นัดตรวจครรภ์ครั้งแรก เตรียมตัวอย่างไรดี

Q: คุณหมอนัดไปตรวจครรภ์ครั้งแรก ตื่นเต้นพอสมควรค่ะ ควรเตรียมตัวอะไรไปก่อนล่วงหน้าไหมคะ หรือควรลิสต์หัวข้อเพื่อถามคุณหมอด้วยรึเปล่า

การนัดตรวจครรภ์ครั้งแรก เราควรเตรียมตัวตอบข้อซักถามของคุณหมอเกี่ยวกับประวัติการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายค่ะ ว่ามาวันที่เท่าไหร่ และประวัติสุขภาพทั่วๆไป เช่น

  • มีโรคประจำตัวไหม
  • ชื่อยาที่รับประทานเป็นประจำ
  • อาหารเสริมที่กินอยู่ ควรนำไปให้คุณหมอตรวจดูว่าควรกินต่อหรือไม่
  • ประวัติการแพ้ยา
  • ประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม กามโรค
  • หากมีสมาชิกในครอบครัวมีความพิการผิดปกติแต่กำเนิดก็ควรแจ้งคุณหมอด้วย
  • สัตว์เลี้ยงในบ้านมีอะไรบ้าง เลี้ยงแมวรึเปล่า เพราะการเลี้ยง และการเก็บอุจจาระของแมว อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งนำไปสู่การแท้งได้

นอกจากนี้หากตรวจเลือดก่อนแต่งงาน ควรนำผลเลือดนั้นส่งให้คุณหมอ ไม่ว่าจะเป็น

  • กรุ๊ปเลือด
  • การตรวจหาโรคเลือดจางหรือพาหะธาลัสซีเมีย
  • การตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันของโรคตับอักเสบบี เอดส์ กามโรคและหัดเยอรมัน
  • ประวัติการตรวจภายในและการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

ส่วนสิ่งที่ควรถามคุณหมอ คงเป็นเรื่องการปฏิบัติตัวทั่วๆไป เช่น

  • การรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับการตั้งครรภ์
  • ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย
  • การมีเพศสัมพันธ์
  • การดื่มชากาแฟ
  • หากมีอาการแพ้ท้องควรปฏิบัติตัวอย่างไร เป็นต้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

9 เดือน : ช่วงจดจำ & เลียนแบบ

9 เดือน นี่คือช่วงวัยแห่งการต่อยอดการเรียนรู้ ทั้งในส่วนของการเลียนแบบและสิ่งที่เรียกว่า แม้มองไม่เห็น เบบี๋ก็รู้แล้วว่าวัตถุนั้นยังคงอยู่ (Object permanence) จะยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้น

•  ไม่ได้เลียนแบบทันที

ลูกทารกชื่นชอบเกมการเลียนแบบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการแลบลิ้น กระพริบตา ดูดปากเล่น เล่นน้ำลาย หรือการแสดงสีหน้าแบบอื่นๆ

ถ้าคุณมีเวลามากพอที่ได้ใกล้ชิดเบบี๋ คุณจะได้เห็นว่าลูกน้อยวัยนี้ก็อาจจะรอ 2-3 ชั่วโมงหรือรอเป็นวันๆ แล้วค่อยเลียนแบบพฤติกรรมที่เห็น อย่างถ้าคุณใช้ค้อนตอกตะปูให้เขาเห็น วันรุ่งขึ้นเขาก็อาจจะเอาค้อนไม้อันเล็กๆ ของตัวเองมาตอกพื้นเล่นบ้าง ซึ่งเป็นการเลียนแบบสิ่งที่คุณทำให้ดูเมื่อวันวาน และเป็นพฤติกรรมที่นักวิจัยเรียกกันว่า deferred imitation หรือการเลียนแบบที่เกิดขึ้นในภายหลัง

•  มาพิสูจน์กัน

นักวิจัยทำการทดลองโดยสาธิต 3 การกระทำง่ายๆ ให้ทารกวัย 9 เดือนดู คือ

  1. หยิบกระดาษคู่กลางของสมุดขึ้นมา แต่ไม่ได้ดึงออกมา คลี่กระดาษออกให้ราบไปกับสมุดตามเดิม
  2. กดปุ่มสีดำที่ทำให้เกิดเสียงออด
  3. เขย่าไข่พลาสติกสีส้มที่มีนอตและสลักอยู่ข้างใน

หลังจากที่ได้ดูนักวิจัยสาธิตการกระทำ 3 อย่างนี้แล้ว ทารกก็กลับบ้านไป และพอทารกกลับมาที่ห้องทดลองในวันรุ่งขึ้น นักวิจัยก็ทำการทดลองต่อโดยหยิบแผ่นกระดาน ออดและไข่พลาสติกออกมา ซึ่งปรากฏว่าถึงจะไม่เคยใช้ของพวกนี้มาก่อน แต่ทารกส่วนใหญ่ก็เลียนแบบการกระทำที่เคยดูนักวิจัยสาธิตเมื่อวันวานได้ไม่ต่ำกว่า 1 อย่าง เพราะจำได้ทั้งตัวของและวิธีใช้ และพิสูจน์ให้เห็นด้วยการเลียนแบบการกระทำของนักวิจัยนั่นเอง

•  ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ถ้าอยากให้ลูกมีพฤติกรรมที่พึงปรารถนาอย่างใช้กระดาษทิชชูเช็ดน้ำมูก รู้จักใช้ผ้าเช็ดปากขณะนั่งกินอาหารสวมหมวกนิรภัยตอนขี่จักรยานและขยันอ่านหนังสือ คุณก็ควรจะแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ให้เขาดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เขาเรียนรู้ได้ดีที่สุดและสำคัญกว่าการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นๆ

พฤติกรรมของคุณยังมีผลต่อพฤติกรรมในเวลาต่อมาของเขาด้วย เช่น ถ้าคุณไม่ยอมสวมหมวกนิรภัยตอนขี่จักรยานและบอกให้เขาสวม เขาก็อาจจะยอมสวมตามที่คุณบอกตอนนั้นเลย แต่พอออกมาขี่จักรยานตามลำพังในเวลาต่อมา เขาก็อาจจะเลียนแบบคุณโดยไม่สวมหมวกนิรภัยเช่นกัน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

9 เดือน รู้แล้วว่าแม่มีอยู่จริงๆ

ถึงตอนนี้คุณคงเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งนอกจากจะเรียกรอยยิ้มจากเขาได้แล้ว การเล่นจ๊ะเอ๋ก็ยังทำให้เขาเข้าใจแนวคิดที่เรียกว่า วัตถุนั้นยังคงอยู่ แม้จะมองไม่เห็น (Object permanence) มากขึ้นด้วย

 

และพอเขาอายุราว 9 เดือน ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดนี้ก็จะพัฒนาไปอีกขั้น คือพอคุณใช้ผ้าเช็ดมือคลุมกุญแจไว้ทั้งพวง เขาก็จะเลิกผ้าเช็ดมือให้เห็นพวงกุญแจที่ซ่อนอยู่ แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาก็จะไม่สนใจ เพราะการไม่เห็นอะไรเลยยังคงแปลว่าพวงกุญแจไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
นี่เป็นพัฒนาการสำคัญที่ทำให้ลูกน้อยเริ่มเข้าใจแล้วว่า แม่ของเขามีอยู่จริง

 

ชอบสุดๆ เกมซ่อนหา
นักวิจัยทำการทดลองโดยใช้ทารกวัย 6-9 เดือนเป็นกลุ่มตัวอย่าง และพบว่าทารกวัย 9 เดือนจะหาสิ่งที่ซ่อนอยู่อย่างกระตือรือร้นและทำแบบนั้นซ้ำๆ แถมยังมีรายงานว่าทารกหญิงวัย 11 เดือนทำการทดลองด้วยตัวเองโดยใช้ผ้าเช็ดโต๊ะและจานใบเล็กๆเป็นอุปกรณ์อีกต่างหาก
หนูน้อยคนนี้คงตั้งสมมติฐานว่า “จานจะยังคงอยู่ แม้จะมองไม่เห็น” (เพราะใช้ผ้าเช็ดโต๊ะคลุมไว้) แล้วทำการทดสอบสมมติฐานข้างต้นโดยหยิบจานมา 1 ใบ ซ่อนจานไว้ใต้ผ้าคาดโต๊ะ รอสักพัก จากนั้นก็เลิกผ้าให้เห็นจานที่ซ่อนอยู่ โดยคุณแม่เล่าว่าแม่หนูทำการทดลองวันละหลายๆครั้งเป็นเวลาถึงประมาณ 1 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

นั่นแปลว่าจะต้องมีสิ่งที่ลูกค้นพบจากการเล่นอะไรซ้ำๆทุกวัน โดยเขาจะชื่นชอบเกมซ่อนและหาของไปจนถึงราวๆ 2 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่การเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิด object permanence มีความสมบูรณ์แบบ แต่การเล่นจ๊ะเอ๋และซ่อนหาก็จะยังเป็นเกมที่เขาชอบไปอีกหลายเดือน หรืออาจจะอีกหลายปีเลยทีเดียว

 

ซ่อนของ…ลูกชอบ  แต่แม่ซ่อน…ลูกไม่ปลื้มนะจ้ะ
ถ้าคุณอยากส่งเสริมให้ลูกสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิด object permanence เขาก็ควรจะได้เล่นจ๊ะเอ๋ หาของแบบง่ายๆ อย่างที่คุณคุ้นเคยกันไปเรื่อยๆ เพราะนอกจากจะเป็นความสนุกที่เหมาะกับพัฒนาการตามวัยแล้ว เกมดังกล่าวก็ยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งคู่ด้วย เพราะถึงแม้ว่าลูกน้อยจะรู้แล้วว่าแม่มีจริง แต่เนื่องจากพัฒนาการที่ยังไม่สมบูรณ์ เวลาที่คุณจะออกจากบ้านไปทำงาน หรือปลีกตัวไปหยิบข้าวของ ไปเข้าห้องน้ำชั่วประเดี๋ยว ก็ทำให้เบบี๋ร้องไห้จ้าได้

 

คำแนะนำง่ายๆ ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกน้อยคือ ไม่หนี ไม่แอบ ไม่ซ่อน เมื่อต้องลาจากลูกน้อยวัยนี้ ให้เขาเห็นว่าคุณเดินจากไป และจะกลับมาหาเขาในตอนเย็น หรือในเวลาไม่นาน และควรทำให้การลากันเป็นเรื่องธรรมดา หอมแก้มบอกลากันสั้นๆ เช่น แม่ไปทำงานแล้วเย็นนี้เจอกันจ้ะ แม่ไปหยิบขวดน้ำของหลังบ้านเดี๋ยวมานะ แล้วการร้องของลูกน้อยจะไม่นาน

 

หากคุณร่ำไร โศกเศร้าน้ำตาท่วมจอทุกครั้งที่จากกัน นั่นจะยิ่งทำให้ลูกร้องหนักขึ้น และไม่ได้ช่วยส่งเสริมพัฒนาการใดๆ ของลูกเลย

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ระวัง! อย่าวางทารกนอนบนโซฟา

คุณพ่อคุณแม่บางท่านเข้าใจผิดว่าถ้าตัวเองไม่ได้หลับหรือคอยเฝ้า ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะประสบกับภาวะหยุดหายใจกะทันหันในทารก แต่พ่อแม่ที่อดนอนก็อาจจะเผลอหลับบนโซฟาที่มีลูกนอนอยู่ด้วย

 

นักวิจัยชี้ว่าทารกที่เสียชีวิตขณะหลับประมาณ 1 ใน 8 คนคือทารกที่พ่อแม่ให้นอนบนโซฟาและเกือบ 3 ใน 4 คนเป็นทารกวัยไม่เกิน 3 เดือน

ดร.เจฟฟรีย์ คอลวิน กุมารแพทย์ที่ Children’s Mercy Hospital และคณะทำการวิเคราะห์ข้อมูลการเสียชีวิตขณะหลับของทารก 7,934 คนใน 24 รัฐโดยเปรียบเทียบกรณีการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นบนโซฟากับกรณีการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นในเตียงเด็ก เปลหรือเตียงผู้ใหญ่ เพราะผลวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่าสำหรับทารก โซฟาคือที่นอนที่อันตรายที่สุด ดร.คอลวินและคณะจึงพยายามหาคำตอบว่าอะไรคือปัจจัยที่มีส่วนสำคัญในการเสียชีวิตดังกล่าว ปรากฏว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้กรณีของการนอนบนโซฟามีความเสี่ยงสูงกว่ากรณีอื่นๆ

 

  • ให้เบบี๋นอนโซฟาเสี่ยงอย่างไร

กุมารแพทย์แนะนำว่าควรจะให้ทารกนอนหงาย ตามลำพังและบนพื้นผิวราบเรียบที่ไม่นิ่มโดยไม่ใช้หมอนเท่านั้น แต่ผลวิจัยข้างต้นกลับชี้ว่า

  1. พ่อแม่มักจะให้ลูกนอนคว่ำบนโซฟามากกว่านอนคว่ำในเตียงเด็กหรือที่นอนแบบอื่นๆ
  2. พ่อแม่ยังเข้าใจผิดด้วยว่าถ้าตัวเองไม่ได้หลับหรือคอยเฝ้า ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะประสบกับภาวะหยุดหายใจกะทันหันในทารก (SIDS) แต่พ่อแม่ที่อดนอนก็อาจจะเผลอหลับบนโซฟาที่มีลูกนอนอยู่ด้วย
  3. ที่นั่งของโซฟาบางตัวก็อาจจะลาดลงไปทางพนักพิง ซึ่งอาจจะทำให้ลูกติดอยู่ในซอกจนหายใจไม่ออก

 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ ชี้ว่า ถึงพ่อแม่จะให้ลูกนอนตะแคงบนโซฟา แต่ลูกก็อาจจะดิ้นจนหน้าคว่ำกับโซฟานิ่มๆ ซึ่งจะทำให้หายใจลำบาก และพ่อแม่บางคนก็ให้ลูกนอนระหว่างตัวเองกับพนักพิงของโซฟาเพราะกลัวว่าลูกจะกลิ้งตกลงมา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่คาดไม่ถึงเช่นกัน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แม่ท้องกินยาถ่ายได้ไหม

Q : ตอนนี้มีอาการท้องผูกมากเลยค่ะ แม่ท้องอย่างเราสามารถกินยาถ่ายได้ไหมคะ

แม่ท้องสามารถทานยาระบายได้ค่ะ แต่ควรเป็นยาระบายที่มีกากใย หรือประเภทเพิ่มไฟเบอร์ จะได้ไม่ทำให้ปวดท้องรุนแรงมากนัก เช่น Agiolax Mucillin เป็นต้น ทางที่ดีคุณแม่ท้องควรปรับพฤติกรรมการกินร่วมด้วย เลือกรับประทานอาหารที่มีกากและเส้นใย เช่นผัก ผลไม้ น้ำลูกพรุน มะละกอ โยเกิร์ตสด และดื่มน้ำเปล่าวันละ 1-2 ลิตร พร้อมกับออกกำลังกายบ้าง วันละ 15-30 นาที

** ในกรณีนี้ต้องไม่มีข้อห้ามเช่น รกเกาะต่ำ ภาวะแท้งคุกคาม หรือ ภาวะตั้งครรภ์แฝดที่ทำให้เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด

 

บทความโดย: นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์

ภาพ : Shutterstock

สู้ๆ โค้งสุดท้ายแล้วนะคุณแม่

เข้าโค้งสุดท้ายแล้วจริงๆ (บางคนอาจอายุครรภ์ถึง 42 สัปดาห์ก็มี) เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างบีบคั้นหัวใจของคุณแม่ท้องมือใหม่พอสมควร เพราะนี่คือประสบการณ์การคลอดครั้งแรกในชีวิต หลายๆครั้งจึงเกิดความเครียดขึ้นมาไม่รู้ตัว มาดูวิธีเตรียมตัวและคลายความเครียดในระหว่างรอคลอดลูกน้อยกันดีกว่า
การรับมือกับความเครียดและความกังวลได้นั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้เวลาฝึกฝน โดยมีกุญแจสำคัญที่คุณแม่จะต้องท่องไว้คือ หนึ่ง จดจำความเครียดและความกังวลเหล่านั้นให้ได้ คือรู้ตัวว่าเวลาเราเป็นแล้วมีอารมณ์และความรู้สึกอย่างไร จะทำให้เราจับความรู้สึกของตัวเองได้ไวขึ้น และสองคือหาวิธีรับมืออย่างได้ผล ซึ่งมีวิธีง่ายๆ ดังนี้
1. หยุดพฤติกรรมที่เกิดจากความเครียด ลองสังเกตตัวเองว่าเวลาที่เครียดนั้นมักจะแสดงออกทางร่างกายและความคิดอย่างไร บางคนเครียดแล้วกัดเล็บบ้าง เขย่าขาบ้าง ดึงผมบ้าง เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำพฤติกรรมนี้อยู่ให้หยุดทันที นอกจากนี้เวลาเครียดหรือกังวล คนเรามักจะคิดลบหรือคิดฟุ้งซ่านเสมอ เช่น ถ้าตอนคลอดมีปัญหาล่ะ ทำไงดี ถ้าหมอมาช้าล่ะ ถ้าเกิดเจ็บท้องจนทนไม่ไหวล่ะ ฯลฯ ขอให้คุณแม่สะบัดศีรษะ 2-3 ที แล้วหยุดความคิดนั้นซะค่ะ
วิธีจัดการกับความคิดฟุ้งซ่าน

 

· เมื่อไรก็ตามที่เริ่มคิดฟุ้งซ่าน เกิดคำถามกับตัวเองมากมายให้จดคำถามเหล่านั้นลงในสมุด

 

· จากนั้นพิจารณาคำถามเหล่านั้นว่า สิ่งที่เรากังวลอยู่จะเกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า

 

· สุดท้ายคือให้กำลังใจตัวเองว่า ความกังวลเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วและมันจะหายไป คิดถึงแค่วันนี้ ดูแลตัวเองและลูกให้ดีที่สุดดีกว่า

 

 

2. หายใจลึกๆ หลังจากหยุดพฤติกรรมจากข้อหนึ่งแล้ว คุณแม่ลองนั่งหรือนอนพิงเบาะเหมาะ แล้วหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ หากใครเคยเข้าคอร์สเตรียมคลอดมาก่อน เทคนิคการหายใจเหล่านั้นจะช่วยให้คุณแม่คลายความตึงเครียดได้ดี ไม่ว่าจะก่อนหรือขณะคลอด และช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอาการตื่นตระหนกได้ดีทีเดียว
วิธีหายใจให้คลายเครียด หายใจเข้า 5-7 วินาที หายใจออก 5-7 วินาทีเช่นกัน ระหว่างหายใจออกให้เป่าลมออกทางปากด้วย ทำซ้ำประมาณ 10-20 ครั้ง

 

3. หากิจกรรมผ่อนคลาย ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง ดูรูปภาพครอบครัวหรือธรรมชาติ อ่านหนังสือหรือนิตยสารสนุกๆสักเล่ม หรือแม้แต่การทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆก็ช่วยได้ เช่น จัดโต๊ะเครื่องแป้งใหม่ ทำอาหารง่ายๆกิน คุยโทรศัพท์กับเพื่อน เป็นต้น ลองเลือกดูว่ากิจกรรมไหนทำแล้วผ่อนคลายและชอบมากที่สุด

 

4. ปล่อยวางแต่ไม่วางเฉย หากคุณแม่เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว เหลือแค่รอสัญญาณจากลูกน้อย พร้อมหิ้วกระเป๋าไปโรงพยาบาลได้ทันที ก็คงไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะไม่ว่าเราจะคิดกังวลแค่ไหนก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมเครียดมากๆจะส่งผลต่อลูกน้อยด้วย ดังนั้นนึกถึงแต่เรื่องดีๆ ยิ้มแย้มพูดคุยกับคนรอบตัวและทำให้ทุกวันมีความสุขก็พอแล้ว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

สัญญาณพัฒนาการ

สัญญาณพัฒนาการ 6 ข้อ หนูไม่ใช่ทารกแล้วนะ

ถึงเบบี๋ตัวนุ่มนิ่มน่าฟัดและเลี้ยงง่าย จะโตขึ้นเป็นเจ้าเตาะแตะหัวดื้อที่มีพฤติกรรมชวนปวดตับในไม่ช้า แต่เขาก็จะทำให้คุณมีรอยยิ้มและความสุขเมื่อนึกถึงอย่างแน่นอนและนี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของพฤติกรรมแสบซ่าแต่ว่าน่ารักที่บอกได้ว่าเจ้าตัวเล็กเป็นเตาะแตะเต็มตัวแล้ว! เรามาดู สัญญาณพัฒนาการ ของลูกน้อยกันค่ะ

Continue reading “สัญญาณพัฒนาการ 6 ข้อ หนูไม่ใช่ทารกแล้วนะ”

ลูกเตาะแตะกินน้อย แก้อย่างไรดี?

Q : ลูกสาวอายุ 1 ขวบ 2 เดือน กินน้อยมากค่ะ เมื่อเร็วๆ นี้แม่ก็เริ่มอาหารที่เนื้อสัมผัสแข็งขึ้นแล้ว แต่ลูกดูไม่ชอบเลย เบือนหน้าหนีหมด ควรแก้ไขอย่างไรดีคะ ตัวเขาค่อนข้างเล็กน้ำหนักก็น้อยค่ะ คุณแม่กังวลมาก

เด็กบางคนช่วงอายุ 1-4 ขวบ น้ำหนักตัวขึ้นช้าลง เป็นภาวะที่ปกติเพราะช่วงนี้สนใจการกินน้อย ห่วงแต่เล่นจนพลังงานหมด หากลูกมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย มีพัฒนาการสมวัยและเป็นเด็กทื่กินแต่อาหารที่มีประโยชน์คือ อาหารหลัก 5 หมู่ ข้าว3 มื้อๆ ละ 5 ช้อนโต๊ะ นมปริมาณ 2-3 กล่อง กินผลไม้เป็นอาหารว่าง ไม่กินขนมหวานเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่เป็นเด็กที่อ้วนหรือน้ำหนักตัวมากเพราะได้รับอาหารประเภทจั๊งก์ฟู้ดหรืออาหารขยะหรือเป็นเด็กที่น้ำหนักมากเพราะกินนมรสหวาน หรือ นมเปรี้ยวก็ถือว่าเป็นปกติ เป็นคนโชคดีด้วยซ้ำค่ะที่กินแล้วไม่อ้วนง่าย

เด็กบางคนกินเท่าไรก็ไม่อ้วนมักเป็นเพราะเขาไม่ค่อยอยู่เฉย มีการเผาผลาญพลังงานที่ดีมากหรือเป็นคนประเภทไส้ตรง คือถ่ายทุกครั้งที่กินหรือเป็นเพราะพันธุกรรม

พวกเราพอเป็นผู้ใหญ่ก็อยากมีหุ่นดี กินแล้วสุขภาพดี แต่เพราะอะไรกลับสร้างค่านิยมว่าเลี้ยงเด็กให้ดูอ้วนๆ ถึงน่าภาคภูมิใจกว่าการมีลูกผอม พอซักไปซักมาพบว่าตอนเป็นเด็กก็หุ่นผอมๆ แบบเดียวกับลูกด้วย

กรณีกินข้าวน้อยเกินไปหรือกินข้าวยาก แนะนำว่า

1. หากดื่มนมเกินวันละ 3 กล่อง

ให้ลดนมเพื่อทำให้หิว จะได้กินอาหารเพิ่มขึ้น ไม่เพิ่มอาหารว่างระหว่างมื้อเด็ดขาดไม่เช่นนั้นเขาจะไม่รู้สึกหิว

2. ลองเปลี่ยนเมนูอาหาร

เป็นอาหารคล้ายผู้ใหญ่ เพราะลูกอาจเบื่ออาหารเด็กเล็ก

3. ใช้ชามช้อนที่น่าสนใจ

ใช้มือป้อนอาหารบ้าง หรือให้ลูกได้กินเอง ยอมให้สกปรกเลอะเทอะบ้าง

4. ให้กินพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่หรือเด็กๆ คนอื่น

ทำบรรยากาศขณะกินให้ผ่อนคลาย ไม่บังคับหรืออ้อนวอน เมื่อลูกกินได้ก็ให้คำชมเชยเป็นกำลังใจทันที จำกัดเวลาไม่เกิน 45 นาที หากครบเวลาก็เลิก ได้แค่ไหนก็แค่นั้นไม่ต้องตื๊อต่อ เอาให้ลูกงงไปเลยว่าทำไมไม่อ้อนวอนเหมือนทุกๆ วัน มื้อนี้กินได้น้อย ก็ยังมีมื้อหน้าให้ลุ้น

5. เลิกบังคับให้ลูกกินข้าว

เด็กบางคนไม่ชอบกินข้าวสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากถูกพ่อแม่บังคับ เรื่องนี้พิสูจน์ได้ตรงที่เราไม่ค่อยเห็นเด็กในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ ความจริงแล้วเด็กไม่ว่าจะกินเก่ง กินไม่เก่งหรือบางวันเก่งบางวันไม่เก่งแล้วแต่อารมณ์หรือเมนูอาหาร ขอให้เชื่อเถอะว่าเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความอยากอาหารในระดับที่ไม่ทำให้ร่างกายอ่อนแอหรือเจริญเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ หรือเกิดภาวะทุพโภชนาการแน่นอน

6. ให้ลูกได้ออกกำลังมากขึ้น

เด็กบางคนขาดธาตุเหล็กและวิตามินบางตัวอยู่แล้ว จึงยิ่งเบื่ออาหาร การให้วิตามินและธาตุเหล็กทดแทนจะทำให้ดีขึ้น

7. หากกินขนมจุกจิกหรือดื่มน้ำผลไม้

ให้หยุดค่ะ เพราะน้ำตาลที่มากในร่างกายจะทำให้ลูกไม่รู้สึกหิว

 

ต้องอดทนต่อเสียงเรียกร้องจะกินแต่ของชอบของลูกให้ได้ ปล่อยให้ลูกหิวจนถึงข้าวมื้อต่อไป จะได้กินข้าวเพิ่มขึ้น แต่อย่าคาดหวังว่าจะเห็นว่ากินได้มากขึ้นใน 2 วัน เพราะอาจใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน น้ำหนักอาจจะลดลงบ้างในช่วงแรกก็ไม่ต้องตกใจค่ะ

ข้อสำคัญและเป็นกฎเหล็กของเด็กที่มีปัญหากินข้าวยาก คือไม่ให้กินขนมทุกชนิด และทุกคนในบ้านต้องร่วมมือด้วย เพราะหากลูกรู้จักรสชาติของขนม ไม่ว่าจะเป็นขนมถุงๆ ไอศกรีม ช็อกโกแลต น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมปังเบเกอรี่ชนิดต่างๆ จะทำให้กินข้าวยากขึ้น เพราะข้าวไม่อร่อยเท่าขนมและยิ่งทำให้เบื่อข้าวมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ขาดสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เกิดฟันผุและโรคอ้วน

คุณแม่จะเริ่มให้ลูกกินยากกินขนมได้บ้างก็ต่อเมื่อเขาเริ่มเข้าใจคำพูดเหล่านี้ เช่น “ให้กินได้แค่ชิ้นเดียว” “ต้องกินหลังจากกินข้าวเสร็จ” “กินแล้วต้องแปรงฟันให้ดีไม่งั้นฟันผุ” ซึ่งก็คือเมื่อลูกอายุ 2 ขวบขึ้นไป

คุณแม่ลองทำดูนะคะ หากลูกกินข้าวได้ปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสมแล้วแต่ยังน้ำหนักน้อยอยู่ก็ไม่ต้องกังวล คิดเสียว่าโตขึ้นมาจะได้ไม่เป็นคนอ้วนง่ายค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ท้องนี้สายไปไหมในวัย 40

สายไปไหม? น่าจะเป็นคำถามยอดฮิตของผู้หญิงที่คิดจะเริ่มต้นตั้งครรภ์ในวัยที่ล่วงเลยมาถึงเลขสี่ ซึ่งคงไม่มีคำตอบใดที่ตายตัว ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับสุขภาพกายและใจของแต่ละคนล้วนๆ ว่าจะสู้แค่ไหน เพราะคงต้องยอมรับว่าการตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก ความเสี่ยงต่างๆ ย่อมมากขึ้นตามเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงอยากให้คุณแม่เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ถ้าตั้งครรภ์ในวัย 40 มีอะไรบ้างที่ต้องเตรียมรับมือ

1. ท้องด้วยวิธีธรรมชาติในวัย 40

ปกติผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์ได้จนกว่าจะหมดประจำเดือน จึงไม่สามารถระบุเจาะจงอายุเป็นตัวเลขแบบชัดๆ ได้ ดังนั้นการตั้งครรภ์ในทุกช่วงวัยจึงมีโอกาสเกิดขึ้น โดยในหนึ่งปี ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป มีโอกาสตั้งครรภ์สูงถึง 75% อายุ 40 ปี มีโอกาสตั้งครรภ์ 40-50% ในขณะที่ผู้หญิงอายุ 43 ปี กลับมีโอกาสตั้งครรภ์เหลือเพียงแค่ 1-2% เท่านั้น สาเหตุเพราะร่างกายผลิตไข่น้อยลง

ปกติเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ร่างกายของคนเราจะผลิตไข่ 3-5 แสนฟอง และจากนั้นจึงผลิตลดลง 13,000 ฟองต่อปี และจะลดจำนวนลงไปอีก 25,000 ฟองเมื่ออายุ 37 ปี ดังนั้นยิ่งอายุมาก จำนวนไข่จึงยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะใกล้ถึงวัยหมดประจำเดือนนั่นเอง

2. ความเสี่ยงที่ต้องรับมือ

การตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก การแบกรับความเสี่ยงต่างๆ ก็ย่อมมากขึ้นตามลำดับ โดยความเสี่ยงแรกที่คุณแม่ท้องวัยนี้มีโอกาสเผชิญหน้ามากกว่าคุณแม่วัยสาวๆ คือ การแท้ง ซึ่งมีความเสี่ยงถึง 34% และอาจสูงถึง 53% เมื่ออายุ 45 ปีขึ้นไป นั่นเพราะเยื่อบุโพรงมดลูกเริ่มบางเกินไปจนตัวอ่อนฝังตัวไม่ได้ รวมไปถึงความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงและเบาหวานขณะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ลูกในท้องยังมีโอกาสเป็นโรคจากพันธุกรรมอย่างดาวน์ซินโดรมในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 คน และอาจเพิ่มเป็น 1 ต่อ 30 คน เมื่อแม่ตั้งครรภ์อายุ 45 ปี

สำหรับการคลอดนั้น คุณแม่ในวัย 40 นี้ มีโอกาสผ่าคลอดสูงถึง 50% และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลูกน้ำหนักตัวน้อย การตายคลอด เป็นต้น

3. ข้อดีของการท้องในวัย 40

การตั้งท้องในวัย 40 อาจมีความเสี่ยงมากมายก็จริง แต่ก็ยังมีข้อดีที่ชวนยิ้มออกเช่นกัน เพราะเป็นข้อพิเศษไม่เหมือนใคร ที่คุณแม่วัยสาวๆ ต้องอิจฉา นั่นคือ ความสมบูรณ์พร้อมในทุกๆ ด้านของชีวิต คุณแม่ในวัยเลขสี่นี้จะมีความสุขุมรอบคอบแบบที่คนหนุ่มสาวไม่มี จึงสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดีเพราะมีประสบการณ์ในชีวิตมาพอสมควร อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะดูแลสุขภาพได้ดีกว่าด้วย โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่มักจะเลือกชนิดเพื่อสุขภาพมากกว่า ดังนั้นการตั้งครรภ์ในวัย 40 จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากกว่า เพียงแต่ต้องใช้ความพยายามและเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

คงไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเป็นแม่ ถึงแม้อายุอาจเป็นตัวแปรสำคัญในหลายเรื่อง แต่เชื่อว่าหากเรามีใจที่เข้มแข็งแล้ว ย่อมผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ดังนั้นเรียลพาเรนติ้งขอส่งกำลังใจให้คุณแม่วัยสี่สิบยังแจ๋วทุกๆ ท่านเลยค่ะ

อ่านเพิ่มเติม เตรียมตัวท้องอย่างไร..ในวัย 40

 

ข้อมูลจาก:

  1. สูติแพทย์ โรงพยาบาลเปาโล เมมโมเรียล สมุทรปราการ
  2. Age and fertility: Getting pregnant in your 40s จาก babycenter.com
  3. Pregnancy at 20, 30, 40 จาก parenting.com

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

ฝึกลูกพลิกคว่ำพลิกหงาย

5 วิธีกระตุ้นพัฒนาการ ฝึกลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย

การพลิกคว่ำพลิกหงายเป็นอีกพัฒนาการสำคัญของทารก เมื่อเบบี๋พลิกตัวได้เอง เขาจึงจะยันตัวขึ้นนั่งและการคลานได้ในขั้นต่อๆ ไป ดังนั้น เรามา ฝึกลูกพลิกคว่ำ พลิกหงายกันค่ะ Continue reading “5 วิธีกระตุ้นพัฒนาการ ฝึกลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย”

ลูกกลัวความมืด

7 วิธีช่วยลดระดับ “ลูกกลัวความมืด”

ปิดไฟนอนทีไร ร้องโวยวายทุกที ลูกกลัวความมืด แบบนี้มีวิธีช่วยอย่างไรได้บ้าง…

 

สวัสดีค่ะทีมงาน Amarin Baby and Kids ทุกท่านคะ ดิฉันอยากจะขอคำแนะนำจากทีมงานค่ะ คือลูกของดิฉันอายุประมาณ 3 ขวบกว่าค่ะ ดิฉันมีปัญหามากเลยในเวลากลางคืน ทุกครั้งที่ถึงเวลานอน เมื่อไหร่ก็ตามที่ดิฉันปิดไฟ ลูกของฉันจะกรีดร้อง หรือไม่ก็โวยวายอาละวาดให้เปิดไฟทันที  แรก ๆ ฉันก็คิดว่าลูกอาจจะแค่ยังไม่ง่วงนอน แต่พอเป็นบ่อยครั้งขึ้นก็เลยถามลูกว่าเป็นอะไร ลูกบอกว่า ลูกกลัวความมืด ลูกมองอะไรไม่เห็น เปิดไฟนอนได้ไหม เป็นแบบนี้ทุกวันเลยค่ะ  จนทั้งดิฉันและสามี ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะรู้ว่าลูกง่วงนอนแล้วแต่เหมือนกับจิตใต้สำนึกลูกสั่งไม่ให้นอนเพราะกลัวความมืด เรียกได้ว่า ยื้อกันไปแบบนี้ทุกวัน เหนื่อยเมื่อไหร่ก็นอนเมื่อนั้น  ทีมงานพอจะมีวิธีแนะนำให้ลูกหายกลัวหายมืดบ้างไหมคะ

ทีมงานขอหยิบยกคำถามนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนจากใจของคุณพ่อคุณแม่ทุกคนเกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะ สำหรับวิธีรับมือจะมีอะไรบ้างนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อาย ลูกขี้อาย เตาะแตะ เด็กเล็ก

ลูกอายเป็นแล้วนะ! ช่วยลูกเตาะแตะรับมือ “ความอาย” กันเถอะ

ในวัยนี้เวลาคุณเรียกใครให้มาดูเจ้าตัวเล็กของคุณแต่งชุดสวยชุดหล่อ แล้วเห็นเขาไม่สบตาใคร ยืนโยกตัวไปมา เล่นกระดุมเสื้อ ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่เขาจะสนุกกับการใส่ชุดต่างๆ ถ้ามีเสียงปรบมือหรือเสียงเชียร์เจ้าตัวเล็กยังเต้นโชว์แถมอีกด้วย แต่ถ้าคุณกำลังคะยั้นคะยอให้เขาทำเหมือนเดิม คงต้องขอให้เปลี่ยนใหม่!

ลูกน้อยของคุณกำลังแสดงออกว่าเขากำลังอาย รู้สึกอึดอัดขัดเขิน ซึ่งอาการแบบนี้เป็นเรื่องปกติ และถือได้ว่าลูกน้อยมาถึงอีกจุดหนึ่งของพัฒนาการทางอารมณ์แล้ว! เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับพ่อแม่ค่ะ

เมื่ออายุราวๆ 1 ขวบ 3 เดือน ถึง 2 ขวบเป็นต้นไป เด็กจะเริ่มรู้สึกถึง การมีตัวตน (Self-Awareness) ชัดขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้าเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเขาเองเป็นใคร ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเงาสะท้อนในกระจกนั้นคือตัวของเขาเอง ดังนั้นเวลาที่เห็นลูกยืนจ้องกระจก แล้วยิ้มหรือเต้นท่าตลกๆ ได้โดยไม่รู้สึกกังวลอะไร ก็เพราะเขากำลังรับรู้ว่ามีเด็กอีกคนอยู่ในกระจก

แต่เมื่อเริ่มรู้แล้วว่าเขามีตัวตนและเงาในกระจกก็คือตัวเขานี่แหละ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กในกระจก เช่น มีอะไรมาติดหน้า เขาก็จะพยายามเช็ดออกจากหน้าของตัวเองทันที ดังนั้นเมื่อรู้จักตัวเองในฐานะคนๆ หนึ่ง ลูกจึงเริ่มรู้จักอารมณ์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงตัวเขากับบุคคลอื่นๆ รอบตัว เช่น มีความรู้สึกอยากมีส่วนร่วม บางทีอาจรู้สึกอิจฉา หรืออับอายก็ได้

พ่อแม่ช่วยลูกน้อยรับมือความอาย ทำได้ไม่ยาก!

1. ให้ลูกเรียกอารมณ์/ความรู้สึกนั้นได้

การบอกอารมณ์/ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ เป็นจุดเริ่มต้นของการรับมืออารมณ์/ความรู้สึก นั่นคือ ควบคุมอารมณ์ได้ เมื่อลูกเริ่มแสดงออกว่ารู้จักอารมณ์ใหม่ๆ ต้องช่วยบอกลูกว่าความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นกับเขานั้น มีชื่อเรียกว่าอะไร เช่น หนูกำลังอายนะจ๊ะ หรือหนูกำลังรู้สึกอิจฉาอยู่นะลูก

2. สังเกตท่าทีและอาการของลูก

เพราะเด็กแต่ละคนรับมือกับความรู้สึกต่างๆ ไม่เหมือนกัน บางคนอาจสนุกที่ได้รู้สึกอะไรใหม่ๆ และปรับตัวได้ ขณะที่บางคนอาจรู้สึกอึดอัดมาก ถ้าดูท่าทางลูกไม่ชอบหรือมีสีหน้าไม่ดี เมื่อต้องตกเป็นเป้าสายตา ควรพาเขาออกจากตรงนั้น และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้ลูกต้องรู้สึกอายมากๆ

3. ชวนคุยไม่ให้กลัวความรู้สึกนี้

ด้วยการตั้งคำถามสั้นๆ เช่น “ลูกรู้สึกดีหรือไม่ดี ตอนที่รู้สึกอาย” และบอกเล่าสั้นๆ ถึงเรื่องความรู้สึกว่า “ความรู้สึกมีทั้งดีและไม่ดี พ่อกับแม่ก็มีเหมือนลูกนี่แหละ ทุกคนก็มีเหมือนกันนะ อีกหน่อยลูกก็จะได้รู้จักอารมณ์ใหม่ๆ อีกเยอะเลย”

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

5 เทคนิค กินดี ร่างกายแข็งแรง

ช่วงวัย 5-7 ปีเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองจำเป็นต้องได้อาหารดีมีประโยชน์ เพื่อการเจริญเติบโต พร้อมกับการเรียนและกิจกรรมอื่นๆ และเพื่อเตรียมร่างกายให้เป็นวัยรุ่นที่สุขภาพแข็งแรง เติบโตสมส่วน

กุมารแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและนักโภชนาการ ให้หลักง่ายๆ สำหรับการจัดอาหารให้ลูกวัยเรียนคือ “อาหารต้องหลากหลาย” และเตรียมกลเม็ดเด็ดพรายให้พร้อม เพื่อให้ลูกของเราได้อาหารครบทั้งห้าหมู่ ปัญหาการกินของเด็กวัยเรียนมีหลักๆ 2 แบบคือ กินน้อย น้ำหนักตกเกณฑ์ และกินมาก แต่กินไม่ได้คุณภาพจนกลายเป็นน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน

มาปรับการกินของลูกกันเถอะ!

เทคนิคที่ช่วยให้พฤติกรรมการกินของลูกเข้าระบบ เป็นระเบียบ และดีต่อสุขภาพ ได้แก่

1. มื้อเช้าอย่าขาด

มื้อเช้าสำคัญกับทุกคน เพราะพลังงานจากอาหารเช้า จะนำไปเผาผลาญใช้ได้ตลอดวัน อย่าปล่อยให้ลูกอดข้าวเช้าเด็ดขาด เพราะเป็นมื้อสำคัญที่สุด

2. เวลากินให้ปิดโทรทัศน์

ทีวี โทรศัพท์มือถือ ไอแพด ของเล่น ล้วนเป็นสิ่งเร้าที่รบกวนความสนใจกับการกินตรงหน้า

3. ให้ช่วยหยิบจับของในครัว

การให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการทำเมนูอาหารต่างๆ งานง่ายๆ อย่างล้างผัก หรือช่วยหยิบข้าวของส่งให้แม่ ก็ดูเข้าที งานวิจัยบอกว่า เด็กๆ ที่เข้าครัวจะมีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารมากขึ้น ทั้งนี้เพราะรู้สึกภูมิใจและดีใจที่ได้มีส่วนร่วมนั่นเอง

4. เสริมอาหารให้เด็กผู้ชาย

พอเข้าห้าขวบ เด็กผู้ชายมักจะเล่นซนมากกว่าเด็กผู้หญิง จึงใช้พลังงานมากกว่า ดังนั้นเวลาคิดเมนู จึงแนะนำให้เป็นเมนูที่มีข้าว เนื้อสัตว์ ถั่ว และผักให้มากขึ้น วัยซนจะได้มีเรี่ยวแรงออกไปวิ่งและเล่นได้เต็มที่

5. เล่นเกม

เช่น จัดผักผลไม้เรียงให้ลูก เลือกผัก ผลไม้ที่มีสีตามวันมาทำเมนู เกมเป็นตัวช่วยให้เด็กๆ เพิ่มความอยากอาหารได้มากขึ้น

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูกเอาตัวรอด

สอนลูกเอาตัวรอด ให้ปลอดภัยยามคับขัน

ภัยร้ายในสังคมช่วงนี้ อาจทำให้คุณพ่อ คุณแม่ เกิดความกังวลใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเจอสถานการณ์คับขัน เราไม่อาจอยู่กับลูกน้อยได้ตลอด 24 ชั่วโมง การ สอนลูกเอาตัวรอด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อให้เขาอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัย

Continue reading “สอนลูกเอาตัวรอด ให้ปลอดภัยยามคับขัน”

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-40] ปูนปั้นกับวันดีดี …ที่สวนสัตว์

       อย่างน้อยมันก็เป็นความเชื่อของผม …

       ผมเชื่อว่า … หนึ่งในความทรงจำที่ชัดเจน หนึ่งในความทรงจำที่สนุกสนานเกี่ยวกับการไปเที่ยวตอนเด็กๆ ของคนส่วนใหญ่จะต้องมี ‘สวนสัตว์’ เป็นหนึ่งในนั้น

       ผมเองยังจำภาพตอนไปเที่ยวเขาดินสมัยตัวกะเปี๊ยกได้ดี แม้ว่าพอโตขึ้นมา แล้วได้กลับไปเที่ยวเขาดินอีกครั้ง แล้วผมกลับรู้สึกว่า ‘ทำไมไม่เหมือนในความทรงจำ’ ก็เถอะ เขาดินในความทรงจำของผมตอนเด็ก มันช่างใหญ่โตมโหฬาร ผมจำได้ว่ามันมีเนินเขาและมีหญ้าสีเขียวทั้งเนิน ผมจำได้ว่ามีช้างที่เขาดินหลายเชือก จำได้ถึงเวทีมวยทะเลที่เป็นรายการถ่ายทอดสดสุดฮิตทางทีวี (น่าจะเป็นช่อง 9) ในสมัยนั้น จำได้ถึงการได้ไปปั่นเรือถีบในสระที่เขาดิน จำความรู้สึกได้ว่าสระมันช่างใหญ่โต จนแอบกลัวลึกๆว่า ถ้าเราไม่มีแรงปั่นกลับเข้าฝั่งจะทำยังไงดี

       กว่าคนเราจะได้กลับไป เขาดินอีกสักครั้ง ก็มักจะต้องรอมีลูกของตัวเอง หรือไม่ก็พึ่งหลาน คงมีหนุ่มสาวชาวกรุงไม่มากนักที่ไปจีบกันที่เขาดิน

       สำหรับผม กว่าจะได้กลับไปเขาดินก็ต้องรอให้เจ้าปูนปั้นพาไป ผมพูดไม่ผิดหรอกครับ ที่ว่า ‘เจ้าปูนปั้นพาผมไปเขาดิน’ เพราะถ้าไม่มีเจ้าปูนปั้น ผมคงไม่ได้กลับไปเขาดินเป็นแน่

       เราพาปูนปั้นไปเที่ยวเขาดินครั้งแรกในช่วงวันหยุดปีใหม่ปีนี้นี่เองครับ ตอนนั้นเจ้าปูนปั้นอายุได้ขวบนิดๆ ผมยังจำได้ถึงสายตา น้ำเสียงของความสนุกสนาน ตื่นเต้นตอนที่เจ้าปูนปั้นได้เห็นสัตว์ตัวใหญ่ๆ จริงๆ กับตา เพราะก่อนหน้านี้นอกจากเห็นในหนังสือ เล่นกับตุ๊กตาสัตว์ตัวเล็กๆ หรือดูภาพเคลื่อนไหวจากรายการสารคดีตามทีวีแล้ว สัตว์ตัวใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็น elephant แป๋นแป๋น horse ก๊อบก๊อบ ตัวใหญ่ที่สุด ที่เจ้าปูนปั้นเคยเจอ ก็เท่าตัวปะป๊านี่แหละครับ

       การเที่ยวเขาดินครั้งนั้นนอกจากเห็นสัตว์ต่างๆ ปูนปั้นยังได้สนุกสนานตื่นตากับการแสดงของสัตว์หลายอย่าง เช่นนกเพนกวิน ลิง เป็นต้น ซึ่งสมัยผมเด็กๆ เขาดินยังไม่มีการแสดงเหล่านี้ นอกจากนั้นเจ้าปูนปั้นยังได้ให้ให้นมแพะโดยเขาจะมีนมแพะใส่ขวดแล้วเราก็ซื้อมาป้อนแพะซึ่งเจ้าปูนปั้นสนุกตื่นเต้นมาก ได้ให้อาหารปลา รวมไปถึงการเดินทางภายในเขาดินด้วยรถไฟก็ทำให้เจ้าปูนปั้นมีทั้งรอยยิ้มและดวงตาสดใสเป็นประกาย ในราคาที่ครอบครัวส่วนใหญ่จ่ายสบายๆ

       ครั้งที่ 2 ที่ได้พาเจ้าปูนปั้นไปใกล้สัตว์คือ เมื่อกลางปีนี้นี่เองครับ เราสามคนพ่อแม่ลูกไปพักผ่อนที่ภูเก็ตเราเลยได้โอกาสพาเจ้าปูนปั้นไปเที่ยวที่ Tiger Kingdom ในตอนแรก ผมเองก็กังวลเล็กๆ ที่จะพาเจ้าปูนปั้นตัวจิ๋วเข้าไปใกล้ๆ เสือ แต่หม่าม๊าผู้ชอบการผจญภัยและความตื่นเต้น บอกว่า เขาเที่ยวหลายครั้งแล้ว สนุกดีและประทับใจ ผมก็เลือกเชื่อใจหม่าม๊า พอเข้ามาซื้อตั๋ว ถึงได้รู้ว่า ผู้เข้าชมแต่ละวัยเจอเสือในวัยแตกต่างกัน เช่น ครอบครัวเรามีเจ้าปูนปั้นตัวป่วนก็จะชมได้แต่เสือเด็กน้อยเท่านั้น ผมก็เลยเบาใจขึ้นมาหลายขีด แต่ค่าตั๋วที่แพงหูฉี่ (สำหรับผม) ก็ทำให้กังวลอีกรอบว่า ถ้าเจ้าปูนปั้นเข้าไปแล้วเกิดกลัว ไม่ยอมเข้าไปใกล้เสือ เราก็เสียเงินฟรี (เคล็ดลับเล็กน้อย สำหรับคนไทย ค่าตั๋วต่อรองได้นะครับ และถ้ามีตัวเล็กก็ต่อรองให้ลดได้อีก เหมือนเจ้าหน้าที่จะมี authorize ระดับหนึ่งในการตัดสินใจ) แต่ผิดคาด พอเจอเสือเจ้าปูนปั้นก็จับและลูบขน แม้จะดูลังเลในตอนแรก แต่พอคุ้นเคย ก็เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆ เสือ เพื่อถ่ายรูป ผมเชื่อในสัญชาติญาณความบริสุทธิ์ของความเยาววัยทั้งคนและสัตว์ สรุปว่านั่นก็เป็นอีกครั้งที่ เจ้าปูนปั้นดูมีความสุขมากๆ เพราะตอนเดินผ่านบริเวณเสือขนาดใหญ่เจ้าปูนปั้นก็ขอเข้าดูใกล้ๆกรง แล้วก็ดูตื่นเต้นทีเดียว กับประโยคว่า “Tiger. Big  one.”

       ครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี่เองครับ เราพาเจ้าปูนปั้นไป ซาฟารีเวิลด์ครั้งแรก (มันไม่ใช่แค่ครั้งแรกของปูนปั้น แต่เป็นครั้งแรกของปะป๊าด้วย) พอรถผ่านประตูเข้าไปถึงบริเวณที่เป็นสวนสัตว์เปิดเท่านั้นแหละครับ เสียงปูนปั้นดังลั่น กรี้ดกร้าด หัวเราะ เพราะได้เห็นกวางฝูงโต เดินผ่านรถไปมา แล้วเสียงเรียก Rhino ดังปรี้ด ก็ออกมาจากเจ้าปูนปั้นเมื่อมาถึงฝูงแรด จากตรงนี้เราก็ต้องยอม เอาเจ้าปูนปั้นออกจาก car seat กันหละ เพราะเจ้าปูนปั้นตื่นเต้นมากเหลือเกิน (ในนั้นขับรถเร็วไม่ได้อยู่แล้วครับ) และเมื่อข้ามมาถึงยีราฟฝูงโต เจ้าปูนปั้นก็ทำท่าคอยาว สนุกสนานมากๆครับ เราเองก็ยิ้มแก้มปริไปด้วย กิจกรรมวันนั้นเป็นความสนุกมากๆ สำหรับปูนปั้น เพราะได้ให้อาหารนก ที่บินมาเกาะที่มือเราเลย (แต่ตรงนี้เจ้าปูนปั้นขยะแขยงครับ เพราะกรงเล็บของนกเวลาเกาะมันจะจิกแล้วเจ้าปูนปั้นคงเจ็บ) แต่กับประสบการการให้กล้วยกับเจ้ายีราฟที่ยื่นคอมาแย่งกันกิน อย่าว่าแต่จะอยู่ในความทรงจำสวยงามของเด็กๆ เลย กับผู้ใหญ่อย่างเรา ก็คงลืมไม่ลง

       นอกจากนั้นการแสดงของสัตว์ต่างๆ ทั้ง ปลาโลมา แมวน้ำ และ นก ก็ทั้งสนุกสนาน ทั้งน่าตื่นเต้น ยิ่งตอนเข้าไปถ่ายรูปกับทั้งแมวน้ำและโลมา เราได้แอ็คขำขำของเจ้าตัวป่วนเยอะทีเดียว เมื่อเขาโตขึ้นมา เรามานั่งดูรูปเหล่านี้ หม่าม๊ากับผมคงมีเรื่องเล่าหยอกล้อกับเจ้าปูนปั้นไม่น้อยเลย

       ถ้าคุณอยากให้เจ้าตัวน้อยของคุณมีภาพที่งดงามกับครอบครัว … ทำไม ไม่ลองพาครอบครัวไปเที่ยวสวนสัตว์กันล่ะครับ

       การไปเขาดินครั้งล่าสุดของผม เมื่อนำไปเทียบกับภาพในความทรงจำในอดีต ผมพบว่าเกือบทั้งหมดมันหายไป ผมไม่แน่ใจว่า เนินเขานั้นมันเคยมีอยู่จริงหรือไม่ แต่ผมกลับนึกภาพมันออกได้ชัดเจนมาก ผมพาปูนปั้นไปเขาดินครั้งล่าสุด ผมก็ไม่เห็นช้างที่นั่นเลย และผมก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกัน ว่ามันเคยมีช้างที่เขาดินหรือเป็นแค่จินตนาการของผม แต่ตราบใดที่มันงดงาม ผมก็ไม่จำเป็นต้องไปตามหาความจริงมิใช่หรือ … ทิ้งให้มันอยู่ในความทรงจำเช่นนั้นน่าจะดีกว่า

        ขอบคุณเจ้าปูนปั้นที่ทำให้ปะป๊าได้เห็นภาพรอยยิ้มในวัยเด็กของตัวเอง … และเมื่อปะป๊าจูงหนูก้าวข้ามรั้วเข้าไปในสวนสัตว์ หนูรู้มั้ยว่า … หัวใจปะป๊าเต้นแรงไม่น้อยกว่าหนูเลย

      ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

คลิปสุดน่ารัก…เมื่อเด็กแฝดอาบน้ำ ดูแล้วต้องอมยิ้ม

เป็นคลิปวีดีโอความยาวเกือบ 3 นาที เป็นคลิปนางพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญสาธิตการ อาบน้ำทารก โดยใช้อ่างอาบน้ำที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายอยู่ในครรภ์มารดา โดยทารกแฝดชายหญิงคู่นี้้เพิ่งอาบน้ำด้วยกันเป็นครั้งแรก  โดยนางพยาบาลนำตัวเด็กทั้งสองจุ่มลงไปในอ่างพร้อมกัน โดยให้ใบหน้าจุ่มลงไปในน้ำเหลือไว้เพียงจมูกและปาก เพื่อให้เด็กไม่สำลักน้ำ  แต่อย่างไรก็ตามนางพยายามไม่แนะนำให้ผู้ปกครองทำตามโดยเด็ดขาด

คลิป อาบน้ำทารก แฝดกอดกัน สุดน่ารัก

นี่แหละที่เรียกว่า…สายสัมพันธ์แห่งความรักของหนูน้อยฝาแฝดที่มีความรักและผูกพันตั้งแต่ในครรภ์ของแม่ ^^


ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Rochel Sonia

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-39] วันที่ลูกไม่ต้องใช้ผ้าอ้อม คือ วันที่พ่อแม่สุดปลื้ม!

When we make a home
When our love has grown
When all our apprehensions fade
And we can say “forever”
When we share our dreams
Everything we own
We’ll build a life together
When we make a home

          ถ้าคุณคลอทำนองออกมาตอนอ่านเนื้อเพลงข้างบน ยิ่งถ้าคุณบอกได้ว่า เป็นเพลงของ Sadao Watanabe คุณต้องอายุ 35+ แน่ๆ เลยฮะ คนวัยนี้ขึ้นไป น้อยคนที่จะไม่รู้จัก ‘When We Make a Home’

          ความสุขอย่างหนึ่งของการเลี้ยงลูก คือ การได้เห็นลูกเติบโต เป็นคนที่ดี และ ประสบความสำเร็จ แต่นั่นคงต้องไปรอลุ้นรอชมเอาตอนที่เขาโตเป็นวัยรุ่น หรือ บรรลุนิติภาวะโน่นแล้ว

          แต่ในตอนที่เขายังตัวเล็กๆ เป็นทารก เป็นเด็กตัวน้อย ก็ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่ จะไม่มีอะไรให้เฉลิมฉลองนะฮะ เราต้องมองหามุมมอง เพื่อเสริมสร้างแรงกระตุ้น เสริมพลังในการเลี้ยงลูก เพราะความสนุกสนานในการเลี้ยงลูกนั่นแหละฮะ ที่จะเป็นตัวผลักดันพลังงานดีๆ ทัศนคติดีๆ จากเราไปสู่ลูก

          ความภูมิใจไม่นานมานี้ ของครอบครัวเรา คือประโยคที่ปูนปั้นพูดว่า

          “ปะป๊า ฉี่ ฉี่” หรือ “หม่ามี๊ ฉี่ ฉี่”

          แปลกใจมั้ยครับ ว่าทำไมประโยค แสนธรรมดาแบบนั้น ถึงทำให้เรามีความสุขได้

          คำตอบก็เพราะว่า นั่นเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์ของเจ้าปูนปั้นและครอบครัวเรา เป็นหลักไมล์ที่บอกว่า เจ้าปูนปั้นจะเริ่มลดการใช้ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วนะฮะ

          หลายเดือนก่อนหน้านี้ ตอนที่ เจ้าปูนปั้น ตื่นเช้ามา แล้ว อยู่ดีดี ก็เดินมาบอกหม่าม๊ากับปะป๊าว่า

          “อึ๊ อึ๊ เหม็นๆ change pers” (ย่อมาจาก change pampers) แล้วเจ้าตัวป่วนก็เดินไปหยิบผ้าอ้อมสำเร็จรูปและห่อทิชชู่เปียกมาให้เรา แล้วก็ล้มตัวลงนอนแบบระมัดระวัง พร้อมกับโม้ว่า “ไม่ โป๊กด้วย” (คือหัวไม่โปป๊กกะพื้น)

          ตอนนั้นเราก็แอบดีใจว่า เจ้าปูนปั้นโตขึ้น พออึก็รู้ว่าต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม แล้วก็เดินมาบอกให้เราเปลี่ยน ไม่ต้องให้เราใช้ sensor คอยจับกลิ่นแปลกปลอมกันเองแล้ว ซึ่งจริงๆจับไม่ยากหรอกฮะ เรื่องนี้ผมมั่นใจกลิ่นอึเจ้าปูนปั้น ไม่แพ้ใครในโลก

          แต่ตอนนี้เรากำลังขยับไปอีกขั้น โดยการหัดไม่ใส่ผ้าอ้อมให้เจ้าปูนปั้น ตอนกลางวันในเวลาที่อยู่กับบ้านครับ จริงๆ เห็นเพื่อนๆ คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ครอบครัว   เริ่มหัดให้เจ้าตัวเล็ก ตั้งแต่เจ้าตัวเล็กเพิ่งจะขวบต้นๆ ก็มีนะครับ แต่ครอบครัวเราเพิ่งจะมาเริ่มในตอนที่เจ้าปูนปั้นกำลังจะครบ 2 ขวบนี่เองครับ

          ขั้นตอนแรก ในการจะเลิกใส่ผ้าอ้อม เราจะต้องกำหนดเวลาคร่าวๆ ที่จะคอยพาเขาไปทำกิจธุระครับ ซึ่งช่วงเริ่มต้น เราจะใช้ประมาณครึ่งชั่วโมง คือ ทุกๆครึ่งชั่วโมงเราจะพาเจ้าตัวป่วนไปฉี่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ร้องขอ

          ขั้นที่ 2 ควรให้เขาฉี่ในที่ ที่ถูกต้องครับ กระโถน โถฉี่  ชักโครก ได้หมด ถ้ามีของเด็กก็ดีครับ เขาจะได้เรียนรู้การใช้ของจริง แต่เราเองก็ให้เขาใช้ของผู้ใหญ่ครับ (ที่เนอร์สเซอร์รี่มีของเด็กให้เจ้าปูนปั้นใช้ครับ)

          ขั้นที่ 3 สุด classic คือ ขณะที่เจ้าตัวป่วนกำลังเบ่ง คุณพ่อคุณแม่ อย่าลุ้นเฉยๆ ให้ส่งเสียง ‘ฉี่……..’ ลากยาวสั้น ใส่จังหวะอย่างไร สังเกตเองครับ ลูกชอบแบบไหน แบบยอดนิยมคือ ลากเสียงยาวจนกว่าจะไหล

          ขั้นที่ 4 ผ่านไปสักพักถ้าเราเริ่มมั่นใจ เราอาจจะไม่ต้องพาไปบ่อยๆ ทุกครึ่งชั่วโมงแบบเดิม แต่เปลี่ยนมาสอนเขาว่า “ถ้าปวดฉี่ ปวดอึ ให้บอก หม่าม๊า ปะป๊า นะ” แล้วจะพาไปห้องน้ำ

          ขั้นที่ 5 ถ้าเขาลืม เขาพลาด ฉี่ราด เพราะอาจจะเล่นเพลิน อย่าไปดุครับ พูดดีๆ ถามดีๆ สอนดีๆ ว่า “หนูลืมหรอครับ ถ้าปวดอีก บอกปะป๊า หม่าม๊านะครับ” เพราะแม้เจ้าปูนปั้นจะบอกได้แล้วเวลาจะฉี่ แต่ก็มีเพลิน ฉี่ออกมาเลย เวลากำลังเล่นติดพัน ซึ่งเรารู้สึกได้ว่าเขาก็รู้สึกผิด ดังนั้น การดุไม่น่าจะดีเท่าการพูดคุยกับเขา

          บางครั้งเจ้าตัวป่วน ก็แสบใช่ย่อย เพราะปูนปั้นชอบกดชักโครกมาก ชอบเวลาน้ำไหลเสียงดังๆ ดังนั้นบางทีไม่ได้ปวดจริงก็บอก ฉี่ฉี่ พอพาไปนั่ง ก็ไม่มีฉี่ เจ้าตัวแสบก็จะถามว่า “ฉี่มีมั้ยกั๊บ” หรือ “ฉี่ออกยังกั๊บ” พอตอบไปว่า ไม่มี เจ้าตัวป่วนก็ตอบ “ไม่มีแระ” เพื่อจะกดน้ำ แต่ก็เอาเถอะครับ ความสนุก ขำขำ ครับ

          ลองทำกันดูนะครับว่า สำเร็จมั้ย ลองทีละขั้นนะครับ เอาแค่ตอนอยู่บ้านเวลากลางวันก่อน แต่เวลาไปข้างนอก หรือ เวลานอน ก็ใช้ผ้าอ้อมก่อนดีกว่านะฮะ แต่ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ ชอบความตื่นเต้น ก็ตามแต่รสนิยมครับ

When our hearts are one
Though our minds are two
When we can cherish everyday
And fill our lives with laughter
We will dance and sing
In the setting sun
We’ve made a home together
When our hearts are one

      ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

3 ขวบ เริ่มสอนภาษาที่สองได้แล้ว

จากการศึกษาด้านพัฒนาการสมอง ทำให้เราได้รู้ว่าคนเรามีช่วงเวลาที่เหมาะสมของการพัฒนาด้านต่างๆ และช่วงเวลาที่ได้ผลสูงสุดของการพัฒนาการใช้ภาษาที่สองคือตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงก่อน 10 ขวบ

ยิ่งยุคนี้คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกรู้ภาษาที่สอง ภาษาที่สาม เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับในบ้านที่ใช้สองหรือสามภาษาอยู่แล้ว  หากต้องการให้เด็กๆ สามารถใช้ภาษาที่สองหรือสามได้ก็เพียงแต่ต้องใช้ภาษานั้นๆ กับเขา ส่วนบ้านที่สมาชิกทุกคนพูดภาษาเดียว ก็ไม่ต้องกังวลไป คุณก็สามารถฝึกฝนการใช้ภาษาที่สองให้ลูกได้ และหากทำได้ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับลูกๆ ค่ะ

ข้อดีของการเรียนรู้ภาษาที่สองในวัย 3-5 ขวบก็คือ เด็กๆ ไม่กลัวความผิดพลาด ไม่กลัวพูดผิด แต่กล้าที่จะออกเสียงคำใหม่ๆ โดยไม่คิดมาก สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้และเข้าใจมากๆ คือ การจะเรียนภาษาที่สองหรือวิชาใดๆ ให้ได้ผลดีสำหรับเด็กเล็กแล้วเขาต้องเรียนอย่างมีความสุข ไม่ควรต้องถูกบังคับเรียน

ลองดูว่าคุณพ่อคุณแม่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการใช้ภาษาที่สองให้ลูกน้อยอย่างมีความสุขได้อย่างไรบ้าง

1. สนุกด้วยกัน

ผ่านกิจกรรมต่างๆ เพราะลูกวัยนี้ จะสนุกและตื่นเต้นที่ได้ทำอะไรร่วมกับพ่อแม่ ฟังเพลง ร้องเพลง อ่านนิทานภาษาที่สอง โดยให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือก หากเป็นไปได้ควรเลือกเพลงที่เจ้าของภาษาร้องเอง เป็นเพลงที่เหมาะกับวัยของลูก เขาจะได้ฟังการออกเสียงที่ถูกต้องไปด้วย

2. มีช่วงเวลาของภาษาที่สองประจำบ้าน

เช่น สัปดาห์ละ 2 วันๆ ละ 30 นาทีและใน 30 นาทีก็ทำกิจกรรมที่ใช้ภาษาที่สองเท่านั้น เช่น ดูหนัง ทำอาหาร เรียนคำศัพท์ใหม่ๆ และค่อยๆ เพิ่มจำนวนวัน เป็นต้น

3. ผิดถูกไม่ว่ากัน

ถ้าลูกจะลองพูดบางคำ บางประโยค ก็รับฟัง ช่วยเหลือและชื่นชม ไม่จำเป็นต้องตามแก้ไปทั้งหมด เป็นการขัดจังหวะ หรือรู้สึกว่าพูดไปก็ผิดไปหมด พอรู้สึกไม่สนุกจะพาลไม่อยากพูดไม่อยากใช้ภาษาอีก เพียงแต่บอกลูกว่า ในประโยคที่พูดควรเป็นภาษาเดียวกันหมด ไม่ใช้สองภาษาปะปนกันในประโยคเดียว

4. ใช้ในชีวิตประจำวัน

เขียนคำเรียกข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ในบ้าน ด้วยภาษาที่สองบนกระดาษสีสวย แปะตามของใช้ต่างๆ จะช่วยให้ลูกเข้าใจตัวอักษรและคุ้นเคยกับภาษาที่สองง่ายขึ้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง