น้องข้าวปั้น

[เด็กเก่ง] น้องข้าวปั้นหนูน้อยนักตีกลอง วัย 8 ขวบ

น้องข้าวปั้น หลานชายตัวน้อย ชอบเล่นตีกลองเชิดสิงห์โต เพราะได้เฝ้ามองคุณปู่เล่นเพลงจากขลุ่ยจีน จุดประกายให้เขาชอบดนตรี และได้ของขวัญวันเกิดชิ้นแรกเป็น “กลองชุด” จากคุณปุ่ คุณย่า ปรากฏว่าเด็กชายสนุกกับมันได้ดีเสียยิ่งกว่าเป็นของเล่นธรรมดาชิ้นหนึ่ง

“น้องข้าวปั้น”  ด.ช. จิรันธนิน พิสิฐภิญโญกุล  หนูน้อยนักตีกลอง วัย 8 ขวบ

มือกลองอัจฉริยะ
มือกลองอัจฉริยะ

“ผมฝึกตีกลองตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ตอนแรกครูเขาก็จะไม่ให้ผมเรียนแล้ว ครูบอกว่าผมยังเด็กเกินไป” เด็กชายวัย 8 ขวบเล่า “แต่เขาก็ให้โอกาสได้ลองตีดูก่อนว่าขาถึงไหม ขาผมถึง เขาก็เลยสอน ผมจำไม่ได้ว่าไปเรียนกี่ครั้ง กี่ชั่วโมง ตอนนั้นยังเด็กมากกก” น้องข้าวปั้น – ด.ช. จิรันธนิน. พิสิฐภิญโญกุล ชาวพิจิตร เติบโตสู่วัยประถมปีที่ 3 แล้ว “ถ้าตอนนี้ให้เลือกเล่นสักเพลงหนึ่ง ผมจะตีกลองเพลงแดนเนรมิตของบิ๊กแอสให้พี่ฟัง ผมชอบเพลงนี้ที่สุด”

ครั้งก่อนที่เจอกัน เขาคือเด็กอนุบาลที่ตีกลองชุดโชว์บนเวที จากการประกวดชนะเลิศ Kid Talent จนผู้ร่วมงาน AMARIN Baby & Kids Fair ที่ก้มหน้าช้อปปิ้งอยู่ ต้องเงยขึ้นหาต้นเสียงเพลงไทยสากลเพราะคิดว่ามีนักดนตรีอาชีพกำลังเล่นคอนเสิร์ตอยู่ หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อไปแสดงโชว์อีกหลายงาน

เมื่อถามว่าคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยผลักดันพรสวรรค์ของเขาอย่างไร ข้าวปั้นตอบว่า “คุณพ่อซื้อเครื่องเสียง ชุดกลองให้ และตอนนี้ให้ครูมาสอนที่บ้านเรียนสัปดาห์ละครึ่งวัน จากที่เมื่อก่อนคุณแม่ต้องขับรถ 1 ชั่วโมง พาไปเรียนที่พิษณุโลก คุณแม่เหนื่อยน้อยลง” ส่วนด้านวิชาการ ข้าวปั้นคิดว่าตัวเองเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง เพราะชอบลุกเดินในชั้นเรียน แต่เขาก็ชอบวิชาคณิตศาสตร์มากที่สุด ในด้านทักษะทางดนตรีนั้น คุณแม่กล่าวว่า “ข้าวปั้นอายุยังน้อย ยังไม่ได้คิดว่าต้องไปประกวดแข่งกับใคร เพราะเวทีประกวดส่วนมากกำหนดอายุ รุ่น เอาไว้ อยากให้เขาได้เล่น และเรียนรู้ไปในทางที่เขาชอบ เราจะคอยสนับสนุนจากสิ่งที่เขาเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ”

“อนาคตอยากเป็นนักดนตรี มีวงได้ออกเทปไหมจ้ะ?”

“ไม่รู้เหมือนกันครับ” (หัวเราะเขินๆ)

            ถ้าคุณซื้อของเล่นเสริมทักษะให้ลูกสักชิ้น แล้วปรากฎว่าลูกเล่นมันได้ดีเหลือเชื่อ ก็ควรจะผลักดันให้สุดทางอย่างครอบครัวของน้องข้าวปั้นนะคะ

 

ทักษะดนตรี

“น้องข้าวปั้น”  ด.ช. จิรันธนิน พิสิฐภิญโญกุล  หนูน้อยนักตีกลอง วัย 8 ขวบ

กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลวชิร อำเภอเมืองพิจิตร
ชนะการประกวด Kids Talent ตีกลองชุด ประเภทเด็กเล็ก
ในงานอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์แฟร์ครั้งที่ 1 ปี 2556

สัมภาษณ์และเรียบเรียง : สีวิกา ฉายาวรเดช
ภาพ : คุณแม่ จิตสุภา พิสิฐภิญโญกุล

น้องอู๋

[เด็กเก่ง ฉลาด ดี และมีสุข] น้องอู๋ แชมป์สแต็คชิงแชมป์โลกปี 2015

วันที่ได้พบ น้องอู๋-ด.ช.ปัณณวิชญ์ เฉลิมเลิศปัญญาเป็นครั้งแรกนั้น น้องอู๋ ในวัย 9 ขวบดูทะมัดทะแมงอยู่ในชุดนักกีฬาที่ใส่ตอนที่ไปแข่งขันกีฬาสแต็คชิงแชมป์โลกปี 2015 ไกลถึงที่ประเทศแคนาดา แถมได้แชมป์กลับมาเสียด้วย!

น้องอู๋ แชมป์โลก สแต็ค
น้องอู๋ แชมป์โลก สแต็ค

“ผมรู้จักกับสแต็คจากที่โรงเรียนตอนอยู่ประถม 1 เทอม 2 เห็นเพื่อนๆ พี่ๆ เล่นกันอยู่ใต้อาคารหลังเลิกเรียน ก็เลยไปลองเล่นบ้างแล้วรู้สึกติดใจครับ” น้องอู๋ยิ้มและเล่าให้ฟังว่ารู้จักกับกีฬา “สแต็ค” ได้อย่างไร กีฬาสแต็คเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความเร็ว การประสานงานกันระหว่าง มือ ตา และสมอง เพื่อสั่งการให้เราเรียงแก้วและเก็บแก้วตามรูปแบบที่กำหนดให้ได้เร็วที่สุดซึ่งมีวิธีการเรียง 3แบบได้แก่แบบ3-3-3แบบ3-6-3 และแบบCycle

คุณแม่นุชบอกกับเราว่า “คุณแม่จะไปรับน้องอู๋ช้าเป็นประจำ จึงให้เขาอยู่ทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน เราจะเปลี่ยนกิจกรรมให้เขาทำทุกเทอมเพื่อให้เขาได้ลองสิ่งใหม่ๆ แต่ปรากฏว่าเขาไม่ทิ้งการเล่นสแต็ค”

“ความสนุกของสแต็คคือตอนที่เราเรียงแก้วแล้วไม่ล้ม และทำเวลาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ” น้องอู๋บอกเหตุผลที่ทำให้เล่นสแต็คมาตลอดทั้งที่เล่นกีฬาอื่นไปด้วย สิ่งที่ท้าทายของกีฬาสแต็คคือ แม้จะเล่นง่าย แต่เด็กๆ จะอยากเล่นต่อไปไหมเมื่อมีความกดดันเรื่องเวลาในการแข่งขัน

ฝีมือการเล่นสแต็คของน้องอู๋พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสแต็คชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2557 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และได้รางวัลเหรียญทองกลับมา! การแข่งขันชิงแชมป์โลกในปีนี้น้องอู๋ก็กวาดเหรียญทองมาได้ถึง 5 เหรียญ ได้แชมป์ประเภทคู่อันดับ 2 ของโลกแถมยังเป็นนักกีฬาอายุน้อยที่สุดของทีมไทยด้วย เล็กพริกขี้หนูของแท้! เมื่อถามว่าเครียดไหมที่อายุน้อยที่สุด น้องอู๋ตอบตรงๆ ว่า “เครียดครับ”

แชมป์โลก สแต็ค
น้องอู๋ แชมป์โลก สแต็ค

“บางครั้งน้องอู๋จะบอกคุณแม่ว่า ใจเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาข้างนอกเลย เวลาแข่งเขาก็เครียด ขนาดคุณแม่บ้างครั้งยังไม่อยากดูเพราะลุ้นไปกับเขาด้วย” คุณแม่นุชเล่าถึงบรรยากาศตอนแข่ง แล้วทำอย่างไรจึงจะหายตื่นเต้นล่ะ น้องอู๋ตอบว่า “สูดหายใจเข้าลึกๆ ครับ”

น้องอู๋บอกกับเราว่า “กีฬาสแต็คนอกจากสนุกแล้วผมรู้สึกว่าทำให้สมาธิดีขึ้น เรียนได้ดีขึ้นด้วยครับ”คุณแม่นุชบอกอีกว่า “หลังจากเล่นสแต็คเป็นประจำ สังเกตได้ว่าน้องอู๋มีความจำดีขึ้น บางอย่างที่เคยสอนให้ พอมาทบทวนก่อนสอบก็ใช้เวลาไม่นานเท่าเดิม และมีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น นั่งนิ่งได้นานขึ้น” ประโยคสุดท้ายของคุณแม่เจือเสียงหัวเราะ เพราะน้องอู๋เป็นเด็กชอบเคลื่อนไหว คุณแม่จึงส่งเสริมให้เล่นกีฬาตั้งแต่ยังเล็กเมื่อถามถึงแนวทางในการสนับสนุนลูกชาย คุณแม่นุชบอกว่า “คุณพ่อคุณแม่จะคอยแอบมองเวลาเขาทำกิจกรรม อยากให้เขาลองทำหลายๆ อย่าง ต้องให้เวลาเขา เมื่อรู้ว่าเขาสนใจอะไร ก็สนับสนุนเขาเต็มที่เท่าที่จะทำได้”

น้องอู๋พยักหน้าอย่างมั่นใจเมื่อถามว่าจะกวาดแชมป์โลกมาอีกไหมในการแข่งปีหน้า แล้วน้องอู๋คิดจะเล่นสแต็คไปจนถึงเมื่อไรกัน น้องอู๋ยิ้ม “คงจะเล่นไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากไปแข่งระดับโลกทุกปีเลยครับ”

ประโยชน์กีฬาสแต็ค

“น้องอู๋” ด.ช.ปัณณวิชญ์ เฉลิมเลิศปัญญา วัย 9 ขวบ

สัมภาษณ์และเรียบเรียง พอแก้ว รักษ์เธียรมงคล ภาพ ครอบครัวเฉลิมเลิศปัญญา

Tags

โรงเรียนเร่งเรียน

โรงเรียนเร่งอ่านเขียน แต่พ่อแม่ไม่ต้องการ ทำอย่างไร?

โรงเรียนเร่งเรียน ทั้งที่เด็กน้อยเพิ่งเข้าแค่เตรียมอนุบาล จะมีผลอะไรกับลูกไหม พ่อแม่ไม่ต้องการแบบนั้น แต่เลือกโรงเรียนเพราะใกล้บ้าน ไม่เสียเวลารับส่งลูกนาน ไปดูคำถามจากคุณแม่ทางบ้านกันค่ะ

Q: สงสัยว่าถ้าพ่อแม่ไม่ได้ไปทางเดียวกับโรงเรียน จะมีผลอะไรกับลูกหรือไม่

เราส่งลูกเรียนโรงเรียนแนววิชาการ เร่งเขียนอ่าน ด้วยเหตุผลว่าใกล้บ้านและปลอดภัย แต่เราไม่ต้องการเร่งลูก อยากให้เขาค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าด้วยซ้ำ ลูกทำการบ้านผิด เราไม่เซ้าซี้ให้แก้ไข การท่องการฝึกอะไรที่ดูว่ามากหรือเกินวัยไป ก็ให้เขาทำเท่าที่ได้ ลูกเพิ่งครบ 3 ขวบ เรียนเตรียมอนุบาลค่ะ

โรงเรียนเน้นวิชาการ
โรงเรียนเร่งเรียน เร่งอ่านเขียน ก่อนวัย

ถ้าโรงเรียนยังมุ่งเน้นวิชาการในเด็ก 3 ขวบ ก็ไม่ควรไปทางเดียวกับโรงเรียน เป็นโรงเรียนที่ควรปรับตัวเด็ก 0-5 ขวบ จะอย่างไรคุณแม่คุณพ่อเป็นนางเอกและพระเอก ที่ลูกจะดู จะทำตาม จะเลียนแบบอยู่เสมอ อย่าว่าแต่โรงเรียน ปู่ย่าตายายก็มิได้สำคัญไปกว่าพ่อแม่

เด็ก 0-5 ขวบยังมีภารกิจที่สำคัญกว่าการเรียนที่ต้องทำคือการสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับแม่พ่อ สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นจะสร้างตัวตนที่แข็งแรงให้แก่เขา เขาต้องใช้ตัวตนที่สร้างขึ้นในช่วง 3-5 ขวบนี้ไปตลอดชีวิตที่เหลือ

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

ตัวตนมิได้สร้างด้วยการเรียนหนังสือ แต่สร้างด้วยการอุ้ม กอด เล่น อ่านหนังสือก่อนนอน ฯลฯ นั่นคือแม่และพ่อมีปฏิสัมพันธ์กับเขามากที่สุดในแต่ละวันซึ่งมีเวลาเหลือช่างน้อยนิด ทำการบ้านอาจจะได้วิชาการแต่ตัวตนไม่สมบูรณ์พูดง่ายๆ ว่าระยะสั้นนั้นดูดี แต่ระยะยาวไม่ได้เรื่องเท่าไร ผมอายุมากพอที่จะเห็นตอนจบของเด็กๆ ที่เลี้ยงผิดวิธีจำนวนมากจนพูดได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ โรงเรียนเร่งอ่านเขียน แต่พ่อแม่ไม่ต้องการ ทำอย่างไร? คลิกหน้า 2

น้องเบส

[เด็กเก่ง ฉลาด ดี และมีสุข] น้องเบส เด็กชายผู้ใฝ่รู้เรื่อง “พระพุทธศาสนา”

เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศแฟนพันธุ์แท้ ตอนศิษยานุศิษย์…พุทธทาสภิกขุ พ.ศ. 2555 และเจ้าของรางวัลสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ตอนทศชาติชาดก พ.ศ. 2556 ตอนนี้ น้องเบส อายุ 12 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสฤษดิเดช จังหวัดจันทบุรี และเพิ่งได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการแข่งขันตอบปัญหาธรรมะ ระดับประเทศ มาสดๆร้อนๆ

อะไรทำให้เด็กชายคนนี้ เลือกที่ศึกษาพระธรรมคำสอน แทนการออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆในวัยเดียวกัน อะไรทำให้เขาฝักใฝ่ในเรื่องธรรมะ จนถึงขั้นคว้ารางวัลมาครองมากมาย เรียลพาเรนติ้งจะมาพูดคุยกับน้องเบสและคุณแม่กันค่ะ

“ผมรู้ตัวตั้งแต่อายุประมาณ 4 ขวบ ว่าชอบเรื่องธรรมะ ที่ชอบเพราะว่าเห็นหนังสือการ์ตูนพุทธประวัติ ในร้านหนังสือ และเห็นว่ามันแปลกตากว่าหนังสือการ์ตูนทั่วไป ก็เลยเกิดความสนใจ จึงขอให้คุณแม่ซื้อให้ บวกกับตอนนั้นก็มีหนังการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าออกมาพอดี พอได้ดูก็ยิ่งสนใจใหญ่ เลยศึกษาเรื่อยมาครับ”

นั่นคือจุดเริ่มต้นความชอบของน้องเบส แต่ในทางกลับกันความสนใจของน้องเบสในครั้งนี้กลับสร้างความรู้สึกกังวลใจให้แก่คุณแม่ไม่น้อย “ตั้งแต่เขาเล็กๆเขาก็เป็นเด็กที่ไม่เหมือนคนอื่น เด็กคนอื่นวิ่งหาแต่ของเล่น แต่ลูกเราวิ่งไปหาแต่หนังสือ และหนังสือที่เขาหาก็เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอน ประวัติพระพุทธเจ้า ประวัติเกจิอาจารย์ ตอนนั้นเขายังอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ แม่ก็รู้สึกแปลกใจ จนถึงขั้นเครียดเหมือนกันนะ ทำไมลูกเราไม่เหมือนเด็กคนอื่น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเห็นว่าสิ่งที่ลูกสนใจมันเป็นเรื่องที่ดี เราก็ยอมรับและสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ อยากได้หนังสือเราก็ซื้อให้ อยากได้ซีดีเราก็ซื้อถ้าราคาไม่แพงจนเกินไป จนถึงทุกวันนี้ลูกเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยน จากที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพุทธศาสนา เราก็สนใจมากขึ้น”

เมื่อได้รับแรงสนับสนุนจากทางบ้านน้องเบสจึงใช้เวลาว่างศึกษาเรื่องธรรมะด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งจากหนังสือ ซีดีสารคดีชีวประวัติของพระอริยสงฆ์ จนไปถึงการสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ผู้ใหญ่ “ผมเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์บุญธรรม สุทธิญาโณ วัดเขาแจงเบง จังหวัดจันทบุรี และพระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) วัดสุทัศนเทพวราราม ครับ ถ้ามีโอกาสผมก็จะไปสนทนาธรรมกับท่านเสมอ”

สิ่งสำคัญที่น้องเบสได้จากการศึกษาธรรมะมาโดยตลอด คือการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง “ผมชอบคติสอนใจในหนังสือเรื่องพระมหาชนกมาก ผมจึงนำเรื่องความเพียรมาใช้ในชีวิตจริง อีกอย่างธรรมะสอนให้เรามีสติ มีสมาธิในการใช้ชีวิต และการเรียนมากขึ้นครับ

สุดท้ายเราถามคุณแม่ว่าคาดหวังอะไรในตัวลูกชายคนนี้บ้าง คำตอบของคุณแม่สั้นง่ายแต่กินใจน่าดู “ไม่ต้องเป็นคนเก่งแต่ขอให้เป็นคนดี อยู่ในสังคมให้ได้และอยู่อย่างมีความสุข เท่านี้แหละค่ะสิ่งที่แม่ต้องการ”

 

น้องเบส แฟนพันธุ์แท้ทศชาติชาดก

“น้องเบส” ด.ช.ณัฐวัตร ครองชนม์ วัย 12 ปี และคุณแม่อรุณพร ครองชนม์

 

สัมภาษณ์และเรียบเรียง นันทวรรณ์ ภู่ศรี

ภาพประกอบ นิตยสาร Secret ฉบับ มกราคม 2557 คอลัมน์ feature

Tags

ประชากรโลกกว่า 2.3 ล้านคน กดไลค์ต้อนรับลูกสาว มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก

ฮือฮากันทั้งโลก เมื่อเด็กหญิงแม็กซ์ ลูกคนแรกของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook ได้ลืมตาดูโลก และมาร์คเผยภาพลูกสาวพร้อมกับภรรยาพริสซิล่า ชาน บนหน้าวอลล์ของเขาเอง พร้อมกับบันทึกสุดน่ารัก ที่มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ได้เขียนถึงลูกสาว

 

แม็กซ์ที่รัก

แม่กับพ่อ ไม่รู้ว่าจะอธิบายเป็นคำพูดอย่างไรเมื่อนึกถึงสิ่งที่ลูกจะมอบให้เราได้ในอนาคต หนูเป็นสมาชิกใหม่ที่เข้ามาเติมเต็ม และพวกเราหวังว่าลูกจะเติบโตมามีสุขภาพดีและมีความสุขจากสิ่งที่ลูกจะได้พบบนโลกใบนี้
ลูกคือเหตุผลที่สะท้อนให้เห็นว่าทำไมพวกเราต้องอยู่ในโลกนี้ เหมือนกับพ่อแม่คนอื่นที่ต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นมาบนโลกที่ดีกว่าที่พวกเขาดำรงอยู่ในทุกๆ วัน

02

 

5 เหตุผลที่คนไทยตื่นเต้นกับข่าวนี้
1) ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และคนไทยใช้เฟซบุ๊กกันเกิน 35 ล้าน Account แล้ว
2) คริส ค็อกซ์ เพื่อนสนิทของมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก แต่งงานกับสาวไทย และมาร์คเองก็เคยมาร่วมงานแต่งงานที่จัดขึ้นที่ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ เมื่อปี 2553 ซึ่งเพื่อนสนิทคนนี้เป็นรองประธานเฟซบุ๊กด้วย
3) พริสซิล่า ชาน ภรรยาของมาร์ค มีเชื้อสายเอเชีย ซึ่งคนไทยก็พลอยเป็นปลื้มกับเรื่องนี้ด้วย
4) ประเทศไทยมียอดผู้ใช้ Facebook โดยมีอัตราการเติบโต 34.62% เป็นอันดับ 5 ของอาเซียน
5) คนไทยรักเด็ก แม้จะไม่มีตัวเลขทางสถิติจากหน่วยงานใดออกมายืนยัน แต่ถ้าคุณเผลอกดเข้ามาอ่านข่าวนี้แล้วล่ะก็ ถือว่าคุณเป็นหนึ่งคนที่หลงรักหนูแม็กซ์เข้าแล้วจ้า

 

ทันทีที่เกิดมาได้ไม่นาน ก็มีคนเข้าไปแสดงความยินดี กดไลค์ให้กับภาพหนูแม็กซ์ 2,309,440 คน ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนมากกว่านี้ และยอดแชร์กว่า 30,000 ครั้งแล้ว

01

 เพื่อนฝูงร่วมแสดงความยินดีกับหลานที่กำลังจะคลอด

ภาพจากเว็บไซต์ starkiddo.com
ภาพจากเว็บไซต์ starkiddo.com

 

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กกับพริสซิล่า ชาน แต่งงานกัน และเปลี่ยนสถานะเฟซบุ๊กเป็นแต่งงานเมื่อปี 19 พ.ค. ปี 2012 ทั้งคู่พบรักกันหลังจากที่มาร์คประกาศหาเพื่อนร่วมทีม Facebook โดยเริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนของเขา

ภาพจากเว็บไซต์ latime.com
ภาพจากเว็บไซต์ latime.com

พริสซิล่า ชาน จบการศึกษาทางด้านชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และศึกษาต่อทางด้านการแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยเเคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก

ชีวประวัติของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ได้ถูกเผยแพร่ในหนังสือหลายเล่ม และถูกนำไปทำภาพยนตร์ เรื่อง The Social Network แสดงให้เห็นถึงความคิดและการพัฒนาระบบ Facebook ก่อนมาเป็นโซเชี่ยลมีเดียยอดฮิตที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ ใครสนใจลองติดตามหามาชมได้นะคะ^^

Tags

“น้องข้าวสวย” วัย 6 ขวบ หนูน้อยนักเล่านิทาน

หนูน้อยนักเล่า มีความมั่นใจเป็นเคล็ดลับ

 

           แม้เป็นเด็กตัวเล็กอายุเพียง 6 ขวบ แต่น้องข้าวสวยหรือเด็กหญิงบุญฑริกา ธนวุฒิ มีความมั่นใจเกินร้อย เรื่องขึ้นเวทีใหญ่โซโล่เดี่ยวเล่านิทานคนเดียว ไม่ต้องมีนักแสดงหรือเพลงประกอบก็ทำมาแล้ว แถมยังมีดีกรีแชมป์เล่านิทานระดับประเทศ เรียกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ อะไรทำให้เด็กตัวเล็กมีความกล้าแสดงออกขนาดนี้นะ

“หนูชอบอ่านนิทานมาก เพราะนิทานสอนให้ทำความดีและมีความสนุกสนานค่ะ” น้องข้าวสวยตอบเสียงดังฟังชัด แม้ทีมงานจะได้ยินเพียงเสียงใสๆ ผ่านโทรศัพท์ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสดใสของสาวน้อยคนนี้

129-k-2              คุณครูปวริศา ศรีธุวานนท์ คุณครูประจำชั้นของน้องข้าวสวยเมื่อครั้งยังเรียนชั้นอนุบาลเล่าให้ฟังว่า เห็นน้องข้าวสวยอ่านหนังสือนิทานเวลาว่างเป็นประจำ อีกทั้งน้องข้าวสวยยังมีความเป็นผู้นำ มีความมั่นใจ และมีความน่ารักสดใสโดดเด่น จึงได้ลองฝึกซ้อมน้องข้าวสวยให้เล่านิทาน ปรากฏว่าน้องข้าวสวยมีความจำเป็นเลิศอีกต่างหาก

เมื่อถามถึงความตื่นเต้นกดดันเมื่อต้องขึ้นเวทีประกวดเล่านิทานบนเวทีใหญ่ระดับประเทศ น้องข้าวสวยก็ตอบชัดเจนว่า “ไม่ตื่นเต้นเลย เพราะหนูมั่นใจค่ะ” น้องข้าวสวยเล่าให้เราฟังว่าชอบอ่านนิทานทุกเรื่อง แต่ที่ชอบมากที่สุดคือนิทานเรื่อง “กุ๊งกิ๊งตัวมอม” ส่วนอาชีพในฝันแต่ก่อนเคยอยากเป็นคุณหมอ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว “โตขึ้นหนูอยากเป็นทหาร เพราะหนูอยากรับใช้ชาติค่ะ” มีความกล้าหาญแบบนี้โตขึ้นน้องข้าวสวยต้องเป็นทหารหญิงที่เก่งและน่ารักมากๆ แน่เลย

ปัจจุบันน้องข้าวสวยขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แล้ว เป็นเด็กเรียนดีมีความสามารถจนทางโรงเรียนพิจารณาให้ทุนการศึกษาจนกว่าน้องข้าวสวยจะเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูประจำชั้นคนปัจจุบันหรือครูตุ๊กบอกเล่าพัฒนาการของน้องข้าวสวยว่า ยังคงความน่ารักและร่าเริงแจ่มใสไม่เปลี่ยน สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นตามวัยคือความรับผิดชอบและความสนใจด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งหากมีการประกวดเล่านิทานอีกครูตุ๊กวางแผนต่อยอดให้น้องข้าวสวยประกวดเล่านิทานเป็นภาษาอังกฤษด้วย

น้องข้าวสวยทั้งน่ารัก มีความมั่นใจ และมีความสามารถ ทีมงานเรียลพาเรนติ้งเชื่อว่าน้องข้าวสวยทำได้แน่นอนค่ะ

129-k-4

“น้องข้าวสวย” ด.ญ.บุญฑริกา ธนวุฒิ วัย 6 ขวบ

สัมภาษณ์และเรียบเรียง : กอบพร ถิรเจริญสกุล

Tags

“น้องเจ้าอาย” อัจฉริยะหรือเปล่าไม่รู้ แต่หนูมีความสุข

คำถามที่ผมได้รับเสมอ หลากหลายรูปประโยคแต่ใจความเดียวกันคือ ..ครูนัทเลี้ยงลูกยังไงถึงได้เก่งขนาดนี้ ?..

 

ที่มาของคำถามนี้เห็นจะเป็นเพราะเจ้าอาย ลูกสาวผมเธอดูเป็นเด็กเรียนเก่งในสายตาใครๆ เกรดเฉลี่ยของทุกปีอยู่ประมาณ 3.88 โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษได้เกรด 4 ตลอดด้วยคะแนนระหว่าง 90-100 คะแนนทุกเทอม ตอนป.6 สอบ o-net ได้คะแนนภาษาอังกฤษเต็ม 100 คะแนน และเมื่อกลางปีนี้เธอก็สอบภาษาอังกฤษด้วยข้อสอบมาตรฐานการศึกษาอเมริกันในการสอบขอรับทุนไปเรียนที่อเมริกาฯหรือแคนาดา 1 ปี โดยที่คะแนนเต็ม 500 เธอทำได้เกือบสี่ร้อย มีสิทธิ์เลือกไปได้ทั้งอเมริกาและแคนาดาเพราะคะแนนเกินเกณฑ์ภาษาจีนที่เธอกำลังเรียนก็ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เรียกว่าเธอมีทักษะทางภาษาที่ดีมาก

อีกอย่างหนึ่ง เธอเป็นเด็กที่มีทักษะทางศิลปะในระดับดีไม่แพ้ภาษา ชอบและฝึกฝนการเขียนรูปทั้งบนกระดาษและในคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เล็ก เธอมาบอกผมตั้งแต่ประมาณป. 4 ว่า เธอจะเป็นนักทำอนิเมชั่น และจากนั้นเธอก็ยืนยันจุดหมายนี้ของเธอเรื่อยมา (ทักษะในด้านนี้ของเธอแอบถูกใจพ่อซึ่งเรียนสายศิลปะอย่างผมมากมาย)

129-j-2

            คำถามเดิม ..ครูนัทเลี้ยงลูกยังไงถึงเก่งขนาดนี้ ?.. เชื่อไหมถ้าผมจะตอบว่า ..เลี้ยงให้เขามีความสุข..

ผมใช้วิธีนี้จริงๆ ไม่ได้จะตอบให้มันฟังเป็นสำนวนเลื่อนลอยชวนฝันหรือแค่ให้ภาษาสวยๆอะไรเลย

ผมใชัวิธีที่เดี๋ยวนี้เขาเรียกกันให้เกร่อว่า child center นั่นล่ะ ตั้งแต่เขาเล็กๆแล้ว ผมจะเฝ้าคอยเล่นกับเขา คอยดูว่าเขาชอบเล่นอะไรแล้วก็ส่งเสริมจนกว่าเขาจะเบื่อไปเล่นอย่างอื่นผมก็เล่นกับเขาไป แรกๆอาจจะดูเหมือนเด็กจับจด เล่นอะไรไม่ทนสักอย่าง แต่พอถึงจุดหนึ่ง จะมีพฤติกรรมหรือความชอบเฉพาะตัวบางอย่างปรากฏออกมาให้เห็น อย่างของลูกสาวผม พอถึงวันหนึ่ง ความชอบเรื่องภาษาเรื่องศิลปะของเขาก็ค่อยๆชัดเจนขึ้น พอถึงตรงนั้นเราก็ค่อยๆสอนเขาเรื่องนั้นเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ ข้อสำคัญคือต้องให้เขาทำแล้วมีความสุข เจ้าอายเลยสนุกกับการวาด การฟังภาษาต่างประเทศในการ์ตูนมาเรื่อยๆ

ในส่วนของตัวลูกเองนั้น เขาก็ไม่เคยคิดว่าฉันจะต้องสอบได้เกรดสี่ ฉันจะต้องเก่งเลิศ แต่เขาเพียงสนุกกับการเรียน สนุกกับการใช้ภาษา สนุกกับการวาดรูป ทั้งภาษาต่างประเทศและศิลปะกลายเป็นงานอดิเรก เป็นการเล่นสนุกของเขา รวมทั้งพ่อแม่เองก็ไม่เคยคาดหวังหรือกดดันเขาว่าว่าเธอต้องทำให้ได้นะ เรื่องนี้ทำให้เขาไม่เบื่อหน่ายต่อการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วไม่ว่าใครก็ตาม ลองได้ฝึกฝนและสนุกกับการทำสิ่งใด สิ่งนั้นก็ย่อมจะออกมาดี

 

บอกตรงๆจากใจเลยว่าการที่เขาเป็นเด็กที่มีความสามารถสูงนั้น แน่นอนว่าทำให้พ่ออย่างผมชื่นใจ แต่การที่เขาเป็นเด็กที่มีความสุขในการเรียนรู้ ในการทำสิ่งที่ชอบ นั่นต่างหากทำให้ผมมีความสุขมากที่สุด

 

129-jaweye

น้องเจ้าอาย เด็กหญิงสิรวี เสวิกุล

เรื่องและภาพ : ชนะ เสวิกุล

Tags

“น้องเจ๋ง” เซียนหมากล้อมวัย 11 ขวบ

น้องเจ๋ง หรือเด็กชายพงษ์เมธ ลูกชายคนโตของครอบครัววิโรจน์ธรรมมีอายุเพียง 11 ขวบเท่านั้น แต่เป็นทั้งนักเรียนที่มีความขยันหมั่นเพียรและเป็นนักกีฬาหมากล้อมที่มีความสามารถไม่ธรรมดา เพราะแม้จะยังเป็นเด็กประถม แต่กลับสามารถสอบวัดระดับได้สูงถึง 2 ดั้ง ซึ่งยากมากทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ อีกทั้งยังชนะการแข่งขันคัดเลือกได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันรายการใหญ่ที่ประเทศจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้มาแล้วถึง 4 ครั้ง เรียกได้ว่าเล็กพริกขี้หนูของจริงเชียวค่ะ

“ตอนแรกผมเห็นพี่ๆ ที่โรงเรียนเล่นหมากล้อมกัน ก็เลยเริ่มสนใจอยากเล่นหมากล้อม คุณพ่อคุณแม่ก็ให้ไปเรียน แต่เรียนได้ไม่นานคุณพ่อก็สร้างชมรมโกะให้ที่บ้านครับ” น้องเจ๋งเริ่มต้นบอกเล่าจุดเริ่มต้นของความรักในกีฬาหมากล้อมและที่มาของชมรมกีฬาหมากล้อม จังหวัดนนทบุรีให้ทีมงานฟัง

แม้ทุกวันนี้น้องเจ๋งจะต้องเตรียมตัวสำหรับสอบเข้าในระดับชั้นมัธยมศึกษา แต่น้องเจ๋งก็ยังสามารถแบ่งเวลาฝึกฝนหมากล้อมได้อย่างต่อเนื่อง อาจเข้าร่วมการแข่งขันน้องลงบ้าง แต่ก็ยังคงเล่นหมากล้อมกับชาวต่างชาติและเรียนกับครูชาวจีนผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ยังส่งบันทึกเกมการเล่นให้นักหมากล้อมมืออาชีพชาวเกาหลีช่วยชี้แนะเพิ่มเติมทุกอาทิตย์อีกด้วย แม้จะฝึกฝนหนักขนาดนี้แต่น้องเจ๋งไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายเลย นั่นเพราะความรักที่น้องเจ๋งมีต่อเกมกีฬาชนิดนี้นั่นเอง

129-maklom-2

“เพราะหมากล้อมเป็นเกมที่มีแต่กระดานเปล่าๆ ให้เราจินตนาการได้ว่าจะวางหมากตรงไหน แล้วเราก็วางหมากตรงไหนก็ได้เพื่อให้ได้พื้นที่มากที่สุด โดยไม่มีทางเดาได้เลยว่าฝ่ายตรงข้ามจะวางหมากตรงไหน หมากล้อมก็เลยให้ความรู้สึกท้าทายและความสนุกครับ แล้วหมากล้อมยังช่วยฝึกสอนเรื่องการจัดลำดับความคิด ฝึกให้เรารู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง ฝึกให้มีสมาธิจดจ่อกับกระดาน แล้วก็ช่วยฝึกจินตนาการในการวางแผนเกมด้วย ทั้งหมดนี้ช่วยให้ผมมีสมาธิและแบ่งเวลาในการเรียนได้ด้วยครับ”

ความชอบของน้องเจ๋งช่วยให้เกิดความกล้าและความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ ปิดเทอมครั้งหน้าน้องเจ๋งจึงขอคุณพ่อคุณแม่ไปฝึกฝนหมากล้อมที่ประเทศเกาหลีใต้ด้วยตัวคนเดียว แม้จะต้องอยู่ต่างแดนตามลำพัง แต่ถ้าเพื่อให้ได้เรียนรู้กับคนเก่งๆ น้องเจ๋งก็ไม่หวั่น เพราะมีความหวังว่าจะสอบขึ้นระดับ 4 ดั้งให้ได้ภายในปีหน้านี้ ทีมงานเรียลพาเรนติ้งก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องเจ๋งด้วยนะคะ

จากใจพ่อแม่

คุณพ่อ : ลูกชอบหมากล้อมก็สร้างบรรยากาศของหมากล้อมให้ลูกด้วยการยกชมรมมาไว้ที่บ้าน หลังจากนั้นก็ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเองให้เต็มที่และซึมซับปรัชญาชีวิตจากการเล่นหมากล้อมมาใช้ในชีวิตประจำวัน

คุณแม่ : ขอเพียงลูกได้ฝึกฝนจิตใจจากการเล่นหมากล้อม ให้เป็นคนดีและมีความเข้มแข็งมั่นคงทางอารมณ์ เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่รอดในสังคมได้ เพียงเท่านี้แม่ก็พอใจแล้ว ส่วนเรื่องรางวัลเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นเอง

 

129-maklom-3

“น้องเจ๋ง” ด.ช.พงษ์เมธ วิโรจน์ธรรม วัย 11 ขวบ

สัมภาษณ์และเรียบเรียง : กอบพร ถิรเจริญสกุล / ภาพ : กัญชนิกา เมืองวงษ์

Tags

น้องเบลล่า เต้นก็เด่น ศิลปะก็ดี

หากพูดถึงเรื่องการเต้นไม่ว่าจะเป็น แจ๊ส บัลเล่ต์ น้องเบลล่าลูกสาวพิธีกรชื่อดัง คุณหนิง – ศรัยฉัตร จีระแเพทย์ เก่งกาจถึงขนาดไปคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นการประกวดเต้นแจ๊สประเภทกลุ่ม อายุต่ำกว่า 9 ขวบ แต่ก่อนจะไปแข่งระดับต่างประเทศนั้น ในประเทศไทยน้องก็แข่งขันชนะเลิศอันดับ 1มาแล้ว จิ๋วแต่แจ๋วจริงๆค่ะ คุณหนิงเล่าว่า

“จากที่มีโอกาสไปประกวดเต้นที่ออสเตรเลีย เห็นเด็กฝรั่งมีท่าเต้นสวย ดูดี เพราะเขามีพื้นฐานยิมนาสติกที่แน่นมาก ซึ่งตอนเด็กๆน้องเบลล่าก็เคยเรียนยิมนาสติก พอโตขึ้นก็เลิกเรียน เน้นการเต้นมากกว่า แต่พอรู้แบบนี้ ทำให้ตัดสินใจกลับมาเรียนยิมนาสติกอีกครั้ง เพื่อช่วยเสริมการเต้นให้ดียิ่งขึ้น”

129-bella-2            ความสุขของน้องเบลล่า คงหนีไม่พ้นสิ่งที่ชอบที่สุด คือ การเต้นแจ๊ส และเป็นสิ่งที่ทำได้ดี เรียนไป ซ้อมไป ถึงจะมีเหนื่อยบ้าง งอแงบ้างตามประสาเด็ก แต่น้องก็รู้หน้าที่ของตัวเองเสมอ

“ทุกอย่างคือความรับผิดชอบ วินัย และความอดทน ยิ่งเต้นเป็นกลุ่มแล้ว ถ้าหากหยุดไปเพียงคนเดียวก็จะทำให้คนอื่นในกลุ่มก็ไปต่อไม่ได้ ทุกอย่างต้องอาศัยทีมเวิร์ค”

น้องเบลล่ายังบอกอีกว่า “นอกจากเต้นแล้ว หนูชอบปั้นแป้งโดว์และศิลปะ ไม่มีวันไหนที่หนูไม่วาดรูป ปกติชอบวาดรูปขนม เพราะสีสันสวย วาดไปเรื่อยๆก็ทำเป็นเมนูอาหารค่ะ” ซึ่งการปั้นแป้งโดว์น้องเบลล่าก็ทำได้ดี จนไปประกวดได้รับรางวัลที่ 1 ของสถาบันปั้นดินแห่งหนึ่งอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการเต้น หรือศิลปะ น้องเบลล่าสามารถทำได้ดีทั้งหมด เพราะความตั้งใจจริงที่มีอยู่ในตัวหนูน้อยคนนี้ แค่ได้นั่งคุยก็รับรู้ได้ถึงความเต็มที่และพลังในตัวอย่างเต็มเปี่ยม…. ก่อนกลับน้องเบลล่ายังบอกอีกว่า

“โตขึ้นหนูอยากเป็นศิลปิน เปิดโรงเรียนสอนศิลปะ และ Art gallery ค่ะ”

129-bella-4

น้องเบลล่า ด.ญ. กุญช์จารี จีระแพทย์ อายุ 8 ขวบ

ช่างภาพ : จักรพงษ์ นุตาลัย, กัญชนิกา เมืองวงษ์ สัมภาษณ์และเรียบเรียง : สุชญา นววัชรนันท

Tags

ทำภาษาให้เป็นเรื่องสนุก กับ น้องณัชชา

ถ้าให้นึกถึงเด็กเก่งทางด้านภาษา คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่นึกถึง “น้องณัชชา” ลูกสาวคนเก่งของคุณพ่อบ๊อบ ณัฐธีร์ โกศลพิสิษฐ์ ที่เคยโด่งดังในรายการ ณัชชาลูกสาวพี่บ๊อบ เป็นรายการสอนภาษาที่ทำให้หลายๆคนติดปากกับประโยค “ดูปากณัชชานะคะ” นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งรายการ คือ Natcha The Explorer ต้องยอมรับว่าน้องณัชชาเป็นเด็กเก่งที่หลายๆครอบครัวอยากส่งเสริมลูกให้เชี่ยวชาญด้านภาษาเหมือนน้องจริงๆค่ะ

ปัจจุบันนี้โลกเราเปิดกว้างมากขึ้น ภาษาถือเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากภาษาไทยแล้วก็ควรให้ลูกได้เรียนรู้ภาษาอื่นด้วย ครอบครัวโกศลพิศิษฐ์ กล่าวไว้ สิ่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้องณัชชากลายเป็นเด็กที่พูดได้ถึง 3 ภาษา ทั้งไทย อังกฤษและจีน เทคนิคที่เกิดผลลัพธ์ยอดเยี่ยมเช่นนี้คงไม่พ้นจากการเล่น และทำภาษาให้เป็นเรื่องสนุก ไม่จำเป็นต้องไปนั่งเรียน แล้ว ท่องจำ

“สำหรับเด็กนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเล่น ไม่ว่าจะวัยไหนก็ชอบเล่น ทุกอย่างผ่านการเรียนรู้จากการเล่นเป็นหลัก แต่ถ้าสอน ก็ต้องสอนให้เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าไม่สนุกและกดดัน อาจค่อยๆซึมซับไปในประโยคพูด เวลาคุยกับเขา ทำให้เป็นปกติและสม่ำเสมอ เขาจะซึมซับและเข้าใจไปเอง” คุณพ่อบ๊อบบอกไว้

น้องณัชชาเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ 1 เดือน สิ่งนี้คงค่อยๆซึมซับเข้าไปในตัวน้องเรื่อยๆ และหากถามว่าน้องณัชชาชอบภาษาไหนที่สุด น้องณัชชารีบตอบว่า…

“ชอบภาษาอังกฤษที่สุดค่ะ ส่วนภาษาไทยชอบเป็นอันดับ 2 และภาษาจีนชอบเป็นอันดับ 3 เพราะ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้เป็นประจำเวลาอยู่บ้าน ใช้พูดกับน้องชาย น้องจะได้เข้าใจเป็นภาษาอังกฤษ อีกอย่างที่โรงเรียนก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นประจำด้วย ส่วนภาษาไทยเป็นอันดับ 2 เพราะไม่ค่อยได้พูดที่โรงเรียน และภาษาจีนเป็นอันดับ 3 เพราะใช้เฉพาะตอนเจอเหล่าซือ ก็มีลืมบ้างนิดหน่อย แต่ก็ทบทวนกับเหล่าซืออยู่เสมอ”

คุณแม่ของน้องณัชชาเล่าเพิ่มเติมว่า “การที่น้องณัชชาพูดได้ถึง 3 ภาษาพร้อมๆกัน เราสามารถสอนได้ตั้งแต่ตอนที่เขายังพูดไม่ได้ เขาจะเข้าใจ และดึงออกมาใช้ได้เองเมื่อถึงเวลา ความแข็งแรงของแต่ละภาษาอาจจะไม่เท่ากัน แต่เรื่องพื้นฐานความเข้าใจ ถือว่าเขาเข้าใจได้ดีทั้งหมด”

นอกจากทั้ง 3 ภาษาแล้ว น้องณัชชาก็ไม่หยุดการเรียนรู้เพียงเท่านี้ มีอีกหนึ่งภาษาที่อยากเรียนรู้เพิ่ม คือ ภาษาฝรั่งเศส น้องณัชชาบอกว่า “โตขึ้นหนูอยากไปเที่ยว ช้อปปิ้งที่ฝรั่งเศส แล้วคุยกับเขารู้เรื่องค่ะ”

แม้น้องณัชชาจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แบ่งเวลาเรียน 5 วัน ทำงานวันเสาร์ 1 วัน วันอาทิตย์พักผ่อน แต่เมื่ออยู่หลังกล้อง น้องณัชชาก็เป็นเด็กหญิงน่ารักๆสดใสตามวัย ชอบเล่น และมีกิจกรรมเหมือนเด็กทั่วๆไป การที่น้องสนุกกับสิ่งที่กำลังทำ น้องไม่ได้คิดว่านี่คือการทำงาน แต่เป็นประสบการณ์มีค่าที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต เลยทำให้มีความอดทน และทำงานได้เหมือนผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ถึงจะมีผู้คนมากมายที่ชื่นชอบในความน่ารัก และฉลาดเกินวัยของน้องณัชชา แต่น้องก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองพิเศษกว่าใคร เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เวลาไปไหนอาจมีคนรู้จักและชื่นชมมากกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย ก็ดีใจ แต่ก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เหมือนที่คุณแม่เคยบอกไว้

ทุกวันนี้น้องณัชชาถือเป็นเด็กเก่งคนหนึ่งที่สังคมไทยยอมรับเพราะความสามารถ จึงทำให้ได้รับโอกาสที่ดี ได้ประสบการณ์ที่หลากหลาย ส่วนเรื่องอนาคตคุณพ่อบ๊อบบอกว่าต้องดูต่อไปเรื่อยๆ ให้เขาเลือกเอง อยากทำอะไร ให้เขาลอง เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสกับสิ่งนั้นเยอะๆ ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะทุกวันนี้ก็แฮปปี้แล้ว

 

น้องณัชชา – ด.ญ. ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ อายุ 7 ขวบ

ช่างภาพ : จักรพงษ์ นุตาลัย สัมภาษณ์และเรียบเรียง : สุชญา นววัชรนันท

Tags

“START to be the STAR” at BABY POOL Thailand

ไม่ว่าจะ START ว่ายน้ำที่ BABY POOL สาขาไหน ลูกคุณก็เป็น STAR ได้

เมื่อไหร่เบบี๋จะโตซะที?  เมื่อไหร่ลูกจะช่วยเหลือตัวเองได้?  คำถามตลอดกาลของคุณพ่อคุณแม่  ไม่ใช่เพราะไม่อยากช่วยเค้า แต่อยากเห็นเค้าโตขึ้นไปเป็นเด็กดี  แข็งแรง  เรียนเก่ง  และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ช่วยเหลือตัวเองได้

กิจกรรมหลาหลายของทากรกและเด็กเล็กจึงเกิดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะต่างๆให้เค้าได้พัฒนาเร็วขึ้น  เก่งขึ้น  แข็งแรงขึ้น  ดังที่งานวิจัยมากมายกล่าวไว้ว่า เด็กวัย 0-6ปีเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด  การให้เบบี๋และเด็กเล็กเรียนว่ายน้ำก็เช่นกัน  เป็นคำตอบของการพัฒนาทักษะทางร่างกาย  จิตใจ  และอารมณ์ ของเด็กๆที่ดีที่สุด

1 2

Start เมื่อไหร่ดี?  BABY POOL ในฐานะศูนย์สอนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็กชั้นนำที่มีสาขามากที่สุดและสร้างสรรค์มาตรฐานที่ดีที่สุด  จากประสบการณ์หลายปีของเรา คำตอบคือเมื่อคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวพร้อม  แต่อย่าช้าเกินไปเพราะเด็กเล็กสามารถพัฒนาความกลัวและจดจำมันได้นานกว่าที่เราคิด  และควรเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับทารกอย่างแท้จริง คือสระน้ำอุ่นที่ควบคุมอุณหภูมิ 32-33 องศาเซลเซียส ระบบเกลือเพื่อป้องกันผิวแพ้ง่ายของทารก  และเป็นสระในร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก BABY POOL เน้นการเรียนการสอนแบบ Child Centered คือการพัฒนาทักษะว่ายน้ำด้วยเทคนิคที่ถูกต้องตามวัยที่เหมาะสมของทารกอย่างมีความสุข  โดยทีมครูผู้สอนทั้งไทยและต่างชาติที่มีประสบการณ์ตรงและได้รับประกาศนียบัตรด้านการสอนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็ก (Baby and Toddler Swim Teaching Certificate) จากสถาบันชั้นน้ำในยุโรปและออสเตรเลีย

3 4 5

ดังนั้นมาตรฐานที่ดีที่สุดของ BABY POOL ทั้งในด้านหลักสูตร ครูผู้สอน ความสะอาด ความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบเพื่อทารกและเด็กเล็กอย่างแท้จริงนั้น จะสามารถสร้างสรรค์ให้เด็กๆทุกคนเป็น STAR ได้  ทั้งเป็น STAR ในใจของคุณพ่อคุณแม่  STAR ของครอบครัว STAR ของเพื่อนๆ  และ STAR ของโรงเรียน  จากความมุ่งมั่นของคุณพ่อคุณแม่ในการมาเรียนว่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ เด็กๆจะพัฒนาทักษะการว่ายน้ำได้เร็วกว่าที่เราทุกคนคิดเสียอีก  และจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในที่สุด

อย่าลืมว่าเพื่อ STAR ดวงนี้ คุณพ่อคุณแม่กำลังลงทุนเพื่อทักษะชั่วชีวิตของลูก  และกำลังลงทุนในทักษะการกีฬาประเภทเดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยชีวิตลูกของท่านได้

7

ไม่ว่าจะ Start ที่ BABY POOL สาขาไหน  (สุขุมวิท38  เลียบทางด่วน  ราชพฤกษ์  บางนา  และรังสิต)  มาตรฐานในการสร้าง Star ของ BABY POOL ก็เหมือนกันทั้งหมดค่ะ  พบกับเราได้ที่

www.babypoolthailand.com

www.facebook.com/babypoolthailand

Call Center: 081-933-7030

logo

ลูกชายชอบพูดคำหยาบ

ทำอย่างไรเมื่อ ลูกชายชอบพูดคำหยาบ

แม่สุดกลุ้ม! ลูกชายชอบพูดคำหยาบ ทำอย่างไรถึงจะหาย … อยากรู้ต้องทำอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ!

 

 

สวัสดีค่ะ พี่ ๆ ทีมงาน Amarin Baby and Kids ทุกคน ดิฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษาและขอคำแนะนำกับทีมงานค่ะ ลูกชายชอบพูดคำหยาบ มากเลยค่ะ ยิ่งตั้งแต่ไปโรงเรียนกลับมา สังเกตว่า ลูกชายชอบพูดคำหยาบ เยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพิ่มเติมคือเริ่มดูถูกคนอื่นด้วยค่ะ ลืมบอกไปค่ะ ตอนนี้ลูกชายอยู่ชั้นป.1 แล้วค่ะ ทีมงานมีคำแนะนำอะไรบ้างไหมคะ

นี่คือหนึ่งในคำถามที่ทีมงานของเราได้รับจากคุณแม่ทางบ้าน ถามว่าเป็นเรื่องปกติหรือไม่ที่เด็กผู้ชายจะชอบพูดคำหยาบ … ปกติค่ะ แต่ด้วยไวของลูก อาจจะเร็วเกินไปที่จะพูด ทีนี้เราก็ต้องกลับมามองดูสาเหตุกันว่า เพราะอะไร ทำไมลูกถึงเป็นเช่นนั้น เป็นเพราะลูกเห็น ได้ยิน หรือพยายามลอกเลียนแบบตัวเราเองหรือเปล่า หรือว่าลูกพยายามเรียกร้องความสนใจกันแน่ วันนี้เราจะไปหาคำตอบนั้นพร้อม ๆ กันค่ะ

เพราะ “เรา” คือครอบครัว

ครอบครัวนั้นต้องมีคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปจึงเรียกว่าครอบครัวได้ ครอบครัวเล็ก ๆของแม่นุก มีพ่อนก แม่นุก และมัดหวาย เมื่อใครคนหนึ่งล้มอีก 2 คนย่อมเซไปด้วย เพราะเรามีกัน 3 คน

คุณนกป่วยเป็นโรคปวดศีรษะเรื้อรังมาหลายปีแล้ว ที่ผ่านมาคุณสามีอดทนมาตลอด จนมาปีนี้อาการหนักมากขึ้นกว่าทุกปี บางวันปวดศีรษะจนลุกไม่ได้ เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา พ่อนกไปตรวจที่โรงพยาบาลเกือบทุกเดือน ตรวจสมองและทุกระบบ แต่ก็ยังหาสาเหตุไม่พบ และที่หนักกว่านั้นคือ เวลาที่ แม่นุกไปทำงาน พ่อนกต้องดูแลมัดหวายด้วย ครอบครัวเรายังสรุปเรื่องโรงเรียนของมัดหวายไม่ลงตัว แต่มัดหวายได้ครูส่วนตัวคือพ่อนก ทั้งที่พ่อนกป่วยมากบางวันแทบจะนอนทั้งวัน

ในวันที่แม่นุกไปทำงานคุณครูพ่อนกใช้เวลาช่วงกลางวันกับเด็กหญิงมัดหวาย “พ่อ…หวายจะกินนี้” พ่อนกค่อย ๆลุกขึ้นมา “เดี๋ยวนะลูกพ่อเวียนหน้า” แม้ว่าพ่อนกจะป่วยแต่น้องหวายก็เนื้อตัวแน่นเหมือนเดิม เราสามคนดูแลกันมาตลอด แต่บางครั้งหน้าที่นอกบ้านก็ทำให้แม่นุกไม่สามารถดูแลทุกคนได้เหมือนเดิม คุณนกปวดศีรษะหนักมานานกว่า 1 สัปดาห์ จนทนไม่ไหว สายวันศุกร์คุณนกโทรศัพท์มาบอกว่า “คุณมารับลูกหน่อย ผมจะไปหาหมอ” คนที่อดทนมากอย่างคุณสามี ถ้าเอ่ยว่าจะไปหาหมอแสดงว่าต้องหนักมากจริง ๆ พักเที่ยงวันนั้นแม่นุกไปรับมัดหวายมาอยู่ที่ทำงานด้วย ส่วนคุณนกนั่งรถแท็กซี่ไปหาหมอคนเดียว คุณนกได้แต่พูดว่า “ผมขอโทษนะ” แม่นุกตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอก แม่ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปส่ง เราไม่เคยทิ้งกันแบบนี้เลย”

วันนั้นเป็นวันที่แม่นุกรู้สึกแย่มาก แม่นุกพามัดหวายมาอยู่ในห้องทำงาน และโทรศัพท์ไปถามข่าวพ่อ ปลายสายตอบว่า “หมอให้นอนโรงพยาบาล” นุกบอกว่า “เดี๋ยวเลิกงานแม่รีบตามไปนะ” สักพักใหญ่เสียงโทรศัพท์จากคุณสามีดังขึ้น “ผมอยู่ ICU นะ ช่วยโทร.บอกลูกๆผมกับอากู๋ด้วย ผมอยากเจออากู๋” แม่นุกมือเท้าเย็น คุณนกอาการหนักขนาดนั้นเลยเหรอสามีพูดต่อว่า “คุณรีบมาเร็ว ๆนะ ผมรักคุณนะ” แม่นุกอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ  แต่ก็ทำไม่ได้ และเมื่อไปถึงรพ.ตอนเย็น ภาพที่เห็นใน ICU คือ คุณนกที่เคยกระฉับกระเฉงนอนให้ออกซิเจน ใส่น้ำเกลือ ติดเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หน้าตาอิดโรยอยู่บนเตียง คุณนกพูดคุยได้ปกติ เพียงแต่ตรวจแล้วเห็นว่ามีอาการคล้ายเลือดไปเลี้ยงสมองผิดปกติจึงส่งตรวจ MRI สมอง ซึ่งผลปกติ คุณนกนอน ICU 1 คืน

คืนนั้นเราสองคนแม่ลูกขับรถกลับมานอนที่บ้าน เช้าวันเสาร์พ่อนกย้ายออกมานอนห้องพิเศษอีก 1 คืน แม่นุกกับมัดหวายนอนเฝ้าพ่อนกที่โรงพยาบาล วันรุ่งขึ้นก็ขอกลับบ้านทั้งที่ยังไม่หายสนิท เพราะกลัวว่าแม่นุกจะต้องขาดงาน “พ่อหายแล้ว พ่อถอดสายแล้ว (สายน้ำเกลือ) หวายกอดพ่อได้แล้ว” พยาบาลตัวน้อยบอก

เรื่องโดย : เพียงดาว เสรีสุทธิกูลชัย
ภาพ : shutterstock

Tags

Organic Station @ตลาดถนอมมิตร

ใครว่าอาหารออร์แกนิคหายากและราคาแพง ถ้าคุณได้มาเจอมุมสินค้าออร์แกนิคภายในตลาดถนนมิตร ย่านวัชรพลแห่งนี้แล้ว ความคิดของคุณจะเปลี่ยนไป! ไม่ต้องเดินห้างก็ได้อาหารปลอดภัยกลับไปกินแบบสวยๆ ราคาสบายกระเป๋า

Organic Station เป็นการดำเนินงานของโครงการพัฒนาต้นแบบตลาดทางเลือกฯ เครือข่ายตลาดสีเขียว บริษัทสวนเงินมีมา ร่วมกับตลาดถนอมมิตร วัชรพล เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตจากแปลงเกษตรอินทรีย์สู่เมือง และเพิ่งเปิดสถานีไปสดๆร้อนเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

129-shopping-c-2               สินค้าในบูธ ได้แก่ ผักพื้นบ้านไร้สารพิษ ผัดสลัด ข้าวสาร อาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน สบู่ถั่วเขียว และยาสระผมมะกรูดจากอาศรมวงศ์สนิท ไข่เค็มไข่เป็ดไล่ทุ่งจากไร่ผู้การ นอกจากนี้จะมีผลไม้ออร์แกนิคจากจันทบุรี และน้ำนมถั่วเหลืองอินทรีย์ใส่น้ำตาลไม่ฟอกสี พร้อมวาฟเฟิลกากถั่วเหลืองอินทรีย์สูตรน้ำตาลไม่ฟอกสีไม่ใส่เนยจาก Yellow Hello ส่วนใครอยากได้ผักปลอดสารพิษไปปลูกต่อ ที่นี่ก็มีให้เลือกซื้อเลือกหิ้วกลับบ้านกันด้วย ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.thaigreenmarket.com

            Information

วันเวลา: ทุกวัน เวลา 11.00 น. – 20.00 น.

สถานที่: ลานกิจกรรมใหม่ของตลาดถนอมมิตร วัชรพล โซนพลาซ่า ระหว่างประตู 8 และประตู 9

 

เรื่อง นันทวรรณ์ ภู่ศรี ภาพ กัญชนิกา เมืองวงษ์

 

Tags

ตะลักเกี้ยะ Organic market

ตะลักเกี้ยะ Organic market

            ตลาดนัดออร์แกนิคเล็กๆ ที่จัดทุกวันเสาร์แรกของเดือน บริเวณท่าน้ำสี่พระยา โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้คนเมืองได้เรียนรู้การผลิตอาหารที่สะอาดปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง และไม่เพียงปลูกเองกินเองเท่านั้นแต่ยังสามารถทำให้เกิดเศษฐกิจในชุมชนได้

ถ้าใครอยากเดินนัดเล็กๆ บรรยากาศสบายๆเพราะติดริมแม่น้ำรับรองตลาดนี้ถูกใจแน่ๆ นอกจากจะเดินเพลินแล้วยังมีสินค้าออร์แกนิคจำหน่าย อย่างเช่น สินค้าจากชุมชนในย่านตลาดน้อย ผัก ผลไม้ อาหาร และสินค้าออร์แกนิก/อินทรีย์ จากผู้ผลิตโดยตรง หรืออาหารพร้อมรับประทาน และน้ำเพื่อสุขภาพ ส่วนใครที่ชอบงานแฮนด์เมดสินค้าทำมือมาที่นี่ก็ไม่ผิดหวัง เพราะมีแต่ของน่ารักๆล่อตาล่อใจเต็มไปหมด

นอกจากได้เดินช็อปปิ้งซื้อของกันแล้ว ช่วงบ่ายยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เลือกทำถึง 2 กิจกรรมด้วยกัน นั่นคือ เรียนเพาะต้นอ่อนและเห็ดในพื้นที่จำกัด และเรียนทำกระเป๋าสานจากพลาสติก โดยคุณครูใจดี สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ FACEBOOK ตะลักเกี้ยะ Organic Market

Information

วันเวลา: ทุกวันเสาร์แรกของเดือน เวลา 11.00 น. – 20.00 น.

สถานที่: ท่าเรือข้ามฟากสี่พระยา

129-shopping-b-2

Mom Tip

Q: อยากให้ลูกกินผักทำอย่างไรดี

A: คุณแม่ควรจะฝึกลูกตั้งแต่เล็ก หลัง 6 เดือนลูกสามารถกินอาหารเสริมได้ ก็ควรจะมีผักผสมอยู่ในทุกมื้ออาหาร ที่สำคัญต้องสร้างบรรยากาศในการกิน เช่น มีผักสดกินง่ายๆ อย่างแตงกวา หรือผักลวกอย่างข้าวโพดอ่อน วางอยู่บนโต๊ะอาหารเสมอ ที่สำคัญห้ามบังคับให้ลูกกินเด็ดขาด แต่ตัวพ่อแม่เองต้องกินให้ลูกเห็น หรือจะดัดแปลงในเมนูอาหาร เช่น ข้าวไข่เจียวแทนที่จะใส่หมูสับก็เปลี่ยนเป็นใส่ดอกขจร ดอกแค ข้าวโพดอ่อน เป็นต้น เคล็บลับง่ายๆ แบบนี้ลองเอาไปทำกันดูนะคะ

เรื่อง นันทวรรณ์ ภู่ศรี ภาพ กัญชนิกา เมืองวงษ์

Tags

ตะกร้าปันผัก

            วันนี้เราขอนำเสนอทางเลือกสำหรับคุณแม่หัวใจออร์แกนิค ทางเลือกในการบริโภคปลอดภัยกับการบริการส่งผักออร์แกนิคแบบดิลิเวอร์รี่ จะน่าสนใจแค่ไหน มาติดตามกันค่ะ

            ตะกร้าปันผัก

129-shopping-2                จะดีแค่ไหนถ้าไม่ต้องเสียเวลาออกไปจ่ายตลาดนอกบ้าน แต่ก็มีผักออร์แกนิคสดๆมาวางถึงหน้าบ้าน ด้วยระบบสมาชิก CSA ตะกร้าปันผัก อีกหนึ่งช่องทางของผู้บริโภคที่ต้องการอาหารปลอดภัยและอยากสนับสนุนเกษตรกร โดยที่สมาชิกต้องจ่ายเงินล่วงหน้าตามราคาที่ตกลงกันเป็นราย 3 เดือน 6 เดือนหรือรายปี เพื่อให้เกษตรกรมีทุนหมุนเวียนในการปลูกผัก ถือว่าเป็นการลงทุนร่วมกันทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

ตะกร้าปันผักดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว มีผักส่งตรงมาจากเกษตรกรหลายกลุ่มกระจายอยู่ทั่วประเทศ ผักส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาล และผักพื้นบ้าน ในตะกร้าพร้อมส่งนอกจากจะมีผักนานาชนิดแล้วยังมีผลไม้ และไข่เป็ดหรือไข่ไก่อีกด้วย ที่สำคัญตะกร้าปันผักยังมีหนังสือแนะนำเมนูผักพื้นบ้านให้แก่สมาชิกใหม่ เพื่อเป็นตัวช่วยในการประกอบอาหารสำหรับคนเมือง

ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนมากกว่า 100 ราย เป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ และปริมลฑล วิธีการขนส่งผักจะส่งไปกับรถห้องเย็นของนมแดรี่โฮม กรณีที่ลูกค้าไม่อยู่บ้านหรือไม่แจ้งล่วงหน้าว่าจะไม่รับสินค้าในรอบนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางโครงการจะนำตะกร้าผักไปบริจาคให้มูลนิธิสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทยแทน

นอกจากนี้ในทุกปียังมีการจัดกิจกรรม Farm Visit พาสมาชิกไปรู้จักเกษตรกรผู้ปลูกถึงแหล่งผลิต เพื่อให้เห็นที่มาของอาหารและเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของเกษตรกรและผู้บริโภค

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครสมาชิกตะกร้าปันผักเข้าไปที่เฟซบุ๊ก Csa Thai

129-shopping-3

รายละเอียดการสมัครสมาชิก “ตะกร้าปันผัก”

ชุดเล็ก (สำหรับ 3-4 คน)

ค่าสมาชิก 3 เดือน ส่ง 12 ครั้ง ราคา 4,700 บาท

ค่าสมาชิก 6 เดือน ส่ง 24 ครั้ง ราคา 8,900 บาท

ค่าสมาชิก 1 ปี ส่ง 36 ครั้ง ราคา 13,100 บาท

ชุดใหญ่ (สำหรับ 5-6 คน)

ค่าสมาชิก 3 เดือน ส่ง 12 ครั้ง ราคา 7,700 บาท

ค่าสมาชิก 6 เดือน ส่ง 24 ครั้ง ราคา 14,900 บาท

ค่าสมาชิก 1 ปี ส่ง 36 ครั้ง ราคา 22,100 บาท

*คิดรวมกับค่ามัดจำตะกร้า 500 บาท ซึ่งจะได้รับคืนเมื่อสิ้นสุดการเป็นสมาชิก

 

เรื่อง นันทวรรณ์ ภู่ศรี ภาพ กัญชนิกา เมืองวงษ์

Tags

สู่เส้นทางนักประดิษฐ์ พิชิตความจริง

สู่เส้นทางนักประดิษฐ์ พิชิตความจริง

กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาเรื่องราวของอาห์เหม็ด โมฮัมเหม็ด เด็กมัธยมวัยสิบสี่ปีจากรัฐเท็กซัสสหรัฐอเมริกาสะท้อนใจดิฉันอย่างมากอาห์เหม็ดถูกคุณครูเรียกตำรวจมาจับ ใส่กุญแจมือ ฐานแบก “วัตถุต้องสงสัย”มาโรงเรียน วัตถุที่ว่าก็คือ “กระเป๋าดัดแปลงเป็นนาฬิกาปลุก” ซึ่งเขาตั้งใจหอบมาโชว์คุณครูเพราะอยู่ชมรมนักประดิษฐ์ของโรงเรียน โรงเรียนไม่กล่าวคำขอโทษใดๆโดยอ้างว่าต้องป้องกันไว้ก่อนเพราะดูเหมือนระเบิด และสั่งพักการเรียนเป็นของแถม เฮ้อ…

หลังข่าวนี้แพร่ออกไปประธานาธิบดีโอบามาและคุณพี่มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ต่างก็โพสข้อความชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ และขอให้พกกระเป๋ามาโชว์บ้าง ทางด้านMIT ก็ประกาศทันทีนี่แหละนักเรียนที่สถาบันต้องการส่วนนักบินอวกาศคริส แฮดฟิลด์ก็มอบตั๋วเชิญมาร่วมงานวิทยาศาสตร์… อาห์เหม็ดจึงขอย้ำว่า อย่าให้คนอื่นทำให้เราเสียกำลังใจ แต่จงแสดงให้คนอื่นเห็นความสามารถของเรา… ว้าวมากๆค่ะ

ดิฉันนำเรื่องราวนี้มาฝากก็เพราะเชื่อว่าหลายครอบครัวอาจมีอาห์เหม็ดน้อยๆแฝงอยู่และไม่ต้องถึงมือคุณตำรวจหรอกค่ะ เราเองนี่แหละที่ปรามลูกด้วย “บทลงโทษที่รุนแรงเกินจริง” ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ…      ขอยกตัวอย่างสถานการณ์สะกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ด้วยคำสารภาพต่อไปนี้…

ขยะรกบ้าน ปริมชอบสะสม ขวด กล่องเปล่า ห่อขนม ฝาขวด และอีกสารพัน เรียกว่าเป็น ซาเล้งประจำบ้านก็ว่าได้ ทุกครั้งที่กินอะไรเสร็จ ปริมจะขอ “เก็บ” ขยะ เอ๊ย! วัสดุเหลือใช้เหล่านั้นเพื่อหวังนำไปประดิษฐ์บางสิ่ง หลายครั้งปริมต้องสะเทือนใจที่เห็นคลังสมบัติซาเล้งอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย… บางครั้งโดนหยิบไปทิ้งต่อหน้าต่อตา ด้วยเหตุผลว่า “มันรกบ้าน หรือ จะเก็บไว้ทำไมเยอะแยะ”…วันหนึ่งดิฉันจึงเรียกหน่วยปราบขยะประจำบ้านมาสรุปข้อตกลงว่า จากนี้เราจะไม่ “ทิ้ง” วัสดุเหลือใช้ของปริม และจะอนุญาตให้ลูกเก็บไว้ได้แต่ถ้าไม่ใช้เป็นเวลาหนึ่งปี เราจะนำไปให้คนอื่นรีไซเคิล … ตั้งแต่นั้นมาปริมจึงมีวัสดุเหลือใช้มากมายสำหรับประดิษฐ์งานไปส่งคุณครู หรือประดิษฐ์เป็นสิ่งของต่างๆเพื่อไปเล่นกับตุ๊กตา ที่สำคัญคือ ลูกภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดประโยชน์จริงๆ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ขยะ… .โปรดอย่า “ทิ้ง” จินตนาการของลูกนะคะ

มันคือ อะไร?!!สิ่งประดิษฐ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ บางครั้งไม่จำเป็นต้องอิงกับข้อมูลโลกจริงเสมอไป คนที่ตอกย้ำสิ่งนี้ได้ดีสุดคือ เปรม… สิ่งประดิษฐ์นานาชนิดของเปรม จะอยู่ในสถานภาพ “แอ๊บสแตร็ก” คือ ดูนามธรรมมากๆ เช่น เอาเส้นเอ็นยาวมาก..มาผูกกับตะเกียบไม้แม่ถามว่า “จะยาวไปไหน?” คำตอบที่ได้ จะเอาไปตกปลาที่หน้าวัด… เมื่อแม่ถามว่า “อยู่วัดจับปลาได้ที่ไหน?!” ลูกจึงจบการสนทนาว่า “จะเอาไปจับผีเสื้อ”… ดิฉันตื่นจากโลกความจริงและเข้าใจทันทีว่าลูกแค่อยากประดิษฐ์สิ่งของสำหรับ “จับสิ่งต่างๆ” เท่านั้นเอง… เราจึงช่วยกันหาวัสดุให้เปรมต่อเติมอุปกรณ์อย่างสนุกสนาน และพกไปวัดด้วยความตื่นเต้น แม้สุดท้ายจะไม่ได้ใช้จับอะไรเลยก็ตาม แต่ที่สนุกสุดๆคือ ได้ลุ้นว่าเส้นเอ็นนั้นจะยาวพ้นตลิ่งวัดหรือไม่!ครั้งหนึ่งเปรมเคยเข้ารอบการแข่งขันสิ่งประดิษฐ์ในจินตนาการ สิ่งที่ลูกคิดก็คือ “กระเป๋าบอกเงินอัตโนมัติ” ตอนลูกอธิบายให้ฟังถึงแนวคิด ดิฉันถามว่า ในกระเป๋ามีเครื่องสแกนเงินเหรอถึงรู้ว่ามีเงินอยู่เท่าไหร่ เปรมตอบว่า ไม่มี แค่ใส่เงินเข้าไปมันก็รู้ทันที!(อืม…ความจริงเป็นสิ่งที่ตายในโลกจินตนาการเสมอ)เมื่อโลกอนาคตมาถึง ชิพสำหรับสแกนอาจเป็นอุปกรณ์สุดเชยและตกยุค เพราะมีวัสดุที่ล้ำไปกว่านั้นก็ได้…เหมือน “ของวิเศษ” จากกระเป๋าสี่มิติของโดราเอมอนที่ไม่ต้องการความจริงมาอธิบาย แต่หลายชิ้นก็กลายเป็น “ของจริง” ไปแล้วในวันนี้จริงไหมคะ

ไม่ต้องชมลูกเกินจริง แต่เป็นที่พักพิงแห่งกำลังใจ และส่งเสริมเส้นทางแห่งจินตนการของลูก ด้วยคำพูดและการกระทำที่สร้างสรรค์กันนะคะ เหตุผลที่อาห์เหม็ดยังคงมีขวัญกำลังใจคิดประดิษฐ์สิ่งสร้างสรรค์ต่อไป ไม่ใช่เพราะได้รับคำชื่นชมจากบุคคลสำคัญของประเทศ แต่เป็นเพราะได้รับกำลังใจจากบุคคลสำคัญสุดในชีวิตของเขา นั่นคือ… ครอบครัวค่ะ

 

เรื่องโดย : ชิดชนก ทองใหญ่ ณ อยุธยา
ภาพ : shutterstock

Tags

ชั่วโมงเรียนพิเศษ แบบแม่ๆลูกๆ

ชั่วโมงเรียนพิเศษ’ แบบแม่ๆลูกๆ

เจ้าจอมซนขอจัดชั่วโมงเรียน ‘พิเศษ’ กับแม่เพิ่มเติม ลองมาดูซิว่าจะป่วนสักแค่ไหน

 

ชั่วโมงพละศึกษา

ขณะปั่นจักรยานเล่นยามเย็น

ลูกลิง : หนูขี่จักรยานได้แล้วนะแม่!

แม่     : จ้า!

ลูกลิง : หนูโตแล้ว ขายาวแล้วก็ขี่จักรยานได้ ขายาวเหมือนพ่อเลยนะ

แม่     : ช่าย

ลูกลิง : พ่อนอนเร็วก็เลยขายาว หนูนอนเร็ว ก็เลยขายาวเหมือนกันใช่ป่าว

แม่     : อืม

ลูกลิง : (นิ่งคิด) งั้นแม่นอนไม่เร็ว ขาก็สั้นเลยอ่ะดิ่!

ส่วนสูงแม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานหญิงไทยนะยะ

 

ชั่วโมงฝึกมารยาท

จอมซนอยากดูคลิปวิดีโอที่อยู่ในกล้องถ่ายรูป เลยชี้ไม้ชี้มือ

ลูกลิง : จะดูอันนั้น

แม่     : (ทำเสียงนุ่ม) เวลาหนูอยากได้อะไร หนูต้องพูดยังไงคะ?

ลูกลิง : ขอดูกล้องหน่อยค่า…(นิ่งคิด 2 วินาที)…คุณป้า!

 

ชั่วโมงฝึกหัดอาชีพ

ฝึกเป็นคุณหมอตรวจคนไข้ จอมซนเอาหูฟังมาทาบตัวแม่

ลูกลิง  : หัวใจไม่เต้นหน่าค้าาา

…จะรอดมั้ยคะ หมอ?

 

ชั่วโมงกินของว่าง

ถึงเวลากินของว่าง แม่เตรียมขนมและหั่นแอปเปิ้ลใส่จานมาวางให้

ลูกลิง : แม่ๆ อยู่โรงเรียน หนูไม่กินแอปเปิ้ลเลยละ

แม่     : อ้าว ทำไมล่ะ?

ลูกลิง : (ทำหน้าจริงจัง) เพราะมันเป็นมะม่วง

 

 

ชั่วโมงตรวจสุขภาพ

ขณะที่กำลังวัดส่วนสูง

ลูกลิง : แม่…(กระซิบ)

แม่     : อะไรลูก?

ลูกลิง : (เสียงเครียด) ถ้าหนูตัวโตขึ้นไปถึงเพดานจะทำยังไงดีอะ?

ถ้าเป็นอย่างนั้น สงสัยต้องหั่นเพดานทิ้งซะแล้วละมั้ง

 

ชั่วโมงแนะแนว

แม่ลองถามถึงความฝันในอนาคต

แม่     : โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรคะ

ลูกลิง : (นิ่งคิด) โตขึ้นหนูจะเป็นแม่ แล้วก็จะกินกาแฟแก้วโตเหมือนแม่เล๊ย!

เอิ่ม…วันๆ หนึ่ง แม่ก็ทำอย่างอื่นเยอะแยะนะลูก

           

ทั้งกวนทั้งฮาขนาดนี้ ให้เกรดเอทุกวิชาไปเลยละกันเนอะ

 

 

เรื่องโดย : Ling Lee’s Mama

Tags