ระวัง!!! “ประโยคอันตราย” บาดใจลูก

หยุด!! ทำร้ายลูกด้วยการใช้ ประโยคอันตราย หรือคำพูดทำร้ายจิตใจ..พ่อแม่เช็คด่วนก่อนจะสาย!!

เพราะคงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากสร้างรอยแผลในใจลูกน้อย แต่บางครั้งด้วยคำพูดพลั้งปากไม่กี่คำจากอารมณ์แรงเพียงชั่วครู่

…คำพูดเหล่านี้ที่คุณเผลอพูดทำร้ายจิตใจลูกน้อยให้เขาเสียใจ บางครั้งเขาอาจร้องไห้ออกมา หรืออาจมีเด็กอีกหลายคนที่เก็บไปคิด บั่นทอนความเชื่อมั่นลึกๆให้ลดลงเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว เมื่อรู้เสียอย่างนี้แล้วคุณยังคิดจะทำร้ายจิตใจของเขาโดยไม่ตั้งใจอีกต่อไปหรือเปล่า?

ลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่า คำพูดแบบไหนกันที่ทิ่มแทงหัวใจดวงน้อยๆ…

เด็กโง่! / ทำไมโง่อย่างนี้

ก่อนจะโมโหจนหลุดประโยคนี้ เรื่องหนึ่งที่ลูกวัยเตาะแตะๆ คงอยากบอกพ่อแม่มากๆ คือ ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องเรียนรู้ แม้จะเป็นเรื่องแสนง่าย หรือสิ่งนั้นคุณจะทำให้ดู หรือถึงขั้นจับมือเขาทำรอบแล้วรอบเล่าก็ตาม

  •  เช่น เทน้ำหก เหตุการณ์สุดคลาสิคของเด็กเตาะแตะ ที่ผู้ใหญ่มักมองว่าเรื่องง่ายๆ ทำไมลูกถึงต้องเทให้หก เพราะการเทน้ำจากภาชนะหนึ่งไปภาชนะหนึ่ง สำหรับเด็กเล็ก ภาชนะใส่น้ำหนักแค่ไหนเขาถึงจะถือได้ เทได้ และเทแค่ไหนน้ำถึงจะไม่ล้นไม่หก ทั้งหมดนี้ต้องใช้การทำงานของกล้ามเนื้อมือและสายตาที่สัมพันธ์กัน ความสามารถกะประมาณ ฯลฯ คุณว่าการเทน้ำเป็นเรื่องง่ายสำหรับเด็กเล็กๆ จริงหรือ

ดังนั้น การทดลองและผิดพลาดในเรื่องเดิมๆ ของลูกวัยนี้ ก็เพื่อต้องการทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ได้หมายความว่า เขาโง่  ลองเปลี่ยนประโยคใหม่ เป็น “แม่ว่าถ้าลูกทำแบบนี้จะดีกว่านะ เราลองมาทำด้วยกันไหม” กำลังใจ การทำให้ดู ทำด้วยกัน จะช่วยพัฒนาทักษะของลูกให้ก้าวหน้าได้ดีกว่าด้วย


หยุดร้องนะ ถ้าไม่หยุด เดี๋ยวแม่จะ…

เด็กในวัยนี้ทักษะด้านการสื่อสารยังไม่ดีมากนัก การร้องไห้จึงเป็นวิธีแรกและสำหรับหลายๆ คนก็เป็นวิธีเดียวที่เขาใช้สื่อสาร ดังนั้นถ้าคุณมองข้าม และบังคับให้ลูกทำตามความต้องการของคุณ (ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ให้ได้) ด้วยการตะคอก ตวาด หรือสั่งให้หยุดจึงไม่มีผลต่อความเข้าใจของลูกเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าลูกจะหยุดร้องก็เพราะเขากลัวท่าทีของคุณแม่เสียมากกว่า

  • ครั้งต่อๆ ไป เมื่อลูกเกิดความคับข้องใจ เขาก็ยังร้องไห้งอแงเหมือนเดิม ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า “มากกว่า80 เปอร์เซ็นต์ของเด็ก 2 ขวบ ยังทำผิดเรื่องเดิมซ้ำๆ แม้จะเคยถูกลงโทษแล้วก็ตาม” การปรับพฤติกรรมที่ไม่ดีในเด็กเล็กควรช่วยให้ลูกรู้จักความรู้สึกของตัวเอง และรู้วิธีบอกความต้องการของเขาได้จะดีกว่า

รอให้พ่อแกกลับบ้านก่อนเถอะ

การขู่ จัดอยู่ในกลุ่มวิธีที่ไม่ค่อยได้ผลกับเด็กๆ เช่นกัน เพราะในทางอ้อมคุณกำลังปล่อยผ่านพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเจ้าตัวเล็ก และเขาก็อาจจะลืมสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปซะแล้ว (เด็กกับปลาทองไม่ต่างกันสักเท่าไหร่) แถมการยกคนในครอบครัวมาขู่จะทำให้ลูกมีทัศนคติลบกับคนนั้นอีกด้วย

  • วิธีที่ได้ผลในการสอนลูกเล็กคือ ทำดีก็ชมทันที ทำไม่ดีก็ทำโทษหรือสอนกันเดี๋ยวนั้น โดยคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้น (ผู้รู้ถึงย้ำว่าพ่อแม่ควรอยู่ใกล้ชิดลูก เพื่อจะได้เห็นและตอบสนองกันทันทีนั่นเอง) ไม่ต้องรอให้เป็นหน้าที่ของคนอื่น เพราะไม่มีใครเข้าใจเรื่องราวหรือสถานการณ์ได้มากเท่าคุณแล้วละ

เร็วเข้า อืดอาดจริง

อยากให้ลูกวัยเตาะแตะใส่ถุงเท้า รองเท้าได้เอง หรือหยิบถุงเท้า รองเท้าถูกคู่ เป็นสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังได้และควรคาดหวัง แต่ไม่ใช่ภายในระยะเวลาจำกัดหรือชั่วโมงเร่งด่วนของคุณ ดังนั้นเรื่องที่พ่อแม่ควรเข้าใจใหม่คือ สนามฝึกกับสนามรบต้องแยกกัน ถ้าคุณต้องการฝึกก็ไม่ควรทำในเวลาเร่งรีบ แต่ถ้าจะฝึกในสถานการณ์จริงก็ต้องเผื่อเวลาให้ลูกด้วย

  • ดังนั้นเวลาและกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญในการฝึกฝนและเรียนรู้ของเด็กเล็กค่ะ อาการร้อนรน กอดอก เท้าเอว สลับกับการถอนหายใจหรือมองลูกด้วยสายตาตำหนิยามพ่อแม่เร่งรีบ ลูกมีแต่จะรู้สึกกดดัน และผิดพลาด สรุปฝึกก็ไม่ดี เอาจริงก็ไม่ได้

เยี่ยมไปเลย สุดยอด

ทำไมหรือ?? คำชมเชยชัดๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ที่จริงแล้วมันละเอียดอ่อนกว่านั้นค่ะ
นั่นคือ การชมเชยเป็นเรื่องดี แต่ถ้าลูกวาดรูปมาโชว์ ถอดรองเท้าเรียงเป็นคู่ ใส่ชุดนอนเอง หรือกระดกนมจนเกลี้ยงแก้ว แล้วคุณก็ชมลูกด้วยประโยคนี้ประโยคเดียว เขาจะแยกไม่ออกว่าอันไหนพ่อแม่ชมจริงหรือเป็นแค่คำพูดติดปากกันแน่ (หรือไม่ได้ชมจริงนั่นเอง)
  • คำชมที่ทรงพลัง คือ ไม่ชมพร่ำเพรื่อ ชมจากใจ บอกความรู้สึกคุณ ชมที่พฤติกรรมเฉพาะเจาะจง เช่น ลูกดื่มน้ำหมดแก้วแล้วถือแก้วไปวางที่อ่างล้างจาน หรือเก็บของเล่นเข้าที่ “น่ารักมากลูก ถือแก้วใช้แล้วไปวางที่อ่างล้างจาน (หรือเก็บของเล่นเข้าที่) เป็นเด็กรู้หน้าที่ เป็นระเบียบ ชื่นใจแม่”
  • ไม่ชมแต่คำว่า เยี่ยมมาก เก่งมาก หรือสวยมาก เพราะลูกก็อาจแยกไม่ออกเช่นกันว่าพ่อแม่ชมจริงหรือเปล่า มีคำมากมายที่บอกให้ลูกรู้ว่าคุณชมเขาจากใจ เช่น จะชมภาพที่ลูกวาด “ว้าว ลูกระบายสีเจ้าตูบเต็มตัวเลยต้องอดทนมากนะเนี่ย สีเดียวกับเจ้าตูบจากในนิทานที่เราอ่านด้วยกันเมื่อเช้าใช่ไหมจ๊ะ ช่างสังเกตนะลูกแม่ หรือจะชมที่เขารอแม่จนเสร็จงาน “เมื่อกี้ลูกเก่งมากจ้ะ ที่เล่นเงียบๆ คนเดียวรอจนกว่าแม่เสร็จงานได้ มาแม่หอมที” เป็นต้น

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

10 วิธีพาลูกเอ็นจอยกับเพื่อนๆ


ลูกวัยอนุบาลชอบเล่นกับผู้ใหญ่ค่ะ คนโปรดเลยคือพ่อแม่ แต่เขาก็ควรได้โอกาสเตรียมตัวฝึกทักษะสังคมเพิ่มขึ้น จะช่วยให้เรียนรู้ว่าเมื่อไปที่อื่นนอกจากบ้านแล้ว เขาไม่ได้ใหญ่อยู่เพียงคนเดียว การจะเล่นให้สนุกบางทีก็ต้องผลัดกัน เปลี่ยนกัน รอกัน จะช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดได้เมื่อถึงเวลาไปโรงเรียนจริงๆ

 
ส่วนการจะไปร่วมกลุ่มกับเด็กที่ไหนขึ้นอยู่กับความพร้อมทั้งของลูกและคุณค่ะ ประเด็นสำคัญอยู่ที่เด็กวัยนี้เริ่มต้นเข้าสังคมหรือผูกมิตรกับใครไม่เป็น และถ้าปล่อยเขาเล่นกับเด็กเล็กหรือเด็กวัยเดียวกัน โดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ลองคิดภาพตามนะคะ เด็กเล็กที่ต่างมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง (ฉันใหญ่ที่สุดในบ้าน) แถมทักษะการพูดก็ยังไม่แข็งแรง ภาพในหัวคุณคือเด็กน้อยผลัดกันเล่น แบ่งกันถือ เธอเล่นอันนี้ ฉันเล่นอันนี้ก็ได้จริงหรือค่ะ

 
เรามี 10 คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้พ่อแม่พาลูกวัยอนุบาลไปเล่นกับเด็กอื่น แบบสนุกและได้เรียนรู้มาฝากค่ะ

 

 

 
1. ลูกพร้อมหรือยัง:คุณอาจได้เจอครอบครัวที่น่ารัก พ่อแม่ที่คุยกันถูกคอในสนามเด็กเล่น คุณจัดสรรเวลาได้ แต่ไปลองเล่นแล้ว ลูกน้อยก็พร้อมใช้ห้าเล็บข่วนหน้าเพื่อนใหม่เวลาไม่ได้ดังใจ อย่างนี้คือพ่อแม่พร้อม แต่ลูกอาจยังไม่พร้อมนัก คำแนะนำคือ อย่าเพิ่งฝืนพาเขาไป เพราะถ้าลูกยังไม่พร้อมกับการมีเพื่อน การเล่นรวมกลุ่มจะกลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีฝังใจเขาไปจนโตได้ ที่สำคัญคุณแม่ยังจะปวดหัวมากๆที่ต้องคอยห้ามทัพลูกทุกวี่วัน

 

 

 
2. พักเบรกสักนิด: การเล่นเป็นงานที่หนักสำหรับมนุษย์ตัวเล็กๆ ทำให้เขาสูญเสียพลังได้มากแต่ก็ทำเจ้ามนุษย์จิ๋วลืมหิวไปชั่วขณะได้ แนะนำให้คุณแม่พกขนมติดกระเป๋า หรือถ้าให้ดีก็นัดแนะกับคุณพ่อคุณแม่บ้านอื่นด้วย เพื่อกำหนดเวลาพักเบรกอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ให้เจ้าตัวเล็กเติมพลังแล้วค่อยกลับไปเล่นใหม่

 

 

 
3. อย่าลืมของเล่นสุดเจ๋ง: การแบ่งปันของเล่นเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้การเล่นรวมกลุ่มของเด็กๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และได้เรียนรู้ เช่น เป็นการทลายกำแพงระหว่างเด็กที่ขี้อายด้วย หรือกับเด็กที่หวงของสุดฤทธิ์ แม้อาจต้องใช้เวลาหน่อย แต่วิธีนี้จะช่วยให้เขาเห็นว่าของเล่นจะกี่ชิ้นก็ไม่สำคัญเท่ากับการเล่นกันหลายคนสนุกกว่าเล่นคนเดียวเยอะมากกก…

 
ดังนั้นของเล่นที่จะติดมือไปสนามเด็กเล่นหรือที่บ้านใคร ควรเลือกประเภทที่เล่นได้หลายๆคนค่ะ

 

 

 
4. เตรียมเกมไปเผื่อ:เพราะความสนใจและสมาธิของเด็กวัยอนุบาลยังสั้นอยู่ ถ้าลูกเริ่มหมดความสนใจกับการเล่นวิ่งไล่จับ ถ้าเตรียมตัวไปก็ไม่ต้องกลัวหมดมุก งูกินหาง ลิงชิงบอล วิ่งเปี้ยว เล่นกลางแจ้งเหนื่อย ก็มาพักทำกิจกรรมในร่ม วาดรูประบายสีสลับไปก็ยังได้ ความสนุกจะช่วยให้คุณผูกมิตรกับพ่อแม่และเด็กๆ บ้านอื่นได้ง่ายด้วย

 

 

 
5. ชวนเล่นแปลงร่าง: “แปลงร่าง” เป็นการเล่นจินตนาการที่โดนใจเด็กทุกยุค เพราะใครๆก็อยากเป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือเจ้าชายเจ้าหญิงกันทั้งนั้น สำคัญตรงที่ก่อนแปลงร่าง ให้เด็กๆ หาฮีโร่ของตัวเองให้ได้“แปลงร่าง” ก็จะเป็นทางออกที่ดี เวลาเด็กๆ ต่างไม่ยอมกัน

