คลิปการ์ตูนฮาๆ พ่อกับแม่ ถึงตาใครเปลี่ยนผ้าอ้อมล่ะเนี่ย
ขำๆ กับอะนิเมชั่นสั้นๆ ระหว่างพ่อกับแม่จะเป็นใครที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมล่ะคราวนี้ เบบี๋นั้นน่ารักน่าทะนุถนอม แต่พอถึงคราวเปลี่ยนผ้าอ้อมล่ะก็ตัวใครตัวมันค่ะ
ที่มา: Diane Channel
ขำๆ กับอะนิเมชั่นสั้นๆ ระหว่างพ่อกับแม่จะเป็นใครที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมล่ะคราวนี้ เบบี๋นั้นน่ารักน่าทะนุถนอม แต่พอถึงคราวเปลี่ยนผ้าอ้อมล่ะก็ตัวใครตัวมันค่ะ
ที่มา: Diane Channel
เมื่อลูกของคุณพ่อคุณแม่ถึงวัย 8 ขวบ พวกเขาก็เริ่มโตขึ้นและมีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้น พวกเขาออกไปเล่นกับเพื่อนข้างบ้านได้เอง มีกลุ่มเพื่อน เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และกล้าทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำมากขึ้น
อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งวางใจค่ะ แม้เราจะปล่อยให้เขาเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่และทดลองทำกิจกรรมที่หลากหลายด้วยตัวเอง เราก็อย่าลืมเรื่องความปลอดภัยเป็นอันขาด อุบัติเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจมน้ำ จักรยานล้ม หรือโดนรถยนต์เฉี่ยวชน อาจทำให้เด็กๆ บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ของเจ้าหนูวัย 8 ขวบควรใส่ใจและระมัดระวังอุบัติเหตุเกี่ยวกับอะไรบ้าง ลองไปอ่านกันดูค่ะ
อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา
ปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญว่ากีฬาประเภทใดเหมาะกับลูกบ้าง อย่าลืมให้เด็กๆ สวมใส่อุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันตัวให้เรียบร้อย เช่น สนับเข่า ถุงมือ หมวกกันน็อค แว่นตาว่ายน้ำ ฯลฯ ให้ครบ และปรึกษาครูผู้ฝึกสอนเกี่ยวกับการเลือกอุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันตัวสำหรับเด็กโดยเฉพาะ
อุบัติเหตุจากการเล่นน้ำ
คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ควรให้ลูกวัย 8 ขวบเล่นน้ำเพียงลำพัง แม้ว่าลูกจะว่ายน้ำเป็นแล้วก็ตาม อย่าปล่อยลูกให้เล่นน้ำในสระว่ายน้ำ ทะเลสาบ หรือทะเล เพียงลำพังเด็ดขาด โดยเฉพาะบริเวณที่มีสายน้ำไหลเชี่ยว
อุบัติเหตุจากการขี่จักรยาน
ฝึกให้เด็กๆ สวมเครื่องป้องกัน เช่น หมวกกันน็อค ขณะขี่จักรยาน และคุณพ่อคุณแม่ควรออกกฏให้ลูกๆ ไม่ออกไปขี่จักรยานในช่วงที่เริ่มค่ำ เพราะถนนจะมืด รถยนต์อาจไม่ทันสังเกตเห็นจักรยานที่เด็กๆ ขี่มา และเฉี่ยวชนได้ เด็กๆ จึงควรรีบกลับเข้าบ้านก่อนพระอาทิตย์ตก
อุบัติเหตุจากรถยนต์
ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะสตาร์ทรถ ควรให้ลูกนั่งบนเบาะเสริมสำหรับเด็ก 8 ขวบ พร้อมกับคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย ที่นั่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กวัยนี้คือเบาะหลังค่ะ
อุบัติเหตุจากอาวุธปืน
ทางที่ดีเราไม่ควรมีอาวุธปืนเก็บไว้ที่บ้าน แต่หากครอบครัวไหนมี ควรนำลูกกระสุนออกก่อน จากนั้นจึงค่อยเก็บปืนและกระสุนให้พ้นมือเด็ก โดยนำไปใส่ตู้ที่มีกุญแจล็อคให้เรียบร้อย
อุบัติเหตุล้วนป้องกันได้ วัย 8 ขวบเป็นวัยที่อยากรู้และอยากลอง แต่ก็ยังเล็กเกินไปที่จะไตร่ตรองถึงผลจากการไม่ระมัดระวังตัว คุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยเป็นหูเป็นตา และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เด็กๆ จะได้เรียนรู้และสนุกอย่างสมวัยค่ะ
ที่มา: https://www.healthychildren.org/English/ages-stages/gradeschool/Pages/Safety-for-Your-Child-8-Years.aspx
ภาพจาก: Shutterstock
เจ้าหนูคีธ โอเดล จูเนียร์ ยอดฝีมือนักบิลเลียดวัยเพียง 5 ขวบ เจ้าหนูมีคุณพ่อที่คอยฝึกสอนและสนับสนุน จนฝีมือไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ไปชมฝีไม่ลายมือของเจ้าหนูกันค่ะ
ที่มา: THNKR Channel
เวลาเราเห็นภาพทารกแรกเกิด เรามักจะเห็นทารกน้อยถูกห่อตัวด้วยผ้าห่อตัวเด็กสีหวานและสวมหมวกสำหรับเด็กอ่อน หมวกของทารกจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป บางโรงพยาบาลก็จะสวมหมวกให้กับทารกแรกคลอดทุกคน ขณะที่บางโรงพยาบาลจะสวมหมวกให้เฉพาะทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือทารกที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เท่านั้น…แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่าหมวกนั้นไม่จำเป็นสำหรับทารกแรกคลอดเลย เป็นเพราะอะไร ลองไปอ่านกันค่ะ
1.หมวกทำให้คุณแม่ได้กลิ่นจากตัวของเบบี๋ได้ไม่เต็มที่
คนที่เป็นแม่คงรู้ดีว่าไม่มีกลิ่นไหนหอมเท่ากลิ่นตัวของลูก กลิ่นของลูกที่คุณแม่ชอบ ช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนอ๊อกซิโทซิน ที่ช่วยสร้างสายใยรักและผูกพันระหว่างแม่กับลูก ฮอร์โมนนี้ช่วยเรื่องการหลั่งน้ำนมของคุณแม่หลังคลอด และช่วยให้คุณแม่รู้สึกคลายกังวลได้ด้วยค่ะ ดังนั้นคุณแม่สูดกลิ่นหอมๆ จากศีรษะของเบบี๋น้อยให้เต็มปอดเลยค่ะ
2.การกอดเบบี๋ก็ให้ความอบอุ่นเพียงพอแล้วค่ะ
บางคนเข้าใจว่าการสวมหมวกให้เบบี๋จะช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายทารกน้อย แต่ความเป็นจริงนั้นการที่คุณแม่กอดลูกน้อยไว้กับอกก็เป็นการให้ความอบอุ่นอย่างเพียงพอแล้วค่ะ การสวมหมวกกลับจะยิ่งทำให้เบบี๋รู้สึกร้อนเกินไปด้วยซ้ำ ช่วงเวลาหลังคลอดทารกควรได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่ การได้รับความอบอุ่นจากร่างกายของแม่ไม่เพียงช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายเบบี๋เท่านั้น แต่ยังช่วยปรับอารมณ์ ความรู้สึก และสร้างความผูกพันไปพร้อมๆ กันด้วย
ถึงคราวที่คุณแม่จะถอดหมวกของทารกน้อย และสูดกลิ่นหอมๆ จากศีรษะของลูกให้ชื่นใจแล้วค่ะ
ที่มา: http://www.bellybelly.com.au/baby/no-hats-on-newborn-babies/
https://mobile.facebook.com/notes/นมแม่/ช่วงเวลาพิเศษหลังคลอด-60-นาทีทอง/542350395805041?_rdr
ภาพจาก: Shutterstock
