ร้านอาหารแนะนำสำหรับคุณแม่

แนะนำ 4 เมนูครอบครัว จากร้านแอนนา แอนด์ ซัน ควีซีน @สาทร ซอย 6

ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารสำหรับมื้อพิเศษของครอบครัว ไม่ว่าจะมีสมาชิกรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่  แต่อยากได้เมนูที่พอดีกับทุกคน  วันนี้เรียลพาเรนติ้งขอแนะนำร้าน แอนนา แอนด์ ซัน ควีซีน (Anna & Son Cuisine) @สาทร ซอย 6 พร้อมกับ 4 เมนูพิเศษสำหรับครอบครัว
แอนนา แอนด์ ซัน ควีซีน  (Anna & Son Cuisine) ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นด้วยเรือนไม้สักโบราณอายุกว่า 120 ปี นำมาปรับตกแต่งและต่อเติมดูทันสมัยท่ามกลางตึกสมัยใหม่ย่านสีลม สาทร แต่ละมุมของร้านเน้นความโดดเด่นจากความเรียบง่ายและเข้ากันอย่างลงตัว

 

 
1. ลาบปลาแซลม่อนรมควัน 
เมนูนี้ถือว่าไม่เผ็ดมาก ครบเครื่องของอาหารไทย และลาบปลาเป็นเมนูที่ถูกปากคนไทยอยู่แล้ว  ทุกคนต้องชอบ

 

 
2. กุ้งแม่น้ำซอสไข่เค็ม
กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ ราดซอสไข่เค็ม วัตถุดิบคัดมาอย่างแหล่งที่ดีที่สุดของประเทศ ดังมาจากรายการโทรทัศน์ที่การันตีด้านอาหาร  (ราคาเพียง 350 บาท)

 

 

 
3. ปลากะพงทอดราดซอสมะขาม
ปลากะพงสด เนื้อแน่นๆ เน้นๆ เต็มคำ ซอสมะขามรสเปรี้ยวอมหวาน

 

 
4. ดิแอนนาสลัด
สลัดที่มีเฉพาะร้านนี้ สารพัดผักกับแฮม และน้ำสลัดสูตรพิเศษ เป็นเมนูแนะนำประจำร้าน

 

 
ปิดท้ายด้วย 2 เมนูของหวาน Mandarin Orange Cake และ Opera Cake การันตีว่าเค้กทำสดใหม่ทุกวัน

 

 

 

 

(Mandarin Orange Cake )

 

 

( Opera Cake )

 
แอนนา แอนด์ ซัน เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 – 22.00 น. และยังมีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่จุได้ตั้งแต่ 10-120 ท่านไว้คอยให้บริการกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว สามารถเดินทางเข้า-ออกได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งจากถนนสีลม (ซอยพิพัฒน์ ข้างธนาคารกรุงเทพสาขาใหญ่) และ ถนนสาทรเหนือ (สาทรซอย 6 ซอยข้างโรงแรมเอเวอร์กรีน ลอเรล)  โทรสำรองที่นั่ง 02 – 237 – 278 – 9  และติดตามได้ที่แฟนเพจ  www.facebook.com/annaandsoncuisine

 

 

 

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

[ชมคลิปน่ารัก] พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติกับพระสหายร่วมโรงเรียน

        Youtube Channel ในชื่อ 02 B-PEN ได้เผยแพร่คลิปพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในสนามเด็กเล่น  โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นว่าคือโรงเรียน  Bavarian International School   นครมิวนิค  ประเทศเยอรมนี
        ภาพความน่ารักน่าประทับใจนี้  คงทำให้คนไทยหลายคนหายคิดถึงพระองค์ได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-43] สูตรไม่ลับ กับการเลี้ยงปูนปั้นตัวป่วน ตอนที่ 2

สูตรไม่ลับ กับการเลี้ยงปูนปั้นตัวป่วน ตอนที่ 2

        ตอนที่แล้ว เราเล่าเรื่อง “ที่ไม่ควรทำ หรือ Don’t” จากประสบการณ์ในการเลี้ยงดูเจ้าปูนปั้นตัวป่วนไปแล้ว ในตอนนี้จะเป็นเรื่อง “ที่ควรทำ หรือ Do” ครับ ตอนก่อน เกริ่นมาเยอะแล้ว เอาเป็นว่า ตอนนี้เราเริ่มเลยแล้วกัน

–  อารมณ์ดีตอนท้อง – อารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ในระหว่างตั้งครรภ์มีความสำคัญ และมีผลต่ออารมณ์ของเด็กในท้องมากๆ ในตอนที่หม่าม๊าท้องเจ้าปูนปั้น เราสองคนพยายามที่จะทำอารมณ์ให้สดชื่น และเราจะมานั่งคุยกับเจ้าตัวเล็กในพุงหม่าม๊าเสมอ โดยเฉพาะก่อนนอน เราจะเล่านิทานและร้องเพลงให้เขาฟัง ซึ่งปูนปั้นก็เกิดมาเป็นเด็กอารมณ์ดี และเขาได้พิสูจน์ว่าสามารถรับรู้การสื่อสารของเราตอนอยู่ในท้องได้จริงๆ  (แวะอ่าน ‘แม้เจ้าอยู่ในท้อง พ่อก็จะร้องเพลงกล่อม’ )

–  นมแม่ – เราเชื่อว่านมแม่มีประโยชน์ในด้านโภชนาการตามที่ผู้รู้บอกไว้ แต่ในเรื่องความผูกพันเราได้รับจากประสบการณ์จริง ปูนปั้นจะมีความสุขและมีความมั่นคงทางอารมณ์เมื่อได้ดูดนมจากเต้าหม่าม๊า บางครั้งที่ง่วงๆ เหนื่อยๆ ร้องงอแง แต่พอเข้าเต้าปุ้บ ก็หยุดร้องและสงบทันที (แวะอ่าน ‘ปูนปั้น ผลิตภัณฑ์จากนมแม่ 100%’)

–  ล้มเอง ลุกเอง  – เราสอนให้ปูนปั้นลุกเองทุกครั้งที่ล้ม สอนตั้งแต่เค้าเพิ่งหัดเดินได้เลย เพราะเราเชื่อว่าจะทำให้เขาเคารพตัวเอง ส่วนที่ตามมาคือ เขาจะเป็นเด็กอดทน ไม่ใช่ล้มนิดล้มหน่อยก็ร้องให้คนมาช่วย และเราจะพูดกับเขาเสมอว่า You are my strong boy บางครั้งที่ปูนปั้นล้มนอกบ้าน เช่นในห้าง แล้วมาคนจะเข้าไปช่วย แต่เจ้าตัวป่วนก็ลุกพรวดเอง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรียกรอยยิ้มและคำชมให้ปะป๊า หม่าม๊า ได้อมยิ้ม (แวะอ่าน ‘สอนปูนปั้นเป็น Strong Boy’ )

 

–  ทำโทษ อธิบาย เข้าใจ – ขั้นตอนแรกในการจัดการเมื่อลูกทำผิดคือ การพูดอธิบาย แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่ตี แต่ต้องรู้ว่าการตี ทำไปเพื่อสอน ทำด้วยความรักไม่ใช่อารมณ์โกรธ ดังนั้นก็ไม่ใช่ต้องให้เจ็บถึงหลาบจำ แต่ต้องให้รู้เข้าใจ ก่อนตีเราจะบอกทุกครั้งว่า ทำไมจะต้องตี ตีเสร็จเราจะบอกทุกครั้งว่า ตีเพื่อสอนเพราะเรารักเค้าแล้วก็ไม่ลืมกอดกอด และเราเองถ้าเป็นฝ่ายทำผิด เราก็จะบอกขอโทษลูกเช่นกัน (แวะอ่าน ‘พ่อตีหนู หนูไม่เจ็บเท่า พ่อเจ็บหรอก’ )

–  ทำกิจกรรมร่วมกัน – เขาจะมีความสุขและอบอุ่นจากการใช้เวลาร่วมกัน เขาจะเรียนรู้จากกิจกรรมที่หลากหลาย ดังนั้นจะเห็นเราพาลูกออกตะลอนเที่ยวเสมอและที่เที่ยวก็ควรจะหลากหลายเปลี่ยนไป เพื่อให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่เราทำกับปูนปั้น เช่น เรียนดำน้ำ อ่านหนังสือด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกัน ขี่จักรยาน เล่นทราย เป็นต้น (แวะอ่าน ‘สุดขอบฟ้ากว้าง พ่อจะเดินเคียงข้างเจ้า’  และ ‘Moscow เดินทางไกลไปด้วยกัน’ และ ‘หม่าม๊าบอกว่า เจ้าคือโลมาตัวน้อย’  )

–  หม่ำข้าวด้วยกัน  – มีหลายครอบครัวเขียนมาถามว่าทำยังไงให้ปูนปั้นหม่ำเก่งและตักหม่ำเอง ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้ที่ nursery ที่สอนให้ปูนปั้นกิน แต่ที่บ้าน เราจะนั่งกินอาหารพร้อมกันสามคน พ่อ แม่ ลูก ทำให้เขาพยายามทำตามเรา เพราะเด็กๆ ชอบเลียนแบบพ่อแม่อยู่แล้ว เขาไม่รู้สึกว่าทำไมต้องหม่ำอยู่คนเดียวและความอบอุ่นบนโต๊ะก็คงทำให้เขาสนุกกับการกินไปด้วย

–  อยู่กับธรรมชาติ  – เราเชื่อว่าการให้เด็กโตมากับธรรมชาติจะทำให้เขามีจิตใจที่อ่อนโยนแบ่งปัน ดังนั้น สัตว์เลี้ยง ต้นไม้ น้ำ ดิน หิน ทราย เป็นสิ่งที่เราจะปล่อยเขาเล่น เลอะเทอะก็ค่อยมาอาบน้ำล้างตัวกันไป ดังนั้นถ้าใครเคยแวะเพจปูนปั้น จะเห็นเจ้าปูนปั้นขี่หลังและกอดกับ พี่โม่ พี่บรู้ก (หมาที่ตัวโตกว่ากว่าปูนปั้น) เป็นเรื่องธรรมดา ปีนเข้าไปในกรงหมาก็เคย เอาน้ำมาฉีด เปิดก็อกน้ำตัวฉ่ำไปหมด เป็นภาพธรรมดา เราเคยอ่านเจอคนที่เลี้ยงลูกแบบไม่ให้ใช้เท้าเปล่าเหยียบดิน เพราะกลัวเชื้อโรค เรามองว่านั่นแหละการทำให้เขาโตมาอ่อนแอ

 

