ให้ลูกกินนมแม่…ช่วยลดน้ำหนักได้นะ

การให้นมแม่แก่ลูกน้อย ไม่ใช่แค่ลูกจะได้ประโยชน์ที่ดีมากๆ จากนมแม่ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ข้อดีของการให้ลูกกินนมแม่อีกข้อหนึ่งก็คือช่วยให้คุณแม่ลดน้ำหนักส่วนเกินหลังคลอดได้เร็วขึ้นดีอีกด้วยค่ะ

Continue reading “ให้ลูกกินนมแม่…ช่วยลดน้ำหนักได้นะ”

ถึงจะหย่าแล้ว แต่พ่อแม่ก็ยังช่วยกันดูแลลูกได้เหมือนเดิม ด้วยหลัก Co-Parenting (มีคลิป)

ต้องยอมรับว่าครอบครัวในปัจจุบันนั้นมีลักษณะต่างจากเมื่อก่อนมาก ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่าครอบครัวไทยในปัจจุบันหย่าร้างสูงเกินปีละแสนคู่ โดยมีอัตราการหย่าเพิ่มขึ้น 27% ในรอบ 9 ปี

ด้วยสภาพสังคมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้หญิงสามารถทำงานได้รายได้สูงๆ และพึ่งพาตัวเองได้ เราจึงพบเห็นครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การที่เด็กๆ มีพ่อหรือแม่เป็นผู้ดูแลเพียงคนเดียวนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่อาจจะดีกับเด็กๆ มากกว่าหรือไม่ หากพ่อกับแม่ที่เลิกรากันไปสามารถคงความเป็นเพื่อนต่อกัน และแบ่งหน้าที่ในการเลี้ยงดูลูก ทำให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับทั้งพ่อและแม่

แน่นอนว่าหลังการหย่าร้างใหม่ๆ คงเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง เมื่อพ่อและแม่ต่างเอาความรู้สึกของลูกเป็นที่ตั้ง เรื่องที่คิดว่ายากจะกลับกลายเป็นเรื่องง่าย เพียงทำตามหลักการที่ถูกต้องของการดูแลลูกร่วมกัน (Co-Parenting) บวกกับความรักที่พ่อและแม่ต่างมีให้กับลูกอย่างสุดหัวใจ ลูกๆ ก็จะเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพค่ะ เรามาดูคลิปของครอบครัวหนึ่งที่สหรัฐฯ กันค่ะ ว่าพวกเขาดูแลลูกร่วมกันอย่างไร

หลักการดูแลลูกร่วมกัน (Co-Parenting) สำหรับครอบครัวที่หย่าร้างหรือแยกกันอยู่นั้นต้องยึดเอาประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้ง เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราลองมาเปรียบเทียบวิธีการ Co-Parenting ที่ผิดกับวิธีที่ถูกกันดีกว่าค่ะ

      Co-Parenting แบบผิดๆ

  • ไม่ยอมให้อีกฝ่ายพบหน้าลูก
  • พาลูกไปโดยไม่แจ้งให้อีกฝ่ายรู้ล่วงหน้า
  • ไม่ให้อีกฝ่ายเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ เกี่ยวกับลูก

 

      Co-Parenting ที่ถูกวิธี

  • ผู้ปกครองที่สนับสนุนให้ลูกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอีกฝ่าย รวมทั้งคู่สมรสใหม่ของอีกฝ่ายด้วย
  • ผู้ปกครองที่ให้อีกฝ่ายติดต่อและพบปะกับลูกอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้ปกครองที่คำนึงถึงสิทธิ์และความรู้สึกของลูกมาเป็นอันดับแรก

เมื่อพ่อกับแม่เปิดใจและยอมรับความเป็นเพื่อน ลูกๆ ก็คือผู้ที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดค่ะ เด็กๆ จะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ไม่รู้สึกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้คุกคามและเด็กๆ จะได้เรียนรู้เรื่องของการรู้จักให้อภัย การเสียสละ และความประนีประนอมยอมความกัน นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ยังได้แบ่งเบาภาระของการเป็นพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกด้วยค่ะ

ความรักไม่มีรูปแบบตายตัว กำหนดไม่ได้ว่าจะต้องอยู่ในรูปแบบของครอบครัวที่มีครบทั้งพ่อแม่และลูกอย่างเดียวเท่านั้น ลูกๆ ยังสามารถเติบโตด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักจากทั้งพ่อและแม่แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันค่ะ

ที่มา:http://www.marketingoops.com/media-ads/social-media/

http://www.thaihealth.or.th/Content/23853

Co-Parenting

https://strongstepmomawarenesscampaign.wordpress.com/category/strong-stepmom-awareness-campaign/

http://articles.familylobby.com/608-five-reasons-why-co-parenting-is-the-best-opt.htm

คลิปจาก: CBS Channel

ชวนลูกอ่านหนังสือ

ชวนลูกอ่านหนังสือ พัฒนาสมอง ด้วยเคล็ดลับ 7 ข้อ

การอ่านหนังสือช่วยพัฒนาสมองของเด็กๆ ได้ ผลจากการศึกษาพบว่าการอ่านจากหนังสือจริงๆ กับการอ่านจากเเท็บเล็ตนั้นใช้สมองคนละส่วนกัน การอ่านจากหนังสือจะเป็นการอ่านในระดับลึก สมองจะเชื่อมต่อกันเป็นกลไก สมองส่วนที่พัฒนาทางด้านภาษาจะทำงานดีขึ้น และทำให้คนอ่านหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการในหนังสือ จึงควร ชวนลูกอ่านหนังสือ 

Continue reading “ชวนลูกอ่านหนังสือ พัฒนาสมอง ด้วยเคล็ดลับ 7 ข้อ”

อาหารบำรุงสมองเด็ก

8 สุดยอด อาหารบำรุงสมองเด็ก สำหรับเจ้าหนูวัยซน

อาหารที่ดีและมีประโยชน์ไม่เพียงแต่จะช่วยบำรุงร่างกายและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับลูกเท่านั้น ยังช่วยในการเสริมสร้างส่วนต่างๆ ของสมอง เพื่ออนาคตที่ดีของลูกรักอีกด้วยค่ะ เมื่อเด็กๆ ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เด็กๆ ก็จะมีสมาธิและสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น โดย อาหารบำรุงสมองเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามพลาด มีดังนี้ค่ะ

8 สุดยอด อาหารบำรุงสมองเด็ก สำหรับเจ้าหนูวัยซน

1. เนื้อปลา  

เนื้อปลาอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างสมอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองในส่วนความจำและการเรียนรู้ ไม่ใช่เฉพาะปลาทะเลน้ำลึกที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาแมคคาเรล เท่านั้นนะคะ ที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ปลาน้ำจืดของไทย เช่น ปลาสวาย ปลาช่อน และปลากะพงขาว ก็มีโอเมก้า-3 ไม่แพ้ปลาราคาแพงจากต่างประเทศเลย เด็กๆ ควรจะได้รับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง

อาหารบํารุงสมองลูก
อาหารบํารุงสมองของเจ้าตัวเล็ก

เมนูแนะนำ อาหารบำรุงสมองเด็ก จากเนื้อปลา

มาดูตัวอย่างเมนูปลาที่ทำได้ง่ายๆ กันค่ะ นั่นคือ Tuna Dip โดยนำเนื้อปลาทูน่ากระป๋องมาทำเป็นเครื่องจิ้มกินกับผักสดคล้ายๆ กับการกินเมี่ยง แต่เราปรุงทูน่าด้วยมายองเนส มะนาว เกลือ และพริกไทยค่ะ เพียงแค่นี้เด็กๆ ก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ พร้อมจะเรียนรู้และทำกิจกรรมต่างๆ มากมายแล้วค่ะ

คลิปอาหารอร่อย “ข้าวผัดปลาแซลมอน” สูตรดีเมนูบำรุงสมอง เพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ!

คลิปเมนูข้าวต้มปลาทู อาหารบำรุงสมองลูก เสริมความจำดีเยี่ยม!

2. นม โยเกิร์ต และชีส

นอกจากในนม โยเกิร์ต และชีสจะมีกลูโคสและโปรตีนแล้ว ยังมีวิตามินดี และวิตามินบี ที่ช่วยในการทำงานของสมอง จากการศึกษาพบว่าเด็กๆ ควรดื่มนมวันละ 1 – 2 แก้ว แต่ถ้าหากเด็กคนไหนแพ้นมวัว ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโตสได้ ก็สามารถชดเชยด้วยการดื่มนมที่ทำจากถั่วเหลืองหรืออัลมอนด์แทนได้ค่ะ

เมนูแนะนำ อาหารบำรุงสมองเด็ก จากชีส

แจกสูตรอร่อย “มักกะโรนีอบชีส” เมนูเส้น แก้ลูกเบื่อข้าว

เผยสูตร! ชีสสติ๊ก อาหารว่างสุดอร่อย ช่วยเพิ่มน้ำหนักลูกรัก (มีคลิป)

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พ่อปอฟื้นแล้ว! แถมพูดว่า”อยากกินเป๊ปซี่”

ถือเป็นข่าวดีสำหรับวันพ่อ อาการของ”พ่อปอ ทฤษฎี” ดีขึ้น และถอดเครื่องช่วยพยุงหายใจแล้วเมื่อเช้านี้

image

ตอนน้องมะลิเอาพวงมาลัยเข้าไปให้ พร้อมร้องเรียกพ่อปอ  พอพ่อปอได้ยินก็พยายามเอียงหัวหาต้นเสียงและหัวใจเต้นแรงทุกครั้งเวลาน้องมะลิเข้าไปหา และเมื่อโบว์ ภรรยาสาวถามว่า ต้องการดื่มอะไรไหม ปอตอบกลับมาด้วยเสียงแห้งๆเบาๆ ว่า”อยากกินเป๊ปซี่”… เป็นสัญญาณที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ขอแสดงความยินดีและเป็นกำลังใจให้ครอบครัวสหวงษ์ต่อไปค่ะ

Cr : IG portidandmali_fanclub

บทความโดยกองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เด็กชายวัย 4 ขวบถูกสุนัขพันธุ์พิตบูลรุมกัดจนเสียชีวิต (มีคลิป)

เกิดเหตุสลดขึ้นที่เมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อนางดอลลี่ สตริคแลนด์ และซาเวียร์ สตริคแลนด์ลูกชายวัย 4 ปี เดินออกจากบ้าน เพื่อไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานที่โรงเรียน ระหว่างทางมีสุนัขพิตบูลที่ข้างบ้านเลี้ยงไว้เข้ามากัดแม่ จากนั้นจึงลากลูกชายเข้าไปในรั้ว แล้วสุนัขพิตบูลตัวอื่นๆ ก็เข้ามารุมกัดอย่างโหดเหี้ยม จนเด็กชายถึงแก่ชีวิต

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง ได้ทำการยิงสุนัขตายไปทั้งหมด 3 ตัว และจับสุนัขที่เหลืออีก 1 ตัวไว้ ส่วนเจ้าของก็ถูกจำกุมและกำลังรอดำเนินคดีต่อไปค่ะ

สุนัขพันธุ์พิตบูลสามารถเลี้ยงได้ แต่ผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ความเข้าใจในสายพันธุ์และมีความรับผิดชอบต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ หากคุณพ่อคุณแม่พบเห็นสุนัขสายพันธุ์ที่ดุร้ายและไม่น่าไว้วางใจ ควรรีบสอนลูกให้รู้จักสังเกตและไม่เข้าใกล้ ทางที่ดีเด็กๆ ยังไม่ควรเล่นกับสุนัขหรือสัตว์ที่ไม่รู้จัก เพราะอาจเป็นอันตรายได้ค่ะ

