลในความสวยงามของแมลงผ่านมุมมองของนักกีฏวิทยา ทุกมุมในร้านจึงเต็มไปด้วยรายละเอียด ความตั้งใจ และการเล่าเรื่องธรรมชาติในแบบที่เข้าใจง่าย

จากสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่หลายคนเคยมองข้าม กลายเป็นแรงบันดาลใจของคาเฟ่ทั้งร้าน และเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาระหว่างพ่อแม่กับลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติเลยจริง ๆ

ก้าวแรกที่เดินเข้า Holotype cafe บรรยากาศเป็นยังไง?

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ความรู้สึกแรกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่แกลเลอรีธรรมชาติขนาดย่อมมากกว่าคาเฟ่ทั่วไป ผนังร้านประดับด้วยภาพถ่ายแมลงขนาดใหญ่ที่คมชัด เห็นรายละเอียดของปีก ลวดลาย และสีสันแบบเต็มตา

ใกล้กันเป็นตู้จัดแสดงตัวอย่างแมลงหลากหลายสายพันธุ์ จัดวางอย่างสวยงาม สะอาด และเป็นระเบียบ ทำให้ภาพของ “แมลง” ที่หลายคนอาจเคยมองว่าน่ากลัว กลายเป็นงานศิลปะจากธรรมชาติที่ชวนมองแทน

บรรยากาศโดยรวมของร้านอบอุ่น โปร่งสบาย แสงธรรมชาติเข้ามากำลังดี ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะมากกว่าการมานั่งคาเฟ่ เด็ก ๆ มักเริ่มตั้งคำถามทันทีว่า
“ตัวนี้คือตัวอะไร?”
“ทำไมปีกมันสีแบบนี้?”

แค่ก้าวแรกที่เข้ามาในคาเฟ่แมลงแห่งนี้ ก็สามารถเริ่มต้นบทสนทนาเรื่องธรรมชาติได้แบบเป็นธรรมชาติสุด ๆ

ภายในร้านมีกี่โซน? แต่ละโซนมีอะไรบ้าง

Holotype café แบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนชัดเจน เดินง่าย ไม่อึดอัด บรรยากาศโดยรวมโปร่งสบาย เหมาะทั้งกับครอบครัวและสายคาเฟ่ฮอปปิ้ง โดยหลัก ๆ จะมี 3 โซนเด่น ๆ ดังนี้

1. โซนนั่งชิล ทานอาหารหรือเครื่องดื่มในร้าน

เมื่อเข้ามาด้านใน จะเจอกับโซนที่นั่งสำหรับทานอาหารและเครื่องดื่มก่อนเลย มีทั้งโต๊ะเล็กสำหรับมาคนเดียว โต๊ะครอบครัว และมุมที่นั่งสบาย ๆ

ระหว่างที่นั่งจิบกาแฟหรือทานขนม เราสามารถมองเห็นคอลเลกชันแมลงที่จัดแสดงไว้ตามผนังได้รอบร้าน ทำให้บรรยากาศไม่น่าเบื่อ เด็ก ๆ สามารถลุกเดินดูใกล้ ๆ ได้แบบชิล ๆ โดยที่ผู้ใหญ่ยังนั่งพักสายตาไปด้วย เป็นจังหวะที่ลงตัวมาก

2. โซนจัดแสดงแมลงมีชีวิต

ไฮไลต์สำคัญของร้านคือโซนที่มีแมลงตัวจริงอยู่ภายในกรงจัดแสดงอย่างเหมาะสม มีหลากหลายสายพันธุ์ให้เด็ก ๆ ได้สังเกตใกล้ ๆ

การได้เห็นแมลงเคลื่อนไหวจริง ๆ ทำให้ประสบการณ์ต่างจากการดูในหนังสือหรือภาพถ่ายมาก วาวายืนมองนิ่ง ๆ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อีกนิดด้วยความตื่นเต้น

สำหรับเด็กวัยช่างสังเกต โซนนี้เหมือนเปิดโลกใบใหม่ เพราะได้เห็นพฤติกรรมและรายละเอียดของแมลงแบบของจริง ซึ่งหาโอกาสดูใกล้ ๆ แบบนี้ได้ไม่บ่อย

3. โซนสวนภายนอกร้าน

ปิดท้ายด้วยโซนสวนด้านนอก บรรยากาศร่มรื่น มีพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เดินเล่นหรือวิ่งปล่อยพลังเบา ๆ ผู้ใหญ่ก็สามารถเดินเล่น สูดอากาศ หรือยืนคุยกันสบาย ๆ

พื้นที่สีเขียวช่วยเติมความสดชื่นให้ทริปคาเฟ่สมบูรณ์มากขึ้น ไม่ได้มีแค่นั่งในร้าน แต่ได้ออกมาสัมผัสธรรมชาติจริง ๆ ด้วย

เมนูเครื่องดื่มและอาหารของ Holotype café

ถึงจะเป็นคาเฟ่แมลง แต่อาหารและเครื่องดื่มที่นี่ ไม่ได้มีส่วนผสมของแมลง สบายใจได้เลย เมนูเป็นแบบคาเฟ่ทั่วไปที่เราคุ้นเคย มีทั้งกาแฟสำหรับสายคาเฟอีน เครื่องดื่มไม่มีกาแฟสำหรับเด็กหรือคนไม่ดื่มคาเฟอีน ขนมเบเกอรี่น่าทานหลายอย่าง รวมถึงเมนูอาหารคาวให้อิ่มท้องได้เหมือนกัน

เป็นอีกมุมที่ทำให้เรานั่งได้ยาว ๆ ระหว่างที่เด็ก ๆ เพลินกับการดูแมลงแบบไม่ต้องรีบเลย

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ Holotype café ไม่เหมือนคาเฟ่ทั่วไป

  • ได้เห็นแมลงตัวจริงแบบใกล้มาก เห็นการเคลื่อนไหวและรายละเอียดที่ปกติดูได้แค่ในหนังสือ
  • เจ้าของร้านเป็นนักกีฏวิทยา ให้ข้อมูลเองแบบกันเอง บางจังหวะได้ฟังเรื่องราวแมลงจากคนที่ศึกษามาจริง ๆ
  • ดีไซน์ร้านที่ทำให้แมลงดูเหมือนงานศิลปะ มากกว่าสิ่งที่หลายคนเคยกลัว
  • มีทั้งโซนในร้านและสวนด้านนอก ทำให้ทริปเดียวได้ทั้งความตื่นเต้นและความผ่อนคลาย
  • บางช่วงมีเวิร์กชอปสอนสตัฟแมลง เปิดเป็นรอบ ๆ สำหรับมือใหม่ ได้ลองลงมือจริง เรียนรู้กระบวนการตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการเก็บรักษาผลงานของตัวเอง เป็นกิจกรรมที่ทั้งท้าทายและทำให้มองแมลงในมุมใหม่มากขึ้น

ที่นี่ไม่ได้แค่ “มีแมลงโชว์” แต่มันคือประสบการณ์ที่ทำให้เราหยุดมองสิ่งเล็ก ๆ แล้วรู้สึกว้าวกับรายละเอียดของธรรมชาติจริง ๆ

ข้อมูลร้าน Holotype café

ที่ตั้ง : 101 ตำบล เขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา นครนายก 26110
โทร : 085-122-1376
เฟสบุ๊ค : Holotype café
วันทำการ : เปิดทุกวัน (หยุด วันพฤหัสบดี)
เวลาทำการ : 8.30 – 17.00 น.

สำหรับบ้านที่อยากเริ่มพาเด็ก ๆ ไปเปิดโลกธรรมชาติในแบบที่เข้าถึงง่าย Holotype café คือจุดเล็ก ๆ ที่อาจจุดประกายความสนใจครั้งใหญ่ให้เด็ก ๆ ได้เลย


Editor : mylittlewawa
ภาพ : ณัฐวรรธน์ ไทยเสน


เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก
Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น

โรงเรียนประสาทวิทยานนทบุรี

CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนประสาทวิทยานนทบุรี

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับ โรงเรียนประสาทวิทยานนทบุรี วันเสาร์ที่ 21 ก.พ.69 เวลา 8.30 – 11.00 น.

“เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกห้องเรียน” ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้

✨ ฐานที่ 1 Brain Development ให้เด็ก ๆ ได้เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและได้ฝึกสมองไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก 

⛵ ฐานที่ 2 PAPER BOAT ADVENTURE ฝึกความคิดสร้างสรรค์เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ได้คิด วิเคราะห์ 

🏃 ฐานที่ 3 Survival Skills ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

🌈 ฐานที่ 4 Language & Communication Skills การฟังนิทานเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันได้

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง ForemostOmegaSmartGold , Saker , MamaSecret , MasterRabbit และ EminaThailand ไปเคาะประตูพร้อมกันกับเรา ที่จะนำกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกทักษะในการควบคุมตนเองและสร้างความมั่นใจ เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทานรอติดตามกันได้เลย

สิ่งดีดีที่Amarin Baby & Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน

ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SAKER #MamaSecret #MasterRabbit #EminaThailand #โรงเรียนประสาทวิทยานนทบุรี

Tags

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม
โรงเรียนต้นแบบการเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

School Visit วันนี้เราจะพาไปเยี่ยมชมโรงเรียนสาธิตอันดับต้น ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนใฝ่ฝันอยากให้ลูกได้เข้าเรียนค่ะ กับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ซึ่งเป็นโรงเรียนสาธิตที่มีชื่อเสียงยาวนานกว่า 60 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคุณภาพการศึกษา ครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่าอะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ “สาธิตจุฬา” ยังคงเป็นโรงเรียนยอดนิยมมาจนถึงปัจจุบันกันค่ะ

เส้นทางกว่า 60 ปีแห่งคุณภาพ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2501 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกหัดครูในระดับปริญญา ภายใต้การกำกับดูแลของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้น โรงเรียนแห่งนี้จึงนับเป็นหนึ่งในโรงเรียนสาธิตที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและมีบทบาทสำคัญด้านการพัฒนาการศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันโรงเรียนตั้งอยู่บนถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมีพื้นที่กว่า 10 ไร่ ภายใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งส่งผลให้สามารถจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยเป็นระบบและเหมาะสมกับเด็กในระดับประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน

จุดเด่นด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสาธิตจุฬาคือ การมีอิสระในการบริหารจัดการและพัฒนาหลักสูตรของตนเอง ภายใต้กรอบหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ โดยนำมาบูรณาการร่วมกับแนวทางและเอกลักษณ์เฉพาะของโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในแต่ละยุคสมัย

บูรณาการองค์ความรู้ สร้าง “คาแรกเตอร์” นักเรียน

การจัดการเรียนรู้มุ่งพัฒนาเด็กแบบองค์รวมทั้งด้าน ร่างกาย  จิตใจและอารมณ์ สังคม สติปัญญา พร้อมปลูกฝังภาวะผู้นำและการเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก (Positive Change Agent) ดังนั้นเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ตามศักยภาพ ความสามารถและพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย

Active Learning เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

โรงเรียนใช้แนวทาง Active Learning ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม มากกว่าการบรรยาย ซึ่งมีประโยชน์กับเด็ก ๆ ดังนี้

  • เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นคว้าและลงมือปฏิบัติจริง
  • ใช้เทคนิคการตั้งคำถามกระตุ้นการคิดวิเคราะห์
  • ฝึกการสังเกต การเชื่อมโยง และการทำงานร่วมกัน
  • กิจกรรมสอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามจุดประสงค์รายวิชา

โดยแนวทางนี้จะถูกปลูกฝังอย่างต่อเนื่องให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 เพื่อสร้างพื้นฐานการคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผล

พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะยึดหลักสูตรแกนกลางเป็นฐาน อย่างไรก็ตามโรงเรียนก็มีการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะของตนเองควบคู่กัน โดย

  • จัดประชุมและปรับปรุงหลักสูตรปีละ 2 ครั้ง
  • ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาให้ความรู้กับนักเรียน
  • เชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาร่วมพัฒนาและจัดการเรียนรู้รวมทั้งยังได้ผู้ปกครองอาสามาให้ความรู้เกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆอีกด้วย

ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ผู้เรียนเติบโตอย่างรอบด้านและพร้อมรับโลกอนาคตอย่างมั่นใจ

แนวคิด FUN FIND FOCUS (3F)

คือแนวคิดหลักในการจัดการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจของตนเอง ภายใต้แนวคิด “เรียนปนเล่น ใช้งานเป็น เห็นแก่นสาร” และมุ่งเน้นพัฒนาให้เด็กค้นพบศักยภาพและต่อยอดได้อย่างเป็นระบบ

FUN (ประถมศึกษาปีที่ 1–2)

เรียนอย่างมีความสุข ปลูกฝังความรักในการเรียนรู้

  • เรียนผ่านกิจกรรมที่สนุกและเหมาะสมกับวัย
  • เปิดโอกาสให้เลือกเรียนทั้งวิชาพื้นฐานและวิชาเสริมระดับต้น
  • ช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตประถม

FIND (ประถมศึกษาปีที่ 3–4)

ค้นพบความชอบและความถนัดของตนเอง

  • นักเรียนเริ่มสำรวจศักยภาพเฉพาะด้านของตนเอง
  • โรงเรียนมีวิชาเลือกที่หลากหลายตามความสนใจของนักเรียน
  • ส่งเสริมการตั้งคำถามและการค้นคว้าอย่างมีเป้าหมาย

FOCUS (ประถมศึกษาปีที่ 5–6)

พัฒนาความสามารถอย่างจริงจังและมีทิศทาง

  • เมื่อนักเรียนค้นพบความสนใจของตนเองแล้ว ก็สามารถได้ต่อยอดเชิงลึก
  • เรียนทั้งวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะทางระดับสูงขึ้น
  • ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การวางแผน และความรับผิดชอบ

เชื่อมโยงสู่อนาคต

และหลักสูตร 3F นี้ถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงต่อเนื่องไปสู่ระดับมัธยมศึกษาในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแนวทางนี้ก็จะช่วยให้นักเรียนมองเห็นแนวโน้มความสนใจของตนเองตั้งแต่ระดับประถมด้วย
นอกจากนี้ยังช่วยปูพื้นฐานสู่การค้นหาเส้นทางอาชีพในอนาคต โดยผ่านรายวิชาที่หลากหลายและประสบการณ์การเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกับโลกจริง

ซึ่งแนวคิดนี้จึงไม่เพียงสร้าง “เด็กเก่ง” แต่ยังสร้างเด็กให้รู้จักตนเอง มีเป้าหมายและเติบโตอย่างมั่นคงในเส้นทางที่ตนเลือกด้วยค่ะ

โปรแกรมการเรียน

โรงเรียนจัดการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ศักยภาพและความสนใจของผู้เรียนที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้

1.หลักสูตรปกติ (Regular Program)

ประกอบด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ

กลุ่มสาระต่าง ๆ

  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์)
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี-นาฏศิลป์)
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการ
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล

และกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ลูกเสือ -เนตรนารี)

2.CUD English Program

เป็นหลักสูตรที่เสริมความเข้มข้นด้านภาษาอังกฤษ โดยใช้รูปแบบ English for Integrated Studies (EIS)

จุดเด่น

  • จัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โดยอาจารย์ชาวต่างประเทศ ควบคู่กับอาจารย์ไทย
  • เพิ่มคาบ Advanced English เพื่อพัฒนาทักษะภาษาเชิงลึก
  • เสริมศักยภาพการสื่อสารและการใช้ภาษาในบริบทวิชาการ

โดยหลักสูตรนี้จะเหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับสูงขึ้น

3.AP Alternative Program

หลักสูตรทางเลือกที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในหลายรายวิชา ได้แก่

  • คณิตศาสตร์
  • วิทยาศาสตร์
  • พลศึกษา
  • การงานอาชีพ
  • วิทยาการคำนวณ
  • ทัศนศิลป์
  • เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ (Robot)

แนวทางการจัดการเรียนรู้

  • สอนโดยครูชาวต่างชาติควบคู่กับครูไทย
  • เพิ่มรายวิชาเพิ่มเติมเฉพาะด้าน
  • มีการวัดผลแบบ Non-Grade ในบางรายวิชา เพื่อประเมินสมรรถนะและพัฒนาการเชิงทักษะได้อย่างเหมาะสม

4.ทางเลือกในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ กับสถาบันภาษา British Council

โรงเรียนและสมาคมผู้ปกครองและครูฯ ร่วมมือกับ สถาบันภาษา British Council ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยมีครูชาวต่างชาติเป็นผู้สอน เพื่อยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษให้เทียบเท่าสากล

ด้วยความหลากหลายของหลักสูตรและความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ ทำให้ผู้ปกครองสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพและเป้าหมายของบุตรหลานได้อย่างลงตัว

ความรู้คู่คุณธรรม สร้าง DNA แห่งสาธิตจุฬา

โรงเรียนมุ่งพัฒนา “ความรู้ควบคู่คุณธรรม” โดยมีเป้าประสงค์ให้เติบโตอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงนักเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงครูและบุคลากรทุกคนในองค์กร เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนต้องเกิดขึ้นทั้งระบบ

และในโลกยุคปัจจุบัน ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โรงเรียนจึงมุ่งเน้นการพัฒนา ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) พร้อมกำหนด DNA ของนักเรียนสาธิตจุฬาว่าเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ควรมีคุณลักษณะใดติดตัวไป

DNA นักเรียนสาธิตจุฬา

  1. การจัดการตนเอง (Self-Management)
  2. การจัดการการเงิน (Financial Literacy)
  3. ความกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
  4. การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา
  5. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
  6. การมีชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุข

กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียน

นอกจากการเรียนในห้องเรียน โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับ “พื้นที่แห่งโอกาส” เพื่อเปิดเวทีให้เด็ก ๆ ได้ค้นพบความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่

  • โครงการหลังเลิกเรียน CUD After School

กิจกรรมหลังเลิกเรียนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนตามความสนใจ เน้นด้านพัฒนาทักษะต่าง ๆ ทั้งทางด้านกีฬา ศิลปะการแสดง (เต้น รำไทย) ภาษา เทคโนโลยี การประกอบอาหาร งานประดิษฐ์ Coding และ Robotics รวมถึงการทดลองวิทยาศาสตร์ มุ่งพัฒนาศักยภาพรอบด้าน ทั้งร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ และทักษะแห่งอนาคต โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างบูรณาการ

  • โครงการเสริมศักยภาพทางด้านศิลปะ Art Learning

โครงการเสริมศักยภาพทางด้านศิลปะ Art Learning ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านศิลปะให้แก่นักเรียนที่มีความสามารถทางด้านศิลปะ

  • โครงการพฤกษศาสตร์น้อย

เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยมีจุดมุ่งหมายให้เยาวชนได้ใกล้ชิดพืชพรรณไม้ เห็นคุณค่า เห็นประโยชน์และความสวยงาม อันจะก่อให้เกิดความคิดที่จะอนุรักษ์ต่อไป ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณาจารย์หน่วยปฏิบัติการวิจัยพรรณไม้ประเทศไทย  ภาควิชาพฤกษศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณาจารย์จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ

  • ศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม

เปิดโอกาสให้นักเรียนที่สนใจได้สร้างผลงานนวัตกรรมที่นักเรียนเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนาด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะต่าง ๆ โดยมีวางแผนการทำงานร่วมกัน ระหว่างครู – นักเรียน – ผู้ปกครอง โดยส่งผลงานนวัตกรรมเข้าประกวดในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่บูรณาการกับกลุ่มสาระฯ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน เช่น

  • ศุกร์สโมสร เวทีของคนกล้าแสดงออก

กิจกรรมนี้จัดขึ้นปีการศึกษาละ  2 ครั้ง  เปิดเวทีให้นักเรียนได้แสดงความสามารถอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ร้องเพลง เต้น ,Cover Dance, เล่นดนตรี ,การแสดง, ลีลาศ หรือโชว์พิเศษอื่น ๆ เป็นพื้นที่ที่ “อยากโชว์อะไรก็ได้ ไม่จำกัดรูปแบบ”

โดยผู้ปกครองสามารถเข้าร่วมชมและให้กำลังใจได้ด้วย ทำให้เด็ก ๆ เกิดความภาคภูมิใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนที่ยังลังเล กล้าก้าวออกมาพัฒนาตนเอง

  • งานวันเอกลักษณ์ไทย

กิจกรรมที่ต่อยอดจากกลุ่มสาระภาษาไทย มุ่งปลูกฝังความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย ทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยอย่างถูกต้อง มารยาทไทยและการวางตัวที่เหมาะสม การสืบสานคุณค่าความเป็นไทยผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์

  • เทศกาลตลาดนัดการงานอาชีพ

จัดโดย กลุ่มสาระการเรียนรู้การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการ

เปิดโอกาให้นักเรียนได้เป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และแบ่งปันไอเดียต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น

💡Zone 1 ลานไฮเทค : สนุกกับเทคโนโลยีนวัตกรรมความรู้นำสมัย

🛍️Zone 2 ตลาดนัดจิ๋วจตุจักร : Shop สินค้า ชิมอาหารอร่อย เครื่องดื่มชื่นใจ ราคาสบายกระเป๋า

🎁Zone 3 ตลาดนัดทำเพลิน DIY : กิจกรรมสนุก ๆ มากมายจากผู้ใหญ่ใจดี

🫶🏻Zone 4 ตลาดนัดดำเนินสนุก : สมบัติผลัดกันชมสภาพดีและสินค้าทำมือใส่ใจทุกขั้นตอน

  • โครงการออกกำลังกาย SATIT CHULAFIT & FIRM

มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเสริมสร้างให้นักเรียนและบุคลากรมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีและช่วยเสริมสร้างให้นักเรียนและบุคลากรมีค่านิยมและทัศนคติที่ดีในการออกกำลังกาย ลักษณะของโครงการเป็นการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายแบบ ZUMBA ในทุกเช้าของวันพุธ ช่วงเวลาประมาณ 08.10-08.30 น

กิจกรรมเสริมเหล่านี้ช่วยสะท้อนแนวคิดของโรงเรียนที่เชื่อว่า “การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน” แต่เกิดจากประสบการณ์ การลงมือทำ และการได้รับโอกาสในการแสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ค่ะ

Mommy Love This… ถูกใจคุณแม่!

  1. เรียนต่อมัธยมแบบต่อเนื่อง
    นักเรียนระดับประถมสามารถเรียนต่อระดับมัธยมได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสอบแข่งขันใหม่ เรียนยาวต่อเนื่องได้ถึง 12 ปี
  2. พื้นที่สีเขียวและสนามเด็กเล่นหลายจุด
    มีสนามหญ้าและพื้นที่กิจกรรมกระจายหลายบริเวณ ให้เด็ก ๆ ได้วิ่งเล่น ทำกิจกรรม และใกล้ชิดธรรมชาติ
  3. ระบบความปลอดภัยเข้มงวด
    มีจุดสแกนใบหน้าทั้งนักเรียนและผู้ปกครองในการรับ–ส่ง ช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัย
  4. โครงการการศึกษาพิเศษ
    รองรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ให้สามารถเรียนร่วมกับเพื่อน ๆ และปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
  5. อาคารเรียนเชื่อมต่อด้วย Sky Walk
    ทุกอาคารเรียนเชื่อมถึงกัน เดินเรียนสะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องแดดหรือฝน
  6. มุมอาหารเช้าสำหรับครอบครัว
    ช่วงเช้ามีร้านอาหารเปิดให้บริการ คุณพ่อคุณแม่สามารถมานั่งทานอาหารเช้าพร้อมลูก ๆ ก่อนเข้าเรียน เป็นช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัว
  7. ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาในมหาวิทยาลัย
    นักเรียนสามารถใช้สนามกีฬาและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ช่วยส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาอย่างเต็มที่
  8. มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน
    ให้คำปรึกษาด้านอารมณ์ พัฒนาการ และการปรับตัว ดูแลทั้งด้านวิชาการและสุขภาวะทางใจอย่างรอบด้าน

ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่แค่ “โรงเรียนของเด็ก” แต่เป็นโรงเรียนที่ใส่ใจทั้งนักเรียนและครอบครัวอย่างแท้จริงค่ะ

ค่าธรรมเนียมการศึกษา

หลักสูตรปกติ 30,000 + บาท ต่อปี

หลักสูตรอื่น ๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โรงเรียนค่ะ

ที่อยู่ : ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330.

โทรศัพท์ : 02-2182746

Website : https://www.satite.chula.ac.th/

Editor : สุทธิดา มานพน้อย

ภาพ : นันทิยา บุศบงค์

อ่านโรงเรียนอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a1%e0%b8%a8%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a3/

Tags

สีอึทารก

สีอึทารก บอกสุขภาพได้มากกว่าที่คิด

แม่มือใหม่ เรื่องของลูกเป็นเรื่องใหม่เสมอ และ เชื่อว่าเราจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิเคราะห์ภายในข้ามคืน หรือแม่และพ่อจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอึอึ๊ของลูก ความชำนาญที่เกิดจากความใส่ใจ และ สังเกตลูก ซึ่งถูกต้องแล้วเพราะ

ลักษณะอึของลูกเป็นตัวชี้วัดสุขภาพ แบบที่มองเห็นได้ด้วยตาแบบง่าย และ มีความสำคัญมาก เราสามารถวิเคราะห์สุขภาพของลูกได้เบื้องต้นจาก สีอึทารก เช่น สี และ ลักษณะของอุจจาระบ่งบอกถึงการย่อยอาหาร การได้รับนมไม่ว่าจะเป้นนมแม่ หรือ นมผงแบบพอเพียง รวมถึงภาวะร่างกาย เช่น อุจจาระสีเหลืองนวลเหลืองทองหมายถึงความปกติ สีเขียวอาจเกิดจากนมผง หรือ ธาตุเหล็ก สุดท้ายหากเป็นสีดำ (หลังจากอุจจาระขี้เทาแรกเกิด) หรือ สีขาวซีด หรือ มีเลือดปน ถือเป็นสัญญาณผิดปกติที่ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน

ประเภทของสีและลักษณะของอุจจารระลูกมาให้แม่ได้ลองสังเกตดู

  • สีเหลือง (มัสตาร์ด หรือ เหลืองนวล) : สีปกติ โดยเฉพาะทารกกินนมแม่ (อาจมีเนื้อเหลว หรือ เนื้อเนียน)
  • สีเขียว (เขียวเข้ม หรือ เขียวปนเหลือง) : แบบนี้ปกติดี ช่วงแรกเกิดอาจเป็นสีเขียวขี้ม้า หรือ สีเขียวจากนมผง หรือ แม่กินผักสีเขียวหรือธาตุเหล็กมากก็อาจมีสีเขียวปนได้
  • สีดำ (หลังจากขี้เทา) : แต่ในช่วง 1-3 วันแรกไม่ต้องตกใจไป แต่หากหลังจากนั้น อาจผิดปกติ จากทางเดินอาหาร หรือ การแพ้นม
  • สีขาวซีด หรือ สีเทา : ผิดปกติ อาจเกี่ยวกับตับ หรือ ถุงน้ำดี ควรรีบพบแพทย์
  • สีแดงหรือมีเลือดปน : ผิดปกติ อาจเกิดจากอาการแพ้อาหาร การติดเชื้อ หรือ แผลฉีกขาดที่ก้นลูกก็ได้
  • ลักษณะเหลวเป็นน้ำ หรือ ถ่ายบ่อย : ท้องเสีย และ ควรระวังเรื่องเด็กน้อยอาจขาดน้ำได้
  • ลักษณะแข็งเป็นก้อน หรือ แบบขี้กระต่าย : ท้องผูก
  • มีมูก หรือ เหม็นผิดปกติ : อาจติดเชื้อ หรือ การแพ้อาหารได้

 *หากพบอึมีสีแดง สีขาวซีด สีดำสนิท หรือ มีมูกเลือด รวมถึงลูกถ่ายเหลวบ่อยเกินไป ควรปรึกษาแพทย์ทันที

สีที่แตกต่าง มาจากนมที่ลูกกิน

  • นมแม่ : อึจะเหลว-ค่อนข้างเหลว สีเหลืองมัสตาร์ด มีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อย
  • นมผง : อึจะข้น-เหนียว คล้ายยาสีฟัน สีน้ำตาล หรือ เขียวเข้มกว่า กลิ่นชัดกว่า 

10 ลักษณะเด่น และ สีอึทารก บอกสุขภาพของลูก

  1. สีอึทารก แรกเกิดหลังคลอด เรียกว่า “ขี้เทา”
    อุจจาระของลูกน้อยแรกคลอดจะเหนียว และ มีสีดำ เรียกว่า “ขี้เทา” เป็นของเสียที่สะสมตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่ ภายในหนึ่งถึงสองวันแรกหลังคลอด หนูน้อยควรต้องถ่าย “ขี้เทา” นี้ออกมา หลังจากนั้น อุจจาระของเด็กก็จะนิ่มขึ้น แต่ยังมีสีเข้มอยู่
  2. อุจจาระควรมีสีอ่อนลงหลังคลอด 3 วัน
    ในวันที่ 3 อุจจาระของลูก ควรจะมีสีอ่อนลง เด็กบางคนอุจจาระอาจจะออกมาเป็นสีเขียว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ หากลูกน้อยยังอุจจาระออกมาเป็นสีดำเข้ม คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษา หรือ แจ้งกุมารแพทย์ที่ดูแล
  3. เด็กอายุครบ 5 วัน อุจจาระควรจะเป็นสีออกเหลืองมัสตาร์ด
    เมื่อลูกน้อยอายุครบ 5 วัน อุจจาระควรเป็น สีเหลืองมัสตาร์ด สำหรับเด็กบางคนอาจ มีอึสีเขียวอ่อน หรือ สีส้มอ่อนได้ เมื่อถึงเวลานี้ อุจจาระจะมีปริมาณมากขึ้น มีลักษณะที่เหลวขึ้น และ สีอ่อนลง
  4. หนูน้อยอายุ 1 วัน อาจมีการขับถ่ายของเสีย วันละ 1 ครั้ง เมื่อถึงวันที่ 2 ก็ควรมีการขับถ่ายเพิ่มขึ้น เป็น 2 ครั้ง โดยเพิ่มขึ้นแบบนี้เรื่อยไปจนถึงวันที่ 5
  5. เมื่อลูกน้อยอายุครบ 5 วัน ควรมีการขับถ่ายของเสีย 5 ครั้ง
  6. เมื่อครบ 5 วันแล้ว ทารกน้อยควรอุจจาระอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน
  7. หลังจากอายุครบ 5 วัน ลูกน้อยควรอุจจาระอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน โดยอุจจาระควรมีสีเหลืองมัสตาร์ด ยิ่งหากกินนมแม่ จะยิ่งอุจจาระบ่อย และ เนื้อเหลวกว่าอุจจาระของหนูน้อยที่กินนมผสม ทารกที่กินนมผสม จะมีสีออกน้ำตาลกว่า และ มีกลิ่นที่ต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม ลักษณะ และ สีอึทารก แต่ละคนมีความแตกต่างกัน ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยเรื่องอุจจาระของลูกน้อยเพิ่มเติม สามารถปรึกษาคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญได้เลย

