ข้าวต้มผักโขมแครอทแสนรัก ( 6 เดือน+)

ข้าวต้มผักโขมแครอทแสนรัก ( 6 เดือน+)

 

(ส่วนผสมสำหรับแบ่งทานได้หลายครั้ง)

  • แครอทนึ่ง
  • ผักโขมนึ่ง
  • ข้าวต้มข้าวกล้อง
  • นํ้าอุ่นสะอาด

วิธีทํา

  1. นําแครอทมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน นําไปนึ่งโดยใช่เวลาประมาณ 10-12 นาที หรือจนกว่าจะนิ่ม
  2. นําใบผักโขมมานึ่งเช่นเดียวกันโดยใช้เวลาประมาณ 2 นาที (ควรใช้ผักโขมใบอ่อนหรือปวยเล้งเพราะมีเส้ยใยหยาบเยอะกว่า)
  3. นําแครอทนึ่ง ผักโขมนึ่งและข้าวต้มมาปั่นรวมกันโดยใส่นํ้าอุ่นเล็กน้อยจนใด้ความข้นที่ต้องการ

บทความโดย : กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids

Tags

ข้าวต้มผสมนมแม่ (6 เดือน+)

ข้าวต้มผสมนมแม่ (6 เดือน+)

 

(ส่วนผสมสำหรับ 1 มื้อ)

  1. ข้าวต้มข้าวกล้อง  2  ช้อนโต๊ะ
  2. กล้วยนํ้าว้าบดละเอียด  1  ช้อนโต๊ะ
  3. นํ้าอุ่นสะอาด
  4. นมแม่หรือนมผง

อาหารเด็ก 6 เดือน

วิธีทํา

  1. ต้มข้าวกล้อง โดยใช้ข้าวสาร 1 ส่วนต่อนํ้า 4 ส่วน ใช้ไฟอ่อนต้มจนนิ่ม (รอจนอุ่นแล้วแบ่งเป็นสัดส่วนเท่าๆ กัน แช่แข็งไว้จนกว่าจะใช้)
  2. บดกล้วยนํ้าว้าด้วยกระชอนถี่โดยใช้ช้อนกด จากนั้นแบ่งมาผสมกับข้าวต้มตามสัดส่วนข้างบน (สามารถนําอาหารเด็กที่แช่แข็งไว้มาอุ่นด้วย microwave และไม่ควรเกิน 15 วินาที)
  3. เติมนํ้าอุ่นเล็กน้อยเพื่อให้เหลวขึ้นตามความเหมาะสมกับอายุเด็ก
  4. ผสมนมแม่หรือนมผงเพื่อเพิ่มสารอาหาร เสิร์ฟอุ่นๆ หรืออุณหภูมิห้อง

บทความโดย : กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids

Tags

Kid Safety เด็กเกาหลีใต้ 25% เข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือแล้ว

นอกจากโรคติดต่ออย่างไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ล่าสุดมีผลวิจัยของเกาหลีที่กำลังจะตีพิมพ์ในปี 2559 เผยถึงอาการติดโทรศัพท์มือถือของเด็กเกาหลีใต้ ว่ากันว่าคนเอเชียกำลังติดกันมากและผู้เป็นโรคนี้ก็มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ นักจิตวิทยาเรียกอาการของโรคนี้ว่า “โนโมโฟเบีย” (Nomophobia)

 

โนโมโฟเบีย คือความหวาดกลัวว่าตัวเองจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีโทรศัพท์มือถือ   จากการสำรวจนักเรียนเกาหลีใต้เกือบ 1,000 คน พบว่าเด็กๆ ใช้มือถือกันตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ใช้เวลาอยู่กับมัน 5.4 ชั่วโมงต่อวัน และพบว่าเด็กเกาหลีใต้ถึง 25 % เข้าข่ายเสพติดมือถือเสียแล้ว

 

  • ในเอเชียมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือราว 2,500 ล้านคน
  • มีอุบัติเหตุที่มีสาเหตุจากการไม่ระวังขณะใช้โทรศัพท์มือถือเกิดขึ้นมาก เช่น ตกท่าเรือ ตกรถเมล์

 

ในสิงคโปร์ ที่มียอดประชากรเสพติดเทคโนโลยีมากถึงขึ้นต้องมีคลินิกบำบัดอาการติดเทคโนโลยีสมัยใหม่  ยกตัวอย่างเช่น คุณครูในโรงเรียนบางแห่งสั่งการบ้านผ่าน WhatsApp ทำให้เด็กๆ ก็ต้องพลอยมีโทรศัพท์มือถือไปด้วย

 

ในขณะที่จีนเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ระบุว่าโรคเสพติดอินเตอร์เน็ตถือเป็นโรคทางคลินิก ได้มีคลินิกเพื่อบำบัดโรคเสพติดสื่อออนไลน์ใหม่ๆ โดยมีจิตแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

 

นายโทมัส ลี จิตแพทย์ที่ปรึกษา ได้กล่าวว่า ประเทศอื่นๆ ในเอเชียควรจะจัดให้โรคติดโทรศัพท์มือถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับการติดการพนันหรือเสพติดเซ็กส์ เพราะผู้เสพติดแล้วเมื่อพยายามเลิกจะมีอาการลงแดงเหมือนกัน เช่น กระสับกระส่าย นั่งไม่ติดที่ วิตกจริต โกรธ โมโห

 

ลองมาตรวจสอบตัวเองกันว่าคุณเข้าข่ายมีอาการติดโทรศัพท์มือถือหรือยัง?

– กดมือถือเช็คโน่นเช็คนี่โดยไม่มีเหตุผล

– รู้สึกกระวนกระวาย นั่งไม่ติด เพียงแค่คิดว่าไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้

– เลี่ยงการไปสังสรรค์กับผู้อื่น เพียงเพื่อจะได้ใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือ

– ตื่นขึ้นมาตอนดึก ๆ และมากดโทรศัพท์มือถือดู

– ผลการเรียนหรือการทำงานแย่ลง เนื่องจากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโทรศัพท์มือถือ

– วอกแวกได้ง่าย ๆ เพียงแค่เห็นอีเมล์หรือข้อความจากแอปพลิเคชัน

 

เรียบเรียงข้อมูลจาก https://www.facebook.com/BBCThai

ภาพ : Shutterstock

 

ลูกไม่ยอมเคี้ยว

ลูกไม่ยอมเคี้ยว กลืนจนอาหารติดคอ จะแก้ไขอย่างไร?

ลูกไม่ยอมเคี้ยว หนักข้อจนไม่ยอมกินอาหารที่ต้องเคี้ยว จะกินแต่อาหารบดละเอียด อาหารเละๆ เหมือนโจ๊ก อาหารเนื้อหยาบ พอเป็นเนื้อแข็งขึ้น เป็นชิ้นใหญ่ขึ้น ไม่ยอมเคี้ยว แม้แต่ผลไม้ก็ต้องปั่นหรือหั่นชิ้นเล็กๆ จะแก้ปัญหาอย่างไรดี??