 

 

 
6. จัดปาร์ตี้เครื่องดื่ม: เป็นวิธีทำความรู้จักกับครอบครัวอื่นๆอย่างไม่เคอะเขินระหว่างนั่งรอเจ้าตัวเล็กเล่นสนุกกับเพื่อนๆ (เมื่อเด็กๆ พอจะรู้วิธีเล่นแบบสงบได้ระยะเวลาหนึ่ง จากที่ทะเลาะทุกสองนาที) คุณก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องพัฒนาการหรือวิธีการเลี้ยงดูลูกในแบบฉบับของแต่ละบ้านอีกด้วย

 
7. นานไปไม่เหมาะ: ระยะเวลารวมกลุ่มสำหรับเด็กเล็กๆแค่วันละ 20-30 นาทีก็เพียงพอแล้ว ระยะเวลานานเกินไป เด็กๆ อาจเหนื่อย หิว ง่วง ความสนใจลดลง เป็นสาเหตุให้เกเรกันมากกว่าสนุก แต่ถ้าเด็กที่โตหน่อยหรือผ่านการเล่นรวมกลุ่มมาสักระยะหนึ่งแล้วก็อาจจะขยายเวลาเป็น 45-60 นาทีหรือสังเกตจากความสนใจของลูกคุณก็ได้

 

 

 
8. ชวนกันมาเล่นที่บ้าน:เมื่อได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกันมาสักระยะ จะเปลี่ยนมาเล่นที่บ้าน เด็กๆ ก็ได้พัฒนาทักษะสังคมไปอีกขั้น และเด็กๆ ยังอยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลามั่นใจเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย

 

 

 
9. ปล่อยวางเรื่องความสะอาด: เมื่อเล่นนอกบ้านคุณไม่สามารถควบคุมเรื่องความสะอาดได้เลย กฎคือต้องอดใจปล่อยวางเรื่องความสะอาด ลูกกำลังจะเล่นแล้วคุณคอยขัดจังหวะเพราะกลัวจะเลอะเทอะ การเรียนรู้ของเขาก็จะไม่ต่อเนื่อง ที่สำคัญยังทำให้ลูกรู้สึกสูญเสียความมั่นใจอีกต่างหาก

 

 

 
10. ใจเย็น ยิ้มเข้าไว้: เด็กแต่ละบ้านแตกต่างกันนี่เป็นกฎอีกข้อเมื่อพาลูกไปเล่นนอกบ้าน จึงเป็นไปได้สูงที่เด็กบางคนอาจจะเล่นกับลูกคุณแรงไปจนทำให้คุณอดโมโหไม่ได้ แต่ถ้าลูกคุณยังสนุกอยู่หรือไม่มีท่าทีว่าเจ็บตัวเท่าไหร่ ควรปล่อยผ่านยิ้มเข้าไว้ อย่าเพิ่งทำลายบรรยากาศแสนสนุกของเด็กๆ คุณสามารถคุยกับพ่อแม่ของเด็กคนนั้นในภายหลัง หรือแม้แต่คุยกับลูกของคุณก็ยังได้

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกก้าวร้าวตามละคร สอนอย่างไร?

Q: ลูกชายชอบเล่นบทบาทสมมติกับเพื่อน โดยเลือกบทตัวร้ายตลอด ในความคิดของเขาตัวร้ายเท่มากๆ ค่ะ พอมาวาดรูปก็ชอบวาดปืน มีด นานาอาวุธ ภาพคนยิงหรือแทงกัน จะปรึกษาคุณพ่อก็คงบอกว่าเราคิดมากไป เด็กผู้ชายก็ชอบแบบนี้แหละ แต่คุณแม่อดกังวลไม่ได้ว่าลูกจะมีนิสัยไปในทางรุนแรงหรือไม่คะ

มีข้อสังเกตบางประการให้ลองนำไปตรวจสอบว่าลูกจะเป็นไปตามความกังวลของคุณหรือไม่

ทบทวนความหลัง

หากเดาคำตอบของคุณพ่อได้ มาลองนึกย้อนกลับไปตอนเด็ก พอจะจำได้ไหมว่าพี่ชาย น้องชาย หรือเด็กผู้ชายแถวบ้านชอบเล่นอะไรบ้าง ต่างจากลูกของคุณหรือเปล่า แล้วตอนนี้พี่ชายน้องชายของคุณเป็นอย่างไรกัน หลายคนที่มีพี่น้องผู้ชายสมัยเด็กๆ ชอบเล่นปืนพลาสติก เล่นสมมติยิงกันให้วุ่นวาย พอโตขึ้นมาพี่ชายน้องชายกลับทำงานในองค์กรรักษาสันติภาพเสียอย่างนั้น

รู้จักการ “เล่น”บทบาทสมมติ ให้มากขึ้น

สังเกตให้ดี เมื่อเด็กเล่นบทบาทสมมติ คุณเคยเห็นเด็กลงมือทำร้ายกันจริงหรือไม่ บทบาทสมมติทำให้เด็กได้ใช้จินตนาการ ปลดปล่อยความอึดอัด ความไม่ชอบ หรือพลังในตัวออกไปกับการต่อสู้ และอาวุธสมมติทั้งหลายโดยไม่ต้องทำร้ายกันจริงๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กอธิบายตรงกันว่า การเล่นบทบาทสมมติ เป็นการส่งเสริมจินตนาการและช่วยปลดปล่อยอารมณ์ไม่เหมาะสมของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

หากคุณอยากให้ลูกมีวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งเด็กๆ ทำได้ แต่ต้องมีผู้ใหญ่ที่เล่นเป็นลงไปสวมบทบาทสมมติด้วย และชวนตั้งคำถามให้ลูกคิดระหว่างเล่น ดังนั้นถ้าลูกเป็นตัวร้ายเจ้าอิเล็คโตร ปีศาจปลาไหลไฟช็อต คุณก็รับไปเลยสไปเดอร์แมนผู้คอยท้าทายศัตรูทุกรูปแบบ เป็นต้น

ลูกจะมีแนวโน้มก้าวร้าวจริงๆ ต่อเมื่อ…

พฤติกรรมอื่นๆ ของลูกเปลี่ยนไป ซึ่งได้จากการสอบถามและสังเกต

  • ตั้งแต่พูดคุยกับคุณครูของลูก เพื่อนที่เขาคบเป็นอย่างไร เขาเคยมีเรื่องต่อยตีกันหรือไม่
  • สังเกตว่าเขาเป็นอย่างไรเวลาอยู่กับคุณ หรืออยู่กับปู่ย่าตายาย

ถ้าลูกยังทำกิจกรรมอื่นปกติ ดูทีวี กินขนม พูดกับเพื่อน คุยกับหมา เดี๋ยวสุขเดี๋ยวเศร้า เริงร่าได้ปกติและยังดื้อพอให้คุณได้ลับสมอง คุณน่าจะได้คำตอบว่าควรเป็นห่วงลูกเรื่องนี้หรือไม่

เด็กผู้ชายที่มีใจใฝ่ฝันกับเรื่องพลังเหนืออำนาจหรือว่าเรื่องร้ายๆ มักมีสาเหตุ นักจิตวิทยา ให้คำอธิบายที่เด็กผู้ชายมีใจชอบในทางบทร้าย เพราะทำให้เขารู้สึกเข้มแข็งและมั่นใจในพลังของตัวเอง มัวทำตัวเป็นคนดี เป็นเด็กเนิร์ดตั้งใจเรียน ก็ไม่สนุก แถมเพื่อนๆ ปลื้มเสียที่ไหนล่ะ เด็กผู้ชายส่วนใหญ่มักนับถือผู้ชายที่ใช้ชีวิตแบบร้ายๆ อยากแหวกกฎทำอะไรที่เป็นตัวเอง (เรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นแต่เด็กผู้ชาย ตอนคุณแม่ยังเด็ก ก็ต้องเคยทำอะไรพิเรนๆ แผลงๆ บ้างแหละจริงไหม) 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คุณแม่ว่าไงดี ลูกสาวอยากผอม

บ้านที่ลูกสาวเริ่มย่างเข้าวัยรุ่น ฮอร์โมนความเป็นสาวเริ่มทำงาน เขาจะห่วงเรื่องรูปร่างตัวเองเป็นพิเศษ เราจึงได้เห็นอาการกลัวอ้วน กลัวไม่สวย ไม่กล้ากินอาหารตามมา อยากเห็นลูกรักษารูปร่างอย่างถูกทาง ไม่ทำร้ายตัวเอง เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

 

 
อย่าอยู่หน้าจอนาน

 

งานวิจัยเรื่องโรคอ้วนในเด็กพบว่า เด็กที่ดูทีวีวันละสี่ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอ้วน นี่คือเหตุผลสั้นๆ อันดับต้นที่ทำให้น้ำหนักตัวของเด็กวัยรุ่นขึ้นเอาๆ หากลูกคุณใช้เวลาเล่นคอมพิวเตอร์ วีดิโอเกม หรือว่าดูโทรทัศน์มากจนเกินพอดี ก็มีสิทธิ์คุมน้ำหนักไม่อยู่  หากคุณเข้าใจและอยากช่วยลูก ควรเริ่มด้วยการจำกัดเวลาอยู่หน้าจอ วันละไม่เกินสองชั่วโมง

 
ถ้าอยากช่วยให้ลูกหุ่นดี เมื่อจำกัดเวลาอยู่หน้าจอแล้ว ก็ควรหากิจกรรมมาทดแทนเวลาที่เหลือให้เขาด้วย ออกกำลังด้วยกัน ขี่จักรยาน เดินเล่นในหมู่บ้าน และในวันหยุดค่อยเป็นกิจกรรมที่ออกกำลังกายมากขึ้นก็ได้

 
3 เทคนิค ปั้นหุ่นดีๆให้สาวน้อย

 

– มื้อเช้าขาดไม่ได้ สาวน้อยอาจเข้าใจผิด ไม่กินมื้อเช้าเพราะกลัวอ้วน คุณแก้ไขความเข้าใจให้ลูกได้ “อยากคุมน้ำหนักและไม่อ้วน ต้องกินมื้อเช้าเต็มที่จะทำให้อิ่มได้นาน และกลางวันก็ไม่ต้องกินมาก แต่ถ้าลูกไม่กินมื้อเช้า และไปเริ่มกินอาหารตอนกลางวันจะยิ่งทำให้ลูกกินมากขึ้น เลือกกินโปรตีน ลดคาร์โบไฮเดรต ส่วนมื้อเย็น ก็ควรกินไม่เกินหกโมงเย็น เพื่อให้กระเพาะมีเวลาย่อยอาหารให้หมดไป ถ้าหากว่ากินดึกๆ แล้วเข้านอนทันที กระเพาะอาหารจะทำงานลำบาก ผลคือจะอ้วนได้จ้ะ”

 
–  อยากรูปร่างสวย สุขภาพดี ต้องลด ละ เลิกอาหารขยะ เปลี่ยนอาหารติดตู้เย็น จากเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด ของมันๆ ทอดๆ รวมพวกของหวานต่างๆ คุกกี้ ขนมเค้ก เป็นอาหารว่างง่ายๆ ที่ให้วิตามินและเกลือแร่ เช่น ถั่ว ขนมที่มีธัญพืชเป็นส่วนผสม ผัก พวกแครอท เซเลอรี่ หรือผลไม้ แอปเปิ้ล กล้วย องุ่น

 
–  ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น น้ำสะอาดช่วยให้การเผาผลาญของร่างกายและระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ควรให้ลูกดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน รวมทั้งน้ำที่ได้จากอาหารอื่นๆ ด้วย และถ้าเป็นน้ำอุณหภูมิปกติได้ก็จะดี

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-29] ของเล่นชื่อ ‘ปะป๊า’

          ‘ข อ ง เ ล่ น ที่ ดี ที่ สุ ด ข อ ง ลู ก ก็ คื อ   ตั ว ห ม่ า ม๊ า   แ ล ะ   ป ะ ป๊ า ’  ถ้าคิดตามหลักวิชาตรรกศาสตร์  เรียกได้ว่าเป็น “สั จ นิ รั น ด ร์ –  Tautology”   เพราะสิ่งนี้เป็นจริงเสมอ

 

          พอผมมีเจ้าปูนปั้นมันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงสมัยที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ในสายตาผมตอนนั้น ปะป๊าคือยอดมนุษย์ผู้มีท่อนแขนทรงพลัง ที่แม้ผมจะใช้ 2 แขนโยก ก็ไม่สามารถงัดข้อชนะแขนเดียวของปะป๊าได้เลยสักครั้ง

          ปะป๊า คือ บาร์ที่มีระบบเซนเซอร์ป้องกันการตก โหนยังไงก็ปลอดภัย

          ปะป๊า คือ จอมพลังที่มีร่างกายอันสุดแกร่งที่ผมสามารถกระโดดเข้าใส่ได้จากทุกทิศทาง

          ปะป๊า คือเครื่องเล่น Rock’n Roll เครื่องแรกที่ผมเคยเล่น เพราะจะจับผมห้อยหัวหมุนไปมา และและ และ ปะป๊ายังเป็น เป็น เป็น อะไรอีกเยอะแยะเลยครับ

          ครั้งแรกที่เจ้าปูนปั้นขี่หลังผม เขายังเอาแขนโอบรอบคอผมไม่เป็นเลยครับ ทำให้ผมต้องทำตัวงอๆ เพื่อให้เจ้าปูนปั้นนอนแนบไปบนแผ่นหลังเราได้ และผมยังจำเสียงหัวเราะวันนั้นได้ดี เสียงหัวเราะลงลูกคอ ยิ่งตอนที่ผมวิ่งด้วยแล้ว เสียงหัวเราะเจ้าปูนปั้น ยิ่งทำให้ผมสงสัยว่า ใครมีความสุขมากกว่ากัน ปูนปั้น หรือ ผม กันแน่

          ผมเคยเป็นหมาด้วยนะฮะ แหม! ปกติ สมัยเด็กๆ เวลาโดนด่า ว่าหน้าสุนัข โกรธตายเลย แต่พอเป็นปะป๊าเจ้าปูนปั้นขึ้นมา ผมทั้งคลาน แลบลิ้นแผล่บๆ วิ่งกระโดด 4 ขาเล่นกับเจ้าปูนปั้น แลกกับเสียงหัวเราะ คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม (แหม่ ผมไม่อยากจะคุยเลย ว่าเจ้าปูนปั้น เป็นเด็กที่มีเสียงหัวเราะอร่อยเหาะทีเดียวครับ)

