โครงการ “ตุ๊กตาผ้าเพื่อการศึกษา” แบ่งปันความสุขให้กับเด็กๆ ทั่วโลก โดย IKEA

“ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ มูลนิธิอิเกีย (IKEA Foundation) ขอเชิญชวนลูกค้ามาร่วมแบ่งปันความสุข ทั้งสร้างรอยยิ้มให้ผู้รับและผู้ให้ ผ่านโครงการ “ตุ๊กตาผ้าเพื่อการศึกษา” เปิดตัวตุ๊กตาผ้า 10 แบบจากคอลเล็คชั่น SAGOSKATT/ซอกูสแคท ซึ่งเป็นผลงานของของเด็กๆ จากทั่วโลกที่ชนะการประกวดวาดภาพตุ๊กตาผ้าอิเกีย ทั้งนี้ มูลนิธิอิเกียจะบริจาคเงิน 1 ยูโร (39 บาท) ต่อตุ๊กตาผ้าแต่ละตัวที่ลูกค้าซื้อตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 10 มกราคม 2558 ให้แก่องค์การยูนิเซฟ และมูลนิธิ Save the Children โดยตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิอิเกียระดมเงินบริจาคได้มากกว่า 77 ล้านยูโร หรือกว่า 3 พันล้านบาท และได้ช่วยเหลือเด็กๆ กว่า 11 ล้านคนทั่วโลก สโตร์อิเกีย บางนา ได้เข้าร่วมโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2554 และได้บริจาคเงินกว่า 300,000 ยูโร หรือ 11.7 ล้านบาท และในปีที่ 13 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโครงการนี้ เราจะจัดกิจกรรมส่งท้ายและเชิญชวนเด็กๆ มาร่วมออกแบบตุ๊กตาในฝัน โดยอิเกียจะนำผลงานของผู้ชนะ 10 ผลงานไปผลิตเป็นตุ๊กตาผ้าต่อไป”

IKEA (1) IKEA (3) IKEA (4)

พร้อมกันนี้ อิเกียได้เปิดโครงการประกวดการออกแบบ “ตุ๊กตาผ้าเพื่อการศึกษา” ครั้งที่ 13 หรือครั้งที่ 2 ในประเทศไทย ขอเชิญชวนคุณหนู ๆ ที่เป็นบุตรหลานสมาชิก IKEA FAMILY หรือชาวสมอลส์ ให้มาช่วยกันออกแบบตุ๊กตาผ้า โดยมาร่วมวาดภาพระบายสีที่โซนสมอลแลนด์ ชั้น G อิเกีย บางนา ตั้งแต่วันที่ 7 – 22 พฤศจิกายน 2558 รายชื่อผู้เข้ารอบแรก 50 คนจะประกาศในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 พร้อมโชว์ผลงานเพื่อคัดเลือกผู้ชนะใน www.IKEA.co.th/FAMILY จากนั้นวันที่ 9 ธันวาคม 2558 จะประกาศชื่อผู้เข้ารอบ 20 คน ทางโทรศัพท์ และ www.IKEA.co.th/FAMILY และประกาศประกาศผู้ชนะ 10 ผลงานจากทั่วโลกในวันที่ 10 มกราคม 2559

Tags

วิธีช่วยให้มีลูกง่าย

วิธีช่วยให้มีลูกง่าย ด้วยเทคโนโลยี เสี่ยงแค่ไหน?

คุณพ่อ คุณแม่หลายครอบครัวอาจมีคำถามว่า เมื่อมีลูกยากแล้วหา วิธีช่วยให้มีลูกง่าย โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย จะมีความเสี่ยงอะไรหรือไม่? จะทำให้แท้งไหม? รวมถึง ทั้งคุณแม่ และลูกน้อย จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า? เรามีคำตอบที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาฝากกันค่ะ

Continue reading “วิธีช่วยให้มีลูกง่าย ด้วยเทคโนโลยี เสี่ยงแค่ไหน?”

มาดูความน่ารักของแฝดสาม “มินกุก มันเซ แทฮัน” เอ๊ะ! ลงเล่นละครแล้วหรอ?

เกาหลีขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมละครซึ่งโด่งดังจนถึงขั้นมีทัวร์ตามรอยซีรี่ส์กันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นละครหรือรายการโทรทัศน์ก็มีผู้คนให้ความสนใจมากมาย ล่าสุดมีภาพน่ารักในชุดพีเรียตเกาหลีของแฝดสามจากรายการ The Return of Superman ลูกชายสุดน่ารักของ ซองอิลกุก พระเอกสุดหล่อจากละครเรื่อง จูมง หรือว่าจะมีฉากที่ลูกๆ ของเขาได้ร่วมแสดงด้วยหรือเปล่า?

 
ถ้าเป็นฉากดราม่านี่พวกผมถนัด ..ร้องจริง งอแงจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน

12240045_896384130429940_5137835047245624035_n 12219403_896383823763304_2644252807131195678_n 12278702_896384217096598_4105786556353378979_n 12278852_896384167096603_6006742022926966768_n

คุณพ่อ ซองอิลกุก ต้องตามปลอบ ตามป้อนตลอด

12235100_896383850429968_4637042014225820295_n12265946_896384000429953_9193161488976001595_o

12239468_896383753763311_779816900093537885_n

 
ขอเสียงแฟนคลับตัวจริงมาช่วยยืนยันข่าวหน่อยค่ะ ว่าตกลงเราจะได้เห็นสามหนูน้อยนี้ในละครจริงๆ หรือจะเผยแพร่เป็นช่วงสั้นๆ ในรายการโทรทัศน์ช่องใด แฟนคลับคนไทยจะได้ติดตามกันถูกจ้า..

905642_896383703763316_9116898607265718271_o 12240343_896384097096610_1071910658726559545_o 12243567_896383783763308_7327217038934939782_n

ที่มาภาพจากเพจ : Daehan Minguk Manse Thailand

Tags

รังแกไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พ่อแม่ต้องฝึกลูกรับมือให้เป็น

[Blogger พญ.พิชญา ตันธนวิกรัย] “รังแก” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พ่อแม่ต้องฝึกลูกรับมือให้เป็น!

ปัญหาเด็กรังแกกันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

พ่อแม่ต้องฝึกทักษะลูกรับมือให้เป็น!

