บีม วรานิษฐ์

เปิดใจซิงเกิ้ลมัมคนเก่ง “บีม” วรานิษฐ์ จิราโรจน์เจริญ

จากเด็กสาวที่เคยวาดฝันเส้นทางชีวิตเหมือนผู้หญิงทั่วไป…เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก ใช้ชีวิตครอบครัวพ่อแม่ลูก แต่ในความจริงเมื่อเธอเติบโตขึ้นมา จนเข้าวัยกลางคน หลายอย่างไม่ได้เป็นอย่างฝันที่วาดไว้ ชีวิตรักไม่ได้สวยงาม เรื่องมีลูกจึงค่อยๆหายไปจากความคิด แต่ชีวิตพลิกผัน วันที่เธอลืมเรื่องมีลูกไปแล้ว ลูกเลือกมาอยู่กับเธอโดยไม่ทันตั้งตัว และวันนั้นเธอก็เข้มแข็งพอที่จะประกาศให้สาธารณะชนรู้ว่าเธอพร้อมที่จะเป็น “ซิงเกิ้ลมัม”

           

            เลือกเส้นทางคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

“ชีวิตบีมผ่านปัญหามาเยอะมากค่ะ โดยเฉพาะตอนที่คุณพ่อ (ศุภกรณ์ ศรีสวัสดิ์ หรือดี๋ ดอกมะดัน) ป่วยและเสียชีวิต ซึ่งบีมว่ามันเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว หลังจากนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร บีมว่ามันเล็กน้อยมาก และเราจะผ่านมันไปได้ รวมถึงเรื่องลูกด้วยค่ะ” คุณบีมเริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวให้เราฟัง “ตอนที่รู้ว่าท้องแวบแรกก็คิดเหมือนกันว่าคงต้องแต่งงานแล้วล่ะ เพราะฝ่ายชายเขาก็พร้อมจะรับผิดชอบ แต่พอพูดคำว่าแต่งงาน คือเราไม่ได้มีความสุขเหมือนคนที่กำลังจะได้เป็นเจ้าสาว เราแต่งเพราะเราจะต้องดูแลรับผิดชอบลูก เราก็ถามตัวเองว่านี่คือทางที่เรามีความสุขใช่ไหม

“สิ่งที่เราเป็นห่วงไม่ใช่ชื่อเสียงของตัวเอง แต่เราเป็นห่วงคุณแม่ ห่วงครอบครัว ห่วงชื่อเสียงพ่อ แต่พอแม่ถามว่า “จะแต่งงานเนี่ยรักเขาหรือเปล่า คิดว่าแต่งไปแล้วจะมีความสุขไหม” เราตอบว่า ไม่ แต่แต่งเพราะต้องดูแลลูก แม่พูดขึ้นมาเลยว่า “ถ้าแต่งด้วยเหตุผลนี้ ไม่ต้องแต่งเลยนะ ไม่ต้องแต่งเพื่อชื่อเสียงพ่อ ไม่จำเป็น แม่เชื่อว่าถ้าพ่อยังอยู่ พ่อก็จะคิดแบบนี้เหมือนกัน ถ้าเกิดแต่งไปแล้วลูกไม่มีความสุข อย่าเลย”

ที่สำคัญที่สุดก็คือน้องโซร ถ้าเขาเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ได้รักกันแล้ว เขาก็คงจะไม่มีความสุข ถึงแม้ว่าเขาจะเล็กอยู่ แต่เขาก็คงจะรับรู้ได้ สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่มันไม่อบอุ่นไม่น่าอยู่ แล้วบีมก็ลองสังเกตบ้านที่เป็นซิงเกิ้ลมัมกับบ้านที่มีทั้งพ่อแม่ ก็มีหลายบ้านที่เขาทะเลาะกัน มีปัญหากัน แต่อยู่ด้วยกัน เขาก็ไม่มีความสุข เพราะฉะนั้นให้ชัดเจนไปเลยดีกว่า ว่านี่พ่อ นี่แม่ ซึ่งไม่ได้เป็นสามีภรรยากันนะ แต่เราพร้อมที่จะให้จะให้ความรักเขาอย่างเต็มที่

พอเราตัดสินใจว่าจะทำตามความรู้สึกของตัวเอง พอคิดว่าจะเลี้ยงลูกเอง มันมีความสุขขึ้นมาเลย มันโล่งมาก สบายใจมาก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าคนภายนอกจะรู้สึกอย่างไรนะ แต่ตอนนั้นบีมรู้สึกว่าไม่สนใจแล้ว ครอบครัวเรามีความสุข บีมมีความสุขกับชีวิตของบีมแบบนี้ พอใจแล้วค่ะ”

           banner300x250-1

            ชุลมุนในห้องคลอด

“บีมคลอดธรรมชาติค่ะ เป็นความตั้งใจของเราอยู่แล้ว บีมอยากจะรับรู้โมเมนต์ที่แม่บอกว่า “มันเจ็บมากเลยนะเธอ ผ่าไหม” (หัวเราะ) แล้วก็หาข้อมูลมาแล้วว่าคลอดเองดีนะ มันเป็นธรรมชาติ และบีมว่าธรรมชาติดีที่สุด อีกอย่างบีมแข็งแรงมาก สามารถคลอดเองได้

วันที่จะคลอด ประมาณ 9 โมงเช้า คุณหมอมาตรวจ ปากมดลูกเปิดแค่ 2 เซ็น หมอก็บอกว่าท้องแรก เดี๋ยวบ่าย 3 หมอมาใหม่ นอนตามสบายเลยค่ะคุณแม่ พยาบาลก็มาบอกว่าถ้าเจ็บบอกนะคะ ขอยาได้ เราก็ค่ะๆ ตอนแรกมันปวดเหมือนปวดท้องประจำเดือนแต่ยังไม่ถี่ แต่พอสักพักเริ่มถี่ แต่บีมก็ทน จิกหมอน ตอนนั้นสัก 11 โมงได้ ปวดก็ทนเพราะหมอบอกอีกนาน แต่มันทนไม่ไหวแล้ว ร้องโอ๊ยยยขึ้นมา พอเบล (น้องสาว) เห็นพี่โอ๊ยก็เรียกพยาบาลเลยค่ะ บอกปกติพี่หนูอดทนมาก ไม่เคยโอ๊ยมาก่อน ช่วยเรียกหมอมาดูด่วน

อ่านต่อ “เปิดใจซิงเกิ้ลมัมคนเก่ง “บีม” วรานิษฐ์ จิราโรจน์เจริญ” คลิกหน้า 2

 

โรคหวัด

วิธีสังเกต“โรคหวัด“ อาการแบบนี้ เป็นหวัดชนิดไหน

พญ. ศาธิณี ลิมปิสุข แพทย์เวชศาสตร์ทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่าเมื่อเป็น “หวัด” บางคนอาจมีอาการแตกต่างกัน แต่สาเหตุการเกิดโรคเหมือนกัน คือ การติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน ดังนั้นเมื่อเราเป็น โรคหวัด สิ่งที่ต้องทำก็คือ สังเกตตัวเองว่า “หวัด” นั้น เป็นหวัดแบบไหน ไวรัส  หรือ แบคทีเรีย ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็นหวัดไวรัส อาการ คือ เพลีย ไอ เจ็บคอ และมีน้ำมูกบ้าง ใช้เวลา 2-3 วัน ก็หายเองได้ แค่พักผ่อนให้เพียงพอ  แต่ถ้ามีอาการหนักกว่านี้ ลองสังเกตตัวเองเบื้องต้นก่อนว่า เราเป็นหวัดชนิดไหน ดังนี้

อาการหวัด
อาการหวัด “ไวรัส” หรือ “แบคทีเรีย”

วิธีสังเกต โรคหวัด “ไวรัส” หรือ “แบคทีเรีย”

  1. สังเกตสีของน้ำมูกและเสมหะ ถ้าเป็นแบคทีเรีย จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว บางครั้งอาจเป็นสีน้ำตาลหรือมีปนเลือดต้องทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย พวกแอนตี้ไบโอติก หรือยาปฏิชีวนะ
  2. ใช้ไฟฉายส่องดูคอในกระจก โดยอ้าปากให้กว้างที่สุด แล้วสูดหายใจ“เข้า” ทาง “ปาก” ลิ้นจะต่ำลง ลิ้นไก่จะยกตัวขึ้น เปิดให้เห็นหลังคอ  ไม่ต้องแลบลิ้น เกร็งลิ้น หรือกระดกลิ้น จากนั้นให้สังเกตว่าคอแดงหรือไม่ ต่อมทอนซิลที่อยู่ด้านข้าง บวมแดงเป็นหนองหรือเปล่า ถ้าคอดูแดงมาก มีหนอง ลิ้นไก่บวมแดง ต่อมทอนซิลโตบวมแดงเป็นหนอง น่าจะเป็นแบคทีเรีย ซึ่งหากไม่ได้กินยาฆ่าเชื้อ อาจหายหวัดด้วยตัวเองยากหรือค่อนข้างช้า
  3. สังเกตอาการของไข้หวัดใหญ่ (influenza) มีลักษณะเด่นๆ ที่นอกเหนือไปจากอาการของระบบทางเดินหายใจ คือ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย ปวดตัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ตาแดง เป็นผื่น  ช่วงเริ่มต้นจะแสดงอาการติดเชื้อไวรัสเหมือนๆ กัน แยกไม่ออกว่าเป็นโรคอะไร จนกว่าอาการอื่นที่ชัดเจนของโรคนั้นๆจะปรากฏขึ้น เช่น

– หากมีอาการ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดตัว ร่วมกับอาการหวัดและเป็นค่อนข้างหนัก ให้สงสัยว่าเป็น “ไข้หวัดใหญ่
– หากมีอาการของไวรัสร่วมกับไข้สูง แถมมีประวัติโดนยุงลายกัด ให้นึกถึงไข้เลือดออก
– หากมีอาการของไวรัสร่วมกับตัวเหลืองตาเหลือง ให้นึกถึง ไวรัสตับอักเสบ

เมื่อเรากินยารักษาโรคหวัดแล้ว ให้สังเกตอาการต่อว่าดีขึ้นหรือไม่ หากดีขึ้น แสดงว่ายาได้ผลดี แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงใน 2-3 วัน ควรกลับมาพบแพทย์อีกครั้ง  หรือถ้าดีขึ้นเหมือนจะหาย แต่พอหยุดยาฆ่าเชื้อ อาการกลับมาเป็นอีก ทั้งเจ็บคอ มีไข้ ไอ มีเสมหะ ก็ต้องกลับมาหาคุณหมอเพื่อดูว่าเชื้อดื้อยาหรือเปล่า อาจต้องให้ยาฆ่าเชื้อตัวเดิมต่อหรือควรปรับยาฆ่าเชื้อให้แรงขึ้น

เมื่อใช้ยารักษาแล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเอง ปรับสมดุลชีวิตตัวเองบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ลดความเครียดลง หรือทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น และรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน…เพื่อไม่ให้หวัดมาเยือนเราอีกค่ะ

อ่านต่อบทความน่าสนใจ

ลูกเป็นไข้หวัด ไม่รับประทานยา จะหายได้หรือไม่?

ลูกเป็นหวัดเรื้อรัง ดูแลอย่างไรดีนะ?


เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ AMARIN Baby & Kids
ภาพ  : shutterstock

 

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

เขาหมดโอกาสได้เป็นพ่อ

เขาหมดโอกาสได้เป็นพ่อ

“สวยจริง!” ฉันอุทานเมื่อมองไปยังเส้นทางที่ตัดผ่านหน้าโรงพยาบาล ซุ้มอุโมงค์ดอกตาเบบูญ่าสีเหลืองเบ่งบานอวดความงามตลอดถนนสายดอกไม้นี้ ยิ่งแดดร้อนจ้า ดอกไม้ก็ยิ่งเบิกบานท้าทายแสงตะวัน กลีบดอกที่ร่วงหล่นคลุมพื้นเหมือนพรมผืนใหญ่ สะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับราวกับปูด้วยทองคำ เห็นดอกไม้ในหน้าร้อนนี้ ทำให้คิดได้ว่า…ความสุขความทุกข์คือของสิ่งเดียวกัน แล้วแต่จะมองด้านใด หากมองด้านทุกข์ก็ร้อนร้ายเหลือจะทน หากมองด้านสุขดอกไม้ก็ช่างงดงามสุดที่จะพรรณนา

……….

คุณหมอคะ มีคนไข้มาขอตรวจอัลตร้าซาวนด์ค่ะ” ติ๋ม(ชื่อสมมุติ)พยาบาลประจำห้องตรวจเดินเข้ามาบอก พร้อมยื่นบัตรบันทึกประวัติคนไข้ ฉันตอบเธอว่า

“ได้เลย เชิญที่ห้องอัลตร้าซาวนด์เลยค่ะ”

เมื่อไปถึงห้องอัลตร้าซาวนด์พบคนไข้ผู้หญิงอายุ 22 ปี หน้าตาดี ผมยาวประบ่า นั่งรออยู่ ข้างๆเป็นหญิงวัยกลางคนผอม ตัวเล็ก

“คุณสุดา(ชื่อสมมุติ)อยากตรวจอัลตร้าซาวนด์เพราะอะไรคะ” ฉันถาม

“ลูกสาวประจำเดือนขาดไปสองเดือนละค่ะ คุณหมอ เลยจะมาตรวจดูเด็กในท้อง”สายทอง(ชื่อสมมุติ) ผู้เป็นแม่ตอบแทน

“แล้วหนูตรวจน้ำปัสสาวะแล้วหรือยังว่าท้อง” ฉันหันไปถามคนไข้

“ตรวจสองครั้งแล้วละค่ะ ขึ้นสองขีดทั้งสองครั้ง” สุดาตอบหน้าตาเฉยๆ ดูเป็นคนอารมณ์มั่นคง

“งั้นมาตรวจดูนะคะ อ้อ…จะให้แฟนเข้ามาดูด้วยไหมคะ” ฉันขออนุญาต ตามประสบการณ์หากไม่ให้สามีเข้ามาดูอัลตร้าซาวนด์ทารกในครรภ์พร้อมกัน เดี๋ยวก็ต้องตรวจใหม่ อธิบายกันใหม่ เพราะสามีอยากเห็น

“เรียกอ๊อด(ชื่อสมมุติ)มาดูด้วยกันไหมหนู” แม่หันมาถามลูกสาว

“ไม่ต้องหรอกแม่ ไม่ต้องให้เขาเข้ามาดู” สุดาพูดน้ำเสียงเฉียบขาด หันมาย้ำกับฉัน “หมอ ไม่ต้องให้แฟนหนูเข้ามาดูนะ”“ค่ะ” ฉันรับปาก นึกในใจ เดี๋ยวฝ่ายชายก็ขอให้ตรวจซ้ำ

ผลการตรวจอัลตร้าซาวนด์พบว่า สุดาตั้งครรภ์ ทารกอยู่ในโพรงมดลูก ตัวยาวจากหัวถึงก้นสองเซนติเมตร มีหัวใจเต้น แขนขากำลังงอก เด็กเคลื่อนไหวได้ ฉันชี้ให้แม่และลูกสาวดู

“โอ้…เป็นตัวแล้วหรือหมอ ไม่ใช่ก้อนเลือดหรือหมอ” สายทองมองอย่างตื่นเต้น ชี้ให้สุดาดู “หนู ดูสิ ลูกหนูดิ้นได้แล้ว แค่สองเดือนนี้ ก็ดิ้นได้แล้วหรือหมอ” สายทองเสียงรัว

“ดิ้นได้สิคุณสายทอง เด็กไม่ใช่ก้อนเลือด เป็นตัวตั้งแต่ได้ 1 เดือน คุณสายทองมีลูกกี่คนหรือ” ฉันถือโอกาสถามประวัติครอบครัว

“ฉันมีลูกสามคน สุดานี่เป็นคนโต คนเล็กฉันเพิ่งได้ 10 ขวบเอง ตอนท้องไม่เคยได้ตรวจอัลตร้าซาวนด์เลย เลยไม่ค่อยรู้”

“อ้อ…หมอ ลูกฉันไม่ทำแท้งนะ” สายทองพูดขึ้น ฉันฟังแล้วก็งง จึงถามว่า

“แปลว่าอะไรคะ ที่นี่หมอไม่ได้รับทำแท้งอยู่แล้ว ที่พูดนั้นคุณสายทองหมายความว่ากระไร”  

“ลูกฉันมันดื้อ ดื้อมาก ไม่เคยเชื่อพ่อแม่”

“อย่างไรหรือ” ฉันยังไม่เข้าใจ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น พยาบาลยื่นหน้าเข้ามาบอกว่า “แฟนคุณสุดาอยากเข้ามาดูอัลตร้าซาวนด์ด้วย”

ฉันคิดในใจว่า…ว่าแล้วไง มองชายที่ปรากฏตัว อ้วนเตี้ย เดินขากะเผลก ขาข้างหนึ่งสั้น ข้างหนึ่งยาว

แต่สุดาตะโกนตอบว่า“ไม่ต้องเข้ามาดู” ฝ่ายชายก็ล่าถอยไป

……….

สุดาเริ่มเล่าเรื่อง…

                “คุณหมอ ที่แม่หนูว่าหนูดื้อ เพราะหนูเป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง หนูเลือกเรียนปวช.แล้วขอแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เอง แม่ทัดทานอย่างไร หนูไม่เคยฟัง เรื่องแฟนก็เหมือนกัน แม่บอกอ๊อดเป็นคนขี้เหร่ หุ่นไม่ดี พิการ ไม่ร่ำรวย หาเช้ากินค่ำ ไม่ควรคบเป็นแฟน แต่หนูบอกแม่ว่า หนูไม่ได้คบคนที่รูปร่างหน้าตา คบที่นิสัยใจคอ อันที่จริงที่หนูเป็นแฟนเขา เพราะหนูสงสารเขา เห็นเขาเป็นเด็กกำพร้า พิการขา ไม่มีแฟนจนอายุสามสิบกว่า เขาทำงานที่โรงงานเดียวกับหนู

“แต่เมื่อหนูท้อง หนูบอกเขาด้วยความดีใจเป็นคนแรก เขาบอกหนูว่าอย่างไรรู้ไหมคะ เขาบอกให้หนูเอาลูกออก เขายังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบเป็นพ่อ เขารู้สถานที่รับทำแท้งจะพาไปเอาออกเอง หนูไม่โต้ตอบเขา แต่หากเขาไม่รักลูก ทั้ง ๆที่เป็นลูกของเขาเอง หนูจะรักเขาสงสารเขาทำไม ลูกหนู หนูเลี้ยงเองได้ หนูรีบโทรศัพท์บอกแม่ แม่ให้หนูกลับมาบ้าน มาฝากท้องที่บ้าน พออ๊อดรู้ว่าหนูลาออกจากงาน กลับมาบ้าน เขาตามมา มาบอกพ่อแม่หนูว่า เขาจะแต่งงานกับหนู จะให้สินสอดทองหมั้นเท่านั้นเท่านี้แต่…เขาหมดสิทธิ์แล้ว…หมอ…เขาไม่มีสิทธิ์ในตัวหนูกับลูกอีก ทันทีที่เขาไม่ต้องการลูก”

“แล้วคุณสายทองจะทำอย่างไร” ฉันหันมาถามคนเป็นแม่ ซึ่งนิ่งเงียบ

สายทองยิ้มแห้ง ๆ “หมอ ฉันไม่เคยค้านอะไรลูกสำเร็จเลย ลูกจะทำอะไรก็ต้องตามใจเขาถึงลูกจะดื้อ แต่เขาเป็นคนดี เป็นเด็กกตัญญู ทำงานหาเงินส่งพ่อแม่ทุกเดือน เขาจะเลี้ยงลูกคนเดียวหรือให้ฉันเลี้ยง ฉันก็ยินดีสนับสนุนเขา”

ตกลง สุดาก็ขอฝากท้อง เจาะเลือด รับวัคซีน รับยาบำรุง โดยมีอ๊อดนั่งนิ่งอยู่หน้าห้อง ไม่มีส่วนร่วมใดๆ ตอนกลับสุดาก็กลับพร้อมกับพ่อแม่ ไม่ได้ไปพร้อมกับอดีตแฟน

อ๊อดเดินเข้ามาถามฉันว่า “คุณหมอ ลูกผมสมบูรณ์ดีไหมครับ” ฉันไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่บอกว่า ไปถามคุณแม่ดูนะคะ เขาก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ได้แต่เดินคอตกออกจากโรงพยาบาลไป

ฉันมองตามเขา…ชายพิการคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะยังไม่รู้ว่า ตนเองหมดโอกาสได้เป็นพ่อแล้ว

……….

บันทึกของหมอ

แม่เลี้ยงเดี่ยวหรือSingle Mom เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในสังคมไทยไม่นานนี่เอง แต่เดิมเกิดเพราะความจำเป็นจากการหย่าร้าง หรือสามีตาย แต่ปัจจุบันการเลือกเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย งานวิจัยพบว่า หากแม่มีสุขภาพกายใจแข็งแรง มุ่งมั่น ที่จะเลี้ยงดูลูก ลูกที่เกิดมาจะมีพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ต่างจากลูกที่มีครบทั้งพ่อและแม่

 

จากคอลัมน์ : Pregnancy True Story ฉบับมิถุนายน 2559

เรื่อง: พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
ภาพประกอบ: Panita Aoki

กินยาคุม

กินยาคุม ทำไมยังท้องได้

คุณแม่หลายคนคงเคยสงสัย ทำไมเรา กินยาคุม แต่ยังท้องได้ สาเหตุที่หลายคนอยากรู้ เรามีคำตอบจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มาฝากค่ะ

Continue reading “กินยาคุม ทำไมยังท้องได้”

อย่าบังคับให้ลูกทำ

7 ข้อห้าม อย่าบังคับให้ลูกทำหากยังไม่พร้อม!

” อย่าบังคับให้ลูกทำ “… เชื่อว่าความหวังดีหลายอย่างของพ่อแม่ แต่บางครั้งเรื่องบางเรื่องสำหรับลูกที่ยังอายุน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องคาดคั้น  หรือบีบบังคับให้ลูกต้องทำในทันที เพราะอาจกลายเป็นดาบที่มาทิ่มแทงลูกน้อยให้เจ็บปวดโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว

Continue reading “7 ข้อห้าม อย่าบังคับให้ลูกทำหากยังไม่พร้อม!”

อย่าใช้อารมณ์กับลูก

อย่าใช้อารมณ์กับลูก ถ้าไม่อยากพลั้งมือทำร้ายลูกโดยไม่ตั้งใจ

เหตุการณ์น่าเศร้าจากข่าวที่พบคุณพ่อชาวจีน โมโหลูกที่ไม่ยอมทำการบ้าน พลั้งมือปากรรไกรปักที่ศีรษะลูกน้อย เป็นเรื่องราวที่เป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อ คุณแม่ได้เป็นอย่างดีว่า อย่าใช้อารมณ์กับลูก ถึงแม้ว่าจะโมโหมากแค่ไหน คุณพ่อชาวจีนรายนี้อาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้ มีลูกสาววัย 10 ขวบ

Continue reading “อย่าใช้อารมณ์กับลูก ถ้าไม่อยากพลั้งมือทำร้ายลูกโดยไม่ตั้งใจ”

คลิปสุดน่ารัก…พี่สาวปล่อยโฮ บอกไม่อยากให้น้องชายโตเลยค่ะ

คลิปวิดีโอสุดแสนจะน่ารักน่าเอ็นดูนี้ เป็นเรื่องราวของสาวน้อยซาดี้ มิลเลอร์ วัย 5 ขวบ โพสต์โดยคุณพ่อของเธอเองลงในเว็บไซต์ยูทูบ กับความน่าเอ็นดูของแม่หนูซึ่งไม่ใช่การที่เธอยิ้มแฉ่งอวดกล้อง แต่กลับเป็นการร้องห่มร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อเธอรับรู้ว่าน้องชายตัวน้อยที่แสนจะน่ารักของเธอนั้น จะต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เป็นเบบี๋แบบนี้ตลอดไป…

หนูน้อยซาดี้ ซึ่งกำลังเล่นกับน้องชายของเธออย่างอบอุ่น แต่เมื่อแม่บอกว่า น้องของลูกจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กหญิงน้อยถึงกับระเบิดน้ำตาร้องไห้โฮ บอกว่า “เขามีรอยยิ้มน้อย ๆ ที่น่ารัก” และว่า “หนูอยากให้น้องเป็นเด็กน้อยต่อไป” นอกจากนี้ เมื่อรู้จากปากแม่ว่า คนเราจะต้องโต เด็กหญิงผู้นี้ยังบอกว่า เธอไม่อยากตายตอนอายุ 100 ปี

และเมื่อน้องชายที่ส่งยิ้มหวานมาให้อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ยิ่งทำให้บ่อน้ำตาเธอแตกแทบหยุดไม่อยู่ “โถๆ… ก็มีน้องน่ารัก ยิ้มหวานขนาดนี้ เป็นใครก็ทำใจไม่ได้ … ทั้ง 2 พี่น้องจะน่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน ไปชมคลิปกัยเลยค่ะ


คลิป Sadie doesn’t want her brother to grow up (ORIGINAL)

โพสต์โดย Alex Miller สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

เหตุผลที่ควรเล่านิทานและเทคนิคการเล่านิทานให้ลูกน้อยเพลิดเพลินและมีความสุข

แม้ว่าทารกตัวน้อยๆ จะยังไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาสาระจากหนังสือที่พ่อแม่อ่านให้ฟังก็ตาม ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เพราะนั่นไม่ได้หมายความว่าลูกน้อยจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรเลย เพราะการที่เด็กทารกได้ยินได้ฟังเสียง จะเริ่มให้ความสนใจ เริ่มหัดแยกแยะระดับเสียงที่แตกต่างกัน ทารกตัวน้อยๆ ชื่นชอบที่จะได้ยินเสียงของพ่อแม่ขณะอ่านหนังสือ ขณะร้องเพลง หรืออุ้มในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน พ่อแม่ควรถือโอกาสส่งเสียงหรือพูดคุยตั้งแต่ลูกยังแบเบาะ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การฟังไปด้วย Continue reading “เหตุผลที่ควรเล่านิทานและเทคนิคการเล่านิทานให้ลูกน้อยเพลิดเพลินและมีความสุข”

คลอดธรรมชาติ

คลอด ธรรมชาติ หายใจและเบ่งอย่างไรให้ถูกวิธี?

ช่วงตั้งครรภ์ครบ 9 เดือน คือช่วงเวลาของการรอคอยที่จะได้เห็นหน้าลูกน้อย คุณแม่หลายๆ คนคงกำลังเตรียมตัวว่าจะ คลอด ธรรมชาติ หรือผ่าคลอดดี พร้อมทั้งตื่นเต้นที่จะได้พบหน้าเจ้าตัวน้อยไปพร้อมกัน Amarin Baby & Kids มีวิธีหายใจ และเบ่งคลอดลูกน้อยที่ถูกต้อง และปลอดภัยมาฝากกันค่ะ

Continue reading “คลอด ธรรมชาติ หายใจและเบ่งอย่างไรให้ถูกวิธี?”

ลูกเป็นออทิสติกเทียม

เลี้ยงลูกกับหน้าจอเสี่ยง ลูกเป็นออทิสติกเทียม ต่างจากแท้ยังไง

อุทาหรณ์อันตรายจากทีวีและหน้าจอเมื่อ ลูกเป็นออทิสติกเทียม จากการเลี้ยงดูที่ละเลย รู้ไว้ก่อนสายเลี้ยงลูกอย่างไรทำให้เสี่ยงเป็น ออทิสติกแท้เทียมต่างกันอย่างไร

เลี้ยงลูกกับหน้าจอเสี่ยง ลูกเป็นออทิสติกเทียม ต่างจากแท้ยังไง

คุณแม่ท่านหนึ่งได้เล่าเรื่องราวของน้องสาวของตัวเอง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้พ่อแม่ท่านอื่นๆ ถึง อันตรายจากทีวี ที่น้องสาวถูกคุณแม่เลี้ยงดูและโตมากับทีวี ทีวีมีประโยชน์อยู่อย่างหนึ่งคือ ทำให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากรายการที่ดีมีสาระ แต่ถ้า ลูกเป็นออทิสติกเทียม จากการดูทีวีจะทำอย่างไร

 

ลูกเป็นออทิสติกเทียม

นพ.กมล แสงทองศรีกมล  จิตเวชเด็ก และวัยรุ่น เล่าถึงประสบการณ์การรักษาเด็กที่คุณพ่อ คุณแม่มาปรึกษาเรื่องพูดช้า และไม่ค่อยทำตามคำสั่ง เด็กบางคนอายุ 2-3 ขวบแต่ยังพูดไม่ได้ พูดเป็นคำเดียว หรือนานๆ พูดครั้ง และพูดเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อตรวจดูแล้วพบว่าไม่ใช่การได้ยินผิดปกติ ไม่ใช่เด็กออทิสติกแท้ และไม่มีความบกพร่องทางปัญญา

คุณหมอพบว่าคุณพ่อคุณแม่ ให้ลูกดูทีวีมากเกินไป คือดูนานเกิน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ใช่แค่ 1-2 ชั่วโมง โดยเด็กๆ ดูทีวีต่อเนื่องนาน 30 นาที ถึงมากกว่า 1 ชั่วโมง ถ้าเป็นวิดีโอซีดีก็จะดูจนจบแผ่น และวนดูซ้ำหลายรอบ มีการแสดงอารมณ์ร่วมกับทีวีที่ดู บางคนหัวเราะ ลุกขึ้นเต้นตาม หรือร้องไห้ตามทีวี เด็กบางคนเริ่มสนใจดูทีวีตั้งแต่ 9 เดือน ดูต่อเนื่อง นานขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น จนทำให้พัฒนาการช้า

ตัวอย่างที่คุณหมอพบ เช่น มีเด็กคนหนึ่งอายุ 2 ขวบ ยังพูดไม่ได้ เพราะคุณแม่ให้ดูทีวีเห็นว่าลูกชอบ ไม่ดื้อ ไม่ซน นั่งนิ่งๆ คุณแม่อีกคนให้ลูกวัย 2 ขวบ 6 เดือน ดูวิดีโอซีดี รายการเด็กที่เป็นภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ 1 ขวบ เพราะคิดว่าลูกจะได้หัดฟัง และพูดภาษาอังกฤษ แต่ผลกลับตรงกันข้าม ทำให้ลูกพูดช้า มีภาษาแปลกๆ ฟังไม่รู้เรื่อง เรียกไม่ค่อยหัน ไม่ทำตามคำสั่ง

ทำความเข้าใจกับ ออทิสติก เมื่อ ลูกเป็นออทิสติกเทียม!!

แค่เลี้ยงลูกกับทีวี หรือหน้าจอ จะทำให้ลูกเป็นออทิสติกเชียวหรือ? คำถามเหล่านี้ที่คุณพ่อคุณแม่สงสัยกันว่า ลูกเป็นออทิสติกเทียม นั้นเป็นอย่างไร ใช่ออทิสติกที่เรารู้จักกันหรือไม่ แตกต่างกันอย่างไร หากอยากได้คำตอบจากคำถามเหล่านี้เรามาทำความเข้าใจกับเรื่องดังต่อไปนี้กัน

ลูกเป็นออทิสติกเทียม สังเกตอย่างไร
ลูกเป็นออทิสติกเทียม สังเกตอย่างไร

ออทิสติก (Autism Spectrum Disorder)

โรคออทิสติก จัดอยู่ในกลุ่มการวินิจฉัยโรค ที่เรียกว่า พีดีดี หรือ ความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน (Pervasive Developmental Disorders: PDDs) พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรค แต่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนว่าเกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ มากกว่าเป็นผลจากสิ่งแวดล้อม

การที่จะดูว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือไม่ ถ้าอาการมาก อาการรุนแรง จะดูออกได้ไม่ยาก แต่ถ้าอาการน้อย ๆ จะดูยากมาก ต้องอาศัยความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่น และบางคนอาจต้องประเมิน และติดตามระยะหนึ่ง จึงจะได้ข้อสรุปที่แน่นอน

โรคออทิสติก เป็นความผิดปกติของพัฒนาการเด็กรูปแบบหนึ่ง ซี่งมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะสังคม ทักษะทางภาษา และการสื่อความหมายได้เหมาะสมตามวัย มีลักษณะพฤติกรรม กิจกรรม และความสนใจ เป็นแบบแผนซ้ำ ๆ ไม่ยืดหยุ่น ปัญหาดังกล่าวเป็นตั้งแต่เล็ก แสดงให้เห็นก่อนอายุ 3 ขวบ

ลักษณะอาการของออทิสติก

เด็กที่เป็นออทิสติกจะมีอาการแตกต่างกันหลากหลายรูปแบบ ไม่เหมือนกัน แต่จะมีลักษณะที่คล้ายกัน ด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

ด้านสังคม เด็กจะอยู่ในโลกของตัวเองมาก สนใจสิ่งแวดล้อมน้อย เรียกไม่หัน ไม่สบตา ไม่สนใจใคร ไม่สนใจของเล่น ไม่สนใจในเรื่องที่คนรอบข้างกำลังสนใจอยู่ ไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการของตนเอง ในรายที่อยู่ในโลกของตัวเองมาก จะกระตุ้นตัวเองเป็นระยะ เช่น หมุนตัว โยกตัว เขย่งเท้า สะบัดมือ เล่นมือ เล่นเสียง เป็นต้น

ด้านภาษา ไม่สมวัย โต้ตอบไม่เป็น เล่นไม่เหมาะสม จินตนาการไม่เป็น ไม่พูด พูดไม่รู้เรื่อง พูดเป็นภาษาต่างดาว แต่เป็นเลักษณะพูดซ้ำ ๆ พูดเลียนแบบ โดยไม่เข้าใจความหมายพูดเรียงประโยคไม่ถูกต้อง

ด้านพฤติกรรม ทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นแบบแผน ไม่ยืดหยุ่น สนใจบางอย่างแบบหมกมุ่น ไม่มีประโยชน์ เช่น จ้องมองพัดลมหมุนได้นาน สะบัดแผ่นซีดีไปมาเพื่อดูแสงเงา รับประทานอาหารเมนูซ้ำเดิมไม่ยอมเปลี่ยน ใส่เสื้อตัวเดิมหรือสีเดิมตลอด ถ้ากิจวัตรที่เคยทำเปลี่ยนไปจากเดิมจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย โวยวาย

ไฮเปอร์แอคทีฟ (Hyperactive) เป็นอาการที่พบร่วมได้ในเด็กออทิสติก ประมาณร้อยละ 70 มักพบมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ร้อยละ 50-70 แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบว่ามีความสามารถพิเศษถึงร้อยละ 10

ลูกเป็นออทิสติกเทียม เป็นอย่างไร
ลูกเป็นออทิสติกเทียม เป็นอย่างไร

อาการผิดปกติของออทิสติกเริ่มสังเกตได้ชัดเจนขึ้นในช่วงอายุ 2 ปี เด็กยังไม่พูดเป็นคำ แต่จะพูดเป็นภาษาต่างดาวที่ไม่มีความหมาย เวลาอยากได้อะไรมักจะทำเอง หรือจูงมือพ่อแม่ไปหยิบโดยไม่ส่งเสียง ชอบจ้องมองสิ่งของที่เป็นแสงวาววับ แสงไฟ เงาที่กระเพื่อมไปมา หรือของหมุน ๆ เช่น พัดลม ล้อรถที่กำลังหมุน เริ่มเล่นมือสะบัดมือ หมุนตัว โยกตัว เขย่งเท้า พออายุ 3 ปีขึ้นไป อาการจะชัดเจนขึ้น และรุนแรงมากขึ้น ถ้าไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการดูแลช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ออทิสติกเทียม!!

ภาวะออทิสติกเทียม ปัจจุบันพบว่าเด็กไทยมีภาวะนี้ มากขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุหลักของออทิสติกเทียม ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของสมอง แต่เกิดมาจากการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมให้เกิดอาการของออทิสติกขึ้นมา

ที่มาของการพูดถึงออทิสติกเทียม เริ่มต้นจากการที่พบเด็กเป็นออทิสติกมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยในช่วงปี 1974 มีรายงานออทิสติก 1 คนในเด็ก 5000 คน แต่ในปี 2014 จากรายงานของ CDC สหรัฐอเมริกา พบเด็ก 1 คนต่อ 68 คน จึงเริ่มหาสาเหตุ และความสัมพันธ์กันของการเกิดภาวะดังกล่าว เกิดการศึกษาขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ลง JAMA Pediatrics พบว่าการดูทีวี วิดีโอ และการไม่มีปฎิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู กับเด็ก 12 เดือนสัมพันธ์กับการเกิดอาการคล้ายออทิสติก ของเด็กที่อายุ 2 ปี ที่มีความบกพร่องของการสื่อสาร พูดช้า สื่อสารไม่ได้ มีปัญหาการแสดงออกทางอารมณ์ และการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น

ทำไมเด็กที่ดูทีวีมากๆ ถึงมีพัฒนาการช้า และอาจเกิดภาวะออทิสติกเทียม

เด็กที่ดูทีวีซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว เกือบตลอดวัน นาน 6-8 ชั่วโมง สนใจจดจ่ออยู่แต่กับทีวี ไม่สนผู้คน หรือสิ่งรอบข้าง เด็กๆ ก็จะขาดเวลาและโอกาสในการกระตุ้นการพูดคุย ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ เซลล์สมองเกี่ยวกับการพัฒนาภาษาการปฏิสัมพันธ์ไม่ได้รับการกระตุ้น เรียนรู้ที่จะรับอย่างเดียว ไม่เรียนรู้ที่จะส่งออกไป เด็กๆ เหล่านี้จึงพูดช้า และไม่ทำตามคำสั่ง

ผลกระทบจากการดูทีวี ทำให้เด็กมีปัญหาทางภาษา และการเข้าสังคม ทำให้สมาคมกุมารแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ออกกฎและคำเตือนให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรดูทีวีเลย และเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป ควรดูไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ให้คุณพ่อคุณแม่ปิดทีวี หรือซ่อนเอาไว้เพื่อไม่ให้ลูกเห็น แล้วเล่นกับลูก เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ไล่จับ ซ่อนหา ต่อเลโก้ เล่นอะไรก็ได้ที่มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ พูดคุยตอบโต้กัน กระตุ้นการพัฒนาสมอง เด็กๆ จะเริ่มดีขึ้น

ลูกเป็นออทิสติกเทียม
ควรดูทีวีกับลูก ชวนคุยในประเด็นที่ดู ให้ลูกมีปฏิสัมพันธ์

ดูทีวีมากเป็นออทิสติกเทียมจริงหรือ?

พรทิพย์ ซุ่นอื้อ พยาบาลวิชาชีพ  กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลตรัง กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นขณะที่เด็กๆ ดูทีวีว่ามีคุณแม่ท่านหนึ่งปรึกษาคุณหมอถึง 3 คน คุณหมอทั้ง 3 คนตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าลูกเป็นออทิสติกเทียม เกิดจากการเลี้ยงดูผิดๆ ปล่อยให้ลูกดูทีวีตั้งแต่ 8 เดือน วันละ 2-3 ชั่วโมง เพราะเห็นเขามีความสุข และยิ้ม

  • เด็กๆ สนใจมอง แสง สี เสียง โดยเฉพาะรายการโฆษณาที่เปลี่ยนภาพเร็ว ดึงดูดความสนใจ แต่เด็กจะไม่เข้าใจความหมาย นอกจากตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่กระตุ้นเท่านั้น
  • ขณะที่เด็กๆ ดูทีวี จะเปล่งเสียง หรือเลียนเสียงออกมาน้อยมาก เพราะทีวีเป็นการสื่อสารทางเดียว
  • การปล่อยให้เด็กอยู่กับทีวีนานๆ ทำให้เด็กทนฟังกับเสียงที่ไม่เข้าใจ เด็ก 1 ใน 5 จะยังพูดไม่ได้เมื่อถึงวัยที่สมควรพูด

คุณพ่อ คุณแม่สามารถใช้ทีวีให้เป็นประโยชน์ได้ ดังนี้

  1. ดูโทรทัศน์ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว พูดคุยในประเด็นต่างๆ ในรายการที่ได้ดูด้วยกัน
  2. ใช้โทรทัศน์กระตุ้นการอ่านของลูก เลือกรายการโทรทัศน์ที่ดี สอนให้เข้าใจค่านิยม และบทเรียนในชีวิต
  3. เลือกให้ลูกดูรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการศึกษา ข่าวสารรอบตัว และประวัติศาสตร์
เล่นกับลูกก่อนสาย ไม่ทิ้งลูกไว้กับหน้าจอ
เล่นกับลูกก่อนสาย ไม่ทิ้งลูกไว้กับหน้าจอ

การบำบัดรักษาเด็กออทิสติก และเด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียม

เมื่อผ่านการตรวจประเมิน และวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางแล้ว จะเข้าสู่การบำบัดรักษาโดยทีมนักวิชาชีพต่าง ๆ

นักกิจกรรมบำบัด ปรับระดับการรับความรู้สึกในด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสม ลดอาการซน อยู่ไม่นิ่ง การกระตุ้นตัวองส่งเสริมทักษะต่างๆ ในการใช้ชีวิต

นักจิตวิทยาพัฒนาการ ส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสม และลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงส่งเสริมทักษะทางภาษา และทักษะทางสังคม

นักจิตวิทยาคลินิก บำบัดเด็ก และวัยรุ่นที่มีปัญหาทางจิตใจ ความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และสัมพันธภาพ ให้คำปรึกษากับพ่อ แม่ และผู้ปกตครอง คนในครอบครัว

นักแก้ไขการพูด ส่งเสริมทักษะการพูดความชัดเจนในการสื่อสาร ครูการศึกษาพิเศษ สอนทักษะการเรียนรู้ทางด้านวิชาการที่เฉพาะเจาะจง เมื่อเด็ก ๆ แต่ละคนพร้อมเข้าสู่การเรียน

เครดิต: มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทยwww.oknation.net , เลี้ยงลูกตามใจหมอ ,www.growingsmart-ot.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ผลเสียของทีวี แท้จริงคืออะไร

หมอเตือน!! ดูทีวีทำร้ายลูกร้ายแรง สร้างพฤติกรรมผิดปกติ

ประสบการณ์จากคุณแม่ ลูกพูดช้า สาเหตุ เพราะดูทีวี มือถือ และแท็บเล็ต

เช็ค 6 อาการของเด็กที่มี ภาวะสมองพิการ !

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เอ็ดเวิร์ดซินโดรม

เอ็ดเวิร์ดซินโดรม โรคทางพันธุกรรมในเด็ก

เอ็ดเวิร์ดซินโดรม คือ โรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวของกับความผิดปกติของโครโมโซม เกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่ง ทำให้มีอาการผิดปกติจากคนทั่วไป เช่น ปัญญาอ่อน ปากแหว่ง เพดานโหว่ ปากและกรามเล็ก คางเว้า ขากรรไกรสั้น หูต่ำกว่าคนปกติ มีรอยพับย่นบนเปลือกตา

Continue reading “เอ็ดเวิร์ดซินโดรม โรคทางพันธุกรรมในเด็ก”

ทรงผมลูกสาว

ทรงผมลูกสาว พร้อมวิธีทำแสนง่าย 18 ทรง

คุณพ่อ คุณแม่บ้านไหน มีลูกสาวตัวน้อย ที่ผมกำลังยาว จะปล่อยผม หรือมัดจุกอย่างเดียว ลูกน้อยก็คงจะเบื่อ เรามาดู ทรงผมลูกสาว พร้อมวิธีทำแสนง่าย มีภาพประกอบให้ทำตามได้กันเลยค่ะ รับรองว่าลูกๆ ต้องชอบแน่นอน

Continue reading “ทรงผมลูกสาว พร้อมวิธีทำแสนง่าย 18 ทรง”

วิธีทำทิชชูเปียก เอาไว้ใช้เอง ทั้งประหยัด ง่าย และไม่แพ้

ทิชชูเปียกที่คุณพ่อ คุณแม่มักพกไว้ในกระเป๋า นอกเหนือจากทิชชูปกติ เอาไว้เช็ดถูทำความสะอาดคราบสกปรกทั่วร่างกาย บางครั้งก็เอาไว้ใช้เช็ดเครื่องสำอางของคุณแม่ ใช้แทนทิชชูในห้องน้ำสาธารณะ เช็ดสีที่เลอะบนใบหน้าแขนขาของลูกน้อย เรามาดู วิธีทำทิชชูเปียก กันเลยค่ะ

Continue reading “วิธีทำทิชชูเปียก เอาไว้ใช้เอง ทั้งประหยัด ง่าย และไม่แพ้”

จะเป็นอย่างไรเมื่อคุณพ่อถูกทดสอบกับ เครื่องจำลองความเจ็บขณะคลอด

เคยมีคนบอกว่า ถ้าโลกกำหนดมาให้ผู้ชายเป็นเพศที่ทำหน้าที่ให้กำเนิดชีวิตใหม่ ป่านนี้มนุษย์ก็คงจะสูญพันธุ์ไปนานแล้ว เพราะความแข็งแรงบึกบึนที่เราเห็น จริง ๆ ไม่ได้อึดอย่างที่คิด และสิ่งที่ทำให้เรื่องที่ว่านี้น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นก็คือ  เครื่องจำลองความเจ็บขณะคลอด ที่จะทำให้คุณผู้ชายที่ได้มาสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับที่มารดาหรือภรรยาของตนประสบมาบ้าง Continue reading “จะเป็นอย่างไรเมื่อคุณพ่อถูกทดสอบกับ เครื่องจำลองความเจ็บขณะคลอด”

ต่อมอดีนอยด์โต

ต่อมอดีนอยด์โต และภาวะการนอนกรนในเด็ก

จากประสบการณ์ของคุณพ่อท่านหนึ่งที่เล่าถึงความทุกข์ทรมานของลูกน้อย พบ ต่อมอดีนอยด์โต 3 – 4 ต่อม ทำให้ลูกน้อยนอนกรนเสียงดัง และหายใจไม่สะดวก จึงฝากเตือนคุณพ่อคุณแม่ อย่านิ่งนอนใจ สังเกต และรีบพาไปพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อหาทางแก้ไขก่อนที่จะรักษาไม่หาย

Continue reading “ต่อมอดีนอยด์โต และภาวะการนอนกรนในเด็ก”

8 เคล็ดลับ สู่การเป็น Single Momอย่างมืออาชีพ!

ซิงเกิลมัม หรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว สำหรับผู้หญิงยุคใหม่ในกรณีที่ครอบครัวหรือการใช้ชีวิตคู่มีอันต้องจบลง ถือได้ว่าเป็นคุณแม่ที่เหนื่อยกว่าคุณแม่ที่เลี้ยงลูกโดยครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เพราะทุกขั้นตอนทุกอย่างในการเลี้ยงดูลูก ซิงเกิลมัมต้องทำด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าเลี้ยงทั้งตัวเองและเลี้ยงทั้งลูกไปด้วยพร้อมๆกัน Continue reading “8 เคล็ดลับ สู่การเป็น Single Momอย่างมืออาชีพ!”

ลูกดิ้น

ลูกดิ้น หรือทำอะไรบ้าง ตอนอยู่ในท้องแม่? (มีคลิป)

ลูกดิ้น …การดิ้นของทารกในครรภ์เป็นความรู้สึกที่แสนวิเศษยิ่งของผู้เป็นแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทั้งหลาย ครั้งแรกที่คุณรู้สึกถึงการเตะของเจ้าตัวน้อย ความรู้สึกนั้นคงยากที่จะอธิบาย ยิ่งหากคิดไปว่ามีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ดิ้นดุ๊กดิ๊กๆ และค่อยๆ เติบโตอยู่ในครรภ์ของคุณ มันคงเป็นสิ่งที่ยากจะบรรยายเลยใช่ไหมล่ะคะ…

ลูกดิ้น หรือทำอะไรบ้าง ตอนอยู่ในท้องแม่? (มีคลิป)

แล้วลูกน้อยในท้องจะเริ่มดิ้นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ก็เป็นอีกเรื่องที่แม่มือใหม่เฝ้ารอ ซึ่งถ้าเราใช้เครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหรือเครื่องอัลตราซาวด์ตรวจ ก็จะพบว่าลูกน้อยเริ่มมีการขยับตัวในอายุครรภ์ประมาณ 6 – 7 สัปดาห์ ซึ่งอายุครรภ์ขนาดนี้ทารกจะยังเป็นเพียงตัวอ่อนและสร้างอวัยวะเสร็จสิ้นหลังสัปดาห์ที่ 12 ซึ่งจะสามารถขยับตัวได้แล้วแต่ก็เบามากจนคุณแม่แทบไม่รู้สึก จะถีบแขนขาไปทางไหนก็ยังไม่ชนกับผนังหน้าท้องของคุณแม่

ลูกดิ้นยังไง
ลูกดิ้นยังไง

แต่หลังจากตั้งครรภ์เข้าสู่ช่วงปลายเดือนที่ 4 ไปแล้วคุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกเหมือนโดนปลาตอด ซึ่งแม่ท้องแต่ละคนจะมีความรู้สึกว่าลูกดิ้นช้าหรือดิ้นเร็วแตกต่างกัน สำหรับคุณแม่ท้องแรกจะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้น ประมาณสัปดาห์ที่ 18-20 ส่วนคุณแม่ท้องหลังๆ อาจจะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นประมาณสัปดาห์ที่ 16-18 เป็นต้นไป

รูปร่างของคุณแม่ตั้งครรภ์ก็มีส่วนในการดิ้นของลูก คุณแม่ที่มีร่างกายผอมบาง หน้าท้องไม่ใหญ่ ไม่หนา มดลูกจะลอยไปสัมผัสที่หน้าท้องได้เร็วกว่าจึงทำให้คุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นได้เร็วกว่าคุณแม่ที่อ้วน สะโพกใหญ่ หน้าท้องหนา.. ยิ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ตัวใหญ่ ตัวหนาก็จะยิ่งทำให้รู้สึกว่าลูกดิ้นได้ช้ากว่านั้นเองค่ะ

 

ลูกดิ้น

ลักษณะการดิ้นของลูกจะเปลี่ยนไปตามอายุครรภ์ค่ะ ซึ่งการดิ้นตามความรู้สึกของแม่อาจจะแบ่งได้เป็น 3-4 อย่างใหญ่ๆ ดังนี้ค่ะ

  • การดิ้นเบาๆ เคลื่อนตัวที่ละนิด เล็กๆน้อยๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรเต้นตุ๊บ ๆ เบา หรือเหมือนมีคลื่นเบา ๆ ในท้อง บางท่านอาจแยกไม่ออกจากการเคลื่อนตัวของลำไส้
  • การดิ้นแรงๆ หรือการเตะ หรือการเคลื่อนไหวแบบกระตุก ย่างเข้าไตรมาสที่ 3 ลูกจะดิ้นแรงขึ้น อาจรู้สึกถึงการถีบตัว และขยับตัวอย่างต่อเนื่อง สลับกับการหยุดดิ้นเป็นพัก ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากทารกหลับนั่นเอง
  • การเคลื่อนแบบเป็นคลื่น เมื่อใกล้จะคลอด คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง ลักษณะการดิ้นจะเป็นการโก่งตัว ยืดตัว จนบางครั้งคุณแม่ที่ หน้าท้องบาง อาจจะสังเกตเห็นท้องโย้ไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือบางครั้งอาจรู้สึกจุกเมื่อลุกดิ้น หรือเหยียดตัวมากดบริเวณใต้กระบังลมค่ะ
  • การกระตุกเป็นจังหวะหรือการสะอึก ช่วงใกล้คลอดคุณแม่จะรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวเบา ๆ เป็นจังหวะ

หากอยากเห็นภาพชัดเจนมาขึ้นเราลองไปดูคลิปวีดีโอนี้กันค่ะ กับภาพถ่ายการอัลตร้าซาวน์ซึ่งตรงกับจังหวะที่ลูกในท้องของคุณกำลังดิ้น จะมีท่าทางอย่างไรบ้างไปชมกันเลย

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : israel shapiro

อ่านต่อ >> “ลูกน้อยทำอะไรบ้างในแต่ละอายุครรภ์” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

แฝดสาม

แฝดสาม เหมือนกันตั้งแต่ใบหน้าถึง DNA กับอันตรายของการตั้งครรภ์แฝด

จากข่าวที่พบคุณแม่ชาวอังกฤษให้กำเนิดลูก แฝดสาม แท้ ที่เหมือนกันมาก ตั้งแต่ใบหน้าไปจนถึงดีเอ็นเอ คุณหมอเผยว่าโอกาสที่เกิดขึ้นมีเพียง 1 ใน 200 ล้านคนเท่านั้น คุณแม่ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะแยกให้ออกว่าใครเป็นใคร เพราะเด็กมีรอยตำหนิเหมือนกันทั้งหมด

Continue reading “แฝดสาม เหมือนกันตั้งแต่ใบหน้าถึง DNA กับอันตรายของการตั้งครรภ์แฝด”