น้ำมันเมล็ดชา

เชิญชวนร่วมงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา” เพื่อสุขภาพคนไทย และป่าไม้ที่ยั่งยืน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 14.30 น. เพื่อทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา” ของมูลนิธิชัยพัฒนา ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสูตรอาหารที่มีน้ำมันเมล็ดชาเป็นส่วนประกอบ ทรงสาธิตการปรุงอาหาร จำหน่าย และทรงเป็นพรีเซ็นเตอร์กิตติมศักดิ์ให้แก่น้ำมันเมล็ดชาด้วยพระองค์เอง

“เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2558 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการน้ำมันเมล็ดชา ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชดำริที่พระราชทานให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา นำเมล็ดพันธุ์ต้นชาน้ำมันจากประเทศจีนมาศึกษา ทดลองปลูกในประเทศไทย เพื่อสร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ กระตุ้นให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าและรักษาระบบนิเวศป่าไม้ในภาคเหนืออีกด้วยค่ะ

ผู้สนใจสามารถซื้อน้ำมันเมล็ดชาได้ภายในงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา” ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2558 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน รวมถึงร้านภัทรพัฒน์ทั้ง 5 สาขา คือ สาขาสนามเสือป่า สาขาพระราม 8 สาขาพระราม 9 (ตึก อสมท.) สาขาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสาขาพาซิโอทาวน์ รามคำแหง นอกจากนี้ได้วางจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ โกลเด้นเพลส ร้านภูฟ้า ร้านดอยคำ S&P (สาขาในโรงพยาบาล) และร้านวีรสุ

น้ำมันเมล็ดชา ผลผลิตจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริในปี พ.ศ. 2547 ให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมัน สายพันธุ์ Camellia oleifera จากสาธารณรัฐประชาชนจีน จากนั้นมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชาและพืชน้ำมัน ซึ่งโรงงานนี้จะผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภคและทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ เช่น เครื่องสำอาง เป็นต้น

การศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมัน เริ่มในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงเป็นแห่งแรก และขยายไปในพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 3,600 ไร่ คิดเป็นต้นชาน้ำมันกว่า 950,000 ต้น ถือเป็นการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม ทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลาย รวมถึงสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ และสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของการดูและรักษาป่า และการอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเข้าใจและพึ่งพิงกัน เป็นไปตามพระราชดำริ “คนอยู่ร่วมกับป่า” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำไปสู่วิถีแห่งความสุข ความสมดุล และความยั่งยืนในที่สุด

น้ำมันเมล็ดชานั้นเป็นที่รู้จักในประเทศจีนมากว่า 1,000 ปี มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เพราะมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคอัมพาต โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารคาเทชิน ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมัน

นอกจากนี้น้ำมันเมล็ดชายังมีจุดเดือดสูงมากกว่า 250 องศาเซลเซียส จึงนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี ไม่จะเป็นการทอด การผัด การหมัก หรือใช้เป็นส่วนผสมของน้ำสลัด จึงเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้ที่น้ำหนักเกิน สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ

ปัจจุบันน้ำมันเมล็ดชาได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.) และมูลนิธิโรคหัวใจอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ในสินค้าน้ำมันเมล็ดชา ภายใต้ตราสินค้าภัทรพัฒน์

นอกจากน้ำมันเมล็ดชาจะดีต่อสุขภาพแล้ว ทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายออกไปยังกลับคืนสู่คนไทย และผืนป่าของไทยด้วย คุ้มค่าอย่างแท้จริงเลยทีเดียวค่ะ

ติดตามข่าวสารของศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน มูลนิธิชัยพัฒนาได้ที่เว็บไซต์ www.teaoilcenter.org และแฟนเพจเฟสบุ๊ค TeaOilCenter

สุดประทับใจ 20 ปี แห่งการรอคอย เมื่อทารกน้อยในภาพตามหา “พยาบาลใจดี”ของเธอจนเจอ

อีกหนึ่งเรื่องราวสุดประทับใจ ของ Amanda Scarpinati ผู้เป็นเจ้าของภาพถ่ายขาวดำ ซึ่งในภาพเป็นพยาบาลสาวคนหนึ่ง ที่กำลังโอบกอด ทารกน้อยวัยเพียง 3 เดือนคนหนึ่งด้วยความรัก เพราะทารกน้อยคนนั้นถูกไฟคลอกได้รับบาดเจ็บต้องพันผ้าพันแผลทั้งร่าง ซึ่งทารกในรูปนี้ก็คือตัวเธอเองเมื่อ 40 ปีก่อน…

unnamed

Amanda ไม่รู้เลยว่าพยาบาลที่ดูแลเธอในรูปเป็นใคร เธอจึงโพสต์ภาพถ่ายขาวดำในมือลงไปในอินเตอร์เน็ต และขอร้องให้ชาวโซเชียลที่รู้จักผู้หญิงในรูปช่วยตามหาพยาบาลคนนี้ให้เธอ ซึ่งเธอมีข้อมูลว่า ตอนนั้นเธอเข้ารักษาตัวที่ Alnany Medical Center ในปี 1977

และโชคก็เข้าข้างเธอ >> เมื่อมีชาวเน็ตคนหนึ่งได้รับข้อมูลนี้ และบอกว่าตัวเองก็ทำงานที่นั่นในปี 1977 และพยาบาลในรูป คือ เพื่อนร่วมงานของเธอ ชื่อว่า Sue Berger ผู้สอนพยาบาลฝึกหัดที่นิวยอร์ก

unnamed-1

เมื่อ Amanda รู้ชื่อพยาบาลใจดีของเธอแล้ว ทั้งคู่ก็ได้นัดพบกันเป็นครั้งแรกหลังจากเวลาผ่านไปถึง 20 ปี พวกเธอโผเข้ากอดกัน ด้วยน้ำตานองหน้าอย่างสุดซึ้ง Amanda บอกพยาบาลของเธอว่า “ขอบคุณนะคะ” ส่วน Sue ก็ได้แต่บอกขอบคุณๆ

unnamed-2

Sue บอกว่า “ฉันช็อกไปเลยที่รู้ว่ามีคนกำลังตามหาฉันอยู่ เธอจำในสิ่งที่ฉันทำได้และจำมันมาโดยตลอด และยังห่วงอยู่เลยว่าตอนนี้เด็กน้อยคนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง”

“เธอไม่เหมือนเด็กอื่นๆทั่วไปเลย เธอใจเย็นและไม่ร้องไห้ซักแอะแม้ว่าจะเจ็บปวดเหลือเกิน ฉันรู้ว่าเธอต้องเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งอย่างแน่นอน”


ที่มา: Metro UK

ขอบคุณข้อมูลข่าวและภาพจาก : www.kiitdoo.com

10 ขนมเด็ก สุขภาพดีก็มีในโลก

ขนมเด็ก …วัยเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใหม่ๆ ร่างกายจึงต้องมีความต้องการพลังงาน และโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้สำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ ดังนั้น การรับประทานอาหารเพียง 3 มื้อหลักอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากเด็กวัยเรียนมีความต้องการพลังงานวันละ 1,600 กิโลแคลอรี ซึ่ง ขนมเด็ก และของว่างที่มีโภชนาการที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมพลังงานให้เพียงพอสำหรับเด็ก

แต่ข้อมูลจากการสำรวจการรับประทานอาหารว่างของเด็กในปัจจุบัน พบว่า เด็กเล็กอายุระหว่าง 3-5 ปี ได้รับพลังงานจากอาหารว่างและ ขนมเด็ก มากกว่าที่ควรได้รับ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากมื้อหลักลดลง นอกจากนี้แล้ว ขนมและของว่างที่เด็กไทยนิยมรับประทาน มีส่วนประกอบของแป้ง ไขมัน และน้ำตาลปริมาณมาก เช่น ขนมถุง ขนมซอง น้ำอัดลม ส่งผลให้เด็กมีปัญหาโภชนาการเกินและเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ขนมเด็กหลักการเลือกขนมสำหรับเด็ก มีดังนี้

  1. เลือกขนมที่มีพลังงานไม่สูงมาก ไม่ควรมีน้ำมันและน้ำตาลมากเกินไป โดยมีข้อกำหนดของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ให้เด็กควรได้รับพลังงานจากอาหารว่างไม่เกินมื้อละ 100-150 กิโลแคลอรี่ วันละ 2 ครั้ง
  2. อาหารว่างควรมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายต่อไปนี้ไม่น้อยกว่า 2 ชนิดได้แก่โปรตีน เหล็ก แคลเซียม วิตามิน A C B1 B2 หรือใยอาหาร โดยแต่ละชนิดมีปริมาณไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
  3. ควรเลือกซื้อขนมที่มีสีตามธรรมชาติ ไม่ควรเลือกขนมที่ใส่สีฉูดฉาด
  4. คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกขนมโดยการพิจารณาจากข้อมูลบนฉลากโภชนาการด้วยทุกครั้ง
  5. ควรปลูกฝังให้ลูกรับประทานผลไม้ที่มีรสชาติไม่หวาน เช่น ส้ม ฝรั่ง ชมพู่ มะละกอ หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด
  6. ส่วนอาหารว่างอื่นที่ควรมีในบ้านได้แก่ นมจืด ผลไม้สด ขนมปังกรอบชนิดโฮลวีท หรืออาจเป็นขนมหวานของไทยที่รสไม่หวาน หลีกเลี่ยงชนิดที่หวานจัดมีกะทิ ส่วนขนมถุงกรุบกรอบที่มีเกลือและผงชูรสเป็นส่วนประกอบนั้นไม่เหมาะที่จะเป็นอาหารว่าง
  7. ไม่ควรบริโภคน้ำอัดลมน้ำหวาน หรือนมเปรี้ยว
  8. ไม่ควรใช้อาหารหรือขนมเป็นรางวัล

ข้อควรระวังเกี่ยวกับของการกินขนม

  • ถ้ากินขนมมากเและยังกินอาหารหลัก 3 มื้อได้มากจะทำให้เกิดโรคอ้วน
  • กินขนมมากแต่กินอาหารหลัก 3 มื้อน้อย จะทำให้เด็กผอมร่วมกับการขาดสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ได้อีกด้วยเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงถ้ากินอาหารว่างที่มีเกลือสูง
  • ถ้ากินขนมหวานแล้วดูแลฟันไม่ดี ก็จะเกิดฟันผุ

นอกจากนี้ถ้ากินอาหารว่างที่มีรสหวานบ่อยๆ เด็กจะติดหวาน ไม่ชอบกินผักผลไม้หรืออาหารที่มีกากใย

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน7 อันดับ อาหารทำลายสุขภาพ ลูกน้อย

อ่านต่อ >> “รวม 10 ขนมเด็ก สุขภาพดีก็มีในโลก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Kid Safety อันตรายจากของเล่นมีล้อ

ความจริงของของเล่นประเภทนี้คือมันเพิ่มความเร็วให้กับการเคลื่อนที่ของเด็ก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมา หากเด็กไม่สามารถทรงตัวบนเครื่องเล่นเหล่านี้ เขาอาจจะล้ม บาดเจ็บ กระแทกได้

ของเล่นมีล้อในยุคนี้ที่นิยมกัน ได้แก่ รองเท้าสเก็ต รถสกู้ตเตอร์ รถจักรยาน รถจักรยานเด็กแบบไม่มีขาถีบ หรือแม้กระทั่งรถเข็นในซุปเปอร์มาร์เก็ตเราก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่กันเองตามลำพัง

แค่สกู้ตเตอร์เพียงอย่างเดียวก็มีรายงานในสหรัฐอเมริกาว่าทำให้เด็กหัวแตก บาดเจ็บ กระดูกหัก ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินจำนวนมาก ร้ายแรงกว่านั้นมีรายงานว่ามีเด็ก 16 คน เสียชีวิตจากการเล่นสกู้ตเตอร์

 

           วิธีป้องกันไม่ให้เด็กได้รับอันตราย

  1. เลือกซื้อของเล่นที่เหมาะกับรูปร่างและการใช้งานของเด็ก ยกตัวอย่างเช่น ลูกวัย 3 ขวบ ยังควบคุมการประสานงานของกล้ามเนื้อขาได้ไม่ดี ก็ไม่ควรซื้อจักรยานไซส์ 7 ขวบ เผื่อโต เพราะเด็กย่อมพลัดตกลงมาได้ง่ายๆ
  2. ซื้ออุปกรณ์เสริมความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น หมวกกันน็อค
  3. ไม่ให้ลูกเล่นในพื้นที่คับแคบ อันตราย เพราะอาจล้มกระแทกโดนขอบวัตถุได้
  4. ไม่ให้ลูกเล่นใกล้ถนน ทางลาด
  5. ตกลงกติกากับลูกว่าจะต้องไม่เล่นผาดโผนเกินไป ไม่อย่างนั้นแล้วพ่อแม่จะต้องใช้สิทธิ์ของตัวเองงดไม่ให้เขาเล่น

 

ที่สำคัญคือต้องไม่ปล่อยให้เด็กเล่นไกลหูไกลตา ไม่อย่างนั้นแล้วหากเกิดอะไรขึ้นอาจช่วยกันไม่ทัน

 

บทความโดย กองบรรณาธิการ
เรียบเรียงจากเว็บไซต์ parenting.com
ภาพ Shutterstock

Tags

Kid Safety ปืนไม่ใช่ของเล่น

ระวังเด็กหยิบปืนมาเล่นเพราะไม่รู้ว่าเป็นของจริง ตามข่าวสลดทั่วไป มีมากมายที่เด็กหยิบปืนของพ่อมาเล่น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลั่นโดนน้องบ้าง หรือนำไปแกล้งเพื่อนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม

เมื่อมีเพื่อนลูกมาเล่นที่บ้านเรา หรือลูกเราไปเล่นที่บ้านเพื่อน ต้องระวังเรื่อง “การเล่น” ให้มาก ให้ระวังเรื่องอาวุธปืนเช่นเดียวกับเรื่องอาหาร สัตว์เลี้ยง เชื้อโรค ซึ่งหากเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยเขาเริ่มพูดรู้เรื่องก็ควรสอนว่าที่เก็บอยู่ตรงไหน แต่ลูกไม่ควรมาหยิบเล่น ไม่ควรหยิบขึ้นมาลั่นไก ย้ำกับลูกว่ามันมีอันตรายอะไร

ที่หลุยส์เซียน่า การที่แต่ละบ้านจะมีปืนติดไว้ป้องกันขโมยขโจรนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เด็กๆ อาจเคยเห็นคุณปู่คุณตา คุณพ่อคุณแม่นำปืนมาถอดล้าง เช็ดกระบอก ขัดลำกล้องอยู่เป็นประจำ คุณแม่ท่านหนึ่งเล่าว่าครั้งหนึ่งที่นำปืนมาทำความสะอาด โนอาห์ลูกชายวัย 13 ก็มาถามว่าทำอะไร? แต่เธอก็ตอบไปอย่างบ่ายเบี่ยงอย่างไม่สนใจ เพราะคิดว่าลูกยังเด็กเกินไปที่จะรู้จักอาวุธและอันตรายของปืน .. แต่ไม่นานนักก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อเพื่อนลูกมาเล่นที่บ้านเกิดทะเลาะกันอย่างไรไม่ทราบ โนอาห์ถกเพื่อนยิงที่ศีรษะด้วยปืนกระบอกนั้น

