หลังคลอด

หลังคลอด ต้อง “อยู่ไฟ” ไหม?

Q. ดิฉันไม่ได้อยู่ไฟหลังผ่าตัดคลอดและดื่มน้ำเย็นมาตลอด (ตอนนี้ลูกสาวอายุเกือบ 2 เดือนแล้ว) จะเป็นอันตรายหรือไม่ และควรแก้ไขอย่างไร คุณยายเชื่อว่าหลังคลอดต้องรับประทานของเผ็ด จึงบังคับให้ดิฉันรับประทานอาหารประเภทแกงรสจัด ทั้งที่ดิฉันไม่ชอบเลย จึงอยากทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ

หลังคลอดคุณแม่ทุกคนที่คลอดบุตรในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะโดยการผ่าตัดหรือคลอดเอง คุณหมอจะให้ยาที่ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ เพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดและช่วยขับน้ำคาวปลา สมัยนี้จึงไม่ต้องอยู่ไฟเหมือนสมัยก่อน ถ้าคุณแม่ให้ลูกดูดนมแม่ จะยิ่งช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น การอยู่ไฟแบบเดลิเวอรี่ที่มีให้บริการถึงบ้านเช่นในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องเกินความจำเป็น แถมยังมีราคาแพง สู้เก็บเงินไว้ซื้อของใช้ให้ลูก หรือซื้ออาหารบำรุงน้ำนมแม่จะดีกว่า

หลังคลอด

นอกจากนี้ผู้ให้บริการอยู่ไฟมักให้ความสำคัญเฉพาะการเข้ากระโจมของแม่ โดยไม่คำนึงถึงความต้องการในการดูดนมของลูก ทำให้แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้อย่างเต็มที่ การกระตุ้นการสร้างน้ำนมแม่จึงไม่เพียงพอ ทำให้ลูกไม่ได้กินนมแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

คนโบราณมักเชื่อว่าการไม่ได้อยู่ไฟจะทำให้มีเลือดเสียคั่งอยู่ข้างในมดลูก และพอมีความผิดปกติอะไรขึ้นมาหลังจากคลอด ก็มักจะโทษว่าเป็นเพราะไม่ได้อยู่ไฟ ที่จริงแล้วเลือดที่ออกจากมดลูกหลังการคลอดเรียกว่าน้ำคาวปลา ซึ่งไม่ใช่เลือดเสีย แต่เป็นเลือดที่ซึมออกจากแผลในโพรงมดลูกหลังจากที่รกลอกหลุดออกมา เมื่อแผลแห้งดี น้ำคาวปลาก็จะหยุดไปเอง

 

หลังคลอด คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่

ไส้กรอก ลูกชอบกินไส้กรอก มะเร็ง

เพื่อการซ่อมแซมบาดแผลที่เกิดจากการคลอดและการสร้างน้ำนม ไม่ต้องเน้นพริกหรือของเผ็ด ถ้าไม่ชอบ เพราะไม่ได้ช่วยอะไร แถมยังอาจทำให้ปวดท้องหรือท้องเสียได้ถ้าลำไส้ของคุณแม่ไม่เคยชิน ส่วนการดื่มน้ำเย็นนั้นไม่มีอันตรายค่ะ เย็นก็ได้ อุ่นก็ดี ขอให้ดื่มน้ำให้มากจนพอเพียงกับการผลิตน้ำนมให้ลูกก็พอ

banner300x250

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ภาพ : Shutterstock

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-44] กล่อมทุกวัน ให้หลับฝันดี

ถ้าผมจะพูดว่า ไม่เคยมีสักคืน ที่เจ้าปูนปั้นจะไม่ได้หัวเราะ ไม่ได้ขำ ไม่ได้อมยิ้มก่อนเข้านอน ผมไม่คิดว่าเป็นการพูดเกินไป อืมมม … เพราะเราไม่อยากให้มี แม้สักคืนที่เจ้าตัวป่วนเข้านอนอย่างไม่มีความสุข

ภารกิจในการส่งเจ้าปูนปั้นเข้านอน เป็นภารกิจสำคัญของครอบครัวนี้เลยฮะ เพราะนั่นจะทำให้เขาหลับสบายและพักผ่อนได้เต็มที่ ลองนึกถึงตัวเราเองสิฮะ คืนไหนที่เรามีความสุข ความสบายใจก่อนเข้านอน เราจะหลับแบบมีความสุข เมื่อตื่นมาก็สดชื่น และเมื่อเริ่มต้นวันได้ดี มันก็มีแนวโน้มที่จะดีไปทั้งวัน

ตั้งแต่เจ้าปูนปั้นอยู่ในท้อง เราก็กล่อมเขาเข้านอนโดยร้องเพลงผ่านผนังพุงหม่าม๊าให้เขาฟัง และอ่านนิทานให้เขาฟังทุกคืน ตอนนั้นเพลงที่ร้องจะวนอยู่ 2 เพลง คือ ‘พ่อกล่อมลูก’ ของเฉลียง ซึ่งเสียงของพี่แต๋ง ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจ (ตั้งแต่ยังไม่มีแฟน) ว่าเมื่อผมมีลูกผมจะร้องเพลงนี้กล่อมลูก อีกเพลงคือ ‘กล่อม’ ของคุณฟลุ๊ค แม้จะเป็นเพลงกล่อมสาว แต่เมื่อเอามาร้องกล่อมเจ้าตัวป่วน ก็ม่วนใจ๋เหลือเกิน

เราจะมีกิจกรรมก่อนนอนกับเจ้าปูนปั้นหลายอย่าง ซึ่งก็ปรับไปให้เหมาะในแต่ละช่วงเวลาที่เขาเติบโต ปูนปั้นเองก็จะมีความสนใจที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ นั่นเป็นหน้าที่ที่เราจะหากิจกรรมที่จะทำให้เขาสนุกมาทำกันก่อนส่งเขาเข้านอนที่จะสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวให้กับเจ้าปูนปั้น มาอ่านกันพอเพลินๆ นะฮะ ว่าเราทำอะไรกับเจ้าปูนปั้นก่อนนอนบ้าง เผื่อคุณพ่อคุณแม่จะลองเอาไปใช้กันบ้าง

 

อ่านนิทาน : ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ จินตนาการให้เด็กๆ ได้มากเลยฮะ แต่ไฮไลต์ที่ทำให้เกิดความสนุกจะอยู่ที่ ท่าทางประกอบการเล่านิทานครับ และเคล็ดลับอยู่ที่ความเยอะของท่าประกอบของปะป๊า หม่าม๊านี่แหละครับ ลูกตาของเจ้าปูนปั้นจะมีแวววิบๆ ขึ้นมาเลย และเจ้าปูนปั้นก็จะสนุกตามทั้งออกเสียง ทำท่าตาม สนุกมากทีเดียว จนบางที ก็เกิดนิทานเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมาด้วย

อ่านหนังสือด้วยกัน : หนังสือประเภทที่เจ้าปูนปั้นชอบ เกี่ยวกับ รถไฟ รถยนต์ เรือ เครื่องบิน และสารพัดเครื่องจักร ซึ่งเปิดหนังสือไปด้วยกัน อธิบายให้ปูนปั้นฟัง ว่าอะไรทำงานอย่างไร คุณจะได้เห็นแววตาสนุกสนาน อยากเรียนรู้ ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ปูนปั้นก็จะขอให้อ่านซ้ำในจุดที่ชอบ และต่อให้เล่าซ้ำๆอีกกี่ที ปูนปั้นก็จะยังสนุกตื่นเต้นทุกที

เล่นจ๊ะเอ๋ : อันนี้เป็นการละเล่นสุดคลาสสิคของเด็กทุกคนบนโลกใบนี้เลย แต่ควรเพิ่มสีสันเข้าไปอีกสักหน่อยเพื่อให้เสียงหัวเราะจะกระจายเต็มห้อง เช่นแทนที่จะแค่เอาผ้าปิดหน้าแล้วจ๊ะเอ๋ การแอบหลังตู้ ใต้โต๊ะ  หรือสอนให้ทำท่า จุ๊จุ๊จุ๊ ก็ทำให้เจ้าปูนปั้นรู้สึกว่าการจ๊ะเอ๋นั่นดูลึกลับขึ้น ยิ่งปะป๊า หม่าม๊าทำท่าเหมือนตกใจมากที่ถูกจ๊ะเอ๋ เจ้าตัวยุ่งก็สนุกขึ้นกว่าปกติอีก 2.5 เท่า

ขี่ม้าก็อบก็อบ : อันนี้เจ้าปูนปั้นชอบมาก แต่ถ้าแค่ขี่เดินไปมา มันไม่สนุกเท่าให้เขาขี่แล้วปะป๊าควบเร็วๆ ช้าๆกระโดดไปมารอบห้อง พร้อมกับทำเสียง ‘ก่อบ ก่อบ’ ยิ่งมีการขึ้นลงจากเก้าอี้ ที่นอน เจ้าปูนปั้นสนุกชะมัด

เล่นรถ : ของโปรดอีกอย่างของเจ้าปูนปั้นเลยฮะ แต่เทคนิคในการเพิ่มความสนุกคือ มันจะต้องวิ่งไปในที่ที่ไม่ควรไป เช่นเจ้าปูนปั้นชอบแกล้งไถรถเข้าไปใต้เตียง ความสนุกจะมาอยู่ที่การหาทางเอาเจ้ารถคันนั้นออกมา เมื่อไม่สำเร็จก็จะมาเรียกให้ปะป๊าช่วย (อันนี้ไม่ได้ต้องเล่นเหมือนกันทุกบ้านนะครับ เคล็ดลับของใครของมัน)

เล่นรถไฟ : อันนี้หมายรวมทั้งรถไฟของเล่น สุดโปรด และขบวนรถไฟสามคน พ่อ แม่ ลูกมาต่อเป็นขบวนรถไฟ ยิ่งมีการเดินเข้าออกตามห้องโน้นห้องนี้แล้วหละก็ ไม่สนุกให้รู้ไปสิ

ขับเครื่องบิน : อันนี้คุณต้องกางปีก 2 ข้างออกแล้วคุณก็ต้องเดินร่อนไปมา พร้อมทำเสียงเครื่องยนต์ที่คำราม สนุกมากนะเออ เคล็ดลับอยู่ที่ การบินผาดโผนเฉี่ยวไปมา ยิ่งพอได้รับคำชมว่าเป็นนักบินที่เก่งเนี่ย ถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยครับ

ร้องเพลง : อันนี้เป็นการฝึกเชาว์ของปะป๊า หม่าม๊าเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะร้องเพลงทั่วๆ ไปที่เจ้าปูนปั้นชอบแล้ว เราจะถามปูนปั้นว่า อยากฟังเพลงอะไร แล้วเจ้าปูนปั้นก็จะคิดสารพัดชื่อเพลงที่เขาอยากให้เราร้องขึ้นมาเช่น เพลง bus, เพลง car, เพลง central, เพลง engine และอื่นๆ ซึ่งไม่มีในระบบความจำของเรา คราวนี้ก็อยู่ที่ปะป๊า หม่าม๊าหละว่าจะร้องออกมายังไง แต่ไม่ว่ายังไง เจ้าปูนปั้นก็ชอบใจ แถมมีขอให้ร้องซ้ำด้วยนะเออ

 

นอกจากเราจะให้เขาเข้านอนอย่างมีความสุขแล้ว ตอนปลุกให้ตื่น เราก็จะมีวิธีการปลุกแบบสนุกๆ เช่น ปะป๊าหม่าม๊าจะแอบไปร้องเพลงข้างหูเบาๆ ซึ่งเจ้าตัวยุ่งก็จะมีอมยิ้มแกล้งหลับ ไม่ยอมลืมตา, บางครั้งเราก็จะไปยืนพูดลอยๆ ว่าจะมีใครมาช่วยปะป๊าเลือกเสื้อผ้า ช่วยใส่เข็มขัดให้ปะป๊ามั้ยน้อ (เจ้าปูนปั้นชอบมาเลือกเสื้อผ้าให้ และชอบร้อยเข็มขัดให้ปะป๊า) เป็นต้น … เพื่อให้เขาลืมตามาดูโลกด้วยรอยยิ้มทุกวัน

ด้วยเราอยากเห็นรอยยิ้มเจ้าปูนปั้นตลอดเวลา ปะป๊ากับหม่าม๊าจึงมีหน้าที่ที่จะสร้างรอยยิ้มให้เขามีความสุขก่อนนอน ซึ่งมันไม่ยากหรอกครับ และยิ่งมานึกดูให้ดี เวลาที่เจ้าตัวป่วนยิ้มให้เราก่อนนอน หรือ มีเสียงหัวเราะคิกคักก่อนจะหลับตา … คุณว่าใครกันแน่ที่มีความสุขกว่ากัน เจ้าตัวน้อย หรือ ว่าคุณ สำหรับผมไม่ต้องถามเลย บางครั้งผมแอบมีน้ำตาคลอๆ ด้วยความอิ่มใจเสียด้วยซ้ำ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

ปานแดง

ปานแดง อันตรายกับลูกน้อยแค่ไหนกันนะ?

คุณแม่หลายคนคงเคยพบเห็นรอยแดงๆ อยู่ที่บริเวณหน้าผาก เปลือกตา ต้นคอ หรือศีรษะของลูกน้อย และมีความกังวลว่า เม็ดแดงๆ นูนๆ เล็กๆ นี้ จะเป็นอันตรายหรือไม่ และสงสัยว่าเป็น ปานแดง หรือสิ่งนี้จะเป็นอันตรายกว่านั้นหรือเปล่า จึงเกิดความกังวล และอยากให้ลูกน้อยหาย

Continue reading “ปานแดง อันตรายกับลูกน้อยแค่ไหนกันนะ?”

สารพัดเรื่องชวนกลุ้มใจ เมื่อลูกย่างเข้าวัยทวีน

การเลื่อนชั้นเรียนสู่ระดับมัธยมต้น มักทำให้คุณแม่รู้สึกตื่นเต้นเป็นกังวลไม่น้อยไปกว่าคุณลูก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และจะรับมือได้อย่างไร เรามีคำแนะนำมาฝากกันค่ะ

1. เมื่อเบบี๋กลายเป็นหนุ่มหรือสาวน้อย

การเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอาจทำให้ลูกเริ่มทำตัวเหินห่างจากคุณมากขึ้น ไม่เหมือนตอนที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ซึ่งอาจทำให้คุณรู้สึกน้อยใจ ควรหาเวลาปรับทุกข์กับคุณแม่คนอื่นๆ ที่กำลังประสบปัญหาแบบเดียวกัน จากนั้นเคารพในความต้องการอิสรภาพของลูกวัยทวีน และมองหาวิธีอื่นๆ ในการใช้เวลาร่วมกับลูก เช่น พาลูกไปรับประทานอาหารค่ำในร้านใหม่ๆ ที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าได้เข้าสู่โลกของผู้ใหญ่บ้าง

2. ต้องช่วยลูกมากขึ้น

คุณแม่ที่มีลูกเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นมักอารมณ์เสียเป็นประจำ เพราะคุณลูกตัวดีชอบขอร้องให้ช่วยหาภาพมาติดบอร์ดกิจกรรมหรือพาไปค้นข้อมูลที่ห้องสมุดแบบกระชั้นชิด ไม่ให้เวลาคุณเตรียมตัวเลยสักนิดเพราะอีก 2 วันก็ต้องส่งงานคุณครูแล้ว ปัญหานี้แก้ได้ ด้วยการช่วยลูกบันทึกวันที่ต้องส่งงานชิ้นต่างๆ ไว้ในปฏิทิน ลูก (และคุณ) จะได้มีเวลาทำงานอย่างเพียงพอ

3. ปัญหาจากรุ่นพี่ที่เกเร

คุณแม่มักกลุ้มใจว่าลูกอาจถูกกลุ่มเด็กโตที่เกเรรังแกเอา หรือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้เลียนแบบ เราจึงควรเริ่มคุยกับลูกในเรื่องยาเสพติดและเพศศึกษาเสียตั้งแต่ตอนนี้ จะได้แน่ใจว่าเมื่อใดที่ต้องการคำปรึกษา คุณจะยินดีรับฟังโดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่ควรพูดถึง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

มาออกกำลังกายกันค่ะ ว่าที่คุณแม่!

ช่วงไตรมาสแรกแบบนี้ มีแต่ความกะปลกกะเปลี้ย เหนื่อยง่าย ผะอืดผะอมสุดๆ ซึ่งถ้าใครแพ้ท้องหนักร่วมด้วย คงยิ่งกว่าฝันร้าย เพื่อไม่ให้เราดูย่ำแย่ไปกว่านี้ ลองมาออกกำลังกายเบาๆ กันบ้าง เพราะนอกจากร่างกายจะเหนื่อยน้อยลงแล้ว อารมณ์ยังดีขึ้นอีกด้วย

สำหรับใครที่มีปัญหาเหล่านี้ อย่าง ตั้งครรภ์ยาก เป็นโรคหัวใจ มีภาวะแท้งคุกคาม ภาวะคลอดก่อนกำหนด มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ หรือมีความดันโลหิตสูง ไม่ควรออกกำลังกายใดๆ ทั้งสิ้น แต่หากไม่มีโรคอะไรให้ห่วง ขอแนะนำให้ออกกำลังกายคลายเครียดกันค่ะ หลายคนคงแอบกังวลว่า ท้องอ่อนๆ แบบนี้ทำได้ด้วยเหรอ เราอยากบอกว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้จนถึงคลอดเลย

ออกกำลังกายแบบไหนดี?

ในช่วงตั้งครรภ์แบบนี้ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ต้องเตรียมพร้อมต้อนรับการขยายตัวที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเกิดอาการเคล็ดขัดยอกและกล้ามเนื้อตึงได้ จึงควรวอร์มอัพเบาๆ ก่อนออกกำลังกายทุกครั้งอย่างน้อย 10 นาที และควรยืดผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้วอีก 5-10 นาที เพื่อให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดอาการเจ็บปวดให้น้อยลง เริ่มแรกออกอย่างช้าๆ ในเวลาสั้นๆ สำหรับใครที่เป็นสมาชิกฟิตเนสอยู่แล้ว ลองปรึกษาเทรนเนอร์ดูว่า แบบไหนปลอดภัยไม่อันตราย ส่วนใครไม่มีเทรนเนอร์แล้วอยากออกกำลังกายเอง แนะนำ เดิน ว่ายน้ำ โยคะ และ ออกกำลังกายในน้ำ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ เช่น ปีนหน้าผา ขี่ม้า และการดำน้ำลึกแบบสกูบ้า กีฬาชนิดนี้ขอห้ามตลอดระยะการตั้งครรภ์ เพราะการเปลี่ยนแปลงของความดัน ทำให้เกิดการแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้

สิ่งดีๆ ที่ได้รับ

  • ลดการเกิดอาการชา ขาเป็นตะคริว หรือเส้นเลือดขอด
  • ป้องกัน และบรรเทาอาการปวดหลังได้
  • นอนหลับได้ดีขึ้น และลดการเกิดท้องผูก
  • ฟื้นตัวหลังคลอดได้เร็ว และสุขภาพแข็งแรง

ควรทำสิ่งเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย

1. กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

อย่างผัก ผลไม้สด และ ธัญพืช หลีกเลี่ยงซูชิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ เนื้อกึ่งดิบกึ่งสุก

2. ดื่มน้ำเยอะๆ

ช่วยลดโอกาสเกิดอาการบวมน้ำ ท้องผูก และความเหนื่อยล้าด้วย

3. หาเวลาพักผ่อน

การงีบหลับระหว่างวัน หรือ เข้านอนให้เร็วขึ้น ดีกับทั้งร่างกายและจิตใจ และดีต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

Tags

คลายเครียด

4 กิจกรรม คลายเครียด คนท้อง ห้ามพลาด!

คลายเครียดบ้างหากคุณแม่กังวลถึงหน้าที่ดูแลลูกน้อยที่ยังไม่คลอดก็จะทำให้เครียดเปล่าๆ จะมามัวนั่งเซ็งทั้งวันก็คงไม่ช่วยอะไร สู้หากิจกรรม คลายเครียด คนท้อง สนุกๆ ทำดีกว่า เพราะหากคุณแม่อารมณ์ดี ลูกน้อยในท้องก็มีความสุขไปด้วย

4 กิจกรรม คลายเครียด คนท้อง ห้ามพลาด!

1. พักร้อนกันเถอะ

คลายเครียด คนท้อง

ไม่มีช่วงเวลาไหนจะเหมาะไปท่องเที่ยวพักผ่อนได้เท่ากับตอนไตรมาสสองอีกแล้ว เพราะไตรมาสแรกคุณแม่ต้องต่อสู้กับอาการแพ้ท้องและอาการอ่อนเพลีย ส่วนไตรมาสที่สามนั้นท้องก็ใหญ่ทำให้ไม่คล่องตัวนัก ดังนั้นช่วงนี้แหละ เหมาะที่สุด

หากเดินทางด้วยเครื่องบินอาจต้องดูข้อกำหนดของแต่ละสายการบินด้วย หากเดินทางด้วยรถยนต์ก็อย่าลืมจอดแวะพักเหยียดแข้งขาบ่อยๆ หรือเดินทางด้วยเรือ ไม่แนะนำให้นั่งสปีดโบ๊ต หรือเรือลำเล็กที่มีแรงกระแทกกับผิวน้ำมากๆ เพราะอาจเป็นอันตรายได้

2. เขียนจดหมายถึงลูก

คลายเครียด คนท้อง

ข้อนี้เอาใจคุณแม่ที่ชอบขีดเขียนจดบันทึกเป็นพิเศษ การเขียนบันทึกหรือจดหมายนี้ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างแม่ลูกให้เน่นแฟ้นขึ้น รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น อีกนัยหนึ่งยังช่วยให้คุณแม่ระบายความเครียดในใจได้ดี สุดท้ายเมื่อลูกโตขึ้น แล้วได้อ่านบันทึกนี้ ก็ยิ่งทำให้ลูกรู้สึกถึงความรัก ความห่วงใย เป็นการผูกสายสัมพันธ์ที่ดีทีเดียว ส่วนคุณแม่ที่ไม่ชอบเขียน ก็สามารถใช้วิธีอื่นได้ อย่างเช่น ใช้แอพพลิเคชั่นในมือถือบันทึกเสียง เป็นต้น

อ่านต่อ “กิจกรรมคลายเครียด คนท้องห้ามพลาด!” คลิกหน้า 2

ใกล้คลอดแล้ว แต่ก็ยังสนุกได้

เข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ถึงแม้อาการแพ้ท้องจะหายไป แต่คุณแม่ท้องบางคนอาจเกิดความกังวลกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ขนาดเท้าที่ใหญ่กว่าเดิม อาการบวมน้ำจนตัวอ้วนกลม หรือเกิดความอ่อนเพลียและความเหนื่อยล้าเพราะขนาดครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น อย่าทำตัวเป็นคุณแม่จิตตก ถึงเวลาทำเรื่องสนุกๆ เพื่อสลัดความรู้สึกแย่ๆออกไปแล้วค่ะ รีบทำกิจกรรมเหล่านี้ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะลืมตาดูโลกกันเถอะ

1. เข้าร้านทำผม

อย่าลังเล รีบเข้าไปให้ช่างประจำตัวจัดทรงผมสวยเก๋รอต้อนรับสมาชิกตัวน้อยกันดีกว่า นอกจากจะดูสวยแซ่บไม่กระเซอะกระเซิงตอนที่แชะภาพหลังคลอดแล้ว นึกดูดีๆว่ากว่าคุณจะกลับมามีเวลาส่วนตัวได้แบบนี้จะอีกนานแค่ไหนนะ รีบเข้าไปเสริมสวยให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นกันเถอะ แต่ถ้าอยากเสริมสวยอะไรที่มากกว่าการตัดผม เช่น ดัด ยืด ทำสี แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและลูกน้อยค่ะ

2. จัดการเล็บสักหน่อย

อย่าเพิ่งทำหน้างง ว่าทำไมต้องให้ฉันไปทำเล็บ ใครจะมาสนใจ ลองฟังประสบการณ์ในห้องคลอดของคุณแม่ท่านนี้ดูค่ะ “ระหว่างที่ฉันคลอดเจ้าตัวน้อย สามีเป็นคนจับเท้าซ้าย ส่วนพยาบาลจับเท้าขวา เพื่อช่วยให้ฉันมีแรงเบ่งมากขึ้น” เห็นไหมคะอย่างน้อยก็มี 2 คนแล้วที่ได้สัมผัสเท้าของคุณ ดังนั้นก่อนคลอดหาเวลาไปผ่อนคลายด้วยการทำเล็บสักหน่อย ถ้าให้ดีก็ทำทั้งมือและเท้าไปเลย แล้วคุณจะตกหลุมรักการทำเล็บก็งานนี้แหละ

3. ถ่ายรูปตัวเองไว้เยอะๆ

ไม่ต้องกลอกตาไปมา นี่เป็นการทิ้งทวนน้ำหนัก 10 กิโลที่เพิ่มขึ้นมาของคุณนะ! ถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย หรือเอาไว้อวดลูกว่าดูสิตอนที่แม่อุ้มท้องหนู แม่สวยแค่ไหน และนี่ยังเป็นเหตุผลสนับสนุนให้คุณได้ซื้อชุดสวยมาใส่ด้วยนะ

4. ออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนสาว

อย่ามัวเอาแต่นั่งเหงาอยู่บ้าน ได้เวลานัดเพื่อนๆ ออกไปสนุกด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะพากันไปปิคนิคในสวนสาธารณะ ถักไหมพรม หรือออกไปเดินเล่นตามพิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลอรี่ อะไรก็ได้ที่คุณจะได้ใช้เวลาร่วมกัน “ฉันเข้ากรุ๊ปเต้นระบำหน้าท้องกับเพื่อนๆ ตอนท้องได้ 8 เดือน ตอนนั้นน้ำหนักขึ้นมาตั้ง 20 กิโล แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าตัวเองเซ็กซี่จัง” นี่คือหนึ่งตัวอย่างจากคุณแม่ชาวเวอร์จิเนีย

5. แพคกระเป๋าฮันนีมูนรอบสอง

อีกไม่กี่อึดใจก็จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มมา ทิ้งทวนช่วงเวลาสวีทหวานสองต่อสองกับคุณสามีกันสักหน่อยดีกว่า เลือกทริปสั้นๆใช้เวลาเดินทางไม่นาน ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกเมือง กินอาหารดีๆ พักผ่อนให้เต็มที่ ชาร์จพลังให้พร้อม จะได้มีแรงเบ่งคลอดเจ้าตัวเล็กไง!

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

ลูกโตเริ่มเครียด เพราะขาดการ “เล่น”

ครูแป๋มได้เจอเพลิน สาวน้อยวัย 12 ปีที่เงียบขรึมและค่อนข้างวิตกกังวลในห้อง play therapy เพราะคุณแม่อยากให้สาวน้อยมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงออกและมีอารมณ์แจ่มใสมากขึ้น ที่คุณแม่เป็นห่วงลูกสาวมากคือการเป็นคนต้องทำทุกสิ่งให้สมบูรณ์แบบ (ภาวะ perfectionist) อยากเห็นลูกสาวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และยอมรับความผิดหวังที่เกิดขึ้นในชีวิตได้

เพลินจะหงุดหงิดและเครียดมากถ้าผลงานที่ทำออกมาไม่สวยหรือสมบูรณ์แบบ เช่น สอบไม่ได้ที่ 1 เหมือนเคย เพียงเกรดรายวิชาลดลงจากเกรด 4 เป็นเกรด 3 เพลินเคยผิดหวังรับไม่ได้ ถึงขั้นเครียดไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

ครูแป๋มได้เจอเพลินหลายครั้งแล้ว การเล่นของน้องแต่ละครั้งค่อนข้างเป๊ะมาก เช่น วาดรูประบายสี น้องจะวาดแล้วลบๆๆ จนกว่าจะสวยถูกใจ ทำงานปั้น ผลงานปั้นของน้องต้องออกมาเนี้ยบไร้ที่ติ ถ้าทำขนมเค้ก เค้กฝีมือเธอต้องออกมาสวยสมบูรณ์แบบที่สุด เพลินตั้งมาตรฐานต่อตนเองสูงเสมอ ผลงานต้องออกมาดีที่สุดเท่านั้นจึงจะพอใจ

ผลงานที่ดีที่สุดออกมาในทุกชั่วโมงการเล่นที่เราเจอกัน แต่สิ่งเดียวที่ครูแป๋มไม่เห็นตลอดชั่วโมงการเล่นของเพลินคือ ความเพลิดเพลิน สนุกสนานผ่อนคลายไปกับการเล่น นอกจากนี้ เพลินยังมีความวิตกกังวลสูงและไม่มั่นใจในตนเองอย่างเห็นได้ชัด ไม่กล้าบอกความต้องการของตนเอง หรือความในใจของตนเองมากนัก กรณีอย่างนี้ต้องใช้เวลาระยะเวลาในการช่วยเหลือ แต่เพลินก็ค่อยๆ ดีขึ้น

ครูแป๋มได้ข้อมูลจากคุณแม่ว่า เพลินมีตารางประจำวันที่เต็มไปด้วยการเรียนพิเศษต่างๆ คณิต อังกฤษ วิทยาศาสตร์ ภาษาจีนและอีกหลายวิชามาตั้งแต่เด็กๆ แต่ในตารางนั้นไม่ค่อยมีเวลาสำหรับการเล่น เพราะที่บ้านของเพลินให้ความสำคัญกับการเรียนดี เรียนเก่ง

คำชื่นชม และรางวัลเมื่อเพลินทำคะแนนได้ดี กลายเป็นทั้งแรงผลักดันและกดดันให้เธอต้องเรียนให้ดีที่สุด เป็นที่หนึ่ง

เพลินผลักดันให้ตัวเองเป็นที่หนึ่งจนได้ แต่กลับยังไม่มีความสุข เพราะยังเคร่งเครียดกับการระวังรักษาไม่ให้ตัวเองตกจากที่หนึ่ง ถึงคุณแม่จะบอกให้คลายกังวลว่า “เรื่องเรียนจะเป็นอย่างไรก็ได้ แม่อยากเห็นลูกมีความสุขมากกว่าเรียนเก่งแต่ไร้ความสุข”

พูดถึงการเล่นแล้ว คุณแม่บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ตั้งแต่เล็กๆ เพลินขาดโอกาสในการเล่นมาตลอด ด้วยความเป็นห่วงลูก ครอบครัวค่อนข้างเข้มงวดกวดขันและเลี้ยงดูอย่างปกป้องมาก เพื่อนมาชวนไปเล่นด้วยกันข้างนอก ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ไป ด้วยความเป็นห่วงว่าเพลินจะได้รับอันตรายบ้าง ไม่ปลอดภัยบ้าง ถูกแกล้งบ้าง

ในครอบครัวก็ไม่มีใครเล่นกับเพลิน ขนาดว่าเพลินเล่นคนเดียว เล่นกับตุ๊กตา เล่นสมมติเป็นนางเงือก คุณแม่ก็จะดุว่าเธอเล่นไร้สาระ เล่นไม่เหมาะสม เพลินจึงค่อยๆ เลิกเล่น และกลายเป็นเด็กที่เล่นไม่เป็นไปโดยปริยาย

ชั่วโมงการเล่นบำบัดและได้พูดคุย รับฟัง ปรับทัศนคติ แม้คุณแม่จะรู้สึกเสียใจมากที่เป็นสาเหตุให้น้องเพลินขาดโอกาสในการเล่นสนุกอย่างที่เด็กควรจะได้รับ ส่งผลให้น้องเพลินกลายเป็นคนไม่มีชีวิตชีวา ช่างกังวล และไม่มั่นใจในตนเอง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีมากสำหรับการช่วยเหลือลูกสาวที่รัก

เพลินค่อยๆ ดีขึ้น  แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ ทีละน้อย เพราะการมารับการรักษาเมื่อโตแล้ว จะยากและจำเป็นต้องให้เวลาการรักษานานกว่าเด็กเล็ก แต่กระนั้นก็ยังไม่สายเกินไป ตราบใดที่คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตที่สมดุล

เด็กมีหน้าที่ทั้งเรียนและเล่น เพราะเขาต้องเรียนรู้เพื่อการใช้ชีวิตให้เป็น อยู่ให้รอดในวันข้างหน้า จะเรียนหรือเล่นก็มีสิ่งสำคัญและจำเป็นที่เด็กต้องการและได้เรียนรู้ ให้โอกาสเด็กได้เล่นเถอะค่ะ เพราะเด็กที่เล่นเป็น ย่อมใช้ชีวิตเป็นค่ะ

 

บทความโดย: ครูแป๋ม-คุณฉันทิดา สนิทนราทร นักเล่นบำบัด (Play Therapist) โรงพยาบาลมนารมย์ | Facebook fanpage: Play Story by Pam

กินตามกรุ๊ปเลือด

กินตามกรุ๊ปเลือด ลดน้ำหนักได้!

กินตามกรุ๊ปเลือด ก็ลดน้ำหนักได้  มาดูกันว่าแต่ละคนต้องรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดอย่างไรบ้าง เพื่อให้สมดุลร่างกายนั้นออกมาดี และไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ มาดูกันค่ะ

 

blood (1)

 

กรุ๊ป O ถือเป็นเลือดกรุ๊ปแรกของมนุษย์  คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มักมีสุขภาพแข็งแรงดี สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด (ยกเว้นเนื้อหมู ไขมันเยอะ) เพราะน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยโปรตีนได้ง่าย (เว้นโปรตีนในนม) หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรต อย่าง แป้ง และอาหารมันๆ  ควรออกกำลังกายที่ใช้แรงและความรวดเร็ว อย่างการเต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน  หรือยกเวท

กินตามกรุ๊ปเลือด

 

กรุ๊ป A  ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ เพราะย่อยยาก เหมาะกับอาหารประเภทข้าว แป้ง และผัก ผลไม้ที่สุด  ไม่ควรดื่มนมมากจะทำให้ท้องอืด แน่น เรอเหม็นเปรี้ยว เนื่องจากแอนติเจนที่อยู่ในเซลล์ของกรุ๊ปเลือด A จะทำปฏิกิริยากับนม  ควรออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้แรงมาก แต่เน้นสมาธิ เช่น โยคะ หรือ เดินช้าๆ

กินตามกรุ๊ปเลือด

 

กรุ๊ป B  เน้นกินอาหารให้ครบห้าหมู่  ผลไม้ที่แนะนำคือ กล้วย พยายามหลีกเลี่ยงเนื้อไก่ ถั่วลิสง และข้าวโพด ควรออกกำลังกายที่ใช้แรงปานกลางเช่น เดินเร็วๆ ตีกอล์ฟ ว่ายน้ำ บอดี้คอมแบ็ต หรือศิลปะการป้องกันตัว

กรุ๊ป AB ด้วยความที่เป็นได้ทั้ง กรุ๊ป A และกรุ๊ป B  จึงสามารถกินได้ครอบคลุมทั้ง 2 กรุ๊ป แต่เน้นพวกอาหารทะเล ถั่วเหลือง และผักสด เต้าหู้ โยเกิร์ต ส่วนผลไม้ พวกส้มโอ องุ่น  รวมทั้งดื่มชาเขียว  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก และเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เนื่องจากน้ำย่อยมีความเป็นกรดต่ำ ควรออกกำลังกายที่ทำให้จิตใจสงบมีสมาธิ อย่างเช่น โยคะ ยิงธนู เป็นต้น

 

กินตามกรุ๊ปเลือด

บทความโดย:  คุณหมอณัฐ นายแพทย์ณัฐพล พิณนิมิ ตร จาก เมดิวิสาจ คลินิค

เบบี๋ก็เล่นเป็นนะ

ทั้งที่แค่มองหน้าเบบี๋แล้วทำหน้าตาตามเขา ร้องเพลงแล้วพาเขาขยับตัวเบาๆ นั่นก็เรียกว่าเล่นกับเจ้าตัวเล็กแล้ว แต่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยกลับเริ่มต้นเล่นกับเบบี๋ไม่ถูก!… อ๊ะ อ๊ะ คุณด้วยหรือเปล่า?

ไม่เป็นไรๆ มารู้จักการเล่นกับเบบี๋ไปพร้อมๆ กัน ตอนนี้เลย! เล่นกับลูกตั้งแต่ตอนนี้แหละคุณกับจะเขาผูกพันกันมากขึ้น ลูกน้อยจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและอะไรต่อมิอะไรดีๆ อีกเพียบเลยล่ะค่ะ

เบบี๋เล่นตลอดเวลา

ถึงไม่มีเพื่อนเล่น เบบี๋ก็เล่นคนเดียว เขาเล่นเพื่อเรียนรู้ เบบี๋ต้องการเรียนรู้ตลอดเวลา ดังนั้นทุกการเคลื่อนไหว ทุกการกระทำของเบบี๋คือการเล่น แต่การมีคนเล่นด้วย เป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์และเป็นการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับเบบี๋ ไม่ใช่เรื่องของเกมหรือของเล่น และ”เพื่อนเล่น” ที่ดีที่สุดสำหรับลูกคือ “พ่อแม่”

พ่อแม่เล่นกับเบบี๋ เขาก็จะ…

1. คุ้นเคย วางใจ และผูกพันกับคุณ

การเล่นทำให้คุณกับลูกน้อยไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว ความผูกพันระหว่างคุณกับเขาจะลึกซึ้งขึ้น ลูกน้อยจะรู้สึกได้ถึงความรักที่คุณมีให้และมีความมั่นคงทางใจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเขา

2. เซลล์สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด

ประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งเบบี๋ได้รับจากการเล่นจะทำให้สมองส่วนต่างๆ เชื่อมต่อกัน พัฒนาการทางสมองจึงดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง

3. เข้าใจสิ่งที่คุณพูดและอยากหัดพูดบ้าง

ถึงจะยังไม่มีเวลาสำหรับการเล่น แต่คุณก็มีปฏิสัมพันธ์กับเบบี๋ด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังทำ (อย่างทำกับข้าว ซื้อของ พับผ้า ฯลฯ) หรือร้องเพลงให้เขาฟัง

4. ทำให้พอจะบอกได้ว่าเบบี๋มีบุคลิกภาพแบบใด

เพราะไม่ช้าคุณก็จะดูออกว่าเบบี๋ชอบเล่นแรงๆแบบไร้สาระ หรือชอบเล่นเงียบๆอย่างสงบ

เล่นอะไรกันดีล่ะ

การเล่นช่วยให้เบบี๋ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นทั้งสำหรับลูกและพ่อแม่ การเล่นยังสำคัญต่อพัฒนาการทุกด้าน เราจึงมีวิธีเล่นที่เหมาะกับพัฒนาการตามวัยมาแนะนำ

ภาพ: Shutterstock
ภาพ: Shutterstock

แรกเกิด – 3 เดือน

เบบี๋วัยนี้จะตั้งอกตั้งใจฟังเสียงรอบตัวและพยายามเลียนเสียงที่ได้ยินโดยใช้คอ ลิ้นและปาก ชอบมองใบหน้าคนและสิ่งที่สะดุดตา กำลังหัดชันคอและขยับแขน-ขาเล่น ซึ่งการเล่นขณะนอนคว่ำก็ช่วยเสริมสร้างทักษะการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

เปิดเพลงหลายๆ แนวให้เบบี๋ฟัง

ขยับมือ เท้า แขนและขาของเขาตามจังหวะเพลง เพลงที่มีท่าทางประกอบอย่างแมงมุมลายตัวนั้นและช้างจะช่วยสร้างความเพลิดเพลินได้ดีเป็นพิเศษ พูดคุยกับเขาบ่อยๆและทำเสียงต่างๆให้เขาฟังด้วย จะได้ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านการพูด

• ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอ

โดยชูของเล่นเหนือระดับสายตาของเบบี๋ เขาจะได้พยายามชันคอดู ขยับของเล่นตรงหน้าเขาในแนวนอนหรือเล่นกับเขาโดยใช้หุ่นมือ เขาจะได้หัดมองตาม และตอนแดดร่มลมตกเขาก็ควรจะได้นอนคว่ำบนผ้านุ่มๆข้างนอกบ้าน ซึ่งมีสิ่งรอบตัวมากมายให้สำรวจและเฝ้าดู

เบบี๋วัยนี้ชอบของเล่นประเภทที่มีสีสันสดใส

(หรือใช้สีที่ตัดกัน เสียงดนตรี กระจกเงาลวดลายแปลกตาและภาพใบหน้าหลากหลายแบบอย่างโมบายล์ เบาะกิจกรรมและผ้านวมที่ใช้ปูตอนนอนคว่ำ)

โมบายล์และเบาะกิจกรรม

จะช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเมื่ออายุใกล้ๆ 3 เดือน เพราะเขาจะพยายามเอื้อมมือคว้าและตีของเล่นที่ห้อยลงมาตรงหน้า และนั่นก็จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเหตุและผล รวมทั้งการประสานงานของตาและมือ

(ยังมีต่อ)

10-11 เดือน ตาเริ่มมองตามผู้ใหญ่

ในช่วงวัย 10-11 เดือน ลูกจะเริ่มมองตามผู้ใหญ่ ถ้าคุณมองนกที่บินอยู่นอกหน้าต่างเขาจะสังเกตว่าตาคุณมองไปในทิศทางใดและมองไปในทิศทางเดียวกัน

เพราะเขารู้ว่าคุณสนใจสิ่งที่มองอยู่ จึงคิดว่านั่นต้องเป็นสิ่งสำคัญและอยากรู้อย่างคุณบ้าง ผลวิจัยยังชี้ด้วยว่าถ้าคุณพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ต่างคนต่างมองอยู่ ก็จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาให้กับลูกด้วย

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้ทดลองนั่งเล่นกับทารกวัย 10-11 เดือนคนละราว 10 นาที จากนั้นก็มองสิ่งที่วางอยู่ทางขวาหรือซ้ายมือราว 6 วินาที ปรากฏว่าทารกส่วนใหญ่จะมองตาม แต่ทารกบางคนจะมองอยู่นานกว่า และผลวิจัยระยะยาวชี้ว่าทารกที่มองอยู่นานกว่าจะเติบโตเป็นเด็กวัย 2 ขวบที่รู้จักคำศัพท์มากกว่า ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างระยะเวลาในการมองกับพัฒนาการทางภาษา

Tips

เวลามองอะไร ให้พูดคุยถึงสิ่งนั้นด้วย

ถึงจะบังคับให้ลูกมองนานๆไม่ได้ แต่คุณก็ทำให้เขาสนใจมองตามได้ด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ต่างคนต่างมองอยู่ แล้วเวลาที่เห็นว่าเขากำลังมองอะไรอยู่ คุณก็ควรจะเป็นฝ่ายมองตามบ้าง และควรจะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ต่างคนต่างมองอยู่เช่นกัน เพราะจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาจนการมองตามเปลี่ยนเป็นการตั้งคำถามว่า “นั่นอะไร” ประกอบการชี้มือชี้ไม้แทน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

10 เดือน อยากได้อะไร ใช้ตัวช่วยทันที

การใช้เครื่องมือต่างๆเป็นตัวช่วย เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงพัฒนาการทางสติปัญญาขั้นสูง ซึ่งในเด็กวัย10 เดือนเอง ก็รู้จักใช้เครื่องมือเป็นตัวช่วยแล้วลองสังเกตดู เวลาเจ้าตัวเล็กอยากได้ของเล่นชิ้นไหนที่เอื้อมไม่ถึง เช่น ถ้าวางอยู่บนผ้าห่มเขาจะคว้าผ้าห่มแล้วดึงมาใกล้ๆ เพื่อให้หยิบของเล่นได้

นักวิจัยพิสูจน์พัฒนาการขั้นสูงนี้ ด้วยการให้ทารกวัย10 เดือนดูเครื่องมือ (ได้แก่ ผ้าห่ม เชือก ไม้แท่งยาวและไม้ด้ามตะขอ) และของเล่นซึ่งวางไว้บนหรือใกล้ๆเครื่องมือหรือผูกเครื่องมือไว้) ทีละอย่างปรากฏว่าทารกสนใจของเล่นที่เห็น (ซึ่งเอื้อมหยิบไม่ถึง) มาก และจะใช้เครื่องมือ (ซึ่งคว้าได้) ดึงของเล่นมาใกล้ๆ

ถ้าของเล่นกับเครื่องมือสีต่างกัน ทารกก็จะแก้ปัญหาได้ง่ายกว่า เพราะความแตกต่างของสีทำให้เห็นชัดว่าเป็นของคนละอย่างและอย่างหนึ่งก็คือเครื่องมือที่ช่วยให้หยิบของเล่นได้และถ้านักวิจัยนำของเล่นมาวางไว้บนหรือใกล้ๆเครื่องมือ โดยเฉพาะการนำของเล่นมาวางไว้บนผ้าห่ม ผูกเชือกไว้หรือวางไว้ด้านในไม้ด้ามตะขอทารกก็จะหยิบของเล่นได้ง่ายที่สุดคือดึงเครื่องมือนั้นมาใกล้ๆ แต่ต้องรอจนอายุ18 เดือน ทารกถึงจะรู้จักใช้ไม้แท่งยาวเขี่ยของเล่นมาใกล้ๆ

สังเกตและให้โอกาสลูกได้ลอง
คอยสังเกตเวลาลูกใช้เครื่องมือต่างๆและดูว่าจะช่วยเสริมได้อย่างไรบ้าง ของเล่นประเภทเข็น ตักและลากก็ช่วยส่งเสริมเรื่องการใช้เครื่องมือได้ดีเช่นกัน จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้จักใช้ด้ามร่มเขี่ยลูกบอลที่กลิ้งไปอยู่ใต้โซฟาและมีวิธีใช้เครื่องมือที่สร้างสรรค์อย่างน่าทึ่ง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

9-11 เดือน เริ่มจับคู่เป็นแล้ว

ช่วงวัย 9-11 เดือน ลูกจะจับคู่บัวรดน้ำซึ่งใช้กับต้นไม้ที่ปลูกไว้ในบ้าน สายยางซึ่งใช้กับต้นไม้ที่ปลูกไว้นอกบ้าน ถ้วยกาแฟกับคนและกุญแจกับรถยนต์ได้อย่างถูกต้อง และการจับคู่แบบนี้ก็ช่วยทำให้เขาเข้าใจความเป็นไปรอบตัวมากขึ้น

 

พิสูจน์กันว่าเด็กน้อยเข้าใจจริง
นักวิจัยใช้ของเล่นสาธิตให้ทารกวัย 9-11 เดือนดูว่าสัตว์จะดื่มน้ำและนอน ส่วนพาหนะคือสิ่งที่ใช้ในการเดินทางและต้องใช้กุญแจ จากนั้นก็ให้ทารกเล่นของเล่นเอง ปรากฏว่าทารกส่วนใหญ่จับคู่ของเล่นกับการกระทำได้อย่างถูกต้อง และทารกที่อายุใกล้ 11 เดือนก็เก่งกว่าทารกที่อายุใกล้ 9 เดือน
นักวิจัยก็อยากรู้ด้วยว่าถ้าลองเปลี่ยนเป็นของเล่นใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ทารกจะบอกได้หรือไม่ว่าของเล่นใหม่นั้นมีคุณลักษณะเช่นเดียวกับของเล่นเก่าที่คุ้นเคย จึงลองเปลี่ยนสัตว์จากหมาเป็นวัวและตัวกินมดและเปลี่ยนพาหนะจากรถยนต์เป็นรถยกและรถตัก ปรากฏว่านอกจากจะใช้กุญแจกับรถยกและรถตัก แล้วให้ตุ๊กตานั่งรถทั้ง2 แบบได้อย่างถูกต้องแล้ว ทารกยังป้อนน้ำวัวและตัวกินมด แล้วพาไปนอนได้อย่างถูกต้องด้วย

 

เล่นจับคู่กัน
ส่งเสริมให้ลูกหัดจับคู่แบบนี้ด้วยการดูเขาเล่นและพูดคุยเกี่ยวกับการเล่นของเขาอย่าง “ลูกป้อนน้ำเจ้าหมาน้อย แล้วก็กำลังจะพามันไปนอน สัตว์จะดื่มน้ำและนอน รถยนต์ไม่ แต่ถ้าจะใช้ในการเดินทาง ก็ต้องใช้กุญแจ น้ำมันและเครื่องยนต์นะจ๊ะ”

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

รู้ไหม? ลูกวัย 3-5 ขวบ ทุกลมหายใจคือการเล่น

ลูกวัย 3-5 ขวบ เป็นวัยที่โต แข็งแรง และเข้าใจอะไรได้มากขึ้น เป็นช่วงที่สมองพร้อมเรียนรู้ พัฒนา จึงมีความต้องการทดลองทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองสูงส่งมาก ด้วยพลังล้นเหลือนี้เอง จึงเป็นเหตุผลที่พ่อแม่สัมผัสความเฮี้ยว ซ่า บ้า(พลัง) และดื้อของลูกวัยนี้ได้ไม่ยาก ดังนั้นพฤติกรรมการเล่นของเขาจึงพูดได้เต็มปากว่า เล่นได้ตลอดทุกลมหายใจเข้าออก พ่อแม่ที่มีลูกวัยนี้จึงต้องเหนื่อยกันหน่อย

นอกจากนี้ การเล่นยังเป็นไปเพื่อการเรียนรู้ แต่จะเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น พ่อแม่จึงควรปล่อยให้เขาเล่นในแบบที่ชอบ ให้เขาได้มีโอกาสทดลองอะไรใหม่ๆ จะช่วยให้พ่อแม่สังเกตเห็น หรือเห็นแววว่า ลูกเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ถนัดทางไหน สนใจอะไรเป็นพิเศษ จะได้ส่งเสริมถูกจุดความเข้าใจว่าเด็กวัยนี้ชอบเล่นอะไร แบบไหน อย่างไรจะช่วยให้คุณจัดการกับการเล่นอย่างไร้ขีดจำกัดของลูกวัยนี้ได้ถูกทาง ซึ่งน่าจะช่วยให้คุณเหนื่อยน้อยลงได้ (บ้าง) และนี่คือสิ่งที่ถูกใจเด็กวัย 3-5 ขวบค่ะ

shutterstock_332376326

1. ชอบทำกิจกรรมกับพ่อแม่

ฟังเพลง ฟังนิทาน เรื่องเล่าที่ยาวและซับซ้อนมากขึ้นได้ กอดรัดฟัดเหวี่ยง

2. ชอบริเริ่มการเล่นเอง

ทดลองเล่นหรือทำกิจกรรมอะไรใหม่ๆ วาดรูป ทำงานศิลปะ เล่นต่อสู้ เห็นพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวทำอะไรแล้วตัวเองสนใจก็จะของทำบ้าง บางคนขอลองทำงานบ้าน เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้

3. ชอบเล่นบทบาทสมมติ

4. ชวนทำกิจกรรมผลาญพลังก็พร้อมลอง

อาจต่างกันที่ระดับความเสี่ยง บางคนสนุกกับกิจกรรมท้าทายได้มากหน่อย บางคนก็ไม่ชอบโลดโผนนัก จะเล่นกีฬา เช่น ว่ายน้ำ เตะฟุตบอล เทควันโด ตีเทนนิส ขี่จักยาน หรือกิจกรรมนอกบ้านง่ายๆ อย่าง วิ่งไล่จับ นั่งชิงช้า เล่นเครื่องเล่นสนาม หรือบางคนแค่มีคนเดิน วิ่งหรือ กระโดดที่สนามเด็กเล่นด้วยก็สนุกแล้ว หรือมีเวลามากหน่อยก็ไปทำกิจกรรมช่วงวันหยุดลูกวัยนี้ก็พร้อมลุย

banner300x250

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณฉันทิดา สนิทนราทร นักเล่นบำบัด (Play Therapist) โรงพยาบาลมนารมย์ | Facebook fanpage: Play Story by Pam

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เล่นสร้างประสบการณ์

ช่วงวัยนี้ลูกต้องเจอของจริงในชีวิตมากขึ้น ขณะเดียวกันจะเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองชอบหรือถนัดอะไร และถ้าเขาได้ใช้ความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองชอบ จะรู้สึกดีกับตัวเอง ตรงกันข้าม ถ้าเด็กไม่ได้รับการสนับสนุนก็จะรู้สึกด้อยคุณค่าไป
การเล่นที่เหมาะสมจะช่วยเติมเต็มประสบการณ์ต่างๆ ให้ลูกวัยนี้ได้ดี ลองมาดูว่าคุณแป๋ม นักเล่นบำบัด จะช่วยแนะนำการเล่นที่ส่งเสริมสิ่งที่ลูกวัยนี้ต้องการอย่างไรบ้าง

 

1. เพิ่มการเล่นที่มีกฎกติกามากขึ้น เด็กวัยนี้ถือว่าโตคุยกันรู้เรื่องแล้ว จึงควรจริงจังกับเรื่องกฎกติกาเพราะถ้าวัยนี้แล้วยังทำตามกฎไม่ได้ก็จะมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และหากทำตามกฎกติกาของสังคมไม่ได้ เด็กก็จะเกิดความคับข้องใจด้วย ดังนั้นควรเลือกเกมที่ต้องเล่นหลายๆ คนให้ลูกเล่น เช่น บอร์ดเกม คราวนี้ตาเธอ ฉันรอนะ เป็นการฝึกความอดทนรอคอย แบ่งปัน และการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น

 

2. เล่นเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงปิดเทอม หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ควรสนับสนุนให้ลูกไปออกแคมป์หรือทำกิจกรรมตามความสนใจของเขา อย่างเช่น ออกแคมป์ดูดาว ดูนก เรียนภาษาอังกฤษ การแสดง ร้องเพลง เพื่อเป็นการสะสมประสบการณ์ชีวิต ให้ลูกได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ถ้าลูกได้รู้ตัวเร็วว่าเขาชอบอะไร ก็มีโอกาสพัฒนาได้ไกลและมีโอกาสได้เจอเพื่อกลุ่มใหม่ๆ ด้วย

 

3. เล่นจำลองสถานการณ์ ทางจิตวิทยาบอกว่า สำหรับเด็กวัยนี้ระบบความคิดยังไม่สมบูรณ์ การจำลองสถานการณ์ต่างๆ จะช่วยฝึกให้เด็กได้คิดตัดสินใจ เป็นเรื่องสำคัญที่ควรฝึกและกระตุ้น โดยขั้นแรกเราก็จะปล่อยให้ลูกคิดเองตอบเองก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เด็กก็จะตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเด็กยังตอบไม่ได้ คิดไม่ออกจริงๆ เราก็ค่อยๆ ให้ทางเลือกได้

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

วัยประถมต้น ส่งเสริมให้เล่น ไม่เน้นเรียนพิเศษ

ลูกวัยนี้แข็งแรงมากขึ้น พลังยิ่งมากมายกว่าวัยอนุบาล และที่สำคัญเขากำลังจะก้าวจากเด็กเล็กไปเป็นเด็กเริ่มโต ขึ้นชั้นประถม ต้องพบเจอ กฎระเบียบต่างๆ มากกว่าตอนเป็นเด็กเล็ก หากเด็กยังไม่สามารถปรับตัวได้ เขาจะมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอก ไม่มีความมั่นใจ เพราะไม่สามารถทำตามเหมือนคนอื่นๆ ได้ 

พูดเป็นการเป็นงาน การเล่นจะช่วยย้ำทักษะทางสังคมที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมจริงๆ ให้เด็กมากขึ้น เช่น อยู่อย่างรู้กฎ กติกา มารยาท อดทน รอคอย การทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ผลสำเร็จที่ตั้งไว้  พูดง่ายหน่อย การเล่นก็จะช่วยให้เด็กรู้เหนือรู้ใต้ในชีวิตจริงง่ายขึ้น ช่วยให้การฝึกเรื่องยากๆ แต่จำเป็นในการอยู่ร่วมกับชาวบ้านชาวช่อง เนียนขึ้น ง่ายขึ้น

วัยเริ่มโต ชอบเล่นอะไรล่ะ?

ลูกวัยนี้ยังชอบเล่นคล้ายกับวัยอนุบาล เล่นอะไรที่เขาริเริ่มเอง ทดลองเล่นอะไรใหม่ๆ เล่นบทบาทสมมติ ขณะเดียวกันสามารถเล่นอะไรที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ชอบเล่นกับวัยเดียวกันแบบพ่อแม่ไม่ต้องจัดหาให้และจะดียิ่งขึ้น ถ้าพ่อแม่ช่วยส่งเสริมให้ลูกได้เล่นอะไรที่เอื้อให้เขาได้เรียนรู้ทักษะจำเป็นมากขึ้นอย่างที่ว่ามาข้างต้น  ซึ่งก็อาจช่วยให้คุณเหนื่อยน้อยลง (ได้อีกหน่อย 555)

1. เล่นกับเพื่อน

ให้เขาเล่นกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันและนำเสนอ หรือจูงใจให้เล่นในแบบที่มีกฎกติกากำหนด เช่น เล่นกีฬา หรือ Board Game เกมเศรษฐี เกมบันไดงูที่ต้องฝึกการอดทนรอคอย เล่นทีละคนตามกติกา ซึ่งแต่เดิมถ้าเขาเล่นแบบนี้กับคุณหรือผู้ใหญ่ เขามักเป็นฝ่ายได้เปรียบ หรือได้อย่างที่เขาต้องการ แต่คราวนี้มาเล่นกับเพื่อนๆ ด้วยกัน เขาจะเจอสถานการณ์ที่เพื่อนก็ไม่ยอมให้เขาชนะได้ง่ายๆ เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ยอมเขา จึงเป็นข้อดีที่จะทำให้ลูกรู้จักการแก้ปัญหา การประนีประนอม รอมชอมได้หรือเปล่า  โดยควรมีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำและช่วยไกล่เกลี่ยในบางสถานการณ์ด้วย

2. เล่นสมมุติ เลียนแบบ

ยังเป็นเรื่องสนุกของลูกวัยนี้ และควรให้อิสระมากขึ้น เพื่อให้เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น สร้างเรื่องราวและข้อตกลง กติกาต่างๆ ร่วมกัน “เราจะเล่นเรื่องอะไร  เธอเล่นเป็นใคร ชั้นเล่นเป็นใคร คนเป็นพ่อแม่ต้องทำอะไร คนเป็นหมอต้องดูแลคนไข้ คุณตำรวจช่วยจับผู้ร้าย” ซึ่งการเล่นสมมุติและเล่นเลียนแบบจะทำให้ลูกรู้จักบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน  เล่นและจินตนาการตามบทบาทและเนื้อเรื่องที่ได้รับ  แถมยังช่วยให้เขาได้แสดงความคิดเห็น หาอุปกรณ์ในการเล่นร่วมกันอีกด้วย

 

พ่อแม่เล่นกับลูกไม่เป็น ก็ทำอย่างอื่นได้

ประโยชน์ของการเล่นเป็นกลุ่มจำเป็นสำหรับลูกวัยเริ่มเข้าประถม แต่ถ้าคุณไม่ถนัด ไม่ชอบก็เล่นแบบอื่นกับลูกได้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การได้ใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ ลูกก็ได้ฝึกทักษะจำเป็นอยู่ดี

กิจกรรมทำง่ายๆ ที่คุณถนัดก็จัดไป นำเสนอได้ วิ่งเล่นในสนาม ได้ออกกำลังกายด้วยกัน เล่นกีฬา ขี่จักรยาน ทำงานศิลปะ อ่านหนังสือนิทาน ไปเที่ยวนอกบ้าน ปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าน ทำขนม ทำอาหาร ไปจ่ายตลาดซื้อของ ฯลฯ  ถ้ามีคุณทำด้วยยังเป็นการเล่นที่ถูกใจลูกวัยนี้เสมอ

 

3 ข้อคิดฝากพ่อแม่ ให้ลูกเล่นได้ประโยชน์จริง

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกวัยกำลังโต มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ครูแป๋มมีข้อคิดฝากไว้เพื่อให้ลูกได้เติบโตจากการเล่นอย่างแท้จริง

1. ส่งเสริมให้เล่น…ไม่เน้นเรียนพิเศษ

ลูกวัย 5-8 มีความคิดเป็นของตัวเอง ชอบความเป็นอิสระ และมักจะมีวิธีคิดสร้างสรรค์การเล่น หรือเลือกเล่นด้วยตัวเองได้ ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นตามความสนใจและเล่นอย่างอิสระ (Free Play) จะดีที่สุด ไม่ว่าเขาจะอยากวิ่งเล่นในสนาม ทำงานศิลปะ เล่นดนตรี โดยคอยดูแลใกล้ชิดหรือสอบถามความเห็นลูกอยู่ใกล้ๆ

“อยากให้คุณพ่อคุณแม่เน้นการปล่อยให้ลูกเล่น ได้ลองผิดลองถูกมากกว่าการชี้แนะ หรือวางแนวทางให้ลูกเป็นอย่างที่อยากให้เป็น

“หากต้องการค้นหาว่าลูกจะถนัดหรือมีความสามารถอะไรโดดเด่นจริงๆ  คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตดูว่าลูกสนใจ อยากทำอะไรจริงๆ แล้วจึงหากิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจให้ลูกได้ทำ จะทำให้ลูกเล่นอย่างมีความสุข สมองพัฒนาได้ดีตามวัย แถมยังเพิ่มพูนทักษะด้านนั้นให้เก่งขึ้นจนเชี่ยวชาญได้อีกด้วยค่ะ”

“การพาลูกไปเรียนเสริมทักษะมากมาย บัลเล่ต์ ยูโด หรือเรียนพิเศษวิชาการเช่น คณิตศาสตร์ หรือภาษา ก็มีด้านดีตรงที่ลูกจะได้เจอกิจกรรมที่หลากหลาย แต่สำหรับเด็กบางคน เขาอาจรู้สึกว่าเยอะเกินไปเพราะตามธรรมชาติแล้ว เขาก็ยังอยู่ในวัยที่อยากเล่นเป็นอิสระ มีช่วงเล่นที่ผ่อนคลายบ้าง หรืออยู่กับพ่อแม่มากกว่า

2. งดการสั่ง..หยุดบัญชาการลูก!

ลูกวัยนี้ควรรู้จัก และได้เรียนรู้ ผิดถูกด้วยตัวเองมากขึ้น แพ้ได้ มีความยืดหยุ่นกับตัวเอง ไม่โทษหรือตำหนิตัวเองอย่างไม่สมเหตุสมผล พ่อแม่จะช่วยลูกได้มาก เพียงไม่ใส่ใจหรือกะเกณฑ์กับการเล่นของลูกเกินไป เพราะหากลูกเล่นๆ อยู่ มีพ่อแม่บอกตลอดว่า “ไม่สวยเลย ทำใหม่ซิ” “ทำไม่ถูกนะ” จะส่งเสริมลูกในทางลบมากกว่า เช่น ทำให้เขาเครียด กังวล ไม่รู้จักการแพ้ชนะ ไม่ยอมผ่อนปรนให้ตัวเอง ฯลฯ ล้วนไม่ส่งผลดีกับลูกค่ะ

3. ขอเพียงอย่าคิดว่าการเล่นของลูกไร้สาระ

เพราะการเล่นของเด็กไม่ว่ารูปแบบไหน ก็เป็นสิ่งสำคัญและมีคุณค่ามหาศาลกับพัฒนาการเด็ก แม้พ่อแม่เล่นกับลูกไม่เป็น ก็ไม่เป็นไรค่ะ ไม่จำเป็นต้องเล่นแบบเด็กๆ ก็ได้ แต่คุณส่งเสริมได้ วิธีง่ายที่สุดเพียงแค่ปล่อยให้เขาเล่นเอง คิดเอง ร่วมพูดคุย เฝ้ามองเขาเล่น  ชื่นชม ให้กำลังใจ ให้ความเห็น ทำให้เขารู้ว่าการเล่นของเขาไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ลูกก็ได้ประโยชน์จากการเล่นแล้วขอให้คุณมีส่วนร่วมใกล้ชิดกับลูกได้มากขึ้น ทุกอย่างก็ฟินค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณฉันทิดา สนิทนราทร นักเล่นบำบัด (Play Therapist) โรงพยาบาลมนารมย์ | Facebook fanpage: Play Story by Pam

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

อยากมีลูก

อยากมีลูก ต้องมีสูตร (เซ็กส์) ลับ!

สำหรับคู่ชีวิตที่คิดว่ามีลูกยาก ทั้งๆ ที่พยายามมาหลายวิธีก็ไม่สำเร็จ คงจะอยากทราบถึงวิธีการทำอย่างไรให้ได้ตั้งครรภ์และมีลูกรักสมใจ  ฉบับนี้เราจึงขอนำเสนอสูตรลับเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือการทำการบ้านที่มีข้อมูลและเชื่อกันว่ามีส่วนช่วยให้มีลูกน้อยได้สมปรารถนาสำหรับคู่ที่ อยากมีลูก

อยากมีลูก ต้องมีสูตร (เซ็กส์) ลับ!

1. ใส่ใจกับท่วงท่าและตำแหน่งเวลาร่วมรัก

แม้ยังไม่มีการวิจัยที่แน่ชัด แต่เคยมีนักวิชาการชาวต่างชาติที่ใช้วิธีการสแกนด้วยเครื่อง MRI กับคู่รักอาสาสมัครที่ อยากมีลูก ในขณะมีเพศสัมพันธ์ และพบว่าท่ามิชชันนารี ซึ่งเป็นท่าปกติ และท่าด๊อกกี้ เป็นท่าที่ปลายอวัยวะเพศชายอยู่ในตำแหน่งที่ลึกถึงปากมดลูก และมีแนวโน้มที่สเปิร์มจะสามารถเข้าสู่มดลูกได้ดี  นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์ในตำแหน่งอื่นๆ เช่น ท่ายืน หรือ Woman on Top ก็อาจทำให้สเปิร์มเข้าสู่มดลูกได้ดีเช่นกัน เพียงแต่ยังเป็นการสันนิษฐานโดยที่ยังไม่ได้ทำการทดลองจริง

2. แม้ปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ…ก็มีลูกได้

ไม่มีหลักฐานว่าคู่สมรสต้องมีเพศสัมพันธ์จนสำเร็จทั้งคู่เท่านั้นจึงจะมีลูกได้ เพราะความจริงแล้วสเปิร์มของคุณสามีสามารถรั่วไหลออกมาได้ระหว่างร่วมรักก่อนที่จะถึงจุดหลั่งเต็มที่ แต่สำหรับภรรยาแล้ว การถึงจุดสูงสุดขึ้นอยู่กับอารมณ์ และความสุขทางใจ ซึ่งไม่ได้มีผลช่วยให้สเปิร์มเข้าสู่ท่อนำไข่หรือไข่ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าแม้การหดหรือเกร็งตัวของมดลูกขณะมีเพศสัมพันธ์จะช่วยให้สเปิร์มพร้อมเข้าสู่มดลูกได้ดี แต่อาการเหล่านี้ก็เกิดขึ้นกับสุภาพสตรีได้แม้จะไม่ถึงจุดสำเร็จค่ะ ดังนั้นอย่ากังวลขณะมีเพศสัมพันธ์ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ขอเพียงแค่มีความสุขใจที่ได้ถ่ายทอดความรักให้กันก็พอ

3. ขอให้คุณผู้หญิงนอนพัก อย่ารีบลุกทันที

เพื่อให้มีสเปิร์มของคุณผู้ชายมีอยู่มากในช่องคลอด ปากมดลูก และเข้าสู่มดลูกได้ดีหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ หลังเสร็จสิ้นภารกิจขอให้คุณผู้หญิงนอนพักอยู่บนเตียงก่อนสักระยะหรือสักครึ่งชั่วโมง จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สเปิร์มผ่านเข้าสู่ปากมดลูกและท่อนำไข่ได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คู่สมรสมีลูกได้ภายใน 1 ปี คือการมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์  แต่หากพยายามมาหลายปีแล้วไม่ประสบความสำเร็จควรตรวจสุขภาพและปรึกษาแพทย์ถึงภาวะผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้มีลูกน้อยได้ในปัจจุบันค่ะ

อ่านต่อ สิ่งจำเป็นที่ต้องเช็กก่อนเตรียมมีลูก คลิกหน้า 2

มารู้จักแฝดสาม ”แทฮัน มินกุก มันเช” จากรายการ The Return Of Superman

หากคุณเคยเห็นครอบครัวที่มีลูกแฝดหน้าตาเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนกัน ก็คงจะพอนึกภาพออก พ่อแม่ก็คงจะเหนื่อยน่าดู  แต่หากเป็นแฝดสาม? คงจะนึกภาพไม่ออกแน่ๆ ว่าพ่อแม่จะมีวิธีจัดการเวลา 3 ตัวป่วน ป่วนพร้อมกันได้อย่างไร?

        รายการโทรทัศน์ที่เกาหลี จึงได้ทำรายการเรียลลิตี้โชว์ ชื่อ The Return Of Superman” ถ่ายทำชีวิตของเด็กชายแฝดสาม ลูกของอัปป๊า ซงอิลกุก  โดยเด็กทั้ง 3 คนนี้จะมีพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้ทั้งคุณพ่อและผู้ชม รู้สึกอึ้ง และอดหลงรักไม่ได้

         รายการนี้ถ่ายทำตั้งแต่พฤติกรรมภายในบ้าน เดินทาง หรือไปโรงเรียน คำพูดต่างๆ ของ 3 หนูน้อยก็ช่างน่ารักบาดหูคนฟังจริงๆ  มาดูกันว่าแฝดสามนี้จะซนขนาดไหน?

 

มินกุกเอาพู่กันไปเขียนพื้นในห้องเรียน โดนคุณครูดุ ใช้ไม้เรียวขู่  เรียกมินกุกออกมาหน้าชั้นเรียน

        มินกุกร้องไห้ตกใจ คุณครูปลอบด้วยลูกอม และให้แทฮันพี่ชาย ไปช่วยโอ๋น้องด้วย  แทฮันปาดน้ำตา เช็ดน้ำมูกให้น้อง

        ส่วนมันเซตกใจ ไม่รู้ว่ามินกุกร้องทำไม ตัวเองก็ร้องด้วย .. งานนี้ป่วนไปทั้งชั้นเรียน

 

ซึ่งในการถ่ายทำ ทีมงานจะไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับเด็ก เด็กๆ จึงไม่รู้ตัวว่าถูกเก็บภาพอยู่  รายการนี้ยังไม่ถูกนำมาเผยแพร่ในช่องโทรทัศน์ของประเทศไทย  แต่แฟนๆ ชาวไทย จำนวนมากก็ได้ติดตามจากเว็บไซต์ต่างๆ และมีแฟนเพจภาษาไทยในชื่อ “มนุษย์ขน” และ “DaehanMingukManseThailand”  แฝดสามนี้จึงเป็นเด็กเกาหลีที่ฮอตกว่าศิลปินเกาหลีบางคนเสียอีก

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

Tags