blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-01] เป็นเด็กดีนะ แล้วเย็นนี้เจอกัน

          เวลาที่คุณต้องออกจากบ้านไปข้างนอกแล้วต้องฝากเจ้าตัวเล็กไว้กับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็น ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้อง เพื่อน หรือ คนรู้จักก็ตาม ก่อนที่เราจะแยกจากเจ้าตัวเล็กและฝากเขาไว้คุณทำอย่างไรกันฮะ

          ผมเข้าใจว่า หลายๆ ครอบครัวเลือกที่จะ แอบย่องออกไป ไม่ว่าจะหลอกล่อให้เจ้าตัวเล็กไปทำอย่างอื่น หรือ หลอกเขาว่าเราจะไปห้องน้ำ หรือทำอย่างไรก็ได้ให้เขาไม่เห็นเราในสายตา แล้วเราก็แวบออกไป

          เหตุผลง่ายๆ เพราะ ทั้งพ่อแม่และคนที่รับฝาก กลัวว่าเจ้าตัวเล็กจะร้องตามกลัวว่าเขาจะงอแง

          ตอนที่เจ้าปูนปั้นยังตัวกะติ้ดอยู่ในพุง ปะป๊ากับหม่าม๊าและเพื่อนๆ ได้มีนัดไปกินข้าวบ้านพี่มด เป็นพี่ที่เราสนิทและนับถือ หนึ่งในหัวข้อสนทนาวันนั้น ก็คือคำแนะนำในการเลี้ยงดูเจ้าปูนปั้นนี่แหละฮะ

          พี่มดบอกว่าในเวลาที่พี่มดจะต้องออกจากบ้านไปข้างนอก แล้วต้องฝากลูกไว้กับใคร หรือ พี่มดจะไปทำธุระแล้วต้องฝากลูกๆ ไว้กับ Daddy (สามีพี่มดเป็นชาว Dutch ครับ) เขาก็ตาม พี่มดจะบอกลูกทุกครั้งว่า แม่จะออกไปทำธุระข้างนอกนะ ไปนานแค่ไหนกลับตอนไหน เพราะพี่มดบอกว่าเด็กเขาคุยรู้เรื่อง ซึ่งหม่าม๊าเจ้าปูนปั้นเองก็เคยอ่านเจอมาว่า เราไม่ควรเลือกวิธีแอบหนีออกไป โดยไม่ให้เจ้าตัวเล็กรู้เพราะเขาอาจจะรู้สึกว่าถูกทิ้ง ความรู้สึกเล็กๆ ที่สะสมบ่อยๆ ก็อาจจะทำให้เกิดปมกับเด็กได้

          สำหรับครอบครัวเราแล้ว ไม่ว่าจะต้องไปฝากเจ้าปูนปั้นที่ไหน เราก็จะบอกปูนปั้นตรงๆ ทุกครั้ง เช่นทุกวันที่เราไปฝากเขาที่เนอร์สเซอรี่ ก่อนแยกกับเจ้าปูนปั้น เราก็จะบอกเขาว่า

           อยู่กับพี่ๆ เป็นเด็กดีนะครับ เย็นนี้คุณยายมารับ แล้วหม่าม๊า ปะป๊าจะรีบกลับไปเล่นด้วย’

          ซึ่งก็ใช่ที่บางครั้งเจ้าปูนปั้นก็มีเบะ มีโฮ โดยเฉพาะช่วงที่ไปเที่ยว หรือ หยุดหลายวัน เจ้าปูนปั้นก็คงไม่อยากไปโรงเรียน แต่เราก็บอกเขาตรงๆ ทุกครั้ง ข้อดีที่เราเห็นคือ เวลาที่เนอร์สเซอรี่ปิดเพราะอาจจะมีการป่วยของเด็กหลายคนแล้วเราต้องพาเจ้าปูนปั้นไปฝาก หยี่ผ่อ (แปลว่า ยายในภาษากวางตุ้ง) เราก็จะบอกแบบเดียวกันว่า

           ‘วันนี้อยู่กับหยี่ผ่อ เป็นเด็กดี ไม่งอแงนะ เย็นนี้หม่าม๊ามารับ’

          สิ่งที่เราได้รับฟีดแบ็กคือหยี่ผ่อบอกว่า ปูนปั้นไม่งอแงเลย พอเราออกไป ปูนปั้นก็เชื่อฟังหยี่ผ่ออย่างดี ผมมาคิดต่อเองว่า อาจจะเป็นเพราะเขารู้ว่า เขาต้องอยู่ถึงตอนเย็นกว่าหม่าม๊า ปะป๊า จะมารับดังนั้นเขาก็อยู่อย่างสนุกสนานของเขา แต่ถ้าเราหลบออกไป เขาอาจจะรอว่าทำไมหม่าม๊า ปะป๊ายังไม่มารับเขากลับไป เมื่อคิดแบบนี้เขาก็อาจจะงอแงกับคนที่เป็นคนดูแล เพราะเขาใม่ได้พร้อมจะอยู่ด้วย

          ที่เนอร์สเซอรี่เองก็เช่นกัน เมื่อหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา เจ้าปูนปั้นต้องย้ายฝั่งไปอยู่ฝั่งเด็กโตขึ้นเพราะครบขวบครึ่งแล้ว ไม่ได้ย้ายคนเดียวแต่ย้ายทั้งห้องที่รุ่นเดียวกัน พอวันแรกที่ไปส่งห้องใหม่ พี่เลี้ยงก็จะเป็นชุดใหม่ ซึ่งพอพี่เลี้ยงออกมารับเจ้าปูนปั้นก็มีเบะนิดนึง อาจจะเป็นเพราะทั้งเพิ่งหยุดยาวด้วย อีกทั้งห้องใหม่ไม่คุ้นตา แต่เราก็จะพูดกับเจ้าปูนปั้นว่า

           อยู่กับป้าไพ (ชื่อพี่เลี้ยง) นะ ป้าไพใจดี แล้วเย็นนี้เจอกันนะ’

          ก็มีเสียงงอแงนิดหนึ่ง แล้วก็พอลับตาก็เงียบ แต่มีเจ้าตัวเล็กที่ย้ายมาพร้อมปูนปั้นนั่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งคุณแม่ยังอุ้มอยู่ คุณแม่ท่านนั้นก็หันมาบอกว่า ‘ปูนปั้นเก่งจังไม่ร้องเลย’ ปะป๊าก็ตอบไปว่าเมื่อกี๊ก็ร้องนะฮะ คุณแม่ตอบมาว่า ‘ แงนิดเดียวเอง’

          สิ่งหนึ่งที่เราเห็นคือ บางครอบครัวตอนจะกลับออกจากเนอร์สเซอรี่ เวลาพี่เลี้ยงมารับเจ้าตัวเล็กไปแล้ว ก็จะใช้วิธีเดินจากออกไปเงียบๆ ไม่พูดอะไรกับลูก หรือบางครอบครัวใช้วิธีก้มหลบแล้วรีบออกไป

          ผมเชื่อมาตลอดว่า เจ้าตัวเล็กเนี่ยคุยรู้เรื่องนะฮะ แต่อยู่ที่เราที่จะต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อสารให้ได้

          เวลาได้ยินใครพูดถึงลูกๆ หลานๆ ว่า เขาฟังเจ้าตัวเล็กพูดไม่รู้เรื่อง’ คุณแม่ของผมพูดตอบกลับอยู่เสมอว่า ตัวเล็กเขาหนะพูดรู้เรื่อง ตัวเล็กเขารู้ด้วยว่าพูดว่าอะไรออกมา แต่เราหนะสิ ไม่เข้าใจเขาเอง’

          คราวหน้าลองดูนะครับ จะไปไหนบอกเขาตรงๆ เขาไม่งอแงหรอกฮะ เขาคุยรู้เรื่อง อย่างปูนปั้น แม้จะตาละห้อย ผมว่าเขาก็แค่จะบอกเราว่า

          ‘ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ว่าหม่าม๊า ปะป๊า ต้องไปทำงาน ปะป๊าหม่าม๊าอย่าร้องไห้คิดถึงผมนะครับ เย็นนี้มารับผมเร็วๆ ก็พอ’

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-22] เด็กชายผู้ทำลายกฎทรงมวล

        ถ้ายังจำกันได้ ในวิชาวิทยาศาสตร์สมัยที่เรามัธยม จะมีเรื่อง‘กฎทรงมวลของสสาร (Law of the Conservation of Matter)’ซึ่งลาวัวซิเยร์ บอกไว้ว่า ‘สสารไม่สามารถสร้างขึ้นหรือทำให้หายไปได้’ หรือประโยคที่เราดัดแปลงมาพูดกันบ่อยๆว่า ‘สสารไม่มีวันหายไปจากโลก’ นั่นแหละฮะ ผมไม่เคยโต้แย้งกฏนี้เลยจนกระทั่ง ผมรู้จักกับ ‘เด็กชายปูนปั้น’

        ผมเชื่อว่าเด็กคนนี้มีพลังพิเศษบางอย่างที่หักล้างกฏของลาวัวซิเยร์ได้ ผมจะไม่บอกว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว แต่มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ผมขอเล่าเหตุการณ์ครั้งล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นสดๆในวันที่ผมเขียนต้นฉบับนี้เลยครับ ถ้าคุณพร้อมแล้วล่ะก็ เรามาพิสูจน์กันฮะ

        วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านเลย นอกจากผมและเด็กชายปูนปั้น ตอนสายๆ ผมเปิด ซีดีเพลงแนว Nursery Rhyme ให้เจ้าปูนปั้นฟังและดูท่าทางเจ้าตัวป่วนจะลั้ลลา สนุกสนานทีเดียวครับ ทั้งส่งเสียง, ตบมือตามและ โยกตัวไปมาผมเองก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ เหตุการณ์ทุกอย่างก็ดูปกติดีจนกระทั่ง ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เสียงเพลงก็เงียบลง

        ตอนแรกผมไม่ได้สนใจอะไร หรือรู้สึกว่ามีอะไรผิดสังเกต  เพราะเป็นปกติที่เจ้าปูนปั้นจะกดปุ่มโน่นนี่นั่นของเครื่องเล่นซีดีเล่นอยู่แล้ว (เอาเป็นว่า เล่นบ่อย จนเครื่อง Locked เล่นไม่ได้มาหลายครั้งแล้ว ซึ่งปะป๊า หม่าม๊า ต้องไป search หาวิธีแก้จาก Google) จนกระทั่งเจ้าปูนปั้นส่งเสียงเรียกและมาดึงมือเพื่อให้ผมเดินไปเปิดเครื่องอีกครั้ง ผมก็ลุกตามไป เมื่อไปถึงที่เครื่องผมก็กดกดปุ่มplay ปรากฏว่า ผมต้องขนลุกซู่ เพราะหน้าจอขึ้นว่า

        ‘no disk’

        ผมรีบเปิดช่องใส่แผ่น disk ออกมาดู ปรากฏว่า ไม่มีแผ่นอยู่ในนั้นจริงๆ ผมลองก้มๆเงยๆหา ในบริเวณนั้น ผมก็ไม่พบว่าแผ่นจะตกหล่นอยู่ และผมก็ไม่คิดว่าจะมีตรงไหนที่จะซ่อนได้ เมื่อถามเด็กชายปูนปั้นว่า ‘where is the CD’ ผมก็ได้รับรอยยิ้มแสนหวาน พร้อมเสียงหัวเราะกรุ้มกริ่ม แถมเจ้าตัวยุ่ง ยังทำท่าก้มๆ เงยๆ เหมือนช่วยหาอีกแหนะ (หรือจะแกล้งผมอยู่ในทีว่าปะป๊าไม่มีวันหาเจอหรอก ฮ่าฮ่าฮ่า)

        คณพ่อคุณแม่อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อในพลังพิเศษของเด็กชายปูนปั้นหรือยังฮะ พลังที่ทำลายล้างกฏทรงมวลของสสาร ก่อนหน้านี้ เด็กชายปูนปั้นได้พยายามแสดงพลังให้ผมฉงนหลายครั้งแล้วครับ เพียงแต่ในครั้งก่อนหน้านี้ พลังยังอาจจะไม่แก่กล้าจึงทำได้เพียงแค่เคลื่อนย้ายสิ่งของไปตามที่ต่างๆ แต่เราสามารถตามหาจนเจอได้ในที่สุด ไม่ว่าจะเป็น รีโมทคอนโทรล ในลิ้นชักใส่ถุงเท้าปะป๊า  กุญแจในกล่องใส่เครื่องเป่าผมหม่าม๊า  ขวดยาไปอยู่ในตู้เก็บถ้วยชามเป็นต้น จริงๆ ถ้าจะให้เวลาผมค่อยๆนึก ผมว่าผมอาจจะไล่ลิสต์ออกมาได้เป็นหน้ากระดาษเชียวครับ

        จริงๆ เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษอันนี้ ดังนั้นอย่าได้คลาดสายตาเลยเชียว มิเช่นนั้น สสารในบ้านคุณก็อาจจะสูญหายไปจากโลก (เป็นการชั่วคราวหรืออาจจะตลอดกาล) สำหรับ CD เพลง (แผ่นที่ 2 แล้วนะฮะ) ผมเองก็ยังจนปัญญาว่าจะไปเอาคืนมาจากไหน มันยังซ่อนอยู่ในบางซอกของบ้านผม หรือ มันได้เข้าไปในอีกมิติหนึ่งของช่องว่างระหว่างเวลาไปแล้ว

        ถึงตรงนี้แล้ว ลองมองไปรอบๆตัว และลองนึกดูดีๆ  นะฮะว่า

        “มีของอะไร ของคุณพ่อคุณแม่หายไปจากจุดที่มันควรจะอยู่มั้ยเอ่ย”

        ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ นะเออ
 

        ติดตามเรื่องราวน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ที่นี่ และเขาไปทักทายน้องปูนปั้นได้ที่ www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon

 

บทความโดย: theeleventhline

ขวบกว่าๆ เบบี๋มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

หนูน้อยเริ่มหัด “เดิน”

เด็กส่วนใหญ่จะเดินหรือหัดเดินในช่วงนี้ แต่บางคนก็อาจชอบเกาะเดินมากกว่าและจะไม่เดินจนกว่าจะอายุ 1 ขวบ 6 เดือนหรือช้ากว่านั้นอีก เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการแต่ละอย่างเร็วช้าต่างกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าคุณกังวล จะขอให้แพทย์ช่วยประเมินก็ได้ จะได้รู้ว่าลูกมีทักษะการเคลื่อนไหวในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ และมั่นใจเถอะว่าไม่ช้าคุณจะได้เห็นก้าวแรกของลูก

รูปร่างและการกินที่เปลี่ยนไป

นอกจากจะซนขึ้นแล้ว เด็กๆ ยังรูปร่างเปลี่ยนไปด้วย เพราะสูญเสียไขมันบางส่วน แขนขาจึงไม่อ้วนกลมน่าฟัดเหมือนเคย และเพราะบางมื้อเขาอาจกินเก่ง แต่บางมื้อก็ไม่สนใจกิน น้ำหนักตัวจึงเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลงมาก

หากมื้อไหนลูกสนใจการกิน ให้ลองหาช้อนส้อมให้เขาถือ จะช่วยฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและการช่วยเหลือตัวเองได้ดี เดี๋ยวนี้มีส้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กวัยเตาะแตะแล้ว ลองซื้อมาให้ลูกใช้จิ้มอาหารกินดูนะคะ

เรื่องปกติของเด็กวัยนี้ ได้แก่

  • ความสนใจเรื่องกิน บางมื้อจะไม่ค่อยสนใจกิน แต่บางมื้อก็กินเก่ง
  • การโยนช้อนหรือส้อมทิ้ง ถือเป็นพัฒนาการตามปกติ เพราะเขาอยากรู้ว่าถ้าโยนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หรือหงุดหงิดจนคิดว่าใช้นิ้วหยิบตามเดิมดีกว่า
  • ความเลอะเทอะ แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองหงุดหงิดรำคาญใจ ผ้ากันเปื้อนและแผ่นรองเศษอาหารเป็นตัวช่วยคุณได้ และถ้าคุณจะพาลูกไปกินอาหารนอกบ้านด้วยกัน ร้านที่ใช้ผ้าปูโต๊ะสีขาวคงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแน่ๆ

ทักษะด้านการสื่อภาษา

เด็กส่วนใหญ่ยังรู้จักคำไม่มากนัก และคำแรกที่พูดได้ (นอกจากแม่กับพ่อ) ก็มักจะเป็นสิ่งที่เขาสนใจ อย่างรถ เป็ด นก แมว หมา ฯลฯ การพูดทวนคำที่เขาสนใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยฝึกให้เขาพูดเก่งขึ้นและทำให้เขารู้สึกภูมิใจที่พูดได้

การอ่านหนังสือให้ลูกฟังคือวิธีที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาได้ดีที่สุด และการเลือกหนังสือโดยดูจากสิ่งที่ลูกสนใจอย่างพาหนะที่ใช้ในงานก่อสร้างหรือสัตว์ต่างถิ่นในสวนสัตว์จะยิ่งส่งเสริมความอยากรู้ อยากฟัง ลูกจะซึมซับคำใหม่ๆ และสนุกกับการฝึกพูดคำใหม่ๆ เขายังอาจจะขอให้คุณอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะจำขึ้นใจกันทั้งคู่ด้วย

ทักษะด้านการรับรู้และเข้าใจภาษา

ไม่ว่าจะรู้จักคำมากน้อยแค่ไหน เด็กๆ วัยนี้ก็มีทักษะด้านการรับรู้และเข้าใจภาษาที่น่าทึ่งมาก เรื่องสนุกอย่างหนึ่งของเด็กวัยนี้คือการช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาทำได้ไม่ยาก เช่น ถ้าเขาอยากให้อ่านหนังสือให้ฟัง คุณควรขอให้เขาช่วยไปเลือกและหยิบมาให้ หรือให้เขาช่วยเก็บของหล่นที่หยิบได้ง่าย เพราะพอได้เห็นรอยยิ้มของคุณและได้ยินคุณพูดว่า “ขอบใจจ้ะ” เขาจะภูมิใจมากที่สามารถช่วยงานได้ การมีประสบการณ์ในทำนองนี้ร่วมกับคนสำคัญในชีวิต (อย่างพ่อแม่) ตั้งแต่ยังเล็กๆ จะช่วยหล่อหลอมให้เขามีความรู้สึกดีๆ กับตัวเอง

รู้ว่าคนในภาพถ่ายคือคน สัตว์ สิ่งของที่เขารัก

ในช่วงท้ายของ 3 เดือนนี้ เด็กๆ จะเริ่มรู้แล้วว่าคนในภาพถ่ายคือตัวเอง พ่อแม่และคน (หรือสัตว์เลี้ยง) ที่เขารัก หรือเวลาส่องกระจก เขาก็รู้แล้วว่าภาพสะท้อนที่เห็นคือตัวเอง ภาพถ่ายจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กวัยนี้เข้าใจเรื่องครอบครัว เพื่อนและตัวเองได้ดี และเด็กๆ ก็ชอบดูรูปจากอัลบั้มซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันไม่ให้รูปหักงอ หรือฉีกขาด

ภาพถ่ายยังช่วยให้เด็กๆ ที่ต้องไปเนิร์สเซอรี่รู้สึกอุ่นใจ ยังใกล้ชิดกับพ่อแม่ด้วย และถ้าเป็นภาพถ่ายแบบถือดูเองได้จะยิ่งช่วยให้เด็กๆ รับมือกับการแยกจากพ่อแม่ได้ดีเป็นพิเศษ คุณครูจึงมักจะให้พ่อแม่นำภาพถ่ายของสมาชิกครอบครัวและคน (หรือสัตว์เลี้ยง) ที่ลูกรักมาใส่ไว้ในตู้ที่เขาใช้เก็บของ เขาจะได้หยิบมาดูยามคิดถึง

ชอบพูดคำว่า “ไม่”

พ่อแม่บางคนอาจจะแปลกใจที่ได้ยินคำว่า “ไม่” จากปากลูกที่เพิ่งอายุ 1 ขวบเศษๆ และอาจคิดไปว่าน่าจะเป็นคำที่เด็กอายุ 2 ขวบซึ่งถือว่าอยู่ในวัยต่อต้านชอบใช้มากกว่า แต่เหตุผลคือ เมื่ออายุเพียง 7 เดือน ลูกก็รู้แล้วว่าคำต่างๆ มีความหมายไม่เหมือนกันและยังรู้ด้วยว่าคำว่า “ไม่” มักจะทำให้เขาต้องหยุดทำสิ่งที่ต้องการ เขาจึงอยากแสดงความเป็นตัวของตัวเองโดยใช้การพูดคำว่า “ไม่” เป็นเครื่องมือ ฉะนั้นเวลาที่พ่อแม่ตั้งคำถาม เขาอาจจะตอบว่า “ไม่” เกือบทุกครั้ง

เพื่อให้การสื่อสารราบรื่นขึ้นและให้ลูกได้พัฒนาทักษะภาษา การคำถามโดยมีตัวเลือกให้เขาจะช่วยได้มาก เช่น “อยากดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเปล่า” และเมื่อเขาจะทำอะไร คุณควรทำให้เขารู้สึกว่าได้ตัดสินใจเอง อย่างให้เลือกถุงเท้าเอง ถึงแม้ถุงเท้าที่เขาเลือกจะไม่เข้ากับเสื้อผ้า แต่อย่างน้อยเขาก็ยอมสวมถุงเท้า และในกรณีที่เลือกไม่ได้จริงๆ คุณก็ไม่ควรจะให้เขาเลือกตั้งแต่แรก

แม้การหักห้ามใจไม่ให้พูดคำว่า “ไม่” กับลูกวัยนี้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก แต่ก็มีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยคุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้ เช่น ให้ทางเลือก ถ้าจะพูดว่าโยนบอลในบ้านไม่ได้ ให้บอกลูกแทนว่า “ถ้าจะโยนบอล ก็ต้องเล่นข้างนอกบ้าน”หรือ “แต่ถ้าจะกลิ้งบอล ก็เล่นในบ้านได้” แต่ถ้าลูกเกิดทำอะไรที่ไม่ปลอดภัย คุณก็ต้องรีบหยุดพฤติกรรมดังกล่าว คำว่า “ไม่” คือคำสำคัญในกรณีนี้ เช่น “ไม่จับปลั๊กไฟ” “ออกห่างจากเตาแก๊ส” ฯลฯ

ฟันกรามซี่แรก

ฟันกรามซี่แรกอาจจะขึ้นในช่วงนี้หรือช้ากว่า (บางคนก็ขึ้นตอนอายุ 1 ขวบ 7 เดือน) และมักจะทำให้เด็กๆ รู้สึกเจ็บจนพ่อแม่พลอยไม่ได้หลับได้นอนไปตามๆ กัน ซึ่งไม่ต่างกับตอนแรกที่ฟันขึ้น เราช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้เขาได้ด้วยการใช้นิ้วนวดเหงือกหรือจะใช้ยางกัดเย็นๆ แทนก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้ผลควรจะขอให้แพทย์ช่วยแนะนำวิธีอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการให้ลูกกินยาแก้ปวด

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วิธีจัดการลูกเล็กชอบออกคำสั่ง

Q: คุณแม่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกเต็มเวลาค่ะ มีความสุขกับอิสระในการทำอะไรที่ไม่ต้องมีเจ้านาย-ลูกน้อง แต่วันดีคืนดีลูกน้อยของดิฉันแปลงร่างเป็นเจ้านาย (ที่รัก ฮึ่ม) ซะแล้ว เพราะชอบออกคำสั่งให้แม่ทำโน่นทำนี่ให้ ดิฉันจะรับมือกับเจ้านายคนนี้ยังไงดีคะ

รู้หรือไม่! มีช่วงหนึ่งของพัฒนาการที่เด็กจะ (ลอง) สั่งพ่อแม่ รวมทั้งคนรอบตัวเขาให้ทำโน่นทำนี่ แถมต้องคนที่ถูกสั่งทำให้เท่านั้น คนอื่นจะมาทำแทนให้ไม่ได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงหลัง 3 ขวบค่ะ

จริงๆ แล้ว การอยู่บ้านเดียวกับเด็กวัยเดียวกับลูกชายคุณแม่ เหมือนอยู่กับคนตัวเล็กที่ (คิดไปเอง) ว่ารู้มากกว่าเราทุกเรื่อง จึงสั่งให้เราทำตามที่เขาสั่ง แม้แต่เรื่องเสื้อผ้าที่เราใส่ หนังสือที่เราจะอ่าน เก้าอี้ที่เราจะนั่ง หมอเคยเจอเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ชี้ไปที่คุณแม่แล้วสั่งห้ามไม่ให้แม่นั่งเก้าอี้ เมื่อแม่ไม่ทำตาม (เพราะหมอบอก) เธอก็กรีดร้องอาละวาด เพราะที่ผ่านมาแม่เชื่อฟังเธอมาตลอด หรือแม้แต่เด็กบางคนที่บอก (ขู่) แม่ว่าถ้าแม่ไม่ทำตามหนูๆ จะอาละวาด (เหตุเกิดในที่สาธารณะที่ต้องการความเงียบ)

แม้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก แต่เมื่อลูกเข้าสู่วัยนี้ก็คาดได้เลยว่าเขาจะมีพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซึ่งเป็นพัฒนาการตามวัย แต่เพื่อให้การปกครองในบ้านไม่เป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราช คุณหมอมีคำแนะนำดังนี้ค่ะ

1. อดทน

เหตุผลที่ลูกทำแบบนี้ เป็นพฤติกรรมเลียนแบบจากสิ่งที่เขาเห็นอยู่ทุกวัน ซึ่งคนที่เขาเลียนแบบก็คือผู้ใหญ่ใกล้ตัวเขา ซึ่งมักเป็นคุณแม่เองที่สั่งให้เขาหรือคนในครอบครัวทำโน่นทำนี่ เขาจึงเรียนรู้ที่จะบอกความต้องการของตัวเองผ่านการสั่ง

2. กระตุ้นให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรม

จากการสั่งเป็นการร้องขออย่างสุภาพ บอกลูกว่าแม่ยินดีจะช่วยเขา เช่น เล่นกับเขา อ่านหนังสือนิทานให้ฟัง ช่วยใส่รองเท้าหากเขาร้องขอ แทนการออกคำสั่ง เช่น “นี่สั่งหรือขอ เพราะถ้าสั่งก็ไม่ทำให้ แต่ถ้าขอดีก็อาจจะทำให้นะ” และผู้ใหญ่ควรเป็นต้นแบบที่ดีเวลาพูดขอให้ใครทำอะไรให้

3. มอบอำนาจให้ลูกบ้าง

เพราะอีกเหตุผลที่ลูกชอบสั่งเกิดจากการที่เขาอยากควบคุมอะไรในชีวิตของเขาได้บ้าง ไม่ใช่คอยรับคำสั่งจากผู้ใหญ่ ดังนั้น แทนการสั่งคุณแม่ควรมีช๊อยส์ให้ลูกเลือก เช่น หนูจะใส่เสื้อสีฟ้าหรือสีส้ม และอาจให้ลูกได้เลือกเกมส์ที่จะมาเล่นกับคุณแม่ รวมทั้งให้เขาช่วยสอนน้องหรือเด็กเล็กกว่า

4. สอนลูกให้มองอีกมุม

เช่น เวลาที่เขามาสั่งให้ทำโน่นทำนี่ ลองถามเพื่อกระตุ้นให้เขาคิดว่า “เขารู้สึกอย่างไร หากเพื่อนเขามาสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่” แต่ไม่ควรไปเทศนายาวๆ ว่า “สั่งแบบนี้ ไม่มีใครชอบ เดี๋ยวเพื่อนไม่เล่นด้วย”

5. อธิบายให้ลูกรู้ว่า…

เขาไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่างที่ร้องขอ แม้ว่าเขาจะพูดขอคุณแม่เพราะๆ แต่คุณแม่ก็อาจต้องปฏิเสธเขา เช่น เขาขอร้องให้คุณแม่พาไปซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่เวลาที่เขาพูดกับเพื่อนเพราะๆ เพื่อให้เพื่อนทำตามเขา เพื่อนก็มีสิทธิปฎิเสธเขาได้

6. ชมเชย

เมื่อเขารู้จักร้องขอด้วยคำพูดที่สุภาพ เพื่อให้ลูกรู้ว่าคุณชื่นชมกับพฤติกรรมและมารยาทที่ดี ซึ่งจะเป็นแรงเสริมให้เขาคงพฤติกรรมที่ต่อไป จนติดเป็นนิสัย

7. อย่าลืมทำงานเป็นทีม

กับคุณพ่อและสมาชิกคนอื่นในครอบครัว รวมทั้งคุณครูที่โรงเรียน ขอความร่วมมือจากผู้ใหญ่คนอื่นในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณพ่อ ให้ช่วยรับมือกับ “การออกคำสั่ง” ของลูกตามคำแนะนำเบื้องต้น เพราะหากในครอบครัวเป็น “Happy Teamwork” จะทำให้ลูกผ่านพันช่วงนี้และพัฒนาเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วัย 5 เดือนเริ่ม คาดเดา “ทิศทางการเคลื่อนที่”

นอกจากจะเริ่มสังเกต “ทิศทางการเคลื่อนที่” ของสิ่งรอบตัวแล้ว เด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกวัย 20-21 สัปดาห์ (5 เดือน) ยังรู้จักเชื่อมโยงภาพการเคลื่อนไหวที่เห็นกับเสียงที่ได้ยินด้วย

 

 

 
ทักษะเพื่อการรับมือสิ่งรอบตัว

 
ตอนอายุราว 5 เดือน ลูกจะสังเกตลักษณะการเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ อย่างตั้งใจ และนั่นก็จะทำให้เขารู้จักคาดเดา “ทิศทางการเคลื่อนที่” และประเมินได้ว่าการเคลื่อนที่ดังกล่าวจะมีผลกระทบกับตัวเองหรือไม่ ช่วยให้เขารับมือกับเหตุการณ์รอบตัวได้ดีขึ้นและสนองความสนใจใคร่รู้ในเรื่องอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่

 
นักวิจัยให้ทารกวัย 5 เดือนที่อยู่หน้าฉากกั้นนั่งดูรถของเล่นที่ถูกไสจากด้านหนึ่งของฉาก โดยรถจะเคลื่อนผ่านหลังฉาก แล้วไม่ช้าก็โผล่ออกมาอีกด้าน จากนั้นนักวิจัยก็ทำขั้นตอนนี้ซ้ำ เพื่อให้ทารกได้เห็นวิถีการเคลื่อนที่ของรถหลายๆ ครั้ง

 
ต่อเมื่อนักวิจัยทำแบบเดิมอีก แต่คราวนี้จงใจหยุดรถไว้เพื่อไม่ให้โผล่ออกมาอีกด้านหนึ่งของฉาก ทารกทำท่าเหมือนชะงัก ซึ่งดูเหมือนทารกจะงวยงงว่ารถหายไปไหน นักวิจัยอธิบายว่าที่ทารกรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ ก็เพราะเขารู้จักคาดเดาทิศทางการเคลื่อนที่ของรถแล้ว จึงคิดว่ารถจะโผล่ออกมาอีกด้านเหมือนทุกครั้ง

 
สุดท้ายนักวิจัยไสรถให้เคลื่อนผ่านหลังฉาก แต่คราวนี้ไม่ได้ให้รถผ่านออกมาอีกด้าน และไขลานให้ตุ๊กตาเป็ดโผล่ออกมาแทน ซึ่งถึงสิ่งที่โผล่ออกมาจะแตกต่างจากรถที่หายวับไปกับตาอย่างสิ้นเชิง ทารกก็ไม่ได้ตกใจ เพราะคาดได้ว่าจะต้องมี “บางสิ่ง” โผล่ออกมา โดยไม่สนใจว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร สิ่งที่เด็กวัยนี้ให้ความสนใจและกำลังเรียนรู้จึงเป็นเรื่องของการเคลื่อนที่เท่านั้น

 
พออายุราว 1 ขวบ ทารกถึงจะให้ความสนใจทั้งเรื่องของการเคลื่อนที่และสิ่งที่เคลื่อนที่ การเห็นตุ๊กตาเป็ดไขลานโผล่ออกมาแทนรถของเล่นจึงทำให้เขางวยงง

 

 

 
ชวนลูกนั่งพื้น เรียนรู้เพิ่มเติมแบบสนุกๆ กัน

 
เด็กวัยนี้กำลังเรียนรู้เรื่องทิศทางการเคลื่อนที่ เวลานั่งกับพื้น ลูกจะได้เห็นการเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจน เด็กเล็กๆ ชอบได้อยู่กับพื้นอยู่แล้ว เพราะได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ มีกิจกรรมที่จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ทักษะนี้อย่างเป็นธรรมชาติ แถมสนุกสนานเรียกรอยยิ้มลูกวัยนี้ได้หลากหลาย เช่น กลิ้งลูกบอลไปรอบห้อง ไสรถของเล่นไปรอบๆ ตัวเขา กลิ้งของเล่นชิ้นเล็กๆ ผ่านแกนกระดาษชำระหรือท่อพีวีซี คุณทำได้อยู่แล้ว…

 

 

 

สัปดาห์ที่ 21

 

จับคู่การเคลื่อนไหวกับเสียง

 

 

 
ลูกวัยนี้จะยังคงเชื่อมโยงสิ่งที่เคลื่อนไหวกับเสียงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสิ่งนั้นๆ ต่อไป และนี่ก็เป็นทักษะที่ทำให้เขาคาดเดา เข้าใจและรับมือกับเหตุการณ์รอบตัวได้ดีขึ้นเช่นกัน

 

 

 
เชื่อมโยงภาพและเสียงได้ถูกต้อง

 
ความเข้าใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น

 
การทดลองแรก นักวิจัยให้ทารกวัย 5 เดือนดูภาพจากวิดีโอ 2 จอ จอหนึ่งเป็นภาพใบหน้าคนซึ่งใช้ปากออกเสียงสระอี ส่วนอีกจอเป็นภาพใบหน้าคนซึ่งใช้ปากออกเสียงสระอา จากนั้นก็เปิดเทปให้ฟังเสียงสระอีหรือสระอาที่บันทึกไว้ ซึ่งผลปรากฎว่า ทารกจ้องดูภาพใบหน้าคนซึ่งขยับปากได้ตรงกับเสียงสระที่ได้ยินอย่างถูกต้อง

 
อีกการทดลองหนึ่ง นักวิจัยได้ให้ทารกวัย 5 เดือนดูคลิป 2 คลิปพร้อมๆ กัน คลิปหนึ่งเป็นภาพรถไฟที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป ส่วนอีกคลิปเป็นภาพรถไฟที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา จากนั้นก็ให้ฟังเสียงผ่านลำโพง เป็นเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ ดังขึ้น (เสียงรถไฟที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา) และเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ เบาลง (เสียงรถไฟที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป) ผลคือถ้าเป็นคลิปที่ภาพการเคลื่อนไหวตรงกับเสียงเครื่องยนต์ที่ได้ยิน ทารกจะจ้องดูนานกว่า นั่นแปลว่าทารกวัยนี้น่าจะรู้จักเชื่อมโยงรูปแบบของเสียงที่ได้ยินกับรูปแบบของการเคลื่อนไหวที่เห็น

 

 

 
พูดกันแบบเห็นหน้า เห็นปากขยับ

 
วิธีพัฒนาทักษะภาษาชั้นดี

 
นอกจากจะชอบฟังเสียงสูงๆ ต่ำๆ ของคุณแล้ว ลูกน้อยวัยนี้ยังชอบดูปากที่ขยับเป็นเสียงนั้นๆ ด้วย ดังนั้นวิธีที่ดีในการช่วยลูกพัฒนาทักษะภาษา คือการพูดกับลูกแบบเห็นหน้ากัน เขาจะได้ยินเสียงไปพร้อมกับได้เห็นคุณขยับปากชัดๆ ไม่ใช่ตะโกนพูดจากอีกฟากหนึ่งของห้อง และลูกควรจะได้ดูคุณขยับปากพูดบ่อยๆ ด้วย เพื่อเขาจะได้รู้จักเชื่อมโยงลักษณะการขยับปากกับการออกเสียงคำต่างๆ

 
ผลวิจัยชี้ว่าเด็กๆ จะเรียนรู้ทักษะทางภาษาได้ดีที่สุด ถ้ามีภาพการขยับปากซึ่งตรงกับการออกเสียงคำให้ดู

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลักษณะนิสัยทารก

“8 ลักษณะนิสัยทารก” ลูกเป็นเด็กแบบไหน? ต้องเลี้ยงให้ถูกทาง!

ลักษณะนิสัยทารก คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่า ในเด็กวัยทารกก็มีบุคลิกลักษณะนิสัยด้วยเหมือนกัน ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กทารกแต่ละคนที่ดูเผินๆ แล้วก็เป็นเด็กเล็กๆ ที่ต้องการการดูแลใจใส่เหมือนๆ กัน แต่ในความเหมือนนั้นกลับมีความแตกต่างกัน ทีมแม่ ABK จะพาไปรู้จักกับ 8 ลักษณะนิสัยทารก กันค่ะ

 

ลักษณะนิสัยทารก

นักวิจัยเชื่อว่า เด็กทารกมี บุคลิกลักษณะนิสัย และพื้นอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป อยู่ 8 แบบ ซึ่งบางลักษณะนิสัยอาจมองเห็นได้อย่างเด่นชัดกันตั้งแต่แรกเกิด ในขณะที่ลักษณะท่าทีบางอย่าง อาจจะแสดงออกเอาเมื่อลูกอายุได้ราว 3-4 เดือน ลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันไปของลูกนี่เอง (อาจมีได้มากกว่าหนึ่งลักษณะนิสัย) ส่งผลให้ลูกมีท่าทีแสดงออกที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ ซน ไม่นิ่ง ขี้หงุดหงิด ใจร้อนโยเย ไปจนถึงขี้เล่นอารมณ์ดี

กระซิบกันหน่อยว่า ค่อยๆ ดูกันไปแบบสบายๆ เห็นก็ดี ไม่เห็นก็ไม่ผิดหรือต้องห่วงอะไร ถือว่ารู้ไว้เป็นแนวทาง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักลูกมากขึ้นค่ะ

อ่านต่อ >> “8 บุคลิกลักษณะ ในเด็กทารก” คลิกหน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ผื่นแพ้ในลูกเล็ก

ถาม : ลูกชายอายุได้ 10 เดือน คุณแม่กำลังสงสัยว่าเขาอาจจะแพ้อะไรสักอย่าง เพราะมีผื่นลักษณะคล้ายผื่นผิวแห้งขึ้นที่แก้มกับหน้าผากแต่ตามตัวและแขนขาไม่มี ตอนนี้คิดจะงดอาหารไว้ก่อน  คุณหมอมีคำแนะนำเพิ่มเติมอะไรหรือไม่คะ

ตอบ : ลักษณะอาการที่คุณแม่บรรยาย น่าจะเข้าได้กับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง อาการที่สำคัญคือคัน มีผื่นแดงแห้งเป็นขุย มักจะไม่มีตุ่มน้ำ ผื่นเหล่านี้จะติดเชื้อได้ง่ายกลายเป็นตุ่มหนอง และมีน้ำเหลืองไหล ตำแหน่งที่เกิดโรคมักจะเป็นบริเวณแก้ม คอ ข้อพับ ผื่นของเด็กมักจะเกิดที่ศีรษะ ใบหน้า มีอาการกำเริบได้เป็นระยะๆ สาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

พันธุกรรม มีคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ หรือ มีอาการภูมิแพ้ทางระบบทางเดินหายใจ เช่น แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือ หอบหืด

ความผิดปกติของชั้นผิวหนัง ขาดไขมันในชั้นผิวหนัง

สารเคมีระคายเคือง เช่น สบู่ น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผงซักฟอก

อาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง ถั่วเปลือกแข็ง แป้งสาลี ไข่ อาหารทะเล ผลไม้รสเปรี้ยว

อุณหภูมิน้ำที่ใช้อาบ ไม่อาบน้ำอุ่น อยู่ในอุณหภูมิห้องไม่ร้อนเกินไปจนเหงื่อออก หรือไม่หนาวเกินไปจนทำให้ผิวแห้ง หรืออาจเกิดจากฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์

 

การรักษาทำได้โดย

1.ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง โดยเลือกครีม หรือ โลชั่นที่เหมาะสมทาผิว เพื่อเพิ่มสารไขมันในชั้นผิวหนัง เพื่อให้ผิวหนังทำงานได้ดีขึ้น โดยทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกัน คงความชุ่มชื้นไม่ให้สูญเสียน้ำผ่านผิว ป้องกันไม่ให้สารระคายเคือง และ สารก่อภูมิแพ้ผ่านผิวหนังเข้าไปทำให้เกิดการกำเริบของผื่น จะช่วยลดการใช้สเตียรอยด์ลงได้

2.ลดอาการคันโดยการกินยาแก้แพ้ แก้คัน

3.หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ เช่น อากาศร้อน อากาศหนาว น้ำอุ่น สารเคมี อาหารกลุ่มเสี่ยง ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์

4.ลดการอักเสบของผิวหนัง โดยใช้ยาสเตียรอยด์ (ห้ามซื้อยาสเตียรอยด์ใช้เอง เพราะมีผลข้างเคียงมาก ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น) หรือ ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

5.รักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกาเพราะคัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

ดูแลเบบี๋รับซัมเมอร์

มาแล้วๆ ฤดูร้อนแวะเวียนมาหาถึงบ้านอีกปีแล้วจ้า… หน้าร้อนแบบโลกร้อนคุกคาม ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ผ่านมาหลายร้อน ยังปรับตัวยากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเบบี๋ตัวน้อย นี่คือประสบการณ์แปลกใหม่ของเขา จะเก็บลูกน้อยอยู่แต่ในบ้านตลอดร้อนก็ใช่ว่าจะหนีร้อนพ้น มาดูกันว่า การดูแลเบบี๋ในช่วงหน้าร้อนไม่ธรรมดาในยุคนี้ ควรนึกถึงเรื่องอะไรบ้าง

เบบี๋ท้าแดดได้แค่ไหน ลูกน้อยอายุต่ำกว่า 6 เดือนไม่ควรสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง เวลาพาเขาออกนอกบ้านควรแต่งตัวให้ด้วยเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว แต่เนื้อผ้าเบาสบาย ระบายอากาศได้ดี มีร่ม หรือผ้าคลุมบังแดดทุกครั้ง และสำหรับลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไป สามารถสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแสงแดดอ่อนๆได้ระยะเวลาสั้นๆ ก่อนพาเขาออกแดด ควรปกป้องผิวลูกด้วยครีมกันแดดสำหรับเด็กที่มีค่า SPF 15-30 ด้วยค่ะ

ไม่กินน้ำได้นานแค่ไหน การขาดน้ำของเด็กๆ ในช่วงหน้าร้อน เป็นเรื่องต้องระวัง พ่อแม่อาจคิดว่าควรให้ลูกกินน้ำมากๆ แต่สำหรับเบบี๋ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายค่ะ เพราะลูกเล็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนที่ยังกินนมแม่อยู่นั้นผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าใช้วิธีให้นมลูกถี่ขึ้นเพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปจากสภาพอากาศร้อนได้ค่ะ ส่วนเบบี๋ที่กินอาหารตามวัยนอกจากนมแม่ได้แล้ว การให้เขาจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ หรือกินผักผลไม้ที่ฉ่ำน้ำ อย่าง แตงโม แตงกวา ลูกพีช สาลี่ หรือส้ม ก็ช่วยได้ค่ะ

 

ผดผื่นของคู่เบบี๋ยามหน้าร้อน เพราะเหงื่อที่เกิดขึ้นจากการระบายความร้อนของร่างกายส่งผลให้รูขุมขนเล็กๆ ของลูกน้อยอุดตัน โดยเฉพาะบริเวณผิวที่บอบบางเป็นพิเศษ ได้แก่ หน้าผาก หน้าอก คอ ข้อพับ ก้น และส่วนที่เสียดสีกับเสื้อผ้าบ่อยๆ วิธีป้องกันไม่ให้ผดผื่นมากวนเบบี๋ได้ดีคือ อาบน้ำให้เขาบ่อยขึ้น อาจไม่ต้องใช้สบู่ทุกครั้งเพราะยิ่งทำให้ผิวแห้ง เกิดการอักเสบได้ง่าย เลือกเสื้อผ้าเนื้อบางเบาหรือเสื้อผ้าที่ผลิตจากผ้าฝ้าย 100% เพราะจะช่วยดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ดี ถ้าอยู่ในบ้านควรเปิดพัดลมห่างๆ เพื่อระบายความร้อนหรือจัดที่นั่งที่นอนลูกให้อยู่ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก ช่วยลดการเกิดผดผื่นได้

 

เล่นน้ำหน้าร้อนแบบปลอดภัย เชื่อว่าหลายๆ บ้านคงวางแผนพาลูกๆ ไปคลายร้อนด้วยการเล่นน้ำในที่ต่างๆ หรือไม่ก็ที่บ้านแน่นอน ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าคิดว่าในบ้านตัวเองจะเป็นอันตราย โดยเฉพาะเวลาเบบี๋อยู่ในน้ำ ไม่ว่าน้ำจะตื้นมากแค่ไหน ก็ต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา ห้ามทิ้งลูกไว้ในน้ำคนเดียวเด็ดขาด เพราะเพียงแค่คิดว่าเข้าไปหยิบของเดี๋ยวเดียวหรือหันไปคุยโทรศัพท์แป๊บเดียว ก็เป็นสาเหตุให้ทารกเสียชีวิตเพราะจมน้ำมาแล้ว

ระวังอาการจู๊ด จู๊ด มาเคาะประตูหา ในช่วงหน้าร้อนเชื้อโรคบางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงจะเจริญเติบโตได้ดี ถ้าเจ้าเชื้อโรคไปปนเปื้อนอยู่ในนมหรืออาหารของลูกน้อย จะทำให้ลูกเกิดอาการท้องเสียได้ค่ะ ดังนั้นควรสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด ถ้าเขาถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งหรือถ่ายมีมูกเลือดด้วย เป็นอาการที่ผิดปกติ ต้องรีบไปพบคุณหมอ เพื่อความปลอดภัยจึงควรใส่ใจเรื่องความสะอาดทั้งอาหารและภาชนะต่างๆ เพราะเบบี๋เป็นวัยเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยการหยิบเข้าปาก ที่ลืมไม่ได้ คุณแม่และคนใกล้ชิดลูกน้อยต้องหมั่นล้างมือค่ะ

ระวังอีกเรื่อง…ความร้อนในรถยนต์ หากจำเป็นต้องพาเบบี๋นั่งรถยนต์ไปด้วย ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ห้ามทิ้งลูกไว้ในรถยนต์ตามลำพังเด็ดขาด เพราะความร้อนภายในรถจะสูงขึ้นจนทำให้ร่างกายทนไม่ไหว ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ผู้เชี่ยวชาญได้ย้ำว่าแม้การจอดรถในที่ร่มหรือเปิดกระจกทิ้งไว้ก็ไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิในรถไม่สูงขึ้น

ขออีกเรื่องควรระวัง….แมลงหรือสัตว์มีพิษ การพาเบบี๋ออกไปชมนกชมไม้ตามสวนสาธารณะเป็นเรื่องปกติในหน้าร้อนที่ท้องฟ้าแจ่มใสไม่ร้อนจัด แต่แมลงหรือสัตว์มีพิษต่างๆ ก็ชอบอากาศสดใสในหน้าร้อนเหมือนกัน อย่างพวกมด ผึ้ง ต่อ แตน ที่สร้างรังอยู่ตามต้นไม้ หรือแวะเวียนมากินน้ำหวานจากดอกไม้ แมลงเหล่านี้ถ้ากัดลูกเข้าไปรับรองได้ร้องจ๊ากหรือถ้าลูกแพ้ขึ้นมาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่หมดสนุกแน่ๆ และถึงแม้จะอยู่ในบ้านก็ควรดูแลเสื้อผ้า ที่นอน หรือรถเข็นให้ดี เจ้าแมลงพวกนี้อาจซ่อนตัวอยู่ก็ได้

 
ปิ้งๆย่างๆ ระวังเรื่องสุดท้ายจ้า การกินอาหารทะเลสดปิ้งๆย่างๆ ยามไปท่องเที่ยว ถ้ามีเจ้าตัวเล็กไปด้วย คุณแม่ครัวทั้งหลายต้องระวังเรื่องฟืนไฟเป็นพิเศษ ยิ่งเจ้าตัวเล็กที่กำลังคลานคล่องๆ ถ้าเผลอวางเตาไฟให้เห็น ถ่านร้อนๆ ในเตาเหมือนกวักมือเรียกเจ้าหนูให้เข้าไปหาทุกราย ดังนั้นต้องมั่นใจว่าเตาปิ้งย่างอยู่สูงและห่างพอที่ลูกเอื้อมไม่ถึง หรือมีคนดูแลอยู่ไม่ห่าง และเมื่อทำอาหารเสร็จควรดับไฟให้เรียบร้อย อย่ารอให้ไฟมอดไปเองจะดีที่สุดค่ะ

 

 

 

บทความโดย: Real Parenting Magazine

สัปดาห์ที่ 17: ฝันบ่อยจัง

มีแม่ท้องหลายคนที่รู้สึกว่า ทำไมช่วงนี้ถึงฝันบ่อยจัง แล้วความฝันแต่ละครั้งก็ประหลาด พิลึกพิลั่น ชนิดที่ไม่เคยฝันมาก่อน แถมยังจดจำได้ขึ้นใจอีก เช่น ฝันว่ากอดกับลูกที่กลายเป็นสุนัขบ้าง ไก่บ้าง ฝันแบบวาบหวิว พลัดพรากจากคนรัก เป็นต้น แล้วความฝันเหล่านี้มีผลกับแม่ท้องอย่างไรบ้าง มาดูกัน

 
โดยปกติวงจรการนอนหลับของเราจะแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ ช่วงหลับฝันกับหลับลึก ซึ่งหากเราตื่นขึ้นมาในช่วงหลับฝันก็จะทำให้เราจดจำความฝันนั้นได้ และคุณแม่ท้องก็มักจะตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะหลายๆสาเหตุเสียด้วย เช่น ปวดปัสสาวะ ปวดหลัง ขาเป็นตะคริว ฯลฯ จึงไม่แปลกที่หลายคนจะจดจำความฝันของตัวเองได้

 
ทำไมเราจึงฝัน เพราะความฝันคือภาพสะท้อนของสภาวะจิตใจและอารมณ์ของเราในขณะนั้นๆ ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ มีหลายเรื่องที่ต้องรับมือเยอะแยะเต็มไปหมด จึงเครียดและกังวลโดยไม่รู้ตัว ร่างกายจึงสร้างกลไกขึ้นมาเพื่อปลดปล่อยความตึงเครียดนั้น ถึงแม้บางความฝันจะทำให้เราเครียด แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงปัญหาบางอย่างที่คุณแม่ต้องใส่ใจและควรหาทางแก้ไข ด้วยการระบายความเครียด เพราะหากเราเครียดมากๆอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็จะส่งผลเสียต่อตัวเองและลูกในครรภ์ในระยะยาว

 
มาคลายเครียดจากฝันร้ายกัน

 
1. หากความฝันของคุณแม่ทำให้เครียดกว่าเดิม วิธีแก้ง่ายๆคือ อย่าคิดมาก จงมองว่าเป็นเรื่องสนุก คุณแม่ลองทำสมุดบันทึกความฝันดูสิ อาจได้นิยายแฟนตาซีเล่มใหม่ที่ไม่เหมือนใครในโลกก็เป็นได้

 
2. ลองสำรวจตัวเองว่ามีความเครียดอะไรบ้าง จากนั้นก็หาเพื่อนหรือผู้มีประสบการณ์เคยท้องมาพูดคุยปรึกษากัน หรือจะหากิจกรรมอื่นๆที่ผ่อนคลายก็ได้

 
3. หากตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วนอนไม่หลับ ให้หายใจลึกๆ แล้วค่อยๆจินตนาการถึงสถานที่ต่างๆ ธรรมชาติ หรือลูกของเรา เพราะจินตนาการที่ดีเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจสงบได้

 
4. ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น โยคะ การว่ายน้ำ หรือการเดินเล่น จะช่วยให้ร่างกายของคุณแม่ผ่อนคลายและมีความสุข ลดความตึเครียดในจิตใจได้ระดับหนึ่ง แถมสุขภาพกายดีอีกด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

สัปดาห์ที่ 31 : เจ็บเหมือนจะคลอด

ในไตรมาสที่ 3 นี้ คุณแม่มักจะประสบกับอาการที่เรียกว่า เจ็บท้องหลอก (Braxton Hick Contraction) เป็นการซ้อมหดรัดตัวของมดลูกเท่านั้น โดยจะเกิดขึ้นแบบไม่สม่ำเสมอและไม่มีอาการเจ็บ ซึ่งแตกต่างจากการเจ็บท้องจริง อาการเจ็บหลอกนี้เป็นการเตรียมความพร้อมการคลอดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อาการเจ็บท้องหลอกแตกต่างจากการเจ็บท้องจริงตรงที่จะเกิดไม่นาน เพียงแค่ 30-60 วินาทีแล้วหายไป ไม่มีอาการเจ็บ อาจจะแค่ตึงๆ ท้องเท่านั้น และจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ หรือดื่มน้ำเพียงพอ แต่การเจ็บท้องคลอดจริงๆ จะต้องมีการหดรัดตัวของมดลูกที่แรงขึ้น ถี่ขึ้น และเจ็บขึ้นเรื่อยๆ ร่วมกับท้องแข็งตึง ปวดร้าวบริเวณหลังมายังท้องน้อย มีมูกเลือดออกทางช่องคลอดหรือน้ำเดิน นอกจากนี้ หากคุณแม่เจ็บท้องถี่มากกว่า 4 ครั้งใน 1 ชั่วโมง หรือไม่มีอาการเจ็บ แต่มีมูกเลือดข้นไหลออกมา หรือมีอาการที่บ่งบอกว่าผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการคลอดก่อนกำหนดก็ได้

สำหรับการคลอดก่อนกำหนดนั้น ปัจจัยหรือตัวแปรหลากหลายที่ไปกระตุ้นหรือนำไปสู่การคลอดก่อนเวลาได้ มีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

  1. สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้ยาที่เป็นอันตราย เช่น ยาสมุนไพรบางชนิด เป็นต้น
  2. น้ำหนักเกินหรือน้อยเกิน รวมถึงมีภาวะทุพโภชนาการ
  3. ยืนนานเกินไป หรือยกของหนักเกินไป
  4. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  5. มีภาวะเครียดสูง
  6. คุณแม่ท้องมีอายุต่ำกว่า 17 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปี หรือมีประวัติเคยคลอดก่อนกำหนด
  7. การติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคทางเพศสัมพันธ์ โรคทางทันตกรรม
  8. ทารกในครรภ์มีความผิดปกติ ตั้งครรภ์แฝด
  9. ปากมดลูกบาง ปากมดลูกหลวม ภาวะรกเกาะต่ำ ฮอร์โมนไม่สมดุล
  10. โรคทางพันธุกรรม เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไตหรือตับ โรคเบาหวาน

บางครั้งการคลอดก่อนกำหนดก็อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่สุขภาพดี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่ามาจากอะไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรู้จักสังเกตตัวเอง และไวต่อความผิดปกติที่เกิด แล้วรีบไปพบแพทย์ ก็จะช่วยให้คุณแม่และลูกน้อยปลอดภัยมากขึ้นค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

3 วิธีพลิกบทลงโทษลูก ให้สุขสันต์หรรษา

ลองมาดูตัวอย่างของการเพิ่มลูกเล่น เปลี่ยนเทคนิคแก้ทางพฤติกรรมที่ไม่น่าพึงใจเวลาลูกๆ เกิดเฮี้ยวที่ทดสอบแล้วว่าได้ผลกันดีกว่า

1. ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

  • บอกให้ลูกเก็บที่นอนแล้ว…ไม่ยอมเก็บ คืนนั้นเขาก็ต้องนอนโดยไม่มีหมอน กับผ้าห่มผืนโปรด
  • บอกให้เก็บเสื้อผ้าที่ถอดกองตามพื้น ไปใส่ตะกร้า แล้วไม่เก็บ?!? …ไม่เป็นไร แม่เก็บให้ แต่เก็บไปบริจาคให้เด็กคนอื่นนะลูก…
  • บอกให้เก็บจานชามของตัวเองไปล้างหลังหม่ำเสร็จ แล้วไม่เก็บ!! ก็ไม่เป็นไร เก็บเอาไว้ได้ แต่มื้อต่อไปแม่อาจจะเสิร์ฟอาหารใส่ลงในจานชามชุดเดิมที่ลูกกินทิ้งไว้ก็ได้นะ …ถ้าไม่อยากกินอาหารชีวภาพ รีบเก็บจานชามของตัวเองไปล้างซะดีๆ

2. ไม่เจ็บตัว ไม่เสียน้ำ…แต่เสียเหงื่อ

ครอบครัวการ์ดเนอร์ กำหนดโทษของการต่อล้อต่อเถียงระหว่างพี่น้องว่า ทั้งคู่จะต้องวิดพื้นให้ได้คนละ 20 ที หรือไม่ก็ให้บริหารร่างกายด้วยการเอาหลังพิงกำแพง งอเข่าตั้งฉาก แล้วยื่นมือสองข้างเหยียดตรง

วิธีนี้พ่อแม่ต้องไม่ลืมว่า ควรทำโทษลูกแต่เพียงหอมปากหอมคอเท่านั้น อย่าเอะอะอะไรก็ทำโทษ เพราะลูกอาจจะอัดอั้น และหาทางระบายความโกรธต่อแบบไม่เหมาะ ไม่ควรก็ได้ เช่น ไปแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือเกเรที่โรงเรียน

3. เปลี่ยนเสียงทะเลาะ เป็นเสียงหัวเราะ

มีหลายวิธีที่ได้ผลในการจัดการปัญหาพี่น้องทะเลาะกัน

  • ไหนๆก็ตีกันแล้ว ใส่นวมลุยกันซะเลย แล้วจัดไปนวมขนาดผู้ใหญ่ แค่เด็กๆ เห็นขนาดของนวมเทียบกับขนาดของมือกระจ้อยร่อยของตัวเองก็ขำกันกลิ้งแล้ว
  • ไหนๆ ก็จะถึงเนื้อถึงตัวกันแล้ว ก็ให้กอดกันเลย กอดกันพักใหญ่ๆ หลายบ้านรับรองผล เพราะใครจะไปใจแข็งกับคนที่กอดเราอยู่ได้ล่ะ
  • บางครอบครัวกำหนดพื้นที่ห้ามทะเลาะเบาะแว้งด้วยการตั้งพระพุทธรูป หรือรูปพระเยซู (หรืออื่นใดก็ได้ที่เป็นที่เคารพบูชา เอาไว้ตามจุดต่างๆ) แล้วบอกลูกว่าห้ามทะเลาะเบาะแว้งกันต่อหน้าพระ ในเมื่อมีรูปพระอยู่ในทุกห้อง ยกเว้นห้องน้ำ แล้วลูกจะไปทะเลาะกันที่ไหนได้ล่ะ?

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

5 เทคนิค ชวนเตาะแตะทำสวนครัว

“เราอยากปลูกผักกินเองค่ะ จะถือโอกาสชวนเด็กๆ ปลูกด้วย แต่ตอนนี้ลูกเพิ่ง 3 ขวบเอง จะเร็วไปหรือเปล่าคะ ขอคำแนะนำด้วยค่ะ จะเริ่มต้นอย่างไรดี”

 

เป็นความคิดที่ดีเชียวค่ะคุณแม่ ที่อยากให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะลูกจะได้ประโยชน์หลายต่อเลยค่ะ ตั้งแต่การได้ลงมือหยิบจับของจริง เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นการใช้ประสาทสัมผัสแทบทั้งหมด เป็นการส่งเสริมการทำงานของสมองอย่างดี

 

นอกจากนี้เขายังได้เรียนรู้เรื่องการเจริญเติบโตของต้นไม้ รู้ที่มาที่ไปของอาหารและได้ฝึกความอดทน ความพากเพียร วินัยต่างๆ อีกด้วย เรามีคำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันค่ะ

 

1. ทำให้เป็นเรื่องสนุกและตื่นเต้น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ต้องการจูงใจหรืออยากให้เด็กๆมีส่วนร่วม ต้องทำให้สนุกและน่าสนใจเข้าไว้ เพราะวัยซนไม่มีเรื่องอะไรที่ดึงดูดพวกเขาได้ดีเท่ากับการเล่น ดังนั้นการจะพูดชวนลูกว่า “ไปเข้าสวนกันเถอะ” อาจไม่ตื่นเต้นพอก็ได้

 

2. มีอุปกรณ์ส่วนตัว เมื่อคุณแม่มีอุปกรณ์ทำสวนแล้ว ก็อย่าลืมเตรียมให้เจ้าหนูด้วยนะ อาจจะเริ่มจากอุปกรณ์ที่เป็นชุดของเล่นสีสันสดใสก่อน พอเขาคุ้นเคยแล้วค่อยให้จับของจริง แต่ก็ต้องเริ่มจากอุปกรณ์ที่ไม่มีคมไม่อันตราย อย่างเช่น บัวรดน้ำ หรือพลั่วพลาสติก ที่สำคัญตอนทำสวนเสร็จ ถือโอกาสชวนเขาทำความสะอาดอุปกรณ์และเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยด้วย

 

3. เลือกต้นไม้ที่ปลูกขึ้นง่าย เพราะการได้เห็นผลงานก็จะเป็นแรงส่งให้เด็กๆ อยากทำอีกๆ ดังนั้นควรคิดถึงไม้ล้มลุกหรือผักสวนครัวที่ใช้เวลาเติบโตไม่นาน อย่าง มะเขือเทศ แตงกวา คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง หรือทานตะวัน แล้วให้ลูกช่วยเลือก ขั้นตอนการปลูกจะเรียกความสนใจจากเด็กๆ ได้ง่าย แต่ขั้นตอนดูแลอย่างสม่ำเสมอหลังจากปลูกแล้วนี่สิ คืองานท้าทาย เพราะพืชผักสวนครัวส่วนใหญ่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ พอลงดินแล้วก็ต้องรอเวลา ความอดทนและสม่ำเสมอของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ ชักชวนเขารดน้ำต้นไม้ สังเกตการเจริญเติบโตและช่วยกันวาดรูปลงในสมุดบันทึกเพิ่มความสนุก นับเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจ แถมได้บทเรียนการอดทนรอคอย และความขยันหมั่นเพียรไปอีกด้วย

 

4. สังเกตสิ่งรอบตัว ชวนลูกดูสิ่งต่างๆที่อยู่ในสวนไม่ว่าจะเป็นนกตัวน้อยที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ แมลงเต่าทองที่อยู่บนยอดหญ้า ที่สำคัญอย่าลืมสอดแทรกเรื่องแมลงและสัตว์มีพิษที่ลูกควรอยู่ห่างๆ และการเอาตัวรอดเบื้องต้น เช่น เห็นรังผึ้ง ต่อ แตน ต้องไม่เข้าไปแหย่เด็ดขาด แล้วรีบออกห่าง ถ้าเจองู ให้อยู่นิ่งๆ แล้วส่งเสียงเรียกแม่ทันที

 

5. ของเก่าเอามาใช้ใหม่ ให้ลูกรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆแถมยังกระตุ้นจินตนาการ เช่นการนำขยะมารีไซเคิล ตัดครึ่งขวดพลาสติกเพื่อนำมาเพาะเมล็ดพันธุ์ก่อนแยกลงดิน หรือเอายางรถยนต์เก่ามาเป็นกระถางต้นไม้แล้วให้ลูกช่วยทาสีหรือตกแต่ง เป็นต้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

3-6 ขวบ แสบซ่า…น่ารัก

ยอมรับมาเถอะ…หลายครั้งลูกวัย 3-5 ขวบทำให้คุณปวดหัวกับการดูแลพวกเขาก็จริง แต่สิ่งใหม่ๆ ที่เขาทำได้ก็สร้างความประหลาดใจ และทำให้คุณปลื้มใจจนแอบอมยิ้ม อารมณ์ดีอยู่คนเดียว และโกรธเขาได้ไม่นานหรอก…

“แม้จะต้องปราบพยศลูกวัยจินตนาการจ๋าที่ชอบทำฤทธิ์ทำเดชก็ตาม แต่ด้วยพัฒนาการทางกายที่ก้าวหน้าขึ้น แข็งแรงขึ้น การเคลื่อนไหวร่างกายคล่องแคล่วขึ้น รวมทั้งทักษะทางภาษาและสังคมของเด็กๆ จะพัฒนาแบบทวีคูณเลยทีเดียว คุณจะได้เห็นเขากลายเป็นเด็กที่กล้าแสดงออกมากขึ้น พึ่งตัวเองได้มากขึ้น และรู้จักใส่ใจผู้อื่นมากขึ้น” ดร.ไมค์ แอสเซล รองศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ อธิบาย

•  ฉลาดพูดสุดๆ

ดร.แอสเซลขยายความว่า “ทักษะด้านการพูดของเด็กวัย 3-5 ขวบจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในช่วง 2 ขวบ เด็กมักจะพูดเป็นคำๆ แต่เมื่อถึงวัยอนุบาลจะเริ่มพูดเป็นประโยคที่สมบูรณ์ ยิ่งถ้าได้โอกาสเล่นบทบาทสมมติมากๆ เด็กๆ จะยิ่งบรรยายความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้น ตอบคำถามได้เข้าท่ามากขึ้น รู้จักใช้คำใหม่ๆ และจะมีคำพูดตลกๆให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ สำหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งรอบตัว เด็กวัยนี้ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นด้วย เช่น เขารู้ว่าควรเรียกมักกะโรนีว่าพาสตา ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยว

•  ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น

ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กวัยนี้ก็พัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นกัน “ถึงจะยังต้องให้ช่วยบ้าง แต่เด็กๆ มักจะติดกระดุม ล้างมือและกินข้าวเองได้” ผศ.ดร.ลอรา สเตาท์ โซซินสกี นักจิตวิทยา อธิบาย จากลูกที่พึ่งคุณทุกเรื่อง เขาจะเป็นเด็กที่พึ่งตัวเองได้มากขึ้น “ลูกวัย 3-4 ขวบจะรู้จักเก็บของเล่นเข้าที่ หยิบเสื้อผ้าของตัวเองใส่ตะกร้าและช่วยเก็บถ้วยชามบนโต๊ะอาหาร” ดร.แอสเซลยกตัวอย่าง ถึงจะยังทำหน้าที่เหล่านี้ได้ไม่ดีพอ แต่ลูกก็ช่วยคุณได้มากขึ้น (แม้จะแค่เล็กน้อยก็ยังดี)

•  รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น

“ลูกวัยนี้เริ่มบอกได้แล้วว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร และยังรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นด้วย เขาจึงมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น ฉะนั้นลูกที่รับรู้ได้ว่าพ่อแม่ทุกข์ใจก็อาจจะพยายามทำให้พ่อแม่สบายใจขึ้น คุณจะประทับใจมากทีเดียว” ดร.โซซินสกี อธิบาย

•  เรียนรู้อย่างกระตือรือร้น

ดร.แอสเซลอธิบายว่า “ลูกวัย 3-4 ขวบจะตั้งคำถามและซึมซับข้อมูลตลอดเวลา สาเหตุที่ลูกวัยนี้กลายเป็น “เจ้าหนูจำไม” ก็เพราะเขากำลังสร้างพื้นฐานความรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งรอบตัว คุณยังอาจจะต้องประหลาดใจที่เขาเก็บข้อมูลและรายละเอียดบางอย่างได้ด้วยเช่น บอกวันเดือนปีเกิดของตัวเองได้ ลูกวัยนี้จะเริ่มเรียนรู้เรื่องรูปทรง สีและตัวอักษร จึงอาจจะจำได้ว่าชื่อบนการ์ดอวยพรวันเกิดเป็นชื่อของตัวเองหรืออ่านคำง่ายๆ ออกได้ด้วย

•  ติดพ่อแม่น้อยลง

อีกหนึ่งข้อดีของการมีลูกวัยนี้คือ การบอกลามักจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นสำหรับทั้งสองฝ่าย “ลูกจะรับมือกับการแยกจากพ่อแม่ได้ดีขึ้น เพราะเขาเริ่มเข้าใจเรื่องเวลาบ้างแล้ว การที่ลูกรับรู้ว่าคุณจะกลับมาในไม่ช้าและบอกลาได้ง่ายขึ้น จึงช่วยลดความรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งเขาไว้กับคนอื่น” ดร.แอสเซลให้ข้อสังเกต

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เลี้ยงลูกสาว

เลี้ยงลูกสาว โตขึ้นทุกวัน พ่อแม่ต้องปรับวิธีเลี้ยงดูอย่างไรให้ทันสมัย?

เลี้ยงลูกสาว ที่เผลอแปบเดียว ลูกสาวของเราไม่ใช่สาวน้อยแล้ว  เริ่มจะโตขึ้น และมีสิ่งต่างๆ ในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปมาก  หากคุณพ่อคุณแม่ไม่รีบดูแลตั้งแต่วันนี้ ก็อาจทำให้พัฒนาการทางร่างกายบางอย่างเป็นไปไม่ตามวัยได้  มาดูกันค่ะ

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การขาดน้ำมีส่วนทำให้ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่งผ่องใส และยังทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี ลูกจะกินอาหารได้ไม่มากเท่าที่ควร การดื่มน้ำจะช่วยให้ระบบการย่อยและระบบภูมิต้านทานทำงานได้ดี การขับถ่ายก็จะดี และน้ำหนักตัวจะคงที่ด้วย

การเลี้ยงลูกผู้หญิง
การเลี้ยงลูกผู้หญิง ให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ลูกควรดื่มน้ำให้เพียงพอ

ส่วนใหญ่เรามักจะดื่มน้ำตามคำแนะนำที่ว่าควรดื่มให้ได้วันละ 7-8 แก้ว ซึ่งน้ำในที่นี้คือน้ำดื่มและน้ำจากอาหาร ผักและผลไม้ที่เรากินทั้งวัน แต่เพราะคนเรามีน้ำหนักตัวไม่เท่ากัน หากอยากรู้แน่ๆ ว่าวันๆ หนึ่งลูกควรดื่มน้ำเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับร่างกายของเขา อาจลองคำนวณจากสูตรนี้ก็ได้ค่ะ องค์การอนามัยโลกกำหนดสูตรคำนวณปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของแต่ละคนในแต่ละวันดังนี้

 น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) /2 x 2.2 x30 = … ซี.ซี. ปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสม
(1,000 ซี.ซี. = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 5 แก้ว)

 

นอนหลับพอเพียง

วัย 7 – 12 ปี ควรนอนอย่างต่ำวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่พร้อมทำกิจกรรมทั้งวัน การจำกัดเวลาเล่นเกม ใช้คอมพิวเตอร์หรือทำกิจกรรมต่างๆ ของลูก เป็นวิธีทำให้ลูกเข้านอนตรงเวลาโดยไม่ต้องเตือนกันซ้ำๆ จนวัยรุ่นเบื่อและพาลไม่ทำ

ดูแลลูกสาว
วัย 7 – 12 ปี ควรนอนอย่างต่ำวันละ 8 ชั่วโมง

 

กินข้าวเช้าเป็นประจำ

สาวน้อยมักกลัวอ้วน เลยไม่ยอมกินข้าวเช้า แต่คุณก็รู้ว่ามื้อเช้าสำคัญที่สุด การได้กินอาหารเช้าในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยให้สมองแจ่มใส พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดวัน

เลี้ยงลูกสาวให้น่ารัก
อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุดสำหรับทุกวัย

 

หลีกเลี่ยงอาหารขยะ

มันฝรั่งทอด คุกกี้ ช็อกโกแลต และอาหารหรือขนมรสหวาน เค็ม มีไขมันสูง ยังเป็นอาหารถูกใจ ลูกวัยนี้ จะไปตามห้ามลูกกินนั่นนี่โน่น มีแต่เหนื่อยเปล่า…คุณก็รู้ สู้เปลี่ยนวิธีซื้ออาหารไม่ดีต่อสุขภาพเข้าบ้านให้น้อยลง และจัดซื้ออาหาร ขนมหรืออาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพน้ำตาลน้อย เกลือน้อย ไขมันต่ำ เช่น  ถั่ว ชีสชิ้นเล็กๆ (ขอย้ำตรงชิ้นเล็กๆ ค่ะ) ผักผลไม้มาแจมๆ ไป เพื่อสุขภาพดีและความสงบสุขของทุกฝ่ายจะง่ายกว่า

การเลี้ยงลูกสาว
หลีกเลี่ยงให้ลูกกินอาหาร junk food

กินช้าๆ และไม่ควรกินจนอิ่มเกินไป

นี่คือกฎหลักของการกิน การกินเร็วเกินไปทำให้กระเพาะย่อยอาหารไม่ทัน เป็นสาเหตุให้กินมากเกินไปเพื่อให้รู้สึกอิ่ม มาแนะวิธีให้ลูกสังเกตตัวเองดีกว่าว่าอิ่มพอดีหรือยัง หลังกินอาหารสองชั่วโมง ลูกยังหิวหรือไม่ ถ้าไม่หิวแปลว่าปริมาณนี้พอเหมาะกับลูก แต่ถ้าหิว มื้อหน้าค่อยเพิ่มปริมาณอาหารอีก

ลูกสาว เลี้ยงอย่างไรให้ดี
สร้างพฤติกรรมการรับประทานอาหารในปริมาณที่พอดี

 

ออกกำลังกายเป็นประจำ

แนะนำว่าให้ออกกำลังสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที หรือถ้าถึง 1 ชั่วโมงได้จะดีมาก  ไม่แนะนำเรื่องออกกำลังในยิม การได้ออกกำลังกลางแจ้งได้สัมผัสกับแสงแดดในเวลาที่เหมาะ (ก่อน 10.00 น. และหลัง 16.00 น.) จะช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ร่างกายแข็งแรง ถึงจะเป็นลูกสาวแต่เด็กวัยนี้ก็ทำกิจกรรมสมบุกสมบันได้ไม่แพ้ลูกชายค่ะ วิ่ง ขี่จักรยาน หรือจะเข้มกว่านั้น พากันไปปีนเขาก็ยังไหว

เลี้ยงลูกสาวให้น่ารัก
หมั่นลูกสาวออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีอารมณ์แจ่มใส

เลี้ยงลูกสาว รักษาความสะอาด

เมื่อฮอร์โมนวัยรุ่นเริ่มทำงาน สาวน้อยจะเริ่มมีเรื่องรุมเร้า ทั้งเป็นสิวได้ง่าย และเริ่มมีประจำเดือนลูกไม่ต้องการให้คุณทำความสะอาดร่างกายให้เขาแล้ว แต่นี่คือการเปลี่ยนแปลง ลูกยังต้องการคำแนะนำจากคุณแน่นอน คำแนะนำวิธีล้างหน้าอย่างเบามือ และผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวพรรณของเขา รวมไปถึงการทำความสะอาดร่างกายส่วนต่างๆ ผม ฟัน ร่างกาย โดยเฉพาะเวลามีประจำเดือน ควรทำอย่างไร ถ้าลูกรักษาความสะอาดตัวเองได้ดี เขาก็จะดูสวยงามอยู่เสมอ

เลี้ยงลูกผู้หญิง
แนะนำเรื่องการทำความสะอาดร่างกายทุกส่วนให้กับลูกสาว

เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง ความเชื่อมั่นในตัวเอง

จะยิ่งส่งเสริมให้ความสวยน่ารักภายนอกกระจ่างชัดไปด้วย  คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมได้ด้วยการให้โอกาสลูกมากกว่าการปฏิเสธ บังคับหรือกำหนดให้ลูกทำสิ่งต่างๆ การรับฟังความคิดและเหตุผลในการกระทำสิ่งต่างๆ ของลูกก่อนสรุปหรือตัดสิน โดยมีคุณอยู่ข้างๆ แนะนำแนวทางที่เหมาะสมอย่างเป็นมิตร สนับสนุนหรืออยู่เคียงข้างด้วย  จะช่วยให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & Kids


บทความน่าสนใจอื่นๆ

จริงหรือการ มีลูกสาว ทำให้คนเป็นพ่อเปลี่ยนไป

7 เรื่องที่พ่อแม่ควร สอนลูกสาว ให้ติดตัวเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต

เคล็ดลับ ทำการบ้านให้เป็นเรื่องง่ายและสนุก

การขยับชั้นจากอนุบาลมาประถม เป็นการเปลี่ยนแปลงของการเรียนอย่างมากช่วงหนึ่ง จากชั้นอนุบาลที่เน้นทักษะการช่วยเหลือตัวเอง และการเรียนรู้วิชาการยังไม่เข้มข้นมาก การบ้านลูกอนุบาลมีไม่มาก หรือบางโรงเรียนอาจมีมากแต่ก็ไม่ยาก พอขึ้นชั้นประถม การเรียนวิชาการชัดเจนขึ้น สำหรับเด็กวัยนี้การบ้านเริ่มไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป

 

คุณพ่อคุณแม่จึงเป็นคนสำคัญที่จะช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับการบ้าน และผ่อนคลายกับช่วงเวลาที่ไม่สนุกนัก

 

• ทำเช็คลิสต์ให้เห็นฝั่ง  จดวิชาที่มีการบ้านลงในกระดาษ พอทำเสร็จแต่ละอย่าง ก็ให้ลูกทำเครื่องหมายบอก จะใช้สีระบายเป็นสัญลักษณ์หรือวาดรูปก็ได้แล้วแต่เขา ให้รู้ว่าวิชาไหนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยจะรู้สึกว่าการบ้านเป็นสิ่งที่เขาควบคุมได้ ทำได้ เพราะมองเห็นเป้าหมาย

 

• ช่วยเรียงลำดับการบ้านมีทั้งยากและง่าย ทั้งที่เขาชอบและไม่ชอบ การให้ลูกเลือกทำอะไรก่อนหลังอาจไปได้ดีกับลูกที่มีสมาธิต่อเนื่อง ดังนั้นควรต้องรู้จักและสังเกตลูกของคุณด้วย หากลูกเป็นเด็กเบื่อง่าย ความอดทนน้อย การช่วยลำดับการทำการบ้านยากง่ายให้เหมาะกับความสนใจและสมาธิของลูกจะช่วยให้เวลาทำการบ้านไม่ใช่เวลาสุดทรมานของเขาและคุณ

 

• สถานที่ทำการก็ทำสำคัญ ลูกที่เสียสมาธิได้ง่าย มุมทำการบ้านที่มีข้าวของมากมายดึงสายตา ใกล้ทีวีหรือสิ่งเร้ามากๆ ย่อมไม่ส่งเสริม เด็กขี้เบื่อ ขี้ร้อนอึดอัดหงุดหงิดง่าย ถ้าต้องทำการบ้านในที่เดิมนานๆ หรือมุมปิดเกินไป ก็ทำให้ความสนใจลดลงง่ายๆ อีก ควรจัดบริเวณทำการบ้านให้สอดคล้องกับลักษณะของลูก

 

• คอยสอบถามและให้กำลังใจ วัยอนุบาลคุณต้องอ่านโจทย์หรือคำสั่งและคอยแนะนำใกล้ชิด แต่ถึงแม้ลูกจะ ขึ้นประถมแล้ว เริ่มอ่านได้ แต่ก็ยังไม่คล่องนัก การคอยอยู่ข้างๆ สอบถาม ชมบ้าง ให้กำลังใจหรือให้ความช่วยเหลือเท่าที่ลูกต้องการจะทำให้เขารู้สึกมีเพื่อน หรือจะให้ดีกว่านั้น คุณจะทำงานของคุณไปข้างๆ ลูกก็ยังได้ ให้เขามีเพื่อนพูดคุยระหว่างทำการบ้าน บรรยากาศก็ยิ่งผ่อนคลาย เขาต้องทำการบ้านที่อยากทำบ้างไม่อยากทำบ้าง พ่อก็ต้องทำงานที่อยากทำบ้าง ไม่อยากทำบ้างเหมือนกัน แต่ทุกคนมีหน้าที่ ต้องรับผิดชอบและถึงไม่ชอบนัก เขาก็มีคุณเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ

 

• คุยกับครูของลูก ครูก็เป็นหนึ่งในทีมฝึกสอนและพัฒนาลูกไปพร้อมกับคุณ การพูดคุยกับคุณครูของลูกเป็นระยะๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ จะช่วยให้ทั้งคุณและคุณครูได้รู้จักลูกมากขึ้น และเห็นจุดแข็งจุดอ่อนของลูกที่คุณจะนำไปส่งเสริมหรือพัฒนาต่อได้ถูกทาง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-21] หลอกลูกแปรงฟัน

แปรงฟันเป็นอีกหนึ่งในท่ายาก แต่เป็นท่าบังคับของการเลี้ยงลูก มันจะเริ่ม เร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับว่าฟันซี่แรกของเจ้าตัวเล็กจะโผล่พ้นเหงือกมาเมื่อไหร่นั่นแหละฮะ สำหรับเจ้าปูนปั้น เป็นเด็กเหงือกบานอยู่เกือบ 10 เดือนกว่าฟันซี่แรกจะโผล่มาให้หม่าม๊ากระดี๊กระด๊า ก่อนหน้านั้นเจ้าปูนปั้นงุ้งงิ้งตอนกลางคืนทีไร หม่าม๊าก็มามุก “สงสัยคันเหงือกฟันจะขึ้นแล้วมั้ง”

ว่าแล้วก็ส่องทุกมุมว่าจะมีสีขาวๆ โผล่พ้นเหงือกชมพูตรงไหน หาไม่เจอก็เรียกปะป๊าไปช่วยส่อง … เฮ้อ

การแปรงฟันให้เจ้าตัวเล็ก ไม่ใช่งานง่ายเลย  แต่ครอบครัวของเราอาจจะโชคดีเล็กๆ ที่เจ้าปูนปั้นไม่ค่อยมีปัญหากับการแปรงฟัน  ตั้งแต่ช่วงที่เป็นอาตี๋เหงือกบานไม่มีฟันสักซี่ การทำความสะอาดช่องปาก ก็จะใช้การเช็ด   โดยหม่ามี๊ก็จะใช้ผ้าก๊อซพันนิ้วจุ่มน้ำชุ่มๆ แล้วก็เช็ดเหงือก  ลิ้นและกระพุ้งแก้ม ให้ทั่วๆ เจ้าปูนปั้นก็ดูให้ความร่วมมืออย่างดีไม่โวยวาย  อาจจะมีงับบ้างให้เราจั๊กจี๋ (เพราะไม่มีฟันขบให้เจ็บ)  ปะป๊าเคยช่วยทำหน้าที่นี้แทนหม่าม๊าบางครั้งก็จำได้ว่าเวลาโดนงับแล้วสนุกดี จั๊กจี้ดี

ครั้งแรกที่เราเริ่มใช้แปรงสีฟันกับเจ้าปูนปั้น  ก็ไม่ยากเท่าที่คิด    โดยหม่าม๊าเริ่มหลอกล่อด้วยเพลง nursery rhyme เพลงแปรงฟัน เนื้อร้องเป็นอย่างนี้ฮะ เผื่อจะเอาไปลองใช้กันบ้างฮะ

“แปรงซิ แปรง แปรงฟัน  ฟันหนูสวยสะอาดดี

แปรงขึ้น แปรงลง ทุกซี่   สะอาดดีเมื่อหนูแปรงฟัน”

ตอนร้องปะป๊าแนะนำให้มีทำนอง และทำเสียงสูงต่ำให้น่ารักนะครับ จะทำให้เจ้าตัวเล็กสนุกสนานกับการแปรงฟันมากๆ เลยฮะ   หม่ามี๊เป็นคนร้องเพลงเด็กได้น่ารักมาก ขนาดที่บางทีปะป๊าฟังแล้วเคลิ้มไปเอาแปรงมาแปรงฟันไปพร้อมๆ กับเจ้าปูนปั้นเลยทีเดียว

เจ้าปูนปั้นจะเริ่มมางอแงเวลาแปรงฟันเอาตอนอายุประมาณสัก 1 ขวบ 2 เดือน โดยเริ่มมีอาการไม่ชอบให้แปรงฟัน  พอเรียกจะบิดหลบ เวลาจะแปรงฟันทีปะป๊ากะหม่าม๊าจะต้องหลอกล่อเยอะกว่าจะแปรงแสร็จ แต่แล้วหม่าม๊าก็เจอไม้เด็ดที่ทำให้เจ้าปูนปั้นชอบแปรงฟันอีกครั้ง คือ

‘แปรงฟัน พร้อมพี่พูห์’

พี่พูห์ก็คือเจ้าตุ๊กตาหมีพูห์ที่คุณป้าแฟนคลับท่านหนึ่ง  ซื้อมาฝากจากอเมริกา (คุณป้าท่านนี้ไม่เคยเจอเจ้าปูนปั้นตัวจริง นอกจากตามดูในเพจแล้วก็หลงรักรอยยิ้มเจ้าตัวยุ่ง) โดยหม่าม๊าจะให้เจ้าปูนปั้นนั่งกะพี่หมีพูห์จากนั้นก็บอกว่า “ได้เวลาแปรงฟันหละนะ หม่าม๊าจะแปรงพี่หมีพูห์ก่อนนะ” แล้วก็เอาแปรงไปทำท่าแปรงฟันให้พี่หมีพูห์ ได้ผลทีเดียวฮะ เจ้าปูนปั้นยื่นหน้ามารอแปรงต่อ แล้วหม่าม๊าก็จะเปลี่ยนมา “เอ้าตาปูนปั้นแปรงแล้วนะพี่พูห์” แล้วก็หันมาแปรงให้เจ้าปูนปั้นสลับไปมา นอกจากจะแปรงง่ายแล้วเจ้าปูนปั้นดูสนุกเสียด้วยสิครับ

คุณพ่อคุณแม่ลองเอาไปใช้ดูกันก็ได้นะครับ โดยเอาตุ๊กตาที่ลูกชอบนั่นแหละฮะ มาเป็นเพื่อนแปรงฟัน ผลออกมาเป็นอย่างไร มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะฮะ

ติดตามเรื่องราวน่ารักๆ ของน้องปูนปั้นเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ Poonpun

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-20] สอนปูนปั้นสวัสดี

เด็กเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่เราคิด เราสามารถสอนให้เขาทำตามในสิ่งต่างได้ตั้งแต่เขาอายุแค่ 7-8 เดือน (หรือจริงๆ อาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้นะครับ คงต้องถามผู้เชี่ยวชาญทางด้านเด็ก) คุณอาจจะไม่เชื่อ (คงเหมือนผมตอนนั้นนั่นแหละ) ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ลองมาฟังเรื่องของเจ้าปูนปั้นกัน

ตอนที่เจ้าปูนปั้นเพิ่งอายุได้ 7-8 เดือน คุณยายเจ้าปูนปั้น พยายามบอก หม่ามี๊กับปะป๊าว่า

“สอนเจ้าปูนปั้นให้หัด ‘ไหว้’ ได้แล้ว”

ความคิดในตอนนั้นของหม่าม๊าและปะป๊าคือรู้สึกว่า “แม่ๆๆ เกินไปแม่”

เมื่อเราไม่เริ่มสอน คุณยายก็เล่นบทบาทนั้นเองด้วยความเต็มใจ คุณยายเป็นผู้ทำหน้าที่ไปรับเจ้าปูนปั้นกลับบ้านทุกวัน ในระหว่างขับรถคุณยายก็จะคุยกับเจ้าปูนปั้นที่นั่งอยู่บน car seat ด้านหลังตลอดทาง   เพราะเมื่อไหร่ที่คุณยายเงียบ เจ้าปูนปั้นจะส่งเสียงเรียกเพื่อให้คุณยายคุยกับเขาต่อ   นอกจากคุยกับปูนปั้นคุณยายก็จะสอนให้เขา ทำโน่นทำนี่ เช่น พอจะผ่านทางด่วนช่อง Easy Pass คุณยายจะส่งเสียง ‘ติ้ด’ แล้วเจ้าปูนปั้นก็จะ ‘ติ้ด’ ตาม หรือ ตอนขึ้นสะพานแขวน (สะพานพระราม 9) คุณยายจะพูดว่า ‘สะพานแขวนๆ’ เจ้าปูนปั้นก็จะออกเสียงตามว่า “แป๋น” (ออกเสียงตามคำว่า ‘สะพานแขวน’)

แล้วอยู่มาวันหนึ่งคุณยายก็บอกเราว่า

“ปูนปั้นไหว้ ขอบคุณได้แล้ว”

แน่ล่ะ  ผมรอดูว่า ฟลุกหรือเปล่า  เพราะคุณยายจะชอบมาอวดด้วยความภูมิใจนักหนา เวลาสอนอะไรใหม่ๆ ให้เจ้าปูนปั้นทำได้  แล้วคุณยายก็เลยให้เจ้าปูนปั้นทำให้ดู โดยคุณยายเอาของชอบเจ้าปูนปั้น คือ รถของเล่น มายื่นให้ แล้วก็พูดว่า

“เฉงเฉงก่อน”  (เฉงคือไหว้ – ภาษากวางตุ้ง)

เจ้าปูนปั้นก็ยกมือไหว้จริงๆก่อนจะยื่นมือมารับรถของเล่น (ท่าไหว้เจ้าตัวป่วนน่ารักนะเออ) และเราก็ลองใหม่อีกหลายครั้งเพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ใช่ฟลุ้กนะครับ และจากนั้นเป็นต้นมา เราก็สอนให้เขาไหว้เรื่อยๆ จากไหว้รับของ เราก็เริ่มสอนให้เขาไหว้ตี่จู๋เอี๊ย หรือ ก๊งก๊ง (แปลว่าเจ้าที่ ในภาษา แต้จิ๋วและกวางตุ้งตามลำดับ) ครั้งแรกก็พาเขาไปนั่งข้างหน้าแล้วก็สอนว่า

“ปูนปั้น เฉงเฉง ก๊งก๊ง”

 แล้วเจ้าปูนปั้นก็ยกมือไหว้จริงๆ ตั้งแต่ครั้งแรก แล้วก็ทำซ้ำๆ ไม่รู้ว่าจะด้วยความสนุก หรือ บ้ายอที่เราตบมือให้ จากนั้นทุกเช้าวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เจ้าปูนปั้นก็จะวนไปไหว้ตี่จู๋เอี๊ยเองโดย หม่ามี๊ ปะป๊า ไม่ได้เรียก ทำเอาหม่าม้าบ่นว่า

“ปูนปั้น แบบนี้หม่าม้าก็หลอนนะ”

และ เจ้าปูนปั้นก็ขยายขอบข่ายการไหว้ไปตลอด ไม่ว่าจะเป็นรูปพระฉายาลักษณ์ในหลวง กระทั่งผู้พันแซนเดอร์ คิตตี้ โดราเอมอน ตัวอะไรต่อมิอะไร ขอตัวใหญ่ไว้ก่อน เจ้าปูนปั้นยกมือไหว้หมด

สิ่งที่เราอยากให้เขาเป็นตลอดไปจนโต คือ เวลาใครให้อะไร หรือ เขาอยากได้อะไร เจ้าปูนปั้นจะยกมือไหว้เอง หลายๆครั้งที่คนเข้ามาทักทาย แล้วเราก็บอกให้ ‘สวัสดีครับ’ เจ้าปูนปั้นก็ ‘ยกมือไหว้’ ก็จะได้รับคำพูดดีๆ ซึ่งก็เป็นมงคลกับตัวเขาเอง เราเชื่อว่า ‘ไม่ว่าจะเก่งขนาดไหน ก็ขอให้อ่อนน้อมถ่อมตนไว้’ และเมื่อโตกว่านี้ อีกสิ่งที่ผมจะสอนปูนปั้นคือ

“ไหว้คน ต้องก้มหัวนะลูก”

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-19] พบคุณหมอพัฒนาการเด็ก (ตอนที่ 2)

        ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากที่คุณหมอซักถาม หม่าม้ากับปะป๊าได้ความพอสมควร จากนั้นก็เป็นคิวของเจ้าปูนปั้น ซึ่งช่วงนี้คุณหมอให้ปะป๊าและหม่าม้าทำตัวเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์

        คุณหมอเริ่มโดยการเอารถมาลากไปมาเพื่อชักชวนให้ปูนปั้นเล่นด้วย (เพราะบอกคุณหมอว่าปูนปั้นชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับรถมาก) คุณหมอลากรถไปมาพร้อมกับชวนปูนปั้นมาเล่นด้วยกัน แต่เจ้าปูนปั้นก็ยืนนิ่งมองตาม แต่ก็ไม่ยอมเล่นด้วยสักที ผ่านไปนานหลายนาทีกว่าเจ้าปูนปั้นจะก้าวเท้าแรกออกไป แต่แล้วก็ชักกลับและอีกพักใหญ่ทีเดียวกว่าปูนปั้นจะยอมบรื้นๆ เล่นกับคุณหมอแต่ก็ดูเกร็งมาก (อันนี้คุณหมอก็พูดเหมือนกัน)

        เมื่อพอจะสื่อสารกันได้ดีระดับหนึ่ง คุณหมอเริ่มเปลี่ยนเอาของเล่นที่พัฒนาตรรกกะและการแก้ปัญหามาให้เจ้าปูนปั้นเล่น และก็เช่นเดิมคือเจ้าปูนปั้นใช้เวลานิดหนึ่ง (ไม่นานเท่าเดิม ) ถึงจะยอมเล่นด้วย แม้เจ้าปูนปั้นจะเล่นได้ แต่บางอย่างก็เล่นไม่จบ และไม่ได้ดูสนุกอะไรมากมาย (เหมือนเวลาเล่นรถ)

        จากนั้นคุณหมอก็เลื่อนเก้าอี้มาให้ปูนปั้นนั่ง และตรงนี้เอง เจ้าปูนปั้นก็นั่งลง พร้อมหยดน้ำตาที่ไหลออกมา แม้ไม่มีเสียงร้องแต่ก็ทำเอาคุณหมออึ้งแล้วก็ปล่อยให้ปะป๊าหม่าม้าทำหน้าที่แทน แล้วคุณหมอก็กลับมาสังเกตวิธีการเล่นของเรากับลูก

        คุณหมอวิเคราะห์ว่า ปูนปั้นไม่ได้เป็นสมาธิสั้น แต่เป็นเพราะเราเองที่ไม่ยื้อให้จบ และปูนปั้นดูจะเป็นเด็กที่เรียนรู้จากการฟังเพลงคุณหมอบอกว่า จะให้ดีการพัฒนาควรมี 2 ด้าน คือ Rules และ Relationships ซึ่งจากที่หมอสังเกตคิดว่า ปูนปั้นได้ Rules มาจากการอยู่ที่ Nursery ค่อนข้างเยอะ และนั่นคือเหตุผลตอนที่คุณหมอให้นั่ง

        (ปูนปั้นพยายาม ทำตัวเล็กลง ให้เป็นเด็กดี ตามกฏเกณฑ์ คุณหมอบอกว่าถ้าเป็นเด็กอื่น คงวิ่งจู๊ดไปหาพ่อแม่มากกว่าพยายามอดทนนั่ง’ (ขอเสริมว่า ตอนปะป๊าเห็นปูนปั้นนั่งตัวหดแล้วน้ำตาร่วง เราบอกได้แค่ว่าตอนนั้นสงสารลูกจับใจ  รู้สึกผิดว่าทำไมต้องพาเขามาทำแบบนี้ เพราะเจ้าปูนปั้นคงเกร็งมากจริงๆ เพราะเจ้าตัวป่วนเป็นเด็กลั้ลลามาก)

        แต่จากวิธีการเล่นระหว่างในครอบครัว คุณหมอบอกว่า ได้มาเติมด้าน Relationships จากที่บ้านมาก เพราะปะป๊าและหม่าม้า ปล้ำเล่นกับเจ้าปูนปั้นแบบยิ้มแย้มตลอด แต่สักพักคุณหมอสังเกตเห็นว่า  ‘ปูนปั้นชี้ให้ปะป๊าหยิบของให้ แต่ปะป๊าบอกให้ปูนปั้นไปหยิบของเอง เป็นภาษาอังกฤษแล้วปูนปั้นก็ไปหยิบ’ คุณหมอจึงบอกว่า ‘เอ้ะ ปะป๊าก็มี Rules นะแบบนี้ คือ เล่นแต่สิ่งที่ต้องเป็นคำสั่ง ก็บอกให้เขาทำเอง’ ปะป๊าจึงได้โอกาสปรึกษาคุณหมอว่า แบบนี้ไม่เป็นไรใช่มั้ย เพราะปะป๊าเกรงว่าการสั่งเค้า จะเป็นการขัดจินตนาการของเขา คุณหมอบอกว่า ไม่หรอกเพราะปะป๊าเล่นไปยิ้มตลอด มันเป็นกฏเกณฑ์มากกว่า ว่าเราเป็นคนคุมกฏแต่ไม่ใช่คำสั่ง แถมด้วยคุณหมอบอกคุณพ่อเป็นคนเล่นมันส์นะ (คุณหมอเห็นเราอุ้มปูนปั้นแล้วบอกให้ hold me tight ไม่งั้นจะไถลลงมาตามตัวปะป๊า – อันนี้ปูนปั้นชอบเล่นมาก) 

        จากนั้นคุณหมอก็สอนเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการที่จะหาทางทำให้เขาเล่นสิ่งต่างๆ ให้จบ เช่น

         –  ต้องกระตุ้นให้เขาสนุกสนาน แสดงการชื่นชมให้กำลังใจผ่านสารพัดเสียงที่เราจะทำให้ให้เขาเข้าใจ (ปกติทำอยู่แล้ว แต่อาจจะทำให้มากขึ้น)

         –  วิธีการนั่งอ่านหนังสือให้เขาฟัง ต้องนั่งหันหน้าหากัน หันหนังสือไปทางปูนปั้น เราเป็นคนเปลี่ยนหน้า ชวนให้เขาทำโน่นนี่

         –  และที่เคยพูดว่า “อย่า” เวลาเล่นปลั๊กไฟ เล่นพัดลมก็ต้องเปลี่ยนเป็นการเบี่ยงเบนไปทำกิจกรรมอื่น (ย้ำว่าทำกิจกรรมเลยนะครับ ไม่ใช่แค่เอาเขาไปดูนกดูหมา)

 

        เอาเป็นว่าได้ประโยชน์ดีครับ แต่ต้องทำใจนะฮะว่าบางตอนเราอาจจะสงสารเจ้าตัวเล็กบ้างถ้าเขาเกร็งเหมือนปูนปั้น และการที่เราพาลูกไปพบหมอด้านพัฒนาการไม่ได้แปลว่าลูกเราต้องป่วยอะไร เพราะถ้าเราสงสัยแต่ผลออกมาว่าไม่เป็นอะไร เราก็สบายใจ ถ้าเขามีอะไรที่ต้องปรับ ทำตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อนดีกว่าครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)