คุณแม่ท่านนี้ยังกล่าวว่า เธอรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้สอนลูกถึงความสำคัญของความปลอดภัยของปืนในบ้าน “โนอาห์เรียนสูงสุดที่เกรด 8 และความทรงจำของเขาก็ยังคงอยู่กับเรา แต่เราไม่ได้ต้องการความทรงจำเกี่ยวกับโนอาห์ เราต้องการโนอาห์ให้อยู่กับเรา และเราหวังว่าครอบครัวที่มีปืนอยู่ในบ้าน ก็ควรจะสอนลูกว่ามันมีอันตรายอย่างไรบ้าง เพราะเราเคยมองข้ามมันมาแล้ว”

โชคดีที่บ้านเมืองเราไม่ได้พกปืนติดบ้านกันไว้มาก ไม่เหมือนกับอเมริกาที่ 1 ใน 3 ของบ้านที่มีเด็ก จะมีปืนอยู่ในบ้าน กล่าวได้ว่ามีเด็กเกือบ 1.7 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในบ้านที่มีปืนปลดล็อคพร้อมใช้งานอยู่ และมีเด็กหรือวัยรุ่นถูกยิงหรือเกิดอุบัติเหตุจากปืนราว 9 คนต่อวัน

       อย่าให้เหตุการณ์สลดนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยกับประเทศเราเลยค่ะ

 

บทความโดย กองบรรณาธิการ
เรียบเรียงจากเว็บไซต์ parenting.com
ภาพ Shutterstock

Tags

สุดทะเล้น ^_^ หนูน้อยยักคิ้ว หลิ่วตาเล่นกล้องอย่างสนุก (มีคลิป)

ในยุคนี้ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับเด็กน้อยที่ชอบเล่นกล้องและชอบถ่ายรูป  . . .  ส่วนมากก็จะไม่เขินอายเมื่อคุณพ่อคุณแม่ขอถ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือคลิปวีดีโอ >> ดังเช่นสาวน้อยคนนี้ เมื่อคุณแม่จับถ่ายคลิป นางก็ยักคิ้ว หลิ่วตา ยิ้มหวาน หัวเราะให้กล้องอย่างสนุกสนาน จะน่ารักขนาดไหน ไปชมกันเลยค่ะ ^_^

 


ขอบคุณข้อมูลจาก : Maria Skandalakis

Kid Safety อาหารเป็นพิษจากแตงกวา

ที่สหรัฐอเมริกา มีเคสอาหารเป็นพิษ 113 เคส ที่สืบเสาะได้ว่ามีสาเหตุมาจากแตงกวา แต่อย่างไรก็ดี ผักพื้นบ้านหน้าตาน่ารักขนาดนี้จะก่ออันตรายได้กับคุณได้อย่างไรกัน?

ใช่แล้วค่ะ ในแตงกวาเองมันไม่ได้อันตรายอะไรขนาดนั้น   แต่สิ่งที่ปนเปื้อนมากับแตงกวาต่างหากที่ทำร้ายคุณ เพราะกว่าจะขนส่งออกจากไร่ มันต้องผ่านยาฆ่าแมลงและสิ่งปนเปื้อนจากอากาศมากมายกว่าจะมาถึงเรา

สิ่งปนเปื้อนอันตรายที่ปั่นป่วนระบบลำไส้ที่ทำให้คุณอาหารเป็นพิษได้รุนแรง ก็คือเชื้อแบคทีเรีย “ซัลโมเนลลา” (Salmonella) พบได้ทุกหนทุกแห่งของโลก ซึ่งที่อยู่อาศัยของมันก็คือลำไส้ของพวกเราและสัตว์ต่างๆ ได้แก่ สัตว์ปีก สุกร โค สัตว์เลื้อยคลาน เต่า หอยทาก สัตว์เลี้ยง แมว รวมทั้งแมลง เช่น แมลงสาบ ซึ่งมันสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เย็นและแห้งที่มีสารอาหารเหมาะสมสำหรับมัน เช่น มูลสุกร ได้ถึง 13 เดือน

การติดต่อ

เราจะได้รับเชื้อซัลโมเนลลาได้จากการปนเปื้อนมากับอาหารหรือเมื่อสัมผัสถูกสัตว์โดยไม่ได้ล้างมือ เชื้อโรคนี้มันวนเวียนอยู่ในวงจรห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ยังติด่อทางอากาศได้อีกด้วย โดยเริ่มต้นที่ทางเดินหายใจส่วนบน จากนั้นปวอดกับต่อมทอนซิลจะเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโณคไปยังลำไส้ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำไส้ภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังได้รับเชื้อ

อาการ

เมื่อเกิดได้รับเชื้อซัลโมเนลลามาประมาณ 12-24 ชั่วโมง เชื้อนี้จะเพิ่มจำนวนอยู่ในกระเปาะที่เซลล์ผนังลำไส้ของเราและเพิ่มจำนวนยิ่งขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องน้อย ถ่ายเหลว หลังจากหายป่วยแล้วบางคนจะยังมีเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นพาหะ

ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับมา และความต้านทานของร่างกายของเราด้วย แน่นอนว่าคนที่ป่วยได้ง่ายย่อมเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ อาจมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตได้

มาป้องกันกันดีกว่า

  1. ซื้ออาหารจากแหล่งที่น่าไว้ใจ แม้เราจะไม่อาจทราบถึงสถานที่เพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ แต่ต้องมั่นใจได้ว่าสะอาดปลอดภัย จากบรรจุภัณฑ์ ฉลาก หีบห่อ
  2. หากซื้ออาหารจำพวก ไข่ไก่ เนื้อโค เนื้อหมู เนื้อไก่ สัตว์ปีกอื่นๆ ให้ล้างให้สะอาด และทำให้สุก
  3. เมื่อสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ในฟาร์ม ก็ต้องล้างมือทำความสะอาดทันที

 

สรุปแล้วไม่เพียงแตงกวา ผักผลไม้อื่นๆ หรือแม้กระทั่งในไข่ไก่ ก็อาจจะมีเชื้อโรคซัลโมเนลลาที่ทำให้เราเกิดอาหารเป็นพิษได้ แต่เราป้องกันได้โดยมีสุขนิสัยที่ดี ทำความสะอาดเนื้อสัตว์และผักก่อนนำมาบริโภค และล้างมือทุกครั้งหลังจากเล่น หรือทำกิจกรรมนอกบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อซัลโมเนลลาและเชื้อโรคอื่นที่แฝงมากับสิ่งสกปรกได้นะคะ

 

ที่มาจากเว็บไซต์ parenting.com
ภาพ shutterstock

Tags

เครื่องบิน

Kid Safety – สิ่งที่เด็กต้องเผชิญบน เครื่องบิน

หูอื้อชะมัด

เรื่องหนึ่งที่คนนั่ง เครื่องบิน ต้องเผชิญก็คือ อาการหูอื้อจนปวดจี๊ด นั่นเพราะความกดอากาศ หรือความดันในชั้นบรรยากาศของโลกในขณะเครื่องบินขึ้นสู่เวหาและกำลังร่อนลงรันเวย์   ขนาดผู้ใหญ่นะครับยังมีอาการ แล้วเด็กๆเล็กๆจะทำอย่างไร วิธีป้องกันก็คือ ใช้ที่อุดหูสำหรับว่ายน้ำดำน้ำ(จำหน่ายตามร้านขายอุปกรณ์กีฬา )

นอกจากนั้นยังบรรเทาอาการปวดหูจี๊ดดังกล่าว ได้ด้วยการให้เด็กๆดื่มน้ำหรือทานอาหาร(ส่วนทารกน้อย ให้ป้อนนมระหว่างการขึ้น หรือลงของเครื่องบิน) ถ้าเด็กกินอาหารไม่ลง แต่คงไม่ปฏิเสธ “อมยิ้ม” หรือขนมขบเคึ้ยว (กรณีเด็กเล็กให้ระวังเรื่อง ขนมหรือของกินติดคอด้วยนะครับ )
หลายคนบรรเทาอาการด้วยการกลืนน้ำลายบ่อยๆ