มาดูเหล่าเซเลปตัวน้อยใส่ชุดไทย เข้ากับเทศกาลวันลอยกระทงของไทยจริงๆ ค่ะ จะน่ารักแค่ไหน มีใครกันบ้างน้า…
1.น้องออกัส และออก้า ลูกสาวและลูกชายอารมณ์ดีของ พ่อเปิ้ล นาคร และแม่จูน
ใส่ชุดไทยพร้อมถือกระทง น่ารักจริงๆเลย
CR : IG june_kasama
2.น้องวันใหม่ ฉัตรบริรักษ์ ก็ใส่ชุดไทยไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน แถมรำวงโชว์อีกด้วย ไม่ธรรมดาเลยนะน้องวันใหม่
CR : IG momomama1234

3.น้องฌานาและฌารีน ลูกสาวคู่แฝด ของพ่อเอ็ม อภินันท์ ใส่ชุดไทยเดินเตาะแตะเป็นคู่ ความน่ารักทวีคูณไปอีก
CR : IG m_apinan

4.น้องรดา ลูกสาวตัวจิ๋ว ของแม่นุ้ย สุจิรา ถึงหนูตัวเล็ก แต่ก็ใสชุดไทยมาสุขสันต์วันลอยกระทงพี่ๆได้ค่ะ
CR : IG pondyentafo

5.น้องภูดิศ สะกิดใจ ลูกชายของพ่อป๋อและแม่เอ๋ ก็น่ารักไม่แพ้กัน หล่อเลยก็ว่าได้
CR : IG aey_pornthip
น้องมะลิ “พาขวัญ สหวงษ์”ลูกสาววัย 2 ขวบ ของ “ปอ ทฤษฎี สหวงษ์” กับ ภรรยา “โบว์ แวนด้า ”
ชื่อ “พาขวัญ” พ่อปอเป็นคนตั้งให้เองและตั้งใจที่จะให้ลูกมีชื่อแบบไทย
ทุกวันน้องมะลิจะไปหาพ่อปอที่โรงพยาบาลและคอยทักทายคนที่มาเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มที่สดใส ฝึกสวัสดี และท่าเต้นที่ไร้เดียงสา… ความน่ารักของน้องมะลิ ทำให้หนูน้อยกลายเป็นขวัญใจของใครหลายๆคนในตอนนี้ และยังเป็นกำลังใจสำคัญที่สุดของพ่อปอ เพราะพ่อปอรักน้องมะลิและครอบครัวมาก
กำลังใจที่สำคัญครั้งนี้ รอคอยการกลับมาของพ่อปอ …หวังให้พ่อปอหายดีและกลับมาหาน้องมะลิเร็วๆ
นิตยสารเรียลพาเรนติ้งขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวสหวงษ์ ขอให้พ่อปอหายเร็วๆ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ รีบกลับมากอดน้องมะลิและครอบครัวนะคะ
CR : IG portidandmali_fanclub
คลิปวีดีโอสุดน่ารักนี้เป็น เหตุการณ์ของน้องสาวตัวน้อยคนหนึ่ง ที่สงสัยจะเกิดอาการเหงาขึ้นมา เลยเดินดุ่มๆ เข้าไปหาพี่ชายที่กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟา แถมยังพยายามจะปลุกให้เขาตื่นอีกด้วย
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : JustLaugh
หนูน้อยวัยเพียง 5 ขวบ แต่ฝีมือการตีกลองไม่แพ้ใครเลย แบบนี้นักดนตรีมืออาชีพต้องยกนิ้วให้แน่ๆ ค่ะ
ที่มา: Eduarda Henklein Baterista Channel
เรื่องราวของเธอคนนี้ สาวเวียดนามผู้เกิดมาไร้แขน Nguyet ผลพวงจากปฏิบัติการณ์ Agent Orange ของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนามโดยการหยอดสารเคมีลงภาคพื้นดิน เพื่อทำลายหน่วยรบของประเทศเวียดนามที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนจำนวนหลายล้านคนเลยทีเดียว ชาวเวียดนามราวๆ 4.8 ล้านคนได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ เสียชีวิตไปหลายพันคน และแน่นอนได้รับร้ายทางสุขภาพอีกนับล้านเลยล่ะ และนั่นรวมถึงรุ่นลูกหลานของพวกเขา








สุดยอด!!! เหมียวขอซูฮกเธอเลย ขนาดเกิดมาพิการ แต่เธอไม่ได้ยอมแพ้กับชีวิตง่ายๆ จนสามารถเป็นคนหนึ่งที่ดูแลผู้อื่นได้เลยล่ะ เราเกิดมามีร่างกายครบ ก็อย่างยอมแพ้ในชีวิตนะจ๊ะ ^^
ที่มา: Borepanda
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : http://www.catdumb.com/armless-woman-333/
คุณครูฮาราดะเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองจากประเทศฮ่องกง เมื่อคุณครูพานักเรียนชั้นประถมไปทัศนศึกษาบริเวณชายหาด เด็กๆ ก็เหยียบโดนขยะหลายชิ้น ทั้งครูและนักเรียนจึงตัดสินใจช่วยกันเก็บขยะไปทิ้ง คุณครูจึงถือโอกาสให้ความรู้กับเด็กๆ เพิ่มเติมเรื่องมลภาวะและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมทางทะเล พบว่าทุกวันนี้มากกว่า 80% ของมหาสมุทรทั่วโลกเต็มไปด้วยขยะพลาสติกเม็ดเล็กๆ ซึ่งขั้นตอนในการเก็บเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆ เหล่านี้เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองมาก คุณครูและนักเรียนกลุ่มนี้จึงคิดหาวิธีที่ง่ายและประหยัดเพื่อเก็บขยะเหล่านี้
[ted id=2363]
คุณครูให้เด็กๆ ช่วยกันคิดหาวิธีเก็บขยะได้อย่างอิสระ จากนั้นก็นำเอาความคิดที่เจ๋งๆ ของเด็กแต่ละคนมารวมกัน แล้วจึงสร้างเป็นต้นแบบหุ่นยนต์เก็บขยะที่ลอยน้ำได้ ภายหลังคุณครูได้นำรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไปเขียนไว้บนเว็บไซต์ของโรงเรียน โดยหวังว่าจะมีใครที่มีเงินทุนมากพอมาเห็นผลงานชิ้นนี้ แล้วทำให้มันเป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัยและใช้ได้จริง
ข้อคิดที่คุณครูได้จากการทำโครงการแรกนี้คือ เมื่อเขาให้นักเรียนเห็นปัญหาตรงๆ นักเรียนก็ไม่ลังเลที่จะช่วยกันระดมความคิดแก้ปัญหาทันที
ต่อมาเด็กๆ ได้เห็นภาพจากอินเตอร์เน็ต เป็นภาพของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ประเทศบังกลาเทศ กำลังตักน้ำที่ปนเปื้อนไปด้วยน้ำมัน เพื่อนำไปใช้อุปโภคบริโภค นักเรียนประถมจากฮ่องกงกลุ่มนี้จึงรวมตัวกันประดิษฐ์อุปกรณ์วัดระดับน้ำเสีย แล้วส่งไปยังประเทศบังกลาเทศ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แทนที่เด็กๆ จะมองเห็นปัญหาอย่างเดียว พวกเขาลงมือแก้ปัญหาด้วย พวกเขาทำมันจากความรู้สึกสงสารและเห็นใจเด็กผู้ชายที่อยู่ในภาพ คุณครูรู้สึกประทับใจมาก จึงเกิดแรงบันดาลใจริเริ่มโครงการใหม่ที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากคุณครูฮาราดะเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นและฝรั่งเศส เหตุระเบิดที่โรงงานนิวเคลียร์ในเมืองฟูกูชิม่า เมื่อปีค.ศ. 2011 จึงเป็นเรื่องที่ครูฮาราดะให้ความสำคัญอย่างมาก คุณครูเดินทางไปวัดค่ามลพิษที่เมืองฟูกูชิม่าเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้คุณครูให้เด็กๆ เข้าร่วมด้วย แต่ไม่ได้ไปที่ฟูกูชิม่าจริงๆ หรอกนะคะ เด็กๆ จะอยู่ที่ศูนย์รับข้อมูลมลพิษที่ฮ่องกงที่เด็กๆ ช่วยกันตั้งขึ้น คุณครูจะรายงานผลค่ามลพิษให้เด็กๆ ฟังอย่างละเอียดทุกวัน จากนั้นเด็กๆ จะช่วยกันคิดว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร
ในที่สุดคุณครูก็สามารถระดมทุนเพื่อสร้างศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมที่ฮ่องกงได้สำเร็จ ที่ศูนย์นี้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กจะได้ทำงานร่วมกันเพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม เด็กๆ จะได้มีโอกาสทำความฝันให้เป็นจริง ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็ได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
ครูฮาราดะบอกว่าผู้ใหญ่ควรเลิกปิดบังความจริงเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมจากเด็กๆ ได้แล้ว เด็กๆ จะได้มีโอกาสระดมความคิด แรงกาย และแรงใจช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ คุณครูเน้นย้ำข้อคิดจากอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ที่บอกว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เด็กๆ นั้นมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ผู้ใหญ่ควรสนับสนุนละไม่ปิดกั้นความคิดของเด็กๆ ค่ะ
ที่มา: http://www.ted.com/talks/cesar_harada_how_i_teach_kids_to_love_science#t-569578
อีธาน ฮอลล์ เจ้าหนูน้อยวัย 7 ขวบ เกิดสะอึกขึ้นมาระหว่างการนำร้องเพลงชาติในพิธีเปิดการแข่งขันเบสบอลที่ประเทศออสเตรเลีย แต่เจ้าหนูอีธานก็แสดงสปิริตด้วยการร้องต่อจนจบเพลง ผู้คนในสนามต่างก็ประทับใจในความมุ่งมั่นของเจ้าหนูกันยกใหญ่ จนกลายเป็นข่าวดังที่ประเทศออสเตรเลียไปเลยค่ะ ไปดูคลิปกันเลย ทั้งเสียงดีและมีความกล้า ได้ใจคนไปเต็มๆ เลย
ที่มา: ABLtv.com Channel
เรามักได้ยินพ่อแม่ที่เป็นฝรั่งบอกกับลูกๆ ของตัวเองเสมอว่า “ลูกเป็นอะไรก็ได้ที่ลูกอยากเป็น” ซึ่งก็เป็นคำสอนที่หวังจะกระตุ้นความมั่นใจและเปิดโอกาสให้ลูกคิดนอกกรอบ จนค้นพบความเป็นตัวเองในที่สุด
ทีมงานผู้ผลิตของเล่นยอดฮิตของโลกอย่างตุ๊กตาบาร์บี้ (Barbie) ก็รู้ซึ้งถึงประโยคฮิตนี้ดี จึงหาวิธีใหม่ๆ เจ๋งๆในการกระตุ้นให้พ่อแม่ฉุกคิดว่า การเล่นของเล่นดีๆ อย่างตุ๊กตาบาร์บี้ มันสามารถกระตุ้นจินตนาการ และสร้างให้เด็กค้นพบตัวเองได้อย่างแท้จริง พวกเขาจึงออกไอเดียจับเด็กเด็ดๆ มาปลอมตัวเป็นผู้ใหญ่ และทำอาชีพทุกอย่างที่พวกเธอยากเป็น
โดยใช้เลือกเด็ก 5 คนที่มีความฝันแตกต่างกันว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร บ้างก็อยากเป็นครู บ้างอยากเป็นหมอสัตว์แพทย์ คนบรรยายในพิพิธภัณฑ์ นักธุรกิจ และโค้ชทีมฟุตบอล ให้พวกเธอมาลงสนามจริง และจับตาดูปฏิกิริยาของผู้ใหญ่รอบๆ ตัวพวกเธอ เมื่อเห็นเด็กน้อยมาโชว์ความเป็นมืออาชีพตัวจริงต่อหน้าพวกเขา
เนื้อหาในคลิปถ่ายทำจากสถานที่จริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ซึ่งผู้ใหญ่ทุกคนก็ต้องอึ้ง เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ สานฝันของตัวเองได้จริงๆ แม้จะอยู่ในร่างกายจิ๋วๆ ของพวกเธอ แต่ความน่ารักก็คือ ผู้ใหญ่ทุกคนพร้อมที่จะเล่นสนุกและให้โอกาสกับเด็กๆ ทุกคนจริงๆ เสียด้วย แบบนี้โลกค่อยหน้าอยู่ขึ้นอีกเยอะ!
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : www.marketingoops.com
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Barbie
มะหมากับเด็กน้อยเป็นสิ่งที่คู่กัน … และเมื่อสองสิ่งนี้มาเจอกัน ความน่ารักจึงบังเกิด ^_^ อย่างคลิปวีดีโอนี้ ที่เจ้าสุนัขพันธุ์บีเกิ้ลที่ชื่อชารฺลี และหนูน้อยลอร่านี้ ที่มีอาการพ่อแง่แม่งอนกันเล็กน้อย เพราะเจ้าชารฺลีแอบขโมยคาบของเล่นไป แต่สุดท้ายก็เอามาคืน ดูแล้วน่ารักฟรุ้งฟริ้งมากกกกกกก
ขอบคุณข้อมูลจาก : http://board.postjung.com/790937.html
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : CharlieDaDog
คำพูดของเพื่อนและคนใกล้ชิดของคุณแม่ลูกอ่อนมีความหมายมากนะคะ นอกจากจะไม่พูดแง่ลบให้คุณแม่คิดมาก เช่น วิพากษ์วิจารณ์การเลี้ยงลูกหรือพูดเปรียบเทียบการเลี้ยงลูกกับแม่คนอื่นแล้ว มีคำพูดประโยคไหนนะที่จะช่วยสร้างกำลังใจดีๆ ให้กับคุณแม่บ้าง
ที่มา: http://www.bellybelly.com.au/baby-sleep/things-to-say-to-a-sleep-deprived-parent/
ภาพจาก: Shutterstock
เอมม่า ร็อบบินส์ คุณแม่ชาวอังกฤษ ให้กำเนิดลูกชายฝาแฝด 4 คน จากการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติ แต่เรื่องที่น่าประหลาดใจก็คือทารกน้อย 3 ใน 4 คน ได้แก่ โจชัวร์ แซ็คคารี่ และรูเบ็น เป็นฝาแฝดเหมือน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะเอมม่าตั้งครรภ์ลูกแฝดเองตามธรรมชาติ
ภาพจากคลิปคือตอนที่ทารกน้อยอายุ 6 เดือน เวลาออกไปข้างนอกกันทั้งครอบครัว เด็กๆ จะอยู่ในรถเข็นพิเศษที่ทำขึ้นสำหรับแฝด 4 โดยเฉพาะ ใครๆ เห็นก็อดจะยิ้มไม่ได้กับความน่ารักน่าเอ็นดูของครอบครัวนี้ค่ะ
https://youtu.be/8pfekZzlEmk
ที่มา: http://www.littlethings.com/rare-triplets-among-quads-v5/
คลิปจาก: Beanyman62News Channel
กดไลค์กันหรือยัง เพจเด็กหญิงเรไรรายวัน
คนสมัยก่อนนิยมปลูกฝังลูกหลานให้ร่ำเรียน เขียนอ่านกันที่บ้าน แต่สมัยนี้เรากลับเห็นเด็กอยู่กับจอ เล่นแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนในสัดส่วนที่มากกว่า .. มาอ่านบันทึกน่ารักของเด็กหญิงเรไรรายวัน แล้วจะรู้ว่าการเขียนบันทึก ส่งเสริมความคิดและสติปัญญาอย่างไร

“อายุ 7 ขวบ ฉันกลายเป็นคนแก่ไปแล้ว ฉันมีไข้ 38.4 มีน้ำมูกและหนาว พ่อกับแม่พาไปหาหมอ หมอดูที่กระดาษ หมอบอกไม่เจอตั้งนานกี่ขวบแล้ว พ่อบอก 7 หมอบอกแก่แล้วนะ ใครๆ ก็ไม่ชอบคำว่าคนแก่ ฉันเคยเรียกยายนาว่าคนแก่ แต่ยายไม่ชอบ ยายให้เรียกว่าคนมีอายุ ฉันไม่แก่ โลกนี้ไม่มีคนแก่อีกต่อไป” พี่ก็ไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าเป็นคนแก่เหมือนกัน
“คนที่เราไม่รู้จักคือคนแปลกหน้า ฉันรู้เรื่องคนแปลกหน้าจากโรงเรียน คุณยายชอบบอกให้ระวังเหมือนกันฉันเห็นคนแปลกห้ามี 3 แบบ หน้ายิ้ม โกรด เฉยๆ เด็กที่ชอบคนยิ้มๆ อาดถูกหลอก ฉันไม่ยิ้มกับคนแปลกหน้าทุกแบบ” ดีแล้วจ้า จะได้ปลอดภัย
“น้องแฝดของฉันเป็นพวกกับยุงลาย เที่ยวกัดคนในบ้านจนเลือดออกของแม่ที่แขน ของยายมากกว่า มี 6 แผล ฉันนับดูแล้วมีหัวไหล่ขวา หัวไหล่ซ้าย และหน้าอก ตอนนี้น้องน่ากลัวมากเลย มีฟันเยอะ ฟันน้องคม ถ้ายุงมากัดเราตบ แต่เป็นน้องเราไม่ตบ” รู้ด้วยว่าตบน้องไม่ได้นะจ๊ะ

ประโยชน์ของการเขียนบันทึก
เด็กหญิงเรไรรายวัน เป็นนามปากกาของเด็กหญิงเรไร สุวีรานนท์ ชื่อเล่นว่าน้องต้นหลิว เริ่มจดบันทึกจากคำแนะนำของคุณแม่ที่สนใจพาน้องเข้าร่วมโครงการสมุดบันทึกวัยเยาว์ โดยส่งรายชื่อร่วมกับเพื่อนคนอื่นให้ห้องและได้รับสมุด โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องจดบันทึกทุกวัน
คุณแม่ ชนิดา สุวีรานนท์ เล่าว่า “เริ่มแรกเลยในเด็กเล็กถ้าปล่อยให้เขาเขียน เขาไม่เขียนเอง เขาก็จะเล่ามากกว่า เรื่องที่น้องเอามาเขียนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องในบ้าน ช่วงนี้เขาสนุกอยู่กับเรื่องของน้องแฝด และที่บ้านมีคุณตาคุณยายที่มีเรื่องสนุกมาเล่าให้เขาฟัง ทำให้มีเรื่องราวหลากหลายมาเล่าให้แม่ฟัง และสุดท้ายเขาจะสวมบทบาทสมมติเป็นคุณครู ให้คุณแม่เลือกว่าจะให้เขาเขียนเรื่องไหน ถ้าแม่เลือกอะไรไป เขาจะไปเลือกอีกเรื่องหนึ่งเสมอ”
แม่จะบอกเสมอว่าให้เขียนสิ่งที่อยู่ในหัว เขียนผิดเขียนถูกไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล
ในช่วง 37 วันแรก มีคนถามแม่ว่า สอนเขาอย่างไร เราดึงสิ่งที่เขาชอบ และหาแรงผลักมา Drive ให้เขาสนใจ น้องต้นหลิวเขาเห็นแม่เป็น Hero เพราะแม่ขับรถได้ แม่ก็จะบอกว่า ให้ต้นหลิวกินนมเยอะๆ ขาจะได้ยาวๆ โตขึ้นจะได้ขับรถได้ แต่การขับรถเราต้องคิดว่า เราจะขับไปไหน
ขึ้นต้นประโยคเหมือนสตาร์ทรถ
การเขียนก็เหมือนกับการขับรถ ว่าเราจะขับไปที่ไหน ดินสอก็เหมือนกับกุญแจ ที่เสียบแล้วสตาร์ทรถ เพราะฉะนั้นประโยคแรกในการเขียนนั้นสำคัญ
เขียนให้เป็นเรื่องสนุก
100 วันขึ้นไป เขาจะชินกับการเริ่มเขียน บางทีเขาคิดประโยคจบได้ก่อนประโยคก่อนด้วยซ้ำ แต่การเขียนของเขาจะไม่ได้เสร็จใน 5 – 10 นาที บางทีเป็นชั่วโมง เพราะระหว่างนั้นเขาจะมีเรื่องเล่าของเขา หรืออยากทำอย่างอื่น เวลาแม่อยู่กับเขาก็จะทำให้เป็นเรื่องสนุก ให้เขารู้สึกว่าไม่ใช่งาน มีเวลากับตรงนี้พอสมควร
อ่านทวน ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ
พอ 7 ขวบ เขาเริ่มอ่านหนังสือเก่งขึ้นแล้ว เขาจะเริ่มอ่านได้เป็นประโยค เชื่อมประโยคได้ ก่อนเขาเขียนประโยคต่อไปเขาจะกลับไปอ่านประโยคแรก แล้วจะรู้ว่า “และ” กับ “แต่” ใช้อย่างไร เรื่องไวยากรณ์และคำศัพท์ก็จะตามมา ในช่วงสอบก็จะมีสอบศัพท์ยาก เขาจะได้รู้ว่าคำไหนที่เคยเขียนผิด เขาก็จะกลับมาแก้เอง โดยที่แม่ได้บอกให้เขาแก้เดี๋ยวนั้น”
ณ วันนี้ น้องเขียนมาได้ 135 วันแล้ว และมีหลายคนถามไปถึงคุณแม่ว่ามีวิธีการสอนน้องอย่างไร วันนี้เรานำวิธีของคุณแม่ ที่เคยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวมาฝากกันค่ะ
“วันที่ 37 ของเรไรรายวัน
มีหลายคนถามว่าแม่ทำได้ยังไง ให้ลูกเขียนบันทึกทุกวัน มีเคล็ดลับอะไร เก่งจัง ขอแชร์ 3 คำนะคะ “ลง-มือ-เขียน”
…
ช่วงต้น:
ดูเหมือนแม่ต้องใช้ลูกล่อลูกชนมากๆ ทำตัวเหมือนเป็นร่างเดียวกัน
ช่วยคิดเรื่อง ช่วยสะกด ช่วยลบ และคอยป้อยอ (สำคัญมากๆ) ยกเว้นช่วยเขียน
ผ่านไปสักระยะ:
ปล่อยให้ลูกคิดเองว่าจะเขียนอะไร แค่กระตุ้นถามว่า มีอะไรน่าสนุกบ้างในวันนี้ของเขา แล้วให้ลูกเล่าปากเปล่าออกมาเป็นฉากๆ ก่อนลงมือเขียน จากนั้นแม่ก็คอยโยนหินถามทาง เช่น แล้วไงต่อ เล่าให้ชัดกว่านี้ได้ไหม ในขั้นนี้ขยับจากการช่วยสะกดทั้งคำ มาเป็นสะกดคำให้ลูกเลือกใช้ว่าถ้าออกเสียงแบบนี้น่าจะใช้พยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกต์ตัวไหน (ประมาณมี ก. ข. ค. ให้เลือกกา) ถ้าลูกเลือกผิดก็จะสะกดเน้นๆ ซ้ำไปมา (ทำเสียงตลกๆ เว่อร์ๆ) เพื่อบอกใบ้ว่าไอ้ที่เค้าเลือกนะไม่ถูก และก็ยังคงป้อยออย่างต่อนื่อง
เริ่มเข้าสัปดาห์ที่ 4:
ลูกจะบอกเองว่า แม่ๆ วันนี้หนูจะเขียนเรื่องนี้นะ พร้อมเล่าออกมาปากเปล่าก่อนเหมือนเดิม แต่ดูมั่นใจและลื่นไหลขึ้น ตอนนี้แม่หยุดถามนู่นนี่ เพียงแค่นั่งข้างๆ และรับฟัง พร้อมป้อยอมากกว่าเดิม ลูกลงมือเขียน จะเงยหน้ามองแม่เมื่อเขียนคำยาก
ตามความคิดออกมาไม่ได้ จุดนี้คงต้องช่วยกันไป
อีกสักพักใหญ่จนกว่าจะมีความชำนาญ แต่ไม่ต้องเน้นเรื่องตัวสะกดมากน่าจะดีกว่า
…
เด็กๆ มีความคิดอ่าน แต่ยังไม่สามารถเรียบเรียง และสื่อออกมาได้ชัดเจนดังใจนึก การเป็นนักเขียนสำหรับน้อยคน คือ พรสวรรค์ ส่วนตัวแล้วเชื่อใน พรแสวง ด้วย ยิ่งในเรไรแล้ว การฝึกฝน วินัยในการเขียน และได้รับการชี้แนะ
จากผู้ใหญ่อย่างต่อเนื่อง น่าจะช่วยให้เค้าสามารถ
พัฒนาการเขียนได้ระดับหนึ่ง”
ใครที่ยังไม่ได้สอนให้ลูกหัดเขียน เริ่มต้นวันนี้ก็ไม่สายเกินไปนะคะ มองหาสมุดเปล่าเขียนง่าย ๆ และอาจลองนำวิธีของคุณแม่ชนิดามาใช้ดูก็ไม่สงวนสิขสิทธิ์ค่ะ ถ้าหลงรักเด็กหญิงคนนี้เข้าแล้ว กดไลค์ได้ที่ 000314: เรไรรายวัน