ลูกไม่ยอมเคี้ยว อาจเป็นเพราะมี “ความทรงจำฝังใจ”

เด็กบางคนเคยมีประสบการณ์กินอาหารที่แข็งครั้งแรกแล้วไม่สำเร็จ คือไม่ทันได้เคี้ยวให้ละเอียดแล้วรีบกลืนลงคอ ทำให้ระคายคอแล้วอาเจียน หรืออาจเป็นเพราะพ่อแม่ป้อนอาหารคำใหญ่เกินไป ทำให้เคี้ยวยากและกลืนลำบาก หากพยายามกลืนก็อาจมีอาการจุกในคอ เนื่องจากอาหารติดอยู่ในหลอดอาหาร หากเป็นในผู้ใหญ่ จะใช้วิธีรีบดื่มน้ำเข้าไป อาการจึงดีขึ้น แต่เด็กจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและควรแก้ไขอย่างไร

ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าว
ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าว

หากอาหารติดคออยู่นานอาจทำให้ลูกเล็กกลัวการกินของแข็งไปเลย ร่วมกับอาการตื่นเต้นตกใจของผู้ป้อนที่เห็นเด็กมีอาการอาเจียนหรือติดคอ เด็กจะกลัวการกินของแข็งและฝังใจว่าถ้ากินอีกจะอาเจียนอีก กลายเป็นพฤติกรรมที่ติดเป็นนิสัยได้ค่ะ ดังนั้นครั้งต่อมาเมื่อมีการป้อนข้าวลักษณะเดียวกันอีก ทั้งที่ยังไม่เข้าปากลูกเลยเขาอาจจะเริ่มทำท่าโก่งคออาเจียนแล้ว

(ชมคลิป ช่วยลูกอาหารติดคอ สำลัก เมื่อไม่หมดสติ)

อ่านต่อ “ฝึกลูกกินอาหารอย่างถูกวิธี เริ่มเมื่อไหร่ อย่างไร” หน้า 2

พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

ลองหลับตาแล้วนึกภาพย้อนไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ผู้คนมาต่อแถวขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟบางกอกน้อย มีตลาดเกิดขึ้นโดยรอบเพื่อรองรับผู้คนจำนวนมากที่ต้องการเดินทางลงใต้ แต่เปิดใช้ได้ไม่นานก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดเป็นฐานทัพ จึงโดนฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดได้รับความเสียหาย อาคารที่ได้รับความเสียหายก็ได้รับการต่อเติมเป็นอาคารอิฐสีแดงมีหอนาฬิกา เป็นอาคารที่มีคุณค่าและสวยงาม

ต่อมาเมื่อเปลี่ยนสถานีต้นสายเป็นหัวลำโพงและบางซื่อ ผู้คนก็ใช้บริการขบวนรถไฟเส้นทางนี้น้อยลง การรถไฟจึงปิดบริการและยกพื้นที่ 33 ไร่เศษนี้ให้กับโรงพยาบาลศิริราชเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ปัจจุบันส่วนหนึ่งก่อสร้างเป็นโรงพยาบาลศิริราชปิยะมหาราชการุณย์ ส่วนอาคารอิฐสีแดงก็ได้รับการรักษาและปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์อันทรงคุณค่าอีกแห่งของกรุงเทพ โดยจัดแสดงจากข้าวของเครื่องใช้ที่พบจากก้นคลองบางกอกน้อย ต้งแต่ของชิ้นเล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่อย่างซากเรือสำเภา อาทิ เหรียญเงินตราโบราณ ชาม หม้อ เครื่องครัวอื่นๆ

ห้องจัดแสดงที่เด็กๆ และครอบครัวต้องประทับใจ คือห้องฉายภาพยนตร์ 4 มิติ ก่อนเข้าต้องสวมแว่นตา เข้าไปแล้วจับจองพื้นที่ให้ดี เพราะจะมีการสั่นไหว มีควันและลม เสมือนผู้ชมได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ทิ้งระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

Siriraj (4)
ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน อยู่ตรงท่ารถไฟ

 

บรรยากาศโดยรอบ สวนดอกไม้ต้นไม้โบราณ มีชื่อติดไว้ให้เราได้ศึกษา
บรรยากาศโดยรอบ สวนดอกไม้ต้นไม้โบราณ มีชื่อติดไว้ให้เราได้ศึกษา

 

ชุมชนย่านบางกอกน้อยในสมัยก่อน
ชุมชนย่านบางกอกน้อยในสมัยก่อน
ซากเรือโบราณที่ขุดเจอก่อนก่อสร้างโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์
ซากเรือโบราณที่ขุดเจอก่อนก่อสร้างโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์
เรือกระแซะ เรือโบราณทรงเดียวกับที่ขุดเจอ
เรือกระแซะ เรือโบราณทรงเดียวกับที่ขุดเจอ
การทดลองเรื่องระบบหายใจ Homeostasis ในหนู rat ที่ห้องจัดแสดงการเรียนการสอนแพทย์
การทดลองเรื่องระบบหายใจ Homeostasis ในหนู rat ที่ห้องจัดแสดงการเรียนการสอนแพทย์

Siriraj (10)

 

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง : พิพิธภัณฑ์การแพทย์ (Medical Museum) อีก 6 แห่งในโรงพยาบาลศิริราช ได้แก่ พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช พิพิธภัณฑ์พยาธิวิทยาเอลลิส พิพิธภัณฑ์นิติเวชวิทยา สงกรานต์ นิยมเสน พิพิธภัณฑ์ปรสิตวิทยา พิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์คองดอน พิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์และห้องปฏิบัติการสุด แสงวิเชียร

 

 

ราคาค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 80 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท เด็กไทยและต่างชาติ (อายุต่ำกว่า 18 ปี) 25 บาท

วัน-เวลาเปิด-ปิด : 00 – 17.00 น. ยกเว้นวันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ที่ตั้ง : เลขที่ 2 ถนนวังหลัง เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700

Tags

Kid Safety – กินแต่ของเย็นๆ จะดีหรือลูก

Q.ลูกวัย 3 ขวบ ชอบกินของเย็นๆ ค่ะ เช่น น้ำแข็งเกล็ด (ชอบเคี้ยวน้ำแข็งมาก)ไอศกรีมร้องจะดื่มแต่น้ำเย็น กินผักเก่งแต่ชอบกินแบบลวกแล้วแช่เย็นสังเกตว่าเขาไม่ชอบของร้อนๆ เลยแกงจืดแบบอุ่นๆ ก็ยังต้องรอให้เย็นสนิทถึงค่อยกินอย่างนี้จะไม่ดีต่อสุขภาพไหมคะ

 

การเคี้ยวน้ำแข็ง นอกจากจะเป็นมารยาทที่ไม่สุภาพ อาจเคี้ยวพลาดไปกัดลิ้นตัวเอง และสำลักก้อนน้ำแข็งได้ ยังเป็นอันตรายกับเคลือบฟันของเด็ก ทำให้ฟันบิ่น เมื่อเนื้อฟันกร่อนจนถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้รากฟันเสียหายได้ค่ะ

ส่วนใหญ่ที่ลูกชอบกินน้ำเย็น หรือ น้ำใส่น้ำแข็งเพราะผู้ใหญ่เคยให้เขาลองกินแล้วติดใจ เลยเรียกร้อง ยิ่งถ้าได้เคี้ยวน้ำแข็ง อาจรู้สึกสนุกปาก หรือเคยทำแล้วเห็นผู้ใหญ่หัวเราะขำ ก็ติดใจ กลายเป็นนิสัย ดังนั้นหากฝึกให้ลูกกินน้ำธรรมดาได้น่าจะดีกว่า เวลาไปไหนมาไหนจะได้ไม่ลำบาก ไม่ต้องวิ่งหาน้ำเย็นใส่น้ำแข็งมาให้ลูกกินค่ะ

วิธีแก้ไขกรณีนี้ คือ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า การเคี้ยวน้ำแข็ง ไม่ดีอย่างไรเพราะลูกในวัย3 ขวบจะเริ่มเข้าใจได้ และอาจให้คุณหมอฟันหรือคุณครูช่วยพูด และหากิจกรรมที่น่าสนใจให้ลูกทำ จะได้ลืมเรื่องการเคี้ยวน้ำแข็งอย่าพูดตำหนิ พูดแซว หรือต่อว่าลูก และหากทุกคนในบ้านร่วมมือกันหลีกเลี่ยงการกินน้ำแข็งให้ลูกเห็น เขาจะได้ไม่ตื้อขอกินด้วย จะยิ่งช่วยได้มาก แต่หากไม่อยากฝืนใจลูกควรเลือกน้ำแข็งขนาดเล็กๆแทนค่ะ

ส่วนไอศกรีมมีน้ำตาลสูงไม่ควรให้ลูกกินบ่อยๆเพราะจะทำให้เขาติดหวาน เป็นโรคอ้วน ฟันผุไม่อยากกินข้าว เด็กที่แพ้นมวัวหากกินไอศกรีมที่มีนมวัวเป็นส่วนผสมจะทำให้เกิดอาการแพ้น้ำมูกไหล ไอมีเสมหะ ทำให้ผู้ใหญ่คิดว่าที่ลูกเป็นหวัดเพราะกินของเย็นได้ แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะลูกแพ้นมวัวที่อยู่ในไอศกรีมหากลูกอยากกินไอศกรีม ควรทำให้เป็นอาหารที่มีประโยชน์และไม่ทำให้ลูกน้ำมูกไหลหรือไอด้วยการทำไอศกรีมเองจากน้ำผลไม้สดและไม่เติมน้ำตาลอาจผสมผงเจลาตินลงไปเพื่อให้เนื้อไอศกรีมไม่แข็งเป็นน้ำแข็งจนลูกน้อยกัดกินได้ยากค่ะ

กรณีที่ลูกน้อยของคุณแม่ชอบกินผักลวกแช่เย็น สามารถกินได้เยอะๆเลยค่ะและส่วนที่ไม่ชอบกินน้ำแกงจืดที่อุ่นๆ ก็ไม่เป็นไร ขอให้ต้มสุกแล้วและไม่มีแมลงวันมาตอม จะกินตอนที่เย็นแล้วก็ทำได้ป้าหมอก็เป็นคนที่ไม่ชอบกินอะไรร้อนๆกลัวลวกปากพองค่ะ

 

เรื่องโดย : พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิดและคุณแม่ของน้องจูนและน้องบอย

ภาพ : Shutterstock

Tags

10-12 ปี เข้าครัวได้ เลือกอาหารเป็น

ในปัจจุบันนี้มีหลายรายการทางโทรทัศน์ที่จัดให้เด็กแข่งขันทำอาหารเรื่องอาหารเป็นพื้นฐานชีวิต ถ้าเด็กเลือกอาหารเป็น ก็จะทำให้ร่างกายได้พัฒนาเติบโตสมวัย นำไปสู่พัฒนาการด้านอื่นๆ อันเป็นทักษะต่อยอดการเรียนรู้อย่างเต็มที่

เลือกอาหารเป็น ร่างกายแข็งแรง

เราฝึกลูกเข้าครัวได้ตั้งแต่ยังเล็ก แต่วัยนี้เราสอนให้เขาเลือกซื้อวัตถุดิบ และปรุงรสเพิ่มเติมได้ด้วย เขาจะได้รู้ว่ากว่าอาหารจะมาถึงเรานั้นต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ทักษะเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้เขาเลือกรับประทานอาหารเป็น และทำให้เด็กแยกลักษณะและรสชาติที่ผิดเพี้ยนไปของอาหารได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเขาเจอน้ำซุปที่หนืดข้นจนเกินไป ก็จะรู้ได้ว่ามันเริ่มบูด เสีย หรือเจอเนื้อสัตว์ที่มีสีคล้ำเกิดจากความไม่สด ซึ่งไม่ได้มาจากกรรมวิธีการปรุง อีกทั้งเมื่อเขาได้เลือกวัตถุดิบเอง ก็จะทราบว่าอะไรที่มันไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เด็กก็จะรู้จักปฏิเสธอาหารที่ไม่ปลอดภัยได้

การทำอาหาร – พัฒนาทักษะความฉลาดครบ 3 ด้าน

1. พัฒนาการทางร่างกาย

เด็กที่ได้กินอาหารดี ร่างกายย่อมมีประสิทธิภาพแข็งแรง พร้อมสำหรับการเล่นและการเรียน และการเก็บล้างก็สร้างความคล่องแคล่ว การทำอาหารจึงเป็นกิจกรรมที่สร้างความคล่องตัวได้อย่างดี

2. พัฒนาการทางสติปัญญา

ขณะทำอาหาร ย่อมเกิดคำศัพท์มากมาย ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาและถ้าพ่อแม่ชวนลูกพูดคุย เช่น “วันนี้ลูกทำเมนูอะไรจ๊ะ ทำไมถึงใช้ไฟอ่อนๆ ก่อนทอดล่ะ ถ้าไม่แน่ใจให้แม่ช่วยไหม?” เด็กจะเกิดทักษะการสื่อสาร รู้จักสังเกตและแก้ปัญหาตลอดเวลา เป็นกิจกรรมลับสมองที่สนุกไม่เบาเลยค่ะ

