นิสัยเบบี๋เป็นแบบไหน โตขึ้นก็เป็นแบบนั้นจริงหรือ

นิสัยเบบี๋เป็นแบบไหน โตขึ้นก็เป็นแบบนั้นจริงหรือ?

ถ้าเห็นเด็กบางคนขนาดตกลงมาจากต้นไม้ ยังยิ้มออก ขณะที่บางคนแค่ได้กินขนมน้อยเกินไป ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับเป็นเรื่องใหญ่โต คุณคงคิดว่าเด็กคนแรกต้องเป็นเด็กที่มีความสุขมาตั้งแต่เกิด ขณะที่เด็กคนหลังน่าจะเป็นเด็กเอาใจยาก มีความสุขยากตั้งแต่เป็นเบบี๋

นิสัยตอนเบบี๋ทำนายตอนโตได้จริงหรือ?

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า จริงอยู่ที่ทารกบางคนดูมีความสุขตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก แต่บางคนก็หงุดหงิดง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด (ทั้ง ๆ ที่ถูกเลี้ยงมาแบบเดียวกัน) แต่พัฒนาการเกิดจากการผสมผสานระหว่าง ธรรมชาติของตัวเด็ก และการเลี้ยงดู

นั่นแปลว่าถึงตอนเบบี๋ลูกจะหงุดหงิดง่ายหรือขี้กังวล ก็ไม่ได้แปลว่าลูกวัยประถมจะต้องเติบโตเป็นวัยรุ่นที่มีบุคลิกภาพแบบไม่มีความสุขหรือเป็นผู้ใหญ่ที่ซึมเศร้า ฉะนั้นคุณควรจะยอมรับสิ่งที่เป็นลักษณะนิสัยตามธรรมชาติของลูกและเลี้ยงดูด้วยวิธีที่จะช่วยทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

อ่านเพิ่มเติม

  1. 5 วิธีเลี้ยงเบบี๋ให้โตเป็นเด็กมีความสุข
  2. ชวนพ่อแม่ ถอดรหัสสีหน้า-ท่าทางเบบี๋

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

5 วิธีเลี้ยงลูกน้อยให้โตเป็นเด็กมีความสุข

ไม่ว่าธรรมชาติของเขาตอนเกิดมาจะเป็นเด็กที่มีความสุขง่ายหรือไม่ก็ตาม พ่อแม่สามารถเลี้ยงดูเขาให้เติบโตมาเป็นเด็กที่มีความสุขกับชีวิตเองได้ค่ะ Amarin Baby & Kids มี 5 วิธีการเลี้ยงลูกให้โตเป็นเด็กมีความสุข มาแนะนำดังต่อไปนี้ค่ะ

1. สร้างความผูกพัน

ความผูกพันเกิดจากความรู้สึกปลอดภัยซึ่งเป็นพื้นฐานของความรู้สึกดีต่าง ๆ ความผูกพันเกิดจาก…

  • การได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู
  • การดูแลเลี้ยงดูให้กินอิ่มนอนหลับอยู่รอดปลอดภัย
  • ความรู้สึกพึ่งพิงพ่อแม่ได้ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไร

2. เล่น

เป็นความสุขง่าย ๆ ของเด็กอยู่แล้ว ขณะเดียวกันถ้าให้ลูกได้มีช่วงเวลาแห่งอิสระที่เขาได้ริเริ่มวิธีเล่นแบบของเขา เล่นอะไรก็ได้ เขาจะได้โอกาสแก้ปัญหาในขณะเล่นเอง และพ่อแม่ที่เล่นกับลูก สามารถใช้เวลานี้ช่วยมองหาจุดเด่นที่จะปรากฏออกมาในขณะเล่น และช่วยดึงจุดเด่นนั้นออกมาใช้

shutterstock_98814044

3. ให้โอกาสฝึกฝนทักษะจุดเด่น

เพราะเด็ก ๆ เมื่อรู้ว่าเขาทำอะไรเก่ง เขาจะอยากทำอีกและทำอีก เช่น ติดกระดุมเสื้อเร็วรู้วิธีแปรงฟันได้ทั่ว ผูกเชือกรองเท้าได้ ชอบจัดกลุ่ม เช่น แยกเสื้อกางเกง จัดรองเท้า หรือพับกระดาษเป็นรูปง่าย ๆ ได้ ฯลฯ คุณอาจต้องช่วยแบบอ้อม ๆ เพื่อให้ลูกได้ลิ้มรสความสำเร็จ ความภาคภูมิใจจากการทำได้ นำมาซึ่งความสุข ลูกจะติดใจอยากทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จอีก การฝึกทำได้บ่อยๆ จึงจะกลายเป็นทักษะ

4. พัฒนาสู่การทำจริง

จากการฝึกฝนจนได้ทักษะนั้น ก็เริ่มแนะนำลูกให้ทำสิ่งที่ท้าทายมากขึ้นเช่น ใช้นิ้วมือที่คล่องแคล่วขึ้นนั้นเล่นเครื่องดนตรี หรือการมีทักษะการพับกระดาษก็ลองไปช่วยคุณพ่อสร้างรังนกกัน เป็นต้น จากทักษะจะกลายเป็นทัศนคติต่อตัวเองว่าเขามีความสามารถ ทำให้เขารู้สึกมีความสุขจากภายในตัวเอง

5. เป็นตัวอย่างของคนมีความสุขง่ายๆ

พ่อ แม่ที่กินง่าย นอนง่าย มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีข้อจำกัดกับตัวเองมากเกินไป มองปัญหาเป็นโอกาส ไม่มองทุกอย่างเป็นปัญหา จะช่วยให้ลูกมองเห็นและซึมซับการใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างง่ายๆ


อ่านเพิ่มเติม

  1. นิสัยเบบี๋เป็นแบบไหน โตขึ้นก็เป็นแบบนั้นจริงหรือ?
  2. ชวนพ่อแม่ ถอดรหัสสีหน้า-ท่าทางเบบี๋

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

College Savings Plan ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย พ่อแม่ได้ลดหย่อนภาษี

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 15] College Savings (529) Plan ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย พ่อแม่ได้ลดหย่อนภาษี

ทุกวันนี้หากคนอเมริกันจะส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐที่อเมริกา พ่อแม่ต้องจ่ายเงินค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าหนังสือ และอื่นๆ อีกจิปาถะรวมแล้วปีละประมาณ 700,000 บาท ส่วนถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน โดยเฉพาะที่มีชื่อเสียง ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว คือประมาณปีละ 1,400,000 บาท คูณ 4 ปีแล้วก็ต้องเตรียมสตางค์ไว้ประมาณ 3-6 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่ใช่น้อย แต่ที่น่าปาดเหงื่อกว่านั้น ก็คือถ้าคุณมีลูกวันนี้ อีก 18-20 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่แพงขึ้นปีละประมาณ 6% นั้นก็จะกลายเป็นจำนวนเงินถึง 7-14 ล้านบาท!

ผู้เขียนกับสามีได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกก็ตกใจไม่ใช่เล่น แต่พอได้รู้ว่านี่เป็นเรื่องที่พ่อแม่ (ชนชั้นกลาง) อเมริกันส่วนใหญ่เป็นห่วงและต้องวางแผนเตรียมการกันทั้งนั้น ก็ถือว่าดีที่รู้เสียแต่เนิ่นๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นการออมหรือลงทุนใดๆ ยิ่งเริ่มต้นไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น และการลงทุนทางการศึกษาสำหรับลูก ก็เป็นเรื่องใหญ่เป็นอันดับสองรองจากการซื้อบ้าน เพราะฉะนั้นจึงมีข้อมูลให้ศึกษาเปรียบเทียบมากมาย

ทางเลือกที่น่าสนใจและดูปลอดภัยเข้าท่ามากที่สุดที่เราพบ คือการลงทุนในกองทุนเพื่อการศึกษา (College Savings Plan) ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลอเมริกัน และเรียกกันติดปากว่า 529 Plan (เพราะเป็นมาตรา 529 ในประมวลรัษฎากรของอเมริกา) ข้อดีของการออมแบบนี้ก็คือมีรัฐบาลรับประกันและสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ อารมณ์เหมือนกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่รัฐบาลไทยเราเริ่มดำเนินการเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ความสนุกก็คืออเมริกานั้นใหญ่โตมโหฬาร ดังนั้นวิธีการลงทุนจึงสลับซับซ้อนต้องคิดกันหลายตลบก่อนจะตัดสินใจ เพราะเงินลงทุนนี้ต้องถอนออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ลูกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็จะต้องโดนหักภาษีและเสียค่าปรับกันอ่วมเลยทีเดียว

เรื่องแรกที่ต้องเลือกคือ จะเลือกแบบ Prepaid Plan หรือ Savings Plan หรือเรียกง่ายๆ ว่าจะจ่ายก่อนหรือจ่ายทีหลัง แบบแรกนั้นให้เราเลือกจ่ายค่าเทอมกับมหาวิทยาลัยในอัตราปัจจุบัน ด้วยความเชื่อว่าเมื่อถึงวันที่ลูกเป็นน้องใหม่ในเกือบ 20 ปีข้างหน้า ดอกผลของเงินจำนวนนี้จะพอจ่ายค่าเทอมพอดี แต่ปัญหาก็คือว่าค่าเทอมของมหาวิทยาลัยในอเมริกานั้นพุ่งแรงแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อมาโดยตลอด ตอนนี้เลยมีความกังวลว่าการออมแบบนี้จะไม่สัมฤทธิ์ผล คือต้องเตรียมเงินไว้จ่ายเพิ่มอยู่ดี นั่นเป็นเหตุให้การออมแบบที่ 2 ได้รับความนิยมมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ผู้เขียนเองก็เลือกออมแบบ Savings Plan ให้ลูกสาว เพราะมีความคล่องตัวกว่ามาก ที่ต้องตัดสินใจคือ จะเลือกออมกับรัฐไหน เพราะแต่ละรัฐมี 529 Plan และระบบจัดเก็บภาษีของตัวเอง (อยู่อเมริกาต้องจ่ายภาษี 2 ชุดคือ Federal กับ State Income Tax) และมีบริษัทจัดการการลงทุนไม่เหมือนกัน ผลประกอบการของแต่ละรัฐจึงแตกต่างกัน (ค่อนข้างมาก) ด้วย ถึงแม้ผลประกอบการของรัฐโอเรก้อนที่เราอยู่จะไม่ได้หรูหรามาก แต่เมื่อคำนวณผลตอบแทนทางภาษีที่เราจะได้รับคืนแล้ว ผู้เขียนกับสามีก็เลือกลงทุนกับ Oregon College Savings Plan และเลือกแบบ Age-based Portfolio คือตอนลูกอายุยังน้อยลงทุนแบบที่ความเสี่ยงสูงผลตอบแทนสูง แล้วพอใกล้ๆ จะถึงเวลาเข้ามหาวิทยาลัยค่อยเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนที่ความเสี่ยงต่ำกว่า

อีกเรื่องที่ต้องคิดคือ ลงทุนแบบไหนและปีละเท่าไหร่ดี ครอบครัวเราเลือกกองทุน Social Choice ซึ่งลงทุนในองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม แม้จะไม่ใช่กองที่ผลประกอบการสูงที่สุดก็ตาม

เราเชื่อว่าเมื่อลูกโตกว่านี้ แกจะได้ภูมิใจว่าเงินที่พ่อแม่ออมไว้ให้นั้นได้มาอย่างชอบธรรม และผ่านไป 1 ปี มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 15% ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว

ส่วนจะออมเท่าไหร่ อันนี้ก็สนุกตรงที่มีเว็บไซต์สำหรับเข้าไปคำนวณประมาณการดูได้มากมายหลายเว็บไซต์ ผู้เขียนลองใช้ตารางคำนวณของเว็บไซต์ www.savingforcollege.com ซึ่งมีข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน แล้วลองใส่ข้อมูลแบบสุดโต่ง (คือจะจ่ายค่าเล่าเรียนลูกทั้งหมดสำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน) พบว่าถ้าลูกเกิดปีนี้ เข้ามหาวิทยาลัยในอีก 18 ปีข้างหน้า (ค่าเทอมขึ้นปีละประมาณ 4%) โดยกะว่าเงินลงทุนจะได้ผลตอบแทนปีละ 10% ต้องออมปีละประมาณ 215,000 บาท หรือเดือนละประมาณ 17,500 บาท ฟังดูน่าเหนื่อยไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ แต่อย่าลืมว่านี่เป็นตัวเลขแบบเต็มที่ โดยเฉลี่ยแล้วพ่อแม่อเมริกันจะออกค่าใช้จ่ายให้ลูกประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจจะได้จากทุนหรือ Student Loan ดอกเบี้ยต่ำ หรือเงินช่วยเหลือจากทางอื่นๆ ด้วย

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ถึงแม้จะเป็นการลงทุนที่อเมริกา แต่คุณพ่อคุณแม่ไทยที่ตั้งใจจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอก อาจจะลองใช้เป็นตัวอย่างการคำนวณ แล้วหากองทุนรวมที่ผลประกอบการดีๆ ผ่านองค์กรที่น่าเชื่อถือ ลงทุนแบบระยะยาวไว้ให้ลูกก็ได้นะคะ (ฝากธนาคารอาจจะดอกเบี้ยไม่พอ) ผู้เขียนเห็นค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติปีละหลายแสนเดี๋ยวนี้แล้วก็เห็นใจคุณพ่อคุณแม่จริงๆ นี่ยังจะมาบอกให้เก็บอีกปีละหลายแสนเข้าไปอีก

แต่เชื่อเถอะค่ะ … ออมเสียตั้งแต่ตอนนี้ วันหนึ่งข้างหน้า ผลประกอบการจะแซงหน้าเงินต้นไปหลายเท่าตัว แล้วลูกก็จะได้ไม่พลาดโอกาสทางการศึกษา เพื่ออนาคตที่งดงามของลูกน้อยที่รักของคุณนะคะ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: Shutterstock

Tags

เพลย์จิมFisher Price: Mix & Match Musical Gym

ส่งต่อเพลย์จิม Fisher Price: Mix & Match Musical Gym 1000 บาท สภาพ50%
เพลย์จิม ที่นอนเสริมพัฒนาการ ยี่ห้อ Fisher Price: Mix & Match Musical Gym ราคามือหนึ่งในห้าง3,595บาท
ของเล่นเสริมพัฒนาการด้านการมองเห็น การได้ยินเสียง และพัฒนาการของกล้ามเนื้อ แขน ขา โดยเป็นเบาะให้ลูกสามารถนอนเล่นกับตัวการ์ตูนสีสดใส และเมื่อเด็กเริ่มคลาน เด็กจะสามารถเล่นกับตัวการ์ตูน และกระจกบนหัวนอนได้

•เมื่อหมุนที่ลูกบอลตรงหมีจะมีเสียงดนตรี
•สิงโตสามารถเขย่าได้
•ลิงมียางให้กัดได้
•บาร์สามารถถอดออกได้แล้วย้ายสลับที่กับยีราฟได้
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ 0819042281แม่ปลา
ผู้ซื้อออกค่าส่งเอง/หรือนัดรับในกรุงเทพ

Tags

รถเข็นเด็ก ยี่ห้อ Camera

ขายถูก รถเข็นเด็ก ยี่ห้อ Camera สภาพดี75% 1900บาท
รถเข็นเด็ก ยี่ห้อ Camera สภาพดี ใช้เพียง8เดือน ติดตั้งคู่กับตระกร้าคาร์ซีทได้ ลายผ้าสีชมพูสดใส พนักพิงปรับเอนนอนได้180องศา รุ่นนี้ในห้างขายลดราคาอยู่ที่3,390บาท จากราคาเต็ม 5390บาท
ติดต่อสอบถารายละเอียดเพิ่มเติมได้ 0819042281แม่ปลาค่ะ
ผู้ซื้ออกค่าส่งเอง/หรือนัดรับในกรุงเทพ

Tags

เด็กมัธยมปลายสุดเจ๋ง ประดิษฐ์รถเข็นเด็กสำหรับแม่ผู้พิการ!

อัลเดน เคน รู้เพียงน้อยนิดว่าโปรเจคค้นคว้าวิจัยของตัวเองจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้อื่นได้มากเพียงใด

ชารินา โจนส์ถูกยิงเมื่ออายุ 5 ขวบ ทำให้เธอไม่สามารถเดินได้ สามสิบปีถัดมาเมื่อเธอกำลังจะมีลูกคนแรก เธอจึงกังวลว่าเธอจะใช้รถเข็นเด็กอย่างไรเมื่อเธอต้องนั่งรถเข็น

แต่แล้วอัลเดน นักเรียนมัธยมปลายซึ่งเรียนในชั้นเรียนพิเศษที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในรัฐดีทรอยต์ ได้รับมอบหมายให้ประดิษฐ์ “รถเข็นเด็กพ่วงวีลแชร์” รถเข็นต้นแบบของอัลเดนทำเสร็จสมบูรณ์หลังจากมุมานะนานถึงหกเดือน

อุปกรณ์นี้ใช้พ่วงกับรถเข็นผู้ใหญ่ทั่วไป ประกอบเข้ากับคาร์ซีทสำหรับเด็กเท่านั้นเอง อัลเดนบอกว่า “พอได้เห็นคุณชารินาใช้มันแล้วรู้สึกน่าตื่นเต้นและมีคุณค่ามากๆ ครับ”

wheelchair-stroller-disabled-mom-alden-kane-5

wheelchair-stroller-disabled-mom-alden-kane-6

ข้อมูลและภาพจาก 16-Year-Old Invents Stroller-Wheelchair So Disabled Mom Can Wheel Her Baby Outside | Bored Panda

แปลและเรียบเรียง: กองบรรณาธิการเว็บไซต์

Tags

จะเป็นอย่างไรเมื่อพี่ๆได้พบน้องเบบี๋เป็นครั้งแรก (มีคลิป)

สำหรับคุณพ่อคุณแม่คงอดปลื้มปริ่มอยู่ไม่น้อย เมื่อมีสมาชิกคนที่สองของบ้านเพิ่มขึ้นมา ^_^ … แต่ที่จะลืมไม่ได้คือการบอกลูกคนแรกว่าเขากำลังจะกลายเป็นพี่คนแล้วนะ ด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกคนแรกได้ใกล้ชิดแสดงความรักกับน้องน้อย เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และเมื่อพี่ได้มาเจอน้องเบบี๋ครั้งแรกจะมีอาการอย่างไรกันบ้าง จะน่ารักขนาดไหน ตามไปดูกันเลยค่ะ


ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : AdKids

ลูกเกเร

[Blogger พญ.พิชญา ตันธนวิกรัย] พ่อแม่อย่าเห็นลูก “ร้าย” เป็นเรื่องเล่นๆ จนกลายเป็น “ให้ท้าย” ลูก!

ลูกเกเร ลูกทำร้ายคนอื่น พูดคำหยาบ เลียนแบบตัวละครร้ายๆ พ่อแม่อย่าเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ จนกลายเป็น “ให้ท้าย” ลูก!

คุณพ่อคุณแม่เคยมองพฤติกรรมร้าย ๆ ของเด็กว่า “น่ารัก” บ้างมั้ยคะ?

เด็ก ๆ นี่มีเสน่ห์เฉพาะตัวนะคะ จนบางทีถึงจะทำผิดยังไง คุณพ่อคุณแม่ก็เห็นว่าน่ารักอยู่นั่นเอง.. หลาย ๆ บ้านถึงได้พร้อมใจกันเรียกลูกหลานว่า “เจ้าตัวแสบ” หรือ “เจ้าตัวป่วน” กันด้วยความเอ็นดู

ลูกเกเรมาก
ลูกเกเรไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

แต่สิ่งที่หมออยากเตือนก็คือ เราต้องระวังไม่ให้ “ความเอ็นดู” กลายเป็น “การให้ท้าย” พฤติกรรมร้าย ๆ ของเด็กไปโดยไม่ตั้งใจค่ะ

เพราะเวลาที่เด็กทำพฤติกรรมไม่ดี เช่น ทำร้ายคนอื่น พูดคำหยาบ หรือเลียนแบบตัวละครร้าย ๆ ในทีวี แล้วคุณพ่อคุณแม่ปล่อยผ่าน เห็นเป็นเรื่องขบขัน ไม่จริงจัง อีกหน่อยพฤติกรรมเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตก็ได้ค่ะ

อ่านต่อ “หลักการห้ามพฤติกรรมไม่ดีของลูก” คลิกหน้า 2

คลิปฮาๆ เจ้าหนูน้อย 5 เดือน แข่งกันหอนกับเจ้าตูบค่ะ

คุณพ่อของเจ้าหนูเล่าว่า เจ้าตูบที่เลี้ยงไว้มักจะชอบหอนแข่งกันเป็นประจำ จนเจ้าหนูน้อยร่วมวงหอนด้วยซะเลย ช่างน่าเอ็นดูจริงๆ ค่ะ

ที่มา: Larry Woods Channel

สำเร็จได้เร็วกว่า! ด้วยภูมิต้านทานที่เหนือชั้นจากซินไบโอติก

ทุกวันนี้เราเห็นเด็กรุ่นใหม่มากมายที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย นั่นเพราะมีโอกาสที่เปิดกว้างมากมายในทุกๆ ด้านสำหรับเด็กสมัยนี้ และส่วนสำคัญที่ช่วยนำความสำเร็จของลูกให้มาถึงเร็วขึ้น คือการที่คุณแม่เริ่มต้นเร็วและถูกต้องในการทุ่มเทเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย

เพราะตั้งแต่ในช่วงแรกของชีวิต ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึง 5 ขวบ นั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นสร้างพื้นฐานให้กับลูก เป็นโอกาสทองที่ระบบต่างๆ ของร่างกายเขาจะมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบภูมิต้านทาน , ระบบประสาทและสมอง, ระบบเมแทบอลิซึม, ระบบย่อยอาหาร และระบบโครงสร้างของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวของชีวิต จึงอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด ที่คุณแม่ควรต้องเริ่มต้นสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงให้กับอนาคตของลูกตั้งแต่เนิ่นๆ

vlcsnap-2015-11-03-16h24m47s010

และไม่เพียงเท่านั้น เพราะคุณแม่จำเป็นต้องเริ่มต้นอย่างถูกต้องด้วย โดยการเริ่มต้นจากการสร้าง ระบบภูมิต้านทานที่เหนือชั้นกว่าให้กับเขา ที่จะช่วยสกัดกั้นไม่ให้อุปสรรคเข้ามาแทรกแซงพัฒนาการในด้านอื่นๆ เพราะเมื่อลูกมีภูมิต้านทานที่เหนือชั้นกว่า ร่างกายก็จะสามารถนำพลังงานและประโยชน์จากสารอาหารต่างๆ ที่เขาได้รับไปใช้กับพัฒนาการในด้านต่างๆ ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่คุณแม่ตั้งใจมอบให้เขา เพื่อที่จะสร้างให้ลูกน้อยมีศักยภาพที่พร้อมกว่าตั้งแต่ช่วงเวลาที่สำคัญนี้!

Synbiotic - HiRes

สถาบันวิจัยนิวทริเซีย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการช่วงแรกของชีวิต ได้วิจัยและคิดค้น ซินไบโอติก  กุญแจสำคัญที่มีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติรองรับว่า ช่วยสร้าง ภูมิต้านทานที่เหนือชั้นกว่าเพื่อช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่พร้อมอย่างเต็มศักยภาพสูงสุด

ด้วยพื้นฐานร่างกายที่พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตั้งแต่ในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดนี้ความสำเร็จในอนาคตของลูก อาจมาถึงเร็วขึ้นก็เป็นได้


ตรวจสอบข้อมูลโดย ศาสตราจารย์แพทย์หญิงจรุงจิตร์ งามไพบูลย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซินไบโอติก: http://www.hiqkidsclub.com/research/synbiotic

ท้องแล้วดื่มกาแฟเหมือนเดิมได้หรือเปล่า

ท้องแล้วดื่มกาแฟเหมือนเดิมได้หรือเปล่า?

Q : เป็นคนติดกาแฟมากๆ ถึงจะมีน้องแล้วก็ยังเลิกไม่ได้ เพราะถ้าไม่ดื่มไมเกรนจะถามหา ไม่ทราบว่าสามารถดื่มได้วันละกี่แก้ว และกาแฟประเภทไหนควรดื่ม ประเภทไหนควรเลี่ยงคะ

ในกาแฟจะมีสารคาเฟอีนที่ช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้ค่ะ ดังนั้นพอไม่ดื่มอาการไมเกรนก็จะกำเริบขึ้นมา ซึ่งคนท้องก็สามารถดื่มกาแฟได้เช่นกัน แต่ไม่ควรได้รับคาเฟอีนเกินวันละ 200 มก. รวมถึงกาแฟที่มีปริมาณคาเฟอีนสูงมากๆ เช่น กาแฟยี่ห้อดังๆ ที่เป็นขนาดแก้วใหญ่

ดังนั้นควรดื่มกาแฟลดอาการไมเกรนในปริมาณน้อยๆ ก่อน แค่พอหายปวดศีรษะ และไม่ดื่มชาหรือน้ำอัดลมที่มีคาเฟอีนร่วมด้วย เพราะร่างกายจะได้รับคาเฟอีนมากเกินไปจนส่งผลกระทบกับลูกในท้องได้ค่ะ

 

บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ยกนิ้วให้ ^_^ สาวน้อย 2 ขวบวาดลวดลายต่อตัวเชียร์ลีดเดอร์กับคุณพ่ออย่างเจ๋ง

เรื่องราวของสาวน้อยสุดเจ๋งคนนี้ถูกถ่ายทอดผ่านคลิปวิดีโอทางอินสตาแกรม >>เป็นคลิปที่คุณพ่อจับลูกสาวตัวน้อยโชว์ลีลาเชียร์ลีดเดอร์ริมชายหาดอาจจะเคยผ่านหูผ่านตาใครมาบ้าง

500-kid-2

ซึ่งหนูน้อยคนนี้มีชื่อว่า อีเมอร์สัน เธอยืนทรงตัวบนมือคุณพ่อได้อายุแค่ 2 ขวบกว่า ๆ ก่อนที่จะเดินแข็งเสียอีก โดยมีลีลาท่าทางแบบโพรเฟสชั่นแนลมาก ๆ กับท่าประจำที่คุณพ่อจับยืนบนมือเดียวทรงตัวได้ไม่มีโอนเอน แถมชูขายกมือด้วย … ซึ่งงานนี้ต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อซึ่งมีอาชีพเป็นโค้ชทีมเชียร์ลีดเดอร์ล้วน ๆ ที่ฝึกลูกสาวมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ จนฉายแวววิบวับเป็นนักเชียร์ลีดเดอร์รุ่นจิ๋วฝีมือแจ๋วขนาดนี้ 500-kid 500-kid-3

…ว่าแล้วก็ตามไปดูกันเลยค่ะ ว่าสกิลเชียร์ลีดเดอร์ของแม่สาวน้อยจะเริ่ดขนาดไหน บอกได้คำเดียวว่า ทึ่งจริง ๆ  >.<


ขอบคุณภาพและคลิปจาก :  instagram little_flyer_1

ขอบคุณข้อมูลจาก : baby.kapook.com

คุณแม่ขาแด๊นซ์ ขนาดท้อง 7 เดือนยังเต้นฮิปฮอปโชว์พลัง

แม้จะตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนแล้ว คุณแม่คริสติน่า ลิตเทิล ก็ไม่ทำให้การท้องมาเป็นอุปสรรคกับการเต้นรำที่เธอรัก

คริสติน่าเป็นครูสอนเต้นฮิปฮอปและการตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นการตั้งครรภ์ลูกคนที่สามของเธอ โดยระหว่างที่ตั้งครรภ์ลูกสองคนก่อนหน้านี้ เธอก็ยังสอนเต้นอยู่เช่นกัน เธอกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่สามารถทำได้ทุกคน เธอคอยสังเกตร่างกายและดูแลสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ จึงมั่นใจว่าสามารถทำได้

การเต้นรำหรืออกกำลังกายขณะช่วงที่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยง ทางที่ดีคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ

ที่มา: Inside Edition Channel

พ่อแม่มือใหม่รับมือกับทารกร้องไห้มาก 3 เดือนแรก

อาการที่ทารกร้องไห้มากในช่วง 3 เดือนแรก เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันตั้งแต่แรกเกิด บางคนเลี้ยงง่าย สงบ ไม่ค่อยงอแง บางคนตื่นเต้นมาก ร้องไห้งอแงบ่อย และไวต่อสิ่งเร้าต่างๆ เช่นแสงหรือเสียง ความหิวเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกร้องไห้ได้มากที่สุด แต่สาเหตุอื่น เช่นความเปียกชื้นจากอุจจาระหรือปัสสาวะ อากาศที่ร้อนหรือเย็นเกินไป การใส่เสื้อผ้ามากหรือรัดแน่นเกินไป การมีลมในท้อง การแพ้นมวัว หรือการเจ็บป่วย ส่วนเด็กบางคนร้องเพียงอยากให้อุ้มหรือได้รับความสนใจเท่านั้น

การที่เด็กอ่อนร้องไห้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมง คนไทยมักเรียกภาวะนี้ว่า “ร้องไห้ 3 เดือน” โดยมักเกิดกับทารกอายุ 2-3 เดือนแรก ลักษณะสำคัญของอาการร้องไห้มาก ได้แก่

1. ร้องและหยุดร้องเองโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ขณะที่ร้องมีหน้าตาเหยเกคล้ายเจ็บปวด ทั้งที่ไม่เจ็บปวดอะไร ร้องนานต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง บางคนนาน 5-6 ชั่วโมง มักจะเริ่มร้องช่วงเย็นๆ ถึงหัวค่ำ

2. ร้องไห้มากขึ้นเรื่อยๆ และมากที่สุดประมาณเดือนที่ 2 หลังจากนั้นจะร้องน้อยลง

3. คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถทำให้หยุดร้องได้ทันที แต่สามารถทำให้ร้องน้อยลงได้ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรพยายามค่อยๆ ปลอบลูกค่ะ

อันตรายของเด็กที่ร้องไห้มากใน 3 เดือนคือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหมดความอดทนหรือเหน็ดเหนื่อยจากการที่ลูกร้องไห้มาก แล้วเผลอจับเด็กเขย่า เพื่อให้หยุดร้อง การเขย่าอาจก่อให้เกิดอันตรายที่รุนแรงได้ เพราะศีรษะเด็กจะเคลื่อนไปมาหน้าและหลัง ศีรษะเด็กมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว อาจทำให้หลอดเลือดในสมองฉีกขาด ลูกอาจพิการหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำเมื่อลุกเริ่มร้องไห้คือ

1. อุ้ม ปลอบ พูด หรือเดินค่ะ ส่วนใหญ่จะทำให้การร้องไห้ลดลง

2. ในกรณีที่ลูกร้องไห้นานมาก เมื่อพ่อแม่หรือผู้ดูแลเกิดความเครียด ให้วางลูกไว้ในที่ๆ สงบและปลอดภัย เช่นในเตียงของลูก และหลบออกไปผ่อนคลายสักพัก เมื่อรู้สึกดีขึ้นค่อยกลับมาดูลูกค่ะ ที่สำคัญอย่าจับลูกเขย่าหรือทำร้ายลูกเป็นอันขาด

บางครั้งอาจต้องให้แพทย์ประจำตัวตรวจร่างกายลูกรัก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีสาเหตุอื่นที่ทำให้ลูกร้องไห้มาก อย่าลืมว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องอธิบายให้ทุกคนที่ดูแลลูกเข้าใจและไม่ปล่อยลูกไว้กับเพื่อนหรือญาติในช่วงเวลาที่ลูกมักจะร้องไห้มากค่ะ

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ

ข้อมูลจาก: ภาควิชากุมารเวชศาสตร์และงานพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ภาพจาก: Shutterstock

ตอนท้องดื่มน้ำกี่แก้วดี

ตอนท้องดื่มน้ำกี่แก้วดี?

Q : ตอนตั้งครรภ์ต้องดื่มน้ำเยอะขนาดไหนใน 1 วันคะ เพราะมีคนบอกว่าต้องดื่มเยอะๆ เพื่อไม่ให้มดลูกแห้ง

ปกติแล้ววันหนึ่งคนเราควรดื่มน้ำประมาณ 1-2 ลิตรต่อวัน น้ำนี้รวมถึงเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ไม่ใช่น้ำเปล่าอย่างเดียว น้ำในอาหารและผลไม้ก็นับรวมด้วยนะคะ ดังนั้นถ้าจะดูเฉพาะน้ำดื่มจริงๆ ก็ประมาณ 1 ลิตรต่อวัน และไม่ควรดื่มน้ำหรือชา กาแฟที่มีสารขับปัสสาวะหลัง 20.00 น เพราะจะทำให้ต้องตื่นมาปัสสาวะ เป็นการรบกวนการนอนพักผ่อน จะทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย เกิดภาวะความดันโลหิตสูงผิดปกติได้ค่ะ ส่วนเรื่องดื่มน้ำเยอะๆ กับมดลูกแห้งไม่เป็นความจริงนะคะ

 

จากคอลัมน์ Pregnancy Q&A นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนเมษายน 2558

บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

อุทาหรณ์! เด็กชายถูก ‘งูเหลือม’ กัดขณะนอนหลับ แม่ใจเด็ดตื่นมาง้างปากงู

เรื่องราวสุดระทึกนี้ถูกเล่าผ่านทางผู้ใช้เฟสบุครายหนึ่งชื่อ Bee Bee เนื่องจากเจ้าตัวเกือบสูญเสียน้องชายไปเพราะขณะที่แม่และน้องชายนอนหลับอยู่ งูเหลือมตัวใหญ่ได้เข้ามาพยายามที่กินน้องชายของเธอ

โดยรายละเอียดเรื่องราวมี ดังนี้

น้องนอนอยู่กับแม่ โดนงูเหลือมกัด ดีที่แม่คิดว่าลูกละเมอเลยใช้มือลูบหัวน้องแต่มันลื่นๆ เลยตะโกนให้คนในบ้าน เปิดไฟจึงได้รู้ว่าลูกตัวเองกำลังโดนงูเหลือมที่แสนจะหิวโหยกำลังใช้ตัวพันที่หัวและขยาบหัวลูกอยู่จึงเอามือแกะงูที่รัดหัวลูกออก แล้วร้องตะโกนให้ชาวบ้านช่วย นี่เป็นอุทาหรณ์ ใครมีลูกมีหลานระวังระวังลูกหลานของท่านให้ดี เพราะอาจจะไม่โชคดีเหมือนน้องคนนี้ก็ได้นะค่ะ (หากบ้านท่านไม่มิดชิด)

c5_3c4_2c6 c1_412191532_831168410315767_1036073449408431653_n

ขณะที่ กรณีดังกล่าวถือเป็นอุทาหรณ์ให้บ้านที่มีเด็กเล็ก ต้องระมัดระวังและหาวิธีป้องกันไม่ให้งู หรือ สัตว์เลื้อยคลาน เข้าบ้าน เราจึงมีวิธีการป้องกันงูเข้าบ้านมาฝากดังนี้ค่ะ

1. อย่าให้บ้านเราเป็นแหล่งรวมอาหารของงู เช่น กำจัดหนูโดยการดัก เบื่อ และจัดบ้านให้สะอาด เป็นระบียบเรียบร้อยไม่รกรุงรัง

2. ทิ้งขยะให้เป็นที่และมิดชิดเพื่อไม่ให้หนูกิน เมื่อประชากรหนูลดลง งูก็จะลดลงตามไปด้วย

3. ท่านใดที่ชอบเลี้ยงสัตว์ก็ควรเลี้ยงสัตว์ที่เป็นศัตรูกับงูเพื่อไว้ไล่งู เช่น เลี้ยงหมา แมว ห่าน เป็นต้น ฯลฯ

4. ลดแหล่งที่อยู่ จัดสภาพแวดล้อมให้ยากและไม่เหมาะสมแก่งูที่จะเข้ามาอาศัยอยู่ หรือทำรังวางไข่ อย่าทิ้งพื้นที่ให้รกซึ่งจะเป็นแหล่งให้งู สามารถหลบซ่อนได้เช่น การอุดรู ใส่ตะแกรงท่อระบายน้ำ หรือทุกเส้นทางที่จะเข้าไปในตัวบ้านกลบหลุมหรือ โพรงที่มีตามสนามหรือขอบรั้ว กำแพง ตัดกิ่งไม้ที่พาดหรือใกล้ชายคาตัวบ้านหรือรั้ว กำแพง ฯลฯ

อย่างไรก็ตามหากพบงูเข้าบ้าน เพื่อความปลอดภัยควรโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือ ที่ 199 ดับเพลิงและกู้ภัย


ขอบคุณที่มาและภาพจาก : Bee Bee

ขอบคุณข้อมุลจาก : news.mthai.com

 

การเจริญเติบโตในครรภ์

การเจริญเติบโตในครรภ์ สิ่งมหัศจรรย์ 1-9 เดือน

คุณแม่ที่กำลังเริ่มตั้งครรภ์หลายคนคงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้รู้ว่า กำลังเกิดสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในท้องของคุณแม่ นั่นคือลูกน้อยที่คุณพ่อ คุณแม่กำลังตั้งตา รอคอยได้เห็นหน้า แม่น้องเล็กชวนคุณพ่อ คุณแม่มาเรียนรู้ การเจริญเติบโตในครรภ์ ของลูกน้อย ตลอดระยะเวลา 9 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ที่สุด Continue reading “การเจริญเติบโตในครรภ์ สิ่งมหัศจรรย์ 1-9 เดือน”

ส้ม

ส้ม สำหรับคนท้องแล้ว กินมาก กินน้อย เป็นอันตรายหรือไม่? มาดูกันค่ะ

Q : เพราะแพ้ท้อง เลยกินอะไรไม่ค่อยได้ กินได้แต่ส้ม ซึ่งบางคนบอกว่ากินมากไม่ดี แล้วแบบนี้ควรกินผลไม้ชนิดไหนดีคะ

คนท้องที่มีอาการแพ้ท้อง สามารถรับประทานผลไม้ได้ทุกชนิดไม่มีข้อห้ามเลยค่ะ ยิ่งถ้ารับประทานส้มได้ ก็จะยิ่งดี เพราะได้ทั้งน้ำตาลและวิตามินซี แต่ผลไม้อื่นๆ ก็สามารถรับประทานสลับไปมาได้ เช่น ฝรั่ง มะละกอ น้ำมะนาว แต่หมอไม่อยากให้ดื่มน้ำมะพร้าวในช่วงไตรมาสแรก เพราะในน้ำมะพร้าวจะมีฮอร์โมนจากพืช ที่อาจทำให้เกิดการปวดเกร็งท้องได้ ถ้าอยากดื่มสามารถดื่มได้ตั้งครรภ์หลังเดือนที่ 5 เป็นต้นไปค่ะ

https://www.amarinbabyandkids.com/pregnancy/nutrients-for-a-healthy-pregnancy/
บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์