แค่ปรับไลฟ์สไตล์ ก็ “ท้อง” ได้

วางแผนมีลูกมาตั้งนาน อยากท้องจะแย่แต่ก็ยังไม่สมหวังสักที ขอบอกว่าบางทีเรื่องง่ายๆ อย่างการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ก็อาจจะทำให้คุณสมหวังก็ได้นะคะ มาลองดู 7 วิธีที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณผู้หญิงทั้งหลายตั้งครรภ์กันมากขึ้นค่ะ

1. กุ๊กกิ๊กให้ถูกวัน

โอกาสที่ผู้หญิงจะตั้งครรภ์หรือไม่อยู่ที่การนับวันตกไข่ให้ถูกต้อง ส่วนมากจะตกไข่ราวๆ 14 วันก่อนประจำเดือนรอบต่อไปจะมา สมมติว่าวงจรประจำเดือนของเรามีระยะเวลา 24-30 วัน ก็หมายความว่าไข่จะตกในราวๆวันที่ 10-16 ดังนั้นจึงต้องเริ่มปฏิบัติการกันตั้งแต่ 5 วันก่อนไข่จะตก หรือในวันที่ไข่ตกจริง

นายแพทย์ฟิลิป อี. เชเน็ตต์ นักต่อมไร้ท่อวิทยา จาก Pacific Fertility Center เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “สเปิร์มสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 5 วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้ว หากต้องการมีลูก ควรมีเพศสัมพันธ์กันแต่เนิ่นๆ และบ่อยครั้ง เพื่อเพิ่มโอกาสให้มากขึ้น”

2. บุหรี่…โยนทิ้งไปเลย

การศึกษาวิจัยอย่างจริงจังพบว่า การสูบบุหรี่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ลดน้อยลงทั้งชายและหญิง โดยการสูบบุหรี่ มากกว่า 10 มวนต่อวัน ส่งผลเสียต่อการผลิตไข่ แถมสารพิษในบุหรี่ยังไปแทรกแซงการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนของเซลล์ในรังไข่ และมีแนวโน้มทำให้เกิดพันธุกรรมผิดปกติอีกด้วย การสูบบุหรี่ยังมีผลให้ถึงวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดการแท้งและตั้งครรภ์นอกมดลูก ส่วนคุณผู้ชายก็มีผลต่อสเปิร์มเช่นกัน คือจำนวนน้อยลง เคลื่อนที่ช้าลง และมีรูปร่างที่ผิดปกติ

3. แน่นอก ก็ยกออก

มหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ดศึกษาและวิจัยพบว่า กลุ่มผู้หญิงที่มีปัญหาการตั้งครรภ์ที่ได้รับการบำบัดแล้ว มีอัตราการตั้งครรภ์มากขึ้นเป็นสองเท่า ดังนั้นใครที่อยากจะมีลูก ต้องฝึกผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ปัญหาเครียดๆ ที่แบกไว้ ก็ต้องยกออกไปบ้าง วิธีผ่อนคลาย เช่น การนั่งสมาธิ การฝึกจิต ทำวันละ 10-20 นาทีต่อวัน หรือ 2 ครั้งต่อวันก็ได้

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-06] หม่าม๊าบอกว่า เจ้าคือโลมาตัวน้อย

        สมัยที่ผมยังเป็นวัยรุ่น (ทำไมประโยคขึ้นต้นได้แย่แบบนี้หนอ) มีโฆษณาผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่สร้างความฮือฮา  โดยปล่อยให้เด็กทารกว่ายน้ำ (เรียกว่าดำน้ำน่าจะชัดกว่า) ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีว่า มันมหัศจรรย์แค่ไหน ที่เด็กตัวน้อยตัวอยู่ใต้น้ำได้

        ต่อมาโฆษณานี้ก็ถูกลืมไปตามกาลเวลาที่วิ่งผ่านไป จนช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ปกเทปของวง Nirvana ก็ทำให้ผมได้เห็นรูปเจ้าตัวน้อยดำน้ำอีกครั้ง ผมว่าน่ารักดี แต่ถ้าเป็นลูกผม ..ไม่ดีกว่า!! (นั่นคือความคิดตอนนั้น)

        ปูนปั้นได้ลงน้ำครั้งแรกช่วงวันคริสต์มาสปี 2012  ยังอายุไม่ครบ 2 เดือนเลย  หม่ามี๊ก็สั่งห่วงยางแบบใส่คอทารกให้ปูนปั้นตั้งแต่ช่วงเพิ่งเกิด (แต่ยังไม่เคยได้ใช้ เพราะผมว่าปูนปั้นยังตัวเล็กไปกลัวว่าเขาจะหลุดจากห่วง) แม้หม่ามี๊จะยืนยันว่าปลอดภัย แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่พาไปสระไหนทั้งนั้น จนวันหนึ่งผมได้ Voucher ที่พักในโรงแรมย่านราชประสงค์  เช้าวันนั้นผมก็ไปส่งหม่ามี๊กับปูนปั้นที่โรงแรมแล้วผมก็ไปทำงาน  ตกบ่ายผมก็เห็นคลิปที่หม่ามี๊โพสบนเฟซบุ๊ก เป็นคลิปลูกเล่นน้ำในอ่างอาบน้ำของโรงแรม  (เจ้าหม่ามี๊ตัวแสบ!) ดูแล้วก็ต้องอมยิ้ม (คลิกชมเพื่อคลิปวิดีโอ)

        ตอนเย็นผมกลับไปที่โรงแรม  หม่ามี๊เลยให้ปูนปั้นเล่นน้ำโชว์ปะป๊าอีกที ผมยังจำภาพนั้นได้ดี เขาใช้ขาตีน้ำ หน้าตายิ้มมีความสุข แล้วเขาก็เงยหน้ามองผม  เป็นภาพที่ผมบอกใครต่อใครว่า  ผมรู้สึกได้ว่า ปูนปั้น เขากำลังบอกผมผ่านสายตาที่แสนไร้เดียงสานั้นว่า ‘ปะป๊าดูแลผมด้วยนะครับ’ โมเมนท์นั้นถูกถ่ายเก็บไว้โดยหม่ามี๊ และรูปนี้ก็วางอยู่ที่ห้องทำงานผม

        พอปูนปั้นอายุได้ 6 เดือน หม่ามี๊ก็สั่งสระเป่าลมขนาดใหญ่มา  มันใหญ่มาก  กว่าจะพองลมเต็ม หม่ามี๊กับปะป๊าก็แทบหมดลม  และเมื่อเจ้าปูนปั้นใส่ห่วงคอลงไปเล่น หน้าตาที่แสนมีความสุขก็ทำให้หม่ามี๊ก้าวสู่ขั้นต่อไป

        หม่ามี๊ “พี่เอก พาปูนปั้นไปเรียนว่ายน้ำเถอะ”

        (ปะป๊า T_T)

        ยอมรับเลยว่าหลังจากฟังปฐมนิเทศน์ พอจะเอาเจ้าปูนปั้นลงน้ำสระเป็นครั้งแรก ผมรู้สึกหวั่นๆ แต่ก็เชื่อมือหม่ามี๊ เพราะเขาเป็นแม่ที่น่ารักมาก  ขยันอ่าน  ขยันหาสิ่งที่ดีๆ มาให้ลูก (แค่ความตั้งใจที่จะให้นมลูกจบครบ 2 ขวบ โดยไม่ยอมลดหุ่น  ทั้งๆ ที่ปกติหม่ามี๊ตัวเล็กมาก ผมก็ยอมเธอแล้วฮะ) พอลงน้ำปุ๊บ คุณครูก็สอนให้เราประคองใต้แขนเด็กแล้วยื่นตัวลูกออกไปให้สุดแขนแล้วพาเดิน เพื่อให้เด็กปรับตัวกับแรงดันน้ำ

        พอคุณครูถามว่าใครจะพาปูนปั้นเดิน หม่ามี้ตอบพรวด “ปะป๊า!”

        (ปะป๊า “อ้าว เฮ้ย!!”)

        หลังจากเดินแล้ว คุณครูก็จะสอนให้จับเจ้าปูนปั้น จุ่มน้ำ (ขอใช้คำนี้นะครับ) คือ จับเขาปล่อยลงไปใต้น้ำจนมิดหัวแล้วก็ยกขึ้นมา ซึ่งเจ้าปูนปั้นก็ดูสนุกสนานมาก

        การจุ่มจะมีขั้นตอนเป็นจังหวะ 1-2-3  ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามยึกยักต้องทำให้จบ ไม่เช่นนั้นเด็กจะรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ครั้งต่อไปเขาจะกลัว จังหวะที่ 3 พอยกขึ้นมาจากน้ำ เราก็ต้องกอดและตบมือชมเขา เราก็จะได้เห็นหน้าตามึนๆ แต่ยิ้มสนุกสนาน

        และมาถึงไฮไลต์เมื่อปูนปั้นต้องดำน้ำ หม่ามี๊ก็ตั้งกล้องถ่ายใต้น้ำ และเมื่อถึงจังหวะ 1-2-3 เราก็จะได้เห็นเจ้าโลมาตัวป้อมดำน้ำจากมือคุณครูว่ายมาถึงมือปะป๊า ในระยะห่างสักประมาณ 1 เมตร  

        พอโผล่จากน้ำเจ้าปูนปั้นก็หัวเราะชอบใจ ดูเขามีความสุขกับการเล่นน้ำ ผมเชื่อว่า เขาคงยังไม่ลืมความอบอุ่นตอนที่อยู่ในน้ำในพุงหม่ามี๊เป็นแน่ ช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันในน้ำมันเป็นช่วงเวลาที่สร้างความผูกพันได้ดีไม่น้อยเลยฮะ และถ้าคุณรู้ว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กไทยเสียชีวิตมากที่สุดมาจากการจมน้ำ ผมว่า ..เรามาหัดเจ้าโลมาตัวน้อยให้ว่ายน้ำกันดีกว่าครับ

        ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-08] รักเจ้าเท่าผืนฟ้า ป้อนปัญญาให้เจ้าเติบโต

       ผมชอบหนังสือ ‘สอนลูกให้คิดเป็น’ของ คุณเสรี พงศ์พิศ เนื้อหาเป็นการเขียนจดหมายพูดคุยและสอนลูกผ่านเรื่องราวในหนังสือและภาพยนตร์ดีๆหลายเรื่อง ซึ่งตรงกับความชอบของผมอยู่ด้วยและผมเองก็หวังว่าจะมีโอกาสสอนปูนปั้นผ่านหนังสือและภาพยนต์ดีๆ เหล่านั้นเช่นกัน

        ผมเป็นคนอ่านหนังสือเยอะและชอบสะสมหนังสือ และทิ้งไม่ค่อยลง ผมวางแผนไว้ว่า เมื่อปูนปั้นโตพอ ผมจะเอาหนังสือดีๆ เหล่านี้ มานั่งคุยกับเขา มา ถกเถียงกันในวันที่เราต้องแยกจากกัน แม้ผมจะไม่มีทรัพย์สินให้เขามากมายนัก แต่ผมเชื่อว่า ผมจะสะสมความมั่นคงทางปัญญาไว้ให้ปูนปั้นเพื่อใช้ในอนาคตให้มากพอเป็นทรัพย์สินติดตัวที่เขาจะเบิกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ และเมื่อถึงวันที่โลกเราไม่ได้เป็นผืนเดียวกัน ผมก็เชื่อว่า เขาจะเข้าใจและรับรู้ถึงความรักก้อนมหึมาของหม่ามี๊และปะป๊าได้

        หนังสือที่ผมอยากจะเล่าให้เจ้าปูนปั้นฟัง ตอนที่เขาเริ่มจะเข้าใจนิทานแล้ว ก็ เช่น Where the Wild Things Are หรือ หนังสือที่หม่ามี๊ดั้นด้นไปหาจากร้านหนังสือในสิงคโปร์อย่าง Gruffalo หนังสือ 2 เล่มนี้ แม้กระทั่งเด็กโข่งอย่างผมอ่านแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าสนุก  และเมื่อเขาโตขึ้นอีกนิดเข้าสู่วัยรุ่น หนังสืออย่าง เจ้าชายน้อย, ต้นส้มแสนรัก, นางนวล โจนาธาน ลิฟวิงสตันคือหนังสือที่ผมอยากให้เจ้าปูนปั้นได้รู้จัก เป็นเล่มแรกๆและก็อยากให้เขาหลงรักมันเหมือนกับผม ในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากพอ หนังสือหนักๆ อย่างแนว การเมือง จิตวิทยา หรือ นวนิยายจากสารพัดนักเขียนที่ผมชื่นชอบคงจะทำให้คุณได้เห็นพ่อ แม่ ลูก สามคนนี้นั่งๆนอนๆที่เฉลียงไม้ในวันหยุด กับขนมกองใหญ่ เปิดเพลงเบาๆฟังกัน พร้อมหนังสือในมือ หรือไม่ก็อาจจะได้เห็น เรานั่งถกเถียงกัน ใต้แสงไฟสีเหลืองบนโซฟาหลังอาหารเย็น

        อีกหนึ่งวิธีในการส่งผ่านความรัก ที่ หม่ามี๊และปะป๊า ทำให้ปูนปั้นเรื่อยๆ คือ การร้องเพลง เพลงที่เราสองคนเชื่อว่า สามารถส่งผ่านความรัก ความรู้สึกดีๆไปให้เจ้าปูนปั้นได้ เราสองคนร้องเพลงไม่เก่งหรอกฮะ สำหรับปะป๊ายิ่งแล้ว เข้าขั้นร้องเพลงแย่เลยด้วยซ้ำไป หม่ามี๊เคยอ่านเจอว่า ถ้าเราร้องเพลงไม่เก่ง อย่าร้องไห้ลูกฟัง เพราะเขาจะร้องเพี้ยนตาม แต่นี่อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมไม่เชื่อสิ่งในที่อ่านเจอ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น เด็กต่างจังหวัดที่ฟังลูกทุ่ง หมอลำ แต่เด็ก คงไม่มีใครที่จะเป็นนักร้องเพลงไทยสากลได้เลยกระมัง เพราะมันจะเพี้ยนไปหมด ผมมีเพลงที่เรามักจะร้องให้เขาฟังมาแบ่งปันกันสัก 2-3 เพลงครับ เผื่อ เพื่อนๆจะสนใจไปใช้บ้าง เพลงแรกคือ Beautiful Boy ของ John Lennon เพลงนี้ผมร้องเพราะอยากบอกปูนปั้นว่า เขาคือความงดงามในชีวิตของปะป๊าและหม่ามี๊ ผมชอบท่อนสร้อยมาก ที่ร้องว่า Before you go to sleep, Say a little prayer, Every day in every way, It’s getting better and better / Beautiful, beautiful, beautiful, Beautiful boy

        ถ้าคุณไม่เคยฟัง ลองหาฟังนะครับ ผมเชื่อว่าคุณจะเอาไปร้องให้เจ้าตัวเล็กของคุณฟังบ้าง เพลงต่อมาก็มาจากวงที่ผมหลงรักคือ ‘เฉลียง’ เพลง’นิทานหิ่งห้อย’เป็นเพลงที่อบอุ่นมากๆ ผมเชื่อว่า ไม่ว่าเด็กคนไหนได้ฟังก็จะนอนหลับฝันดี นอกจากทำนองอบอุ่นแล้วหากปูนปั้นเติบโตขึ้นมาแบบเนื้อหาในเพลง ‘ยายยิ้มแล้วสอนตาม จะมองเห็นความจริงอย่าขังความจริงที่เห็น อย่างขังความงาม’ ผมคงมีความสุขเหลือเกินครับ กับเพลง’กล้วยไข่’ ทุกครั้งที่ร้องผมไม่ได้สื่อสารกับแค่ปูนปั้น แต่ผมสื่อสารกับเด็กทั้งโลกรวมไปถึงความเป็นเด็กที่หลงเหลือในตัวผม ‘เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังสวยงาม เป็นเพียงแค่สงคราม ความเดียงสาเท่าเดิม’

        แม้ผมจะบอกว่า ผมชอบท่อนสร้อยของ Beautiful Boy มากๆ แต่เมื่อท่อนแรกขึ้นมา Close your eyes / Have no fear / The monster’s gone / He’s on the run and your daddy’s here … แค่นี้ขอบตาผมก็เอ่อ ทุกครั้งแล้วฮะ

 

 

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-05] สุดขอบฟ้ากว้าง พ่อจะเดินเคียงข้างเจ้า

                  ใครต่อใครก็บอกเราว่า ‘เด็กแรกเกิดอย่าเพิ่งพาไปนอกบ้านนะ’เราไม่ได้ดื้อ เพียงแต่วิถีชีวิตของเรา ทำให้ ปูนปั้นต้องออกไปดื่มนมนอกบ้าน (ไม่ใช่ทานข้าว 555) กับปะป๊าและหม่ามี๊ครั้งแรกตั้งแต่ตอนอายุยังไม่ครบเดือน

                  ครอบครัวเราไม่ได้ต้องการจะฝืนความหวังดีเหล่านั้นแต่อย่างใด แต่ผมโตมากับความเชื่อที่ว่า ‘การอ่านหนังสือ และการเดินทางจะทำให้เรา ได้เรียนรู้และเลือกว่าจะเติบโตเป็นใคร’ ผมจึงอยากให้เขารักการเดินทาง อยากให้เขาเติบโตมากับการเดินทาง การเรียนรู้ และในอีกมุมหนึ่ง ‘เราแค่อยากให้คนที่กังวลกับการมีลูก ได้เห็นว่า ลูกไม่ใช่ภาระ เรายังใช้ชีวิตสนุกสนานเหมือนตอนที่เราเพิ่งแต่งงานได้’ ยิ่งมีเจ้าปูนปั้นร่วมเดินทาง เจ้าปูนปั้นกลับทำให้เรามีรอยยิ้มมากกว่าเดิมเสียอีก

                  ดังนั้น‘ทะเลแรก ของปูนปั้น’คือ หัวหิน (ตำแหน่งที่ปูนปั้นเลือกลงจอดบนโลกใบนี้) ก็เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่ อายุยังไม่ครบ 2 เดือน ก่อนจิงกะเบลในปี 2555(จริงๆแล้วในตอนนั้น ถ้าเรา ไม่โดน หมอแจง (เพื่อนปะป๊าเอง) รั้งไว้ เราวางแผนว่า จะขับรถขึ้นเชียงใหม่ 3 คน ปูนปั้น หม่ามี๊ และ ปะป๊า เสียด้วยซ้ำ)และ ภูเขาแรกของปูนปั้น คือ ทริปเขาใหญ่, วังน้ำเขียวและเขาแผงม้า ในวัยไม่กี่เดือนและ เราจะไม่มีวันลืม รอยยิ้มเสียงหัวเราะ ที่เจ้าปูนปั้นได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ของเขาเลย … ผมเชื่อว่าครอบครัวคุณก็คงรู้สึกคล้ายกัน

‘นั่งเป็นตุ๊กตา บนชิงช้าที่ชะอำ’
‘โดนตู้หนีบ เล่นเอง ร้องไห้เอง และ เช็ดน้ำตาเอง ที่พัทยา’
‘ไข้ขึ้นที่กาญจนบุรี หลังจากได้เห็นโบกี้รถไฟครั้งแรก และตาโตกับน้ำตกไทรโยก’
‘เที่ยวกับย่า ยาย ที่หัวหินกินไอติมอร่อยๆที่ Eighteen Below’
‘ขึ้นเขาแผงม้าครั้งแรกของทั้ง ปูนปั้น หม่ามี๊ ปะป๊า‘
‘รอยยิ้มเจ้าตัวกลม ตอนมื้อเย็น ในวันสงบๆ บนวังน้ำเขียว’

                  …. ยังไม่หมดหรอกครับ และเมื่อเขาเติบโตขึ้น ครัวเราจะมีเรื่องราวความรัก ความผูกพันธ์ พูดคุยกัน กับรอยยิ้มเสียงหัวเราะ ที่จะไม่มีวันเงียบหาย … เรื่องเล่าจะดังกังวาลในหัวใจ และ จินตนาการจะคงอยู่ตลอดไป แม้ในวันที่เขาจะเติบโตมีครอบครัวของตนเอง

                  บางทีเราอาจจะคิดกันไปเองว่า ‘การมีเด็กทารก ทำให้ต้องงดทำโน่นทำนี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งดการไปเที่ยวจนกว่าเขาจะโต  แต่สิ่งที่ปูนปั้นสอนเราก็คือ  เขาอยู่ง่ายแค่มีนมแม่ บวกกับการช่วยกันเลี้ยงลูกของพ่อและแม่ เท่านี้เราสามคนก็เที่ยวกันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่ว่าที่ไหน  เขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากเกินกว่าที่เราอยู่กับเขาที่บ้านเลย

                  ดังนั้นในขวบปีแรก ปูนปั้นจึงได้ไปนอนค้างนอกบ้านทั้งหมด 9 ทริป ซึ่งรวมทั้งการบุกสิงคโปร์ตอนขวบเต็มแม้จะไปสิงคโปร์มาหลายครั้งแต่ทริปที่มีปูนปั้นเป็นทริปที่ทำให้เรามีความสุขและสนุกมากๆ

                  ทุกครั้งที่เราไปเที่ยว พอเราถึงที่พัก ปูนปั้นจะมีอาการตื่นเต้น ร่าเริง (กว่าปกติเข้าไปอีก) ซึ่งเราสัมผัสได้ว่าเวลาไปเที่ยวเขาก็มีความสุขเหมือนเรานั่นแหละครับ ซึ่งนั่นอาจจะมาจากการผ่อนคลายของปะป๊า หม่าม๊า ที่จะได้ไปพักผ่อน พอเรามีความสุขเขาก็สัมผัสได้ เขาก็มีความสุขไปด้วย ถ้าคุณกำลังกลัวโน่นนี่ ลังเลว่าจะพาลูกไปเที่ยวดีมั้ย จะวุ่นวายขนาดไหน ผมคงไม่ยุว่า พาลูกไปเถอะครับ แต่ถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ซะแล้ว ผมว่าคุณน่าจะตัดสินใจได้ว่าคุ้มมั้ยถ้าเราจะทำอะไร เพื่อให้เจ้าตัวน้อยมีรอยยิ้ม

                  อ้อ … ก่อนจะจบ … ในวัยขวบครึ่ง เราสามคนจะบุกรัสเซียครับ มันไม่ใช่แค่แผนการลอยๆครับ ตั๋วเครื่องบินอยู่ในมือเราแล้วฮะ และ ถ้าสิ่งที่ผมเล่า ทำให้คุณเก็บกระเป๋าพาเจ้าตัวน้อยออกเที่ยวได้หละก็ … มาเล่าให้เจ้าปูนปั้นชื่นใจหน่อยนะครับ

                     ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-04] เมื่อโรต้ามาเยือน

“ตั้งแต่ ปูนปั้น โผล่มาป่วนโลก … คืนนี้จะเป็นคืนแรกที่ไม่ได้นอนกับเจ้าตัวป่วน (เจอกันศุกร์เลย แต่กว่าจะถึงบ้าน เค้าก็คงหลับแล้ว) และ ก็เป็นทริปแรกที่ไม่ได้มากับ ปูนปั้น … เพิ่งเข้าใจจริงๆ”

ผมโพสต์ข้อความข้างบนก่อนขึ้นเครื่องไปจีน ใครจะคิดว่าเจ้าตัวเล็กจะออกฤทธิ์ เอาตั้งแต่คืนที่ 2 ที่ผมไม่ได้นอนด้วย

ขณะที่กำลังประชุมกับผู้ผลิตเครื่องจักร ข้อความใน Line ส่งตรงจากหม่ามี๊เจ้าปูนปั้นอ่านในใจได้ว่า‘ที่ Day Care St. Louis เขาส่งอึ ปูนปั้น ไปตรวจนะ ยังไม่รู้ผล เค้าบอกกลิ่นเหม็น’หืมมมม เจ้าปูนปั้นน่ะ อึเหม็นตดเหม็น ไม่อายใครอยู่แล้ว ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ เฮ้อ… ในใจผมคิดว่าอย่างนั้นแต่ระหว่างทางไปโรงแรมผมก็ต้องยกหูโทรศัพท์โทรกลับมาไทย เพราะข้อความใน Line บอกว่า เจ้าปูนปั้นแอดมิดซะแล้ว ผมก็เลยต้องถอนหายใจอีกที เพราะคุณหมอบอกว่าปูนปั้น เป็น โรต้า (เป็นไวรัส ชนิดหนึ่ง)

 

ผมถามภรรยาไปว่า  “ตัวนี้เราหยอดวัคซีนไปแล้วไม่ใช่หรอ”

“ใช่จ้ะ แต่หมอบอกว่า โรต้า หยอดแล้ว ก็เป็นได้แต่อาการจะเบากว่า” (…. แป่วววว)

เจ้าปูนปั้นแอดมิดคืนวันพุธ กว่าจะได้ออกจาก โรงพยาบาลก็บ่ายวันเสาร์โน่นเลย  ดังนั้นผมลงเครื่องคืนวันศุกร์ก็ต้องขับรถจากสุวรรณภูมิมานอนที่โรงพยาบาลกับเจ้าตัวป่วน  เบ็ดเสร็จโดนน้ำเกลือไป 2 ขวด ยาอีกหลายขนาน กำลังจะโดนขวดที่ 3 แล้วเชียว แต่เจ้าตัวแสบดึงเข็มน้ำเกลือหลุดซะก่อน คุณหมอเลยสงสารไม่อยากจิ้มใหม่ เวลาเด็กจิ๋วๆ โดนจิ้มเข็มน้ำเกลือน่าสงสารมากนะครับ ขนาดผมเป็นคนบริจาคเลือดมาร่วม 40 ครั้ง เรียกว่าชาชินกับเข็มระดับนึง แต่ผมก็ยังจำความเจ็บเวลาโดนจิ้มเข็มน้ำเกลือหลังฝ่ามือ (ที่เจ็บกว่าตรงอื่น)ได้ดี ดังนั้นกับเจ้าตัวเล็ก เราคงไม่ต้องจินตนาการว่าเขาจะเจ็บขนาดไหน เห็นภาพที่หม่ามี๊คอยโพสต์ผ่านทางแฟนเพจ PoonPun-ปูนปั้น รู้สึกสงสารชะมัด จากเจ้าตัวป่วนจอมเส้นตื้นหน้าตาดูจ๋อยไปถนัดตา

โรต้า ทำเอาเจ้าปูนปั้นถ่ายหนักทีเดียวครับ ออกมาเป็นอึเหลวๆ และนั่นเป็นหนึ่งในอาการของไอ้ไวรัสตัวร้าย เมื่อถ่ายมากก็เพลียมาก ขาดน้ำ ขาดสารอาหารเพราะเขาจะหม่ำไม่ค่อยลง วันที่คุณหมอให้กลับ เจ้าปูนปั้นยังไม่หายดี 100%ครับ แต่คุณหมอมองว่าถ่ายน้อยลงแล้ว กลับมาบ้านเราก็ต้องคอยระวังพอได้ยินเสียงป้าดปุ้บ เราก็รีบจู้ดพาไปเปลี่ยนผ้าอ้อมเลยฮะ เพราะอึเขาจะเหลวเหมือนน้ำถ้าไม่รีบเปลี่ยนมันจะไหลออกมาเลอะครับ อาการอื่นๆของโรต้าก็มีอาเจียน ซึม เพราะเพลีย มีน้ำมูกและมีไข้ กว่าที่เจ้าปูนปั้นจะหายสนิท หยุดถ่ายจริงๆ  ก็เรียกว่าหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ

ก่อนกลับไป Day Care เราก็เลยเก็บอึเจ้าปูนปั้นไปให้คุณหมอตรวจ เพื่อความสบายใจว่า จะไม่เหลือเชื้อไปฝากใคร เพราะเจ้าปูนปั้นก็ติดมาจากเพื่อนที่ป่วยยกห้อง เพราะติดง่ายมากทั้งการสัมผัสโดยตรงและทางอึ อย่างเจ้าปูนปั้นถือว่าเบาะๆ แล้วแต่เคลมประกันแล้ว ปะป๊ายังโดนไป 2 หมื่นกว่า แม้จะไม่ได้ถ่ายเท่าปูนปั้นแต่ซีดไม่ต่างกันฮะ

            ท้ายสุดจบด้วยไสยศาสตร์เล็กๆ คุณแม่ยายบอกว่าทีหลังอย่าเขียนอาลัยอาวรณ์แบบนั้นตอนจะห่างลูกอีกนะ เพราะเขารู้ว่าเราคิดถึง เลยอยากให้เรากลับมา ว่าไปนั่น โอย แบบนั้น! ปูนปั้นอภินิหารแล้วครับแม่

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-03] เก้าสิบวันพันรอยยิ้ม

คุณคิดว่าเด็กน่าจะยิ้มเป็นตอนอายุเท่าไหร่? ผมหมายถึงยิ้มที่เกิดจากอารมณ์มีความสุขจริงๆ นะครับ ผมเคยเข้าใจว่าน่าจะสักอายุ ประมาณ 3-4 เดือนจนกระทั่ง …

 

เจ้าปูนปั้นเป็นเด็กยิ้มเก่งมาก น่าจะเริ่มยิ้มตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ เลยหละครับ แต่ที่ทำให้ผมไม่แน่ใจในตอนนั้นว่า มันคือรอยยิ้มหรือป่าว ก็เพราะเจ้าปูนปั้นยิ้มเรี่ยราดมากฮะ จนผมต้องถามหม่ามี๊ว่า “หรือมันจะไม่ใช่การยิ้ม แต่เป็นธรรมชาติที่เด็กแรกเกิด ที่พยายามฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ”

 

เราก็ทิ้งความสงสัยไว้แค่นั้น จนตอนที่เราพาปูนปั้นไปหาคุณหมอเมื่ออายุได้ 4 สัปดาห์ เพื่อไปให้คุณหมอฉีดวัคซีนตามนัด ซึ่งเจ้าปูนปั้นก็ยิ้มให้คุณหมอ ไม่ว่าคุณหมอจะทำอะไร เจ้านี่ก็ยิ้มให้ จนคุณหมอบอกว่า “เขาเป็นเด็กที่มีความสุขนะปะป๊า เขายิ้มเก่งมาก” ผมเลยได้โอกาสถามคุณหมอว่า “ที่เจ้าปูนปั้นยิ้มเนี่ย คือ การยิ้มจริงๆหรอครับ” คุณหมอยืนยันว่า ยิ้มจริงๆ เพราะเด็กยิ้มได้ เป็นการแสดงออกถึงความสุข และยิ้มได้ตั้งแต่แรกเกิดเลย  (คุณหมอธิดาวรรณ เป็นคุณหมอที่น่ารักที่สุดในสามโลกครับ) ดังนั้นตอนที่ปูนปั้นครบ 3 เดือน ผมก็รวบรวมรูปสารพัดยิ้มบางส่วนมาแปะรวมกันซึ่งมันเยอะจริงๆ ฮะ แล้วไป post บน Facebook ตอนนั้นมันแวบคำว่า ‘เก้าสิบวัน พันรอยยิ้ม’ ขึ้นมาซึ่งไม่เกินจริงเลย เพราะปูนปั้นยิ้มวันละมากกว่า 10 ครั้งแน่ๆ

            สิ่งที่ทำให้ หม่ามี๊ กับ ปะป๊า (ผมเคยขอเป็น ปะปี๊ ให้ล้อกัน แต่ภรรยาผมไม่ยอม บอกว่าฟังปัญญาอ่อน 555) หน้าบานเป็นจานรับสัญญาณพรีเมียร์ลีกก็คือคำพูดท่อนสั้นๆ ของคุณหมอ “เขาเป็นเด็กมีความสุขนะ” ตลอดเวลาที่ปูนปั้น อยู่ในท้องหม่ามี๊  เราสองคนจะเตือนกันตลอดว่า  ‘เราขี้โมโหขี้หงุดหงิดไม่ได้นะ’  เพราะเราเชื่อว่า อารมณ์ทุกอย่างมันถูกส่งผ่านเส้นเลือด ดังนั้นจังหวะการหายใจ เสียงที่รุนแรง การเคลื่อนตัวที่ก้าวร้าว เจ้าปูนปั้นจะต้องสัมผัสได้แน่ๆ เราจึงสัญญากันไว้ว่าจะระวังกันทั้งคู่ เมื่อไหร่ที่คุณแม่หงุดหงิด  ผมก็พยายามขำๆ “เดี๋ยวตีเลยหนิ สอนไม่จำว่าห้ามหงุดหงิด” อะไรที่พอจะเอาใจได้ ผมก็จะพยายามทำให้ เพราะคนท้องมันไม่สบายตัวจริงๆฮะ เวลาปวดเมื่อยมันนอนไม่สบาย ผมเองมีปัญหากล้ามเนื้อและเมื่อไหร่ที่มันเกิดการบิดตัวผิดขึ้นมามันปวดแบบนอนไม่ได้เอาเลย ผมจึงเข้าใจว่าทำไม ตอนหม่ามี๊อุ้มท้อง แม้จะนอนพักผ่อนเธอก็ยังดูอ่อนเพลีย เพราะนอกจากนอนไม่สบาย เธอยังถูกเจ้าปูนปั้นแย่งของโปรดที่หล่อนกินเข้าไปเอาไปใช้ตลอดเวลา

 

สิ่งที่เห็นผลชัดๆคือ ถ้าเรามีความสุข ถ้าเราไม่เอาสิ่งไม่ดีไปใส่เขา เขาก็จะออกมาสู่โลกแบบมีความสุข โดยธรรมชาติทั้งหม่ามี๊และผม ก็เป็นคนยิ้มเก่งอยู่แล้ว ตอนเด็กๆ คุณครูของหม่ามี๊เรียกไปถามด้วยความเอ็นดูว่า “ทำไมหนูยิ้มทั้งวันเลยลูก”  ส่วนพ่อก็พอกัน “ปลูกต้นไม้ ก็ยิ้มคนเดียว” จนถูกแอบถ่ายรูปมาแซวว่า รู้แล้วว่าปูนปั้นยิ้มเก่งเหมือนใคร นั่นคือ อารมณ์คุณ 2 คนเป็นอย่างไรตอนเขาอยู่ในท้อง เขาก็จะออกมาแบบนั้น คุณสุขเขาก็สุข คุณยิ้มเก่งหัวเราะเก่ง เขาก็ได้ยิน และโตมาแบบนั้นตลอด 9 เดือน

 

ทุกเช้า เราต้องตื่นตี 5 เพื่อพาเจ้าปูนปั้นไปส่ง Day Care ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ถ้าเจ้าปูนปั้นไม่ตื่นเองเพราะได้ยินเสียงเราหรือ เพราะอึ เราก็จะปลุกเขาขึ้นรถตอนใกล้ๆ 6 โมง โดยปกติเด็กที่ถูกปลุกตอนง่วงๆ ก็น่าจะโยเยตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้เราสดชื่นคือทุกครั้งที่ปูนปั้นลืมตาขึ้นมาเขาก็จะยิ้มให้เรา เป็นยิ้มที่ทำให้บางครั้งเราน้ำตาคลอ บางครั้งก็ยิ้มตาหยีแบบที่เราเรียกว่ายิ้มหวาน แต่ถ้าวันไหนโยเยบ้าง แค่เราทำหน้ายิ้มให้เขาก่อน ปูนปั้นก็จะยิ้มตอบกลับมา

 

รอยยิ้มของเจ้าปูนปั้น เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรง และทำให้เรามีความสุข จนหลายๆครั้งเรารู้สึกว่า เราทำให้เขามีความสุข เท่ากับที่เขามอบให้เรามั้ย เรามักหันมาถามกันอยู่เรื่อยๆว่า “เค้าน่าจะมีความสุขที่อยู่กับเราเนอะ”เพราะสิ่งที่เราอยากให้มันเกิดขึ้นตลอดไป คือรอยยิ้มของเจ้าตี๋น้อยปูนปั้นนี่แหละครับ

 

 

           ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ทุกสัปดาห์

 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-02] แม้เจ้าอยู่ในท้อง พ่อก็จะร้องเพลงกล่อม

ดึกแล้วหนา หลับเถิดหนอ พ่อจะร้องเพลงกล่อม                             

กล่อมเบาๆ เจ้าตัวน้อย ค่อยๆนอนฝันดี

ทำตาพริ้มอิ่มนมแล้วอย่างนี้                               

นอนเถอะนะ เจ้าตัวดี จะให้พ่อร้องทั้งคืนหรือไร ….

 

ผมเชื่อว่า พ่อแม่หลายคนแอบร้องคลอตามได้ แต่ถ้าคุณไม่คุ้นเพลงนี้ ไม่ต้องรู้สึกเสียหน้าครับ  เพราะการที่คุณไม่รู้จักเพลงเฉลียง แปลว่า คุณต่ำ 30 แน่ๆ ยินดีด้วยครับ ผมเป็นคนร้องเพลงไม่ได้เรื่อง นั่นเป็นสิ่งที่คนตัดสินผม แต่ผมว่า ถ้าไม่มีไมค์เนี่ย ผมก็เสียงอบอุ่นออกนา (แต่เอาเถอะคนเราควรจะร้องเพลงแบบเกรงใจคนฟัง มิใช่หรือ)

 

ผมเป็นคนอยากมีลูกมาแต่ไหนแต่ไร อยากมีก่อนจะมีปัญญาหาแฟนคนแรกเป็นตัวเป็นตนเสียด้วยซ้ำ และไอ้ความที่อยากมีลูกเนี่ยแหละ เพลงข้างบนจึงทำให้หัวใจผมเต้นแรง ตั้งแต่ได้ยินครั้งแรก และยิ่งคนร้องคือ พี่แต๋ง (ลูกพี่แต๋ง ‘น้องต้นน้ำ’ เป็นออทิสติก) มันยิ่งทำเอาผมเต็มตื้นที่ลำคอ เพลงนี้มันโดนถึงขั้นที่ผมปฏิญาณไว้เลยว่า มีลูกเมื่อไหร่ เอ็งโดนเพลงนี้จากปะป๊าแน่ๆ

 

ในวันที่ภรรยาผมเอ่ยขึ้นมาว่า “ช่วงนี้ (ประมาณสัปดาห์ที่ 24) เขาจะได้ยินเราแล้วหละ เล่านิทานหรือร้องเพลงให้เขาฟังมั้ย” แล้วเพลง ‘พ่อกล่อมลูก’ ก็ถูกเปล่งออกมาจากหัวใจของผมทันที ชนิดภรรยา ทำหน้าอึ้ง “หึย อย่างแกยอมร้องด้วยรึนี่”

 

 

…. พ่อจะสอนเจ้าเอาไหม ให้นับดาว                 

 

อยู่บนฟ้าสุขสดใส คือ แสงดาว

พ่อจะสอน เจ้าเอาไหม ให้นับดาว                      

หนึ่งและสอง หนึ่งและสอง สามสี่ …..

 

เพลงนี้ก็จะมีเพลง ‘กล่อม’ ของ ฟลุ้ก เกริกพล  (อื้อฮือ เพลงร่วมสมัยฉันทั้งนั้น) ที่ผมร้องที่พุงภรรยาหลังจากที่นิทานจบลงทุกคืน ซึ่งนั่นแหละฮะตามภาษาพ่อแม่ขี้เห่อ ผมก็จะถามภรรยาผมว่า  “แม่ว่าเค้าได้ยินมะ”  ภรรยาก็จะตอบกึ่งให้กำลังใจว่า “หนูว่าเขาขยับตัวมาฟังนะ ตอนคุณร้อง” (ว่าไปนั่น) บางวันหนักหน่อยก็ “พี่เอกหนูว่าเขาดิ้นนะ เมื่อกี้เหมือนพยายามถีบปากปะป๊า” (เอ หรือเค้าจะบอกว่า ผมจะนอน หยุดสักที)

 

แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมก็เล่านิทาน และ ร้องเพลงให้เขาฟังทุกคืน เพราะมันคงไม่ใช่ลูกเท่านั้นหรอกที่จะมีความสุขจากการที่พ่อทำแบบนั้น คนสำคัญอีกคนคือคุณแม่ ทุกคืนที่ผมเล่านิทานให้ปูนปั้นฟัง ผมไม่รู้ว่าลูกเข้าใจมั้ย แต่ยัยแม่ดูมีความสุข ทุกครั้งที่เพลงจบตายัยแม่จะพริ้ม และคนที่ถูกลูบหัวไม่ใช่เจ้าตัวเล็กในท้อง แต่เป็นพ่อของเจ้าปูนปั้น ส่วนเจ้าปูนปั้น เราก็ใช้วิธีจุ๊บๆเขา ที่พุงของหม่ามี๊

 

                วันแรกหลังจากที่พาปูนปั้นกลับบ้านหลังคลอดและพักฟื้นที่โรงพยาบาบาล (แม้จะดูเป็นคนสายวิทย์ มากกว่า สายสิญจน์ ผมก็ไม่ลืมบอกเจ้าที่เจ้าทาง เมื่อขับรถเข้าหมู่บ้านว่า เราพาปูนปั้นกลับบ้านมาด้วย) และเมื่อ 2 พ่อแม่แกะกล่อง  ต้องอยู่กับเจ้าตัวน้อยลำพังเป็นครั้งแรก ถึงแม้จะไม่มีใครพูดออกมา แต่ก็สัมผัสบรรยากาศความเครียดถึงการลุ้นว่า ‘คืนแรกจะเป็นไงน้อ’ได้ไม่ยาก และเมื่อความมืดเข้าครอบงำบ้านเรา ทุกกลยุทธ์ที่ทางโรงพยาบาลสอนมาในการเอาเจ้าปูนปั้นเข้านอนก็ถูกควักออกมาใช้  แต่ผลคือ “แง้ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ตอนนั้นเราเครียดจริงๆฮะ คิดไปเรื่อยเปื่อยว่า ต้องอุ้มกันทั้งคืนมั้ย ?  พรุ่งนี้ผมต้องไปทำงานจะไหวมั้ย?  แล้วหม่ามี๊อยู่ดูคนเดียวจะรอดหรือ?  คิดไปก็ไม่ได้ทำให้เจ้าตัวปูนปั้นสงบได้  และเมื่อคิวอุ้มวนมาที่ผมอีกครั้ง ผมก็พูดขึ้นว่า “แนท พี่ลองร้องเพลงกล่อมเขาเหมือนตอนอยู่ในท้องดีมั้ย”ภรรยาผมก็พยักหน้า … “ดึกแล้วหนาหลับเถิดหนอ พ่อจะร้องเพลงกล่อม”  แล้วเสียงร้องเจ้าปูนปั้น ก็เงียบลง … ปูนปั้นมองหน้าปะป๊าเหมือนนึกอะไรอยู่ ผมเชื่อว่า เขาจำเพลงนี้ได้ และผมเชื่อว่าหนึ่งในภาพแรกๆ ในชีวิตของปูนปั้น หากบังเอิญว่าเขาจะจำได้ คือ ภาพน้ำตาอิพ่ออิแม่ที่ไหลทะลักแก้ม ในคืนแรกที่บ้านของเรา

 

และไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร หากมีคนถามผมว่า เขาได้ยินเราจริงหรอ ตอนที่อยู่ในท้อง ผมคงจะพูดลอยๆว่า ‘แม้เจ้าอยู่ในท้อง พ่อก็จะร้องเพลงกล่อม’

 

…. แปดหมื่นสอง แปดหมื่นสาม แปดหมื่นสี่ ฮ้าววววววว ……

 

 

ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์
 


 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-01] แล้วเจ้าก็เข้ามา เปลี่ยนชีวิตปะป๊าให้หมุนช้าลง

         วันที่   เมษายน 2552  ผมพาแฟนมาเที่ยวหัวหิน ตอนเราเดินเล่น ถ่ายรูปที่ชายหาดใกล้เขาตะเกียบ เราเดินมาเจอมุมที่สวยมากของสถานที่หนึ่ง

เราก็ถ่ายรูปกัน … โดยมีสถานที่นั้น … เป็นฉากหลัง

 

วันนี้เธอได้เปลี่ยนสถานะจากแฟน เป็นภรรยาผมแล้ว เราแต่งงานกันที่ Grand Hyatt Erawan เดือนมกราคม 2555  ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์เราได้ voucher ที่พักชื่อเดอะบาราย (The Barai) เป็นรีสอร์ตในเครือของเอราวัณ ซึ่งเราก็มาพัก เมื่อมาถึงก็สัมผัสได้ถึงความหรูหราตามที่ได้ยินมา

เราเดินออกมาทาน pre dinner แล้วก็เดินหามุมสวยๆถ่ายรูป แล้วก็รู้สึก เฮ้ย! ตรงนี้ มุมนี้ ที่เมื่อ ปีก่อน ที่เราบอกแฟนว่าจะพามาพัก เรื่องนี้ทำให้เรายิ้มและหัวเราะกัน เป็นเรื่องตลกแบบหวานๆ ที่ผมอยากเล่า

 

            เธออ่อนกว่า ผม 11 ปี แต่เราก็คุยกันได้รู้เรื่องจนไม่น่าเชื่อในวันหนึ่ง ตอนที่เราเป็นแฟนกัน  เธอพูดขึ้นมาว่าขอโทษนะคะ ที่ทำให้รอตั้งนาน” ทีแรก ผมก็งง งงสักพักก็นึกได้ว่าผมเคยเล่าถึงภาพยนตร์เรื่อง Bram Stoker’s Draculaเป็นหนังในปี 1992 นำแสดงโดย Gary Oldman, Winona Ryder และ Anthony Hopskins ผมบอกว่า ผมชอบเพลงประกอบมากๆชื่อ Love Song for A Vampire ของ Annie Lennox และเล่าว่าแดร็กคิวล่าขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อเป็นอมตะ และเฝ้ารอมานานถึง 400 ร้อยปี เพื่อเจอหญิงคนรักอีกครั้ง

และนั่นแหละที่เธอเอามาพูดว่า ขอโทษนะคะ ที่ทำให้รอตั้งนาน” (รอเธอมาเกิดหลังผม 11 ปี) น่ารักไหมครับ ขำๆ แบบนี้หละ ภรรยาผม

            สองสัปดาห์หลังจากกลับจากเดอะบาราย ภรรยาผมก็รู้สึกแปลกๆ และเธอก็แอบนำแถบตรวจครรภ์มาตรวจตอนเช้า วันแรกเธอมาบอกว่า เราอาจจะท้องหละ แต่พรุ่งนี้ลุ้นอีกทีนะ และเมื่อพรุ่งนี้มาถึงก็โป๊ะเชะ ชีวิตน้อยๆ กำเนิดที่เดอะบารายเขามาจากมหานทีสีทันดรนั่นเอง

 

            หลังจากนั้นเราก็มีชีวิตที่เปลี่ยนไป เวลาเราทำอะไร เรามักจะรู้สึกว่าเราทำด้วยกัน คนตลอดเวลา

 

ตอนที่เขาอายุประมาณ เดือน ผมพาภรรยาไปตรวจครรภ์ เราให้คุณหมอแอบดูว่าเป็นชายหรือหญิง คุณหมอบอกยังไม่ชัด แต่เมื่อมองไม่เห็นจุ้ดจู๋  ถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นหญิง

พอเรามาบอกว่าที่คุณย่า คุณย่าบอกว่า “แต่แม่ฝันเห็นเด็กผู้ชายตัวโตสะอาดมาหาแม่นะ”  อีกเดือนต่อมา ภรรยาผมทำอัลตราซาวน์คราวนี้เขาโตพอที่จะเห็นอวัยวะต่างๆ มากขึ้น คุณหมอบอกว่า “อ้าวเป็นเด็กผู้ชายแฮะ” เราก็เลยถามว่า คุณหมอเห็นชัดขนาดไหน คุณหมอตอบมาว่า “จุ้ดจู๋ โด่เด่อันเดียวขนาดนี้ ไม่ใช่นิ้วแล้วหละ” เอากับย่าเขาสิ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ (อีกแล้วครับท่าน) นอกจากนั้น ตอนคลอดเจ้าปูนปั้น ก็ออกมาตัวโตจริงๆ โตขนาดที่คุณหมอบอกว่า หมอก็ไม่คิดว่าจะโตขนาดนี้เพราะคุณแม่ตัวนิดเดียว เจ้าปูนปั้นปู๊นปู๊น คลอดออกมาหนัก 3.67 กิโลกรัมครับ

 

เมื่อเติบโตขึ้น ถ้าเขาถามว่า เขาเกิดมาอย่างไร ผมคงจะบอกว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กชายตัวน้อยๆคนหนึ่งลอยน้ำมาจากสรวงสวรรค์ ผ่านมหานทีสีทันดร มาสู่โลก … ณ วินาทีที่ 0.001 ที่เขามาถึงโลกใบนี้ เขาก็โผล่มาเหนือน้ำที่บารายแห่งความรักแห่งหนึ่ง

          ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

นมแม่ไม่เท่ากัน

นมแม่ไม่เท่ากัน เพราะลูกติดดูดนมข้างเดียว

มีคุณแม่ท่านหนึ่ง ถามมากับทีมงาน Amarin Baby & Kids ว่าลูกสาวไม่ยอมดูดนมจากเต้าด้านซ้ายเลย ทำให้ นมแม่ไม่เท่ากัน เพราะเต้านมด้านขวามีขนาดเล็กกว่าเต้านมด้านซ้าย ซึ่งเป็นปัญหาที่ควรกงัวลใจหรือไม่

Continue reading “นมแม่ไม่เท่ากัน เพราะลูกติดดูดนมข้างเดียว”

ไม่อยากให้คนอื่นอุ้มลูก

ไม่อยากให้คนอื่นอุ้มลูก กับ 3 เทคนิครักษาน้ำใจคน

ขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เวลาใครต่อใครอยากจับเจ้าตัวเล็ก ทั้งคุณแม่และคนจับต่างสบายใจว่าเจ้าตัวเล็กปลอดภัย เพราะสัมผัสผ่านท้องคุณแม่ พอเขาคลอดแล้วนี่สิ คนมาเยี่ยมก็ยังอยากสัมผัสเจ้าหนูอีก แต่ปัญหาคือคราวนี้เสี่ยงมากขึ้น (และคุณแม่ก็อาจห่วงมากขึ้น) ไม่อยากให้คนอื่นอุ้มลูก

Continue reading “ไม่อยากให้คนอื่นอุ้มลูก กับ 3 เทคนิครักษาน้ำใจคน”

สุขภาพเด็ก

เบบี๋ฟันบิ่น ทำอย่างไรดี


เราควรพาเขาไปพบทันตแพทย์หรือเปล่าคะ



ฟันน้ำนมหักหรือหลุดเพื่อเปิดทางให้ชุดฟันแท้ได้ขึ้นมาแทนที่นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นรอยหักหรือบิ่นของฟันน้ำนมจึงไม่ใช่เรื่องน่าวิตกแต่อย่างใดค่ะ แต่การตรวจดูเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำ



เริ่มที่ตรวจดูว่าฟันที่บิ่นนั้นเป็นขอบคมหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นขอบมีคมจะทำให้ลูกเจ็บปากได้ อย่างนี้ควรพาไปปรึกษาหมอฟัน อาจต้องกรอฟันเพื่อลบคมหรือครอบพลาสติกให้



ถ้าเจ้าตัวเล็กมีอาการเจ็บหรือปวดฟัน (แม้จะเป็นในวันถัดมา)ฟันขึ้นผิดตำแหน่ง หรือมีอาการติดเชื้อ (สังเกตจากเหงือกบวม) หรือเห็นจุดสีชมพูตรงกลางฟันซี่ที่บิ่นเหล่านี้ เป็นอาการที่บอกว่าอาจมีการทำลายไปถึงประสาทฟัน คุณควรไปหาทันตแพทย์ทันที จำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อฟันแท้ได้

บทความโดย: Real Parenting Magazine
ภาพโดย: 

Tags

โรคตาในเด็ก

โรคตาในเด็ก รีบรักษาก่อนสายเกินแก้!

โรคตาในเด็ก มีความแตกต่างจากโรคตาในผู้ใหญ่ หลายโรคสามารถตรวจและรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันไม่ให้โรคพัฒนารุนแรงไปไกลจนหมดหนทางรักษา คุณพ่อ คุณแม่ จึงไม่ควรมองข้ามปัญหาสายตา และการมองเห็นของลูกน้อย เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของลูกน้อย

Continue reading “โรคตาในเด็ก รีบรักษาก่อนสายเกินแก้!”

ระวังเด็กเล็กชอบเอาของเข้าปาก

ระวังเด็กเล็กชอบเอาของเข้าปาก

Q: ตอนนี้ลูก 1 ขวบ 4 เดือนค่ะ ช่วงนี้เขาหยิบของทุกอย่างเข้าปาก ไม่ว่าของเล่น ตุ๊กตา หมอน หนังสือ หยิบฉวยอะไรได้เป็นเอาเข้าปากทันที กลัวว่าลูกจะไปหยิบของสกปรกหรือของมีพิษเข้าปาก แม่จะห้ามไม่ทัน ควรแก้ไขอย่างไรคะ

เด็กวัยนี้พัฒนาการด้านภาษายังไม่เต็มที่ ดังนั้นการห้ามด้วยวาจา เด็กจะไม่เข้าใจ จึงต้องห้ามพร้อมกับการกระทำทันที เช่น หากลูกกำลังจะเอาของที่ไม่สมควรเข้าปาก ให้เข้าไปหยิบออกจากปากพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าจริงจัง “อันนี้กินไม่ได้ ไม่เอาเข้าปากลูก” แต่ไม่ดุ ต่อว่าหรือเกรี้ยวกราดใส่ แล้วเก็บของนั้นให้พ้นมือและสายตาของลูกไปเลย และเบี่ยงเบนลูกไปเล่นของเล่นที่ปลอดภัยหรือหากิจกรรมอื่นทำด้วยกันอย่างสนุกสนาน ทำอย่างนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ ลูกจะค่อยๆ เข้าใจว่าสิ่งใดที่เอาเข้าปากไม่ได้ สิ่งใดที่เล่นได้ เล่นไม่ได้

ถ้าเพียงแต่ตะโกนห้ามเฉยๆ จะไม่ได้ผล เพราะลูกอาจไม่เข้าใจ ทางที่ดีที่สุดคือการสำรวจ ตรวจดูรอบๆ บ้าน ว่ามีสิ่งของอันตรายหรือมีพิษใดบ้างที่อยู่ในที่ที่ลูกอาจหยิบเข้าปากได้ หากพบว่าเป็นอันตราย ให้เก็บขึ้นก่อนที่ลูกจะไปเล่น เก็บไว้ในที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารพิษ หรือของที่อาจติดคอทำให้หายใจไม่ออก

บางครั้ง อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว หากลูกเอาของอันตรายเข้าปาก คุณแม่ควรทราบวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การตบหลังหรือกดท้องเพื่อให้ของที่อุดหลอดลมหลุดออกมาได้ กรณีได้รับสารพิษให้รีบโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากสายด่วน 1367 ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

จากเรื่อง “ชอบเอาของเข้าปาก” นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับที่ 87 พฤษภาคม 2555

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ความเครียด

ความเครียด ส่งผลต่อทารกน้อย พ่อแม่ควรระวัง!

คุณพ่อ คุณแม่ ทราบหรือไม่ว่า เด็กทารกก็มี ความเครียด แล้วความเครียดเหล่านี้เกิดจากอะไร และส่งผลกระทบอย่างไรกับลูกน้อยบ้างนั้น ก่อนอื่น Amarin Baby & Kids จะพาคุณพ่อ คุณแม่ไปทำความเข้าใจกับความเครียดกันก่อนค่ะ ว่าคืออะไร?

Continue reading “ความเครียด ส่งผลต่อทารกน้อย พ่อแม่ควรระวัง!”

การดูแลเด็กแรกเกิด

เบบี๋หลับสบาย ได้อีก ได้อีก

ไม่ว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กที่หลับง่ายหรือยาก วิธีต่อไปนี้จะช่วยให้เขานอนหลับสนิทได้

• ที่นอนอบอุ่นและสบาย ที่นอนซึ่งเหมาะกับเบบี๋แรกเกิดอายุเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไม่ควรกว้างเกินไป ดังนั้นหากคุณใช้เบาะนอนใหญ่ลองเปลี่ยนมาใช้เบาะนอนที่เล็กลงมาจะเหมาะกว่า แต่ถ้ามีเตียงหรือเปลนอนอยู่แล้ว อาจใช้การห่อตัว หรือถุงนอน เพื่อช่วยให้ลูกรู้สึกแนบชิดใกล้เคียงกับอ้อมกอดอุ่นๆ ของคุณ นอกจากนี้อุณหภูมิในห้องไม่ควรร้อนหรือเย็นเกินไป

• เห่กล่อมเป็นจังหวะตอนอยู่ในท้องแม่ ลูกจะตื่นตัวเมื่อแม่อยู่นิ่งหรือหยุดพัก และจะสงบลงเมื่อแม่เริ่มขยับตัวหรือลุกขึ้นเดิน แต่เมื่อคลอดแล้ว การเคลื่อนไหวด้วยจังหวะสม่ำเสมอยังคงมีผลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มโยกเบาๆ หรือลูบเนื้อลูบตัวเป็นระยะ ล้วนเป็นที่ชื่นชอบของเบบี๋และนำเข้าสู่ภวังค์อย่างสบาย

• เสียงกล่อมดังสม่ำเสมอ ตลอดหลายเดือนในท้องแม่ ลูกน้อยมีเสียงหัวใจ เสียงการทำงานของอวัยวะภายใน และเสียงพูดของแม่เป็นเครื่องขับกล่อมให้หลับ แต่เมื่อคลอดออกมาไม่มีเสียงเหล่านั้นอีกแล้ว การนอนหลับเองจึงอาจกลายเป็นเรื่องยาก วิธีแก้ง่ายๆคือ หาเสียงอื่นที่มีจังหวะหรือดังสม่ำเสมอมากล่อมแทน เช่น เปิดพัดลมให้มีเสียงดังหึ่งๆ เปิดกล่องดนตรี หรือเปิดซีดีที่เลียนแบบเสียงต่างๆในร่างกายของแม่

• ความเงียบสงบ เด็กน้อยจะหลับสนิทเมื่อได้อยู่ในห้องของตัวเอง พวกเขาไม่รำคาญและไม่ตื่นง่ายๆ หรอกตอนคุณเข้าไปในห้อง แต่เหตุที่มักทำเบบี๋เสียเส้นจนต้องตื่น คือการอุ้มเขาขึ้นมาเพียงแค่คุณได้ยินเสียงเขาร้องครางเบาๆ

• ทำเป็นกิจวัตร เด็กเกิดใหม่มักนอนหลับหลังกินนมจากขวดหรือเต้าอยู่แล้ว ดังนั้นตารางเวลานอนจึงอาจไม่มีความจำเป็น แต่คุณสามารถฝึกลูกเข้านอนเป็นเวลาตั้งแต่เขาเล็กแค่ไหนก็ได้ ถ้าคุณฝึกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน การเข้านอนจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ส่วนใหญ่กิจวัตรของการเข้านอน ได้แก่ อาบน้ำอุ่น ตามด้วยการสวมชุดนอนและขึ้นไปนอนเล่นบนเตียงสักพัก เล่านิทานหรือร้องเพลงให้ลูกฟังเพื่อให้เขารู้สึกผ่อนคลายและเคลิ้มหลับในที่สุด

• การพักผ่อนระหว่างวันที่เพียงพอ พ่อแม่บางคนพยายามแก้ปัญหาลูกไม่หลับตอนกลางคืนด้วยการทำให้ตื่นตลอดทั้งวัน ทั้งที่เบบี๋ต้องการนอนซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะความอ่อนเพลียจากการไม่ได้นอนกลางวันจะยิ่งทำให้ลูกหลับไม่สนิทในตอนกลางคืน

บทความโดย: Real Parenting Magazine
ภาพโดย: 

Tags

ถ้าลูกถนัดซ้าย จะดีเหรอ

ถ้าลูกถนัดซ้าย จะดีเหรอ?

Q : ลูกของดิฉันใช้มือทั้งสองข้างหยิบจับของเล่น อยากทราบว่าดิฉันควรสอนให้เขาใช้แต่มือขวา จะได้ถนัดขวาไปเสียเลยหรือเปล่าคะ

เราอาศัยอยู่ในโลกที่ใส่ใจคนถนัดขวามากกว่า อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ประตู เตารีด กรรไกร ที่ปอกมันฝรั่ง แม้แต่การจัดโต๊ะอาหาร โต๊ะทำงาน ฯลฯ ส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบมาเพื่อคนถนัดขวาทั้งนั้น คนถนัดซ้ายต้องยอมทนให้ข้อศอกกระแทกกับโต๊ะอาหาร ใช้สิ่งของหลายอย่างด้วยมือที่ “ไม่ถนัด”

พ่อแม่สมัยก่อนมักทนไม่ได้เมื่อเห็นลูกตกเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม เลยพยายามบังคับลูกที่เกิดมาถนัดซ้ายใช้มือขวา ทว่าผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเชื่อว่า ถ้าพ่อแม่ให้ลูกฝืนลักษณะทางพันธุกรรมอาจนำไปสู่ปัญหาการพูดติดอ่างและความบกพร่องในการเรียนรู้หลายๆ อย่าง (Learning disabilities) จึงไม่แนะนำให้พยายามเปลี่ยนความถนัดตามธรรมชาติของเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญยังสงสัยว่าลักษณะนิสัยหลายๆ อย่างมีความเกี่ยวข้องกับการถนัดซ้าย เพราะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในคนที่ถนัดซ้ายและขวา ซึ่งประเด็นน่าจะอยู่ที่พัฒนาการของสมองซีกซ้ายและขวา

โดยคนถนัดซ้ายจะมีสมองซีกขวาทำงานเด่นกว่า ทำให้พวกเขาถนัดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่ คนถนัดซ้ายจึงมักโดดเด่นในสาขาวิชาสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม รวมถึงการกีฬา และเนื่องจากมีเด็กผู้ชายถนัดซ้ายมากกว่าเด็กผู้หญิง จึงมีการอธิบายเป็นทฤษฎีขึ้นมาว่า ระดับของฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเทอโรนมีผลต่อการพัฒนาสมองและความถนัดในการใช้มืออีกด้วย

แต่กระนั้นเราก็ยังต้องการงานศึกษาวิจัยอีกมากกว่าจะมั่นใจได้ว่าคนเราเกิดมาถนัดซ้ายหรือขวา จากอะไร และการถนัดใช้มือแต่ละข้างมีผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์เราอย่างไร

ทั่วไปแล้วในช่วงแรกๆ เด็กเล็กจะใช้มือทั้งสองข้างเท่าๆ กัน ต่อมาเด็กบางคนอาจแสดงให้เห็นว่าถนัดมือไหนอย่างชัดเจนในช่วงอายุสองสามเดือน ขณะที่อีกหลายคนต้องรอไปจนใกล้ครบหนึ่งขวบ จึงจะเห็นว่าเขาถนัดมือไหน นอกจากนี้ตอนแรกเด็กบางคนอาจชอบหยิบจับสิ่งของด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วต่อมาเปลี่ยนข้างไปอีกมือก็มี

ประเด็นสำคัญคือการปล่อยให้เด็กใช้มือข้างที่เขารู้สึกสะดวกสบาย ไม่ใช่ข้างที่คุณอยากให้เขาใช้ และเพราะประชากรถึง 70 เปอร์เซ็นต์ถนัดขวาอย่างชัดเจน (10 เปอร์เซ็นเป็นคนถนัดซ้าย และอีก 20 เปอร์เซ็นคือถนัดทั้งสองมือ) คุณจะคาดว่าลูกของคุณเป็นคนถนัดขวาก็ไม่แปลก จนกว่าเขาจะแสดงออกเป็นอย่างอื่นให้คุณเห็น เช่น คุณลองหยิบยื่นสิ่งของให้ที่มือขวาของเขา ถ้าเขาเอื้อมมาจับและหยิบของนั้นด้วยมือซ้าย หรือหยิบด้วยมือขวาแล้วก็ย้ายมาถือมือซ้าย ค่อยคิดถึงว่าลูกอาจถนัดมือซ้าย และปล่อยเขาได้ใช้มือข้างที่สะดวกสบายก็ยังไม่สาย อนาคตเขาอาจกลายเป็นนักกีฬาชื่อดังหรือสถาปนิกระดับโลกก็ได้…ใครจะรู้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

โรคมือเท้าปากกับแม่ท้อง

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นโรค มือ เท้า ปาก เปื่อย

ในช่วงเดือนที่มีโรค มือ เท้า ปาก เปื่อยระบาด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กๆ คุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้หรือไม่ แล้วจะอันตรายแค่ไหน Amarin Baby & Kids จึงนำความรู้ วิธีการสังเกต และวิธีการดูแล โรคมือเท้าปากกับแม่ท้อง มาฝากกันค่ะ

Continue reading “เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นโรค มือ เท้า ปาก เปื่อย”

เลือดออกตอนท้อง

เลือดออกตอนท้อง 3 เดือนแรก อันตรายแค่ไหน?

คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรกอาจมี เลือดออกตอนท้อง คล้ายกับวันแรก หรือวันสุดท้ายของการมีประจำเดือน ว่าที่คุณแม่บางคนจึงเข้าใจไปว่า ประจำเดือนไม่ได้ขาด แต่เลือดนี้จะไหลออกมาเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นสัญญาณบ่งชี้อันตรายจริงหรือไม่? มาหาคำตอบกันค่ะ

Continue reading “เลือดออกตอนท้อง 3 เดือนแรก อันตรายแค่ไหน?”