เคาะปอดขับเสมหะ

เคาะปอดขับเสมหะ ให้ลูกน้อย วิธีง่ายๆทำได้เองที่บ้าน

วิธีการ เคาะปอดขับเสมหะ ให้ลูกน้อย เพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น เพราะเสมหะเกิดจากการระคายเคืองหรืออักเสบของทางเดินหายใจและปอด ทำให้เยื่อบุผิวภายในของทางเดินหายใจและปอดผลิตน้ำคัดหลั่ง มีลักษณะเหลวใส ถ้าสั่งออกมาได้ทางจมูกเราก็มักเรียกว่าน้ำมูก ถ้าออกผ่านทางปากก็มักเรียกว่าเสมหะ

Continue reading “เคาะปอดขับเสมหะ ให้ลูกน้อย วิธีง่ายๆทำได้เองที่บ้าน”

พบเด็กป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา ที่จ.เชียงใหม่ ออกประกาศเป็นเขตพื้นที่คุมโรค 28 วัน

จังหวัดเชียงใหม่ตรวจพบเด็กอายุระหว่าง 9-11ปีจำนวน 2 คน ติดเชื้อไวรัสซิกา ล่าสุดเทศบาลตำบลสันทรายหลวง ประกาศเขตพื้นที่ควบคุมโรครัศมี 100 เมตร รอบบ้านผู้ป่วยเป็นเวลา 28 วัน

1466512216_201606211848321-20021028190509

(ข่าววันที่ 21 มิ.ย. 59) เหตุเกิดที่อารามบ้านโจ้ หมู่ที่ 5 ตำบลสันทรายน้อย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้จัดการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา แก่ประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่อาศัยในพื้นที่บ้านโจ้ หมู่ที่ 5 ตำบลสันทรายน้อย หลังจากที่มีการตรวจพบผู้ป่วยที่ยืนยันว่าป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา (เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 59) ซึ่งทำให้ทางเทศบาลตำบลสันทรายหลวง ต้องประกาศให้พื้นที่โดยรอบบ้านเลขที่ดังกล่าวทั้งหมดในรัศมี 100 เมตรเป็นเขตพื้นที่เป้าหมายในการควบคุมโรค ในระยะเวลา 28 วันนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยที่เบื้องต้นจะมีการทำการฉีดพ่นละอองกำจัดยุงลายที่เป็นพาหะของโรคตามบ้านเรือนต่อเนื่องทุกวัน รวมทั้งทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงตามบ้านเรือน และสังเกตการณ์คัดกรองผู้ที่อาจป่วยด้วยโรคนี้

559000006417802

559000006417803

โดยผู้ป่วยที่พบเป็นเด็กผู้ชาย อายุ 11 ขวบ และเด็กผู้หญิง อายุ 9 ขวบ ซึ่งได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนขณะนี้อาการดีขึ้นเกือบเป็นปกติ และแพทย์ให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านแล้ว ขณะที่นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เด็กมีอาการป่วยหลังกลับมาจากการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด

14665110521466511083l

โดยมีอาการเป็นไข้ มีผื่นแดง ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งผู้ปกครองได้นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลและตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสซิกา อย่างไรก็ตาม ถึงเวลานี้ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนอาการหายเป็นปกติแล้ว ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคลงพื้นที่และประสานการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกฉีดพ่นยาและทำการควบคุมโรคแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้มีการระบาดของโรคต่อไป

สำหรับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา (ZIKA) นั้นมียุงลายเป็นพาหะและยังไร้วัคซีนป้องกัน จะแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังได้รับเชื้อ ซึ่งจะปรากฏอาการคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว ไข้ขึ้นสูง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว และปวดหัว แต่อาการเหล่านี้สามารถทุเลาลงภายในเวลา 2-7 วันหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ไม่รุนแรงเท่าโรคไข้เลือดออก ทั้งนี้ กลุ่มสตรีตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากหากติดเชื้อไวรัสนี้ เพราะอาจจะมีผลทำให้ทารกในครรภ์ได้รับอันตราย 

อ่านเพิ่มเติมคลิก!!

>> “อันตรายของโรคไข้ซิกา ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กทารก”

>> “ไวรัสซิก้า” โรคร้ายใหม่จากยุงลาย ต้นเหตุทารกในครรภ์กะโหลกยุบ

>> “พบผู้ป่วย ซิกา ต้องแจ้งความ”


ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : www.khaosod.co.th , www.thairath.co.th

กระจก … ช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกน้อยได้!

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยได้ยินคำสอนโบราณมาบ้างว่า “อย่าให้ลูกเล็กเด็กแดงส่องกระจก เดี๋ยวฟันจะไม่ขึ้น” ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นเพียงความเชื่อที่เกือบจะเลือนหายไปแล้วเลยทีเดียว เพราะความเป็นจริงนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย อีกทั้งคุณแม่สมัยใหม่กลับค้นพบว่า “กระจกเป็นของเล่นชิ้นโปรดของลูกและช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย”

กระจก นับเป็นเครื่องมือกระตุ้นพัฒนาการที่ไม่ต้องลงทุนสูงเพราะทุกบ้านมีกระจกกันอยู่แล้ว สำหรับกระจกแบบพกพา ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดนะคะ เด็กๆอาจเล่นจนกระจกแตกและเกิดบาดแผลได้

