ทำไมต้องชวนเด็กออกมาเล่น Active Play

ทำไมต้องชวนเด็กออกมาเล่น Active Play

แม้ธรรมชาติของเด็กจะชอบเล่น แต่จากการสำรวจพบว่า เด็กรุ่นใหม่กำลังขาดกิจกรรมทางกายอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในเขตเมือง ปัจจุบันเด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอเฉลี่ยวันละ 3.1 ชั่วโมงต่อวัน แถมยังมีภาวะเฉื่อยและเนือยนิ่งมากขึ้น (Sedentary) ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ และขาดทักษะในการเข้าสังคม ผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เปรียบเทียบปี พ.ศ. 2555 และ 2557 พบกว่ากลุ่มเด็กไทยมีกิจกรรมทางกายลดลงจากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 63.2 ในปี 2557

อ้างอิง

  1. โครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทยรอบที่ 3 พ.ศ. 2557 โดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  2. 4 Health tips for Active play USDA 2012, U.S. Department of Agriculture USDA is an equal opportunity provider and employer. Revised May 2012

 

เด็กที่ไม่ออกมาเล่น เสี่ยงจะเจอสิ่งเหล่านี้

1. ปัญหาสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง

มีโอกาสเป็นโรคหัวใจสูงกว่า และมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาวะเฉื่อยชาเนือยนิ่งสูงต่อไป

2. พัฒนาการจะล่าช้ากว่า

ทั้งนี้ผลการศึกษา 287 ชิ้น ในกลุ่มเด็กแคนาดาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-5 ในโรงเรียนต่างๆ 10 กว่าแห่ง พบว่าโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ Action School in British Columbia ที่จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหวและขยับตัวอย่างเพียงพอ มีสัดส่วนของเด็กที่ทำคะแนนสอบมาตรฐานสูงกว่าโรงเรียนที่เด็กไม่ได้เข้าโครงการ

อ้างอิง Active Education Growing Evidence on Physical activity and Academic Performance. 2015 Active living Research. Research brief January 2015

ข้อดีของการ “เล่น” ที่คุณอาจไม่รู้

  1. หน่วยงานด้านสุขภาพในอังกฤษและอเมริกาบอกตรงกันว่า การออกแรงขยับตัวอย่างเพียงพอ ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นถึงร้อยละ 40
  2. เด็กที่ออกมาเล่นมีโอกาสเกิดภาวะอ้วนลดลง ร้อยละ 10
  3. ลดโอกาสการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยง เช่น บุหรี่ ยาเสพติด เพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น
  4. ค่าใช้จ่ายรักษาสุขภาพลดลง
  5. ลดโอกาสในการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ มะเร็ง และเบาหวาน

อ้างอิง Sport for All, Play for Life: A Playbook to Get Every Kid in the Game. By Sports & Society Program with support from the Robert Wood Johnson Foundation. Published by the Aspen Institute.

ข้อมูลจาก แผ่นพับ “มาเล่นกันเถอะ” ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kidactiveplay.com | Facebook Social Marketing Thaihealth

ภาพ: Shutterstock

ออกมาเล่น ยิ่งเล่นยิ่งเก่ง แค่วันละ 60 นาที

ออกมาเล่น! ยิ่งเล่นยิ่งเก่ง แค่วันละ 60 นาที!

เด็กกับการเล่นเป็นของคู่กัน บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราทั้งเหนื่อยทั้งเวียนหัวกับการดูแลเด็กๆ จนเผลอห้ามไม่ให้เล่น แต่รู้ไหมว่า การเล่นนั้นส่งผลดีกับสมองอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ เมื่อเด็กๆ เล่น สมองจะต้องสั่งการให้เด็กเคลื่อนไหวแบบต่างๆ จึงเท่ากับเด็กๆ ได้คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และเรียนรู้การตอบสนอง การเคารพกฎกติกา การอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่น ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า ทักษะทางสังคม ไปในตัวด้วย แถมยังได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แล้วที่ว่าให้ “ออกมาเล่น” คืออะไรกันนะ?

“ออกมาเล่น” (Active Play) คือ กิจกรรมการเล่นใดๆ ที่เด็กเป็นผู้ร่วมเล่นด้วยตนเอง ทำให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เป็นการเล่นที่ไม่มีการกำหนดรูปแบบกติกาที่เป็นทางการ (Unorganized/Unstructured) และอยู่นอกเหนือชั่วโมงพลศึกษา ทั้งยังหมายถึงการละเล่นพื้นบ้าน อาจฟังดูเป็นนิยามใหม่ ทว่าที่จริงเป็นพฤติกรรมโดยธรรมชาติของเด็กอยู่แล้วที่ชอบเล่น

การออกมาเล่น เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางกาย (Physical Activities หรือ PA) อันหมายถึง การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อโครงสร้างและทำให้มีการใช้พลังงานของร่างกาย สามารถแบ่งได้ 3 ระดับ

ระดับเบา

คือระดับที่มีการเคลื่อนไหวน้อยมาก เช่น การยืน การนั่ง

ระดับปานกลาง

คือการเคลื่อนไหวออกแรงที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีความหนักและเหนื่อยในระดับเดียวกับการเดินเร็ว ขี่จักรยาน การทำงานบ้าน ชีพจรเต้น 120-150 ครั้ง ระหว่างที่เล่นยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ และมีเหงื่อซึมๆ

ระดับหนัก

คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีการทำซ้ำ และต่อเนื่อง โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การวิ่ง การเดินขึ้นบันได การออกกำลัง มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป จนทำให้หอบเหนื่อย และพูดเป็นประโยคไม่ได้

การออกมาเล่น Active Play ที่ถือว่าได้ประโยชน์สูงและส่งผลดีต่อสุขภาพ คือการมีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลาง-หนัก

แล้วทำไมต้องชวนเด็กๆ ออกมาเล่น Active Play ด้วยล่ะ? (อ่านต่อ คลิก)

ให้เด็กๆ ออกมาเล่นกันนะคะ! ฮึบๆ! เรามีคลิปโมชั่นกราฟิกน่ารักๆ อธิบายคอนเซ็ปต์การ “ออกมาเล่น” มาฝากด้วยค่ะ ^^

ข้อมูลจาก แผ่นพับ “มาเล่นกันเถอะ” ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kidactiveplay.com | Facebook Social Marketing Thaihealth

