blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-18] พบคุณหมอพัฒนาการเด็ก (ตอนที่ 1)

        ตอนที่เจ้าปูนปั้นอายุได้ 1 ขวบ 4 เดือน หม่าม้าก็มาชวนปะป๊าว่า   “พาปูนปั้นไปหาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กกันมั้ย “

        จริงๆ ปะป๊าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่แต่ก็ไม่อยากขัดใจหม่าม้า เพราะหม่าม้าบอกว่า

        “อยากให้คุณหมอดูว่า เราควรพัฒนาอะไรให้เจ้าปูนปั้นเพิ่มเติมบ้าง และด้วยวิธีอย่างไร”

        หม่าม้าหว่านล้อมปะป๊าว่า คุณแม่บางคนจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอถึงวิธีอ่านนิทานให้มีเสียงสูงต่ำ จึงจะทำให้ลูกสนใจ  มันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เรามองข้าม  แต่คุณหมอเฉพาะทางเห็นความสำคัญของเรื่องนี้และนำมาแนะนำให้เรา  เพราะการสื่อสารกับเด็กนั้นมีความอ่อนไหวพอตัวทีเดียว

       หม่าม้าโทรไปขอนัดคิวคุณหมอ  แต่กว่าจะได้พบก็ต้องรอประมาณ 2-3 สัปดาห์  (คุณหมอที่เราไปพบ คือ พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์ )  พอได้เจอหน้าคุณหมอ คุณหมอถามคำถามแรกว่า  “จะมาถามเรื่องอะไรคะ”  ในขณะที่ปะป๊า ทำหน้ามึน หม่าม้าก็ตอบคุณหมอไปว่า “กลัวว่า ปูนปั้น จะสมาธิสั้นคะ” 

        ช่วงแรกๆ คุณหมอก็จะไม่ยุ่งกับเจ้าปูนปั้นเท่าไหร่  จะปล่อยให้เราชวนปูนปั้นเล่นโน่นเล่นนี่ เหมือนเวลาอยู่ที่บ้าน แล้วคุณหมอจะแค่สังเกตดูพฤติกรรมทั่วๆ ไปแล้วก็จะถามข้อมูลเราเพื่อประเมินดูวิธีเลี้ยงดูของเรา  ประเมินการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างในครอบครัว และที่สำคัญเพื่อประเมินดูธรรมชาติเวลาอยู่ที่บ้านของเจ้าปูนปั้น

       จากเดิมปะป๊าไม่รู้มาก่อนว่าหม่าม้ามีความกังวลอะไรในตัวเจ้าปูนปั้น ก็เพิ่งจะรู้วันนี้นี่เอง ว่าหม่าม้ากลัวว่าเจ้าปูนปั้นจะเป็นเด็กสมาธิสั้น เนื่องจากเห็นปูนปั้นนั่งฟังนิทานไม่ได้นานๆ และกับของเล่นบางอย่าง ก็เล่นแป๊บเดียวก็เลิกเล่นซึ่งทั้งหมดนั่นไม่ใช่สิ่งที่ปะป๊ากังวลเลย (ทำเอาคุณหมอทำหน้างงว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้คุยกันก่อนมารึ ฮ่าฮ่าฮ่า)

        ผมตอบคุณหมอไปว่าคุยกันมาแต่ปะป๊าไม่รู้ว่าหม่าม้ากังวลแบบนี้  เพราะทีแรกบอกผมแค่ว่าจะมาให้คุณหมอดูพฤติกรรมทั่วไปแล้วขอคำแนะนำว่าควรปรับปรุงเพิ่มเติมอะไรบ้างอย่างไร หลังจากคุณหมอคุยกับปะป๊าและหม่าม้าไปพักใหญ่  คุณหมอมีสีหนาแปลกใจเล็กๆ ว่าเราสองคนมีมุมมองต่างกันมาก ในขณะที่หม่าม้ากังวล  ปะป๊ากับดูพอใจและมีความสุขกับพัฒนาการและสิ่งที่ปูนปั้นเป็น หรือในขณะที่หม่าม้าพยายามศึกษาหาวิธีที่จะพัฒนาปูนปั้นเพิ่ม ปะป๊ากลับรู้สึกอยากให้เขาอิสระในแบบที่เขาอยากโต

        ถึงจุดนี้คุณหมออธิบายได้ดีทีเดียวครับว่า สิ่งที่ปะป๊าคิดก็ถูก ในการที่จะปล่อยให้เขาเติบโตตามธรรมชาติแบบปล่อยอิสระอยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำก็ยังไม่ต้องทำ แต่นั่นก็อาจจะเสียโอกาสที่ลูกเราอาจจะพัฒนาไปได้อีกขั้นถ้าเรารู้ว่าเขาพร้อมและ/หรือเรารู้ว่าควรสอนอะไรเขาต่อ ด้วยวิธีไหน เช่นเราเล่าให้คุณหมอฟังว่าปูนปั้นชอบเล่นรถมากและเล่าวิธีเล่นรถของปูนปั้นให้คุณหมอฟัง คุณหมอบอกว่า วิธีการเล่นของปูนปั้นเป็นการเล่นรถที่ใส่จินตนาการเพิ่มเติมได้ดี ซึ่งจริงๆ ถ้าเราสอนอย่างอื่นเพิ่มเขาจะพัฒนาไปได้มากกว่านี้ เป็นต้น

        ตอนหน้ามาอ่านต่อ ในขั้นต่อไปที่คุณหมอจะเริ่มสื่อสารกับเจ้าปูนปั้นโดยตรงครับ (อ่านต่อตอนที่ 2 นะครับ)

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)
ภาพโดย: 

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-17] รักหนูมากเหลือเกิน

        “พี่เอก ไม่ต้องโอ๋นะ ปล่อยให้เค้าหยุดร้องเอง    เจ้าของคำพูดประโยคนี้ ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหม่ามี๊ของเจ้าปูนปั้นนั่นเอง

        ตอนนั้นเจ้าปูนปั้นเพิ่งจะตั้งไข่ได้ไม่นาน  แต่ด้วยความซนและสนุกสนานกับความสามารถใหม่ล่าสุดกับการเคลื่อนที่ด้วย 2 เท้า  ทำให้เจ้าปูนปั้นซนจนได้เรื่อง  เขาเล่นจนล้มไปเองแล้วก็ร้องงอแงอ้อนจะให้เราโอ๋  แต่หม่ามี๊พูดประโยคนี้ขึ้นมาเบรกไว้ก่อน  ซึ่งปะป๊าก็เห็นด้วยจึงพูดกับปูนปั้นว่า

 

        “ลุกขึ้นนะครับ หนูเล่นเอง ล้มเอง หนูก็ต้องลุกเองนะครับ ไม่มีใครแกล้งหนู”    แล้วผมก็ยื่นมือให้เจ้าปูนปั้นเกาะเจ้าปูนปั้นก็ลุกขึ้นแล้วก็หยุดร้องไห้เอง ผมจึงพูดสอนย้ำเขาอีกครั้งว่า

        “หนูเล่นเอง ไม่มีใครแกล้งหนูก็ต้องลุกเองนะครับ พร้อมทั้งชมเชยให้กำลังใจว่า

        “หนูเก่งมากรู้มั้ยที่หยุดร้องไห้เอง หนูต้องเข้มแข็งและอดทนแบบนี้นะครับ  เพราะหนูเป็นเด็กผู้ชาย

        เราเชื่อว่านี่เป็นการสอนให้เขาเข้มแข็ง ไม่ใช่อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ร้องไห้งอแง เพื่อให้ปะป๊า หม่าม๊าหรือคนอื่นๆ ช่วย เราเชื่อว่าสิ่งที่เราสอนจะทำให้ปูนปั้นเข้มแข็งและรู้จักช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อโตขึ้น หลังจากวันนั้นเราก็ทำเช่นนี้มาตลอด

        มีครั้งหนึ่งเราไปเที่ยวพัทยากัน  ปูนปั้นก็ชอบตู้ไม้ชั้นวางทีวีเหลือเกิน  เปิดปิดฝาตู้เล่นตึงตัง เราก็เตือนและสอนว่า ฝามันหนักเดี๋ยวหนีบนิ้วเข้าจะเจ็บนะครับ แต่เจ้าปูนปั้นก็ซนและก็ยังอยากเล่นต่อ  เราก็มองว่ามันไม่ได้อันตรายอะไรมากถ้าหากพลาดโดนหนีบขึ้นมาจริงๆ และนั่นก็คงจะทำให้เจ้าปูนปั้นได้เรียนรู้เป็นประสบการณ์จากความซนอีกเรื่องหนึ่งตรงนี้คงเดาได้ใช่มั้ยครับว่า  เจ้าตัวยุ่งก็ถูกฝาตู้หนีบเข้าจริงๆ แน่นอนฮะ  ร้องไห้ลั่น พร้อมน้ำตาหยดแหมะ เราก็สอนไปประโยคเดิมว่า

        “หนูเล่นเอง เจ็บเอง ก็ต้องไม่ร้องไห้ครับ เพราะไม่มีใครแกล้งหนู

         แต่ครั้งนี้คงเจ็บเยอะหน่อย ไม่หยุดร้องง่ายๆ แม้ว่าเราจะสงสารแต่ก็อดขำไม่ได้ (ทำไมใจร้ายแบบนี้น้อ) เราก็เลยถ่ายเป็นคลิปแล้วไป upload บน Facebookได้ผลทีเดียวครับ เพราะมี comment จากน้องคนหนึ่งเขียนว่า น่าสงสารตรงเช็ดน้ำตาเองเนี่ยแหละ ทำเอาระดับความรู้สึกผิดของหม่ามี๊กะปะป๊าพุ่งสูงปรี้ดขึ้นมาเลย

 

         แต่ท้ายที่สุด เจ้าปูนปั้นก็หยุดร้องไห้เองนะครับ  จากการที่เราฝึกเขาบ่อยๆ ทุกครั้งที่เขาล้ม หรือ เล่นอะไรแล้วเจ็บ เราก็จะสอนเขา ให้ลุกเอง หยุดร้องเองทุกครั้ง ปัจจุบันเราพอจะบอกได้ว่า ปูนปั้น ไม่ใช่เด็กขี้แง ที่เจออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ร้องไห้อ้อน เรียกให้คนมาโอ๋แล้ว

         แต่ละครอบครัวอาจจะมีมุมมองในการเลี้ยงลูกต่างกันออกไป การโอบกอดปลอบประโลมและโอ๋ อาจจะเป็นวิธีที่ พ่อแม่ สบายใจกว่าที่จะทำให้ลูกหยุดร้องไห้ แต่เมื่อครอบครัวเราเลือกที่จะให้เขาเรียนรู้และเข้มแข็ง เราเองก็ต้องเข้มแข็งในตอนที่เห็นลูกร้องไห้และเจ็บ แต่ผมเชื่อว่าปูนปั้นจะโตมาอย่างเข้าใจสิ่งที่เราทำ และนั่นจะไม่ได้ทำให้สายไยและความอบอุ่นลดน้อยลงเลย เพราะเจ้าปูนปั้นจะรับรู้ได้ว่าสายตาและน้ำเสียงที่เราสอนเขา มันแปลได้ง่ายๆ ได้เพียงแค่

       ‘รักหนูมากเหลือเกิน

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

เบบี๋ไม่อยากให้อุ้ม (แล้วนะแม่)

พอรู้จักทำอะไรๆ เองได้มากขึ้น ลูกก็จะไม่ใช่ทารกที่อยากให้คุณอุ้มตลอดเวลาแล้ว แต่เขาจะเป็นเด็กที่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ และจะยอมให้คุณอุ้มก็ต่อเมื่อเขาต้องการ

 

เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
ลูกวัยนี้พยายามใช้ร่างกายทำอะไรๆ เองมากขึ้นด้วย และคุณจะรู้สึกได้ว่า บางครั้งลูกจะหงุดหงิดที่คุณช่วยทำให้ แต่แน่นอนว่า ลูกน้อยก็ยังต้องการให้คุณใส่ใจอยู่ดี ดังนั้นคุณไม่ควรรีบตอบสนองทุกครั้งที่เขาร้องหา เพราะนี่คือโอกาสที่เขาจะได้เรียนรู้ว่าคุณเองก็มีสิ่งที่ต้องทำเช่นกัน และเขาก็ต้องรู้จักอดทนรอ ความอดทนจึงไม่ใช่บทเรียนชีวิตที่ได้มาง่ายๆเลย

 

 
เป็นตัวของตัวเองอย่างปลอดภัย
หน้าที่ของลูกคือการสำรวจและค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอาจนำมาการเจ็บตัว ความคงเส้นคงวาในการกำหนดขีดจำกัดจึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ เพราะขีดจำกัดจะทำให้ลูกปลอดภัย ขณะเดียวกันก็สอนให้ลูกรู้ว่าโลกภายนอกมีภัยที่เขาต้องรู้จักหลีกเลี่ยง ทั้งยังสอนให้เขารู้จักมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นโดยคำนึงถึงคนอื่นด้วย พูดง่ายๆ ก็คือจะให้คนอื่นทำตามที่เขาต้องการทุกครั้งไม่ได้
คุณควรพยายามชักนำให้ลูกสำรวจสิ่งที่ปลอดภัยกว่าและพอจะรับได้ ไม่ใช่ห้ามเขาสำรวจ หรือหาตัวเลือกในการสำรวจให้สัก 2-3 ตัวเลือก เขาจะได้รู้สึกว่าควบคุมการกระทำของตัวเองได้มากขึ้น

 

หมอนนิ่ม & ตุ๊กตาเน่า
เด็กหลายๆ คนจะ “ติด” สิ่งที่ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจได้ด้วยดี ซึ่งเรียกว่า “ของรักของหวง” อาจจะเป็นผ้าห่ม ตุ๊กตาผ้า หรืออะไรก็ตามที่มีความหมายพิเศษและทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิต เช่น มีพี่เลี้ยงคนใหม่ ย้ายห้อง เดินทางไกล เจ็บตัว ฯลฯ ของรักของหวงจะทำให้เด็กๆ นึกถึงความมั่นคงปลอดภัยของบ้านและความรักของพ่อแม่ จึงรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดี
ดังนั้นคุณไม่ควรจะแยกลูกจากของรักของหวงในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงวัยที่เขากลัวคนแปลกหน้าและกลัวการแยกจากพ่อแม่มากที่สุด แต่ถ้าของรักของหวงคือผ้าห่ม พ่อแม่บางคนก็ไม่อยากให้ลูกลากไปนู่นมานี่ด้วยทั้งวัน ขอแนะนำวิธีรับมือด้วยการกำหนดเวลาใช้ เช่น ให้ใช้เฉพาะตอนถึงเวลานอน ตอนที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ตอนเสียใจและหลังหกล้มเท่านั้น โดยเก็บผ้าห่มไว้ในจุดที่ลูกหยิบมาใช้ตามเงื่อนไขของพ่อแม่ได้ทุกเมื่อ พ่อแม่บางคนเลือกที่จะรับมือด้วยการเย็บผ้าห่มผืนเล็กๆ ให้ลูกพกติดตัวแทนผืนจริง และบางคนก็ไม่มีปัญหากับการติดผ้าห่มของลูก
สำคัญคือไม่ว่าจะเลือกรับมืออย่างไร คุณต้องคงเส้นคงวากับวิธีที่เลือกใช้ด้วยเช่นกัน

 

 

นอนกลางวันแค่รอบเดียว
ตอนอายุประมาณ 12 เดือน (หรือในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า) ลูกจะเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการนอนกลางวัน คือจะนอนกลางวันแค่รอบเดียวโดยอาจจะนอนกลางวันในช่วงเช้าช้าลง และไม่ยอมนอนในช่วงบ่าย หรืออาจจะนอนกลางวันในช่วงเช้าตามเวลาเดิม แต่นอนได้นานขึ้น
ทารกบางคนปรับตัวเข้ากับรูปแบบใหม่นี้ได้ในวันเดียวเท่านั้น แต่บางคนก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ฉะนั้นถ้าลูกปรับตัวช้าหน่อย คุณก็ต้องพยายามหาวิธีที่จะทำให้เขาไม่นอนกลางวันในช่วงเช้าเพื่อให้เขานอนกลางวันในช่วงบ่ายได้นานขึ้น ซึ่งถึงจะทำให้เขางอแงในช่วงสายเพราะความเพลีย แต่ในไม่ช้าคุณก็อาจจะได้พักในช่วงบ่ายถึงวันละ 2 ชั่วโมง

 
Baby sleep quiz
แค่ตอบว่าประโยคดังต่อไปนี้ถูกหรือผิด..ก่อนดูเฉลยนะ ก็บอกได้แล้วว่าคุณรู้เรื่องการนอนของลูกดีแค่ไหน
1. ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่นอนหลับวันละ 18-20 ชั่วโมง
2. ทารกส่วนใหญ่เริ่มนอนเป็นเวลาตอนอายุราว 2 เดือน
3. ถ้าลูกวัย 6 เดือนยังไม่นอนยาวถึงเช้า (หรือยังไม่นอนยาว 5 ชั่วโมงรวดเป็นอย่างต่ำ) แปลว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติ
4. ถึงจะเป็นตอนกลางดึก แต่ถ้าลูกหลับเกิน 5 ชั่วโมงแล้ว คุณควรจะปลุกมากินนม
5. ไม่ควรทิ้งขวดนมไว้ในเตียงคอกเพื่อให้ลูกหยิบมาดูดตอนกลางดึก
6. ควรสวมชุดหมีให้ลูกวัยแรกเกิดหรือทารก เขาจะได้นอนหลับสบาย
7. ถ้าต้องการ คุณจะทิ้งผ้าห่มหรือตุ๊กตาผ้าไว้ในเตียงคอกของลูกวัยทารกก็ได้
8. ทารกแรกเกิดมักจะสับสนระหว่างกลางวันกับกลางคืน เพราะการนอนกลางวัน-กลางคืนจะเริ่มพัฒนาตอนอายุราว 6 เดือน
9. ถ้าอยากให้ลูกวัยทารกนอนหลับ ต้องพยายามทำให้เขารู้สึกสบายตัว
10. ลูกวัย 6 เดือนควรนอนหลับวันละประมาณ 10 ชั่วโมง

 

 
เฉลย
1. ถูก
2. ผิด (6 เดือน)
3. ผิด (ทารกบางคนนอนยาวถึงเช้าตั้งแต่อายุแค่ 4 เดือน แต่บางคนก็เพิ่งจะเริ่มนอนยาวถึงเช้าตอนอายุ 12 เดือน)
4. ผิด (หากไม่มีความจำเป็นในเรื่องของสารอาหาร คุณก็ไม่ควรจะปลุกลูกมากินนมตอนกลางดึก)
5. ถูก
6. ถูก
7. ผิด (ไม่ควรทิ้งสิ่งที่อาจจะอุดกั้นทางเดินหายใจของลูกไว้ในเตียงคอก)
8. ผิด (จังหวะการนอนมักจะเริ่มพัฒนาตอนทารกอายุราว 3 เดือน)
9. ผิด (ถ้าอยากให้ลูกวัยทารกนอนหลับสบาย กิจวัตรช่วงก่อนนอนที่ทำเป็นประจำทุกคืนก็ช่วยได้)
10. ผิด (วันละประมาณ 12-14 ชั่วโมง)

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วัย 4 เดือนครึ่ง หนูเชื่อมโยงเสียงกับภาพได้แล้วนะ

วัย 4 เดือนครึ่ง หนูเชื่อมโยงเสียงกับภาพได้แล้วนะ

ประสาทสัมผัสของลูกน้อยอายุ 18-19 สัปดาห์ เริ่มทำงานประสานสัมพันธ์กันแล้วนะ สังเกตได้ง่ายๆ ว่าเจ้าตัวน้อยจะออกอาการชอบและไม่ชอบต่อเสียงเพลง

เสียงกับภาพมาพร้อมกันได้ แต่อย่ามากเกินไปนะ

ลูกวัยนี้จะรู้จักเชื่อมโยงประสาทสัมผัสอย่างหนึ่งกับอีกอย่าง เช่น เสียงที่ได้ยินกับภาพเคลื่อนไหวที่เห็น แต่การแยกแยะสิ่งกระตุ้นประสาทสัมผัสที่จู่โจมเข้ามาพร้อมๆ กันก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขา

ดังนั้นในงานเลี้ยงรวมญาติที่มีทั้งเสียงพูดคุยของคนมากหน้าหลายตา เสียงเพลงดังลั่นและเด็กโตที่ชวนกันวิ่งเล่นจึงทำให้ลูกน้อยงอแงได้ง่ายๆ ขณะที่การจับกระเด้งขึ้นๆ ลงๆ บนเข่าพร้อมกับร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟังก็ทำให้เจ้าตัวเล็กหายงอแงได้ไม่ยากเช่นกัน ทารกวัย 4 เดือนกว่าๆ นี้ จึงค่อนข้างชอบการเคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ ที่สัมพันธ์กับเสียงเพลงที่ไม่ดังเกินไป

พิสูจน์การเชื่อมโยง

นักวิจัยให้ทารกวัย 4 เดือนดูวิดีโอ 2 ม้วนพร้อมๆ กันโดยปิดเสียง ม้วนหนึ่งเป็นภาพคนเล่นจ๊ะเอ๋ ส่วนอีกม้วนเป็นภาพคนใช้ไม้ตีกลองแทมบูรีนและบล็อกไม้เป็นจังหวะ จากนั้นก็ให้ทารกดูวิดีโอ 2 ม้วนนี้อีกครั้งโดยเปิดเสียงวิดีโอม้วนใดม้วนหนึ่งให้ฟังด้วย ฉะนั้นทารกก็จะได้ยินเสียงคนพูดว่า “จ๊ะเอ๋!” กับลูกหรือเสียงคนตีกลองแทมบูรีนและบล็อกไม้เป็นจังหวะ ปรากฏว่าทารกส่วนใหญ่มองไปที่ภาพวิดีโอกับเสียงประกอบได้ถูกต้อง เหมือนกับจะบอกว่า “นี่ไงๆ เสียงนี้อยู่นี่ๆ” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าถึงจะอายุแค่ 4 เดือน แต่ทารกก็รู้จักเชื่อมโยงเสียงที่ได้ยินกับภาพการเคลื่อนไหวที่เห็นแล้ว

ใช้เสียงเพลงให้เป็นประโยชน์

ให้คุณจับลูกนั่งในเปลโยก เปิดเพลงมันๆ จากนั้นก็เต้นตามจังหวะเพลงให้เขาดู เพราะนอกจากจะให้ทั้งความสุขและความสนุกสนานกับลูกแล้ว กิจกรรมนี้ยังจะช่วยฝึกให้เขามีประสาทสัมผัสที่ประสานสัมพันธ์กันด้วย

ส่วนเวลาที่ลูกงอแงเพราะมีสิ่งกระตุ้นประสาทสัมผัสมากเกินไป คุณก็ควรจะอุ้มเขาไปในจุดที่พ้นจากความวุ่นวายดังกล่าว แล้วฮัมเพลงเบาๆ พร้อมกับโยกตัวไปมา รับรองว่าเสียงที่ทำให้สบายใจขึ้นและจังหวะการเคลื่อนไหวของคุณจะต้องทำให้เขาหายงอแงอย่างแน่นอน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

สีอุจจาระ บอกสุขภาพ

สีอุจจาระ บอกสุขภาพ ได้ เรื่องจริงที่ไม่ควรมองข้าม!

คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ สีอุจจาระ บอกสุขภาพ ของคุณได้ …ดังนั้นเข้าส้วมถ่ายหนักครั้งใด อย่าลืมสังเกตสี และลักษณะให้ดี จะได้รู้ว่าตอนนี้คุณสุขภาพเป็นอย่างไร

สีอุจจาระ บอกสุขภาพ ได้อย่างไร?

ลักษณะ และ สีอุจจาระ บอกสุขภาพ ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องของสังเกตให้ดี รวมไปถึง สีอุจจาระของลูกน้อยด้วย ซึ่ง สีอุจจาระ บอกสุขภาพ ได้อย่างไรนั้น เนื่องจากเมื่อเราการกินอาหารเข้าไป อาหารเหล่านั้นก็จะผ่านกระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารเรียบร้อยแล้ว จากนั้นกากจะถูกขับออกมาเป็นอุจจาระ

ทั้งนี้ สีอุจจาระ ในแต่ละวัน อาจแตกต่างกันตามลักษณะและประเภทของอาหารที่รับประทานเข้าไป บางครั้งอาจมีสีน้ำตาลเข้ม น้ำตาลอ่อน หรืออาจเปลี่ยนเป็นสีอื่น เช่น ดำหรือเหลือง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า…หาก อุจจาระเปลี่ยนสี หมายความว่า ตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคหรือมีบางอย่างในร่างกายผิดปกติ แต่แท้จริงแล้วสีของอุจจาระอาจไม่สามารถบอกถึงปัญหาร้ายแรงใด ๆ ในระบบย่อยอาหารก็เป็นได้

ทั้งนี้คนทั่วไปจะปล่อยอุนจิ หรือ อุจจาระ ในปริมาณ 0.9 กิโลกรัม ต่อวัน

75 เปอร์เซ็นต์ ของอุนจิ คือ น้ำ

8 เปอร์เซ็นต์ ของอุนจิ คือ กากอาหาร

8 เปอร์เซ็นต์ ของอุนจิ คือ แบคทีเรียที่ถูกฆ่าตายแล้ว

4 เปอร์เซ็นต์ ของอุนจิ คือ ไขมัน

4 เปอร์เซ็นต์ ของอุนจิ คือ เกลือ

1 เปอร์เซ็นต์ ของอุนจิ คือ โปรตีน

และในปริมาณทั้งหมด ลักษณะ และ สีอุจจาระ ก็สามารถบ่งบอกถึงอาการผิดปกติของร่างกายได้ จะเป็นอย่างไร?

คลิกอ่านต่อหน้า 2 เลยค่ะ ⇓

ลูกซนมาก

ลูกซนมาก ปล่อยให้เล่นแค่ไหนถึงปลอดภัย?

ลูกซนมาก พ่อแม่ต้องกลุ้มใจแย่มีคำจำกัดความหลากหลายเมื่อลูกน้อยเข้าสู่ช่วงวัย 1 -3 ขวบ วัยสำรวจโลก วัยเตาะแตะ วัยซน วัยต่อต้าน  แม้กระทั่ง วัยเสี่ยง  เพราะนี่คือธรรมชาติแห่งวัยแท้ๆ ทีเดียว ลูกกำลังพัฒนาความเข้มแข็งเฉลียวฉลาด เขาจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและความอยากรู้อยากเห็น คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยนี้ โดยมากก็เห็นด้วยกับทุกคำนิยามที่ว่ามา! เพราะภาพพฤติกรรมน่าเป็นห่วง ชวนเจ็บตัว เป็นอันตรายของบรรดาลูกน้อยลอยมาตรงหน้ากันเลย

คงไม่มากไป หากจะขอว่า อย่าเพิ่งรำคาญ เครียด หรือโกรธลูกเลยนะครับ เพราะนี่คือธรรมชาติแห่งวัยแท้ๆ ทีเดียว แต่ควรดีใจด้วยซ้ำไปครับ ว่าลูกกำลังพัฒนาความเข้มแข็งเฉลียวฉลาด เขาจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและความอยากรู้อยากเห็น

หากพ่อแม่อย่างพวกเราเข้าอกเข้าใจและรู้ “วิธี”อยู่กับนักสำรวจน้อยอย่างเหมาะสมไว้แต่เนิ่นๆ คุณจะปล่อยให้ลูกน้อยได้พัฒนาทั้งกายและใจ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างมั่นใจว่าเขาจะปลอดภัยจากอุบัติเหตุทั้งหลายได้ด้วยครับ

ลูกซน
พ่อแม่ควรเข้าใจธรรมชาติของวัยซน

ลูกซนมาก เข้าอกเข้าใจ ธรรมชาติแท้ๆ

“นักสำรวจ No limit”

ในความรู้สึกของหนูน้อยวัย 1-3 ขวบนั้น สิ่งต่างๆ รอบตัวล้วนแล้วแต่เป็น “โลกใหม่” ที่ช่างน่าตื่นเต้น ไปซะทั้งหมด! โดยเฉพาะในวัย 1-2 ขวบ ที่ทักษะการเดินจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นแรงส่งให้เด็กน้อยเคลื่อนตัวเข้าไปทุกๆ ที่เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามวัย และพร้อมสัมผัสทุกสิ่งที่เห็น จึงเป็นที่มาของฉายา “วัยสำรวจโลก”

แต่ด้วยความเป็นนักสำรวจ ที่เข้าถึงทุกที่แบบไม่รีรอ ไม่เหลียวหน้าดูหลัง เมื่อไปถึงจุดเป้าหมายแล้ว เขาก็พร้อมจับต้องสัมผัสทุกสิ่งตรงหน้า จึงเป็นที่มาให้วัยนี้มีโอกาสเจ็บตัวจากอุบัติเหตุ ได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ลูกซน อยู่ไม่นิ่ง
วัยเตาะแตะ 1-3 ขวบคือวัยสำรวจโลก

“2 ขวบขึ้น จอมต่อต้าน+นักสำรวจบ้าพลัง”

เมื่อเข้าสู่วัยสองขวบ เขาจะร่าเริง สนุกสนานกับการวิ่งไปโน่นไปนี่อย่างอิสระเสรี เพราะวิ่งได้แล้ว และจะชอบมากถ้าได้เล่นวิ่งหนีวิ่งไล่ และเป็นวัยทดสอบพลัง เวลาเล่นก็ชอบใช้พลังสูงสุด วิ่งเร็วๆ ขว้างแรงๆ ปีนอีกปีนอีก เอาสูงๆ ความอยากรู้อยากเห็นของวัยนี้จะยิ่งมากขึ้น จึงมีอาการห้ามไม่ฟัง ห้ามแล้วทำเลยต่อหน้าต่อตาให้พวกเราพ่อแม่มีอารมณ์กรุ่นๆ ได้ง่ายๆ

วัยทองสองขวบ
เตรียมรับมือกับ “วัยทองสองขวบ” จอมต่อต้าน+นักสำรวจ+บ้าพลัง

“ห้ามทุกฝีก้าว ไม่ใช่วิธี”

เมื่อความต้องการรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว เป็นธรรมชาติแท้ๆ เป็นพัฒนาการตามวัย การป้องกันระมัดระวังให้ลูกรักปลอดภัย จึงไม่ใช่การคอยดุ ขู่หรือคอยห้ามอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ให้วิ่ง ไม่ให้เล่น หรือให้นั่งนิ่งๆ เป็น “เด็กสต๊าฟ” กลับจะเป็นผลเสียต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของลูกน้อยมากกว่า

รับมือลูกซน
รับมือเมื่อลูกซน

การดูแลลูกวัยนี้อย่างใกล้ชิดย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ลูกได้เล่น ได้ค้นคว้า ได้ซนก็เป็นเรื่องที่จำเป็น และควรส่งเสริมให้เล่น ให้ออกกำลังกาย ภายใต้การดูแลอย่างไม่ให้คลาดสายตาของพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ที่ดูแล

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตย AMARIN Baby & Kids

ลูกโกรธง่าย

ลูกโกรธง่าย ทำไงดี พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?

เด็กเกิดมาไม่เหมือนกัน บางคนเลี้ยงง่าย บางคนเลี้ยงยาก ลูกโกรธง่าย ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางอารมณ์เป็นอย่างไร มีคำศัพท์เรียกว่า temperament ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน ฟังดูมีวิชาการเป็นอันมาก

แต่อย่าไปสนใจเลย หันมาสนใจลูกของเราดีกว่า เด็กอายุ 4 ขวบมีอะไรให้เขาลองผิดลองถูกอีกมาก เขาโมโหใครกลับบ้านบ่อยๆ นั้นเพราะพื้นฐานทางอารมณ์เขาเป็นเช่นนั้นเอง คำถามคือทันทีที่เขาพูดว่าไม่ชอบครู ไม่รักเพื่อน เราควรทำตัวอย่างไร

ลูกโกรธง่าย ทำไงดี พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?

หลักการพื้นฐานยังคงเป็นการฟัง พ่อแม่ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี ปล่อยเขาเล่า คิดเสียว่าเขากำลังได้โอกาสฝึกทักษะเล่าเรื่องที่ดี ไม่มีคนขัด เราสามารถถามเพิ่มเติมได้ด้วยกริยาท่าทางสนใจอย่างเต็มที่ “อู๋ ครูทำอย่างนั้นเลยหรอ“ “อั้ยย่ะ เพื่อนคนนี้ชื่อว่าอะไรนะ” จะทำอะไรก็ทำไปเถอะครับ ทำให้เขารู้ว่าเราใส่ใจ

ถ้าเขาเล่าเลยเถิดไปว่าชกเพื่อนไปแล้วหนึ่งที เรามีหน้าที่บอกเขาว่า “คราวหลังไม่ทำ” ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ให้เดินไปบอกครูดีกว่า บอกเขาว่า “พ่อและแม่อยากให้ลูก…..” ทำอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้นก็ว่าไป ถ้าเขาบอกว่าครั้งหน้าจะตื้บให้ติดดิน เรามีหน้าที่บอกเขาว่า “พ่อแม่ไม่อยากให้ลูก….” ไม่อยากให้ทำอะไรก็ว่าไป จะให้หรือไม่ให้เหตุผลผมไม่ถือ (แต่นักจิตวิทยาบางสำนักจะแนะนำให้เหตุผลทุกครั้ง) ในวัย 4 ขวบนี้เรามีหน้าที่บอกตรงๆ และสอนตรงๆ อย่างสั้น ง่าย และชัดเจน อะไรได้ อะไรไม่ได้

“บางทีไปไกลขนาดจะยิงเลย อยากขับรถถังไปทับ อยากเตะไปนอกโลกโน่น” อันนี้น่าชื่นใจว่าเขาสามารถจดจำและใช้ภาษาได้ดีมากครับ อย่าได้ตีความหรือฟูมฟายให้มากความ เรามีหน้าที่ฟังและอู้หู อื้อหือ โอ๊ยโยะ โหยแฮะ ไปเรื่อยแหละครับ ทำให้เขารู้ว่าเราฟังอยู่ ฟังอย่างตั้งใจ สนใจ และใส่ใจด้วย

ลูกโกรธง่าย ไม่ใช่ความผิด พ่อแม่อย่าห้ามไม่ให้ลูกโกรธ

ที่คุณพ่อคุณแม่ถามคำถามนี้มา ผมเดาว่าเพราะพวกเราไม่อยากให้ลูกทำร้ายคนอื่น คงมิใช่เพราะไม่ต้องการให้ลูกของเราโกรธหรือโมโหใคร ใช่มั้ยครับ เรื่องที่คนเราเข้าใจผิดกันมากคือมักคิดว่าอารมณ์โกรธและความโมโหเป็นของไม่ดีที่ต้องกำจัดทิ้ง ซึ่งว่าที่จริงมันก็ไม่ค่อยดีจริงๆ นั่นแหละ แต่จะอย่างไรก็ตาม หากอยากให้ลูกของเราเป็นคนธรรมดาก็ควรต้องยอมรับ ฝึกยอมรับ และฝึกให้ลูกของเรายอมรับอารมณ์โกรธและความขี้โมโหของตนเอง

มีประโยคหนึ่งที่ผมพูดกับผู้ป่วยเสมอคือ “ความโกรธไม่ใช่ความผิด วิธีแสดงออกต่างหากที่อาจจะผิด”

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกโกรธไม่เป็น โมโหไม่เป็น คงส่งคำถามมาผิดที่แล้วล่ะครับ ให้ไปถามที่อื่น แต่ถ้าต้องการให้ลูกของเราโกรธเป็น โมโหเป็น และแสดงออกเป็นด้วย ก็ล้อมวงเข้ามาได้เลย หลักง่ายๆ มีว่าหากเอาแต่ขี้โกรธแล้วไม่หาทางระบายเลย อนาคตก็คงพบจิตแพทย์ หากขี้โมโหแล้วแสดงออกด้วยวาจา ด้วยกล้ามเนื้อ ทำลายข้าวของ ทำร้ายผู้คน อนาคตคงได้พบตำรวจ จะเห็นว่าคำตอบที่ถูกต้องคือ โกรธได้ โมโหได้ และแสดงออกให้เป็น

เขาเป็นเด็กสี่ขวบจะให้เขาแสดงออกได้อย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของเราจะค่อยๆ สอน มีเวลาสอนตั้งสิบปี กว่าเขาจะเข้าใกล้วัยรุ่น เริ่มด้วยการรับฟังและยอมรับความโกรธของเขาดังที่เล่ามา หากคนเป็นพ่อแม่ยอมรับความโกรธของเขาได้แล้ว เขาก็ยอมรับความโกรธของตนเองได้และจัดการมันได้ในที่สุด

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงลูกอารมณ์ดี มีความสุข ไม่ก้าวร้าว

ปวดหัวกับลูก เหวี่ยงทีไรไม่กัด ก็ตี ทุกที

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-16] พ่อตีหนู หนูเจ็บไม่เท่า พ่อเจ็บหรอก

                ผมกับภรรยาเราสองคนคิดตรงกันว่า เราจะพยายามไม่ใช้การตีลูกในการทำโทษ (ในที่นี้หมายถึงการใช้ไม้ หรือ วัตถุอะไรก็ตามตี) เพราะเราเชื่อว่า การพยายามอธิบายให้เข้าใจด้วยเหตุและผลน่าจะทำให้เขาเรียนรู้ได้ดีกว่าว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควรทำและไม่ควรทำ หรือ แม้กระทั่งอะไรที่เราชอบและไม่ชอบ

                อีกสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับการตี  เพราะสิ่งที่ผมจำได้อย่างเดียวเวลาโดนตีตอนเด็กๆ คือ ความกลัว’ มันแค่นั้นเองจริงๆ ฮะ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือที่บ้าน   ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยโดนคุณพ่อใช้ไม้ตีแต่จำไม่ได้เลยว่าโดนตีเรื่องอะไร

                ส่วนที่โรงเรียนตอนประถมผมจำได้ว่ามีกฏห้ามเดินไปด้านหลังโรงเรียนในช่วงเวลาพัก  (ซึ่งจริงๆ ตรงนั้นเป็นสถานที่เรียนวิชาดนตรีไทย) ถ้าฝ่าฝืนจะถูกคุณครูตี ซึ่งมันเลยกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์  แต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องห้ามเข้าไป  ไม่รู้เหตุผลจนปัจจุบัน

                สำหรับเจ้าปูนปั้น ผมเองเคยใช้มือตีเขาครั้งหนึ่ง แล้วเขาก็ร้องไห้ออกมา มันเป็นความรู้สึกเหมือนที่ผมเคยได้ยินมาแต่เด็กว่า “พ่อ แม่ ตีเรา เราเจ็บไม่เท่าท่านหรอก”  ผมเพิ่งเข้าใจจริงๆฮะ วันนั้นผมเล่นกับเจ้าปูนปั้นอยู่สนุกสนานดี ส่วนหม่ามี๊ไปอาบน้ำ  เจ้าปูนปั้นเดินไปมาก็ไปดึงเอาสายไฟพัดลมเข้า ผมก็ส่งเสียง เจ้าปูนปั้นก็หยุด เพราะเสียงขู่ ‘อ้ะ อ้ะ อ้ะ’

                เป็นสัญญาณที่รู้กันระหว่า ปูนปั้น กับ ปะป๊า หม่ามี๊ว่า ‘ห้ามเล่น’

                แล้วเราก็จะบอกเหตุผลว่าทำไมไม่ควรเล่น แม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจ แต่เราเชื่อว่า เขาจะเรียนรู้เหตุและผลกับเรื่องต่างๆ ที่เกิดรอบๆ ตัว แต่หลังจากหยุดเล่นสายไฟ เจ้าปูนปั้นก็เดินต่อไปที่ปลั๊กไฟ คราวนี้ อ้ะ อ้ะ อ้ะ’ แม้จะทำให้เจ้าปูนปั้นปล่อยมือ แต่กลับไปเล่นต่อ แถมยังหันมายิ้ม

                คราวนี้ผมขู่ซ้ำอีกที ไม่เป็นผล ผมเลยเอามือผมตีมือเจ้าปูนปั้น แต่เจ้าปูนปั้นคงนึกว่าเล่นด้วย ก็หันมายิ้มให้อีกครั้ง แล้วจะหันกลับไปจับปลั๊กไฟอีก คราวนี้ผมจับมือเขาหงายขึ้นและตีแรงขึ้น คราวนี้ได้เรื่อง เจ้าปูนปั้นร้องไห้ โฮ

                ตอนนั้นผมทำอะไร ไม่ถูก ระหว่าง ควรจะโอ๋ หรือ ควรปล่อยให้ร้อง’ เพราะถ้าโอ๋ เขาก็จะหยุดร้องแต่ผมเกรงว่าเขาจะเรียนรู้ว่าทำผิดเดี๋ยวก็มีคนโอ๋ แต่ถ้าไม่โอ๋ ผมก็รู้สึกสงสารที่เราไปตีมือเค้า แม้จะไม่เจ็บแต่ ลูกน่าจะงอนหรือน้อยใจที่ปะป๊าตีมือ

                สุดท้าย ผมตัดสินใจ ไม่โอ๋ แล้วสอนแทน ผมสอนเขาว่า “ปลั๊กไฟฟ้ามันอันตราย เล่นไม่ได้” อย่างที่บอกไว้ล่ะครับว่า เขาคงจะไม่เข้าใจ แต่พอผมคุยกับเขาพูดซ้ำๆ  เขาก็หยุดร้อง พอเขาหยุดผมก็พูดกับเขาอีกที แล้วก็กอดเขา ถึงตรงนี้ ถ้าผมจะโอ๋เขาก็คงไม่มีใครว่าผมแล้วใช่มั้ยครับว่า ตามใจลูกผมไม่ได้โอ๋อะไรเขามากหรอกครับ ผมแค่ดึง เจ้าปูนปั้นมากอดแน่นๆ  แล้วตอนนั้นผมก็กระซิบข้างๆ หูเขาว่า

                “ป๊าขอโทษนะ ปะป๊ารักหนูมากนะ”

                คงไม่ต้องบอกว่า แม้เจ้าปูนปั้นจะหยุดร้องไห้ แต่ในอ้อมกอดนั้นกลับมีน้ำตาใครบางคนไหลออกมาแทน

                (ฝากคลิปฝึกกระโดดมาให้ดูครับ คลิก ดูแล้วจะเข้าใจว่าทำไมผมตีเขาไม่ลง)

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-15] หนูสอนพ่อ พ่อสอนหนู เราจะโตไปด้วยกัน

        เคยอ่านเจอที่ไหนสักแห่งเมื่อนานมาแล้ว นานจนจำไม่ได้นั่นแหละครับ เขาเขียนไว้ว่า

         ‘จงเรียนรู้ให้เหมือนเด็ก ที่สนุกตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว’

         ตั้งแต่เจ้าปูนปั้นเริ่มเดินได้ ผมจึงเพิ่งจะได้เรียนรู้จากเจ้าปูนปั้นว่า ที่บ้านของผมเต็มไปด้วยของเล่นทั้งนั้นเลย ของที่เราเคยเห็นว่าใช้ทำงานโน่น ทำงานนี่ แต่จากสายตาเจ้าปูนปั้น เขาไม่เคยเห็นในแบบเราเสียเลย   เด็กมีมุมมองที่ผู้ใหญ่อย่างเราหลงลืมไปแล้ว เจ้าปูนปั้นทำให้ผมคิดถึงสิ่งที่เจ้าชายน้อยพูดไว้ว่า

        ‘Grown-ups never understand anything for themselves, and it is tiresome for children to be always and forever explaining things to them.’

        ที่ผมเคยเล่าไปแล้วอย่างพัดลมตั้งพื้นตัวสูงก็กลายเป็นพาหนะอะไรสักอย่างให้เจ้าปูนปั้นไว้ขับเคลื่อน บรึ้นๆ (ลองอ่านตอนที่ชื่อ ‘ก้าวแรกของเจ้า พ่อเฝ้ามอง’ นะครับ)

        เครื่องดูดฝุ่น เป็นของเล่นแสนสนุกของเจ้าปูนปั้น ทุกตอนเช้าวันเสาร์ ป้าฟ้าจะเข้ามาทำความสะอาดบ้านของเรา ซึ่งเราก็จะได้เห็นเจ้าปูนปั้นมองตามป้าฟ้า เวลาป้าฟ้า เดินทำงานในบ้านไปๆมาๆ และ ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของเจ้าปูนปั้นก็มาถึง เมื่อป้าฟ้าลากเอาเครื่องดูดฝุ่นออกมา และนั่นก็ได้เวลาที่เจ้าปูนปั้นจะเดินพรวดเข้าไปหา ส่งเสียงอ้อแอ้และส่งยิ้มทักทายป้าฟ้า เหมือนจะขอบคุณที่ป้าฟ้าเอาของเล่นมาให้เล่น ท่าทางที่เวลาเจ้าปูนปั้นเล่นเครื่องดูดฝุ่น ผมเดาว่าเขาคงเห็นเป็นรถเด็กเล่นคันโต เพราะนอกจากจะวิ่งได้แล้ว เสียงครางหึ่งๆของเครื่องดูดฝุ่นน่าจะเร้าใจเจ้าตัวป่วนไม่ใช่น้อย ส่วนเครื่องมือทำความสะอาดแบบไม่ต้องใช้ไฟฟ้า อย่างไม้กวาดและที่ตักผงก็เป็นของน่าสนุกของเจ้าปูนปั้นเช่นกัน

         ของเล่นโปรดอีกอย่างหนึ่ง ที่สร้างรอยยิ้มให้ใครต่อใครเวลาเห็นก็คือ รถเข็นสนามบิน และรถเข็น supermarket นั่นเอง แต่เจ้าปูนปั้นไม่ได้ไปนั่งในนั้นเหมือนเด็กคนอื่นๆ  หรอกนะครับ   แต่จะเข็นไปทั่ว แม้รถเข็นคันบะเริ่มเมื่อเทียบกับเจ้าปูนปั้น แต่เจ้าตัวยุ่งก็ไม่ได้หวั่น แต่จะเข็นไปแบบเอาจริงเอาจังด้วยแววตาที่สนุกสนาน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

        อ้อ! รถเข็นเด็ก ก็ไม่ได้มีไว้ให้เด็กนั่งเสมอไปหรอกนะครับ เพราะสำหรับเจ้าปูนปั้น รถเข็นเด็ก บางทีก็มีไว้ให้ เด็กเข็น ส่วนในรถเข็นเราก็ไว้วางของแทนซะเลย  ลองดูคลิปน่ารักๆนะครับ เคยมีครั้งหนึ่งมีชาวต่างชาติเดินมาขอถ่ายคลิปไปดูเล่นด้วยครับ (มี 3 คลิปครับ >> 1  2  3) 

        ปูนปั้นกับผม เรารู้จักกันมาปีกว่าๆ  แล้วล่ะครับ ยิ่งรู้จักกันนานขึ้น ยิ่งเราอยู่ด้วยกันนานขึ้น ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจทุกวันที่เราอยู่ด้วยกัน ผมเป็นคนสอนเขา หรือ เขาเป็นคนที่สอนผมกันแน่ เพราะผมได้เรียนรู้และรับรู้ความสุขจากรอยยิ้มที่ปูนปั้นมีให้ได้ทุกวัน เหมือนเขาสอนผมอยู่ว่า ‘ปะป๊าครับ ยิ้มและหัวเราะกับทุกเรื่องให้เหมือนผมสิครับ’

        ส่วนประโยคที่ว่า  ‘จงเรียนรู้ให้เหมือนเด็ก ที่สนุกตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว’

        จนถึงตอนนี้ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าอ่านมาจากที่ไหน … แต่ ถ้าคุณถามผมตอนนี้ว่าใครสอนความหมายของประโยคนั้นให้ผม … คุณรู้ ใช่มั้ยครับว่า ผมกำลังจะตอบชื่อใคร ..

        ติดตามเพจน้องปูนปั้นได้ที่ https://www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

มือ เท้า ปาก

รอยยิ้มที่หาย ไปกับ “มือ เท้า ปาก” โดย พ่อเอก

แม้การกินนมแม่จะช่วยให้เจ้าปูนปั้น แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรค (เวลาป่วยอาการจะไม่หนัก) แต่จากการที่ต้องอยู่กับเด็กจำนวนเยอะๆ ไม่ว่าเด็กคนไหนจะแข็งแรงอย่างไร ก็คงต้องป่วยกันบ้างล่ะครับ และแล้วเจ้าปูนปั้นก็โดน มือ เท้า ปาก เล่นงานจนได้

เจ้าปูนปั้นเอง ไม่ยอมพลาดอาการป่วยยอดฮิตเลย เกิดมาไม่กี่สัปดาห์ก็ตัวเหลืองซะอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ตอนคลอดตัวโตจนหม่าม๊า ปะป๊า กระหยิ่มว่าลูกเราแข็งแรง พอตัวเหลืองก็เลยต้องไปนอนในตู้อบหลายวัน ทำให้ป๊ากับม้าได้ลิ้มรสความรู้สึกไฮโซได้ไปนอนกลางเมือง ต่อมาเมื่ออายุใกล้ 1 ขวบ ก็มาเป็นโรต้าเสียอีก (ตามที่เคยเขียนเล่าให้ฟังมาแล้ว)

รอยยิ้มที่หาย ไปกับ มือ เท้า ปาก

ครั้งล่าสุด อาการป่วยที่ทำเอาผมยอมรับเลยว่า ‘ใจเสีย’ ขณะที่ประชุมอยู่ที่โรงงานต่างจังหวัด หม่ามี๊ก็โทรมาบอกผลการตรวจของแพทย์ (ช่วงวันหยุดแอบเห็นตุ่มแดงๆ ที่มือ 2-3 ตุ่ม เราก็ไม่ได้คิดอะไร แต่คืนนั้นเขาโยเย ทั้งๆ ที่ปกติจะนอนยาว)  เมื่อวางหูผมก็ต้องขออนุญาตผู้ร่วมประชุม ขอกลับกรุงเทพฯ ก่อน ด้วยเหตุผลที่ไม่อ้อมค้อม

ผมขอโทษที่ต้องกลับก่อนนะครับ ลูกผมป่วย คุณหมอบอกว่า เป็น มือ เท้า ปาก คือในมุมมองของผมโรคนี้มันน่ากลัวมาก เพราะจำได้ว่าถึงขั้นทำให้เด็กเสียชีวิตได้ มาทราบตอนหลังว่า เชื้อไวรัส มือเท้าปาก ไม่ได้มีตัวเดียว ความอันตรายก็แตกต่างกันไป โชคดีที่ตัวที่เจ้าปูนปั้นเป็น ไม่ใช่ตัวที่ร้ายแรงนัก

อาการหนึ่งที่ทำให้เด็กเป็น มือ เท้า ปาก อาการทรุด คือ การทานอาหารไม่ได้ เพราะเขาเจ็บแผลในปาก (ซึ่งในปากจะมีแผลร้อนใน จำนวนหลายแผล เห็นแล้วน้ำตาจะตกทีเดียวครับ เพราะผู้ใหญ่อย่างเราเป็นแผลร้อนใน 2-3 แผล ยังเจ็บแทบแย่) โชคดีมากเลยครับ ที่คุณหมอที่ดูแลปูนปั้นมาแต่เด็ก (เป็นคุณหมอรับเจ้าปูนปั้นตอนคลอด) แม้จะเป็นหมอสมัยใหม่ แต่คุณหมอบอกกับคุณยายเจ้าปูนปั้นว่า

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วัยใกล้ขวบ ชอบสำรวจ+เรียนรู้สิ่งรอบตัว ผ่านการเล่น

ถ้าลูกของคุณอายุ 11 เดือน นี่คือสิ่งที่คุณกำลังจะเจอ

1. แบ่งกันเล่นหรือ…ไม่มีทาง

สถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ก็คือ คุณพาลูกไปเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน ถ้าลูกกำลังเล่นของเล่นที่เด็กอีกคนหมายตาไว้ สุดท้ายเด็กคนนั้นจะมาแย่งของเล่นมาจากมือลูก ซึ่งทำให้เขากรีดร้องด้วยความโมโหและมองมาที่คุณเพื่อขอให้ช่วย พวกแม่ๆ จึงพยายามแก้ปัญหาโดยบอกให้เด็กๆ “แบ่งกันเล่นนะลูก”

แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการบอกว่า เด็กวัยนี้ยัง “ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง” คือเชื่ออย่างหมดใจว่าตัวเองคือศูนย์กลางของทุกสิ่งและยังมองแบบอื่นไม่เป็น รวมถึงยังไม่มีทักษะในการเจรจาต่อรอง อีกทั้งไม่เข้าใจว่าจะแบ่งกันเล่นได้อย่างไร แม้ลูกยังไม่เข้าใจ แต่คุณก็ต้องพูดให้ลูกเข้าใจอยู่ดีว่าไม่ควรแย่งของเล่นมาจากมือเพื่อน แต่ควรจะรอให้เพื่อนเล่นเสร็จก่อน เพราะเด็กๆ เรียนรู้จากประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และหน้าที่ของเด็กวัยนี้ก็คือการทำสิ่งที่สนใจและสำรวจสิ่งรอบตัวผ่านการเล่น

2. ต่างคนต่างเล่น

ก่อนที่ลูกจะเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วอย่างวันนี้ เวลาคุณจับเขานั่งพื้น เก้าอี้ หรือในเปลโยกโดยมีคนอีกคน (รวมถึงตัวคุณเอง) อยู่ตรงหน้า แล้วชวนเขาเล่นของเล่น ถึงจะไม่ได้เล่นกับใครหรือเล่นของเล่นโดยตรง รูปแบบการเล่นแรกของเขา คือการสังเกต

มาตอนนี้ลูกนั่งเองได้อย่างมั่นคง และใช้นิ้วมือหยิบจับสิ่งต่างๆ ได้เก่งขึ้น เขาก็จะมีวิธีเล่นในรูปแบบต่อไป คือต่างคนต่างเล่น
ถึงจะไม่ได้เล่นด้วยกัน แต่เด็กๆ ก็ศึกษาวิธีเล่นและเรียนรู้จากเพื่อนที่นั่งเล่นเคียงข้างกัน และถ้าเด็กคนหนึ่งนั่งเล่นของเล่นชิ้นหนึ่งอยู่ เด็กอีกคนก็มักจะต้องการเล่นของเล่นชิ้นเดียวกัน พ่อแม่จึงต้องส่งเสริมเรื่องการเล่น ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามป้องกันไม่ให้เด็กๆ แย่งของเล่นกัน

วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือ บ้านของพ่อแม่ที่เป็นคนชวนเด็กๆ มาเล่นกันจะต้องมีของเล่นแบบเดียวกันมากกว่า 1 ชิ้นเผื่อไว้ด้วย ที่สำคัญคืออย่าเร่งให้ลูกเลิกเล่นแบบต่างคนต่างเล่น เพราะเด็กๆ ยังต้องการทักษะพื้นฐานจำเป็นสำหรับการเล่นกับเพื่อนอีกหลายอย่าง ถึงจะเริ่มเข้าใจเรื่องการแบ่งกันเล่นและการเจรจาต่อรอง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกพอสมควรทีเดียว

3. รองเท้าคู่แรก

เด็กบางคนเริ่มเดินตั้งแต่อายุแค่ 10 เดือน ขณะที่บางคนก็ต้องรอจนอายุ 1 ขวบ 4 เดือน- 1 ขวบ 5 เดือน ถึงจะพร้อม แต่สิ่งที่คุณอยากรู้ต่อไปเมื่อลูกเริ่มเดินแล้ว คือ เขาควรใส่รองเท้าแล้วหรือยัง

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคุณควรให้ลูกใส่รองเท้าเมื่อเขาเกาะเดินหรือหลังจากเริ่มเดินไม่นาน และควรเลือกซื้อรองเท้าที่พื้นรองเท้ามีความยืดหยุ่นสูง เท้าของลูกจะได้ยังเกาะพื้น ช่วยป้องกันไม่ให้เขาลื่นล้ม

ทั้งนี้ ถ้าสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ใช้เดินอำนวย คุณก็ควรให้ลูกเดินเท้าเปล่านานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะกล้ามเนื้อขา เท้าและข้อเท้าของเขาจะได้แข็งแรง และในช่วงที่เขาหัดเดิน เท้าเปล่าๆ ก็เกาะพื้นได้ดีที่สุดด้วย แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ยังซื้อรองเท้าให้ลูกเร็วเกินความจำเป็นไปหน่อยเพราะห้ามใจไม่ได้ ทั้งๆ ที่เท้าของลูกอาจจะโตขึ้น 1 เบอร์ภายในเวลาแค่ 6 สัปดาห์เท่านั้น

4. รื้อ วางซ้อนกันและแยกประเภท

ถ้าคุณทิ้งตะกร้าผ้าไว้ตรงหน้า ลูกก็อาจจะสร้างความเพลิดเพลินให้ตัวเองด้วยการรื้อผ้าในตะกร้าออกมา เพราะลูกวัยนี้ก็ชอบรื้อ เปรียบเทียบขนาดและรูปทรงและแยกประเภทสิ่งต่างๆ เป็นที่สุด โดยยังไม่รู้จักเก็บของเข้าที่

ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกรื้อข้าวของในบ้าน คุณก็ควรจะหาหรือทำของเล่นแบบที่เขานำมาวางซ้อนกันและแยกประเภทเล่นได้ แค่นี้ก็มีเวลาจิบเครื่องดื่มถ้วยโปรดในระหว่างที่เขานั่งเล่นเงียบๆ คนเดียวและหาว่าช่องไหนใส่บล็อกสี่เหลี่ยมได้พอดีแล้วล่ะ

5. วัคซีนอีสุกอีใส

เมื่อถึงวันนัดตรวจสุขภาพในเดือนหน้า แพทย์ก็จะถามคุณว่าจะให้ลูกฉีดวัคซีนอีสุกอีใสหรือเปล่า ซึ่งคุณก็ไม่แน่ใจว่าควรปล่อยให้เขาเป็นโรคนี้และสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติหรือควรจะหลีกเลี่ยงโรคนี้โดยยอมให้เขาโดนฉีดวัคซีน นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คุณจึงต้องปรึกษาแพทย์และตัดสินใจด้วยตัวเอง

6. นิทานเล่มโปรด

กระทั่งทารกที่ซนมากๆ ก็ยังยอมอยู่นิ่งๆ ถ้าได้นั่งตักพ่อหรือแม่และ “อ่าน” นิทานสักเรื่อง และการอ่านของเด็กวัยนี้ก็อาจจะหมายถึงการพลิกหน้ากระดาษ การชี้คำและสิ่งที่อยู่ในภาพ หรือการเอาหนังสือนิทานมาเคี้ยวเล่น ลูกอาจจะนั่งอ่านนิทานกับคุณได้ไม่ถึง 1 นาที แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้ เพราะลูกวัยนี้สนใจฟังได้นานแค่นั้นจริงๆ ฉะนั้นถ้าอ่านนิทานให้เขาฟังต่อไป คุณก็จะพบว่าเมื่อโตขึ้น เขาก็จะนั่งฟังได้นานขึ้น

ลูกอาจจะมีนิทานเล่มโปรดซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่เขาสนใจด้วย คุณจึงอาจจะต้องอ่านนิทานเล่มเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และถ้าเขาชี้คำที่สนใจ คุณก็ควรจะพูดคำดังกล่าวช้าๆ เพราะถึงเขาจะยังพูดตามไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าสมองของเขาไม่ได้ซึมซับคำพวกนั้น (พิสูจน์ได้..คุณพูดถึงภาพใดภาพหนึ่ง ลูกจะมองได้ถูกภาพ) ฉะนั้นถ้าเด็กๆ ได้อ่านนิทานกับพ่อแม่และพี่เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ การอ่านก็จะส่งผลดีต่อพัฒนาการทางสติปัญญาซึ่งรวมถึงทักษะด้านภาษา และเขาก็จะมองว่าการอ่านคืองานอดิเรกที่ให้ความเพลิดเพลินไม่น้อยเลยทีเดียว

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เบบี๋จะเริ่ม “มองตาม” เมื่อไหร่นะ?

ทารกวัยแรกเกิด-6 สัปดาห์ (1 เดือนครึ่ง) จะมองสิ่งรอบตัวโดยหันทั้งศีรษะ และชอบมองก็คือวัตถุที่มีสีสันสดใสหรือแสงจ้าๆ แต่พอถึงช่วงสัปดาห์ที่ 8-24 (2-6 เดือน) ทารกจะมองไปรอบๆ ห้องโดยกวาดตาจากซ้ายไปขวาและขยับศีรษะเล็กน้อย ดังนั้นในช่วงนี้ ถ้าคุณเอาเชือกมาผูกของเล่นและแกว่งไปมาช้าๆ ลูกวัยนี้ก็จะกวาดตามองตามได้โดยไม่ต้องขยับศีรษะเลย เพราะเขารู้จักมองตามคุณแล้วด้วย นั่นแปลว่าถ้าแอบเข้าไปดูในช่วงที่นอนกลางวันอยู่ เขาก็อาจจะตื่นมามองคุณและไม่ยอมนอนต่อ

อีกหนึ่งทักษะที่น่าทึ่งของลูกวัยนี้คือ การปกป้องตัวเองด้วยการหลับตา คือถ้าพี่วัยอนุบาลเผลอโยนตุ๊กตาใส่หน้า น้องวัยทารกจะป้องกันไม่ให้ตาเจ็บด้วยการรีบหลับตา เพราะเขายังไม่โตพอที่จะรู้จักเบนศีรษะหลบ

มองตามได้ ก็จดจำสิ่งต่างๆ ได้

เพราะลูกน้อยทารกยังไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามใจชอบ เขาจึงเรียนรู้จากสิ่งที่เคลื่อนเข้าหาหรือเคลื่อนออกจากตัว และทักษะในการมองตามช่วยให้เขาจดจำสิ่งต่างๆ ได้

ผลวิจัยชี้ว่าในระยะแรก ทารกจะไม่ค่อยมีทักษะในการมองตาม คือถึงเป้าหมายจะเคลื่อนไหวช้ามาก แต่ทารกวัยต่ำกว่า 2 เดือนก็มองตามแค่ชั่วครู่และมองตามได้สัก 90 องศาเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นตอนอายุ 12 สัปดาห์ (3 เดือน) เป็นช่วงที่ทารกพัฒนาทักษะในการมองตามได้ค่อนข้างเร็ว จึงมองตามสิ่งที่อยู่เหนือศีรษะได้ถึง 180 องศา

ทักษะในการมองตามช่วยให้ทารกได้เรียนรู้ว่ากระทั่งตอนที่แสง ระยะห่างและมุมภาพเปลี่ยนไป รูปทรง ขนาดและสีของสิ่งต่างๆ ก็ยังคงเหมือนเดิม

นักวิจัยอยากรู้ด้วยว่าทารกจะมีปฏิกิริยาต่อวัตถุที่เคลื่อนมาตรงหน้าอย่างไร จึงสังเกตพฤติกรรมการหลับตาของทารกวัย 3-4 เดือน ต่อการเคลื่อนที่ 3 ลักษณะ (ทารก 1 คนต่อการเคลื่อนที่ 1 แบบ) ได้แก่ 1. วัตถุที่เคลื่อนเข้าหาตัวด้วยความเร็วคงที่ จากนั้นก็เคลื่อนมาตรงหน้าแบบทันทีทันใด 2. วัตถุที่เคลื่อนเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว แต่ชะลอเมื่อเคลื่อนมาตรงหน้า และ 3. วัตถุที่ปรับเปลี่ยนระดับความสว่างเมื่อเคลื่อนมาตรงหน้า

พฤติกรรมที่สังเกตได้คือ ทารกรีบหลับตาและขยับศีรษะก่อนที่วัตถุจะเคลื่อนมาชนหน้าเฉพาะในกรณีแรกเท่านั้น นั่นคือกรณีของวัตถุที่เคลื่อนเข้าหาตัวด้วยความเร็วคงที่ จากนั้นก็เคลื่อนมาตรงหน้าแบบทันทีทันใด นักวิจัยจึงสรุปว่านี่คือลักษณะการเคลื่อนไหวเดียวที่ทำให้ทารกรู้สึกว่าต้องป้องกันไม่ให้ตาเจ็บด้วยการรีบหลับตา

ส่งเสริมการมองต่อไป

ให้คุณกลิ้งลูกบอลไปในระยะที่ลูกมองเห็นและลาก/ไถของเล่นให้เคลื่อนไปช้าๆ พอที่ลูกจะมองเห็น แล้วคอยดูเขามองตาม และถึงคุณจะง่วนอยู่กับการทำอาหารเย็นจนเล่นด้วยไม่ได้ ลูกวัย 12-16 สัปดาห์ (3-4 เดือน) ก็สร้างความเพลิดเพลินได้ด้วยการมองมือและนิ้วที่ขยับไปมาของตัวเอง เพราะนี่คือช่วงวัยที่ทารกจะเริ่มพินิจพิจารณามือตัวเองแบบจริงๆ จังๆ

ลูกจะพัฒนาทักษะในการกะความลึกและระยะห่างระหว่างตัวเขาเองกับสิ่งของ (และคน) รอบตัวอย่างต่อเนื่อง ในช่วงวัย 4-6 เดือน เขาจึงคว้าของในระยะที่เอื้อมถึงได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วัย 5 เดือน หนูช่างสังเกตแล้วนะ

ลูกวัยนี้แยกแยะได้ทั้งระหว่างภาพที่จัดวางในแนวนอนกับแนวตั้ง ภาพที่มีสิ่งของ 2 อย่าง ภาพที่มีสิ่งของ 3 อย่างและภาพที่จัดวางในรูปแบบที่ต่างกัน

พิสูจน์ได้อย่างไร

นักวิจัยให้ทารกดูภาพที่วางแนวนอน ผลคือทารกแสดงความสนใจอยู่พักหนึ่ง พอเริ่มคุ้นเคยกับภาพ ก็หันไปมองอย่างอื่นแทน แล้วพอนักวิจัยให้ดูภาพชุดเดียวกันที่จัดวางในแนวตั้ง ทารกรู้สึกว่าเป็นภาพใหม่ จึงแสดงความสนใจอีกครั้ง นั่นแปลว่าทารกตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ภาพที่มีจำนวนสิ่งของแตกต่างกัน ทารกก็มีปฏิกิริยาเช่นกัน นักวิจัยให้ทารกดูภาพที่มีสิ่งของ 2 อย่าง ได้แก่ สุนัข 2 ตัว ลูกบอล 2 ลูกหรือถ้วย 2 ใบ ตอนแรกทารกสนใจมาก พอเริ่มคุ้นก็เบื่อ พอนักวิจัยให้ดูภาพของสิ่งเดียวกัน แต่เพิ่มจำนวนเป็น 3 ทารกก็รู้สึกว่าเป็นภาพใหม่ ไม่คุ้นเคย จึงจ้องมองด้วยความตื่นตาตื่นใจ

การทดลองสุดท้ายน่าทึ่งกว่านั้นอีก เพราะนักวิจัยเริ่มให้ทารกดูภาพของรูปทรงต่างๆ อย่าง วงกลมและสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ในลักษณะรูปทรงขนาดเล็กทาบอยู่บนรูปทรงขนาดใหญ่ แล้วพอทารกเริ่มคุ้นเคย นักวิจัยก็เปลี่ยนเป็นภาพของสามเหลี่ยม แต่ยังคงรูปแบบเดิม คือรูปทรงขนาดเล็กทาบอยู่บนรูปทรงขนาดใหญ่ ซึ่งทารกก็แสดงให้เห็นว่าเบื่อรูปแบบเดิมๆ นี้แล้ว แต่พอเปลี่ยนรูปแบบเป็นสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ทาบอยู่บนสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ทารกก็แสดงให้เห็นว่าตื่นตาตื่นใจกับรูปแบบใหม่เพราะตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ชวนหนูน้อยมองหา อะไรนะเปลี่ยนไป?

หมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ให้กับสิ่งที่อยู่รอบตัวลูก เช่น หาโบสั้นๆ มาผูกให้ตุ๊กตาม้าที่ห้อยโมบายอยู่ เปลี่ยนภาพที่ให้ลูกนอนดูตอนคุณเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เป็นพักๆ หรือเปลี่ยนต่างหูคู่ใหม่ทุกสัปดาห์ แล้วดูว่าลูกจะสังเกตเห็นหรือไม่ เพราะถ้าตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เขาก็จะมีสีหน้าที่แสดงถึงความสนใจอย่างชัดเจนเลยค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-13] ก้าวแรกของเจ้า พ่อเฝ้ามอง

             ตอนที่เจ้าปูนปั้นยังเป็นทารก (ยังเดินไม่ได้) เราก็อยากเห็นเขาเดินได้ไวๆ เพราะในใจแอบคิดว่าเราน่าจะสบายขึ้น เพราะเขาจะช่วยตัวเองได้มากขึ้น แต่พอเจ้าปูนปั้นเดินได้เข้าจริงๆ เราถึงรู้ว่ามันน่าปวดหัวอย่างที่ปู่ย่าตายายว่าไว้จริงๆ

             เจ้าปูนปั้นเป็นเด็กที่เดินได้ค่อนข้างเร็ว เริ่มตั้งไข่และเดินได้เป็นเรื่องเป็นราวตอนประมาณ 9 เดือน แต่เป็นเด็กที่แทบไม่ได้คลานเลย เพราะจากแบเบาะ เราก็เห็นภาพตั้งไข่หัดยืนเลย เพราะคลานอยู่แป๊บเดียว แทบจะเรียกว่า เขาหัดคลานพร้อมหัดยืน และ หัดเดินเลยก็ว่าได้ (หรือจริงๆ เจ้าปูนปั้นหัดคลานช้าไป ก็ไม่แน่ใจแฮะ)

             แต่เมื่อเดินได้ เจ้าปูนปั้นก็เดินไม่หยุดกันล่ะทีนี้ เพราะพอเขาช่วยตัวเองได้มากขึ้น เขากลับป่วนเรามากขึ้นไปด้วยนี่สิ อะไร ๆ ก็คงน่าสนุกไปหมดสำหรับเด็กที่เพิ่งเดินได้  โดยเฉพาะอะไรที่เราไม่อยากให้เขาสนุก.. ไม่ว่าจะเป็นแบบพื้นๆ จนไปถึงแบบที่ทำเราต้องพุ่งพรวดจากที่ตั้งไปถึงเจ้าตัวป่วนในเสี้ยววินาที เช่น

–                    ประตูเลื่อนแสนสนุก ที่เจ้าปูนปั้นสามารถเปิดปิด ซ้ำไป ซ้ำมา 30-40 รอบ พร้อมกับความหรรษาในการฟังเสียงประตูกระแทก ตึง ตึงเบื่อประตูหนึ่ง ก็ไปสู่อีกประตูหนึ่ง เบื่อประตูเลื่อน ก็ไปบานพับไม้ เบื่อบานพับไม้ไปสู่บานเลื่อนมุ้งลวด อ้อ อย่าคิดว่า หน้าต่างที่อยู่สูงจากพื้นนิดหน่อยจะรอดพ้นมือเจ้าปูนปั้นนะฮะ

–                    วงล้อแสนอัศจรรย์ เราแอบเห็นเขาชอบมองวงล้อและพยายามเอื้อมไปจับ ตั้งแต่ตอนที่ยังต้องอุ้มอยู่แล้วฮะ ดังนั้นเมื่อเดินเองได้ ทุกอย่างที่สามารถเข็นได้ก็จะถูกเจ้าปูนปั้นเอามาเข็น (อันนี้อาจจะเป็น ความผิดเราเอง เพราะหัดเดินเขาด้วยรถเข็น หัดเดิน พอเดินได้ เราก็รู้ว่าเขาหลงรักมันเข้าแล้ว 555) ของที่เข็นได้อย่าง รถเข็นเด็กก็จะถูกเจ้าปูนปั้นลากไปมาในบ้าน หรือ แม้แต่สิ่งที่เข็นไม่ได้อย่างเก้าอี้ กล่อง ลัง โต๊ะ ก็กลายเป็นสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ เมื่อเราใส่แบตเตอรี่ยี่ห้อปูนปั้นเข้าไป

–                    พัดลมตั้งพื้น บรื้นๆ บรื้นๆ อันนี้เราก็ไม่รู้เจ้าตัวป่วนจินตนาการพัดลมตั้งพื้นตัวสูงเป็นยานยนต์ประเภทไหน แต่ถ้าได้ทีปะป๊า หม่ามี๊เผลอ เจ้าตัวป่วนเป็นได้ไปยืนบนฐานพัดลม เอามือทั้งสองจับแกนขาพัดลม แล้วก็โยกตัว ทำสีหน้ายิ้มสนุก พร้อมทำเสียง บรื้นๆ บรื้นๆ เห็นทีไร ดุไม่ลงทุกที (คลิกดู ปูนปั้นเล่นบรื้นๆ )

–                    ปลั๊กไฟ สายไฟ อันนี้ล่ะครับปวดหัวเลย เผลอเป็นไม่ได้เจ้าปูนปั้นจะไปดึงสายไฟ ป้วนเปี้ยนแถวปลั๊กไฟอยู่เรื่อย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า ไอ้สายไฟเนี่ย มันสร้างสนามแม่เหล็กดึงดูดเด็กๆหรืออย่างไร เห็นชอบเล่นกันจริงๆ

             แต่ก็ยังโชคดี ที่เวลาเราจะห้ามเจ้าปูนปั้นไม่ให้ทำอะไร เราแค่ทำเสียง ‘อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ’ ดังๆหน่อยเขาจะหยุดแล้วหันมามองหน้าเรา แล้วก็มักจะหยุดไปเล่นอย่างอื่นแทน (คลิกชมลีลาการเดินป่วนใน party วันเกิด)

             เวลาไปงานเลี้ยงต่างๆ เจ้าปูนปั้นก็จะฉายแววนักเดินระดับโอลิมปิก เดินทั้งงานตลอดงานวนไปวนมา ยิ่งงานตามโรงแรมที่เวทีจะมีบันไดเดินขึ้นง่ายๆ แล้วล่ะก็ เป็นได้เห็นเจ้าตัวยุ่งแถวข้างเวทีแน่นอน ตอนที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี่ เรา 3 คน ปะป๊า หม่ามี๊ และเจ้าปูนปั้น ก็เพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทลูกค้าและแน่นอนที่ปะป๊าแทบไม่ได้กินอะไรในงานเลย เพราะต้องเดินตามเจ้าปูนปั้นที่สนุกสนานกับการเดินไปทั่วงานซะเหลือเกิน แต่เมื่อสักครู่หม่ามี๊บอกปะป๊าว่า

             ‘ไว้วันหยุดเราพาปูนปั้นไปเดินเล่นกันดีกว่าเนอะ เพราะกลับมาหลับพับไปเลย 555’

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-12] จากอ้อมอกอุ่น สู่คุณชายถังนม

        หม่ามี๊เจ้าปูนปั้น พูดเสมอตั้งแต่ตอนเจ้าปูนปั้นยังอยู่ในท้องว่า ‘เราจะให้นมแม่ให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้’ แต่ที่ทำเอาผมจั๊กจี้หัวใจคือ หม่ามี๊เล่าเรื่องคุณหมอท่านนึงว่า ให้ลูกกินนมแม่จน 6 ขวบ เล่นเอาปะป๊า ร้อง ..ชะอุ๋ย ในใจคิดว่าจะเอาขนาดนั้นเลยหรือจ้ะหม่ามี๊ ซึ่งในช่วงที่ตั้งท้องเจ้าปูนปั้น ก็เป็นโชคดีซะเหลือเกินที่หม่ามี๊ชอบกินเต้าฮวยกับบัวลอยน้ำขิง กินทุกวัน (น้ำขิงช่วยสร้างให้มีน้ำนมครับ) ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเจ้าปูนปั้นแอบกระตุ้นหม่ามี๊เพราะกลัวออกมาแล้วนมไม่พอหม่ำก็เป็นได้ 555

        จากตอนที่แล้วผมได้เล่าไว้ว่า คลอดออกมาวันแรก นมแม่มื้อแรกง่ายกว่าที่เรากังวลกัน เจ้าปูนปั้นดูดนมจากเต้าเป็นเลย (เด็กบางคนต้องใช้เวลาหลายครั้งค่อยๆเรียนรู้) ส่วนหม่ามี้ก็มีนมเลย คุณพยาบาลถึงกับถามขำขำว่า “ลูกคนแรก แน่หรอคะ” (อ้าวเฮ้ย) และในช่วงที่อยู่โรงพยาบาล 4 วันนั้น คุณหมอต้องส่งหม่ามี๊ไปทำอัลตร้าซาวด์สลายนมที่ตันเป็นก้อนในเต้า บวกกับคุณพยาบาลต้องมาช่วยสอนวิธีบีบเต้านมเพื่อเปิดรูน้ำนมเวลาตัน

        ตอนเจ้าปูนปั้นยังตัวเล็กนิดเดียว สิ่งที่เขาสื่อสารกับเราได้ดีที่สุดคือแววตาและรอยยิ้ม ทุกครั้งที่หม่ามี๊เอาปูนปั้นเข้าอก เขาจะสบตาหม่ามี๊ปิ๊งๆ และหลายๆ ครั้งเราเห็นรอยยิ้มในดวงตา เป็นแววตาเป็นรอยยิ้มที่เราลืมไม่ลงหรอกครับ ไม่ว่าจะผ่านไปอีกนานแค่ไหน และนั่นคงเป็นหนึ่งในธรรมชาติของโลกที่ พ่อ-แม่ จะเห็นลูกตัวเองเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ เสมอ ไม่ว่าลูกจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

        เจ้าปูนปั้นกินนมจุเหลือเกิน เฉลี่ยวันละ 32-35 ออนซ์ บางวันถึง 40 ออนซ์โน่น จนที่เนอร์สเซอร์รี่เรียกว่า ‘คุณชายถังนม’ ตอนที่เขาเริ่มอาหารมื้อแรก เราก็แอบสังเกตว่าจะลดนมลงได้สักกี่ออนซ์ ซึ่ง 2-3 วันแรกก็ลดไปพอประมาณแล้วมันก็ค่อยๆ ตีกลับสรุปว่าผ่านไปสัก 1 สัปดาห์  เจ้าปูนปั้นกลับมากินเฉลี่ยเท่าเดิม แต่บวกอาหารมื้อไปอีก 1 มื้อ เมื่อเจ้าปูนปั้นกินนมจุซะขนาดนี้ แต่หม่ามี๊หาท้อไม่เธอก็เร่งปั๊มเร่งสะสม จนผมต้องไปถอยตู้แช่นมมา ซึ่งผมก็ถือว่าโอเคหละ เพราะมิฉะนั้นผมคงไม่เหลือช่องฟรีซให้แช่น้ำแข็ง แต่ที่ไหนได้ช่วงปูนปั้นครบ 1 ขวบ หม่ามี๊เริ่มพูดถึงตู้เย็นใบที่ 3 เพราะเธอทำสต็อกสม่ำเสมอเหลือเกิน ลูกกินดุ เธอก็ปั๊มดุ ทีแรกผมก็ทำเฉย เจ้าหล่อนเลยใช้ไม้ตาย บอกให้ไปกินไอติมที่เหลือเกือบเต็มกล่องให้หมดเพราะเธอจะแช่นม และไม่อนุญาตให้ผมมีกล่องเก็บน้ำแข็งในตู้เย็นอีกแล้ว ซึ่งผมทนไปได้สัก 2 สัปดาห์ก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และเราก็มีตู้แช่นมตู้ที่ 2 ในบ้านจนได้ (เป็นตู้เย็นตู้ที่ 3 ในครอบครัวที่อยู่กัน 3 คน!!! ..หม่ามี๊ยินดีให้คำแนะนำได้นะครับ ถ้าใครมีปัญหาเรื่องนมแม่ เขียน comment ทิ้งไว้ได้ หม่ามี๊จะมาช่วยตอบครับ)

        หม่ามี๊จะชอบบอกว่าให้นมแม่มีข้อดีเยอะนะ เพราะไม่ว่าปูนปั้นจะติดใคร จะยายย่าตาปู่ เจอน้ำนมหม่ามี๊เจ้าตัวยุ่งก็ไปไหนไม่รอด  ยิ่งเวลาไปเที่ยวก็สะดวกสบายขอให้มีหม่ามี๊อยู่ใกล้ๆ ตัว  เครื่องปั๊มนมตัวเล็กติดรถไว้ปั๊มในรถและเมื่อถึงที่พัก แค่นี้เราก็ไปไหนก็ได้ และแม้ว่าเจ้าปูนปั้นจะอยู่เนอร์เซอร์รี่ซึ่งคงเลี่ยงไม่ได้ที่เด็กๆ จะป่วยโน่นนี่นั่นติดกันไปติดกันมา แต่เขาไม่เคยเป็นอะไรหนักหนา เมื่อเทียบอาการกับเด็กที่เป็นโรคเดียวกัน และที่สำคัญความอบอุ่นความผูกพันนั้น เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม เวลาที่หม่ามี๊เอาปูนปั้นเข้าอก ถ้าบางเอิญสายลมพัดผ่านมาแถวนั้นและพัดไปถึงบ้านคุณ คุณอาจจะได้ยินหม่ามี๊และปะป๊าฮำเพลงเบาๆ

        ‘ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป … ใช่เพียงอิ่มท้อง ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น อุ่นไอรัก อุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน’

        (แวะไปดูคลิปน่ารักๆ ปูนปั้นแบ่ง เน้นเน้น ให้หม่ามี้ที่ Click )

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-10] ก้าวแรกของเจ้า พ่อเฝ้ามอง

             ตอนที่เจ้าปูนปั้นยังเป็นทารก (ยังเดินไม่ได้) เราก็อยากเห็นเขาเดินได้ไวๆ เพราะในใจแอบคิดว่าเราน่าจะสบายขึ้น เพราะเขาจะช่วยตัวเองได้มากขึ้น แต่พอเจ้าปูนปั้นเดินได้เข้าจริงๆ เราถึงรู้ว่ามันน่าปวดหัวอย่างที่ปู่ย่าตายายว่าไว้จริงๆ

             เจ้าปูนปั้นเป็นเด็กที่เดินได้ค่อนข้างเร็ว เริ่มตั้งไข่และเดินได้เป็นเรื่องเป็นราวตอนประมาณ 9 เดือน แต่เป็นเด็กที่แทบไม่ได้คลานเลย เพราะจากแบเบาะ เราก็เห็นภาพตั้งไข่หัดยืนเลย เพราะคลานอยู่แป๊บเดียว แทบจะเรียกว่า เขาหัดคลานพร้อมหัดยืน และ หัดเดินเลยก็ว่าได้ (หรือจริงๆ เจ้าปูนปั้นหัดคลานช้าไป ก็ไม่แน่ใจแฮะ)

             แต่เมื่อเดินได้ เจ้าปูนปั้นก็เดินไม่หยุดกันล่ะทีนี้ เพราะพอเขาช่วยตัวเองได้มากขึ้น เขากลับป่วนเรามากขึ้นไปด้วยนี่สิ อะไร ๆ ก็คงน่าสนุกไปหมดสำหรับเด็กที่เพิ่งเดินได้  โดยเฉพาะอะไรที่เราไม่อยากให้เขาสนุก.. ไม่ว่าจะเป็นแบบพื้นๆ จนไปถึงแบบที่ทำเราต้องพุ่งพรวดจากที่ตั้งไปถึงเจ้าตัวป่วนในเสี้ยววินาที เช่น

–                    ประตูเลื่อนแสนสนุก ที่เจ้าปูนปั้นสามารถเปิดปิด ซ้ำไป ซ้ำมา 30-40 รอบ พร้อมกับความหรรษาในการฟังเสียงประตูกระแทก ตึง ตึงเบื่อประตูหนึ่ง ก็ไปสู่อีกประตูหนึ่ง เบื่อประตูเลื่อน ก็ไปบานพับไม้ เบื่อบานพับไม้ไปสู่บานเลื่อนมุ้งลวด อ้อ อย่าคิดว่า หน้าต่างที่อยู่สูงจากพื้นนิดหน่อยจะรอดพ้นมือเจ้าปูนปั้นนะฮะ

–                    วงล้อแสนอัศจรรย์ เราแอบเห็นเขาชอบมองวงล้อและพยายามเอื้อมไปจับ ตั้งแต่ตอนที่ยังต้องอุ้มอยู่แล้วฮะ ดังนั้นเมื่อเดินเองได้ ทุกอย่างที่สามารถเข็นได้ก็จะถูกเจ้าปูนปั้นเอามาเข็น (อันนี้อาจจะเป็น ความผิดเราเอง เพราะหัดเดินเขาด้วยรถเข็น หัดเดิน พอเดินได้ เราก็รู้ว่าเขาหลงรักมันเข้าแล้ว 555) ของที่เข็นได้อย่าง รถเข็นเด็กก็จะถูกเจ้าปูนปั้นลากไปมาในบ้าน หรือ แม้แต่สิ่งที่เข็นไม่ได้อย่างเก้าอี้ กล่อง ลัง โต๊ะ ก็กลายเป็นสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ เมื่อเราใส่แบตเตอรี่ยี่ห้อปูนปั้นเข้าไป

–                    พัดลมตั้งพื้น บรื้นๆ บรื้นๆ อันนี้เราก็ไม่รู้เจ้าตัวป่วนจินตนาการพัดลมตั้งพื้นตัวสูงเป็นยานยนต์ประเภทไหน แต่ถ้าได้ทีปะป๊า หม่ามี๊เผลอ เจ้าตัวป่วนเป็นได้ไปยืนบนฐานพัดลม เอามือทั้งสองจับแกนขาพัดลม แล้วก็โยกตัว ทำสีหน้ายิ้มสนุก พร้อมทำเสียง บรื้นๆ บรื้นๆ เห็นทีไร ดุไม่ลงทุกที (คลิกดู ปูนปั้นเล่นบรื้นๆ )

–                    ปลั๊กไฟ สายไฟ อันนี้ล่ะครับปวดหัวเลย เผลอเป็นไม่ได้เจ้าปูนปั้นจะไปดึงสายไฟ ป้วนเปี้ยนแถวปลั๊กไฟอยู่เรื่อย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า ไอ้สายไฟเนี่ย มันสร้างสนามแม่เหล็กดึงดูดเด็กๆหรืออย่างไร เห็นชอบเล่นกันจริงๆ

             แต่ก็ยังโชคดี ที่เวลาเราจะห้ามเจ้าปูนปั้นไม่ให้ทำอะไร เราแค่ทำเสียง ‘อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ’ ดังๆหน่อยเขาจะหยุดแล้วหันมามองหน้าเรา แล้วก็มักจะหยุดไปเล่นอย่างอื่นแทน (คลิกชมลีลาการเดินป่วนใน party วันเกิด)

             เวลาไปงานเลี้ยงต่างๆ เจ้าปูนปั้นก็จะฉายแววนักเดินระดับโอลิมปิก เดินทั้งงานตลอดงานวนไปวนมา ยิ่งงานตามโรงแรมที่เวทีจะมีบันไดเดินขึ้นง่ายๆ แล้วล่ะก็ เป็นได้เห็นเจ้าตัวยุ่งแถวข้างเวทีแน่นอน ตอนที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี่ เรา 3 คน ปะป๊า หม่ามี๊ และเจ้าปูนปั้น ก็เพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทลูกค้าและแน่นอนที่ปะป๊าแทบไม่ได้กินอะไรในงานเลย เพราะต้องเดินตามเจ้าปูนปั้นที่สนุกสนานกับการเดินไปทั่วงานซะเหลือเกิน แต่เมื่อสักครู่หม่ามี๊บอกปะป๊าว่า

             ‘ไว้วันหยุดเราพาปูนปั้นไปเดินเล่นกันดีกว่าเนอะ เพราะกลับมาหลับพับไปเลย 555’

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-07] บันทึกรอยยิ้มตาตี่ ของตี๋น้อยปูนปั้น

        หม่ามี๊กับผมคิดอยากบันทึกเรื่องราวของเจ้าปูนปั้นตั้งแต่เด็ก เพื่อที่ตอนโตปูนปั้นจะได้รู้ว่า ครอบครัวเรามีความสุขกันมากขนาดไหนเมื่อเขาก้าวเข้ามา ผมเชื่อว่าความรักความผูกพันมันจะทำให้ในอนาคต เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อถึงเวลาจะต้องเลือกเส้นทางใดก็ตามเขาจะคิดถึงครอบครัว เป็นเรื่องต้นๆ
        ตอนปูนปั้นอยู่ในท้อง เราจะผลัดกันเขียนไดอารี เพราะหม่ามี๊และผมชอบเขียนไดอารีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเจ้าตัวยุ่งมาเพิ่มก็ทำให้เราหาเวลามานั่งเขียนได้น้อยลง พอมีเวลา ก็เหนื่อยจนพับกันไป แล้ววันหนึ่งหม่ามี๊ก็บอกว่า ‘เราไปทำ fanpage ปูนปั้นใน Facebook แล้วนะ’
        เราทั้งคู่สร้าง  fanpageไว้อันหนึ่งก่อนหน้านี้แล้วชื่อ LibraryAtYourNoseTip เป็น fanpage สำหรับโครงการบริจาคหนังสือ ผมก็คิดว่าดีนะ นอกจากจะเป็นที่บันทึกเรื่องราวผ่านรูปภาพต่างๆ แล้ว เราก็ยังสามารถเขียนบันทึกไปบนรูปยาวสั้นตามความเหมาะสม ทำได้ตลอดเวลาผ่านมือถือเรา แล้วที่สำคัญ มันยังสามารถแบ่งปันสิ่งดีๆให้คนอื่นได้ด้วย เพราะก่อนหน้าที่จะทำเป็น fanpage ขึ้นมา ความเห่อเจ้าปูนปั้น ก็แทบจะทำให้หน้า Facebook ของหม่ามี๊กับปะป๊า เต็มไปด้วยรูปเจ้าเด็กตัวกลมอยู่แล้ว
        วันที่เราทำ fanpage แล้วเริ่มมีคนมากด Like และทิ้ง comment ดีๆ ผมก็กระซิบบอกปูนปั้นว่า ‘ถ้าหนูทำให้คนมีความสุข จากรอยยิ้มหนูได้ ปะป๊าก็ดีใจด้วย เพราะเหมือนกับหนูได้ทำความดีตั้งแต่ตัวเท่านี้ การทำให้คนอื่นมีความสุข มันเป็นการทำบุญอย่างนึงนะลูก’
        รอยยิ้มเจ้าตี๋น้อยทำให้ผู้ใหญ่บางคนที่แม้ไม่เคยเจอตัวจริงเจ้าปูนปั้นก็บอกว่า ‘เวลาเหนื่อย แวะมาดูรอยยิ้มเจ้าปูนปั้นก็ทำให้มีพลัง’ บางคนบอกว่า ‘ตอนรถติดมากดดูก็หายหงุดหงิด’ บางคนเราไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เขาก็หลงรักปูนปั้นซะแล้ว ซื้อของฝากมาให้ก็มีแม้เราจะบอกว่า แค่ความรู้สึกดีๆต่อลูกเรา ก็ทำให้เราดีใจมากแล้ว ยอมรับว่า ‘ความรู้สึกดีๆที่ส่งมาให้เจ้าปูนปั้น บางทีก็ทำให้ หม่ามี๊กับปะป๊า น้ำตาไหลด้วยความขอบคุณเลยทีเดียว’
        นอกจากนั้นสิ่งต่างๆที่เราเอาขึ้นบนเพจ ก็ได้แบ่งปันความรู้ประสบการณ์กัน ไม่ว่าจะเรื่องท่องเที่ยว, ว่ายน้ำ, เมนูอาหาร และอื่นๆ ยกตัวอย่างเรื่องที่ทำให้เราดีใจที่เรื่องราวของเจ้าปูนปั้นทำประโยชน์ได้ เช่น
        – การล้างจมูก ที่ทำให้ คุณแม่หลายคน ที่ไม่กล้าทำ มาก่อน มาสอบถามแล้วไปลองทำบ้าง หรือแม้กระทั่ง ผู้ใหญ่บางคนก็บอกว่า เห็นปูนปั้นกล้าทำก็เลยไปล้างจมูกตัวเองบ้าง หรือ
        – การแปรงฟัน ที่ทำให้คุณแม่หลายท่านเอาเพลงนี้ไปร้องตาม ตอนให้เจ้าตัวเล็กแปรงฟัน   เพราะเห็นเจ้าปูนปั้นสนุกสนานกับการแปรงฟันเหลือเกิน
        ถ้าคุณอ่านเรื่องราวเจ้าปูนปั้นแล้ว อยากเห็นหน้าตา เจ้าตัวป่วน แวะไปกด Like
 

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-09] แล้วก็ถึงวันที่เรา จะต้องส่งเจ้า ไปเรียนรู้โลกใบใหม่

        เมื่อ 3 เดือนแรกของการลาคลอดหมดลง เวลาที่เราจะอยู่กับเจ้าปูนปั้นตลอด 24 ชั่วโมงก็หมดลงไปด้วย แต่นั่นก็ไม่น่ากังวล เท่ากับที่จะต้องเอาเจ้าปูนปั้นไปฝากให้คนซึ่งไม่รู้จักหน้าค่าตาเลี้ยงดู เพราะเราอยู่กันเอง 3 คน ปะป๊า หม่ามี๊ และ ปูนปั้น จะเอาไปฝาก คุณปู่ คุณย่าก็คงไม่ไหว เพราะ70-80กว่าแล้ว เลี้ยงหลานมา 4 คนแล้ว จะเอาไปฝาก ตา ยาย ก็ยังไม่เกษียณ ให้หาเงินไว้ซื้อของเล่นให้ปูนปั้นดีกว่า (ฮา)

        ปลาย กุมภาพันธ์ 2556 เราต้องพาเจ้าปูนปั้นไปโรงเรียน  (เราไม่ค่อยได้เรียก Day Care เพราะ เราส่งเขาไปเรียนรู้โลกภายนอกบ้าน)ในวันนั้นเจ้าปูนปั้นเพิ่งมีอายุ 3 เดือนกว่า พอจะนึกภาพกันออกมั้ยครับว่า เจ้าปูนปั้นน่าจะตัวกระเปี๊ยกอยู่เลยแม้เราจะวางแผนกันมานานแล้ว โดยไปลงชื่อไว้ตั้งแต่ปูนปั้นยังอยู่ในท้องอายุครรภ์แค่ 3-4 เดือน แต่เมื่อวันนั้นมาถึงผมยังจำความรู้สึกวันแรกได้ดี หน้าตากังวลของหม่ามี๊กับปะป๊าเก็บเอาไว้ไม่อยู่หรอกครับเราถามสารพัดคำถามเพื่อให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่มันก็ช่วยไม่ได้มากเท่าไหร่ ตอนที่เราต้องเดินออกมาจาก Day Care พอปูนปั้นลับตาไป น้ำตาเราแทบจะร่วงเลยครับ

        โชคดีอยู่บ้างที่เจ้าปูนปั้นเป็นเด็กเลี้ยงง่าย อยู่กับใครก็ได้ (สังเกตจากเวลาใครมาเยี่ยม เจ้าปูนปั้นก็ให้เขาอุ้มได้ทุกคน) เราก็แอบหวังว่า ด้วยความที่เขาไม่ใช่เด็กงอแงก็น่าจะทำให้พี่ๆรู้สึกเอ็นดู และถ้าปูนปั้นแจกยิ้มเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน พี่ๆที่นั่นก็น่าจะดูแลเขาดีแหละน้า นั่นคือวิธีปลอบใจตัวเองของเรา แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1 เดือน สิ่งที่เราได้รับจากพี่เลี้ยงก็ทำให้เราอมยิ้มในใจเล็กๆ ‘ปูนปั้นเลี้ยงง่าย กินเก่ง อารมณ์ดี’และ ได้กลายเป็นขวัญใจพี่ๆหลายคนที่นั่น มีพี่คนหนึ่งบอกว่า ‘เลี้ยงปูนปั้นง่าย เหมือนไม่ต้องทำอะไร ก็ได้ค่าจ้างฟรีๆ’ ได้ยินแบบนี้ เราก็ปลื้มครับ  

        สำหรับคนที่หา เนอร์สเซอร์รี่ หรือ Day Care ให้ลูกอยู่ ขอให้หาที่ไว้ใจได้จริงๆเป็นหลัก โดยสอบถามคนที่มีประสบการณ์ที่เราเชื่อใจได้ และเคยใช้บริการมาก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะดูแลลูกเราดี (ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความหรูหราของสถานที่นะครับ) ซึ่งบางแห่งอาจจะต้องจองไว้ล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ในท้อง เพราะที่ที่มีชื่อเสียง เรื่องการเลี้ยงดู เอาใจใส่ดี (ไม่ใช่แปลว่าต้องแพงเสมอไป)มักจะมีคนไปจองล่วงหน้าไว้เยอะ อย่างที่ปูนปั้นอยู่ถ้าไม่ได้จองไว้ตั้งแต่อยู่ในพุงหม่ามี๊ก็อาจจะลำบาก เพราะคิวยาวใช่เล่น

        จะว่าไป การที่ต้องส่งเจ้า ปูนปั้นไป Day Care ก็ใช่ว่า จะเป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะเท่าที่ฟังผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกบอกว่า การไปอยู่เนอร์สเซอร์รี่ จะทำให้เขารู้จักปรับตัวในการเข้าสังคม เพราะเด็กบางคนมีปัญหาตอนเข้าอนุบาล เนื่องจากว่า ตอนอยู่บ้านกับ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เขาคือศูนย์กลางของบ้าน ทุกคนวิ่งเข้ามาหา มาเล่นด้วย พอไปเข้าอนุบาลปรับตัวไม่ถูกเพราะคุณครู 1 คน ต้องดูแลเด็กมากมาย ดังนั้น เขาไม่ใช่ศูนย์กลางอีกแล้ว ซึ่งแตกต่างจากเด็กที่ผ่านเนอร์สเซอร์รี่ ที่ปรับตัวเป็นตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก

        ในแต่ละวัน พี่ๆที่ Day Care ก็จะจดลงในสมุดบันทึกว่า แต่ละวัน เจ้าปูนปั้นกินนมแม่ไปเท่าไหร่ ถ่ายกี่ที และ เขาทำอะไรบ้าง กลับมาถึงบ้าน เราก็จะมาอ่านกันเพลินๆ ตัวอย่างที่พี่ๆบันทึกถึงปูนปั้น เช่น

 

 

‘เวลาหิว จะไม่ยอมเอาอะไรเลยคะ’                    [อ่านแล้ว หม่ามี๊กับปะป๊า อ๊ายอาย 555]‘ทานเก่งมากเลยคะ ร้องจะกินอย่างเดียว’          [ควรจะรู้สึกภูมิใจมั้ยน้อ]

‘เมื่ออิ่ม จะนั่งหลับ เวลาเรียน’                             [จะขำ หรือปวดขมองดีหละนี่]

‘ชอบปลุกเพื่อน เวลาเพื่อนหลับ’                         [เฮ้อ สงสารพี่ๆที่ดูแลจัง ไหนบอกว่าเลี้ยงง่ายไง]

‘ชอบแกล้งเพื่อน ไปนอนทับเพื่อน’                     [กร้าก สงสารเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย]

        การมาอ่านบันทึกที่พี่ๆเขียนในสมุดบันทึกก็ขำดีไม่ใช่เล่นฮะ ตอนเช้าๆ พี่ๆเขาจะมีชื่อเรียกใหม่ๆ เรียกเจ้าปูนปั้นอยู่เรื่อยๆซึ่งน่าจะมาจากละครทีวี บางวันปูนปั้นเป็น ‘คุณชายหมอ’ บางวันเป็น ‘คุณชายพัฒน์’ ถ้าคุณกำลังจะต้องส่งลูกไปอยู่ Day Care อ่านแล้ว รู้สึกสนุก สบายใจขึ้นหรือยังครับ

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)