โรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ โรคร้ายที่ใกล้ตัวลูก

โรคคาวาซากิ
โรคคาวาซากิ
โรคคาวาซากิ
เครดิต: theworldmedicalcenter

อาการของโรค

  1. ไข้สูง 38.3 องศาเซลเซียสขึ้นไป และไข้ไม่ลดนานเกิน 5 วัน
  2. ตาแดง ริมฝึปาก คอและเยื่อบุปากแดง ลิ้นเป็นตุ่มนูนแดงคล้ายผิวของผลสตรอเบอร์รี่ และริมฝีปากแตก
  3. มือเท้าบวมแดงในเวลาต่อมา และในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 2 และ 3 นั้นปลายมือเท้าอาจจะลอก
  4. มีผื่นลักษณะต่าง ๆ ขึ้นตามตัวและอาจเป็นมากบริเวณขาหนีบ
  5. ต่อมน้ำเหลือบริเวณลำคอโต ไม่เจ็บหรือมีอาการเจ็บบ้างเล็กน้อย

อาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว มีอาการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจและลิ้นหัวใจผิดปกติ
  • มีความผิดปกติที่หลอดเลือดแดง
  • มีการโป่งพองของหลอดเลือดแดงขนาดกลางที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • มีการอุดตันของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (บริเวณแขน ขา นิ้วมือและนิ้วเท้า) ทำให้ปลายนิ้วขาดเลือดไปเลี้ยง
  • อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำท่วมปอด ปอดอักเสบ ปอดบวม
  • อาการทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกคือ ปวดกระดูกและปวดกล้ามเนื้อ
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น มีอาการท้องเสีย อาเจียน ปวดท้อง การทำงานของตับทำงานผิดปกติ มีน้ำและมีอาการบวในถุงน้ำดี
  • อาการทางระบบประสาท เช่น มีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย มีเยื่อหุ้งสมองอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ และบางรายอาจถึงขั้นสูญเสียการได้ยิน
  • อาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น มีการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • นอกจากนี้ ยังมีอาการตัวแดง ม่านตาอักเสบ มีผื่นลอกของผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ มีอาการบวมนูนของบริเวณที่เคยฉีดวัคซีนบีซีจี เพื่อป้องกันวัณโรค

การรักษา

สามารถทำโดยการให้สารโปรตีนคุ้มกันโรค ซึ่งสกัดจากน้ำเหลืองในเลือด ร่วมกับการให้แอสไพริน ในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้ไข้ลดลงเร็ว และช่วยป้องกันผลแทรกซ้อนต่อหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ป้องกันโรคคาวาซากิได้ไหม?

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคคาวาซากิ จึงยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่เป็นโรคที่รักษาได้ การรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็ว จะป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งที่สำคัญ คือ หลอดเลือดแดงหัวใจโป่งพองได้มาก ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์ให้เข้าใจธรรมชาติของโรคเพื่อการร่วมมือกันในการรักษาผู้ป่วย

คุณพ่อคุณแม่คะ คอยหมั่นสังเกตอาการของลูกให้ดี และอย่านิ่งนอนใจ จริงอยู่ที่ลูกอาจจะมีแค่ไข้ธรรมดาและสามารถหายได้เอง แต่ถ้าหากลูกมีไข้สูงมากและนานเกินกว่า 4 – 5 วัน คิดว่าการพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดนั้น ถือเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วละค่ะ

เครดิต: Pantip และ Haamor

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up