          ผมยังเป็นของเล่นอีกหลายอย่างของเจ้าปูนปั้นฮะ เป็นม้า ก่อบ ก่อบ (แบบขี่หลังหนะไม่ยากหละฮะ แต่เจ้าปูนปั้น ชอบมาก่อบๆ บนพุงเวลาเรานอนอยู่นี่สิฮะ), ผมเป็นเครื่องเล่น free fall และ เป็นรถไฟเหาะด้วย เวลาที่เจ้าปูนปั้นงอแง ผมจะอุ้มเขาแนบอีก แล้วผมขึ้นไปยืนบนโซฟาแล้วกระโดดลงมา เจ้าปูนปั้นชอบนัก, นอกจากเป็นของเล่น ผมยังเป็นโค้ชฟุตบอล บาสเก็ตบอล โค้ชจักรยาน โค้ชสอนว่ายน้ำ ฯลฯ ชนิดที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเราทำหน้าที่ได้เยอะขนาดนี้

          ในตอนที่เจ้าปูนปั้นยังอยู่ในพุงหม่าม๊า เราซื้อเครื่องฟังเสียงหัวใจ มาลองถูไปถูมาที่หน้าท้องของหม่าม๊าอยู่หลายวัน ก็ได้ยินเสียงโน่นนี่แต่ไม่แน่ใจ จนในที่สุดวันนึงเราก็ได้ยินเสียงเป็นจังหวะที่ดังสม่ำเสมอและชัดเจน ที่เราทั้ง 2 คนก็มั่นใจว่านั่นแหละเสียงที่เจ้าตัวเล็กคุยกับเรา เราไม่ได้คิดว่าเป็นเสียงหัวใจดวงที่ 2 แต่คือเสียงหัวใจของเราเอง คือจังหวะเต้นของชีวิตเดียวกัน

          ในเวลานั้น มันเหมือนไม่มีเสียงอื่นใดอีกในโลก สิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวและเสียงเดียวที่ดังอยู่ในโลกนี้ก็มีเพียงเสียงเต้นของหัวใจดวงน้อย ในตอนนั้นมันรู้สึกว่า นี่แหละ สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดใกล้ตัวเรานิดเดียว นึกถึงที่ Forrest Gump พูดว่า

          “My Mama always told me that miracles happen every day. Some people don’t think so, but they do.

         และจากนี้ไปเราก็มีความสุขกับเจ้าตัวน้อย เจ้าตัวน้อยที่จะนำเรื่องราวมากมายมาสู่ชีวิตเรา ก็คงเหมือนกับที่คุณแม่ของ Forrest Gump สอนว่า “Life’s a box of chocolates, Forrest. You never know what you’re gonna get.”

          เสียงหัวใจดวงน้อยที่ทำให้ ‘นายจิรัฏฐ์’ กลายเป็น ‘คุณพ่อปูนปั้น’และนั่นคือ ความภาคภูมิใจที่เปลี่ยนไป

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-28] We are Heroes

        ผมไม่แน่ใจนักว่าเคยเล่าเรื่องนี้ในตอนแรกๆ ของ Family Blogger หรือยัง เอาเป็นว่า ผมขอย้อนเรื่องราวกลับไปเมื่อปีกว่าๆ นะครับ ปูนปั้นเกิดเดือนตุลาคม ปี 2012 และพอเดือนธันวาคม ประมาณช่วงก่อนคริสต์มาส  เราได้ไปนอนพักที่โรงแรมแถวราชประสงค์อยู่คืนหนึ่ง ที่ห้องพักจะมี อ่างอาบน้ำใบโต และเจ้าปูนปั้นตัวป่วนที่ตอนนั้นเพิ่งอายุเพียง 2 เดือนก็ได้ประสบการณ์ในการลงเล่นน้ำครั้งแรก

จากตอน : หม่าม๊าบอกว่า เจ้าคือโลมาตัวน้อย

 

        ผมยังจำภาพได้ดีตอนที่หม่าม๊าเอาห่วงยาง (สำหรับเด็กทารก) สวมที่คอเจ้าปูนปั้นแล้วค่อยๆปล่อยเขาลงน้ำ เจ้าปูนปั้นใช้ขาถีบน้ำอย่างสนุกสนาน และมีตอนหนึ่งที่จู่ๆ เจ้าปูนปั้นก็ไหว้เอียงตัวมามองหน้าผม มองอยู่แบบนั้น…ยาว…และนานความรู้สึกตอนนั้น โลกมันหยุดอยู่กับที่และเงียบ (แม้กระทั่งตอนที่ผมพิมพ์อยู่ ตอนนี้ ผมยังรู้สึกได้ว่าโลกตรงนั้น ณ เวลานั้นมันหยุดอยู่กับที่… และมันจะหยุดอยู่ตรงนั้นตลอดกาล) เราโชคดีที่หม่าม๊าเจ้าปูนปั้น ได้ถ่ายภาพในจังหวะนั้นไว้ และผมก็เอามาไว้ในห้องที่ทำงาน เวลามีใครมานั่งที่ห้องแล้วชี้มาที่รูปนี้ ผมจะเล่าว่า

        “เราทุกคนตามหาฮีโร่ อยากเป็นฮีโร่ ภาพนี้และความรู้สึกในตอนนั้น ผมรู้ว่าผมนี่แหละคือฮีโร่ เพราะสายตาที่เจ้าปูนปั้นมองมา ทำให้ผมรู้ว่า เขาเห็นเราคือคนที่จะปกป้องเขา สายตานั้นบอกผมว่า ป่า ป๊า อยู่ดูแลผมนะครับ”

        หม่าม๊าเจ้าปูนปั้นเคยบอกกับผมว่า อย่าปล่อยให้ปูนปั้นอยู่คนเดียวเพราะอาจจะทำให้เขารู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง (อันนี้เป็นบทความที่หม่าม๊าอ่านเจอมาครับ) ดังนั้นถ้าเราจะไปไหนเราจะบอกเขาตรงๆจะไม่แอบหลบออกไปหรือถ้าเขาตื่นนอนแล้วร้องขึ้นมา ตอนนั้นไม่ว่าเราทำอะไรอยู่ เราก็จะหยุดแล้วไปถึงเขาให้เร็วที่สุด

        ทุกเช้าหม่ามี๊กับผมจะต้องตื่นนอนตอนตี 5 ขึ้นไปอาบน้ำและแต่งตัว เพื่อที่จะได้ออกจากบ้านก่อน 6 โมงเช้า เพราะเราต้องพาเจ้าปูนปั้นไปส่งที่เนอร์สเซอร์รี่ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองก่อนจะขับไปทำงานต่อดังนั้นการออกไม่เกิน 6 โมงเช้าจึงเป็นเวลาที่ดีที่สุด โชคดีที่เนอร์สเซอร์รี่นั้นเขาจะอาบน้ำตอนเช้าและก่อนกลับบ้านให้เด็กๆ เอง ดังนั้นเราจึงไม่ต้องปลุกเจ้าปูนปั้นตั้งแต่ตี 5 เพื่อขึ้นมาอาบน้ำ โดยเมื่อเราทำภาระกิจของเราเสร็จก็สามารถอุ้มเจ้าปูนปั้นขึ้นรถได้เลยแต่ก็นั่นแหละครับ แม้จะไม่ปลุก แต่เจ้าปูนปั้นเป็นเด็กตื่นเช้า ปกติเขาเข้านอนทุ่มกว่าๆดังนั้น ตี 5 กว่าเขาจะตื่นเองโดยไม่ต้องปลุก ซึ่งนั่นก็มักจะเป็นเวลาที่เรากำลังอยู่ในห้องน้ำ ดังนั้นทุกเช้าที่อาบน้ำ  ผมจะต้องแง้มประตูไว้เพื่อที่ว่าถ้าเจ้าปูนปั้นเกิดตื่นขึ้นมา ผมจะได้ยินเสียงเรียก “ป่า ป๊า” อย่างชัดเจน ปูนปั้นออกเสียงเรียก “ป่า ป๊า” ได้ออดอ้อนกว่าที่ออกเสียงคำอื่นทั่วไป (อันนี้เราไม่ได้คิดเองนะครับ ทุกคนที่ได้ยินจะพูดเช่นนั้น ยิ่งเทียบกับเวลาเรียก “ยาย ยาย” แล้วหละก็ ทำเอายายค้อนว่าทำไมเรียก ยาย ดุดันจัง ฮ่าฮ่าฮ่า) ดังนั้น ทุกครั้งที่ผมได้ยินเสียงเรียก “ป่า ป๊า” ต่อให้ยังถูสบู่อยู่ผมก็จะรีบตะโกนตอบรับ แล้วรีบล้างตัว ลงไปหาเขาในชุดผ้าเช็ดตัวผืนเดียว เพราะผมรู้ว่าเขากำลังเรียกหา ‘ฮีโร่’ ของเขาอยู่

        ปูนปั้นตอนตื่นนอนเป็นเด็กที่เหมือน ‘ตุ๊กตาใส่แบตเตอรี่’ เพราะทันทีที่เขาตื่น เขาจะลุกพรวดแล้วก็เดินไปหยิบ รถเด็กเล่น ที่จะมีวางทิ้งอยู่ในคอกที่เรานอนด้วยกันทันทีพร้อมรอยยิ้มสดใสรับเช้าวันใหม่ซึ่งจะมากับเสียงที่พร้อมออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะ ‘บรื้นๆ’ (ชวนเล่นรถ), ‘เตะๆ’ (ชวนเตะบอล), ‘ไปๆ’ (จูงมือเราไปที่ๆเขาต้องการ) หรือ ‘ดริ๊งๆ’ (ขอน้ำดื่ม) ซึ่งรอยยิ้มนั้นก็จะทำให้เรามีความสุขกับทุกเช้าเช่นกัน

        ดังนั้นเอาเข้าจริงๆ ผมอยากจะบอกว่า “ทุกเช้า ผมจะมีความสุขมาก ถ้าตอนที่อาบน้ำแล้วได้ยินเสียงเจ้าปูนปั้นเรียก ป่า ป๊า’ นั่นไม่ใช่เพียงเพราะผมจะได้เล่นบทฮีโร่หากแต่ว่า ผมจะได้วิ่งลงไปเจอฮีโร่ของผมต่างหาก

        ‘ปูนปั้นตัวป่วน คือฮีโร่ของผม เขาสอนให้เรายิ้มตั้งแต่เช้า สอนให้เรามีความสุขกับทุกสิ่งที่มี รอบๆตัว’ หม่ามี๊ กับ ปะป๊า คงไม่ใช่เพียงฮีโร่ของเจ้า แต่ เราเป็นฮีโร่ของกันละกัน

 

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-27] ระเบียบวินัย คือสิ่งที่พ่ออยากให้เจ้ามี

        ผมพยายามจะไม่สร้างความคาดหวังใดๆ กับเจ้าปูนปั้นว่าโตขึ้นเขาอยากทำอะไร อยากเป็นอะไรแต่ แต่ แต่ (ยังไงก็คงต้องมี ‘แต่’ ครับ) แต่ว่าผมคิดว่า ผมจะพยายามสนับสนุนเขา ในเชิงแนะแนวทาง รวมถึงสนับสนุนให้เขาได้เรียนรู้โลกในมุมกว้างและหลากหลาย ผ่านการเดินทางท่องเที่ยว การพบปะผู้คน และการมีกิจกรรมนอกห้องเรียนที่ไม่ใช่การเรียนพิเศษเชิงวิชาการ แต่ให้เรียนพิเศษในแนวกิจกรรมและงานอดิเรกประเภท ดนตรี ศิลปะ และ กีฬา (อันหลังถ้าเป็นกีฬาทั่วไป ปะป๊าสอนเองครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า) ซึ่งมันก็คงไม่ง่ายนักกับการฝึกจิตใจของหม่าม๊า ปะป๊า ไม่ให้คาดหวังในตัวลูก ผมว่าการไม่คาดหวังจากสามี ภรรยาว่าเธอไม่ใช่เจ้าหญิง เจ้าชาย ไม่ใช่ผู้วิเศษ (อย่างเพลงของคุณเพชร โอสถานุเคราะห์) ว่ายากแล้ว การไม่คาดหวังจากเจ้าชายน้อย เจ้าหญิงน้อย ยากกว่านั้นเยอะฮะ

        อย่างไรก็ดี จะมีอยู่3-4เรื่องที่ผมยอมรับเลยว่าตั้งความคาดหวังไว้กับเจ้าปูนปั้นเยอะแต่ผมไม่คิดว่ามันมากเกินไป และผมไม่คิดว่าผมควรจะลดความคาดหวังนั้นจากเจ้าปูนปั้นด้วย ซึ่งตัวแรกก็คือ ‘ความมีระเบียบวินัย’ ครับ

        ผมไม่รู้จริงๆฮะว่าเราควรจะเริ่มสอนให้เด็กมีระเบียบวินัยตั้งแต่อายุสักเท่าไหร่ หลายๆ ท่านอาจจะมองว่า‘จะไปอะไรมากมายกับเด็กอายุเพิ่งจะขวบกว่า’ อืม…ผมน่าจะเริ่มสอนให้เจ้าปูนปั้นหัดเก็บของที่เขารื้อออกมาเล่นตั้งแต่ตอนเจ้าปูนปั้นอายุสักขวบนึงเท่านั้นเองฮะเพราะผมเชื่อว่าระเบียบวินัยเป็นพื้นฐานของหลายอย่างที่ดีในชีวิตครับ

        ในช่วงแรกๆต้องใช้ความอดทนทีเดียวฮะ เพราะเด็กตัวเล็กๆอย่างเจ้าปูนปั้นเกิดมาถนัดรื้อมากกว่าการเก็บแน่นอน (ถ้าลูกใครเป็นตรงข้าม ผมก็ไม่แน่ใจว่าควรจะดีใจดีหรือป่าวนะครับ ฮ่าฮ่าฮ่า)  เพราะ‘การรื้อมันเป็นธรรมชาติที่เกิดมากับตัวเด็ก แต่การเก็บมันต้องผ่านการฝึกฝน’ ครั้งแรกๆที่ผมสอนเจ้าปูนปั้น ผมใช้วิธีพูดซ้ำๆ(ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนะครับ) แล้วก็ทำท่าทางประกอบ (และต้องไม่ลืมสบตาเจ้าปูนปั้นไปด้วย) ซึ่งก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง บางครั้งที่สำเร็จก็ไม่แน่ใจว่า ฟลุ๊คเพราะเจ้าปูนปั้นอยากทำเองอยู่แล้วหรือเป็นเพราะเราสอนเขาสำเร็จกันแน่

        จนครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกมั่นใจเลยว่า ‘เฮ้ยใช่เลยอันนี้เจ้าปูนปั้น ทำเพราะเขาสื่อสารและเรียนรู้จากการสอนของเรา’  โดยครั้งนั้น เจ้าปูนปั้นรื้อกองแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ที่ผมตั้งเรียงไว้บนชั้นออกมาเล่นและเมื่อเจ้าปูนปั้นเบื่อ กำลังจะไปเล่นอย่างอื่นต่อ ผมก็บอกให้เขาเก็บขึ้นให้เรียบร้อยก่อน ผมบอกเจ้าปูนปั้นว่า “Poonpun, put them back on the shelf”และแค่แว้บนั้นเจ้าปูนปั้นก็ก้มลงเก็บและไปวางบนชั้นจริงๆ ทีแรกเจ้าปูนปั้นหยิบแผ่นเดียววางแล้วก็จบ ผมเลยพูดซ้ำ ปรากฏว่าเจ้าปูนปั้นก็ก้มลงไปเก็บต่อจนครบทุกแผ่น ตอนนั้นรู้สึกกระหยิ่มและภูมิใจในตัวเจ้าปูนปั้นและในตัวเองที่สอนเจ้าปูนปั้นสำเร็จ ผมก็เล่าให้หม่าม๊าฟังว่า ถ้าเราพยายามสอน เขาก็เรียนรู้และเข้าใจนะ จากนั้นในวันเดียวกันผมก็ได้ทดสอบเจ้าปูนปั้นอีกครั้งแล้วเขาก็เก็บจริงๆโดยครั้งนี้มีหม่าม๊าเป็นสักขีพยานด้วย

 

ทุกครั้งที่เขาทำ ผมก็จะตบมือและชมว่าเขาเป็นเด็กดี ซึ่งเขาก็จะยิ้มชอบใจ บางครั้งก็ตบมือตาม หลังจากนั้นเมื่อเจ้าปูนปั้นเข้าใจแล้วว่า รื้อของก็ต้องเก็บ ผมก็มีการเปลี่ยนวิธีการจากการสั่งมาเป็นการทำให้เหมือนชักชวนให้เล่น เช่นเวลาที่เจ้าปูนปั้นเทกล่องบล๊อกตัวต่อออกมากระจัดกระจาย เมื่อผมจะสอนให้เขาเก็บใส่กล่อง ผมก็จะเล่นกับเขาโดยเจ้าปูนปั้นเก็บ 1 ชิ้น ผมก็เก็บ 1 ชิ้นและทำเสียงสนุกๆประกอบ ซึ่งก็ได้ผลดี

 

        หลังจากนั้น ผมก็จะสอนให้เขาเพิ่มขึ้น ไม่ว่าเขาไปหยิบอะไรมา ผมก็จะสอนให้เขาเอาไปเก็บที่เดิม ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อแบ่งปันกันนะฮะ เผื่อไปลองใช้กันดู และอยากให้ทุกท่านทราบว่าเด็กอายุขวบกว่าๆก็สามารถสอนให้มีระเบียบวินัยได้ แต่เด็กก็คือเด็กนะฮะ แม้ว่าผมจะคาดหวัง แต่ผมไม่ได้ไปกดดันว่า เขาจะต้องเก็บทุกครั้ง บางครั้งเขายังดื้อไม่ยอมเก็บผมก็ไม่ได้ไปดุอะไร ผมก็เก็บเอง เพราะผมเชื่อว่า‘เขาได้เรียนรู้แล้ว และผมเองไม่ได้ต้องการไปกดดันธรรมชาติเขามากนัก’ บางครั้งเจ้าปูนปั้นเก็บของเกือบจะเสร็จแล้ว จู่ๆเจ้าปูนปั้นก็เปลี่ยนใจเทออกมาใหม่ซะงั้น… สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ คือ ‘ยิ้มและหัวเราะกับเขานะฮะ’

 

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: the eleventh line

11 กระบวนทึ่ง…เบบี๋ชวนคุย

“แม้จะพูดไม่ได้ แต่ทารกก็เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการสื่อสาร ทั้งสีหน้าและท่าทาง ถ้าเราอ่านออกว่าเบบี๋ต้องการบอกอะไร และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ข้อดีก็คือ เจ้าตัวเล็กรู้สึกปลอดภัยและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่มากขึ้น”ศ.ดร.ลินดาอเครโดโล อาจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส และผู้เขียนหนังสือ Baby Signsอธิบายความอีกความน่าทึ่งของเด็กทารก
ขอเวลาให้พ่อแม่เรียนรู้กันสักหน่อย การอ่านท่าทางลูกน้อยก็ไม่ยากเกินมือคุณหรอก 11 สัญญาณคุยของเบบี๋แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สีหน้าและท่าทาง ฉบับนี้มาเริ่มที่ถอดรหัสสีหน้ากันก่อนเลย

 

 
อ่านสีหน้า ต้องหมั่นสังเกตกันหน่อย
1.หันหน้าหนีไม่ยอมสบตา
นี่เป็นรหัสที่ลูกน้อยกำลังส่งสัญญาณว่า “คุณอาจยังเอาใจใส่เขาไม่เพียงพอ” ดร.อเครโดโล อธิบาย”ลักษณะนี้จะชัดขึ้นเมื่อลูกอายุได้ราว2 เดือน ที่เขาไม่ยอมมองหน้าหรือสบตาคุณนั่นก็เป็นเพราะว่าไม่ได้รับการกระตุ้น พ่อแม่อาจเข้าไปสัมผัส กอด อุ้ม เล่นหรือพูดคุยกับลูกน้อยเกินไปจนทำให้ลูกสนใจเล่นนิ้วเท้าหรือนิ้วมือของตัวเองมากกว่ามองหน้าหรือสบตาพ่อแม่”
ตอบกลับแสนง่าย: เพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเบบี๋ให้มากขึ้น แต่ไม่บังคับคือถ้าลูกเบือนหน้าหนีอย่าเพิ่งพยายามเอาหน้าตัวเองเข้าไปใกล้ๆ หรือจับลูกให้หันมาสบตาคุณให้ได้ สิ่งที่คุณควรทำคือค่อยๆเพิ่มกิจกรรมกับลูกให้มากขึ้น และอดทนรอคอยรอให้ลูกหันกลับมาสนใจเอง เช่น อุ้ม กอดและชวนพูดคุยบ่อยๆ ตอบรับเสียงอ้อแอ้ของลูก อุ้มสัมผัสลูกในขณะที่เจ้าตัวเล็กยังตื่นอยู่ เล่นของเล่นด้วยกันอย่างนุ่มนวล เป็นต้น

 

 
2. ยิ้มหวาน
“ยิ้มช่วงแรกของทารกยังเป็นปฏิกิริยาตอบกลับอัตโนมัติต่อมาเมื่อเริ่มโตขึ้นรอยยิ้มก็จะมีความหมายมากขึ้นและมีอารมณ์ต่างๆเข้าไปเกี่ยวข้องเมื่อตอนเขาอายุได้ราว6-8 สัปดาห์ “การยิ้มของทารก เป็นการบอกความพึงพอใจความรู้สึกสบายตัว อย่างลูกของฉันยิ้มแรกของเขาเกิดขึ้นตอนได้ซุกตัวอยู่ในผ้าขนหนูอุ่นๆหลังจากอาบน้ำเสร็จ”
แม้พอใจลูกก็อยากให้ตอบกลับ: เมื่อได้เห็นยิ้มแรกของลูกคุณควรยิ้มกลับทันที จะพูดสั้นๆ ด้วยก็ได้ เช่น “เก่งมากเลยลูก” หรือชวนคุยสัพเพเหระ ลูกยังไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูดหรอก แต่กระตุ้นพัฒนาการได้ดีเชียวละ

 

 
3. นั่นแน่!…ทำหน้าเลียนแบบแม่ด้วย
“เพราะพ่อแม่คือต้นแบบของลูก “ช่วงอายุ 3-6 เดือน ทารกส่วนมากจะเรียนรู้ที่จะเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าจากผู้ใหญ่และเมื่ออายุประมาณ 9 เดือน เขาจะเริ่มแสดงออกทางสีหน้าที่ได้เรียนรู้มาแบบมีอารมณ์ต่างๆเข้ามาด้วย เช่น เวลาที่พบคนแปลกหน้าเบบี๋ส่วนใหญ่จะหันไปมองหน้าแม่ของตัวเองและถ้าเห็นว่าแม่ทำหน้าเศร้าหรือไม่มีความสุข ความวิตกกังวลของเจ้าตัวเล็กก็จะเพิ่มมากขึ้นๆ จนบางคนก็ร้องไห้แงๆ ได้”
ตอบกลับแสนง่าย: เคล็ดลับคือ เราสุขลูกสุขกว่า เราเครียดลูกเครียดกว่าดังนั้นถ้าคุณกังวล เครียดหรืออารมณ์ไม่ดี หาวิธีผ่อนคลายอารมณ์ตัวเองก่อน อย่างการหายใจเข้าออกลึกๆ หรือทำสมาธิ แม้แต่มองกระจกแล้วยิ้มให้ตัวเองก็ช่วยให้อารมณ์เย็นลงได้เหมือนกันเมื่อคุณรู้สึกดีขึ้นค่อยกลับมาหาลูกแล้วกอดหรือสัมผัสลูบหลังเบาๆเพื่อทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย” ทางที่ดีควรส่งลูกให้คนอื่นช่วยดูแลก่อน แต่ถ้าคุณอยู่กันสองคน แค่วางลูกลงในเปลหรือสถานที่ๆปลอดภัย แล้วไปสงบสติอารมณ์ตัวเองก่อนนะคะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

ไม่ควรพูดกับลูก

ไม่ควรพูดกับลูก ด้วย 4 ประโยคนี้ เพราะทำร้ายจิตใจเด็ก

ประโยคที่ ไม่ควรพูดกับลูก กับวัยที่แม่เผลอพูดประโยคทำร้ายจิตใจเจ้าตัวเล็กช่างคุย ชวนปวดประสาทและทำให้ฉันคลั่ง!จนระเบิดคำร้ายๆออกไป “เลิกถามโง่ๆสักที ออกไปซะ อย่าทำให้แม่โกรธไปกว่านี้”  ลูกต่างทำหน้าเหวอและร้องไห้จนแม่รู้สึกว่า ไม่น่าพูดคำนี้ออกไปเลย

ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ มาหยุดคำพูดร้ายกับลูกเพราะอารมณ์กันเถอะค่ะ

 

ประโยคที่ 1 
“ออกไปไกลๆเลยแม่กำลังยุ่ง”

พ่อแม่ ไม่ควรพูดกับลูก
“ออกไปไกลๆเลยแม่กำลังยุ่ง”

พูดอย่างนี้อันตรายอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “ยิ่งลูกได้ยินประโยคนี้มากเท่าไหร่ เท่ากับรู้กำลังรู้สึกว่าถูกผลักไสไปจากคุณมากเท่านั้น เพราะเขาจะคิดว่าแม่ไม่อยากคุยด้วย เมื่อไม่ได้คุยกันบ่อยๆ เรื่องที่จะคุยก็น้อยลง ยิ่งโตขึ้นจะยิ่งห่างกันออกไป ทีนี้เวลามีเรื่องอะไรเขาก็จะไม่คิดจะปรึกษาหรือขอความเห็นจากคุณแน่นอน”

ทำอย่างไรดี : ถ้าคุณกำลังยุ่งก็ควรบอกลูกอย่างละมุนละม่อมแต่จริงจัง และหากิจกรรมอื่นให้เขาทำแทน เช่น “ตอนนี้แม่กำลังยุ่งมากๆ ลูกไปนั่งวาดรูปเล่นเงียบๆสักพักนะได้ไหม พอแม่เสร็จแม่จะรีบมาเล่นด้วยเลย

 

ประโยคที่ 2
“เด็กอย่างแกมันช่าง…”

สิ่งที่ไม่ควรพูดกับลูก
“เด็กอย่างแกมันช่าง…”

แม้จะพูดเพราะอารมณ์ มิได้ตั้งใจแต่คำต่อท้ายในทางลบ “ร้าย โง่ ไม่เอาไหน หรือขี้เกียจ” ล้วนเป็นคำที่ทำร้ายจิตใจเจ้าตัวเล็กอย่างร้ายกาจ วิธีที่ดีกว่าคือพูดคุยกับลูกถึงพฤติกรรมของเขาจะดีกว่า เช่น แม่ว่าพีพีต้องเศร้ามากแน่เลยที่ลูกไปบอกทุกคนว่าไม่ให้เล่นด้วย เรามาช่วยกันทำให้พีพีมีความสุขดีกว่ามั๊ย” อย่างนี้ลูกเข้าใจง่ายกว่า “เด็กอย่างแกมันร้าย” ตั้งเยอะซ้ำร้ายถ้าโดนดุแบบนี้ทุกวัน เดี๋ยวเขาก็ร้ายให้ดูจริงๆซะเลย

 

ประโยคที่ 3
“อย่าร้องนะ!”

สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรปฏิบัติต่อลูก
“อย่าร้องนะ!”

คำว่า “อย่า” ไม่ได้มีผลใดๆ กับเด็ก กลับเป็นยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยเตาะแตะที่ยังไม่สามารถบอกอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้ดี เพราะยังมีคำพูดน้อย การร้องไห้จึงเป็นวิธีช่วยป้องกันตัวจากความรู้สึกต่างๆได้ เปลี่ยนมานั่งลงข้างๆ หรือโอบกอดเขาเมื่อลูกและคุณผ่อนคลายลงแล้ว ค่อยไถ่ถามสาเหตุร้องไห้กัน การแสดงความเห็นอกเห็นใจจะทำให้ลูกรู้สึกดีขึ้น

 

 

ประโยคที่ 4
“ทำตัวให้เหมือนพี่เธอบ้างไม่ได้รึไง”

คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก
“ทำตัวให้เหมือนพี่เธอบ้างไม่ได้รึไง”

เด็กแต่ละคนล้วนมีความแตกต่างกัน แม้ว่าเขาจะเป็นพี่น้องกันการพูดเปรียบเทียบจึงไม่ได้มีผลดีต่อการปรับพฤติกรรมของเด็กเลยแต่ผู้เชี่ยวชาญก็เห็นว่า “การเปรียบเทียบเพื่อดูพัฒนาการของลูกๆ ก็เป็นเรื่องปกติและทำได้ แต่ไม่ใช่การทำให้น้องเหมือนพี่เพราะจะกลายเป็นความกดดันและเป็นไปไม่ได้ เพราะเด็กคนละวัยกัน เปลี่ยนคำพูดเปรียบเทียบเป็นการให้กำลังใจกับสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ดีกว่า เช่น ว้าวหนูใส่เสื้อเองได้แล้วเก่งมากจ้า” หรือ”ขอบใจจ้ะลูกบอกได้แล้วว่าอยากเข้าห้องน้ำเจ๋งมาก” เป็นต้น

            รู้อย่างนี้แล้ว ต้องข่มใจตัวเองไม่ให้เผลอพูด ประโยคที่ไม่ควรพูดกับลูก ทำร้ายลูก จนลูกรักเสียความรู้สึก และร้องไห้เสียใจกับคำพูดของแม่ AMARIN Baby & Kids อยากเห็นคุณแม่ใช้วิธีสงบๆ ในการพูดคุยกับลูกๆ นะคะ  แล้วมาพบกันอีกครั้งในบทความหน้าค่ะ^^

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร  AMARIN Baby & Kids

 

พาลูกไม่สบาย (นิดหน่อย) ออกไปนอกบ้านกัน!

การให้ลูกได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านในขณะที่ไม่สบาย (มีอาการเพียงเล็กน้อย) ไม่น่าหวาดวิตกอย่างที่คุณเคยเป็น กลับมีประโยชน์หลายอย่าง มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันค่ะ

• ลดหงุดหงิด

เพราะแม้มีไข้ แต่เด็กหลายคนก็ยังกระฉับกระเฉง อยากเล่น อยากเคลื่อนไหวร่างกายตามธรรมชาติของวัย การอยู่แต่ในบ้านหรือบนเตียง จะทำให้เตาะแตะยิ่งหงุดหงิดได้มากขึ้น เว้นแต่เขายืนยันเองว่าขอนอนคุณเพียงคอยสังเกตอาการของลูก ถ้ามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ค่อยพาไปหาหมอ

• เลือกเวลาไปซ่า

ปล่อยให้เขาออกไปเล่นนอกบ้านได้ แต่ก็ไม่ควรต้องทำให้ป่วยมากขึ้น ต้องเลือกเวลาแดดร่มลมตก กำหนดเวลาให้ชัดเจน จะให้ดีเล่นตอนปู่ย่าตายายของหลานๆ เอนหลังจะเหมาะกว่า จะลงตัวกันทุกฝ่าย

• เวลาอยู่กลางแจ้งทำให้เด็กส่วนใหญ่รู้สึกดีขึ้น

ถึงแม้ว่าอากาศบริสุทธิ์จะไม่ได้ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วย แต่การอยู่นอกบ้านก็ทำให้เด็กๆ ได้ผ่อนคลาย ยิ่งถ้าอยู่ในสวนสาธารณะที่อากาศปลอดโปร่งก็จะช่วยให้เด็กๆ นอนหลับได้ดีขึ้น และประโยชน์อีกอย่างของการออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งก็คือช่วยให้พ่อแม่รู้สึกสงบไม่ฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นอยู่แต่กับอาการป่วยของลูก

• เตรียมตัวดี อากาศไม่มีผล

ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก ถ้าเราเตรียมตัวดี มีอุปกรณ์ป้องกันการไปสนุกข้างนอกก็ไม่ใช่ปัญหา ยกเว้นเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้เพราะเกสรดอกไม้หรือฝุ่นควันอาจทำให้อาการแย่ลงได้ การพักผ่อนอยู่ในบ้านก็เป็นเรื่องที่ดีกว่า

• เสื้อผ้าไม่ต้องเยอะ

ใส่เสื้อผ้าจัดเต็มไปเล่นข้างนอก จะยิ่งทำให้เด็กป่วยไม่สบายตัว แต่งตัวแบบปกติแล้วเตรียมเสื้อคลุมใส่กระเป๋าไปด้วยจะดีกว่า ถ้าลูกบอกหนาวค่อยหยิบเอามาใส่ให้

• อย่าเพิ่งพาไปรวมกลุ่มกับเพื่อน

การพาลูกที่กำลังไม่สบายออกไปเล่นนอกบ้านไม่ได้หมายความว่าพวกเขาควรจะเล่นกับเด็กๆ คนอื่น (รวมถึงการพาไปโรงเรียนด้วย) ลูกของคุณอาจกลายเป็นคนแพร่เชื้อให้เพื่อนๆ ได้ หายดีแล้วค่อยมาเล่นกันอีกก็ได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-26] Moscow เดินทางไกล ไปด้วยกัน

          เมื่อช่วงวันที่ 30 เมษายน ถึง 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้ลาพักร้อน ไปเที่ยวกับครอบครัว 3 คน หม่าม๊า ปูนปั้น และ ปะป๊า โดยเราเลือกไปเที่ยวดินแดนในฝันที่หม่ามี๊และปะป๊า อยากไปตั้งแต่สมัยยังไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน อ่านถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าอาจจะมีคนแย้งในใจว่า จะพาไปเที่ยวทำไม เจ้าปูนปั้นอายุหนึ่งขวบกว่าๆ คงจำอะไร ไม่ได้หรอก

          ขออนุญาตออกตัวเลย ว่าเราไม่ได้พาลูกไปเที่ยวนะฮะ แต่ทริปนี้ ปะป๊า หม่าม๊าอยากไปเที่ยว แต่เราเลือกที่จะให้เขาอยู่ข้างๆ เราด้วยต่างหาก เพราะเราไม่เคยคิดว่าการมีเจ้าปูนปั้นจะเป็นอุปสรรคใดๆ ที่จะทำให้เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตที่รักการท่องเที่ยวเดินทางของเรา  และในอีกมุมหนึ่งต่อให้เขาจะจำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อปูนปั้นโตขึ้นมา เราเปิดรูปให้เขาดูแล้วเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง  ผมเชื่อว่าเขาจะสัมผัสถึงความรักความผูกพันธ์รวมถึงความสุขที่ปะป๊าหม่าม๊ามีให้เขาได้แน่นอน  (คลิกดูคลิปประกอบ ขออนุญาตแปะคลิปนี้นิดนะฮะ เป็นคลิปที่เมื่อปูนปั้นโต ผมจะเปิดให้ดู)

          ตอนที่เราลงเครื่องที่สนามบิน Domodedovo ที่  Moscow  ขณะที่ต่อแถวรอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมก็ได้ยินเสียงคน คนหนึ่งที่คุ้นมากๆ จนผมต้องหันไปมองแล้วก็ขออนุญาตถามว่า “ใช่พี่หมอเมาทันตแพทย์พิชัย จาก FM99 (ที่ผมฟังประจำ) หรือป่าว” เพราะเสียงเหมือนมาก ซึ่งก็ใช่จริงๆ เราเลยได้คุยกันในฐานะแฟนรายการ พอพี่หมอรู้ว่าเรามาเที่ยวกัน 3 คน พ่อแม่ ลูก ไม่มีญาติหรือเพื่อนที่พูดรัสเซียได้ และเป็นการมาครั้งแรก แกบอกว่า “ยอดเยี่ยมมาก ผมเห็นด้วยแม้ตอนนี้เค้าจำอะไรไม่ได้ แต่โตขึ้นมา เค้าได้ดูรูปเค้าจะเกิดความทรงจำที่สวยงาม”

          ผมไม่ได้จะมารีวิวทริปท่องเที่ยวครับ แต่จะมาเล่า สิ่งที่ควรเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวในประเทศอื่นๆ ว่าเราเตรียมอะไรบ้างที่สำคัญอย่างแรกเลยคือ ตรวจสอบสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิช่วงที่เราจะไปเที่ยว เช่น ตอนที่ผมไปรัสเซีย เพิ่งพ้นหน้าหนาวมา เรารู้ว่าอุณหภูมิจะอยู่ในช่วงเลขหลักเดียวจนถึง 10 กว่าๆ  ดังนั้นเครื่องกันหนาวต้องเต็มที่ ไม่ใช่แค่เสื้อ แต่ ถุงมือ ถุงเท้า กางเกงไหมพรมหนาๆ ที่กันหนาว  อย่าประมาทเลยนะฮะ

          การตรวจสอบสภาพอากาศต่างๆ ก็ไม่ยากครับ เพราะสมัยนี้ application ต่างๆใน มือถือดาวน์โหลดทั่วไปได้ฟรี   ในช่วงที่เราไป พยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีบางวันที่อาจจะมีฝนตก เราก็เลยไปหาซื้อพลาสติกคลุมรถเข็นเจ้าปูนปั้นติดตัวไปด้วย หาซื้อได้ตามแผนกเด็กตามห้างสรรพสินค้าครับ เขาออกแบบสำหรับคลุมรถเด็ก คลุมแล้วก็ยังเข็นได้ ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะต่อให้ไม่มีฝน แต่ในวันที่ลมแรงมากๆ เราเอามาคลุมก็ช่วยให้เจ้าปูนปั้นไม่หนาว เพราะเวลาอากาศเย็นๆแล้วมีลมแรงๆประกอบเนี่ย จะเป็นไข้เอาง่ายๆ ซึ่งตอนเราไปมีเจอฝนครั้งหนึ่งช่วยได้มาก ในขณะที่ลุยฝน หม่าม๊า ปะป๊า ตัวเย็นเจี๊ยบ แต่เจ้าปูนปั้นตัวอุ่นสบาย (ที่สำคัญมีวันที่หิมะหลงตกลงมาเป็น ชั่วโมง การมีเจ้าพลาสติกคลุมช่วยเราอุ่นใจได้มากเลยฮะ)

          อีกอย่างที่อยากให้เตรียมคือ เราพาเจ้าปูนปั้นไปตรวจสุขภาพก่อนออกเดินทาง และให้คุณหมอช่วยจัดยาพื้นฐานพกติดไปด้วย ทั้งยาแก้หวัด แก้ไอ แก้ไข้ แก้ท้องเสีย เผื่อไว้ ถ้าไม่ได้ใช้ก็เอากลับมาติดบ้านได้ แต่ถ้ามีอาการอะไรที่โน่น จะได้ไม่ลำบาก ไม่เป็นกังวล

          อ้อ! เราเตรียมขนมและของเล่นที่เค้าชอบ เอาไว้หลอกล่อบนเครื่องบินเผื่องอแง อีกทั้งไว้กินระหว่างทางเวลาเดินเล่นแล้วเกิดแถวนั้นหาของกินยาก หรือของกินเกิดไม่ถูกปากเจ้าตัวเล็กขึ้นมา

          สุดท้าย เตรียมทำใจไว้นิดๆ หากทริปจะต้องปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของเจ้าตัวเล็กบ้าง และ หากเขางอแงก็อย่าได้หงุดหงิดเพราะเขาไม่ได้เป็นคนเลือกที่จะไป แต่เราเป็นคนเลือกพาเขาไป อีกทั้งเขาไปทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นระหว่างเดินทาง

          แค่นี้เองฮะ เราก็จะได้ทริปแห่งความทรงจำอีกทริปนึง

 

          ถ้าใครอ่านแล้วเห็นด้วย อยากให้แวะกลับไปอ่านอันนี้จังครับ “สุดขอบฟ้ากว้าง-พ่อจะเดินเคียงข้างเจ้า” 

 

 

บทความโดย: the eleventh line

เบบี๋อยากกินเอง ทำได้จริงหรือ?

ข้าวตุ๋นกับผักบดและการป้อนอาจไม่ใช่คำจำกัดความของอาหารตามวัยมื้อแรกอีกต่อไป เด็กเพิ่งจะหัดกิน ฟันก็ยังไม่มี แถมไม่ต้องป้อน ให้วางอาหารที่หยิบกินเองแล้วปล่อยให้หยิบกินเอง เด็กที่ไหนจะกินได้ …จะเป็นไปได้อย่างไรกัน

จิลล์ ราเพลย์ หนึ่งในผู้เขียน Baby-Led Weaning คิดว่าเป็นไปได้ เพราะมีพ่อแม่ที่กังวลเรื่องลูกกินน้อยมาบ่นให้เธอฟังในทำนอง “ลูกพยายามจะคว้ากล้วยจากมือฉัน แต่ไม่ยอมกินกล้วยบด” อยู่บ่อยๆ เธอจึงมีแนวคิดใหม่ คือไม่เริ่มด้วยอาหารบด แต่ให้เริ่มด้วยอาหารที่ลูกหยิบกินเองได้ตั้งแต่มื้อแรกเลย และนักวิจัยก็เห็นด้วย เพราะผลวิจัยชี้ว่าการหยิบกินเองช่วยลดโอกาสที่ทารกจะเติบโตเป็นเด็กเลือกกินและน้ำหนักเกินได้ด้วย สมาคมกุมารแพทย์อเมริกันยังส่งเสริมให้พ่อแม่เริ่มอาหารตามวัยตอนลูกอายุ 6 เดือนด้วย แนวคิดนี้จึงยิ่งเป็นไปได้มากขึ้น

คำสำคัญของวิธีนี้คือ ลูกจะเป็นคนกำหนดเองว่าเขา “พร้อม” จะกินเองแล้วหรือยัง

สัญญาณความพร้อม

ตามปกติแล้ว พ่อแม่จะต้องตัดสินใจว่าควรเริ่มอาหารเสริมเมื่อไร แต่สำหรับแนวคิดของราเพลย์ ลูกจะเป็นคนกำหนดเองว่าพร้อมแล้วหรือยัง “จังหวะเวลาที่เหมาะสมของทารกแต่ละคนจะเร็วช้าต่างกัน” ราเพลย์อธิบาย “หน้าที่ของพ่อแม่คือถ้าตั้งใจว่าจะไม่ป้อนหรือแม้แต่ช่วยหยิบ ก็ต้องให้โอกาสและจัดเตรียมอาหารไว้ให้พร้อมลูกก็จะหยิบมากินเอง”

ทีนี้ก็มาช่วยกันสังเกตความพร้อมของลูกโดยดูว่า

  • เขานั่งเองได้หรือยัง การล้มหงายหลังโดยมีอาหารอยู่ในปากเป็นเรื่องอันตราย คุณจึงควรจะรอให้เขานั่งเองได้อย่างมั่นคงก่อน
  • เขาหยิบเป็นหรือยัง เขาควรจะหยิบอาหารได้โดยไม่ต้องให้คุณช่วย โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะในการใช้นิ้วหยิบเพราะตอนอายุ 6 เดือน ทักษะการใช้นิ้วหยิบอาจเร็วเกินไป เพียงเขาหยิบโดยใช้ทั้งมือเลยได้ ก็ใช้ได้
  • เขาใช้มือหยิบของเข้าปากเก่งหรือยัง ถ้ายัง เขาก็หยิบอาหารกินเองไม่ได้
  • เขากัดแทะของเล่นหรือยัง พฤติกรรมนี้บ่งชี้ว่ากล้ามเนื้อขากรรไกรของเขาพร้อมที่จะบดเคี้ยวอาหารแล้ว และเขาก็จะใช้เหงือกบดเคี้ยวอาหารก่อน ฟันจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น

เริ่มอย่างไรดี

“ถึงจะไม่ใช่กฎที่เคร่งครัด แต่คุณก็น่าจะเริ่มที่อาหารนิ่มๆ อย่างกล้วยและมะละกอสุก ลูกจะได้ฝึกเคี้ยวก่อนลิ้มลองอาหารที่แข็งขึ้น พอเคี้ยวเก่งแล้ว คุณจะให้เขากินอะไรก็ได้ แค่เลี่ยงอาหารรูปร่างกลมๆ ผิวเรียบลื่นหรือแข็งๆ อย่างองุ่นทั้งลูก ข้าวโพดคั่ว และถั่วเปลือกแข็งก็พอ เขาจะได้ไม่สำลัก และให้นึ่งผักอย่างบรอคโคลีและเซเลอรีก่อน แต่อย่านึ่งจนสุกเกินไป แค่นึ่งให้นิ่มลงเล็กน้อย ลูกจะกินง่ายขึ้น ถ้าจะให้ดีกว่านั้นอีก ก็นำไปอบให้น้ำตาลออกมาเคลือบที่ผิวนอกจนเหนียวหนึบ จะได้ถือกินง่ายขึ้น” ราเพลย์ ให้ภาพ

ราเพลย์ยังแนะนำต่อว่าคุณควรจะเตรียมอาหารให้ลูกโดยหั่นเป็นชิ้นยาวๆ ไม่ใช่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ คือให้หั่นเป็นชิ้นยาวราว 3 นิ้ว เขาจะได้ถือปลายข้างหนึ่งขณะเคี้ยวปลายอีกด้าน

เมื่อลูกอายุ 8 เดือน คุณจะให้เขากินอาหารชิ้นเล็กๆ ก็ได้เพราะเขาจะได้ฝึกทักษะในการใช้นิ้วหยิบอย่างเมล็ดถั่วลันเตา ลูกเกด หรือเนื้อไก่หรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ฉีกฝอยผักและผลไม้อบแห้งก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน เพราะน้ำลายของเขาจะเปียกชุ่มอาหารและช่วยทำให้นิ่มลง

ขู่ลูก

ไม่ต้อง “ขู่” หนูก็เชื่อฟังแม่ ด้วย 4 วิธีทำได้ง่ายๆ

Q : ลูกชายวัย 2 ขวบครึ่ง แม่พูด บอก ห้ามอะไรก็ไม่ค่อยฟัง ต้องงัดสิ่งที่เขากลัวขึ้นมาขู่จึงจะยอมเชื่อ เช่น เดี๋ยวเรียกเสือมานะ เรียกหมามากัดนะ แต่คุณแม่ก็กังวลว่าจะเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม จะมีวิธีอะไรดีกว่านี้ในการห้ามปรามลูกไหมคะ

 

ขู่ลูกให้กลัว “เดี๋ยวตุ๊กแกจะมากินตับ” “เดี๋ยวผีมาเอาไปนะ” “เดี๋ยวให้หมอจับฉีดยาเลย” เป็นหนึ่งในหลายประโยคคลาสสิค ที่หมอเชื่อว่าคุณพ่อคุณเคยได้ยินหรือเคยใช้มาบ้าง บางคนก็อาจมีประสบการณ์โดนขู่มาเหมือนกัน

พบ 4 วิธีพูดที่ดี ไม่ต้อง ขู่ลูก ช่วยปรับพฤติกรรมลูกได้

 

ข้อดีของการขู่ คือ เมื่อเด็กกลัว เด็กก็จะหยุดทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้นๆ และยอมทำตามแต่โดยดี  ผู้ใหญ่จึงติดใจ ใช้วิธีนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ทราบไหมคะว่าการขู่นั้นมีผลกระทบต่อเด็กๆ อย่างไร?

ขู่ลูก ให้กลัวผี, งู, ตุ๊กแก (+ สารพัดสัตว์) = ทำให้เด็กกลัวกลางคืน

“ขู่” หมายถึง ทำให้เกรงกลัว  เมื่อเราพูดเด็กจะรู้สึกกลัวสิ่งที่เรานำมาขู่ ซึ่งถ้าโดนเรื่อยๆ ก็จะกลัวมากขึ้น มากขึ้น จนอาจส่งผลให้บางคนอยู่คนเดียวตอนกลางคืนไม่ได้ (เพราะกลัวผีมาเอาไป)  กลัวสัตว์เลื้อยคลานแบบเอาเป็นเอาตาย แค่เห็นก็อาจตื่นตระหนกจนคุมตัวเองไม่อยู่ (เพราะกลัวมันมากินตับ)

ขู่ลูก ให้กลัวหมอ = ทำให้เด็กเกลียดการรักษา

บางคนชอบขู่ว่าจะพาไปให้หมอฉีดยา เด็กจะติดใจกลัวหมออย่างมาก เมื่อไม่สบายต้องไปหาหมอ เด็กก็จะไม่ยอมเข้าห้องตรวจ ไม่ร่วมมือในการรักษา (เพราะกลัวหมอฉีดยา…แหะๆ อันนี้แม้แต่จิตแพทย์ก็เจอบ่อยค่ะ แม้ว่าในความจริง จิตแพทย์ไม่เคยฉีดยาเด็กๆ แต่เด็กก็จะกลัวจนคุยกันไม่ได้เลยก็มี)

เมื่อเด็กกลัวจนส่งผลกระทบต่อชีวิตตามที่หมอเล่าข้างต้น ผู้ใหญ่ที่เป็นคนขู่เองก็จะเดือดร้อนไปด้วย บางคนก็ดุด่าเด็กซ้ำว่า “กลัวอะไรไม่เป็นเรื่อง”ซึ่งลืมไปหรือเปล่าว่าความกลัวของเด็กนี้มาจากใครกันที่สื่อให้เขารู้สึกกลัว

 

 

การขู่ลูกเป็นวิธีที่ง่ายในการทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้บ้าง แต่จะไม่ได้ผลถาวร และมีผลเสียตามมา เช่น

1. ลูกจะมีพัฒนาการด้านภาษาไม่ดี

เพราะสิ่งที่พ่อแม่สื่อสารกับลูก จะช่วยพัฒนากระบวนการทางความคิดให้กับลูก ถ้าการบอกเหตุและผลสอดคล้องกัน จะทำให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีกว่า พัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ก็จะดีตามไปด้วย เนื่องจากการที่ลูกได้เรียนรู้ว่าหากทำหรือไม่ทำแบบนี้ ผลที่เกิดตามมาจะเป็นอย่างไร จะช่วยให้ลูกเรียบเรียงความคิด และสื่อสารออกมาได้ดีกว่าการที่ได้รับข้อมูลแบบไม่เป็นเหตุเป็นผล เช่น ถ้าลูกดื้อไม่ยอมกินข้าว แล้วคุณแม่ขู่ลูกโดยบอกว่าจะเรียกเสือมากัด แทนที่จะพูดว่า ถ้าลูกไม่กิน ลูกก็จะหิว เพราะลูกก็จะไม่ได้กินอะไรอีก จนกว่าจะถึงมื้อต่อไป ลูกก็จะงงว่า ไม่กินข้าว แล้วเสือจะมากัดได้ยังไง เมื่อเหตุและผลไม่สอดคล้องกัน ลูกก็ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

2. ทำให้ลูกเป็นคนขี้กลัว วิตกกังวลได้ง่าย

เช่น ถ้าขู่ลูกว่า “ถ้าซน จะให้หมอฉีดยาเจ็บๆ” “ถ้าไม่ยอมนอน ผีจะมาจับตัวไป” เหล่านี้จะทำให้ลูกกลัวหมอแบบไม่มีเหตุผล หรือ ทำให้ลูกกลัวความมืด ไม่ยอมนอนยิ่งกว่าเดิม เพราะกลัวว่าผีจะมาจับตัวไปจริง

3. ลูกไม่เชื่อถือพ่อแม่

ถ้าคำขู่ลูกนั้นไม่เป็นจริง เขาจะไม่สนใจคำขู่อีกต่อไป

4. คำขู่ประเภท “ถ้าทำแบบนี้ จะไม่รักนะ” อันตราย!

ห้ามใช้เด็ดขาดถือเป็นคำขู่อันตราย เพราะเป็นสิ่งบั่นทอนจิตใจลูก

ต่อไปนี้ คือ วิธีการที่ใช้ได้ผลมากกว่า

1. พูดชมเชยเวลาลูกมีพฤติกรรมที่ดี

เช่น “หนูน่ารักมากๆ เวลาที่หนูไม่ตะโกน” “ลูกเก่งมากที่กินผักวันนี้”

2. เป็นตัวอย่างที่ดี

เช่น การเข้าคิวซื้อกาเร็ตป๊อปคอร์น/คริสปี้ครีมไม่แซงคิว การผลัดกันไม่แย่งกันเวลาเจอของแบรนด์เนมลดราคา การรอคอยอย่างอดทนไม่โวยวายเวลาต้องรออะไรนานๆ เช่นเวลารอตรวจที่โรงพยาบาล เป็นต้น

3. บอกผลตามมาที่เป็นจริง

ซึ่งอาจเป็นการให้รางวัล ทำสิ่งที่ลูกชอบ หรือ การงดของที่ลูกชอบ เช่น “ถ้าลูกไม่เก็บของเล่นให้เรียบร้อย แม่จะเก็บแล้วหนูจะไม่ได้เล่นอีก 3 วัน” “ถ้าลูกแบ่งของให้น้องเล่น วันนี้แม่จะอ่านนิทานให้ฟังเพิ่มขึ้นอีก 1 เรื่อง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้จริงเท่านั้น และจะทำให้พ่อแม่มีคำพูดเชื่อถือได้

4. ไม่พูดว่า “จะไม่รักลูก”

ให้พูดว่า “แม่รักลูก แต่แม่เสียใจที่ลูกไม่เชื่อฟังแม่” “แม่รักลูก แต่แม่ไม่ชอบเวลาที่ลูกดื้อกับแม่” “แม่รักลูก แต่ถ้าลูกทำผิด แม่ก็ต้องลงโทษลูก”

ง่ายมาก.. เปลี่ยนวิธีขู่เป็นให้แรงเสริม “ชม” “ให้รางวัล”

แม้วิธี “ขู่ลูกให้กลัว” จะทำให้เด็กหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ใหญ่ไม่เหนื่อย แต่ไม่เป็นผลดีในระยะยาว จะดีกว่าไหมถ้าเด็กๆ ของเราเลือกทำสิ่งที่เหมาะสมได้ด้วยตัวเขาเอง มาจากการควบคุมตัวเองเป็นและรู้จักรับผิดชอบพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งเป็นวินัยที่จะติดตัวเขาไปจนโต

เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ แสดงความชื่นชม เมื่อเขาแสดงพฤติกรรมที่ดี น่าชมเชย และเมื่อถูกตักเตือน ก็ต้องรีบใช้โอกาสนี้ สอนสิ่งที่ถูกที่ควรว่า ลูกควรแสดงออกอย่างไร เมื่อเขาเข้าใจการกระทำของตนเอง และเปลี่ยนแปลงเพราะได้รับคำชม เขาก็จะกลายเป็นเด็กที่รู้อะไรควรไม่ควร

เพราะเด็ก ถือเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะงอกเงยเป็นต้นไม้ใหญ่ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งผู้ปลูกอย่างคุณพ่อคุณแม่ ต้องดูแลรดน้ำไปทุกวัน จนกว่าจะเติบใหญ่ ดังนั้น เด็กถือเป็นผลผลิตครอบครัวที่สำคัญค่ะ

อ่านต่อ บทความดี ๆ น่าสนใจ” เพิ่มเติมคลิก!