3. พัฒนาการทางสังคม

เพราะธรรมชาติของอาหารไม่ได้สุกทันทีที่ลงกระทะ เด็กต้องรู้จักอดทนรอคอย กว่าจะเป็นเมนูที่อร่อยก็ต้องผ่านการปรุงแต่ง ทั้งลองชิมและแก้รสไปด้วย แล้วถ้าคนชิมบอกว่ามันไม่อร่อย เด็กก็ต้องรู้จักวิธีแสดงออก เพื่อแก้ไขต่อไป เหล่านี้เป็นทักษะทางสังคมที่ต่อยอดได้ถึงวัยผู้ใหญ่

ว่าแล้วเรามาเตรียมครัวให้ลูกโตกันเถอะค่ะ

 

จากคอลัมน์ Ages 10-12 นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนกันยายน 2558

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

Real Parenting ฉบับกันยายน 2558 พบกับ Out Going.. Uniqlo

ฉบับกันยายนนี้เรามาเตรียมพร้อมเข้าสู่อากาศหนาวๆ ปลายปีกับ 3 นายแบบ – นางแบบ จากกิจกรรมผ่านช่องทางอินสตาแกรมที่ยูนิโคล่เปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ถ่ายภาพลูกน้อยกับเสื้อผ้าสุดน่ารักและติด hashtag # UNIQLOKIDS_FIRSTRUNWAY ผ่านตาคณะกรรมการในงาน AMARIN Baby & Kids Fair ครั้งที่ 6 ณ ไบเทค บางนา ครั้งที่ผ่านมา แต่ก่อนอื่นต้องบอกว่าคณะกรรมการหนักใจมากๆ เพราะผู้เข้าประกวดแต่ละคนน่ารักไม่แพ้กันเลย

เรามาถ่ายทำในบรรยากาศสวนดอกไม้สไตล์เจ้าหญิง  คิวแรกเป็นเบบี๋ น้องเอเดน ด.ช.อิสระ สังข์สุข วัย 8 เดือน นั่งเครื่องบินมาจากเชียงใหม่ คุณแม่เล่าว่าน้องไม่ชอบการเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย จะร้องงอแงทุกครั้ง ครั้งนี้ได้เคล็ดลับจากสไตลิสต์คนเก่งของเราว่าก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เบบี๋ ต้องแตะตัวขออนุญาตเขาก่อน แล้วเขาจะอารมณ์ดี แต่เนื้อผ้าก็สำคัญ ถ้าผ้าเนื้อหยาบมากเด็กเล็กก็จะไม่ชอบ ครั้งนี้เอเดนไม่มีปัญหากับชุดบอดีสูทแม้แต่น้อย เนื้อผ้านิ่ม ทำให้ลืมไปว่ากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ หันมายิ้มเล่นกับทีมงานอย่างร่าเริง

 

127-coverkids

คิวต่อมาเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวของวันนี้ น้องมากิ ด.ญ. มาชิดา สุทธิกุลพานิช เจ้าตัวเคยเป็นนางแบบมาแล้วหลายงาน แค่บอกท่าให้โพสต์ น้องก็ผ่านฉลุย ชุดที่น้องมากิสวมใส่ในวันนี้มีความพิเศษตรงการออกแบบเก๋ไก๋ที่ไม่บดบังความสดใสของเด็กและเน้นให้สวมใส่ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อตัวนอกซิปที่รูดง่ายและบางเบาอย่างเหลือเชื่อ หรือเสื้อตัวในที่คอกว้างแบบพอดี เพื่อความปลอดภัยของเด็กเวลาเล่นสนุก

127-coverkids-2

 

คิวสุดท้ายคือน้องมิกกี้ ด.ช. ภูริปพัฒน์ กิตติสารธรรมา วัยกำลังซน แต่ด้วยสปิริตของนายแบบ วันนี้ไม่มีงอแง คุณแม่เล่าว่าไม่อยากให้เสื้อผ้ามีผลต่อการทำกิจกรรมของลูก คุณแม่ชื่นชอบเสื้อผ้าสีสันสดใส ดีไซน์เก๋ๆ เป็นพิเศษ เพราะรู้สึกสนุกเวลาจับลูกแต่งตัว แต่ละชุดใส่ไปเที่ยวได้ด้วย ทีมงานแอบกังวลว่าน้องมิกกี้จะห่วงเล่น ไม่ยอมเปลี่ยนกางเกงยีนส์ที่เตรียมไว้ให้ แต่ผ้ายีนส์สวมง่ายไม่เป็นปัญหาเลย มิกกี้ชอบเสื้อยืดลายการ์ตูน Elmo มาก บอกว่ามันเข้าชุดกับตุ๊กตาเป็นที่สุด

127-coverkids-3

 

ในเรื่องเสื้อผ้าคุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ ไม่ได้ดูแค่ดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงการปกป้องผิวของลูกด้วย ยิ่งทำกิจกรรมกลางแจ้ง เรื่องยุงและแมลงก็อาจทำให้ลูกแพ้ได้ เสื้อผ้าจึงต้องปกป้องทั้งแสงแดดและผิว แถมยังต้องไม่ทำให้เด็กๆอึดอัดในเวลาเล่นและเรียนรู้ของเขา

 

1 แม้ว่าจะเปลี่ยนเสื้อหลายเซ็ตท่ามกลางอากาศในวันถ่ายทำที่ร้อนสุดๆ แต่ก็ไม่ทำให้เด็กๆระคายเคืองหงุดหงิด
2 ยูนิโคลใช้วัสดุ HEATTECH innerwear ที่สวมแล้วสบายตัวสุดๆ
3 ในเสื้อแจ็คเก็ตตัวนอก (Body Warm Lite) ยังมี taq ให้คุณพ่อคุณแม่เขียนที่อยู่และเบอร์ติดต่อไว้ เพื่อป้องกันเด็กพลัดหลงได้อีกด้วย

 

Check list

1 ดีไซน์เสื้อผ้าสวมแล้วคล่องตัว
2 วัสดุเนื้อผ้าสวมแล้วสบายตัว
3 ดีไซน์ที่ง่ายต่อการถอดและสวมโดยพ่อแม่หรือตัวเด็กเอง
4 ดีไซน์สไตล์สนุกที่เด็กๆ ชอบ
5 ใส่ใจกับการออกแบบที่ปลอดภัยต่อเด็ก

 

 

เครดิต
ช่างภาพ :
จักรพงษ์ นุตาลัย, กัญชนิกา เมืองวงษ์
ผู้ช่วยช่างภาพ : กัญชนิกา เมืองวงษ์ , ชโนดม แต้ไพสิฐพงษ์, มติมา สืบสาย สไตลิสท์ : มัลลิกา ชัยทวีพร
ผู้ช่วยสไตลิสท์ : ฝนริน ชนะกำโชคเจริญ, ชโลธร นามพันธุ์ สัมภาษณ์ : สีวิกา ฉายาวรเดช
เสื้อผ้า : โลโก้ Uniqlo สถานที่ : Oberry Resort เอกมัย

 

Tags

Kid safety เราทุกคน ต่างมีเชื้อโรคเป็นของตัวเอง

”ทำไมต้องใช้ช้อนกลาง?” “ทำไมต้องกินน้ำคนละหลอด?” เพราะเราติดโรคกันได้ทางน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ และร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันไม่เท่ากัน อาจติดโรคติดต่อง่ายๆ เช่น โรคหวัด มือเท้าปาก และโรคอื่นๆ ที่เรามองไม่เห็นด้วยตา

เราสอนเด็กวัย 8–10 ขวบ ให้เข้าใจเรื่องสุขลักษณะของอาหารอย่างเป็นรูปนามธรรมได้มากกว่าวัยก่อนหน้านี้ เด็กเรียนรู้ได้ด้วยเหตุและผลโดยหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยนี้ต้องเพิ่มเติมในสิ่งที่ลูกยังไม่เข้าใจ และบางทีก็ต้องสร้างเหตุการณ์สมมุติให้เขาคิดแก้ปัญหาด้วย

 

มีทักษะทางสังคมที่ดี

หากคุณพบปัญหาว่าเพื่อนมักมาขอกินของที่ลูกนำไปกินที่โรงเรียน หรือลูกของคุณเป็นฝ่ายขอเสียเอง เรามีหน้าที่สอนเรื่องแบ่งปันเกื้อกูล หรือการปฏิเสธแบบ win-win ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ต้องสวมบทบาท สร้างเหตุการณ์สมมติก่อนที่ลูกจะไปพบเจอ ยกตัวอย่างเช่น ลองตั้งคำถามว่า “สมมติว่าแม่เป็นเพื่อนลูก ตอนกลางวันมาขอน้ำดื่ม (หรือขนม) ของลูกทุกวัน ลูกจะให้ไหมจ้ะ” ถ้าต้องปฏิเสธลูกอาจจะบอกเพื่อนว่า“เราเป็นหวัด เดี๋ยวเธอติดหวัดเรานะ” หรือ “เรากินไปแล้ว มันสกปรกนะ” เปลี่ยนสถานการณ์สมมุติไปเรื่อยๆถ้าลูกใช้คำตอบไม่เหมาะสม มาหาทางช่วยกันปรับก่อนที่ลูกจะนำไปใช้จริง

 

เด็กประถมขาดวิตามินและการออกกำลังกาย

ทางด้านโภชนาการเด็กไทยได้รับไขมันและน้ำตาลเพียงพอ แต่จะขาดวิตามินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องบอกเด็กว่าในหนึ่งวันเขาต้องกินผัก 9 ช้อน หรือกินผลไม้แทนก็ได้ (ดีกว่าพวกขนมขบเคี้ยวแน่ๆ) และต้องออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายเรานำอาหารไปพัฒนาโครงสร้างร่างกายให้สูง เติบโต ไม่เจ็บป่วย

 

บทความโดย กองบรรณาธิการ
เรื่องโดย นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

 

Tags

ลูกกินยาก

เคล็ดลับสร้างบรรยากาศให้ลูกหิวเมื่อถึงมื้ออาหาร

บ้านเราจะให้เด็กๆ กินขนมหลังอาหารได้ก็เมื่อกินข้าวหมดจาน ฉันรู้ว่าไม่ควรใช้ขนมเป็นรางวัล เดี๋ยวลูกจะติดเป็นนิสัย  แต่ถ้าไม่ทำลูกๆ จะไม่ยอมกินข้าวให้หมดค่ะ ทำอย่างไรดีคะ

เด็กๆ ควรเรียนรู้ที่จะ “กินเมื่อหิว” และ “กินให้อิ่ม” ไม่ใช่กินจนเกินอิ่ม ถ้าลูกๆ ของคุณหิว พวกเขาจะกินข้าวจนหมดเอง นอกจากนี้แทนที่ขนมสินบนจะช่วยให้ลูกกินข้าวได้ เด็กๆ จะเตือนตัวเองว่า อย่ากินข้าวจนอิ่ม เดี๋ยวจะกินของว่างไม่ลงหรือไม่พวกเขาก็จะพยายามกินให้หมดทุกอย่าง ทั้งข้าวและขนม ซึ่งอาจมากเกินไป

คุณพ่อคุณแม่ควรเสิร์ฟของว่างหรือขนมเมื่อเด็กรู้สึกหิว ถ้าบ้านของคุณกินข้าวเย็นเร็ว (สักประมาณ 4 – 5 โมงเย็น) คุณอาจเพิ่มของว่างหรือขนมชิ้นเล็กๆ สักชิ้นในตอนค่ำ แต่ถ้าตั้งโต๊ะกันเมื่อตะวันตกดินไปแล้ว ก็หาอะไรให้เด็กๆ รองท้องในช่วงบ่ายแก่ๆ หลังกลับจากโรงเรียนดีกว่า

 ลูกกินข้าวยาก ลูกไม่ยอมกินข้าว

เคล็ดลับให้ลูกหิวเมื่อถึงมื้ออาหาร

  • ไม่ควรให้กินขนมระหว่างมื้อ
  • ส่งเสริมให้ลูกออกกำลังกายและใช้พลังงานอย่างเหมาะสม
  • กินอาหารให้เป็นเวลา เพื่อให้ร่างกายลูกหิวเป็นเวลาตรงกับมื้ออาหาร
  • ตกแต่งอาหารให้ดูน่ารับประทาน เพื่อกระตุ้นความอยากอาหารให้ลูก
  • สร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างมื้ออาหาร เช่น พ่อแม่ลูกชวนกันกินเอ่ยชมอาหาร พูดถึงวิธีทำอาหาร และตักอาหารให้กัน

Q&A ถ้าลูกกินหมด ให้รางวัลดีไหมนะ 
คุณหมอแนะนำว่าหากอยากให้ลูกกิน คุณพ่อคุณแม่จะให้รางวัลลูกบ้างก็ได้ แต่รางวัลดังกล่าวไม่ควรเป็นอาหารและของเล่นค่ะ เพราะเขาก็จะเรียกร้องอย่างนั้นทุกมื้อ และเพื่อไม่ให้ลูกใช้พฤติกรรมการกินมาเป็นเครื่องต่อรองกับพ่อแม่ “ในเมื่อการต่อรองนี้มีเพื่อปรับพฤติกรรมลูก รางวัลที่จะให้ได้จึงเป็นแรงเสริมเมื่อเขามีพฤติกรรมดี เพื่อให้เขาทำดีมากขึ้นอีกหรือให้เขามีกำลังใจทำดีต่อไปในครั้งหน้า เช่น คำชม พ่อแม่เล่านิทานให้ฟัง เล่นกับพ่อแม่ สิ่งสำคัญคือ คำชม รอยยิ้ม และสัมผัสที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักจากพ่อแม่เป็นรางวัลที่ดีที่สุดครับ”

 

บทความโดย กองบรรณาธิการ
เรื่องโดย นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ภาพ : Shutterstock

 

ที่บ้านของเรา คือต้นแบบมารยาทบนโต๊ะอาหารของลูก

ในเด็กวัยประถมต้น 5 – 8 ขวบ หากจะเริ่มสอนว่า “กินให้เป็นที่เป็นทางนะลูก” ถือว่าช้าไปเสียหน่อย เพราะพฤติกรรมบนโต๊ะอาหารของเด็กถูกปลูกฝังจากบรรยากาศการรับประทานอาหารในบ้านมาตั้งแต่เล็กอย่างที่คุณไม่รู้ตัว

เห็นมาแบบไหน กินแบบนั้น

เด็กเรียนรู้ทักษะทางสังคมผ่านการสังเกตพฤติกรรมของพ่อแม่ และการควบคุมให้ลูกมีพฤติกรรมอย่างเหมาะสมในช่วงที่ผ่านมา ถ้าครอบครัวของเรานั่งกินข้าวเป็นที่เป็นทาง เด็กก็จะนั่งกินแบบนั้น ถ้าพ่อแม่ไม่กินข้าวเสียงดัง เด็กก็จะไม่ทำเสียงดัง แต่พฤติกรรมทุกอย่างนอกจากจะสอนกันได้ด้วยคำพูดและเหตุผลแล้วพ่อแม่ยังต้องกำกับให้เด็กปฏิบัติตามเหตุผลที่รับรู้นั้นไปพร้อมกันด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องมีทักษะหาวิธีที่สร้างเด็กอย่างที่เราอยากให้เป็น

  • จริงๆ แล้วหนูไม่ได้ตั้งใจจะสร้างเสียงดัง สาเหตุเกิดจากเด็กในวัยนี้ไม่ทราบว่า ความเหมาะความควรอยู่ตรงไหน
ใช้คำพูดและเหตุผล ใช้ตัวช่วย
วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง พูดคุยกับลูกเพื่อประเมินทำไมทำเสียงดังเป็นเพราะเล่นสนุก หรือจับไม่ถนัด เปลี่ยนภาชนะกินข้าวของลูกเสียใหม่ ใช้พลาสติกน้ำหนักเบา ตกไม่แตก
วิธีแก้ไขที่ผิด ดุด่าลูก เช่น “บอกกี่ครั้งแล้วทำไมยังทำไม่ได้สักที” คิดว่าใช้ภาชนะหนักๆ เช่น พวกจานกระเบื้อง สแตนเลส ใช้ฝึกเด็กกินข้าวได้

 

  • ไม่รู้ตัวว่าเคี้ยวข้าวเห็นฟัน สาเหตุเกิดจากเด็กไม่ทราบว่ามันไม่เหมาะสมอย่างไร
ใช้คำพูดและเหตุผล ใช้ตัวช่วย
วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง บอกลูกว่าเป็นพฤติกรรมที่ดูไม่ดีเวลากินอาหาร   ให้สอนอย่างมีเทคนิคและให้คำชมเป็นแรงเสริมว่า “เก่งมากเลยจ้าที่ลูกปิดปากเวลาเคี้ยว” เมื่อลูกทำได้อย่างเหมาะสม นำกระจกมาตั้งให้ลูกดูท่าทางการเคี้ยวของตัวเอง ครั้งต่อไปหากลูกเผลอ บอกลูกว่า “เอาอย่างนี้นะลูก เวลาที่หนูพูดแล้วมันเห็นข้าวที่เคี้ยวอยู่แล้วน่าเกลียด แม่จะสะกิดลูกจะได้รู้สึกตัว”
วิธีแก้ไขที่ผิด ดุลูก “น่าเกลียด อย่าทำแบบนี้อีกนะ เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าพ่อแม่ไม่สอน” ตีปากลูก เด็กจะตกใจและมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการรับประทานอาหาร

 

 

 

บทความโดย กองบรรณาธิการ
เรื่องโดย นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ภาพ : Shutterstock

Tags

ทำไงดี ลูกกินข้าวที่บ้าน แต่ไม่ยอมกินที่โรงเรียน

ทำไงดี ลูกกินข้าวที่บ้าน แต่ไม่ยอมกินที่โรงเรียน

“คุณพ่อคุณแม่ต้องลองสังเกตก่อนครับว่าทำไมลูกกินข้าวที่บ้านได้ แต่ไม่ยอมกินที่โรงเรียน สาเหตุหลักๆ มี 2 สาเหตุครับ

1. เด็กช่างพึ่งพา

“เด็กที่กินเองไม่เป็น ต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่ตลอด เมื่อเข้าโรงเรียนและต้องกินด้วยตัวเอง จะไม่คุ้นชินกับการใช้อุปกรณ์การกินและเกิดความไม่มั่นใจ ยิ่งหากได้ลองยกช้อนส้อมแล้วทำหกทำหล่นบ่อยๆ จะยิ่งรู้สึกท้อแท้และไม่ยอมกินอาหารต่อครับ

วิธีแก้ไขคือพ่อแม่ต้องดูว่าลูกมีความพร้อมกับการใช้ชีวิตที่โรงเรียนหรือยัง ก่อนไปโรงเรียนเขากินอาหารได้เองหรือยัง ถ้ายังทำไม่ได้ก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องช่วยฝึกสอน อย่าหวังพึ่งให้ครูที่โรงเรียนสอนเพียงอย่างเดียวครับ เพราะเมื่อเขาทำไม่ได้ต่อหน้าเพื่อนและต้องหัดกินเองอยู่คนเดียวเขาจะยิ่งเกิดความอายและสูญเสียความมั่นใจได้ครับ”

2. เด็กเลือกกิน

“หากเด็กไม่กินอาหารโรงเรียนเพราะไม่ชอบ ไม่ถูกปาก วิธีแก้ไขคือพ่อแม่ก็ต้องพยายามทำให้เขาหิวและกินเมื่อถึงมื้ออาหาร เพราะฉะนั้นมื้อเช้าให้ลูกกินแค่พออิ่ม อย่าให้เยอะเกินไป กะไว้ให้ลูกหิวเมื่อถึงมื้อเที่ยง กำชับกับคุณครูด้วยครับ ว่าระหว่างมื้ออย่าเพิ่งให้ขนมเขาและคุณแม่ไม่ควรเตรียมขนมหรืออาหารให้เขาพกไปจากที่บ้าน เพราะจะยิ่งทำให้เขาปรับตัวไม่ได้ครับ”

 

“สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของคนเราคือการที่เราสามารถปรับตัวได้ ความสามารถในการปรับตัวจะทำให้เด็กมีความสุขไม่ว่าจะต้องอยู่ที่ไหนหรือพบเจอกับสถานการณ์แบบไหน การปรับตัวเรื่องการกินถือเป็นพื้นฐานของการปรับตัวเรื่องใหญ่ๆ ในอนาคต การกินอาหารให้ได้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรละเลยครับ”

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

4 เทคนิคแสนง่าย ฝึกวินัยลูก เรื่องกิน + นอน เริ่มได้ตั้งแต่เบบี๋

หากอยาก ฝึกวินัยลูก ขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่เรื่องนอนไปถึงการกิน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่สามารถฝึกได้ตั้งแต่ลูกแรกเกิด แต่จะมีวิธียังไง ทีมแม่ ABK มีคำแนะนำจากคุณหมอพงษ์ศักดิ์ มาฝากค่ะ!

4 เทคนิคแสนง่าย!! ฝึกวินัยลูก
เรื่องกิน + นอน เริ่มได้ตั้งแต่เบบี๋

“ถ้าพ่อแม่ไม่ฝึกให้เขากินนอนเป็นเวลา เด็กจะคุ้นชินกับการทำตามความต้องการของตัวเองครับ การกินการนอนจึงเป็นวินัยเรื่องแรกที่คุณพ่อคุณแม่จะเสริมสร้างให้ลูกน้อยได้ ซึ่งจะกลายเป็นพื้นฐานของการฝึกวินัยเรื่องอื่นๆ ต่อไปในอนาคตด้วยครับ”

คุณหมอพงษ์ศักดิ์ เกริ่นถึงความสำคัญในการสร้างวินัยเรื่องกินและนอนให้ลูกเบบี๋ แต่ลูกยังเล็กขนาดนั้นจะฝึกได้ยังไงนะ คุณหมอฝากเคล็ดวิธีฝึกเบบี๋กินนอนเป็นเวลามาให้แล้วค่ะ

ฝึกวินัย
ฝึกวินัยให้ลูกได้ตั้งแต่เบบี๋

6 เดือนแรก ลูกอยาก แม่ต้องจัดให้เพราะ…

  • เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมสัญชาตญาณพื้นฐาน ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์และอดทนต่อความหิวได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรตอบสนองลูกอย่างเต็มที่ หากเขาอยากกินต้องให้กิน อยากนอนต้องให้นอน เพื่อให้เขารู้สึกวางใจโลกใบนี้และมีความมั่นคงทางอารมณ์

Must read >> แม่ต้องรู้! 9 สัญญาณ บ่งบอกเมื่อ ลูกหิวนม

  • กระเพาะอาหารของเด็กช่วง 6 เดือนแรกมีขนาดเล็กมาก กินนมแม่ได้ทีละน้อย ใช้เวลาเพียงไม่นานน้ำนมก็ถูกย่อยจนหมด ทำให้เด็กหิวบ่อย

 

อ่านต่อ “4 วิธี สร้างวินัยกิน-นอนให้เบบี๋หลัง 6 เดือน” หน้า 2

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

จะเป็นอย่างไร! เมื่อปล่อยเนยถั่วให้อยู่กับเด็กๆ ^_^

เชื่อว่าคนเป็นพ่อแม่ทุกคนเห็นด้วยกับข้อเท็จจริงนี้ ว่าเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่ป่วนที่สุดในโลก พวกเขาสามารถสร้างความวุ่นวายจากสิ่งของทุกชนิดได้ โดยเฉพาะของเหลว เรียกได้ว่าถ้าอยู่ในมือเมื่อไหร่ ความพินาศกำลังย่างกรายเข้ามาเยือนคุณแล้ว

อย่างเช่นพี่น้องคู่นี้ ในมือของพวกเขามีเนยถั่ว..ใช่แล้ว เนยถั่วธรรมดาๆนี่แหละ แต่รับรองว่าคุณจะต้องกุมขมับแน่นอน

นี่คือพี่สาววัย 3 ขวบ..

1

 

นี่คือเนยถั่ว..

2

 

และนี่คือน้องชายวัย 18 เดือน..เย้ยยยย!!!

3

 

ไปชมความป่วนกันเลย. . . ^_^


ที่มา Gina Gardner Brown, Distractify

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : MeoView

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : www.catdumb.com

สุดยอดคุณพ่อกับไอเดียเด็ด นำสีเทียนเหลือใช้มารีไซเคิลและมอบให้กับเด็กๆ

สีเทียนเป็นของคู่กับเด็กๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่เด็กๆ จะได้ปลดปล่อยจินตนาการของตัวเองผ่านการวาดภาพและลงสี แต่ทว่าปัญหาของสีเทียนก็คือใช้ไม่หมดก็ถูกทิ้งเสียแล้ว

recycling-crayon-9

และด้วยเหตุนี้เองคุณพ่อ Bryan Ware จากเมือง San Francisco ได้นำสีเทียนที่ใช้ไม่หมดและเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากกว่า 34 กิโลกรัมในแต่ละปี นำมาผ่านกระบวนรีไซเคิลทำให้เป็นสีเทียนใหม่อีกครั้ง

recycling-crayon-3

สีเทียนเก่าที่ได้่รับมาจากการบริจาคถูกมานำมาต้มและหล่อขึ้นรูปใหม่อีกครั้ง ด้วยส่วนผสมที่เขาคิดค้นขึ้นเอง

recycling-crayon-2

โดยในกระบวนการรีไซเคิลสีเทียนแต่ละครั้งนั้น จะสามารถทำสีเทียนใหม่ได้ประมาณ 95 แท่งต่อครั้ง และจะมีลักษณะที่ใหญ่กว่าขนาดทั่วไป เพื่อให้เด็กๆ สามารถจับได้ถนัดมือมากขึ้น

recycling-crayon-7

recycling-crayon-5

และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการนำไปส่งให้กับเด็กๆ ในโรงพยาบาลต่างๆ ในรัฐ California

โดยในปัจจุบันสีเทียนใหม่นี้ถูกส่งไปมากกว่า 2,000 กล่องแล้ว โดยมีลูกๆ ของเขามาช่วยส่งความสุขให้กับเด็กๆ อีกด้วย

recycling-crayon-8

recycling-crayon-6

 

recycling-crayon-4

คุณพ่อ Bryan กล่าวเอาไว้ว่า ‘ถ้าหากว่าสีเทียนสามารถช่วยปลดปล่อยเด็กๆ ออกจากห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลได้ซัก 10 นาที นั่นก็ถือว่าพวกเราประสบความสำเร็จแล้วล่ะ’


ที่มา : thechive

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : v/recycle-crayons-for-child-290/

 

ภาพหาชมยาก “ลูกช้างกำพร้า” กำลังดูดนมผู้หญิงแม่ลูกอ่อน

ภาพลูกช้างกำพร้ากำลังดูดนมผู้หญิงแม่ลูกอ่อน พ.ศ. 2446 สมัยรัชกาลที่5 ภาพนี้คือนางสุก ชาวจังหวัดตาก ที่ให้นมของตนแก่ลูกช้างหลงแม่ ลูกช้างกำลังเอางวงพาดบ่านางสุกดื่มนมเหมือนเด็ก ในขณะที่นางสุกใช้มืออีกข้างหนึ่งอุ้มลูกอ่อนไปด้วย

รายละเอียดของเรื่องนี้มีอยู่ในนิทานโบราณคดีเรื่องที่ 20 พระนิพนธ์ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยสรุปคือ สามีของนางสุกเข้าป่าไปพบลูกช้างหลงแม่ มีความสงสารจึงเอามาเลี้ยง ลูกช้างรู้จักกินนมนางสุก จึงเป็นที่รักของทุกคน . . . วันหนึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการ เห็นว่าเป็นเรื่องประหลาด จึงสั่งให้พาลงมาถวายรัชกาลที่5 ทอดพระเนตรทีกรุงเทพฯ บังเอิญมาถึงเมื่อใกล้งานวัดเบญจมบพิตร จึงได้กั้นม่านเก็บเงินคนดูที่ในงาน ได้เงินกลับไปเมืองตากมากมาย อนึ่งในงานนี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงจัดห้องขายรูปถ่ายลูกช้างกินนมคนเป็นพิเศษอีกห้องหนึ่งด้วย (เชื่อว่าถ่ายในปี พ.ศ. 2446) รูปถ่ายนางสุกเลี้ยงลูกช้างจึงมีหลงเหลือมาให้เราได้เห็น


ขอบคุณข้อมูลจาก : ภาพเก่าเล่าตำนาน เอนก นาวิกมูล

ที่มาจาก : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=698403866901275&set=a.694274113980917.1073742152.100001950039220&type=1&theater

[Blogger-ซาร่า คาซิงกินี] ตอนที่ 5 – 4 ข้อคิดดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

“4 ข้อคิดดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว”

 

วันนี้ซาร่ามีข้อคิดสั้นๆ เพื่อเป็นข้อคิดดีๆ เป็นแบบอย่างให้กับคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนค่ะ

  1. คุณไม่ได้เป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวคนเดียวบนโลก ในสังคมก็ยังมีพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวคนอื่นๆ ที่เลี้ยงลูกคนเดียวเหมือนคุณ เป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตจะมีผิดหวัง หรือสมหวังบ้าง คุณไม่ได้เป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในโลกนะคะ
  2. ลูกไม่ใช่ปัญหา แต่ลูกคือความสุข ถ้าคุณตั้งต้นว่าลูกคือปัญหา ไม่ว่าลูกจะทำอะรก็จะผิดในสายตาคุณไปเสียหมด ให้คิดใหม่ว่าลูกคือของขวัญของคุณ แล้วคุณจะรู้ว่ามีหลายอย่างที่เป็นความสุขระหว่างวันสำหรับคุณ
  3. มองหน้าลูกให้บ่อยๆ ในแต่ละวันพัฒนาการของเด็กเติบโตไปอย่างรวดเร็ว ลูกอาจจะทำอะไรทะเล้นๆ น่ารัก ให้คุณได้ชื่นใจ แค่เขายิ้ม คุณก็จะมีความสุขหายท้อแท้แล้วค่ะ
  4. คุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของลูก ในสายตาของลูก คุณคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา ไม่ว่าคุณจะดุ หรือแสดงความรัก ลูกจะนึกถึงแต่คุณ เขามีเราเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

 

เมื่อไหร่ที่เราท้อแท้คิดถึงหน้าลูกเข้าไว้ค่ะ กำลังใจมาเต็มเลยค่ะ ถึงเราจะไม่ได้มีอีกฝ่ายที่ช่วยเหลือเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราตัวคนเดียว เรายังมีลูกตัวน้อยๆ ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา และมีเราเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขาด้วยค่ะ

[Blogger พลอย ชิดจันทร์] ตอนที่ 2 ดูแลลูกทุกคนอย่างไรให้รักกัน

มีคนถามพลอยบ่อยๆว่าการมีลูกอายุไล่เลี่ยกัน 4 คน พลอยดูแลอย่างไร ลูกแต่ละคนเลี้ยงยากไหม มีความแตกต่างระหว่างลูกคนแรกกับคนที่ 4 อย่างไรบ้าง

 

ตอนที่มีลูกคนเดียวเลี้ยงยากกว่ามี 4 คนค่ะ พอเริ่มมีหลายคน เราเริ่มแบ่งเวลาเเละสร้างสมดุลได้ เพราะตอนมีคนแรกก็คิดเยอะ ทำเยอะ กังวลไปหมด เวลาลูกเป็นอะไรเราก็จะเครียดมาก เมื่อมีลูกมากก็มีประสบการณ์มากด้วย จะรู้ว่าเด็กวัยนี้ มีนิสัยเเบบนี้ เป็นพัฒนาการตามวัยของเขา เดี๋ยวช่วงวัยนึงก็จะหายไปเอง เช่น มีช่วงนึงลูกคนแรกจะติดพูดแต่ไม่ๆ อะไรก็ไม่ไปหมด ตอนแรกก็เครียดมาก ไม่รู้จะทำยังไง แต่พอผ่านช่วงวัยนั้นก็หายไปเอง พอลูกคนที่สอง เป็นแบบนี้ ก็จะรู้ว่าเป็นวัยของเขา ซึ่งไม่ได้เครียดและกังวลตามไปด้วย

 

ลูกทั้ง 4 คนเลี้ยงเหมือนกัน เเต่กับลูกคนต่อๆมาจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าลูกคนแรก เพราะเริ่มมีประสบการณ์ ความเครียดและความกังวลลดลง

 

ถึงแม้จะเลี้ยงเหมือนกัน แต่ลูกทั้ง 4 มีความแตกต่างกัน เช่น ลูกคนโตจะมีความเป็นระเบียบ จัดทุกอย่างเป็นระเบียบ เป็นแบบนี้ตั้งเเต่เล็กๆ เขาจะมีบ้านของเขา ชอบเก็บทุกอย่าง เก็บเอาไว้ในบ้าน เวลาเก็บของเล่นจะเรียงเป็นระเบียบ เขาจะรู้ของเขา ถ้าน้องคนไหนเเอบเอาไปเล่นเขาจะรู้ ส่วนคนน้องก็ไม่ได้เป็นระเบียบเหมือนคนพี่เท่าไหร่ค่ะ

ทั้งหมดนี้พลอยจะหมั่นสังเกตว่าลูกแต่ละคนอุปนิสัยเป็นยังไง แล้วพยายามเข้าใจเขาให้มากที่สุด

 

ภาพจาก IG : @Ploychodjan

Tags