–  หลายภาษา  – พ่อแม่หลายๆ ท่านอาจจะเคยสงสัยว่าการพูดหลายภาษาจะทำให้เขาพูดช้ามั้ย แล้วเขาจะเข้าใจจริงหรอ ที่บ้านเราตกลงกันไว้ตั้งแต่ปูนปั้นยังอยู่ในท้องว่า หม่าม๊าจะพูดไทย ปะป๊าพูดภาษาอังกฤษ และคุณยายพูดกวางตุ้ง พอปูนปั้นหัดพูดเขาก็จะพูดกวาตุ้งเวลาอยู่กับคุณยาย และถ้าคุยกะปะป๊าเขาก็จะเปลี่ยนมาใช้ศัพท์อังกฤษเอง ส่วนภาษาไทยคนพูดด้วยเยอะอยู่แล้วพอพูดได้หม่าม๊าก็เลยมาช่วยพูดอังกฤษด้วย เคล็ดลับคงอยู่ที่ระเบียบวินัย โดยปะป๊าและคุณยายต้องไม่พูดไทยกับเขา ไม่เช่นนั้นเขาก็จะพูดแต่ภาษาไทย (แวะอ่าน ‘ปูนปั้น ตี๋น้อยอินเตอร์’ )

–  ทำความเข้าใจกับคนรอบข้าง  – สังคม สิ่งแวดล้อม ที่เปลี่ยนไปทำให้ช่องว่างในวิธีการเลี้ยงลูกจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งเปลี่ยนไปเยอะ การพยายามทำความเข้าใจอธิบายก็จะทำให้การอยู่ร่วมกันมีความสุข ดีกว่าที่จะปล่อยให้ย่ายายหงุดหงิดและพ่อแม่อึดอัด ความเชื่อเก่าๆ เช่น ป้อนกล้วยแต่ตัวจิ๋วอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน หรือ ย่ายายก็จะไม่ค่อยพอใจที่เห็นคนรุ่นนี้ปล่อยให้ลูกร้องไห้บนคาร์ซีทไม่อุ้มออกมาปลอบ แต่เจตนาเราคือต้องการฝึกให้คุ้นเคยกับการนั่งคาร์ซีท เป็นต้น (แวะอ่าน ‘ปูนปั้นกับที่นั่งพิเศษบนรถ’  )

–  ฝึกระเบียบวินัย ใครคิดว่าเด็กๆ เก็บของไม่เป็น ใครคิดว่าเด็กไม่รู้ว่าตื่นมาในแต่ละวันเขาจะต้องทำอะไร ใครคิดว่าเด็กไม่รู้ว่าขนมจะได้หม่ำก็ต่อเมื่อหม่ำข้าวหมดแล้ว เพราะความที่เราคิดว่าเด็กๆยังเล็กไปสอนไม่ได้ เราจึงปล่อยให้เขาทำตามใจ แต่คุณย่าเจ้าปูนปั้นบอกกับผมมาตลอดตั้งแต่ยังไม่แต่งงานว่า “เด็กๆเขาคุยรู้เรื่อง เราน่ะแหละเข้าใจเขาหรือเปล่า” ครั้งแรกที่เจ้าปูนปั้นเก็บของเข้าชั้นเองตามที่ปะป๊าบอก เขาเพิ่งเตาะแตะไม่กี่ก้าวเอง แต่ปัจจุบัน ก่อนนอนปูนปั้นจะเก็บของเล่นทุกชิ้น หนังสือทุกเล่มเข้าชั้นโดยไม่ต้องบอก เพราะเขาเรียนรู้ว่าส่วนหนึ่งของการเล่น คือ การเก็บของเล่นเข้าที่ (แวะอ่าน ‘ระเบียบวินัยคือสิ่งที่พ่ออยากให้เจ้ามี’  )

 

        ตอนนี้ยาวนิดนึงแต่หวังว่าจะมีประโยชน์ในการไปปรับใช้กันนะครับ เพราะแต่ละครอบครัวมีปัจจัยที่ต่างกัน เด็กแต่ละคนก็มีตความพิเศษที่ไม่เหมือนกันครับ มีประสบการณ์อะไรมาเขียนแบ่งปันกันได้นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-42] สูตรไม่ลับ กับการเลี้ยงปูนปั้นตัวป่วน ตอนที่ 1

เล่าเรื่องราวเจ้าปูนปั้นตัวป่วนมา 40 กว่าตอนแล้ว ตามธรรมเนียมก็ควรจะต้องมีอัลบั้มรวม ออกมาสักหน่อย ก็เลยถือโอกาสปีใหม่รวบรวม Do และ Don’t ในการเลี้ยงลูกของเรา หลายเรื่องก็เป็นเรื่องราวที่เรา หาอ่านกันเจอได้ทั่วๆไป แต่ที่จะมาเล่าสรุปให้ฟัง เป็นเรื่องราวที่ผ่านการประยุกต์และนำไปใช้จริงในการเลี้ยงดูเจ้าตัวป่วน ถ้าข้อไหนมีประโยชน์ลองเอาไปลองใช้กันดูครับ หรือถ้ามีข้อสงสัยอะไร ทิ้ง comment ไว้ที่นี่ แล้วเราจะแวะมาตอบ หรือ แวะไปที่เพจ ก็ตามสะดวกครับ

วันนี้มาเริ่มที่ Don’t กันก่อน แล้วกันนะฮะ 

–  อย่า เลี้ยงลูกด้วยโลกเสมือน – ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบันที่ปูนปั้นอายุ 2 ขวบนิดๆ แล้ว เราแทบจะไม่เคยปล่อยทิ้งเขาไว้หน้าจอคนเดียวเลย ไม่ว่าจะเป็น จอทีวี จอมือถือ จอแท็บเล็ต หรือจออะไรก็ตาม ในที่นี้ ผมไม่ได้บอกว่า ห้ามดู 100% นะครับ เราเองก็มีเปิดบ้าง แต่จะนั่งดูไปด้วยกัน เช่น เปิดเพลงแล้วร้องไปด้วยกัน เปิดการ์ตูนแล้วนั่งดูไปด้วยกัน เพราะถ้าทิ้งเขานั่งดูคนเดียว มันจะสื่อสารทางเดียว ไม่มีการอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เขาตั้งคำถามขึ้นมา ‘แล้วเขาจะค่อยๆ ตัดตัวเองออกจากการสื่อสารกับคนอื่น เป็นที่มาอาการ ไม่พูด หรือก้าวร้าวเพราะเห็นอะไรในจอแต่ไม่มีใครอธิบาย’ และ ก็มีบางครั้งที่เราใช้ จอ เป็นไม้ตายจริงๆ เวลาอยู่ในที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหารแล้วเจ้าปูนปั้นเกิด งอแง ขึ้นมา เพื่อจะไม่ไปรบกวนคนอื่น ทั้งนี้เรายืนยันว่าใช้น้อยมากๆ (ถ้าเฉลี่ยออกมาเป็นต่อวัน ผมว่าน่าจะแค่วันละ 5 นาทีเอง แวะอ่าน ‘จะไม่ทิ้งเจ้าไว้ในโลกเสมือน’ )

–  อย่า โอ๋ทุกอย่าง – ลูกร้องไม่มีเหตุผล ลูกอาละวาด ลูกลงไปดิ้น และอื่นๆ เรามักจะเห็นภาพการรีบวิ่งเข้าชาร์จ แล้วเข้าไปโอ๋ ลูกอยากได้อะไรก็ให้ แต่นั่นเป็นการสอนเขาทางอ้อมว่า ‘คราวหน้าหนูอยากได้อะไร ดิ้นแบบนี้นะลูก’ สำหรับครอบครัวเรา ระดับแรก ผมจะเข้าไปพูด ถามปูนปั้นว่า “ร้องงอแงทำไม อยากทำอะไร หรือต้องการอะไร” ถ้าพอรู้เรื่อง เราก็จะบอก ให้ปูนปั้นพูดดีๆ อยากทำอะไร คราวหน้าให้บอก ไม่ต้องร้องงอแง แล้วจะต้องปลอบให้เขาหยุด แล้วจะถาม ปูนปั้น ทุกครั้งว่า “เข้าใจตามที่คุยกันมั้ย” ถ้าเข้าใจ ก็ค่อยให้สิ่งที่ต้องการ และต้องไม่ลืมให้เขา ‘ขอบคุณครับ’ แต่ถ้างอแงระดับเยอะหน่อย เราจะปล่อยเขาคนเดียว จนสงบสติอารมณ์ได้ก่อน แล้วค่อยเริ่มขั้นตอนการพูดคุย

–  อย่า โทษสิ่งของ โทษสิ่งแวดล้อม – คงเคยเห็นภาพที่เด็กๆ วิ่งไปชนโต๊ะล้มแล้วร้องงอแง คุณพ่อคุณแม่ก็จะบอกว่า “หยุดร้องนะ เดี๋ยวตีโต๊ะให้ นี่แหนะทำหนูเจ็บหรอ” นั่นเป็นสิ่งที่ครอบครัวเราไม่ทำ เพราะเรา ‘ไม่อยากให้เขาโตมาแบบ โทษสิ่งแวดล้อม’ แต่เราจะสอนเขาเสมอว่าหนูเดินไปชนเองใช่มั้ย หนูเล่นเองใช่มั้ย หนูร้องไห้โกรธใครไม่ได้นะ หายเจ็บก็หยุดร้องแต่หนูโกรธใครไม่ได้ ตัวอย่างจริงเลยก็เจ้าปูนปั้นเปิดปิดตู้เล่น เราก็สอนเขาว่า เล่นแบบนี้เดี๋ยวปิดพลาดดดนนิ้วจะเจ็บนะ แต่เขาก็จะเล่น แล้วก็โดนนิ้วจริงๆ ร้องโฮเลย สิ่งที่เราทำคือ เราเข้าไปบอกเขาว่า หายเจ็บก็หยุดร้องนะ แต่หนูโกรธใครม่ได้นะ หนูเล่นเองใช่มั้ย แล้วปะป๊าก็บอกหนูแล้วใช่มั้ย แต่หนูจะเล่น ก็ต้องร้องเองหยุดเองนะ (แวะอ่าน ‘สอนปูนปั้นเป็น Strong Boy’)

–  อย่า ใช้คำว่า ‘ไม่ หรือ อย่า’ จนพร่ำเพรื่อ – พยายามอธิบายถึงสาเหตุที่ห้าม แทนที่จะห้ามว่า ‘ไม่หรืออย่า’ เช่นเจ้าปูนปั้นกระโดดลงบันได เราจะไม่พูดว่าอย่า แต่จะบอกว่า “เวลาเดินลงบันไดต้องระวัง ต้องจับราวบันได และมองที่ขั้นบันได ถ้ากระโดดอาจจะตกลงไป แล้วจะเจ็บร้องไห้แงๆ แล้วถ้าหนูร้องไห้แงแง แบบนั้นจะโดนปะป๊าดุด้วยนะ เพราะปะป๊าสอนหนูแล้ว” มันดูยาวเยิ่นเย้อ เวิ่นเว้อ แต่เราทำแบบนี้จริงๆฮะ เพราะ ‘เขาจะเรียนรู้การใช้เหตุผลมากกว่าการใช้คำสั่ง’ และคุณจะขำ เพราะในครั้งต่อๆไป พอเขากระโดดแล้วเราเริ่มอธิบาย เขาจะพูดเสริมจนจบ เพราะเขาจำได้ว่าเราเคยอธิบาย สอนเขาไว้ว่าอยางไร (แวะอ่าน ‘พ่อตีหนู หนูไม่เจ็บเท่า พ่อเจ็บหรอก’ )