บทความโดย: พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ภาพ: Shutterstock

พาเหรดคำถาม ประจำเดือนมาครั้งแรกของลูก

เรามีคำถาม-คำตอบ เรื่อง ‘ประจำเดือนครั้งแรกของลูก’ มาฝากกันค่ะ จะให้ลูกสาวอ่านด้วยก็ดี เขาจะได้กังวลน้อยลง และผ่อนคลายมากขึ้น

Q: ลูกจะมีประจำเดือนเมื่อไหร่

เราไม่อาจระบุได้ชัดเจน บางคนอาจมีได้เร็วกว่าเพื่อน ขณะที่บางคนก็ช้ากว่า แต่ก็มีสัญญาณเตือนว่าฮอร์โมนเพศหญิงเริ่มทำงานแล้ว ที่ลูกๆ สามารถสังเกตตัวเองได้ นั่นคือหน้าอกเริ่มขยาย มีสิว เริ่มมีตกขาว จากสถิติแล้ว เด็กยุคปัจจุบันประจำเดือนจะมาในช่วงอายุ  9 – 15 ปี

Q: เลือดจะออกปริมาณเท่าไหร่ และรู้สึกอย่างไร

ลูกจะไม่เจ็บกับเลือดที่ออกมา ส่วนเลือดจะออกมามากหรือน้อย และอาการปวดท้องน้อยแต่ละคนจะต่างกันไป บางคนอาจปวดท้องน้อยก่อนประจำเดือนมา บางคนปวดขณะที่กำลังมีประจำเดือน  และบางคนก็ปวดเพียงบางจังหวะขณะมีประจำเดือน แนะนำให้วางกระเป๋าน้ำร้อนที่หน้าท้องเพื่อบรรเทาอาการปวด ถ้าปวดท้องมากควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

Q: ถ้าจู่ๆ ประจำเดือนมาตอนอยู่โรงเรียน ไม่มีผ้าอนามัย จะทำอย่างไรดี

ไม่ต้องกลัวหรือตกใจไป ถ้ารู้สึกว่ามีประจำเดือนจริงๆ ไปบอกครูพยาบาลหรือครูผู้หญิงที่ลูกวางใจ ครูรู้ว่าจะช่วยลูกได้อย่างไร

Q: ควรใส่ผ้าอนามัยนานแค่ไหน 

ควรเปลี่ยนทุกๆ 4 ชั่วโมง (ยกเว้นตอนกลางคืนไม่ต้องลุกมาเปลี่ยน) แต่หากเลือดออกมามาก จะเปลี่ยนก่อนก็ได้  ไม่ควรใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมเกิน 6 ชั่วโมง เพราะเชื้อแบคทีเรียจะรวมตัวอยู่บริเวณนั้นมาก อาจติดเชื้อได้

Q: ประจำเดือนมาแล้วซึมเปื้อนกระโปรงนักเรียน ควรทำอย่างไร

ไปหาครูพยาบาลเลยค่ะ ถ้าเป็นที่โรงเรียนมักมีกระโปรงหรือกางเกงสำรองให้เปลี่ยน แต่กรณีที่ต้องซักรอยเปื้อน น้ำเย็นจะล้างคราบเลือดออกได้ดีกว่า เพราะเลือดนั้นเกิดจากโปรตีน ยิ่งถูกความร้อนจะยิ่งติดแน่นซักออกยาก อาจใช้น้ำยาล้างมือหยดลงเฉพาะที่คราบเลือด แล้วขยี้เบาๆ เก็บใส่ถุงพลาสติกพอถึงบ้าน ก็แช่กระโปรงในน้ำเย็น รุ่งขึ้นก็ซักสะอาดอีกครั้ง

Q: ทำไมเวลามีประจำเดือนแล้วปัสสาวะบ่อยขึ้น

ก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะดื่มน้ำและกินมากขึ้น เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนไป ทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากกว่าปกติ จึงปวดปัสสาวะบ่อยเป็นธรรมดา ก็คงเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อไปเข้าห้องน้ำบ่อย ก็ทำความสะอาดร่างกายได้บ่อยขึ้น

Q: เจ็บหน้าอกเวลามีประจำเดือน เพราะอะไร

เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ทำให้หน้าอกให้ขยาย เลยรู้สึกเจ็บปวด การกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลัง และนอนหลับให้เพียงพอ จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกได้ค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

กระตุกต่อม”ดราม่า”เตาะแตะ

การไม่อยากเห็นลูกกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ (เพราะคุณขัดใจลูกได้) เป็นเรื่องดีค่ะ แต่หากคุณไม่ชอบอาการร้องไห้งอแงของลูกและมองว่าลูกไม่ควรมีพฤติกรรมอย่างนี้ ก็น่าเห็นใจเด็กๆ นะค่ะ เพราะที่จริงแล้วอาการงอแง โวยวายเวลาโดนขัดใจนี้เป็นพฤติกรรมตามวัยซึ่งโตขึ้นอาการเหล่านี้จะหายไป แต่ความสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมนี้จะหายไปแบบที่ลูกได้เรียนรู้พฤติกรรมเหมาะสมเข้ามาแทน หรือจะเปลี่ยนเป็นเอาแต่ใจตัวเองในแบบมีเหลี่ยมมุมมากขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณค่ะ

เข้าใจต้นเหตุอาการ”ดราม่า”

ต้นเหตุเอาแต่ใจของลูกวัยนี้ เพราะธรรมชาติของเด็กวัยเตาะแตะจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเขายังไม่มีความสามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ เมื่อลูกวัยเตาะแตะโกรธหรือไม่พอใจ จึงระบายออกด้วยการร้องไห้หรืออาละวาดโวยวายซึ่งถ้าทำแล้วได้รับในสิ่งที่ต้องการทันที ก็จะทำให้ลูกเข้าใจว่าทุกครั้งที่ร้องไห้ โวยวายเขาจะได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการ

 

 

3 ต้นเหตุสะกิดต่อมดราม่าควีนส์

– ถูกขัดจังหวะ :แหม…กำลังเล่นอยู่สนุกๆ แม่บอกให้เลิกก็จะให้ลุกปั๊บ ก็..กรี๊ดดดสิแล้วคุณแม่ก็เกิดคำถาม “แค่ให้เลิกเล่นถึงกับอาละวาดเลยเหรอ”วัยเตาะแตะต้องการรู้ตัวล่วงหน้าและเวลาในการประมวลผลคำพูดของผู้ใหญ่ การให้เขาเลิกสิ่งที่สนใจตรงหน้าและไปทำอีกอย่างหนึ่งทันทีจึงกลายเป็นการขัดจังหวะอารมณ์มากกก

ก่อนขัดจังหวะ:ควรบอกให้ลูกรู้ตัวล่วงหน้าสักเล็กน้อย ในแบบที่เด็กเล็กเข้าใจได้ เช่น “ลูกเล่นได้จนแม่ล้างจานเสร็จแล้วไปอาบน้ำกันนะ” ถ้าบอกเป็นเวลาลูกวัยนี้ยังไม่เข้าใจ หรือเบี่ยงเบนโดยใช้ความสนุกมาดึงความสนใจก็ได้

 

– ถูกขัดใจ: อยากได้ของเล่นสักชิ้นหรือขนมสักห่อแต่แม่ไม่ยอมให้ เท่านี้ก็กรี๊ดห้างแตก น้ำหูน้ำตาไหลเป็นทางหรือลงไปนอนชักดิ้นชักงอบนพื้น งานนี้ถ้าใจไม่แข็งพอรับรองได้เสียทรัพย์แน่ๆ

ก่อนโหมพายุใส่ลูกกลับ:สงบสติอารมณ์ตัวเองก่อน ไม่ต้องแคร์สายตาคนอื่น ถ้าปล่อยให้ความอายกดดันคุณสำเร็จยอมควักกระเป๋าทุกครั้งที่ลูกแผลงฤทธิ์ ทั้งลูกและคุณก็ไม่ได้เรียนรู้อะไร สงบสติอารมณ์ของคุณได้แล้วให้อุ้มลูกออกไปจากตรงนั้น โดยไม่ต้องพูดหรือเจรจาอะไรทั้งสิ้นเพราะจะกลายเป็นแรงเสริมให้เขาร้องโวยวายต่อไปมีเวลาคุยกันอีกมาก เมื่อพายุสงบแล้วค่ะ

 

– ทำเองไม่ได้: เพราะอวัยวะและทักษะการใช้งานกล้ามเนื้อต่างๆยังพัฒนาไม่เต็มที่จะหยิบจะจับอะไรก็หก หล่น ช้า และยังมีคนมาแย่งทำให้อีกแบบนี้จะไม่ให้ลูกหงุดหงิดได้อย่างไรละ

ก่อนจะรีบช่วยเหลือ:ปล่อยให้ลูกได้ลงมือทำเองบ้าง ดูแลให้ปลอดภัยก็พอ เช่น กินอาหารเอง เทน้ำใส่แก้วสวมเสื้อผ้าหรือเข้าไปช่วยเฉพาะเวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือเท่านั้นและควรเผื่อเวลาไว้สำหรับเหตุนี้ด้วย หากรู้ว่าต้องไปธุระ

 

 

ลูกไม่เคี้ยวข้าว

ลูกไม่เคี้ยวข้าว กลืนอย่างเดียว ทำไงดี?

เมื่อลูกน้อยอายุครบ 6 เดือนขึ้นไป ก็ถึงเวลาที่ลูกจะต้องปรับการรับประทานอาหาร โดยเพิ่มอาหารชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมจากนมแม่ สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อ คุณแม่มักเป็นกังวลคือห่วงว่าลูกจะรับประทานอาหารติดคอ บางคนจึงให้ลูกน้อยรับประทานแต่ของเหลว จนอาจทำให้ ลูกไม่เคี้ยวข้าว ในอนาคตได้

 

การให้เด็กๆ รับประทานแต่อาหารเหลว หรือน้ำ เพราะห่วงว่าลูกน้อยจะติดคอนั้น เป็นความหวังดีของคุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะส่งผลต่อพัฒนาการการบดเคี้ยวของลูกน้อยได้ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและนักโภชนาการต่างย้ำเสมอว่า ต้องปรับให้ลูกน้อยได้รับอาหารที่มีเนื้อหยาบขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้ฟัน และฝึกการบดเคี้ยว จนสามารถรับประทานอาหารชนิดแข็งได้ เพราะการเคี้ยวอาหารเป็นทักษะที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ที่ควรจะฝึกก่อน 1 ขวบ หากช้ากว่านั้นอาจต้องใช้ความอดทนในการฝึก และใช้เวลามาก

ลูกไม่เคี้ยวข้าว แก้ได้ยังไง?

1. เข้าใจ

การที่ลูกไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้นั้น ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เกิดจากลูกไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อน ช่วงแรกของการฝึก หากลูกยังไม่ยอมเคี้ยว หรือบ้วนทิ้งนั่นก็เพราะอาจจะไม่คุ้นกับรสสัมผัสแบบใหม่ หรือเขาไม่ชอบเคี้ยว ดังนั้นช่วงแรกๆ ควรจัดอาหารชนิดเดิมประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้ลูกคุ้นเคยก่อนแล้วค่อยๆ เปลี่ยนชนิดอาหาร เช่น ปกติลูกกินแต่โจ๊ก คุณแม่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นข้าวต้มกับเนื้อสัตว์เพียงชนิดเดียวก่อน แล้วเปลี่ยนชนิดของเนื้อสัตว์ จนลูกคุ้นกับข้าวต้มจึงค่อยเปลี่ยนเป็นข้าวสวยตามลำดับ

ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าว
ปกติลูกกินแต่โจ๊ก คุณแม่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นข้าวต้มกับเนื้อสัตว์เพียงชนิดเดียวก่อน

 

ลูกไม่เคี้ยวข้าวกลืนอย่างเดียว ทำไงดี? (ต่อ)

2. ให้มีส่วนร่วม

ลูกในวัยนี้เริ่มทำอะไรได้ด้วยตัวเองได้แล้ว และบอกความต้องการของตัวเองได้บ้าง เขาควรได้โอกาสมีส่วนร่วมในกิจวัตรประจำวันของเขา หากคุณพ่อคุณแม่จับลูกรับประทานอาหารบนเก้าอี้ แล้วป้อนให้เสร็จๆ ไป อาจทำให้ช่วงเวลาในการรับประทานอาหารของลูกไม่มีความสุข ลองเปลี่ยนเป็นชวนลูกไปเลือกจานชาม ถือช้อนเอง ตักกับข้าวบ้าง ต้องเลอะเทอะและเหนื่อยเก็บเช็ดกันบ้าง แต่แลกกับลูกรู้สึกดีกับการรับประทาน และไม่ต้องเสียน้ำตากันเวลารับประทานข้าวอีกด้วย

ลูกไม่เคี้ยวข้าว กลืนเลย
ลองเปลี่ยนเป็นชวนลูกไปเลือกจานชาม ถือช้อนเอง ตักกับข้าวบ้าง

3. ให้กำลังใจ

ในการฝึกไม่ว่าเรื่องใดๆ การให้กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ว่าในระยะแรก ลูกจะรับประทานได้น้อย ทำหกบ้างสำลักบ้าง การทำท่าตกใจหรือดุลูก เขาอาจไม่ทำอีกหรือยิ่งร้องไห้หนักให้หัวเสียกันไปหมด คำพูดให้กำลังใจใช้ได้เสมอ เช่น “ไม่เป็นไร ลองใหม่นะ” “คำนี้เล็กหน่อย เคี้ยวได้แน่” และเมื่อลูกเริ่มรับประทานได้ก็อย่าขาดคำชม “เคี้ยวแล้ว ทำได้นี่เรา เห็นแล้วชื่นใจ” บอกความรู้สึกว่าเขาทำให้คุณดีใจขนาดไหน เพื่อเพิ่มความมั่นใจ และเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าตัวเล็ก

ลูกกินข้าวน้อย
การให้กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ว่าในระยะแรก ลูกจะรับประทานได้น้อย ทำหกบ้างสำลักบ้าง

4. หักดิบ

วิธีนี้อาจจะโหดไปหน่อย แต่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ใจแข็งพอ จัดเมนูที่เนื้ออาหารเป็นชิ้น เป็นคำ หยาบขึ้นทุกมื้อ และถ้าลูกไม่รับประทาน หรือเอาแต่อมลูกเดียวก็ไม่ต้องป้อนต่อ ให้เก็บอาหารเมื่อถึงเวลา โดยไม่มีอาหารว่าง หรือของกินเล่น แล้วรอเสิร์ฟมื้อต่อไป (คุณแม่รู้หรือไม่ว่าเจ้าตัวน้อยสามารถอดอาหารได้นานถึง 2 วันเชียวนะ) เชื่อว่าถ้าเขาหิวและไม่มีตัวเลือกอื่นจะไม่ยอมรับประทาน หรือไม่ยอมเคี้ยวได้อย่างไร

วิธีฝึกลูกเคี้ยวอาหาร
คุณแม่ที่ใจแข็งพอ จัดเมนูที่เนื้ออาหารเป็นชิ้น เป็นคำ หยาบขึ้นทุกมื้อ

5. ปรึกษาคุณหมอ

ถ้าลูกของคุณพ่อ คุณแม่ผ่านการฝึกมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมเคี้ยวสักที แถมมีอาการสำลักทุกครั้งที่ป้อนอาหารหยาบ หรือมีน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐาน แบบนี้แนะนำให้พาลูกน้อยไปหาคุณหมอเพื่อหาสาเหตุอื่นๆ ดีกว่าค่ะ

ไม่เคี้ยวอาหาร
แนะนำให้พาลูกน้อยไปหาคุณหมอเพื่อหาสาเหตุอื่นๆ

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง


บทความที่น่าสนใจ คลิก!!

