คลิป ทารกแรกเกิดไม่ยอมออกห่างจากแม่

สุดซึ้งเมื่อ ทารกแรกเกิดไม่ยอมออกห่างจากแม่ ไปไหนเลยค่ะ พอคุณหมอดึงออกห่างจากแม่เมื่อไหร่ หนูน้อยก็ร้องไห้จ้าทุกครั้ง ช่างเป็นสายใยแห่งความรักที่แน่นแฟ้นจริงๆ เพียงวินาทีแรกที่คลอดออกมาเจ้าหนูก็สามารถจดจำแม่ของตัวเองได้แล้ว นี่แหละที่เรียกว่า ความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากเลยค่ะ

คลิปสุดซึ้งและน่าประทับใจ ทารกแรกเกิดไม่ยอมออกห่างจากแม่


คลิปจาก: Mustapha Ahe  Channel

แม่ท้องไม่กินข้าวเช้า

แม่ท้องไม่กินข้าวเช้า กินไม่ครบ 3 มื้อ เสี่ยงกระเพาะอักเสบ

ระวัง แม่ท้องไม่กินข้าวเช้า นอนตื่นสาย กินอาหารไม่ครบ 3 มื้อ เสี่ยงเป็นโรคร้ายเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารแน่นอน!

ในคุณแม่ท้อง ที่ตั้งครรภ์ไปด้วยและต้องทำงานไปด้วย บางคนก็ต้องทำงานเป็นกะ จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า …หากตื่นสายมาก และกว่าจะได้กินข้าวมื้อแรกก็เที่ยงไปแล้ว ทำให้ในแต่ละวัน แม่ท้องไม่กินข้าวเช้า กินอาหารไม่ครบ 3 มื้อ  คือได้แค่ 2 มื้อ เที่ยงกับเย็น แต่บางวันหิวตอนดึกๆ ก็มีเสบียงไว้กินเป็นพวกขนมปังกับนมบ้าง ถ้าเป็นเช่นนี้การกินอาหารไม่ครบมื้ออย่างนี้จะเป็นอันตรายต่อลูกหรือไม่?

หมอตอบ แม่ท้องไม่กินข้าวเช้า กินไม่ครบ 3 มื้อ เสี่ยงกระเพาะอักเสบ

สำหรับคำตอบของเรื่องนี้ นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้ให้คำอธิบายว่า…การที่ แม่ท้องไม่กินข้าวเช้า หรือ รับประทานอาหารแค่ 2 มื้อต่อวันแบบนี้ จะทำให้คุณแม่มีอาการโรคกระเพาะอักเสบหรือภาวะกรดไหลย้อนได้

อาการ ก็คือ คุณแม่จะรู้สึกจุกๆ แสบๆ ใต้ลิ้นปี่ บางครั้งทำให้เกิดอาการไอ หรือ แสบคอ แย่ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณสารอาหารที่เป็นประโยชน์จะถูกส่งถึงลูกในท้องได้น้อยลง เมื่อเป็นแบบนี้การตุนเสบียงไว้ตอนดึกๆ จำพวกไข่ เนื้อสัตว์ หรืออาจเสริมร่วมกับขนมปัง และนม ก็จะเป็นการดี

ทั้งนี้หากคุณแม่สงสัยว่า… ภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์นั้นจะเป็นอันตรายกับเจ้าตัวน้อยหรือไม่ ขอบอกไว้ตรงนี้ค่ะว่าไม่แน่นอน เพราะว่าบริเวณมดลูกกับบริเวณกระเพาะอาหารนั้นคนละส่วนกัน แต่แม้ว่าลูกน้อยจะปลอดภัยแล้ว คุณแม่ก็อย่าชะล่าใจว่าไม่เป็นไร เพราะภาวะกรดไหลย้อนนี้หากปล่อยให้เป็นในระยะยาว จะทำให้โรคเรื้อรังและรุนเเรง และกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ในอนาคต

อ่านต่อ “ถ้าแม่ท้องไม่กินข้าวเช้า ลูกในท้องจะเป็นไรไหม” คลิกหน้า 2

แม่ตั้งครรภ์ ควรดูแลผู้ป่วยหรือไม่

แม่ตั้งครรภ์ ควรดูแลผู้ป่วยหรือไม่

Q: อยากทราบว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ควรดูแลผู้ป่วยโรคอะไรบ้างคะ

คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็น ปอดบวม ไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงโรคที่ต้องการการดูแลในช่วงเวลากลางคืน เพราะต้องลุกขึ้นมาทำความสะอาดและดูดเสมหะเป็นระยะๆ เช่นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อย่าง อัมพาต หรือ ถุงลมโป่งพอง เหล่านี้ทำให้คุณแม่พักผ่อนไม่เต็มที่ ส่งผลต่อลูกในท้อง อาจเกิดภาวะเครียด น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ หรือเกิดภาวะการคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ

 

บทความโดย : นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ภาพ : Shutterstock

เซเลปคนไหน เตรียมเป็นคุณแม่ ในปีนี้

พูดถึงคุณแม่ที่คลอดไปแล้วในปีนี้ ก็มาพูดถึงคุณแม่มือใหม่ ที่เพิ่งตั้งท้องในปีนี้บ้างกันดีกว่าค่ะ

1.กุ๊บกิ๊บ แฟนสาวตัวเล็กขี้อ้อน ของ บี้ เคพีเอ็น เพิ่งตั้งท้องไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจที่จะได้เป็นคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่

CR : IG bie_kpn

Screen Shot 2558-12-10 at 8.09.30 PM

2.กระแต ถึงตั้งท้องแล้วแต่ความสวยและหุ่นก็ยังเป๊ะอยู่ค่ะ ฝึกเลี้ยงน้องโปรดกับน้องณิรินไว้เยอะ เริ่มชำนาญ บอกเลยสบายมากที่คราวนี้จะมีน้องเอง

CR : IG iamkratae

Screen Shot 2558-12-10 at 8.21.08 PM

3.เอ๋ พรทิพย์ หลังจากถือเคล็ดปิดข่าวท้องในตอนแรก ตอนนี้ออกมาเปิดเผยอย่างภาคภูมิใจ ด้วยฝีมือคุณพ่อป๋อเอง แต่ยังไงลูกคนที่ 2 ก็น่ารักไม่แพ้น้องภูดิศแน่นอน

CR : IG aey_pornthip

Screen Shot 2558-12-10 at 8.13.37 PM

4.ต่าย อดีตนักแสดง season change เห็นสวีทหวานกับแฟนหนุ่มมาหลายปี ตอนนี้ตั้งท้องแล้วจ้า

CR : IG tye_chutima

Screen Shot 2558-12-10 at 8.17.31 PM
5.เพชร เป็นทั้งนักแสดงและเจ้าของร้าน purr cat café คาเฟ่แมวย่านสุขุมวิท เห็นตัวเล็กๆ แต่ท้องไม่เล็ก กลายเป็นคุณแม่สุดแนวไปแล้วค่ะ

CR : IG petchnla

 Screen Shot 2558-12-10 at 8.15.52 PM

บทความโดยกองบรรณาธิการนิคยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ให้ลูกกินไข่ อาหารเสริม เริ่มกินไข่

กินไข่อย่างไรให้ลูกน้อยได้ประโยชน์เต็มๆ

Q : คุณแม่อยากบำรุงร่างกายลูกอายุขวบนิดๆ ด้วยไข่ นอกจากนมแม่ ควรเป็นเมนูไข่แบบไหนจึงจะดีต่อร่างกายของลูกมากที่สุดคะ

ไข่เป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์ มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน มีเลซิทิน วิตามินเอ ดี อี เค บี 12 มีกำมะถัน โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ลูทีน ซีแซนทีน และ เหล็ก ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ป้องกันโรคหัวใจ บำรุงสมอง สายตา ผิวหนัง เส้นผม เล็บ กระดูก และ เลือด

ถึงแม้ว่าไข่จะอุดมไปด้วยสารอาหาร แต่ผู้บริโภคก็ยังกังวลถึงคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในปริมาณสูง เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ แม้ภายหลังจะมีการวิจัยพบว่าคอเลสเตอรอลในไข่มีผลทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่เพื่อความอุ่นใจของผู้บริโภค จึงมีคำแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง กลุ่มผู้ที่มีพันธุกรรมที่ร่างกายไวต่อการดูดซึมคอเลสเตอรอล และผู้สูงอายุ ไม่ควรกินไข่เกิน 3 ฟอง/สัปดาห์ หรือ กินเฉพาะไข่ขาว

ส่วนเด็กซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต และ ผู้ใหญ่วัยทำงานสุขภาพดีสามารถกินไข่ได้วันละ 1 ฟอง ไม่แนะนำให้กินไข่มากกว่า 1 ฟอง/วันเพราะอะไรที่กินมากเกินไป อาจทำให้แพ้ได้

ให้ลูกกินไข่ อาหารเสริม เริ่มกินไข่ข้อควรระวังในการบริโภคไข่

1. ความสะอาด

อาจมีเชื้อแบคทีเรีย Salmonella ปนเปื้อนมากับเลือดหรือขี้ไก่บนเปลือกไข่ หรือมีเชื้ออยู่ในไข่แดงเนื่องจากแม่ไก่ป่วยติดเชื้อ หากได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย จึงต้องทำไข่ให้สุกเต็มที่ ควรเช็ดเปลือกไข่ให้สะอาดก่อนเก็บ และควรเก็บไข่ไว้ในตู้เย็น เพราะอุณหภูมิต่ำจะทำให้เชื้อโรคแบ่งตัวช้าลง

อ่านต่อ “ข้อควรระวังในการบริโภคไข่สำหรับเด็กเล็ก” คลิกหน้า 2

คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย มีชีวิตที่ดีขึ้น หลังได้รับการช่วยเหลือ

ภาพคุณพ่อผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย ที่เร่ขายปากาตามท้องถนนในประเทศเลบานอน พร้อมทั้งอุ้มลูกสาวตัวน้อยที่นอนหลับอยู่บนบ่า เป็นภาพที่ผู้คนต่างก็รู้สึกสะเทือนใจมาก โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีคนถ่ายภาพของเขาไว้ หลังจากภาพได้รับการเผยแพร่ออกไป ผู้คนจำนวนมากต่างก็ให้ความสนใจกับภาพที่เห็น
คุณพ่อคนนี้ชื่ออับดุล ฮาลิม อัล-อัตตาร์ เขาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวของลูกชายวัย 9 ขวบและลูกสาววัย 4 ขวบ เขาพาลูกๆ ลี้ภัยสงครามมาที่ประเทศเลบานอน และต้องมาเร่ขายปากกาเพื่อหาเลี้ยงชีพ
หลังจากมีการแพร่ภาพของเขาทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ในที่สุดก็เกิดแคมเปญอินดี้โกโก้ (Indiegogo Campaign) ขึ้น เพื่อรวบรวมเงินมาช่วยเหลือครอบครัวนี้ คุณพ่ออับดุลจึงได้รับเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนทั้งหมด 191,009 เหรียญสหรัฐฯ เขาได้นำเงินจำนวนนี้มาริเริ่มทำธุรกิจและซื้ออพาร์ทเม้นท์ 2 ห้องนอน สำหรับอาศัยอยู่กับลูกๆ
ปัจจุบันเขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจ 3 แห่ง ได้แก่ ร้านเบเกอรี่ ร้านขายเคบับ (อาหารของประเทศแถบตะวันออกกลาง) และภัตตาคาร นอกจากนี้เขายังได้จ้างผู้ลี้ภัยชาวซีเรียอีก 16 คนมาทำงานให้กับเขาด้วย
ไม่น่าเชื่อว่าจุดเริ่มต้นเพียงภาพๆ เดียวบนโซเชียลมีเดียจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของครอบครัวหนึ่งได้ถึงขนาดนี้ นอกจากนี้คุณพ่ออับดุลยังช่วยเหลืออีกหลายครอบครัวด้วยการให้งานทำ ทำให้ชีวิตอีกหลายชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
คุณพ่ออับดุลเชื่อมั่นว่าคนเราไม่ควรที่จะหมดหวัง และเขาพยายามมองทุกอย่างให้เป็นแง่บวกเสมอ เพื่อที่จะมีกำลังใจที่จะทำงานและดูแลลูกต่อไปค่ะ

ที่มา: http://www.popsugar.com/tech/Crowdfunding-Helps-Man-Selling-Pens-Street-38236366
เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ

สัมภาษณ์พิเศษซานตาคลอสจากประเทศฟินแลนด์ค่ะ (มีคลิป)

ใกล้จะถึงวันคริสต์มาสแล้ว คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคุณลุงซานต้า วันนี้เรามีคลิปสัมภาษณ์พิเศษคุณลุงซานต้า จากที่ทำการไปรษณีย์ของซานตาคลอส เมืองแลปแลนด์ ประเทศฟินแลนด์มาให้ชมค่ะ

Santa Village01

คุณลุงซานต้าบอกว่าในภาษาฟินนิช คำว่า “โยลูบุก” แปลว่าซานตาคลอส และเขาก็ยินดีให้เรียกชื่อเขาได้ทุกแบบค่ะ คุณลุงอยู่ที่เมืองนี้มานานมากแล้ว โดยเมืองนี้อยู่ในเขตอาร์คติค เซอร์เคิล ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น อยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศฟินแลนด์ หมู่บ้านซานตาคลอสอยู่ในเมืองแลปแลนด์ ที่เมืองนี้จะมีช่วงหนึ่งในฤดูร้อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงเลย

SantaVillage02

Santa Village03

รอบๆ ที่ว่าการไปรษณีย์แห่งนี้ก็คือหมู่บ้านของซานตาคลอส บ้านของคุณลุงซานต้าตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่ทำการไปรษณีย์ เป็นที่ๆ เขาจะได้มาพบปะกับทุกๆ คน โดยที่นี่จะเปิดตลอดทั้งปี

ในแต่ละปีจะมีคนเขียนจดหมายมาถึงซานตาคลอสประมาณ 5 แสนถึง 7 แสนฉบับเลยทีเดียว จดหมายนั้นมาจากทั่วโลก ถ้าเด็กๆ อยากเขียนจดหมายถึงคุณลุงซานต้าละก็ ส่งมาตามที่อยู่ด้านล่างนี่เลย

Santa Claus
Santa Claus Main Post Office
FI-96930 Arctic Circle
FINLAND
(อย่าลืมเขียนชื่อประเทศฟินแลนด์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ)

Santa Village04

Santa Village05

คุณลุงซานต้าบอกว่าเขามีกวางเรนเดียร์เยอะพอๆ กับดวงดาวบนท้องฟ้าเลย และพวกมันจะบินได้ในคืนวันคริสต์มาส เพื่อไปมอบของขวัญให้กับเด็กๆ คุณลุงยังตบท้ายด้วยว่าเขาได้ยินทุกๆ อย่าง ดังนั้นเด็กๆ ต้องอย่าลืมทำตัวเป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ

ถ้าคุณพ่อคุณแม่คนไหนสนใจจะพาลูกๆ ไปเที่ยวเมืองซานตาครอสที่ประเทศฟินแลนด์ ก็เข้าดูรายละเอียดในเว็บไซต์นี้ได้เลยค่ะ http://www.santaclausvillage.info/

ที่มา: http://www.santaclausvillage.info/santa-claus/santa-claus-main-post-office/

คลิปจาก: santatelevision Channel

คลิปหนูน้อยที่มีปัญหาด้านการพูดกับคุณลุงซานต้า ดูสิว่าซานต้าจะทำยังไง

หนูน้อยมาลี่ ฟีนิกซ์ วิลเลียม-โคดี้ อายุ 3 ขวบ มีปัญหาเรื่องการพูดและการออกเสียงค่ะ ตอนนี้เธอกำลังฝึกพูดและเรียนรู้เรื่องภาษาอยู่ ทางโรงเรียนได้สอนภาษามือให้กับเธอ เพื่อที่เธอจะได้สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้
เมื่อเธอมาพบกับคุณลุงซานต้า ลองดูสิคะว่าคุณลุงซานต้าทำยังไง เป็นคลิปที่ดูแล้วอบอุ่นใจมากๆ เลยค่ะว่ามั้ย

คลิปจาก: Mashup Mark Channel

คลิปคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวและไร้บ้าน ได้รับของขวัญชิ้นพิเศษจากคนแปลกหน้า

อดัม เมอร์ริด จากรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวของลูกสาวตัวน้อยวัย 6 ขวบ บ้านของพวกเขาเพิ่งโดนยึดไป ทำให้พวกเขากลายเป็นคนไร้บ้าน อดัมเป็นห่วงลูกสาวตัวน้อยมาก โดยเฉพาะเรื่องการเรียน เพราะเขากลัวว่าลูกจะไม่ได้โอกาสในการเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ
กลุ่มช่วยเหลือคนเร่ร่อนที่ชื่อว่าโฮล์มเลส แองเจิ้ล (Homeless Angels) จึงเข้ามาช่วยเหลือ โดยเมื่อวันอีสเตอร์ เดือนเมษายนที่ผ่านมา พวกเขาได้มอบของขวัญสุดพิเศษให้กับสองพ่อลูก
จากคลิปด้านล่าง สองพ่อลูกถูกพาเดินไปรับของขวัญวันอีสเตอร์ที่บริเวณลานจอดรถ โดยหนูน้อยได้ตุ๊กตากระต่ายอีสเตอร์ก่อน จากนั้นคุณพ่ออดัมก็ได้บัตรเติมน้ำมันฟรี ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจมาก เพราะเขายังไม่มีรถยนต์ด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดกลุ่มโฮล์มเลส แองเจิ้ล ก็เผยโฉมของขวัญชิ้นสำคัญ นั่นก็คือรถยนต์คันใหญ่ที่จอดอยู่ข้างๆ เขานั่นเอง
https://youtu.be/MGbwD_SZc1s
อดัมถึงกับพูดไม่ออก เขาตื้นตันใจมากที่กลุ่มคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน มามอบของขวัญราคาแพงขนาดนี้ให้กับเขาและลูกสาว เขาบอกว่าของขวัญชิ้นนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเขาและลูกสาวได้ ต่อไปนี้เขาจะสามารถขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนได้ทุกวัน และเขาจะใช้รถเพื่อขับไปทำงานและหาเงินมาเลี้ยงดูลูกสาวตัวน้อย
ช่างเป็นของขวัญที่มีค่ามากมายสำหรับสองพ่อลูกจริงๆ ค่ะ หวังว่าสองพ่อลูกจะมีชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถหาบ้านใหม่ได้ในเร็ววันนะคะ หนูน้อยจะได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักของคุณพ่อและบ้านที่อบอุ่นค่ะ
ที่มา: http://www.littlethings.com/homeless-dad-daughter-gift-v3/

คลิปจาก: Right ThisMinute Channel

“เถียงกับลูกไม่มีวันชนะหรอก” แล้วพ่อแม่ควรทำอย่างไรล่ะ เมื่อต้องกำราบเจ้าตัวป่วน

คุณพ่อคุณแม่ของเจ้าตัวแสบคงรู้ดีว่า เมื่อเจ้าหนูเล่นบทร้ายขึ้นมา จะเกลี้ยกล่อมหรือหลอกล่อยังไงก็มีแต่จะเพลี่ยงพล้ำเสียรู้เจ้าหนูเข้าจนได้ งั้นเรามาดูวิธีเจรจากับเจ้าตัวแสบจากผู้เชี่ยวชาญกันดีกว่า ครั้งหน้าคุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่พลาดอีกค่ะ

ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่ลูกรู้สึกอยู่ขณะนั้น บางครั้งพอลูกร้องโวยวาย คุณแม่ก็รีบขัดเจ้าหนูซะแล้ว ตัวอย่างเช่น “พอได้แล้วน่ะ หยุดร้องไห้ซะที ลูกยังไม่หิวตอนนี้หรอก เราเพิ่งกินข้าวกันไปเมื่อกี้เองนะ” คุณแม่ลองนีกดูสิว่าลูกจะรู้สึกอย่างไร เมื่อลูกอยากกินขนมชิ้นนั้น แต่แม่ปฏิเสธสิ่งที่เขากำลังรู้สึก แถมยังบอกให้เค้าหยุดแสดงอารมณ์ออกมาอีก ขนาดผู้ใหญ่ที่ควบคุมตัวเองได้ยังโกรธเลย ถ้าโดนคนพูดด้วยแบบนี้ แล้วนับประสาอะไรกับเด็กน้อยที่ยังควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ล่ะคะ ครั้งต่อไปคุณพ่อคุณแม่จึงควรรับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของลูกก่อน จากนั้นก็ทำตาม 4 ขั้นตอนนี้เลย

1. ตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด เมื่อลูกเหวี่ยงวีน และคุณแม่ก็ใกล้จะถึงจุดที่ปรี๊ดแตก คุณแม่มักจะเผลอหลุดคำพูดแบบนี้ออกมาบ่อยๆ

“เหล็กดัดฟันไม่เจ็บขนาดนั้นหรอกน่ะ แม่เสียค่าทำฟันไปเยอะแค่ไหนรู้มั้ย ยังไงลูกก็ต้องใส่ ห้ามถอดออก!”

“ทำไมลูกพูดแบบนั้น งานปาร์ตี้สนุกจะตาย ทั้งไอศกรีม เค้ก ลูกโป่ง ถ้างั้นปีหน้าไม่ต้องจัดอีกแล้ว!”

“ลูกไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธครูเค้า ลูกผิดเองที่มาสาย!”

เมื่อพ่อแม่ไม่รับฟัง อารมณ์ต่อต้านของลูกจะยิ่งรุนแรงขึ้น ลองคิดดูสิ ถ้าหากคุณแม่บอกกับคุณพ่อว่า “ช่วงนี้ชั้นรู้สึกว่าคุณไม่สนใจชั้นเลย” แล้วคุณพ่อตอบกลับว่า “คุณน่ะคิดไปเอง ไม่มีอะไรซักหน่อย” คุณแม่จะโกรธคุณพ่อเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ดีงนั้นขั้นแรกของการกำราบตัวป่วนก็คือการฟังสิ่งที่เจ้าหนูรู้สึกอย่างตั้งใจก่อนค่ะ เมื่อเจ้าหนูรู้สึกว่าคุณแม่เข้าใจและรับฟัง อารมณ์ต่อต้านก็จะลดลง ทำให้เจ้าหนูสงบมากยิ่งขึ้นค่ะ

2. ตอบรับสิ่งที่ลูกรู้สึก เพียงพูดว่า “แม่เข้าใจความรู้สึกลูกจ้ะ” อย่างเดียวไม่พอค่ะ ลองนึกดูสิว่า หากมีใครคนหนึ่งมาบอกคุณว่า”ผมเป็นคนตลก” กับอีกคนที่ทำให้คุณหัวเราะท้องแข็งติดต่อกันอยู่เป็นครึ่งชั่วโมง ใครที่คุณจะคิดว่าตลกจริงๆ กันแน่ เวลาที่ลูกบอกความรู้สึกของตัวเองออกมา คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะสั่งสอนกลับไปทันทีค่ะ และนั่นจะยิ่งทำให้ลูกโมโหหนักขึ้น

เทคนิคง่ายๆ คือพูดประโยคที่มีความหมายเดียวกับสิ่งที่ลูกบอกมากลับไปค่ะ แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องยอมทำตามใจของลูกไปหมดทุกอย่าง เพียงตอบกลับด้วยประโยคที่มีความหมายเดียวกัน แต่ให้อยู่ในขอบเขตที่คุณแม่เป็นคนกำหนด ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกบอกว่า “หนูเกลียดแม่!” คุณแม่อาจตอบว่า “แม่ไม่ชอบคำพูดของลูกเลย ถ้าลูกไม่ชอบอะไรที่แม่ทำ ลูกบอกแม่มาได้จ้ะ เราจะได้ปรับความเข้าใจกัน”

3. บอกลูกว่าความรู้สึกของเขาคืออะไร เพียงแค่คุณแม่บอกว่า “แม่ว่าลูกกำลังโกรธอยู่ใช่มั้ยจ้ะ” ก็ทำให้ลูกสงบลงได้แล้วค่ะ พ่อแม่บางคนไม่กล้าจะบอกออกไป เพราะคิดว่าจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ลง แต่ความจริงแล้วการที่เราบอกลูกว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร จะทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจ และยอมทำตามคุณพ่อคุณแม่มากขึ้นค่ะ

4. ถามคำถาม เมื่อลูกสงบแล้ว ลองถามว่า “ลูกอยากให้แม่ทำยังไงจ้ะ” อย่างไรก็ตามถ้าสิ่งทึ่ลูกอยากได้ราคาแพงเกินไปหรือไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ค่อยอธิบายก็ได้ค่ะ ถ้าลูกยังดึงดันไม่ยอม คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบตั้งสติ แล้วย้อนไปทำตั้งแต่ข้อแรกใหม่ค่ะ ไม่นานลูกจะอารมณ์สงบลงได้ และบรรยากาศที่ตึงเครียดระหว่างพ่อแม่กับลูกก็จะลดลงค่ะ

ทดลองทำตามขั้นตอนนี้ดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยกำราบเจ้าตัวป่วนได้แน่นอน ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็นและมีสติเสมอ ศึกครั้งหน้าอย่าลืมทดลองนำเทคนิคนี้ไปใช้ดูนะคะ

ที่มา: http://truth2power-media.blogspot.com/2015/10/this-is-number-one-mistake-parents-make.html

ภาพจาก: Shutterstock

เรื่องน่าอาย 9 เรื่องของคุณแม่ตั้งครรภ์

เวลาตั้งครรภ์คุณแม่มักได้รับคำชมว่าดูมีน้ำมีนวลเปล่งปลั่งมากขึ้น แต่คนที่ไม่เคยท้องคงไม่รู้หรอกว่าช่วงเวลา 9 เดือนนั้นคุณแม่ต้องผ่านอะไรมาบ้าง มี เรื่องน่าอาย ที่คุณแม่ท้องมักจะเป็นกัน 9 อย่างมาฝากค่ะ ใครเป็นแบบนี้บ้างเอ่ย?

Continue reading “เรื่องน่าอาย 9 เรื่องของคุณแม่ตั้งครรภ์”

หวัดขึ้นหู

หวัดขึ้นหู อาการที่ต้องระวัง เพราะลูกน้อยอาจ “หูดับ”

ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้เด็กเล็กมักเจ็บป่วยเป็น โรคหวัดที่นอกจากจะทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจแล้ว ยังอาจลุกลามจนเกิดการติดเชื้อในระบบอวัยวะอื่นๆ อย่าง หูได้อีกด้วย ลูกน้อยอาจ หวัดขึ้นหู ได้

Continue reading “หวัดขึ้นหู อาการที่ต้องระวัง เพราะลูกน้อยอาจ “หูดับ””

รักแท้ = รักที่ไม่ได้มีแต่ให้

 

            ความรักที่เกิดขึ้นอยู่บนฐานของความยากลำบากและความเจ็บปวด หรือรักที่เกิดจากการร่วมทุกข์ ไม่ได้มีแต่ร่วมสุข คือความรักที่จีรังยั่งยืนและเป็นรักแท้ที่พ่อแม่มีให้ลูกได้อย่างเต็ม ภาคภูมิ

 

ความรักเป็นสิ่งสำคัญนะ ครับเป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีเพื่อให้ได้รับการยอมรับและให้เกิด พื้นที่ของตนเอง ความรักระหว่างแม่ลูกก็ทำให้เกิดพื้นที่ในครอบครัว ความรักของครูและเพื่อนก็ทำให้เกิดพื้นที่ในสังคมหรือในชุมชน แต่เด็กจะแกร่งได้หรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับการได้รับความรักคุณพ่อคุณแม่จึงควรรักให้เป็นและพอเหมาะ ในขณะเดียวกันการแสดงความรักก็ไม่ได้ทำให้ลูกเหลิงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ลูกเหลิงเพราะเราไม่เคยเปิดพื้นที่ให้ลูกเจอปัญหาและอุปสรรคเลยต่างหาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปตำหนิติเตียนลูกนะครับ เพียงแต่ให้เขาเจออุปสรรค เพื่อให้รู้จักจัดการอารมณ์และปัญหาของตัวเองบ้าง เวลาที่ลูกเติบโตขึ้นมาจะได้คุมสติเป็น สุดท้ายการฝึกรับมือกับปัญหาจะยกระดับกลายเป็นพลังอึดอดทนของเขาเอง

 

คุณ พ่อคุณแม่อย่ามองว่าการปล่อยให้เขาพบเจอกับปัญหาหมายความว่าเราไม่รักลูก หรือทำร้ายลูก เพราะความรักก็มีทั้งแบบที่แสดงออกและไม่แสดงออก เมื่อเราจะฝึกลูกเรื่องความอดทนอดกลั้น เราก็ใช้ความรักที่ไม่แสดงออก คอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ ให้เขาได้สร้างภูมิคุ้มกันของตัวเอง เท่ากับเรากำลังฝึกเขาด้วยความรักรูปแบบหนึ่ง

เพียงแต่นิยามความรักของพ่อแม่ไม่ได้มีแต่ให้และเด็กไม่ได้มีแต่ได้ แต่เป็นความรักที่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน

เรื่องโดย : รองศาสตราจารย์ นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
สัมภาษณ์และเรียบเรียง : นันทิดา สุวรรณาทิพย์ และกอบพร ถิรเจริญสกุล
ภาพ: Shutterstock

Tags

บอกลาเซลลูไลท์

เซลลูไลท์ Cellulite ยังเป็นปัญหาของอีกกหลายๆคน สามารถมองเห็นเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำเหมือนผิวส้มนี้เรียกทางการแพทย์ว่า เซลลูไลท์  มักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย นั่นก็เพราะผู้หญิงมีชั้นผิวหนังที่บางกว่าโดยเฉพาะคุณแม่ทั้งหลาย แถมปัจจัยอื่นๆที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน  การทานยาบางประเภทที่มีผลต่อการผลิตฮอร์โมน การทานอาหารไม่มีคุณภาพ ออกกำลังกายไม่เพียงพอ ล้วนส่งผลให้เกิด เซลลูไลท์ ได้ทั้งสิ้น

shutterstock_137225858

เซลลูไลท์ มีลักษณะเป็นของเหลวที่ประกอบด้วยไขมัน น้ำ และของเสียที่ถูกเก็บกักไว้ใต้ชั้นผิว ตามปกติร่างกายจะขับของเหลวเหล่านี้ออกไปได้เอง แต่หากการไหลเวียนของของเหลวใต้ชั้นผิวติดขัด ร่างกายก็ไม่สามารถระบายของเสียเหล่านี้ออกไปได้ นานวันเข้ามันก็จะสะสมเป็นก้อนคลื่นอย่างที่เห็นนี่แหละ  แถมมันมักไม่เจาะจงเลือกเฉพาะคนอ้วนด้วยกลัลเป็นคนผอมร่างเล็กก็เกิดขึ้นได้  เพระฉะนั้นคุณมีโอกาสเกิดเซลลูไลท์ได้เท่าๆกับสาวร่างอวบหรืออ้วนเหมือนกัน

shutterstock_75005635

ในปัจจุบันมีเครื่องมือนวัตกรรมเทคโนโลยี่เกิดขึ้นมามากมายที่เห็นผลจริงทางการแพทย์ สามารถขจัดปัญหาความกังวลเรื่อง Cellulite ได้จริงที่เรีกยกว่า Tripolar RF Cellulite Free

 shutterstock_75961354

Tripolar Cellulite Free

สลายเซลลูไลท์ ทำให้ผิวเรียบเนียนพร้อมยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุไตรโพล่าสลายเซลล์ลูไลท์ ขจัดปัญหาผิวเปลือกส้ม เพิ่มความเนียนเรียบ ยกกระชับผิวกาย ด้วยนวัตกรรมใหม่ Tripolar Cellulite Free เป็นการนำ Technology ของ Uni-Polar และ Bi-Polar มารวมกันเป็น Tripolar Cellulite Free ด้วยคลื่นวิทยุ 3 ขั้ว ที่สามารถกระตุ้นเซลล์ผิวได้ถึง 2 ระดับ คือ Demis และ Subcutaneous ทำให้เกิดกระบวนการสร้างและเรียงตัวของคอลลาเจนใต้ผิวใหม่ โดยการฟื้นฟูสภาพผิวด้วย Radiofrequency (RF) โดยการส่งกระแสคลื่นความถี่วิทยุเข้าไปกระตุ้นเซลล์ทำให้มีการสร้างและการเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนใต้ผิวใหม่ สามารถสลายเซลล์ลูไลท์โดยการเผาผลาญของไขมัน ทำให้ไขมันหดตัวและเล็กลง เพิ่มความกระชับผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นดีขึ้น ความหย่อนคล้อยที่ยากต่อการแก้ไขหมดไป

  • เห็นผลทันที ตั้งแต่ครั้งแรก
  • ผลข้างเคียงน้อยมากเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยการผ่าตัด/ดูดไขมัน
  • ควรทำติดต่อกัน 2 เดือน  เพื่อให้ได้ผลรวดเร็วชัดเจน และถาวร

 

เรื่องโดย : Dermaster : www.dermaster-thailand.com Tel: 02 71 444 71
ภาพ : shutterstock

Tags

เชื่อหรือไม่! การนอนไม่พอของลูกรัก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั่วไปและความสุขของลูกสุดที่รักได้อย่างน่าตกตะลึง

วันนี้คุณพ่อคุณแม่ ทราบไหมคะว่า!? สมองของลูกน้อยทํางานอย่างไรในขณะที่ลูกกำลังหลับ

ในช่วงเวลานอนสมองจะทำงาน เพื่อเสริมทักษะในการกระตุ้นความจำ สร้างการเรียนรู้ และทักษะการแก้ปัญหา การได้นอนหลับที่ดีและเพียงพอจะช่วยให้ลูกสนใจจดจ่อ ในการเรียนที่โรงเรียน มีความสามารถที่จะตัดสินใจและมีความคิดสร้างสรรค์

แต่จะเกิดอะไรขึ้น…เมื่อลูกน้อยไม่ได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ แน่นอนผลลัพท์ที่คุณพ่อคุณแม่เห็นก็คือ ภาวะขาดการนอนหลับ อาการสะลึมสะลือ ไม่สดชื่น แต่ความจริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะประหลาดใจถ้ารู้ว่า ผลกระทบของมันจะค่อนข้างร้ายแรงต่อสุขภาพและความสุขของลูกน้อย

ความจริง VS ความเชื่อ ? นอนไม่พอตอนเด็ก เสี่ยงเกิดโรคตอนโต

แน่นอนว่า เราทุกคนล้วนทราบดีถึงประโยชน์ของการนอนหลับที่เพียงพอต่อสุขภาพร่างกายของเด็ก ซึ่งมีอยู่มากมาย  ดร.ไมเคิล ลิม ที่ปรึกษาแผนกกุมารเวชกรรมโรคปอดเด็กและการนอนหลับ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้สรุปผลเสียของการนอนไม่เพียงพอ หรือภาวะการอดนอนของเด็กดังนี้

  • การนอนหลับเพียงพอจะส่งเสริมการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเด็ก เมื่อลูกน้อยอยู่ในช่วงการนอนหลับลึก ฮอร์โมนจะถูกปล่อยออกมาซึ่งไม่เพียงแต่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายของลูกแล้ว แต่ยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และช่วยในการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อด้วย
  • การนอนหลับจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กคงอยู่ในสภาพที่ดี การขาดการนอนหลับจะมีผลกระทบในเชิงลบกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ช่วงเวลาการนอนของเด็กไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่มีการซ่อมแซมหัวใจและหลอดเลือดของเด็ก ดังนั้น การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่​​ความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจและโรคไต ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่
  • การนอนหลับจะช่วยให้เด็กรักษาสมดุลของฮอร์โมนที่ทำให้เขารู้สึกหิว (ghrelin) หรืออิ่ม (leptin) เมื่อลูกของคุณนอนหลับไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้เขารู้สึกหิวมากกว่าตอนที่เขาได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ และนี่อาจนำไปสู่​​ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องอาหารในอนาคต เช่น โรคอ้วน

กล่าวโดยสรุป ก็คือการนอนหลับอย่างเพียงพอ จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางสมองของลูกน้อย เพราะในช่วงที่ร่างกายมีการหลับลึก จะสร้างฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นส่วนต่างๆ ของสมองในการเรียนรู้ จดจำ เรียบเรียงความคิด และมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว อันเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการของสมองที่ดี1

sleep-kid

5 ตัวช่วยสำคัญ ให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่า ลูกน้อยได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ

  1. มีเคล็ดลับหลายอย่างที่สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่แน่ใจว่า ลูกรักได้รับการนอนหลับที่มีคุณภาพในแต่ละคืน และสามารถนอนหลับได้เร็วขึ้น แต่เคล็ดลับที่ดีที่สุดก็คือ การให้ลูกได้ทานนมแม่ก่อนนอนค่ะ เพราะนมแม่มีสารอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารหลัก เช่น คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน รวมทั้ง แอลฟา-แล็คตัลบูมิน ซึ่งเป็นเวย์โปรตีนในน้ำนมแม่ที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น  ชื่อ ทริปโตเฟน ช่วยสร้างสารเซโรโทนิน ซึ่งมีส่วนช่วยในควบคุมการนอนหลับ โดยร่นระยะเวลานอน ให้หลับได้เร็วขึ้น2  จากการศึกษาของ Cubero, et. Al. พบว่า เด็กที่กินนมแม่จะนอนหลับได้ดีกว่า เนื่องจากนมแม่มีระดับทริปโตเฟนในช่วงกลางคืนสูงกว่าในช่วงกลางวัน ขณะที่เด็กกินนมผสมจะใช้ระยะเวลานานกว่าจะหลับ
  2. เรื่องของสภาพแวดล้อมการนอนหลับของเด็กก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันค่ะ เพียงคุณพ่อคุณแม่รักษาอุณภูมิห้องนอน ให้เย็นสบาย เงียบสงบ และมืด ก็จะช่วยให้เด็กๆ นอนหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ
  3. สร้างกิจวัตรประจําวันที่จะช่วยให้ลูกๆ ของคุณผ่อนคลายก่อนนอน เช่น การอ่านหนังสือนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง หรือร้องเพลงกล่อมเบาๆ
  4. สร้างวินัยเวลาเข้านอนและเวลาตื่นนอนอย่างเคร่งครัดเป็นประจำวันทุกวัน (รวมทั้งสุดสัปดาห์และวันหยุด)
  5. ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยใช้เวลางีบหลับในตอนกลางวันมากเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับได้ยากขึ้นช่วงกลางคืน

sleep-girl

ข้อแนะนํา ชั่วโมงการนอนหลับที่เหมาะสมสำหรับเด็กแรกเกิด – 6 ปี

คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิกเฉยเกี่ยวกับการนอนหลับของลูกนะคะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกน้อยของคุณได้รับการนอนหลับเหมาะสมเพียงพอ เพราะการนอนไม่พอ..อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกๆ ได้

จำนวนชั่วโมงการนอนของเด็ก

ที่มา: Howard, B.J. and Wong, J. Sleep disorders, Pediatrics in Review, 22:327-341, 2001

เอกสารอ้างอิง

  1. Michael Schupp MD FRCA, Christopher D Hanning MD FRCA. Physiology of Sleep. British Journal of Anaesthesia 2003; CEPD Reviews, Volume 3 Number 3
  2. Steiberg LA, O’Connell NC, Hatch TF, Picciano MF, Birch LL. Tryptophan intakes influences infants’ sleep latency 1992. J. Nutr: 122(9); 1781-91
สร้างความมั่นคง

สร้างความมั่นใจให้ลูก…เมื่อพ่อแม่ต้องแยกทาง

หากพ่อแม่ต้องแยกทางจะมีวิธีสร้างความมั่นคงให้ลูกเป็นเด็กที่เติบโตมากับความสุขและเข้าใจพ่อแม่ได้อย่างไรคะ?

การหย่าร้างส่งผลกระทบกับทุกคนในครอบครัวทั้งพ่อแม่และลูกอย่างน้อย 2-3ปี เด็กๆมักรับรู้ถึงความขัดแย้งของพ่อแม่มาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อคุณตัดสินใจหย่าร้าง คุณต้องเป็นผู้บอกข่าวนี้กับลูกเอง

ไม่ควรให้ลูกรู้จากผู้อื่น พ่อแม่ไม่ควรให้ร้ายอีกฝ่ายให้เด็กฟังแต่ควรอธิบายสาเหตุของความไม่ลงรอย เช่น แม่เสียใจเวลาที่พ่อกินเหล้าเมาพ่อกับแม่ไม่อยากอยู่ด้วยกันต่อไปแล้ว

การอธิบายให้ลูกฟังเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมาก เช่นลูกจะอยู่กับแม่ แต่พ่อก็อยู่ไม่ไกล เราทั้งคู่ยังรักลูกมากเหมือนเดิมพ่อยังเป็นพ่อของลูกตลอดไป พ่อจะมาเจอลูกบ่อยๆเวลาไหนบ้างและให้บอกลูกบ่อยๆว่าการหย่าร้างไม่ได้เป็นความผิดของลูก เพราะเด็กมักจินตนาการว่าเป็นเพราะตัวเองทำอะไรไม่ดี   นอดีตเราเชื่อกันว่าแม่ควรเป็นผู้ดูแลลูกหลังการหย่าร้าง(เว้นแต่กรณีแม่มีความประพฤติไม่เหมาะสม)แต่ปัจจุบันพบว่าพ่อสามารถดูแลลูกได้ดีพอๆกับแม่ แต่ปัญหาที่พบคือการหย่าร้างมักเกิดจากความโกรธเคืองกัน จึงพยายามแย่งกันเป็นผู้ดูแลลูกโดยไม่คำนึงว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก ดังนั้นสิ่งสำคัญเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องการดูแลลูกคือใครควรเป็นผู้ดูแลลูกมากกว่ากันลูกแต่ละคนมีความสัมพันธ์กับพ่อและแม่เป็นอย่างไรลูกชอบพ่อหรือแม่มากกว่ากัน

หลังหย่าร้างแล้วพ่อแม่ก็ควรพูดคุยและตัดสินใจร่วมกันเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของลูกและเรื่องสำคัญในชีวิตของลูก เช่น การเลือกโรงเรียน ปัญหาสุขภาพของลูกอย่ากีดกันอีกฝ่ายไม่ให้มีส่วนร่วม หากพ่อแม่ตกลงกันได้ด้วยดี ทั้งพ่อและแม่ยังมีบทบาทในชีวิตของลูกจะช่วยให้ลูกสามารถปรับตัว ใช้ชีวิตในสังคม มีสุขภาพจิตที่ดีและประสบความสำเร็จด้านการเรียนได้ดีกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่สามารถตกลงกันได้

นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ระบายความรู้สึกออกมา และให้ความมั่นใจแก่ลูกว่าสิ่งที่ลูกรู้สึกเป็นเรื่องปกติ พ่อแม่ยังรักลูกเหมือนเดิม แม้ลูกอาจจะเจ็บปวดแต่พ่อแม่จะช่วยให้ลูกได้หากทำให้ลูกรู้สึกมั่นคงและตอบสนองความต้องการของลูกให้รู้สึกว่าเป็นที่รักและเป็นคนสำคัญด้วยคำพูดการกระทำ และความคงเส้นคงวาจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกมั่นใจว่าคุณยังรักลูกเหมือนเดิม

….อย่าลืมกอดและบอกรักลูกบ่อยๆด้วยนะคะ….

shutterstock

คุณแม่คุณพ่อกลับบ้านค่ำ มีเวลาเล่นกับลูกเพียง 1-2ชั่วโมงต่อวัน แต่วันหยุดเราก็อยู่ด้วยกันแบบนี้ลูกจะได้รับเวลาและความผูกพันกับเราเพียงพอหรือไม่คะ ?

 

งานวิจัยล่าสุดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกช่วยปลดปล่อยความรู้สึกผิดของพ่อแม่ที่ทำงานนอกบ้านไม่มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับลูก ให้สบายใจขึ้น รู้สึกผิดน้อยลงเป็นการศึกษาพ่อแม่ที่มีลูกวัย 3-11 ปี เพื่อดูว่าการใช้เวลากับลูกแบบใดที่ทำให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตเมื่อเติบโตขึ้น

การวิจัยแสดงว่า ความรู้สึกผิดของแม่ๆจำนวนมากเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกกดดันจากการที่ต้องดูแลลูกให้ดีแต่ก็มีความรับผิดชอบในงานที่ต้องทำมีความมุ่งหวังทางอาชีพที่ต้องเจริญก้าวหน้างานวิจัยนี้บอกว่าแม่ปัจจุบันใช้เวลาอยู่กับลูกมากขึ้นกว่าเมื่อ 45ปีที่แล้ว และบอกว่าพ่อแม่ที่กินอาหารเย็นพร้อมลูกเมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ลูกจะมีปัญหาด้านพฤติกรรมน้อยกว่ารวมถึงปัญหาติดแอลกอฮอล์ ใช้สารเสพติด หรือมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายน้อยกว่า และมีคะแนนด้านคณิตศาสตร์มากกว่านอกจากนี้ยังพบว่าพ่อแม่ที่มีความรู้สึกเครียด นอนไม่พอ วิตกกังวลหรือรู้สึกผิดตลอดเวลาจะทำให้ลูกมีปัญหามากขึ้น

หลักการสำคัญของพ่อแม่เวลาน้อย คือ การมีเวลาคุณภาพกับลูกลูกต้องการเวลาที่จะได้รู้จักคุณต้องการเรียนรู้ว่าพ่อแม่เป็นใครและใช้ชีวิตอย่างไรและในทางกลับกันลูกก็ช่วยให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกันเวลาคุณภาพคือช่วงเวลาที่อบอุ่น ใกล้ชิดและมีการตอบสนองที่เปี่ยมด้วยความรักจากพ่อแม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาต่อไปนี้คือวิธีการใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูก

1.ให้ความสำคัญกับลูกตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ตาดูลูก หูฟังลูกทำความเข้าใจเวลาลูกพูด แล้วคุณจะรู้สึกทึ่งกับสิ่งต่างๆที่ลูกทำได้

2.แยกแยะงานที่คุณจำเป็นต้องทำ/ไม่ต้องทำหรือสามารถให้คนอื่นทำแทนได้เพื่อประหยัดเวลา

3.ให้ลูกมีส่วนร่วม เปลี่ยนงานน่าเบื่อให้เป็นเวลาที่สอนลูกทำงานบ้านเช่น เก็บของเล่นหลังจากเล่นเสร็จ การไปจ่ายตลาดด้วยกันการทำอาหารด้วยกัน การล้างรถด้วยกัน แค่ขอให้เป็นเวลาที่มีความสุขสนุกสนาน

4.ถ้าต้องเช็คอีเมล์ อ่านจดหมาย ให้ทำหลังจากพาลูกเข้านอนแล้ว

5.และสุดท้ายคือ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดสำหรับตัวเองและครอบครัวแล้วไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้ทำที่ตัวเองทำแล้วรู้สึกสบายใจไม่เครียด ไม่รู้สึกกดดัน

banner300x250

 

เรื่อง : พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด คุณแม่ของน้องจูนและน้องบอย
ภาพ : Shutterstock

Crossing the Midline สอนลูกให้ข้ามเส้น

จั่วหัวเรื่องไว้อย่างนี้ คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งตกใจนะคะว่าจะมาชวนกันสอนให้ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว “เส้น” ที่ว่านี้ไม่ใช่เส้นกำหนดความเหมาะสมด้านมารยาทหรือความรู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ แต่หมายถึงเส้นสมมติกึ่งกลางลำตัวที่ลากจากกระหม่อมลงไปถึงก้นกบ แบ่งร่างกายออกเป็นซีกซ้ายและซีกขวา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Midline ต่างหากล่ะคะ

ผู้เขียนได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกตอนไปเรียนนวดทารกกับลูกสาววัย 3 เดือน ตอนนั้นมีท่าหนึ่งที่คุณแม่ต้องจับมือสองข้างของลูกไว้ แล้วสลับไขว้ไปมาพลางพูดว่า ‘cross, cross, open!’ ลูกสาวผู้เขียนดูจะชอบท่านี้เป็นพิเศษ ทำทีไรก็หัวเราะคิกคัก (และยังคงหัวเราะอยู่แม้ตอนนี้อายุสองขวบกว่าแล้วก็ตาม) ครูสอนบอกว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกรู้จักข้ามเส้นมิดไลน์ ก่อนที่เขาจะเริ่มหัดทำอะไรได้ด้วยตัวเอง

ถ้าหากเคยลองสังเกต จะพบว่าเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่ถนัดใช้มือข้างใดข้างหนึ่งโดยเฉพาะนั้น จะเริ่มต้นจากการใช้มือทั้งสองข้างหยิบจับอะไรพร้อมๆ กัน จากนั้นจึงจะเริ่มใช้มือแต่ละข้างทำสิ่งที่อยู่ข้างเดียวกับลำตัว เช่น ถ้าลูกบอลอยู่ข้างซ้ายก็หยิบด้วยมือซ้าย แต่ถ้าจะเปลี่ยนไปเล่นทางขวา ก็จะส่งต่อให้มือขวาเอาไปเล่นอีกข้างหนึ่ง เป็นต้น การใช้ร่างกายทั้งสองข้างอย่างสอดคล้องประสานงานกัน (ที่เรียกว่า bilateral coordination) นั้นจะค่อยๆ เกิดขึ้นเมื่อสมองทั้งสองข้างของคนเรา (ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมร่างกายคนละด้าน และทำหน้าที่ต่างกัน ) สามารถสื่อสารกันผ่านเส้นใยประสาทที่เชื่อมอยู่ตรงกลาง ซึ่งเรียกว่า corpus callosum ด้วยการที่เด็กเริ่มใช้มือข้ามไปมาระหว่างลำตัวทั้งสองข้างนี่เอง

การสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสมองสองข้างนี้จะเกิดขึ้นอย่างมากในช่วงสองสามปีแรกของชีวิต เมื่อเด็กอายุได้ 3-4 ปี และมีโอกาสได้ฝึกฝนข้ามเส้นมิดไลน์อย่างสม่ำเสมอ สมองทั้งสองข้างก็จะสื่อสารกันได้ดี มีความสามารถที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้ร่างกายอย่างสอดคล้องกัน และเริ่มมี “มือที่ถนัด” ซึ่งจะคอยทำกิจกรรมหลัก และมีมืออีกข้างคอยสนับสนุน เช่น หากจะวาดรูป ก็ใช้มือข้างที่ถนัดจับดินสอสี และมืออีกข้างหนึ่งกดกระดาษไว้ไม่ให้เคลื่อน หรือเตะลูกบอลด้วยเท้าข้างหนึ่ง แต่ร่างกายที่เหลือก็เหวี่ยงไปอีกทางเพื่อช่วยในการทรงตัวและเพิ่มแรงเหวี่ยง เป็นต้น

ถ้าเด็กไม่ได้หัดข้ามเส้นมิดไลน์ เช่น ยังใช้มือข้างซ้ายสำหรับเขียนหนังสือ พอถึงมือขวาก็ย้ายปากกาไปอีกด้านแล้วใช้มือขวาเขียนต่อ (ซึ่งดูเหมือนกับถนัดทั้งสองข้าง แต่อันที่จริงแล้วไม่ถนัดจริงๆ สักข้าง) จะมีปัญหาด้านพัฒนาการอื่นๆ ตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการอ่าน (เพราะพออ่านจากด้านซ้ายมาถึงตรงกึ่งกลางลำตัว ต้องกะพริบตาปรับให้สมองอีกด้านหนึ่งทำงาน เพื่อจะอ่านด้านขวาต่อไป แต่ก็จะลืมเสียแล้วว่าอ่านมาจากบรรทัดไหนหรือข้อความว่าอะไร  ความคิดไม่ต่อเนื่องกัน ทำให้อ่านหนังสือไม่เก่ง จนพาลหงุดหงิดไม่อยากอ่าน ) หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างสวมถุงเท้าข้างขวาด้วยมือทั้งสองข้าง (ซึ่งหมายถึงเอื้อมมือซ้ายมาอีกด้านหนึ่งด้วย) ไปจนถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอย่างเช่นการเต้นรำ หรือเล่นกีฬา

เล่ามาเสียยืดยาว ตอนนี้คุณผู้อ่านคงจะสงสัยเต็มทีว่าแล้วทำอย่างไรจึงจะส่งเสริมการข้ามเส้นที่ว่านี้ให้ลูกน้อยได้คำตอบก็คือต้องทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนค่ะ ช่วง 6 เดือนแรกนั้น เด็กยังเพิ่งเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายของตัวเอง

กิจกรรมที่มีการสัมผัส อย่างเช่น การนวด จะช่วยส่งเสริมให้เด็กรับรู้ถึงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น (และจะเพิ่มท่าไขว้มือไปมาอย่างที่ครูของผู้เขียนแนะนำด้วยก็ได้ เพราะเด็กวัยนี้ยังทำเองไม่ได้) จากนั้นเมื่อเด็กเริ่มคว่ำ ก็จะเริ่มสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หลัง และแขนขา เตรียมพร้อมสำหรับทักษะที่สำคัญมากๆ อย่างการคลาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการหัดให้ร่างกายสองด้านทำงานประสานกันได้อย่างดี และ เป็นช่วงเวลาที่ต้องปล่อยให้เด็กได้ฝึกฝนเรียนรู้ให้นานที่สุด โดยไม่ใช้อุปกรณ์อื่นๆ เข้ามาแทรกแซง อย่างเช่น เครื่องช่วยหัดเดิน เก้าอี้นั่ง, bouncer หรือแม้แต่การใช้สองมือจับให้ลูกเดิน ซึ่งเป็นการทำให้เด็กอยู่ในท่าที่ร่างกายไม่พร้อม และไม่ได้ฝึกการใช้ร่างกายตามธรรมชาติ

 

มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า เด็กที่ไม่ได้หัดคลาน จะมีปัญหาในการใช้มือ เช่น จับดินสอไม่ถนัดจึงทำให้เขียนหนังสือไม่เก่ง หรือลายมือไม่สวย และมีปัญหาด้านพัฒนาการอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

 

เมื่อเด็กเริ่มนั่งได้เอง ก็จะเริ่มมีมือที่ว่าง สามารถส่งของไปมาระหว่างกันได้ เมื่อเริ่มใช้มือได้เก่ง คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถหากิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนการข้ามเส้นกลางตัวที่สนุกสนานสำหรับลูกๆ ได้ อย่างเช่น เป่าลูกโป่งฟองสบู่ให้เด็กได้เอื้อมมือข้ามไปแตะ กลิ้งลูกบอลให้ไปข้างใดข้างหนึ่งที่เด็กต้องเอื้อมไปรับ ให้ละเลงสีหรือโฟมโกนหนวดที่กระเบื้องผนังห้องน้ำ เปิดเพลงแล้วให้เต้นตามโดยแกว่งแขนเตะขาไปในด้านตรงกันข้าม เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะได้ผลที่สุดก็ต่อเมื่อเด็กยังอายุไม่เกิน 6 ปี และถ้าทำด้วยความเพลิดเพลิน ไม่เครียด เหมือนเป็นการเล่นสนุกกันมากกว่า ก็จะยิ่งทำให้ลูกน้อยเรียนรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้นถึงแม้บางครั้งทักษะบางอย่างอาจจะต้องอาศัยการฝึกฝนและทำให้ลูกน้อยหงุดหงิดไปบ้าง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่อดทนและคอยเป็นกำลังใจให้โดยไม่ผลักดันลูกจนเกินไป ลูกก็จะผ่านพ้นแต่ละช่วงของพัฒนาการไปได้อย่างเป็นธรรมชาติและเติบโตขึ้นอย่างคนที่ทั้งร่างกายและจิตใจมีความสอดคล้องสมดุลจะมีอะไรดีไปกว่าได้เห็นลูกน้อยยิ้มแย้มร่าเริงและมีความเชื่อมั่นในตนเอง จริงไหมล่ะคะ

 

 1 ฝรั่งเรียกเส้นสมมติกึ่งกลางลำตัวที่ลากจากกระหม่อมลงไปถึงก้นกบ แบ่งร่างกายออกเป็นซีกซ้ายและซีกขวาว่า Midline

 

2 ถ้าเด็กไม่ได้หัดข้ามเส้นมิดไลน์ เช่น ยังใช้มือข้างซ้ายสำหรับเขียนหนังสือ พอถึงมือขวาก็ย้ายปากกาไปอีกด้านแล้วใช้มือขวาเขียนต่อ จะมีปัญหาด้านพัฒนาการอื่นๆ ตามมาอีกมาก

 

3 การคลาน เป็นจุดเริ่มต้นของการหัดให้ร่างกายสองด้านทำงานประสานกันได้อย่างดี และ เป็นช่วงเวลาที่ต้องปล่อยให้เด็กได้ฝึกฝนเรียนรู้ให้นานที่สุด โดยไม่ใช้อุปกรณ์อื่นๆ เข้ามาแทรกแซง

 

 

เรื่อง : สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท
ภาพ : Shutterstock

Tags