ที่มา: Inside Edition Channel

เคยผิดหวังกับคำว่า “พ่อ” จนได้สัมผัสกับความรักของพ่อใหม่อีกครั้ง

ปัจจุบันดิฉันเป็นคุณแม่ลูกสอง เมื่อย้อนกลับไปตอนที่ยังเป็นเด็ก ดิฉันถูกเลี้ยงมาแบบค่อนข้างจะเป็นคุณหนูเลยล่ะค่ะ อยากได้อะไรเป็นต้องได้ คนภายนอกคงมองว่าครอบครัวเราสมบูรณ์แบบ แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังภาพที่สวยงาม พ่อกับแม่ของดิฉันไม่เคยมีความรักให้กันเลย

ตอนที่ดิฉันเล็กๆ เคยเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันรุนแรง 2-3 ครั้งได้ แต่หลังจากนั้น พ่อกับแม่ต่างคนก็ต่างมีแฟนแบบลับๆ ดิฉันไม่เคยคิดว่ามันเป็นปมด้อย เพราะแม่ยังคอยให้ความรักกับดิฉันอย่างเต็มเปี่ยม มีก็แต่พ่อเท่านั้น ที่ระหว่างดิฉันกับพ่อ เราสองคนต่างค่อยๆ ห่างเหินกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ดิฉันรักแม่มากและรู้ว่าแม่ก็รักดิฉันสุดหัวใจ แต่แม่ก็คือผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่มีอารมณ์สุข ทุกข์ เศร้า และขมขื่น ไม่ต่างจากคนทั่วไป สาเหตุหนึ่งที่ดิฉันค่อยๆ เหินห่างจากพ่อ ก็เพราะสิ่งที่แม่เฝ้าพร่ำบอกกับฉันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าพ่อทำสิ่งเลวร้ายอะไรบ้าง ดิฉันซึมซับความโกรธความเกลียดมาจากแม่จนเต็มหัวใจ จนในที่สุดดิฉันสามารถพูดได้เลยว่ารู้สึกเกลียดพ่อของตัวเอง

ต่อหน้าพ่อดิฉันสามารถพูดคุยได้ตามปกติ แต่ไม่มีความใกล้ชิด เช่นการหอมหรือการกอด ลึกๆ แล้วดิฉันรู้ว่าพ่อก็รู้ว่าดิฉันรู้สึกอย่างไรกับพ่อ

จนเมื่อดิฉันอายุถึงวัยที่ควรจะแต่งงาน เป็นธรรมดาของคนที่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ผูกพันกับพ่อ ดิฉันโหยหาการแต่งงาน โหยหาครอบครัวที่มีครบทั้งพ่อ แม่ และลูก ดิฉันวาดฝันสวยงามถึงครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อที่ใกล้ชิดกับลูกและเล่นกับลูก แต่ในที่สุดความฝันของดิฉันก็ต้องพังทลายลง การแต่งงานจบลงเพียง 5 ปี ดิฉันจดทะเบียนหย่าเมื่อลูกๆ ของดิฉันอายุได้ 3 และ 4 ขวบ

อาจเป็นเพราะความคาดหวังจากอดีตสามีมากเกินไป หรือตัวแปรอื่นๆ อีกมากมาย ดิฉันจึงเสียใจกับคำว่า “พ่อ” อีกเป็นครั้งที่สอง แต่คราวนี้เป็น “พ่อของลูก” ของดิฉันเอง

หลังการหย่าใหม่ๆ เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นมากมาย ช่วง 1-2 ปีแรกหลังการหย่านับเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของดิฉันก็ว่าได้ นอกจากแม่และเพื่อนๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างดิฉันแล้ว ก็มีพ่อนี่แหละ ที่คอยช่วยเหลืออยู่อย่างเงียบๆ ไม่ซ้ำเติม ไม่ต่อว่า มีแต่กำลังใจที่คอยมอบให้ลูกสาวคนนี้เรื่อยมา

จนถึงวันนี้พูดได้เลยว่าดิฉันเข้มแข็งขึ้นมาก สำหรับอดีตสามี ในที่สุดเราก็ตกลงกันได้เรื่องการเลี้ยงดูลูก ส่วนพ่อของดิฉัน จากที่เราเคยห่างเหินกัน ตอนนี้พ่อมาช่วยดูแลหลานแทบจะทุกวัน ดิฉันจึงได้เห็นความรักและความอ่อนโยนของพ่อที่ดิฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

ถึงพ่อจะไม่ค่อยพูดหรือแสดงออกอะไรมากมาย แต่สิ่งเล็กๆ ที่พ่อทำ เช่นวาดรูปบนการ์ดอวยพรวันเกิดให้ดิฉันทุกปี นั่งแคะเมล็ดออกจากส้มก่อนที่จะให้หลานกินทุกครั้ง หรือทิ้งงานสำคัญได้ทุกเมื่อเพื่อไปช่วยเฝ้าหลาน เวลาที่หลานนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล

วันนี้ดิฉันจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เคยโหยหามันไม่ได้อยู่ไกลเลย ขอบคุณพ่อมากค่ะ สำหรับความรัก ความหวังดี พ่อไม่เคยซ้ำเติมเมื่อลูกสาวคนนี้เดินทางผิด แต่พ่อคอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างมาตลอด ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ ทุกวันนี้ภาพที่คุณตาคุณยายยิ้มแย้มกับหลานๆ คือภาพที่งดงามที่สุดและเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดสำหรับดิฉันและครอบครัว

แท้จริงแล้วความรักของพ่อที่ดิฉันเคยโหยหา มันไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย ความรักของพ่ออยู่กับฉันเสมอและจะอยู่กับฉันและลูกๆ หลานๆ ตลอดไปค่ะ

ที่มา: เรื่องราวและประสบการณ์จริงจากทางบ้าน เนื้อหาบางส่วนอาจถูกดัดแปลงเพื่อไม่ให้กระทบกับบุคคลที่สามค่ะ

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ

เรื่องราวของคุณพ่อ ลูกสาวตัวน้อย และจดหมายลึกลับ

เช้าวันหนึ่ง นายแพทย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และคุณพ่อลูกสอง เดวิด โรเซนแมน จากเมืองโรเชสเตอร์ รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ได้พาลูกสาวตัวน้อยอายุ 9 ขวบไปกินอาหารเช้าที่คอฟฟี่ช็อปแห่งหนึ่ง

เช่นเดียวกับเช้าวันอื่นๆ คุณพ่อเดวิดเตรียมหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ส่วนลูกสาวก็กำลังจะฆ่าเวลาด้วยการถักไหมพรม แต่แล้วลูกสาวตัวน้อยกลับเงยหน้าขึ้นมามองพ่อ แล้วพูดว่า “วันนี้พ่อไม่อ่านหนังสือพิมพ์ จดงาน หรือเช็คอีเมลล์ได้มั้ยคะ วันนี้เราอยู่ด้วยกันจริงๆ ได้มั้ยคะพ่อ”

แทนที่พ่อจะบอกปัดแล้วอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ คุณพ่อเดวิดกลับเลิกทำทุกสิ่งทกอย่าง แล้วใช้เวลาทั้งหมดไปกับการพูดคุยกับลูกสาว พวกเขาสนุกและมีความสุขมาก ช่วงเวลาของอาหารมื้อนั้นจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ทั้งพ่อและลูกต่างก็มีความสุขที่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ คุณพ่อก็เดินไปจ่ายเงินค่าอาหาร พอเขากลับมาที่โต๊ะ เขาจึงพบจดหมายลึกลับฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ จดหมายฉบับนั้นเขียนด้วยลายมือและมีข้อความว่า

ฉันทำงานที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีเด็กนักเรียนหญิงหลายคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าพ่อ ในขณะที่เด็กผู้หญิงอีกหลายคนนั้นมีพ่อ แต่พ่อของพวกเธอไม่เคยใส่ใจเท่ากับที่คุณใส่ใจลูกสาวเมื่อเช้านี้เลย คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่คุณทำมันมีค่าและมีความหมายต่อครูทุกคนที่จะช่วยอบรมและดูแลลูกของคุณไปจนวันที่พวกเขาเรียนจบ

12243553_10205305286087382_2761191082541381008_n-600x390

นอกจากนี้คุณพ่อเดวิดยังบอกอีกว่า “ทุกวันนี้เวลาที่ผมกับลูกไปไหนด้วยกัน ลูกจะชอบโชว์ผลงานไหมพรมถักของเธอให้ผมดู บางทีพวกเราก็แอบเขียนข้อความตลกๆ ส่งหากัน เดี๋ยวนี้ลูกยังชอบเล่าเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนและเรื่องของเจ้าหนูแฮมสเตอร์ให้ผมฟังด้วย”

คุณพ่อเดวิดได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่าพ่อไม่ควรรอให้ลูกเอ่ยปากขอด้วยซ้ำ แต่ควรเป็นหน้าที่ของพ่ออยู่แล้วที่จะให้เวลากับลูกๆ ให้มากที่สุด และหากมีใครพบเห็นคนทำสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ ให้ลองเขียนจดหมายสั้นๆ แล้วยื่นให้กับเขา เพื่อแสดงความประทับใจ หากคนในสังคมสามารถทำได้แบบนี้ รับรองว่าสังคมจะต้องน่าอยู่ขึ้นอีกมากแน่นอน

เหนือสิ่งอื่นใดของขวัญที่มีค่าที่สุดที่คุณพ่อจะมอบให้กับลูกได้ก็คือเวลา โปรดอย่าละเลยคนที่อยู่ตรงหน้าและใช้เวลาที่มีอยู่ร่วมกัน เพื่อสร้างความทรงจำที่ดีกับลูกกันนะคะ

ที่มา: http://www.littlethings.com/dad-daughter-touching-note-v2/

คุณพ่อร้องเพลงให้ฟัง ทำเอาเบบี๋ยิ้มไม่หุบเลยค่ะ (มีคลิป)

มาดูเบบี๋ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เมื่อคุณพ่อร้องเพลงให้เบบี๋ฟังค่ะ น่าเอ็นดูจริงๆ เลย ช่วงเวลาแบบนี้ช่างมีความหมายสำหรับคนเป็นพ่อมากจริงๆ ค่ะ

ที่มา: Rumble Viral Channel

2คุณพ่อมือใหม่ ใครๆว่าไฟแรงเฟร่อ!

คุณพ่อมือใหม่ ในปี 2015 นี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คุณพ่อหมอโอ๊ค และ คุณพ่อกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

2 บทบาทที่ต่างกัน แต่เมื่อรับบทเป็นคุณพ่อแล้ว ความรักลูกนั้นไม่แพ้กันเลยค่ะ

1.คุณพ่อหมอโอ๊ค – พ่อน้องอรัญและอลิน ฝาแฝดชายหญิง คอยดูแลตั้งแต่อยู่ในตู้อบ ตอนนี้น้องทั้ง 2 สุขภาพแข็งแรงแล้วและเพิ่งเปิดตัวไปสดๆร้อนๆ คนนึงเหมือนพ่อโอ๊ค คนนึงเหมือนแม่โอปอล์ น่าชังจริงๆค่ะ

oak

 

2.คุณพ่อกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ – พ่อน้องชูใจ ที่เผยความน่ารักของลูกสาวผ่านโลกโซเชี่ยลอยู่บ่อยๆ แถมยังแต่งเพลงให้ลูกสาว ทั้งแอบคาดหวังให้น้องชูใจเป็นแร็พเปอร์เหมือนคุณพ่ออีกด้วย

 

golf

บทความโดยกองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เทศกาลนิทานในสวน 19 ธันวาคม 58

มูลนิธิเอสซีจี ชวนคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยร่วมงาน “เทศกาลนิทานในสวน” สนุกได้สาระไปกับพลังมหัศจรรย์ของหนังสือภาพ