กินอิ่มแล้วจะไม่สบายตัว

อย่าให้ลูกกินอิ่มเกิน –งดน้ำอัดลม- ดี่มน้ำเปล่าสะอาดๆดีกว่า… เด็กๆหลายคนมักจะดีใจและ “ได้ใจ”เมื่อขอน้ำอัดลมจากคุณพี่แอร์โฮสเตสแสนสวยได้บ่อยๆ แต่นั่นทำให้เจ้าจอมซ่า ซ่าไม่ออกเพราะเกิดอาการ ท้องอืด ร่างกายรู้สึกอีดอัดไม่สบาย งอแง และอาจจะเกิดอาเจียนได้ จึงต้องระวังในกรณีนี้ด้วยครับ

อึดอัด

หลายต่อหลายชั่วโมงบนเครื่องบิน ใครกันจะทำให้ลูกนั่งนิ่งได้ตลอดทาง ภาพยนตร์ที่เปิดให้ดูบนเครื่องก็น่าชวนงงสำหรับพวกเขา งั้นเรามาเตรียมของเล่นชิ้นโปรด หรือตุ๊กตาตัวสุดรักของลูกไปด้วย (ถ้ามั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ยินยอม)   หนังสือนิทาน สมุดภาพระบายสี ดินสอสี-คอมพิวเตอร์ไซด์เล็กเพื่อไว้เปิดการ์ตูน (DVD) เรื่องโปรดของลูก   หรือจะชี้ชวนลูกนั่งดูวิวทิวทัศน์ยังเบื้องล่าง หรือดูหมู่เมฆหมอกพร้อมจินตนาการสร้างสรรค์ ก็ช่วยให้ลูกเกิดความคิดสร้างสรรค์ พร้อมเพลิดเพลินจนลืมเบื่อลืมเมื่อย

ไปก่อนเวลาก็ดี

ไปถึงสนามบินก่อนเวลาขึ้นเครื่องอย่างน้อยสัก 2 ชั่วโมง เพื่อทุกคนจะได้รู้สึกสบายๆ ไม่เครียดเคร่งเร่งรีบกันไปหมด ยิ่งสนามบินใหม่ของเราเดี๋ยวนี้อลังการน่าเดินเที่ยวไม่น้อย เด็ก ๆคงเพลินกันได้ก่อนขึ้นเครื่อง ขึ้นเคื่องจะได้หลับสบายๆกันครับ

จะเห็นได้ว่า การยกขบวนพาลูกๆขึ้นเครื่องไปเที่ยวนั้นออกจะโกลาหลไม่น้อย   ดังนั้นการวางแผนล่วงหน้า โดยเตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ ก็จะทำให้ไม่เครียด ยิ่งใกล้วันเดินทางก็จะยิ่งสบายใจมากขึ้น ช่วยให้การเดินทางพาครอบครัวเที่ยวในทริปนี้ทั้งราบรื่น ทั้งสนุกสนาน เป็นความทรงจำที่งดงามและอบอุ่นของทุกๆคนในครอบครัว

 

ภาพ shutterstock

Tags

ตามไปดูชีวิตของเด็กหญิงลูกบาสเก็ตบอล บน “หนทางสู่ชัยชนะ”

ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทำและเดินหน้าสู่ความสำเร็จตามที่ตั้งใจได้ เหมือนกับชีวิตสาวน้อยชาวจีนคนนี้ คนที่ใครๆก็เรียกเธอว่า มนุษย์บาสเก็ตบอล

เธอคนนี้มีชื่อว่า Qian Hongyan สาวน้อยที่สูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง ตั้งแต่อายุ 3 ขวบจากอุบัติเหตุ เธอใช้ ลูกบาสเก็ตบอล และพื้นหญ้าเป็นเครื่องมือช่วยเธอหัดเดินเหมือนคนอื่นๆอีกครั้ง แม้มันจะยากเย็นแสนเข็ญก็ตาม และชีวิตของเธอจะเป็นบทเรียนสำหรับทุกคนว่าเราสามารถทำได้ทุกสิ่งในโลกนี้ตามที่ใจปรารถนา หากเรามีความมุ่งมั่นและทำมันทีละน้อย

ใช้มือและ ลูกบาสเก็ตบอล ช่วยเดิน
lifebuzz-81fd95b2032b53e2e1517e58339370d2-limit_2000

จนเริ่มโตขึ้นเธอจึงได้รับการรักาจากสถาบันวิจัย China Rehabilitation

lifebuzz-afa44705a395fe0859ecc18053c395df-limit_2000

พวกเขาสร้างขาเทียมที่เหมาะสมกับเธอ
lifebuzz-01b5c13e3757d28cba72acd0ffca3935-limit_2000

เธอเริ่มหัดเดินอีกครั้ง เพื่อทำความคุ้นเคยกับขาคู่ใหม่
lifebuzz-a2adc1111292995f049b372530087846-limit_2000

จากลูกบาส เธอใช้ขาเทียมเดินเหินอย่างคล่องแคล่วแล้ว
lifebuzz-c279b1ffc8fda9d345e4e8767ebcdc4e-limit_2000

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังใช้ ลูกบาสเก็ตบอล ถนัดกว่าอยู่ดี โดยเฉพาะเวลาหัดเรียนว่ายน้ำ
lifebuzz-b9c23cf78b9a967badb9696a96985969-limit_2000

ในที่สุดเธอก้ได้เข้าร่วมชมรมว่ายน้ำ และเธอเป็นคนที่ปรากฎตัวอยู่ในชมรมเสมอlifebuzz-522149a878ca79f42332d36b174e327f-limit_2000

เธอฝึกฝน เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเธอเองก็โชคดีไม่แพ้ใคร
lifebuzz-34b44d13ce4d08df4518c57ba97f8d5a-limit_2000

ด้วยใจแน่วแน่ และฝึกซ้อมหนัก เธอได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ คว้าเหรียญทั้งในการแข่งขันระดับมณฑลยูนานและการแข่งขันระดับประเทศ
lifebuzz-5ebf37f1ca9baa847f4c485bffbe0aa7-limit_2000


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.kiitdoo.com

Kid safety สอนเด็ก อย่าเล่นผิดวิธีกับสัตว์เลี้ยง

สอนเด็ก อย่าเล่นผิดวิธี

หลายๆ บ้านเลี้ยงลูกหมาลูกแมวตั้งแต่แรกคลอด แล้วเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับเด็กๆในบ้านจนกลายเป็นเพื่อนรักที่ใกล้ชิดกันแทบตลอดเวลา แต่หลายครั้งอีกเช่นกัน ที่เด็กน้อยกลับโดนเจ้าเพื่อนรักส่าขย้ำฝังเขี้ยวจนบาดเจ็บ ซึ่งโดยมากเกิดจากการที่เด็กเล็กเข้าไปกอดปล้ำฉุดดึงพวกมันในเวลาที่ไม่เหมาะสม ทำให้มันตกใจหรือโกรธ เช่นมันกำลังหลับปุ๋ย กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหาร กำลังเจ็บป่วย …หากลูกยังเป็นเด็กเล็กยังไม่ค่อยรู้ภาษา เมื่อเข้าใกล้สัตว์เลี้ยงจะต้องคอยดูลูกไม่ให้คลาดสายตา แต่ถ้าโตขึ้นอีกนิดพอฟังรู้เรื่อง ก็ต้องสอนลูกอยู่เสมอว่า….