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Checklist อาการแม่ Burnout ใช่เราไหมนะ
ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน หรือลูกจะเป็น Overtired baby

Tags

เรียนรู้อิสระ พัฒนาชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ที่ Earl Montessori and Creativity Center

การเลือกพื้นที่การเรียนรู้ที่เหมาะสมให้ลูก คือ หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญสำหรับพ่อแม่ในยุคนี้ เพราะพื้นที่เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่เด็กได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ได้ลองผิดลองถูก ฝึกความรับผิดชอบ พัฒนาความมั่นใจ รวมถึงค้นพบความสามารถ และ ความสนใจของตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ

ภายใต้แนวคิด “Montessori for Real Life Readiness” Earl Montessori and Creativity Centre ไม่ได้มองมอนเตสซอรี่เป็นเพียงรูปแบบการเรียนรู้ แต่คือการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับชีวิตจริง ผ่านการพัฒนาทักษะชีวิต (Life Skills) ความเป็นอิสระ (Independence) และ ทักษะด้านการคิด วางแผน และ การจัดการตนเอง หรือ Executive Function ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ และ การใช้ชีวิตในระยะยาว

เด็ก ๆ จะได้ฝึกคิด ตัดสินใจ ลงมือทำ และ รับผิดชอบในแบบที่เหมาะสมกับช่วงวัย โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะ คอยสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง มากกว่าการเร่งผลลัพธ์ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว

4 เหตุผล ที่ทำไมเด็ก ๆ จะรักในหลักสูตร Preschool ของที่นี่  

1. Montessori คือหัวใจสำคัญ 

เด็ก ๆ ที่นี่จะได้ลงมือทำจริง (hand-on Learning) ได้สำรวจ เรียนรู้ และ ลงมือปฎิบัติด้วยตัวเอง ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อทักษะเฉพาะด้าน เช่น ทักษะชีวิต (Practical Life) ประสาทสัมผัส (Sensorial) คณิตศาสตร์ (Mathematics) ภาษา และ วัฒนธรรม (Language and Culture)

2. ผสานแนวคิด (Mindfulness and Meditation)

ในห้องเรียน เมื่อน้อง ๆ ได้เลือกกิจกรรมที่ตนเองสนใจ คุณครูจะอยู่เคียงข้างอย่างอ่อนโยน เคารพการเรียนรู้ของเด็ก เปิดโอกาสให้ได้ลงมือทำ ลองผิดลองถูกด้วยตนเองอย่างมีสมาธิ และ จดจ่อ

กระบวนการเรียนรู้นี้ช่วยหล่อหลอมความมั่นใจจากภายใน ทำให้เด็ก ๆ กล้าเรียนรู้ เติบโตอย่างสงบ และ เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง

3. ทักษะรอบด้าน (Holistic Skills Development)

ส่งเสริมการเรียนให้เด็กได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และมัดเล็ก เรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมสนุกในทุก ๆ วัน

4. สภาพแวดล้อมส่งเสริมการเรียนรู้ (A Prepared Learning Environment)

พื้นที่การเรียนรู้ถูกออกแบบอย่างใส่ใจ ปลอดภัย และ กระตุ้นการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ และ มีความสุข

และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงคัดเลือกให้ Earl Montessori and Creativity Centre ได้รับรางวัล Editor’s Choice  ประเภท Best Preschool for Early Years Foundation จาก Amarin Baby & Kids Awards 2025

ทีมกองบรรณาธิการเห็นความตั้งใจของที่นี่ ที่มุ่งเน้นให้ในเด็กเล็กได้มีอิสระทางความคิด เพื่อสร้างความมั่นใจ อีกสิ่งที่เราเห็นคือ บุคลากร และ คุณครู รวมถึงหลักสูตรมีความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กเล็ก นั่นคือการได้เล่น ผ่านการลงมือทำ

ซึ่งก็ตรงกับแนวทางแบบมอนเตสซอรี่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ครบถ้วน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และ อารมณ์ เด็ก ๆ จะกล้าคิด กล้าแสดงออก นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างทักษะในการแก้ปัญหา และ การทำงานร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย ทีมกองบรรณาธิการชอบในการผสมผสาน Mindfulness and Meditation ในกิจกรรมประจำวันของเด็ก ๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้นวันใหม่ ช่วงพักกลางวัน หรือช่วงปิดท้ายวันมีกิจกรรมดี ๆ เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ มีสมาธิพร้อมเรียนรู้ และ ผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งดีกับเด็ก ๆ มากค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.facebook.com/earlmontessorihq

CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย วันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ.69 เวลา 8.30 – 11.00 น.

“เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกห้องเรียน” ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้

✨ ฐานที่ 1 Brain Development ให้เด็ก ๆ ได้เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและได้ฝึกสมองไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก 

⛵ ฐานที่ 2 PAPER BOAT ADVENTURE ฝึกความคิดสร้างสรรค์เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ได้คิด วิเคราะห์ 

🏃 ฐานที่ 3 Survival Skills ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

🌈 ฐานที่ 4 Language & Communication Skills การฟังนิทานเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันได้

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง ForemostOmegaSmartGold , Saker, MamaSecret , MasterRabbit และ EminaThailand ไปเคาะประตูพร้อมกันกับเรา ที่จะนำกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกทักษะในการควบคุมตนเองและสร้างความมั่นใจ เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทานรอติดตามกันได้เลย

สิ่งดีดีที่Amarin Baby &Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน

ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SAKER #MamaSecret #MasterRabbit #EminaThailand #โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

Tags

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี

วาร์ปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ บุก พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี

School Visit ครั้งนี้ เราพาเด็ก ๆ มาเปิดโลกการเรียนรู้กันที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมเรื่องราวของโลกเอาไว้แบบครบ ๆ โดยเฉพาะโซนซากดึกดำบรรพ์ที่เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันสุด ๆ เพราะได้เจอกับเรื่องราวของไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตในอดีตแบบใกล้ชิด เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสำรวจโลกในยุคก่อนประวัติศาสตร์

การได้มาเห็นของจริงแบบนี้ ไม่ได้แค่เพิ่มความรู้ แต่ยังช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจภาพของโลกได้ชัดขึ้น ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และ ความเชื่อมโยงของสิ่งมีชีวิตในแต่ละยุค ที่สำคัญคือยังช่วยจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และ ทำให้การเรียนรู้นอกห้องเรียนกลายเป็นเรื่องสนุก และมีความหมายมากขึ้น

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ

หรือที่หลายคนเรียกว่า พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี (National Geological Museum) เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาขนาดใหญ่ในจังหวัดปทุมธานี ที่นี่แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 2 โซนหลัก คือ โซนภายนอกอาคาร และ โซนภายในอาคาร ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การกำเนิดโลก วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ไปจนถึงธรณีวิทยาของประเทศไทย และ การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

ตอนแรกเราคิดว่าเด็ก ๆ คงแค่เดินดูไดโนเสาร์แล้วก็จบ แต่พอได้เข้าไปจริง ๆ กลับกลายเป็นว่าเดินเพลินกว่าที่คิดมาก แต่ละโซนมีอะไรให้ดูเยอะ และน่าสนใจ เด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจกันทุกจุด วิ่งดูโน่นนี่แบบไม่มีเบื่อเลย

นิทรรศการภายนอกอาคาร นิทรรศการกลางแจ้ง

พื้นที่จัดแสดงภายนอกอาคารถูกออกแบบให้เป็น “สวนหิน” ที่รวบรวมตัวอย่างหินจากหลากหลายยุค พร้อมจำลองสภาพแวดล้อมของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เด็ก ๆ สามารถเดินดู เรียนรู้ และ สัมผัสของจริงได้แบบใกล้ชิด ทั้งโซนน้ำพุ และ ไดโนเสาร์จำลองที่ช่วยเพิ่มความสนุกระหว่างการเรียนรู้

ไฮไลต์สำคัญของโซนนี้ คือ รูปปั้นไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยขนาดใหญ่ที่ถูกจำลองอย่างสมจริง ตั้งเด่นอยู่บริเวณด้านหน้า ต้อนรับเด็ก ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา และ ยังเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่หลายครอบครัวไม่พลาด

โซนภายในอาคาร: 4 ชั้น 4 ประสบการณ์การเรียนรู้

ภายในอาคารแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 4 ชั้น แต่ละชั้นถูกออกแบบเป็นโซนชัดเจน เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเด็กวัยเรียนและครอบครัว เดินไล่ดูได้เพลิน ๆ พร้อมเนื้อหาที่ค่อย ๆ พาเราไปรู้จักโลกมากขึ้นในแต่ละมิติ

ชั้น 1 : ซากดึกดำบรรพ์ – วาฬอำแพง

เริ่มต้นกันที่ชั้นแรกกับโซนซากดึกดำบรรพ์ ที่มีการจัดแสดงทั้ง “ช้าง” และ “วาฬ” ให้เด็ก ๆ ได้เห็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีตอย่างใกล้ชิด

แต่ไฮไลต์ที่สะดุดตาที่สุดของชั้นนี้ต้องยกให้ “วาฬอำแพง” ที่มีทั้งซากจริง และ แบบจำลองขนาดใหญ่จัดแสดงอย่างโดดเด่น ความยิ่งใหญ่ของโครงกระดูก และ รายละเอียดต่าง ๆ ทำให้เด็ก ๆ เหมือนได้ยืนอยู่ตรงหน้าสิ่งมีชีวิตจากอดีตจริง ๆ เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทั้งน่าตื่นตา และ ช่วยให้การเรียนรู้เรื่องซากดึกดำบรรพ์กลายเป็นเรื่องสนุกขึ้นทันที

ชั้น 2 : ธรณีวิทยาทั่วไป และ ธรณีวิทยาประเทศไทย

ชั้นนี้เป็นอีกโซนที่เนื้อหาแน่น แต่เล่าออกมาเข้าใจง่าย เหมาะกับเด็ก ๆ ที่กำลังเริ่มเรียนรู้เรื่อง “โลก” แบบจริงจังมากขึ้น

ในส่วนของ โซนธรณีวิทยาทั่วไป จะพาไปรู้จักตั้งแต่กำเนิดโลก ส่วนประกอบต่าง ๆ ของโลก หินชนิดต่าง ๆ รวมถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และ โครงสร้างทางธรณีวิทยา ที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของโลกใบนี้ได้ชัดขึ้น

โซน ธรณีวิทยาประเทศไทย เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่รวบรวมเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา ความรู้ด้านธรณีสัณฐาน และ แบบจำลองสภาพแวดล้อมในยุคต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเข้าใจง่าย พร้อมไดโนเสาร์มัลติมีเดียที่เพิ่มความตื่นตา รวมถึงการขุดพบซากดึกดำบรรพ์และชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์จำลองจากต่างประเทศ ทำให้การเรียนรู้เรื่องโลกและธรรมชาติทั้งสนุกและได้ความรู้ในเวลาเดียวกัน

ชั้น 3 : ทรัพยากรแร่ และ ธรณีวิทยาประยุกต์

ชั้นนี้จะพาไปรู้จักแหล่งกำเนิดแร่ การตรวจวิจัยแร่ การทำเหมืองแร่ การจำแนกชนิดของแร่ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ในชีวิตประจำวัน

รวมถึง โซนธรณีวิทยาประยุกต์ ที่มีแบบจำลองการเกิดพายุหมุน โครงสร้างอาคารป้องกันแผ่นดินไหว และอธิบายสาเหตุของธรณีพิบัติภัยต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจง่าย

ชั้น 4 : ธรณีวิทยาประยุกต์

ปิดท้ายด้วยโซนธรณีวิทยาประยุกต์ที่เน้นการนำความรู้ไปใช้จริง เช่น การสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม พลังงานทางเลือก ถ่านหิน รวมถึงน้ำบาดาลและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

ไฮไลต์ห้ามพลาด : สวนดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์เคลื่อนไหวได้

โซนที่เด็ก ๆ ตื่นเต้นที่สุดต้องยกให้ “สวนดึกดำบรรพ์” ที่จัดแสดงไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยในขนาดเสมือนจริง สามารถขยับตัวและส่งเสียงคำรามได้ พร้อมแสง สี เสียง ที่ช่วยเพิ่มความตื่นตาตื่นใจ ทำให้บรรยากาศเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกยุคดึกดำบรรพ์จริง ๆ

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี

ภายในโซนนี้ยังมีการจัดวางพืชพรรณและต้นไม้ เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมของโลกตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน ทำให้เด็ก ๆ ได้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอย่างชัดเจน

โดยมีไดโนเสาร์ไทยที่จัดแสดง เช่น สยามโมไทรันนัส สยามโมซอรัส ภูเวียงโกซอรัส และสิรินธรเน เรียกได้ว่าเป็นโซนที่ได้ทั้งความสนุกและความรู้ไปพร้อม ๆ กันเลยจริง ๆ

ข้อมูลการเดินทาง พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี

ที่ตั้ง: 55 หมู่ 5 ถ.เลียบคลอง 5 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
โทร: 02-902-7695
เว็บไซต์: http://www.dmr.go.th/museum_pathum
เฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/GoldenJubileeNationalGeologicalMuseum
วันทำการ : วันอังคาร – วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์)
เวลาทำการ : 09.30 – 16.30 น.
ค่าเข้าชม

  • ผู้ใหญ่ 30 บาท
  • เด็ก 10 บาท
  • เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี

ถ้ากำลังมองหา ที่เที่ยวสำหรับเด็ก สถานที่ทัศนศึกษา หรือพาเด็ก ๆ เปิดโลกวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ครบทั้งสาระ ความสนุก และ บรรยากาศเดินสบายในห้องแอร์ บ้านไหนมีเด็ก ๆ เป็นแฟนคลับไดโนเสาร์ บอกเลยว่าควรปักหมุด

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก
Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น


Editor : mylittlewawa
ภาพ : กรานต์ชนก บุญบำรุง

Tags

Checklist อาการแม่ Burnout ใช่เราไหมนะ

เช็กสัญญาณ “แม่หมดไฟ” แบบที่ไม่ใช่แค่เหนื่อยธรรมดา แต่รู้สึกเหนื๊อย เหนื่อยยย เหลือเกิน ลูกนอนก็ไม่ได้นอนพร้อมลูกอยากไถฟีตทั้งวัน ไม่อยากทำอะไรอยากจะอยู่เฉย ๆ อยากจุบจิบขนมหวาน ๆ ทั้งวัน กายหยาบอยู่นี่ ใจลอยไปถึงไหน ๆ แม่บ้านไหนรู้สึกแบบนี้ ไม่ต้องกังวลใจไป

เรามีเช็คลิสต์ที่มาตรวจสอบว่าใช่ใช่ไหม เราหมดไฟ อยากลาออกจากการเป็นแม่หรือเปล่า นี่คือ 5 ลิสต์ ที่ชวนแม่ ๆ มาเช็คลิสต์เบื้องต้น ว่าแม่แบบเราเข้าข่ายนั้นแล้วหรือยัง

5 อาการแม่ Burnout

  1. พลังงานติดลบเรื้อรัง  ตื่นมาก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เหมือนชาร์จแบตไม่เข้า นอนเท่าไหร่ก็ยังเพลีย รู้สึกเหนื่อย เหมือนชาร์จแบตไม่เข้า นอนเท่าไหร่ก็ยังง่วง เพลียทั้งวัน
  2. หงุดหงิดง่ายผิดปกติ  เรื่องเล็ก ๆ ของลูก เช่น หนังสือขาด ทำน้ำหก ร้องไห้งอแง เรื่องนิดเดียวแม่ก็หงุดหงิดกลายเป็นระเบิดลง หรือเผลอตวาดลูกบ่อยขึ้นจนมาเสียใจทีหลัง  
  3. ภาวะ “ใจลอย” (Emotional Distancing) อยู่กับลูกนะ แต่ใจไม่ได้อยู่ด้วย เริ่มรู้สึกเฉยชา อยากไถมือถือหนีโลกความเป็นจริงไปเรื่อย ๆ  
  4. นอนไม่หลับแม้ลูกหลับแล้ว  ร่างกายเหนื่อยมาก แต่สมองไม่ยอมหยุดคิด วนเวียนเรื่องสิ่งที่ต้องทำพรุ่งนี้ หรือรู้สึกผิดกับคำพูดที่พูดกับลูก หรือสิ่งที่ทำให้ลูกเสียใจ หรืออะไรที่ผิดพลาดกับเรื่องวันนี้
  5. ความภูมิใจในตัวเองหายไป “ทำไมคนอื่นทำได้แต่เราทำไม่ได้” มองข้ามความต้องการตัวเอง ไม่อยากทำสิ่งที่เคยชอบ  ไม่สนใจในสิ่งที่เคยทำ ปล่อยตัวผมเผ้าฟู เสื้อผ้าเก่าโทรม ละเลยความต้องการตัวเอง ลืมกินข้าว ลืมอาบน้ำ หรือไม่ได้ทำสิ่งที่เคยชอบเลยแม้แต่นิดเดียวมาเป็นเวลานาน

ทำอย่างไรให้ใจเราเบาขึ้น

ภาวะ Burnout ของคนเป็นแม่ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่มันคือการหมดไฟทั้งทางกาย อารมณ์ และจิตใจ  สิ่งแรกที่ต้องทำคือ อย่าเพิ่งโทษตัวเองเพราะการเลี้ยงลูกคืองานที่ไม่มีวันหยุดและไม่มีวันลาพักร้อนได้  นี่คือแนวทางในการฟื้นฟูใจตัวเองกลับมา

1. ยอมรับและหยุด “ความคาดหวังที่สมบูรณ์แบบ”

 อนุญาตให้ตัวเองเหนื่อยได้ การเป็นแม่ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นซูเปอร์วูแม่นหรือซุปเปอร์มัมตลอดเวลา ไม่ไหวคือไม่ไหวอย่างไรเราก็ยังเป็นแม่ที่ดีนะ ลดมาตรฐานลงหน่อย บ้านรกบ้างก็ไม่ผิด มื้อเย็นไม่ต้องฟูลออปชั่น กินง่าย ๆ ก็สบายใจดีนะ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ สุขภาพจิตของแม่ แม่ที่ยิ้มและหัวเราะได้ลุกก็รับรู้ถึงสิ่งนั้นเช่นกัน

2. ขอความช่วยเหลือบ้าง เพื่อเติมพลังให้ตัวเอง

สื่อสารกับคนข้าง ๆ บอกสามีหรือครอบครัวไปเลยตรง ๆ ว่า  “ตอนนี้แม่ไม่ไหวแล้ว ต้องการพัก” อยากให้ช่วยทำอะไรบ้าง  เช่น ฝากดูลูก 2 ชั่วโมง ขอแม่ไปทำธุระส่วนตัวหรือหากงบประมาณเอื้ออำนวย การจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดใหญ่สักครั้ง หรือสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ก็ช่วยลดภาระงานในบ้านได้

3. กฎ 15 นาที สร้างช่วงเวลา “Me Time”

หาเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ โดยไม่มีเสียงเรียก “แม่จ๋า” แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่แค่แม่ได้อาบน้ำนานขึ้น ได้มาร์หน้า หมักผมหรือจิบกาแฟตอนลูกหลับ ลองวางถือและหยุดไถโซเชียลก่อน ลดความกดดันตัวเองลงได้เยอะเลย

4. นอนเมื่อมีโอกาส

เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่ายนะ  การนอนที่เต็มอิ่มส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ ทานอาหารดีดี มีประโยชน์ และครบห้าหมู่ รวมถึงรับประทานให้เป็นเวลา รับประทานดี นอนให้หลับ เท่านี้ก็เพิ่มปริมาณความสุขแล้ว

สังเกตอาการให้ดี หากคุณเริ่มรู้สึกไม่อยากใกล้ชิดลูก มีอารมณ์ดิ่งลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น นี่อาจจะเป็นมากกว่า Burnout แต่อาจเข้าข่าย ภาวะซึมเศร้า แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยเร็ว การได้พูดคุยกับแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มีคนรับฟังอย่างเข้าใจ แนะนำให้พักเบรกสั้น ๆ ในแต่ละวันสำหรับคุณแม่ สิ่งที่ทำแล้วสบายใจ พักวางทุกอย่างลง แม้เพียงสิบห้านาทีเท่านี้ก็จะช่วยฮีลใจได้ขึ้นบ้างแล้วค่ะ

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับ โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ วันจันทร์ที่ 16 ก.พ.69 เวลา 8.30 – 11.00 น.

“เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกห้องเรียน” ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้

✨ ฐานที่ 1 Brain Development ให้เด็ก ๆ ได้เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและได้ฝึกสมองไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก 

⛵ ฐานที่ 2 PAPER BOAT ADVENTURE ฝึกความคิดสร้างสรรค์เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ได้คิด วิเคราะห์ 

🏃 ฐานที่ 3 Survival Skills ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

🌈 ฐานที่ 4 Language & Communication Skills การฟังนิทานเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันได้

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง ForemostOmegaSmartGold , Saker , MamaSecret , MasterRabbit และ EminaThailand ไปเคาะประตูพร้อมกันกับเรา ที่จะนำกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกทักษะในการควบคุมตนเอง และ สร้างความมั่นใจ เสริมจินตนาการ และ ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทาน

สิ่งดี ๆ ที่ Amarin Baby &Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน

ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SAKER #MamaSecret #MasterRabbit #EminaThailand #โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

Tags

CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนดรุณสิกขาลัย

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย วันศุกร์ที่ 13 ก.พ.69 เวลา 8.30 – 11.00 น.

“เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกห้องเรียน : Hand-on Play Skills” ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้

✨ ฐานที่ 1 Brain Development ให้เด็ก ๆ ได้เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและได้ฝึกสมองไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก 

⛵ ฐานที่ 2 PAPER BOAT ADVENTURE ฝึกความคิดสร้างสรรค์เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ได้คิด วิเคราะห์ 

🏃 ฐานที่ 3 Survival Skills ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

🌈 ฐานที่ 4 Language & Communication Skills การฟังนิทานเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันได้

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีกับผลิตภัณฑ์ดีดีที่คิดมาเพื่อเด็ก ๆ อย่าง Foremost Omega Smart Gold , Saker , MamaSecret , MasterRabbit และ EminaThailand ไปเคาะประตูพร้อมกันกับเรา ที่จะนำกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกทักษะในการควบคุมตนเองและสร้างความมั่นใจ เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทาน 

สิ่งดีดีที่ Amarin Baby & Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน

ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SAKER #MamaSecret #MasterRabbit #EminaThailand #โรงเรียนดรุณสิกขาลัย

Tags

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก
โรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เลือก เรียนรู้ และเติบโตอย่างมีคุณค่าในตัวเอง

School Visit วันนี้ขอพาคุณพ่อคุณแม่ไปเยี่ยมชมโรงเรียนทางเลือกแห่งหนึ่ง ที่ซ่อนตัวอย่างเงียบสงบอยู่ในย่านลาดพร้าว บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน โรงเรียนแห่งนี้มีชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก

เพียงแค่ได้ยินชื่อโรงเรียนก็รู้สึกได้ทันทีว่า ที่นี่ต้องไม่ธรรมดาและต้องมีอะไรพิเศษซ่อนอยู่แน่นอน
เราไปทำความรู้จักและค้นหาความพิเศษของโรงเรียนแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กันนะคะ

จุดเริ่มต้นของโรงเรียน

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของ ครูอั๋น (คุณอันธิกา ภูวภิรมย์ขวัญ) และ ครูเกด (คุณภูวฤทธิ์ ภูวภิรมย์ขวัญ) ที่อยากสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อลูกของตนเอง

โรงเรียนในฝันของทั้งสองคือโรงเรียนที่เข้าใจธรรมชาติของเด็กอย่างแท้จริง โรงเรียนที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่ทำให้ “รักการเรียนรู้” โดยมีคุณครูที่เข้าใจ เคารพและมองเห็นความงดงามเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน

เด็กทุกคนมีความโดดเด่นในแบบของตนเองเปรียบเสมือน “ช้างเผือก” ที่แม้จะเป็นช้างเหมือนกันแต่กลับมีลักษณะพิเศษไม่ซ้ำกัน นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก

ที่นี่จึงไม่ได้มุ่งเพียงการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนประถมเท่านั้น แต่ยังมุ่ง “สร้างต้นทุนชีวิต” ให้กับเด็ก ๆ เพื่อให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา

โรงเรียนใช้หลักสูตรที่ร้อยเรียงผ่าน วิถีชีวิตจริง (Life-based Education) ผสานกับแนวคิด มนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเคารพจังหวะการเติบโตของเด็กแต่ละคนอย่างแท้จริง

การเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการเชื่อมโยงกับโลก

ในช่วงปฐมวัย (0–7 ปี) เด็กจะเรียนรู้โลกผ่านร่างกายเป็นหลัก การบ่มเพาะประสาทสัมผัสจึงเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการพัฒนา เพราะเมื่อฐานกายมั่นคง ฐานปัญญาจึงจะงอกงามได้อย่างแข็งแรง
โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสาทสัมผัสพื้นฐานทั้ง 4 ด้าน ดังนี้

1. สัมผัสทางกาย (The Sense of Touch)

คือการรับรู้ขอบเขตของร่างกายตนเองว่า “ฉันเริ่มตรงไหน และสิ้นสุดตรงไหน”

ผ่านผิวสัมผัสที่หลากหลายและการถูกโอบกอดอย่างรักใคร่ สัมผัสเหล่านี้ช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง “ความไว้วางใจต่อโลก” (Sense of Trust) อย่างยั่งยืน

2. สัมผัสแห่งชีวิต (The Sense of Life)
คือการรับรู้สภาวะภายในร่างกาย เช่น ความหิว ความเหนื่อย ความเจ็บปวด หรือความสบายตัว
เป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี และการรู้จักดูแลตนเอง

3. สัมผัสแห่งการเคลื่อนไหว (The Sense of Movement)
คือการรับรู้การทำงานของข้อต่อและกล้ามเนื้อ (Proprioception)
ช่วยให้เด็กสามารถควบคุมร่างกายให้ทำตามความตั้งใจของตนเองได้ เช่น การหยิบจับ การปีนป่าย หรือการเดินอย่างมั่นคง

4. สัมผัสแห่งสมดุล (The Sense of Balance)
คือการรับรู้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายในโลกภายนอก (Vestibular Sense)
เชื่อมโยงกับความสงบภายใน การมีสมาธิและความมั่นคงทางอารมณ์    

              

 ถอดรหัสหลักสูตร “วิถีช้างเผือก”

การสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผ่าน 6T สู่ 5 SDL

อนุบาลช้างเผือกถักทอกระบวนการเรียนรู้ผ่าน 6T (6 Treatments Model) เครื่องมือสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพจากภายใน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการบ่มเพาะ 5 SDL (Self-Directed Learning) หรือความสามารถในการนำทางชีวิตและกำกับการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

นี่ไม่ใช่เพียงการ “จัดการเรียนการสอน” แต่คือการออกแบบนิเวศและประสบการณ์ชีวิต เพื่อหล่อหลอมให้เด็กค่อยๆ เติบโตเป็นมนุษย์ที่รู้จักตนเอง เรียนรู้เป็น และพร้อมที่จะเติบโตต่อไปได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต

1. Treatment – รูปแบบกิจกรรม

การเรียนรู้ที่เคารพความเป็นมนุษย์

ที่อนุบาลช้างเผือก เราไม่ได้จัดตารางเรียนตามรายวิชาแต่จัดการเรียนรู้ตาม “วิถีชีวิต” กิจกรรมมีความยืดหยุ่น หลากหลาย และสอดคล้องกับจังหวะการเติบโตของเด็ก โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบคละอายุที่เปิดโอกาสให้พี่ได้ดูแลน้องและน้องได้เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบพี่อย่างเป็นธรรมชาติ

เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมร่วมกับคุณครู เพื่อให้เขาได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตนเองสนใจและมีความหมายกับเขาจริง ๆ นี่คือก้าวแรกของการเรียนรู้จากการลงมือทำ (Experiential Learning) อย่างแท้จริง

2. Process – กระบวนการ

บ่มเพาะวินัยภายใน ด้วยอิทธิบาท 4

กระบวนการเรียนรู้ของเด็กช้างเผือกมี “อิทธิบาท 4” เป็นเข็มทิศสำคัญ
คุณครูจะออกแบบกระบวนการให้เด็กเกิด

  • ฉันทะ – ความรักและแรงบันดาลใจที่อยากจะลงมือทำ
  • วิริยะ – ความเพียรพยายามด้วยใจ โดยปราศจากการบังคับ
  • จิตตะ – ความจดจ่อแน่วแน่ จนเกิดเป็นสมาธิในการเรียนรู้
  • วิมังสา – การรู้จักทบทวน สังเกต และพัฒนางานของตนเสมอ

กระบวนการนี้ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เด็กเกิดนิสัยรักการเรียนรู้เป็นชีวิตจิตใจ (Eager to Learn) ซึ่งจะติดตัวเขาไปตลอดการเติบโต

3. Teacher’s Role – บทบาทของครู

ผู้เอื้ออำนวย และแบบอย่างที่อบอุ่น

ครูที่อนุบาลช้างเผือกไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้บอก” แต่เป็น ผู้เอื้อเฟื้อ (Facilitator)
ครูคอยสังเกต ตั้งคำถาม และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิดต่อยอดด้วยตนเอง

ที่สำคัญที่สุด ครูคือ “แบบอย่าง” ของความนิ่ง ความสงบ และความเมตตา เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจ และกล้าที่จะสำรวจ ค้นหา และทำความเข้าใจตนเอง (Self-exploration) ภายในพื้นที่ที่ปลอดภัยทั้งทางกายและใจ

4. Child’s Role – บทบาทของเด็ก

ผู้กำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง

ในวิถีช้างเผือก เด็กคือ “ผู้ให้การศึกษากับตนเอง” (Self-educator)
เขาเรียนรู้การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ผ่านการเล่น การทำงานร่วมกันและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเคารพซึ่งกันและกัน

เด็กได้ฝึกการใช้เหตุผลควบคู่กับการเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) อย่างสร้างสรรค์

5. Environment – สิ่งแวดล้อม

บ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกออกแบบสภาพแวดล้อมให้เป็น “ครูคนที่สาม” ที่คอยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กอย่างเงียบงาม
พื้นที่สีเขียว มุมกิจกรรมที่เข้าถึงได้ง่ายและบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหว ทดลองและค้นพบด้วยตนเอง ล้วนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ตามธรรมชาติ

นอกจากสิ่งแวดล้อมทางกายแล้วโรงเรียนยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งแวดล้อมทางใจ” นั่นคือความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับเด็กและระหว่างเด็กกับเพื่อน เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัยได้รับการยอมรับและไว้วางใจ เขาจะมีสมาธิพร้อมเปิดรับโลกและเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวได้อย่างเต็มที่ ตามหลักของ การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)

6. Tools – สื่อการเรียนรู้

เครื่องมือที่เป็นสะพานเชื่อมสู่โลกกว้าง

สื่อการเรียนรู้ของงโรงเรียนช้างเผือกไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือหรือใบงานแต่ครอบคลุมตั้งแต่ของจากธรรมชาติ วัสดุรอบตัว ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน

การกำกับและใช้เครื่องมือ (Instrumental Competence) เด็ก ๆ จะได้ฝึกใช้กรรไกร จับเครื่องครัว หรือใช้พู่กันอย่างชำนาญและปลอดภัย ทักษะการใช้มือที่แม่นยำนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสมองส่วนหน้า EF

และเครื่องมือเหล่านี้ถูกเลือกและใช้เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้ คิดเป็น ทำเป็น และเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กได้ทดลอง แก้ปัญหา และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับโลกความเป็นจริง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่มีความหมาย และนำไปสู่ความสามารถในการกำกับการเรียนรู้ของตนเองในระยะยาว

5 พลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ช้างเผือก (MindDrive Competencies) 5 SDL เพื่อวางรากฐานในชีวิต

1.คล่องแคล่วงานมือ (Instrumental competence)

  • หยิบจับเครื่องมือที่หลากหลายมาสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นใจ
  • รู้จักใช้เครื่องมืออย่างระมัดระวังและปลอดภัย
  • กำกับดูแลการใช้งานได้ด้วยความตั้งใจของตนเอง

2. รู้จักและรักตนเอง (Self-exploration)

  • โอบกอดและเข้าใจตนเองในทุกแง่มุม
  • มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองเป็น
  • ใจเย็นพอที่จะกำกับอารมณ์และพฤติกรรมให้มั่นคง

3.รักการเรียนรู้เป็นชีวิตจิตใจ (Eager to learn)

  • ยินดีในการเรียนรู้และพยายามทำจนสำเร็จ
  • สนุกกับการเผชิญหน้าและคลี่คลายปัญหาด้วยรอยยิ้ม
  • มุ่งมั่นรักษาสัญญาเพื่อเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย

4. อบอุ่นในมิตรภาพ (Collaborative Learning)

  • เปี่ยมด้วยความเมตตาและพร้อมส่งมือช่วยเหลือผู้อื่น
  • สนุกกับการทำงานร่วมกับเพื่อนอย่างสร้างสรรค์
  • อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจและรับฟังเหตุผลกันและกัน

5. เรียนรู้ได้จากสิ่งรอบตัว (Experiential learning)

  • รู้จักวางแผนลำดับขั้นตอนก่อนลงมือทำอย่างเป็นระบบ
  • ช่างสงสัย ช่างถาม เพื่อค้นหาคำตอบด้วยเหตุและผล
  • รู้จักบริหารจัดการเวลาและรอคอยอย่างเหมาะสม

กิจกรรมเด่นตามช่วงวัย: การเติบโตที่เป็นลำดับขั้น

1. เด็กเล็ก-ตรียมอนุบาล – อนุบาล 1: “ห้องเรียนคละอายุ (Multi-Age)”

  • จุดเด่น: การจำลองสังคมพี่น้อง พี่จะได้ดูแลน้อง (ฝึกความเมตตา) น้องจะได้เลียนแบบพฤติกรรมที่ดีจากพี่
  • ตัวอย่างกิจกรรม: กิจกรรม “พี่จูงน้องท่องสวน พี่อนุบาล 1 จะช่วยน้องเตรียมอนุบาลใส่รองเท้าและพาน้องเดินสำรวจธรรมชาติ เป็นการสร้างทักษะทางสังคมและความพึ่งพาตนเอง

2. อนุบาล 2: “การละครและข้าวในชีวิต” (EF & Imagination)

  • จุดเด่น: พัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (EF) และความกตัญญูต่อสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต
  • ตัวอย่างกิจกรรม: กิจกรรม “ละครจากนิทานพื้นบ้าน” เด็กๆ จะได้ช่วยกันทำบทบาทสมมติ ออกแบบเครื่องแต่งกายจากเศษวัสดุ และแสดงบทบาทที่ต้องอาศัยการยับยั้งชั่งใจและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

3. อนุบาล 3: “ออร์ฟ-ชูเวิร์ค และสติ 14 จังหวะ (Concentration & Transition)

  • จุดเด่น: สร้างความนิ่งและสมาธิ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ก้าวสำคัญในระดับประถม
  • ตัวอย่างกิจกรรม: “วงดนตรีออร์ฟ (Orff Schulwerk)” เด็ก ๆ จะใช้เครื่องดนตรีเครื่องเคาะ เขย่า ตี และจังหวะจากร่างกายประกอบเพลงที่มีความซับซ้อนขึ้น ฝึกการฟังและการทำงานประสานกัน (Coordination) ควบคู่ไปกับการฝึก “สติ 14 จังหวะ” ในช่วงเช้า เพื่อให้เด็กมีจิตใจที่จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน

สภาพแวดล้อมของโรงเรียน

               บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ของโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก ครูอั๋นได้ออกแบบและจัดวางพื้นที่การเรียนรู้อย่างรอบคอบและครบถ้วน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้ร่างกาย เรียนรู้ และเติบโตอย่างสมดุลตามวัย

ภายในโรงเรียนมี สนามเด็กเล่น ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ผ่านการเล่นอย่างอิสระ โดยจัดพื้นที่สนามเด็กเล่นไว้ 2 จุด

สนามเด็กเล่นจุดที่ 1
เป็นพื้นที่ที่มีเครื่องเล่นสำเร็จรูปหลากหลายรูปแบบ พร้อมพื้นทรายที่ช่วยรองรับการเคลื่อนไหว เด็ก ๆ สามารถปีน ป่าย วิ่ง กระโดด และเล่นอย่างสนุกสนานในบรรยากาศที่ปลอดภัย การเล่นในพื้นที่นี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย การทรงตัว และความมั่นใจในการเคลื่อนไหวของเด็กได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย

สนามเด็กเล่นจุดที่ 2
เป็นพื้นที่ที่เน้นการปีนป่ายและการเคลื่อนไหวในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองของเด็ก ๆ พร้อมทั้งพัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่าง ตา มือ และเท้า อย่างเป็นธรรมชาติ พื้นสนามเป็น พื้นทราย ซึ่งช่วยรองรับแรงกระแทก ลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เด็กสามารถทดลอง เคลื่อนไหว และท้าทายขีดความสามารถของตนเองได้อย่างปลอดภัย การเล่นในพื้นที่นี้จึงไม่เพียงเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย แต่ยังช่วยให้เด็กเรียนรู้การประเมินตนเอง กล้าลอง และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีลานกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ๆ อย่างรอบด้าน ได้แก่

มุมให้อาหารเต่า
เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ให้อาหารเต่า เพื่อปลูกฝังการแบ่งปัน ความเมตตา และความรับผิดชอบ

ลานกิจกรรมหญ้าเทียม
เป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งในรูปแบบที่หลากหลาย รวมถึงกิจกรรมเคารพธงชาติ ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายและการทำกิจกรรมร่วมกัน

สระว่ายน้ำ
มีความลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เล่นน้ำอย่างปลอดภัย เด็กจึงรู้สึกมั่นใจ สนุกสนาน และไม่เป็นอันตราย

แปลงปลูกผักด้านหลังโรงเรียน ใต้ร่มไม้ใหญ่
ครูอั๋นได้นำธรรมชาติเข้ามาใกล้ตัวเด็ก ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยเด็ก ๆ จะได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การปลูก ดูแล และเก็บเกี่ยวผัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารในมื้อกลางวัน
คุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจได้ว่า เด็ก ๆ จะได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สด สะอาด และปลอดภัย

ห้องเรียนแสนผ่อนคลาย
ครูอั๋นจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด เรจจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบ ศิลปะ และการใช้แสงเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย ห้องเรียนเลือกใช้โทนสีที่นุ่มนวล ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยและสบายใจ

ห้องเรียนมีพื้นที่กว้างขวาง อากาศถ่ายเทได้ดี ทำให้รู้สึกเย็นสบายแม้ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ บริเวณหน้าห้องเรียนมี บอร์ดสะท้อนอารมณ์ เพื่อให้เด็ก ๆ และคุณครูได้แสดงความรู้สึกของตนเองในแต่ละวัน หากเด็กคนใดรู้สึกไม่สบายใจหรือเศร้า คุณครูจะเข้าไปพูดคุย อยู่เคียงข้าง และช่วยให้เด็กได้ระบายความรู้สึก พร้อมเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ของตนเองอย่างเหมาะสม

โรงเรียนพ่อแม่

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่อนุบาลช้างเผือกยึดมั่นคือ “โรงเรียนพ่อแม่” พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการบ่มเพาะความเข้าใจก่อนเดินทางไปพร้อมกับลูกรัก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้หยุดนิ่ง ทบทวน และตกตะกอนร่วมกับครูว่า “จะถักทอนิเวศแห่งสติให้ลูกได้อย่างไร” ในฐานะกัลยาณมิตรคนสำคัญผู้กุมกุญแจแห่งศักยภาพ คือการจูนคลื่นหัวใจให้มาบรรจบกันตรงกลาง เพื่อจัดวางบทบาทและทิศทางในการดูแล “เมล็ดพันธุ์” ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพราะเมื่อบ้านและโรงเรียนเชื่อมโยงกันด้วยความไว้วางใจ ประโยชน์สูงสุดย่อมผลิบานในหัวใจของลูกๆ ทุกคนอย่างยั่งยืน

Mommy’s Love This ถูกใจแม่

  1. บรรยากาศอบอุ่นและเป็นมิตร
    โรงเรียนได้รับการออกแบบให้มีบรรยากาศน่ารัก อบอุ่น และปลอดภัย คุณครูทุกท่านมีความใจดี ใจเย็นและเข้าใจเด็ก ๆ นอกจากนี้ คุณครูยังใช้การร้องเพลงเป็นสื่อในการเรียกเด็กเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนกิจกรรม ช่วยให้เด็กปรับตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีความสุข
  2. ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง
    โรงเรียนมี “โรงเรียนพ่อแม่” เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนกับคุณพ่อคุณแม่ ตั้งแต่ก่อนการรับเข้าเรียน โรงเรียนมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมจดบันทึกและประเมินพัฒนาการของเด็ก ๆ ทุก ๆ 3 เดือน และสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด
  3. การวางรากฐานชีวิตอย่างปราณีต
    โรงเรียนให้ความสำคัญกับการวางระบบความคิดและรากฐานชีวิตของเด็ก ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
  4. การเรียนรู้แบบคละอายุและตามช่วงชั้น
    โรงเรียนจัดการเรียนรู้ทั้งแบบคละอายุและตามระดับชั้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้บทบาทของคำว่า เพื่อน พี่ และน้อง ส่งเสริมการสร้างภาวะผู้นำและผู้ตามอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมปลูกฝังการเคารพซึ่งกันและกัน

เกณฑ์การพิจารณา

ประเมินความพร้อมและพัฒนาการของเด็กและการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 

อัตราค่าเล่าเรียน (ปีการศึกษา 2568)

ค่าธรรมเนียมการศึกษา 111,000 / ปีการศึกษา แบ่งชำระ 3 ครั้ง 

** ยังไม่รวมค่าชุดนักเรียน

ที่อยู่: เลขที่ 59 ถนนลาดพร้าว ซอย 124 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

ติดต่อ :  02-934-1513

Website: https://www.changphueak.com/

Facebook: https://www.facebook.com/changphueakkindergarten

Editor : แม่ติส

ภาพ : นันทยา บุศบงค์

อ่านบทความอื่นๆต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/kukai-kindergarten/

Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น

เด็กกับสัตว์เป็นของคู่กัน ความอยากรู้อยากเห็น ดวงตาที่เป็นประกาย และคำถามที่ไม่รู้จบ วันหยุดนี้หม่าม้ากับวาวาเลยเลือกพาเด็กน้อยไปใช้เวลากับโลกของสัตว์แบบใกล้ชิด ที่ Zookeeper Animals Learning Center & Pet Store แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ไม่ได้มีแค่ความน่ารัก แต่ค่อย ๆ สอนให้เด็กเข้าใจและเคารพชีวิตอื่น ๆ บนโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

Zookeeper คือที่ไหน

Zookeeper Animals Learning Center & Pet Store เป็นพื้นที่การเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์แปลกและสัตว์เลี้ยงหลากหลายชนิด ที่นี่ไม่ได้จัดแสดงสัตว์แบบให้เด็กยืนดูผ่านกรงอย่างเดียว แต่เน้น “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง” เด็ก ๆ จะได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัส และได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิดอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่เป็นมิตร สะอาด และปลอดภัยสำหรับเด็ก

เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน จะเจอกับจุดจำหน่ายบัตร พร้อมกติกาการเข้าชมให้เราอ่านทำความเข้าใจก่อน จากนั้นก็พร้อมเข้าไปสนุกกันได้เลย โดยบัตร 1 ใบ จะได้รับเหรียญ 1 เหรียญ เพื่อนำไปแลกเป็น

  • ชุดศิลปะภาพเปเปอร์มาเช่
  • น้ำดื่ม พร้อมน้ำแข็ง
  • เครื่องดื่ม 1 แก้ว
  • ตระกร้าอาหารสำหรับป้อนสัตว์

ด้านในจะแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ๆ คือ

1. โซนชมสัตว์ด้านนอก

โซนนี้เป็นพื้นที่ชมสัตว์แบบเปิด เดินเพลินมาก เพราะแทบทุกมุมจะมีสัตว์ให้เด็ก ๆ ได้หยุดดูและเรียนรู้

ที่สะดุดตาตั้งแต่แรกคือกองทัพสัตว์หายากหลายชนิด เช่น โคอาติ ลิงกระรอก ร้อคไฮแรค อาร์มาดิลโล เตกู วัลลาบี้ เต่าอัลลิเกเตอร์ รวมถึงจระเข้แคระ และทามันดัวร์ (ตัวกินมด) ที่ไม่ได้พบเห็นกันง่าย 

สัตว์บางชนิดสามารถเข้าไปใกล้ ๆ และสัมผัสได้ เช่น งูหลาม เบีร์ดดราก้อน แรคคูน เมียร์แคท โดยมีพี่เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม บรรยากาศจึงต่างจากสวนสัตว์ทั่วไป เด็ก ๆ ได้เห็นรายละเอียดชัดขึ้น และค่อย ๆ เรียนรู้วิธีเข้าหาอย่างถูกต้อง

หนึ่งในสัตว์ที่หลายคนสะดุดตาเมื่อมาโซนนี้คือ “เจ้าพิกเลท” ตัวอาร์ดวาร์ก (Aardvark) สัตว์หายากที่ไม่ได้เห็นกันบ่อย ๆ ในเมืองไทย รูปร่างของน้องดูแปลกแต่น่ารัก เหมือนรวมลักษณะเด่นของหลายสายพันธุ์ไว้ด้วยกัน ทั้งจมูกคล้ายหมู หูกระต่าย และหางคล้ายจิงโจ้ หลายครอบครัวถึงกับหยุดดูอยู่นานเพราะความมีเสน่ห์เฉพาะตัวของเขา

ภายในโซนเดียวกันยังมีทางเดิน Amazon Skywalk สะพานลอยฟ้ารอบต้นไม้ใหญ่ ให้เดินชมวิวด้านบน พร้อมใกล้ชิดโคอาติหางแหวนและลิงกระรอกที่วิ่งไปมาตามแนวทางเดิน เป็นอีกมุมที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หยุดดูเพลินทีเดียว

2. โซนชมและให้อาหารสัตว์ในกรง

เป็นอีกหนึ่งโซนที่เด็ก ๆ มักใช้เวลาอยู่นาน เพราะได้เข้าไปใกล้ชิดและให้อาหารสัตว์แบบเต็มอิ่ม ภายในมีทั้งกระต่าย คาปิบาร่า เต่ายักษ์ ไก่ซิลค์กี้ หนูแกสบี้ เป็ด และแพะแคระ ให้เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักกันแบบใกล้ ๆ ได้เห็น ได้สัมผัส และสนุกไปกับช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่อบอุ่นแบบนี้

3. โซนคาเฟ่

หลังจากเดินชมสัตว์ สามารถแวะพักที่โซนคาเฟ่ซึ่งมีทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เมนูเน้นทานง่ายสำหรับทุกวัย เหมาะกับครอบครัวที่มาใช้เวลาอยู่ที่นี่ทั้งช่วงเช้าหรือบ่าย

จุดเด่นคือพื้นที่นั่งรับประทานอาหารที่มีกระจกใส สามารถมองเห็นวิวและสัตว์ด้านนอกได้ ทำให้บรรยากาศยังคงเชื่อมต่อกับธรรมชาติแม้ในช่วงพักทานอาหาร

นอกจากการเดินชมและให้อาหารสัตว์แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมพิเศษ “แนะนำสัตว์” ที่พี่ ๆ จะมาให้ความรู้แบบใกล้ชิด เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวของสัตว์แต่ละชนิดแบบสนุก ๆ เข้าใจง่าย โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนชนิดสัตว์ในแต่ละรอบ ทำให้มาแต่ละครั้งก็ได้เจอเพื่อนตัวใหม่ ๆ ไม่ซ้ำเดิม กิจกรรมมีทุกวัน ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 12.00 และ 15.00 น.

ถ้าใครกำลังมองหา ที่เที่ยวสำหรับเด็ก ที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ได้เรียนรู้จริง Zookeeper Animals Learning Center & Pet Store เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เราอยากแนะนำจากใจแม่คนหนึ่ง

เพราะบางครั้ง การพาลูกไปเจอโลกใบเล็กของสัตว์ อาจทำให้เขาเติบโตด้วยหัวใจที่อ่อนโยน และเข้าใจชีวิตอื่น ๆ มากขึ้นอย่างเงียบ ๆ

รายละเอียดการเข้าชม

ค่าเข้า : จากปกติ 350.- พิเศษช่วงโปรโมชั่น 280.-
**เด็กสูงต่ำกว่า 90 ซม. เข้าชมฟรี
เปิดให้บริการ : วันอังคาร – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เวลา : 10.30 – 18.30 น.


ติดต่อ
Zookeeper
เลขที่่ 2, ซอย วิภาวดีรังสิต 41 แขวงสีกัน ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210
FACEBOOK : The Zookeeper Thailand
โทร : 096-034-1591

Editor : mylittlewawa
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก
10 สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็กและครอบครัว

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids