ติดเชื้อเพราะถูกหอม

ติดเชื้อเพราะถูกหอม อันตรายใกล้ตัวทารกและเด็กเล็ก

ลูกชายของคุณแม่แอดมินเพจ เภสัชจิก อายุ 5 เดือน ติดเชื้อเพราะถูกหอม เนื่องจากเชื้อ RSV คุณแม่หมดเงินค่ารักษาพยาบาลไปหลายแสน เกิดจากการที่ถูกคนที่ไม่รู้จักมาขโมยหอมแก้ม ถึงแม้จะรีบเช็ดแก้ม เช็ดมือออกแล้วก็ตาม เชื้อไวรัสนี้ เป็นเชื้อยอดฮิตในหน้าฝน และน่ากลัว

 

พ่อแม่ระวัง!! ติดเชื้อเพราะถูกหอม อันตรายใกล้ตัวทารกและเด็กเล็ก

ติดเชื้อเพราะถูกหอม

เครดิตภาพ: เพจ เภสัชจิก

 

ไวรัส RSV คืออะไร?

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เป็นได้ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่

โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ เชื้อจะเกิดขึ้นในทางเดินกายใจส่วนล่าง คือถุงลมในปอด หลอดลมในปอด โดยมีเสมหะคั่งมากในปอด และหลอดลม มีอาการหลอดลมบวม ทางเดินหายใจตีบแคบ เด็กจะหายใจครืดคราดในลำคอ น้ำมูกไหล หรือคั่งในจมูก ไม่ยืดออกมา ทำให้เสมหะเหนียว เด็กเล็กๆ มักจะไอเอาเสมหะออกมาไม่ได้ จึงทำให้หายใจลำบาก

เด็กอายุมากกว่า 3 ขวบ ไปจนถึงผู้ใหญ่ เมื่อได้รับเชื้อมักอยู่แค่ทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ลงปอด อาการจะไม่รุนแรง คล้ายหวัดธรรมดา อาจมีน้ำมูก ไอโขลกๆ มีเสมหะ ไม่มีไข้ ไม่ทันคิด และระมัดระวัง เผลอแพร่เชื้อให้เด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว

 

อาการที่พ่อแม่ควรสังเกต

1.หายใจครืดคราด มีลักษณะเหมือนมีเสมหะคั่งในคอ และจมูก หรือหายใจมีเสียงวี๊ด

2.ไอโขลกๆ เด็กเล็กๆ จะกระแอมไม่เป็น ทำให้ร้องไห้งอแง

3.หายใจถี่ หายใจเร็ว หอบเหนื่อย บางรายอาจขาดออกซิเจน ปากเขียว ตัวเขียว

 

การรักษา

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียารักษาเฉพาะ จึงทำได้แค่รักษาไปตามอาการ จนกว่าจะหายเอง โดยการให้น้ำเกลือ ดมท่อออกซิเจนตลอดเวลา พ่นยาขยายหลอดลม เป็นระยะตามที่คุณหมอเห็นสมควร เคาะปอด ดูดเสมหะ ซึ่งเป็นความทรมานใจมากของคนเป็นพ่อแม่ วัดค่าออกซิเจนวันละหลายครั้ง เพื่อป้องกันออกซิเจนในเลือดต่ำ ร่างกายจะขาดออกซิเจน รักษาแบบนี้จนกว่าจะหายดี

ถ้าโชคดี ไม่มีไข้ ไม่นอนซม ดูดนมได้ปกติ และไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ก็จะหายเร็วกว่า ถ้าโชคร้าย ระบบหายใจแย่ หายใจเองไม่ได้ จำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) และมีโอกาสเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

ฝากเตือนทุกคนทั้งที่มีลูก และไม่มีลูก ถ้าเห็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดู ไม่ควรไปสัมผัส ลูบคลำ แตะต้อง กอด หอม ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเราอาจจะมีเชื้อโรคที่ไม่ก่อให้เกิดโรคกับเรา แต่ก่อให้เกิดโรคกับเด็กเล็กก็เป็นได้

ติดเชื้อเพราะถูกหอม

เครดิตภาพ: โรงพยาบาลลานนา

อ่านเพิ่มเติม คลิก!!

Save

คุมกำเนิด

คุมกำเนิดถาวร อีกทางเลือกที่ดีถ้ามีลูกพอแล้ว…

สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่สมหวังกับการมีลูก หรือมีลูกเพียงพอแล้วฉบับนี้เราจะมาแนะนำและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการ คุมกำเนิด หรือการทำหมันถาวรแบบปลอดภัย จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยากันค่ะ

การทำหมันแบบ “คุมกำเนิดถาวร” คืออะไร                       

การทำหมันเป็นวิธีหนึ่งของการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมีอัตราการล้มเหลวต่ำซึ่งการทำหมันถือเป็นการ คุมกำเนิด แบบถาวรที่ดีกว่าการคุมกำเนิดแบบอื่นๆทั่วไปซึ่งเป็นการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวเช่น การกินยาคุมกำเนิดหรือการใส่ถุงยางอนามัยโดยการทำหมันสามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายค่ะ มาดูกันว่าการทำหมันมีกี่วิธี

  1. การทำหมันผู้หญิง คือการไปผูกท่อนำไข่ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างไข่กับสเปิร์มที่จะมาพบกันบริเวณปีกมดลูกซึ่งโดยปกติเมื่อไข่ตกจะมารอสเปิร์มที่ปีกมดลูก (ท่อนำไข่) เมื่อมีเพศสัมพันธ์สเปิร์มที่แข็งแรง ก็จะว่ายขึ้นมาพบเจอกับไข่ที่ปีกมดลูก ซึ่งการทำหมันสำหรับผู้หญิงจะเป็นการป้องกันไม่ให้สเปิร์มของคุณพ่อได้มาผสมกับไข่ของคุณแม่ โดยมีวิธีการทำหมันหลายวิธี นั่นคือ

– การทำหมันแบบผูก  คือวิธีการผูกบริเวณท่อนำไข่ ทำให้ท่อตัน ซึ่งจะทำให้ไข่กับสเปิร์มไม่สามารถมาพบกันได้ แต่ในบางครั้งการทำหมันแบบผูกก็สามารถหลุดได้ หรือที่เรียกว่าหมันหลุด จึงทำให้มีมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ แต่มักจะเป็นส่วนน้อย

– การตัดให้ท่อนำไข่ส่วนต้นและส่วนปลายแยกออกจากกัน เพื่อตัดทางเดินของไข่ไม่ให้พบเจอสเปิร์ม

– การตัดท่อนำไข่ออกไปเลย เป็นวิธีการผ่าตัดเอาท่อนำไข่ทิ้ง แต่ยังคงมีรังไข่และมดลูกอยู่ปกติ ซึ่งคุณผู้หญิงก็จะยังคงมีประจำเดือนและรังไข่ก็ยังสามารถผลิตไข่ได้เหมือนปกติ ไม่ได้ส่งผลต่อฮอร์โมนหรือสุขภาพแต่อย่างใด เพราะท่อนำไข่ไม่ได้มีหน้าที่ผลิตไข่ แต่เป็นเพียงทางเดินหรือตัวเชื่อมให้ไข่จากรังไข่กับสเปิร์มที่วิ่งมาจากมดลูกได้ผสมกันเท่านั้น แต่หากใช้วิธีนี้จะไม่สามารถแก้หมันได้หากในอนาคตข้างหน้าอยากจะมีลูกขึ้นมาอีกครั้ง

คุมกำเนิด

  1. การทำหมันผู้ชาย จะคล้ายกับการทำหมันในผู้หญิง แต่การทำหมันในผู้ชายจะมีแค่วิธีเดียวคือการทำหมันแบบผูก  ซึ่งโดยปกติคุณผู้ชายจะมีลูกอัณฑะสองลูกทำหน้าที่ผลิตสเปิร์ม  เมื่อผลิตสเปิร์มแล้ว สเปิร์มเหล่านั้นจะต้องผ่านท่อนำสเปิร์ม (บริเวณตั้งแต่ลูกอัณฑะจนถึงปลายอวัยวะเพศ) เมื่อมีการหลั่ง  ก็จะหลั่งออกมาทั้งสปิร์มและน้ำเลี้ยงสเปิร์ม วิธีการทำหมันผู้ชายก็คือ การไปผูกท่อที่ออกมาจากลูกอัณฑะ ซึ่งเป็นส่วนที่นำสเปิร์มออกมา และเมื่อสเปิร์มออกจากลูกอัณฑะไม่ได้หรือเดินทางไปถึงท่อพักสเปิร์มไม่ได้ เวลาที่คุณผู้ชายมีการหลั่งก็จะหลั่งแต่น้ำเลี้ยงสเปิร์มออกมาแต่ไม่มีตัวสเปิร์มออกมาด้วยนั่นเอง

พอจะทราบกันแล้วใช้ไหมค่ะว่าการคุมกำเนิดแบบถาวรมีกี่วิธีและมีวิธีการทำอย่างไร ดังนั้นสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวางแผนการคุมกำเนิดถาวรด้วยวิธีทำหมันก็ควรที่จะศึกษาข้อดีหรือข้อเสีย    ของการทำหมันให้ดีก่อน พร้อมปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพร่างกายค่ะ

ในฉบับนี้เราได้คำแนะนำจากคุณหมอเรื่องการทำหมันกันอย่างละเอียดไปแล้ว  แต่ฉบับหน้า        คุณหมอจะมาพูดถึงเรื่องฮิตที่คุณพ่อคุณแม่สงสัยและกังวลใจนั่นคือเรื่องทำหมันแล้วแต่อยากมีลูกตัวน้อยเพิ่ม จะสามารถทำได้หรือไม่ และจะมีวิธีการทำอย่างไร คอยติดตามอ่านกันได้ในฉบับหน้าค่ะ

banner300x250

เรื่องโดย : นพ. พูลศักดิ์ ไวความดี  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์
ภาพ : ShutterStock

“โรคเอ๋อ” จากภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด

มิใช่เพียงผู้ใหญ่ที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ทารกแรกเกิดก็มีความผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิดนี้ เป็นภาวะที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งของภาวะปัญญาอ่อน หรือที่สมัยก่อนเรียกกันติดปากว่า “โรคเอ๋อ” นั่นเอง เรามาเริ่มเรียนรู้ไปด้วยกันดีกว่าค่ะ กับ พญ. อนุตรา โพธิกำจรกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มาเริ่มกันที่ฮอร์โมนไทรอยด์นั้นสำคัญต่อเบบี๋แรกเกิดขนาดไหน?

charli1207

ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด หรือ “โรคเอ๋อ” รักษาทัน..ป้องกันปัญญาอ่อน

ฮอร์โมนไทรอยด์: กุญแจสำคัญของพัฒนาการเด็ก

ต่อมไทรอยด์ที่อยู่บริเวณลำคอของเราเป็นผู้ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยให้สมองพัฒนาการได้ดี ทำให้กระดูกแข็งแรง หัวใจเต้นได้ปกติ เป็นฮอร์โมนที่สำคัญต่อการทำงานของทุกระบบภายในร่างกาย เรียกได้ว่าสำคัญต่อพัฒนาการของทารกทุกด้าน ทั้งทางร่างกายและสติปัญญาเลยทีเดียว

 

“ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด” เกิดจากสาเหตุใด

ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด (Congenital Hypothyroidism: CHT) ส่วนใหญ่เกิดจากต่อมไทรอยด์ของทารกมีขนาดเล็กผิดปกติ หรือไม่มีต่อมไทรอยด์ มีส่วนน้อยที่ต่อมไทรอยด์ปกติ แต่กลับผลิตฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ ในบางกรณีก็เกิดจากการที่ต่อมไทรอยด์อยู่ผิดที่

เมื่อต่อมไทรอยด์มีลักษณะผิดปกติ ทั้งเรื่องขนาดหรือตำแหน่งที่อยู่ หรือมีกระบวนการทำงานผิดปกติ จะส่งผลกระทบให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ส่งผลต่อพัฒนาการของทารกทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา

 

อ่านเรื่อง ” “โรคเอ๋อ” จากภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี อารมณ์ดี และมีความสุข เพียง 4 ข้อ

เด็กๆ ทุกคนต้องการความรักและการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ จนกว่าจะเติบโตและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ไม่ดูแลลูก ก็คงเป็นเรื่องยากที่ลูกจะอยู่รอดปลอดภัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ พ่อแม่ไม่ควรทอดทิ้งลูก การ เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี และอารมณ์ดี ก็เป็นสิ่งสำคัญ

Continue reading “เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี อารมณ์ดี และมีความสุข เพียง 4 ข้อ”

เป็นเบาหวานแล้วตั้งครรภ์ อันตรายแค่ไหน?

คุณผู้หญิงหลายท่านอาจกำลังกังวลหากตนเองมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน เมื่อตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงหรืออันตรายมากเพียงใด มาดูคำตอบจากสูตินรีแพทย์กันค่ะ

Q: ตอนนี้อายุ 33 ปีเป็นเบาหวานแบบที่ต้องฉีดอินซูลินค่ะ แต่อยากมีลูกมากๆ ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสไหมคะ และจะเสี่ยงมากกว่าคนปกติขนาดไหน ลูกจะเป็นเบาหวานด้วยหรือเปล่า รวมถึงตอนคลอดด้วยค่ะ จะสามารถคลอดธรรมชาติได้หรือเปล่า

คุณแม่ที่เป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ สามารถตั้งครรภ์ได้ค่ะ แต่หากเป็นเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลด้วยการรับประทานยาลดน้ำตาล จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการควบคุมระดับน้ำตาล จากยารับประทานเป็นยาฉีดอินซูลินก่อน ถึงจะปล่อยให้ตั้งครรภ์

เป็นเบาหวานแล้วตั้งครรภ์ เป็นเบาหวานแล้วท้อง

สำหรับคุณแม่รายนี้ เป็นคุณแม่ที่รักษาด้วยการฉีดยาอินซูลินอยู่แล้ว จึงไม่ต้องปรับเรื่องยาแต่อย่างใด แต่ที่สำคัญคือ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดและค่าน้ำตาลสะสมควรอยู่ในเกณฑ์ปกติก่อนอย่างน้อย 3-6 เดือน จึงอนุญาตให้มีการตั้งครรภ์ได้ เพราะถ้าคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี แล้วปล่อยให้เกิดการตั้งครรภ์ อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ได้หลายอย่าง

โอกาสเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์

  1. การแท้งบุตรใน 3 เดือนแรก จะมากขึ้น
  2. ความพิการของลูก โดยเฉพาะเรื่องความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ที่พบบ่อยคือ ระบบหัวใจและหลอดเลือด
  3. การคลอดก่อนกำหนด
  4. ภาวะแฝดน้ำ คือมีน้ำคร่ำมากกว่าปกติ ทำให้คุณแม่เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก
  5. ภาวะที่ลูกตัวใหญ่หรืออ้วนผิดปกติตั้งแต่อยู่ในท้องของมารดา ทำให้อัตราการผ่าตัดคลอดเพิ่มสูงขึ้น
  6. การที่เด็กคลอดออกมาแล้วมีภาวะการหายใจผิดปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ระดับแคลเซียมในเลือดผิดปกติ ภาวะเลือดข้นมากเกินไป ภาวะตัวเหลืองจากสารบิริลูบินเพิ่มผิดปกติ
  7. ภาวะแทรกซ้อนจากครรภ์เป็นพิษ

อ่านต่อ “คำแนะนำหากอยากตั้งครรภ์แต่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

พูดกันดีๆ สร้างลูก EQ ดี เพื่อชีวิตเป็นสุขและพบความสำเร็จในแบบตัวเอง

ทำไมเราจึงควรพูดกันดีๆ? คนมี EQ ดี = มีทักษะการสื่อสารดี (เข้าใจตัวเองและควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ + มีทักษะแก้ไขปัญหา)

เคยเห็นใช่ไหม? คน IQ ดี แต่ EQ ไม่ดี เรียนดี จบสูง มีเงินทองแต่เอาชีวิตไม่รอด มีให้เห็นมากมาย

คนมีทักษะสื่อสารดี จะเป็นพื้นฐานให้พัฒนาทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นในชีวิตได้ เช่น ทักษะการเรียนรู้ คือคิดเป็น ตั้งคำถามได้ ถ่ายทอดได้ ทำงานเป็นทีม และรู้จักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้  มีทักษะชีวิตคือรู้จักจัดการอารมณ์ของตัวเองและผู้อื่นได้ สร้างมิตรเป็น  รู้จักแก้ปัญหาและยืดหยุ่น เป็นต้น  ลูกจึงพึ่งพาตัวเองและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างที่พ่อแม่ไม่ต้องกังวล

พูดกับลูกดีๆ คุยกันดีๆ

เป็นความจริงที่ว่า หลัง 10 ขวบไปแล้ว ลูกไม่ค่อยฟังพ่อแม่แล้ว เพราะเขามีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น จะบอกจะสอนอะไรตอนนั้นลูกก็ไม่ค่อยเชื่อ ไม่ค่อยฟังแล้ว  ถ้าจะสอนให้ลูกมีทักษะการสื่อสารที่ดี มีเวลาสอนตั้งแต่เขายังเล็ก

รู้ไหม

  1. ทักษะสื่อสารดี เริ่มจากมีทักษะการพูดที่ดี ทักษะการพูด หมายถึงมีความสามารถในการพูดและเข้าใจความหมาย เด็กจะเข้าใจความหมายก่อนพูดได้  จำได้ใช่ไหมตั้งแต่เขายังพูดไม่ได้สักคำ เวลาคุณพูดหรือบอกให้ทำอะไร ลูกก็ทำตามที่บอกได้
  2. พ่อแม่ฝึกลูกให้มีทักษะการพูดที่ดีได้ตั้งแต่เขายังเล็กๆ
  3. พูดคุยกับลูกทารกระหว่างทำกิจวัตรประจำวัน จะทำให้เขามีพัฒนาการดี เติบโต เรียนรู้ได้เร็ว เพราะสมองได้ทำงาน
  4. กับลูกเล็ก พูดคุยด้วยเหมือนเดิม แต่พูดให้ช้าและออกเสียงให้ชัด เพราะเด็กพูดได้จากการเลียนเสียงและรูปปาก
  5. กับลูกที่เริ่มพูดได้ ต้องเข้าใจพัฒนาการและใช้เทคนิคคุยกันดีๆ ควบคู่ไป เพราะเด็กเล็กยังรู้คำศัพท์ไม่มากพอ ไม่สามารถพูดหรือบอกความต้องการ หรือความรู้สึกได้ จึงแสดงออกด้วยการหงุดหงิด โวยวาย ร้องไห้ ที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เรียกอาการอย่างนี้ว่า “พูดไม่รู้เรื่อง”

อ่านต่อ “เคล็ดลับการ พูดกันดีๆ ทำอย่างไร” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

ฝึก “วินัย” ลูก ให้ความสามารถนำทางชีวิตด้วยตัวเอง

ทำไมพ่อแม่จึงต้อง “ฝึกวินัยให้ลูก”? เพราะวินัยเป็นพื้นฐานของการทำอะไรได้สำเร็จอย่างที่คิดหวัง วินัยสร้างไม่ได้ชั่วข้ามคืน ต้องฝึกฝน ทำซ้ำๆ จนเป็นนิสัย

รู้ไหม….

การสร้างวินัยหรือการปลูกฝังนิสัยดีอื่นๆ เป็นการเรียนรู้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง โดยเฉพาะการปลูกฝังวินัย ต้องทำซ้ำๆ เพื่อให้สมองจดจำและสั่งการทำในสิ่งที่ต้องทำแม้ไม่อยากทำ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ แม้จะอยากทำ

ถ้าไม่ฝึกฝน ทำซ้ำๆ จนเซลล์สมองสร้างเครือข่ายได้หนาแน่น เมื่อถึงเวลาสมองจัดระเบียบตอนลูก 10 ขวบ สมองส่วนนี้ก็จะถูกตัดทิ้งไป ถ้ารู้ตัวช้า กลับใจมาสร้างหรือปลูกฝังหลัง 10 ขวบไปแล้ว จะกลายเป็นงานยากถึงยากมากสุดๆ  

shutterstock_374647894

วินัยเป็นพื้นฐานการทำอะไรได้สำเร็จ เพราะ…

  1. คนมีวินัย คือ คนที่ควบคุมตัวเองได้จากภายใน รู้ว่าตอนไหนควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร แม้จะอยากทำหรือไม่อยากทำ เพราะรู้และเข้าใจเหตุผล
  2. เมื่อควบคุมตัวเองได้ จึงมีความรับผิดชอบทำหน้าที่ของตัวเองได้สำเร็จลุล่วง แม้จะไม่อยากทำ หรือเป็นเรื่องไม่สนุก เช่น ทำการบ้าน เรียนหนังสือ งานบ้าน เป็นต้น
  3. เมื่อความรับผิดชอบสำเร็จไปเรื่อยๆ จะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง และมั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถทำอะไรให้สำเร็จได้ เป็นแรงผลักดันให้มีความพยายามทำอะไรให้สำเร็จอย่างที่หวังมากขึ้น

อ่านต่อ “ฝึกวินัยลูก ฝึกอะไร เมื่อไหร่ ตั้งแต่ทารกถึงวัยประถม 10 ขวบปีแรก” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

เรามีเวลาอยู่กับลูก

รู้หรือไม่? แท้จริงแล้ว เรามีเวลาอยู่กับลูก ได้แค่ 10 ปีแรกเท่านั้น!

รู้หรือไม่? แท้จริงแล้ว เรามีเวลาอยู่กับลูก ได้แค่ 10 ปีแรกเท่านั้น!! นั่นหมายความว่า “การให้เวลากับลูก” แค่ 10 ปีแรก จะส่งผลไปตลอดชีวิต

รู้หรือไม่? แท้จริงแล้ว เรามีเวลาอยู่กับลูก
ได้แค่ 10 ปีแรกเท่านั้น!!

“ไม่มีเวลา…กรุณาอย่ามีลูก”  ประโยคเตือนใจ (แทงใจดำ) จาก นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่กล่าวไว้กับทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ซึ่งการเลี้ยงดู … สัมผัส … เล่น … อ่านหนังสือ … ฝึกวินัย … ปลูกฝังนิสัยดี … สอนให้คิดเป็น … เท่าทันโลกยุคใหม่ … ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน … เป็นตัวอย่างที่ดีและไม่ดีให้เขาเห็น … ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ถ้าพ่อแม่ “ไม่ให้เวลา” ลูกจะได้สิ่งเหล่านี้หรือไม่??

เพราะแท้จริงแล้ว เรามีเวลาอยู่กับลูก ได้แค่ 10 ปีแรกเท่านั้น ซึ่ง 10 ปีนี้ หากพ่อแม่ “ให้เวลากับลูก” และ “ใช้เวลาอยู่กับลูกด้วยกัน” ให้ได้มากที่สุด ก็จะส่งผลดีต่อลูกไปตลอดชีวิต ดังนี้

 

1. ลูกจะรับรู้และรู้สึกว่าเขาเป็นที่รัก

สร้างสายใยที่แข็งแรงมั่นคง เพราะมีพ่อแม่เป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจเมื่อเขาต้องการ ซึ่งความรู้สึกตัวเองเป็นที่รักจะสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง ทำให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของตัวเอง ส่งเสริมให้กล้าเรียนรู้ และลองทำสิ่งใหม่ๆ เมื่อโตขึ้น เขาจะไม่ทำร้ายตัวเองเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวัง

2. คุณจะเห็นจุดเด่นของลูกชัดกว่าใคร

ยิ่งใช้เวลาด้วยกันมาก คุณจะได้เห็นข้อดีและจุดเด่นต่างๆ ของลูกชัดขึ้น แม้แต่จุดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งพ่อแม่มักจะมองข้ามไป ยามเหนื่อย หงุดหงิดจากเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้เข้าไปส่งเสริมจุดแข็งของลูกได้ถูกจุด เมื่อนั้นโอกาสที่จะปล่อยให้ศักยภาพอันสุดวิเศษของลูกหลุดลอยไปก็น้อยลง เพราะความสามารถของเด็กๆ มิใช่เพียง เรียนเก่ง เล่นดนตรี กีฬา วาดรูป ได้เท่านั้น แต่ความสามารถของเด็กๆ มาจากสิ่งที่เขาทำและพ่อแม่สังเกตเห็นและชื่นชมบ่อยๆ สะสมเป็นความเชื่อมั่นและมองเห็นความสามารถของตัวเอง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพที่ตัวเองมี

เรามีเวลาอยู่กับลูก

3. คุณจะเป็นเสียงปลอบประโลมในใจลูกเสมอ

เพราะความจริงมีอยู่ว่า เมื่อถึงวัยหนึ่งลูกไม่บอกพ่อแม่ทุกเรื่องแน่ แต่ถ้าให้เวลาลูกตั้งแต่เล็ก และใช้เวลาด้วยกันกับเขา คุณจะได้โอกาสรับฟังที่สิ่งเขาอยากเล่า อยากบอก อยากเพ้อ อยากระบาย อยากขอความช่วยเหลือ อยากขอความเห็น อยากทะเลาะด้วยแบบไม่โกรธกัน และเมื่อถึงเวลาที่เขามีเรื่องทุกข์ สุขในชีวิตและอยากได้คำปรึกษาจากใครสักคน  เวลาที่คุณมีให้เขาเสมอตั้งแต่เล็ก จะทำให้คุณได้สิทธิ์เป็นคนๆ นั้นของลูกโดยอัตโนมัติ

4. ลูกรู้ว่ามีคนร่วมทุกข์ ร่วมสุขไปด้วยกัน

เพราะการใช้เวลาร่วมกัน ทำได้ทุกกิจกรรมทั้งสนุก เช่น เดินเล่น ช้อปปิ้ง เลี้ยงหมา ปลูกต้นไม้ เที่ยว ฯลฯ และไม่สนุก เช่น ทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานบ้าน ทำการบ้าน อยู่ในสถานการณ์อึดอัด ยากลำบาก ฯลฯ การร่วมทุกข์ร่วมสุขจะสร้างความทรงจำที่ดี สร้างความไว้วางใจ ความผูกพันทั้งลูกและตัวคุณเองเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค เขาจะอดทนและพยายามฝ่าฟันไปให้ได้

 

อ่านต่อ >> “พ่อแม่ทำงาน จะให้เวลาลูกอย่างไร?” คลิกหน้า 2

มรดกของแม่ …แค่อยากแบ่งปันเรื่องราวดีๆ

Amarin Baby & Kids มีเรื่องราวดีๆ มาให้อ่านกันค่ะ เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งมีคุณแม่ และลูกๆ อีก 6 คน เมื่อถึงวันที่คุณแม่สิ้นใจ ลูกๆ ทุกคนต่างพากันมาเปิดดู มรดกของแม่ ซึ่งมีค่ามากกว่าเงินทอง นั่นก็คือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่แม่มีให้ลูก อ่านแล้วอย่าลืมรักแม่ให้มากๆ นะคะ

Continue reading “มรดกของแม่ …แค่อยากแบ่งปันเรื่องราวดีๆ”

งานวิจัยชี้! ดูดนิ้ว-กัดเล็บ ทำให้มีโอกาสเป็น “โรคภูมิแพ้” น้อยลง

คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่า เด็กที่มีนิสัยในการชอบดูดนิ้ว หรือ กัดเล็บมือ มีโอกาสเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้น้อยกว่าเด็กทั่วไป อันเป็นสาเหตุมาจากร่างกายได้รับเชื้อเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กในวัยเจริญเติบโตนั่นเอง Continue reading “งานวิจัยชี้! ดูดนิ้ว-กัดเล็บ ทำให้มีโอกาสเป็น “โรคภูมิแพ้” น้อยลง”

ฮารุ ท้องที่ 3 แล้วจ้า

ฮารุ ยามากูชิ ภรรยาของดาราดัง กาย รัชชานนท์ เผยว่าท้องที่ 3 แล้ว โดยโชว์ภาพที่ตรวจตั้งครรภ์ แต่ยังไม่ทราบอายุครรภ์ต้องรอพบแพทย์อีกทีโดยยืนยันว่าเลี้ยงไหวแน่นอนเพราะมีคนช่วยเลี้ยงเยอะ และมีแพลนว่าจะมี 3 คนอยู่แล้ว โดยหลังจากนี้คงจะปิดอู่ ซึ่งตอนนี้ร่างกายของคุณแม่ก็พร้อมแล้วแต่มีกังวลเรื่องแผลผ่าคลอดน้องไนร่า ลูกสาวคนที่ 2 ที่เพิ่งคลอดไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว

และพี่ชายคนโต น้องคีริน ก็เข้าโรงเรียนแล้ว ทำให้เบาแรงคุณแม่ลงเยอะ

haru (3)

haru (2)

haru (5)

แต่เพื่อความแม่นยำ ฮารุเตรียมฝากครรภ์และอยู่ในการดูแลของแพทย์อีกครั้ง เพื่อทราบอายุครรภ์ที่ชัดเจนด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้ว่าอายุครรภ์กี่สัปดาห์

และสำหรับว่าที่คุณแม่คนใดที่กำลังสงสัยว่าลูกในท้องของเรานั้นมีขนาดเท่าไหร่แล้ว ..เรามีบทความที่เปรียบเทียบขนาดง่ายๆ กับผลไม้น่ารักๆ คลิกอ่านต่อได้ที่บทความ

“ขนาดของทารกในครรภ์แต่ละสัปดาห์”

https://www.amarinbabyandkids.com/pregnancy/pregnant-mom/size-of-infant-week-by-week-fruit-comparison/

ที่มาจาก : @haruyamaguchi

ก้าวร้าว

[สร้างวินัยเชิงบวก] 3 เทคนิคเชิงบวก ฝึกลูกเล็กควบคุมอารมณ์ และความรู้สึกให้ได้ผล!

“ทำไมอยากได้อะไรก็ต้องร้องไห้ ขัดใจทีไรเป็นต้องโวยวายทุกที บอกให้พูดดีๆ ก็เอาแต่ร้องกรี๊ด โวยวาย!” คุณพ่อคุณแม่เคยมีคำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวบ้างไหมคะ? ในเวลาที่ลูกอยากได้อะไรหรือไม่ได้ดั่งใจ ทำไมพวกนางถึงจะต้องแสดงเสียใหญ่ มีสีหน้า ท่าทางที่เว่อร์วังซะขนาดนั้น

สาเหตุก็เพราะว่ามันเป็น “Feeling” ของลูกค่ะ! ซึ่งก็คือ ความรู้สึกไม่พึงพอใจ ที่สมองส่วนอารมณ์ของลูกมีระบบการทำงานที่สามารถตรวจจับได้อย่างว่องไว ประมวลผลได้รวดเร็วและสั่งการเป็นพฤติกรรมตอบสนองได้อย่างฉับพลัน (Limbic System) โดยสมองส่วนอารมณ์นี้จะเจริญเติบโตเต็มที่ตั้งแต่แรกคลอด และมีพัฒนาการเต็มที่ตั้งแต่ลูกยังเป็นทารกแบเบาะ หน้าที่หลัก คือ การเรียนรู้และจดจำ เพื่อช่วยให้สามารถปรับตัว และมีชีวิตอยู่รอดได้ จึงกล่าวได้ว่า ลูกต้องอาศัยสมองส่วนนี้ตั้งแต่เกิด เพื่อปรับพฤติกรรมตนเองให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ ลูกของเราจึงรู้จักประจบเมื่ออยากได้ของ ยอมทำตามได้เมื่อกลัว ต่อรองเก่งเมื่อถูกขัดใจ และยียวนกวนอารมณ์เป็นเมื่อไม่พอใจ

ควบคุมอารมณ์ วิธีสอนลูก วินัยเชิงบวก

และเหนือสิ่งอื่นใดสมองส่วนอารมณ์ของลูกจะมีระดับความต้องการมากขึ้น หลากหลายขึ้น และสลับซับซ้อนขึ้นตามอายุของเขาซึ่งก็หมายความว่า เมื่อลูกโตขึ้น ทั้งคุณพ่อคุณแม่และทั้งตัวลูกเอง จะต้องเตรียมรับมือกับอารมณ์ ความรู้สึกและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้ เช่น สามารถจัดการกับความรู้สึก โกรธ กลัว และเสียใจมากในเวลาเดียวกันได้ ไม่เช่นนั้นแล้วสมองส่วนอารมณ์ก็จะสั่งการให้ระเบิดความอัดอั้นตันใจนั้นออกมาเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทันที ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงแรกเกิดถึง 6 ขวบ ก็จะกลายเป็นนิสัยก้าวร้าวถาวรหรือเก็บกดถาวรได้

อ่านต่อ “วิธีการช่วยฝึกลูกเล็กให้ควบคุมอารมณ์ และแสดงออกอย่างเหมาะสม” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

อัญชัน ช่วยให้คิ้วเด็กดกดำขึ้นจริงหรือ?

 

จากบทความก่อนหน้านี้ที่นำเสนอว่าบรรดาคุณแม่ดาราใช้น้ำจากดอกอัญชันช่วยเติมสวยเพิ่มคิ้วให้กับลูกสาว () วันนี้ AMARIN Baby & Kids ขอหยิบยกประเด็นนี้มาให้ความรู้เพิ่มเติมว่า “น้ำอัญชัน” สามารถเพิ่มคิ้วสวยให้ลูกเราได้อย่างไร

สารสกัดจากดอกอัญชันกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase)

สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล  ได้ค้นว่าวิจัยพบว่า สารสกัดจากดอกอัญชันมีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ 5-แอลฟารีดักเตส (5 Alpha reductase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้มีอาการผมร่วง  ศีรษะล้าน  ซึ่งการทดลองนี้ทำในหนูทดลอง  สารสกัดนี้ช่วยกระตุ้นการสร้างขนในหนูทดลองได้จริง  โดยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) เพิ่มการสร้างเซลล์เม็ดสีเมลาโนไซต์ (melanocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างเม็ดสีของผิว และรากขน

aunchan (4)

ย่านางก็มีฤทธิ์เช่นเดียวกับอัญชัน

นอกจากนี้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิจัยเรื่อง “ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นและฤทธิ์กระตุ้นการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินของสารสกัดสมุนไพรไทยพื้นบ้านบางชนิด เพื่อใช้สำหรับผมหงอกก่อนวัย**1“   โดยนำเอาสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ ย่านาง  บัวบก  อัญชัน  หม่อน  กวาวเครือขาว  มาสกัดเปรียบเทียบกัน พบว่า สมุนไพรทั้ง 5 ชนิดนี้ มีฤทธิ์กระตุ้นเอนไซม์ไทโรซิเนส และกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เมลาโนไซท์เช่นเดียวกัน   และย่านางกับอัญชันให้ผลกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เมลาโนไซท์ได้ดีที่สุด  ดังนั้นนอกจากนำมาเขียนคิ้วเด็กได้แล้วยังช่วยลดอาการผมหงอกของผู้ใหญ่ได้ด้วย

สรุปคือ ผมดำและขนคิ้วดกขึ้นได้จริง  แต่… ต้องระวังการแพ้และระคายเคืองในผิวเด็กอ่อนนะคะ

 

ลูกแฝดของแม่โอปอล์ก็ลองแล้ว

aline alun

opal

น้องออกู๊ด ลูกแม่จูน กษมา ก็ลองบ้าง

june kasama

น้องณดา ลูกแม่กบ ก็เขียนคิ้วด้วยดอกอัญชัน

้น้องณดา

อ่านเรื่อง “อัญชัน ช่วยให้คิ้วเด็กดกดำขึ้นจริงหรือ?” คลิกหน้า 2

ยาหมดอายุ-เสื่อมคุณภาพ…อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม! พร้อมวิธีสังเกตและตรวจสอบยาเสื่อมสภาพ

ปัจจุบันยาเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องพึ่งพาอาศัยยาเพื่อใช้รักษาตัวให้หายจากอาการป่วย แต่บางครั้งยาที่มีประโยชน์นี้ก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ถ้าหากเราใช้ยาไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม Continue reading “ยาหมดอายุ-เสื่อมคุณภาพ…อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม! พร้อมวิธีสังเกตและตรวจสอบยาเสื่อมสภาพ”

ลำไส้อุดตัน เพราะเบบี้คริสตัล อันตรายใกล้ตัวลูกน้อย

แพทย์หญิงจำเรียง คุ้มจันอัด แพทย์ชำนาญการพิเศษด้านกุมารศัลยกรรมเด็ก โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ ได้ตรวจอาการของน้องใหม่ เด็กน้อยวัย 1 ขวบกว่า หลังจากพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล จากการผ่าตัดเอาลูกเบบี้คริสตัล หรือตัวดูดน้ำ (ของเล่น) ซึ่งทำให้ ลำไส้อุดตัน ออกมาได้สำเร็จ

Continue reading “ลำไส้อุดตัน เพราะเบบี้คริสตัล อันตรายใกล้ตัวลูกน้อย”

7 Step เตรียมเจ้าตัวน้อย ก่อนเข้าอนุบาล

แนะนำ 7 ขั้นตอนสำคัญในการสอนและฝึกฝนลูกรัก เพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมก่อนไปโรงเรียนได้อย่างประสบความสำเร็จมาฝากกันค่ะ

  1. ฝึกการปรับตัว ปรับเวลาทำกิจวัตรประจำวัน
  • ควรปรับเวลาของการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เริ่มตั้งแต่การตื่นนอนตอนเช้าอาบน้ำ ทานข้าว เวลาเล่นพักผ่อน และให้ลูกเข้านอน – ตื่นนอนเป็นเวลา
  • ค่อยๆ ปรับเวลาที่ลูกเคยทำเป็นปกติ ให้ใกล้เคียงกับเวลาที่ต้องไปโรงเรียนให้มากที่สุด เพื่อให้ลูกน้อยเกิดความเคยชิน รวมถึงยังเป็นการฝึกวินัยให้ลูกแบ่งเวลาได้ถูกต้องอีกด้วย
  • ทำความเข้าใจและขอความร่วมมือกับทุกคนในบ้านในการปรับเวลาของลูก เช่น ให้ลูกนอนในช่วง 2 ทุ่มของทุกวัน  คุณแม่และคนในครอบครัวต้องพาลูกเข้าห้อง ปิดโทรทัศน์ ปิดไฟ และหยุดสิ่งที่จะกระตุ้นความสนใจของลูกทั้งหมด ไม่ควรชวนคุย เพราะจะทำให้ลูกไม่อยากหลับ

shutterstock_369246971

  1. ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้

โดยให้เริ่มฝึกในสิ่งที่ง่ายๆก่อนเช่น ฝึกกินข้าวเองให้เก่ง  สวมเสื้อผ้าติดกระดุมเองได้ ใส่ถุงเท้าเอง สวมรองเท้าได้เอง เข้าห้องน้ำและทำความสะอาดตัวเองแบบง่ายๆ ได้ เช่น แปรงฟันเอง เก็บจานข้าว กดน้ำดื่มเองโดยคุณพ่อคุณแม่ก็ควรให้คำแนะนำแก่ลูกว่าวิธีการทำแต่ละอย่าง ควรทำอย่างไร ทำแบบไหนจึงจะถูกต้อง

shutterstock_349380014

  1. สอนให้ลูกรู้จักดูแลรักษาของใช้

คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักการดูแลรักษาของใช้ของตัวเอง  เช่น เก็บกระติกน้ำใส่กระเป๋า  ระบายสีแล้วต้องเก็บดินสอสีใส่กระเป๋า ของใช้ของเขาคืออันไหน เราจะไม่ใช้ของปนกับคนอื่น หรือเอาของคนอื่นมาใส่กระเป๋าเรา   เมื่ออ่านหนังสือเสร็จควรเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยหรือบอกถึงความสำคัญของสิ่งของนั้นๆว่ามีความจำเป็นอย่างไรต่อลูก

shutterstock_318542165

  1. ฝึกให้ลูกบอกความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง

โดยการสอนและถามลูกเพื่อให้ลูกได้ลองตอบ และกล้าบอกความรู้สึกของตัวเองให้คนอื่นได้รับรู้ เพื่อให้ลูกมีพื้นฐานที่จะกล้าสื่อสารบอกความต้องการกับคุณครู ที่จะคอยช่วยเหลือลูกที่โรงเรียน   เช่นเมื่อลูกต้องการเข้าห้องน้ำต้องบอกครู เมื่อลูกรู้สึกเจ็บป่วยไม่สบาย ปวดหัว ปวดท้อง หรือบาดเจ็บ

shutterstock_342207947

อ่านเรื่อง “7 Step เตรียมเจ้าตัวน้อย ก่อนเข้าอนุบาล” คลิกหน้า 2

ลูกท้องเสียเพราะ ยืดตัว จริงหรือ?

อยากถามว่าเกี่ยวกับการ ยืดตัว ของเด็กไหมคะ ลูกสาวอายุ 4 เดือน ถ่ายเหลวและมีอุจจาระเป็นสีเหลืองเหลว เป็นมาเกือบสัปดาห์แล้วค่ะ ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย 
                ก่อนอื่นต้องขออธิบายความเข้าใจผิดของคำโบราณที่ส่งต่อกันมา คำว่า ท้องเสียเพราะยืดตัว หรือ ท้องเสียเพราะลูกเปลี่ยนอิริยาบถ นั้นไม่มีจริงค่ะ ถ้ามีจริงเด็กคนนั้นก็ต้องท้องเสียทุกวัน การเชื่อคำโบราณที่บอกว่า ท้องเสียเพราะยืดตัวจะทำให้คุณแม่ประมาทชะล่าใจ ไม่พาลูกไปพบแพทย์ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติอาจทำให้ลูกเป็นอันตรายจากภาวะขาดน้ำและพลังงานจนช็อคได้ นอกจากนี้ยังทำให้ไม่คิดป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำเพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ทั้งๆที่ความจริงเกิดจากการได้รับเชื้อโรคหรือแพ้อาหารซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้

เด็กทารกท้องเสียเพราะ “ยืดตัว” จริงหรือไม่?

ลูกของหมอทั้งสองคน ไม่เคยเป็นโรคท้องเสียเลย เพราะหมอทราบดีว่าโรคท้องเสียเกิดจากอะไร แล้วคอยระวังไม่ให้ลูกท้องเสียทำได้อย่างไร เช่นการรับวัคซีนป้องกันโรค การล้างมือคนเลี้ยงและมือลูกบ่อยๆ คอยทำความสะอาดพื้นบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ ของเล่น การให้ลูกกินนมแม่จะได้รับภูมิต้านทานโรค และไม่เสี่ยงต่ออาการแพ้โปรตีนนมวัวซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท้องเสีย และเมื่อไม่มีนมแม่แล้ว หมอก็เลือกนมที่ลูกไม่แพ้ ดังนั้นลูกทั้งสองจึงไม่เคยมีปัญหาท้องเสียเลย

shutterstock_120707239

 

สาเหตุที่แท้จริงของโรคท้องเสีย

ได้แก่ 1.ติดเชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย พยาธิ  2.นมที่เด็กรับประทาน  หากกินนมแม่แล้วมีอาการถ่ายบ่อย แต่ตรวจไม่เจอเม็ดเลือดขาว อาจเกิดจากการที่กินนมส่วนต้นมากเกินไป ได้รับน้ำตาลแลคโต๊สมากเกินไป 3.แพ้โปรตีนแปลกปลอมที่ผ่านทางนมแม่ เช่น นมวัว นมถั่ว แป้งสาลี ไข่ ซีฟู้ด (ให้คุณแม่งดอาหารที่สงสัย) 4. หากไม่ใช่นมแม่อาจจะแพ้นมอื่นที่ลูกรับประทาน

การป้องกันไม่ให้ลูกท้องเสีย


• ล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบอาหารเข้าปาก
• กินแต่อาหารที่ปรุงสุก ไม่มีแมลงวันตอม
• หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดหรือสัมผัสสารคัดหลั่งอุจจาระจากผู้เป็นโรคและล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสโรค
• ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของโรคนี้ในเด็กเล็ก เป็นวัคซีนชนิดรับประทาน ช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรค หรือ ลดความรุนแรงลงได้
• ให้ลูกกินนมแม่ เพราะในนมแม่มีสารต้านไวรัสและแบคทีเรีย รวมถึงลดโอกาสการปนเปื้อนจากภาชนะที่ไม่สะอาด

banner300x250

เรื่องโดย : พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด
ภาพ : ShutterStock

ผื่นในเด็กแรกเกิด

7 ปัญหาผดผื่นในเด็กแรกเกิด ที่พ่อแม่ควรรู้!

อยากปรึกษาคุณหมอว่าพวก ผื่นในเด็กแรกเกิด นั้นเกิดจากอะไร ลูกเกิดได้ 6 วัน  ที่หน้าผากมีผื่นขึ้นเป็นตุ่มใสๆ พยายามหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้วแต่ก็ยังไม่ทราบว่ามันคืออะไร  มันจะหายไปเองไหมคะ ต้องใช้วาสลีนหรือครีมอะไรทาให้ลูกไหมคะ และรักษาได้อย่างไรคะ

การที่คุณแม่เปรียบเทียบลักษณะผื่นของลูกผ่านข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตแล้ววินิจฉัยโรคเองนั้นอาจจะไม่แม่นยำ ทำให้ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นทางที่ดีที่สุด คือ การพาลูกไปพบแพทย์ตรวจค่ะ  ผื่นที่คล้ายลักษณะที่คุณแม่กล่าวนั้นมี 7 ประเภท หมอขออธิบายดังนี้ค่ะ

ผื่นในเด็กแรกเกิดผื่นในเด็กแรกเกิด

1.ผื่นแดง ETN (Erythema Toxicum Neonatorum) พบได้ร้อยละ 40-70 เป็นผื่นแดงขนาด 1-3 ซม. มีตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนองขนาด 1-3 มม.อยู่ตรงกลาง ไม่ทราบสาเหตุ พบได้ตามลำตัวและแขนขา แต่ไม่ค่อยพบที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ส่วนใหญ่หายเองใน 1 สัปดาห์ ส่วนน้อยอาจเป็นนานหลายสัปดาห์

ผื่นในเด็กแรกเกิด

2.ผื่น Milia เป็นตุ่มเม็ดขาวๆ เหลืองๆ พบที่ หน้าผาก แก้ม จมูกของทารก และอาจจะพบที่เหงือกและกลางเพดานปากได้ด้วย เกิดจากการตกค้างของสารเคอราตินซึ่งโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในหนังกำพร้าผม เล็บ ส่วนใหญ่หายภายใน 1-2 เดือน.

ผื่นในเด็กแรกเกิด

3.Transient Neonatal Pustular Melanosis เป็นผื่นที่พบเฉพาะในทารกแรกเกิด เป็นตุ่มน้ำใสผิวบางแตกง่ายบนผิวหนังสีปกติ เมื่อแตกแล้วจะเป็นขุยขาวบนพื้นผิวที่เข้มกว่าสีผิวปกติ แต่สีจะจางหายเป็นปกติภายใน 3 เดือนพบได้ทั้งร่างกายรวมทั้งฝ่ามือฝ่าเท้า ไม่ต้องรักษาหายได้เอง

ผื่นในเด็กแรกเกิด

4.สิวฮอร์โมน (Neonatal acne) ไม่ทราบสาเหตุ อาจสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชายที่ค่อนข้างสูงจากแม่หรือของเด็กเองไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน พบได้ตั้งแต่อายุ 3 สัปดาห์เป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนอง พบเฉพาะที่ใบหน้าพบบ่อยบริเวณแก้มแต่อาจพบที่หนังศีรษะ  ส่วนใหญ่หายได้เองไม่ควรทาโลชั่นหรือน้ำมันเพราะจะทำให้อุดตันรูขุมขนมากขึ้นในรายที่เป็นมากควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาทาช่วยบรรเทาอาการ

อ่านต่อ “ปัญหาผื่นในเด็กแรกเกิด ที่พ่อแม่ควรรู้” คลิกหน้า 2

banner300x250