โดยปกติทั่วไปแล้ว ลูกน้อยๆ ของคุณแม่จะชอบส่องกระจกกันแทบทุกคน เขาจะรู้สึกตื่นเต้น ประหลาดใจกับการได้เห็นภาพที่เคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะเขาชื่นชมความน่ารักของตัวเองหรอก เพราะเด็กทารกตัวเล็กๆ จะยังไม่รู้ว่า เด็กที่เคลื่อนไหวอยู่ในกระจกนั้นที่แท้เป็นตัวเขานั่นเอง  ดร. ไดแอน เบลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ มหาวิทยาลัยจอร์เจียในเอเธนส์ บอกว่า เวลาเห็นตัวเองในกระจกเงา ทุกๆอย่างที่เจ้าตัวน้อยทำจะได้รับการตอบสนองในทันที เมื่อเขาเคลื่อนไหวคนในกระจกก็เคลื่อนไหวเหมือนกัน เป็นการถูกกระตุ้นให้ตื่นเต้นกับการเห็นภาพเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

shot43_baby_couch-007

ช่วงเดือนแรกๆ ลูกน้อยจะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในกระจกที่แท้เป็นตัวเขาเอง จนอายุสัก 3 เดือนเขาจะเริ่มรู้ความแตกต่างระหว่างภาพของเด็กที่อยู่ในกระจกเงากับเด็กจริงๆ  มีการวิจัยชิ้นหนึ่ง ให้เด็กทารกวัย 3 เดือนกลุ่มหนึ่งมองดูใบหน้าของเด็กจริงๆ ที่มีอายุไล่เลี่ยกัน และจากนั้นให้มองดูตัวเองในกระจกเงา ทำอย่างนี้สลับกันไปมา ผลการทดลองพบว่า เด็กส่วนใหญ่จะมองใบหน้าตัวเองในกระจกเงานานกว่าจ้องมองใบหน้าจริงๆ ของเพื่อน ซึ่งแสดงว่าเด็กน้อยอายุเพียงไม่กี่เดือนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างหน้าตัวเองและหน้าของเพื่อน

ซึ่งปกติแล้วเด็กวัย 4 – 6 เดือนพัฒนาการด้านการมองเห็นจะเริ่มชัดเจนเกือบๆ เท่าผู้ใหญ่แล้ว เด็กวัยนี้จึงเริ่มสนใจ จ้องมองสิ่งแวดล้อมด้านข้าง การให้ลูกส่องกระจกในช่วงวัยดังกล่าว จึงช่วยพัฒนาสมอง โดยขณะที่ลูกจ้องมองและสัมผัสสิ่งต่างๆ ในกระจก สมองจะส่งกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นใยของเซลล์ประสาทที่มีการแตกแขนงอย่างมากมาย ทำให้เกิดการรับรู้ ตอบสนองต่อสิ่งเคลื่อนไหวและมองเห็นในกระจก ครั้งแรกลูกอาจจะตกใจ ครั้งต่อๆ ไปลูกจะชอบใจ และหากทำซ้ำๆ จะช่วยให้ลูกจดจำตัวเองได้ผ่านกระจก

เมื่ออายุครบขวบ ความเข้าใจของเจ้าตัวเล็กเกี่ยวกับภาพสะท้อนในกระจกเงาจะพัฒนาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น จนในที่สุดก็จะรู้ว่าคนในกระจกที่กำลังจ้องมองอยู่นั้นเป็นตัวเขาเองจริงๆ และนี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความคิดและการเชื่อมโยงของลูกน้อยทีเดียว

อ่านต่อ >> ข้อดีของการส่องกระจกและเกมสนุกที่สามารถเล่นกับเจ้าตัวน้อยหน้ากระจก คลิกหน้า 2

เตรียมลูกก่อนเข้าอนุบาล

365 วัน เตรียมความพร้อมให้ลูกก่อนเข้าอนุบาล

สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ต้อง เตรียมลูกก่อนเข้าอนุบาล คุณพ่อ คุณแม่จำเป็นที่จะต้องสอนและเตรียมความพร้อมให้ลูกก่อนเรียนเป็นเวลา 365 วัน เพื่อให้ลูกมีความพร้อมในทุกด้าน ในวัยเตรียมอนุบาลลูกควรที่จะเรียนรู้แบบมีประสบการณ์จริงไม่เน้นการท่องจำ หรือการฝึกฝน Amarin Baby & Kids จึงสรุปเป็น 71 สิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้สำหรับเตรียมตัวให้ลูกน้อยก่อนเข้าอนุบาล

Continue reading “365 วัน เตรียมความพร้อมให้ลูกก่อนเข้าอนุบาล”

แหวะนมบ่อย

ลูก “แหวะนมบ่อย” ประสบการณ์ตรงจากคุณแม่เตือนให้ระวัง!! สุดท้ายลูกเป็น “ลำไส้เล็กตีบ” ต้องผ่าตัด

จากเฟซบุ๊กคุณแม่ Panita Veerachat ซึ่งได้มาแชร์ประสบการณ์ใน facebook groups ชื่อ เพจว่าที่คุณแม่ หญิงตั้งครรภ์ และมีบุตร ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับลูกน้อยที่เพิ่งเกิดมาได้แค่ 6 วัน ก็ตรวจพบว่าน้องป่วยเป็น ลำไส้เล็กตีบ เพราะมีอาการ แหวะนมบ่อย ถึงขั้นต้องผ่าตัด … เรื่องราวจะเป็นอย่างไรไปฟังคุณแม่เล่ากันเลยค่ะ

คุณแม่ Panita Veerachat เล่าว่า :