ภาพ: Shutterstock

เหนื่อย เครียด เลี้ยงลูก

เหนื่อย เครียด เลี้ยงลูก พบข้อคิดดีๆช่วยให้แม่มีความสุขได้

หากคุณแม่กำลัง เหนื่อย เครียด เลี้ยงลูก ไม่ไหวแล้ว…ลองอ่าน 12 ข้อคิดต่อไปนี้ดู เพราะมันอาจจะช่วยเปลี่ยนมุมมองความคิด และทำให้คุณแม่มีความสุขกับการเลี้ยงลูกมากขึ้น

การได้มีอีกหนึ่งชีวิตน้อย ๆ เกิดขึ้นมาให้ได้เลี้ยงดูทะนุถนอม ซึ่งมาพร้อม ๆ กับสถานะใหม่ของชีวิต คือการได้เป็นคุณแม่ หลาย ๆ สิ่งที่คุ้นเคยก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ชีวิตในไลฟ์สไตล์แบบเดิม ๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย เวลาพักผ่อนอาจน้อยลง เพื่อให้ดูแลลูกได้อย่างเต็มที่

เป็น “แม่” เหนื่อย เครียด เลี้ยงลูก ไม่มีความสุขตรงไหน?

และถ้าพูดถึงเรื่องการเลี้ยงลูกแล้ว เราย่อมคิดว่าคนเป็นแม่ต้องเครียดกว่าพ่อแน่ๆ เพราะแม่อาจรับหน้าที่เลี้ยงดูลูกเป็นหลัก หรือไหนจะงานบ้านมากมายก่ายกองอีก ล่าสุดมีผลวิจัยที่ยืนยันความจริงเรื่องนี้ค่ะ

งานวิจัยที่วิเคราะห์จากการเขียนบันทึกประจำวันของพ่อแม่กว่า 12,000 คนพบว่าพ่อแม่มีความสุขมากที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับลูกๆ แต่ข่าวร้ายก็คือ แม่มีความสุขน้อยกว่าพ่อ เพราะบรรดาแม่ๆ มีหน้าที่รับผิดชอบในบ้านมากกว่า ทำให้มีความสุขน้อยกว่า

⇒ Must read : คุณแม่ Full Time เลี้ยงลูกอยู่บ้าน สบายที่สุด (จริงหรือ?)

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์และมหาวิทยาลัยมินิโซตา เผยว่า 3 สาเหตุที่แม่มีความเครียดมากกว่าพ่อในการเลี้ยงลูกมีดังนี้

1.แม่ต้องจัดการเรื่องเลี้ยงลูกที่ยากกว่าพ่อ

ตั้งแต่เรื่องระเบียบวินัย มารยาท ไปจนถึงการเรียน ล้วนแต่เป็นแม่ที่ต้องดูแลรับผิดชอบลูกเป็นหลัก แต่แม่ก็ยังมีงานบ้านหรืองานที่ออฟฟิศให้กังวลอีก ช่วงเวลาที่แม่ดูแลลูกนั้นจึงไม่ใช่ช่วงเวลาที่สนุก เหมือนที่พ่อมักเล่นกับลูก

2. งานของแม่ล้นมือมากกว่าพ่อ

ส่วนใหญ่เวลาแม่อยู่กับลูก แม่มักต้องทำงานบ้านมากมายก่ายกองไปด้วย ลูกจึงต้องอยู่ของเขาเอง แม่ที่เหนื่อยล้าหรือต้องจัดการงานตลอด จึงไม่อาจมาเล่นสนุกกับลูกได้

3. ลูกมักจะร้องหาแต่แม่มากกว่าพ่อ

“แม่จ๋าอยู่ไหน” ประโยคนี้คงเป็นประโยคยอดฮิตสำหรับทุกบ้าน การเรียกหาแต่แม่ตลอดเวลานี้ อาจทำให้แม่เหนื่อยมากจนนอนหลับไม่เพียงพอ และไม่ได้มีเวลาส่วนตัว

 

เรียกได้ว่าการเป็นแม่เป็นงานที่หนักและเหนื่อย ยิ่งถ้าคุณแม่เจอกับความเครียดอีก ชีวิตก็จะไม่มีความสุขเอาได้ง่ายๆ Amarin Baby & Kids จึงมีข้อคิดดีๆ 12 ข้อมาให้คุณแม่อ่านกันค่ะ ถ้าอยากมีความสุขมากขึ้น การเปลี่ยนมุมมองความคิดก็อาจช่วยได้ค่ะ ดังนี้…⇓

21 – 22 พ.ย. 58 สามแพร่ง Facestreet : Art & Community Festival

วันนี้ทีมงานของเรียลพาเรนติ้งขอพาทุกท่านมาในเทศกาลชุมชนดนตรีและศิลปะสุดคูล ที่จัดขึ้นเพียงปีละครั้ง ณ บริเวณชุมชนเก่าระแวก แพร่งภูธร แพร่งนรา แพร่งสรรพศาสตร์ ซึ่งคอดนตรีจะรู้ดีว่า หากจะซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียง เครื่องดนตรีจะต้องมาที่แพร่งนี้

 

เนื่องจากเห็นหลายครอบครัวขนลูกไปเช็คอินทำงานศิลป์ อาร์ต ๆ ทีมงานของเราก็อดไม่ได้ที่จะเก็บภาพบรรยากาศมาฝากค่ะ

 

ดูน้องๆ สนุกสนานกับการวาดภาพบนถนน

samp

เปลี่ยนมุมมองกรุงเทพเมืองศิวิไลซ์เป็นเมืองศิลปะ

samp4 samp3

 

samp7

สำหรับใครที่สนใจงาน Facestreet นี้แต่ไปร่วมกิจกรรมไม่ทัน  ติดตามการจัดงานครั้งต่อไปได้ที่แฟนแพจ www.facebook.com/sampraengfacestreet

samp6

เรื่องโดย กองบรรณาธิการ
ภาพ Usa-toon

Tags

8 วิธีช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ที่มีเบบี๋ฝาแฝด

ทุกคนต้องตื่นเต้นมากแน่ๆ เมื่อรู้ว่าเพื่อนหรือญาติสนิทกำลังจะได้ลูกแฝด ก็เด็กทารกฝาแฝดนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดู แต่ไม่ใช่แค่ความน่ารักเท่านั้นนะที่เพิ่มขึ้น ภาระของพ่อแม่ก็หนักขึ้นด้วย ยิ่งเป็นพ่อแม่มือใหม่ด้วยแล้ว การรับมือกับลูกฝาแฝดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ถ้าอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณพ่อคุณแม่ของลูกฝาแฝด เรามีวิธีเด็ดๆ มานำเสนอค่ะ