ปัญหาเรื่องการรังแกกันในโรงเรียนมักจะถูกผู้ใหญ่มองเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องเล็ก ๆ ในสายตาเราอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลร้ายกับจิตใจของเด็ก ๆ ได้มากกว่าที่เราคิดค่ะ

เด็กหลายคนไม่รู้วิธีรับมือเมื่อถูกเพื่อนรังแก เมื่อต้องไปโรงเรียนก็จะตึงเครียด หวาดกลัว ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าเข้าสังคม บางคนที่หมอเคยพบก็ถึงขั้นไม่อยากไปโรงเรียน หรือถึงขนาดไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ก็มีค่ะ

ดังนั้น หมอจึงอยากเชิญชวนให้คุณพ่อคุณแม่สอนทักษะในการรับมือการรังแกให้เด็ก ๆ ของเรากันนะคะ เพื่อให้เด็กทุกคนรู้ว่าปัญหาของเขาไม่ได้ถูกละเลย และมีคนพร้อมให้ความช่วยเหลือค่ะ

ทักษะที่ควรฝึกให้เด็กมี เพื่อรับมือและป้องกันปัญหานี้มีดังนี้ค่ะ

1. วิธีการแสดงออกเมื่อถูกรังแก

ข้อนี้เราสามารถช่วย ซักซ้อมวิธีรับมือ ได้โดยการแสดงบทบาทสมมติค่ะ

  • ฝึกให้เด็กบอกเพื่อนที่รังแกให้หยุดด้วยท่าทีสงบแต่จริงจัง

เช่น “หยุดนะ” “ไม่ชอบ” เพื่อบอกให้เพื่อนรู้ว่าเด็กไม่พอใจกับพฤติกรรมของเพื่อน แต่จะต้องทำด้วยท่าทีที่เคร่งขรึม ไม่โวยวายเสียงดัง เพื่อไม่ให้เพื่อนรู้สึกสนุกที่ได้แกล้งนะคะ

  • สอนให้เด็กเลี่ยงออกจากเหตุการณ์นั้นด้วยท่าทีสงบที่สุด

ไม่อยู่เฉยให้การรังแกดำเนินต่อไป ซึ่งเราอาจเตรียมกับเด็กให้ไปในที่ที่ปลอดภัยเช่น ห้องสมุด หรือห้องพักครู ค่ะ

  • สอนให้เด็กป้องกันตนเองได้บ้าง

เพื่อพาตัวเองออกจากสถานการณ์ แต่ไม่ตอบโต้ หรือใช้ความรุนแรงกลับ เพราะอาจทำให้การรังแกยิ่งรุนแรงมากขึ้นค่ะ

2. ฝึกทักษะในการพูดและขอความช่วยเหลือผู้ใหญ่

เพราะเด็กบางคนอาจไม่กล้าเข้าหาผู้ใหญ่ เราจึงควรซักซ้อมจุดนี้ด้วยค่ะ

3. ฝึกทักษะการผูกมิตรกับเพื่อน

ควรฝึกให้เด็กมองหาเพื่อนใหม่ๆ ทำกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างกลุ่มเพื่อนที่ดีต่อกันเพื่อสร้างเครือข่ายป้องกันตนเองให้กับเด็กค่ะ

 

ในปัญหาการรังแกกันนี้ เบื้องต้นเราควรให้เด็กจัดการปัญหาของตนเองก่อน แต่ถ้าหากมองว่าปัญหามีความรุนแรงมาก ผู้ปกครองก็สามารถเข้าไปพูดคุย ขอความช่วยเหลือเพื่อให้ทางโรงเรียนติดตามปัญหานี้ได้ค่ะ

 

บทความโดย : พญ.พิชญา ตันธนวิกรัย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา

ภาพจาก : Shutterstock

ปัญหาแม่ท้อง

ปัญหาแม่ท้อง รวม 20 ที่ต้องเจอทุกวัน ใครไม่ท้องไม่รู้หรอก!

สำหรับใครเคยเป็นคุณแม่มาก่อนคงจะเข้าใจ 20 ปัญหาแม่ท้อง ที่ต้องเจอทุกวัน เพราะมันคือปัญหาระดับสากลที่คนท้องทุกคนต้องเป็น ส่วนคนที่ไม่เคยตั้งท้องก็มาดูกันเลยว่าคนท้องเขาต้องลำบากกันแค่ไหน!!

ภาพการ์ตูน 20 ปัญหาแม่ท้องที่ต้องเจอทุกวันชุดนี้เป็นผลงานของ ไลน์ เซเวอร์รินเซน (Line Severinsen) หญิงผู้เคยผ่านประสบการณ์เป็นคุณแม่มาแล้ว เธอสร้างภาพชุดนี้ให้ออกมาดูน่ารัก ทำให้รู้เลยว่าจะเป็นแม่คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นเราควรรักคุณแม่ให้มากนะคะ ^_^

นี่แหละ! ปัญหาแม่ท้อง ที่ต้องเจอทุกวัน!

1. มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านล่างของท้อง

ปัญหาแม่ท้อง ◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊
2. นอนแต่ละทีต้องใช้หมอนหนุนเยอะๆ
ปัญหาคนท้อง
 ◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊
3. ใส่รองเท้าเองลำบากปัญหาของคนท้อง◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊
4. โดนลูกถีบปัญหาของแม่ท้อง
Must read : ลูกดิ้น หรือทำอะไรบ้าง ตอนอยู่ในท้องแม่? (มีคลิป)
◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊
5. ท้องลายเป็นคนท้องมันไม่ง่าย!! 20 ปัญหาที่คนท้องต้องเจอทุกวัน!!
Must read : วิธีป้องกันและดูแลรักษาปัญหา”ท้องลาย”ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด

◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

6. มีความอยากในสิ่งที่คนตั้งครรภ์เขาเป็นกัน

เป็นคนท้องมันไม่ง่าย!! 20 ปัญหาที่คนท้องต้องเจอทุกวัน!!

◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

7. เก้าเดือนที่ต้องงดแอลกอฮอลล์เป็นคนท้องมันไม่ง่าย!! 20 ปัญหาที่คนท้องต้องเจอทุกวัน!!

Must read : 5 เครื่องดื่มบำรุงครรภ์และเครื่องดื่มต้องห้ามสำหรับคนท้อง

◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

8. พ่อแม่มือใหม่ต่างกลัว “ผมไปโดนลูกหรอเปล่า!!”เป็นคนท้องมันไม่ง่าย!! 20 ปัญหาที่คนท้องต้องเจอทุกวัน!!

◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

9. ดูวิดีโอการให้กำเนิดทั้งวันและร้องไห้เป็นคนท้องมันไม่ง่าย!! 20 ปัญหาที่คนท้องต้องเจอทุกวัน!!

◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊ 
10. หยุดสัมผัสท้องฉันได้แล้ว
เป็นคนท้องมันไม่ง่าย!! 20 ปัญหาที่คนท้องต้องเจอทุกวัน!!