มาแชร์ประสบการณ์ให้แม่ๆฟังคะ 
‪#‎อาการแหวะนมที่ดูเหมือนธรรมดาในเด็กแต่สุดท้ายถึงขั้นผ่าตัด 
เราคลอดน้องวันที่ 9 มิ.ย. 59 ที่ผ่านมาคะ หลังคลอดพักฟื้น 2 คืน ที่ รพ. น้องดูแข็งแรงดีทุกอย่างคะ แต่แม่ไม่มีน้ำนม ทาง รพ.จึงเลี้ยงด้วยนมผง ใน 2 คืนแรกที่นอน รพ. วันที 11 เรากับลูกก็กลับบ้าน ก่อนกลับพยาบาลก็สอนให้เอาลูกเข้าเต้าและการเลี้ยงเด็กเบื้องต้น และพยาบาลแจ้งเราว่าน้องกระเพาะไม่ค่อยดีกินนมแล้วชอบแหวะนม อาจเป็นเพราะทานนมผงจึงย่อยยาก ยังไงถ้าเลี้ยงด้วยนมแม่น่าจะดีกว่า แต่หากกลับบ้านเลี้ยงด้วยนมแม่แล้วยังเป็นอยู่ไม่ดีขึ้นก็ค่อยกลับมาตรวจละเอียดอีกทีแล้วกัน เราก็ไม่เอะใจอะไรคะ กลับมาที่บ้านวันแรกน้ำนมก็ยังมาไม่พอคะ ก็ทานนมผงร่วมกับนมแม่ ก็ยังเปนอยู่ แต่หลังจากนั้นน้ำนมมาแล้วคะเราก็ให้นมแม่อย่างเดียว แต่ผลคืออาการน้องหนักขึ้นคะ กลายเป็นแหวะบ่อยขึ้นครั้งละมากขึ้น จึงพาไปตรวจที่ รพ.อิกครั้ง พี่สาวแฟนแนะนำ ตอนไปหาข้อมูลในเน็ตพอสมควรเกี่ยวกับการแหวะนมจึงไม่ค่อยกังวนใจแต่แค่อยากให้หมอเช็คให้แน่ใจ แต่ผลกับไม่เปนอย่างที่คิดคะ คุณหมอส่งอัลตร้าซาวน์ทันที ‪#‎ผลที่แจ้งคือสงสัยว่าลำไส้เล็กจะตีบ ให้กลืนแป้งฉายแสงดูอิกทีและหากเป็นจริงต้องผ่าตัดทางรักษามีทางเดียวเท่านั้นแต่รพ.ไม่มีทีมแพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดเด็กหากผ่าต้องเรียกตัวแพทย์จากอีกที่คุณหมอจึงแนะนำคะว่าให้ไปรักษาที่นั่นเลยดีกว่าไหม เราตัดสินใจไปรพ.นั้น(ไม่ขอเอ่ยชื่อรพ. ค่ะ) แต่ก่อนไปเรากลับไปที่ รพ.ที่น้องเกิดก็ไม่รู้ว่าไปทำไม ไปถึงพอหมออ่านใบรายงานผลตรวจหมอบอกแค่ว่าที่นี้ไม่มีแพทย์ศัลยกรรมเด็ก บอกให้เราไปอีกรพ.หนึ่ง แต่เราเลือกไปอีกทีที่ดีกว่าแล้วค่ะ และโชคดีเจอเจ้าหน้าที่ดี รับเรื่องเพราะวันที่ไป ลูกครบ 1 อามิดพอดี และพอเดินทางถึงรพ.สังเกตได้ชัดว่าตัวน้องเหลืองมากๆ ทางรพ.จึงรีบตามหมอเด็กมาตรวจและซักอาการน้องคุยกับหมอประมานครึ่งชั่วโมงหมอสั่งแอดมิดด่วน และตรวจหาสาเหตุทั้งวัน อัลตร้าซาวหลายรอบ อาจารย์หมอ และหมอหลายท่าน ตรวจกันจน 2 ทุ่มไม่เจอต้นตอ จนหมดเวลาเฝ้า หมอสั่งงดอาหาร(น้ำ + นม) เรากำลังเดินทางกลับไม่ถึงบ้านเลยคะ รพ.โทแจ้ง พุ่งนี้น้องต้องผ่าตัดด่วน ให้เราเข้าไปคุยกับหมอตอนเช้า #‎สรุปน้องเป็นผังผืดในลำไส้เล็กส่วนบน ทำให้อาหารผ่านได้ยากจึงอ้วกออกมาแทน เข้าผ่าตัดวันที่ 16 มิ.ย. ตอนนี้ย้ายมาอยู่ icu เฝ้าระวังการติดเชื้อ และโรคแทรกซ้อน #‎จากอาการธรรมดาค่ะ แต่สุดท้ายต้องถึงขั้นผ่าเลย ฝากถึงแม่ๆนะคะ เลี้ยงลูกอย่าชะล่าใจเด็กเค้าพูดไม่ได้ เราเลยต้องสังเกตเค้านิดๆหน่อยๆ ก็หาหมอตรวจดูก็ดีคะ ตอนนี้น้องอาการทรงตัว รอดูวันต่อวัน เห็นลูกเป็นแบบนี้คนเป็นแม่ใจสลายคะ ได้แต่ภาวนาให้เค้าหายไวๆ 

‪#‎ขอโทษที่ยาวไปนะคะ

ซึ่งคุณแม่ได้แจ้งต่ออีกว่า คุณหมอก็ได้ทำการผ่าตัดให้น้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ตอนอายุครบ 8 วัน) การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี ใช้เวลาการผ่า 3 ชั่วโมงครึ่ง และคุณหมอย้ายมาอยู่ห้อง icu ป้องกันเชื้อโรค ดูอาการแทรกซ้อน ถอดเครื่องช่วยหายใจออกแล้ว น้องสามารถหายใจเองได้ ทั้งนี้ต้องเฝ้าระวังอาการติดเชื้อแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด ซึ่งคุณหมอจะประเมินอาการให้วันต่อวัน เราะเนื่องจากน้องตัวเล็ก อาการจะไม่คงที่