 มูลนิธิเอสซีจี ขอเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง พาลูกหลานร่วมหรรษาไปกับ “เทศกาลนิทานในสวน” ปีที่ 12 เนรมิตสวนสาธารณะกลางกรุงเป็นลานนิทานยามเย็น ปลุกชีวิตตัวละครจากหนังสือภาพชื่อดังให้ออกมาร้องเล่นเต้นระบำตามจังหวะบนสนามหญ้าท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไออุ่นของครอบครัว เพลินตา เพลินใจไปกับสุดยอดไฮไลท์การแสดงละครนิทานแสนสนุกสะกดสายตาของเด็กๆ ในแต่ละสัปดาห์จะได้พบกับการแนะนำเทคนิคการใช้หนังสือภาพเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ เตรียมความพร้อมให้กับลูกน้อยอย่างรอบด้านโดยได้รับเกียรติจากนักประพันธ์หนังสือภาพชั้นแนวหน้าที่หมุนเวียนมาแบ่งปันประสบการณ์ดีๆของการใช้หนังสือภาพ รวมถึงคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นที่จะมาเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจการเลี้ยงดูลูกรัก และห้ามพลาดกับกิจกรรมสุดฮิตขวัญใจคุณหนูๆ อย่าง กิจกรรมเพนท์หน้า และงานประดิษฐ์ง่ายๆ ที่สรรค์สร้างความคิด

A-W_SCG_storybooks_in_park_2015_brochure_inside

พบกับเทศกาลนิทานในสวนที่ สวนลุมพินีบริเวณสวนปาล์ม ในวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2558 เวลา 16.00-17.30 น. ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิเอสซีจี โทร 0 25862547 อีเมล [email protected]เว็บไซต์ www.scgfoundation.org Facebook : http://www.facebook.com/SCGFoundation.ECD(กิจกรรมดีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย)

 

Tags

โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

ช่วงฤดูฝนใกล้ฤดูหนาวเป็นช่วงที่มักจะมีการระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่และโรคปอดอักเสบ โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงความรู้ทั่วไปของปอดอักเสบในแง่ของการสังเกตอาการเบื้องต้น การรักษา และวิธีป้องกันโรคเพื่อเป็นประโยชน์ในการลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ตามมาได้

ปอดอักเสบ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ปอดบวม” เพราะมีลักษณะการอักเสบของเนื้อปอด โดยเฉพาะที่บริเวณถุงลมของปอด ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย เมื่อเป็นแล้วทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยที่อาการของโรคจะมีความรุนแรงในผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) และในผู้มีโรคประจำตัวผู้สูบบุหรี่ มีโรคปอดเรื้อรัง เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง มีภาวะขาดอาหาร หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคตับแข็ง โรคไต มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้รับยา สเตียรอยด์ ได้รับยารักษาโรคมะเร็ง มีภาวะสำลักง่ายจากการเป็นโรคเส้นเลือดสมอง ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่อเกิดโรคปอดอักเสบแล้ว มักมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตที่สูง ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้จึงต้องทำอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการรักษาหรือป้องกันอย่างเหมาะสมก็ล้วนมีความสำคัญมากเช่นกัน

สาเหตุการเกิดโรคปอดอักเสบ

เกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ และปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่โดยทั่วไปพบปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมากกว่า โดยการติดเชื้อมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่มีเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุนั้น พบว่าเกิดจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสมากที่สุด ซึ่งสาเหตุของโรคจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ และสภาพแวดล้อมที่เกิดปอดอักเสบ

ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบมักมีอาการแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุของผู้ป่วย และความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปมักมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ อาการปอดอักเสบที่พบบ่อยคือ ไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย ในบางรายอาจมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ผู้ป่วยบางรายจะมีหนาวสั่นได้

การรักษา

แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

1. การรักษาจำเพาะ

ในรายที่เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาที่จำเพาะ ควรให้การรักษาแบบประคับประคอง ยกเว้นไข้หวัดใหญ่ที่มียาต้านไวรัส สำหรับผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

2. การรักษาทั่วไป

เช่น

  1. ให้สารน้ำให้เพียงพอ แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ
  2. ในรายที่หอบมาก ท้องอืด รับประทานอาหารไม่ได้ พิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและงดอาหารทางปาก
  3. ให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการเขียวหายใจเร็ว หอบชายโครงบุ๋ม กระวนกระวาย หรือซึม
  4. ใช้ยาขยายหลอดลมในรายที่มีหลอดลมตีบ
  5. ให้ยาขับเสมหะ หรือยาละลายเสมหะ ในกรณีที่ให้สารน้ำเต็มที่แต่เสมหะยังเหนียวอยู่
  6. นอกจากนี้การรักษาอื่นๆ ตามอาการ ได้แก่ ให้ยาลดไข้ และถ้าหากผู้มีภาวะหายใจล้มเหลวหรือหยุดหายใจ จะพิจารณาใส่ท่อหลอดลมและเครื่องช่วยหายใจ

การป้องกันโรคปอดอักเสบ

1. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะไม่ควรพาเด็กเล็กๆ ไปในสถานที่ดังกล่าว

2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ภาวะทุพโภชนาการ ควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น

3. ไม่ควรให้เด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี และผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรงคลุกคลีกับผู้ป่วย และผู้ป่วยควรใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

4. ล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจล

5. ให้วัคซีนป้องกันโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โดยวัคซีนที่ได้รับการพิจารณาว่ามีผลในการลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบในชุมชน คือวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ สำหรับวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ มีประสิทธิภาพในการป้องกันปอดอักเสบจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส จึงควรฉีดในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี), ผู้ที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำหน้าที่ได้ไม่ดี, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคเบาหวาน, โรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง, พิษสุราเรื้อรัง, โรคตับแข็ง, ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์ หรือยารักษาโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบมีความปลอดภัยสูงมาก หากจำเป็นต้องฉีดทั้งสองชนิดสามารถฉีดพร้อมกันได้ โดยผลข้างเคียงที่พบได้แก่ อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวซึ่งสามารถรักษาตามอาการได้ เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับจากวัคซีนนั้นถือว่าคุ้มค่ามากและแนะนำว่าผู้ที่มีความเสี่ยงข้างต้นสมควรมารับการฉีดวัคซีนทุกคนค่ะ

 

บทความโดย : พญ. ชญาณิศา เมฆพัฒน์ อายุรแพทย์โรคระบบทางดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤติ โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111

ภาพ : shutterstock

เทคนิคการป้อนยาลูก

รวม 6 เทคนิคการป้อนยาลูก เมื่อลูกกินยายาก

เทคนิคการป้อนยาลูก  เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พ่อแม่ควรรู้ หากบ้านไหนมีลูกกินยายาก เพราะเมื่อลูกรักไม่สบาย คุณพ่อคุณแม่ย่อมมีความกังวลใจ แต่การทำให้ลูกน้อยยอกกินยาดูจะเป็นปัญหาระดับชาติของหลายครอบครัวเลยก็ว่าได้!

เมื่อลูกน้อยไม่สบาย นอกจากจะร้องกวนโยเย เพราะอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวแล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย เพราะเด็กเล็กๆ พูดไม่ได้บอกไม่ถูก … อาการที่บอกให้ผู้ใหญ่รับรู้ คือ อาการงอแง ไม่กิน ตัวร้อน เป็นต้น และเมื่อพาไปหาคุณหมอ ก็มักจะมียากลับมาป้อนลูกด้วย บ้านไหนที่ลูกกินยาง่าย ป้อนแล้วกลืนก็ดีไป แต่หลายบ้าน ลูกน้อยกินยายาก จนคุณแม่เพลียใจ!

รวม เทคนิคการป้อนยาลูก เมื่อลูกกินยายาก 

เทคนิคจูงใจให้ลูกกินยา
เทคนิคจูงใจให้ลูกกินยา

ยาเด็กนั้นส่วนใหญ่เป็นยาน้ำเชื่อม ที่รสชาติอร่อยหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมผลไม้  แถมมีสีสันสวยงามต่างๆนานา เด็กเวลาอยู่โรงพยาบาล คุณพยาบาลป้อนยาให้ ก็ทานอย่างง่ายดาย แต่พอกลับมาที่บ้าน การป้อนยาก็เป็นปัญหาทันที ทั้งร้องไห้งอแง ดิ้น  ปัดยาหก ไม่กลืนยา คายทิ้ง สารพัด วันนี้ Amarin Baby & Kids มี เทคนิคการป้อนยาลูก มาฝากค่ะ ดังนี้…⇓

เมื่อลูกวัยอนุบาลถูกล้อเรื่องรูปร่าง พ่อแม่ควรช่วยอย่างไร

เมื่อลูกวัยอนุบาลถูกล้อเรื่องรูปร่าง พ่อแม่ควรช่วยอย่างไร?

เด็กวัยอนุบาลเริ่มกังวลเรื่องการไม่เข้าพวก โดยเฉพาะการมีรูปร่างที่โดดเด่นกว่าเพื่อนๆ วัยเดียวกันจนถูกล้อเลียนหรือกันออกจากกลุ่ม เพราะเตี้ยไป สูงไป ผอมไป หรืออ้วนไป

คุณช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นได้ด้วยการแสดงการยอมรับในตัวลูก ซึ่งจะทำให้เขามั่นใจในภาพลักษณ์ของตัวเองไปจนโต ฉะนั้นคุณต้องเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสม เช่น ไม่พูดว่า ”หนูตัวเล็กขี่จักรยานสองล้อไม่ได้หรอกŽ” แต่เปลี่ยนเป็น ”แม่ว่าจักรยานสามล้อคันนี้เหมาะกับหนูเลยŽนะ”

การถูกล้อเลียนไม่เลิกราถือเป็นเรื่องจริงจังสำหรับลูก เขาจึงต้องรู้จักรับมือกับเรื่องนี้ให้ได้ด้วยตัวเอง คุณอาจช่วยด้วยการสมมติว่าตัวเองเป็นเพื่อนลูกแล้วพูดล้อเลียนว่า ไอ้เตี้ยŽ (หรือคำอื่นๆ) จากนั้นก็ช่วยกันคิดคำตอบโต้ที่จะทำให้ลูกสบายใจขึ้น ที่สำคัญคือต้องสอนให้ลูกตอบโต้อย่างใจเย็น ไม่ใช่เพื่อนแรงมา เราก็แรงกลับ และบอกเขาว่าควรพยายามตอบโต้โดยสันติเพื่อให้เพื่อนหยุดไปเองเพราะการล้อเลียนไม่เป็นผล

และอย่าพูดถึงรูปร่างของคุณเองในแง่ลบเป็นอันขาด จำไว้ว่าลูกมองคุณเป็นแม่แบบ ถ้าคุณไม่มั่นใจในภาพลักษณ์ของตัวเอง การพยายามสร้างความยอมรับในตัวเองให้ลูกก็คงเปล่าประโยชน์ และถ้าคุณเองก็เคยถูกทำร้ายจิตใจในทำนองเดียวกันนี้ อาจเล่าวิธีรับมือ (แบบมีเหตุผล) ของคุณให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกรู้ว่าไม่ได้มีเขาแค่คนเดียวหรอกนะที่ต้องเผชิญกับสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ท่าอุ้ม ทารกหยุดร้อง

เคล็ดลับจากคุณหมอ อุ้มเบบี๋ยังไงให้หยุดร้องไห้ (มีคลิป)

คุณลุงหมอใจดี โรเบิร์ต เฮมิลตัน กุมารแพทย์จากเมืองซานตาโมนิก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้มีประสบการณ์ในการรักษาเด็กๆ มานานถึง 30 ปี ได้จัดทำวีดีโอคลิปน่ารักๆ บอกวิธีการอุ้มเบบี๋ที่จะช่วยให้เบบี๋หยุดร้องไห้ง่ายๆ มาฝากกันค่ะ

สรุปขั้นตอนง่ายๆ 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. พับแขนทารกแนบไว้ที่หน้าอก

2. ผู้ปกครองใช้มือพยุงแขนไว้

3. ผู้ปกครองใช้มืออีกข้างประคองตรงก้นของทารก

4.โยกตัวเด็กเบาๆ โดยให้ตัวทารกทำมุมเอียง 45 องศา

ถ้าทำแบบนี้แล้วลูกยังไม่หยุดร้องแสดงว่าลูกอาจป่วย รู้สึกไม่สบายตัว หรือกำลังหิวค่ะ คุณหมอกล่าวอีกว่าวิธีการอุ้มแบบนี้ใช้ได้ดีกับทารกแรกเกิดถึง 3 เดือน เพราะเมื่อเด็กตัวโตกว่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะอุ้มท่านี้ไม่ได้

น่าอิจฉาคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จริงๆ ค่ะ ที่มีเคล็ดลับดีๆ แบบนี้ อย่าลืมลองไปทำกันดูนะคะ


ที่มา: www.boredpanda.com

คลิปจาก: Robert Hamilton Channel

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

มีเจ้าตูบอยู่ที่บ้านก็ช่วยให้เด็กหายเครียดได้นะ (มีคลิป)

นักวิจัยพบว่าการมีสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านสามารถช่วยลดความกลัวและความกังวลของเด็กได้ค่ะ โดยได้ทำการทดลองกับเด็กตั้งแต่อายุ 1 ขวบครึ่งขึ้นไป จำนวน 650 คน โดย 58% ของเด็กทั้งหมดนั้นมีสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ที่บ้าน

ผลปรากฏว่าจากจำนวนเด็กๆ ทั้งหมดที่เลี้ยงสุนัข มีเพียง 12% ที่ตรวจพบว่ามีความเครียด ขณะที่จากจำนวนเด็กทั้งหมดที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัข พบว่ามีเด็กที่มีความเครียดสูงถึง 21%

การเล่นกับเจ้าตูบจะช่วยคลายความเครียดและวิตกกังวลให้เด็กๆ ได้ โดยเฉพาะความกังวลจากการเข้าสังคม การมีสุนัขทำให้คนสามารถหาเรื่องพูดคุยกันได้ง่ายขึ้นค่ะ

ปัจจุบันในหลายๆ ประเทศได้นำเอาสุนัขมาเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเด็ก ประโยชน์ที่เด็กๆ ได้จากเจ้าตูบมีดังนี้ค่ะ

  • ช่วยชดเชยประสาทสัมผัสที่เด็กๆ บกพร่อง – ตัวอย่างเช่นเด็กที่มีปัญหาด้านการมองเห็น สามารถให้สุนัขนำทางแทนได้
  • ช่วยในการเดินทาง – กรณีที่เด็กต้องนั่งรถเข็น เจ้าตูบสามารถคอยเปิดประตูให้เจ้าหนูได้
  • ช่วยกระตุ้นให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมบำบัด – เด็กๆ จะอยากทำกายภาพบำบัดมากขึ้น ถ้ากิจกรรมนั้นมีเจ้าตูบร่วมทำด้วย
  • ช่วยเรื่องอารมณ์และการเข้าสังคม – เด็กพิเศษหรือเด็กที่มีความพิการบางคนอาจไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน การมีสุนัขจะช่วยให้เด็กๆ เข้าสังคมได้ดีขึ้น ผู้คนมักจะเข้ามาทักและพูดคุยกับเด็กกลุ่มนี้มากขึ้น นอกจากนี้เด็กๆ ยังจะรู้สึกอบอุ่นใจ เมื่อมีเจ้าตูบอยู่เคียงข้างด้วยค่ะ

หนูน้อยแซมมี่ นักเรียนจากโรงเรียนประถมแซนดี้ฮุก รัฐคอนเนคติกัต ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่ได้เจ้าตูบมาช่วยเยียวยาให้หายจากความเครียด ในปี ค.ศ. 2012 เกิดเหตุยิงกันที่โรงเรียนของแซมมี่ หลังจากนั้นหนูน้อยแซมมี่ก็ไม่พูดกับใครเลย รวมทั้งกลัวคนแปลกหน้าอีกด้วย จนพ่อกับแม่ต้องพาไปปรึกษากับจิตแพทย์ แต่เมื่อแซมมี่ได้มีพบกับเจ้าสปาร์ตาคัส สุนัขบำบัดแสนรู้ตัวนี้ แซมมี่จึงค่อยๆ มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น และกลับมาร่าเริงสดใสได้อีกครั้งค่ะ

การให้เด็กๆ ได้เล่นกับสุนัขนั้นดีจริงๆ ค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมว่าสุนัขที่ลูกเล่นด้วยนั้นควรเป็นสุนัขของครอบครัวที่ใจดีและชอบเล่นกับเด็ก นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกไม่ให้เล่นกับสุนัขที่พบเห็นตามท้องถนน เพราะมันอาจทำร้ายและเป็นอันตรายต่อเด็กๆ ได้ค่ะ

ที่มา: http://www.webmd.com/parenting/news/20151129/dogs-may-ease-a-childs-fears

The Benefits of Animal Assisted Therapy for Children with Cerebral Palsy and Special Needs

https://en.wikipedia.org/wiki/Sandy_Hook_Elementary_School_shooting

ภาพจาก: Shutterstock

คลิปจาก: HooplaHa Channel

สถาปนิกชาวญี่ปุ่นออกแบบโรงเรียนอนุบาลสุดเจ๋ง (มีคลิป)

สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ทาคาฮารุ เทซึกะ ออกแบบโรงเรียนอนุบาล ภายใต้แนวคิดหลัก 3 ประการ คือ 1. สร้างเป็นวงกลม (Circle) 2. ไม่มีขอบเขตตายตัว (No Boundaries) และ 3. มีอันตรายบ้างเล็กน้อย (Some Amount of Dangers)

JapanKG11

โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ชื่อโรงเรียนอนุบาลฟูจิ (Fuji Kindergarten) ตั้งอยู่ใกล้กับกรุงโตเกียว สำหรับแนวคิดเรื่องการสร้างโรงเรียนเป็นรูปวงกลมนั้น เกิดจากธรรมชาติของเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่คงทราบดีว่าเด็กๆ ชอบวิ่งเป็นวงกลม

JapanKG02

แม้ว่าตัวโรงเรียนจะสร้างครอบต้นไม้ใหญ่หลายต้น แต่ยังคงรักษาสภาพเดิมของต้นไม้เหล่านั้นไว้เป็นอย่างดี โดยมีเชือกถักล้อมรอบต้นไม้ไว้ให้เด็กๆ ปีนเล่น ส่วนห้องเรียนที่อยู่ด้านล่างจะเปิดโล่งเกือบทั้งปี ตามแนวคิดที่ว่าโรงเรียนอนุบาลนั้นไม่ควรต้องมีขอบเขต

JapanKG13

เด็กๆ ไม่ควรอยู่แต่ในห้องเรียน พวกเขาควรได้สัมผัสธรรมชาติและบรรยากาศนอกอาคารเรียน

JapanKG14

นอกจากต้นไม่ใหญ่กลางห้องเรียนแล้ว บนหลังคาก็จะมีช่องสำหรับรับแสงจากธรรมชาติด้วย

JapanKG10

เสียงก็ถือเป็นตัวแปรสำคัญ นักเรียนที่นี่มีสมาธิที่ดีมาก เพราะสภาพแวดล้อมของโรงเรียนไม่เงียบจนเกินไป

JapanKG06

เด็กๆ มักจะชอบวิ่งเล่นกันบนหลังคารูปวงกลม เมื่อพวกเขาหกล้ม พวกเขาก็จะลุกขึ้นเอง ตามแนวคิดที่ว่าเด็กๆ ควรจะรู้จักป้องกันตัวเองและระวังอันตรายรอบด้าน ดังนั้นขณะที่เล่นกัน พวกเขายังจะรู้จักช่วยเหลือพึ่งพากันเองอีกด้วย

JapanKG07

ทาคาฮารุเชื่อว่าสถาปัตยกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงโลกและวิถีชีวิตของคนได้ สำหรับผลงานชิ้นนี้ ทาคาฮารุหวังว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กๆ อนุบาลที่โรงเรียนแห่งนี้ได้ค่ะ


ที่มา: http://www.architonic.com/aisht/fuji-kindergarten-tezuka-architects/5100019
คลิปจาก: TED Channel

น้องเฟธ

[เด็กเก่ง ฉลาด ดี และมีสุข] น้องเฟธ เด็กหญิงสามภาษา นักกิจกรรม

“น้องเฟธชอบอ่านหนังสือมาก คิดว่าได้จากแม่ สังเกตมาหลายคนแล้วว่าเด็กคนไหนที่พ่อแม่ไม่อ่านหนังสือ ลูกก็จะไม่อ่าน ตรงนี้เราไม่ได้สอนเขา แต่เขาจะชอบเอง อย่างวรรณกรรมเยาวชนความยาวเป็นพันหน้า เขาก็อ่านจบ และอ่านเป็นภาษาอังกฤษด้วย” คุณแม่ของน้องเฟธเล่า

น้องเฟธ เด็กหญิงวัย 11 ขวบ ส่วนสูง 160 ซม. จากการออกกำลังกายหลากกิจกรรม เธอโตเป็นสาวสูงกว่าคุณแม่แล้วเล่าเสริมว่า “หนังสือวรรณกรรมต่างประเทศ บางเรื่องแปลเป็นภาษาไทยบางทีอ่านแล้วไม่ค่อยสนุก ภาษาอังกฤษนี้สำคัญมากต้องขอบคุณคุณแม่ที่ให้เฟธได้เรียนตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาล ส่วนภาษาจีนได้จากโรงเรียนค่ะ”

ภาษาทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นอย่างไร?

สอนภาษาลูก
ภาษาทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น

เธอเล่าถึงประสบการณ์เที่ยวซาฟารีที่เคนย่า เห็นสิงโตกินม้าลายกับตา ดูน่าตื่นเต้น “ภาษาช่วยให้เราสื่อสารกับคนได้หลากหลายค่ะ อย่างเช่น โค้ชที่สอนกีฬาให้กับเฟธ อาจารย์ที่โรงเรียน ไกด์นำเที่ยวและคนพื้นเมืองชาติต่างๆ ที่ไปเที่ยว (ไปมาแล้วประมาณ 11 ประเทศ) และทำให้เราหาความรู้ได้ง่าย ทุกวันนี้เฟธอยากรู้อะไรก็เสิร์ชเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แม้กระทั่งไอคอนในโทรศัพท์หรือไอแพดก็ใช้เป็นภาษาอังกฤษ สะดวกและอ่านง่ายดีค่ะ”
คุณแม่บอกว่าหนูเป็นเด็กเนิร์ดและเด็กนักกิจกรรม

            “สเก็ตน้ำแข็ง เปียโน วาดรูป ดนตรีไทย บัลเล่ต์ ร้องเพลง ขี่ม้า เทควันโด (ตอนนี้ได้สายดำแล้ว) ฮิปฮอปแดนซ์ เล่นละครเวที.. เฟธได้ลองมาหมดแล้วค่ะ “ น้องเฟธเล่า “น่าจะมีเยอะกว่านี้ (นั่งนับ) ทางโรงเรียนจัดให้ทำหลังเลิกเรียน บางอย่างคุณแม่ก็แนะนำให้ได้ลอง แต่ถ้าไม่ชอบหรือเหนื่อยก็จะบอกท่าน” “ถ้าอยากเรียนเฟธก็จะมาบอกแม่ อย่างขี่ม้านี่เราก็ถามเขาว่า ‘อยากเรียนจริงๆ หรอ” เพราะค่าเรียนมันแพง และอุปกรณ์เยอะ” ขนาดตกม้าเฟธก็สู้ “ม้ามันฉลาดค่ะ พาตกตรงไหนไม่ตก มาตกตรงเหล็ก หูฉีกต้องเย็บไป 5 เข็ม”

แล้วโตขึ้นอยากทำอาชีพอะไรเป็นพิเศษไหม?

“ตอนนี้เฟธยังสนุกกับการเป็นเด็ก ได้เล่นและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เมื่อเร็วๆ นี้ คิดว่าอยากเป็นฟรีแลนซ์ ..แต่เดี๋ยวขอคิดดูก่อน (ยิ้ม)”

เลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง

น้องเฟธ ด.ญ. โสภิภาส์ ศุภมิตร ไล วัย 11 ปี
กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 โรงเรียนจิตรลดา

สัมภาษณ์ : สีวิกา ฉายาวรเดช
ภาพ : กัญชนิกา เมืองวงษ์