6 ขวบ ฟันน้ำนมซี่แรกเริ่มหลุดแล้ว

ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือฟันผุก่อนวัยอันควร ฟันน้ำนมซี่แรกของเด็กจะเริ่มหลุดเมื่อถึงอายุ 6 ขวบ โดยที่จะเริ่มจากฟันหน้า 2 ซี่แรก จะค่อยๆ โยกและหลุดออกไป และจะมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่  ต่อมาฟันกรามทั้ง 4 ซี่ (บนล่าง ซ้ายขวา) ก็จะเริ่มหลุด ส่วนฟันซี่อื่นๆ ก็จะถูกฟันแท้ดันออกมาให้หลุดตามลำดับ จนถึงอายุ 12 ปี

 

ประโยชน์ของฟัน นอกจากจะใช้บดเคี้ยวอาหารแล้ว ยังมีผลต่อการพูด การออกเสียงของเด็กด้วย ฟันน้ำนมยังกระตุ้นการเจริญของขากรรไกร จุดสำคัญของโครงหน้า

 

ใครที่ลูกเริ่มฟันโยกบ้างแล้ว ก็ดึงและถอนให้ถูกวิธี อย่าให้ลูกใช้ลิ้นดุนและเลียแผลเพราะจะทำให้ฟันบิ่น ทำให้ฟันจัดเรียงไม่สวยงาม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

รวมรายชื่อโรงเรียนในกรุงเทพฯ เปิดรับเด็กพิเศษ

ผู้ปกครองที่กำลังหาโรงเรียนสำหรับลูกที่เป็นเด็กพิเศษ (หรือออทิสติก)  มาดูกันว่าโรงเรียนใดบ้างที่รับเด็กพิเศษ

• เขตดุสิต

1. โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) ในพระราชูปถัมภ์ (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-243-8565

2. โรงเรียนราชวินิต (เปิดสอนระดับประถมศึกษา-มัธยมต้น) โทร. 02-281-2156

3. โรงเรียนอนุบาลสาธิตละอออุทิศ (เปิดสอนระดับอนุบาล-ประถมต้น) โทร. 02-241-4656, 02-244-5590

 

• เขตยานนาวา

1. โรงเรียนประถมนนทรี (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-249-1446

2. โรงเรียนวัดด่าน (เปิดสอนระดับประถมศึกษา-มัธยมต้น) โทร. 02-284-3047

 

• เขตราชเทวี

1. โรงเรียนพญาไท (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-354-5251

 

เขตพระนคร

1. โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ (เปิดสอนประถมศึกษา-มัธยมต้น) โทร. 02-221-1856, 02-224-3308

2. โรงเรียนวัดชนะสงคราม (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-221-3879

 

• เขตบางซื่อ

1. โรงเรียนวัดเวตวันธรรมาวาส (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-585-0518

 

• เขตป้อมปราบฯ

1. โรงเรียนวัดโสมนัส (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-281-0792

2. โรงเรียนวัดพลับพลาชัย (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-224-7635, 02-224-2637

 

• เขตสัมพันธวงศ์

1. โรงเรียนมหาวีรานุวัตร (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-221-8936

2. โรงเรียนวัดชัยชนะสงคราม (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-221-3879

 

• เขตสาทร

1. โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-286-1748

 

• เขตพญาไท

1. โรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-279-0415

 

• เขตคลองเตย

1. โรงเรียนสายน้ำทิพย์ (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-258-2232

 

• เขตพระโขนง

1. โรงเรียนดาราคาม (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-391-2422

2. โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-391-2625

 

• เขตวังทองหลาง

1.โรงเรียนวัดอุทัยธาราม (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-252-7011

2. โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-539-8197

 

• เขตจตุจักร

1. โรงเรียนบางบัว (เพ่งตั้งตรงจิตรวิทยาคาร) (เปิดสอนระดับประถมศึกษา-มัธยมต้น) โทร. 02-579-1941

 

• เขตสวนหลวง

1. โรงเรียนวัดมหาบุศย์ (พิทักษ์ถาวรคุณ) (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-311-1483

 

• เขตประเวศ

1. โรงเรียนบ้านหนองบอน (นัยนานันท์อนุสรณ์) (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-393-0308, 02-361-3942, 02-747-3454

 

• เขตห้วยขวาง

1. โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ (เปิดสอนระดับประถมศึกษา-มัธยมต้น) โทร. 02-511-4049

 

• เขตบางเขน

1. โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 75 (เปิดสอนระดับประถมศึกษา-มัธยมต้น) โทร. 02-533-8660, 02-994-0936

 

• เขตบางกอกน้อย

1. โรงเรียนโฆสิตสโมสร (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-411-3401

2. โรงเรียนวัดอมรินทราราม (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-411-3017, 02-414-0927

 

• เขตบางกอกใหญ่

1.โรงเรียนวัดเจ้ามูล (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-411-2112

2. โรงเรียนวัดหงส์รัตนาราม (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-465-1005

3. โรงเรียนวัดสังข์กระจาย (แจ่มวิชาสอน) (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-465-0397

 

• เขตภาษีเจริญ

1. โรงเรียนราชวินิตประถมบางแค (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-413-0607

2. โรงเรียนวัดนาคปรก (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-467-0568

 

• เขตตลิ่งชัน

1. โรงเรียนวัดช่างเหล็ก (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-424-7045

 

• เขตจอมทอง

1. โรงเรียนวัดหนัง (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-468-2662

2. โรงเรียนอนุบาลวัดนางนอง (เปิดสอนระดับประถมศึกษา) โทร. 02-468-2653, 02-476-7395

 

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพ: shutterstock

Tags

พกจักรยานพับ เปิดโลกกว้างมุมใหม่ให้กับเด็กๆ

จักรยานพับ มีราคาตั้งแต่ 3,000 บาท ถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาประกอบ ยิ่งเบา ยิ่งมีราคาสูง แต่เสน่ห์ของจักรยานคือช่วยผ่อนแรง ได้ขยับร่างกายทรงตัว เมื่อนำจักรยานไปด้วย นำออกปั่นในพื้นที่ลานกว้างบ้านคุณตาคุณยาย สวนสาธารณะใกล้บ้าน รอบๆรีสอร์ตที่เราพัก ก็ทำให้ครอบครัวได้มีกิจกรรมทำร่วมกัน

จักรยานพับเหมาะสำหรับ

– บ้านที่มีรถครอบครัว

– บ้านที่ชอบจัดทริปเที่ยวเดินทางกันวันหยุด

– บ้านที่มีเด็กไม่กี่คน

ใครที่ชอบปั่นจักรยานกันอยู่แล้ว นำภาพมาโพสต์แชร์ให้เรียลพาเรนติ้งได้ดูกันบ้างก็ได้นะคะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

พ่อแม่ต้องรู้!! วัยรุ่นกินแบบไหนปกติ แบบไหนควรเอะใจ

กินแบบนี้สิ ถึงเรียกว่าปกติ

1. เลือกกิน ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอะไรถ้าลูกจะเลือกกินแต่อาหารแบบเส้นซ้ำๆ ทุกวัน หรือไม่ก็เลือกกินแค่ผักบางชนิด

 

2. เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ช่วงหนึ่งเคยกินทุกอย่างเติมเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่แล้วจู่ๆ ก็บ่นเบื่ออาหาร แล้วก็ไม่กินเสียเฉยๆ

 

3. มีกฎแปลกๆ ให้งุนงง เช่น “หนูจะกินแต่มันฝรั่งแบบมาทั้งลูก ถ้าเป็นมันบด หรือผสมกับอาหารอย่างอื่น ไม่กินไม่แตะเด็ดขาด” เออ…เป็นอะไรของเขานะ

 

4. จัดเต็มกับบางอย่าง (เท่านั้นนะ) อะไรที่ชอบจะกินไม่ยอมหยุด หมูย่างไม้ที่เจ็ดแล้วแต่ยังกินได้หน้าตาเฉย “ก็หนูชอบนี่คะแม่”

 

แล้วแบบไหนถึงเรียกได้ว่า อาการน่าเป็นห่วง

1. หมกมุ่น “อันนี้หนูไม่กินค่ะ มันมีไขมัน อ้อมื้อนี้ไม่เอาข้าวนะคะแม่ คาร์โบไฮเดรตเยอะเดี๋ยวอ้วนค่ะ” นอกจากนี้ ยังแสดงอาการว่าเครียดกับไขมันและแคลอรี่ในอาหาร รวมถึงกังวลเรื่องน้ำหนักตัวและรูปร่าง

 

2. ไม่อยากอาหาร ลูกแทบจะไม่แตะอะไรเลยไม่ว่าจะอาหารธรรมดาหรืออาหารรสเลิศแค่ไหนก็ตาม

 

3. มีกฎเยอะแยะไปหมด เช่น จะสามารถกินข้าวได้เวลาไหน จะกินอะไร และจะกินได้ในปริมาณแค่ไหน ด้วยท่าทางเคร่งเครียดและจริงจังมาก

 

4. จัดเต็มกับบางอย่าง (เท่านั้น) “หนูจะกินเฉพาะอาหารที่ไม่มีแคลอรี วันนี้ขอแค่แอปเปิ้ล 1 ลูกพอแล้วค่ะแม่”

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

Tags

5 สาเหตุ บ่มเพาะความรุนแรงแก่เด็ก

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่คุณพ่อคุณแม่อาจนึกไม่ถึงว่าเป็นสาเหตุให้ลูกสะสมความรุนแรงในตัวโดยไม่รู้ตัว มีอะไรบ้าง กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ

1. คำพูด

เด็กวัยนี้เป็นวัยเรียนรู้ คำพูดของผู้ใหญ่บางคำ บางวินาที ที่เด็กไม่เคยได้ยิน เขาจะมองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและจดจำ  เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ คุณครู ผู้ใหญ่ทุกคน ต้องระวังคำพูดที่มาจากอารมณ์ไว้ให้ดี เด็กๆ จะนำไปเลียนแบบได้

2. เกม

เกมที่ใช้ความรุนแรงนั้นอาจจะยังไม่เหมาะกับเด็กวัยนี้ เมื่อลูกอยู่ในสายตาเราอาจจะช่วยเลือกและแนะนำได้ แต่เมื่อลูกอยู่นอกสายตา เขาอาจจะได้ลองและทำกิจกรรมที่ใช้ความรุนแรงนี้มา วิธีป้องกันคือ เมื่อลูกเริ่มแสดงออกด้วยอาการก้าวร้าว ใช้กำลัง หรือพูดจาหยาบคาย คุณต้องใจเย็นและพูดกับลูกด้วยความเข้าใจ อย่าใช้กำลังโต้ตอบหนักๆ กลับ เพราะเด็กก็จะเข้าใจวิธีการจุดอารมณ์ให้คุณโมโห มากกว่า

3. เล่นกับเพื่อนต่างรุ่นที่รุนแรง

การปล่อยให้เด็กเล่นกับเพื่อนต่างรุ่น แรงของการเล่น และวิธีในการเล่นจะต่างกัน เขาจะเชื่อและฟังรุ่นพี่มากกว่าคุณพ่อคุณแม่ด้วยซ้ำ วิธีป้องกันปัญหา คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ อะไรไม่ดีก็ต้องรีบเตือนให้ระวั

4. ละคร

ฉากที่ใช้ความรุนแรง ตัวร้ายที่ใช้กำลังข่มเหงเด็ก สตรี และคนชรา เสียงหัวเราะสะใจ เหล่านี้สร้างความเร้าอารมณ์ให้กับผู้ชม ซึ่งหากเด็กวัยนี้ได้รับชมเป็นครั้งแรกโดยไม่ได้รับคำแนะนำที่ดี เขาก็จะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำได้

5. สิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน

บางทีคุณอาจสงสัยว่าลูกไปจดจำการกระทำต่างๆ นี้มาจากใคร ทั้งๆ ที่ในบ้านไม่มีใครทำ บางทีสิ่งแวดล้อมโดยรอบบ้านอาจจะหล่อหลอมให้ลูกเป็นเด็กที่ชอบใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว เขาอาจจะได้ยิน ได้เห็นมาจากคนข้างบ้าน ครอบครัวหน้าปากซอย วิธีนี้อาจจะป้องกันและแก้ยาก  แต่หากรีบเตือนกันตั้งแต่เนิ่นๆ และบอกสาเหตุ ผลร้าย ผลเสีย ก็จะช่วยทำให้ลูกเข้าใจมากขึ้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

เลือกเกมเหมาะสมกับเด็กวัย 5-6 ปี

การเลือกเกมส์สำหรับเด็กถือเป็นเรื่องปวดหัวอย่างหนึ่งของผู้ปกครอง แม้ว่าจะมีอุปกรณ์ตัวช่วยอย่างแท็บเลตหรือสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของคุณแล้วก็ตาม

 

– เกมบวกเลข

 

– เกมจับคู่

 

– เกมเติมคำ

 

– เกม Racing

 

– เกมทายคำศัพท์

 

– เกมต่อจุด

 

การเลือกเกมเสริมความคิดและฝึกแก้ปัญหา จะช่วยสร้างสมาธิและฝึกทักษะ  ที่สำคัญอย่าลืมกำหนดเวลาสำหรับเล่นเกมให้กับเด็ก และอย่าปล่อยให้เขาอยู่กับเครื่องมือเหล่านี้จนลืมออกนอกจอ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง
ภาพ: shutterstock

Tags

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-45] ปูนปั้น ในวันที่เป็นเจ้าหนูจำไม

ปูนปั้นเป็นเด็กที่พูดเก่งมาก พูดเยอะ พูดไม่หยุด และด้วยความที่เราสื่อสารกับเขา 3 ภาษา ทำให้ปูนปั้นยิ่งสามารถพูดเล่าเรื่องราวบางเรื่องได้เป็น 3 เท่า (แค่นึกก็เหนื่อยแล้ว!!) เจอของจริงเหนื่อยกว่าทึคุณผู้อ่านกำลังนึกอีกครับ

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่มีลูกที่พูดเก่ง และกำลังรู้สึกเหนื่อย ผมขอแนะนำว่านั่นน่าจะเป็นความเหนื่อยที่น่าดีใจกว่าครอบครัวที่กังวลว่าลูกไม่พูดหรือพูดน้อย เยอะเลยฮะ

เด็กพูดเก่งก็มักจะมากับคำถาม และคำถามของเด็กๆ เนี่ยะ หลายๆ คำถาม มันทั้งขำ ทั้งน่ารัก และผมเองชอบจดคำถาม ขำขำ ของเจ้าปูนปั้นไว้ โดยคิดไว้ว่าเมื่อเขาโตขึ้นจะได้เอามาเล่าให้เขาฟังว่าตอนเด็กๆ เขาถามอะไรให้ปะป๊าและหม่าม๊าปวดหัวบ้าง เช่น

 

ปลามีนมมั้ย?? : คำถามนี้เกิดขึ้นตอนที่เราไปเที่ยวเขาใหญ่แล้วเราก็พาเขาไปยืนริมน้ำ แล้วเห็นปลาตัวเล็กๆ ว่ายไปมา จู่ๆ คำถามนั้นก็พรวดออกมา จากนั้นเมื่อตอบกันเสร็จก็จะมีคำถามต่อเนื่องมาว่า ‘แล้วปลากินอะไร?’ ยังไม่ทันจะได้ตอบ เจ้าปูนปั้นก็ตอบให้เราได้อมยิ้มอีกรอบ ‘ปลากินน้ำไง’

 

ชุดคำถามเกี่ยวกับ “นมเต้า” :  อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตของปูนปั้นในซีรี่ส์นมเต้า คือ ปะป๊ามีนมเต้ามั้ย / รถยนต์มีนมเต้ามั้ย / ทุกสิ่งในโลกสามารถทำให้ปูนปั้นสงสัยได้ว่ามีนมเต้ามั้ย เพราะถ้ามีมีจะโตมาได้ยังไง ก็ปูนปั้นโตมาได้ด้วยนมเต้าเห็นๆ

 

Lion King มีจุ๊ดจู๋มั้ย?? : ในขณะที่นั่งดูไลอ้อนคิงส์พร้อมปะป๊าและหม่าม๊าเจ้าปูนปั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า ไลอ้อนคิงส์ไม่ใส่เสื้อ แล้วก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่า ไลอ้อนคิงส์มีจุ๊ดจู๋เหมือนปูนปั้นมั้ย

 

อันนั้นใช่คอนโดมั้ย?? : หลังจากครั้งหนึ่งที่เราเคยชี้เครนที่ทำงานบนตึกสูงให้เขาได้รู้ว่า นั่นเรียกว่า คอนโดมีเนียม หลังจากนั้น บนท้องถนนจะเต็มไปด้วยคงวามน่าสนใจ พร้อมคำถามที่เราต้องพร้อมจะตอบตลอดเวลา

 

มังกรกินได้มั้ย?? : อันนี้ล่าสุดตรุษจีนที่ผ่านมา ปูนปั้นไปเห็นมังกรตัวโตที่เนอร์สเซอร์รี่ตอนเช้า ทีแรกผงะไปพักนึง แล้วก็พูดสอนตัวเองขึ้นมาว่า ‘ไม่ต้องกลัวน้า’ แล้วก็เอานิ้วไปจิ้มมังกรก่อนจะตบท้ายด้วยคำถามฮาๆนั้น

 

ชุดคำถาม “กินได้มั้ย”?? มีอีกหลายอย่างครับ ที่ซาฟารีเวิล์ด ปูนปั้นก็หมกมุ่นกับการกินมากหลังจากถ่ายรูปคู่กับพี่ปลาโลมาแล้ว เจ้าปูนปั้นก้จะออกมาถามว่า ‘ปลาโลมากินได้มั้ย’ จากนั้นทั้ง ฉลาม จระเข้ สิงห์โต เสือ ก็กลายเป็นอาหารที่เจ้าปูนปั้นหมายมั่นปั้นมือเอามาขึ้นโต๊ะจีนให้เรียบ

 

 

แต่ไม่ว่าคำถามจะยากขนาดไหน ผมขอเสนอว่า

 

เรา ‘อย่าตอบแบบผ่านๆ’ ให้จบๆ ไป เพราะเด็กจะเรียนรู้ไปตามนั้น พยายามอธิบายให้ได้มากที่สุด เช่นปลามีนมมั้ย ผมก็บอกไปว่า ปลาไม่มีนม เพราะปลาเลี้ยงลูกด้วยอาหารอย่างอื่น กินอย่างอื่นไม่ได้กินนม มันก็มีหลายคำถามเหมือนกันที่ยากและเราตอบไม่ได้ ผมก็จะบอกไปว่า “อันนี้ป๊าก็ไม่รู้เหมือนกันแล้วป๊าจะมาตอบหนูอีกที”

 

อย่าหงุดหงิด เพราะหลายๆ คนมองว่าเรื่องเหล่านี้กวนประสาทจะถามทำไม เรียกร้องความสนใจหรือ แต่จริงๆ แล้วผมเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกมันคือเรื่องใหม่ทั้งหมดของเขาดังนั้นเขาจึงมีข้อสงสัยเต็มไปหมดหากคุณหงุดหงิดเจ้าตัวเล็กก็อาจจะไม่เข้าใจว่าคุณดุเขาทำไม ซึ่งเด็กอาจจะไม่อยากถูกดุและในที่สุดเขาจะหยุดถาม ซึ่งนั่นคงไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากเห็นคนไทยในรุ่นลูกเรา เป็นเหมือนอย่างเรา ที่การถามมากๆ ในห้องจะทำให้เรามีหน้าตาคล้าย Gruffalo (ส่วนการที่เด็กๆถามซ้ำๆ อันนี้ผมตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไร อาจจะต้องถามคุณหมอผู้รู้ เพียงแต่ผมรู้ว่านั่นคือธรรมชาติของเด็ก และถ้าเรามองธรรมชาติของเด็กคือความงาม เราก็จะเห็นความงามที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และถ้าคุณเคยอ่านเจอ ในวันที่เราแก่เฒ่าลงไป เราก็จะเป็นเช่นนั้นอีกครั้งเราจะถามคำถามอะไรลูกเราซ้ำๆ ถ้าคุณอยากจะให้เขาตอบคุณในยามที่คุณแก่เฒ่าด้วยรอยยิ้ม ก็จงเริ่มทำให้เขาดูในแบบที่คุณอยากเห็นตั้งแต่วันนี้นะครับ)

 

อย่าพยายามให้เขาหยุดถาม ผมเคยเห็นคำดุ คำตะคอกว่าเมื่อไหร่จะหยุดพูดหยุดถามเสียที หรือไปไกลๆ ผู้ใหญ่จะคุยกัน พฤติกรรมเหล่านี้จะไปหยุดความคิดในการตั้งคำถาม การหยุดตั้งคำถามก็เป็นการหยุดพัฒนาการของเด็ก หยุดพัฒนาการในการใช้สมองของเขา แล้วเมื่อเขาโตขึ้นมาในแบบนั้น เราควจจะโทษใครกันแน่

 

การพูดคุย นอกจากจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมอง ก็จะทำให้เด็กมีการใช้ภาษาที่ดีขึ้น ศัพท์หลายๆคำที่เราใช้อธิบาย โดยนึกคำง่ายๆ ไม่ออก เด็กก็เรียนรู้การใช้ได้ เช่นเช้าวันนี้เอง ขณะที่หม่าม๊ากำลังเล่นอยู่กับเจ้าปูนปั้นเจ้าปูนปั้นก็ใช้คำว่า Continue  ในการคุยกับหม่าม๊า ซึ่งก็ทำให้หม่าม๊าหันมาหาปะป๊าว่า เขาผูกคำนี้มาใช้เป็นด้วยแฮะ หรือเช้าวันเสาร์เมื่อวานนี้เจ้าปูนปั้นปลุกเราให้ตื่นแล้วบอกว่า ‘Mama wake up please. Cooking for Poonpun’ เมื่อหม่าม๊าทำท่าบิดไปบิดมาไม่ยอมลุกปูนปั้นก็พูดต่อว่า ‘Mama cooking for Poonpun ไปกินข้าวกินปลากัน’ ทำเอาหม่าม๊าขำลุกพรวดจากเตียง เพราะไม่รู้ไปจำคำว่า ‘กินข้าวกินปลา’ มาจากไหน

        ไว้จะมาเล่าเรื่อง ปูนปั้น-เด็กชายที่มาพร้อมกับคำวิเศษณ์ ให้ฟังกันครับ เพราะเจ้าตัวป่วนชอบมีคำวิเศษณ์ต่อท้ายในการพูดซึ่งนั่นก็คงมาจากการพุดคุยกับเขาเยอะๆแล้วก็ถูกเจ้าตัวป่วนเลียนแบบเอาไปใช้

        อ่านจบแล้ว กลับไปนั่งตอบคำถามเจ้าตัวป่วนกันต่อด้วยรอยยิ้มนะฮะ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

วิธีสังเกตอาการว่าท้องหรือไม่

16 สัญญาณ วิธีสังเกตอาการว่าท้องหรือไม่ ?

การเป็นแม่ ถือเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของผู้หญิง แต่ถ้าคุณเป็นสาวที่ไม่เคยท้องมาก่อน และกำลังสงสัยว่าจะท้อง? เรามี วิธีสังเกตอาการว่าท้องหรือไม่ มาฝากค่ะ

วิธีสังเกตอาการว่าท้องหรือไม่ ?

1. หายใจหอบ

แม้คุณจะเคยเป็นหญิงสาวแข็งแรง แข็งแกร่งแค่ไหน แต่ถ้ารู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก หายใจยากตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะขึ้นบันได หรือเดินพื้นราบปกติธรรมดา คุณอาจจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ได้ เพราะหากคุณเริ่มท้อง ตัวอ่อนของเด็กต้องการใช้ออกซิเจนมากขึ้น จะทำให้จังหวะหายใจของคุณแม่ถี่ขึ้น แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอย่างนี้ตลอดการตั้งครรภ์ เพราะว่าปอดของคุณจะปรับตัวได้เอง

2. คัดเต้านม

อาการคัดเต้านมจะคล้ายกับช่วงที่คุณใกล้เป็นประจำเดือน คุณอาจจะต้องตื่นเต้นสักหน่อยเพราะเต้านมของคุณจะใหญ่ขึ้นตามหลอดเลือดที่มาเลี้ยง เพื่อกระตุ้นต่อมน้ำนมให้เตรียมพร้อมสร้างแหล่งอาหารให้กับลูกน้อย หากรู้สึกอึดอัด ลองหาบราไซส์ใหญ่ขึ้น และทำตัวตามสบาย

3. เหนื่อยล้า

เป็นปกติถ้าคุณจะล้าและอยากนอนกลางวันมากขึ้นแม้จะใช้เวลานอนหลับเพียงพอมาก เท่าที่ต้องการแล้วก็ตาม มันเกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในร่างกายของคุณผู้หญิง การเหนื่อยและล้าง่ายในไตรมาสแรกถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นถ้าคุณตรวจเช็คแล้วว่าท้องแน่นอน อย่าลืมแจ้งที่ทำงานให้รับทราบ เจ้านายจะได้ไม่ดุที่คุณดูเพลียกว่าปกติ

4. อาเจียน

อาเจียนและแพ้ท้องจะเกิดขึ้นในช่วง 6 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ แต่ผู้หญิงบางคนโชคดี ไม่มีอาการและไม่แพ้มาก แต่ถ้าคนที่โชคร้ายต้องเดินเข้าห้องน้ำบ่อยๆ หรือกินอาหารบางประเภทไม่ได้เลยก็น่าสงสาร คุณสามีอย่าเพิ่งเบื่อกับอาการนี้นะคะ

5. ปัสสาวะบ่อย (มาก)

ถ้าคุณต้องลุกไปเข้าห้องน้ำปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ สังเกตตัวเองได้เลยว่าอาจจะท้องก็ได้ เพราะร่างกายจะผลิตของเสียที่เป็นน้ำจำนวนมาก และกระเพาะปัสสาวะก็จะทำงานหนักตลอดเวลา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ >> วิธีสังเกตอาการตั้งครรภ์ คลิกหน้า 2

ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย : อยากท้องเลือกเพศได้จริงๆ หรือ? (ตอนที่ 1 แนวคิดการเลือกเพศด้วยวิธีธรรมชาติ)

แม้ว่าประเพณีและวัฒนธรรมสมัยใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต  แต่การเลือกเพศลูกก็ยังเป็นเรื่องที่หลายครอบครัวต้องการและวางแผน เพราะจำนวนหรือเพศลูกที่จะเกิดมามีผลต่อการวางแผนครอบครัวด้านการเลี้ยงดู  ดังนั้นมีทั้งเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์สมัยใหม่ที่ช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้เลือกเพศลูกได้  และยังมีเทคนิคที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ เพื่อช่วยในเรื่องนี้ด้วย

การเลือกเพศลูกในตำนาน

ในอดีต บางแนวความคิดก็ดูเหลวไหลแถมไม่น่าใช้งานได้จริง ตัวอย่างเช่น คนยุโรปสมัยก่อนมีความเชื่อว่าเด็กชายเกิดจากอสุจิที่มาจากอัณฑะทางด้านขวาของผู้ชาย ดังนั้นวิธีการเลือกเพศของพวกเขาคือการผูกลูกอัณฑะทางด้านซ้าย  ให้ฝั่งขวาได้ทำงานอย่างเดียว (ไม่รู้เหมือนกันว่าได้ผลหรือเปล่า? แต่ดูท่าแล้วจะเจ็บปวดไม่ใช่น้อย)

หรือมีความเชื่อว่า ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อการเลือกเพศของเด็ก บางชนชาติเชื่อว่าดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อการถือกำเนิด โดยเชื่อว่าถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่พระจันทร์เต็มดวง จะช่วยให้ได้ลูกสาว

อีกความคิดหนึ่งถูกค้นพบขณะขุดหลุมศพกษัตริย์จีน กว่า 700 ปีก่อน พบแผนภูมิการคำนวณการเกิดของเพศ โดยอ้างอิงจากอายุของแม่  แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากนัก จึงไม่สามารถทราบได้ว่าแผนภูมินี้สามารถอ้างอิงได้จริงหรือเปล่า

เริ่มใช้เทคโนโลยี กับวิธีธรรมชาติ

ผู้หญิงวัย 42 ปีคนหนึ่งจากนิวยอร์ก เชื่อว่าตัวเองสามารถตั้งท้องได้โดยวิธีคำนวณวันตกไข่จากหนังสือเล่มหนึ่ง (Landrum B. Shettles, M.D., Ph.D., Doubleday, 1997) ซึ่งกล่าวว่าตัวอสุจิที่เป็นเพศหญิงว่ายช้ากว่าอสุจิเพศชาย และหากมีเพศสัมพันธ์ช่วงเวลาตกไข่ จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ลูกสาวสูงกว่า ดังนั้นถ้าต้องการเลือกเพศชายให้งดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันตกไข่ 2 วัน

และอุณหภูมิในตอนเช้าก็มีผลต่อการเลือกเพสด้วย  เธอกล่าวว่าลูกทั้ง 2 ของเธอ มีผลมาจากอุณหภูมิในตอนเช้า ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับรอบวันตกไข่ 28 วัน  ทุกๆ เดือน  วันตกไข่ของเธอคือวันที่ 15-17 ของรอบวันตกไข่ ดังนั้นเมื่อเธอต้องการลูกสาว เธอจะมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ 14 (หลังจากมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย) สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนแรกคือเธอได้ลูกสาวสมใจ และหลังจากนั้นเธอก็ต้องการลูกสาวอีกครั้งและใช้วิธีเดิม ก็ทำให้เธอได้ลูกสาวอีกคน

วิธีนี้เป็นวิธีที่เชื่อถือได้ มีผู้ทดลองและศึกษามาแล้ว การศึกษาถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ เมื่อปี 1995 ว่าวันตกไข่มีผลต่อการเลือกเพศเด็กทารก หลักฐานที่สนับสนุนคือ หญิงสาวผู้นี้ให้น้องสาวของเธอทดลองวิธีเดียวกัน

แต่อีกเทคนิคที่ขัดแย้งกันกล่าวว่า หากคู่สามีภรรยามีเพศสัมพันธ์กันช่วงก่อนวันตกไข่ 2-3 วัน ก็ได้ลูกสาวได้เช่นกัน  แต่มีโอกาสเพียงครึ่งต่อครึ่ง

ใครที่เคยลองเทคนิคจากคำบอกเล่าต่างๆ สามารถแนะนำมาเพื่อแบ่งปันข้อมูลให้กับคู่สามีภรรยารุ่นใหม่ได้ใต้บทความนี้เลยนะคะ เผื่อใครกำลังหาวิธีอยู่ จะได้ลองใช้ ได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร มาแชร์กันค่ะ ^^

 

ตอนต่อไป:  (คลิก) ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย : อยากท้องเลือกเพศได้จริงๆ หรือ? (ตอนที่ 2 วิธีทางการแพทย์)

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย : อยากท้องเลือกเพศได้จริงๆ หรือ? (ตอนที่ 2 วิธีทางการแพทย์)

เมื่อตอนที่แล้ว (คลิกอ่าน – ตอนที่ 1 แนวคิดการเลือกเพศด้วยวิธีธรรมชาติ) เราทราบถึงแนวความคิดของคนสมัยก่อนที่พยายามเลือกเพศลูกด้วยวิธีธรรมชาติ ในบทความนี้เรามาดูกันค่ะว่า  เมื่อการแพทย์พัฒนามากขึ้น จะช่วยเหลือคู่สามีภรรยาด้านการเจริญพันธุ์ได้อย่างไร

มี 3 เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้คู่สามีภรรยาสามารถเลือกเพศลูกได้โดยอาศัยหลักการทางธรรมชาติ

  1. การปั่นคัดแยกสเปิร์ม (Sperm spinning)
  2. การวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมตรวจสอบก่อนตั้งครรภ์ (PGD : Preimplantation Genetic Diagnosis)
  3. การคัดเชื้อภายในกล้องจุลทรรศน์ (MicroSort)

1. Sperm Spinning

สเปิร์มที่บรรจุโครโมโซม Y ซึ่งเป็นโครโมโซมบ่งบอกความเป็นเพศชาย จะว่ายได้เร็วกว่าสเปิร์มที่บรรจุสารพันธุกรรมของเพศหญิง (X) ในสารแอลบูมิน  ดังนั้นเราจึงใช้เทคนิคทางห้องปฏิบัติการในการปั่นแยกชั้นของสเปิร์มเพื่อแยกเอาตัวสเปิร์มเพศที่ต้องการได้ ราคาอยู่ที่ 20,000 – 30,000 บาท

2. PGD : Preimplantation Genetic Diagnosis

นอกจากการคัดเลือกเพศแล้ว คู่สามีภรรยาบางคู่ยังจำเป็นต้องใช้การตรวจ PGD เพื่อตรวจหาโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง เพื่อทราบความเสี่ยงก่อนการตั้งครรภ์  ตัวอย่างเช่น คนไทยบางคนเมื่อสมรสกันแล้วโอกาสจะเกิดลูกที่มีโรคทาลัสซีเมียแบบรุนแรงสูง  ดังนั้นหากทราบพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนตั้งครรภ์จะช่วยลดค่าเสียโอกาสในการเลี้ยงดู  หรือโรคบางโรคถ้าฝ่ายหญิงตั้งครรภ์แล้วจะเกิดครรภ์เป็นพิษจากสายรก  คู่สามีภรรยาจะได้ทราบความน่าจะเป็นของความเสี่ยงในแต่ละโรคก่อนการตั้งครรภ์  ผลพลอยได้ของการตรวจ PGD คือ สามารถตรวจเลือกเพศได้

3. MicroSort

คือการคัดเลือกเพศภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เมื่ออสุจิกับไข่ผสมกันแล้วส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เราจะสามารถเห็นลักษณะที่แตกต่างกันบางอย่าง หรือสามารถดูดเอาเซลล์ภายในตัวอ่อนไปตรวจทราบเพศได้  หรือหากเรารู้เพศของสเปิร์มที่จะฉีดเข้าไปในไข่ เราก็สามารถทำภายใต้กล้องจุลทรรศน์ได้ ตัวอย่างของเทคนิคนี้ ได้แก่ การทำเด็กหลอดแก้ว IVF

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

จ๊ะ…เอ๋ !

เกมนี้ก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะสดใสบอกอารมณ์พอใจสุดๆ ของเด็กๆ ได้ชัดเจน และถ้าได้เล่นกันในครอบครัว ยิ่งเพิ่มอารมณ์สนุกให้บรรเจิดเป็นทวีคูณ
เด็กวัย 6 เดือนจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า สิ่งของที่เขาเห็นแล้วนั้นมีอยู่จริง แม้บางครั้งจะหายไปจากสายตาเขา แต่ของสิ่งนั้นยังคงอยู่ เราจะเห็นพัฒนาการนี้ได้จากเวลาเล่นจ๊ะเอ๋ เมื่อคุณเอามือมาปิดหน้าไว้หรือเอาผ้าห่มมาคลุมโปง ลูกจะรู้ว่ามีหน้าของคุณอยู่หลังมือหรือใต้ผ้าห่ม และชั่วอึดใจเดียวเมื่อคุณเปิดมือหรือผ้าห่มออกมาแล้ว ลูกจะได้เห็นใบหน้าพ่อแม่หรือคนที่เขาได้เห็นแล้ว พร้อมรอยยิ้มกลับมาให้เขาเห็นอีก นี่แหละคือเสน่ห์และความตื่นเต้นของเกมจ๊ะเอ๋ที่เด็กๆ ไม่เคยเบื่อ
พอลูกอายุได้ 8 เดือน เขาจะเริ่มอยากเป็นคนหาเองแล้ว มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาฝากเพื่อให้สนุกยิ่งขึ้น- นั่งใกล้ๆ เขา หรือกะให้อยู่ในระยะที่ลูกจะเห็นคุณ เพื่อให้ลูกมองเห็นได้ถนัดว่าคุณกำลังทำอะไรเป็นการเพิ่มความตื่นเต้น

 

– ส่งเสียงให้เขาได้ยิน เช่น อยู่ที่ไหนเอ่ยŽ แม่อยู่ไหนŽ เพื่อย้ำให้ลูกมั่นใจว่าแม่อยู่ไม่ไกลเขานัก

 

– เปลี่ยนช่วงเวลาซ่อนสั้น – ยาวสลับกันไป และใช้โทนเสียงหลายๆ แบบ (สูง ดัง ตื่นเต้น) จะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์สนุกได้ดี ควรเลี่ยงเสียงต่ำหรือเสียงเรียบ / โทนเดียว
คำเตือน : สิ่งที่ควรระวังสำหรับเกมนี้มีอย่างเดียวคือ อย่าเลิกเล่นเร็วเกินไป หากลูกยังมีอารมณ์สนุกอยู่

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ภาพ shutterstock

ทารกสะอึก ลูกสะอึก แหวะนม

เบบี๋สะอึก อันตรายไหม? แก้อย่างไรดี?


“ทารกสะอึก” จะเกิดตอนไหนไม่มีการบอกล่วงหน้า ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไม่มีใครชอบอาการสะอึกหรอก ในเด็กเล็ก พอสะอึกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีอาการคล้ายสะดุ้ง หรือรู้สึกไม่สบายตัว  แต่ความเป็นจริง อาการสะอึกไม่ค่อยมีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ถ้าเกิดเขาหงุดหงิดจนต้องร้องไห้ไปสะอึกไป จะปล่อยทิ้งไว้ก็น่าสงสารอยู่ใช่ไหมล่ะคะ

ทารกสะอึก ลูกสะอึก แหวะนมสะอึก” เกิดจากอะไร?

อาการสะอึกเกิดจากการหดตัวแบบผิดจังหวะของกล้ามเนื้อกระบังลม (คืออวัยวะที่กั้นอยู่ระหว่างปอดกับช่องท้อง ทำหน้าที่ช่วยในการหายใจ) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เด็กทารกมักสะอึกบ่อยซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และมักเป็นหลังกินนมอิ่ม เนื่องจากกระเพาะอาหารของเด็กทารกอยู่ชิดกับกล้ามเนื้อกระบังลม เมื่อกระเพาะขยายขนาดจึงไปรบกวนการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อกระบังลมจนทำให้เกิดอาการสะอึก หรือเกิดตอนเด็กๆ กลืนนมเร็วเกินไปเพราะหิวจัด เลยได้อากาศเข้าไปเต็มๆ เป็นของแถมด้วย

อ่านต่อ “ลูกจะหายสะอึกเองได้ไหม” คลิกหน้า 2

สัปดาห์ที่ 33 : เจ็บและชา

อาการเจ็บๆ ปวดๆ ตามร่างกาย คงเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายของคนท้อง เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น อาการเจ็บปวดก็ดูจะเข้มข้นมากขึ้นตามไปด้วย มาในสัปดาห์นี้ นอกจากอาการปวดบริเวณหลังหรือขาแล้ว ยังมีอาการปวดและชาที่นิ้วมือ ฝ่ามือ และข้อมือเพิ่มขึ้นมาด้วย

สาเหตุที่เกิดอาการชานั้นมาจากมีเลือดจำนวนมากมาคั่งบริเวณข้อมือ ทำให้เกิดแรงกดที่ช่องใต้กระดูกข้อมือ จนไปบีบรัดเส้นประสาท จึงทำให้เกิดอาการเหน็บชาและเจ็บจี๊ดเหมือนโดนเข็มแทง

อาการนี้คงทำให้คุณแม่ท้องรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญไม่น้อย เรามาดูวิธีบรรเทากันดีกว่าค่ะ

1. ลองสวมใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ (แบบเดียวกับที่ใช้ในผู้ที่มีกล้ามเนื้ออักเสบ) เพื่อช่วยให้ข้อมือเคลื่อนไหวน้อยลง ซึ่งมีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ แต่อุปกรณ์นี้สวมใส่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรใส่ตลอดทั้งวัน เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก

2. นำหมอนมารองข้อมือขณะนอนหลับ

3. หากคุณแม่ต้องทำงานที่ต้องเคลื่อนไหวข้อมืออย่างต่อเนื่อง เช่น การพิมพ์คีย์บอร์ด อย่าลืมพักบ่อยๆ และผ่อนคลายข้อมือเสมอๆ

ในไตรมาสที่สามนี้ จะมีอาการปวดมากขึ้น การปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน นั่ง นอน ให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ลองสำรวจตัวเองว่านั่งแบบไหนที่ทำให้อาการปวดน้อยลง หรือนอนแบบไหนจึงดีและปลอดภัย ใช้หมอนหนุนตรงไหนเพิ่มได้อีกบ้าง เมื่ออาการปวดลดลง ความเครียด ความหงุดหงิดทั้งหลายก็จะลดลงไปด้วย คุณแม่ก็จะสามารถพักผ่อนได้นานขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก

หากวันไหนคุณแม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการท้อง เพราะอาการต่างๆ ที่ชวนให้หงุดหงิดประดังประเดเข้ามา ลองหาที่เงียบๆ จะนั่งหรือนอนก็ได้ จากนั้นก็ลูบท้องทักทายลูกน้อยเบาๆ พอลูกดิ้นตอบนั่นแหละ เชื่อว่าคุณแม่จะหายเบื่อทันทีค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

วัยขี้ลืม

ดูเหมือนคุณจะรู้สึกว่าลูกคนเก่งกำลังกลายเป็นเด็กขาดความรับผิดชอบหรือทำให้คุณผิดหวัง เพราะมักลืมสิ่งที่เคยทำจนเป็นกิจวัตรประจำวันไปเสียสนิทใช่ไหม

 

ข้อเท็จจริงก็คือ อาการขี้หลงขี้ลืมถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยนี้ เนื่องจากสมองของเขายังไม่สมบูรณ์พอที่จะทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันได้ หรือคิดวางแผนว่าทำอะไรก่อน – หลังได้ล่วงหน้า แต่จะจำได้แค่ทีละ 1 หรือ 2 อย่างเท่านั้น จึงมักจำไม่ได้ว่าสิ่งที่ต้องทำทั้งหมดในแต่ละวันมีอะไรบ้าง

 

นอกจากนี้ เด็กๆ ยังเคยชินกับการคิดถึงแต่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเขาเอง เช่น อยากจะกินหรือเล่นตอนไหน และไม่สามารถจดจำอะไรได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว แต่เขาจะจดจำเรื่องในแต่ละวันได้ดีขึ้นและอาจขี้ลืมน้อยลงเมื่ออยู่ในวัยประมาณประถมสี่หรือประถมห้า ก่อนถึงเวลานั้น ลองช่วยลูก (และตัวคุณเอง) ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ดูสิ สั่งงานลูกแบบง่ายๆ และทีละอย่าง หรือ

 

สั่งเป็นขั้นตอนง่ายๆ งานที่ใหญ่และยากจะได้ไม่ดูเหนือบ่ากว่าแรงจนเกินไป

–  หาตัวช่วยให้ลูก ให้ลูกถือแฟ้มใส่เอกสารไปโรงเรียนด้วยทุกวัน จะได้เอาไว้เก็บเอกสารของทางโรงเรียนทันทีที่ได้รับแจกจากคุณครู เพียงเท่านี้เขาก็มีสิ่งที่ต้องจำว่าต้องถือกลับบ้านหลังเลิกเรียนแค่อย่างเดียว (คือแฟ้ม) แล้วคุณกับลูกค่อยมาช่วยกันดูที่บ้านว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

 

–  สร้างกิจวัตรให้ลูก เช่น ก่อนนอนแต่ละคืน ให้ลูกจัดเตรียมสิ่งของทั้งหมดที่ต้องนำไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้นให้พร้อมไว้เลย

 

–  เขียนป้ายเตือนความจำ ลองแปะกระดาษโน้ตที่เขียนว่า ให้อาหารฉันด้วยŽ ไว้บนอ่างปลา หรือติดป้ายที่เขียนว่า วันนี้วันอังคาร อย่าลืมเอาฉันไปทิ้งนะ !Ž ไว้เหนือถังขยะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก

ก้าวแรกของ พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกลูกถือขวดนมเอง

สำหรับเด็กที่ทานนมจากขวดนม ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมผง คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกการหยิบจับเพื่อฝึก พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้จาก “ขวดนม” สิ่งของใกล้ตัวที่ลูกต้องใช้อยู่ทุกวันนั่นเองค่ะ

ก้าวแรกของ พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกลูกถือขวดนมเอง

ลูกควรถือขวดนมเองได้ตอนอายุกี่เดือน?

พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก คือการพัฒนาการใช้มือและนิ้วในการหยิบจับสิ่งของ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น การหยิบอาหารเข้าปาก การหยิบจับขวดนม ดังนั้น ทารกทุกคนจะเริ่มมี พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก ในการหยิบจับสิ่งของได้ตั้งแต่ 4-7 เดือน โดยจะเริ่มถือขวดนมหรือขวดน้ำเองได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ในวัยนี้พัฒนาการกล้ามเนื้อส่วนมือ ศีรษะ และคอ แข็งแรงขึ้น สามารถทำงานร่วมกันได้ ดังนั้นทารกจึงถือขวดนมได้แล้ว จะสังเกตได้จากเวลาที่ลูกหิวจริงๆ เขาจะยิ่งจับถือขวดนมเองได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นที่เด็กทุกคนจะสามารถถือขวดนมเองได้เมื่ออายุครบ 6 เดือนนะคะ ในเด็กบางคน อาจจะเริ่มถือขวดนมเองได้เมื่ออายุ 10 เดือน ซึ่งไม่ถือว่าพัฒนาการผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ

ฝึกลูกถือขวดนมเอง
แม้ว่าลูกจะถือขวดนมเองได้แล้ว ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกนอนดูดนมคนเดียว

นอกจากนี้ ยังมีข้อเตือนใจอยากบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ถึงลูกถือขวดนมได้แล้ว แต่ถ้ายังอยู่ในช่วง 6 – 9 เดือน ไม่ควรปล่อยให้เขากินนมตามลำพัง เพราะลูกเล็กๆ ยังอยากให้แม่อุ้ม อยากอยู่ในอ้อมอก อ้อมแขนของแม่ ยังต้องการสัมผัสจากแม่อยู่ สิ่งที่ควรทำคือ เวลาลูกดูดนมจากขวด คุณแม่อาจจะให้เขานั่งเก้าอี้ซึ่งมีความสูงระดับที่มือคุณแม่จับตัวลูกได้  เพื่อให้รู้สึกถึงสัมผัสจากแม่ขณะที่ลูกนั่งดูดนมจากขวด

ข้อดีอีกอย่างคือ เขาจะได้พิงหลังจังหวะพักขณะดูด และที่สำคัญอย่าปล่อยลูกหลับคาขวดนม เพราะน้ำนมจะทำให้ฟันผุ หรือมีการติดเชื้อในหูได้ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เคล็ดลับง๊ายง่าย ฝึกลูกถือขวดนมเอง

นมแม่คุมกำเนิดได้!!

ให้ลูกดูดนมแม่มาตลอดจนตอนนี้เขาอายุใกล้จะครบขวบแรกแล้ว เคยได้ยินมาว่าการให้ลูกดูดนมแม่สามารถช่วยคุมกำเนิดได้ จริงหรือเปล่า

มีงานวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด พบว่า แม่ที่ให้ลูกดูดนมเพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้นมผสม น้ำ หรืออาหารเสริมเลยในช่วง 6 เดือนแรก จะช่วยยับยั้งการตกไข่ ทำให้ไม่มีประจำเดือนได้ และมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงเมื่อเทียบกับการคุมกำเนิดวิธีอื่น (ร้อยละ 98) แต่เมื่อลูกได้รับอาหารเสริมหลังอายุ 6 เดือนไปแล้ว การดูดนมแม่จะไม่บ่อยเท่าเดิม ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจึงลดลง และมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ ต้องคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นต่อไป

นอกจากนี้ยังพบว่าแม่ที่ให้นมลูกโดยไม่ใช้นมผสมเลย มีเพียงอาหารเสริมตามวัยเท่านั้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มมีประจำเดือนหลังลูกอายุครบ 1 ขวบ ถือเป็นความฉลาดของธรรมชาติที่ลงตัว โดยกำหนดมาแล้วว่า หากแม่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองเท่านั้น ระยะห่างในการมีบุตรคนต่อไปจะเว้นช่วงพอดิบพอดี แม่ก็ไม่เหนื่อยเกินไปและร่างกายก็ไม่ทรุดโทรมจนเกินเหตุ เพราะเหตุนี้คนในสมัยโบราณแม้จะไม่มีวิธีการคุมกำเนิด ก็มีลูกปีเว้นปีได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่ต้องเสี่ยงใช้สารเคมีหรือฮอร์โมนอื่นเพื่อคุมกำเนิดให้เสี่ยงต่อผลข้างเคียงด้วย (ถึงแม้จะมีไม่มากก็ตาม) ส่วนคุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูก หลังคลอดก็จะมีการตกไข่ตามปกติ หากยังไม่พร้อมจะมีคนต่อไป ก็ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดค่ะ

ให้ลูกดูดนมแม่นานๆ จะมีลูกคนต่อไปยาก?

คำตอบคือ ไม่ค่ะ เพราะพอลูกหยุดดูดหรือดูดน้อยลงแล้ว ฮอร์โมนก็จะกลับมาทำงานตามปกติ และไม่ได้ทำให้เยื่อบุมดลูกฝ่อแต่อย่างใด แถมยังอาจช่วยทำให้มีลูกคนต่อไปได้ง่ายขึ้นด้วย ในกรณีที่คุณแม่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ผิดที่ (endometriosis หรือ chocolate cyst) กว่าจะได้ลูกคนโตมา คุณแม่อาจผ่านการรักษาเพื่อลดพังผืดด้วยวิธีต่างๆ เช่น ฉีดยาไม่ให้มีประจำเดือน หรือเลาะพังผืดโดยใช้วิธีส่องกล้อง เมื่อคลอดลูกคนแรกแล้ว และต้องการมีคนต่อไปให้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องผ่านวิธีการต่างๆ เหมือนตอนที่มีลูกคนแรก คุณหมอสูติฯ จะแนะนำให้ลูกดูดนมแม่เพียงอย่างเดียว (exclusive breastfeeding) เพื่อกดการทำงานของรังไข่ ไม่ให้มีประจำเดือน เพราะการมีประจำเดือนแต่ละรอบจะทำให้ในช่องท้องมีพังผืดเพิ่มมากขึ้น การให้ลูกคนโตดูดนมแม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าพร้อมจะปล่อยให้มีคนที่สอง จึงช่วยทำให้มีลูกคนต่อไปได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

บทความโดย: พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

วัยใส หัวใจกุ๊กกิ๊ก

ปากไม่ตรงกับใจ

เด็กวัยทวีนที่ไม่รู้จะสื่อสารกับเพศตรงข้ามอย่างไรดี มักเลือกวิธีกระเซ้าเย้าแหย่ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ลูกสาวของคุณอาจถึงกับ ประกาศว่า เกลียดŽ เด็กผู้ชายคนหนึ่งทั้งที่จริงๆ แล้วเธอคิดว่าเป็นหนุ่มน้อยที่หล่อที่สุดในชั้นเรียน นั่นเป็นเพราะลูกอายเกินกว่าจะยอมรับว่าเธอกำลังชอบใครบางคนอยู่

 

ปล่อยมุกตลก

ลูกอาจเลือกใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้าม แต่ถ้าคุณเห็นว่าเรื่องขำขันที่กำลังเล่าสู่กันฟังเริ่มจะกลายเป็นเรื่องลามกมากยิ่งขึ้น ก็ต้องรีบเข้าไปห้ามทันที และชี้แจงให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องความเหมาะสมด้วย

 

โฉบไปโฉบมา

สาวน้อยวัยทวีนมักชอบเดินโฉบไปใกล้ๆ หนุ่มคนที่เธอหมายปอง ไม่พูดอะไรด้วยสักคำ รีบวิ่งกลับไปเข้ากลุ่มของตัวแล้วก็หัวเราะกันคิกคักตามประสาสาวๆ เธออยากให้หนุ่มสนใจ แต่ก็ยังไม่กล้าพอจะฉายเดี่ยวโดยขาดกลุ่มเพื่อน

 

กระจายข่าว

แม่หนูอาจกุ๊กกิ๊กโดยพูดถึงหนุ่มในดวงใจด้วยเสียงกระซิบ และพยายามบอกใครๆ ว่าไม่ได้ต้องการให้เขารู้ ทั้งที่จริงๆแล้วอยากให้รู้ใจแทบขาด- พูดคุยกับคนที่ชอบ (แบบไม่ต้องเจอตัว) ยุคนี้แล้ว เด็กวัยทวีนที่ยังไม่กล้านัดเจอเพื่อนเพศตรงข้ามจริงๆ อาจส่งอีเมลถึงกันหรือแชทกันสดๆ ก็สะดวกทั้งสองฝ่าย หรือลูกอาจเลือกใช้วิธีโบราณอย่างการเขียนโน้ตหรือจดหมายถึงกัน ก็ไม่ผิดกติกามารยาทแต่อย่างใด ขอเพียงคุณพ่อคุณแม่เป็นพี่เลี้ยงอยู่ใกล้ๆ ดูแลอย่าให้ล้ำเส้นเป็นดีที่สุด

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูก รู้จักการให้

เด็กวัยทวีนที่รู้จัก ” ให้ ” Ž จะเลือกกิจกรรมที่ตัวเองชอบและได้ทำความดีไปพร้อมๆ กัน เช่น อาสาสมัครไปเล่นกับเด็กๆในสถานสงเคราะห์ใกล้บ้าน หรือจัดแต่งสุมทุมพุ่มไม้หน้าบ้านให้เรียบร้อยสะอาดตา

 
คุณแม่ควรสนับสนุนให้ลูกวัยทวีนเป็นอาสาสมัครตามแนวที่ชอบ เพราะจะทำให้เขารู้จัก ” ให้ ” Ž ไปตลอดชีวิต เด็กวัย 8 – 9 ขวบส่วนใหญˆจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ในเรื่องของการให้Ž บ้างแล้ว ถ้าพ่อแม่เข้าไปมีบทบาทในเรื่องดังกล่าวลูกก็จะเต็มใจและสนุกกับการทำเพื่อผู้อื่นมากยิ่งขึ้น โดยคุณอาจช่วยหากิจกรรมอาสาสมัครตามแนวที่ลูกสนใจ เช่น

 

– เด็กชอบทำขนม อาจเลือกทำเค้กวันเกิดให้เด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ เพราะพวกเขามักไม่ค่อยมีใครมาฉลองวันเกิดให้

 
– เด็กรักสัตว์ อาจเลือกเป็นอาสาสมัครช่วยดูแลสัตว์ตามสถานสงเคราะห์ หรือศูนย์พิทักษ์สัตว์ป่าต่าง

 
– เด็กที่อยากพิทักษ์โลก หรือแค่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง อาจเลือกเป็นอาสาสมัครช่วยปัดกวาดสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือช่วยปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มสีเขียวให้กับโลก

 
– เด็กรักการอ่าน อาจเลือกแวะไปที่บ้านพักคนชรา แล้วอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิยายเรื่องฮิตให้คนเฒ่าคนแก่ฟังแก้เหงา

 
– เด็กอารมณ์ดี อาจเลือกประดิษฐ์สิ่งดีๆ อย่างหนังสือทำมือที่มีแต่เรื่องขำขัน หรือของเล่นชิ้นเล็กๆ แล้วรวบรวมไปให้เด็กที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานานๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง