ปุจฉา : ทำไมนิ้วเหี่ยวเมื่อแช่น้ำ

เมื่อนอนแช่ในอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำนานๆ ผิวหนังของเรา – โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าและนิ้วมือนิ้วเท้าซึ่งมีความบอบบางกว่าส่วนอื่นๆ – จะดูดซับน้ำไว้ได้มากที่สุด เมื่อเป็นเช่นนั้น ผิวหนังชั้นบนบริเวณดังกล่าวจะขยายตัว ทำให้ปลายนิ้วเกิดรอยย่นเหมือนรอยตีนกาบนใบหน้านั่นเอง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกลายมือไม่สวย…เพศเกี่ยวด้วยเหรอ

กว่าจะอ่านลายมือที่สุดยอดจะยึกยือ โย้ไปเย้มาของเจ้าลูกชายจอมซนออก มันดูตลกแปลกๆ แบบจะเป็นภาษาไทยก็ไม่ใช่ อังกฤษก็ไม่เชิง เหมือนลายมือคุณหมอตอนเขียนใบสั่งยา ทำให้อดต่อว่าในใจไม่ได้ว่า ทำไมไม่ตั้งใจเขียนเลย ลูกคนอื่นทำไมเขียนสวย หรืออะไรอีกมากมายสารพัด แต่คุณแม่อย่าเผลอว่าลูกออกมาดังๆ เชียวนะ เดี๋ยวจะเสียกำลังใจกันเปล่าๆ เพราะความจริงแล้วลายมือแบบมนุษย์ต่างดาวของเด็กผู้ชายวัยนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก

 
เหตุผลก็คือ เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีพัฒนาการทางด้านสมองแตกต่างกัน เด็กวัยนี้กำลังเรียนรู้เรื่องรูปทรงตัวอักษร เขาพยายามที่จะฝึกเขียน แต่เนื่องจากใยประสาทที่ควบคุมทักษะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ในเด็กผู้ชายยังไม่พัฒนาเต็มที่เท่าเด็กผู้หญิง ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องปกติที่เรามักจะเห็นลูกสาวของเพื่อนลายมือสวยกว่าลูกชายของเรา

 
เมื่อรู้แบบนี้ คุณแม่ทั้งหลายคงจะหมดห่วง เพราะอีกสักพักเขาจะตามเพื่อนทัน จะเขียนหนังสือสวยขึ้น แต่ก็คงยังไม่เนี้ยบเท่าลายมือเด็กผู้หญิงหรอก เพราะปกติ ผู้หญิงมักจะมีเส้นประสาทที่เชื่อมกันระหว่างสมองทั้งสองส่วนมากกว่า ทำให้ทำงานได้ละเอียดเรียบร้อยมากกว่านั่นเอง

 
แต่เหตุผลของความแตกต่างยังไม่จบเพียงแค่นี้ การคาดหวังทางสังคมก็มีส่วน ลายมือที่สวยเรียบร้อยมักจะถูกมองว่าเป็นลายมือของผู้หญิง ส่วนเด็กผู้ชายมักจะไม่ค่อยถูกกระตุ้นว่าต้องเขียนลายมือสวยๆ เพราะแค่ทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยในแต่ละวัน พ่อแม่ก็ดีใจแทบแย่อยู่แล้ว

 
ถ้าอย่างนั้นเราจะสามารถช่วยพัฒนาฝีมือของเจ้าลูกชายสุดเลิฟได้อย่างไรบ้างวิธีที่เหมาะที่สุด ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เขานั่งคัดลายมือทุกวัน เพียงแค่จัดหากิจกรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือ อย่างเช่น การต่อเลโก้ การตัด – ปะกระดาษและการปั้นดินน้ำมัน เป็นต้น เด็กส่วนใหญ่จะสนุกกับการทำกิจกรรมเหล่านี้มาก เรียกว่าฝึกลูกด้วยการเล่น ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลมากทีเดียว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พี่อิจฉาน้อง

พบกับ 7 วิธี ป้องกันพี่อิจฉาน้อง และสร้างรักให้แน่นแฟ้น

พบกับ 7 วิธี ป้องกันพี่อิจฉาน้อง ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นได้ที่นี่! พ่อแม่ที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไปห้ามพลาด!

สำหรับครอบครัวไหนที่มีลูกมากกว่าสองคนขึ้นไป หรือกำลังจะมีในไม่ช้านี้นั้น ปัญหาหนึ่งที่จะต้องเจอเลยก็คือ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง พี่อาจจะรู้สึกว่า ทำไมใคร ๆ ก็รักและเล่นแต่กับน้อง ไม่มีใครเลยที่จะให้ความสำคัญกับตัวเขาเอง ดังนั้น เนื้อหาที่ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะนำมาฝากในวันนี้ก็คือ 7 วิธี ป้องกันพี่อิจฉาน้อง และการกระชับความสัมพันธ์ให้พี่รู้สึกรักน้องแบบไม่มีนอยด์!

การต้อนรับน้องตัวเล็กสำหรับพี่ ๆ ที่เคยเป็นที่หนึ่งของบ้านนั้น อาจเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เกิดความกังวลใจว่าลูกจะสามารถปรับตัวได้หรือเปล่า จะเกิดความรู้สึกน้อยใจ อิจฉา หรือมีความรู้สึกขัดแย้งอื่น ๆ ที่ลูกคนโตต้องพบหรือไม่ ปัญหาที่ทุกครอบครัวต้องเผชิญ และปัญหานี้จะดีขึ้นและหมดไป หากคุณพ่อคุณแม่นำวิธีเหล่านี้ไปปฏิบัติตาม

ป้องกันพี่อิจฉาน้อง
7 วิธี ป้องกันพี่อิจฉาน้อง และสร้างความรักระหว่างพี่น้องให้แน่นแฟ้น

7 วิธี ป้องกันพี่อิจฉาน้อง แบบได้ผล!

วิธีแรก: ระวังคำพูด

ข้อนี้ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนชอบทำ ยกตัวอย่างเช่น “แม่มีน้องใหม่เดี๋ยวก็ตกกระป๋องแล้ว”Ž หรือ “อีกหน่อยแม่เขาก็ไม่เอาเราแล้วละ” คำพูดแบบนี้คือคำพูดแรกที่ไม่ควรพูดเป็นอย่างยิ่งเลยละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการพูดเย้าแหย่ก็ตาม เด็กไม่ทราบหรอกค่ะว่า สิ่งที่คุณพูดนั้นคือการแกล้งด้วยความรักหรือเอ็นดู แต่เด็กจะฝังใจว่า อีกหน่อยพอน้องเกิดมา พ่อกับแม่ก็คงรักเขาน้อยลง นี่ละค่ะ! คือสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องให้ความสำคัญและระมัดระวัง เพราะคำพูดเหล่านี้อาจจะทำให้เด็กเสียความมั่นใจ คิดว่าความรักที่พ่อและแม่เคยมีให้ตัวเองเพียงคนเดียวนั้น กำลังจะต้องถูกแบ่งไปให้น้องอีกคน ดังนั้น วิธีการ ป้องกันพี่อิจฉาน้อง ที่ดีที่สุดก็คือ นึกถึงจิตใจลูก และระวังคำพูดที่เราจะพูดออกไปให้มาก ไม่ว่าคำพูดนั้นจะเป็นก่อนหรือหลังที่ลูกมีน้องแล้วก็ตาม

แก้ปัญหา พี่อิจฉาน้อง
ระวังคำพูดที่เราจะพูดออกไปให้มาก

วิธีที่สอง: สร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่น้องยังไม่เกิด

เมื่อไรก็ตามที่เด็กที่เป็นลูกคนแรก กำลังรู้ว่าพวกเขากำลังจะมีน้อง ความรู้สึกแรกที่ลูกสามารถรับได้คือ ดีใจที่ตัวเองกำลังจะได้เป็นพี่ใหญ่ และไม่เป็นเบบี๋คนเล็กของบ้าน แถมมีเพื่อนเล่นด้วยอีกต่างหาก แต่เชื่อเถอะค่ะว่า พอลูกเริ่มคิดได้ หรือมีบางสิ่งบางอย่างทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังสนใจน้องที่อยู่ในท้องมากกว่าละก็ เมื่อนั้น ความรู้สึกน้อยใจ และความอิจฉาก็จะค่อย ๆ มีขึ้น … ซึ่งวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การดึงเอาลูกเข้ามามีส่วนร่วมกับการตั้งครรภ์นั้นด้วยเสียเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ให้ลูกลูบท้องพูดคุยกับน้อง ให้ลูกช่วยทาครีมที่ท้องให้ ให้ลูกเล่านิทานก่อนนอนให้น้องฟัง เป็นต้น การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ละค่ะ ที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ได้ดีที่สุด

วิธีทำให้พี่น้องรักกัน
การดึงเอาลูกเข้ามามีส่วนร่วมในการตั้งครรภ์

วิธีที่สาม: ให้ลูกดูรูปของตัวเองตั้งแต่เป็นทารก

การให้ลูกได้เห็นรูปของตัวเองตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไล่มาเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ลูกลืมตาดูโลกนั้น ช่วยได้มากเลยนะคะคุณพ่อคุณแม่ เพราะลูกจะเรียนรู้ว่า เขาผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมาแล้ว และเขาก็กำลังจะเป็นพี่ใหญ่ ที่รู้เลยว่า น้องควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถอธิบายรูปภาพได้อีกนะคะว่า เมื่อก่อนตอนที่ลูกยังอยู่ในท้องนั้น ท้องของแม่ใหญ่กว่านี้จ้ะ เมื่อหนูเกิดมา หนูเลี้ยงไม่ยากเลย แต่ก็มีร้องไห้บ่อย ๆ เพราะยังไม่สามารถพูดคุยได้ ดังนั้น เมื่อน้องออกมา หนูต้องเข้าใจและไม่โกรธน้องนะคะ และหนูจะต้องช่วยคุณแม่ดูแลน้อง เหมือนกับที่คุณแม่ต้องเลี้ยงหนูมานะจ๊ะ เป็นต้น

วิธีที่สี่: ปลอบขวัญลูก

หลังจากที่คุณแม่คลอดน้องและพาน้องกลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้วนั้น อันดับแรกที่คุณแม่จะต้องทำก็คือ รับขวัญลูกคนแรกด้วยการกอด หรืออาจจะมีของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับลูก เพื่อที่ลูกจะได้ไม่รู้สึกน้อยใจว่า คุณแม่และคนรอบข้างเขาซื้อของให้แต่กับน้อง และไม่มีใครนึกถึงเขาเลย เป็นต้น วิธีนี้ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วย ป้องกันพี่อิจฉาน้อง ได้เป็นอย่างดีค่ะ แต่ถ้าหากคุณแม่ไม่อยากเสียเงินละก็ การกอด จูบ และบอกรักลูกบ่อย ๆ ก็ช่วยได้เยอะเช่นกัน

วิธีที่ห้า: มอบหมายให้ช่วยดูแลน้อง

การมอบหมายหน้าที่ให้ลูกคนโตช่วยเลี้ยงน้องนั้น ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องให้แน่นแฟ้นมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบ และรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ซึ่งวิธีการมอบหมายหน้าที่ที่ว่านี้ก็ได้แก่ การช่วยคุณแม่เลือกหรือหยิบเสื้อผ้าที่จะให้น้องใส่ การช่วยคุณแม่หยิบหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมน้อง การช่วยเป็นลูกมือให้คุณแม่ขณะที่อาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าน้อง เป็นต้น วิธีนี้ นอกจากจะช่วยให้ลูกเลี้ยงน้องเป็นแล้ว ยังช่วยทำให้ลูกรู้สึกว่า เขาก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของครอบครัวได้เหมือนกัน

เลี้ยงลูกให้พี่รักน้อง
มอบหมายหน้าที่ให้ลูกคนโตช่วยเลี้ยงน้อง

วิธีที่หก: หากิจกรรมให้ลูกทำ

หากลูกรู้สึกเหนื่อยหรือเบื่อกับการเลี้ยงน้องแล้ว คุณแม่ก็ต้องปล่อยเขานะคะ อย่าไปบังคับให้ลูกรู้สึกว่า น้องมาแย่งเวลาทั้งหมดของเขาไป ทำให้เขาไม่สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมอะไรที่เขาอยากทำได้ ดังนั้น คุณแม่จะต้องปล่อยให้ลูกได้มีเวลาส่วนตัวของเขาด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การปล่อยให้ลูกได้ออกกำลังกาย วาดภาพ อ่านนิทาน หรือเล่นของเล่นชิ้นโปรด เป็นต้น

วิธีที่เจ็ด: อย่าใช้อารมณ์

หากพบว่าลูกทำอะไรผิด หรือจู่ ๆ น้องร้องไห้ขณะที่อยู่กับลูกละก็ ขอให้คุณแม่งดการใช้อารมณ์ก่อนค่ะ อย่าเพิ่งต่อว่าลูกโดยยังไม่รู้สาเหตุว่า ลูกไปทำอะไรน้อง ๆ ถึงร้อง … เพราะการกระทำเหล่านี้ของคุณแม่นั้น จะเป็นการบั่นทอนความรู้สึกของลูกได้ดีที่สุด และจะทำให้ลูกพลอยเกลียดและอิจฉาน้องไปด้วย ดังนั้น ทางที่ดีใจเย็นแล้วถามลูกว่าที่น้องร้องนั้นเกิดอะไรขึ้น บางทีคำตอบที่ได้ อาจจะทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราอึ้งเอาได้เลยละค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 7 วิธีป้องกันพี่อิจฉาน้อง ที่ทีมงานนำมาฝากกันในวันนี้ … หากคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ เชื่อเถอะค่ะว่า บ้านของคุณจะมีแต่ความสุข และคุณจะเห็นเลยว่า ลูกคนโตของคุณนั้น เป็นพี่ดีและรักน้องของเขามากมายขนาดไหน และเมื่อน้องโตขึ้น พี่น้องคู่นี้ก็อาจจะเป็นเพื่อนซี้อีกคู่หนึ่งที่พ่อแม่อย่างเราไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลยละค่ะ

บทความโดย: กองบรรณาธิการ​ Amarin Baby & Kids


อ่านต่อเรื่องอื่นที่น่าสนใจ:

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สุขภาพเด็กประถมวัยและข้อควรระวัง

เตรียมพร้อมเมื่อลูกเริ่มมีรอบเดือน

เป็นหน้าที่ของคุณที่จะช่วยให้ลูกรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิตในช่วงวัยนี้ได้ควรคุยกับลูกก่อนเป็นการอุ่นเครื่อง

 
เด็กผู้หญิงมักจะเริ่มมีรอบเดือนเมื่ออายุระหว่าง 8 ถึง 13 ปี ดังนั้นคุณควรเกริ่นเรื่องนี้ให้ลูกรู้ไว้ก่อน จะได้ไม่ตกใจ ควรหาหนังสือหัวข้อนี้ให้ลูกอ่านทำความเข้าใจคำถามบางอย่างที่ลูกอายไม่กล้าถาม ก็สามารถค้นหาคำตอบจากในหนังสือได้เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

 
คุณแม่ควรตระเตรียมผ้าอนามัยให้พร้อมอธิบายวิธีการใช้และช่วงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนในตอนแรกลูกอาจอึดอัด รำคาญ หรือรู้สึกว่าผ้าอนามัยเป็นส่วนเกินของชีวิตอยู่บ้าง แต่ลูกต้องเรียนรู้ที่จะค่อยๆ ปรับตัว คุณแม่อาจช่วยด้วยการลองหาผ้าอนามัยแบบบางให้ลูกใช้ดูก่อนก็ได้บอก – ไม่บอก ให้เธอตัดสินใจเอง

 
ถ้าลูกรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับการมีรอบเดือนและต้องการเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ควรช่วยลูกด้วยการรักษาสัญญา ปล่อยให้เธอเป็นคนบอกคนอื่นเอง ที่สำคัญคุณควรมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ในทางบวก เพราะหากแสดงอาการในทางลบหรือเคอะเขิน จะทำให้ลูกรู้สึกว่าการมีประจำเดือนเป็นเรื่องน่าละอาย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แม่ครับมาดูหนังผีกัน สนุกดี

บางคนไม่ใช่ชอบดูชอบฟังเพียงอย่างเดียว แต่ยังชอบแกล้งด้วย ประเภทปิดไฟมืดๆ แล้วเอาไฟฉายส่องใต้คาง แลบลิ้นปลิ้นตา ส่งเสียงครางฮือๆ หลอกผู้ใหญ่และหลอกพวกเดียวกันเองให้เป็นที่สนุกสนาน

 
แพทย์หญิงโจแอน แคนเตอร์ ผู้แต่งเรื่อง Teddy s TV Troubles เล่าให้ฟังว่าเด็กบางคนชอบเรื่องราวสยองขวัญมากเห็นเมื่อไรเป็นต้องรี่เข้าไปดู บางทีดูไปเอามือปิดตาไป เรื่องแบบนี้นักจิตวิทยาเห็นว่าเป็นวิธีการระบายออกอย่างหนึ่งของเด็กว่ากันว่าเป็นวิธีการที่ปลอดภัย ซึ่งเด็กๆ ใช้รับมือกับภาวะอารมณ์ที่แย่จนสุดจะทนได้อย่างสบายใจ เพราะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้กลับเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง

 
ถ้าลูกของคุณเป็นแบบนี้ เรามีเทคนิคแนะนำ

 
– อย่าปล่อยให้ลูกอ่านหนังสือหรือดูรายการสยองขวัญตามลำพัง เพราะเรื่องสยองขวัญบางประเภทน่ากลัวเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้แต่เราก็ไม่ควรห้ามอย่างเด็ดขาด ทางที่ดีคุณแม่ควรพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับแม่คนอื่นๆ หรือไม่ก็ลองอ่านเรื่องย่อดูก่อนสักรอบแล้วค่อยตัดสินใจ หรือถ้าลูกอยากอ่านหนังสือแนวนี้ แต่คุณไม่แน่ใจในเนื้อหา แนะนำว่าคุณควรนั่งอ่านไปพร้อมกับลูก

 
– เปิดโลกให้ลูกได้ลองสำรวจดูบ้างด้วยความที่อยากจะให้แต่สิ่งดีๆ กับลูก คุณแม่อาจพยายามให้ลูกอ่านแต่หนังสือที่ดีๆ จรรโลงใจ และหลีกเลี่ยงเรื่องราวประเภทผีสยองขวัญ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่อยากเสนอให้คุณแม่ลองมองอีกมุมดูว่า ความจริงแล้วเรื่องผีอาจจะทำให้เด็กกลัว แต่ในที่สุดลูกก็จะก้าวผ่านความกลัวนี้ไปได้ เรื่องนี้นักจิตวิทยาบอกไว้อีกเหมือนกันว่า เด็กทุกคนต่างต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าพวกเขาสามารถก้าวข้ามความกลัวจากจินตนาการที่ภาพยนตร์หรือหนังสือสยองขวัญสร้างขึ้นถ้าผ่านไปได้ ลูกจะภูมิใจในตัวเองมาก

 
– แม่ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรให้ลูกหยุดดู ถ้าลูกมีอาการหวาดกลัว ลุกลี้ลุกลน ไม่กล้าขึ้นข้างบนคนเดียว หลังจากดูหนังประเภทนี้คุณแม่ควรให้ลูกหยุดดูจะดีที่สุด ปกติภาพยนตร์ส่วนใหญ่ค่อนข้างน่ากลัวสำหรับเด็กวัยนี้มากกว่าหนังสือ ถ้าลูกตามติดคุณแจไม่กล้าเดินไปไหนคนเดียว หรือชอบฝันร้ายคุณควรปลอบใจลูกว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนที่ดูหนังผีที่อาจเกิดความกลัว ทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น อย่าให้ลูกดูหรืออ่านเรื่องประเภทนี้สักพัก เขาก็จะดีขึ้นเอง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เลือกบราให้ถูกใจลูกสาว

ถึงเวลาที่คุณแม่จะต้องมองหาบราดีๆ น่ารักๆ มาให้สวมใส่ แต่ก่อนจะตรงรี่ไปที่แผนกชุดชั้นในสตรี เรามีข้อแนะนำดีๆ มาบอกเล่าให้ฟังกันเป็นการอุ่นเครื่อง

 
– ขณะที่เด็กน้อยวัยทีนส่วนใหญ่มักรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้โตเป็นสาวสักที แต่ก็มีบางคนที่ไม่ค่อยจะเป็นปลื้มสักเท่าไร เรื่องนี้คุณแม่ต้องลองสังเกตดู วันหยุดเสาร์อาทิตย์ลองเปรยๆ ชวนลูกสาวไปเดินห้างเป็นเพื่อน แล้วลองแวะไปแผนกชุดชั้นในสตรี ให้เธอเลือกชุดชั้นในเก๋ๆ สักตัวสองตัวมาลองใส่ดูก่อน ก็เข้าทีดีเหมือนกัน

 
– เริ่มต้นในครั้งแรก อาจจะให้ลองใส่แบบสปอร์ตบราก่อน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยเหตุผลที่แนะนำสปอร์ตบราก็เพราะว่า ใส่แล้วจะรู้สึกสบาย แนบไปกับตัว ไม่เหมือนกับชุดชั้นในปกติที่จะมีโครง มีตะขอเกี่ยว ซึ่งลูกอาจยังไม่คุ้น

 
– ในบางกรณี คุณแม่ต้องฟังเหตุผลของลูกด้วย  ว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการอะไร แบบไหน เด็กบางคนอาจกังวลว่าเวลาสวมเสื้อแล้ว คนจะมองเห็นบราที่ใส่อยู่ เรื่องนี้คุณแม่ช่วยแก้ได้ด้วยการเลือกบราสไตล์เรียบ ที่สวมเสื้อแล้วจะมองไม่เห็นรอยวิธีนี้จะทำให้สาวน้อยมั่นใจ กล้าสวมบราอย่างมีความสุข

 
– ถ้าลูกยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าชอบแบบไหน ลองเลือกซื้อบราแบบต่างๆ สัก 2 – 3 แบบมาลองใส่ดูก่อน ต่อไปก็จะเลือกซื้อได้ไม่ยาก เพราะรู้แล้วว่าตัวเองชอบแนวไหน

 
– ในท้องตลาด มีบราสำหรับวัยแรกรุ่นให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ ลวดลายก็สดใสน่าใช้มาก วิธีการเลือกต้องคำนึงถึงขนาดและรูปร่างของเด็กเป็นหลัก เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่กำลังเริ่มมีหน้าอกหน้าใจ คุณแม่อาจเลือกแบบเต็มตัวหรือครึ่งตัวก็ได้ บราส่วนใหญ่อาจไม่มีคัพให้เลือกเหมือนกับของผู้ใหญ่ ก็ใช้วิธีปรับสายให้กระชับพอดีตัวเด็กผู้หญิงบางคนอาจต้องใช้ซัพพอร์ตหรือแผ่นหนุนทรวงอกขนาดเล็กๆ ช่วยก็สามารถทำได้ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ดันทรงชนิดที่เป็นแผ่นบุฟองน้ำหนาๆ เพราะจะร้อนและไม่เหมาะสำหรับเด็ก

 
– สุดท้าย คุณแม่จำเป็นต้องดูเรื่องขนาดด้วย ควรเลือกบราที่พอดีตัว ไม่แน่นเกินไปและไม่หลวมเกินไป ทางที่ดีควรพาลูกไปด้วยจะได้ลองวัดขนาดรอบอก และให้ได้ลองเลือกสี เลือกแบบเอง ก็สนุกไปอีกแบบเราจะได้รู้ว่าเขาชอบแบบไหน แนวไหนคราวหน้าคุณแม่ก็เลือกซื้อแบบที่ถูกใจไปฝากได้อย่างสบาย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกชายอยากมีซิกแพ็ค

เจ้าลูกชายก็เอ่ยปากขึ้นว่าอยากมีกล้ามเท่ๆ แบบที่เห็นในทีวีบ้าง (ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือเพื่อเสริมความหล่อของผมครับ) คุณแม่จะตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไรดี

 
จริงๆ แล้วการฝึกเล่นเวทเป็นสิ่งที่ดีเพราะทำให้ร่างกายฟิต แข็งแรง ทำให้เด็กๆรู้สึกรักและนับถือตนเอง เกิดความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง รวมทั้งยังส่งเสริมนิสัยรักการออกกำลังกายและรู้จักดูแลสุขภาพให้กับลูกด้วย

 
แต่คุณไบรอน แพทเทอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญ ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับเด็ก ที่แคลิฟอร์เนีย แนะนำว่า ความจริงอีกด้านหนึ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ลูกของเรายังเป็นเด็กอยู่ เขาไม่ได้เป็นประเภทผู้ใหญ่ตัวเล็ก ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจให้ลูกเล่นเวท ควรพิจารณาข้อแนะนำเหล่านี้ดูก่อน

 
ต้องแน่ใจก่อนว่าเขาพร้อม สังเกตได้จากเด็กต้องรู้จักทิศทางในการยกเวทขึ้นลงได้อย่างปลอดภัยตามที่ครูฝึกแนะนำ ถ้าทำได้ก็ลงมือฝึกกันได้เลย อายุที่พร้อมอยู่ในช่วงราว 8 – 10 ขวบ

 
–           เริ่มต้นฝึกกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น กระดูกและกล้ามเนื้อของหนุ่มน้อยวัยพรีทีนยังไม่แข็งแรงเหมือนกับของผู้ใหญ่ ทำให้อาจเกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย ทางที่ดีควรพาลูกไปฝึกที่ฟิตเนส เซ็นเตอร์หรือศูนย์กีฬาที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิดจะปลอดภัยกว่า ครูผู้ฝึกจะออกแบบท่าที่เหมาะกับสภาพร่างกายของเด็ก เพื่อค่อยๆ ปรับร่างกายให้แข็งแรงขึ้นตามลำดับ

 
–           หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ประเภทเครื่องบริหารร่างกายที่มีขนาดใหญ่ เพราะอุปกรณ์พวกนี้ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะ เด็กๆ ควรจะเลือกใช้พวก free weightsจะดีกว่า มีตั้งหลายท่าที่ช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง อย่างเช่น push-ups หรือ squatsซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ยุ่งยากราคาแพงแต่อย่างใด

 
–           เน้น…เล่นอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ กฎสำคัญ ของการเล่นเวทที่คุณแม่จำเป็นต้องย้ำให้ลูกฟังอยู่เสมอคือ เวลาเล่น ลูกต้องให้ความสำคัญในเรื่องเทคนิค ท่าทางในการเล่นถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่พยายามยกเวทที่มีน้ำหนักเกินกำลัง นอกจากนี้ไม่ควรทุ่มฝึกซ้อมมากจนเกินไป สัก 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง 

การบ้าน

“การบ้าน” สิ่งท้าทายลูกน้อยให้รู้จักบริหารเวลา พร้อมวิธีเด็ดคุณแม่รับมือกับโครงงานหรือการบ้านอันน่าปวดหัว

การบ้าน ทั้งหลาย ทั้งปวง ขึ้นชื่อว่าการบ้านแล้ว ลูกเบื่อ ลูกไม่อยากทำแน่นอน ก่อนอื่นเลย ต้องพยายามลบคำว่า การบ้านออกจากสมองน้อยๆ ให้ได้ เพราะลูกจะตัดสินไปแล้วว่าการบ้านเป็นเรื่องจริงจังและน่าเบื่อหน่าย ลองใช้คำอื่นแทนค่ะ อาจจะเป็น ‘ช่วงเวลาเรียนรู้’ หรืออื่นๆ ที่ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย ไม่หนักหนาจนเกินไป นอกจากนั้น ยังช่วยกำจัดคำแสลงหูพ่อแม่ที่ว่า ‘วันนี้ผมไม่มีการบ้าน ผมไปเล่นนะครับ’ ได้ด้วย เพราะช่วงเวลาเรียนรู้ก็คือช่วงเวลาที่คุณจะให้ลูกได้เรียนอะไรใหม่ๆ แม้ว่าวันนั้นเขาจะไม่มีการบ้านในกระเป๋าก็ตาม

หลังจากตัดคำอันตรายออกไปแล้ว ต่อไป คุณพ่อคุณแม่ต้องวางแผนให้ดี สร้างบทเรียนเรื่อง “เวลา” ให้เป็นระบบ และตรงต่อเวลาในทุกวัน การสอนเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก

การบ้านลูก
เปลี่ยนคำว่า “การบ้าน” เปลี่ยนเป็นคำอื่นเช่น ‘ช่วงเวลาเรียนรู้’ หรืออื่นๆ ที่ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย

การบ้านคือการเรียนรู้

ลูกจะทำการบ้านมากมายได้อย่างไรอยู่ที่การรู้จักบริหารเวลา เช่น เมื่อถึงช่วงเวลาเรียนรู้ คุณคุยกับลูกได้ วันนี้มีงานที่ครูให้มาเรียนรู้กี่งาน แต่ละงานมากน้อยแค่ไหน ยากง่ายเพียงใด “เรามาดูกันสิเราจะเรียนรู้วิชาไหนก่อนดี ลูกว่างานนี้เราใช้เวลาเท่าไหร่ดีนะ” วิธีนี้นอกจากการทำ ‘การบ้าน’ แล้ว ลูกยังได้เรียนรู้เรื่องของการจัดการเวลา การแบ่งเวลาให้เหมาะสม ตลอดจนการเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง

ต่อไปเมื่อลูกจัดการงานที่ต้องเรียนรู้เสร็จแล้ว ยังเรียนรู้ต่อได้ เช่น ลูกทำงานที่ครูให้มาเรียนรู้เสร็จก่อนกำหนด เวลาที่เหลือลูกจะไปทำอะไรก็ได้ ให้ผ่อนคลาย สบายใจ  ถ้าหากคุณทำให้ลูกรับมือกับเวลาได้ การบ้านจะเยอะเท่าไหร่ คราวนี้เขาก็จัดการได้หมดค่ะ

เรามีวิธีเด็ดที่จะช่วยให้คุณแม่รับมือกับโครงงานหรือการบ้านอันน่าปวดหัวของลูกที่ต‰องมาเร่งทำกันตอนวินาทีสุดท้ายกันค่ะ

สอนการบ้านลูก
กำหนดเวลาของช่วงเวลาการเรียนรู้

 

การบ้านลูกไม่ใช่การบ้านแม่!

กฎข้อแรก ต้องจำไว้ว่า นี่ไม่ใช่การบ้านของคุณแม่นะคะ หน้าที่ของเรามีเพียงแค่ช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ถึงวิธีการแก้ปัญหาและคิดรูปแบบของโครงงานด้วยตัวเอง อย่างเช่นถ้าลูกต้องทำเรื่องอวกาศ คุณสามารถช่วยด้วยการจัดหาวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ที่ต้องการ และถ้าอุปกรณ์ที่ลูกเลือกดูแล้วไม่ค่อยปลอดภัยนักคุณก็สามารถเสนอแนะทางเลือกอื่นๆ ที่เหมาะสม

แต่ถ้างานยังเหลืออีกบานเบอะ ดูยังไงก็เสร็จไม่ทันกำหนดแน่ ถ้าเป็นแบบนี้คุณคิดว่าสมควรที่คุณจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยหรือไม่คำตอบก็คือ ถ้านี่เป็นเพียงงานชิ้นแรกหรือชิ้นสองที่ลูกต้องนั่งหน้าดำคร่ำเครียดกับโครงงานมาเป็นเวลากว่า 10 ชั่วโมงแล้ว (แต่คุณต้องแน่ใจนะว่าเห็นเธอนั่งทำนานขนาดนี้จริงๆ) ก็น่าจะเข้าไปช่วยได้ สิ่งสำคัญที่ลูกจะได้เรียนรู้ก็คือ เป็นการฝึกทำงานภายใต้ภาวะกดดัน ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเติบโตมากขึ้น

ช่วยลูกจัดสรรเวลาทำการบ้าน

พอเข้าวัยประถม ลูกๆ ก็มีการบ้านที่ต้องทำมากขึ้น จนแม้แต่พ่อแม่ยังต้องปวดหัวไปด้วย ลองมาหาวิธีช่วยลูกจัดตารางทำการบ้าน บริหารเวลาให้เป็นกันดีกว่า

ช่วยลูกทำการบ้าน
ตารางบริหารเวลาทำการบ้าน
  1. จัดชั่วโมงเรียนรู้

แทนที่จะปล่อยให้เขาคิดเอาเองว่าจะการบ้านตอนไหน (ซึ่งบางทีเจ้าตัวแสบก็แอบเกเรไม่ยอมทำ หรือลืมเสียสนิท) มาช่วยกันจัดตาราง ‘ชั่วโมงเรียนรู้’ ซึ่งควรเป็นช่วงเวลาที่คุณกับลูกคิดว่าเหมาะสม เช่น หลังกลับจากโรงเรียน เมื่อกินของว่างแล้ว หรือหลังอาหารเย็น และทำตามตารางนั้นทุกวัน อย่างตรงต่อเวลา

ทำการบ้าน
จัดชั่วโมงทำการบ้าน
  1. จัดสรรเวลา

เมื่อถึงชั่วโมงเรียนรู้ประจำวัน เริ่มวางแผนกับลูกว่า วิชาไหนยากง่ายกว่ากัน จะทำการบ้านวิชาไหนก่อน-หลัง

วิธีสอนการบ้านลูก
วางแผนทำการบ้านวิชาไหนก่อน-หลัง
  1. ถ้าวันไหนลูกทำการบ้านเสร็จเร็ว…

ก็ให้เขาใช้เวลาที่เหลือทำกิจกรรมที่ชอบจนกว่าจะหมดชั่วโมงเรียนรู้ ถ้านึกไม่ออก ก็ชวนลูกอ่านหนังสือหรือเล่นเกมต่างๆ ด้วยกันก็ได้

หากยอมปล่อยให้ลูกติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง พวกเขาอาจคิดว่าคุณจะต้องยื่นมือเข้าช่วยทุกครั้งที่มีปัญหา คราวต่อไปถ้าลูกทำงานไม่เสร็จ ลองปล่อยให้ไปเผชิญปัญหาที่จะเกิดขึ้นที่โรงเรียนในวันรุ่งขึ้นด้วยตัวเองดูบ้าง วิธีนี้น่าจะช่วยให้ลูกจัดการกับโครงงานชิ้นต่อไปได้อย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้นอีกด้วยค่ะ


บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร  AMARIN Baby & Kids

ภาพ : womensenews.org, www.bebelu.ro, www.multiplemayhemmamma.com, www.news.com.au, www.sparefoot.com

 

เบื้องหลังความเละ คือการเรียนรู้

พอเดินได้ปุ๊บ เจ้าหนูก็ตั้งหน้าตั้งตารื้อ ค้น ดึง แกะ เปิด เท จนข้าวของในบ้านรก เลอะเทอะ แถมหล่นเกลื่อนพื้นเป็นทาง ยังไม่พอ ขอสาวกระดาษทิชชูออกจากม้วนมากองเต็มพื้นด้วยอีกแน่ะ ฯลฯ

 
คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ ขณะที่คุณกำลังเรียกให้เจ้าหนูหยุดมือ หรือกำลังควันออกหูกับผลงานของเจ้าแสบน้อย เด็กวัยนี้กำลังเรียนรู้บางอย่าง มาดูซิว่าลูกน้อยกำลังได้บทเรียนอะไร (บนความปวดหัวของคุณ) “โอ๊ยลูก เอาผ้าอ้อมไปละเลงเล่นเลอะเทอะไปหมดแล้ววว”บทเรียนของลูก : ของแข็งๆ ทำไมจู่ๆ นิ่มลงได้อะ แปลกจัง”

 
ดร.คาร์ล่า ฮอร์วิซ ผู้อำนวยการศูนย์เดย์แคร์คาลวิน ฮิลล์ ของมหาวิทยาลัยเยลสหรัฐฯ อธิบายเรื่องการเล่นของสกปรกของเด็กวัยนี้ว่า เด็กๆ เรียนรู้สิ่งรอบตัวด้วยการสัมผัสและสำรวจ “การได้ใช้มือบีบ ขยำ ดึง ทึ้งสิ่งของต่างๆ จึงเป็นวิธีทำความเข้าใจสิ่งรอบตัวของเด็กๆ เขาละ”

 
เด็กๆ จะได้รู้ว่า ของสกปรกนั้นเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปได้อย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะของที่ละเลงเล่นได้ ละลายได้ ขยายตัว แผ่กว้างได้ จะดึงดูดใจเด็กวัยเตาะแตะมากและแน่นอนว่าการทดลองของเด็กๆ ต้องการการทำซ้ำจึงจะเรียนรู้และเข้าใจ “ลูกจะโยน จะขว้างของทำไมเนี่ย ! ”บทเรียนของลูก : “โอ…เราทำของตกลงพื้นได้ด้วยแฮะ!”

 
ดร.คาร์ล่า ฮอร์วิซ อธิบายเรื่องการเขวี้ยง ขว้างปา หรือโยนข้าวของที่เด็กวัยเตาะแตะชอบนักว่า แม้เด็กจะรู้จักเรื่องของแรงโน้มถ่วงตั้งแต่อายุ 5 เดือน แต่ต้องอาศัยเวลาประมาณ 1 ปี เด็กๆ จึงจะสามารถนำความรู้ความเข้าใจนั้นมาปฏิบัติได้จริง “นั่นแน่ะ…ลูกองุ่นเด้งดึ๋งได้ด้วย ขนมพุดดิ้งกระเด็นออกจากจานได้ แถมตกไปแล้วแม่ยังเก็บคืนมาให้อีก!”

 
เด็กๆ ก็แค่อยากจะบริหารความสามารถในการควบคุมสิ่งรอบตัวได้…ก็เท่านั้น “แม่ปรี๊ดแล้วนะ!” บทเรียนของลูก : “นี่เราเป็นคนสำคัญขนาดนี้เลยเหรอนี่”

 
ดร.ฮอร์วิซบอกว่า อาการดื้อตาใสของลูกวัยเตาะแตะน่ะ เป็นเพราะหนูน้อยกำลังเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์เขาทำอย่างนี้แล้วคนรอบข้างจะเป็นอย่างไร และถ้าปรากฏว่าทำอะไรแล้วแม่เกิดเต้นแร้งเต้นกาได้ เขาจะยิ่งชอบใจใหญ่

 
ดังนั้นจงนิ่งและสงบเข้าไว้ นี่เป็นเคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยคุณได้ ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะยุ่งเหยิงแค่ไหนก็ตาม “คิดซะว่าลูกเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยๆ ที่อยากเล่นกับทุกสิ่ง และคุณพ่อคุณแม่เองก็เป็นหนึ่งในของเล่นเหล่านั้นด้วย”

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

วิธีดูแลผมลูกอย่างอ่อนโยน

เด็กบางคนอาจโมโหหงุดหงิดมากเวลาหวีผมหรือมัดผมนานเกินไปเพราะรู้สึกเจ็บ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งตัดใจกับปัญหาเหล่านี้ ลองมาดูเทคนิคของเรากันก่อน

 
• พยายามหวีผมก่อนสระลงแชมพูกันไม่ให้ผมยุ่ง อาจลองใช้แชมพูที่ผสมครีมนวดผมในขวดเดียวหรือสเปรย์นวดผมแบบไม่ต้องล้างน้ำออก ก็ช่วยให้หวีผมได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

 
• หากใช้หวีซี่ถี่กับเด็กผมหนาก็จะยิ่งกินผมลูก เวลาหวีลูกจะเจ็บได้ง่าย ควรเลือกหวีซี่ห่างหรือหวีแปรงซี่แข็งที่มีพลาสติกหุ้มปลายซี่หวี (เหมือนหัวไม้ขีด) และหวีตอนผมยังเปียกอยู่

 
• ถ้าหวีตอนผมแห้ง ควรใช้มือจับบริเวณรากผมลูกไว้เพื่อลดแรงดึงที่หนังศีรษะ ลูกก็จะเจ็บน้อยลง

 
• ไม่ใช้ที่เป่าผมกับเด็ก (แค่คิดก็ร้อนแทน)

 
• ถ้าจะถักเปียหรือมัดผมลูก ก็อย่าให้ตึงเกินไป ไม่ควรเลือกยางรัดผมหรือกิ๊บติดผมที่เล็กเกินไป เพื่อป้องกันลูกเล็กอาจหยิบไปอมเล่นและที่ลืมไม่ได้คือ ก่อนเข้านอนทุกวันต้องแกะเครื่องประดับผมเหล่านี้ออกด้วย (ผมของลูกจะได้หายใจด้วย)

 
• ช่วยเล็มผมให้ลูกสม่ำเสมอ สัก 2เดือนต่อครั้ง เพื่อให้ผมที่ยาวใหม่มีสุขภาพดีขึ้น รวมไปถึงผมหน้าม้าที่ควรเล็มเมื่อยาวถึงคิ้ว หากคุณเล็มเองก็ต้องระวังหน่อย หรือถ้าไม่มั่นใจ จะพาลูกน้อยไปร้านตัดผมเด็กโดยเฉพาะก็ได้

 
• เลือกเวลาทำผมให้ลูกตอนที่เขาไม่ง่วง ไม่หิว ไม่เหนื่อย เติมความเพลิดเพลินสบายใจให้ลูกอีกนิดด้วยของเล่นโปรดก่อนทำผมให้ลูกน้อย เพื่อให้ลูกมือไม่ว่างมาปัดมือคุณตอนทำผมให้เขา เช่น ตุ๊กตาแสนสวยผมยาวกับหวีอันจิ๋ว “ช่วยหวีผมให้พี่ตุ๊กตาทีนะจ๊ะลูกจ๋า…”

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

น้องติดพี่ (มากเกินไป)

เป็นเรื่องธรรมดาของความสัมพันธ์แบบพี่น้อง ไม่แปลกอะไรที่ลูกชายของคุณจะรู้สึกแบบนั้น ส่วนใหญ่ในตอนแรกพี่รู้สึกดีที่น้องชอบทำตาม แต่ก็จะเป็นอยู่ไม่นาน และเริ่มเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดแทน พอน้องเลียนแบบหรือตามติดทุกฝีก้าว จนพี่รู้สึกว่าไม่มีเวลาเป็นของตัวเองหรือได้พักเลย

 
เอาเป็นว่าตอนนี้เรามาช่วยลูกคนโตให้รู้สึกดีขึ้นก่อน ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ของลูกคนเล็กดีขึ้นด้วย

 
• เป็นผู้ฟังที่ดี ทำให้ลูกรู้ว่าคุณพร้อมจะเป็นผู้รับฟังความรู้สึกของเขาเสมอ และการที่ลูกไม่พอใจน้องก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะเอามาดุว่า และเป็นความจริงที่ว่า แม้เราจะโกรธหรือไม่ชอบการกระทำของใคร แต่ก็เป็นไปได้ที่เราจะรู้สึกรักใครคนนั้นไปพร้อมๆ กันด้วย อย่างเช่น “ตอนลูกอายุเท่าน้อง ลูกก็รื้อค้นหนังสือตกมาจากชั้นหนังสือเกลื่อนห้อง ดึงกระดาษทิชชูในห้องน้ำทิ้งลงชักโครกจนหมดม้วน แถมทำวีรกรรมน่าปวดหัวอีกหลายเรื่อง แต่แม่ก็ยังรักลูก”

 
• ให้พี่ใหญ่ได้มีเวลาส่วนตัวจริงๆ เช่นคุณหรือพี่เลี้ยงพาน้องแยกออกมาเพื่อพาเขานอนพักระหว่างวัน หรือนัดหมายให้น้องมีวันเวลาเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันเพื่อให้พี่ได้มีเวลาส่วนตัวหรือได้อยู่กับพ่อแม่โดยไม่มีน้องอยู่ด้วย

 
• ปกป้องของรักของหวงให้พี่ใหญ่ด้วยอาจจะมีของเล่นบางชิ้นที่ลูกอยากเก็บไว้เป็นของตัวเอง ไม่ต้องแบ่งกับน้องไปเสียทุกชิ้นช่วยหาชั้นเก็บของเล่นหรือข้าวของเป็นส่วนตัวบ้าง แต่เมื่อใดก็ตามที่ลูกอารมณ์ดีพอและพร้อมจะชวนน้องเล่นด้วย คุณอาจให้รางวัลกับลูกด้วยการปรบมือหรือชมเชย

 
• หาเกมที่เล่นด้วยกันได้ เช่น เล่นเป็นคุณครูกับนักเรียน หมอกับคนไข้ แม่กับลูก ให้พี่สาวมีโอกาสเป็นผู้คุมเกม เป็นคนสร้างกฎ และน้องเป็นผู้ทำตาม จะทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่นขึ้น แต่แน่นอนว่าคุณต้องให้โอกาสเขาตกลงการเล่นกันเองตามประสาพี่น้อง

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ตัดปัญหาตัวป่วนกวนโทรศัพท์

เรื่องกวนแม่ตอนโทรศัพท์เป็นอาการที่ลูกแต่ละช่วงวัยตั้งแต่ลูกทารก วัยเตาะแตะจนถึงแม้วัยเรียน ต่างก็มีไม่น้อยหน้ากันวิธีการรับมือก็ขึ้นอยู่กับอายุและความสนใจของลูกที่แตกต่างกันตามวัย

 
• ควรขัดหรือไม่ขัดจังหวะโทรศัพท์ของแม่ตอนไหน เอลิซาเบท เพนท์เลย์ นักวิชาการด้านครอบครัวและนักเขียนหนังสือขายดีชื่อ “No-Cry Solution” อธิบายว่า “การที่ลูกเข้ามากวนแบบนั้น เขาไม่ได้ตั้งใจจะก่อกวนหรือแสดงกิริยาหยาบคาย เพียงแต่ลูกสนใจแต่ความต้องการของตัวเอง โดยไม่เข้าใจว่าพ่อแม่ก็มีความต้องการของพ่อแม่ด้วยเหมือนกัน” คุณสามารถพูดคุยให้ลูกเข้าใจได้ว่าเรื่องไหนสำคัญพอที่จะมาขัดจังหวะตอนแม่คุยโทรศัพท์ได้ เช่น “น้องหกล้ม”และเรื่องไหนยังไม่จำเป็นต้องบอกตอนแม่พูดโทรศัพท์ เช่น “ตอนนี้ลูกเบื่อ”

 
วิธีบอกลูกวัยนี้จะใช้การสมมุติสถานการณ์หรือเล่นเป็นเกมก็ได้ และคงต้องบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ลูกอาจจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ทันทีใน 1 – 2 ครั้งแรก ขอแค่อย่าเพิ่งหมดความอดทนที่จะบอกลูกซ้ำๆ เขาจะเข้าใจได้ในที่สุด

 
• ต้องขอโทษก่อน เมื่อจะขัดจังหวะการพูดคุยของใคร ถ้าหากลูกทำตามที่สอนได้ต้องชมเชยลูกกลับด้วย แต่ถ้าสิ่งที่ลูกต้องการยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เขาควรรอคุณแค่ส่งสายตาให้ลูกและบอกให้รู้ว่า“อีกเดี๋ยวแม่ไป ตอนนี้ขอแม่คุยทรศัพท์ก่อนจ้ะ” อย่าปล่อยให้การกระทำที่ไม่เหมาะสมของลูกผ่านไป จำไว้ว่าคุณต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกได้เสมอ

 
• ใช้สัญลักษณ์ บอกลูกว่าถ้าต้องการอะไรระหว่างที่แม่กำลังพูดโทรศัพท์ ให้เขาเข้ามาบีบแขนเบาๆ แม่จะบีบมือลูกกลับเพื่อตอบรับว่า แม่จะรีบไปทันทีที่คุยเสร็จข้อสังเกต : ครั้งแรกๆ ที่ใช้วิธีนี้ ควรตอบสนองให้เร็ว ลูกจะได้รู้สึกดีจากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการรอคอยให้มากขึ้น

 
• สอนให้ลูกรู้จักรอ ถ้าหากว่าบอกแล้วแต่ลูกก็ยังไม่ยอมจากไป ให้จ้องตาลูกและพูดด้วยน้ำเสียงปกติ “รอนะลูก อีกเดี๋ยวเดียวจ้ะ” จากนั้นหันกลับไปที่โทรศัพท์หรือคนที่คุณกำลังคุยด้วย ถ้าเป็นไปได้อาจจะเดินห่างออกมานิดหนึ่ง และเมื่อคุยเสร็จให้หันไปบอกกับลูกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “แม่คุยเสร็จแล้วจ้ะ ขอบคุณที่รอนะ” (แม้ว่าลูกจะทำหน้าบูดก็เถอะ) จากนั้นก็มาเข้าเรื่องที่ลูกต้องการให้แม่สนใจหรือช่วยเหลือได้เลย“ผมเห็นหลานๆ ร้องเพลงไทยที่ฮิตๆ ได้ทั้งที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลยด้วยซ้ำไป แสดงว่าสมองของเด็กมีวิธีการจำแบบที่เราคาดไม่ถึง ­ฉะนั้นผมเลยเลือกเพลงที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างแจ๊สหรือคลาสสิกให้ลูกฟังด้วย เพราะผมคิดว่าสมองเขาน่าจะได้คิดหรือได้ทำงานมากกว่าเพลงที่เมโลดี้ง่ายๆ ทั่วไปครับ”

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ก่อนพาลูกเล็กออกนอกบ้าน ท่อง 5 ข้อนี้ให้ขึ้นใจ

 
1. ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า

 
ถ้าคุณต้องพาลูกออกนอกบ้านตามลำพัง ไม่ว่าจะไปธุระหรือไปซื้อของ เมื่อมีคนมาทักคุณว่า “ลูกน้อยน่ารักจังเลย” “ขออุ้มได้ไหมคะ?” ฯลฯ ก็อย่าเพิ่งวางใจว่าเขาจะเป็นคนรักเด็ก หลายรายวางใจ ทิ้งลูกไว้ให้คนแปลกหน้าดูแลชั่วคราว แล้วไปช้อปปิ้งเลือกเสื้อผ้า หรือไปเข้าห้องน้ำ คนพวกนี้บางทีก็เป็นแก๊งค์ลักเด็ก

 
หากคุณมีความจำเป็นต้องฝากลูกไว้กับใครสักคน เพื่อไปทำธุระส่วนตัว (เช่น การเข้าห้องน้ำในห้าง) โดยไม่มีญาติพี่น้องอยู่ใกล้ๆ ให้เลือกฝากลูกไว้กับจุดรับฝากเด็ก หรือคนของบริษัทหรือองค์กรที่คุณไปติดต่อ ต้องเลือกคนที่ไว้ใจได้ และคุณต้องรีบกลับมารับเขา

 

 

 
2. ไม่ให้ลูกคลาดสายตา

 
ไม่ว่าเด็กที่อยู่กับคุณจะเป็นลูกของคุณ ลูกของญาติ หรือเด็กแถวบ้าน ผู้ใหญ่ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะว่าคุณกังวลไปกว่าเหตุ แต่ให้คิดถึงความปลอดภัยของลูกไว้ก่อน นอกจากเด็กอาจจะถูกคนใจร้ายล่อลวงแล้ว เด็กอาจจะเผลอวิ่งออกถนนได้

 

 

 
3. บอกจุดหมายปลายทางกับลูกทุกครั้งที่เดินทาง

 
การบอกจุดหมายปลายทางให้กับลูก นอกจากจะฝึกการจดจำและสร้างพัฒนาการให้กับเขา เช่น “วันนี้เราจะไปหาคุณตาคุณยายกันนะ” เด็กก็จะจำได้ว่าวันนี้เขาต้องเจอกับใครบ้าง ต้องเดินทางผ่านเส้นทางไหน เมื่อเจอสิ่งที่ผิดไปจากที่เคยเจอ ลูกจะได้ทราบว่ามันผิดปกติแล้วนะ

 

 

 
4. ฝึกให้เด็กจำชื่อเบอร์โทรศัพท์คนที่บ้าน

 
เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ หากวันหนึ่ง คุณกับลูกเล็กพลัดหลงกันระหว่างเดินทางหรือเดินเที่ยว ข้อมูลสำคัญที่ควรฝึกให้ลูกจำให้ได้คือ ชื่อของคุณพ่อคุณแม่ หรือเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ติดต่อได้ ซึ่งหากลูกยังเล็กเกินไป ควรพกป้าย taq เขียนชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของคุณใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงของลูก

 

 

 
5. สอนให้ลูกรู้จักเล่ห์เหลี่ยมคนร้าย

 
อย่าเพิ่งคิดว่าลูกของคุณนั้นยังเด็กเกินไปที่จะสอน เมื่อเด็กเริ่มหัดพูดและเดินได้ แสดงว่าพัฒนาการของเขาเดินหน้าพอที่จะรับรู้สิ่งที่คุณสอน คุณต้องรู้จักบอกเขาว่าสิ่งไหนอันตราย สิ่งไหนปลอดภัย แต่ถ้าลูกวัย 2 ขวบขึ้นไป วิธีง่ายๆ คือ สอนให้เขาเดินหนีและปฏิเสธคนที่ไม่น่าไว้ใจ

 
แต่ถ้าเด็กวัยอนุบาล สอนเขาว่าเมื่อเจอคนแปลกหน้า ก็ต้องบอกเขาว่าลักษณะแบบนี้อันตรายอย่างไร เช่น ไม่ควรรับขนม ไม่ควรพูดคุยด้วย และไม่ปล่อยให้ลูกไปกับคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติ

 
เตือนลูกว่าในสังคมมีพวกแก๊งค์ลักเด็ก หลอกเด็กไปใช้แรงงาน เป็นขอทาน เราไม่ได้ปลูกฝังให้ลูกกลัว ไม่ได้ขู่เขา แต่สอนเขาด้วยเหตุผลว่า ถ้าไม่อยากถูกหลอกต้องอย่าไปไกลจากคุณพ่อคุณแม่นะ!

 

 

 
นี่เป็นเพียง 5 ข้อ ที่เรียลพาเรนติ้งคัดเลือกมาให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ แต่เรื่องความปลอดภัยสำหรับเด็กแล้ว มีหลายเรื่องให้ต้องระวัง อย่างไรก็ดี 5 ข้อนี้ เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่ข้อเดียว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-30] Like Father Like Son :)

          พอเจ้าปูนปั้นอายุสักขวบครึ่ง ก็ได้สร้างความกดดันในการใช้ชีวิตให้กับปะป๊า หม่าม๊า อีกครั้ง จากที่เคยพูดอะไร เล่นอะไรทำอะไรสบายใจ ต้องระวังซะแล้วว่าเจ้าปูนปั้นอยู่ใกล้ๆ เราหรือป่าว เพราะใครจะเชื่อว่าเจ้าตัวป่วนได้แปลงกายเป็นเครื่องอัดเสียงชั้นยอด และ จอมเลียนแบบชั้นเยี่ยมซะแล้ว

          ผมจำไม่ได้ว่าคุณหมอและนักวิจัย ท่านได้ให้ความรู้ตามหลักวิชาการว่า เด็กจะเริ่มเลียนแบบตอนอายุกี่ขวบ แต่เจ้าปูนปั้น เองเริ่มประมาณขวบกว่าๆ แก่แดดแก่ลมซะจนปะป๊าหม่าม๊าเพลียใจกันไปหลายหนแล้ว ขอเอาเรื่องการเลียนแบบของเจ้าปูนปั้นมาเล่าให้อ่านกันเพลินๆ และหวังว่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ยิ้มกันได้นะฮะ

 

เลียนแบบคำพูด

          วันก่อนเราสามคนไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า  ผมหยิบสินค้าชิ้นหนึ่งขึ้นมาดู ขณะนั้นพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็เดินเข้ามาบริการและแจ้งราคาว่า “พันสองคะ” … ไวดั่งกามนิตหนุ่ม มีเสียงเอ็คโค่ตามมาว่า “ปังจ๋อง” ทำเอาปะป๊าหวันขวับไปมองหน้าหม่าม๊าพร้อมกับเสียง “เฮ้ย” (แล้วเราก็ขำกับ ซึ่ง แน่นอนเจ้าตัวป่วนก็หัวเราะสนุกตามเรา)

          เรื่องต่อมาครับ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน ปะป๊าขับรถอยู่แล้วก็บ่นรถคันหนึ่งที่ขับปาดเข้ามาด้วยคำสบถติดปาก (ไม่ใช่คำด่า แต่ก็ไม่สุภาพ – อันนี้ตัวอย่างที่ไม่ดีนะครับ) ผลก็คือเจ้าปูนปั้นก็ออกเสียงคำนั้นตาม คราวนี้ทำให้ปะป๊าขำไม่ออกหันหน้าไปขอโทษหม่าม๊าว่าจะระวังคำพูดกว่านี้

 

เลียนแบบท่าทาง

          ห้องนั่งเล่นนั่งดูทีวีในบ้านเราจะมีพัดลมตั้งพื้นตัวสูง ซึ่งสวิทช์เปิดปิดจะอยู่ที่ฐานของพัดลม ดังนั้นตั้งแต่ก่อนมีเจ้าปูนปั้น ปะป๊าก็ติดนิสัยเวลาจะกดสวิทช์เปิดปิดพัดลม ปะป๊าก็ใช้เท้ากด (เพราะลักษณะมันเหมือนกับที่ไฟตั้งพื้นตามโรงแรม แบบที่สวิทช์เปิดปิดจะอยู่ที่พื้น ให้เราใช้เท้ากด) ตอนที่เจ้าปูนปั้นยังตัวเล็กกว่านี้ หรือเพิ่งหัดเดินใหม่ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มาวันหนึ่ง ปะป๊า หม่าม๊าก็ต้องตกใจครับ เพราะตอนที่ปะป๊าหม่าม๊านั่งพักผ่อนกันอยู่นั้น เจ้าปูนปั้นก็เดินไปใช้เท้าเหยียบปุ่มปิดพัดลมเล่น ซะอย่างนั้น

          อีกเรื่องที่จะเล่าให้ฟังนะครับ ตอนเย็นคุณยายจะรับหน้าที่ขับรถไปรับเจ้าปูนปั้นกลับบ้านจากที่เนอร์สเซอรี่ พอเจ้าปูนปั้นเห็นคุณยายก็วิ่งปรู๊ดออกมาหาด้วยความดีใจตามปกติ แต่วันนั้นพอเจอคุณยายปุ้บ เจ้าปูนปั้นก็ทำท่าตบมือแปะๆ ตอนแรกคุณยายก็ไม่รู้ว่าเจ้าปูนปั้นทำอะไร นึกว่าวันนี้มีสอนร้องเพลง แต่พี่ที่เนอร์สเซอรี่ซึ่งเห็นท่าทางเจ้าปูนปั้นตบแปะๆ ก็ขำ แล้วเดินมาเล่าให้คุณยายฟังว่า วันนี้เจ้าปูนปั้นเห็นพี่เลี้ยงเอามือตบยุง ก็เลยมาทำอวดคุณยายบ้าง

 

เลียนแบบทั้งคำพูดและท่าทาง

          เรื่องนี้ทำเอา เรายิ้มกันทั้งบ้านตอนที่เจ้าตัวป่วนเลียนแบบนะฮะ คือ วันหยุดขณะที่เจ้าตัวป่วนนั่งหม่ำมื้อเช้า จู่ๆ ก็เกิดซนขึ้นมา จะปีนเก้าอี้นั่งทานข้าวออกมา ปะป๊าก็เลยยกนิ้วชี้ส่ายไปมาพร้อมกับพูดว่า “No NoNo” (ปกติเราจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำที่เป็น negative แบบ No แต่จะใช้การอธิบายว่าทำไม แต่บางครั้งก็หลุดบ้างเป็นธรรมดาครับ) ปรากฏว่า เมื่อวันก่อนเจ้าตัวแสบนั่งอยู่ใน car seat ตอนกลับบ้าน อยู่ๆ ก็หันมาทำท่ายกนิ้วชี้ส่ายไปมาแล้วก็พูด “No No” เรียกเสียงกร้ากได้ทีเดียวครับ (ผมขออนุญาตเอา clip มาแปะให้ดูนะครับ อันนี้เป็นตอนหลังที่หม่าม๊าบอกให้เจ้าปูนปั้นทำท่า ‘No No’ ครับ 

 

          ด้วยเหตุนี้ หม่าม๊ากับผมจึงไม่ดูทีวี ในเวลาที่เจ้าตัวป่วนยังไม่หลับ เพราะเกรงจะเรียนรู้อะไรที่ไม่ดี แต่ก็ยอมรับว่ามีบางรายการที่เราดูพร้อมเจ้าปูนปั้นอยู่บ้าง ซึ่งไม่ใช่ละครและเกมส์โชว์ทั้งหลายแน่นอน ฤทธิ์การเลียนแบบจากทีวีก็เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายนฟุตบอลโลกมีนัดที่ทีมญี่ปุ่นแข่งตอนเช้า พอบอลเริ่มแข่ง เจ้าปูนปั้นที่นั่งตักผมก็ส่งเสียงพร้อมท่าทางว่า “เตะเลย” จริงๆ อันนี้อาจจะไม่ใช่ผลจากการเลียนแบบ เพราะผมสอนเจ้าปูนปั้นเตะบอลลูกเล็กๆกับผมในบ้าน เวลาจะเตะบอลเจ้าปูนปั้นก็จะพูดว่า “เตะเลย” แต่ก็อยากให้ระวังว่าทีวีมันมีอิทธิพลต่อเด็กตัวเล็กๆ  จริงๆ นะฮะ หม่าม๊ากับผมตกลงกันว่าเราจะไม่ให้เขาดูทีวีจนกว่าจะอายุ 2 ขวบเต็ม (ซึ่งตอน 2 ขวบเต็มก็ไม่ได้แปลว่าจะปล่อยให้ดูเยอะๆนะครับ) ซึ่งผลดีคือเมื่อไม่มีทีวี เจ้าปูนปั้นก็ไม่ถูกอะไรดึงดูดความสนใจ ของเล่นที่ดีที่สุดของเขาก็เลยเป็นพ่อกับแม่ เหมือนที่ผมเล่าไปในตอนที่แล้ว

          เรื่องราวการเลียนแบบข้างบน คงทำให้เกิดรอยยิ้มได้นะฮะ … เพราะเขาคือหนึ่งในความมหัศจรรย์ของชีวิตเราเลยครับ 

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

สัปดาห์ที่ 20 : ครึ่งทางแล้วจ้า

มาถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่ท้องเป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย เชื่อว่าทุกคนคงเหนื่อย แต่ก็อดมีความสุขไม่ได้แน่ๆ มาในสัปดาห์ที่ 20 นี้คุณแม่จะได้พบหน้าลูกครั้งแรกโดยผ่านการอัลตร้าซาวด์ค่ะ และอาจจะรู้ด้วยว่าลูกของเราเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง ถ้าลูกไม่ขี้อายเอามือมาปิดเสียก่อน

ตรวจอะไรได้บ้าง

1. วัดขนาดของลูกน้อย

เพื่อดูว่าลูกของเรามีการเจริญเติบโตเหมาะสมกับอายุครรภ์หรือไม่ โดยคุณหมอจะวัดขนาดศีรษะ เส้นรอบท้อง และความยาวของกระดูกต้นขา หากลูกมีการเติบโตน้อยกว่าอายุครรภ์ คุณหมออาจนัดตรวจซ้ำอีกหลายครั้งเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด เนื่องจากทารกที่มีภาวะเจริญเติบโตช้าเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของยีน ความพิการ ทุพโภชนาการ มารดาเจ็บป่วย รกผิดปกติ ตั้งครรภ์แฝด หรือตัวเล็กโดยธรรมชาติ เป็นต้น

2. ดูตำแหน่งของรก

โดยปกติรกมักอยู่ด้านบนของมดลูก หากพบว่ารกเกาะต่ำ อาจมีแนวโน้มว่ามีเลือดออกทางช่องคลอดได้ในไตรมาสที่ 3 และมักต้องผ่าคลอด ซึ่งคุณหมอจะคอยติดตามผลอย่างใกล้ชิด

3. ตรวจปริมาณของน้ำคร่ำ

เพื่อดูว่าคุณแม่มีมากหรือน้อยเกินไป หากมีน้ำคร่ำน้อยกว่า 400 ซีซี เรียกว่าน้ำคร่ำน้อย ส่วนมากมักเกิดจากทารกมีความพิการมาแต่กำเนิด น้ำคร่ำรั่ว รกลอกตัวก่อนกำหนด ฯลฯ หากมีมากกว่า 2,000 ซีซี เรียกว่าน้ำคร่ำมาก เกิดจากความพิการของทารกเช่นเดียวกัน รวมไปถึงคุณแม่ที่เป็นเบาหวานแบบควบคุมไม่ได้ การตั้งครรภ์แฝด ฯลฯ

4. ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

ตรวจว่าหัวใจทำงานปกติหรือไม่ ปกติแล้วลูกน้อยจะมีอัตราการเต้นของหัวใจ 120-180 ครั้งต่อนาที

5. ตรวจดูโครงสร้างและอวัยวะ

ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ได้แก่ ศีรษะ คอ หน้าอก หัวใจ กระดูกสันหลัง กระเพาะอาหาร ไต กระเพาะปัสสาวะ ขา แขน และสายสะดือ

6. ตรวจดูภาวะดาวน์ซินโดรม

ซึ่งสามารถตรวจได้เมื่ออายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์เท่านั้น โดยสังเกตความผิดปกติดังนี้

  1. ถุงน้ำในเนื้อเยื่อสร้างน้ำไขสันหลัง
  2. ความหนาของเนื้อต้นคอ
  3. จุดสีขาวเข้มในหัวใจ
  4. ข้อกลางของนิ้วก้อยสั้นหรือไม่มี
  5. กรวยไตกว้าง
  6. ความเข้มของลำไส้
  7. นิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี้ห่างกัน ฯลฯ

หากพบความผิดปกติ คุณหมอมักแนะนำให้ตรวจเจาะน้ำคร่ำต่อไป

7. ตรวจดูเพศของลูก

ในสัปดาห์ที่ 20 นี้ อวัยวะเพศของลูกพัฒนาสมบูรณ์แล้ว จึงสามารถรู้ได้ว่าลูกน้อยในครรภ์เป็นเพศใด หากคุณแม่ยังไม่อยากทราบเพศของลูก ควรแจ้งคุณหมอล่วงหน้าค่ะ

 

เลือกอัลตราซาวด์กี่มิติดี?

ปัจจุบันนี้เราสามารถอัลตราซาวด์ได้ 4 มิติแล้ว คือ สามารถเห็นลูกเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ เช่น เห็นลูกกำลังหาว ดูดนิ้ว ยิ้ม กะพริบตา เป็นต้น ทำให้คุณแม่มองเห็นลูกได้ชัดเจนขึ้นและรู้สึกผูกพันมากกว่าเดิม ในขณะที่ 2 และ 3 มิติ จะเห็นเป็นภาพนิ่งเท่านั้น สำหรับการเลือกว่าจะใช้การตรวจกี่มิตินั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านกำลังทรัพย์ของคุณแม่ เพราะยิ่งชัดมากเท่าไร ราคาก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณหมอมักจะเลือกใช้การอัลตราซาวด์แบบ 2 มิติ สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะบางกรณีอัลตราซาวด์แบบ 3 และ 4 มิติ ไม่สามารถทำได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

รู้ได้อย่างไร ลูกพร้อมไปโรงเรียน

ไม่ได้จองโรงเรียนหรืออะไรให้ลูกทั้งนั้น ลูกจำเป็นต้องไปอะไรแบบนี้มั๊ย และคุณแม่ควรรีบไปจองโรงเรียนอนุบาลหรือยังคะ ฝ่ายคุณสามีก็ท้วงว่าไม่ต้องรีบร้อน เพราะหลายประเทศเขาให้เด็กไปโรงเรียนตอนอายุ 5 ขวบด้วยซ้ำไป คุณหมอมีคำแนะนำหรือความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรคะ

 
เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับเรื่องเกี่ยวกับการส่งลูกเข้าศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลว่าควรไปอนุบาลตั้งแต่อายุเท่าไหร่ แถมถ้าเป็นคุณแม่ในเขตเมือง ก็ยังมี Play group ที่ผุดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพ เหตุผลที่ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะต้องให้พิจารณาโดยอาศัยเงื่อนไขของเด็กและครอบครัว ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว ดังต่อไปนี้ค่ะ

· รูปแบบของครอบครัว เป็นครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวขยาย ใครเป็นคนหลักในการเลี้ยงดูเด็ก เช่น คุณแม่ คุณพ่อ ญาติผู้ใหญ่ หรือพี่เลี้ยงเด็ก หากเป็นช่วงที่พ่อแม่ไปทำงาน ใครเป็นคนช่วยเลี้ยง เพราะบางครอบครัวไม่สามารถหาผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้มาช่วยเลี้ยงลูกเล็ก จึงอาจต้องพาไปศูนย์เด็กเล็กเร็วกว่าครอบครัวอื่น

· ทักษะในการเลี้ยงดูเด็ก หมอพบว่ามีหลายครอบครัวมีทักษะในการดูแลเด็ก ทั้งเรื่องพื้นฐานทั่วไป เช่น การกิน การนอน เป็นต้น หรือเรื่องที่จำเป็นต่อพัฒนาการของเด็ก คือ ทักษะในการเล่น และส่งเสริมพัฒนาการให้เด็ก ในขณะที่มีคุณแม่คุณพ่อหลายคนมาสารภาพว่าเล่นกับเด็ก หรืออยู่ร่วมกับเด็กไม่เป็น ทำให้หลายครอบครัวหันไปฝากเด็กไว้กับแท็บเล็ต สมาร์ตโฟนเลี้ยงเด็ก โทรทัศน์ ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็กอย่างมาก การไปศูนย์เด็กเล็ก หรือ Play group ที่มีคุณภาพก็อาจเป็นทางออกหนึ่งที่นอกจากจะดึงเด็กให้ห่างจากหน้าจอแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน

· สิ่งแวดล้อม ที่เด็กอาศัยอยู่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (พื้นที่สำหรับให้เด็กได้เล่น) และสิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่น กลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน กลุ่มผู้ใหญ่ที่ช่วยสนับสนุน เป็นต้น หมอเคยเห็นจากคุณแม่ที่อยู่ในคอนโดที่มีการรวมกลุ่มแม่และลูกเล็กกัน ทำให้เด็กมีสังคม ได้เล่นหรือแค่ได้อยู่ใกล้ๆ กันก็เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมให้เด็กได้ดี

อย่างไรก็ตาม หากลูกจำเป็นต้องไปศูนย์เด็กเล็ก หรือคุณแม่วางแผนจะพาไปโรงเรียนอนุบาลในอนาคต ควรคำนึงถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้ค่ะ

· โรงเรียนใกล้บ้าน เป็นปัจจัยแรกๆ ที่ต้องคำนึงถึง เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางค่ะ

· รูปแบบการดูแลเด็ก และรูปแบบการพัฒนาเด็ก (ในกรณีโรงเรียนอนุบาล) คุณแม่ควรหาโอกาส ไปสำรวจว่าศูนย์ฯ หรือโรงเรียนนั้นมีรูปแบบการพัฒนาเด็กอย่างไร (เร่งเนื้อหาวิชาการ หรือเตรียมความพร้อม) หากโรงเรียนอนุญาต อาจขอเข้าสังเกตช่วงที่มีเด็กมาเรียน

· บุคลากรในโรงเรียน คนสำคัญที่สุด คือ คุณครู และครูพี่เลี้ยงว่ามีบุคลิกลักษณะอย่างไร เข้าใจเด็ก และพูดกับเด็กอย่างไร รวมถึงเทคนิคในการจูงใจและกระตุ้นพัฒนาการเด็ก

· การสื่อสารระหว่างบ้านกับโรงเรียน เพราะเด็กเล็กยังต้องการการดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ดังนั้น จึงควรมีการสื่อสารระหว่างกัน เช่น บันทึกประจำวัน การประชุมผู้ปกครอง นอกจากนี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน คุณพ่อคุณแม่ควรติดต่อใคร (อาจเป็นผู้จัดการโรงเรียนหรือครูใหญ่)

· นโยบายของโรงเรียน เช่น นโยบายในการดูแลความปลอดภัย นโยบายในการควบคุมความสะอาดนโยบายเกี่ยวกับจำนวนครูต่อนักเรียน การป้องกันการลักพาตัวเด็ก เป็นต้น

· สิ่งแวดล้อม อุปกรณ์เครื่องเล่นและของเล่นเด็ก ควรมีสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับเด็ก อุปกรณ์เครื่องเล่นได้รับการดูแลให้ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อเด็ก และของเล่นภายในศูนย์หรือโรงเรียนมีความหลากหลายและปริมาณเพียงพอ

ตอบคำถามคุณแม่โดยเฉพาะ

กรณีของคุณแม่ที่มีลูกอายุ 1 ขวบ 10 เดือน และลูกยังมีความสุขในการเล่นและเรียนรู้อยู่กับผู้ใหญ่ที่บ้านอาจยังไม่รีบไปโรงเรียน เพียงแต่คุณแม่ต้องคอยจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของลูก ทั้งนี้ กิจกรรมควรมีความหลากหลาย เช่น กิจกรรมนอกบ้าน กิจกรรมนั่งโต๊ะ กิจกรรมเคลื่อนไหว การเล่นกับของเล่น เป็นต้น รวมทั้งอาจต้องมีกิจกรรมแบบเดี่ยว กิจกรรมแบบกลุ่ม (โดยนัดรวมพล (คนมีเด็ก) พาเด็กๆ มารวมกลุ่มกัน หรือพาเขาไปเล่นร่วมกับเด็กหลากหลายวัย โดยเขาอาจแค่เล่นใกล้ๆ กันแต่ยังไม่ได้เล่นด้วยกัน)

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกเล่นบทไหน ในห้องเรียน ?!?

แล้วลูกของคุณล่ะเป็นแบบไหน และแสดงบทบาทนั้นไปเพื่ออะไร เรามีคำตอบค่ะ

 

 

 

ดร.วิลเลี่ยม เพอร์คีย์ นักจิตวิทยา และเจ้าของหนังสือ Teaching Class Clowns (and What They Can Teach Us) อธิบายว่า “การแสดงออกของเด็กๆ มาจากความต้องการเป็นคนพิเศษ และอยากจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และมีตัวตนในกลุ่มเพื่อน ในสายตาคุณครู ซึ่งเป็นเรื่องปกติเลยของคนเรา

 
“จิตใต้สำนึกของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จะรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนของตัวเองที่สามารถเรียกความสนใจได้ และจะนำพฤติกรรมนั้นมาสร้างบทบาทในชั้นเรียนของตน ซึ่งจะส่งผลทั้งต่อวิธีการเรียนรู้และการผูกมิตรของเด็กด้วย”  

 

 

 
มีประโยชน์กับการเรียนรู้ของเจ้าหนู

 
เจนนิเฟอร์ ฟอกซ์ เจ้าของหนังสือ Your Child’s Strengths: Discover Them, Develop Them, Use Them เสริมว่า แม้บางพฤติกรรมอาจจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ยังคงมีข้อดีเพื่อการเรียนรู้แฝงอยู่ เช่น ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้โดยไม่ต้องบังคับเคี่ยวเข็ญ หรือความต้องการเป็นที่รัก เป็นแรงจูงใจให้เด็กๆ พยายามเรียนรู้  

 

 

 
ว่าแล้วก็มาทำความเข้าใจ ข้อควรระวัง และเทคนิคดีๆ สนับสนุน บทบาทในห้องเรียนของลูกๆ กันดีกว่า

 1.     เจ้าหนู รู้….ไปหมด

 
มักเป็นแบบนี้ : มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบแสดงออกเพื่ออวดภูมิรู้ของตนเอง เช่น เหลือบตาเล็กน้อย ถอนใจ แล้วบอกว่า “หนูรู้อยู่แล้ว…” ตอบครูทุกคำถาม

 
ข้อดี : เด็กน้อยเหล่านี้เป็นผู้ชอบการเรียนรู้และการแสดงออก ความอยากตอบทุกคำถามของคุณครู แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจเรื่องการศึกษาของพ่อแม่ที่บ้าน วิกกี้ กิลล์ คุณครูและเจ้าของหนังสือ The Ten Students You’ll Meet in Your Classroom อธิบายเหตุที่เด็กน้อยเลือกบทบาทนี้ว่า “เพราะพวกเขาเป็นเด็กเติบโตมาในบ้านที่นิยมการแสดงออกความคิดเห็น”

 
ข้อควรระวัง : ความมั่นใจที่ล้นเหลือของเด็กเหล่านี้ อาจจะไปขโมยซีนและบดบังโอกาสแสดงออก หรือการทำคะแนนของเพื่อนร่วมชั้น การสอนลูกๆ ให้เปิดโอกาสกับเพื่อนๆ ด้วยก็เป็นสิ่งที่เขาทำได้

 
เทคนิคสนับสนุนลูก : อธิบายให้ลูกรู้ว่านอกจากการเรียนแล้ว การอยู่ร่วมกัน และเข้ากับกับเพื่อนๆ ได้ก็สำคัญ หรือลองคุยกับคุณครูให้ใช้จุดเด่นของเขาเพื่อทำประโยชน์ เช่น ให้คุณครูมอบหมายหน้าที่ให้เขาช่วยอธิบายให้เพื่อนที่ฟังครูไม่ทัน

 

 

 

2.  เด็กน้อยรักตลก เรียกเสียงฮา

 
มักเป็นแบบนี้ : ชอบพูดตลกให้คนอื่นขำ หรือทำท่าทางตลกเรียกเสียงเฮฮาจากเพื่อนๆ

 
ข้อดี : ด้วยความเป็นคนมีอารมณ์ขัน หัวไว ไม่เคร่งเครียด เด็กน้อยเหล่านี้จึงมักเป็นขวัญใจของเพื่อนๆ และครู แถมข้อเด่นนี้ยังอาจฉายแววความถนัดในตัวลูกได้ เช่น นักพูด นักแสดงตลก หัวไว เรียนรู้ได้เร็ว

 
ข้อควรระวัง : เด็กเหล่านี้อาจจะปล่อยมุกเพลินเกินขอบเขตจนกลายเป็นความไม่สุภาพกับเพื่อน หรือลามปามไปถึงคุณครูได้ นอกจากนี้ ด้วยความเป็นเด็กหัวไว เขาอาจเรียนรู้ได้เร็วในบางวิชา จนอาจเกิดความรู้สึกเบื่อขึ้นมาระหว่างเรียน แล้วไปทำตลกใส่เพื่อนเพื่อเรียกร้องความสนใจ

 
เทคนิคสนับสนุนลูก : ลองคุยกับคุณครูเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้อารมณ์ขันอย่างสร้างสรรค์ เช่น รับหน้าที่เป็นพิธีกร หรือทำหน้าที่นำเสนอรายงาน และหากพบว่าลูกตลกจนล้ำเส้นเกินไป ควรตักเตือนให้เขารู้ตัวว่า คำพูดหรือท่าทางของเขาไม่ขำแล้วนะ แต่ทำให้เพื่อนหรือคุณครูรู้สึกไม่ดี หรือไม่ชอบมากกว่า การมีอารมณ์ขันเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องคำนึงถึงมารยาทและกาละเทศะด้วย

 

 

 

3. ดาวเด่น คนดัง

 
มักเป็นแบบนี้ : มีเพื่อนรุมล้อม อยากเล่นด้วย เพื่อนๆ มักอยากใกล้ชิดด้วย มีความเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันก็มีความเป็นหัวโจกที่เพื่อนๆ มักจะยอมทำตาม

 
ข้อดี : เด็กๆ เหล่านี้จะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ มีบุคลิกท่าทีที่เพื่อนๆ นิยมชมชอบ มักจะพูดคุยกับคนหมู่มากได้อย่างสบายๆ ไม่ตื่นเต้น เช่น เด็กที่ได้รับเลือกจากเพื่อนๆ ให้เป็นหัวหน้าชั้น หัวหน้าทีม

 
ข้อควรระวัง : เด็กน้อยอาจเผลอใช้พลังในตัวเองไปข่มเพื่อนๆ หรือบงการเพื่อนให้ทำตามความต้องการของตน ตลอดจนอาจจะลองบริหารเสน่ห์ของตนแบบเล่นๆ ไม่คิดจริงจังอะไร

 
เทคนิคสนับสนุนลูก : เจนีน วอล์คเกอร์ แคฟฟรีย์ ผู้ช่วยผู้ตรวจการศึกษามหานครนิวยอร์ค และผู้เขียนหนังสือ Drive: Nine Ways to Motivate Your Child to Achieve แนะนำให้ปรามลูกแบบไม่ให้เสียความมั่นใจ เหมือนอย่างตอนที่คุณครูสอนการละคร ให้ลูกสาวของเธอ ซึ่งมักได้รับบทเด่นในการแสดงของโรงเรียนเสมอ ได้ลองทำงานหลังฉากดูบ้าง เพื่อเธอจะได้รู้ว่าไม่อาจเป็นศูนย์กลางของความสนใจได้ตลอดเวลา และรู้จักเห็นใจเด็กอื่นๆที่ไม่ได้เด่นดังอะไรบ้าง

 

 

 

4. ช่างจำนรรจา

 
มักเป็นแบบนี้ : จ้อได้ทุกเรื่อง ทุกหัวข้อ ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ มดตะนอยไปจนถึงยานอวกาศ

 
ข้อดี : มักจะเป็นคนโปรดของทุกคน สามารถผูกมิตรกับเพื่อนที่ขี้อายและเข้ากับคนอื่นยากได้

 
ข้อควรระวัง : คุยไปเรื่อย เพลิดเพลินจนอาจทำให้เพื่อนเสียสมาธิในชั้นเรียน จนคุณครูอาจรำคาญใจได้

 
เทคนิคสนับสนุนลูก : ตั้งกติกา ก่อนเด็กน้อยช่างเจรจาจะเครื่องติด เช่น ฟังสามประโยคก่อนนะค่อยพูด หรือให้ลองเขียนสิ่งที่อยากจะพูดดูบ้าง ตลอดจนให้ใช้เสียงและการพูดในเชิงสร้างสรรค์ เช่น สมัครเข้าชมรมละคร หรือโต้วาที

 

 

 

5. คนว่าง่ายของคุณครู

 
มักเป็นแบบนี้ : พยายามตั้งใจเรียน หรือบำเพ็ญประโยชน์ในชั้นเรียน จนเข้าตาและได้ใจคุณครู (แต่ไม่ค่อยจะทำแบบนี้ที่บ้านแฮะ)

 
ข้อดี : เป็นที่รักใคร่ชื่นชมของคุณครู จนอาจได้โอกาสงามๆ หรือความเอ็นดูอยู่เนืองๆ

 
ข้อควรระวัง : มักจะเป็นเด็กอ่อนไหว และต้องการการยอมรับ อาจจะติดความสมบูรณ์แบบจนเสียใจได้ง่าย ในยามที่พบกับความผิดหวัง

 
เทคนิคสนับสนุนลูก : ลูกน้อยอาจอ่อนไหวกับการไม่ตอบรับโดยไม่ตั้งใจของคุณครู เช่น ลูกระบายสีภาพใหญ่ทั้งภาพ ตามที่ครูบอก (ซึ่งคุณครูพร้อมเข้าใจทั้งภาพที่ระบายเต็มและไม่เต็ม) แบบหลากสีด้วย (อันนี้ครูไม่ได้บอก) คุณรู้ว่าลูกพยายามเพื่อให้คุณครูเห็น แต่คุณครูอาจเผลอไม่ได้ชม สิ่งที่คุณควรทำคือการให้กำลังใจ “แม่ก็เห็นคุณครูชมลูกเสมอ ครั้งนี้คุณครูอาจยุ่งกับอะไรบางอย่างอยู่ แต่แม่น่ะเห็นนะว่าลูกแม่อดทนมาก และลูกก็ระบายสีได้เรียบ ใช้ตั้งหลายสี รูปของลูกสดใสมากเลยนะ”

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

ระวังลูกเสพติดแบรนด์เนม & วัตถุนิยม

                  อาการของคนเป็นโรคนี้ก็คือเห็นอะไรเป็นเงินเป็นทองหมด เห็นหาดสวย  ภูเขาสวยก็นึกถึงการทำรีสอร์ททันที คิดสะระตะว่าเขาจะขายไหมและจะเอามาหาเงินได้อย่างไร  มิได้คิดว่ามันเป็นสิ่งงดงามโดยธรรมชาติและเป็นของมนุษยชาติ     

 
                  นอกจากนี้ก็เป็นคนติดแบรนด์เนมราคาแพงงอมแงม บางครั้งถึงไม่มีเงินซื้อในปัจจุบันก็ซื้อเชื่อผ่านบัตรเครดิตไปก่อนก็ได้

 
                  คนเป็นโรคนี้จะมีอาการของการเป็นคนชอบใช้เงิน และเชื่อว่าเงินแก้ไขทุกปัญหาได้ ถ้าจะไม่ให้ลูกติดโรคนี้ พ่อแม่ก็ต้องไม่เป็นโรคนี้ก่อนละครับ

 

 

ในโลกทุนนิยม ทุกคนก็ติดโรคนี้ด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้จะยังไม่มั่งคั่งพรั่งพร้อมก็ตามที ประเด็นจึงอยู่ที่ดีกรีของการติดเชื้อโรคนี้ พ่อแม่ช่วยลูกไม่ให้ติดโรคนี้ในดีกรีงอมแงมได้ครับ

 
1)    การไม่ท่องบ่นมนตรา “แบรนด์เนม” อยู่ตลอดเวลา     

 
                  พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อของแบรนด์เนมให้ลูกเห็นในทุกเรื่องโดยอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าแต่ละกรณีก็มีความเหมาะสมไม่เหมือนกัน บางครั้งการซื้อของแบรนด์เนมทำให้ได้ประโยชน์จากเงินมากกว่าถ้าหากมีเงินซื้อ กล่าวคือทนทานกว่าและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้

 

 

 
2)  ไม่ใช้จ่ายอย่างเขลา ๆ ให้ลูกเห็น    

 
                  เช่น เปลี่ยนโทรศัพท์รุ่นใหม่ทุกสามเดือนหรือไปกินอาหารในที่หรูหราสิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น

 

 

 
3)  เข้าใจความสุขแต่ไม่ควรถึงขั้นกระหาย

 
                  ความสะดวกสบายเป็นเรื่องปกติของมนุษย์แต่ไม่ควรกระหายแสวงหามันอย่างไร้เหตุผล เช่น การไปกินอาหารในร้านที่มีการปรับอากาศเป็นความสุข แต่การต้องกินอาหารเฉพาะร้านที่มีเครื่องปรับอากาศเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

 

ส่วนการใช้สินค้าแบรนด์เนมหรือใช้สินค้าธรรมดาก็คือการเลือกของมนุษย์ตามปกติซึ่งทุกคนก็ต้องกระทำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่จำเป็นต้องใช้จ่ายเงินด้วยจำนวนที่แตกต่างกันมาก  สินค้าแบรนด์เนมคงทนงดงามและก่อให้เกิด “ออร่า” ของการใช้ (มากน้อยบ้างแล้วแต่รสนิยมของคน    บางคนสินค้าแบรนด์เนมไม่มีผลต่อความรู้สึกของเขา “ออร่า” จึงไม่เกิดในสายตาของเขา)

 
ประเด็นสำคัญของการซื้อสินค้าแบรนด์เนมคือการพิจารณาประโยชน์ของการใช้มากกว่าการพิจารณาว่าเป็นสินค้าแบรนด์เนม กล่าวคือ “มองให้ทะลุ” ถึงประโยชน์ของมันและราคาที่สามารถซื้อหามาใช้ให้ได้ มิได้มองว่าเมื่อเป็นแบรนด์เนมแล้วก็ต้องซื้อมาใช้ให้ได้ในทุกกรณี

 
                   คนจำนวนมากซื้อสินค้าแบรนด์เนมเพราะมีความสุขจากการได้เป็นเจ้าของ โดยมิได้คำนึงเรื่องประโยชน์ของมันเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิได้พิจารณาประโยชน์เมื่อเทียบกับเงินที่ใช้จ่ายไป

 
                   ถ้าพ่อแม่ตกอยู่ในสภาวการณ์เช่นนี้อยู่เสมอ คือไม่สามารถมองทะลุจนเปรียบเทียบประโยชน์และเงินที่จ่ายออกไปได้ก็น่าเป็นห่วงลูกที่จะโตขึ้นเป็นอันมาก          

 

 

บทความโดย:  ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