อย่างไรก็แล้วแต่ทาง Amarin Baby & Kids จึงขอให้น้องปลอดภัย หายป่วยในเร็ววัน
สุขภาพแข็งแรง เป็นเด็กดีสดใสร่าเริงนะคะ

อ่านต่อ “อาการแหวะนมของลูกที่พ่อแม่ต้องคอยสังเกต” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ได้ดี

เลี้ยงลูกให้ได้ดี พ่อแม่ต้องไม่ขี้เกียจ โดย พญ.สาริณี

พญ.สาริณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ไว้ในเพจ Dad Mom and Kids เอาไว้ว่าถ้าอยาก เลี้ยงลูกให้ได้ดี พ่อแม่ต้องไม่ขี้เกียจ โดยเริ่มจากการไม่ขี้เกียจอุ้มลูกตั้งแต่ยังเล็ก เด็กที่ได้รับการสัมผัสจากการอุ้ม กอด หอม และเล่นกันจะมีความสุข เซลล์สมองพัฒนาการได้ดี

 

เทคนิคที่พ่อแม่ควรรู้! อยาก เลี้ยงลูกให้ได้ดี พ่อแม่ต้องไม่ขี้เกียจ

1.ไม่ขี้เกียจอุ้มลูก

คุณพ่อ คุณแม่หลายคนมีนโยบายไม่อุ้มลูกถ้าไม่จำเป็น เพราะกลัวลูกจะติดมือ แล้วไปทำอย่างอื่นไม่ได้ คุณหมออยากชวนให้คิดว่า ถ้าอยากมีลูกแต่ไม่อยากอุ้มลูกแล้วจะมีลูกไปทำไม ลูกมนุษย์ถูกสร้างมาให้ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ต้องพึ่งพาผู้ให้กำเนิดยาวนานต่อเนื่องหลายปี

เลี้ยงลูกให้ได้ดี

2.ไม่ขี้เกียจตามลูก

กว่าลูกจะเดินได้ วิ่งได้ ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ และยังต้องฝึกฝนอีกหลายปีกว่าจะคล่องแคล่ว คุณพ่อ คุณแม่จึงต้องเป็นทั้งสมอง แขน ขาให้ลูก เมื่อลูกโตขึ้นพอจะช่วยเหลือตัวเองได้ เด็กๆ จะตื่นเต้นกับความสามารถใหม่ๆ ของตัวเอง เช่น เมื่อเดินได้ก็อยากจะเดินทั้งวัน คุณพ่อ คุณแม่ต้องไม่ขี้เกียจตามลูก คอยดูแลเพื่อความปลอดภัย ถ้าอยากให้ลูกมีกล้ามเนื้อแข็งแรง มีสติปัญญาดี คุณพ่อ คุณแม่ต้องสนับสนุนให้ลูกฝึกฝนร่างกายเท่าที่เขาต้องการ

3.ไม่ขี้เกียจเก็บกวาด

คุณพ่อ คุณแม่ต้องไม่ขี้เกียจทำความสะอาดสิ่งที่ลูกทำเลอะเทอะ เด็กทุกคนเป็นนักสำรวจ อยากรู้ อยากลอง เพราะทุกอย่างที่เขาพบเจอเป็นสิ่งใหม่ การที่ลูกรับประทานอาหารหกเลอะเทอะ เล่นทรายจนเปรอะไปทั่ว อยากถือไอศกรีมกินเอง ความเลอะเทอะที่คุณพ่อ คุณแม่ต้องคอยเก็บกวาด ล้างเนื้อล้างตัว คือการเชื่อมโยงของเซลล์สมองอย่างมหาศาลที่กำลังสร้างตัวทุกวินาที คุณพ่อ คุณแม่จึงไม่ควรขี้เกียจทำความสะอาด

เลี้ยงลูกให้ได้ดี

 

4.ไม่ขี้เกียจที่จะเล่นกับลูก

เด็กทุกคนชอบการเล่นเป็นชีวิตจิตใจ เล่นได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และชอบเล่นซ้ำๆ เดิมๆ ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อการเชื่อมโยงของเซลล์สมอง คุณพ่อ คุณแม่หลายคนเหนื่อยมาจากอย่างอื่น เมื่ออยู่กับลูกจึงไม่อยากเล่น ปล่อยให้ลูกดูทีวี คลิปวิดีโอ เพื่อให้ตัวเองสบาย เด็กเล็กที่ขาดการเล่นแบบมีปฏิสัมพันธ์กับคนตั้งแต่เล็กมากๆ ต่อเนื่องยาวนาน อาจมีอาการเหมือนออทิสติก พูดไม่เป็นภาษา ไม่มีคำพูด ชอบอยู่คนเดียว ทำอะไรคนเดียว ไม่สามารถเข้าสังคมได้

คุณพ่อ คุณแม่ควรงดอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีจอเมื่ออยู่บ้าน เล่นกับลูกตัวต่อตัว พูดคุยกับลูกให้ได้มากที่สุด จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ฉะนั้นอย่าขี้เกียจที่จะเล่นกับลูก

เลี้ยงลูกให้ได้ดี

5.ไม่ขี้เกียจสอนการบ้าน

เมื่อลูกเข้าสู้วัยเรียน คุณพ่อ คุณแม่ต้องไม่ขี้เกียจที่จะสอนการบ้านให้ลูก อย่าดูถูกตัวเอง อย่าให้เหตุผลว่าตัวเองไม่มีเวลา ถ้าคุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาไปกับการทำงาน การสังสรรค์ การประชุม นั่นแสดงว่าคุณพ่อ คุณแม่เลือกใช้เวลากับสิ่งนั้น จัดสรรเวลามาดูเรื่องการเรียนของลูกอย่างสม่ำเสมอ

การบ้านลูก
เลี้ยงลูกให้ดี เก่ง มีความสุข

การมีลูกสักคน และ เลี้ยงลูกให้ได้ดี ให้เขาได้เติบโตมาเป็นคนดีได้นั้น คุณพ่อ คุณแม่ต้อง “ขยันเลี้ยงลูก” ถ้าขี้เกียจทำอะไรต่างๆ กับลูก หรือส่งผ่านสิ่งที่ควรทำด้วยตัวเองไปให้คนอื่น ลูกๆ จะได้ดีได้อย่างไร เพราะถ้าอยากให้พี่เลี้ยงของลูกดูแลลูกทั้งหมดคงต้องเพิ่มเงินเดือนอีกสามสี่เท่า ฉะนั้นคุณพ่อ คุณแม่ต้องยอมเหนื่อย สิ่งที่ทำวันนี้จะออกดอกออกผลเป็นที่น่าชื่นใจอย่างแน่นอน


เครดิต: พญ.สาริณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น Facebook Page Dad Mom and Kids

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

คำพูดเชิงบวก ที่ควรใช้พูดกับลูก 64 คำ

ลักษณะบุตร 3 ประเภท ในศาสนาพุทธ และวิธีเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

เคล็ดลับ ฝึกลูกนอนเป็นเวลา ช่วยพัฒนาการดี

Save

Save

ท้องลม ท้องหลอก

ท้องลม ท้องหลอก อันตรายของการตั้งครรภ์โดยไม่มีตัวเด็ก

การตั้งครรภ์ไม่ได้จบอย่างสมปรารถนาทุกครั้งไป มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ตั้งครรภ์แล้วจบลงอย่างรวดเร็ว คุณแม่บางคนคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ พอไปพบคุณหมอกลับไม่มีการตั้งครรภ์จริงๆ ที่เราเรียกกันว่า ท้องลม ท้องหลอก เพราะเมื่อคุณแม่ประจำเดือนขาดหายไป ก็คิดว่ากำลังจะมีลูก

Continue reading “ท้องลม ท้องหลอก อันตรายของการตั้งครรภ์โดยไม่มีตัวเด็ก”

แพนเค้กส้มสด

แพนเค้กส้มสด สำหรับเด็กแพ้แป้งสาลี แพ้นมวัว แพ้ถั่ว (1 ขวบ+)

แพนเค้กส้มสด สูตรนี้มีไข่ไก่เป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงเหมาะเฉพาะเด็กที่แพ้แป้งสาลี ผลิตภัณฑ์นมหรือนมวัว และถั่วต่างๆ

เมนูนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป

เวลาในการปรุง 15 นาที

ส่วนผสม

  1. แป้งข้าวเจ้า                                            75           กรัม
  2. แป้งข้าวโพด                                           75           กรัม
  3. ผงฟู                                                     1 ½         ช้อนชา
  4. วานิลลา                                                 1              ช้อนชา
  5. เกลือป่น                                                1/8          ช้อนชา
  6. นมสดรสจืด                                            165         มิลลิลิตร
  7. น้ำตาลทราย                                          3              ช้อนโต๊ะ
  8. ไข่ไก่แช่เย็นจัด                                       1              ฟอง
  9. เนยสดชนิดเค็มละลาย                               2              ช้อนโต๊ะ
  10. เนยสดชนิดเค็มเล็กน้อย สำหรับทากระทะ
  11. วิปปิ้งครีม ชนิด non-dairy ตีให้ขึ้นฟู
  12. เนื้อส้มกลีบชนิดในน้ำเชื่อม สำหรับเสิร์ฟคู่กัน

วิธีทำ

  1. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวโพด ผงฟู เกลือป่น และน้ำตาลทรายให้เข้ากัน
  2. ใส่ไข่ลงชามผสม ตีพอให้แตก เทเนยละลายลงไปคนให้เข้ากัน เติมนม คนให้เข้ากัน ใส่แป้งในข้อ 1 ลงไป ตะล่อมด้วยตะกร้อมือเบาๆ จนเข้ากันดี (อย่านานเกินไป) เสร็จแล้วแช่เย็นนาน 15 นาที พักไว้
  3. ทาเนยสดที่กระทะ ใช้ไฟอ่อน รอให้กระทะร้อนค่อยใส่แป้งประมาณ 1 ทัพพีลงไป พอแป้งสุกแล้วค่อยพลิกด้านอีกข้าง รอจนสุกทั้งสองข้างแล้วตักขึ้นใส่จาน (แล้วตักแป้งทีเหลือลงในกระทะ ทำวิธีเดิมจนหมดส่วนผสมแป้ง)
  4. วางแพนเค้กลงจาน ตกแต่งด้วยวิปปิ้งครีม non-dairy และเนื้อส้ม ตามชอบ

Cooking Tips

  • เปลี่ยนจากเนื้อส้มชนิดในน้ำเชื่อม เป็นส้มเนื้อส้มซันคิสต์สด หรือผลไม้อื่นๆ ได้ตามชอบ
  • ขนมที่เป็นกลูเต็นฟรี ควรกินให้หมดทันทีจะได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มและอร่อย แต่ถ้ากินไม่หมดให้แช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 วัน ไม่ควรแช่ในช่องแข็ง เพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสแข็งและกระด้างขึ้น ก่อนกินให้วางพักให้หายเย็น หรือนำไปอุ่นในไมโครเวฟความร้อนสูงสุด 1 นาที

10 ภาพวินาทีแรก ที่ ‘ทารกน้อย’ ลืมตาดูโลก

ภาพวินาทีที่ทารกลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก คงเป็นภาพที่หาดูได้ยากในชีวิตจริงและภาพที่จะได้เห็นต่อไปนี้นับว่าเป็นภาพที่อัศจรรย์ใจสำหรับคนเป็นแม่อย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ เพราะลูกตัวน้อยได้ออกมาเผชิญโลกกว้างซะที 

ซึ่งภาพถ่ายของทารกแรกเกิดเหล่านี้เป็นฝีมือของช่างภาพ Christian Berthelot ซึ่งได้ทำการถ่าย ภาพวินาทีแรก ที่ทารกน้อยเพิ่งถือกำเนิด มารวมภาพเซ็ตสวยงามให้เราได้ดูกัน

ซึ่งช่างภาพยังได้บอกอีกว่า “เขาเป็นเหมือนนักรบที่ได้รับรางวัลเพียงแค่การต่อสู้ครั้งแรกของเขา เสมือนนางฟ้าออกมาจากความมืด “

ว่าไปแล้วทารกแรกเกิดจะมีหน้าตากันอย่างไรบ้างไปชมภาพกันเลยค่ะ

มหัศจรรย์ ภาพวินาทีแรก ของทารกแรกเกิด

Leanne – 13 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรก

 

Liza – 3 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรก

 

Steven – 15 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรก

Kevin – 13 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรกคลอด

Mael – 18 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรกคลอด

Louann – 14 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรก

Lize – 9 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรก

Margaux – 7 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรก

Chloé – 11 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรก

Romane – 8 วินาทีหลังจากเกิด

ภาพวินาทีแรก

อ่านต่อบทความน่าสนใจ

ภาพหาชมยาก!! ทารกคลอดออกมาทั้งถุงน้ำคร่ำ (มีคลิป)

ชมภาพถ่ายทารกแรกเกิดสุดน่ารัก พร้อมเทคนิคการถ่ายภาพอย่างปลอดภัย


ที่มา Boredpanda

โรคเริมในเด็กอันตราย

โรคเริมในเด็กอันตราย ลูกเสี่ยงเสียชีวิต เพราะจูบ

อุทาหรณ์เตือนใจ ไม่ควรให้ผู้ใหญ่ที่ป่วย สัมผัสเด็กทารกแรกเกิด เมื่อครอบครัวชาวอังกฤษครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียลูกน้อยเพราะความประมาท เมื่อคุณพ่อผู้ป่วยเป็นโรคเริมจูบลูกน้อยด้วยความรักโดยไม่รู้ว่า โรคเริมในเด็กอันตราย เพราะเชื้อไวรัสได้แพร่จากพ่อสู่ลูกผ่านจูบนั้น

Continue reading “โรคเริมในเด็กอันตราย ลูกเสี่ยงเสียชีวิต เพราะจูบ”

12 วิธีเลือกเพศลูกแบบธรรมชาติ

ไม่ว่าจะผ่านไปยุคไหน “เพศ” ของลูกๆ ก็ดูยังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพ่อแม่ในหลายครอบครัวเสมอ การต้องการเลือกเพศนั้นเป็นเรื่องปกติในหลายสังคม เช่นเดียวกับในบ้านเรา แต่ต้นทุนในการพึ่งเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ช่วยให้มีลูกนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก วันนี้แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์คนเก่งของเราจึงแนะนำ 12 วิธีธรรมชาติที่จะช่วยกำหนดเพศลูกๆ ของคุณได้โดยไม่ต้องไปพึ่งเทคโนโลยี หรือวิทยาการการแพทย์ใดๆ

…ฟังดูน่าสนใจแล้วใช่ไหม งั้นไปเรียนรู้เรื่องนี้พร้อมๆ กันเลยค่ะ

         Q: ดิฉันเพิ่งแต่งงานได้ 4 เดือนเศษ ตั้งใจจะมีบุตรภายในปีนี้ เคยได้ยินว่าสภาวะความเป็นกรดด่างของช่องคลอดมีผลต่อการกำหนดเพศบุตรในครรภ์ด้วย จริงหรือไม่ฉะนั้น นอกจากวิธีนี้แล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยกำหนดเพศบุตรตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องทำเด็กหลอดแก้วไหมคะ
จาก ส้มลิ้ม อายุ 30 ปี
         A: เรื่องความอยากได้เพศลูกตามความต้องการนั้น เป็นมาตั้งแต่สมัยโบราณ บางคู่ภรรยาสามีอยากได้ลูกชาย ปล่อยให้ตั้งครรภ์จนได้ลูกสาวไปเรื่อยจนครบ12คน แต่ไม่ได้ลูกผู้ชายก็มี บางคนมีแต่ลูกชายอยากได้ลูกสาว ปล่อยให้มีลูกชายไปเรื่อย ๆ 0oสมหวังได้ลูกสาวเป็นคนสุดท้องก็มี หรือไม่สมหวังก็มี เข้าใจเลยว่าคุณพ่อคุณแม่ที่ตั้งความหวัง เมื่อได้ลูกเพศที่ไม่ต้องการ จะรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะ ในสมัยที่ไม่มีอัลตร้าซาวนด์บอกเพศ คุณแม่ที่อยากได้เพศลูกตามต้องการจะเที่ยวเสาะแสวงหาหมอดู ดูสะดือ ดูลักษณะท้องดูรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณทำนายโดยใบไม้ โดยดวง โดยวันเกิดฯลฯ เพื่อให้ได้ทราบเพศลูก
เมื่อคลอดและรู้ว่าเป็นเพศที่ต้องการก็ดีใจจนลืมความเจ็บปวดของการคลอด สามีและญาติ ที่รออยู่หน้าห้องคลอดก็พากันร้องดีใจ แต่ถ้ารู้ว่าไม่ใช่ คุณแม่ถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้น หมดแรงไปเลยก็มี

เรื่องเพศลูกยังเป็นเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ในบางเชื้อชาติ ต้องการเด็กชายมาก หากสะใภ้ไม่มีลูกชาย บางทีแม่สามีถึงกับให้ลูกชายเปลี่ยนภรรยาทีเดียว ความเครียดเรื่องเพศของลูกจึงตกอยู่กับคนเป็นแม่อย่างหลีกเลี่ยงไมได้ สมัยนี้เราทราบเพศล่วงหน้าก่อนคลอด ก็ยังเจอคุณพ่อหลายรายกดดันภรรยาตนเอง คุณแม่ยังไม่คลอด ก็สั่งให้ได้เพศที่ต้องการในท้องหน้าก็มี

ความเป็นจริง ในธรรมชาติ จำนวนทารกเพศชายมีมากกว่าทารกเพศหญิง ประมาณ 102 : 100 และไม่มีวิธีคัดเลือกเพศบุตรตามธรรมชาติที่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตามมีวิธีคัดเลือกเพศบุตรตามธรรมชาติ ที่เพิ่มโอกาสให้ได้ทารกเพศที่ต้องการดังนี้ค่ะ

1. ใช้ความเป็นกรด-ด่างของช่องคลอด เชื่อว่าความเป็นกรดด่างสามารถเลือกเพศได้ โดยอสุจิที่เรียกว่าสเปิร์มวาย(Y)ทำให้เกิดเพศชายชอบความเป็นด่าง ส่วนสเปิร์มเอ็กซ์(X)ทำให้เกิดเพศหญิงชอบความเป็นกรด

ดังนั้นหากสวนล้างด้วยน้ำส้มสายชูก่อนมีเพศสัมพันธ์ โอกาสได้ลูกสาวมีมากกว่า (วิธีทำ ใช้น้ำส้มสายชูที่ใช้ทำอาหาร มาผสมน้ำครึ่งต่อครึ่ง สวนล้างภายใน) หากสวนล้างด้วยน้ำด่างก่อนมีเพศสัมพันธ์ โดยใช้โซเดียมไบคาร์โบเนต(ผงฟูทำขนมปัง) จำนวน 1ช้อนชา ผสมน้ำ1แก้วจะมีโอกาสได้ลูกชายมากกว่า

2. อาหารการกิน อาหารที่เพิ่มความเป็นกรดให้ช่องคลอด เช่น ผัก ผลไม้ อาหารรสจืด นม ขนมปัง แคลเซียม เพิ่มโอกาสได้ลูกสาว ส่วนอาหารรสจัด รสเค็ม ถั่ว เนื้อสัตว์ ของหมัก ดอง อาหารทะเล เพิ่มโอกาสได้ลูกชาย

3. การถึงจุดสุดยอด เชื่อว่าหากผู้หญิงถึงจุดสุดยอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ จะปล่อยมูกที่มีความเป็นด่างออกมา ทำให้มีโอกาสได้ลูกชายมากกว่า ดังนั้นหากต้องการได้ลูกสาว ต้องไม่ถึงจุดสุดยอดก่อนที่สามีจะปล่อยน้ำอสุจิออกมา

4. ดินฟ้าอากาศ เนื่องจากสเปิร์มวาย วิ่งเร็ว ปราดเปรียว และตายง่าย ตรงกันข้ามกับสเปิร์มเอ็กซ์ อุ้ยอ้าย วิ่งช้า และตายยาก หากมีเพศสัมพันธ์ในที่ที่ มีอากาศอุ่นสบายมักได้ลูกผู้ชาย ส่วนอากาศหนาวจัดมักได้ลูกผู้หญิง เพราะสเปิร์มวายทนหนาวไม่ได้

อ่านต่อ >> “มีวิธีเลือกเพศลูกตามธรรมชาติ” ข้อ 5-12 คลิกหน้า 2

10 วิธีฝึกลูกให้เก่งเรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษ..นับวันยิ่งสำคัญกับคนไทยมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อใช้นั้นการสื่อสารกับกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังจะมาถึงนี้  อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือชี้วัดความสามารถในหน้าที่การงาน และเป็นทั้งประตูเปิดโอกาส และสามารถกั้นความสำเร็จของเรา (ถ้าเราไม่มีทักษะทางภาษา) ได้เหมือนกัน! Continue reading “10 วิธีฝึกลูกให้เก่งเรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ”

คุณธรรมพื้นฐาน

คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ สอนลูกอย่างไรให้เป็นคนดี?

คุณพ่อ คุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกมี คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ได้แก่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจ เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี มีความรู้ และความสุขในการเรียนรู้ โดยการจัดสภาพการเรียนรู้ให้ลูกมองเห็นคุณค่าของการเป็นคนดี

Continue reading “คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ สอนลูกอย่างไรให้เป็นคนดี?”

ตารางการฉีดวัคซีน

ตารางการฉีดวัคซีน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 ขวบ

คุณพ่อ คุณแม่ที่เป็นพ่อแม่มือใหม่ที่มีลูกในวัยทารกแรกเกิด เด็กเล็ก และเด็กโต อาจยังมีข้อสงสัยเรื่องการฉีดวัคซีน ว่าอายุเท่าไหร่ควรฉีดอะไรบ้าง แล้วมีวิธีการฉีดอย่างไรบ้าง คุณพ่อ คุณแม่สามารถพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่แรกเกิด – 12 ปี ตาม ตารางการฉีดวัคซีน ดังนี้

Continue reading “ตารางการฉีดวัคซีน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 ขวบ”

อาหารเพิ่มน้ำหนัก

อาหารเพิ่มน้ำหนัก สำหรับลูกน้อยตัวเล็ก

เด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ มักมีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดู ลูกรับประทานน้อย และไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือรับประทานไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ทั้งในเรื่องปริมาณและคุณค่า เพราะอาจไม่มีความรู้ หรือตามใจลูกมากเกินไป อาหารเพิ่มน้ำหนัก จึงเป็นสิ่งสำคัญ

Continue reading “อาหารเพิ่มน้ำหนัก สำหรับลูกน้อยตัวเล็ก”

ลูกโดนยุงกัด

เมื่อ “ลูกโดนยุงกัด” ทิ้งรอยดำ! ทำอย่างไรดี?

ปลายฝน ต้นหนาวแบบนี้ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับเจ้ายุงตัวร้าย และแม้ปัญหา ลูกโดนยุงกัด จะทำให้แม่ช้ำใจอยู่แล้ว หลังกัดยังทิ้งรอยแผลเป็นดำๆไว้ให้คุณแม่เครียดหนักเข้าไปอีก Continue reading “เมื่อ “ลูกโดนยุงกัด” ทิ้งรอยดำ! ทำอย่างไรดี?”

โกนผมไฟ

โกนผมไฟ ประเพณีไทยทำอย่างไรให้เป็นมงคล?

ผมไฟ คือผมของเด็กแรกเกิดที่มีมาตั้งแต่อยู่ในท้อง ในการ โกนผมไฟ จะนิยมไปหาพระอาจารย์ที่วัด เพื่อหาฤกษ์ที่นิยมทำกันคือ เดือน 4 – 6 และเดือน 12 ตามความเชื่อของคุณพ่อ คุณแม่ในสมัยก่อน เชื่อว่าจะเป็นมงคลแก่ลูก และครอบครัว โดยมีหลักเกณฑ์ สิ่งที่ต้องเตรียม และพิธีดังนี้

Continue reading “โกนผมไฟ ประเพณีไทยทำอย่างไรให้เป็นมงคล?”

แชร์ทั่วคำสั่ง นพ.สสจ.สิงห์บุรี ห้ามหมอเรียกเก็บเงิน “ฝากท้องพิเศษ” ชี้มีโทษวินัย อาญา!

แวดวงสาธารณสุขแชร์คำสั่ง นพ.สสจ.สิงห์บุรี เตือนหมอเรียกเงิน “ฝากท้องพิเศษ” ชี้ทุจริต ผิดวินัยข้าราชการ มีโทษไล่ออก – คดีอาญา ทั้งจำทั้งปรับ รอง นพ.สสจ.สิงห์บุรี เผย มีคนร้องเรียน แต่พบไม่มีมูล จึงออกหนังสือเตือน

Do not pay extra antenatal

ขณะนี้บุคลากรในแวดวงสาธารณสุข มีการเผยแพร่คำสั่งของ นพ.ปรารถนา ประสงค์ดี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) สิงห์บุรี ในสังคมออนไลน์จำนวนมาก โดยหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 1 มิ.ย. 2559 เกี่ยวกับเรื่อง การร้องเรียนการให้บริการ โดยส่งถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่ง สาธารณสุขทุกอำเภอในจังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจากมีหนังสือร้องเรียนจากผู้ที่ไปรับบริการในหน่วยบริการในจังหวัดไปยัง นพ.สสจ.สิงห์บุรี ในเรื่องเกี่ยวกับการฝากพิเศษ หรือรับค่าฝากครรภ์พิเศษประมาณ 4,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำทุจริตต่อหน้าที่ราชการ มีความผิดวินัยร้ายแรงมีโทษสถานหนัก คือ ไล่ออก ตามมาตรา 88 (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และโทษทางอาญาด้วย โดย สสจ.สิงห์บุรี ได้พิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขสิงห์บุรี จึงขอให้กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ทุกระดับในหน่วยงานของท่าน มิให้กระทำผิดโดยรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานนั้น โดยให้ถือเป็นนโยบายอย่างเคร่งครัด

Do not pay extra antenatal

 

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการ สธ. ตรวจสอบ และรายงานมาแล้วว่า ไม่มีมูล แต่ไม่ได้นิ่งเฉยก็กำชับให้เข้มงวดขึ้น อย่าให้มีกรณีเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม การฝากครรภ์นั้นเป็นการให้บริการที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และผู้ป่วยสามารถเลือกหมอได้ ส่วนผู้ป่วยที่พึงพอใจการดูแลของหมอคนไหนสามารถให้สินน้ำใจได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ และมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท ตามระเบียบกำหนด แต่หมอไม่ควรเรียกเก็บ เพราะถือเป็นการใช้โรงพยาบาลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่เชื่อว่าคนประพฤติดีมีมากกว่าอยู่แล้ว

Do not pay extra antenatal

อ่านข่าวต่อ >> ความเห็นจาก รองเลขาธิการแพทยสภา

“ฝากท้องพิเศษ..เรื่องคุ้นเคย..ที่อาจผิดวินัยร้ายแรง” คลิกหน้า 2