1. ช่วยเก็บกวาดบ้าน

เพียงแค่ดูแลลูกแฝดก็เหนื่อยมากแล้ว เวลาในการเก็บกวาดและทำความสะอาดบ้านจึงไม่ค่อยมี เด็กฝาแฝดบางครั้งอาจคลอดก่อนกำหนด ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องไปกลับโรงพยาบาลบ่อยๆ เราสามารถช่วยเก็บกวาดบ้านหรือจัดหาแม่บ้านไปช่วยทำความสะอาด รับรองว่าพ่อแม่มือใหม่ต้องปลื้มใจและหายเหนื่อยเลยค่ะ

2. ช่วยซื้อของกินอร่อยๆ

พ่อแม่ของทารกแฝดแทบจะไม่มีเวลาพัก อย่าว่าแต่เรื่องการหาซื้ออาหารกินเลย เวลาที่จะพักกินอาหารยังไม่ค่อยจะมี เราอาจช่วยด้วยการทำอาหารหรือซื้อของกินอร่อยๆ จากร้านโปรดไปให้

ตอนที่คุณแม่ใกล้คลอด เราสามารถช่วยเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้าได้ โดยใส่กล่องแช่ไว้ในช่องแช่แข็ง เวลาจะรับประทานก็สามารถนำมาอุ่นในไมโครเวฟได้เลย

ยิ่งคุณแม่ที่ต้องให้ลูกกินนม สารอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เราควรเตรียมของกินที่หยิบรับประทานง่ายและมีประโยชน์ เช่นพวกถั่ว แอปเปิ้ล แครอท และขนมหรือคุกกี้ที่มีส่วนผสมของกราโนล่าและถั่วชนิดต่างๆ คุณแม่จะได้กินระหว่างที่ดูแลเจ้าตัวน้อยไปด้วย

3. ช่วยพาพี่คนโตไปเที่ยว

ถ้าหากครอบครัวที่มีลูกแฝดมีลูกคนโตอยู่ด้วย พ่อแม่มักจะกังวลและรู้สึกผิดนิดๆ ที่ให้เวลากับลูกคนโตไม่เพียงพอ เพราะต้องแบ่งเวลาส่วนใหญ่มาดูแลทารกฝาแฝด เราสามารถช่วยพวกเขาด้วยการพาพี่คนโตออกไปเที่ยวที่สนุกๆ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้มีเวลาพัก นอกจากนี้เมื่อพี่คนโตกลับมาจากการทำกิจกรรมสนุกๆ ก็จะนอนหลับง่ายและไม่กวนพ่อแม่ด้วยค่ะ

4. ซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปหรือช่วยซักผ้าอ้อม

ใครๆ ก็อยากซื้อชุดน่ารักๆ ให้เบบี๋ใส่ แต่สิ่งที่จำเป็นและต้องใช้จำนวนมากๆ ก็คือผ้าอ้อมนั่นเอง เราสามารถช่วยซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปหรือผ้าอ้อมผ้า และอาจช่วยนำผ้าอ้อมผ้าไปซักให้ค่ะ

5. ช่วยอุ้มเบบี๋ระหว่างที่คุณแม่ไปอาบน้ำ

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่คุณแม่ได้อาบน้ำอุ่นแบบสบายๆ หลังจากต้องเหน็ดเหนื่อยกับการดูแลลูกแฝดมาตลอดทั้งวัน ช่วงเวลาพักอาบน้ำของคุณแม่จึงมีความหมายมากๆ

6. ช่วยดูแลเบบี๋ระหว่างที่คุณแม่ไปงีบ

การต้องคอยตื่นบ่อยๆ ตลอดทั้งคืนนั้นทรมานมาก หากคุณแม่ได้พักนอนกลางวันบ้างก็จะทำให้สดชื่นขึ้น เพียง 2 – 3 ชั่วโมง หรือแค่ 45 นาทีก็มีค่ามากๆ ค่ะ

7. สนับสนุนให้คุยกับแม่ลูกแฝดคนอื่นๆ

บางครั้งคุณแม่ของลูกแฝดอาจรู้สึกโดดเดี่ยว การได้พูดคุยและปรับทุกข์กับแม่ลูกแฝดคนอื่นๆ นั้นจะช่วยเปิดโอกาสในการให้กำลังใจกันและกัน ยิ่งสมัยนี้สามารถทำได้ง่าย เพียงสร้างกลุ่มคุณแม่ลูกแฝดผ่านทางออนไลน์ก็สามารถเชื่อมต่อคุณแม่จากที่ต่างๆ มาไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้คุณแม่ที่ให้นมลูกแฝดอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการให้นม คุณแม่สามารถเข้ากลุ่มที่ช่วยเหลือให้คำแนะนำเกี่ยวกับนมแม่ทางออนไลน์ได้อีกด้วย

8. คอยรับฟังและเป็นกำลังใจ

เพียงแค่การรับฟังและคอยให้กำลังใจก็มีความหมายมากมายแล้วค่ะ นอกจากการฟังเฉยๆ แล้ว เราอาจหาของเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณแม่ชอบไปฝาก เช่น ขนมช็อคโกแลตหรือเค้กจากร้านโปรด เราอาจเขียนการ์ดหรือจดหมายให้กำลังใจฉบับเล็กๆ ไปด้วยก็ได้ค่ะ

อีกไม่นานคุณพ่อคุณแม่ก็จะเริ่มเข้าที่เข้าทางกับทารกฝาแฝด คำชมเรื่องการเลี้ยงดูลูกเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถช่วยสร้างกำลังใจได้ค่ะ การสนับสนุนจากคนรอบข้างนั้นมีความหมายกับทุกครอบครัวจริงๆ

 

ที่มา: http://www.bellybelly.com.au/baby/how-to-support-twin-parents-10-helpful-tips/

ภาพจาก: Shutterstock

 

 

ไอเดียกิ๊บเก๋ รูปถ่ายเบบี๋แต่งตัวตามภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอร์ส

เดี๋ยวนี้คุณพ่อคุณแม่มีไอเดียภาพถ่ายเบบี๋แรกเกิดที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะภาพถ่ายเบบี๋แต่งตัวตามภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอส์ ท่าทางคุณพ่อคุณแม่จะเป็นแฟนตัวจริงของภาพยนตร์เรื่องนี้แน่ๆ เราไปดูภาพน่ารักๆ กันค่ะ

293470_300809639930672_1996133444_n-433x650

ABilger-650x542

Anna-Marie2-650x476

Anna-Marie-650x476

A-piece-of-lisa-650x433

Heather-Marshall-650x433

Mint-Portrait-Studio-2-650x435

Mint-Portrait-Studio-650x435

Monkey-House-check-use-650x433

Pumpkin-Pie-650x433

Stacie-Noel-433x650

Stefanie-Miller-650x433

ที่มา: http://blogs.babycenter.com/mom_stories/photos-these-star-wars-11132015babies-are-out-of-this-world-cute/

เมื่อเจ้าตูบตัวน้อยเห็นเบบี๋หลับปุ๋ย ก็อดที่จะง่วงตามไม่ได้ค่ะ (มีคลิป)

ภาพเบบี๋กำลังนอนหลับปุ๋ยเป็นอะไรที่ดูสงบมากๆ เลย เห็นทีไรคุณพ่อคุณแม่ก็อดง่วงตามไม่ได้ทุกที ไม่เว้นแม้แต่เจ้าตูบตัวน้อย เจ้าตูบเลยนอนหลับบนตัวเบบี๋ซะเลย

ที่มา:

คุณพยาบาลใจดีถักไหมพรมเป็นวิกผมให้กับเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็ง

สองพยาบาลใจดี บรีย์ ฮิชคอร์ค (คนซ้าย) และ โฮลลี่ คริสเต็นเซ็น (คนขวา) ริเริ่มโครงการเมจิกยาร์น (Magic Yarn) ที่จะช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็ง ด้วยการถักวิกผมจากไหมพรมตามทรงผมของเจ้าหญิงในเทพนิยายและตัวการ์ตูนแบบต่างๆ

12277157_10153186441124080_2002212278_n

แนวคิดของโครงการนี้คือ “สร้างวิกผมจากไหมพรมให้กับเหล่านักสู้ตัวน้อยที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งร้าย” วิกผมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงวิกผมธรรมดาๆ แต่มันทำให้เด็กๆ ได้กลายเป็นเจ้าหญิงตัวน้อยตามจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงแอเรียล จากเรื่อง “เดอะ ลิตเติลเมอร์เมด” หรือราชินีเอลซ่า จากเรื่อง “โฟรเซ่น”

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้คือเมื่อโฮลลี่ ถักไหมพรมเป็นวิกผมเจ้าหญิงราพันเซลให้กับลูกสาวของเพื่อนที่ต้องรับการรักษาแบบคีโม หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มถามถึงวิกผมของโฮลลี่ ที่สำคัญคือวิกผมที่ทำจากไหมพรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่น่ารักเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคมะเร็งมากๆ เพราะการรักษาแบบคีโมจะทำให้ผิวบางลงและไวต่อความรู้สึกมากขึ้น เนื่องจากวิกผมเหล่านี้ทำจากไหมพรม จึงไม่ระคายเคืองต่อผิวของผู้ป่วย

ช่างเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมของคุณพยาบาลใจดีจริงๆ ค่ะ นอกจากเด็กๆ จะได้มีวิกผมสวยๆ ไว้ใส่แล้ว พวกเขายังได้เล่นสนุกแบบเด็กๆ จากการจินตนาการตามเทพนิยายที่พวกเขาชื่นชอบ รับรองว่าเด็กๆ จะต้องมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้ายต่อไปแน่นอนค่ะ

ที่มา: http://www.upworthy.com/a-nurse-makes-wigs-for-kids-with-cancer-and-theyve-got-a-special-twist
ภาพจาก: http://www.themagicyarnproject.com/

กินนม เคล้าเสียงเพลง สุดยอดอย่าบอกใคร

“ช่วงเวลาระหว่างให้นมลูกไม่ว่าจะเป็นนมจากขวดหรือนมจากเต้านี่ล่ะเป็นช่วง เวลานาทีทองของพัฒนาการซึ่งทำได้ง่ายๆ คือร้องเพลงกล่อมลูกไปด้วยไม่ว่าคุณแม่จะร้องเก่งแบบสูสีกับเจนนิเฟอร์คิ้ม หรือร้องเพี้ยนขนาดไหนก็ตามนั่นไม่สำคัญ เพราะเสียงของแม่ที่ร้องเพลงออกมานั้นจะเจือด้วยความรักความห่วงใยซึ่งลูก สามารถสัมผัสรับรู้ได้”

 

                จริงๆแล้วเรื่องของการดื่มนมสามารถทำได้ทั้งครอบครัวไม่จำเป็นต้องเฉพาะเด็กเล็กๆผู้เขียนเองตอนนี้ก็ดื่มโดยเฉพาะนมจืดไร้ไขมัน เพราะปีนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น(อดีต)ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจกับเขาบ้างแล้วเลยจำเป็นต้องงดของทอดและของเค็มๆมันๆซึ่งเคยเป็นของโปรด หันมาบริโภคของซึ่งมีประโยชน์แบบไม่ต้องทอดไม่เค็มไม่มัน นมอย่างที่ว่าก็เลยกลายเป็นสมาชิกในเมนูหลักทุกวันของผู้เขียนไปง่ายๆอย่างนี้เอง

แทบไม่ต้องอธิบายเรื่องประโยชน์ของนมเพราะเป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้วและพิสูจน์ได้ว่านมนั้นช่วยในการเจริญเติบโต บำรุงกระดูกและฟันแถมยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แต่ก็แปลกที่เรายังไม่ค่อยสนใจจะดื่มนมกันสักเท่าไร

อีกเรื่องที่ทราบกันดีคือสำหรับเด็กเล็กนั้นนมที่ดีที่สุดคือนมแม่เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่ท่านใดอยู่ในวิสัยที่จะให้นมลูกเองได้ก็ชอเชียร์เลย

ไหนๆชื่อคอลัมน์ก็บอกชัดๆอยู่ว่า kid & music เพราะฉะนั้นจะไม่พูดถึงเพลงเลยคงจะใช่ที่เลยจะขอแนะนำว่าช่วงเวลาระหว่างให้นมลูกไม่ว่าจะเป็นนมจากขวดหรือนมจากเต้านี่ล่ะเป็นช่วงเวลานาทีทองของพัฒนาการซึ่งทำได้ง่ายๆคือร้องเพลงกล่อมลูกไปด้วย ถ้าไม่ถนัดร้องก็หาเพลงที่คุณแม่ชอบมาเปิดคลอไป ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิคหรือต้องเป็นเพลงของโมสาร์ทยกเว้นว่าถ้าคุณแม่ชอบก็ฟังได้ไม่ว่ากัน

ที่บอกว่าไม่จำเป็นต้องคลาสสิคเพราะถ้าคุณแม่ไม่ชอบฟังไปก็คงไม่มีความสุขแล้วถ้าคุณแม่ไม่มีความสุขคุณลูกคงไม่มีความสุขไปด้วยเลือกเพลงที่ชอบนี่ล่ะดีสุดฟังไปมีความสุขไปให้นมลูกไปแหม…เพลินอย่าบอกใคร

อย่างไรก็ตามผู้เขียนยังเชียร์ให้คุณแม่ร้องเพลงกล่อมลูกเวลาให้นมเองเพราะเสียงเพลงของคุณแม่มีผลดีต่อพัฒนาการของลูกอย่างมีนัยสำคัญ (นี่ใช้สำนวนนักวิชาการกับเขาสักหน่อย)

ไม่ว่าคุณแม่จะร้องเก่งแบบสูสีกับเจนนิเฟอร์คิ้มหรือร้องเพี้ยนขนาดไหนก็ตามนั่นไม่สำคัญ เพราะเสียงของแม่ที่ร้องเพลงออกมานั้นจะเจือด้วยความรักความห่วงใยซึ่งลูกสามารถสัมผัสรับรู้ได้จะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นปลอดภัยและมีความสุขส่งผลให้เขาสามารถมีพัฒนาการที่ดีตามลำดับตามวัย

 

เรื่องโดย คุณชนะ  เสวิกุล เขียนเพลง คอลัมน์ หนังสือและช่วยภรรยาเลี้ยงเจ้าอาย ลูกสาวคนเดียว
จากคอลัมน์ Kid music ฉบับเดือนสิงหาคม 2558

ภาพประกอบ : ข้าวตู

คลิปน่ารัก เบบี๋ดีใจสุดๆ ไปเลยเมื่อเจอเจ้าแมวตัวโปรด

เมื่อเบบี๋น้อยเจอกับสัตว์เลี้ยงขนฟูแสนน่ารักอย่างเจ้าแมวเหมียวก็แทบจะอดใจไว้ไม่อยู่เลย ก็เจ้าแมวน่ารักซะขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องอยากเข้าไปอุ้มเล่นอยู่แล้วค่ะ

ที่มา: Merkley Family Channel

การลักพาตัว

อย่าละสายตาจากลูกน้อยแม้แต่วินาทีเดียว

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ที่เลี้ยงลูกในเมืองใหญ่ ทาง SSHEsociety องค์กรไม่แสวงผลกำไร ได้จัดทำคลิปวิดีโอเพื่อเตือนใจคุณพ่อ คุณแม่นี้ขึ้น เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ การลักพาตัว ในเด็ก เกิดขึ้นอีก เพราะคนใจร้ายมีอยู่ทุกที่ในสังคม แม้แต่ในสถานที่ที่ไม่น่าเป็นอันตราย ให้คุณพ่อ คุณแม่ระวัง!!

Continue reading “อย่าละสายตาจากลูกน้อยแม้แต่วินาทีเดียว”

คลิปหนังโฆษณาจากห้างดัง สะท้อนเรื่องคุณค่าของครอบครัวค่ะ

ห้างสรรพสินค้าชื่อดังของอังกฤษ จอห์น เลวิส ออกคลิปหนังโฆษณาต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส โดยเนื้อหาสะท้อนถึงเรื่องของความเป็นครอบครัวได้ดีทีเดียวค่ะ เป็นมุมมองน่ารักๆ ผ่านเรื่องราวของชายแก่ที่ต้องอยู่อย่างเดียวดายบนดวงจันทร์ แต่มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มองเห็นและอยากส่งผ่านความรักไปยังชายแก่ผู้เดียวดายคนนั้นค่ะ ทั้งภาพและเนื้อหาสะท้อนถึงคุณค่าของความรักและความผูกพันในครอบครัวได้ลึกซึ้งกินใจมากๆ เลย

https://youtu.be/wuz2ILq4UeA

ที่มา: John Lewis Channel

คอลเลคชั่นใหม่จากอิเกีย

อิเกียได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยการเล่นชาวอเมริกัน Dr. Stuart Brown มาเป็นที่ปรึกษาและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการออกแบบของเล่นรุ่น LATTJO/ลัททิโอ Dr. Brown ได้กล่าวว่า การเล่นเป็นส่วนสำคัญมากสำหรับชีวิตในวัยเด็ก

 

“ความสุขที่เกิดจากการเล่นในวัยเด็ก ส่งผลให้เป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาด และจะฉลาดมากขึ้นถ้าเราได้เล่นอยู่เสมอ”

 

สินค้ารุ่น LATTJO/ลัททิโอ มีให้เลือก 4 แบบ คือ ของเล่นเพื่อการออกกำลัง ของเล่นเสริมพัฒนาการ เครื่องดนตรีต่างๆ และชุดแฟนซีสำหรับการแสดงหลากหลายบทบาท

เราได้พัฒนาสินค้าคอลเล็คชั่น LATTJO/ลัททิโอ มาจากการศึกษาผู้บริโภค เช่นเดียวกับสินค้าอื่นๆของอิเกีย เราอยากรู้ว่าในปัจจุบันเด็กกับผู้ใหญ่เล่นด้วยกันอย่างไร เราจึงได้ทำแบบสอบถามเพื่อสัมภาษณ์ผู้ปกครองกว่า 16,000 คน เด็กๆ 6,000 คน และ วัยรุ่นจำนวน 7,000 คน จาก 12 ประเทศทั่วโลก

 

จากรายงานผลการสำรวจนี้ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการเล่นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่รู้สึกว่าการหาของเล่นที่เขาสามารถเล่นร่วมกับลูกได้เป็นเรื่องลำบาก อิเกียจึงได้พัฒนาสินค้า รุ่น LATTJO/ลัททิโอ ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนทุกวัย และช่วยสร้างสัมพันธ์และเวลาดีๆให้กับทุกคนในครอบครัว อิเกียจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2558

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอลเล็คชั่น LATTJO/ลัททิโอ ได้ที่ www.IKEA.co.th

Tags

ลูกวัยปฎิเสธ บ่งบอกอะไร

ลูกวัยปฎิเสธทำไมเด็กๆมีพฤติกรรมปฏิเสธและอาการเหล่านี้บ่งบอกอะไร

เมื่อลูก ๆ เข้าสู่วัยเตาะแตะ 1 – 3 ปี พัฒนาการต่าง ๆ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจก็เริ่มพัฒนามากขึ้น เช่น เดินได้เอง พูดได้มากขึ้น เป็นตัวของตัวเอง และเริ่มต้องการทดสอบอำนาจที่มีเหนือพ่อแม่ จึงไม่อยากให้พ่อแม่ทำให้ทั้งหมด แต่ด้วยความสามารถของเด็กวัยนี้ยังต้องพึ่งพ่อแม่อยู่ บางครั้งลูกเลยเกิดความขัดแย้งในใจ เวลาที่พ่อแม่บอกให้ทำอะไร ก็จะเกิดการต่อต้านขึ้น อยากจะเลือกเอง ทำให้พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมลูกได้เหมือนเดิม คำที่ติดปากลูกส่วนใหญ่ก็คือ “ไม่ ไม่ ไม่” คำนี้แหละ ที่ทำให้พ่อแม่ต้องหงุดหงิด อารมณ์เสีย จนกลายเป็นความไม่เข้าใจกันทั้ง 2 ฝ่าย

           วิธีที่ดีสำหรับการรับมือ คือ พ่อแม่ต้องยอมรับและเข้าใจก่อนว่านี่เป็นกระบวนการพัฒนาที่เกิดกับเด็กทุกคน ไม่ใช่ว่าเขาแกล้งไม่เชื่อฟัง จริงๆแล้วการที่เด็กเริ่มเป็นตัวของตัวเองแสดงว่าเขากำลังเรียนรู้ที่จะพึ่งคนอื่นน้อยลง ดังนั้นการยอมรับแบบนี้เพื่อที่ว่า แทนที่พ่อแม่จะไปอารมณ์เสียกับลูกหรือไปควบคุมลูกทุกอย่าง ซึ่งอาจจะยิ่งทำให้เขาร้องไห้ โวยวาย กลายเป็นเด็กอารมณ์ร้าย เปลี่ยนมาเป็นการทำตัวเป็นแบบอย่าง ให้เขาค่อยๆ เรียนรู้การควบคุมตนเองและ รู้จักจัดการอารมณ์ของตนเอง

           จะลดลงหรือไม่ ?

การลดพฤติกรรมต่อต้าน คือ การที่พ่อแม่ช่วยให้ลูกมีวินัยและควบคุมตนเองได้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความสม่ำเสมอ หนักแน่น และจริงจังอย่างพอดี โดยการบอกอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ลูกทำอะไร เมื่อไร

อย่างไรก็ตาม พื้นฐาน คือ พ่อแม่ต้องมีการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อลูกด้วย มองเห็นและชมพฤติกรรมที่ดีด้วยการลดพฤติกรรมต่อต้านก็จะง่ายขึ้นมาก

ถ้าสรุปออกมาเป็นหัวข้อง่ายๆ มีดังนี้

  1. ถ้าเป็นไปได้ ควรหาวิธีป้องกัน เช่น ถ้ารู้ว่าเล่นแก้วแน่ๆ เราก็เลี่ยงไม่ให้เห็น หรือใช้แก้วที่ไม่แตก เป็นต้น
  2. สร้างอารมณ์ขันถ้ารู้ว่าอีกซักพักลูกจะหงุดหงิดแล้ว หรือทำเป็นเล่นเกม เช่น ต้องการให้ลูกเก็บของ ก็หลอกล่อด้วยการเล่นเสียงว่า “อุ๊ยเรามาเอาเจ้านี้ เข้ามาซุกในคุณตะกร้าดีกว่า”
  3. ให้ตัวเลือก ดีกว่า ถามว่า เอา ไม่เอา หรือ ใช่ ไม่ใช่
  4. มีขอบเขต เพราะบางครั้งเราต้องควบคุมลูกเพื่อความปลอดภัย เช่น เวลาไปเดินห้าง เราต้องหนักแน่น ใจแข็ง เช่น ลูกงอแง ไม่ใส่รองเท้า เราก็บอกว่า โอเค งั้นอดไป เป็นต้น
  5. ให้เวลาลูกได้เตรียมตัว ขั้นแรก ส่งคำเตือนไปก่อน เช่น อีก 15 นาทีลูกต้องหยุดเล่นและไปอาบน้ำ เพราะในขณะที่ลูกกำลังเล่นหรือทำอะไรสนุก ๆ การที่พ่อแม่ไปให้เขาทำอย่างอื่นเลยโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว ลูกก็ต้องไม่พอใจโวยวายปฏิเสธแน่นอน ขั้นที่ 2 เมื่อถึงเวลาที่ต้องหยุดเล่นจริง ๆ ก็บอกลูกว่า ได้เวลาไปอาบน้ำแล้ว ขั้นตอนนี้ลูกอาจจะยังโวยวาย พ่อแม่ต้องอดทน ย้ำกับลูกด้วยท่าทีที่สงบ และไม่ต้องบ่น ขั้นที่ 3 ถ้าลูกยังไม่ยอมไป ให้พ่อแม่เอาจริง โดยเข้าไปหาลูก พาลูกไปอาบน้ำแต่ไม่ต้องรุนแรง คืออย่าไปลากหรือดึง อาจใช้วิธีโน้มน้าว เช่น พี่ ๆ ก็อาบน้ำกันทั้งนั้น เพราะเด็กบางคนชอบเลียนแบบพี่ ๆ หรืออาจจะโน้มน้าวผ่านการเล่นเกมส์สนุก ๆ เช่น ชวนเป็ดน้อยไปอาบน้ำกันเถอะ ดูสิใครจะได้ก่อนกัน
  6. อดทน อดทน และอดทน เด็กเรียนรู้จากเวลาเราโมโห เราต้องควบคุมอารมณ์หรือให้มีการระบายออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก

           การตี ช่วยหรือไม่ ?

ในยุคนี้ หมอแนะนำว่าให้พ่อแม่หลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยการตี เพราะในความรู้สึกของเด็ก การตี คือ การที่พ่อแม่สื่อให้เขารู้ว่า “ความรุนแรงเป็นวิธีการจัดการสิ่งต่างๆ” เขาอาจจะหยุดพฤติกรรมทันทีก็จริง แต่หยุดเพราะไม่อยากถูกตี ไม่ใช่การควบคุมตนเองจริง ๆ และส่วนใหญ่เมื่อถึงจุดที่พ่อแม่ต้องตี ก็มักตีด้วยอารมณ์ ทำให้ลูกมีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กก้าวร้าว อารมณ์ร้าย และโตขึ้นเขาก็จะระบายอารมณ์ด้วยการทำร้ายผู้อื่นเช่นกัน

 

บทความโดย : พญ. สินดี จำเริญนุสิต กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม  โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111
ภาพ : shutterstock

 

 

Tags

แม่ตัวเล็กแต่ท้องลูกแฝด เสี่ยงอะไรบ้าง

แม่ตัวเล็กแต่ท้องลูกแฝด เสี่ยงอะไรบ้าง?

Q: เป็นคนตัวเล็กค่ะ สูง 155 น้ำหนัก 39-40 ไม่เคยเกินไปมากกว่านี้ ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด อยากทราบว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่าคนทั่วไปไหมคะ เพราะตอนนี้แพ้ท้องหนักมาก และเริ่มมีอาการเท้าบวมด้วยค่ะ

คุณแม่ที่ตัวเล็ก คือมีน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ คิดดัชนีมวลกาย* (BMI) น้อยกว่า 20 กิโลกรัม/เมตร2 ถิอว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีลูกตัวเล็กกว่าคนทั่วไป 2 เท่า คำว่าลูกตัวเล็กอาจจะเกิดจากการที่คุณแม่ตัวเล็กกว่าเกณฑ์ มีการคลอดก่อนกำหนด หรือลูกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เกิดภาวะเจริญเติบโตช้าในครรภ์ จึงทำให้ตัวเล็ก

ดังนั้นกรณีที่คุณแม่ตัวเล็กมีการตั้งครรภ์ลูกแฝด จะต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนมากกว่าคนทั่วไป เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะเจริญเติบโตช้าในครรภ์ จนทำให้ลูกตัวเล็กกว่าเกณฑ์ปกติมากขึ้น

คำแนะนำของหมอคือ ช่วงที่มีอาการแพ้ท้อง คุณแม่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดที่ทำให้แพ้ท้องหนักขึ้น เช่น ของทอด ของมัน ควรกินอาหารมื้อเล็กๆ แต่บ่อยๆ แบ่งเป็น 4-5 มื้อต่อวัน ดื่มน้ำอุ่น กินผักและผลไม้มากขึ้น อาจจะกินของหวานนิดหน่อย เช่น คุกกี้ แก้คลื่นไส้อาเจียน

จากนั้นพอหายจากอาการแพ้ท้อง เข้าเดือนที่ 3-4 ก็ควรกินอาหารที่มีโปรตีนสูง ง่ายที่สุด คือกินไข่ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1-2 ฟอง อาหารทะเลอย่างน้อย อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ทำน้ำหนักให้เพิ่มอย่างน้อยเดือนละ 2 กิโลกรัม หลังตั้งครรภ์ครบ 7 เดือน เตรียมหยุดงาน นอนพักผ่อนอยู่กับบ้าน เพื่อป้องกันภาวะที่มดลูกจะบีบตัว ทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด ส่วนเรื่องขาบวม ต้องแยกว่าเป็นภาวะบวมจากการไหลเวียนเลือดไม่สะดวกของคนท้อง ซึ่งไม่อันตราย หรือภาวะขาบวมร่วมกับครรภ์เป็นพิษ ทางที่ดีควรปรึกษาสูติแพทย์ประจำค่ะ

* ค่าดัชนีมวลกาย คำนวณได้จาก น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 162 เซนติเมตร (= 1.62 เมตร) จะได้ 50/(1.62)2 = 50/2.6244 = 19.05 กิโลกรัม/เมตร2

 

จากคอลัมน์ Pregnancy Q&A นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนกันยายน 2558

บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ภาพ : Shutterstock

คำพูดซึ้งๆ จากใจคุณพ่อและลูกชายตัวน้อย หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ฝรั่งเศส (มีคลิป)

สถานีโทรทัศน์ เลอ เปอติ เจอร์นัล (Le Petit Journal) ของประเทศฝรั่งเศส สัมภาษณ์พ่อลูกคู่หนึ่ง ภายหลังจากเหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้น เจ้าหนูน้อยบอกกับพ่อว่าอยากย้ายบ้าน เพราะมี “คนใจร้าย” มาที่นี่ เด็กน้อยบอกว่ากลัวเพราะ “พวกเค้ามีปืน และจะยิงเรา เพราะพวกเค้าเป็นคนใจร้าย” ส่วนคุณพ่อก็รีบตอบหนูน้อยกลับด้วยถ้อยคำปลอบใจที่แฝงความอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหวัง หนูน้อยจึงค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น เราแปลคำพูดของสองพ่อลูกมาให้อ่านกันที่นี่แล้วค่ะ ท่ามกลางความโหดร้ายของสงครามและการก่อการร้าย คำพูดธรรมดาๆ แต่ออกมาจากความรู้สึกของสองพ่อลูกก็ช่วยให้ข้อคิดดีๆ ได้นะ

https://youtu.be/4YmiHm86tGY

นักข่าว (ถามเด็กน้อย): หนูรู้รึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ไหมว่าทำไมพวกเค้าถึงทำอะไรแบบนั้น

เด็กชาย: รู้ครับ เพราะพวกเค้าเป็นคนใจร้ายมากๆ คนใจร้ายจะทำสิ่งที่ไม่ดี และ… เราต้องป้องกันตัว เราต้องย้ายบ้านครับ

คุณพ่อ: โธ่ ลูก ไม่เป็นไร… เราไม่ต้องย้ายบ้านหรอก ฝรั่งเศสคือบ้านของเรา

เด็กชาย: แต่ที่นี่มีคนใจร้ายนะครับ…

คุณพ่อ: ใช่ลูก แต่คนใจร้ายมีทุกที่แหละ

เด็กชาย: พวกเค้ามีปืน พวกเค้าจะยิงเรา พวกเค้าใจร้ายมากๆ นะครับ

คุณพ่อ: ไม่เป็นไรลูก พวกเค้ามีปืน แต่พวกเรามีดอกไม้นะ

เด็กชาย: แต่ดอกไม้ใช้ทำอะไรไม่ได้ มันมีไว้ มันมีไว้…

คุณพ่อ: ทำได้สิ ดูสิลูก ทุกคนเอาดอกไม้มาวางไว้เต็มเลย เอาไว้สู้กับปืนไง

เด็กชาย: ดอกไม้มันป้องกันปืนได้เหรอครับ

คุณพ่อ: ได้สิลูก

เด็กชาย: เทียนด้วยเหรอครับ

คุณพ่อ: ใช่ครับ เทียนเอาไว้ระลึกถึงคนที่จากไปเมื่อวาน

เด็กชาย: ดอกไม้กับเทียนทั้งหมดนี่มาปกป้องพวกเราใช่ไหมครับ

คุณพ่อ: ใช่แล้วลูก

นักข่าว (ถามเด็กน้อย): ผมรู้สึกดีขึ้นรึยังครับ

เด็กชาย: ครับ ผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว

 

แปลและเรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ข้อมูลจาก: http://magazine.good.is/articles/french-roses-versus-guns

คลิปวีดีโอจาก: Pigal Yod Channel

Tags

มิวเซียมสยาม เตรียมเปิดให้เที่ยวพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืน ส่งท้ายปี

มิวเซียมสยาม เตรียมเปิดให้เที่ยวพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืน ส่งท้ายปี

มิวเซียมสยาม เตรียมเปิดให้เที่ยวพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืนฟรีส่งท้ายปี! เรียนรู้เรื่องราว ทางสังคม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ผ่านนิทรรศการต่างๆ อาทิ นิทรรศการถาวรชุด “เรียงความประเทศไทย” นิทรรศการหมุนเวียนชุด “ประสบการณ์หู สู่อาเซียน” พร้อมเตรียม จัดงาน “ไนท์ แอท เดอะ มิวเซียม” ครั้งที่ 6 โดยมิวเซียมสยาม กำหนดเปิดนิทรรศการให้ชมตอนกลางคืน พร้อมจัดงาน “ไนท์ แอท เดอะ มิวเซียม” ในเดือนธันวาคม

ในเดือนธันวาคมที่กำลังจะถึงนี้ มิวเซียมสยามจะให้เข้าชมฟรี 3 วัน ตอนนี้นิทรรศการที่จัดแสดง ณ มิวเซียมสยาม (ท่าเตียน) มีอยู่ 2 ชุด คือ นิทรรศการ “เรียงความประเทศไทย” กับ นิทรรศการ “ประสบการณ์หู สู่อาเซียน”

“เรียงความประเทศไทย” เป็นนิทรรศการถาวรของมิวเซียมสยาม ซึ่งจัดแสดงมาแล้วกว่า 7 ปี บอกเล่าพัฒนาการด้านต่างๆ ของภูมิภาคอุษาคเนย์ นับตั้งแต่สมัยแผ่นดิน “สุวรรณภูมิ” (3,000 ปีก่อน) เรื่อยมาจนถึงประเทศไทยในปัจจุบัน แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงที่ 1 “สุวรรณภูมิ” ช่วงที่ 2 “สยามประเทศ” และ ช่วงที่ 3 “ประเทศไทย”

“ประสบการณ์หู สู่อาเซียน” เป็นนิทรรศการหมุนเวียนที่จัดแสดงจนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2558 รวบรวมเสียงในหลายมิติจากทั่วอาเซียน อาทิ ดนตรี วิถีชีวิต ธรรมชาติ ศาสนา ฯลฯ มาร้อยเรียงไว้เป็นนิทรรศการ ที่มุ่งนำเสนอให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสิบชาติอาเซียนผ่านการฟัง แบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนแรก “นิทรรศการเสียง” นำเสนอผ่านจอวีดิทัศน์ พร้อมหูฟังคุณภาพสูง โซนที่สอง “นิทรรศการสื่อผสม 360 องศา” ใช้เทคโนโลยีทัชสกรีน ประกอบสื่อมัลติมีเดียมาแสดงภาพพร้อมเสียงรอบทิศให้ผู้ชมสามารถหมุนได้รอบตัวเพื่อชมนิทรรศการอันน่าตื่นตาตื่นใจ

นอกจากเราจะได้ชมพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืนแล้ว มิวเซียมสยามยังกำหนดจัดงาน “ไนท์ แอท เดอะ มิวเซียม” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งจะมีคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละปี โดยจะมีการจัดนิทรรศการกลางแจ้ง เวทีการแสดงสุดประทับใจ รวมไปถึงมีกิจกรรมหลากหลายที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถมาร่วมสนุกปนสาระกันได้

Night at the Museum 2

สำหรับงาน “ไนท์ แอท เดอะ มิวเซียม” ที่กำลังจะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ในเดือนธันวาคมนี้จะมีคอนเซ็ปต์อย่างไร ติดตามข้อมูลได้ที่ www.facebook.com/museumsiamfan สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 หากมีข้อมูลเพิ่มเติม ทีมงานเรียลพาเรนติ้งจะนำมาอัพเดทให้แฟนๆ ได้ติดตามกันแน่นอนค่ะ!

โครโมโซมผิดปกติ จะมีโอกาสมีลูกมากแค่ไหน

โครโมโซมผิดปกติ จะมีโอกาสมีลูกมากแค่ไหน?

Q: มีลูกยากมากค่ะ แท้งติดกัน 3 ครั้ง อายุครรภ์ราวๆ 2 เดือน คุณหมอวินิจฉัยโครโมโซมผิดปกติ ให้เจาะเลือดหาสาเหตุ ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสมีลูกได้ไหมคะ

คุณแม่ที่ภาวะแท้งซ้ำซ้อน สาเหตุที่พบบ่อยเป็นอันดับแรก คือ อาจจะมีโครโมโซมผิดปกติในแง่ของการหักหรือชำรุดของโครโมโซมในตัวของพ่อหรือแม่ หรือทั้งคู่ก็ได้ค่ะ ถ้าเป็นจากโครโมโซม อาจจะไม่มีทางรักษาหรือแก้ไข แต่คุณแม่อาจจะมีลูกได้ ด้วยการตั้งครรภ์ใหม่ และสุ่มว่าเมื่อไรที่การปฏิสนธิได้ตัวอ่อนที่ไม่ติดตำแหน่งของโครโมโซมที่ผิดปกติจากคุณพ่อคุณแม่มา การตั้งครรภ์ครั้งนั้นก็จะไม่มีการแท้งเกิดขึ้น เคยมีคุณแม่ที่เกิดการแท้งซ้ำซ้อนจากโครโมโซมผิดปกติ อาจจะต้องใช้เวลาตั้งครรภ์ 5-6 ครั้งถึงจะได้ลูกปกติค่ะ

 

จากคอลัมน์ Pregnancy Q&A นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนกันยายน 2558

บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ภาพ : Shutterstock