หมาหลับอย่าแหย่ เจ้าหนูของเราบางคนชอบจังเลยที่จะเอาไม้ไปแยงไปแหย่สัตว์เลี้ยงที่กำลังหลับ เด็กอาจคิดว่าจะปลุกมันให้ตื่นมาเล่นกัน โดยไม่รู้ว่าจะทำให้มันตกใจ

หมาหิวอย่ายั่ว เด็กบางคนอาจเห็นเป็นเรื่องสนุกที่จะดึงหางมันหรือดึงจานข้าวในขณะที่มันกำลังหิว

หมากัดกันอย่ายุ่ง อาจเพราะต้องการให้พวกมันเลิกทะเลาะกัน หรือเข้าช่วยเจ้าหมาของตนที่กำลังโดนเล่นงาน เลยเข้าไปแทรกกลางวง ผลก็คือโดนลูกหลงโดนพวกมันฟัดไปด้วย

หมาให้นมลูกอย่ากวน ต้องห้ามโดยเด็ดขาดเลยนะครับ เพราะพวกมันจะจะนึกว่าจะไปแย่งลูกทำร้ายลูก เลยต้องสู้เพื่อปกป้องลูกของมัน

หมาเห่าอย่าวิ่ง ข้อนี้สำหรับไปเจอเจ้าหมาที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเรา แล้วโดยมันเห่าใส่ หรือทำท่าน่ากลัวเหมือนจะเข้ามากัด เราต้องอย่าวิ่งหนีเพราะไม่มีทางวิ่งทันพวกมันแน่ วิธีแก้ไขสถานการณ์ก็คือ ให้ยืนนิ่งๆครับ เก็บแขนแนบลำตัว แล้วก็อย่าไปจ้องตาสู้ แล้วครู่เดียวเจ้าหมามันก็เลิกใส่ใจและล่าถอยไปเอง

 

เรื่อง : รศ.ดร.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์

จากคอลัมน์ Kids’ Safety นิตยสารเรียลพาเรนติ้งฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2553

Tags

ลูกชอบดราม่า ลูกชอบโวยวาย

Kid Happy School – ไม่รู้ลูกเป็นไรค่ะ ชอบดราม่ามากเลย

หาก “ลูกชอบดราม่า” ทุกวัน คุณพ่อคุณแม่คงปวดหัวกันไปเป็นแถบ ยิ่งถ้าลูกไม่ไปดราม่ากับคนอื่น แต่ดราม่ากับแม่คนเดียว! มันเกิดอะไรขึ้น หรือแม่เป็นสาเหตุ??

“ไม่รู้ลูกเป็นไรค่ะ ชอบดราม่ามากเลย” คุณแม่ตอบเมื่อหมอถามว่าพา “ภูมิ” ลูกชายวัยอนุบาลมาหาหมอด้วยเรื่องอะไร

“ดราม่า” ของคุณแม่หมายถึงลูกมีอารมณ์อ่อนไหว ร้องไห้ง่ายทุกเรื่อง เวลาร้องไห้ก็คร่ำครวญ พร่ำเพ้อ เวิ่นเว้อ นอกจากนี้ยังมีอาการหงุดหงิดง่าย เวลาไม่ได้ดั่งใจก็โมโหโกรธา โวยวายกระทืบเท้า โมโหได้สักพักก็วนเวียนกลับมาร้องไห้อีก

“ยังกับดูละครหลังข่าวรายวันเลยค่ะ” คุณแม่อธิบายเพิ่มเมื่อถามถึงความถี่ว่าภูมิมีอาการบ่อยแค่ไหน

ลูกชอบดราม่า ลูกชอบโวยวาย

“แล้วเค้ามีอาการนี้ตอนไปโรงเรียนมั้ยครับ?” หมอถามต่อ

“ไม่มีเลยค่ะ อยู่โรงเรียนเป็นเด็กเรียบร้อย ครูบอกว่าอารมณ์ดี ไม่โกรธไม่โมโหใคร เพื่อนๆ ก็ชอบเล่นด้วย”

พอถามไปถามมาเลยได้ทราบว่านอกจากภูมิจะไม่มีอาการที่โรงเรียนแล้ว ที่บ้านก็ยังออกอาการเฉพาะกับแม่คนเดียว กับคุณพ่อหรือปู่ย่าก็หาได้แสดงอาการใดๆ ไม่

ภูมิเป็นเด็กเลี้ยงยากมาแต่อ้อนแต่ออก กินยาก นอนยาก ตอนเป็นทารกคุณแม่เล่าว่ากลางคืนต้องคอยอุ้มไว้ เพราะถ้าวางเมื่อไรจะร้องไห้ทันที บุคลิกแบบนี้อาจเป็นเหตุให้โตมาแล้วเป็นคนเจ้าอารมณ์ได้เหมือนกัน แต่คำถามสำคัญคือทำไมถึงได้เป็นเฉพาะกับคุณแม่คนเดียว

อ่านต่อ “ทำไมลูกชอบดราม่า? แม่มีส่วนทำให้ลูกดราม่าหรือนี่?” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

Kid Happy School – อย่ากอด หนูจะโกรธ

“เรื่องที่กลุ้มใจคือ..ลูกไม่ยอมให้กอดค่ะ” คุณแม่เริ่มต้นเล่าปัญหาที่อยากมาปรึกษาหมอ

คุณแม่เล่าให้ฟังว่ารู้สึกแย่มากที่ลูกชายอายุ 5 ขวบคนนี้ไม่มีท่าทีจะยอมให้แม่กอดง่ายๆ สถานการณ์เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ลูกยังเป็นทารกที่เวลาแม่จะกอดลูกก็มักทำตัวไหลหนี

โตขึ้นแม้จะไม่เลื้อยไหล แต่ก็กลายเป็นทำตัวแข็ง แม่ไปกอดทีไรก็คล้ายกอดท่อนไม้มากกว่าได้ความรู้สึกเหมือนกอดลูก

คิดในมุมคนเป็นแม่ก็น่าเห็นใจ เพราะแม่ที่ไหนก็อยากกอดลูก ธรรมชาติสรรค์สร้างมาให้การกอดและสัมผัสกันเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความผูกพันอันยั่งยืนระหว่างแม่-ลูก

คุณแม่บอกว่ายิ่งไปอ่านบทความแนวเลี้ยงลูกให้ดีก็ยิ่งทุกข์ใจ เพราะเล่มไหนๆ เขาก็พูดตรงกันว่าตอนลูกยังเล็กต้องกอดลูกเยอะๆ ลูกจะได้รู้สึกอบอุ่นและมั่นใจ โตขึ้นไปจะได้จิตใจมั่นคง

ถ้าฉันทำไม่ได้นี่แปลว่าอะไร? ฉันเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ใช่ไหม?

ตัวคุณพ่อเองก็เจอปัญหาซึ่งดูจะหนักกว่าด้วยซ้ำ เพราะพอไปกอดทีไรไม่ใช่แค่ตัวแข็ง แต่ถึงขั้นอาละวาดโวยวาย

สิ่งที่พ่อต่างจากแม่คือพ่อไม่ค่อยเครียดเท่าไร ไม่ยอมให้กอดก็ไม่สนใจ ยังไงพ่อก็จะกอดซะอย่าง บางครั้งดูเหมือนพ่อจะสนุกซะด้วยซ้ำที่แหย่ลูกเล่นได้ด้วยการไปแกล้งกอด

หมอฟังปัญหาคุณแม่ด้วยความตั้งใจ ถามคำถามเพิ่มอีกหน่อยก็ได้ความว่าลูกชายนอกจากไม่ชอบให้ใครกอดแล้วยังทนเสียงดังไม่ค่อยได้ ฝนตกฟ้าร้องทีไรจะนั่งปิดหูทุรนทุราย

ส่วนเสื้อผ้าก็ใส่ได้เฉพาะรุ่นที่ผ้านุ่มเป็นพิเศษเท่านั้น รุ่นที่ผ้าแข็งสากจะไม่ยอมใส่ หรือถ้าไปบังคับให้ใส่จะหงุดหงิดไปทั้งวันดังนั้นเลยชอบใส่แต่เสื้อผ้าตัวเดิมซ้ำๆ ก็คือเสื้อลายรถไฟโธมัสตัวนั้นเวลาเล่นก็จะชอบเล่นแต่ของเล่นชิ้นเดิมๆ โดยเฉพาะรถไฟโธมัส หรือเวลาไม่เล่นก็ชอบพูดชอบเล่าแต่เรื่องโธมัสเช่นเดียวกัน

สุดท้ายเลยเข้าใจว่าที่แท้เขามีอาการกลุ่มออทิสติกนี่เอง

เด็กในกลุ่มนี้อาจมีอาการไวเกินต่อประสาทสัมผัส(Hypersensitivity) ร่วมด้วย อาการไวเกินทำให้ทนต่อการรับรู้ประสาทสัมผัสบางอย่างไม่ได้ โดยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคนเราก็คือภาพ เสียง กลิ่น รส และสัมผัส อาการของลูกก็เด่นที่เรื่องสัมผัสและเสียงนั่นเอง เมื่อทนสัมผัสไม่ได้เลยไม่ชอบให้คนมากอด

นอกจากนี้การที่คุณพ่อไม่เข้าใจไปหยอกเล่นด้วยการกอดแรงๆ ก็ยิ่งทำให้เด็กรู้สึกอึดอัดไม่พอใจจนกลายเป็นอาละวาด ครั้งต่อไปเวลามีใครทำท่าว่าจะสัมผัสตัว เขาจะยิ่งต่อต้าน

วันนี้เริ่มต้นหมอเลยต้องแนะนำให้คุณพ่อเข้าใจและเลิกแหย่ลูกเล่นด้วยการกอด แล้วช่วยกันหาวิธีเล่นกับลูกที่จะทำให้ได้สนุกกันทั้งสองคน ไม่ใช่พ่อสนุกอยู่ข้างเดียว

ต่อมาก็ต้องปลอบใจคุณแม่ ปรับทัศนคติเสียใหม่ว่าลูกไม่ให้กอดไม่ได้แปลว่าลูกไม่รักหรือคุณแม่เป็นแม่ที่ไม่ดีแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะภาวะบางอย่างที่ติดตัวเขามาแต่เกิดที่ทำให้เขามีบุคลิกลักษณะแบบนี้ อย่าได้เสียใจน้อยใจไปเลย

แม้ลูกคนนี้จะไม่ชอบให้ใครกอด แต่เขาก็เป็นออทิสติกที่ไม่ได้มีอาการรุนแรงแต่อย่างใด เขายังอยากอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่ อยากให้พ่อแม่สนใจเขาคุยกับเขา เล่นกับเขา

ถ้าอย่างนั้นเราลองถามเขาดูดีไหม ว่าถ้าเราอยากจะแสดงความรักกับเขา เขาจะอยากให้เราทำอย่างไร จะให้แค่พูดบอก หรือจะให้จับมือ จับแขน จับศีรษะ หรือจับตัวได้แค่ไหน หรือถ้าพ่อแม่จะกอดจะให้กอดด้วยน้ำหนักเท่าใดลูกถึงจะยังรู้สึกดี

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเลี้ยงลูกไม่มีสูตรสำเร็จ ตำราเลี้ยงลูก(หรือ Real Parenting) จะอ่านก็อ่านไป แต่ถึงเวลาใช้จริงคงต้องประยุกต์ให้เป็น

 

 

บทความโดย : ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณพ่อน้องข้าวหอมและน้องน้ำมนต์

ภาพ : Shutterstock

Tags

กอดลูก ความผูกพัน ความอบอุ่นในครอบครัว

Kid Happy School – พลังวิเศษของการ “กอด”

การ “กอดลูก” เป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่พูดถึงความสำคัญของการกอด

แม่ที่เพิ่งคลอดลูก ผิวหนังของแม่บริเวณหน้าอกจะยกตัวสูงกว่าบริเวณอื่นประมาณ 1-2 องศา เพื่อเป็นที่พักให้ความอบอุ่นกับทารก โดยทำงานคล้ายๆ กับระบบ thermoregulatory ในเครื่องปรับอากาศหรือตู้เย็นเพื่อให้อุณหภูมิมีความสม่ำเสมอ ถ้าอุณหภูมิร่างกายเด็กลดลง อุณหภูมิอกแม่ก็จะสูงขึ้น หรือกลับกันถ้าของลูกสูงขึ้นของแม่ก็จะลดลง เพื่อให้ลูกอุ่นสบายตลอดเวลาเมื่ออยู่ในอ้อมกอดแม่

เวลาคนเรากอดกันจะมีการหลั่งสารที่ชื่ออ๊อกซี่โตซิน (Oxytocin) จากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) สารนี้มีคุณสมบัติเป็น “Love Hormone” ที่หลั่งออกมาเวลาเรามีความรู้สึกรักให้แก่กัน ไม่ว่าจะเป็นแม่กอดลูกหรือหนุ่มสาวกอดกันก็ตาม

กอดลูก ความผูกพัน ความอบอุ่นในครอบครัวสารอ๊อกซี่โตซินจะทำให้เรารู้สึกมีความสุข ผ่อนคลาย มีการศึกษาวิจัยในผู้หญิงพบว่าหลังจากให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยไปกอดแฟนแม้เพียงช่วงสั้นๆ ก็สามารถลดระดับการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลงได้ ส่วนหนึ่งเพราะอ๊อกซี่โตซินสามารถลดระดับของคอร์ติซอล (Cortisol) ลงได้ด้วย สารคอร์ติซอลนั้นเป็นที่รับรู้กันว่าเป็น “Stress Hormone” ซึ่งหลั่งออกมาในเวลาที่เราเครียด มีผลทำให้ความดันขึ้น และถ้าคอร์ติซอลท่วมร่างกายอยู่นานๆ ภูมิคุ้มกันก็จะต่ำลง ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

การทดลองหนึ่งซึ่งกระทำในสัตว์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุดคือลิง ลูกลิงซึ่งโดนแยกแม่ออกไปกลายเป็นลิงกำพร้า ผู้ทดลองก็หาแม่ลิงเทียมมาเป็นตัวแทนให้ลูกลิงเลือกอยู่สองตัว ตัวแรกเป็นโครงลวดแต่มีขวดนมให้ดูดกิน ตัวที่สองเป็นตุ๊กตาบุผ้ากำมะหยี่นุ่มๆ แต่ไม่มีขวดนมให้

อ่านต่อ “กอดลูก สร้างพลังวิเศษ ส่งเสริมพัฒนาการลูก” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

กลุ้มใจ ผิว “ แพ้ง่าย “ เกินไปแล้ว

เคยไหม เวลาเดินเข้าไปแผนกเครื่องสำอาง หรือ สกินแคร์ตามห้างต่างๆทีไร อยากพุ่งตัวเข้าไปลองให้หมดทุกแบรนด์ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องห้ามใจไว้ ก้มหน้าใช้ผลิตภัณฑ์ของหมอกันต่อไป ก็ผิวเรามันแพ้ง่ายเสียเหลือเกิน ปัญหา “ ผิวแพ้ง่าย “ พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 50% สาเหตุหลักเกิดจากชั้นไขมันปกป้องผิวถูกทำลายจากสภาพแวดล้อม ทั้งแสงแดด และมลภาวะ รวมไปถึงมีการใช้สารเคมีต่างๆบนผิวหนัง เมื่อสะสมนานวันเข้าเกราะป้องกันผิวหนังอ่อนแอลง ทำให้สารที่ก่อให้เกิดการแพ้เข้าสู่ผิวได้ง่าย อาการผิวแห้งและระคายเคืองจึงตามมา แต่ใช่ว่าคนที่ผิวแข็งแรงอยู่จะไม่มีโอกาสเป็น เพราะปัจจัยดังกล่าวมันรุมเร้า และรุนแรงเหลือเกิน

 

แล้วอาการแบบไหนล่ะ ส่งสัญญาณเตือนว่าเราเป็นผิวแพ้ง่ายเข้าแล้ว : ผื่นแดง แตก แห้ง หยาบกร้าน ลอกเป็นขุย มีอาการบวม หรือบางกรณีมีอาการแสบตึงร่วมด้วย

 

วิธีกู้ภัยผิวหน้าให้กลับมาสวยใสเช่นเดิม
พยายามหลีกเลี่ยงตัวการที่ทำให้แพ้
สังเกตดูสิว่าอาการแพ้ จำพวกผื่น สิวผด คัน ลอก ขุย เหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นลองหยุด หรือหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นไปก่อน เช่น เปลี่ยนครีมทาหน้าใหม่ เปลี่ยนน้ำหอม เปลี่ยนอาหารการกิน เปลี่ยนวิตามินหรือยา เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน แล้วหันมาใช้ครีมบำรุงที่ไม่มีวัตถุกันเสีย ปราศจากน้ำหอม การแต่งสี และสารเคมีที่ก่อให้เกิดการอุดตัน
งดสครับผิว หรือ การทำทรีทเม้นท์บนใบหน้า
หลายๆคนเมื่อมีอาการแพ้ ผื่นขึ้น ผิวหน้าลอก สิวบุก มักเข้าใจ(เอาเอง) ว่าต้องรีบเยียวยาหนังหน้าด่วนที่สุด ระดมทรีทเม้นใส่อาหารผิว ทั้งนวดทั้งขัดไม่ยั้งหวังจะให้ผิวกลับมาแข็งแรงทันที หารู้ไม่ว่าการขัดผิวหน้า จะทำให้ชั้นไขมันปกป้องผิว (Skin lipid barrier) ถูกทำลาย ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นห้ามทำนะจ้ะ
ไม่แตะต้องของมึนเมา และบุหรี่
มีงานวิจัยหลายฉบับพบว่าการสูบบุหรี่มีผลเสียต่อผิว นอกจากทำให้แผลหายช้ากว่าปกติแล้ว ยังเกิดสิว และเป็นต้นตอของมะเร็งผิวหนังอีกด้วย เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายโครงสร้างของผิวในชั้นเซลส์ อีกทั้งยังลดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ทำให้เราต้องปัสสาวะบ่อย จนขาดน้ำ แถมยังทำให้ร่างกายขาดวิตามินบีเกิดผิวแห้ง และอาการคันตามผิวหนัง มากขึ้นจนอาการแพ้ลุกลาม

หลีกเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดด
เวลาออกแดดทีไร รู้สึกคันยิบๆที่ผิว นั่นเป็นเพราะผิวเกิดการระคายเคือง เนื่องมาจากแพ้แดด มักพบอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น ผิวแดง คัน มีตุ่ม ผื่น และพุพอง สาเหตุหลักมาจากรังสียูวี ดังนั้นจึงควรหมั่นทาครีมกันแดดในช่วงระหว่าง 10.00 – 15.00 น. โดยเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายไม่มีสารระคายเคืองผิว เช่น น้ำหอม และควรเลือกแบบเนื้อเจลที่ปราศจากความมัน มีค่า SPF ตั้งแต่ 40 PA+++ ขึ้นไป

 

ภาพ shutterstock

Tags

หนูน้อยวัย 6 ขวบ ร้องไห้อยากจะแต่งงาน!

แม้ว่าโลกนี้จะมีเรื่องหม่นศร้าแทรกอยู่ในทุกมุมของสังคม แต่ก็ยังสวยงามเสมอในสายตาของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กคนนี้ที่อาจจะเรียกได้ว่ามีวิสัยทัศน์ยาวไกลมาแต่วัยเยาว์ เพราะร้องไห้อยากจะแต่งงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

การแต่งงานนั้นเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในชีวิตและไม่เคยสายเกินไปที่จะเริ่มชีวิตแต่งงาน แต่หนูน้อยดีนมีความคิดที่พิลึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะคิดอยากจะแต่งงานตอนอายุ 6 ขวบ ดูเหมือนว่าดีนจะไม่ค่อยพอใจกับความเป็นเด็กของตัวเองเท่าไหร่ แถมยังกังวลว่าอีกนานไหมกว่าจะได้กล่าวคำว่า “ยอมรับครับ” ในงานแต่งงาน เมื่อคิดว่าจะต้องรอนานขนาดไหนกว่าจะได้แต่งงานก็ทำให้ดีนร้องไห้สะอึกสะอื้น พ่อของดีนถามว่าทำไมถึงต้องร้องไห้เสียใจมากมายขนาดนั้น

“เมื่อไหร่ผมจะได้แต่งงานละฮะ พ่อ สงสัยชาตินี้คงไม่ได้แต่งแน่เลย” ดีนสะอื้น พ่อของดีนจึงพยายามปลอบใจลูกชายตัวน้อยว่า

“อย่าห่วงไปเลย ถึงเวลาก็ได้แต่งงานเองแหละ”

แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล ดีนก็ยังคงสะอึกสะอื้นบอกพ่อว่า

“ผมอยากอายุ 80 ปีจังฮะพ่อ จากนั้นก็จะได้แต่งงานเสียที”

“เอ่อ..จะว่าไปแล้วการแต่งงานก็ไม่ค่อยสนุกนักหรอกนะ ดีน” พ่อกระซิบบอกดีน โชคดีที่แม่ของดีนไม่ได้ยิน ไม่งั้นคุณพ่ออาจจะโดนหยิกเนื้อเขียวก็ได้!

 

 

เรื่อง : เจริญขวัญ
ภาพ : shutterstock

Tags

นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ นมผงสำหรับแม่ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์

ดื่มนมสำหรับแม่ท้องทำให้ลูกแพ้นมวัวจริงหรือ?

Q: เคยมีเพื่อนแนะนำว่า ไม่ควรดื่ม นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ที่มักอวดอ้างสรรพคุณว่ามีแคลเซียมสูง โฟเลตเยอะๆ ประเภทที่ดื่มหนึ่งกล่อง เทียบเท่านมวัว 3 แก้ว เพราะเมื่อลูกคลอดมาจะมีอาการแพ้นมวัว เรื่องนี้จริงหรือเปล่าคะ

นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ นมผงสำหรับแม่ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์

ปริมาณนมที่คุณแม่ตั้งครรภ์เลือกดื่ม ควรให้ได้แคลเซียมประมาณ 600-800 มก. ซึ่งเมื่อรวมกับการรับประทานแคลเซียมเสริม 1 เม็ด จะทำให้ได้ปริมาณรวมแคลเซียม 1200-1500 มก. ไม่ทำให้เกิดการแพ้นมวัวในเด็กได้ แต่สาเหตุที่เด็กแพ้นมวัว เกิดจากคุณพ่อหรือคุณแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว เมื่อบรรจบกับไม่เคยดื่มนมวัวมาก่อน แล้วต้องมาเร่งดื่มนมวัวตอนตั้งครรภ์ในปริมาณมากๆ บางคนดื่มเป็นลิตร การที่ร่างกายไม่เคยได้โปรตีนที่มาจากนมวัวเลย แล้วมาถูกกระตุ้นจากปริมาณนมเยอะๆ อย่างนี้ จึงจะเกิดอาการแพ้นมวัวในเด็กได้

อ่านต่อ “กินอย่างไรให้ลูกในท้องแข็งแรง” หน้า 2

รพ.เด็กแนะนำเทคนิค “นวดเต้าด้วยมือ” ช่วยเหลือแม่ยุคใหม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ในยุคปัจจุบันผู้คนเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการนวดเต้านมโดยเฉพาะในกลุ่มแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ “การนวดเต้านม” เป็นภูมิปัญญา ในการแก้ไขปัญหาการให้นมแม่ ที่มีหลากหลายวิธีการปรากฏให้เห็นในแทบทุกทวีปทั่วโลก เช่นเดียวกับทุกภาคของประเทศในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดประเด็นทางสังคมในสื่อออนไลน์ ถึงความนิยมในการนวดเต้านม เพื่อแก้ไขปัญหาการให้นมบุตรที่มีการสื่อสารบอกต่อว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มน้ำนม การใช้วิธีนวดแบบรุนแรงที่มีผลให้เกิดการช้ำอักเสบของเต้านม การใช้อุปกรณ์เจาะ แยงท่อน้ำนมประกอบการนวดเพื่อแก้ไขปัญหาท่อน้ำนมตัน ซึ่งความเชื่อและการปฏิบัติดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อความเข้าใจผิดของแม่ และก่อให้ปัญหาแทรกซ้อนในระบบท่อน้ำนม การเกิดปัญหาเต้านมอักเสบ เต้านมเป็นฝีตามมา

 

เพื่อทำความเข้าใจและหาคำตอบในประเด็นดังกล่าว ในการประชุมวิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 5    สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ได้จัด Pre-conference  workshop ขึ้นเพื่อให้แพทย์ พยาบาล แพทย์แผนไทย และแม่อาสา  ได้มีโอกาสอันดีในการได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และได้รับมุมมองศาสตร์แห่งการนวดในหัวข้อ Therapeutic Breast Massage in Lactation (TBML)” โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่านจากสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ดร.แอนน์ วิตต์ (Dr. Ann Witt) แพทย์ผู้ก่อตั้ง Breastfeeding Medicine of Northeastern Ohio และ มายา โบลแมน (Maya Bolman) พยาบาลผู้ชำนาญศาสตร์การนวดแบบรัสเซียแบบผสมผสานหลักการของระบบต่อมน้ำเหลือง (lymphatic system) และปัจจุบันเป็นประธาน ILCA Multicultural Committee วิทยากรทั้ง 2 ท่าน มีความชำนาญในการปฏิบัติงานในคลินิกนมแม่อย่างยาวนานและมีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้รับเชิญเป็นวิทยากรในหลายประเทศ วิทยากรได้ถ่ายทอดความรู้ทั้งในด้านทฤษฎีและสาธิตวิธีการนวดเต้านมแก่คุณแม่ที่มีปัญหาเต้านมคัดและท่อน้ำนมอุดตัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์และวิธีการนวดเต้านมที่ถูกต้อง

รพ.เด็ก

แพทย์หญิงชนิกานต์ ทิพาโรจนกิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้เข้าร่วมการประชุมและอธิบายสรุปว่า “การนวดเต้านมแบบ TBML และบีบน้ำนมด้วยมือ เป็นเทคนิคที่คุณแม่ที่ให้นมแม่ สามารถนำไปปฏิบัติต่อได้ด้วยตน เอง ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่มีค่าใช้จ่าย  เน้นการนวดที่นุ่มนวล ไม่เจ็บ โดยใช้การลูบไล่อย่างแผ่วเบา ไปในทิศทางระบบท่อต่อมน้ำเหลือง  ซึ่งในทางกายภาพระบบต่อมน้ำเหลือง จะมีตัวต่อมฝังในร่างกายส่วนต่างๆ และจะมีท่อนำน้ำเหลืองกระจายออกมาท่อต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่อยู่บริเวณผิวหนัง ไม่ได้อยู่ลึก ผู้นวดจึงไม่ต้องกดน้ำหนักลงไปลึก การที่คุณแม่มีเต้านมคัด ของเหลวที่อยู่ในเต้านมไม่ได้มีเพียงน้ำนมเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยสารคัดหลั่ง ดังนั้นการนวดตามหลักการของ lymphatic system คือ ไล่ระบายให้สารคัดหลั่งกลับสู่ต่อม น้ำเหลืองใต้รักแร้ได้ง่าย สะดวกขึ้น อาการคัดตึงเต้านม อาการเป็นก้อนจากท่อน้ำนมอุดตัน และความเจ็บปวดจะลดลง ใช้การประคบเย็นภายหลังการนวดเพื่อช่วยลดบวม”

 

นอกจากนี้ แพทย์หญิงศิริพร กัญชนะ ประธานศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “การนวดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยทำให้น้ำนมเพิ่มขึ้น การจะมีน้ำนมมากขึ้นต้องอาศัยหลักการเดิม คือ การให้ลูกได้ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี ดูดให้นานพอ พบว่าในระหว่างการนวดและการดูดของลูก ฮอร์โมนออกซิโทซินมีลักษณะการหลั่งที่ต่างกัน ถ้าคุณแม่อยากเพิ่มน้ำนมก็ควรเอาลูกเข้าเต้าให้บ่อยขึ้น นอกจากนี้ ความเจ็บปวดจะกดการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโทซิน ดังนั้น การนวดต้องไม่เจ็บ เมื่อคุณแม่รู้สึกสุขสบายจากการนวด น้ำนมก็จะไหลดี ทั้งนี้ไม่ควรสอดใส่วัสดุใดๆ เข้าทางรูเปิดของท่อน้ำนม เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ เกิดเต้านมอักเสบเป็นฝีตามมา วิธีการปฏิบัติดังกล่าวยังไม่มีงานวิจัยที่ได้มาตรฐานรองรับและไม่เป็นคำแนะนำให้ปฏิบัติตามหลักการสากล”

 

รองศาสตราจารย์คลินิก แพทย์หญิงศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กล่าวสรุปว่า “ปัญหาเต้านมคัด ท่อน้ำนมตัน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่ทำให้เป็นอุปสรรคในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้สำเร็จ การให้ลูกดูดนมออก หรือการบีบน้ำนมออกบ่อยจากเต้า เป็นหลักการสำคัญในการจะเพิ่มการสร้างน้ำนม สำหรับการนวดเต้านมเป็นหนึ่งในขบวนการเสริมในกรณีเต้านมคัด ที่อาศัยเทคนิคการนวดที่แผ่วเบา ในทิศทางที่กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของระบบน้ำนม ระบบน้ำเหลือง ที่เหมาะสม ส่งผลต่อการกระตุ้นให้น้ำนมมีทางเดินออก และความรู้สึกผ่อนคลาย จะมีผลให้น้ำนมไหลดี  การเจาะแยงท่อน้ำนมเป็นเรื่องที่อันตรายต่อการนำการติดเชื้อเข้าสู่เต้า ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาความไม่เข้าใจหรือการส่งต่อความเข้าใจที่ผิดในสังคม สถาบันฯมีความยินดี ที่จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บนพื้นฐานของวิชาการ และงานวิจัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อความถูกต้องในการปฏิบัติ และป้องกันอันตรายจากปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์”

 

เรื่องโดย มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก

ภาพจาก shutterstock

Tags

คลิปทารกน้อยหัดว่ายน้ำค่ะ น่ามหัศจรรย์จริงๆ

ทารกตัวน้อยๆ ก็หัดว่ายน้ำได้แล้วนะคะ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

เรามาดูคลิปทารกน้อยว่ายน้ำกันเลยค่ะ

Contact US

บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด
ในเครือ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)
Tel : 0-2422-9999 ต่อ 4510

สนใจลงโฆษณากับเว็บไซต์ Amarin Baby&Kids

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4775
Email : [email protected]

Report an issue or send feedback

0-2422-9999 ต่อ 4180
(จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.00 น)
[email protected]

Privacy Policy