อ่านต่อ >>> ปัญหาแม่ท้องที่ต้องเจอทุกวัน ข้อ 11-20 คลิกหน้า 2

ส่งเสริมการเรียนรู้

การส่งเสริมการเรียนรู้
ดิฉันจะพยายามอ่านหนังสือและเล่านิทานให้ลูกฟัง รวมทั้งพูดคุยกับเขา ดิฉันคิดว่าวิธีดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้มากขึ้น บางทีก็จะพาลูกไปเดินเล่น ไปเที่ยวสวนสาธารณะ สวนสัตว์ หรือสถานที่อื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ว่าสถานที่ต่างๆนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และการพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านยังเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักการเข้าสังคมด้วยค่ะ
แม่พัช แม่ของน้องอิ๋ง

ดูโทรทัศน์ร่วมกันกับลูก
ดิฉันและสามีจะนั่งดูทีวีกับลูกเสมอค่ะ ในขณะที่นั่งดูทีวีด้วยกันดิฉันจะยกเรื่องราวจากในจอมาพูดคุยกับลูก บางทีก็แนะนำหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ดิฉันคิดว่าการนั่งดูและพูดคุยกับลูกขณะดูทีวีจะเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูก ช่วยให้ลูกรู้จักติดตามขณะดูโทรทัศน์ และยังเป็นการสอนให้ลูกรู้จักเลือกดูรายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพด้วยนะคะ
ปริญญา กิติพันธุ์กุล

พาเด็กๆเรียนรู้นอกบ้านอย่างปลอดภัย

เป็นแม่ลูกสามแล้วค่ะ มีความสุขกับการเลี้ยงลูกค่ะ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเครียดซ่อนอยู่เสมอเมื่อพาเด็กๆไปเรียนรู้นอกบ้าน เช่น สนามเด็กเล่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น เด็กๆซุกซนมากค่ะ ทำให้ต้องใช้สมาธิมากในการดูแล เพราะเด็กๆต้องอยู่ในสายตาตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย ดังนั้นสติต้องมี หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์ ไม่เล่นเกมส์ ไม่ทำกิจกรรมอื่นที่ทำให้เราสนใจเด็กๆน้อยลง แต่ต้องร่วมเล่นสนุกๆกับเด็กๆค่ะ แค่นี้ก็ทำให้การเรียนรู้ของเด็กๆสนุกและปลอดภัยแล้วค่ะ
รุ่งรัตน์ วีระกุล

Tags

การเรียนรู้เริ่มต้นที่….

Q สวัสดีค่ะ คุณหมอ คุณแม่เห็นข่าวสารยุคนี้ที่พูดถึงปัญหาการศึกษาของเด็กไทย เลยกังวลว่าลูกน้อยวัย 4 เดือนจะประสบกับปัญหาเรื่องนี้ไหม แล้วคุณพ่อคุณแม่ต้องรับมือลูกน้อยอย่างไร นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งข้อสังเกตว่าเด็กๆ กว่าเขาจะไปโรงเรียนก็ต้องรอให้โตก่อน ถ้าอย่างนั้นระหว่างที่เขายังเล็กคุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเขาดีคะ

            เคยตั้งข้อสงสัยกันไหมคะว่า ในอดีตเด็กๆ ถูกเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนที่บ้านมากกว่าที่โรงเรียน แต่ยุคนี้กลับพบเด็กหลายคนไปโรงเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย และหากมาทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็ก จะเห็นว่าสมองของเด็กมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รอว่ามาโรงเรียนจึงค่อยพัฒนา ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถอบรมเลี้ยงดูเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ตั้งแต่ที่บ้านค่ะ โดยการพัฒนาเครื่องมือสำหรับเรียนรู้ของเด็กซึ่งก็คือสมอง ให้เหมือนที่เราสร้างบ้าน คือ ต้องวางรากฐานที่มั่นคงก่อน ด้วยการ

  • วางระบบสมอง สมองของเด็กมีการแตกกิ่งก้านสาขาและเชื่อมต่อเป็นโครงข่ายสายใยประสาทด้วยการรับข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม เราจึงควรบำรุงสมองด้วยอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเครือข่ายสายใยประสาทและให้เด็กได้สำรวจโลกอย่างเหมาะสมตามวัย เพื่อให้สมองของเด็กได้รับข้อมูลเข้าไป
  • เข้าใจการพัฒนาสมอง เนื่องจากสมองทำงานด้วยการส่งผ่านกระแสประสาทขณะรับข้อมูล ดังนั้นยิ่งมีข้อมูลมากสมองก็จะยิ่งทำงานและเรียนรู้มาก ข้อมูลดังกล่าวมาจากประสบการณ์ตรงที่เด็กได้สำรวจโลกผ่านประสาทสัมผัสและการลงมือทำ
  • เรียนรู้ผ่านการเล่น เพราะสมองของเด็กเล็กเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว ขณะที่เขาจ้องมองใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่ จ้องมองของเล่น หรือนกที่บินผ่าน (ตา) เขายังได้ยินเสียงพูดคุยกับเขา เสียงร้องเพลงให้เขาฟัง หรือเสียงนกร้องลมพัด(หู) ได้กลิ่นอาหารในบ้าน หรือกลิ่นดอกไม้ในสวน (จมูก) ได้สัมผัสใบหน้า หรือเงยหน้าและเอื้อมมือเพื่อจะคว้านก (สัมผัสที่ผิว การรับรู้กล้ามเนื้อข้อต่อ และการใช้กล้ามเนื้อ) รวมถึงเขายังอาจต้องนั่งทรงตัวบนตักคุณแม่ (Vestibular) ยิ่งลูกน้อยได้เล่น (ตามวัย) มากเท่าไหร่ เครือข่ายสายใยประสาทของลูกยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น
  • เรียนรู้ผ่านภาษาและการพูดคุย ช่วงอายุระหว่าง 2 – 7 ขวบหรือตั้งแต่ลูกน้อยเริ่มพูดได้ เขาจะพัฒนาความเข้าใจภาษาและการพูดคุยอย่างรวดเร็วขณะเล่น หรือพูดคุยกับผู้ใหญ่ จากเด็กน้อยที่พูดเป็นคำเดี่ยวๆ จนสามารถพูดเป็นวลี เป็นประโยคง่ายๆ และซับซ้อนมากขึ้น เขาต้องเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่มีผู้ใหญ่พูดคุยและรับฟังเขา รวมถึงการร้องเพลงและการเล่านิทาน
  • เรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำวัน เพราะการเรียนรู้และการพัฒนาสมอง คือ เด็กได้ฝึกฝนทักษะการช่วยเหลือตนเองตามวัย ถึงวัยที่ต้องหยิบของป้อนตัวเอง (ประมาณ 7 เดือนขึ้นไป) ก็ได้ทำ เมื่อมีพัฒนาการที่ดีขึ้นที่เขาสามารถดื่มน้ำจากแก้วได้โดยไม่หก ( ประมาณ1 ขวบครึ่ง) ใช้ช้อนป้อนตัวเองได้ (1.5 – 2 ขวบ) ถอดและใส่เสื้อผ้าได้เอง และอื่นๆ อีกมากมาย โดยขณะที่เด็กได้ช่วยเหลือตัวเอง ก็มีผู้ใหญ่คอยดูแลและพูดคุยกับเขาบ้าง นอกจากเด็กจะมีพัฒนาการกล้ามเนื้อและทักษะสังคม-การช่วยเหลือตัวเองดีขึ้นแล้ว พัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจก็ยังได้พัฒนาและสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างลูกน้อยกับคุณพ่อคุณแม่อีกด้วยค่ะ
  • เรียนรู้ผ่านความจริง และประสบการณ์ตรง เด็กจะสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลได้ เขาต้องได้รับประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย เช่น สำรวจพื้นที่นอกบ้าน เรียนรู้ห้องต่างๆ ในบ้าน หน้าที่ของแต่ละอาชีพ ฝึกเปรียบเทียบความเหมือน-แตกต่างของสิ่งต่างๆ (เช่น รถไฟธรรมดา กับ รถไฟฟ้า) สิ่งสำคัญตรงนี้ คือ ผู้ใหญ่ที่พูดคุย ถกเถียงและกระตุ้นให้เขาคิด

 

ดังนั้นถ้าจะให้คุณหมอตอบคำถามคุณแม่ว่าการเรียนรู้ควรเริ่มที่ไหนดี คำตอบ คือ ที่บ้าน ที่ครอบครัว ที่คุณพ่อคุณแม่ สิ่งต่างๆ รอบตัว ที่สมอง และหัวใจของลูกค่ะ

 

 

เรื่องโดย : พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร
ภาพ : Shutterstock

 

Tags

อาการขาดความรัก ของ “พี่” เมื่อมี “น้อง”

หลังจากที่ลูกสาวคนน้องเกิดมา คนพี่ก็เริ่มมีพฤติกรรมการอ้อนมากขึ้น นั่นคือ อาการขาดความรัก ของ “พี่” เมื่อมี “น้อง”

Continue reading “อาการขาดความรัก ของ “พี่” เมื่อมี “น้อง””

บทเรียนจากลูก (ตัวแสบ!)

สำหรับลูก การเรียนรู้เริ่มต้นที่บ้าน สำหรับคุณ การเรียนรู้เริ่มต้นที่ความเป็น “พ่อแม่” และนี่ก็คือเสี้ยวหนึ่งของบทเรียนจากลูกต่างวัย

 

วัยทารก

ตอนแรกเกิดและยังอยู่ที่โรงพยาบาล กลางวันเลี้ยงง่าย กลางคืนไม่ร้องกวน = ตอนออกจากโรงพยาบาลและกลับมาอยู่ที่บ้าน กลางวันเลี้ยงง่าย (เพราะหลับลูกเดียว) แต่ร้องกวนทั้งคืน

กินนมเก่ง ร้องหิวนมบ่อยกว่าปกติ = งอแงตลอดช่วงเย็น (เพราะท้องอืด)

ติดแม่สุดๆ แม่เท่านั้นที่ต้องการ = คำแรกที่พูดคือ “ปะป๊า”

 

วัยอนุบาล

ตื่นเต้น เห่อโรงเรียน ตั้งหน้าตั้งตารอวันเปิดเทอม = ร้องไห้หน้าโรงเรียนทุกเช้า บางเช้าแถมอาเจียนรดคุณครูด้วย

วันนี้ถูกใจเมนูที่เตรียมให้ ฟาดเรียบโดยไม่ต้องตามป้อน = พรุ่งนี้เปลี่ยนใจ ไม่ชอบแล้วเมนูนี้ ทำเมนูอื่นให้หน่อยนะ

เริ่มปรับตัวได้ ไม่ร้องไห้หน้าโรงเรียนแล้ว = ติดหวัดเพื่อนจนป่วยงอมแงม ต้องลาหยุดหลายวัน กลับมาเริ่มงอแงใหม่

 

วัยเรียน

การบ้านลูก = การบ้านพ่อแม่

ลูกใกล้สอบ = พ่อแม่เร่งทบทวนความรู้เพื่อช่วยติว

ลูกเข้าค่าย = พ่อแม่มีเสื้อผ้าเน่ากระเป๋าใหญ่ให้จัดการ

 

วัยทวีน

“แป๊ปนึง” = ไม่ต้องรอ (เพราะนานมาก)

พ่อแม่สมัยก่อนต้องมีเวลานั่งคุยกับลูก = พ่อแม่สมัยนี้ต้องมีเวลานั่งแชทกับลูก

ลูกอยากไปเดินเที่ยว/ดูหนัง = พ่อแม่ไม่ต้องพาไป แค่อนุญาตให้ไปกับเพื่อนก็พอ

 

เรื่อง: จิรประภา

ภาพประกอบ: ข้าวตู

Tags

รักแฟนคลับทุกคนเลยจ้า..าา

เคยเจอปัญหา “แฟนคลับงอน” ไหมคะ? เหตุการณ์ที่ว่านี้มักเกิดขึ้นกับบ้านที่มีลูกมากกว่าสองคน โดยมี “พ่อ” หรือ “แม่” เป็นดาวเด่นประจำบ้าน… แม้จะภูมิใจเล็กๆที่ได้รับตำแหน่ง “ดาวเด่นประจำบ้านสิบปีซ้อน” แต่ดิฉันก็ยอมรับว่า ฉากแฟนคลับทะเลาะกันในที่สาธารณะเพราะ “อยากอยู่ใกล้แม่”มันช่างทรมานใจดาวมั่กมาก..กกก

แต่ดาวคนนี้ไม่ขอพ่ายแพ้ต่อพลังรักของแฟนคลับในเมื่อลูกๆเทใจให้ขนาดนี้ การจัดสรรเวลาและเทคิวให้แฟนคลับแต่ละคนอย่างลงตัว จึงเป็นเรื่องที่ดิฉันให้ความสำคัญ เพื่อความสุขของครอบครัวและสันติสุขของดาว..วว (ฮ่าๆๆ)

            เริ่มต้นด้วยฉากเบสิกอย่าง “ศึกชิงเก้าอี้ดนตรี” ก่อนเลยค่ะ…เชื่อว่าหลายคนคงเผชิญกันมาแล้วไม่มากก็น้อย เมื่อลูกๆแย่งนั่งเก้าอี้ติดกับดาวเด่นประจำบ้าน! ฉากนี้อาจกินเวลาแค่ห้านาที หรือ ลากยาวกลายเป็นซีนต่อเนื่องจนจบมื้อก็ได้ เรียกว่า กินไม่อร่อย กร่อยไปทั้งมื้อเลยทีเดียว…

เมื่อเจอฉากนี้บ่อยเข้า แทนที่จะปล่อยให้แฟนคลับเอาแต่ทะเลาะกันออกสื่อ ดิฉันจึงเปลี่ยนมา “สร้างกติกาง่ายๆ” แต่ได้ผลอย่างสุดซึ้ง นั่นคือ “สลับกันนั่งติดกับแม่คนละมื้อ” โดยมีหมายเหตุว่า“ แม่จะไม่จำว่าครั้งที่แล้วใครได้นั่งติดกับดาราคิวทองอย่างแม่ เพราะแฟนคลับต้องจำกันเอง นะจ๊ะๆ” นี่คือกลเม็ดเล็กๆที่ดิฉันตั้งใจฝึกให้แฟนคลับตัวน้อยรู้จักแก้ปัญหาด้วยการ “เคารพกติกา” แทนที่จะใช้อารมณ์ และเรียนรู้ว่า หากเขามีความซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น เขาก็จะได้รับความซื่อสัตย์ตอบแทนกลับมาเหมือนกัน…ทุกวันนี้กิจกรรมกินข้าวนอกบ้านจึงพบกับความอร่อยหรรษามากขึ้น เพราะเปรมกับปริมจะเป็นฝ่ายพูดคุยและเคลียร์กันเองว่า “ครั้งที่แล้วปริมได้นั่ง ครั้งนี้ถึงตาเปรมแล้ว” ไม่ต้องให้ดารากล้ำกลืนลงไปไกล่เกลี่ยเหมือนเก่า เย้ๆๆ

กรณีต่อมาก็คือ “การเทคิวดารา” ให้ลงตัว… แม้จะทำกิจกรรมพร้อมกันทั้งครอบครัว แต่หากลูกคนใดคนหนึ่ง มีความโดดเด่นในเชิงเรียกซีน ชนิดที่อีกคนแทบไม่มีตัวตนล่ะก็คงไม่ดีแน่… พูดให้เห็นภาพก็คือ บางครั้งลูกคนหนึ่งอาจจะดื้อมาก ซนมาก จนพ่อแม่ต้องหันไปคอยห่วง คอยดุ คอยดูแล หรือ ในทางตรงกันข้าม อาจเป็นคนคุยเก่ง เล่าเรื่องตลอดเวลา จนอีกคนไม่มีโอกาสพูดอะไรสักแอะ แบบนี้คงต้องหันมาใส่ใจแฟนคลับที่แอบน้อยใจอยู่เงียบๆบ้างแล้วล่ะค่ะ

แม้เราจะบอกลูกว่า “รักลูกเท่ากัน” แต่ลูกทุกคนก็ยังอยากมี “เวลาส่วนตัว” กับพ่อแม่ เพื่อได้รับ “ความรักแบบเต็มๆ” บ้างเหมือนกัน… การจัดเวลาให้ลูกแต่ละคน ไม่ได้แปลว่า ต้องทอดทิ้งให้อีกคนจ๋อยเศร้านะคะ เทคนิคของดิฉันก็คือ หากวันไหนต้องการพาใครไปออกเดตกับแม่ อีกคนจะได้ไปทำกิจกรรมสุดหรรษากับคุณพ่อ… ครั้งหนึ่งเปรมได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนของเขาโดยมีคุณพ่อเป็นคนพาไป โปรโมชั่นนี้ทำให้เปรมไม่ลังเลเลยที่จะแยกกับแม่ในวันนั้น ส่วนปริมเองก็ได้ไปออกเดตกับแม่อย่างมีความสุข…

ในวันออกเดตกับลูกแต่ละคน ดิฉันจะทำให้ลูกรู้สึกว่า วันนี้เป็น “วันของเรา” เริ่มจากให้ลูกเลือกร้านอาหารที่ชอบ ทำกิจกรรมที่ลูกสนใจ เดินจับมือกระหนุงกระหนิงด้วยกัน… ดิฉันสัมผัสได้ถึงความสุขที่ลูกมี “อิสระ” จากการเป็น “ภาพรวม” ของครอบครัว มาเป็น “ภาพโซโล่” ที่ฉายฉานอย่างสุขใจ… ลูกจะเล่าโน่นนี่นั่นอย่างไม่รู้เบื่อ (เพราะไม่มีอีกคนคอยมาขัดคอทุกห้านาที!) กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย และคอยเอาใจแม่อย่างไม่ต้องเขิน (เพราะไม่มีอีกคนมาคอยแซว!)เมื่อลูกได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ เราจะได้รู้จักลูกในมุมอื่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแล้วจะพบว่าลูกมีมุมน่ารักๆซ่อนอยู่อีกมากทีเดียวค่ะ… หลังจากใช้เวลาด้วยกันอย่างเต็มที่แล้ว ลูกมักจะมากอดแล้วบอกว่า “วันนี้มีความสุขที่สุด” แค่นี้ดาราคิวทองก็สุขใจจนแทบจะกลายเป็นดาราเจ้าน้ำตาแล้วค่ะ…

แฟนคลับ “งอน”ก็เพราะแฟนคลับ “รัก” … จัดเวลาให้แฟนคลับแสนรักสักนิด ซีนแห่งความสุขก็อยู่แค่เอื้อมค่ะ

 

เรื่อง : คุณโอ ชิดชนก ทองใหญ่ ณ อยุธยา
ภาพ : Shutterstock

Tags

พระราชินีเจตซุน แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงพระครรภ์แล้ว

สมเด็จพระราชินีเจตซุน พระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ได้ทรงพระครรภ์แล้ว และคาดว่าจะมีพระประสูติกาลในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ปีหน้า

สมเด็จพระราชินีเจตซุน เปมา เดิมเป็นหญิงสาวสามัญชน ทรงเป็นพระธิดาคนที่สองจากจำนวนพี่น้อง 5 คน ของนายธอนทุบ กยอลเซน กัปตันสายการบินดรุกแอร์ กับนางโซนัม ซูกิ โดยเรื่องราวความรักของพระองค์กับสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ นี้ เทียบได้กับนวนิยายรักโรแมนติกดีๆ สักเรื่อง

กษัตริย์จิกมีทรงเคยขอนางสาวเจตซุนแต่งงานตั้งแต่เธออายุเพียง 7 ขวบ ตอนนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 17 พรรษา เป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งสองระหว่างเสด็จไปทรงพักผ่อนเป็นการส่วนพระองค์กับพระราชวงศ์ในเมืองทิมพู

เจ้าชายจิกมีในขณะนั้นทรงคุกเข่าลงและตรัสกับเด็กหญิงเจตซุนว่า “เมื่อเธอโตขึ้น ถ้าฉันยังโสดและไม่แต่งงาน และเธอยังโสดและไม่แต่งงาน ฉันอยากให้เธอเป็นภรรยาของฉัน หากว่าความรู้สึกของเรายังเหมือนเดิม”

02

หลังจากวันนั้นมา 14 ปี เด็กหญิงเจตซุนเติบโตมาเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา การศึกษา และชาติตระกูล เธอได้กลายเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏานด้วยวัย 21 ปี และเอาชนะใจประชาชนชาวภูฏานด้วยใบหน้าที่งดงามในแบบของหญิงสาวชาวภูฏานและบุคลิกเขร่งขรึมสงบเสงี่ยม ประชาชนชาวภูฏานล้วนลงความเห็นว่ากษัตริย์ของตนได้เลือกคู่ครองที่เหมาะสมแล้ว

พิธีอภิเษกสมรสได้มีขึ้น ณ เดือนตุลาคม 2554 ณ ลานพระราชพิธีซึ่งจัดในป้อมปราการเมืองพูนาคา เมืองหลวงเก่าของประเทศ เป็นพิธีเรียบง่าย แต่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี โดยไม่มีการเชิญสมาชิกราชวงศ์จากต่างประเทศ หรือเหล่าคนดังเข้าร่วมเลย มีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์อีกทั้งข้าราชการระดับสูง ร่วมเป็นสักขีพยานโดยพร้อมเพียง

ไม่นานเกินรอ ต้นปีหน้า ทั้งชาวไทยและชาวภูฏาน คงได้ยลพระโฉมขององค์เจ้าหญิง หรือ เจ้าชายพระองค์น้อยแน่ๆ

04 05 06

เรียบเรียงจาก : นิตยสาร แพรว ปีที่ 33 ฉบับที่ 773 (10 พ.ย. 54) หน้า 204-228 (ปี 2554)

 

Tags

งานศิลปะสุดแนวที่สร้างสรรค์จากภาพวาดสัตว์ประหลาดของเด็กๆ

มลรัฐเท็กซัสร่วมกับโรงเรียนประถมหลายแห่ง นำศิลปินกว่าร้อยชีวิตจับคู่กับเด็กๆ เพื่อนำภาพวาดสัตว์ประหลาดของเด็กๆ มาทำเป็นผลงานศิลปะ สำหรับโครงการสัตว์ประหลาด “Monster Project”

โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อกระตุ้นให้โรงเรียนประถมเห็นความสำคัญของวิชาศิลปะและเพิ่มเวลาเรียนวิชานี้ให้มากขึ้น โดยให้เด็กๆ วาดรูปสัตว์ประหลาดตามจินตนาการของตัวเอง และมีศิลปินดังนำภาพวาดของเด็กๆ ไปสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะหลากหลายรูปแบบต่ออีกครั้ง

นอกจากนี้โครงการนี้ยังช่วยให้เด็กๆ ได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับศิลปินตัวจริง ทำให้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและเห็นการทำงานจริงของศิลปิน เด็กๆ จะได้เรียนรู้ว่ามีสาขาอาชีพอะไรบ้างที่เกี่ยวกับศิลปะ และหากพวกเขามีใจรักทางด้านนี้ พวกเขาจะสามารถทำเป็นอาชีพต่อไปได้อย่างไรบ้าง

นับเป็นโครงการที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์กับเด็กๆ จริงๆ ค่ะ ลองไปชมภาพส่วนหนึ่งของผลงานกันเลย

go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists-43__880

go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists-44__880

go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists-81__880

go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists-79__880

go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists-46__880

go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists-80__880

Monster Project

go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists-50__880

go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists-60__880

 

ที่มา: http://www.boredpanda.com/go-monster-project-kids-drawings-inspire-artists/?page_numb=3

คลิปน่ารัก เมื่อลูกสุนัขเจอกับเบบี๋เป็นครั้งแรก…

ดีใจกันสุดๆ ไปเลย เมื่อลูกสุนัขกับเบบี๋เจอกันเป็นครั้งแรก สังเกตดูหน้าของเบบี๋น้อยสิคะ ยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว

ที่มา: pugsnkisses84 Channel

Facebook เตรียมแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อพ่อแม่เผลอโพสต์รูปที่มีลูกน้อยแบบสาธารณะ

เมื่อคุณพ่อคุณแม่จะโพสต์สเตตัสหรือสิ่งอื่นแบบ “สาธารณะ” เฟสบุ๊คมีแผนว่าจะแจ้งเตือนคุณทันทีก่อนที่คุณจะแชร์ภาพหรือสิ่งต่างๆ ที่มีลูกน้อยของคุณ หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว

มีรูปภาพอัพโหลดขึ้นเฟสบุ๊คกว่าสองพันล้านภาพทุกวัน และภาพเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยก็มีเพื่อนๆ ลูกน้อย รวมถึงสมาชิกครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่ด้วย

Jay Parikh รองผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของเฟสบุ๊ค พูดถึงระบบนี้ในงานที่บลูมส์บูรี ประเทศอังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาว่า “ถ้าผมจะอัพโหลดภาพลูกผมเล่นในสวนสาธารณะโดยที่ผมเผลอตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ (Public) ระบบนี้จะเตือนได้ว่า “รอสักเดี๋ยวนะ รูปนี้เป็นรูปลูกคุณนะ ปกติคุณจะโพสต์ให้สมาชิกในครอบครัวเห็นเท่านั้นนะ จะแชร์แบบนี้จริงๆ หรือ?”

แม้ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าระบบนี้จะเริ่มใช้เมื่อไหร่ แต่เป็นระบบที่ดีมากสำหรับพ่อแม่ค่ะ ในระหว่างนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรระมัดระวัง ไม่ควรแชร์รูปลูกโดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ โดยเฉพาะรูปที่ระบุชัดเจนว่าลูกอยู่ที่ไหน เพราะอาจเป็นข้อมูลให้มิจฉาชีพรอบตัวเราได้โดยไม่ตั้งใจค่ะ

 

ที่มาและภาพ : thenextweb.com

สุดเจ๋ง! หนูน้อยนักสเก็ตบอร์ดวัย 6 ขวบ

คลิปหนูน้อยนักสเก็ตบอร์ด อายุเพียงแค่ 6 ขวบก็เล่นสเก็ตบอร์ดได้เก่งขนาดนี้แล้ว เพราะหนูรู้จักฝึกฝนและมุ่งมั่น ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลแน่นอนค่ะ

ที่มา: People are Awesome Channel

Tags

ลมหายใจที่ปลายเข็ม

ลมหายใจที่ปลายเข็ม.. เด็กหญิงผู้สู้กับโรคเบาหวาน ฉีดยา 1,460 เข็ม ต่อปี

เจ้าของเรื่อง : เด็กหญิงภัทรานิษฐ์ พุ่มนิล, คุณพ่อเอนก พุ่มนิล

โรคเบาหวานในเด็ก
โรคเบาหวานในเด็ก

 น้องแต๊งค์ต้องฉีดยาวันละ 4 เข็ม หนึ่งปีเท่ากับฉีด 1,460 เข็ม ลมหายใจของน้องขึ้นอยู่กับเข็มฉีดยาพวกนี้ จึงเป็นที่มาของวลี “ลมหายใจที่ปลายเข็ม”

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคงรู้จักโรคเบาหวาน ในครอบครัวส่วนใหญ่มักจะมีญาติผู้ใหญ่หรือคนใกล้ชิดป่วยด้วยโรคนี้อยู่บ้าง แต่รู้หรือไม่ว่าโรคเบาหวานไม่เพียงเป็นโรคยอดฮิตของผู้สูงอายุเท่านั้น ยังมีโอกาสเกิดกับเด็กที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงด้วย  ในบทความนี้ทีมงาน AMARIN Baby & Kids มีแง่มุมของโรคเบาหวานในเด็กมาฝากกันค่ะ

เด็กหญิงภัทรานิษฐ์ พุ่มนิล หรือน้องแต๊งค์กิ้ว อายุ 9 ขวบ เด็กหญิงผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานมาปีกว่า คุณพ่อบอกว่าน้องแต๊งค์กิ้วมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการฉีดอินซูลินวันละ 4 เข็ม และควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด แต่น้องแต๊งค์ยังคงความสดใสของวัยเด็ก และมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตเต็มเปี่ยม

เบาหวานอายุน้อย
โรคเบาหวานในเด็ก

“โรคเบาหวานมี 2 ชนิดครับ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ 2 ส่วนเด็กมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อันเนื่องจากตับอ่อนหยุดผลิตอินซูลินถาวร เมื่อไม่มีอินซูลิน น้ำตาลที่บริโภคเข้าไปจะไม่ถูกนำไปย่อยเป็นพลังงาน ทำให้เกิดการสะสมในปริมาณสูง ขณะเดียวกันเซลล์ที่ต้องการย่อยน้ำตาลก็จะเปลี่ยนไปย่อยไขมันแทน ซึ่งผลที่ได้จากการย่อยไขมันคือคีโตนที่ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรด ร่างกายจึงต้องเอาน้ำไปขับกรดออกจากเลือด เด็กที่ป่วยโรคนี้จึงได้มีสภาวะขาดน้ำครับ” คุณพ่อเอนก พุ่มนิล ผู้มีลูกสาวป่วยด้วยโรคเบาหวานตั้งแต่อายุได้เพียง 8 ขวบเริ่มต้นบอกเล่าสาเหตุของโรคเบาหวานให้เราฟัง

“อาการแรกเริ่มของน้องแต๊งค์คือน้ำหนักลด แขนเล็กลงมาก เราก็นึกว่าลูกยืดตัว วันที่แต๊งค์อาการหนักคือวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคมปี พ.ศ. 2557 เช้านั้นครอบครัวเราไปใส่บาตรกันตามปกติ แต่พอกลับมาที่บ้านน้องนอนไม่มีแรงและหายใจหอบแรงมาก ตอนเที่ยงเลยตัดสินใจพาน้องแต๊งค์ไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช แต่เพราะเป็นวันอาทิตย์ซึ่งไม่ค่อยมีหมอเฉพาะทางอยู่ก็เลยตรวจหาสาเหตุไม่เจอ

ระหว่างนั้นน้องแต๊งค์ก็อาการทรุด ชีพจรแผ่วลงเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเบาหวานในเด็กแวะมาเอาของที่โรงพยาบาลพอดี นางพยาบาลจึงขอให้คุณหมอช่วยดูอาการให้ กว่าจะรู้ว่าน้องแต๊งค์เป็นโรคเบาหวานก็ตอน 5 โมงเย็น ตอนนั้นน้องอยู่ในสภาพขาดน้ำอย่างรุนแรง คุณหมอจึงส่งน้องเข้าห้องฉุกเฉิน น้องแต๊งค์ต้องใช้น้ำเกลือถึง 8 ขวดเพื่อกำจัดความเป็นกรดออกจากกระแสเลือด จากนั้นคุณหมอถึงจะให้อินซูลินเข้าไปรักษาเพื่อลดระดับน้ำตาลให้ต่ำลงได้ ซึ่งน้ำตาลตอนที่น้องแต๊งค์เจาะครั้งแรกสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า อาการในตอนนั้นถือว่าอันตรายมากครับ”

หลังจากนั้นน้องแต๊งค์กิ้วก็ได้รับการรักษาตามคำแนะนำของคุณหมอ ด้วยการฉีดอินซูลินเข้ากระแสเลือดวันละ 4 เข็ม ยังไม่นับเข็มที่ต้องใช้เจาะเลือดทุกครั้งเพื่อคำนวณปริมาณยาและอาหารให้เหมาะสมกับการทำงานของร่างกาย การรักษาโรคเบาหวานจึงต้องมีวินัยอย่างมากและต้องทนเจ็บตัวไม่น้อยเลย

อ่านเรื่อง “ลมหายใจที่ปลายเข็ม.. เด็กหญิงผู้สู้กับโรคเบาหวาน ฉีดยา 1,460 เข็ม ต่อปี” คลิกหน้า 2

ใช้เครื่องสำอางตอนท้อง

อุทาหรณ์! คุณแม่ท้องคนนี้ ทำแบบนี้ทุกวัน จึงทำให้ลูกเกิดมาพิการ

ฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้ผิวพรรณคุณแม่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมักทำให้คุณแม่เป็นกังวล กลัวว่าจะไม่สวยเหมือนเดิม จึงพยายามสรรหาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เขาว่าดีมาใช้ แต่คุณแม่ต้องระวังให้ดีนะคะ เพราะ ใช้เครื่องสำอางตอนท้อง อาจทำให้ลูกเกิดมาพิการเหมือนเธอคนนี้ Continue reading “อุทาหรณ์! คุณแม่ท้องคนนี้ ทำแบบนี้ทุกวัน จึงทำให้ลูกเกิดมาพิการ”

Feed For The Future

“Feed For The Future”โครงการเพิ่มความรู้สู่ความยั่งยืนด้านโภชนศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมแนวใหม่ด้านโภชนาการเพื่อให้ความรู้คุณพ่อคุณแม่ตามศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวหนังสือคู่มือโภชนาการสำหรับเด็ก “My first cook book + Nutrition guide”เพื่อเป็นคู่มือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อย โดยได้เชิญคุณแม่คนดังอย่างคุณพอลล่า เทย์เลอร์ บัตเตอรี (ที่ 3 จากซ้าย)และคุณเมย์-ปทิดา กำเนิดพลอย (ที่ 3 จากขวา)มาร่วมแชร์เคล็ดลับวิธีการเลือกโภชนาการ พร้อมโชว์สาธิตทำอาหารเมนูให้ลูก ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ถนนวิทยุ

ภายในงานฯ เริ่มจากการพูดคุยถึงโครงการ Feed For The Future  โดยนายเจมส์ โรแลนด์ โจนส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีชชี่ วิลเล็จ จำกัด กล่าวว่า “แบรนด์พีชชี่ริเริ่มธุรกิจจากความต้องการแก้ปัญหาด้านอาหารเสริมที่เหมาะกับเด็กจากประสบการณ์ตรงของคนที่เป็นพ่อแม่ เราจึงดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งหวังว่าเด็กไทยจะได้รับโภชนาการที่เหมาะสมตั้งแต่แรกเกิดเหมือนลูกของเรา เพราะเราเชื่อว่าการที่เด็กได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกสุขลักษณะตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของชีวิตจะส่งผลให้เด็กมีนิสัยการกินที่ดีไปตลอดชีวิต ดังนั้น เราจึงได้ร่วมมือกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจากภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการริเริ่มโครงการ Feed For The Futureขึ้น โดยโครงการนำร่องได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2557 เป็นต้นมา ด้วยการนำหลักสูตรโภชนศึกษาแนวใหม่ที่พัฒนาขึ้นไปจัดอบรมให้คุณแม่ตามศูนย์เด็กเล็ก 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนวัดไผ่ตัน, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทีปังกรการุณยมิตร และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกรมการสารวัตรทหารบก ทั้งนี้ หลังความสำเร็จของโครงการนำร่อง ทางแบรนด์พีชชี่มีการวางแผนที่จะขยายการดำเนินโครงการอบรมให้ความรู้คุณแม่ในศูนย์เด็กเล็กกว่า 20แห่งทั่วประเทศในปีหน้า และหวังสร้างเครือข่ายแม่ลูกสุขภาพดีภายในปีพ.ศ. 2560 เราเชื่อว่าหากเราดำเนินโครงการFeed For The Future ได้เต็มรูปแบบ ปัญหาทุพโภชนาการในเด็กไทยจะต้องลดลง ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจะพบน้อยลง และเด็กๆ จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต”

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรภา หัตถโกศลคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและนักกำหนดอาหารวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “เพราะภาวะทุพโภชนาการในเด็กกำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย พบว่าร้อยละ 60 ของเด็กไทยอยู่ในภาวะขาดสารอาหาร ในขณะที่ร้อยละ 20 ของเด็กไทยอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน และจากการสำรวจพบว่าในปีพ.ศ. 2555 เด็กไทยเสี่ยงเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 15 ในขณะที่ 1 ใน 5 ของเด็กก่อนวัยเรียนเป็นโรคอ้วนแต่กลับขาดสารอาหาร ซึ่งการได้รับโภชนาการที่ไม่ถูกต้องและไม่เพียงพอทำให้เสี่ยงต่อภาวะเชาวน์ปัญญาต่ำ และมีแนวโน้มส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่เข้าใจผิดว่าลูกจะต้องรับประทานแต่นมเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วเด็กอายุ 6 เดือนก็ต้องการอาหารเสริมจากนมแม่แล้ว อย่างที่เราทราบว่าร่างกายคนเราต้องการอาหารครบ 5 หมู่ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ แต่ปริมาณของสารอาหารแต่ละหมู่จะแตกต่างกันตามการเจริญเติบโตของร่างกายและช่วงวัย แต่ปัจจุบันเรากลับพบว่าเด็กไทยอ้วนและเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น นั่นก็เป็นเพราะเด็กได้รับสารอาหารประเภทแป้งมากเกินความต้องการของร่างกาย นั่นอาจมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารบางชนิดมากเกินไปเช่น ขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลม รวมถึงอาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น แต่ถึงแม้เด็กจะมีน้ำหนักเกิน แต่กลับพบว่าส่วนมากมักมีภาวะขาดสารอาหารอย่างขาดโปรตีน ซึ่งอาจเป็นเพราะโปรตีนที่ได้รับมีปริมาณของกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่เพียงพอหรือเรียกว่าได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพน้อยหรือบางรายอาจขาดวิตามินและแร่ธาตุ เพราะไม่ค่อยรับประทานผักและผลไม้ ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ ในแครอท ส้ม ผักสีเขียว จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงสายตา ส่วนวิตามินซี ในผลไม้รสเปรี้ยวหรือผักตระกูลกะหล่ำ จะช่วยลดอนุมูลอิสระในร่างกายและสร้างคอลลาเจนที่จำเป็น สำหรับวิธีแก้ไขเด็กที่ไม่ยอมทานผักหรือผลไม้ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ถอดใจ หากลูกคายทิ้งก็ต้องรออีก 3-4 วันค่อยป้อนใหม่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้เด็กคุ้นชินกับกลิ่นและรสชาติ หรืออาจจะลองเปลี่ยนวิธีปรุงอาหาร เช่นจากต้มเปลี่ยนเป็นผัดบ้าง ทอดบ้าง ให้มีความหลากหลาย หรือกินเป็นตัวอย่างให้ลูกดู เป็นต้น เราเชื่อว่าหากสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้ ปัญหาโภชนาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารก็จะหมดไปด้วย”

“จะเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่คือจุดเริ่มต้นของโภชนาการของลูก เพราะเป็นบุคคลสำคัญที่เป็นผู้เลือกอาหารให้ลูกทาน โดยเฉพาะในช่วง 3 ขวบปีแรก ดังนั้น เราจึงพยายามที่จะส่งต่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโภชนาการให้คุณพ่อคุณแม่เพราะพฤติกรรมการรับประทานในวัยเด็กส่งผลอย่างมากต่อพฤติกรรมการรับประทานเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ จะเห็นว่าหากตอนเด็กใครไม่ทานผัก โตไปก็เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ทานผักเหมือนกัน เราจึงคิดค้นและพัฒนาหลักสูตรการอบรมด้านโภชนาการให้ความรู้คุณพ่อคุณแม่แนวใหม่ ด้วยการใช้สื่อการสอนแบบรูปภาพแทนตำราตัวหนังสือ การให้คุณพ่อคุณแม่ได้ฝึกลงมือปฏิบัติจริง และวิธีประยุกต์ความรู้เข้ากับชีวิตประจำวัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าแม่ที่เข้าร่วมโครงการFeed For The Futureได้รับการอบรมมีระดับความรู้ทางด้านโภชนาการเด็กเล็ก ทัศนคติ และแบบแผนการกิน รวมถึงระดับสารอาหารของทั้งแม่และเด็กเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมไปถึงตัวเด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายตามเกณฑ์ในแต่ละวัยด้วย”ผศ.ดร.ฉัตรภา กล่าวเพิ่มเติม

จากนั้นถึงช่วงไฮไลท์ของงาน คือ ช่วงเปิดตัวคู่มือโภชนาการสำหรับเด็ก My first cook book + Nutrition guideด้วยแฟชั่นโชว์จากเชฟตัวน้อย ซึ่งคู่มือโภชนาการดังกล่าวจัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คำแนะนำด้านโภชนาการสำหรับทารกและเด็กเล็กตั้งแต่วัย 6 เดือนถึง 3 ปี มาพร้อมสูตรทำอาหารแสนง่ายมากกว่า 80 เมนู โดยรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้จะนำไปสมทบทุนในโครงการ Feed For The Futureเพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ในปีหน้าด้วย

ปิดท้ายด้วยคุณแม่คนดังคุณพอลล่า เทย์เลอร์ บัตเตอรี ที่ควงลูกสาวคนสวยน้องไลลา และลูกชายสุดน่ารักน้องลูก้า และคุณแม่คนสวยอย่างคุณเมย์-ปทิดา กำเนิดพลอย ที่มากะลูกสาวตัวน้อยน้องมายู เพื่อมาแชร์เคล็ดลับการเลือกโภชนาการให้ลูกและโชว์ฝีมือการทำอาหารอย่างเมนูฟรุ๊ตตี้คัพเค้กและสปาเกตตี้คาโบนาราแสนอร่อย

สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการFeed For The Futureและคู่มือMy first cook book + Nutritionguide สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.peachy.co.thและ www.facebook.com/peachybabyfood

 

Tags