“ดิปอะโวคาโดกับผักสติ๊ก” เมนูฝึกเคี้ยว เอาใจลูกวัย 1-2 ขวบ (มีคลิป)

“ต้มจืดลูกเงาะ” เมนูดีช่วย ฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหาร (สำหรับลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป)

“All in Bowl ไข่ตุ๋นเคี้ยวสนุก” เมนูลูกน้อย 10 เดือน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-25] ปูนปั้น ตี๋น้อยอินเตอร์

          ถ้าบังเอิญวันหนึ่งคุณนั่งอยู่ในร้านอาหารเดียวกับครอบครัวเรา นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆกันคุณอาจจะได้ยินบทสนทนาบนโต๊ะอาหารของครอบครัวเราแล้วคุณอาจจะงงเล็กๆ จนต้องหันมามอ งพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ

          ลองจินตนาการภาพตามบทสนทนาข้างล่างไปด้วยกันนะครับ มันน่าจะออกมาประมาณนี้ครับ

          หม่าม๊ากำลังตักอาหารให้เจ้าปูนปั้น

           “หม่ำๆ มั้ย ปูนปั้น … ทำไงก่อน” เจ้าปูนปั้นพยักหน้า ยกมือไหว้และตอบว่า “หม่ำ หม่ำ”

          และ พออาหารกำลังเข้าปาก เจ้าปูนปั้นก็จะพูดประกอบว่า “อ้ำ อ้ำ”

          จากนั้นก็จะได้ยินเสียงคุณยาย ถามขึ้นว่า “ปูนปั้น, โหว เส็ก มา”

          เจ้าปูนปั้นก็พยักหน้า หงึกๆ และก็ถึงคิวปะป๊าก็ถามว่า “ดู ยู วอนท์ ซัม มอร์, ปูนปั้น”

          แล้วเจ้าตัวยุ่งก็พยักหน้าพร้อมพูดว่า “หม่ำ หม่ำ”

          นั่นคือบทสนทนาและฉากชีวิตจริง ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาในครอบครัวเรา คุณแม่เจ้าปูนปั้นกับผมตกลงกันตั้งแต่ตอนเจ้าปูนปั้นอยู่ในท้องแล้วว่า หม่าม๊าจะพูดภาษาไทยกับปูนปั้น ส่วนผมพูดภาษาอังกฤษ และแน่นอนภาษากวางตุ้งเป็นของคุณยาย (แหม่ ถ้าเป็นตอนสมัยคุณพ่อคุณแม่ของผม หรือ อากงกับคุณย่าเจ้าปูนปั้นนั่นแหละ ยังฟิตๆ เราจะได้มีภาษาแต้จิ๋วเข้ามาอีก)

          จริงอยู่ว่าพ่อแม่ทุกๆ ท่านก็คงจะเคยอ่านมาว่า เราสามารถพูดและสอนเจ้าตัวเล็กได้หลายๆ ภาษาพร้อมกัน เพราะเขาสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ แต่ในทางปฏิบัติบางทีเราก็สงสัยว่าเขาเข้าใจทุกภาษาจริงมั้ย

          ผมมาขอยืนยันคำตอบผ่านบทความวันนี้เลยนะฮะ ด้วยประสบการณ์หนึ่งปีครึ่งที่เจ้าปูนปั้นตัวป่วนมาอยู่กับเราเนี่ย เขาเรียนรู้ทั้ง 3 ภาษาได้จริงๆครับ

          ภาษาแรกที่เจ้าปูนปั้นได้ยินได้ฟังแน่นอนว่าเป็นภาษาไทย ซึ่งเขาคงเรียนรู้ได้ไม่ยากอยู่แล้ว เพราะได้ยินทุกวันจากทุกๆ คนรอบตัว ส่วนภาษาที่ 2 ที่เราเห็นชัดว่า เจ้าปูนปั้นเข้าใจคือภาษากวางตุ้งเพราะคุณยายเวลาไปรับเจ้าปูนปั้นกลับบ้านช่วงเวลาที่อยู่บนรถคุณยายจะพูดภาษากวางตุ้งกับเจ้าปูนปั้นตลอดแล้วเราก็จะเห็นว่าเขาตอบสนองอย่างไร ที่ชัดมากๆ ครั้งแรกคือตอนที่คุณยายพาเจ้าปูนปั้นที่เพิ่งหัดเดินได้ใหม่ๆ ไปหน้า ตี่จู๋เอี๊ยะ (ศาลเจ้าที่ในบ้าน) แล้วคุณยายพูดกับเจ้าปูนปั้นว่า

           “เฉง เฉง ก่ง ก๊ง” (เฉง แปลว่า ไหว้ / ก่งก๊ง คือ เจ้าที่)

ซึ่งเจ้าปูนปั้นก็ยกมือขึ้นไหว้ ตอนนั้นพวกเราสนุกกันใหญ่กับการสอนคำว่า ‘เฉงเฉง’ ให้เจ้าปูนปั้นไหว้เวลาจะรับของหรือเวลาเจอผู้ใหญ่ และจากนั้นเมื่อเจ้าปูนปั้นเริ่มหัดพูด ก็มีอีกหลายคำที่ปูนปั้นเข้าใจและหัดพูดตาม เช่น พอคุณยายจะให้ของก็จะบอกให้เจ้าปูนปั้นพูด “ต๊อแจ่” ซึ่งแปลว่าขอบคุณ แล้วเจ้าปูนปั้นจะตอบกลับมาว่า “แจ่”

          ในส่วนภาษาอังกฤษผมเองก็พูดกับเจ้าปูนปั้นด้วยภาษาอังกฤษตลอดเวลาแต่แรกๆ ก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะเข้าใจมั้ย จนวันนึงผมเรียกเขา ให้มาหา“Come on, PoonPun” แล้วเจ้าปูนปั้นก็เดินมาหาผมจริงๆ ผมก็หันไปถามความเห็นหม่าม๊าว่า เขาน่าจะเข้าใจเนอะ แต่เราก็ยังไม่แน่ใจนัก จนช่วงขวบกว่าๆ ที่ผมเริ่มสอนเขาเยอะขึ้น คือ ไม่ใช่แค่พูดคุยแต่ผมจะบอกให้เขาทำโน่นทำนี่ เช่นผมจะให้เจ้าปูนปั้นไปหยิบของ ผมก็จะพูดกับเขาซ้ำๆ อดทนนิดนึงจนเขาทำ เช่น ผมจะให้เขาหยิบรถของเล่นให้ผม ผมก็จะพูดว่า  “Give your car to Papa” แล้วก็รอจนกว่าเขาจะหยิบให้ ถ้ายังไม่หยิบให้ ผมก็จะพูดซ้ำและรอจนกว่าเขาจะหยิบให้ ซึ่งชัดเจนว่า เขาเข้าใจ เพราะตอนนี้เวลาเขารื้อของเล่นออกมาเยอะๆ ผมก็มักจะบอกว่า “Put them back on the shelf” เขาก็จะหยิบกลับไปเก็บ ทุกวันนี้ผมก็คุยกับเขาด้วยภาษาอังกฤษ 100% ซึ่งเขาก็สื่อสารกับเราได้ดี

          ข้างบนเป็นประสบการณ์ที่ผมเอามาแบ่งปันกันฮะ ผมเองไม่เคยเรียนต่างประเทศดังนั้นผมว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องสำเนียงเลย เพราะผมเอง เป็นภาษาอังกฤษที่ออก accent ไทยจ๋า และผมเองก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรนักหนา ตอนเรียนปริญญาตรีวิศวะก็ได้แค่ C แต่ผมเชื่อว่าเรื่องสำเนียงเขาไปโรงเรียนก็คงหัดได้เอง เพราะถ้าผมมัวกังวลผมก็คงเสียโอกาสที่จะปลูกฝังให้ปูนปั้นรู้สึกว่าภาษาอังกฤษก็เป็นอีกหนึ่งภาษาติดตัวตามธรรมชาติเหมือนๆ กับภาษาไทยนั่นแหละ อาจจะมีคนแย้งว่า แบบนี้สำเนียงอังกฤษลูกแย่พอดี ก็แล้วแต่มุมมองนะฮะ เด็กมากมายพี่เลี้ยงพูดไทยไม่ชัด โตมาก็ไม่มีปัญหาอะไร มันคงเหมือนกับที่มีคุณหมอบางคนสอนว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ร้องเพลงไม่ตรงคีย์อย่าสอนเด็กร้องมันจะทำให้เด็กร้องเพี้ยน ถ้าอันนั้นเป็นเรื่องจริงเด็กที่หัดร้องลูกทุ่ง หมอลำ แต่เด็กคงร้องเพลงสากลไม่ได้ตอนโตเลยสินะ

          อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมคงต้องกล่าวว่า “ต๊อแจ่” และ “See you next week” ครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-23] เจ้าปูนปั้น กับจินตนาการที่ไม่มีขอบกั้น

        การเลี้ยงเจ้าตัวเล็กเนี่ย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ฮะ  แม้เราจะมีประสบการณ์ผ่านโลกมามากมายขนาดไหน เราก็ไม่สามารถเดาขอบเขตจินตนาการของเจ้าตัวเล็กได้หมดหรอกนะฮะ เพราะจินตนาการของเขาก้าวไปไกลกว่าเราก้าวหนึ่งเสมอ ก็เด็กไม่ใช่หรอครับ ที่จินตนาการว่าเราจะบินได้ เราจะไปอวกาศ แล้วเด็กเหล่านั้นก็โตขึ้นมาทำจินตนาการให้เป็นจริง

        แต่เนื้อหาตอนนี้ ผมไม่ได้จะพูดถึงจินตนาการไกลตัวที่ไหนหรอกครับ แค่ใกล้ๆ ตัว เอาเป็นในบ้านเราเนี่ยแหละฮะ

        มีอยู่วันหนึ่งน่าจะประมาณเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง   เป็นเช้าวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ สบายๆ ซึ่งเราตื่นกันหมดทั้งสามคนพ่อแม่ลูกแล้วก็ยกทีมกันไปอาบน้ำ ตอนนั้นหม่าม๊าน่าจะอาบน้ำเสร็จแล้วและกำลังแต่งตัวอยู่ ส่วนปะป๊าเองก็กำลังเดินไปหยิบของอีกห้องหนึ่ง ตอนเดินกลับเข้ามา ปะป๊าก็ไม่เห็นเจ้าปูนปั้นในห้องนอนแล้ว แต่ได้ยินเสียงน้ำในห้องน้ำ ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร เข้าใจว่า เจ้าปูนปั้นเล่นน้ำในห้องน้ำนั่นแหละฮะ เพราะถ้าเคยเข้าไปดูที่เพจจะเห็นว่าเจ้าปูนปั้นชอบเปิดก๊อกน้ำเล่นมาก แต่แล้วแว้บหนึ่งก็รู้สึกว่าต้องชะโงกเข้าไปดู แล้วภาพที่เห็นคือ

        ใช่ครับ เจ้าปูนปั้นเล่นน้ำในห้องน้ำจริงๆ

        และมันคงไม่มีอะไรมาเล่าให้ฟังครับ ถ้าไอ้น้ำที่ปูนปั้นกำลังเล่นอย่างสนุกสนานนั่น จะไม่ใช่

        น้ำในชักโครก!!!

        โอ้ แม่เจ้า!!! ถ้าคุณได้เห็นใบหน้า แห่งความสนุกสนานของเจ้าตัวป่วนในตอนนั้น ผมสาบานได้เลยว่า คุณจะรู้สึกเหมือนผม คุณจะโกรธไม่ลง แถมยังแอบอยากจะปล่อยให้เล่นต่อเสียด้วยซ้ำไป

        นั่นแหละครับ จินตนาการของเด็ก เขาอาจจะนึกว่านั่นเป็นบ่อน้ำแร่ที่ไหลลงมาจากเทือกเขาสูงอันไกลโพ้นก็เป็นได้

        ผมขอเล่าจินตนาการน่ารักๆอีกสักเรื่องนะครับ

        เมื่อวันศุกร์ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าปูนปั้นยังกลับไปที่เนอร์สเซอร์รี่ไม่ได้ เพราะสัปดาห์นั้นเด็กๆที่เนอร์สเซอร์รี่ติดโรคมือเท้าปากกันงอมแงม (ซึ่งเจ้าปูนปั้นก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย) แม้วันนั้นเจ้าปูนปั้นจะหายป่วยแล้วแต่เราเลือกให้อยู่กับบ้านต่ออีกสักหน่อย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเด็กป่วยที่นั่นเพิ่ม แล้วค่อยกลับไปใหม่ในสัปดาห์ถัดไป และในวันศุกร์นั้นก็ไม่มีใครว่างอยู่ดูแลเจ้าตัวป่วน ก็เลยถึงคิวที่ปะป๊า ต้องอยู่ตัวต่อตัวกับเจ้าปูนปั้นเป็นสถิติยาวนานที่สุดตั้งแต่เขาลืมตาดูโลก ในตอนกลางวันแม้หม่าม๊าจะมีนมปั๊มเก็บในตู้เย็นถึง 2 ตู้ให้ปะป๊าละลายให้เจ้าตัวป่วนกินสบายๆ แต่เจ้าตัวป่วนคงคิดถึงเต้าหม่าม๊าขึ้นมาก็เลยเดินมาหาปะป๊าแล้วก็ชี้ไปที่หน้าอกปะป๊าและทำท่าจะเปิดเสื้อปะป๊าพร้อมทั้งพูดว่า

         “เน้น เน้น” (แปลว่านมในภาษาของครอบครัวเรา)

         ปะป๊าก็เลยรู้สึก ขำขำ ลองเล่นด้วยซักหน่อย ว่าแล้วก็ เปิดเสื้อให้เจ้าปูนปั้น ซึ่งเจ้าปูนปั้นก็ยื่นหน้ามาใกล้ๆ แต่แล้วก็ส่ายหัวดิก พร้อมทำหน้าอี๋ ส่งเสียงฟู่ๆ เป่าน้ำลายเหมือนจะบอกว่า “แหวะ ไม่ใช่แบบนี้” ฮ่าฮ่าฮ่า

        จินตนาการ ขำขำ ของปูนปั้น ยังมีอีกฮะ แต่บางเรื่องก็ไม่เหมาะที่จะมาเล่าในนี้ ผมเชื่อว่าเจ้าตัวยุ่งที่บ้านคุณพ่อคุณแม่นักอ่านก็คงมีอะไรขำขำแบบนี้เป็นแน่ๆ ว่าแล้วอย่าอ่านเฉยๆ เล่าเรื่องป่วนๆของเจ้าตัวน้อยที่บ้านคุณ ให้ผมอ่านบ้างนะฮะ

 

         เข้าไปทักทายน้องปูนปั้นได้ที่  www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon  และติดตามเรื่องราวน่ารักของครอบครัวนี้ได้ที่ Family Blogger ที่เว็บไซต์เรียลพาเรนติ้งที่นี่ที่เดียวค่ะ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)