–  อย่า ตวาด ตะคอก – การตวาด ตะคอก ‘เป็นเพียงการทำให้กลัว แต่ไม่ได้ทำให้เด็กเรียนรู้อะไรเลย นอกจากการใช้อารมณ์รุนแรง’ ถ้าอารมณ์เริ่มขึ้น เราจะเปลี่ยนตัวสำรองลงไปทันที เช่น หม่ามี๊กำลังเจอกับการงอแงของเจ้าปูนปั้นจนเริ่มจะหงุดหงิด หม่ามี๊จะส่งสัญญาณให้เปลี่ยนผู้เล่นตัวสำรองที่ดีที่สุดลงไปเล่นแทน คือปะป๊านั่นเอง แล้วปะป๊าก็จะเข้าไปพุดคุยกับเจ้าปูนปั้นในอารมณ์ที่สดชื่นและเย็น ส่วนใหญ่ก็จะให้ผลดีกว่าที่จะปล่อยให้ผู้เล่นคนแรกแถจนอารมณ์เสีย หรือถ้าคนใดคนหนึ่งเสียงดังขึ้นมา ผู้เล่นอีกคนก็จะเตือนทันที ว่าเสียงดังขึ้นแล้วนะ การทำอย่างนี้ ‘ในระยะยาวจะดีตรงที่ เราไม่ต้องตะคอก แค่ปะป๊าทำหน้าจริงจังขึ้นนิดนึง เจ้าปูนปั้น ก็จะหน้าจ๋อยเหลือนิ้วครึ่งแล้ว’ เพราะรู้ว่าโดนดุ

–  อย่า เปรียบเทียบ – โดยธรรมชาติ เราก็เห็นลูกคนนั้นทำโน่นได้ ลูกคนนี้ทำนี่ได้ ก็อยากให้ลูกเราทำได้บ้าง แต่ในความจริงมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เด็กคนนึงจะเรียนรู้อะไร 10 อย่าง 20 อย่างได้เร็ว ปรื้ดไปหมด คนนึงทำเรื่องหนึ่งได้เร็ว ก็อาจะไปช้ากว่าอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นถ้าเราดูเด็ก 10 คนที่เก่งคนละอย่าง แล้วหวังให้ลูกทำได้ดี 10 อย่าง ผมว่าจะเครียดไปเปล่าๆ อย่างกรณีเจ้าปูนปั้น เป็นเด็กที่เริ่มเดินได้เร็ว แต่กว่าจะพูดค่อนข้างช้า กว่าจะเรียกชื่อตัวเองได้ เจ้าปูนปั้นก็ปาเข้าไปขวบเก้าเดือนแล้ว แต่ปรากฏว่าตอนนี้ 2 ขวบ นิดๆ กลายเป็นไอดอลของคุณพ่อ คุณแม่หลายท่านว่าทำยังไงให้พูดได้เยอะๆแบบปูนปั้น ดังนั้นอย่าเปรียบเทียบ จะทำให้กังวลเครียดไปจนเกินกว่าเหตุ (แวะอ่าน ปูนปั้น พูดทั้งวัน )

        ตอนหน้ามาอ่านกันว่าแล้วอะไรที่เราควรจะ Do กันนะฮะ มีประสบการณ์อะไรมาเขียนแบ่งปันกันได้นะ ครับ สวัสดีปีใหม่จากครอบครัวปูนปั้นครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

9 เดือนแล้ว สมองเริ่มแยกแยะออก

เจ้าตัวน้อยวัย 9 เดือนกว่าจะอนุมานจากประสบการณ์ที่ผ่านมาและบอกได้ว่าสิ่งรอบตัว (ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เสียง สัตว์หรือผู้คน) เข้าพวกกันหรือไม่ เพราะสมองจัดหมวดหมู่ได้แล้วค่ะ 

สมองช่วยให้มนุษย์เรามีความสามารถในการจัดหมวดหมู่ ถึงตอนนี้สมองของลูกน้อยจะนำสิ่งใหม่ๆ ที่เขาได้พบเจอในชีวิตประจำวันไปเทียบกับสิ่งที่เขาเคยเจอมาก่อน ซึ่งช่วยให้ลูกน้อยเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นถึงเขาจะยังพูดไม่ได้แต่จะแสดงท่าชี้ หรือส่งเสียงให้เรารู้ได้ว่า เขารู้โดยอัตโนมัติว่าสิ่งที่เขาพบเจอนั้นเข้าพวกกันหรือไม่ เช่น คุณจะได้เห็นว่า ถ้าเขาเคยเจอแมวและได้เรียนรู้แล้วว่ามันร้องเมี้ยวๆ เวลาที่เจอแมวตัวใหม่ เขาไม่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้อีกแต่จะชี้หรือส่งเสียงเมี้ยวให้รู้ว่าเขารู้จักแมวแล้ว

พิสูจน์มาแล้ว

นักวิจัยให้ทารกวัย 3 เดือนดูรูปแมวโดยแอบสอดรูปหมาปนไปในกองรูปแมวด้วย และทารกก็ใช้เวลาจ้องรูปหมาอยู่นานกว่า ซึ่งชี้ว่าทารกกลุ่มนี้รู้ว่าหมาไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันกับแมว แต่วัตถุและสัตว์บางประเภทก็คล้ายกันมากจนทารกแยกแยะหมวดหมู่ได้ยาก เช่น ในการวิจัยที่ให้ทารกวัย 7 เดือนดูรูปเครื่องบินและรูปนก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณะใด ทารกกลุ่มนี้ก็ไม่ได้แสดงความประหลาดใจหรือยุ่งยากใจที่เห็นรูปนกปนอยู่กับรูปเครื่องบิน

นักวิจัยจึงเปลี่ยนเป็นทารกวัย 9-11 เดือนที่ดูรูปเครื่องบินและนำ ปรากฏว่าทารกกลุ่มนี้ ใช้เวลาจ้องรูปเครื่องบินที่นักวิจัยแอบสอดปนไปในกองรูปนกอยู่นานกว่า แสดงว่าทารกกลุ่มนี้โตพอที่จะแยกออกแล้วว่าเครื่องบินและนกไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน

ชวนกันจัดหมวดหมู่แบบสนุกๆ

ชวนลูกเล่นเกมง่ายๆ ที่จะช่วยให้เขาได้เรียนรู้เรื่องการจัดหมวดหมู่ อย่างนำตะเกียบและช้อนมากองรวมกัน จากนั้นก็จัดการแยกเป็นคนละกอง แล้วดูสิว่าเขาจะอยากเล่นด้วยหรือเปล่า

หรือเวลานั่งดูรถที่แล่นผ่านไปผ่านมาด้วยกัน ก็ให้พูดถึงรถแต่ละคันตามหมวดหมู่ของมัน อย่าง “นั่นรถบรรทุกสีแดง แล้วนี่ก็รถมอเตอร์ไซค์นะจ๊ะลูก” ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านการพูดคุยสนุกๆ และยังช่วยให้เขารู้จักคำศัพท์ใหม่ๆมากขึ้นด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

“อิง ภาสกรนที” เฉียดตายเพียงเพราะอยากมี “ลูก”

“อิงอยากมีลูกสัก 5 คน”

อิงเกิดในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องมากถึง 7 คน รู้สึกอบอุ่นมาก พอเราแต่งงานก็เลยอยากมีลูกเยอะๆ บ้าง ช่วงอายุ 28 ย่าง 29 ก็วางแผนแล้วว่าอยากมีลูกสัก 5 คนก่อนอายุ 35 แต่พอแต่งงานไปหนึ่งปี ไม่มีลูกสักทีเลยตัดสินใจไปปรึกษาคุณหมอ เพราะอาจเข้าข่ายมีลูกยากแล้ว คุณหมอก็แนะนำขั้นตอนวิธีทำทั่วๆไป แต่อิงไม่อยากรอนานขนาดนั้น ก็ขอคุณหมอขึ้นทางลัด คุณหมอเลยแนะนำให้ทำ บลาสโตซิสท์ (วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากขั้นสูง) ซึ่งมีโอกาสติด 50-60%

“อิงเจอผลข้างเคียง แทบเอาชีวิตไม่รอด”

ตอนที่ตัดสินใจทำ บลาสโตซิสท์ อิงเจอผลข้างเคียงเยอะมาก คือในขั้นตอนการทำ คุณหมอต้องกระตุ้นฮอร์โมนแม่ แต่พอมันอยู่ในร่างกายเราเยอะ ก็ผลิตน้ำที่เป็นส่วนเกินออกมา จนท้องบวมขึ้น หายใจแทบไม่ออก คุณหมอต้องเจาะทางเดินท่อจากสะดือเดรนให้น้ำออกมา ตอนนั้นกินอะไรแทบไม่ได้ แม้กระทั่งน้ำ มันแน่นและอืดมาก ไม่น่าเชื่อว่าน้ำที่ถูกถ่ายออกมาจากท้องเรามีตั้ง 6 ลิตร  คุณหมอเองก็ต้องคาสายไว้ตลอดเวลาคือเย็บติดกับสะดือของเราไว้เลย แล้วเป็นช่วงที่ควบคุมฮอร์โมน เครียดไม่ได้ หัวเราะมากก็ไม่ดีอีก มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณตันทำให้เราหัวเราะมากเสียจนสายที่คาสะดือหลุดต้องเข้าห้องผ่าตัด เย็บแผลกันสดๆ ทรมานมาก ตอนที่ทำน้องเก็ต คิดเลยว่าเรากำลังเอาชีวิตมาทิ้งอยู่รึเปล่า ไหนจะเจ็บปางตาย ไหนจะเวียนหัว และอาเจียนตลอดเวลา สภาพแย่มาก แต่โชคดีที่ความทรมานของเราไม่เสียเปล่า ทำน้องเก็ตครั้งแรกก็ติด แล้วก็แข็งแรง ทำงานได้เป็นปกติ จะมีก็เรื่องแพ้ท้องที่เป็นอยู่ตราบจนอาทิตย์สุดท้ายก่อนคลอด

“อิงเข็ดแล้ว ไม่เอาแล้ว” จริงหรือ?!

ตอนที่เราแย่ บอกคุณตันเลยว่า จะติดหรือไม่ติด ก็ไม่เอาแล้ว ยังไงก็ไม่เอา แต่เชื่อไหม พอได้อุ้มเขาแล้ว เริ่มอยากมีอีกคนทันที ลืมความเจ็บปวดที่เคยเจอไปเลย ฉะนั้นพอมดลูกเริ่มเข้าที่ก็ไปหาคุณหมอ เริ่มทำใหม่ด้วยวิธีการเดิม  ซึ่งผลข้างเคียงก็มาทุกรอบนะ พอทำครั้งที่ 2 ก็ติด แต่ด้วยความที่ชะล่าใจ พอท้องประมาณ 3 เดือนก็เดินตรวจสาขาจนแท้ง เราก็ไปขูดมดลูก ทิ้งระยะไว้จนร่างกายพร้อมก็ทำใหม่อีก ซึ่งก็ติด แต่คราวนี้คุณหมอสั่งห้ามกระทบกระเทือนเด็ดขาด เราก็อยู่บ้านนิ่งๆ จนเกือบ 4 เดือน ท้องเราเริ่มแข็งแรงแล้ว ก็ขอคุณหมอไปทำงานอาทิตย์ละวัน  แต่พอวันแรกที่ไปทำงาน นั่งอยู่ประมาณชั่วโมง เริ่มไม่ไหวแล้ว นั่งไม่ได้ เวียนหัว อิงก็คิดแล้วเอาไงดี ด้วยความที่ขี้เกรงใจ เลยนั่งแท๊กซี่กลับบ้าน ยังไม่ทันพ้นหน้าตึกมีอยู่หนึ่งหลุม พอแท๊กซี่ผ่านก็กระแทกลงไป เราเจ็บท้องเลยนะ  พอถึงบ้านสลบไปเลย คือมันมีเลือดออกอยู่ข้างใน ลูกที่เกาะอยู่ผนังมดลูกหลุดออกมา พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา โทรหาคุณตันให้พาไปหาหมอ ซึ่งก่อนหน้านี้ไปหามาแล้วยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง คุณหมอก็ตกใจ เมื่อวานอัลตร้าซาวด์มาเด็กแข็งแรง แต่วันนี้ภาพออกมาข้างในมีแต่เลือด อีกทั้งเด็กหัวใจหยุดเต้นแล้ว เราก็ช็อค ร้องไห้ไปใหญ่โต

“กว่าอิงจะสำเร็จ ก็ครั้งที่ 12 ทำเอาหนักหนาสาหัสเกือบตาย”

พอเสียไปแล้ว ก็ฮึดทำอีกแต่ไม่ติด จนถึงครั้งที่ 12  มีการตั้ง KPI ร่วมกันระหว่างอิง คุณหมอทองทิศ ทองใหญ่ และคุณตัน คุณหมอกระตุ้นฮอร์โมนจนติดในครั้งที่ 12 ได้แฝดสาม แต่คุณหมอกังวล ไม่อยากให้เก็บไว้ถึงสามคน แต่อิงมุ่งมั่นมาก ยังไงก็ไม่ยอมเอาออก จนวันหนึ่ง คุณหมออัลตร้าซาวน์พบว่าคนหนึ่งเริ่มฝ่อ และหายใจแผ่วลงแล้ว จึงต้องเสียไปหนึ่งคนโดยปริยาย อิงเลยต้องอยู่ในภาวะท้องและแท้งในเวลาเดียวกัน จะขูดออกก็ไม่ได้ แถมคุณหมอต้องให้ยาบำรุงเพื่อให้อีกสองคนเจริญเติบโตต่อไป โดยยานี้ก็ไปบำรุงอีกคนด้วย คนที่ฝ่อก็พยายามขับเลือดออกมา และมีการส่งสัญญาณไปบอกอีกสองคนว่าเกิดสิ่งผิดปกติเลยพยายามบีบตัวเองออกด้วย คุณหมอจึงจำเป็นต้องฉีดยาให้อิงเยอะมาก เพื่อประคองให้อีกสองคนอยู่จนครบอายุครรภ์อย่างน้อย 7 เดือน มันเลยเหมือนสู้กันอยู่ในนั้น  ระหว่างนั้นอิงอยู่ได้ด้วยยาจริงๆ ฉีดยารวมแล้ว 1,000 กว่าเข็ม ยาแต่ละตัวที่ใช้ก็มีผลข้างเคียงเยอะ ทั้งแพ้ท้อง ทั้งเมายาในเวลาเดียวกัน ถ้าไม่เอายาเข้าช่วย เด็กพร้อมจะออกตลอดเวลา ตอนนั้นแทบไม่เป็นผู้เป็นคน สภาพแย่จริงๆ

018 rt“แม่ หรือ ลูก ใครจะอยู่ ใครจะไปก่อนกัน”

ประคับประคองกันมาเรื่อยๆ จนย่างเข้าเดือนที่ 6 กับอีก 3 อาทิตย์ อิงเริ่มปวดท้อง ชักไม่ไหวแล้ว คุณหมอก็ไม่อยู่ คุณตันก็ไม่อยู่ ตอนนั้นอิงอาละวาดโรงพยาบาลแทบแตก คุณหมอตรวจพบว่าปากมดลูกเปิดแล้วต้องคลอดเลย  คุณหมอก็เรียกทีมหมอเด็กแรกคลอดมา ต้องมีทีมดูแลแยกแต่ละคนโดยเฉพาะ สีหน้าคุณหมอตอนนั้นดูเครียด วิตกกังวลมาก ซึ่งคุณตันมาบอกอิงทีหลังว่า ยังไงขอเลือกแม่ก่อน ส่วนลูกค่อยว่ากัน เพราะถ้าไม่คลอดตอนนั้น แม่มีสิทธิ์ตายก่อนแน่ๆ อิงเองก็คิดว่าตัวเองต้องตายก่อนเลยนะ  สภาพร่างกายมันถึงที่สุดของมันแล้ว ถ้าคุณหมอไม่เอาออก มันก็คงออกของมันเอง ไม่อิงก็ลูก พอคลอดเสร็จไม่มีใครพูดความจริงกับเราเรื่องลูกเลย

“อิงว่าสู้แล้ว ใกล้ใกล้สู้ยิ่งกว่า”

ไม่กี่วันหลังจากนั้น  คุณตันก็เล่าให้ฟังว่า ลูกอีกคนอยู่ได้แค่วันสองวัน เพราะอาการหนักมากระหว่างเดินทางไปศิริราช ก็ต้องปั๊มหัวใจกันหลายรอบ แต่สุดท้ายก็ไม่ไหวเพราะตัวเขียวคล้ำหมดแล้ว เลยตั้งชื่อคนนี้ว่า ไกลไกล  ส่วนใกล้ใกล้ โอกาสรอดมีไม่ถึง 50%  เชื่อไหมว่าครั้งแรกที่อิงเห็นใกล้ใกล้ อิงแทบช็อค เท้าเขาเล็กมาก นิ้วมือยังกับหัวไม้ขีดไฟ รูปร่างเท่ากับเนื้อหมูหนึ่งกิโลเท่านั้นเอง แถมมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด ปากก็มีหลอดคาอยู่จะร้องไห้ก็ไม่มีเสียง ซึ่งช่วง 2-3 วันแรกโอกาสรอดมีอยู่น้อยเหลือเกิน  ใกล้ใกล้อยู่ในตู้อบ 3 เดือนจนครบกำหนด จากนั้นก็ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน โดยหมอขอเปลี่ยนบ้านให้เป็นโรงพยาบาลย่อยๆ อยู่ครึ่งปี ซึ่งระหว่างนี้สิ่งที่อิงทำให้เขาได้ คือการให้นมแม่ อิงทุ่มเทมาก ตั้งนาฬิกาเพื่อปั๊มนมกันเลย

“ทุกวันนี้ให้อิงมีลูกอีก ขอบายดีกว่า”

อิงเชื่อว่าในกรณีที่มีลูกยากขนาดนี้ อิงเป็นนัมเบอร์วัน  ทุกขั้นตอนกว่าจะมีลูกได้สักคนเหมือนฟ้าแกล้ง อุปสรรคมันเยอะแยะไปหมด  แต่โชคดีที่อิงมีความมุ่งมั่นสูงส่งมาก ไม่ท้อเลย สู้ทุกอย่าง เพราะคิดว่าเราต้องเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เรารอคอยวันนั้นคิดว่าต้องไปให้ถึงให้ได้ ซึ่งหลังจากผ่านบททดสอบอันหนักหน่วงมา อิงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่มีอะไรในโลกนี้ทำให้อิงโกรธได้อีกแล้ว  แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีเสมอ แม้จะท้องยากแสนยาก แต่พอคลอดมาใกล้ใกล้กลับเป็นเด็กเลี้ยงง่าย และอารมณ์ดีสุดๆ ทำให้เรารู้สึกว่า การเจ็บปางตายนั้นไม่ทำให้เราเสียเปล่าเลย แถมยังทำให้เราลืมความเจ็บปวด และความยากลำบากทุกอย่างที่เคยผ่านมาด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: สำนักพิมพ์อมรินทร์ HOW-TO

อารมณ์ของเด็กทารก

ชวนพ่อแม่ ถอดรหัสสีหน้า-ท่าทางเบบี๋

เพราะลูกทารกยังพูด ยังบอกไม่ได้ ดังนั้นถ้าพ่อกับแม่ได้รู้ทัน อารมณ์ของเด็กทารก ว่าหน้าตา ท่าทางแบบไหนแปลว่าลูกกำลังมีสุขหรือมีปัญหาอะไร จะทำให้คุณช่วยเหลือลูกน้อยได้ถูกจุดมากขึ้น

ถอดรหัส อารมณ์เบบี๋

•  แรกเกิด – 6 เดือน

ส่วนใหญ่ลูกน้อยจะใช้การร้องไห้เป็นการส่งสัญญาณบอกความต้องการต่างๆ กว่าสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ของทารกจะเริ่มทำงานก็เมื่อเขาอายุ 6-8 เดือน นั่นแปลว่าถึงจะมีสีหน้าที่ดูมีความสุข แต่ลูกวัยต่ำกว่า 6 เดือนก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุขจริงๆ การตอบสนองต่อเสียงร้องของทารกให้เร็วเท่าที่จะทำได้ จึงเป็นวิธีรักษาสมดุลของอารมณ์ทารกได้ดีที่สุด

อารมณ์ทารก
ถอดรหัสอารมณ์ของทารก

•  6 เดือนขึ้นไป

ลูกน้อยจะรู้จักโต้ตอบมากกว่าตอนแรกเกิด และแสดงท่าทีให้คุณรู้เมื่อมีสิ่งที่ทำให้พอใจหรือไม่พอใจเช่นยิ้มกว้างเมื่อคุณเดินเข้ามาในห้องหรือร้องไห้เมื่อมีคนแย่งของเล่นชิ้นโปรดไป  ถึงสมองส่วนอารมณ์จะทำงานแล้ว แต่อารมณ์ของลูกวัยนี้ก็ยังแปรปรวนมาก นั่นเพราะเปลือกสมองซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ต่อเมื่อเปลือกสมองพัฒนาไปตามวัย เขาจึงจะค่อยๆ ควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ได้ดีขึ้น  วัยนี้ยังร้องไห้บ่อยกว่าหัวเราะ เพราะเสียงร้องไห้และสีหน้าที่แสดงถึงความทุกข์ ยังเป็นวิธีส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือที่ดีที่สุด ให้คุณรีบจัดการกับปัญหา

อ่านต่อ “วิธีอ่านสีหน้า ท่าทาง ลูกทารก” หน้า 2

ยื่นมือช่วยลูกวัย 9 เดือนได้ แต่ต้องให้ “พอดี”

นอกจากจะบอกได้ว่าสิ่งรอบตัวเข้าพวกกันหรือไม่แล้ว ทารกวัยนี้ยังมีพัฒนาการที่น่าทึ่งทุกด้านด้วย และถ้าเขาได้รับความช่วยเหลือในระดับที่เหมาะสม ก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อพัฒนาการดังกล่าว

สังเกตให้ดี ลูกน้อยพยายามทำอะไร และช่วยเอื้อให้เขาทำต่อเองได้

ตอนนี้ลูกน้อยอายุได้ 9 เดือนกว่าแล้ว ลองนึกภาพตามนี้นะ…เจ้าตัวน้อยพยายามจะคลานข้ามธรณีประตูที่เชื่อมระหว่างห้องครัวกับห้องนั่งเล่น แต่ก็ทำไม่ได้เสียทีจนเริ่มจะหงุดหงิด คุณจะทำอย่างไร คุณนั่งลงบนธรณีประตู แล้วอุ้มเขาวางในตำแหน่งที่ช่วยให้คลานข้ามไปได้ง่ายขึ้น หรืออุ้มเขาข้ามธรณีประตูไปเลย นึกทบทวนดู สองอย่างนี้ต่างกันนะ

ถ้าคุณทำอย่างแรกคือ อุ้มลูกน้อยไปวางในตำแหน่งที่เขาจะคลานข้ามธรณีประตูง่ายขึ้น คุณกำลังช่วยเสริมสร้างและพัฒนาความสามารถของเขาจากที่ลูกแสดงออกมาให้เห็น ในไม่ช้า เขาก็จะทำได้โดยไม่ต้องให้คุณช่วย คุณคงสงสัยต่อไปว่าแล้วควรช่วยมากน้อยแค่ไหน

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า หลักการช่วยที่เป็นการส่งเสริมพัฒนาการหรือความสามารถของลูกน้อย คือ เมื่อลูกพยายามจะทำอะไรซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังทำไม่ได้อย่างที่ต้องการ พ่อแม่ก็จะเข้าไปเอื้ออำนวยในระดับที่เรารู้ว่าเขาจะพยายามทำสิ่งนั้นต่อไปด้วยตัวเองได้จนสำเร็จ ไม่ใช่พ่อแม่เข้าไปช่วยจนกลายเป็นพ่อแม่ทำเสียเอง

นั่นแปลว่าคุณต้องสังเกตว่าลูกน้อยกำลังพยายามจะทำอะไรและมีความสามารถพอที่จะทำได้ด้วยตัวเองหรือไม่แล้ว รวมทั้งต้องรู้จักสังเกตท่าทีที่บ่งชี้ว่าต้องการให้ช่วยด้วย

หากคุณสังเกตและมีโอกาสได้ส่งเสริมความสามารถของลูกน้อยได้ ผลวิจัยก็ชี้ว่าการช่วยลูกในลักษณะนี้เป็นผลดีต่อพัฒนาการด้านร่างกายและพัฒนาการด้านภาษาอีกด้วย

เรื่องอื่นๆ ก็ช่วยลูกน้อยแต่พอดีได้

นักวิจัยให้แม่สอนคำใหม่ ๆ กับลูกต่างวัย โดยให้มีอุปกรณ์ช่วยเพื่อทำท่ากับอุปกรณ์และพูดคำตามท่าที่ทำให้ลูกดู เช่น ใช้ตุ๊กตากบจับตัวกบให้กระโดดและพูดว่า “กบกระโดด”

ผลลัพธ์ที่ได้คือ

  • แม่ที่มีลูกวัย 5-8 เดือนส่วนใหญ่จะสอนลูกด้วยวิธีนี้
  • แม่ที่มีลูกวัย 9 เดือน – 1 ขวบ 5 เดือนใช้วิธีนี้เกินครึ่งหนึ่งเล็กน้อย
  • แม่ที่มีลูกวัย 1 ขวบ 9 เดือน – 2 ขวบ 6 เดือนใช้วิธีนี้แค่ประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น

ที่แม่ใช้วิธีการนี้น้อยลง เมื่อลูกยิ่งโตขึ้น เพราะแม่บอกได้โดยสัญชาตญาณว่ายิ่งโตขึ้นเท่าไร ลูกก็ยิ่งเรียนรู้คำใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น จึงปรับวิธีสอนตามระดับความช่วยเหลือที่ลูกต้องการ

ส่งเสริมต่อยอด

ถ้าเห็นลูกเกาะโซฟาเพื่อเหนี่ยวตัวขึ้นมาอยู่ในท่ายืน แล้วแสดงท่าว่าอยากเดินไปที่เก้าอี้ซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่ก้าว แต่คุณดูรู้แล้วว่าเขายังไม่สามารถทำแบบนั้นได้ คุณเพียงจับมือลูกและจูงให้เขาเดินไปที่เก้าอี้ หรือจะเดินไปเหลืออีก 1-2 ก้าวจะถึงเก้าอี้ แล้วค่อยปล่อยมือลูก ให้เขาขยับก้าวเดินไปเกาะเก้าอี้เองอย่างนี้เป็นการช่วยในระดับที่เหมาะสม ไม่ช้า ลูกจะเดินไปที่เก้าอี้ได้เอง

การสังเกตและช่วยเหลือในระดับที่เหมาะสม เป็นสะพานต่อให้ลูกทำสิ่งที่ทำอยู่ด้วยตัวเองจนสำเร็จ ไม่ใช่พ่อแม่เข้าไปช่วยจนกลายเป็นตัวพ่อแม่ทำเอง ใช้ได้ไปจนกระทั่งลูกค่อย ๆ โตขึ้น จะทำให้เขาใช้กรรไกรตัดกระดาษ อ่านหนังสือ ขี่จักรยาน ไปจนถึงว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่วทีเดียว

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เมื่อลูกบอกว่า “แม่ครับ ผมขอดื่มบ้าง”

คุณอาจเจอคำถามนี้ ตั้งแต่ตอนลูกยังเล็ก แต่ช่วงนั้นพอเราบอกกับลูกว่า “อันนี้ไม่ดี ขมๆ เหม็นด้วย ”  ลูกๆ ก็จบตามคำพ่อแม่  เมื่อลูกล่วงเลยมาวัยทวีน การตอบแบบนี้ คิดว่าลูกจะจบจริงหรือ?

“ถ้าเขาจะอยากดื่มบ้าง” แม้จะยังไม่ถึงเวลา แต่ถ้าคุณตอบอย่างเดิม นอกจากห้ามลูกไม่ได้แล้ว เขายังแอบไปหาคำตอบจากเพื่อนๆ ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือทดลองดื่มเองก็ได้ เพราะถึงธรรมชาติของวัยทวีนจะชอบทำอะไรอย่างอิสระ ไม่ชอบการกะเกณฑ์ แต่วัยนี้ต้องการข้อมูลหรือความเห็น (แบบไม่เยิ่นเย้อนะ) ซึ่งคนแรกๆ ที่เขาอยากขอข้อมูลหรือความเห็นคือพ่อแม่ และเขาก็มักจะมีคำถามหรือคำพูดเปรยกับพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ไม่ด่วนสรุป ไม่ตกใจเกินเหตุว่าคำพูดของลูกคือเขาจะไปทำสิ่งเหล่านั้นแล้ว  แต่หันมาใส่ใจตอบคำถามเขา ด้วยท่าทีสบายๆ  ลูกจะรู้สึกว่า “เรื่องที่พ่อแม่น่าจะห้ามแต่กลับคุยได้แฮะ” “เฮ้ย! ปรึกษาได้” ต่อไปเขาสนใจอบายมุขอะไร เขาก็จะมาขอคุยกับคุณอีก (สุดยอดใช่มั้ยล่ะ)

ลูก : เหล้า เบียร์ เนี่ย ตอนเด็กดื่มไม่ได้ แต่โตแล้วดื่มได้ใช่ไหมพ่อ/แม่?

พ่อหรือแม่ : นั่นสิเนอะ พ่อ/แม่เคยบอกบ่อยๆ ว่าไม่ใช่ของเด็กกิน แต่บางทีพ่อ/แม่ก็ดื่ม ของพวกนี้เรียกรวมๆ ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะมีแอลกอฮอล์อยู่ในนั้นแต่มากน้อยไม่เท่ากัน อย่างไวน์หรือเบียร์ ที่พ่อ/แม่ดื่มเวลามีงานสังสรรค์กับเพื่อน พวกนี้มีแอลกอฮอล์น้อย ถ้าดื่มน้อยๆ ไวน์ 1 แก้ว หรือเบียร์หนึ่งกระป๋อง จะช่วยทำให้ผ่อนคลาย เจริญอาหาร หลับง่ายขึ้น แต่ถ้าดื่มมากก็เมา และถ้ายิ่งดื่มพวกที่มีแอลกอฮอล์มากๆ อย่างเหล้า แน่นอนว่าเมาไม่มีสติ แถมดื่มมากๆ  ก็ปวดท้องเป็นตับแข็งได้ ปวดยิ่งกว่าตอนกินไอศกรีมจำนวนมากๆ หลายร้อยเท่า ปวดท้องเพราะกินไอศกรีมไม่ตาย แต่ปวดท้องตับแข็งถึงตายได้นะลูก

ลูก : กินแล้ว “ไม่เมา” ก็กินได้สิ?  

พ่อ/แม่ : ข้อเสียของแอลกอฮอล์คือ กว่าจะรู้ตัวว่ากินแล้วเมา เราก็เมาไปแล้ว ไม่รู้ตัว ควบคุมตัวเองไม่ได้ เดินยังไม่ตรงทาง โวยวายเสียงดัง บางทีเราเห็นคนเมาหัวเราะเสียงดังเหมือนมีความสุข ลืมทุกข์ ลืมปัญหาชั่วคราว แต่เขาไม่ได้สนุกจริง แล้วถ้ามีปัญหาหรือมีทุกข์ ลูกว่าเมาแล้วจะคิดแก้ปัญหาได้เหรอ แถมเมามากๆ ขาดสติ ก็เกิดอุบัติเหตุเยอะแยะ ที่เราเห็นกัน “เมาแล้วขับ” ทั้งตัวเองและคนอื่นก็แย่ไปตามๆ กัน

ลูก : อย่างนั้นผมขอลองบ้าง นิดหนึ่งได้ไหม?

