10 โรงเรียนยอดฮิตในกรุงเทพ ที่พ่อแม่อยากส่งลูกเรียนมากที่สุด!

เพราะ “อนาคตของลูก” คือสิ่งที่สำคัญที่สุด คุณพ่อคุณแม่หลายคนจึงพยายามมองหา โรงเรียนยอดฮิตในกรุงเทพ ที่ไม่ได้แค่ให้ความรู้ แต่ช่วยวางรากฐานชีวิต สร้างนิสัย ฝึกวินัย ส่งเสริมศักยภาพให้ลูกเติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ ภาษา ทักษะชีวิตและความคิดสร้างสรรค์  และโรงเรียนดี ๆ ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็ก ๆ ในอนาคตอีกด้วย 

ลองตามมาดู 10 รายชื่อ โรงเรียนยอดฮิตในกรุงเทพ ว่ามีที่ไหนกันบ้าง 

โรงเรียนยอดฮิตในกรุงเทพ

1. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

โรงเรียนรัฐบาลชายล้วนแห่งแรกในประเทศไทย ที่โดดเด่นทั้งวิชาการ กิจกรรม กีฬา และคาแรคเตอร์ และยังคงไว้ซึ่งคุณภาพและความดีงาม แถมครองแชมป์โรงเรียนที่มีจำนวนผู้มาสอบแข่งขันเป็นมากที่สุดอีกด้วย โรงเรียนนี้ได้ชื่อว่ากิจกรรมแน่นแต่ด้านวิชาการ ก็สบายใจหายห่วงเพราะหลักสูตรเข้มข้นตั้งแต่ ม.1 และยังเป็นการเรียนแบบ Active Learning เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้รอบด้าน ทดลองผิดถูก เรียนรู้ให้เกิดประสบการณ์ ทำให้เด็ก ๆ คิดก็เก่ง ทำก็เป็น และยังส่งเสริมความถนัดในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมในหลักสูตร หรือ เสริมหลักสูตร บ้านไหนอยากให้ลูกเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบ

ตามไปอ่านรีวิวกันต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/suankularb-wittayalai-school/

โรงเรียนยอดฮิตในกรุงเทพ

2. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

โรงเรียนเอกชนชายล้วนแห่งแรกในประเทศไทย ที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 – ม. 6 และมีอายุกว่า 100 ปี เป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาเด็ก ๆ ทุกด้าน ให้เป็นไปตามศักยภาพของตนและเก่งในแบบของตัวเอง  ความว้าวของที่นี่คือ หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นใหม่ การเรียนในห้องเรียน 4 วัน และในวันศุกร์จะเป็น “ทักษะชีวิต” เรียนนอกห้องเรียน เพราะโลกกว้างมีไว้ให้เราเรียนรู้ ส่วนวิชาเสริม นอกเหนือวิชาหลัก คือ เยอะมากๆ สามารถเลือกได้ตามใจชอบเลยค่ะ

เด็ก BCC ขึ้นชื่อเรื่องกิจกรรมมาก…ถึงมากที่สุด  กิจกรรมต่าง ๆ ในรั้วโรงเรียน  มักจะให้เด็ก ๆ แสดงเป้าหมายและจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนเพราะกิจกรรมเป็นการแสดงออกถึงตัวตนของเรา แต่ในการทำกิจกรรมก็มีประโยชน์มากมายที่สามารถนำไปใช้เพื่อความสำเร็จ ถึงเเม้จะไม่ได้เกรดก็สามารถให้เราไปสู่เป้าหมายได้ อยากรู้ว่าที่นี่หลักสูตรเป็นอย่างไร

คลิกอ่านที่นี่เลย https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/bangkok-christian-college/

โรงเรียนยอดฮิตในกรุงเทพ

3. โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

โรงเรียนสตรีประจำและโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของประเทศไทย ที่เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล- ถึงมัธยม 

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เอาใจใส่เด็ก ๆ ทั้ง 3 ระดับ ตามช่วงวัยทั้ง อนุบาล, ประถม และมัธยม ผ่านการปลูกฝัง Wattana Characters ทั้ง 7 ประการ ให้เข้มแข็ง  ดูแลด้านอารมณ์และจิตใจ (Soft Skills) ผ่านหลักสูตรคริสตจริยธรรมและนำมาปรับให้เข้ากับการสอนในห้องเรียน และฝึกให้เด็ก ๆ เป็นผู้นำ หัดวางแผนจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เน้นกระบวนการการคิด และกระบวนพัฒนาการคิดชั้นสูง (ปรับมาจากระบบของประเทศญี่ปุ่น) นอกจากนี้โรงเรียนยังมีสื่อการสอนและเทคโนโลยีครบและมีโปรแกรมการฝึกเป็นนักบินอวกาศด้วยนะคะ หลักสูตรจะน่าสนใจแค่ไหน

คลิกอ่านได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/wattana-wittaya-academy/

โรงเรียนยอดฮิตในกรุงเทพ

4. โรงเรียนเซนต์คราเบรียล

หนึ่งในโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องของหลักสูตรการเรียนการสอนที่บรรดาผู้ปกครองที่มีลูกชายอยากให้ลูกเข้าเรียนมากเป็นอันดับต้น ๆ เพราะนอกจากชื่อเสียงและผลลัพธ์ของนักเรียนที่จบไปแล้ว และนอกจากการเรียนการสอนแล้ว ที่นี่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมและความเป็นผู้นำโรงเรียน ที่มุ่งเน้นคุณภาพการศึกษา จริยธรรม ส่งเสริมทักษะและสร้างผู้นำที่พร้อมทุกด้าน มีหลักสูตรที่ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมเสริมทักษะต่างๆที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองครบถ้วน ปัจจุบันทางโรงเรียนได้เปิดหลักสูตรใหม่ที่เรียกว่า SG NEXT ซึ่งเป็นโปรแกรมหลักสูตรอินเตอร์ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน ตอบโจทย์ผู้ปกครองที่ต้องการความเข้มข้นของเนื้อหาวิชาการและภาษาอังกฤษด้วย มีห้องเรียนวอร์ดอร์ฟหรือการสื่อสาร ให้คำปรึกษา ระหว่างคุณครูและผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ทำให้เรามั่นใจได้ว่านักเรียนจะได้รับการดูและใส่ใจเป็นอย่างดี

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/saint-gabriels-college/

โรงเรียนยอดฮิตในกรุงเทพ

5. โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม

โรงเรียนที่ดูแลเด็กให้เติบโต งดงาม ในแบบของตัวเอง ได้ชิมลาง ทุกอย่างทั้ง ภาษา ศาสตร์ ศิลป์ กีฬา สุนทรียะ สร้างรากฐานแห่ง ทักษะและทุนชีวิต ให้แข็งแกร่งพร้อมเผชิญชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง เน้นให้เด็ก ๆ มีความสุข เสมอภาค เติบโตอย่างมีศักยภาพ ใช้การจัดการศึกษาแบบมงฟอร์ต คือ การมองเห็นมิติทุกด้าน ทุกคนมีอัจฉริยภาพในตน แนวคิดนี้เชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือถนัด ความสำคัญจึงอยู่ที่ “โอกาส” ที่จะได้ลองและสัมผัส ทุกศาสตร์ ทุกแขนง โอกาสมากเท่าไหร่ ความชอบและความถนัดที่แท้จริงจะเห็นได้ชัดขึ้นเท่านั้น  โรงเรียนอัสสัมชัญไม่ได้เด่นแค่เรื่อง Head (วิชาการ)  แต่ Heart ( หัวใจ ) ก็เป็นกลไกสำคัญมากที่จะสร้างให้เด็กคนนึงเติบโตได้เป็นอย่างดี วัยประถมจะเน้นเตรียมความพร้อม และลองให้มากที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ จะนำไปสู่ ความชอบความไม่ชอบ ความถนัดความไม่ถนัด เด็กๆสามารถเสนอแนะและสะท้อนความคิดให้คุณครูหรือผู้ปกครองจากการเรียนรู้และกิจกรรมต่าง ๆ ว่าอยากทำอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร และให้โอกาสเด็ก ๆ ได้เป็น “ผู้นำในเวทีของตนเอง”

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/assumption-college-primary-section/

6. โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์

โรงเรียนหญิงล้วนที่เปิดทำการเรียนการสอนมายาวนานกว่า 100 ปี เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษา เสริมจุดเน้นด้านการอ่าน การเขียน โดยจัดให้มีการเรียนการสอนในรูปแบบ Special English Program (SEP)  ซึ่งเป็นหลักสูตร สำหรับเด็ก ๆ ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยม 3 เพื่อพัฒนาด้านการพูด ฟัง อ่านและเขียนภาษาอังกฤษ โดยมีครูต่างชาติเป็นผู้สอนและเป็นครูคู่ชั้น  เด็ก ๆ ได้เรียนภาษาอังกฤษทุก ๆ วัน นอกจากนี้เด็ก ๆ ชั้นอนุบาลจะได้เรียนภาษาจีนตั้งแต่เล็ก ๆ ส่วนรายวิชาสำหรับเด็กในยุคศตวรรษ 21 อย่าง Coding ที่นี่ก็เรียนกันตั้งแต่ระดับอนุบาล ผ่านเกมส์สนุก ๆ  ส่วนชั้นประถม 1 – 6  ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency) เป็นแกนหลักในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning  โดยมีจุดเน้นทางด้านภาษา และจัดการเรียนแบบ Special Englishและสอนภาษาจีนเป็นภาษาที่ 3  ยังได้เรียนรู้ STEM โดยบูรณาการในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก ในการสรรค์สร้างชิ้นงาน  เพื่อช่วยเหลือสังคมและปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้กับเด็ก ๆ อีกด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/st-francis-xavier-convent/

7. โรงเรียนโพธิสารพิทยากร

โรงเรียนรัฐบาลที่มีแนวคิดการบริหารแบบเอกชน การเรียนการสอนทันสมัย เพียบพร้อมไปด้วยห้องแห่งการเรียนรู้และทำกิจกรรมสำหรับนักเรียน  มีหลักสูตรให้เลือกถึง  4 หลักสูตร ด้วยกัน  โดยทุกหลักสูตรจะเน้นเรื่องการหาตัวตนของนักเรียนและวิชาชีพเป็นหลัก เพื่อปูทางเข้าสู่มหาวิทยาลัย ในแบบที่นักเรียนชอบ ม.1- ม.3 จะเน้นการเรียนการสอนที่ช่วยค้นหาความชอบของตัวเอง ผ่านวิชาเลือกอาชีพ 8กลุ่ม ที่เป็นทักษะในการประกอบอาชีพต่าง ๆ ที่แตกย่อยออกไปกว่า  200 วิชา นักเรียนสามารถเปลี่ยนวิชาเรียน ไปเรื่อย ๆ  เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้หลายอย่าง เพื่อสำรวจตัวเอง ว่าฉันอยากเป็นอะไรกันแน่  ยังมีซอฟแวร์ที่จะสแกนนิสัยของเด็กแต่ละคนว่ามีความถนัดความสนใจอะไร เพื่อนำไปสู่อาชีพที่เด็กอย่างเรียน โดยเอาคะแนนจากคำถามมาทำนาย  เป็นข้อมูลของเด็กแต่ละคน เพื่อวางแผนในการเรียน เด็ก ม.ปลาย จะเน้นเรียนวิชาที่จะใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ลดกระบวนการวิชาที่เด็กไม่ใช้สอบ เช่น วิชาพละ ก็ปรับเปลี่ยนเป็นเรียนออนไลน์ สามารถเข้าเรียนช่วงเวลาที่นักเรียนว่างได้  เพื่อนำเวลาเรียนในโรงเรียน ไปเน้นวิชาที่ใช้สอบจริงๆ  รวมไปถึงพาไปฝึกงานจริงตามสายอาชีพ ทำให้เด็กม.ปลายที่โรงเรียนโพธิสารพิทยากรมีพอร์ต การเรียนวิชาชีพต่าง ๆ การฝึกงาน การศึกษางาน เพื่อปูทางให้กับในการเข้ามหาวิทยาลัย คลิกอ่านได้เลยที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/potisarnpittayakorn-school/

8. โรงเรียนราชินี

โรงเรียนที่สร้างเด็กให้เป็นกุลสตรีและสุภาพบุรุษที่มีทักษะรอบด้าน  ควบคู่ไปกับกิริยามารยาทที่พร้อมด้วยจริยธรรมอย่างสมสมัย เปิดสอนมากว่า 120 ปี เด็กนักเรียนที่นี่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เป็นกุลสตรีและสุภาพบุรุษ ที่ทันยุคทันสมัย มีทักษะรอบด้าน ทั้งวิชาการและทักษะชีวิต หลักสูตรของเด็กอนุบาล เน้นให้เด็กลงมือปฏิบัติจริง   (  Learning by doing  ) เรียนรู้ผ่านการเล่น และการทำกิจกรรมทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ ในภาคเรียนที่ 2 เด็กจะได้เรียนรู้แบบโครงงาน หรือ Project Approach เพื่อส่งเสริมให้เรียนรู้เป็นทีม ( Team Learning ) โดยช่วยกันทำทั้งห้อง โรงเรียนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็ก ๆ ในเรื่องอารมณ์ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ๆ ทางด้านอารมณ์และสังคม Social and Emotion Learning ( S.E.L ) เป็นกิจกรรม ที่จะช่วยสะท้อนอารมณ์ในแต่ละวันของเด็ก ๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อารมณ์ของตนเอง โกรธ เศร้า ดีใจ เหงา  หรือเสียใจ สื่อในการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/rajini-school/

9. โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สาธิตเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบองค์รวมซึ่งคือการพัฒนาในทุก ๆ ด้านพร้อมกันอย่างสมดุล ไม่ใช่การเฉพาะเจาะจงด้านใดด้านหนึ่ง และส่งเสริมทั้งกิจกรรมและวิชาการเพราะเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจะพัฒนาควบคู่ไปกับการทำนุบำรุงร่างกายและจิตใจอย่างเท่าเทียมกัน หลักสูตรและตำราของโรงเรียนจะมาจากการค้นคว้า ทดลอง พัฒนาและสร้างแรงบันดาลใจในการเติบโตทางสติปัญญาแต่ก็ยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับนักเรียน ทำให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่ทันสมัยอยู่เสมอ และยังเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนา วิชาสมรรถนะเพื่อชีวิต ซึ่งมีทั้งหมด 10 สมรรถนะ เด็ก ๆ สามารถใช้เรียนรู้ได้จริงในชีวิตประจำวัน  เพื่อพัฒนาสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน โดยคำนึงถึงความต้องการของนักเรียน  ที่สำคัญโรงเรียนยังมีทีมแนะแนว นักจิตวิทยา อาจารย์ คอยดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการเรียน การเรียนต่อ หรือปัญหาอื่นๆ อีกด้วย  อ่านเนื้อหาได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/satitkaset-school/

10. โรงเรียนราชินีบน

โรงเรียนที่ปลูกฝังเด็ก ๆ ให้มีกิริยามารยาทที่เรียบร้อยและมีความเป็นกุลสตรีที่งามพร้อม  และมีคุณภาพของระบบการเรียนการสอนไม่แพ้ใคร ที่สำคัญโรงเรียนราชินีไม่เคยหยุดพัฒนาไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ยังปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน โดยได้พัฒนาเป็นหลักสูตร ให้เหมาะกับ เด็กในแต่ละช่วงวัย โดยในช่วงปฐมวัย  ทางโรงเรียนราชินีบนได้พัฒนาหลักสูตร โดยได้ให้ชื่อว่า K STEM กับ 4 สาระ  โดยสาระทั้ง4  ที่ทางโรงเรียนจะสอนนั้นจะเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว แล้วค่อยๆ ขยายวงกว้างขึ้นออกไป  คุณครูที่นี่มีความเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก  และช่วยกระตุ้นการเรียนรู้เพื่อให้เด็กๆ ได้ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมถึงการที่เด็ก ๆ มีโครงงาน เพื่อให้เด็ก ๆได้กล้าแสดงออก และเอกลักษณ์ที่โรงเรียนราชินีบนยังคงยึดถือและดำรงอยู่ คือ “การเป็นกุลสตรีราชินีบน” ที่งามพร้อมในทุกด้านอย่างแท้จริงค่ะ  คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/rajinibon-school/

บทความโดย

แม่เลม่อน


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ – 7 โรงเรียนย่านนนทบุรี หลักสูตรดี สภาพแวดล้อมดี ลูกเรียนแล้วแฮปปี้!

“ไข้กาฬหลังแอ่น” โรครุนแรง ลุกลามไว อาจเสียชีวิตได้ใน 24 ชั่วโมง ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพียงแม่รู้ทัน ช่วยป้องกันลูกน้อย

ใคร ๆ จะคิดว่าโรคเก่าแก่อย่าง ไข้กาฬหลังแอ่น เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วโรคนี้ ถ้าติดเชื้อแล้ว โรคลุกลามไว หรืออันตรายอาจถึงชีวิตใน 24 ชั่วโมง [1]  แม้เป็นโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ความรุนแรง และผลกระทบของโรคที่ตามมาร้ายแรงกว่าที่คุณพ่อคุณแม่จะรับไหว [2]

ตั้งแต่มีลูก คุณแม่อย่างเราเปลี่ยนไปหันมาใส่ใจทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพเพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัยที่สุด ถึงแม้จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกสัมผัสกับเชื้อโรคเพียงใด ยังมีโอกาสที่ลูกเจ็บป่วยได้ เพราะระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังอ่อนแอ [3] วิธีการป้องกันหรือลดความเสี่ยงการติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และลดการอยู่ในสถานที่แออัด [4] และหนึ่งในวิธีที่คุณแม่จะสามารถปกป้องลูกน้อยจากโรคได้ด้วย คือการเข้ารับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นตามกำหนด [5]

มารู้จัก ไข้กาฬหลังแอ่น โรคร้ายที่ถูกมองข้าม

ไข้กาฬหลังแอ่น ไม่ใช่โรคเด็กที่พบได้บ่อย ๆ [2] ในทารกและเด็กเล็กเหมือนกับหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรืออาร์เอสวี ที่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี [6-8] แต่มีอาการเบื้องต้นคล้ายกัน [9-12] จนทำให้คุณแม่มองข้ามและคิดว่ารักษาไม่นานก็หาย ทำให้ลูกไม่ได้เข้ารับการรักษาจนสายเกินไป 

โรคไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือพบทั้งสองภาวะร่วมกัน โดยสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ  ไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์บี [2] โรคนี้ติดต่อทางการสัมผัสน้ำลาย สารคัดหลั่ง และการสัมผัสใกล้ชิด [13] สำหรับประเทศไทยพบว่ามีเด็กและวัยรุ่นป่วยจากโรคนี้ 20 – 30 คนต่อปี [14] แต่ความรุนแรงของโรคมีโอกาสทำให้ลูกป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง [1]

อาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น ที่แม่ต้องรู้

หลังจากลูกได้รับเชื้อจะฟักตัวอยู่ในบริเวณลำคอโดยไม่แสดงอาการ [15] คุณแม่จึงยังไม่สังเกตเห็นอาการผิดปกติในช่วงแรก เมื่ออาการของโรคจะรุนแรงขึ้น เริ่มมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย หลังจากนั้นเชื้อจะเริ่มลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยสังเกตพบผื่นแดงและลุกลามเป็นจ้ำเลือด หากเชื้อรุนแรงขึ้นอาจมีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จนปลายแขนขาดเลือดทำให้สูญเสียนิ้ว แขนขา หรืออาจเกิดภาวะช็อกได้ [15,16]

กรณีที่เชื้อลุกลามเข้าสู่สมองจะส่งผลให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ลูกจะมีอาการปวดหัวรุนแรง ซึม และชัก [15,16] และอาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง [1] โดยอัตราการเสียชีวิตจากไข้กาฬหลังแอ่นสูงถึง 10-15% เลยทีเดียว ส่วนเด็กที่รอดชีวิต 1 ใน 5 อาจพิการ เช่น แขนขาขาด หูหนวก สมองช้า พัฒนาการของเด็กก็จะลดลง [13,16]

ทารกแรกเกิดเสี่ยงสูง ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

เด็กทุกคนมีโอกาสป่วยด้วยโรคไข้กาฬหลังแอ่นได้ หากเป็นทารกแรกเกิดหรือเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีจะมีความเสี่ยงมากที่สุด [2] เพราะระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์จึงรับเชื้อได้ง่าย และอาการุนแรง [3] แม้ว่าทารกอายุก่อน 6 เดือนจะไม่ค่อยออกนอกบ้าน แต่มีโอกาสรับเชื้อจากอุ้ม กอด หอมของคนในครอบครัว [4] ยิ่งเด็กวัยนี้ยังไม่พูดบอกอาการป่วยของตัวเองให้รับรู้ได้ กว่าคุณพ่อคุณแม่จะรู้ตัวอาจสายเกินไป

สำหรับการป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น ด้วยวิธีหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดจากคนแปลกหน้า หรือคนในครอบครัว เมื่อกลับมาบ้าน ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนกอดหอมลูกน้อย และอีกหนึ่งวิธีที่คุณไม่ควรมองข้ามคือ พาลูกไปรับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น [4,5]

สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยมีคำแนะนำให้พิจารณาวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นวัคซีนทางเลือกให้กับเด็กกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ทารกและเด็กเล็ก ตั้งแต่อายุ 2 เดือน -2 ปีและเด็กกลุ่มเสี่ยงจากโรคประจำตัวและยาบางชนิดที่ใช้ [2] โปรดรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมจากกุมารแพทย์ในทุกโรงพยาบาล เพื่อสร้างเกราะกันภัยจากโรคไข้กาฬหลังแอ่นตั้งแต่เนิ่น

เอกสารอ้างอิง

  1. Apicella, M. A., et al. (2025). Epidemiology of Neisseria meningitidis infection. UpToDate. Retrieved September 19, 2025, from https://www.uptodate.com/contents/epidemiology-of-neisseria-meningitidis-infection.
  2. Pediatric Infectious Disease Society of Thailand. (2025). Recommendations for meningococcal vaccination in Thai children and adolescents. Bangkok: PIDST. Retrieved September 19, 2025, from https://pidst.or.th/A1527.html
  3. Georgountzou, A., et al. (2017). Postnatal Innate Immune Development: From Birth to Adulthood. Front. Immunol, 8(957), 1-16. 
  4. Department of Disease Control. (2023). Annual epidemiological surveillance report 2023 (pp. 26-30). Department of Disease Control.
  5. Centers for Disease Control and Prevention. (2024, February 1). Clinical Overview of Meningococcal Disease. Retrieved September 19, 2025, from https://www.cdc.gov/meningococcal/hcp/clinical/index.html
  6. Yasopa, O., et al. (2024). Epidemiology of influenza patients in Thailand between A.D. 2014-2021. Institute for Urban Disease Control and Prevention Journal, 9(2), 1-40.
  7. Thongpan, I., et al. (2020). Respiratory syncytial virus infection trend is associated with meteorological factors. Scientific Reports, 10(1), 10931.
  8. Fry, A.M., et al. (2011). Human Rhinovirus Infections in Rural Thailand: Epidemiological Evidence for Rhinovirus as Both Pathogen and Bystander. PLoS ONE, 6(3), 317780.
  9. Centers for Disease Control and Prevention. (2024, August 30). Meningococcal Disease Symptoms and Complications. Retrieved September 19, 2025, from https://www.cdc.gov/meningococcal/symptoms/index.html
  10. Centers for Disease Control and Prevention. (2024, August 26). Signs and Symptoms of Flu. Retrieved September 19, 2025, from https://www.cdc.gov/flu/signs-symptoms/index.html
  11. Centers for Disease Control and Prevention. (2025, July 8). Symptoms and Care of RSV. Retrieved September 19, 2025, from https://www.cdc.gov/rsv/symptoms/index.html
  12. Centers for Disease Control and Prevention. (2024, October 15). About Common Cold. Retrieved September 19, 2025, from https://www.cdc.gov/common-cold/about/index.html#cdc_disease_basics_symptoms-signs-and-symptoms
  13. Mbaeyi, S., et al. (2021). Meningococcal disease. Epidemiology and prevention of vaccine-preventable diseases (14th ed.). Public Health Foundation. Retrieved September 19, 2025, from https://www.cdc.gov/pinkbook/hcp/table-of-contents/chapter-14-meningococcal-disease.html
  14. กระทรวงสาธารณสุข. (2015, มีนาคม 8). สธ. ย้ำประชาชนไทยไม่มี โรคไข้กาฬหลังแอ่น ระบาด ไทยพบผู้ป่วยน้อยมาก ปีละ 20 – 30 ราย. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน, 2025, จาก https://pr.moph.go.th/online/index/news/71379
  15. Pace, D., Pollard, A. J. (2012). Meningococcal disease: Clinical presentation and sequelae. Vaccine, 30S, B3-9.
  16. American Academy of Pediatrics. (2021). Red Book: 2021–2024 report of the Committee on Infectious Diseases (32nd ed., pp. 519-532). American Academy of Pediatrics.

Non-promotional material I NP-TH-MNU-WCNT-250006 I 09/25


เปรียบเทียบชัดๆ นมเด็กผ่าคลอด ต้องกล่องไหน ดีต่อสมองและภูมิคุ้มกัน

มาเปลี่ยนมุมมองการเลือกนมผงให้ลูกรักกันดีกว่า! 💛
คุณแม่รู้ไหมว่า “พัฒนาการสมอง” ของลูกเริ่มต้นได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของชีวิต และยิ่งสำหรับ “เด็กผ่าคลอด” ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะนอกจากต้องเสริมสารอาหารที่ช่วยพัฒนาสมองให้ไว เรียนรู้ได้เร็วแล้ว ยังควรเติม “จุลินทรีย์สุขภาพ” ที่อาจ พลาดไปจากการผ่าคลอด เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงควบคู่กันไปด้วย

แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ! วันนี้เราจะมาไขความลับของ “นมสำหรับเด็กผ่าคลอด” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกน้อย “สมองไว เรียนรู้เร็ว และมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง” ได้ไม่ต่างจากเด็กที่คลอดธรรมชาติเลย 🌱

เมื่อลูกอายุครบ 1 ขวบขึ้นไป การเลือกนมเสริมสูตรที่เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กัน

ซึ่งแม้นมสูตรทั่วไปจะดื่มได้ แต่การเลือก “นมผง” เพื่อเด็กผ่าคลอด จะช่วยเติมเต็มพัฒนาการด้านสมองและภูมิคุ้มกัน

เราได้คัดเลือก นมผงสูตร 3  สำหรับเด็ก 1 ขวบขึ้นไป ที่คุณแม่คุ้นเคยและไว้วางใจมาเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆ ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ “สร้างสมองไว” และ “เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง”  ได้แก่

  • S-26 GOLD PRO-C 3
  • Hi-Q1 PLUS SUPER GOLD PLUS C 3
  • Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome 3

มาดูกันเลยค่ะ ว่านมสูตรไหนคือ “คู่ใจคุณแม่ผ่าคลอด” ที่ช่วยให้ลูกน้อยพร้อมก้าวสู่พัฒนาการสมองและภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ที่สุด! ✨

S-26 GOLD PRO-C สูตร 3

สำหรับกล่องแรกที่เราจะมาดูคือ S-26 GOLD PRO-C สูตร 3 ซึ่งเป็น นมสำหรับเด็กผ่าคลอด สูตรที่พัฒนากว่าสูตรเดิมไปอีกขั้น* ผสม แอลฟา- สฟิงโกไมอีลิน และ บี แล็กทิส

สมอง: สฟิงโกไมอีลิน  แอลฟา-แล็คตัลบูมิน   ดีเอชเอ  เออาร์เอ แกงกลิโอไซด์  และ วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง

ภูมิคุ้มกัน: โพรไบโอติกบี แล็กทิส และ 2’-FL รวมถึง วิตามินซี มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

Hi-Q1 PLUS SUPER GOLD PLUS C สูตร 3

มาต่อกันที่ HiQ-1 Plus Super Gold Plus สูตร 3 นมเด็กผ่าคลอดอีกหนึ่งกล่อง มีซินไบโอติก เอกสิทธิ์เฉพาะ

สมอง: มี สฟิงโกไมอีลิน, ทริปโตเฟน, DHA

ภูมิคุ้มกัน: มี ซินไบโอติก, โพรไบโอติก B. breve, 2’-FL

Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome สูตร 3

ปิดท้ายกันด้วย Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome สูตร 3 ที่มี MFGM (Milk Fat Globule Membrane)

สมอง: มี MFGM, DHA, สฟิงโกไมอีลิน

ภูมิคุ้มกัน: มีใยอาหาร 2’-FL, FOS

เพื่อช่วยให้คุณแม่ตัดสินใจเลือกนมเด็กผ่าคลอดสูตร 3 ได้ง่ายขึ้น เราได้สรุปและเปรียบเทียบข้อมูลสารอาหารสำคัญของแต่ ละแบรนด์มาไว้ในตารางนี้ค่ะ

คุณแม่หลายท่านอาจจะตัดสินใจไม่ถูกเลยใช่ไหมคะ? เพราะแต่ละแบรนด์ก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แต่ถ้าจะให้แนะนำ นมเด็กผ่าคลอด ที่ตอบโจทย์ทั้งการ “สร้างสมองไว” และ “เสริมภูมิคุ้มกัน”  ครบจบสำหรับ”เด็กผ่าคลอดเจนใหม่” โดยเฉพาะ ต้องยกให้ นม S-26 GOLD PRO-C สูตร 3 เลยค่ะ

นมผงสำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป ด้วยส่วนผสมของแอลฟา-สฟิงโกไมอีลิน พร้อม DHA, โคลีน, วิตามินบี12 ที่มีส่วนช่วยการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง พร้อมโพรไบโอติก บี แล็กทิส และ 2’ -FL รวมถึง วิตามินซี มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณแม่ที่ต้องการดูแลลูกน้อยที่ผ่าคลอดให้มีพัฒนาการสมองและภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมเติบโตอย่างแข็งแรงสมบูรณ์สมวัยและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ในทุกวันค่ะ

ข้อมูล

  1. ผลิตภัณฑ์ S-26 GOLD PRO-C 3, S-Mom Club
  2. ผลิตภัณฑ์ Hi-Q1 PLUS SUPER GOLD PLUS C 3, Hi Family Club
  3. ผลิตภัณฑ์ Enfagrow A+ MIND PRO C-Biome 3, EnfaBaby

Tags

โรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) เป็นสาเหตุของการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล คือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1, A/H3N2 และ B โดยในประเทศไทยพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ได้ตลอดปี ซึ่งมักพบการระบาดมากที่สุดใน 2 ช่วง คือ ช่วงฤดูหนาว และช่วงฤดูฝน โดยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคระบาดทางทางเดินหายใจเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในทุกกลุ่มอายุ และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโดยอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้1

อาการแสดงของโรคไข้หวัดใหญ่1

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มีอาการแตกต่างกันตามอายุ โดยในกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นจะมีอาการ

  • ไข้สูงเฉียบพลัน
  • หนาวสั่น
  • ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในบริเวณหลัง ต้นแขน ต้นขา
  • มีน้ำมูกใส คัดจมูก ไอแห้ง เจ็บคอ และเบื่ออาหาร

ส่วนในเด็กเล็กจะมีไข้สูง ร่วมกับอาการทางระบบอื่น เช่น ถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน และชักจากไข้สูง

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปลายประสาทอักเสบ และสมองอักเสบ1

แนวทางในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่1-3

  • ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด หรือถ้าจำเป็นควรปิดปาก จมูกด้วยหน้ากากอนามัย
  • ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น
  • หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ
  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น
  • ในปัจจุบันการได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญ ซึ่งสามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และการเสียชีวิตได้

ในปัจจุบันการได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญ ซึ่งสามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และการเสียชีวิตได้ โดยคำแนะนำการให้วัคซีนในเด็กและวัยรุ่นไทย จากสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก

แห่งประเทศไทย และคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จากสมาคมโรคติดเชื้อในประเทศไทย ได้แนะนำการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปีละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยลดการติดเชื้อ ลดความรุนแรง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ โดยแนะนำวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ดังนี้

  1. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก สำหรับผู้มีอายุ 2 ถึง 49 ปี
  2. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แบบฉีดเข้ากล้าม สำหรับผู้มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

Reference:

  1. สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. โรคไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่. https://www.pidst.or.th/A709.html. (Accessed April 2025)
  2. สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทย แนะนำโดย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2568. https://www.pidst.or.th/A1517.html. (Accessed April 2025)
  3. สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ พ.ศ. 2568. https://idthai.org/Contents/Views/?d=!17!9!!1046!. (Accessed April 2025)

Tags

Gen Alpha เก่งอังกฤษแบบก้าวกระโดด! เปิดห้องเรียน LingoAce ที่ทำให้ลูกพูดได้แบบ Native

ในยุคที่ Gen Alpha เติบโตมาพร้อมกับโลกดิจิทัล การเรียนภาษาอังกฤษแบบเดิม ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป LingoAce แพลตฟอร์มสอนสดตัวต่อตัวชั้นนำของเอเชีย ได้นำนวัตกรรมและหลักสูตรที่สนุกสนานแบบ Gamification มาใช้ เพื่อให้ลูกของคุณพ่อคุณแม่ได้เรียนภาษาอังกฤษกับครูเจ้าของภาษาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่เป็นการ ซึมซับ และ ใช้ภาษาจริง จนสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติราวกับเจ้าของภาษา มาร่วมค้นหาคำตอบว่า LingoAce สามารถทำให้เด็กๆ เก่งอังกฤษแบบก้าวกระโดดได้อย่างไรค่ะ

ความรู้จัก Gen Alpha เมื่อลูกคือ Global Native ที่ต้องพร้อมแข่งบนเวทีโลก

เรากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เพราะ “เจนอัลฟ่า” (เด็กที่เกิดระหว่างปี 2010–2025) คือ “Digital First Generation” ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและคอนเทนต์วิดีโอสั้น ทำให้มีพฤติกรรมเด่นคือ สมาธิสั้นลง และต้องการการเรียนรู้ที่รวดเร็ว สนุก และมีส่วนร่วม (Interactive Learning) สูงมาก นอกจากนี้ ภายใต้ “วิกฤตเด็กเกิดน้อย” ในปัจจุบัน ที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ทำให้ ลูกหนึ่งคนต้องแบกความหวังสูง ในการแข่งขันระดับโลก ดังนั้น LingoAce จึงมองเห็นคำตอบชัดเจนว่า ทักษะภาษาอังกฤษ ที่แข็งแกร่งคือ กุญแจสำคัญ ที่จะปลดล็อกศักยภาพของ Gen Alpha ให้กลายเป็น “Global Native” ที่มีที่ยืนบนเวทีโลกในอนาคตได้อย่างแท้จริง

ทลายกำแพงความกลัว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ขาดการเรียนรู้” แต่อยู่ที่ “วิธีเรียนรู้”

แม้จะเห็นความสำคัญ แต่ข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจของ LingoAce พบว่า กว่า 70% ของผู้ปกครองไทยกังวลว่าลูกเรียนภาษาอังกฤษมานานแต่ยังไม่มั่นใจที่จะพูดจริงในชีวิตประจำวัน นี่คือสัญญาณชัดเจนที่บอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดความรู้ แต่คือ “วิธีการเรียนรู้” ที่ไม่สร้างความมั่นใจให้เด็กอย่างแท้จริง

LingoAce จึงได้พัฒนาแนวทางการเรียนภาษายุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากการเน้นท่องจำไวยากรณ์ มามุ่งเน้นที่ 3 ทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 ที่เด็ก Gen Alpha จำเป็นต้องมี

  1. Communication: ความสามารถในการสื่อสารและกล้าแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ
  2. Critical Thinking through Language: การฝึกคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาผ่านการใช้ภาษา
  3. Cross-cultural Collaboration: ความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น

Framework 3C เส้นทางที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้ เพื่อปั้นลูกสู่ Global Native

เพื่อเตรียมลูกให้พร้อมกับโลกที่เปลี่ยนไป LingoAce จึงเสนอ Framework 3C แนวทางการเรียนภาษาที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงสำหรับยุคดิจิทัล

  • Confidence (ความมั่นใจ): สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยให้เด็ก กล้าพูด กล้าลองผิดลองถูก โดยไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน
  • Consistency (ความสม่ำเสมอ): สนับสนุนให้มีการเรียนรู้ต่อเนื่อง เพราะภาษาคือทักษะที่ต้องใช้ซ้ำและฝึกฝนเป็นประจำ
  • Curriculum Fit (หลักสูตรที่เหมาะสม): หลักสูตรต้องออกแบบเฉพาะสำหรับเด็กไทยยุคใหม่ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น CEFR, HSK และผ่านการรับรองจาก University of Cambridge

นี่คือข้อได้เปรียบมหาศาลที่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ยังเล็ก (Early Start) เพราะ สมองเด็กมีความยืดหยุ่นสูง หากใช้เทคโนโลยีและ Gamification ที่เหมาะสม จะทำให้ภาษาเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

LingoAce เปิดตัวคอร์ส Subscription รายเดือน ยกระดับการเรียนภาษาอังกฤษให้เข้าถึงง่ายขึ้น

จากประสบการณ์กว่า 6 ปีในตลาดประเทศไทย และความสำเร็จในการเป็นบริษัท EdTech ชั้นนำระดับสากล ที่ดำเนินการในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก (เช่น สิงคโปร์ (สำนักงานใหญ่) ไทย อินโดนีเซีย จีน สหรัฐฯ และยุโรป) LingoAce ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเรียนภาษาแบบสอนสดตัวต่อตัวชั้นนำของเอเชีย ได้พิสูจน์มาตรฐานของตนเองด้วยจำนวนผู้เรียนกว่า 400,000 คนทั่วโลก และทีมครูคุณภาพกว่า 3,500 คน ทั้งครูเจ้าของภาษาและครูสองภาษาที่ผ่านการอบรมการสอนเด็กโดยเฉพาะ

เพื่อตอบโจทย์ผู้ปกครองยุคใหม่ LingoAce จึงได้เปิดตัว คอร์สภาษาอังกฤษรูปแบบใหม่แบบ Subscription รายเดือน ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จจนติด Top 3 แบรนด์คอร์สออนไลน์ภาษาอังกฤษในประเทศจีน การเปิดตัวรูปแบบ Subscription นี้มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษคุณภาพระดับโลก ด้วยครูเจ้าของภาษาและหลักสูตรที่ทันสมัยได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม

เจาะลึกหลักสูตร LingoAce: การันตีคุณภาพระดับโลกด้วยมาตรฐานสากล

สิ่งที่ทำให้ LingoAce แตกต่างอย่างแท้จริงคือคุณภาพของหลักสูตร LingoAce English Program ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ โดยมีการอ้างอิงตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวด ได้แก่ CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) University of Cambridge และ TESOL International Association

หลักสูตรนี้เน้นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษครบทั้ง 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน ผ่าน คลาสสอนสดตัวต่อตัว (1:1) ที่มีความยาวเพียง 25 นาที เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรม Short Attention Span ของเด็ก Gen Alpha โดยใช้เทคนิค Gamification และ Immersive Learning ทำให้การเรียนเป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น และช่วยให้เด็กจดจำและนำไปใช้ได้จริง

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถมั่นใจในพัฒนาการของบุตรหลานได้ ด้วยการติดตามผลการเรียนอย่างละเอียดทุกเดือนผ่านระบบ Feedback Report และการให้คำปรึกษาจาก Learning Advisor ส่วนตัว เพื่อร่วมดูแลและวางแผนการเรียนรู้ของลูกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

โอกาสทอง! เริ่มต้นก้าวแรกสู่การเป็น Global Native ในราคาเพียง 999 บาท!

เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกครอบครัวได้มอบ “Skill for Life” ให้กับลูกได้อย่างแท้จริง LingoAce จึงได้เปิดตัวรูปแบบการเรียนใหม่แบบ Subscription รายเดือน ที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด ด้วย LingoAce English Program หลักสูตรสำหรับเด็กอายุ 3–15 ปี ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เรียนอังกฤษได้ผลจริง เพียงจ่ายเริ่มต้น 999 บาทเท่านั้น! ในราคานี้ ลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่จะได้รับสิทธิ์เรียนสูงสุดถึง 8 คลาสต่อเดือน แบบสอนสดตัวต่อตัวกับครูเจ้าของภาษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่อง สนุก คุ้มค่า และเห็นผลจริงตั้งแต่คลาสแรก นี่คือโอกาสสำคัญในการ เปิดโลกภาษาในราคาที่เข้าถึงได้ ให้ลูกคุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจบนเวทีโลก

ของขวัญที่ดีที่สุดที่พ่อแม่มอบให้ลูกได้ คือความมั่นใจที่จะสื่อสารกับคนทั้งโลก

โลกของ Gen Alpha หมุนเร็วกว่าที่เราคิด และในยุคที่การแข่งขันอยู่ในระดับโลกนี้ ทักษะภาษาอังกฤษ คือเครื่องมือสำคัญที่พ่อแม่ต้องมอบให้ลูกเพื่อสร้างความมั่นใจและโอกาสในอนาคต LingoAce เข้าใจความท้าทายของวิกฤตเด็กเกิดน้อยและความกังวลเรื่อง “ลูกเรียนแต่ไม่กล้าพูด” จึงได้พัฒนาหลักสูตรสอนสดตัวต่อตัวตามมาตรฐานสากล ที่เน้นสร้าง Confidence และความ Consistency ในราคาที่เข้าถึงได้

ภาษาไม่ใช่วิชาในห้องเรียน แต่คือ Skill for Life ของเด็กเจนอัลฟ่า ของขวัญที่ดีที่สุดที่พ่อแม่มอบให้ลูกได้ ไม่ใช่เงินทอง แต่คือความมั่นใจที่จะสื่อสารกับคนทั้งโลก

อย่าปล่อยให้วิธีการเรียนรู้แบบเดิมๆ มาปิดกั้นศักยภาพของลูก หากคุณพ่อคุณแม่พร้อมที่จะเห็นลูกพูดภาษาอังกฤษแบบ Native Speaker อย่างก้าวกระโดด และเปลี่ยนการเรียนภาษาให้เป็นเรื่องสนุกตั้งแต่วันนี้

คลิกที่นี่! ลงทะเบียนทดลองเรียนคลาสภาษาอังกฤษ 1:1 กับ LingoAce เพื่อสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่าง และเห็นผลลัพธ์ที่เปลี่ยนชีวิตลูกได้ด้วยตาของคุณพ่อคุณแม่เอง

EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง

EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง
เปลี่ยนตาเป็นสวิตช์ ! แล้วตะลุยไปในโลกแห่งไฟฟ้าสุดว้าว 

School Visit วันนี้ วันนี้เราจะพาเด็ก ๆ มาเปลี่ยนสายตาให้เป็นสวิตช์ ! แล้วไปผจญภัยในโลกแห่งพลังงานสุดล้ำกันที่ EGAT Learning Center หรือศูนย์การเรียนรู้กฟผ. สำนักงานกลางกันค่ะ  รับประกันว่าทุกคนจะสนุกและว้าวไปกับความรู้ใหม่ ๆ เพราะเค้าเนรมิตเรื่องราวของ พลังงานไฟฟ้าและวิทยาศาสตร์ สุดซับซ้อน ให้กลายเป็นเกมส์สุดมัน  ผ่านกิจกรรม Interactive – ผสานเทคโนโลยีล้ำ ๆ ที่เข้าใจง่าย ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

EGAT Learning Center
อาคารนี้มีแต่ความสนุก
EGAT Learning Center
ไฮไลท์เด็ดของที่นี่เลยก็ว่าได้ค่ะ แตะไปตรงไหน เดินไปทางไหนก็สนุกไปหมด อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่ยังตื่นเต้นเลยค่ะ
EGAT Learning Center
ที่นี่เกมการเรียนรู้ล้ำๆ เยอะมาก เด็กๆ สามารถอยู่กับกิจกรรมได้นานทีเดียวเลยค่ะ
Tree of Life ต้นยางนาเรืองแสง (อีกหนึ่งไฮไลท์) ในโซน REBALANCE อย่าลืมมาเล่นกันนะคะ
จำลองการปลูกต้นไม้ในอนาคต
มาดูกันว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลก เขาจัดการและใช้ไฟฟ้ากันอย่างไร

POWER ON! ที่ EGAT Learning Center

รูปแบบนิทรรศการแบบ Interactive ล้วน ๆ ผสมผสาน Play-Based & Learning โดยใช้เกมที่ผสานเทคโนโลยีล้ำ ๆ ทั้ง sensorial + movement ของร่างกายในทุกกิจกรรม ( มีทั้งเล่นเดี่ยว / เป็นคู่ / เป็นคณะ ) เพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ให้สนุกสนาน ย่อยความรู้เกี่ยวกับพลังงานที่ยั่งยืนให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เข้าใจ (ให้เรื่องไฟฟ้าเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น)

และแบ่งออกเป็น 7 ฐานด้วยกัน แต่ละฐานเด็ก ๆ จะได้สะสมแต้มผ่าน Mission ต่าง ๆ โดยใช้ RFID Tag ที่มีร่าง Avatar ของเรา ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

EGAT Learning Center
ลงทะเบียนกันคนละ 1 ใบ (รับ RFID TAG) เลือกร่างอวตาร แล้วมาดวลกัน!
EGAT Learning Center
ว้าวตอนนี้โลกสมดุลแล้ว ท้องฟ้าสะอาด หญ้าเขียวขจี แบบนี้ต้องฉลอง!
EGAT Learning Center
ที่ EGAT Learning Center เราจะสามารถเห็นความหลากหลายในการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับไฟฟ้า (ให้สนุก + เข้าใจง่าย) โดยการใช้เทคนิคล้ำๆ ที่ผู้เข้าชมทุกช่วงวัยเข้าถึงได้ง่ายๆ
EGAT Learning Center
มุม “พลังงานขับเคลื่อนชีวิต” ถ้าเราสัมผัสไปที่โมเดลสีเหลือง – ที่จอ (ตำแหน่งเดียวกัน) ก็จะมีคลิปสั้นเล่นขึ้นมาค่ะ
EGAT Learning Center
เกมนี้เล่นเป็นกลุ่มจะสนุกมาก (อย่าลืมไปเล่นกันนะ)

Highlight เด็ดห้ามพลาด ใน EGAT Learning Center กับ 2 ประสบการณ์ (โซน) ใหม่

  • ELEXTROSPHERE | โลกใหม่ Right คาร์บอน

ELEXTROSPHERE  ( ELEX + HAPPY และ POWER ) จะพาทุกคนไปสัมผัสเหตุการณ์หากโลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรง  ผ่านจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ความยาวกว่า 30 เมตร ระบบ 6D – 8K ที่ขอบอกเลยว่า แสง / สี / เสียง / สัมผัส ด้วยเทคนิค Interactive Immersive Experience & Theater ทำถึงมาก อลังการสุดพลังค่ะ (แถมตอนท้ายมีเซอร์ไพรส์ด้วย)

Right Carbon | สร้างสมดุลคาร์บอน

  • แกะรอยปริศนาผู้อยู่เบื้องหลังภาวะโลกเดือด – ตามหาคาร์บอนที่อยู่รอบตัวเราด้วย AR Interactive สนุก ๆ ใน Carbon คือผู้ร้ายจริงหรือ ?
  • พลังงานขับเคลื่อนชีวิต พาทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่ก้าวแรกแห่งการค้นพบพลังงานไฟฟ้า  เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. สนุกกับเกมการเรียนรู้ด้านพลังงานแบบ Self-learning สั้น ๆ ที่ใช้เทคนิค Model Interactive Projection Mapping Graphic Wall 
  • Welcome to ELEXTROSPHERE ภารกิจขับเคลื่อนโลกสู่ “EGAT CARBON NEUTRALITY” ภายใต้กลยุทธ์ Triple S ลด / ชดเชย / กักเก็บ กับเกมที่ใช้เทคนิค Projection Mapping Interactive & AR Interactive 
  • แต่งแต้มจินตนาการให้แก่โลก ELEXTROSPHERE 1.สนุกกับกิจกรรมกักเก็บ Carbon 2. คืนชีวิตแก่ ต้นไม้แสงนิรันดร์ 3. แต้มสีสันให้กับ ELEXTROSPHERE ผ่านเทคนิค Touch Screen L&S Interactive Projection Mapping ทุกคนจะได้ใช้ร่างกายเหมือนออกกำลัง ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก + มัดใหญ่ ถูกใช้งานกันเต็มๆ ค่ะ
โลกใหม่ RIGHT คาร์บอน
ทดลองเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
การไฟฟ้าฝ่ายผลิต นอกจากจะผลิตกระแสไฟแล้วยังดูแลชุมชน ตั้งแต่ป่าต้นน้ำ – ปลายทาง อีกด้วย เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้ได้อย่างมีความสุข

โซนใหม่ของ EGAT Learning Center เจาะลึกไปที่ “คาร์บอน” เป็นหลักเลยใช่ไหมคะ แสดงว่ามันต้องมีอะไร! 

เราขอสรุปเรื่องราวของคาร์บอนฉบับด่วนจี๋ไว้ตรงนี้

  • คำว่า คาร์บอน ที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ มักจะหมายถึง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซเรือนกระจก นั่นเองเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ และ จากกิจกรรมของมนุษย์
  • ก๊าซเรือนกระจกจะช่วย กักเก็บความร้อน ไว้ในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกมีอุณหภูมิที่พอเหมาะสำหรับการใช้ชีวิต (เหมือนผ้าห่มของโลก)
  • แต่ปัญหาคือ เมื่อมนุษย์ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้เชื้อเพลิง (ถ่านหิน, น้ำมัน) ในโรงงานหรือรถยนต์มากเกินไป ก็จะปล่อย CO2 ออกมามากเกินความจำเป็น โลกจึงร้อนขึ้น (ภาวะโลกร้อน = อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น)
  • ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมใหญ่ ภัยแล้ง คลื่นความร้อนรุนแรง

เราต้องลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อ รักษาอุณหภูมิของโลก ให้กลับมาสมดุลและปลอดภัย โดยมีเหตุผลหลักๆ คือ เพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติและโลก

เด็ก ๆ ต้องตีถี่ ๆ เพื่อเพิ่มพลังงานให้ต้นยางนาเรืองแสงขึ้นมา เป็นอีกระบบหนึ่งในการสร้างพลังงานไฟฟ้า (มีใช้ในบางประเทศ)
เกมนี้ท้าทายอยู่ค่ะ อย่าลืมไปลองเล่น
เอ้า ไล่จับเจ้าตัวร้ายกัน
ชมวิดีทัศน์ก่อนชมวิวอลังการ (ต้องไปชมด้วยตนเองน้า)
แสงสีต่างๆ ใช้งานแตกต่างกัน แสงสีชมพู (น้ำเงิน + แดง + ขาว) = แสงอาทิตย์ (Full spectrum) สามารถเร่งโต (พืช) ได้ทุกส่วน
แต้มสีสันให้กับ ELEXTROSPHERE ผ่านเทคนิค Touch Screen L&S Interactive Projection Mapping
เกมเกี่ยวกับข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจากทั่วโลก

นิทรรศพลังงานที่ห้ามพลาดใน EGAT Learning Center

นอกเหนือจาก 2 โซนใหม่ ทุกคนยังสามารถสนุกกับอีก 5 โซนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

  • โซนหนึ่ง จุดประกาย | จุดประกายแสงแรกในตัวเรา ลงทะเบียนรับ RFID แปลงร่างเป็น AVATAR ผจญภัยในโลกพลังงานไฟฟ้า 
  • โซนสาม คืนสู่สมดุล |  พบกับโลกใบใหม่ที่ ‘คน-ต้นไม้-เครื่องจักร’ อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
  • โซนสี่สายน้ำแห่งความภูมิใจ | สัมผัสภารกิจแห่งในการดูแลชุมชน ตั้งแต่ป่าต้นน้ำ – ปลายทาง เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้ได้อย่างมีความสุข
  • โซนหกโลกที่ยั่งยืน | มาดูกันว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลก เขาจัดการและใช้ไฟฟ้ากันอย่างไร
  • โซนเจ็ด แสงนิรันดร์ | สรุปการเรียนรู้ตลอดเส้นทาง + รวมพลังสร้างแสงแห่งสุขนิรันดร์

ไฟฟ้าจึงไม่ใช่แค่พลังงาน แต่คือ “ความเจริญ” ที่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ เพื่อมุ่งสู่โลกที่ คน-ธรรมชาติ-เทคโนโลยี อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

สรุปเรื่องราวการเดินทาง (เรียนรู้) และนี่คือโฉมหน้านักผจญภัยคนเก่งของเราทุกคนในวันนี้ค่ะ
เสาส่งไฟฟ้าแรงสูง จ่ายไฟให้กับเขตลาดพร้าว จตุจักร และแจ้งวัฒนะ

ถ้ายังเดินชมไม่จุใจ ก็ไปเดินกันต่อที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้นะคะ ชวนเด็กๆ ข้ามสะพานไม้ – ผ่านสวนหย่อมเล็กๆ – ให้อาหารเต่า – ดูการจราจรทางน้ำ หรือจะแวะออกไปที่ “บ้านรักษ์พลังงาน” (บ้านแห่งอนาคต) ที่รักษ์โลกตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง จนไปถึงระบบ  เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้งานในชีวิตจริง ประหยัดพลังงานเบอร์ 5 เพราะการประหยัดพลังงานไม่ได้เป็นเพียงแค่ concept แต่คือหน้าที่ของพลโลกที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กเช่นกันค่ะ

Last but not least

EGAT Learning Center ณ สำนักงานกลาง จังหวัดนนทบุรีแห่งนี้เป็น 1 ใน 8 แห่ง ในกลุ่มศูนย์การเรียนรู้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ว้าวมากมายค่ะ เพราะว่าแต่ละที่มี THEME ที่ไม่เหมือนกันซึ่งที่สำนักงานกลางแห่งนี้เองจะเป็น ELEX, พี่ POWER และ น้อง HAPPY พาทุกคนไปผจญภัย + ธีมหลักที่นี่คือ แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน 

ส่วนศูนย์การเรียนรู้ อีก 7 แห่งในภูมิภาคอื่น ได้แก่

ภาคเหนือ:

  • พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) จังหวัดลำปาง

บอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการตั้งแต่ผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน เรื่อยจนมาถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยใช้พลังงานที่ยั่งยืน คราวนี้จะพบกับ “พี่ถ่านน้อย” และ “น้องบัวตอง”

  • ศูนย์การเรียนรู้กฟผ. แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ทุกคนอย่าลืมไปทักทาย “น้องซันนี่” นะคะ
  • ศูนย์การเรียนรู้กฟผ. ผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบ “น้องสมาร์ทตี้”

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ:

  • แวะทักทายพี่ H-BOT ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา แหล่งเรียนรู้ดานพลังงานสะอาด – ทางเลือกอนาคตที่ยั่งยืน

ภาคตะวันตก:

  • ศูนย์การเรียนรู้กฟผ. เขื่อนศรีนครินทร์ (ราชานุรักษ์) จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่เด็กๆ จะได้พบกับ “พี่ยางนา” ค่ะ
  • ศูนย์การเรียนรู้กฟผ. ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เด็กๆ จะได้ไปเปิดประสบการณ์กับ “น้องคิดดีและผองเพื่อน”

ภาคใต้:

ศูนย์การเรียนรู้กฟผ. จะนะ จังหวัดสงขลา ที่ “น้องอีซี่ E-ZEE” จะมาเติมรอยยิ้มให้ทุกคน

หากอยากเห็นว่า “พี่ๆ น้องๆ ของศูนย์การเรียนรู้อื่นมีหน้าตาอย่างไร ก็อย่าลืมแวะดูรอบๆ เสา – ถ้าหลังผ่านจุดลงทะเบียนชั้นล่างสุดนะคะ

ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง

เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์

ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. 

สนใจสามารถเข้าชมได้ฟรี (จองคิวล่วงหน้า – แบ่งเป็นรอบเข้าชม) 

ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง

  • ที่อยู่ : เลขที่ 53 หมู่ 2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
  • Facebook : https://www.facebook.com/egatlearningcenter
  • เบอร์โทรศัพท์ : 0-2436-8953

งานวิจัยยืนยัน สฟิงโกไมอีลิน และดีเอชเอในนมแม่ ส่งผลต่อสมอง ช่วยให้ลูกเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตประจำวันอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งหนึ่งที่น่าตกใจคือ AI ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้พัฒนาไปอย่างฉับพลันและก้าวกระโดด ความเปลี่ยนแปลงและโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนี้ กลายเป็นความกังวลของพ่อแม่ยุคใหม่ว่าลูกจะใช้ชีวิตในโลกอนาคตที่ต้องอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์และ AI อย่างไร แล้วสำหรับพ่อแม่ในวันนี้ จะมีวิธีเตรียมความพร้อมให้ลูกได้อย่างไร

S-Mom Club ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ศาสตราจารย์ฌอน ดิโอนี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็ก (MRI) โรงพยาบาลโรดไอแลนด์ และศาสตราจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบราวน์ ซึ่งศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาสมองของมนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ยุคใหม่ในการเตรียมความพร้อมให้ลูกตั้งแต่วันนี้

“ผมขอเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า พัฒนาการของสมองเปรียบเสมือนกับการสร้างบ้าน ถ้าเราอยากได้บ้านที่แข็งแรงและใช้งานได้จริงนั้น ก็ต้องวางเสาเข็มไว้อย่างดีที่สุดตั้งแต่ต้น เมื่อรากฐานแข็งแรง ก็สามารถสร้างโครงสร้างตัวบ้านและตกแต่งให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกันกับคนเราที่เมื่อเติบโตขึ้นแล้วจะสามารถคิด ทำงาน หรือใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ถ้ามีรากฐานที่แข็งแรงนั่นคือ ‘สมอง’ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมสนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องพัฒนาการของสมองเด็กที่เป็นรากฐานสำคัญของวัยอื่นๆ” ศ.ฌอน เล่า

ขวบปีแรกคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

ในขวบปีแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองเรียนรู้ได้ เร็วกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ของชีวิต เพราะทุกวินาทีจะเกิดการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทถึง 1 ล้านเซลล์ ผ่านกระบวนการสร้างไมอีลิน (Myelination) สมองของเด็กในวัยนี้จึงเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กจดจำและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ไว ยิ่งสมองสามารถเชื่อมโยงผ่านกันด้วยความเร็วสูงเท่าใด จะเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาทักษะในทุกๆ ด้านได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะการเคลื่อนไหว หยิบ จับ สั่งการ คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจต่างๆ ของมนุษย์นั้น เกิดขึ้นภายใต้การทำงานของกลไกสมอง ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสทองในการพัฒนาสมองของลูก และเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้การเรียนรู้ต่างๆ ในอนาคตของลูกนั้นดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น

 

สฟิงโกไมอีลิน สารอาหารสมองที่สำคัญ หนึ่งในส่วนประกอบของนมแม่ 

“สมองทุกส่วนของมนุษย์จะต้องทำงานเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการมองเห็น การขยับตัว การจะฝึกเดินตั้งแต่เด็ก ซึ่งการเชื่อมต่อกันนั้นจะทำได้เร็วมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับไมอิลีนในสมองสฟิงโกไมอีลินและสารอาหารหลายชนิด ในนมแม่ จะช่วยสร้างและพัฒนาไมอีลินในสมองของทารกให้ดีขึ้น การเชื่อมโยงของสมองจะรวดเร็วขึ้น ยิ่งสมองมีความไวเท่าไหร่ เด็กยิ่งสามารถเรียนรู้ได้ไวมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสำคัญมากสำหรับการปรับตัวในยุค AI” ศ.ฌอน กล่าวเสริม

 

งานวิจัยยืนยัน สมองไวสร้างได้

ในงานวิจัยล่าสุด ศ. ฌอน ได้นำ MRI มาศึกษาผลและประสิทธิภาพของสารอาหารกลุ่ม Myelin Blend เช่น สฟิงโกไมอีลิน และดีเอชเอ ซึ่งมีอยู่ในนมแม่ กับกระบวนการสร้างไมอีลิน (Myelination) ผลการศึกษาพบว่าในเด็กที่ได้รับนมแม่ ให้ผลที่มากกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในด้าน โครงสร้างไมอีลิน ปริมาณไมอีลิน และอัตราการสร้างไมอีลิน ซึ่งยืนยันว่าเด็กที่กินนมแม่ซึ่งมีสารอาหาร เช่น สฟิงโกไมอีลิน มีผลต่อการสร้างไมอีลินที่เร็วกว่าและมากกว่า

 

สฟิงโกไมอีลินเป็นไขมันชนิดฟอสโฟไลปิดที่พบมากในนมแม่ และเป็นไขมันที่มีความจำเพาะต่อการสร้างไมอีลินโดยเฉพาะ ไมอีลินนี้เป็นส่วนที่หุ้มเส้นใยประสาทที่จะมาเชื่อมโยงเส้นประสาทต่างๆ อันส่งผลต่อการส่งสัญญาณประสาทและการประมวลผลภายในสมอง สมองเด็กที่มีไมอีลินมากกว่าจะเรียนรู้ได้ไวกว่า สฟิงโกไมอีลินพบมากในนมแม่ ไข่ นม และชีส

 

 

“ไม่ว่าโลกอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ถ้าเด็กได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักและความเข้าใจ เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ และได้รับสารอาหารที่สำคัญต่อการพัฒนาสมองตั้งแต่ขวบปีแรก จะทำให้สมองดี เรียนรู้ไว และพร้อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะและมีความสามารถในการปรับตัวในยุค AI ในอนาคตได้อย่างแน่นอน” ศ.ฌอน กล่าว

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสฟิงโกไมอีลิน และสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อย เข้าชมได้ที่ S-Mom Club และสามารถสมัครสมาชิกเพื่อปรึกษาทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

 

Tags

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (ระดับประถมศึกษา)

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ( ระดับประถมศึกษา ) โรงเรียนที่เชื่อมโยงห้องเรียนสู่ชีวิตจริง สร้างเด็กยุคใหม่ให้พร้อมทุกด้าน

School Visit วันนี้เราจะพามาเยี่ยมชมโรงเรียนสาธิตชื่อดังอีกโรงเรียนหนึ่ง ที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านอยากส่งลูก ๆ มาเรียน กับ “โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (ระดับประถมศึกษา)” ขึ้นชื่อว่าสาธิต ..ย่อมไม่ธรรมดา! เพราะที่นี่คือแหล่งบ่มเพาะนักเรียนให้มีคุณภาพ เชี่ยวชาญด้านภาษาและกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ พร้อมบรรยากาศที่ส่งเสริมทั้ง วิชาการและคุณธรรม ภายใต้การดูแลจากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ไปดูกันค่ะว่า หลักสูตรของที่นี่เป็นอย่างไร

เรื่องน่ารู้ของ สวนสุนันทา

“สวนสุนันทา” ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานของพระราชวังดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับพักผ่อน

ต่อมาโปรดให้สร้างพระตำหนักที่ประทับของเจ้าจอม และเจ้าจอมมารดาที่มีแต่พระราชธิดา แต่ทว่าการสร้างตำหนักต่าง ๆ ยังไม่แล้วเสร็จดี พระพุทธเจ้าหลวงก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) จึงทรงรับเป็นพระราชธุระดำเนินการสร้างจนแล้วเสร็จเรียบร้อย  และเปิดเป็นโรงเรียนนิภาคาร ในปี พ.ศ. 2467 เปิดสอนตามหลักสูตรในสมัยนั้น รวมทั้งอบรมมารยาทและสอนการฝีมือ เพื่อให้สตรีที่จบการศึกษาได้ออกไปใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่อย่างมีคุณภาพ 

จากนั้นยกระดับให้เป็นสวนสุนันทาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 ต่อมาก็ปิดการเรียนการสอนไปพักใหญ่เนื่องจากเกิดสงครามและภัยธรรมชาติ

สองสามปีต่อมาจึงได้เปิดทำการเรียนการสอนอีกครั้ง โดยสอนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนประถมศึกษา จนถึง ม. 8 และให้โรงเรียนต่าง ๆ ตามต่างจังหวัดสามารถส่งเด็กนักเรียนเข้ามาเรียน ทำให้มีเด็กนักเรียนทั้งชายและหญิงคละกัน และปรับเป็นโรงเรียนประถมสาธิต และโรงเรียนมัธยมสาธิตสวนสุนันทา จนถึงปี พ.ศ. 2560 จึงได้ผนวกประถมและมัธยมเข้าด้วยกันและเปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงชันมัธยมศึกษาปีที่ 6 จนถึงปัจจุบัน  

วิชาการเข้ม กิจกรรมแน่น

หลักสูตรของโรงเรียนเป็นหลักสูตรบูรณาการ เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการเชื่อมโยงเนื้อหาสาระของวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน หรือเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์ในชีวิตจริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบองค์รวม ไม่ใช่แค่การเรียนตามตำรา แต่เน้นการพัฒนา ทักษะการคิด และการเรียนรู้ที่รอบด้าน มีความเข้มข้นของ ภาษาต่างประเทศทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เน้นให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และทักษะในการคิด เด็กที่นี่จะชอบทำกิจกรรมมากและโรงเรียนก็มีกิจกรรมมากมายให้เลือกสรร ทั้งชุมนุม มีคาบเรียนบูรณาการ และกิจกรรมหลังเลิกเรียนมากมาย เรียกได้ว่าวิชาการเข้ม กิจกรรมแน่นจัดเต็มมาก ๆ ค่ะ

ภาษาโดดเด่น

โรงเรียนมี 1 Program ให้เลือก คือ  Gifted English Program ( GEP ) เด็ก ๆ จะได้เรียนภาษาอังกฤษแบบจัดเต็ม  โดยการเรียนภาษาอังกฤษ นอกจากวิชาภาษาอังกฤษที่มีเจ้าของภาษาเข้ามาสอนแล้ว ยังมีวิชา Science Mathematics และ Social Studies เรียนเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วยค่ะ เรียกได้ว่าเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็กสะสมคำศัพท์และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ในชิวิตประจำวัน 

นอกจากภาษาอังกฤษแล้วเด็ก ๆ จะได้เรียนภาษาจีนกันตั้งแต่ชั้นประถม โดยเรียนภาษาจีน 2 คาบต่อสัปดาห์ สอนโดยเหล่าซือที่จบจากประเทศจีนอีกด้วย

ใส่ใจทุกรายละเอียด เพราะทุกคนคือครอบครัวสาธิต

สำหรับนักเรียนใหม่ ที่จะเข้าชั้นประถม 1 ไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับตัว เพราะทางโรงเรียนจะจัดกิจกรรมให้นักเรียนฝึกระเบียบวินัย และปรับพื้นฐาน เพื่อให้เด็กทำความรู้จักสถานที่ ทำความรู้จักคุณครูและเพื่อน ๆ ก่อนเริ่มเรียนจริง เพื่อสร้างความคุ้นเคย สร้างความผูกพันและสร้างความเป็นครอบครัวสาธิต 

และทุก ๆ ปีจะมีการบันทึกนักเรียนและส่งต่อข้อมูลของเด็กนักเรียนทุกคนให้กับคุณครูอีกระดับชั้น เพื่อให้คุณครูในแต่ระดับชั้นสามารถพัฒนาเด็กและดูแลเด็กได้อย่างต่อเนื่อง 

เรื่องอาหารทางโรงเรียนก็ใส่ใจเป็นพิเศษ อาหารจะต้องถูกหลักอนามัยและมีสารอาหารครบ 5 หมู่ มีแคลอรี่เหมาะสมกับเด็กตามวัย และมีนักโภชนาการคอยดูแล สำหรับเด็กที่มีอาการแพ้อาหารก็ไม่ต้องกังวลเพราะทางโรงเรียนจะจดบันทึกรายการอาหารที่เด็ก ๆ แพ้ และคุณครูประจำชั้นก็จะมีข้อมูลของเด็ก ๆ ด้วย โดยมีเขตดุสิตเข้ามาตรวจเรื่องของสุขาภิบาลและโภชนาการทุกภาคเรียน 

ทักษะชีวิต เป็นสิ่งสำคัญ

ด้วยปรัชญาทางการศึกษาของโรงเรียนที่เน้นให้นักเรียนรู้จักการเรียนรู้ตลอดชีวิต  โดยเฉพาะการเข้าใจบริบทของสังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทางโรงเรียนจึงสอนให้เด็กนักเรียนเรียนรู้ทักษะชีวิตด้วย มีความยืดหยุ่น เห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยสอนตั้งแต่เด็กเล็กชั้นประถมต้น มีชั่วโมงสอนมารยาทไทย มารยาทสากล โครงการต่าง ๆ ให้เด็กหัดช่วยเหลือและทำงานร่วมกัน มีตลาดนัดให้ลองฝึกขายของ และใช้กีฬาเป็นสื่อในการสร้างความสัมพันธ์ เรียนรู้  โรงเรียนยังเน้นเรื่องการทำจิตอาสา ทำประโยชน์ให้กับโรงเรียน คุณครูและ ชุมชนต่าง ๆ นอกโรงเรียน ตั้งแต่ระดับประถม เช่นเก็บขยะ ช่วยตำรวจจราจรในช่วงเช้า โครงการรักสิ่งแวดล้อม โครงการนักเรียนจิตอาสา 

MOU กับ Wellington High School ประเทศนิวซีแลนด์

ถ้าเด็ก ๆ เรียนยาวจนถึงมัธยมปีที่ 6 เมื่อเรียนจบแล้ว สามารถเรียนต่ออีก 3 เทอม ที่ Wellington High School และสอบ NCEA ( National Certificate of Educational Achievement ) สามารถเทียบเป็นจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้อีก  1 ใบ ใช้เป็นคุณวุฒิสำหรับการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในนิวซีแลนด์และประเทศอื่นๆ อีกด้วย ทางโรงเรียนยังมีโครงการแลกเปลี่ยนทั้งครูและนักเรียนกับ Wellington High School เพื่อเสริมศักยภาพทางภาษาอังกฤษ และยังมีแลกเปลี่ยนนักเรียนกับ มหาวิทยาลัยในประเทศจีนอีกด้วย

คณะผู้บริหารโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

Mommy Love This! ถูกใจแม่ 

  1. เด็กๆ สามารถใช้สนามกีฬา ศูนย์สุขภาพ ห้องสมุด ของมหาวิทยาลัยได้ด้วย สิทธิประโยชน์ต่างๆ เทียบเท่านักศึกษามหาวิทยาลัยเลยค่ะ
  2. สมาคมผู้ปกครองของโรงเรียน มีประชุมทุกเดือน เพื่อสะท้อนและแลกเปลี่ยนพูดคุยกับโรงเรียน เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างอบอุ่น 
  3. มีเครื่องฟอกอากาศทุกห้อง ที่สามารถฟอกได้ทั้งฝุ่น PM 2.5 จนถึงไวรัส และแบคทีเรีย และยังมีการล้างเครื่องปรับอากาศทุกเดือน และตรวจคุณภาพน้ำ อยู่เป็นประจำ เพราะความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญค่ะ
  4. Discovery Club หลังเลิกเรียนมีวิชาให้เด็ก ๆ เลือกเรียนมากกว่า 30 วิชา ตามความสนใจ ทั้งวิชาการ ภาษาต่าง ๆ ดนตรี กีฬา ฟุตบอล ว่ายน้ำ แบดมินตัน ศิลปะ Cover Dance  โขน โรบอทหรือ Coding ก็มีให้เลือกมากมาย 
  5. โรงเรียนใส่ใจและติดตามเด็กที่มีพฤติกรรมล่าช้า หรือมีปัญหา ต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ คอยเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดและช่วยกันแก้ไขปัญหา ทางโรงเรียนมีทีมแพทย์คอยให้คำปรึกษากับบุคลากรอีกด้วย
  6. เด็กประถมที่นี่จะวัดผลนักเรียน โดยประเมินตามสภาพจริง เก็บคะแนนผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่มีสอบกลางภาค แต่จะเก็บคะแนนระหว่างทางมากกว่า คะแนนส่วนหนึ่งจะมากจากกิจกรรมบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระ และคะแนนพฤติกรรม

อัตราค่าเล่าเรียน ปีการศึกษา 2568

ชั้นประถมศึกษาปีที่

ภาคเรียนที่ 1 : 38,900 บาท (รวมค่าเรียนโครงการภาคฤดูร้อนเพื่อปรับพื้นฐาน)

ภาคเรียนที่ 2 : 32,800 บาท

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6 

ภาคเรียนที่ 1 : 33,300 บาท

ภาคเรียนที่ 2 : 32,800 บาท

ที่อยู่

1 ถนน อู่ทองนอก แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

โทร.02 -160 -1109 ต่อ 101

http://primary.sd.ssru.ac.th/home


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ – สาธิตปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

โพรเทคส์ สะอาดกริ๊บ เพื่อสุขภาพผิวที่ดี

ไม่เห็น ไม่ได้แปลว่าไม่มี เพราะแบคทีเรียซ่อนอยู่บนร่างกายเราเป็นล้านตัว

โพรเทคส์ เปิดตัวแคมเปญใหม่ โพรเทคส์ สะอาดกริ๊บ แม้ในซอกอับและข้อพับ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีในทุกวันพร้อมกับพรีเซ็นเตอร์ ! เจมส์ จิรายุ และ โฟม เบ็ญจมาส ครอบครัวรุ่นใหม่ ตัวแทนของโพรเทคส์ที่จะนำเสนอเรื่องราวให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลความสะอาดและสุขภาพผิว ในการใช้ชีวิตกับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทุกวัน

เพราะแบคทีเรียไม่ได้เกิดจากแค่การออกไปเจอสิ่งสกปรก เลอะเปรอะเปื้อน การออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมหนัก ๆแต่กับเมืองไทยที่มีอากาศร้อน ชื้น การใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงกิจกรรมเบา ๆ ที่บ้าน

เราเองก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสะสมของแบคทีเรียบนผิว โดยเฉพาะตามซอกอับและข้อพับต่าง ๆ ที่มีแบคทีเรียสะสมเยอะกว่าปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้ หากไม่ได้รับการดูแลความสะอาดที่ดี อาจจะก่อให้เกิดเป็นกลิ่นตัว สิว หรือปัญหาสุขภาพผิวตามมาได้ !

สะอาดจริง ต้องสะอาดจากแบคทีเรียด้วย !

โพรเทคส์ สะอาดกริ๊บ เพื่อสุขภาพผิวที่ดี

Tags

มาทำความรู้จัก วอล์ดอร์ฟ ฉบับเข้าใจง่ายใน 5 นาที

วันนี้เราจะพาไปท่องโลกแห่งความแตกต่างของโรงเรียนวอลดอร์ฟ ทุกคนจะได้รู้ว่า เด็กๆ เรียนรู้และเติบโตอย่างไร? โรงเรียน “วอล์ดอร์ฟ” ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่หรือไม่? และ ลูกเรา “ใช่” กับวอลดอร์ฟหรือเปล่า? เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเรื่องราวอบอุ่น เรียบง่าย ที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการกันได้เลยค่ะ

จุดเริ่มต้นของ วอล์ดอร์ฟ: เมื่อโรงงานยาสูบกลายเป็นโรงเรียน

ในปี ค.ศ. 1919 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 นักปรัชญาชาวออสเตรียชื่อ รูดอล์ฟ สไตเนอร์  (Rudolf Steiner) ได้ก่อตั้งโรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรกเพื่อตอบสนองความต้องการสังคมหลังสงคราม เป็นแนวทางการศึกษาใหม่ที่ เน้นการเยียวยา  ฟื้นฟูสังคม ผ่านศิลปะและปรัชญา นักเรียนกลุ่มแรกคือลูกของคนงานในโรงงานยาสูบวอลดอร์ฟ – แอสโทเรีย (Waldorf-Astoria) ประเทศเยอรมนี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่ดีและครอบคลุมทุกด้านจริง ๆ

โรงเรียนที่ไม่เหมือนใคร

วอลดอร์ฟต้องการให้เด็กๆ ได้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ ไม่พยายามเพิ่มสิ่งเร้าและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้เกินวัย ดังนั้นการดูแล, สื่อการสอน-อุปกรณ์-ข้าวของเครื่องใช้ และสภาพแวดล้อม จะมีความเรียบง่ายมาก ๆ แตกต่างจากระบบการเรียนที่เราคุ้นเคยกัน มาดูกันว่า เด็ก ๆ เรียนอย่างไรกันบ้าง

  • เรียนผ่านการเล่นและศิลปะ

เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ๆ ไม่ใช่แค่การท่องจำ เช่น ได้ปั้นดิน, วาดรูป, ร้องเพลง, เล่นดนตรี, ทำงานบ้าน หรือทำอาหาร เพราะศิลปะช่วยกระตุ้นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะชีวิตได้ดีที่สุด

  • ไม่ต้องเครียดเรื่องเกรด

โรงเรียนวอลดอร์ฟไม่มีการสอบ ไม่มีเกรด และไม่มีการบ้าน

  • ธรรมชาติคือห้องเรียน

เด็ก ๆ จะได้ออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียนบ่อย ๆ ได้สัมผัสธรรมชาติจริง ๆ เช่น การทำสวน, เลี้ยงสัตว์ หรือทำนา ห้องเรียน คือ ความเรียบง่ายแสนสุข

วอล์ดอร์ฟ
วอล์ดอร์ฟ
 เด็กประถมโรงเรียนไตรพัฒน์กำลังเข้าเรียนวิชาเกษตร
เด็ก ๆ โรงเรียนไตรพัฒน์เรียนรู้กับธรรมชาติ

หลักสูตรจะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย เช่น เด็กเล็ก (อนุบาล) จะเน้นการเล่น, การดูแลตนเอง และนิทาน ส่วนเด็กโตจะค่อย ๆ เริ่มเรียนวิชาการที่ซับซ้อนขึ้น

วอล์ดอร์ฟ
เด็ก ๆ ที่ศูนย์การเรียนศิริ์รัถยาสามารถประดิษฐ์ของเล่นหรือเครื่องใช้ได้ด้วยตัวเอง
  • ครูอยู่กับนักเรียนนาน

ครูประจำชั้นจะสอนเด็ก ๆ ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและเข้าใจตัวตนของเด็กแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง

การเรียนรู้แต่ละช่วงวัย

ที่โรงเรียนปัญโญทัย เรียนวิชาจักสานเรียนตั้งแต่ชั้นประถม จนถึง ม.3 ไม่ได้ใช้แค่ความตั้งใจ แต่ใช้ทักษะคณิตศาสตร์ด้วย

ช่วงประถม (ป.1 – ป.6)

ช่วงนี้เน้นการเรียนรู้ผ่าน ศิลปะ นิทาน และกิจกรรมที่ใช้มือทำ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เด็กๆ จะได้เรียนวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์และภาษา ผ่านการวาดรูป ร้องเพลง หรือเล่านิทาน แทนการท่องจำ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและเป็นธรรมชาติ 

วอล์ดอร์ฟ
งานช่างต่าง ๆ ที่โรงเรียนปัญโญทัย
วอล์ดอร์ฟ
วิชาดนตรี โรงเรียนปัญโญทัย

มัธยม (ม.1 – ม.6)

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น การเรียนรู้จะเริ่มเน้นการ พัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์ มากขึ้น วิชาต่างๆ จะถูกสอนโดยเชื่อมโยงกับชีวิตจริง เช่น การเรียนฟิสิกส์ผ่านการสร้างสะพาน หรือการเรียนเคมีผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีการเรียนรู้ศิลปะและการแสดงอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์

การศึกษาต่อมหาวิทยาลัย

คาแร็กเตอร์ของเด็ก วอลดอร์ฟ โดดเด่นในด้าน 

  • ทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา 
  • มีความคิดสร้างสรรค์สูง 
  • ความอดทนพยายาม – ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค 

ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ ทำให้เด็กที่จบจากโรงเรียนวอลดอร์ฟสามารถเลือกเรียนต่อได้ในหลายสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ศิลปะ หรือสังคมศาสตร์ เพราะพวกเขามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายได้ดี

วอล์ดอร์ฟ เหมาะกับลูกคุณหรือไม่ ? 

  1. ลูกชอบทำกิจกรรมมากกว่านั่งเรียน ลูกสนุกกับการได้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เช่น การวาดรูป ปั้นดิน หรือทำอาหาร
  2. ลูกมีจินตนาการสูง ชอบการเล่าเรื่อง แต่งนิทาน หรือสร้างโลกในแบบของตัวเอง
  3. เรียนรู้ช้าๆ ไม่รีบ ต้องการเวลาในการซึมซับสิ่งต่าง ๆ และไม่ชอบการแข่งขัน
  4. ลูกสนใจธรรมชาติ ชอบใช้เวลาอยู่กลางแจ้ง ชอบสังเกตต้นไม้ แมลง หรือสัตว์ต่าง ๆ

เตรียมตัวอย่างไร ? สำหรับการไป วอล์ดอร์ฟ

การจะตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้ลูกสักแห่ง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีแนวทางเฉพาะอย่าง วอลดอร์ฟ  ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพ่อแม่เลยค่ะ  พ่อแม่ต้อง เข้าใจและพร้อม ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของลูกด้วยเช่นกัน

  • ต้องเข้าใจปรัชญา ก่อนตัดสินใจ พ่อแม่ต้องเปิดใจและเข้าใจแนวทางของวอลดอร์ฟอย่างแท้จริง
  • ร่วมกิจกรรมกับโรงเรียน  พ่อแม่อาจจะต้องเข้าร่วมเวิร์คช็อปหรือกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น
  • พักหน้าจอ แล้วมาเล่น มาใช้ชีวิตจริง โดยปกติแล้ว หลักสูตรวอลดอร์ฟจะเน้นให้เด็กๆ ใช้ชีวิตและเรียนรู้จากโลกจริง สื่อ /เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างรบกวนการเรียนรู้ตามวัย (แต่เด็กๆ ก็ได้ใช้งานนะคะ เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม)
  • ต้องไม่เปรียบเทียบลูกกับเด็กระบบการศึกษาอื่น ถ้าเน้นวิชาการจ๋าๆ ที่นี่จะไม่ตอบโจทย์ค่ะ โรงเรียนวอลดอร์ฟไม่ได้เน้นการสอบวัดผลแบบทั่วไป ดังนั้นอาจต้องทำความเข้าใจว่าลูกจะเก่งในด้านที่ต่างออกไป

ถ้าลูก ๆ เหมาะกับแนวทางนี้ การเลือกโรงเรียนวอลดอร์ฟเป็นเหมือน “ของขวัญ” ที่เน้นการเติบโตจากภายในให้กับลูก  การเรียนรู้ของลูกจะเปี่ยมไปด้วยความสุขและความคิดสร้างสรรค์  ที่สำคัญเค้าจะเติบโตและใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง อดทน ไม่ย่อท้อลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากโรงเรียนโดยตรงและอาจจะนัดเข้าไปเยี่ยมชมโรงเรียนเพื่อดูบรรยากาศจริงก่อนตัดสินใจนะคะ

ลิสต์โรงเรียนวอล์ดอร์ฟในกรุงเทพฯและปริมณฑล

  1. โรงเรียนไตรพัฒน์  อ่านบทความได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/tripat-school/
  2. โรงเรียนปัญโญทัย อ่านบทความได้ที่  https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/panyotai-waldorf-school-2/
  3. ศูนย์การเรียนศิริ์รัถยา อ่านบทความได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/siratthaya/
  4. บ้างกางใจ ( ผสมผสานระหว่างวอล์ดอร์ฟและมอนเตสซอรี่ ) อ่านบทความได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/baankangjai/
  5. โรงเรียนวรรณสว่างจิต ( ผสมผสานวอล์ดอร์ฟในหลักสูตร ) อ่านบทความได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/wansawangchit-school/

บทความโดย

แม่พลอยผิง

Tags

“Sensory Play ผ่านสไลม์แสนน่ารัก” สนุก ปลอดภัย เล่นด้วยกันทั้งครอบครัว 

การใช้เวลาร่วมกันเป็นกุญแจหลักใหญ่อีกหนึ่งเรื่องในการสร้างพัฒนาการให้กับลูก การนั่งลงและ “เล่น” ไปด้วยกันกับลูกมีข้อดีหลายอย่างที่นอกเหนือจากการใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน เพราะหมายถึงความใส่ใจ สร้างความเข้าใจและได้สังเกตพวกเขาไปในตัว

การเล่นสไลม์ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ดี และทำได้ง่ายจากของใกล้ตัวภายในบ้าน การเล่นสไลม์กับลูกมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งในด้านพัฒนาการและส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว  มาดูกันว่าข้อดีของสไลม์มีอะไรบ้าง

1. พัฒนาการด้านประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อมือ

มือน้อยๆที่ได้ผ่านการนวด ดึง บีบ และยืดสไลม์จะช่วยกระตุ้นการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Tactile Sense) ของลูกได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือและนิ้วเล็ก ๆ ให้แข็งแรง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นสำหรับการเขียนหนังสือหรือทำกิจกรรมอื่นๆอย่างการทำงานบ้านในอนาคต

2. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

สไลม์เป็นของเล่นปลายเปิดที่ไม่มีรูปแบบตายตัว เพราะพวกเขาสามารถปั้น สร้างรูปทรงต่าง ๆ ผสมสีใหม่ ๆ หรือเพิ่มกลิตเตอร์ลงไปได้ตามจินตนาการ ช่วยให้เด็กได้ฝึกคิดนอกกรอบ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ

3. ฝึกสมาธิและความอดทน

การอดทน รอคอย ให้ได้เป็นทักษธสำคัญในเด็ก การเล่นสไลม์ก็ต้องใช้สมาธิในการจดจ่ออยู่กับการนวดหรือขึ้นรูป และยังช่วยฝึกความอดทนในการลองผิดลองถูก รอคอยจนกว่าจะได้สไลม์อย่างที่พวกเขาตั้งใจให้เป็น ซึ่งนับเป้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ที่เด็กๆจะได้พบเจอระหว่างการเล่น

4. ช่วยลดความเครียดและสร้างความผ่อนคลาย

หนึ่งวิธีในการคลายเครียดหรือลดความกดดันไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คือการได้บีบของเล่นคลายเครียด บางบ้านใช้การบีบลูกบอล (Stress ball) ซึ่งเป็นช่องทางในการระบายความรู้สึก ดึงความสนใจออกไปจากความเครียด ซึ่งจะทำให้เกิดสมาธิและจดจ่อได้ดีขึ้น และแน่นอนว่าความรู้สึกนุ่มนิ่มและยืดหยุ่นของสไลม์ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ถือเป็นการทำกิจกรรมบำบัดง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

5. กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว

การได้เตรียมของ คิดจินตนาการว่าจะเติมกลิตเตอร์แบบไหน วางแผนการทำสไลม์หรือเล่นสไลม์ด้วยกัน เป็นกิจกรรมที่สนุกและทำร่วมกันได้ทั้งครอบครัว พ่อแม่และลูกช่วยกันคิดและลงมือ เป็นการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ทำให้ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหัวเราะไปด้วยกัน สร้างความทรงจำดี ๆ และสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้แน่นแฟ้นและเปิดใจต่อกันได้มากยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์น่ารักชวนพ่อแม่ลูก มาใช้เวลาด้วยกัน พักหน้าจอแล้วลงมือทำ สไลม์ง่ายๆ จากผลิตภัณฑ์น่ารัก ปลอดภัย ไว้เล่นสนุกกับลูกกันค่ะ ข้อดีมีเยอะขนาดนี้มาลงมือทำกันเลยดีกว่า

อุปกรณ์ในการทำสไลม์

  • แชมพู 2 ช้อนโต๊ะ
  • โลชั่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • เบบี้ออยล์ 1 ช้อนโต๊ะ
  • แป้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
  • กาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำยากลีเซอรีนบอแรกซ์ 1 ช้อนโต๊ะ
  • สีน้ำหรือสีผสมอาหาร ตามใจชอบ  1-2 หยด
  • กลิตเตอร์ ลูกปัดเม็ดเล็ก หรือกลิ่นหอมตามใจชอบ

วิธีการทำแบบง่าย

1.ผสมของเหลวเข้าด้วยกัน (แชมพู, โลชั่น, เบบี้ออยล์, น้ำเปล่า, กาวน้ำ)

แล้วเทลงในถ้วยที่มีแป้งเด็กน่ารัก 

2.เติมสีผสมอาหารแล้ว คนให้เข้ากันเทน้ำยากลีเซอรีนบอแรกซ์ คนไปเรื่อยๆ จนเนื้อเริ่มหนืด

3. นำมานวดๆจนเนื้อเนียนและพร้อมเล่นได้ หากเล่นเสร็จแล้วเก็บใส่กระปุกมีฝาปิดจะช่วยให้ไม่แห้งแข็งง่าย

ไม่ยากใช่ไหมคะ บ้านไหนอ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ ลองหาอุปกรณ์ใกล้ตัวในบ้าน แล้วลงมือทำสไลม์ในแบบของแต่ละครอบครัวกันได้เลยค่ะ

Tags

ไข้หวัดใหญ่ ใหญ่กว่าที่คิดส์

ผนึกกำลัง 3 ภาคีป้องกันไข้หวัดใหญ่ในเด็ก จัดเสวนา “ไข้หวัดใหญ่ ใหญ่กว่าที่คิดส์”
รณรงค์ให้คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการป้องกันไข้หวัดใหญ่
แนะนำ “วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก” ทางเลือกใหม่สำหรับเด็กกลัวเข็ม

โรคไข้หวัดใหญ่ หลาย ๆ คนอาจคิดว่าคือโรคทั่วไปเหมือนไข้หวัดปกติที่เป็นแล้วเดี๋ยวก็หาย แต่จริงๆ แล้ว “ไข้หวัดใหญ่ ใหญ่กว่าที่คิดส์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ และสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ บางรายอาจมีอาการปอดอักเสบ ไข้สมองอักเสบ ที่สำคัญคืออาจแพร่เชื้อมาติดคนในครอบครัว

สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย จึงได้ร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่แห่งประเทศไทย จัดเสวนา “ไข้หวัดใหญ่ ใหญ่กว่าที่คิดส์” เพื่อรณรงค์ให้คนไทยตื่นตัวและหันมาป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่กันมากขึ้น รวมทั้งแนะนำ “วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก” ทางเลือกใหม่ในการป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้กลัวเข็ม

ไข้หวัดใหญ่ไม่เคยหายไป แต่เราเรียนรู้การป้องกันได้

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่แห่งประเทศไทย กล่าวถึงความรุนแรงของ ‘ไข้หวัดใหญ่ ใหญ่กว่าที่คิดส์’ ว่า

“ไข้หวัดใหญ่มีมาตั้งแต่ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล และอยู่มาตลอดไม่สูญหายไปไหนเลย โดยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเพื่อหนีภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ จากเดิมไข้หวัดใหญ่เป็นโรคตามฤดูกาล เช่น ฤดูฝน ฤดูหนาว แต่ปัจจุบันมีการติดได้บ่อยขึ้นในช่วง “ฤดูเทศกาล” ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก จากการวิจัยทางการแพทย์ในหลายประเทศพบว่า ผู้ใหญ่ 10% มีโอกาสเป็นไข้หวัดใหญ่ ในขณะที่เด็กมีโอกาสเป็นไข้หวัดใหญ่ถึง 30% ต่อปี โดยสัดส่วนมากกว่า 3 เท่า และเด็กยังเป็นกลุ่มที่แพร่เชื้อในครอบครัว

การป้องกันจึงเป็นทางที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็น 1) การใส่หน้ากากอนามัย 2) ล้างมือบ่อยๆ และ 3) การรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก เป็นทางเลือกใหม่ในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เพิ่มจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่เราคุ้นเคย”

พญ.สุเนตร ชื่นกิจมงคล รองผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงการป้องกันไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยว่า

“ปัจจุบันการรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยจะเป็นวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สามารถรับได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปจนอายุ 100 กว่าปี และตอนนี้ประเทศไทยมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบใหม่ “แบบพ่นจมูก” เข้ามาให้บริการในโรงพยาบาล

โดยสามารถใช้ได้กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 2-49 ปี เหมาะสำหรับเด็กที่กลัวเข็ม เนื่องจากไม่มีเข็มจึงไม่เจ็บและทรมานจากแผลฉีดยา ส่วนการใช้งานก็เหมือนการพ่นยาที่จมูกที่เด็กๆ คุ้นชิน เป็นการพ่นปีละครั้ง ไม่ต้องเจ็บตัวและปลอดภัย โดยได้รับการยอมรับและใช้มาอย่างแพร่หลายกว่า 200 ล้านโดสทั่วโลก และใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และยุโรป มาแล้วกว่า 20 ปี”

ศ. (เกียรติคุณ) พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการทำงานของวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบพ่นว่า

“วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก เพิ่งนำเข้ามาเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2568 เป็นเชื้อไวรัสแบบมีชีวิตแบบอ่อนฤทธิ์ มีความสามารถในการเพิ่มจำนวนได้ในโพรงจมูกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าร่างกาย เมื่อเข้าสู่ร่างกายที่มีอุณหภูมิ 37 องศา เชื้อจะหยุดการแบ่งตัวทันทีไม่สามารถเจริญเติบโตในร่างกายได้ จึงสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ 2 ทางคือ 1) บริเวณเยื่อบุโพรงจมูก และ 2) ในกระแสเลือด

ในขณะที่วัคซีนแบบฉีดจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดเท่านั้น ส่วนเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพนั้น วัคซีนแบบพ่นจมูกเป็นที่นิยมมากในประเทศอังกฤษ มีการกำหนดให้ใช้ในผู้ที่มีอายุ 2 – 18 ปี เป็นวัคซีนตัวแรกถ้าไม่มีค่อยใช้แบบฉีด ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบพ่นมาหลายสิบปีแล้ว โดยในปีนี้ที่สหรัฐอเมริกาสามารถไปซื้อวัคซีนชนิดพ่นจมูกนี้ที่ร้านยา และพ่นที่บ้านเองได้อีกด้วย สำหรับประเทศไทยวัคซีนแบบพ่นจมูกเพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนและพร้อมใช้เป็นปีแรก”

ด้าน เนย โชติกา วงศ์วิลาศ คุณแม่สุดแซ่บ ที่ทุ่มเทเวลาดูแลลูกทั้ง 2 คนอย่างเต็มที่ เล่าถึงประสบการณ์ไข้หวัดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กๆ และตัวเองว่า

“เนยเพิ่งหายจากฤทธิ์ไข้หวัดใหญ่ ติดมาจาก “น้องอคิณ” ที่ติดมาจากเพื่อนที่โรงเรียนเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา จะบอกว่าติดเชื้อครั้งนี้เนยเป็นหนักมากจนต้องหยุดงานเลย

ในขณะที่อคิณมีอาการเล็กน้อย เพราะได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีนี้มาแล้ว ตอนที่ครอบครัวไปฉีดกัน เนยไม่ได้ไปด้วย เลยเป็นคนเดียวในบ้านที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เลยเกม

จะบอกว่าการได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นสิ่งที่ควรทำทุกปี แต่เชื่อว่าหลาย ๆ ครอบครัวต้องเจอกับการที่เด็ก ๆ มักจะดราม่าตลอด พอได้ยินว่าว่านัดฉีดวัคซีน ก็จะถามว่าไปวันไหน เจ็บมั้ย เหมือนมดกี่ตัว มดแดงมดดำ มีความกังวล พอไปถึงโรงพยาบาลก็งอแง ร้องไห้ ก็ต้องกอดเอาไว้ กว่าจะฉีดยาได้ ต้องเปิด YouTube หรือเอาวิตามินมาล่อ แล้วระหว่างทางก่อนจะฉีด ก็จะมีเด็กคนอื่นที่ฉีดแล้วออกมาร้องไห้

เนยเชื่อว่า “วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก” เป็นทางเลือกที่ดีมากๆ ขนาดพ่อแม่ในห้องเดียวกันรู้ว่าจะมางานนี้ ก็สนใจกันเกือบทุกคน และพอฟังที่เนยเล่า หลายคนต้องสนใจแน่ๆ อะไรจะดีเท่ากับการที่ลูกไม่ต้องเจ็บตัว แถมสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อีก”


โรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน – โรงเรียนที่พร้อมดูแลเด็ก ๆ เสมือนเป็นบ้านหลังที่ 2

School Visit วันนี้จะพาแม่ ๆ ไปเยี่ยมชม โรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่น่ารัก ๆ ย่านลำลูกกา คลอง 5 ที่มีกลิ่นอายความเป็นบ้านที่ดูอบอุ่น สไตล์โฮมมี่

เด็ก ๆ ที่มาโรงเรียนจะรู้สึกอบอุ่น เหมือนอยู่บ้าน เพราะความเชื่อที่ว่า พื้นฐานการเรียนรู้ที่ดีของเด็ก ๆ ต้องอยู่ภายใต้บรรยากาศให้เอื้อต่อการจุดประกายการเรียนรู้ ความสนุกสนาน ความน่าสนใจ แต่อบอุ่นและปลอดภัย จึงรวมกันเป็นโรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน

วันนี้ เราได้รับเกียรติจาก คุณครูภณษร นามเธียร หรือ ครูฟ้ามาเล่าถึงที่มาของโรงเรียนแห่งนี้ว่า ครูฟ้าเติบโตมากับครอบครัวที่ทำธุรกิจด้านการศึกษา ตั้งแต่รุ่นคุณยาย ส่งต่อมาให้คุณแม่

โดยคุณแม่ของครูฟ้ามีความชื่นชอบในเด็กเล็กเป็นพิเศษ จึงได้ตั้งใจทำโรงเรียนถึงแค่ชั้นอนุบาลเท่านั้น แล้วส่งต่อเด็กที่มีคุณภาพ เข้าสู่ชั้นประถมในโรงเรียนถัดไป

ครูฟ้า ได้เติบโต และเห็นการทำงานของคุณแม่ พอมีโอกาสครูฟ้าเลยเปิดโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นเช่นกัน โดยโรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน เปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 ชื่อโรงเรียน ครูฟ้าได้นำชื่อมาจาก นักบุญกาเตรีนาแห่งซีเอนา (Saint Catherine of Siena) ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญญาและการสอน ซึ่งสอดคล้องกับโรงเรียน ครูฟ้าเลยได้นำชื่อนี้มาใช้เป็นชื่อโรงเรียนในปัจจุบัน

หลักสูตรของ โรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน

หลักสูตรของโรงเรียนเน้นการเรียนรู้ในรูปแบบ Play-Based Learning ในทุกระดับชั้น เพราะเชื่อว่า ทุก ๆ การเล่นของเด็กคือการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับโลกในแบบของเขา หน้าที่ของคุณครูจะมีหน้าที่ออกแบบวิธีการเล่นให้กับเด็ก ๆ ได้ทั้งความสนุก ความสุข และความรู้ไปพร้อมกัน และติดตามกระบวนการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนแบบ Project Approach การเรียนรู้ผ่านโครงงานผ่านกิจกรรม 6 หลัก และเนื้อหาการเรียนการสอนในแต่ละส่วนมีวิทยาศาสตร์เป็นแกนหลักเพื่อทักษะ ที่จะใช้ในชีวิตประจำวันต่อ ๆ ไป เช่น ทักษะการสังเกต ฝึกให้เด็กมีทักษะมีการตั้งคำถามเพื่อให้เป็นเด็กช่างสงสัย รู้จักตั้งคำถาม โดยคุณครูจะมีหน้าที่เป็นไกด์คอยชี้นำ แต่เด็กจะเป็นคนหาคำตอบด้วยตัวเอง เพื่อต้องการฝึกทักษะด้านการสืบค้นข้อมูล การกลั่นกรองข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล สุดท้ายคือ ทักษะการสังเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผล

ที่ โรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน

นอกจากการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว คุณครูจะนำเด็กๆ ออกมาเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการเล่น โดยให้เด็กๆ ได้ออกมา ยืดเส้นยืดสาย พร้อมพัฒนากล้ามเนื้อต่างๆ บริเวณ สนามหญ้าในโรงเรียน ที่มีความร่มรื่นของต้นไม้ เด็กๆ ได้ออกมาสัมผัสธรรมชาติรอบตัวอย่างใกล้ชิด ได้ออกมาสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว เด็กๆได้รับความรู้ และความสนุกไปพร้อมกัน โดยทางโรงเรียนได้มีการปูพื้นบริเวณนี้ด้วยหญ้าเทียมทั้งหมด เพื่อให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมได้อย่างมั่นใจ และยังดูสบายตา

เสริมทักษะครบครันที่ โรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน

ที่โรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน จะมีการใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักในโรงเรียน เพราะเชื่อว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้ของเด็กที่เติบโตในประเทศไทยและอยู่ในบริบทสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาไทย เด็กจะสามารถ คิด พูด อธิบาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บอกเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองคิด ต้องการสื่อสารได้ดีมากขึ้น ส่วนวิชาภาษาอังกฤษ ทางโรงเรียนได้จัดให้มีในหลักสูตรถึง 12-15 ครั้ง / สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับระดับชั้นเรียน โดยคุณครูจากหลากหลายประเทศ ทั้งที่เป็น Native Speaker และครูชาติอื่นๆ ซึ่งทางโรงเรียนได้คัดสรรบุคลากรที่มีความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับเดียวกับเจ้าของภาษาและมีประสบการณ์สอนเด็กอนุบาลโดยตรง เพื่อช่วยพัฒนาทักษะของเด็กๆในด้านการฟัง การพูด และสำเนียงได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ

นอกจากนั้นแล้ว ทางโรงเรียนยังมีวิชาว่ายน้ำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และเรียนรู้ทักษะการว่ายน้ำขั้นพื้นฐาน โดยสระว่ายน้ำที่โรงเรียนจัดเตรียมให้จะเป็น ระบบน้ำเกลือ ใช้วิธีสลับกันเรียนคนละสัปดาห์ระหว่างเด็กชายและเด็กหญิง ช่วงที่เด็กชายเรียน เด็กผู้หญิงจะอยู่ในห้องที่คุณครูมีกิจกรรมต่าง ๆ มาให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ระหว่าง เด็กผู้ชายเรียนว่ายน้ำ

อีกวิชาที่ทางโรงเรียนให้ความสำคัญ คือวิชาดนตรี โดยทางโรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร Music Ensemble for Kids ซึ่งจะเป็นการเล่นดนตรีแบบเป็นกลุ่มมากกว่า 2 คนขึ้นไป และใช้เครื่องดนตรีที่หลากหลาย อาทิ เครื่องเขย่า เครื่องเคาะ เครื่องตี เครื่องเป่า และเมโลเดียน เพื่อส่งเสริมทักษะทางดนตรีและพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกันของผู้เรียน

เสริมสร้างอัตลักษณ์ ความเป็นไทย ให้เด็ก ๆ

แม้โรงเรียนจะมีภาพลักษณ์ของความเป็นโรงเรียน 2 ภาษา แต่ทางครูฟ้า ยังคงสร้างอัตลักษณ์ ความเป็นไทย ให้กับเด็กๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น การไหว้ และกริยามารยาทต่างๆตามแบบไทย ผ่านกิจวัตรประจำวันในทุกๆเช้าที่เด็ก จะไหว้คุณครูก่อนเข้าโรงเรียน การปลูกฝังให้พูดจาไพเราะ ผ่านการทักทายกันระหว่างวัน มารยาทการเดินผ่านผู้ใหญ่

นอกจากการส่งเสริมด้านวัฒนธรรมแล้ว ครูฟ้ายังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดโครงการเด็กดีวิถีพุทธ โรงเรียนได้จัดกิจกรรมไหว้พระ สวดมนต์ และฝึกนั่งสมาธิทุกเช้า เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนนำแนวทางการปฏิบัติทางศาสนาไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการฝึกสมาธิก่อนเริ่มกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละวัน นอกจากนี้ ทุกวันพฤหัสบดี นักเรียนทุกระดับชั้นจะมารวมตัวกันเพื่อร่วมสวดมนต์ใหญ่ พร้อมกันทั้งโรงเรียน เป็นการฝึกปฏิบัตินอกห้องเรียน และสร้างเสริมคุณธรรมร่วมกับเพื่อนต่างชั้น

กิจกรรมหนูน้อยจิตอาสา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้เด็กๆได้มีโอกาสสะสมการทำความดีในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นภายในโรงเรียน เช่น กิจกรรมพี่รับ–ส่งน้องในยามเช้า พี่ป้อนข้าวน้อง พี่กล่อมน้องนอน หรือการช่วยเหลือคุณครู เพื่อน ๆ รวมถึงการทำความดีให้กับสมาชิกในครอบครัวตามความสามารถของเด็กแต่ละคน เด็กๆจะบันทึกการทำความดีลงใน สมุดธนาคารความดี และเมื่อสะสมครบตามเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับ เกียรติบัตร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมปลูกฝังให้เกิดความภาคภูมิใจในการทำความดีอย่างต่อเนื่อง และทางโรงเรียนเชื่อว่าจะเป็นการปลูกฝังรากฐานที่ดีให้กับเด็กๆไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่

เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูในการติดตามผลงานต่างๆของเด็ก ทางโรงเรียนมีการใช้ Application ขึ้นมาเฉพาะที่ใช้ภายในโรงเรียน เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครู ได้เห็นและติดตามผลงาน หรือการบ้านต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ เทคโนโลยีไปในตัว

Mommy’s Love This ถูกใจแม่

  • ความปลอดภัยของโรงเรียน ถือว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างมาก เนื่องจากโรงเรียนได้ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน
    วราบดินทร์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแล และคัดกรองผู้เข้ากรองอีกหนึ่งชั้น ทำให้แม่ๆ มั่นใจได้ว่าเด็กๆอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยตลอดเวลา
  • การเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ และจำนวนเด็ก 22 คนต่อคุณครูภายในห้อง 3 คน พี่เลี้ยง 1คน รวม 4 คน มีปริมาณที่เหมาะสม ทำให้คุณครูดูแลเด็ก ๆ ได้ทั่วถึง
  • สนามกิจกรรมกลางแจ้งภายในโรงเรียน ที่จัดสรรได้อย่างเหมาะสม เพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น ร่มรื่น และสะอาด ปลอดภัย เด็กๆยังได้รับโอกาสในการออกมารับแสงแดดยามเช้า พร้อมอากาศที่บริสุทธิ์ เพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจ
  • ในการส่งต่อเด็กแต่ละระดับชั้น โรงเรียนจะจัดประชุมคุณครูทั้งโรงเรียน เพื่อให้คุณครูประจำชั้นได้ทราบข้อมูลด้านเนื้อหา และการเตรียมความพร้อมของเด็กก่อนขึ้นชั้นต่อไป
  • มี After School ให้เลือกเรียนได้หลายหลาย ไม่ว่า ว่ายน้ำ ดนตรีสากล เปียโน บัลเล่ต์ ศิลปะ เทควันโด แม่ๆ สามารถครบจบในที่เดียว ทั้งวิชาการ ศิลปะ ดนตรี กีฬา

คุณสมบัติผู้สมัคร (อายุนับถึงวันที่ 16 พฤษภาคม)
ระดับชั้นอนุบาล อายุ 3 ปีบริบูรณ์

เกณฑ์การพิจารณา
การสัมภาษณ์ผู้ปกครอง

อัตราค่าเล่าเรียน (ปีการศึกษา 2568)
ค่าแรกเข้า 19,000 (ชำระครั้งเดียว)
ค่าธรรมเนียมการศึกษา 79,900 / เทอม **
** ยังไม่รวมค่าชุดนักเรียน

เรื่อง – แม่ติส


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ – Kidzooona Safari เล่น เรียนรู้ และผจญภัยครั้งใหม่ในดินแดนแห่งป่าลึก

โรงเรียนอนุบาลเซนต์แคเธอรีน

  • ที่อยู่ : 69/774 หมู่บ้าน วราบดินทร์ ถ.ลำลูกกา คลอง 5 ต. บึงคำพร้อม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150
  • Facebook : https://www.facebook.com/Stcatherinekindergarten/
  • เบอร์โทรศัพท์ : 02-102-1126

Tags

เทียบชัดๆ! นมสูตร 3 เสริมสมองไวได้มากกว่า ให้ลูกเป็นเด็กเจนใหม่ตัวจริง

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเสริมให้ลูกน้อยมี สมองไว ความจำดี มีไหวพริบและเติบโตเป็นเด็กเจนใหม่ นมสูตร 3 ถือเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม! แต่การจะเลือกนมที่ตอบโจทย์จากตัวเลือกมากมายในท้องตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย Amarin Baby And Kids จึงรวบรวมนมสูตร 3 ตัวท็อปมารีวิวเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ ทั้งในเรื่องคุณค่าทางสารอาหาร ส่วนผสมสำคัญ ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลยดีกว่าว่าแบรนด์ไหนจะตอบโจทย์ที่สุดสำหรับเด็กเจนใหม่ตัวจริง!

รีวิวนมสูตร 3 เสริมเด็กเจนใหม่ให้สมองไว ในยุคที่การแข่งขันสูงเช่นนี้ พ่อแม่หลายคนต่างมองหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อเสริมสร้าง สมอง และ ร่างกาย ให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงและมีศักยภาพสูงสุด การเรียนรู้ในยุคของ เด็กเจนใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้รอบด้านที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่นมผงสูตร 3 ได้กลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่คุณแม่ยุคใหม่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมโภชนาการให้ครบถ้วนแล้ว ยังมีสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงสมองโดยเฉพาะ วันนี้ Amarin Baby And Kids จึงได้รวบรวม 3 นมผงตัวท็อปในตลาด ได้แก่ นมผง S-26 Gold สูตร 3 นมผง Hi-Q 1 Plus Super Gold สูตร 3 และ นมผง Enfagrow A+ MindPro สูตร 3 มาเทียบกันให้เห็นชัดๆ ว่าแต่ละแบรนด์มีจุดเด่นอย่างไร และจะตอบโจทย์ลูกน้อยได้ดีแค่ไหนค่ะ

S-26 Gold สูตร 3: อัพเกรดความสมองไว จัดเต็ม 45 สารอาหารสำคัญ

มาเริ่มต้นที่ S-26 Gold สูตร 3 มาพร้อมสูตรใหม่ที่จัดเต็มสารอาหารกว่า 45 ชนิด เพื่อให้ลูกน้อยพร้อมเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ ด้วยสารอาหารเสริมสมอง และเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีเอกสิทธิ์เฉพาะ S-26 Gold 3 ผสม แอลฟา สฟิงโกไมอีลีน (เวย์โปรตีนเข้มข้นที่มีแอลฟา-แล็คตัลบูมิน และ สฟิงโกไมอีลิน) มีแกงกลิโอไซด์ DHA โอเมก้า 3 6 9 โคลีน และวิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรอบด้าน นอกจากนี้ ยังมี 2’-FL วิตามินซี วิตามินดี วิตามินเอ มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง รวมไปถึงวิตามินและแร่ธาตุที่เสริมทัพมาแน่นๆกล่อง ให้ลูกสนุกกับทุกการเรียนรู้ในทุกวันโดยไม่ต้องกังวลอะไรเลยค่ะ

Enfagrow A+ MindPro สูตร 3: 36 สารอาหารหลากหลาย เพื่อการเติบโตและพัฒนาการ

นมผง Enfagrow A+ MindPro มาพร้อม 36 สารอาหาร ที่มีต่อการเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย โดยมีส่วนประกอบสำคัญอย่าง MFGM และสารอาหารอื่น ๆ เช่น DHA, สฟิงโกไมอีลีน  มี ใยอาหาร 2’-FL  พร้อมด้วยวิตามินและสารอาหารอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โคลีน, โอเมก้า 3, 6, 9, วิตามิน B12, B6 และทอรีน ให้ลูกน้อยพร้อมเปิดรับทุกการเรียนรู้ในทุกวัน

Hi-Q 1 Plus Super Gold สูตร 3: พัฒนาการรอบด้านด้วย 35 สารอาหาร

นอกจากจะมี ซินไบโอติก ที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ด้วยโพรไบโอติกและใยอาหาร GOS/lcFOS แล้ว และมีสารอาหารอีกมากมาย เช่น DHA, สฟิงโกไมอีลีน, ทริปโตเฟน, วิตามินบี 12 และ โอเมก้า 3, 6, 9 พร้อมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรงด้วย 2’-FL ให้ลูกพร้อมเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน

ตารางเปรียบเทียบปริมาณสารอาหารนมผงสูตร 3

สุดยอดสารอาหารเสริมทัพพลังสมองให้กับลูกน้อยต่อยอดอนาคตที่ดี

เด็กเจนใหม่ สมองต้องไว มีความคิดพลิกแพลงและไหวพริบต้องดี เพื่ออนาคตที่อยู่ร่วมกับวิวัฒนาการที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะ การนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมพร้อมรับมือได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้ลูกน้อย ด้วยการให้ลูกรับประทานอาหารที่มี โภชนาการครบ 5 หมู่ และเสริมด้วยสารอาหารกลุ่มบำรุงสมอง ได้แก่ 

  • แอลฟาแล็ค (แอลฟาแล็คตัลบูมิน) สฟิงโกไมอีลิน ส่วนสำคัญที่ทำให้การทำงานของสมองในเด็กเจนใหม่มีประสิทธิภาพ โดยการสร้างสารสื่อประสาท ในสมอง และเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งสัญญาณประสาทให้เป็นไปแบบก้าวกระโดด
  • แกงกลิโอไซด์  มีส่วนช่วยทำให้การเรียนรู้จดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่าง รวดเร็ว
  • ดีเอชเอ เออาร์เอ โคลีน โอเมก้า 3 6 9  และ วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานปกติของระบบประสาทและสมอง

หากคุณแม่กำลังลังเลว่าจะเลือกนมสูตร 3 กล่องไหนให้ลูกดี เราขอแนะนำตัวนี้เลยค่ะ นมผง S-26 Gold สูตร 3 เพราะให้สารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนสำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป ให้ลูกสมองไวพร้อมเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

คุณแม่สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม นมสูตร 3 สำหรับเด็ก 1 ขวบขึ้นไป คลิก

อ้างอิง

  1. คู่มืออาหารตามวัยสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก สมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศในพระบรมราชินูปถัมภ์
  2. พัฒนาการของลูกน้อยเมื่ออายุ 1 ปี, Unicef Thailand
  3. พัฒนาการที่ดีของลูกน้อยในครรภ์เริ่มดูแลได้ตั้งแต่วันนี้, โรงพยาบาลวิภาวดี
  4. สารอาหารสำคัญ เพิ่มพัฒนาการทางสมองให้ลูกรัก, โรงพยาบาลศิครินทร์
  5. ประโยชน์ของธาตุเหล็ก อาหารเสริมธาตุเหล็กมีอะไรบ้าง?, โรงพยาบาล MedPark
  6. วิตามินซีกับการป้องกันหวัด, โรงพยาบาลปิยมหาราชการุณย์

Tags

สร้างพื้นฐานสมองอัจฉริยะให้เด็กเจนใหม่ -เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ทันโลก AI

คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ทราบไหมคะ? ในโลกที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ การสร้าง สมองไว ให้เด็กเจนใหม่ จึงต้องก้าวไกลกว่าการเรียนรู้แบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อยในวัย Gen Alpha หรือ Gen Beta ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี  การปูพื้นฐานที่ดีตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้ลูกคิดวิเคราะห์เป็น สมองไวเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับโลกอนาคตได้อย่างฉลาดค่ะ

การเสริมสร้างทักษะสมองและพัฒนาการที่เหมาะสม จะช่วยให้ลูกปรับตัว แก้ไขปัญหา และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพค่ะ และเรื่องง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มต้นให้ลูกได้ตั้งแต่วัยแรกเกิด ก็คือการให้ นมแม่ ที่อุดมไปด้วยสารอาหารกว่า 200 ชนิด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการ สร้างสมองไว เกินคาด เพื่ออนาคตที่ก้าวไกลของเด็กเจนใหม่ค่ะ

เตรียมสมองให้ฉลาดกว่าได้ตั้งแต่วันแรกเพื่ออนาคตของเด็กเจนใหม่!

คุณแม่รู้ไหมคะว่า สมองคือจุดเริ่มต้นของทุกพัฒนาการของลูกน้อย ตั้งแต่การมองเห็น การได้ยิน ไปจนถึงการเรียนรู้ภาษาและการโต้ตอบกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะทุกอย่างล้วนเกิดจากพัฒนาการของสมองที่รวดเร็วอย่างน่าทึ่งในช่วงขวบปีแรกของชีวิต มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า การเริ่มต้นที่แตกต่างในวัยทารก ส่งผลต่อโอกาสความสำเร็จที่แตกต่างในอนาคต เพราะโลกหมุนไปเร็วขึ้นทุกวัน การเตรียมสมองให้พร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณแม่จะมอบให้ลูกได้

สร้างสมองไว ได้มากกว่าเดิมให้เด็กเจนใหม่!

แล้วจะทำยังไงให้ลูก เด็กเจนใหม่ ของเรามี สมองไว ได้เกินคาด? คำตอบอยู่ที่ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน” ค่ะ! สารอาหารมหัศจรรย์นี้พบมากในนมแม่ และเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างสารสื่อประสาทและเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณประสาทในสมอง ทำให้ลูกน้อยของคุณมีทั้ง

  • สมองที่ประมวลผลเร็ว (FAST Processing Brain): เพื่อการเรียนรู้และจดจำที่ว่องไว
  • สมองที่คิดพลิกแพลง (FLEXIBLE Brain): เพื่อการแก้ปัญหาและการปรับตัวในทุกสถานการณ์
  • สมองที่มีสมาธิ (Brain FOCUS): เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพ

และยังไม่หมดแค่นี้นะคะ ในนมแม่ยังมีโปรตีนคุณภาพอย่าง แอลฟาแล็ค (แอลฟาแล็คตัลบูมิน) ซึ่งช่วยสร้างสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการทำงานของสมองอีกด้วย งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่าเด็กที่ได้รับนมแม่มีคะแนน IQ และพัฒนาการทางภาษาที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น คุณแม่เริ่มต้นได้ง่ายๆ ตั้งแต่วันแรกของลูกน้อยด้วยการให้นมแม่ เพราะนมแม่มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด รวมถึง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน ที่จะช่วยให้ เด็กเจนใหม่สร้างสมองไว ได้มากกว่าที่แม่คิด เชื่อมต่อเซลล์สมอง 100,000 ล้านเซลล์ เพื่อพัฒนาการที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าโลกจะหมุนไปเร็วแค่ไหน สมองไวของลูกก็พร้อมจะก้าวทันโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุขในทุกๆ วันค่ะ

เพื่อให้คุณแม่มีตัวช่วยดีๆ ในการดูแลลูกน้อยให้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์และเป็น เด็กเจนใหม่ที่สมองไว พร้อมสำหรับทุกการเรียนรู้ในยุคที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน คุณแม่สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและเคล็ดลับดีๆ ได้ที่ S-Mom Club ค่ะ

  • เว็บไซต์ S-Mom Club: ค้นหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์และครบถ้วนได้ที่ https://www.s-momclub.com/
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี: สมัครสมาชิกเพื่อปรึกษาทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
  • Line Open Chat S-Mom Club: เข้าร่วมพูดคุย ปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ โภชนาการ และพัฒนาการของลูกน้อยตามช่วงวัยกับคุณแม่ท่านอื่นๆ ได้ที่นี่เลยค่ะ

อ้างอิง

1. สภาการศึกษา

2. National Institutes of Health (US); Biological Sciences Curriculum Study.

3. Alpha Lactalbumin – an overview | ScienceDirect Topics

4. Susuki, K. (2010) Nature Education 3(9):59Deoni S, 2012.

5. Dai X, et al, 2019.

6. Kar P, et al. Neuroimage. 2021 Aug 1:236:118084.

Department of Mental Health (dmh.go.th)

7. Horwood LJ et al. Arch Dis Child Neonatal Ed 2001; 84: F23-F27.

8. Generation Beta starts in 2025: 5 things to know – ABC News

9. “เด็กเจนแอลฟา” (เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 – 2024) และเด็กเจนเบต้า (เด็กที่เกิด

ตั้งแต่ปี 2025 – เป็นต้น ไป) Generation Beta starts in 2025: 5 things to know – ABC

News


Tags

นมแม่ป้องกันภูมิแพ้ได้ เปิดความลับ H.A. ที่หลายคนยังไม่รู้

เมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนปรารถนาคือการเห็นลูกเติบโตแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรคภูมิแพ้” แต่คุณแม่รู้หรือไม่ว่าเกราะป้องกันภูมิแพ้ที่ดีที่สุดนั้นอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันแรกของชีวิตลูก วันนี้จะพาคุณแม่ไปเจาะลึกความลับที่ซ่อนอยู่ในน้ำนมแม่ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นอาหารที่ดีที่สุด แต่ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยป้องกันภูมิแพ้ให้ลูกน้อยได้อย่างน่าทึ่ง ไปดูกันว่าทำไม นมแม่ป้องกันภูมิแพ้ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างเกราะคุ้มกันให้ลูกห่างไกลภูมิแพ้ได้อย่างยั่งยืน

โรคภูมิแพ้ในเด็ก ภัยเงียบที่น่ากังวล

รู้หรือไม่คะว่า เด็กไทยกว่า 50% มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ และความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มสูงถึง 80% เลยทีเดียว หากคุณพ่อและคุณแม่เป็นโรคภูมิแพ้ด้วยกันทั้งคู่ เนื่องจากโรคภูมิแพ้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้นั่นเองค่ะ นอกจากนี้ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่น PM 2.5 ในปัจจุบัน ก็ยิ่งทำให้ลูกน้อยของเราเสี่ยงต่อการถูกกระตุ้นอาการภูมิแพ้ได้มากขึ้นไปอีก

หากลูกน้อยของคุณแม่มีอาการเหล่านี้ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล มีผื่นในเด็กทารก ลมพิษในเด็กบวมแดง คันตามผิวหนัง คันหรือเคืองตา หนังตาบวม อาเจียน หรือหอบหืด นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าลูกกำลังเป็นโรคภูมิแพ้ในเด็ก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Allergic March หรือ “ลูกโซ่ภูมิแพ้” ได้ค่ะ

Allergic March หรือ “ลูกโซ่ภูมิแพ้” คืออะไร?

Allergic March คือกระบวนการที่โรคภูมิแพ้ในเด็กพัฒนาต่อเนื่องจากภูมิแพ้ชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่งค่ะ โดยอาจเริ่มต้นจากการแพ้อาหารในเด็กเล็กก่อนอายุ 1 ขวบ หรือโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ซึ่งอาจพบได้ตั้งแต่ช่วงเดือนแรกของชีวิต จากนั้นจึงตามมาด้วยโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด และภูมิแพ้จมูก ที่มักพบตั้งแต่อายุ 1-2 ปีขึ้นไป

กระบวนการนี้จะดำเนินไปเป็นลำดับขั้นตามอายุและการเจริญเติบโตของลูกน้อยนะคะ ซึ่งในบางกรณี อาการภูมิแพ้ชนิดเดิมก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ หรืออาจเกิดอาการภูมิแพ้หลายชนิดพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ลูกเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่ช่วงขวบปีแรกจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากเลยค่ะ

นมแม่ เกราะป้องกันภูมิแพ้ที่ดีที่สุด

วิธีที่สำคัญที่สุดในการป้องกันภูมิแพ้ในทารกคือ การให้นมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน หรือให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ เพราะ นมแม่ป้องกันภูมิแพ้ ให้ลูกน้อยได้อย่างน่าทึ่ง เนื่องจากนมแม่มีคุณสมบัติเป็น H.A. (Hypoallergenic) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ได้สูงถึง 42% เลยนะคะ

นอกจากนี้ โปรตีนในนมแม่บางส่วนยังถูกย่อยให้มีขนาดเล็กลง หรือที่เรียกว่า Partially Hydrolyzed Proteins (PHP) ซึ่งง่ายต่อการดูดซึมและช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ได้อีกด้วยนะคะ นอกจากนี้ ในนมแม่ยังมีสารอาหารสำคัญอีกมากมายกว่า 200 ชนิด รวมถึง พรีไบโอติกโอลิโกแซคคาไรด์ (HMOs) ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรงขึ้นค่ะ โดยมีกลุ่มใยอาหารหลัก ซึ่งมีใยอาหาร 5 ชนิด ที่พบมากในกลุ่มนี้ ที่พบมากในกลุ่มนี้ ได้แก่ 2’FL, DFL, LNT, 6’SL, และ 3’SL 

ยิ่งไปกว่านั้น ในนมแม่ยังมี โพรไบโอติก หลากหลายสายพันธุ์ เช่น B. lactis (บี แล็กทิส) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อก่อโรคบางชนิดได้ค่ะ

ดังนั้น คุณแม่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของภูมิแพ้ให้ลูกได้ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการให้นมแม่ที่มีคุณสมบัติเป็น H.A. และ PHP ซึ่งง่ายต่อการดูดซึม และยังมีพรีไบโอติก (HMOs) และโพรไบโอติก เช่น B. lactis ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยนะคะ หากคุณพ่อคุณแม่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สารอาหารที่มีประโยชน์ในนมแม่และมีบทบาทต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกน้อย เข้าชมได้ที่ S-Mom Club ที่เว็บไซต์ https://www.s-momclub.com/ สามารถสมัครสมาชิกเพื่อปรึกษาทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะคะ หรือสามารถปรึกษา-พูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพโภชนาการและพัฒนาการสำหรับคุณแม่และลูกน้อยตามช่วงวัย โดยทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ที่ Line: S-Mom คลับเด็กแพ้ง่าย

สามารถเช็คความเสี่ยงภูมิแพ้ได้ที่ https://www.s-momclub.com/baby-allergies

Reference

1. Bergmann RL, et al. Clin Exp Allergy 1997:27:752-760

2. Chad Z. Paediatr Child Health 2001:6(8):555-566.

3. Hill DA and Spergel JM. Ann Allergy Asthma Immunol 2018;120:131-137.

4. เข้าใจโรคภูมิแพ้ – BNH HOSPITAL

5. (ch9airport.com)

6. Ngamphaiboon, Jarungchit & Tansupapol, Chanyarat & Chatchatee, Pantipa. (2009). Atopic risk score for allergy prevention. Asian biomedicine. 


Tags

แนะนำเครื่องปั๊มนม

แนะนำเครื่องปั๊มนม 10 แบรนด์ ใช้ง่าย ฟังก์ชันเลิศ เหมาะกับคุณแม่ยุคใหม่

พวกเราทีมแม่เข้าใจดีว่าช่วงที่สำคัญมากช่วงนึงของลูกน้อยก็คือช่วงที่เค้ายังกินนมจากอกคุณแม่ แต่ด้วยภาระกิจที่คุณแม่อาจจะต้องทำงาน หรือทำธุระประจำวัน ไม่สามารถอุ้มลูกน้อยเข้าเต้าได้ตลอดเวลา จึงเกิดอาการคัดหน้าอกจากน้ำนมที่ยังผลิตออกมาเรื่อยๆตามธรรมชาติ เครื่องปั๊มนม จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมาก เพราะไม่เพียงช่วยให้คุณแม่สบายตัวขึ้น แต่ยังกระตุ้นน้ำนมออกมาได้ในปริมาณเยอะ สามารถเก็บรักษามาป้อนลูกน้อยได้ทุกเวลาที่ต้องการด้วย ดีงามขนาดนี้ ลองมาดูเครื่องปั๊มนม 10 แบรนด์นี้ พร้อมแนะนำต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจดูนะคะ

แนะนำเครื่องปั๊มนม 10 แบรนด์ ใช้ง่าย ฟังก์ชันเลิศ เหมาะกับคุณแม่ยุคใหม่

เครื่องปั๊มนม เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บสำรองน้ำนมคุณแม่ให้ลูกน้อยมีไว้ทานตอนที่ไม่สะดวกเข้าเต้า และยังช่วยกระตุ้นให้เต้านมผลิตน้ำนมได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการคัดหน้าอกตามธรรมชาติด้วย โดยมีให้เลือกทั้งแบบปั๊มด้วยมือ และแบบปั๊มไฟฟ้า เป็นลักษณะฝาครอบเต้านมทั้งแบบทีละข้างและแบบคู่ ใช้แรงดูดในการกระตุ้นน้ำนมจากเต้าออกมาเก็บในภาชนะรองรับน้ำนม 

แนะนำเครื่องปั๊มนม

เลือกเครื่องปั๊มนมแบบไหนดี    

  • สำหรับคุณแม่ที่มีปริมาณน้ำนมไม่มาก และมีเวลาในการปั๊มนม สามารถเลือกเครื่องปั๊มนมแบบปั๊มมือได้ ข้อดีคือปรับได้ตามแรงบีบตัวเอง พกพาสะดวก ราคาไม่แพง
  • สำหรับคุณแม่ที่มีปริมาณน้ำนมมาก ไม่มีเวลาปั๊มนมได้นานๆ ควรเลือกเครื่องปั๊มนมแบบไฟฟ้า ข้อดีคือปรับกำลังดูดได้ มีความคงที่ ลดความเมื่อยล้า และประหยัดเวลา
  • ควรเลือกเครื่องปั๊มนมที่ใช้วัสดุไม่เป็นอันตรายต่อผิว หรือ BPA Free ซึ่งเป็นสารเคมีที่มักใช้ผลิตพลาสติก หากใช้ไปนานๆจะสะสม และเป็นอันตรายต่อร่างกาย
  • เครื่องปั๊มนมควรมีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกให้คุณแม่ เช่น ฟังก์ชันกระตุ้นน้ำนมเลียนแบบการดูดนม ฟังก์ชั่นหยุดการทำงาน ฟังก์ชั่นแจ้งเตือน ฯลฯ
  • ควรเลือกขนาดของกรวยปั๊มนมให้เหมาะกับขนาดเต้านมและหัวนม

 

  • Philips Avent

เครื่องปั๊มนมไฟฟ้ารุ่น SCF303/01 พิเศษด้วยเทคโนโลยี Rhythmic Wave ที่คล้ายกับการดูดและกลืนน้ำนมจากเต้านมของลูกน้อย ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปั๊มน้ำนมไฟฟ้ามาเป็นคู่ ทำงานแบบสลับการดูด ช่วยให้เต้านมอีกข้างหนึ่งได้พักในขณะที่ปั๊มน้ำนมอีกข้างหนึ่ง มีฟังก์ชันการจำอัตโนมัติ ทำให้เก็บบันทึกการตั้งค่าได้ง่าย และยังมีปุ่มหยุดชั่วคราวหากต้องการหยุดพักระหว่างการปั๊มน้ำนมด้วย สามารถปรับระดับการดูดได้ถึง 4 ระดับ นอกจากนี้ยังผลิตจากวัสดุปราศจากสาร BPA ทำงานเงียบ น้ำหนักเบา พกพาสะดวก มาพร้อมคุณสมบัติครบจบในตัวจริงๆ 

ข้อมูลเพิ่มเติม Philips Avent ที่ปั๊มน้ำนมไฟฟ้าแบบคู่จากธรรมชาติ SCF303/01

แนะนำเครื่องปั๊มนม
ภาพจาก https://www.philips.co.th/

  • Medela

เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าแบรนด์จากสวิสเซอร์แลนด์ รุ่น Freestyle Double Electric สำหรับคุณแม่ยุคนี้ที่ต้องการความสะดวกสบายขณะปั๊มนม ตัวเครื่องเป็นแบบปั๊มคู่ น้ำหนักเบาไม่ถึง 4 ขีด พกพาสะดวก เทคโนโลยีการปั๊มเป็นแบบ 2-Phase จำลองพฤติกรรมการดูดน้ำนมตามธรรมชาติ เริ่มด้วยการดูดกระตุ้น จังหวะสั้นและถี่ แล้วเปลี่ยนเป็นการปั๊ม จังหวะยาวและช้า สามารถเลือกปรับระดับได้ถึง 9 ระดับตามระดับความสบายของคุณแม่ แถมยังพิเศษด้วยบราสำหรับปั๊มนม ที่ช่วยให้คุณแม่ปั๊มนมได้แบบไม่ต้องใช้มือจับขวดอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม MEDELA เครื่องปั๊มนมไฟฟ้า รุ่น Freestyle Double Electric

แนะนำเครื่องปั๊มนม
ภาพจาก https://shopee.co.th/

  • Spectra

เครื่องปั๊มนมรุ่นพกพา Dual Compact ตัวเครื่องเล็ก น้ำหนักเบา ดีไซน์เรียบหรูน่าใช้ โดดเด่นด้วยระบบ 2 มอเตอร์ แยกการทำงานซ้ายขวาอย่างอิสระ โหมดเด่นของเครื่อง คือ Stimulate เเละ Sucking Mode ทำให้เพิ่มปริมาณน้ำนมได้อย่างรวดเร็ว และยังถนอมหัวนม เพราะเลียนแบบการดูดของทารกตามธรรมชาติ คือ ดูด ปล่อย และพัก ช่วยให้รีดน้ำนมได้หมด กรวยปั๊มนมมีเทคโนโลยี Patented Technology “Spectra Back-Flow Protect Function” เพื่อความสะอาดปลอดภัย ลิขสิทธิ์เฉพาะสเปคตร้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังการันตีคุณภาพจากสถาบันชั้นนำระดับโลกทั้งในยุโรปและอเมริกา

ข้อมูลเพิ่มเติม SPECTRA Dual Compact

แนะนำเครื่องปั๊มนม

  • Pureen

รุ่นนี้เป็นแบบปั๊มคู่ที่ให้แรงดูดนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ช่วยให้คุณแม่ไม่เจ็บและทำให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากด้วย โหมดกระตุ้นน้ำนมและโหมดปั๊มนมสามารถปรับระดับความแรงได้ถึง 9 ระดับ มาพร้อมระบบป้องกันน้ำนมไหลย้อนเข้าไปในสายปั๊ม จึงสะอาด ปราศจากการติดเชื้อ และยังเปลี่ยนเป็นปั๊มเดี่ยวก็ได้ตามความสะดวกของคุณแม่ ไม่ต้องกังวลเรื่องแหล่งพลังงาน เพราะใช้ได้ถึง 3 แบบ ทั้งพาวเวอร์แบงค์ แบตลิเธียมชาร์จไฟได้ ไปจนถึงไฟบ้าน แถมยังน้ำหนักเบาเพียง 350 กรัม มาพร้อมกระเป๋าหิ้ว จะพกพาไปไหนก็สะดวก

ข้อมูลเพิ่มเติม เครื่องปั๊มนมไฟฟ้า ชนิดปั๊มคู่

เครื่องปั๊มนม

  • Brusta

Brusta Miracle Go รุ่นนี้จิ๋วแต่ทรงพลัง เห็นแล้วต้องว้าวด้วยดีไซน์ตัวเครื่องกระทัดรัด น้ำหนักเบาเพียง 200 กรัมเท่านั้น มาพร้อมสายห้อยคอสุดเก๋ และแฮนด์ฟรีกรวยไม่ต้องใช้มือจับ เพิ่มความคล่องตัวให้คุณแม่ไม่ต้องถือเครื่องตอนปั๊มนม มี 4 โหมดการทำงานอัจฉริยะ คือ กระตุ้น ปั๊ม รีดน้ำนมค้างเต้า โดยเฉพาะโหมดสลายก้อนน้ำนมอุดตัน ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ Brusta ช่วยป้องกันการอักเสบของเต้านม และทุกโหมดยังสามารถปรับได้อีกถึง 9 ระดับ นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันน้ำนมไหลย้อนกลับด้วยระบบวาล์วเซฟโฟล์ ทำงานก็เงียบไม่กวนลูกน้อย แบตยังอึด ใช้งานได้นานถึง 3 ชั่วโมง 

ข้อมูลเพิ่มเติม Brusta เครื่องปั๊มนม Miracle Go

เครื่องปั๊มนม

  • Malish 

รุ่น All New Plus จะช่วยคุณแม่ปั๊มนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด่นเรื่องจังหวะการดูดเร็ว เกลี้ยงเต้าไว ช่วยเคลียร์ให้เต้าคุณแม่ไม่เป็นก้อน และยังบริการเลือกกรวยให้ตรงกับขนาดหัวนมของคุณแม่ด้วย เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการทำสต็อกน้ำนม ตัวเครื่องมี 2 มอเตอร์ปรับแยกซ้ายขวาได้อย่างอิสระ เพิ่มความสะดวกได้ทั้งปั๊มพร้อมกันและปั๊มเต้าเดียว ฟังก์ชั่นก็หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโหมด Pause หากต้องการหยุดระหว่างปั๊มนม โหมดบันทึกการปั๊มส่วนตัวให้คุณแม่ให้ไม่ต้องคอยปรับโหมดไปมา โหมดปิดเสียงปุ่มกด โหมดล็อคหน้าจอป้องกันเครื่องเปลี่ยนโหมดเอง แถมแบตยังใช้งานได้นานด้วย 

ข้อมูลเพิ่มเติม Malish รุ่น All New Plus

เครื่องปั๊มนม

  • NATUR

รุ่น MN-3 ตัวนี้เป็นแบบปั๊มมือ หรือปั๊มนมแบบโยก เหมาะกับคุณแม่ที่มีเวลาปั๊มนมเองสบายๆ ใช้แบบครั้งต่อครั้ง ความพิเศษของปั๊มมือรุ่นนี้คือสามารถปรับได้ 2 โหมด ทั้งโหมดกระตุ้น ที่ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำนม และโหมดปั๊มนม ให้เเรงดูดดี ไม่เจ็บเต้า และยังมีปากกรวยซิลิโคนที่นิ่ม นุ่มสบาย กระชับเต้า ช่วยให้เกิดแรงดูดสุญญากาศขณะปั๊ม กระตุ้นน้ำนมไหลได้อย่างต่อเนื่องเสมือนลูกน้อยดูดจากอกแม่ ด้ามปั๊มจับก็ถนัดมือ ใช้งานง่าย ปั๊มสะดวกได้ด้วยมือเดียว คุณแม่สามารถควบคุมแรงปั๊มได้ด้วยตัวเอง เป็นเครื่องปั๊มนมที่เหมาะพกพา ทำความสะอาดง่าย และราคาก็น่าคบด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม NATUR ชุดปั๊มนมแบบโยก รุ่น MN-3

เครื่องปั๊มนม

  • Pigeon

ปั๊มนมไฟฟ้ารุ่น Go Mini ตัวนี้ ดีไซน์น่ารัก ดูมินิมอล จนได้รับรางวัลด้านแนวคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมทั้งจาก Red Dot Design ประเทศเยอรมันนี และ Good Design Award ประเทศญี่ปุ่น ประสิทธิภาพยังล้นเหลือด้วยระบบปั้มคู่ มี 2 โหมด คือ โหมดกระตุ้นน้ำนม และโหมดปั๊มน้ำนม สามารถปั๊มน้ำนมได้อย่างเกลี้ยงเต้า และนุ่มนวลเหมือนการดูดของทารก ไม่ทำร้ายหัวนมคุณแม่ พกพาก็สะดวก ทั้งเล็ก น้ำหนักเบา ไม่ต้องห่วงแบตหมดด้วย เพราะมีช่องเสียบสาย USB สามารถชาร์จกับพาวเวอร์แบงค์ได้เลย นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับขวดนม Pigeon ได้ทุกรุ่น ปั๊มเสร็จก็ให้ลูกน้อยดื่มได้เลย

ข้อมูลเพิ่มเติม Pigeon เครื่องปั๊มน้ำนมไฟฟ้า รุ่น GoMini

เครื่องปั๊มนม

  • Fico

รุ่น FCB07 เป็นเครื่องปั้มนมมอเตอร์เดี่ยวแบบชาร์จไฟได้ในตัว ตัวนี้น้ำหนักเบา ทำให้พกพาสะดวกมาก มาพร้อม 2 โหมด คือ นวดกระตุ้น และดูดน้ำนม ทำงานด้วยระบบ AI อัจฉริยะ เริ่มที่โหมดนวดเป็นเวลา 2 นาทีก่อน หลังจากนั้นระบบจะเปลี่ยนอัตโนมัติเป็นโหมดดูด ซึ่งสามารถกดเพิ่มลดแรงดูดเพื่อความสบายของคุณแม่ได้ถึง 9 ระดับ และยังมีหน่วยความจำอัตโนมัติ โดยจะสั่งทำงานจากระดับความแรงในการปั้มนมครั้งล่าสุด ไม่ต้องปรับใหม่ให้วุ่นวาย และปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยกรวยซิลิโคน 3D ปราศจากสารอันตราย นุ่มนวล ช่วยป้องกันเต้านมคุณแม่จากการอักเสบ   

ข้อมูลเพิ่มเติม Fico เครื่องปั้มนม รุ่น FCB07

เครื่องปั๊มนม

  • GLOWY STAR

รุ่น GYT-20 ดีไซน์น่ารัก สีหวาน มีโหมดนวดกระตุ้นน้ำนมอัจฉริยะ ทำงานเองอัตโนมัติเมื่อเปิดเครื่อง โดยความแรงจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทันทีที่น้ำนมเริ่มหลั่ง คุณแม่สามารถกดเปลี่ยนเป็นโหมดปั๊มเก็บน้ำนมได้ทันที หรือเครื่องจะเปลี่ยนให้เองภายใน 2 นาที แรงดูดยังสามารถปรับได้ถึง 9 ระดับ มีโหมดปั๊มอ่อนโยน แบบนวดไปปั๊มไป ซึ่งจะช่วยให้นมเกลี้ยงเต้าดียิ่งขึ้น ฟังก์ชั่นหน่วยความจำ ที่จะจดจำการใช้งานครั้งล่าสุดเมื่อปิดเครื่อง คุณแม่จึงไม่จำเป็นต้องปรับระดับใหม่ทุกครั้ง นอกจากนี้เสียงก็เงียบมาก เมื่อปั๊มความแรงสูงสุด เสียงดังไม่เกิน 50 เดซิเบล จึงไม่รบกวนการนอนของลูกน้อย

ข้อมูลเพิ่มเติม GLOWY รุ่น GY T-20

เครื่องปั๊มนม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รีวิวเครื่องปั๊มนม 10 แบรนด์ยอดนิยม ปั๊มเกลี้ยง เสียงเบา พกพาสะดวก ไลฟ์สไตล์คุณแม่ยุคใหม่

คุณแม่มือใหม่เลือก เครื่องปั๊มนม แบบไหนดี ใช้งานคล่องตัว ปั๊มได้ไม่สะดุด

เปิดตำนาน “เครื่องปั๊มนม” ย้อนกลับไป 200 ปี

แนะนำหมอโรคเลือดและโรคมะเร็งในเด็ก

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล Samitivej International Children’s Hospital โรงพยาบาลเด็กที่นับเป็นศูนย์กลางนานาชาติในการรักษาผู้ป่วยเด็ก มาตรฐานรักษาโรคเฉพาะทาง โรคยาก โรคซับซ้อน ความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงกว่า 20 ปีของการเป็นโรงพยาบาลเด็กที่พ่อแม่นึกถึง และยังเป็นที่ยอมรับในวงการสุขภาพเด็กทั่วภาคพื้นเอเซียแปซิฟิก

ศูนย์โรคเลือดและโรคมะเร็งในเด็ก และศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ของโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล นับว่าเป็นศูนย์รักษาโรคเฉพาะทางและความเป็นเลิศ ทีมกุมารแพทย์โรคเลือดและโรคมะเร็งอัน และศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

ศ.นพ สุรเดช หงส์อิง

กุมารแพทย์อันดับต้นของไทยและในต่างประเทศ ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งมากว่า 20 ปี และยังได้ American Board ด้านโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยาในเด็ก

ศ.นพ. สุรเดช หงส์อิง รักษาผู้ป่วยเด็กมากกว่า 2,000 ราย ทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากพ่อแม่ หรือที่เรียกว่าปลูกถ่ายไขกระดูกแบบ Haploidentical transplantaiton เพื่อการรักษาโรคธาลัสซีเมียสำเร็จมากกว่า 800 ครั้ง และยังมีงานวิจัยพัฒนาการรักษาทางพันธุวิศวกรรม แบบใหม่ อาทิ CAR T-Cell โดยเป็นการร่วมคิดค้นกับทีมแพทย์ไทย เพื่อใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยผลข้างเคียงน้อยมาก ทำให้โรคสงบถึง 80% รวมถึงพัฒนาการรักษามะเร็งในเด็กด้วย ยีนบำบัด

ศ.นพ.สามารถ ภคกษมา

กุมารแพทย์อันดับต้นของไทยและในต่างประเทศอีก 1 ท่าน ประสบการณ์ด้านการรักษาโรคมะเร็ง และดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งกกว่า 20 ปี และได้ American Board เช่นกัน เป็นทั้งคณะกรรมการกุมารเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย และยังได้เป็นวิทยากรที่โรงเรียนแพทย์เป็นเวลาหลายปี งานวิจัยกว่า 30 ฉบับที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศคุณหมอมีความชำนาญการในด้านการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก อาทิ การรักษามะเร็งเม็ดเลือด การปลูกถ่ายไขกระดูกและเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อรักษาโรคธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell anemia: SCD) ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคทางพันธุกรรม

พญ.พรชนก เอี่ยมศิริรักษ์

กุมารแพทย์สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็กอีก 1 ท่าน ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในการรักษาโรคเลือดและโรคมะเร็งในเด็ก หลังจากจบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) ได้ศึกษาต่อเฉพาะทางด้านโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นอกจากเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังเป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

งานวิจัยของ พญ. พรชนก เอี่ยมศิริรักษ์ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาการรักษาโรคในผู้ป่วยเด็ก อาทิ งานวิจัยด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อรักษาโรคธาลัสซีเมียในเด็ก และงานวิจัยด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก นอกจากนี้ ผลงานการวิจัยในเรื่องการปลูกถ่ายไขกระดูก ยังได้รับการตีพิมพ์และนำเสนอในที่ประชุมระดับนานาชาติ

พญ.นุตตรา สุวันทารัตน์

กุมารแพทย์โรคเลือดและมะเร็งในเด็ก เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านโรคเลือดและมะเร็งในเด็ก จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยเด็กในหลากหลายกลุ่มโรคเฉพาะทาง ได้แก่

  • การปลูกถ่ายไขกระดูกในเด็ก ทั้งแบบ Autologous, Allogeneic และ Haploidentical Transplant
  • การรักษาโรคมะเร็งในเด็ก เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมฟอยด์ (ALL), มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์(AML), มะเร็งต่อมหมวกไต, มะเร็งกระดูก และมะเร็งกล้ามเนื้อลาย
  • โรคเลือดในเด็ก เช่น ธาลัสซีเมีย, โรคฮีโมโกลบินผิดปกติ, ภาวะไขกระดูกล้มเหลว
  • ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด เช่น โรคฮีโมฟีเลียและภาวะเลือดออกง่าย
  • ความผิดปกติของโรคเกี่ยวกับเกล็ดเลือด เช่น โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ เป็นต้น

สอบถามและทำนัดได้ที่ ศูนย์โรคเลือดและโรคมะเร็งในเด็ก และศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด รพ.เด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อาคาร B ชั้น 8

โทร. 66 (0) 2378-9480, 66 (0) 2378-9488, 66 (0) 2378-9489

อีเมล์ [email protected]

Tags