พ่อ/แม่ : ถามอยู่ตั้งนานเนอะ เอ้า..แค่อึกเดียวนะ ไง…ขมใช่ไหม ขมอย่างนี้กินผักมีประโยชน์กว่าเยอะ จริงๆ แล้วถึงเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องกินเจ้าน้ำขมๆ นี้เลย มีแต่โทษทั้งนั้น  ยิ่งถ้าเด็กๆ ดื่มเข้าไป ร่างกายและสมองก็ไม่เติบโตเลย เวลานี้ยังไม่เหมาะที่ลูกจะทำความรู้จักนะ ไว้โตให้ลูกเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ ค่อยมาลองดื่มกับพ่อแม่นะ ดื่มกันที่บ้านนี่แหละ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกยิ่งโต ยิ่งต้องให้กำลังใจ

ลูกยิ่งโต กำลังใจหรือแรงเสริมทางบวกยิ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะผลักดันให้เขาทำสิ่งดีๆ ทำนิสัยน่ารัก มากกว่าการเน้นกฎระเบียบข้อบังคับและบทลงโทษ คำชมและรางวัลคือกำลังใจและแรงเสริมทางบวกที่มีพลังหากคุณรู้จักให้อย่างถูกวิธี

ตั้งเป้าหมายกัน

ในเด็กวัยประถม การตั้งเป้าหมาย และรางวัลร่วมกัน เป็นวิธีที่ได้ผลดี ในเรื่องที่เรารู้ว่าท้าทายความสามารถ หรือเป็นงานยากของเด็กวัยนี้ เช่น อ่านหนังสือหรือติวเพื่อให้ทำคะแนนวิชาเรียนให้ดีขึ้น ลดน้ำหนัก ให้เขาทำความสะอาดของใช้ส่วนตัว เป็นต้น

การตั้งเป้าหมายและให้รางวัลที่ได้ผลในลูกวัยประถม เรามีข้อคิดมาฝากค่ะ

1.  ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้และชัดเจน

เช่น ทำคะแนนสอบเลขมากขึ้น 10 คะแนน ลดน้ำหนัก 2 กิโลกรัมใน 1 เดือน

2.  ทำให้เป้าหมายง่ายขึ้น

ด้วยวิธีแบ่งเป็นขั้นๆ เช่น ใน 1 เดือน ต้องทำแบบฝึกหัดเพิ่มจากการบ้านให้ได้วันละ 10 ข้อ สัปดาห์แรกให้เริ่มจากวันละ 2-3 ข้อและค่อยๆ ขยับขึ้น กินอาหารเช้าให้ได้ทุกวัน และค่อยๆ ลดปริมาณในมื้อต่อๆ ไป

3. ให้คำชมและรางวัลในระหว่างทางได้

คำชมและรางวัลแบบไหนถูกใจลูกโต

คำชม เป็นรางวัลที่ง่าย และเร็วที่สุดที่ให้เด็กได้ทุกวัย แต่เมื่อลูกเป็นเด็กโตแล้ว ความเข้าใจของเขามีมากขึ้น คำพูดประเภท “ดีๆ เก่งๆ ลูก” ไปเรื่อยเปื่อย ลูกก็รู้ว่าพ่อแม่ชมจริง หรือพูดไปอย่างนั้น ควรพูดถึงคุณสมบัติที่เราเห็นในตัวลูก จะพูดอะไรก่อนหลังแล้วแต่คุณสะดวก เช่น พ่อแม่ชื่นใจมากที่ลูกทำแบบฝึกหัดเลขเพิ่มทั้งที่มันก็ยาก ลูกมีความพยายาม มุ่งมั่นมากขึ้นนะ เป็นต้น พ่อแม่จำเป็นต้องฝึกชม เพื่อให้การชมของคุณหลากหลาย เป็นธรรมชาติ และมีพลัง เพราะลูกรู้ว่าพ่อแม่มองเห็นอะไรในตัวเขา ถ้าอยากให้รางวัลอย่างอื่นเพื่อเสริมกำลังใจ และไม่กลายเป็นสินบนไป  เรามีคำแนะนำค่ะ

1. เป็นของที่ส่งผลดีต่อลูก

ทำให้ลูกเติบโต และอยากทำพฤติกรรมดีๆ ต่อเนื่องเช่น ไปเดินเล่นกันเป็นครอบครัว ออกไปเที่ยวในที่ที่ลูกอยากไป ดูหนัง หรือเดินเที่ยวตามสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ เป็นต้น

2. เป็นของที่ลูกชอบ หรือเขาทำอยู่แล้ว

ถ้าเป็นสิ่งของ ควรเป็นของที่ลูกใช้อยู่เป็นประจำ หรือใช้แล้วได้ประโยชน์ เครื่องเขียน อุปกรณ์ส่งเสริมการเรียน ชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านได้ หรือไปเล่นบ้านเพื่อนได้

3. ไม่แนะนำให้ใช้อาหารหรือขนมเป็นรางวัล

เพราะเป็นการส่งเสริมผลลบโดยไม่รู้ตัวจะกระตุ้นให้ลูกอยากกินอาหารหรือขนมมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะถ้าเลือกขนมหวาน มัน เค็มมาเป็นรางวัล

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ความเชื่อเรื่องทารก

10 ความเชื่อแปลกๆ เกี่ยวกับลูกเบบี๋ที่แม่ควรรู้!

หลายต่อหลายบ้านกำลังเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกน้อยๆ คนใหม่ คุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงซึ่งอยู่ในช่วงพะวักพะวงคงได้ตัวช่วยเป็นคำบอกเล่าประเภทว่ากันว่า จากผู้มีประสบการณ์บ้าง ผู้หวังดีบ้าง ฟังแล้วก็น่าคิด เชื่อหรือไม่เชื่อดีล่ะ เราเลยขออาสาคลายสงสัยในความเชื่อเรื่องทารก ที่ “เขาเล่ามา” ด้วยคำอธิบายหรือข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญมายืนยันว่างานนี้ชัวร์หรือมั่วนิ่ม กันแน่!

banner300x250-110 ความเชื่อเรื่องทารกยอดฮิต จริงหรือหลอก??

1. แม่หลงรักลูกแต่แรกเห็น

คุณแม่หลายท่านถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความยินดีเมื่อรู้ว่าตั้งท้อง หรือตอนได้เห็นหน้าลูกครั้งแรก “เพราะมันคือความผูกพัน” โซซานา เบนเนทท์ นักจิตวิทยาคลินิกอธิบาย “คุณแม่บางคนรู้สึกแบบนี้ทันที แต่ถ้าตอนนี้คุณยังไม่รู้สึกหลงรักเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอด ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินะ นั่นเป็นเพราะคุณอาจจะเหนื่อยหรือกำลังปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงอยู่ แต่เมื่อคุณได้ใกล้ชิด ได้เลี้ยงดูลูก ความรู้สึกแบบนั้นจะเกิดขึ้นแน่นอน” ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการใช้เวลาร่วมกัน

ความเชื่อเกี่ยวกับทารก
ความเชื่อแปลก ๆ เกี่ยวกับทารก จริงหรือมั่ว?

 

2. เบบี๋ไม่มีกระดูกสะบ้า

เรื่องนี้ไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ ที่จริงโครงสร้างร่างกายของทารกแรกเกิดนั้นมีกระดูกอ่อนอยู่มาก รวมถึงกระดูกสะบ้าด้วย กระดูกอ่อนเหล่านี้จะค่อยๆ พัฒนาไปเป็นกระดูกทั้งหมดซึ่งจะสมบูรณ์เมื่อสิ้นสุดช่วงวัยรุ่น

อ่านต่อ “10 ความเชื่อแปลกๆ เกี่ยวกับลูกเบบี๋” หน้า 2

สอนเรื่องเพศกับลูกเตาะแตะยังไงดีนะ?

Q. ลูกชายอายุเกือบ 2 ขวบแล้ว เวลาอาบน้ำและไปถูกตรงอวัยวะเพศเขา ดูเขาก็มองๆ เหมือนกัน จะบอกเขาก็เขินๆ อยากรู้ว่าเราควรเริ่มต้นสอนเรื่องเพศกับลูกเล็กได้อย่างไรบ้างคะ

เรื่องเพศกับเด็กๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะไปตั้งหัวข้อใหญ่แล้วบอกลูกว่า “เรามาเปิดประเด็นคุยกันเรื่องเพศกันนะ” ตอนเขาโตเป็นวัยรุ่น กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กแนะนำว่า เด็กที่จะเติบโตมาเท่าทันเรื่องเพศ (หมายถึงมีความรู้ ความเข้าใจและรู้ว่าจะทำอย่างไรได้เหมาะควร) ได้นั้น จำเป็นต้องค่อยๆ ได้บทเรียนเรื่องเพศที่ถูกต้องมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย และคนที่จะทำหน้าที่ครูสอนเรื่องเพศให้ลูกดีที่สุดจะเป็นใครที่ไหนได้ ก็ต้องพ่อและแม่…

เตาะแตะรู้จักเรื่องเพศแค่ไหน

•  ช่วงอายุ 1-2 ขวบ ยังไม่สนใจอวัยวะเพศเท่าไหร่ แต่ก็สนใจส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ จากที่พ่อแม่พูดหรือเรียกชื่อ

•  3-4 ขวบ เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่จะสนใจอวัยวะเพศ เช่น จับหรือบังเอิญไปถูกเข้าแล้วรู้สึกดีอย่างตอนอาบน้ำ เวลาว่างๆ หรือตอนเล่นบทบาทสมมติกับเด็กคนอื่น เป็นหมอกับคนไข้ หรือบางคนก็ถามขึ้นมาเฉยๆ ว่าเด็กหรือเบบี๋มาจากไหน โดยไม่ได้อยากรู้วิธีการหรือกระบวนการซับซ้อนใดๆ เป็นต้น

จุดเริ่มสำคัญนะ

ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า “เพราะเด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพ่อแม่ส่วนใหญ่มักสอนลูกเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายอยู่แล้ว เช่น นี่หัว นี่จมูก นี่ท้อง ฯลฯ แต่ก็น่าเสียดายที่พ่อแม่มักจะข้าม “อวัยวะเพศ” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากของร่างกายไปโดยที่อาจไม่รู้ว่า คุณกำลังเริ่มต้นทำให้ลูกเข้าใจว่าการพูดถึงส่วนนี้ของร่างกายต่างไปจากส่วนอื่นๆ และจะยิ่งทำให้ตัวคุณเองค่อยๆ รู้สึกอึดอัดขึ้นเมื่อต้องพูดถึงอวัยวะเพศกับลูกเมื่อเขาโตขึ้นๆ

5 เทคนิค เริ่มต้นสอนเรื่องเพศลูกเตาะแตะ

เรามีเทคนิคน่ารู้ สำหรับมือใหม่ที่เห็นความสำคัญของการสอนเรื่องเพศให้ลูกแต่เล็กแต่น้อยกันค่ะ

1. พูดปกติเหมือนเรียกส่วนอื่นๆ ของร่างกาย 

เพราะเด็กน้อยวันนี้ก็ขอแค่รู้จักชื่อเรียกที่ถูกต้องว่าอย่างไรเท่านั้น ค่อยๆ เรียกกันไปวันละอย่างสองอย่าง นี่หัว นี่ตา นี่จมูก ปาก แขน ท้อง อวัยวะเพศ ก้น ขา เท้า ฯลฯ

2. พูดด้วยน้ำเสียงปกติ

ไม่ตื่นเต้น ไม่เน้นย้ำ ไม่ทำเป็นเรื่องตลก หรือรู้สึกเขินอายเวลาพูด หรือพ่อแม่บางคนจะใช้ศัพท์ที่คิดขึ้นเฉพาะเรียกอวัยวะเพศก็ได้(เพราะในชีวิตจริงเราจะเรียกกันยืดยาว เป็นทางการไปทำไม) ด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนเดิม แต่ควรเรียกชื่อที่ถูกต้องด้วย ด้วยวิธีนี้ลูกจะเรียนรู้ว่าทุกส่วนของร่างกายดีและมีชื่อหมดนะ

3. พูดหรือเรียกสอดแทรกไปกับกิจวัตรประจำวัน

เช่น ตอนอาบน้ำ แต่งตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ตอนเล่นตุ๊กตา เล่นบทบาทสมมติ หรือจะเป็นตอนดูหนังสือต่างๆ แล้วบังเอิญมีรูปเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของร่างกายก็ได้

4. พอลูกอายุสัก 3-4 ขวบ คุณค่อยพูดถึงความเป็นชาย เป็นหญิง

ที่สัมพันธ์กับอวัยวะเพศของเขา เช่น “เมฆมีอวัยวะเพศชายเพราะเขาเป็นเด็กผู้ชาย ส่วนลูกมีอวัยวะเพศหญิงเพราะลูกเป็นเด็กผู้หญิงไง” ถ้าลูกมีท่าทียังสนใจอยู่ คุณจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกสักนิดก็ได้ว่า “เด็กชายและผู้ชายทุกคนก็มีอย่างนี้ ส่วนเด็กหญิงและผู้หญิงทุกคนก็มีเหมือนลูกนี่ละ”

5. เรื่องจำเป็นต้องสอน

ช่วง 3-4 ขวบนี้เอง เรื่องสำคัญที่คุณควรสอดแทรกให้ลูกน้อยได้รู้คือ “เขาต้องไม่ยอมให้ใครมาจับ สัมผัสหรือเล่นอวัยวะเพศของเขา ถ้ามีต้องบอกพ่อแม่”

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สิวในทารก

สิวในทารก สาเหตุและอาการที่ควรระวัง

สิวในทารก คุณแม่เคยสังเกตเห็นตุ่มหรือผื่นผุดเต็มหน้าลูกน้อยโดยไม่มีสาเหตุไหม? มันดูเหมือนสิวบวมแดงหรือเปล่า?  เพราะถ้าใช่ แสดงว่าลูกน้อยกำลังเป็นสิวในทารก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลเกี่ยวกับ สิวในทารก พร้อมคำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลผิวลูกน้อยวัยทารกเมื่อเป็นสิว มาแนะนำกันค่ะ

 

สิวในทารก คืออะไร?

สิวในทารก คือโรคผิวหนังที่ทำให้ลูกมีตุ่มหรือผื่นทั่วใบหน้า ทั้งที่แก้ม จมูก และหน้าผาก  ซึ่งเกิดขึ้นตามปกติและจะหายไปเอง  แต่มีมาตรการป้องกันบางอย่างเพื่อควบคุมการลุกลามของผื่นผิวหนังดังกล่าวได้ หากทราบถึงสาเหตุของการเกิดสิว และได้รับคำแนะนำในการรักษาที่ถูกวิธีจากแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

 

อ่านต่อ >> “ทารกเป็นสิว เกิดจากอะไร?” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รู้สึกเจ็บท้องคลอดตอนอายุครรภ์ 17 สัปดาห์

Q : ตอนนี้กำลังเครียดเลยค่ะ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนจะเจ็บท้องคลอดเอาตอนอายุครรภ์ 17 สัปดาห์ จะเป็นอันตรายมากไหมคะ

ช่วงอายุครรภ์ 17 สัปดาห์ มดลูกยังไม่โตมาก โดยขนาดของมดลูกจะอยู่ต่ำกว่าสะดือ สำหรับอาการที่คุณแม่บอกว่า เจ็บท้อง คุณหมอไม่แน่ใจว่าเจ็บตรงส่วนใดของท้อง เลยขอวิเคราะห์คร่าวๆ ดังนี้นะคะ หากเจ็บบริเวณด้านนอกมดลูก น่าจะเกิดจากลำไส้ ซึ่งอาจเป็นโรคกระเพาะอักเสบ ภาวะนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือไส้ติ่งอักเสบ ก็ได้ หากคุณแม่ไม่แน่ใจว่าเจ็บส่วนไหนของท้องควรรีบไปพบแพทย์ดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และคุณลูกในท้องนะคะ

 

บทความโดย: นาวาตรี พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์

ภาพ : Shutterstock

สุขภาพเด็ก

หนาวนี้ระวัง! โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อโตปิก เดอร์มาไททิส (ATOPIC DERMATITIS)

วันนี้เรียลพาเรนติ้งจะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับโรค “ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ จะเกิดอาการแพ้แสดงออกทางผิวหนัง โดยบางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นผื่นคันธรรมดาและหัวเสียกับการรักษาว่าทำไมทายา กินยาแล้วไม่หายสักที
อาการของโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ลักษณะจะมีผื่นแดงคัน เป็นขุย ไม่มีตุ่มน้ำ และถ้าเกาแล้วจะติดเชื้อกลายเป็นตุ่มหนองง่ายๆ มีน้ำเหลืองไหล
ตำแหน่งที่พบ คือ 1. ใต้ตาหรือรอบดวงตา 2.คอ 3.ข้อมือ 4.ข้อพับแขน 5.ขาหนีบ 6.ข้อเท้า โดยที่ถ้าขึ้นข้างซ้ายแล้วจะขึ้นข้างขวาด้วยพร้อมๆ กัน เป็นๆ หายๆ
อาการร่วมด้วย 1.ขอบตาดำ 2.หน้าซีด 3. ผิวแห้ง 4.กลากน้ำนม (ในเด็ก) 5. ผิวหนังติดเชื้อได้ง่าย 6.ตุ่มคันที่ผิวหนัง 7.ผิวแดง 8.แพ้อาหาร

 

 

 

การกระจายตัวของผื่น Atopic dermatitis ในเด็กเล็ก

การรักษา
1. เมื่อเริ่มมีตุ่มคัน ใช้ยาทาสเตรอยด์ช่วยลดการอักเสบได้เร็ว และป้องกันการกำเริบของผื่น แต่ข้อเสียคือหากใช้ไปนานๆจะทำให้ผิวบาง เส้นเลือดฝอยแตกและติดเชื้อได้ง่าย โดยใช้สเตรอยด์อ่อนๆ เช่น เบต้าเมทาโซน (betamethasone) 0.02 %ทาวันละ 3 ครั้งห้ามใช้ยาสเตรอยด์ ที่แรงๆ หลีกเลี่ยงยากลุ่มเพนนิซิลิน (Penicillin) ซัลโฟนามายด์ (Sulfonamides)
2. หลีกเลี่ยงการทำให้ผิวแพ้ และอักเสบ อาบน้ำเพียงวันละครั้ง และระวังสารแต่งกลิ่นในโลชั่นหรือครีม ให้เลือกสูตรที่บอบบางที่สุดหรือเป็นเวชสำอางค์
3. ถ้าอาการคันหนักและติดเชื้อ ควรไปพบแพทย์

 
สำหรับคนที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ควรป้องกันดังนี้
1. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง เช่น ผ้าขนสัตว์ ไรฝุ่น อาหารที่เกิดการแพ้ (นม ขนมปัง อาหารทะเล นมวัว ไข่ขาว)
2. อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป
3. หลังอาบน้ำ ใช้ผ้าแห้งค่อยๆ ซับ ห้ามถูผิวหนังแรงๆ จนถลอก
4. ตัดเล็บให้สั้น
5. หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนทางอารมณ์ เพราะจะทำให้เกิดความเครียด (ความเครียดก็เป็นตัวกระตุ้นภูมิแพ้ในร่างกายเช่นกัน)
อาการผื่นแพ้ มีตั้งแต่ผื่นแพ้สัมผัส ผื่นแพ้เกสรดอกไม้ และอื่นๆ เพื่อการรักษาที่ตรงกับโรค ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง แม้จะเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่ก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัว เพียง แค่เรารู้และเข้าใจร่างกายของเรา เราก็จะป้องกันตัวเองได้ และช่วยดูแลคนในครอบครัวได้

 

 

ข้อมูลจาก www.siamhealth.net

ผิวแห้งแตก ช่วงหน้าหนาว แก้ได้

เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ปัญหาที่จะตามมากับฤดูนี้ เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ปัญหาผิวแห้ง ผิวแตก การเสริมด้วยไขมันและน้ำให้กับผิวหนัง จะช่วยให้ผิวหนังกลับมาชุ่มชื้นได้อีกครั้ง ผิวของเด็กบอบบางมาก การปล่อยให้ผิวหนังแห้งเพราะขาดน้ำและไขมันที่ป้องกันผิวลดลง จะส่งผลเสียแก่สุขภาพผิวของเด็กเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดอาการคันหรือรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนัง คุณแม่ควรดูแลผิวลูกน้อยด้วยการทำความสะอาดและรักษาความชุมชื้นของผิวอยู่เสมอ นอกจากนี้ก็ควรบำรุงผิวจากภายใน ด้วยการเสริมอาหารที่มีประโยชน์บำรุงผิวให้แก่เด็กๆ

แครอต

เป็นหนึ่งในบรรดาผักที่มีแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ทำหน้าที่รักษาสุขภาพร่างกาย ทั้งยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังอีกด้วย โดยนำแครอตมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมในเค้กหรือคุกกี้ที่เด็กๆ ชื่นชอบ จะช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น

สตรอเบอรี่

เป็นผลไม้ที่ออกผลดีและมีมากที่สุดในช่วงหน้าหนาว อุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งมีประโยชน์ต่อการผลิตคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรง ทั้งยังกระตุ้นการเผาผลาญที่ผิวหนังให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผิวหนังมีสุขภาพดี สามารถให้เด็กก่อนครบขวบรับประทานสดๆ ได้ เพื่อให้ได้รับสารอาหารเต็มที่

 

 

บทความโดย กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-41]ปูนปั้น พูดทั้งวัน

          วันก่อนมีคุณพ่อท่านหนึ่งซึ่งลูกชายอยู่เนอร์สเซอร์รี่เดียวกับเจ้าปูนปั้น ได้เห็นเจ้าปูนปั้นจ้อไม่หยุด ทักทายคุณยายที่มารับกลับบ้าน จึงเดินมาถามคุณยายของเจ้าปูนปั้นว่า

          “ทำยังไงถึงจะให้ลูกผม พูดคุยเยอะๆ แบบปูนปั้น”

          ใช่ว่าจะมีคุณพ่อคนนี้ เพียงคนเดียวหรอกนะฮะ จริงๆ แล้วมีคุณพ่อ คุณแม่หลายท่านเลยที่ได้เจอเจ้าปูนปั้นทักทาย แล้วก็เกิดสงสัยว่า ทำอย่างไรถึงได้เป็นเด็กพูดเก่ง (หรือจะใช้ว่าพูดไม่หยุดก็ไม่ทำให้ปะป๊า หรือ หม่าม๊ารู้สึกขัดเคืองแต่ประการใด 555)

          พูดก็พูดเถอะครับ เดี่ยวไมโครโฟนของคุณโน้ตอุดม เจอปูนปั้นเข้าก็อาจจะกินกันไม่ลง เมื่อปลายตุลาคมที่ผ่านมา ขากลับจากเขาใหญ่ บนถนนช่วงก่อนถึงโรงปูน มีอุบัติเหตุทำให้รถติดมหาศาล กว่าจะถึงบ้านก็ 4 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งเจ้าปูนปั้นก็จ้อแทบไม่ได้หยุดกันเลยทีเดียว

          ผมกลับไปย้อนดูว่า ปูนปั้น พูดเยอะมานานหรือยัง โดยไปนั่งไล่ดูคลิปที่เพจของเจ้าปูนปั้นก็พบว่า เมื่อเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมา เรายังเพิ่งมีคลิปดีใจว่า ‘เจ้าปูนปั้นเรียกชื่อตัวเองได้แล้ว’

          หา!!! เมื่อกรกฎาเพิ่งเรียกชื่อตัวเองได้ แล้วพอเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ก็พูด 4 ชั่วโมงไม่มีหยุดแล้วหรือ

          เห็นมั้ยครับ คุณพ่อคุณแม่ที่รู้สึกว่า ทำไมลูกพูดน้อย ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะตอนที่ปูนปั้น 1 ขวบ 8 เดือน เพิ่งจะพูดได้ไม่กี่คำเองครับ แต่พอ 2 ขวบก็กลายเป็นเด็กพูดไม่หยุดเลยทีเดียว

          แล้วสาเหตุมันเพราะอะไร ที่ทำให้เมื่อจุดติดแล้ว เจ้าปูนปั้นถึงพูดไม่หยุด

          สิ่งหนึ่งที่ ปะป๊าและหม่าม๊า ทำอยู่เสมอ รวมทั้งคอยเตือนกันและกัน คือ การใส่ใจทุกครั้งที่เขาพยายามสื่อสารกับเรา ตั้งแต่ที่ ปูนปั้นยังพูดไม่เป็น หรือ เพิ่งพูดได้เป็นคำๆ เราจะหันไปทำท่าสนใจ ทันทีที่รู้ว่าเจ้าปูนปั้นพยายามคุยกับเรา และเราจะพยายามจะช่วยกันตีความ ว่าปูนปั้นพยายามสื่อสารอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราบอกให้เขารู้ว่า เราเข้าใจและใส่ใจ

          แม้กระทั่งตอนนี้ที่ปูนปั้นพูดเป็นต่อยหอยแล้ว เมื่อไหร่ที่ปูนปั้นพูดกับเรา เช่น “ปะป๊า train is coming” หากเวลานั้นบังเอิญว่าปะป๊า กำลังเผลอทำอะไรอยู่ แล้วไม่ได้หันไปสนใจ หม่าม๊าก็จะเรียก ปะป๊าทันทีว่า ปูนปั้นคุยด้วย ซึ่งปะป๊าก็จะรีบหันไปคุยกับเขา เราเชื่อว่าการทำเช่นนี้ เป็นการทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่เขาพูด สิ่งที่เขาสื่อสาร มีคนสนใจ ใส่ใจ เขาก็จะสนุกและพยายามสื่อสารออกมา

           อีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าปูนปั้นพูดได้เยอะ คือ เราก็จะคอยสอนให้เขาพูดโน่นพูดนี่ สอนให้เรียกชื่อสิ่งของต่างๆ อธิบายว่าใช้ทำอะไร (แม้ในตอนนั้นปูนปั้นจะยังพูดได้น้อยมากและเราสอนไปเหมือนพูดคนเดียวก็ตาม) รวมไปถึง การอธิบายเหตุผลต่างๆ เวลาที่เราพูดอะไรกับใคร ว่าทำไมต้องพูดแบบนั้นแบบนี้

          เช่น การรับของแม้จะเป็นเพียงของเล็กๆน้อยๆ อย่างบัตรจอดรถ เราจะพูด ‘ขอบคุณ’ เขาจะดูเราเป็นตัวอย่าง ซึ่งเราจะต้องอธิบายว่าทำไมต้องขอบคุณ สิ่งเหล่านี้มันเข้าไปฝังอยู่ในบางจุดของเจ้าตัวยุ่ง และเมื่อถึงเวลา เขาจะเอามาใช้ได้เอง

          เราจึงได้เห็นรอยยิ้มและสีหน้าประหลาดใจของคนหลายๆคน (ที่ทำให้เรา แอบปลื้มใจ) เช่น มีคนเปิดประตูให้คุณยาย เวลาไปรับเจ้าปูนปั้นกลับบ้าน เพราะเห็นว่าคุณยายอุ้มเจ้าปูนปั้นอยู่ เจ้าปูนปั้นก็มักจะพูดว่า “ขอบคุณกั๊บโผม” ออกมาเอง

          หรือการที่ปูนปั้นชอบทักทาย ใครต่อใครที่มาคุยกับคุณยายก็ทำให้ ผู้ใหญ่เหล่านั้นได้อมยิ้ม เพราะบางคำทักทายก็ทั้งน่าเอ็นดูและก็น่าขำ (คำถามอาจจะธรรมดา แต่นึกภาพเด็กตัวกะเปี๊ยกวัย 2 ขวบ ทักทาย แบบนี้ ฟังแล้วก็แก่แดดแก่ลมกว่าเด็กวัย 2 ขวบ) เป็นต้นว่า

          “วันนี้รถติดมั้ยกั๊บ” / “คุณป้ารีบกลับบ้านกั๊บ เดี๋ยวรถติด” / “วันนี้ไปห้างเซ็นทรัลมั้ย” / “คุณป้ากดตังส์มั้ย” / “ยายๆ มีเงินมั้ย กดเอทีเอ็มยัง” / “ขับรถดีดีน้า” / เป็นต้น

          เวลาไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต ปูนปั้นก็จะคอยบอกว่า “จ่ายตังส์ก่อนน้า”  พอพนักงานหยิบถุงของส่งให้หลังจากที่เราจ่ายเงินแล้ว ปูนปั้นก็จะพูด “ขอบคุณกั๊บโผมมม (พร้อมยกมือไหว้)” ทำให้มักได้รอยยิ้มหรือของแถมติดมือออกมาอยู่เรื่อย

          คุณพ่อคุณแม่ ที่กังวลว่า ‘ลูกทำไมพูดน้อย ลูกทำไมพูดช้า’ อย่าได้กังวลใจไปและอย่ามัวท้อครับ เพราะเมื่อเราได้ทำให้เขาเห็นความสำคัญ ‘ทั้งพยายามสอนให้เขาพูด และพยายามรับรู้สิ่งที่เขาพยายามพูดกับเรา’ เมื่อการสื่อสารมันเกิดทั้ง 2 ทาง ไม่ใช่แค่การสื่อสารผ่านเพียงแค่คำพูด แต่ผ่านความใส่ใจและเข้าใจ เดี๋ยวเขาก็จ้อได้ ง่ายๆแค่นั้นเอง

          แต่ ถ้าเขาพูดไม่หยุด อย่ามาโทษกันนะฮะ

 

          ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

เช็คให้ดี อาการไหนไม่ควรมีก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์

ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ก็มีอาการต่างๆ มากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแพ้ท้อง ปวดนั่นเจ็บนี่เต็มไปหมด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องอันตรายอะไร แค่ทำให้หงุดหงิดบ้างเท่านั้น หากยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น การดูแลและเฝ้าสังเกตอาการต่างๆ ก็ยิ่งต้องเข้มข้นมากขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ค่อนข้างอ่อนไหวเป็นพิเศษ

มีหลากหลายอาการที่ไม่ควรเกิดขึ้นก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ เพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติที่เป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูกได้ ดังนั้นเรามาสังเกตกันว่า คุณแม่ท้องมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่

หลากอาการที่ไม่ควรเกิดขึ้นระหว่างท้องก่อน 37 สัปดาห์

  • ปวดหน่วงบริเวณอุ้งเชิงกราน รู้สึกเหมือนลูกกำลังจะคลอด
  • ปวดหลังส่วนล่าง กรณีที่ไม่เคยปวดมาก่อน
  • ปวดท้องมากคล้ายปวดประจำเดือนมากกว่า 4 ครั้งต่อชั่วโมง หรือไม่ปวดเลยแต่มีอาการบีบตัวของมดลูกมากกว่า 4 ครั้งต่อชั่วโมง
  • มีอาการตกขาวมากกว่าปกติ ตกขาวสีลักษณะที่ผิดปกติไป เช่น ไหลออกเป็นน้ำ ไหลออกเป็นมูก หรือมีเลือดปน
  • ลูกเคลื่อนไหวหรือดิ้นน้อยลงกว่าปกติ
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • มีเลือดออกจากช่องคลอด หรือน้ำคร่ำแตก
  • ปวดหรือแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะได้น้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • อาเจียนอย่างรุนแรง จากอาการปวดหัวหรือมีไข้
  • มีไข้ 37 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า
  • มองเห็นภาพไม่ชัด เบลอ หรือเห็นเป็นจุดๆ ลอยอยู่
  • ปวดหัวอย่างรุนแรง หรือมีอาการมองเห็นภาพเบลอ พูดไม่ชัด และชาร่วมด้วย
  • มีอาการบวมที่ใบหน้า รอบดวงตา หรือมีอาการบวมอย่างฉับพลันที่ขา เท้า ข้อเท้า หรือน้ำหนักขึ้นกะทันหันมากกว่า 1.5 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์
  • ปวดขาหรือน่องอย่างรุนแรง ลองยืดขาหรือบรรเทาด้วยวิธีใดๆ ก็ไม่หาย หรือขาข้างใดข้างหนึ่งบวมมากกว่าอีกข้าง
  • ได้รับบาดเจ็บที่หน้าท้อง
  • เป็นลม เวียนหัวบ่อย ใจเต้นแรง ใจสั่น
  • หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด หรือเจ็บหน้าอก
  • ท้องผูกอย่างรุนแรงร่วมกับมีอาการปวดท้อง หรือท้องเสียรุนแรงมากกว่า 24 ชั่วโมง
  • มีอาการคันมากหรือผื่นขึ้นทั่วตัว

หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด รวมถึงหากมีอาการอื่นๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแม้จะไม่ใช่อาการที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ก็ตาม สิ่งสำคัญคืออย่าตื่นตระหนกแต่ก็ไม่ควรนิ่งเฉย เพราะอันตรายถึงชีวิตของลูกในท้องค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock