ทำไงดี เบบี๋มีตุ่มเล็กๆ ขึ้น

Q ลูกทารกแรกคลอดค่ะ มีตุ่มเล็กๆที่แก้มและจมูกเกิดจากอะไรคะ

 

 

การขึ้นผื่นในทารกแรกเกิดถือเป็นเรื่องธรรมดา ลักษณะผื่นจะเป็นตุ่มขาวๆ ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนตกค้างของแม่ (ที่ไปกระตุ้นให้ต่อมผลิตน้ำมันทำงานหนักเกินไปจนเกิดการอุดตัน) หรือเป็นสิวซึ่งเกิดจากสาเหตุเดียวกัน แต่มีการอักเสบมากกว่า ผื่นทั้ง 2 ประเภทนี้มักจะขึ้นที่แก้ม จมูกและหน้าผากของทารก และจะหายไปเองตอนลูกน้อยอายุราว 6 สัปดาห์

 

 

ระหว่างนี้ให้คุณแม่ใช้น้ำอุ่นและสบู่อ่อนๆทำความสะอาดตรงบริเวณที่ขึ้นผื่น แต่อย่าทาครีมที่ใช้รักษาสิวในวัยรุ่น เพราะตัวยาแรงเกินไปสำหรับผิวหน้าอันบอบบางของทารก

 

 

อีกอย่างที่เป็นไปได้ หากตุ่มเล็กๆ เกิดในช่วงที่อากาศร้อน ทารกมักจะเป็นผด

 

 

ผด เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังซึ่งเป็นเพราะต่อมเหงื่อทำงานหนักเกินไป ลักษณะผดจะเป็นตุ่มแดงๆ ไม่ใช่ตุ่มพองหรือตุ่มหนองเหมือนผื่น 2 ประเภทแรก และมักจะขึ้นตรงบริเวณที่มีเหงื่อออกมากๆอย่างร่องพับ ไม่ใช่ใบหน้า ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นผด คุณควรหมั่นทำความสะอาดทาขี้ผึ้งลาโนลินสำหรับผิวที่แพ้ง่าย และไม่ควรสวมเสื้อผ้าหนาเกินไปให้ลูก ควรเลือกเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

 

 

ส่วนการรักษาผด ให้คุณใช้น้ำเย็นหรือเบคกิ้งโซดา (เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา: น้ำ 1 ถ้วย) เช็ดตรงบริเวณที่ผดขึ้นจากนั้นก็ซับให้แห้ง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

การดูแลเด็กแรกเกิด

ลูกนอนกรน

Q เราควรกังวลกับเสียงกรนของลูกทารกวัย 3½ สัปดาห์หรือไม่ อย่างไรคะ
ทารกแรกเกิดมักจะหายใจเสียงดัง เพราะทางเดินหายใจแคบและเต็มไปด้วยสารคัดหลั่ง ซึ่งพออากาศเคลื่อนผ่าน ก็จะเกิดเสียงที่เรียกกันว่าเสียงกรน
กลืนน้ำลายเป็น เสียงกรนจะค่อยๆหายไปเอง แต่ในบางกรณี เสียงกรนอาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าทางเดินหายใจไม่ได้โล่งอย่างที่ควรจะเป็น เช่น เมื่อทางเดินหายใจเกิดการอุดกั้น ทารกต้องหายใจแรงขึ้นเพื่อให้อากาศเคลื่อนผ่านไปได้ และนั่นก็คือสาเหตุของเสียงกรน

 

ถ้าลูกทารกหายใจเสียงดังหรือนอนกรน คุณรับมือได้ด้วยการ…
ล้างจมูกให้ทางเดินหายใจโล่ง จะได้หายใจสะดวกขึ้นถ้าลูกมีอาการคัดจมูก คุณก็ควรจะล้างจมูกให้เขาอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้น้ำเกลือแบบสเปรย์พ่นจมูกซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปหรือจะทำน้ำเกลือเองก็ได้(ละลายเกลือ ¼ ช้อนชาในน้ำ 8 ออนซ์)พอล้างจมูกเรียบร้อยแล้วให้ใช้ลูกยางแดงดูดสารคัดหลั่งออกมา

 
• ใช้ไอน้ำช่วยอุ้มลูกเข้าไปในห้องน้ำ ปิดประตูและเปิดก๊อกน้ำร้อน ไอน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลั่งคลายตัวจนทางเดินหายใจโล่ง และให้ทำแบบนี้ก่อนพาลูกเข้านอน เพราะการหายใจเสียงดังจากทางเดินหายใจที่เกิดการอุดกั้นมักจะเกิดขึ้นในขณะที่นอนหลับ สำหรับการเพิ่มความชื้นให้กับอากาศในห้องนอน ให้เปิดเครื่องทำความชื้นแบบไอร้อนซึ่งในช่วงที่อากาศแห้ง จะช่วยได้มากทีเดียว

 
• ทำให้ห้องนอนของลูกปลอดสารก่อภูมิแพ้อย่างฝุ่นและขนสัตว์ห้องนอนและที่นอนของลูกทารก ไม่ควรมีอุปกรณ์มากเพราะจะเป็นที่ดักฝุ่น หากจำเป็นควรย้ายสิ่งต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ออก เช่น หมอน ตุ๊กตาต่างๆ

 
· ถ้ารู้สึกว่าปัญหาดูจะรุนแรงขึ้น อาจต้องปรึกษาแพทย์คุณหมอจะได้ทำการทดสอบโดยบันทึกรูปแบบการหายใจในขณะที่นอนหลับเพื่อดูว่ามีความผิดปกติของการนอนหลับหรือเปล่า ตรวจทางเดินหายใจให้แน่ใจว่าไม่ได้เกิดการอุดกั้น (ในบางกรณี ผนังกลางจมูกอาจจะเบนไปทางด้านใดด้านหนึ่งจนทำให้รูจมูกข้างหนึ่งเกิดการอุดกั้นเป็นบางส่วน ซึ่งทารกจะชดเชยด้วยการพยายามหายใจผ่านรูจมูกข้างที่ไม่ได้เกิดการอุดกั้น จึงหายใจเสียงดัง) ตรวจช่องคอและเฝ้าสังเกตการหายใจของลูกให้แน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติเกี่ยวกับโครงสร้างของทางเดินหายใจ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เลือกรองเท้าให้ลูก รองเท้าคู่แรก รองเท้าเด็ก

เบบี๋ เริ่มใส่รองเท้าได้เมื่อไหร่

Q: มีข้อสงสัยเรื่องรองเท้าของลูกค่ะ เขาอายุเกือบ 6 เดือนแล้ว อยากรู้ว่าควรให้ลูกสวมรองเท้าเมื่อไหร่และจะเลือกรองเท้าให้ลูกอย่างไรดีคะ

กรณีที่ลูกยังเดินไม่ได้ แต่เท้าของลูกต้องการการป้องกันจากบางสิ่งบางอย่าง เช่น พื้นบ้านที่ไม่สะอาด หรือ อากาศหนาวเย็น แต่กลัวว่าใส่ถุงเท้าเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ลื่นล้มได้ง่าย ก็อาจมีความจำเป็นต้องใช้รองเท้าก่อนวัยเดิน ซึ่งวิธีเลือก คือน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี

หากลูกเริ่มหัดเดินแล้ว ขณะอยู่ในบ้าน ควรเป็นเท้าเปล่า ด้วยเหตุผลดังนี้

  1. ให้ลูกฝึกการลงน้ำหนักเท้าและการทรงตัวที่ถูกต้อง
  2. ให้ลูกได้รู้สึกถึงผิวสัมผัสของพื้น ได้พัฒนากล้ามเนื้อเท้าและนิ้วเท้าด้วย
  3. เพื่อให้เท้าไม่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว และจำกัดการเจริญเติบโตของเท้า

ถ้าออกนอกบ้าน ก็ต้องใช้รองเท้า การเลือกรองเท้าที่ดีจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการ ทำให้การเดินมีความมั่นคง ปลอดภัย และยังช่วยปกป้องอันตรายที่มีต่อเท้า หากจะเลือกรองเท้า อาจลองวิธีต่อไปนี้ดูค่ะ

  1. เมื่อไร เริ่มซื้อรองเท้าเมื่อลูกเดินได้คล่องแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์
  2. ต้องพาลูกไป เพื่อวัดขนาดที่แท้จริง ถ้าลูกไม่ยอม ยังไม่ต้องรีบร้อน ค่อยพากลับมาใหม่วันหลัง
  3. แบบ ให้เลือกรองเท้าหุ้มข้อที่แข็งแรงเพียงพอจะช่วยประคองข้อเท้า มีตัวรัดหลังเท้าไม่ให้หลุด พื้นรองเท้านิ่ม เพื่อป้องกันการเสียดสี แต่ก็ไม่ควรหนาหรือบางเกินไป มีความยืดหยุ่นได้ดี ไม่ลื่น และมีน้ำหนักเบา
  4. วัสดุและความประณีตของการตัดเย็บ ควรทำจากวัสดุที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าใบ หนัง ผ้าฝ้าย หลีกเลี่ยงพลาสติกเพราะเหงื่อไม่ระบาย เป็นเชื้อราได้ง่าย ตรวจดูด้านในต้องไม่มีรอยต่อตะเข็บหรือขอบแข็ง ที่จะเสียดสีเท้าเป็นแผลถลอกได้
  5. ขนาด เลือกรองเท้าที่หัวไม่บีบ มีหัวกว้างหรือป้าน นิ้วเท้าจะได้ไม่ถูกบีบรัด มีช่องว่างเหลือบริเวณหัวแม่เท้า และนิ้วที่ยาวที่สุดห่างจากขอบรองเท้าประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร อย่าลืมเผื่อขนาดในกรณีที่ใส่ถุงเท้าด้วย
  6. ทดลองใส่เดิน ดูความพอดีไม่คับหรือหลวมเกินไป ดูว่าลูกเดินกระเผลก หรือ ผิดเพี้ยนไปจากเดิมไหม ลองจับรองเท้าดู ถ้ามีส่วนนูนแสดงว่าคับไปหรือถ้าถอดง่ายแสดงว่าหลวมไปทำให้ต้องเกร็งเท้าขณะเดิน เมื่อถอดรองเท้าออก ดูที่เท้า ต้องไม่แดงหรือเป็นรอยกดทับ
  7. ควรไปลองรองเท้าตอนบ่าย เพราะเท้าจะบวมใหญ่กว่าตอนเช้า
  8. หมั่นดูแลทำความสะอาดรองเท้าให้แห้งและสะอาด รวมไปถึงตัดเล็บของลูกน้อยให้สั้นอยู่เสมอ อย่าซื้อรองเท้าหลายคู่เกินไป เพราะเท้าของเด็กโตเร็วมาก ซื้อเพียงครั้งละ 2 คู่ สลับสับเปลี่ยนกันก็พอ และหมั่นเช็คขนาดเท้าทุก 3 เดือนว่าต้องเปลี่ยนขนาดหรือยัง
  9. ไม่แนะนำรองเท้าแตะ เพราะว่าไม่ห่อหุ้มเท้า และเด็กจะรู้สึกว่ารองเท้าจะหลุด จึงต้องจิกนิ้วเท้าหรือเกร็งเท้าไว้ ไม่ลงน้ำหนักที่เท้าอย่างถูกต้อง หรือกลัวลื่นล้ม ทำให้ไม่กล้าเดิน

หากลูกโตพอที่จะเลือกรองเท้าที่ชอบได้เอง เขาจะอยากใส่รองเท้า และช่วยให้เดินเองได้อย่างมีความสุข

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พัฒนาการทารก

เห็นนิสัยเบบี๋ชัดขึ้นช่วง 9 เดือน

ถึงจะยังสร้างความคุ้นเคยกับลูกได้ไม่ถึงปี แต่ทารกน้อยในวัยเกือบ 9 เดือนก็คงมีปฏิกริยา การแสดงออกทางอารมณ์ และพฤติกรรมต่างๆ ตามพื้นอารมณ์ของเขาแล้ว

 
ฉะนั้นถึงไม่ตั้งใจจะเปรียบเทียบ แต่คุณและสมาชิกในครอบครัวก็น่าจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ลูกน้อยของคุณเป็นเด็กที่มีพื้นอารมณ์ต่างไปจากเด็กลูกของคนข้างบ้านหรือเด็กคนอื่นๆ ซึ่งเป็นเด็กวัยเดียวกัน

 

 

 
จุดสังเกตนิสัยเจ้าตัวเล็ก

 
มีงานวิจัยเกี่ยวกับลักษณะนิสัยตามพื้นอารมณ์ของทารกที่น่าสนใจ และเป็นงานที่จุดประกายให้เกิดงานวิจัยต่อๆ มา ที่ศึกษาเกี่ยวกับนิสัยของทารก เพราะเป็นการเก็บข้อมูลของทารกจำนวน 141 คนต่อเนื่องนานเป็นสิบๆ ปี โดยเริ่มต้นเก็บข้อมูลตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950 นักวิจัยได้สัมภาษณ์พ่อแม่หลังทารกลืมตาดูโลกได้ไม่นาน เป็นคำถามเกี่ยวกับปฏิกิริยาของลูกน้อยเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น อาบน้ำครั้งแรก ผ้าอ้อมที่เปียกฉี่ เมื่อกินอาหารตามวัยคำแรก เป็นต้น

 
จากนั้นก็ยังติดตามสอบถามเช่นนี้ไปอีกเป็นสิบๆ ปี และเมื่อเด็กๆ กลุ่มนี้เติบโตขึ้น นักวิจัยก็ได้สัมภาษณ์ครูและทดสอบเด็กๆ เพิ่มเติมด้วย

 
ผลสรุปจากงานวิจัยต่างๆ ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับนิสัยของทารก ชี้ให้เห็นว่าทารกจะมีลักษณะนิสัยตามพื้นอารมณ์อยู่ 9 แบบ โดยดูจาก…

 
• ระดับการเคลื่อนไหว : ทารกมีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลาง

 
• ความเป็นเวลา : ร่างกายของทารกทำหน้าที่หลักๆ แบบเป็นเวลาหรือไม่เป็นเวลา

 
• พุ่งเข้าใส่หรือรีรอ : ทารกดูจะสนุกกับเหตุการณ์ใหม่ๆ หรือดูจะเป็นเด็กปรับตัวช้า

 
• ความสามารถในการปรับตัว : ความแปลกใหม่ของเหตุการณ์หรือผู้คนจางหายไปเร็วแค่ไหน

 
• ระดับความรุนแรงของปฏิกิริยา : ตอนหิว ทารกร้องไห้รุนแรงแค่ไหน

 
• ลักษณะของพื้นอารมณ์ : โดยรวมแล้วทารกดูจะมีพื้นอารมณ์ในทางบวกหรือทางลบ เป็นเด็กเลี้ยงง่าย เลี้ยงยาก กลางๆ หรือเป็นเด็กที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว

 
• ความวอกแวก : กิจกรรมใหม่ทำให้กิจกรรมที่กำลังทำอยู่หยุดชะงักได้ง่ายแค่ไหน

 
• ความมุ่งมั่น : ทารกมุ่งมั่นกับกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ได้นานแค่ไหน

 
• ระดับความไวต่อสิ่งเร้า : สิ่งเร้าที่ใช้ (แสงสว่าง เสียงหรือกิจกรรม) ต้องชัดเจนแค่ไหน ทารกถึงจะตอบสนอง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พฤติกรรมเด็กวัยเตาะแตะ

3 ขวบแล้ว ทำไมยังขี้อาย

Q : ลูกชายคุณแม่อายุ 3 ขวบแล้ว เขาดูไม่ค่อยชอบเข้าสังคม ไม่ชอบเล่นกับเด็กคนอื่น หรือถ้าชวนไปสนามเด็กเล่น เขาก็อิดๆ ออดๆ พอถามทำไมไม่ไป ก็บอกว่า ‘เด็กคนอื่นๆ ไม่ชอบผม’ หรือไม่ก็ว่า ‘ผมไม่ชอบพวกเขา’ แต่ถ้าแม่บังคับเอาตัวไปด้วยจริงๆ เขาจะเกาะแม่แจ ไม่ยอมเข้าใกล้เด็กอื่นๆ เลย ส่วนที่โรงเรียน ลูกก็ไม่ชอบไป และพยายามหนีทุกครั้งที่ทำได้ ความจริงแล้ว ตอนอายุน้อยกว่านี้ ลูกก็ไปเนิร์สเซอร์รี่นะคะ ตอนนั้นไม่มีปัญหาอะไร เลยสงสัยจริงๆ ค่ะว่าเป็นเพราะอะไร
สำหรับเด็กเล็กบางคนการเข้าสังคมถือเป็นเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกกังวลและไม่สบายใจ หากเขาติดจะขี้อายอยู่ด้วยแล้ว การเข้าสังคมก็จำเป็นต้องใช้เวลามากกว่าเด็กที่แอ็คทีฟหรือพอจะมีทักษะทางสังคมบ้างแล้ว
อาการขี้อายและต้องใช้เวลาในการปรับตัวมักพบได้ในเด็กวัยนี้ เด็กขี้อายจะรู้สึกอ่อนไหวง่ายกับคนรอบข้างเป็นพิเศษ พวกเขามักไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบสถานการณ์ใหม่ๆ เพราะทำให้รู้สึกกังวล รวมถึงกังวลกับการอยู่ใกล้ชิดกับคนไม่คุ้นเคย
เด็กขี้อายแต่ละคนใช้เวลาปรับตัวต่างกันไป แทนที่คุณแม่จะกังวลไป ลองมาดูวิธีที่จะช่วยให้ลูกน้อยค่อยๆ มั่นใจขึ้นทีละนิด กันดีกว่าค่ะ
1. เข้าใจและไม่เร่งความเป็นเด็กขี้อายไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ความเข้าใจ ใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไปกับการพัฒนาทักษะสังคมของลูกจะดีกว่าการผลักดัน
2. ใส่ใจสังเกตและค่อยเป็นค่อยไป ก่อนเริ่มต้นสร้างความมั่นใจ ควรใส่ใจสังเกตว่าลูกรู้สึกสบายใจ มั่นใจเมื่ออยู่กับเด็กแบบไหน อายุน้อยกว่า มากกว่าหรือวัยเดียวกัน ผู้หญิงหรือผู้ชาย ในบ้านหรือนอกบ้าน และเริ่มจากตรงนั้น
3. ไม่ปฏิเสธสิ่งที่ลูกเป็น หากลูกมีท่าทางอึดอัด หรือบอกไม่อยากไปโรงเรียน ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ว่า ‘ไม่มีอะไรน่ากลัว ลูกคิดมากไปเอง’ ขอให้รับฟังลูกจากใจ
4. ถามคำถาม เช่น “อึดอัดหรือไม่สบายใจอะไรที่โรงเรียน” “ที่ลูกว่าเพื่อนไม่ชอบ รู้มั้ยว่าเพื่อนไม่ชอบอะไรลูก”
5. เป็นกำลังใจและช่วยกันหาวิธีการคิดว่าหากยอมรับหรือให้กำลังใจจะยิ่งทำให้ลูกเป็นเด็กอ่อนแอ ขี้อายมากขึ้นเป็นความเข้าใจผิด ตรงกันข้ามการแสดงออกด้วยคำพูดและท่าทางจะทำให้ลูกรู้สึกมั่นใจขึ้นว่ามีคนเข้าใจเขา และการช่วยกันหาทางออก จะทำให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่เข้าใจว่าเขากำลังเจอเรื่องยากและพยายามที่จะผ่านไป เช่น “ลูกไม่สบายใจ แม่เข้าใจนะ แต่เราก็ต้องไปโรงเรียนกัน งั้นเราจะทำยังไงดีให้ลูกหายอึดอัดเวลาอยู่ในห้อง ลูกอยากนั่งห่างเพื่อนอีกหน่อย หรืออยากนั่งตรงไหนถึงจะรู้สึกสบายใจขึ้นจ๊ะ”
6. รอ อย่างเชื่อมั่นและเข้าใจหากความขี้อายที่ลูกเป็นอยู่ ไม่ได้สร้างปัญหาอื่นๆ ในชีวิตเขา นั่นก็อาจเป็นเพราะเขาเป็นของเขาอย่างนั้นเอง หากคุณเข้าใจ สร้างโอกาสเสริมความมั่นใจให้เขาอย่างค่อยเป็นค่อยไปแล้ว ลูกจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่สังคมในแบบของเขาได้ในไม่ช้า แต่หากคุณแม่รู้สึกไม่แน่ใจ อาจขอคำปรึกษาจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมค่ะ

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

พฤติกรรมเด็กวัยอนุบาล 4-6 ขวบ

สอนเด็กๆ ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา

“พ่อแม่ของหนูจะชมเวลาที่หนูทำคะแนนได้ดี แต่ไม่เคยชมตอนที่หนูช่วยเพื่อนๆทำงานเลย” นี่คือตัวอย่างความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง ในการศึกษาเรื่องความคาดหวังของพ่อแม่ผู้ปกครอง……. พบว่า 80% ของผู้ปกครองในยุคปัจจุบันจะให้ความสำคัญเรื่องความสุขและความสำเร็จส่วนตัวมากกว่าการปลูกฝังความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้แก่ลูก

 
ผลการศึกษานำมาซึ่งคำถามท้าทายว่า ความสุขส่วนตัวและความสำเร็จในชีวิตจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงหรือ หากขาดการเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 
แม้กว่าลูกจะเข้าใจเรื่องความคิดเชิงนามธรรมได้จริงก็เมื่อเข้าวัยรุ่นแล้ว แต่การสอนคุณธรรมความดีเป็นเรื่องที่เริ่มสอนได้ตั้งแต่วันนี้ แล้วเราจะสอนลูกให้เห็นอกเห็นใจคนอื่นอย่างไรได้บ้าง

 

 

 
1. ให้โอกาสได้ดูแลและตอบแทนน้ำใจผู้อื่น

 
จากการศึกษาพบว่าคนที่แสดงความเอื้ออาทรต่อผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเสมอมีแนวโน้มที่จะมีความสุขและสุขภาพดี จะมีน้ำใจกับคนอื่นได้ก็ต้องให้โอกาสฝึกฝน ทำเป็นประจำเช่น ให้ช่วยงานบ้านพ่อแม่ สอนการบ้านเพื่อน หรือได้ดูแลผู้มีพระคุณ เช่น ช่วยอ่านหนังสือให้ปู่ย่าตายายฟัง หรือช่วยงานคุณครูในชั้นเรียน

 
เมื่อลูกช่วยเหลือใคร ก็ไม่จำเป็นต้องให้รางวัลเป็นการตอบแทน เพียงคำขอบคุณก็เพียงพอแล้ว

 
2. สอนมองมุมกว้าง

 
ส่วนใหญ่เด็กๆมักจะนึกถึงแค่สังคมเล็กๆของตัวเอง นั่นก็คือครอบครัวและเพื่อนสนิท ความท้าทายของคุณพ่อคุณแม่ก็คือคุณต้องทำให้ลูกเรียนรู้ที่จะใส่ใจคนอื่นๆที่อยู่นอกสังคมของเขาด้วย เช่น เพื่อนใหม่ที่เพิ่งย้ายโรงเรียน พ่อค้าแม่ค้าในตลาด คนขับรถ พนักงานในร้านอาหาร คนแปลกหน้าที่เจอกันตามถนน (แต่อย่าลืมสอนเรื่องความปลอดภัยด้วยล่ะ) มั่นใจว่าลูกของคุณปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความสุภาพและเป็นมิตรกับทุกคนจริงๆ

 
3. เป็นแม่แบบและคอยให้คำปรึกษา

 
การเรียนรู้ของเด็กๆมักเกิดขึ้นจากการเฝ้าดูพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ดังนั้นควรระลึกไว้เสมอว่าการกระทำใดๆของคุณอยู่ในสายตาของลูกตลอด อยากให้ลูกเป็นเช่นไร เราต้องทำตัวเองให้เป็นเช่นนั้นให้ได้ก่อน ถึงจะยังไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ต้องยอมรับความผิดพลาดและข้อบกพร่องของเราให้ได้ เพื่อหาทางแก้ไขและพัฒนาตัวเองต่อไป นอกจากนี้คุณยังต้องเคารพความคิดของเด็กและรับฟังมุมมองของพวกเขาด้วย

 
4. สอนให้จัดการความรู้สึกเชิงลบ

 
บ่อยครั้งที่ความโกรธ ความอิจฉาริษยา หรือความรู้สึกเชิงลบอื่นๆ บั่นทอนกำลังใจของเราจนไม่มีเวลานึกถึงคนรอบข้าง สำหรับเด็กๆคุณต้องสอนให้พวกเขารู้จักอารมณ์เหล่านี้ สอนให้รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองและเรียนรู้ที่จะรับมือหาวิธีจัดการกับความรู้สึกเชิงลบได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อเกิดอารมณ์โกรธสอนให้ลูกหายใจเข้าออกลึกๆยาวๆแล้วนับหนึ่งถึงสิบ เมื่อลูกสงบลง คุณค่อยนั่งคุยกับลูกช่วยกันหาทางออกในการแก้ปัญหา เพราะการใช้อารมณ์ไม่ได้ทำให้ปัญหาคลี่คลายได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

3 ขวบ เริ่มสอนภาษาที่สองได้แล้ว

จากการศึกษาด้านพัฒนาการสมอง ทำให้เราได้รู้ว่าคนเรามีช่วงเวลาที่เหมาะสมของการพัฒนาด้านต่างๆ และช่วงเวลาที่ได้ผลสูงสุดของการพัฒนาการใช้ภาษาที่สองคือตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงก่อน 10 ขวบ

ยิ่งยุคนี้คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกรู้ภาษาที่สอง ภาษาที่สาม เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับในบ้านที่ใช้สองหรือสามภาษาอยู่แล้ว  หากต้องการให้เด็กๆ สามารถใช้ภาษาที่สองหรือสามได้ก็เพียงแต่ต้องใช้ภาษานั้นๆ กับเขา ส่วนบ้านที่สมาชิกทุกคนพูดภาษาเดียว ก็ไม่ต้องกังวลไป คุณก็สามารถฝึกฝนการใช้ภาษาที่สองให้ลูกได้ และหากทำได้ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับลูกๆ ค่ะ

ข้อดีของการเรียนรู้ภาษาที่สองในวัย 3-5 ขวบก็คือ เด็กๆ ไม่กลัวความผิดพลาด ไม่กลัวพูดผิด แต่กล้าที่จะออกเสียงคำใหม่ๆ โดยไม่คิดมาก สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้และเข้าใจมากๆ คือ การจะเรียนภาษาที่สองหรือวิชาใดๆ ให้ได้ผลดีสำหรับเด็กเล็กแล้วเขาต้องเรียนอย่างมีความสุข ไม่ควรต้องถูกบังคับเรียน

ลองดูว่าคุณพ่อคุณแม่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการใช้ภาษาที่สองให้ลูกน้อยอย่างมีความสุขได้อย่างไรบ้าง

1. สนุกด้วยกัน

ผ่านกิจกรรมต่างๆ เพราะลูกวัยนี้ จะสนุกและตื่นเต้นที่ได้ทำอะไรร่วมกับพ่อแม่ ฟังเพลง ร้องเพลง อ่านนิทานภาษาที่สอง โดยให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือก หากเป็นไปได้ควรเลือกเพลงที่เจ้าของภาษาร้องเอง เป็นเพลงที่เหมาะกับวัยของลูก เขาจะได้ฟังการออกเสียงที่ถูกต้องไปด้วย

2. มีช่วงเวลาของภาษาที่สองประจำบ้าน

เช่น สัปดาห์ละ 2 วันๆ ละ 30 นาทีและใน 30 นาทีก็ทำกิจกรรมที่ใช้ภาษาที่สองเท่านั้น เช่น ดูหนัง ทำอาหาร เรียนคำศัพท์ใหม่ๆ และค่อยๆ เพิ่มจำนวนวัน เป็นต้น

3. ผิดถูกไม่ว่ากัน

ถ้าลูกจะลองพูดบางคำ บางประโยค ก็รับฟัง ช่วยเหลือและชื่นชม ไม่จำเป็นต้องตามแก้ไปทั้งหมด เป็นการขัดจังหวะ หรือรู้สึกว่าพูดไปก็ผิดไปหมด พอรู้สึกไม่สนุกจะพาลไม่อยากพูดไม่อยากใช้ภาษาอีก เพียงแต่บอกลูกว่า ในประโยคที่พูดควรเป็นภาษาเดียวกันหมด ไม่ใช้สองภาษาปะปนกันในประโยคเดียว

4. ใช้ในชีวิตประจำวัน

เขียนคำเรียกข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ในบ้าน ด้วยภาษาที่สองบนกระดาษสีสวย แปะตามของใช้ต่างๆ จะช่วยให้ลูกเข้าใจตัวอักษรและคุ้นเคยกับภาษาที่สองง่ายขึ้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกสาวขอแต่งหน้า แค่ไหน อย่างไรเหมาะ

ถ้าลูกสาววัยรุ่นมาบอกคุณแม่ว่าอยากแต่งหน้าไปโรงเรียน คุณแม่จะว่าอย่างไรคะ?

การนึกถึงและเข้าใจธรรมชาติของลูกวัยนี้ จะทำให้คุณรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ การเข้าสู่วัยรุ่นเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของลูก การทำงานของฮอร์โมนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและอารมณ์ วัยรุ่นจึงมักกังวลกับสายตาของผู้คน และรูปร่างหน้าตาของตัวเอง

ขณะที่เป็นวัยต้องการค้นหาเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่มักเห็นว่าวัยรุ่นกลับมีพฤติกรรมเลียนแบบการแต่งตัว แต่งหน้าและสิ่งต่างๆ กันเอง แต่นี่คือกระบวนการค้นหาเอกลักษณ์ ได้แก่ การเลียนแบบ และการลองผิดลองถูก เขาเลียนแบบสิ่งที่คิดว่าแตกต่างจากวิถีเดิมที่พ่อแม่ปฏิบัติกับเขามาตั้งแต่เขายังเด็ก เพื่อหาตัวเอง ขณะเดียวกัน เขายังต้องการการยอมรับจากสังคมเล็กๆ ที่เรียกว่าเพื่อนอยู่ด้วย” คุณเกียรติยง ประวีณวรกุล นักจิตวิทยาคลินิก โรงพยาบาลธนบุรี 2 อธิบาย

นอกจากนี้ในสังคมยุคโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงตัวลูกได้ตลอดเวลา เขาก็มีโอกาสถูกกระตุ้นจากการสร้างความต้องการเทียมทางการตลาดเป็นเรื่องธรรมดา แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง

1. คุยให้ข้อมูล

แม้วัยรุ่นไม่ชอบคำสั่ง ห้าม หรือบังคับ แต่หากเป็นข้อมูลที่พ่อแม่เล่าให้เขาฟัง เขายังรับฟังและต้องการ กรณีนี้ คุณคุยกับลูกได้ว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่ฮอร์โมนบางตัวเริ่มทำงาน การแต่งหน้ามีโอกาสทำให้ลูกแพ้ หรือเป็นสิวได้ หากไม่รู้วิธีเลือก วิธีใช้และวิธีทำความสะอาด ก่อนที่เขาจะสวยด้วยสีสันภายนอก ลูกควรได้รู้ว่า ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่งเริ่มจากมีสุขภาพดีจากภายใน อย่างเช่น การดูแลทำความสะอาดส่วนต่างๆ ของ ร่างกาย  การกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้ การออกกำลังกาย  และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็นต้น

2. ไปเลือกซื้อเครื่องสำอางด้วยกัน

วัยรุ่นก็ใช้เครื่องสำอางได้ คุณอาจให้คำแนะนำแต่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เลือกเอง เช่น โลชั่นหรือครีมบำรุงผิว ครีมกันแดดกลิ่นที่ลูกชื่นชอบ ลิปกลอส ลิปสติกที่เหมาะกับวัยรุ่น

3. ตกลงกัน

เมื่อเข้าใจธรรมชาติของวัยลูก และทำทั้งสองข้อข้างต้นแล้ว ถึงเวลาพูดคุยกันได้ว่า คุณต้องการให้เป็นไปได้แค่ไหน เช่น ให้แต่งได้ในวันที่ไม่ไปโรงเรียน หรือ โอกาสพิเศษที่จะแต่งได้มากขึ้น เช่น ไปร่วมงานแต่งงานกับพ่อแม่ และที่สำคัญอย่าลืมบอกวิธีการทำความสะอาดใบหน้าหลังการแต่งแต้มสีสันด้วย ส่วนวันไปโรงเรียน แค่ทาโลชั่นบำรุงผิว ทาครีมกันแดด และลิปสติกสีชมพูบางๆ ลงบนริมฝีปากเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นก็เพียงพอแล้ว

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

ช่วงวัย 6-9 เดือน เริ่มรู้จักระวังตัว

รู้จักระวังตัว เพราะจดจำได้
เพราะลูกน้อยวัย 6 – 9 เดือน จดจำสิ่งที่เคยพบเห็นมาก่อน (ทั้งผู้คน สถานที่และสิ่งต่างๆ) ได้แล้ว ดังนั้นเมื่อสิ่งที่คุ้นเคยเหล่านั้น เกิดผิดธรรมดาไป หรือทำให้เขาไม่สบายใจ เช่น ตกใจ หรือกลัว หรือเป็นสิ่งใหม่ที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน เราจะได้เห็นลูกน้อยมีท่าทีที่แสดงถึงการระวังตัว เช่น ขืนตัวไม่ให้คนอื่นอุ้ม เบือนหน้าหนี เบะหน้าส่งเสียงในร้องกระซิกๆ ในคอ หรือไม่ก็แผดเสียงร้อง ในสถานการณ์หรือจังหวะอย่างนี้ ขอจงรู้ไว้ว่า พ่อแม่คือคนที่จะช่วยให้ลูกน้อยสบายใจและมั่นใจได้อีกครั้ง

 

 
รู้จักระวังตัว อีกความหมายของเบบี๋ร้องไห้
นักวิจัยให้ทารกวัย 4-9 เดือนดูของแปลกอย่างไอศกรีมซันเดปลอมที่ทำจากพลาสติก กลุ่มทารกวัย 4 เดือน ส่วนใหญ่ปรี่เข้าหาไอศกรีมซันเดทันทีโดยไม่มีการลังเล ขณะที่ทารกวัย 6 เดือนส่วนใหญ่จะลังเลอยู่ 1-2 วินาที แต่สุดท้ายก็คว้าไอศกรีมซันเดจนได้ แต่ทารกวัย 9 เดือนจะลังเลอยู่นาน และบางคนก็ถึงกับเบือนหน้าหนีหรือเริ่มแผดเสียงร้องไห้ราวกับจะบอกว่า “หนูจำได้ว่าไม่เคยเห็นของแปลกชิ้นนี้มาก่อน และหนูก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรด้วย”
แสดงถึงการระวังตัว แต่สุดท้ายทุกคนก็คุ้นเคย และพอนักวิจัยยื่นหุ่นมือตัวใหม่ให้ ทุกคนก็สร้างความคุ้นเคยกับหุ่นมือตัวนี้ได้เร็วกว่าหุ่นมือตัวแรก
นั่นแปลว่าทารกสังเกตเห็นความผิดธรรมดาของหุ่นมือตัวหลัง แต่พอได้ทบทวนความจำ ทุกคนก็รู้ว่าตรงกับสิ่งที่เคยเห็นมาก่อน จึงระวังตัวน้อยกว่าตอนที่เพิ่งเห็นหุ่นมือเป็นครั้งแรก

 
รู้แล้วนำไปใช้
คุณคงรู้และเข้าใจแล้วว่า ถ้าลูกน้อยไปพบคนที่เขาเคยเห็น แต่ไม่ได้เจอกันทุกวันหรือไม่ได้เจอกันนาน แล้วเขาไม่ยอมให้ถูกตัว หรือไม่ยอมให้อุ้มทั้งที่เคยให้อุ้ม ก็น่าจะมีเหตุที่ทำให้ความจำของเขาไม่เหมือนเดิม เช่น อาจเป็นเพราะทรงผมเปลี่ยนไป เคยเจอตอนใส่แว่นแต่วันนี้ไม่ใส่ เป็นต้น
หรือคุณพาเขาไปสถานที่ใหม่ๆ หรือพบคนใหม่ๆ เช่น พี่เลี้ยงคนใหม่ หรือไปสถานที่รับดูแลเด็กแห่งใหม่ เขาร้องไห้จ้า หรือไม่ยอมให้คุณไปไหนเลย
เหล่านั้นเป็นท่าทางที่แสดงถึงการระวังตัวหรือความกลัวของลูกน้อย ก็ต้องให้เวลาลูกน้อยสักพัก เพราะเด็กแต่ละคนยังสร้างความคุ้นเคยกับสิ่งใหม่ๆ ได้เร็ว-ช้าต่างกันด้วย คุณจึงควรจะอดทน ให้โอกาสลูกทบทวนความจำนี่เป็นคุณน้า คุณอาที่เขาเคยเจอเมื่อเดือนที่แล้ว หรือให้เขาได้ทำความรู้จักสิ่งใหม่ นี่เป็นคน (พี่เลี้ยง) ที่ใส่ใจเขา นี่ (เนิร์สเซอร์รี่) เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

8 เดือน รู้แล้วว่าอะไรคือ สิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต

มีชีวิต+ไม่มีชีวิต
เคลื่อนไหวคนละแบบ
ลูกวัยนี้จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสิ่งรอบตัวที่ชัดเจนขึ้น เขาพอจะเดาได้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง แต่อาจจะเปลี่ยนทิศโดยไม่ต้องมีแรงภายนอกมากระทำ และรู้ว่าคนเราสามารถทำเหมือนกำลังจะเดินไปหยิบน้ำมาดื่ม แต่แล้วก็เปลี่ยนทิศและเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์แทน
เขายังรู้ด้วยว่าสิ่งไม่มีชีวิต อย่างของเล่นจะเปลี่ยนทิศก็ต่อเมื่อมีแรงภายนอกมากระทำเท่านั้น จึงเดาได้ว่าลูกบอลที่กำลังจะกลิ้งไปชนขาโต๊ะจะต้องเปลี่ยนทิศเพราะแรงกระแทก และรถของเล่นที่กำลังพุ่งเข้าหาผนังห้องอย่างรวดเร็วจะต้องแล่นถอยหลังเพราะแรงชน

 
ทารกรู้ได้อย่างไร
นักวิจัยให้ทารกวัย 8 เดือนดูคลิปวิดีโอ 2 คลิป คลิปแรกจะมีคนยืนอยู่กับกล่องใบใหญ่ซึ่งกล่องขยับเข้าหาคนนั้นได้เอง และสถานการณ์บนจอก็เริ่มผิดธรรมดายิ่งขึ้น เพราะกล่องขยับหลบคนจนเลี่ยงการชนกันได้ ทารกจึงจ้องมองด้วยความงุนงงอยู่นานและคงอยากพูดกับนักวิจัยว่า “เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรกัน กล่องที่ไม่มีชีวิตขยับเองไม่ได้หรอก และต้องขยับวนรอบตัวคนไม่ได้แน่ หนูว่ากล่องน่าจะชนคนมากกว่านะ!”
ขณะที่คลิปหลัง มีคน 2 คน คนหนึ่งเดินไปหาอีกคน จากนั้นก็เดินวนรอบตัวคนนั้นจนเลี่ยงการชนกันได้ ซึ่งทารกก็ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะรู้ว่าคนเรา (สิ่งมีชีวิตที่ควบคุมการกระทำของตัวเองได้) เดินวนรอบตัวกันได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนในคลิปเดินชนกัน ทารกคงจะแปลกใจ เพราะคิดว่าสิ่งมีชีวิตน่าจะป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวได้ และสิ่งไม่มีชีวิตก็น่าจะกระแทกกัน ชนกันและกระเด้งออกจากกัน

 
รู้ไว้ได้ประโยชน์
ถึงจะยังเล็กมาก แต่ลูกวัย 8 เดือนก็สมควรที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจะได้หัดเดินและหัดวิ่งได้อย่างปลอดภัย และเมื่อโตพอที่จะไปสนามเด็กเล่น เขาก็ยังจะเจ็บตัวน้อยลงด้วย เพราะรู้ว่าคนหลบจักรยานสามล้อที่พุ่งเข้าหาได้ แต่เสาไฟฟ้าหลบไม่ได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

ขนม เครื่องดื่ม แฝง คาเฟอีน

เพราะทราบกันอยู่ว่าเด็กไม่ควรกินคาเฟอีน พ่อแม่จึงระมัดระวังไม่ให้ลูกๆ ดื่มน้ำชากาแฟ แต่คุณอาจไม่รู้ว่า จากผลสำรวจกลับพบว่า มีเด็กถึงร้อยละ 77 ยังได้รับ คาเฟอีน เด็กๆ ได้ คาเฟอีน จากไหนบ้างล่ะในเมื่อไม่ได้ดื่มน้ำชากาแฟ??
มาริน่า คุชเนอร์ ผู้ก่อตั้งองค์กร Caffeine Awareness Association ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร อธิบายว่า “เด็กๆ ไม่ควรได้รับคาเฟอีนก็เพราะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่าง เช่น ทำให้เด็กหงุดหงิด ใจร้อน ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ นอกจากนี้หากได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เด็กเกิดอาการคลื่นไส้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ นอนไม่หลับ และมีอาการกระวนกระวายคล้ายสมาธิสั้นได้
“ถึงแม้พ่อแม่จะไม่ให้ลูกกินน้ำชากาแฟ แต่เด็กๆ ก็ยังมีโอกาสได้รับคาเฟอีน เพราะยังมีอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดที่มีคาเฟอีนอยู่ เช่น เครื่องดื่มให้พลังงาน น้ำอัดลม
“เนื่องจากคาเฟอีนออกฤทธิ์ต่อร่างกายของเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีน้ำหนักตัวที่น้อยกว่า คาเฟอีนจึงออกฤทธิ์รุนแรงกว่าและคงอยู่ในร่างกายเด็กได้นานกว่าผู้ใหญ่ จึงควรระวังไม่ให้เด็กบริโภคคาเฟอีนเกินวันละ 100 มิลลิกรัม (เท่ากับน้ำอัดลมประมาณ 2 กระป๋อง)

 

 

คาเฟอีนไม่ได้มีแต่ในน้ำชากาแฟ!!

อาหาร/ เครื่องดื่ม มีคาเฟอีน (มิลลิกรัม)
ดาร์ค ช็อคโกแล็ต 1.45 ออนซ์ 18
ช็อคโกแล็ตร้อน ขนาด 220-240 มิลลิลิตร 3 -13
ชาเขียว ขนาด 600 มิลลิลิตร 106
เครื่องดื่ม (ผสมวิตามิน) ให้พลังงาน ขนาด 500 มิลลิลิตร 82

 

 

 

บทความโดย: จากเรื่อง “ไม่ทันระวัง! ลูกอาจได้คาเฟอีนเกิน ” นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับที่ 116 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557
ภาพโดย: 

จุดอันตรายสำหรับลูก

อันตราย ในบ้าน 12 สิ่งสำหรับลูกวัยใกล้ 3 ขวบ

จุดอันตรายสำหรับลูก …ทำไมลูกชอบแหย่ปลั๊กไฟ จับของมีคม?  ย่างเข้าวัยเตาะแตะ ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายของลูกก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความอยากรู้โลกตามวัย ลูกน้อยก็เดินได้ ยิ่งเดินก็ยิ่งสนุก ยิ่งสนุกก็ยิ่งเดินคล่อง พอ 2 ขวบเดินได้คล่อง ก็ได้รู้อีกว่าตัวเองกระโดดได้ พอใกล้ 3 ขวบ ก็ได้รู้อีกว่ามหัศจรรย์ของตัวเองคือวิ่งได้อีกแฮะ แต่สิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างที่วัยนี้ไม่มีทางรู้ก็คือ ปลอดภัยกับ อันตราย

Continue reading “อันตราย ในบ้าน 12 สิ่งสำหรับลูกวัยใกล้ 3 ขวบ”

นอนกรนแล้วสมาธิสั้น จริงหรือ?

นอนกรนแล้วสมาธิสั้น จริงหรือ?

รายงานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบว่า การนอนกรนของเด็กมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมสมาธิสั้น เพราะอะไร นอนกรนแล้วสมาธิสั้น จริงหรือ?

นอกจากการนอนกรนของเด็กอาจส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องการเจริญเติบโต เนื่องจากนอนหลับไม่สนิท ร่างกายจึงเติบโตได้ไม่เต็มที่ จากรายงานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบว่า การนอนกรนของเด็กมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมสมาธิสั้นด้วย

จากงานวิจัยพฤติกรรมและการนอนหลับในเด็ก 11,000 คนที่อาศัยอยู่ในอังกฤษ โดย ดร.คาเรน บานัค จากวิทยาลัยอัลเบิร์ต ไอสไตน์วิทยาลัยแพทย์ของมหาวิทยาลัย Yeshiva ในนิวยอร์ค รายงานนี้เผยแพร่ใน US Journal Pediatrics พบว่า การหายใจของเด็กที่นอนกรน ส่งผลเชื่อมโยงให้เด็กมีพฤติกรรมคล้ายกับสมาธิสั้น เนื่องจากพบว่า ร้อยละ 40 ของเด็กที่นอนกรนจะเริ่มมีปัญหาพฤติกรรมทางสมองก่อนอายุ 7 ขวบ

มาริแอนน์ เดวี่ จากองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนหลับในอังกฤษ (British Snoring and Sleep Apnea Society) อธิบายเพิ่มเติมว่า “พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบถึงความเชื่อมโยงนี้ จึงไม่ได้บอกคุณหมอว่าลูกนอนกรน ทำให้แพทย์วินิจฉัยโดยพิจารณาจากพฤติกรรมว่าลูกเป็นสมาธิสั้น จนอาจทำการรักษาโดยสั่งยาควบคุมอาการสมาธิสั้นให้กับลูก ซึ่งหากคุณหมอได้รับทราบข้อมูลเรื่องการนอนกรน จะช่วยเหลือแก้ไขเรื่องการนอนกรน ซึ่งมีส่วนทำให้พฤติกรรมสมาธิสั้นดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากลูกนอนกรน ควรจะแจ้งให้แพทย์รับทราบด้วย”

ติดตามอ่านบทความ สมดุลแห่งชีวิตในลูก “สมาธิสั้น” คลิก!!

 


บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ชมลูกจน….เว่อร์เกินไปหรือเปล่า?

ด้วยความเข้าใจว่าการชมเป็นวิธีหนึ่งที่จะสร้างหรือส่งเสริม self esteem ให้ลูกได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญก็พบความจริงอีกเช่นกันว่า การชื่นชมลูกมากเกินจริง กลับจะทำให้เกิดปัญหาได้?!

พ่อแม่ยุคใหม่ที่สนใจเรื่องการเลี้ยงลูก คงพอเคยผ่านหูผ่านตากับคำนี้อยู่บ้าง “Self Esteem” ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สามารถทำอะไรได้ในแบบของฉัน เป็นที่ยอมรับ เป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต และยังเป็นเกราะป้องกันลูกจากปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องเรียน หรือเรื่องเพื่อน ในทางกลับกัน ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง มักจะนำพาให้เกิดปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เรื่องการเรียน เรื่องยาเสพติด การตั้งครรภ์ในวัยเรียน เป็นต้น

“การสร้าง Self Esteem ให้ลูกด้วยการชื่นชมเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่พึงกระทำ แต่การชมลูกมากไปแบบเกินจริง นอกจากจะไม่ได้ผลอย่างที่พ่อแม่คิด แล้วยังส่งผลให้เกิดปัญหาได้” คุณหมอ อัลแลน โจเซฟสัน ประธานองค์กร The Family Committee of the American Association of Child and Adolescent Psychiatry อธิบาย

“จากการศึกษาใหม่ๆ ผู้เชี่ยวชาญพบว่า การชื่นชมที่มากและเกินจริง จะทำให้ลูกให้ค่าตัวเขาเองสูงจนเกินจริงไปด้วย กลายเป็นหลงตัวเอง เหยียดหยาม หรือข่มเหงคนอื่น กระทั่งนำไปสู่ปัญหาได้ เช่น การใช้ยาเสพติด หรือมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวัยรุ่นได้ ขณะที่เด็กที่มี self esteem ต่ำก็ไม่ได้นำพาไปสู่ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวอย่างที่เราเคยเข้าใจกันมาอีกด้วย

“นอกจากนี้ การโอ๋และอวยลูกมากจนเกินจำเป็นจะทำให้ลูกชินกับการเสพคำยกย่องชมเชยจากพ่อแม่ และตัวเองจะรู้สึกดีได้ต้องพึ่งพาอาศัยคำชมเชยที่เกินจริงของพ่อแม่ และเมื่อใดที่เสียงชมเชยลดน้อยถอยไปอาจรู้สึกขาดความมั่นใจ เพราะขาดเสียงชมเชยที่เคยหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่จนเคยชิน เช่น เมื่อลูกมีอันต้องห่างจากพ่อแม่มากขึ้น อย่างไปอยู่หอตอนเข้ามหาวิทยาลัย”

จากรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Psychological Science อธิบายผลเสียของการชื่นชมมากและเกินจริงว่า ผู้ใหญ่มักจะให้กำลังใจกับเด็กที่ขาดความมั่นใจด้วยการชมเชยที่มากเกินจริง เช่น เมื่อเด็กวาดรูปได้สวยดี แต่ยังไม่สวยมาก แทนที่จะชมว่า “วาดรูปสวยเหมือนกันนะเนี่ย” กลับกลายเป็นเชียร์ว่า “โอ้โฮ หนูวาดรูปได้สุดยอดเลยลูก”

แม้ผู้ใหญ่จะคิดว่าการชมให้ใหญ่ไว้จะทำให้เด็กรู้สึกดีขึ้น แต่ความเป็นจริงคือ การชื่นชมแบบเกินจริงไป ทำให้เด็กรู้สึกดีตอนที่ได้รับคำชม แต่ด้วยความรู้สึกที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง อาจจะทำให้เด็กปฏิเสธความท้าทายที่จะฝึกวาดรูปที่ยากขึ้น เพราะรู้สึกกดดัน กลัวจะทำได้ไม่ดีอย่างที่เคยได้รับคำชม เกรงจะทำในสิ่งที่ยากขึ้นไม่ไหว จึงอยากทำแต่ในสิ่งที่ตนทำได้ และรู้สึกทำได้ดีแล้ว

คุณหมอโจเซฟสันสรุปถึงความรู้สึกถึงคุณค่าและภูมิใจในตัวเองของเด็กว่า “มาจากการที่พ่อแม่ที่ดูแลเอาใจใส่ลูกทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการจำกัดและยืดหยุ่นขอบเขตของพฤติกรรมให้ลูกรู้ว่าอะไรทำได้-ทำไม่ได้ มากน้อยแค่ไหน จนมีพฤติกรรมที่เหมาะสม และช่วยให้ลูกค่อยๆ สะสมสิ่งที่ทำอะไรด้วยตัวเองได้สำเร็จ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เด็กๆ เป็นไมเกรนได้ด้วยเหรอ

ไมเกรนเป็นหนึ่งในอาการปวดศีรษะที่ผู้ใหญ่เรารู้จักกันดี ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ตอนปวดรุนแรง เพราะไม่เหมือนปวดศีรษะทั่วไป เป็นอาการปวดศีรษะที่รบกวนชีวิต เพราะอาการกำเริบตอนไหนก็ไม่รู้ กำเริบเมื่อไรก็ทำอะไรไม่ได้ไปพักใหญ่ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการไมเกรนเป็นโรคประจำตัว ลูกคุณก็อาจเป็นไมเกรนได้! เราก็ไม่อยากให้เด็กๆ ต้องทรมานกับอาการปวดศีรษะอย่างนั้น แต่….เด็กๆ ก็เป็นไมเกรนได้ค่ะ

หลายๆ โรคที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ นั้นจะวินิจฉัยจากคำบอกเล่าหรืออธิบายจากเด็กๆ เป็นเรื่องยาก ไมเกรนในเด็กคือหนึ่งในหลายโรคที่เป็นอย่างนั้น เพราะเขายังอธิบายอาการได้ไม่หมดหรือละเอียดเท่าผู้ใหญ่ จึงต้องอาศัยประสบการณ์ของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญและการสังเกตของคุณพ่อคุณแม่ร่วมกัน

คุณหมอลัลลิยา ธรรมประทานกุล จะมาบอกเล่าถึงการสังเกตและวิธีการป้องกันอาการไม่พึงประสงค์นี้ในเด็กๆ ให้กระทบกับชีวิตประจำวันน้อยที่สุด คุณพ่อคุณแม่จะได้นำไปปรับใช้กันค่ะ

Q1 ไมเกรนในเด็กเหมือนกับในผู้ใหญ่หรือไม่คะ

คุณหมอลัลลิยา :อาการไมเกรนในเด็กหรือผู้ใหญ่มีทั้งที่เหมือนกันและต่างกัน ที่เหมือนกัน คือ ปวดศีรษะ ปวดข้างเดียว บางครั้งปวดย้ายข้างไปมาซ้ายขวา บางครั้งก็ปวดสองข้าง เป็นลักษณะปวดตุบๆ อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

ก่อนปวดศีรษะมักจะมีอาการนำ เช่น เห็นแสงวิบวับ เห็นจุดเล็กๆ หรือภาพที่เบลอ มีภาวะไม่ชอบแสงจ้า ไม่ชอบเสียงดัง บางคนอาจรู้สึกมึนๆ

ส่วนที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือ ผู้ใหญ่จะบรรยายอาการได้ แต่เด็กไม่สามารถบอกได้ บางคนอาจเล่าได้ว่าปวดหัวตุบๆ เหมือนมีคนมาทุบหัว แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเขาปวดหัวแบบไหน บางคนไม่ได้ปวดข้างเดียว บางครั้งก็ปวดทั้งสองข้างค่ะ

Q2 พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกปวดศีรษะธรรมดาหรือปวดไมเกรน และเด็กวัยไหนถึงจะเป็นไมเกรนได้คะ

คุณหมอลัลลิยา จากการศึกษาเก็บข้อมูลโรคไมเกรนในเด็กไทยที่เราทำ พบเด็กเริ่มเป็นไมเกรนตั้งแต่ชั้นประถมต้นเลยค่ะ และเด็กส่วนใหญ่เมื่อซักประวัติแล้วจะพบว่าพ่อหรือแม่เป็นไมเกรนด้วย โดยทั่วไปแล้วเริ่มแรกเลยคุณพ่อคุณแม่จะนึกไม่ถึงว่าลูกเป็นไมเกรนค่ะ

โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่มาพบหมอด้วยอาการปวดศีรษะ คุณพ่อคุณแม่จะพามาด้วยสองกรณี คือปวดศีรษะรุนแรงมาก  อีกกรณีคือปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดๆ หายๆ มานานแล้วไม่หาย เป็นบ่อย อาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้น ซึ่งจากที่บอกก่อนหน้านี้ว่าเด็กๆ มักบอกเล่าอาการไม่ถูก การจะวินิจฉัยได้ว่าอาการปวดศีรษะนั้นเป็นเพราะสาเหตุใด ต้องมีการประเมิน จึงต้องใช้การสังเกตและถ้าจดบันทึกข้อมูลอาการปวดศีรษะแต่ละครั้งที่ลูกเป็นได้ เช่นอาการปวดเป็นอย่างไร ปวดนานเท่าไหร่ ทำอะไรแล้วหาย ก่อนปวดศีรษะทำอะไร อะไรน่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้น ฯลฯ จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้นค่ะ

Q3 ข้อสังเกต อาการไมเกรนในเด็กมีอะไรบ้างคะ

คุณหมอลัลลิยา จากการเก็บข้อมูลของเรา มีข้อสังเกตว่า “เด็กที่ปวดไมเกรน มักจะหนีออกจากตัวกระตุ้น เช่น มักจะเลือกไปนอนนิ่งๆ ในที่เงียบๆ มืดๆ เย็นๆ เพราะช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น ระหว่างมีอาการเขาไม่อยากทำอะไร บางคนอาจคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยหรือบางคนอาจจะมีอาการนำ เช่น หนึ่งวันก่อนเป็นเขาจะหงุดหงิด งอแงผิดปกติ หรือบางคนจะง่วงนอนมากหนึ่งวันก่อนเป็น หรือบางคนก็มีอาการนำ เช่น เห็นแสงเป็นจุดๆ หรือวิบวับ เห็นภาพเบลอๆ เป็นต้น”

Q4 เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ทำอย่างไรได้บ้างคะ

คุณหมอลัลลิยา การรักษาเบื้องต้นของอาการปวดศีรษะในเด็กไม่ว่าจากสาเหตุใด คือ กินยาบรรเทาปวดทั่วไปและนอนพัก (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ปวดรุนแรงแบบที่ต้องเข้าพบแพทย์ทันที) ไมเกรนก็เช่นกัน ในขั้นแรกคือกินยาบรรเทาปวดและนอนพักในที่มืดและเงียบ ลดปัจจัยกระตุ้นไมเกรน แต่หากอาการรุนแรงมาก การบรรเทาอาการเบื้องต้นช่วยไม่ได้ ส่งผลกับชีวิตประจำวันและการเรียนมากๆ เช่น ขาดเรียนบ่อย ก็อาจต้องได้รับยาเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นไมเกรนบ่อยๆ ซึ่งเด็กหลายคนไม่จำเป็นต้องใช้

Q5 ไมเกรนในเด็กสามารถหายขาดได้หรือไม่ 

คุณหมอลัลลิยา ไมเกรน ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ถ้าเป็นแล้วก็มักจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และถ้าเป็นในเด็กอาจกระทบกับการเรียน และเด็กๆ อาจมีความกังวลกับอาการของตัวเอง ส่งผลกับการทำกิจกรรมต่างๆ ได้

จากการเก็บข้อมูลพบว่า “เด็กที่เป็นไมเกรน ครึ่งหนึ่งเมื่อโตขึ้น อาการจะหายไป ตรงกันข้ามหากปล่อยไว้ โดยไม่ได้รับการดูแล ก็อาจจะเป็นเรื้อรั้งไปทั้งชีวิต

ดังนั้นการสังเกตเพื่อวินิจฉัยให้ได้ และหาปัจจัยกระตุ้นได้ ก็สามารถหายได้ แต่แม้จะหาปัจจัยกระตุ้นไม่พบ การช่วยกันปรับการดำเนินชีวิตเพื่อลดการเกิดไมเกรน เช่น นอนให้พอดี เข้านอนเป็นเวลา กินอาหารตรงมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็สามารถช่วยลดการเกิดไมเกรน ทำให้เด็กๆ ใช้ชีวิตได้ปกติสุขขึ้นค่ะ”

 

อะไรเป็นปัจจัยกระตุ้นไมเกรนในเด็กได้บ้าง

คนเป็นไมเกรนแต่ละคนมีปัจจัยกระตุ้นต่างกัน การรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยกระตุ้นอาการเพื่อหลีกเลี่ยง จะช่วยลดการเกิดอาการได้มาก มาดูกันว่าอะไรบ้างจะเป็นปัจจัยกระตุ้นอาการไมเกรนของเด็กๆ

1. แสง แสงจ้า แสงที่สว่างเกินไป โดยเฉพาะแสงที่มาจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

2. เสียง เสียงที่ดังเกินไป ก็สามารถกระตุ้นการเกิดไมเกรนได้

3. อาหาร การกินข้าวไม่ตรงเวลา อดอาหาร ดื่มน้ำไม่พอ หรือส่วนประกอบในอาหาร เช่น ผงชูรส คาเฟอีน สารกันบูดบางกลุ่ม หรือ เนยแข็ง เป็นต้น

4. อุณหภูมิ การเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เช่น ไปตากแดดจ้ามา แล้วเข้ามาในห้องแอร์

5. การนอน การนอนที่ไม่ปกติ เช่น นอนน้อยเกินไป หรือนอนมากเกินไป (เกินกว่าเวลาปกติที่เคยนอน)

6. ร่างกาย เมื่อใช้ร่างกายหนักเกินไป เช่น ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

7. ความเครียด ไม่ได้พบแต่ในผู้ใหญ่ เด็กๆ ก็เครียดได้

 

ข้อมูลจาก : พญ.ลัลลิยา ธรรมประทานกุล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-38] ปูนปั้น Terrible Twos อาการของเด็กมั่นใจ อยากทำอะไรด้วยตัวเอง

         ในตอนที่เขียนต้นฉบับนี้อยู่ ขาดอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง เจ้าปูนปั้นตัวป่วนก็กำลังจะอายุครบขวบปีที่ 2 ตัวเลขที่อาจจะทำให้พ่อแม่หัวใจสั่นไหว เพราะเป็นช่วงวัยที่ใครต่อใคร เรียกกันว่า Terrible Twos

          อาการของ Terrible Twos ที่ผมอ่านเจอมา จะเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงอายุที่ยังไม่ครบ 2 ขวบเรื่อยไปจนถึง 4 ขวบ โดยสิ่งที่เด็กในวัยนี้จะเป็น คือ จะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง อยากทำอะไรด้วยตัวเอง แต่ก็ยังไม่มีเหตุผล ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ อยากได้อะไรก็ใช้การแย่ง รวมไปถึง อาการงอแงแบบพูดไม่รู้เรื่อง กรี้ด ชักดิ้นชิ้นงอ ซึ่งก็ขึ้นกับ ระดับของพลังลมปราณเจ้าตัวน้อยแต่ละคน

          ตอนเจ้าปูนปั้นประมาณหนึ่งขวบ หม่าม๊าเริ่มนำคำศัพท์ คำนี้เข้ามาสู่โสตประสาทของผม แต่ว่ากันจริงๆแล้ว ช่วงนั้นผมไม่ค่อยสนใจ แอบคิดว่าเป็นอาการกังวลเกินกว่าเหตุของหม่าม๊าอีกแล้ว เพราะเจ้าปูนปั้นยังตัวกะเปี๊ยก กลมซะยังกะโปเกม่อน ใบหน้าตี๋ยังกะชินจัง ดูแล้วไม่น่าจะมีพิษสงอันใดเลย แต่ใครจะรู้ว่า พอเจ้าตัวยุ่งเริ่มเดินได้ ความอยากจะทำโน่นทำนี่ด้วยตัวเอง ก็เริ่มทำให้ผมจินตนาการคำว่า Terrible Twos ออกแล้ว ดังนั้น การประชุมลับกับหม่าม๊า 2 คน โดยเจ้าปูนปั้น ไม่ได้ระแคะระคายเลย เพื่อสร้างแผนป้องกันชื่อ Mission Happiness Twos  (ชื่อ mission คิดได้ ตอนเขียนต้นฉบับนี่แหละครับ 555 แต่การวางแนวทางว่าจะทำอะไรอย่างไร อันนั้นเรื่องจริงครับ) จึงเกิดขึ้น

          ก่อนจะไปเล่าให้ฟังว่า เราทำอะไรบ้าง ในการพยายามลดอาการของ Terrible Twos ต้องย้ำอีกครั้งว่า เจ้าปูนปั้นเพิ่งกำลังจะครบ 2 ขวบเท่านั้นเอง ดังนั้นเส้นทางในการพิสูจน์ยังอีกไกล แต่จากสิ่งที่เราพยายามทำ เราคิดว่า เราน่าจะจัดการได้ดีระดับหนึ่ง เลยอยากลองเอามาเล่าแบ่งปันให้ฟังกันฮะ

–  สื่อสาร จนกว่าจะเข้าใจ คุณย่าเจ้าปูนปั้นสอนผมเสมอว่า “เด็กเขารู้เรื่อง เราหนะเข้าใจเขาหรือเปล่า ”คำสอนนี้ติดในหัวผมมาตั้งแต่ยังไม่มีภรรยาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเวลาที่เจ้าปูนปั้นออกอาการงอแง หนึ่งใน mission ที่หม่าม๊ากับปะป๊า ตกลงกันคือ เราจะใจเย็น ไม่หงุดหงิด พยายามพูดคุยด้วยเหตุผลกับเขา พยายามทำความเข้าใจ และให้เชื่อว่าเขาก็พยายามสื่อสารกับเรา ถึงความต้องการ บางครั้งเราก็ต้องพูดซ้ำๆ ประโยคเดิมๆ คำเดิมๆจนกว่าเขาจะฟัง หรือบางครั้งเราก็ทำบางอย่างตามที่เขาต้องการ ในเวลาที่เขางอแงเพื่อลดช่องว่าง แล้วจะได้สื่อสารให้เข้าใจ

–  เพิกเฉย แล้ว ต้องให้อภัย มีเหมือนกันที่เจ้าปูนปั้นงอแง จนพูดไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งเราต้องใช้ วิธีการเพิกเฉย ปล่อยเขาไว้ลำพัง ซึ่งผลก็จะมีทั้ง 2 แบบคือ รอจนเขาสงบแล้วเดินมาหาเราเอง หรือ เราเดินไปหาเขาหลังผ่านไปสักพัก แต่สิ่งที่เราย้ำกันตลอดคือ เมื่อจบเหตุการณ์ เราจะไม่โกรธหรือดุต่อ แต่จะสอนให้เขาเข้าใจว่าการกระทำไหนดีหรือไม่ดี และที่สำคัญเราจะต้องให้อภัย เพราะเด็กเขาไม่มีอะไรติดใจแต่ถ้าเราไม่ให้อภัยเราอาจจะมีความโกรธหรือหงุดหงิดติดอยู่แล้วไประบายลงกับเจ้าตัวเล็ก มีครั้งหนึ่งที่เราเลือกใช้การเพิกเฉย และเมื่อเจ้าปูนปั้นหยุดงอแง เราก็เดินไปชะโงกมอง ทันทีที่เจ้าปูนปั้นสบตาเรา คำแรกที่เขาพูดออกมาคือ “จ๊ะเอ๋” ตอนนั้นมันคือ ยิ้มทั้งน้ำตา และเรารู้ว่าเราได้เรียนรู้จิตใจงดงามของเด็กอีกเยอะทีเดียว

–  เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมทันที เวลาที่ปูนปั้นงอแงในที่สาธารณะเราจะรีบเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมทันที เช่นในร้านอาหาร เราจะอุ้มออกไปข้างนอกแล้วเบี่ยงเบนให้เขาไปสนใจอย่างอื่นแทน เช่น ถ้าที่ร้านอาหารมีตู้ปลาเราก็จะพาเขาไปดูปลา และก็เช่นเดียวกับข้างบน เมื่ออารมณ์สงบลงก็ต้องสื่อสารและตกลงกันว่ากลับเข้าไปแล้วจะไม่งอแง

–  ทำในสิ่งที่เขาชอบ นี่ก็เป็นอีกวิธีในการเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่เขางอแง เช่น เจ้าปูนปั้นจะชอบให้อุ้มแล้ววิ่งหรือกระโดด เราก็จะเล่นแบบนี้เวลาเขางอแง หรือบางครั้งก็ล่อด้วยของชอบ ว่าถ้าเลิกงอแงจะเอามิกกี้เม้าส์ให้กิน (น้ำผลไม้ยี่ห้อหนึ่งที่กล่องเป็นรูป มิกกี้เม้าส์ ดังนั้นเวลาคุยกับปูนปั้นเราจะถามว่า กินมิกกี้เม้าส์มั้ย)

          แต่ทั้งหมด Key message อยู่ที่การสื่อสารพูดคุยจนเขาเข้าใจ เพราะไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ท้ายที่สุดเราจะมาพูดอธิบายสื่อสารกับเจ้าปูนปั้น จนกว่าจะรู้ว่าเราเข้าใจกัน ไม่ว่าจะต้องพูดซ้ำกี่รอบ เราก็จะไม่เลิกจนกว่าเจ้าปูนปั้นจะตอบรับ ให้เรารู้ว่า เขาเข้าใจแล้ว โดยผมจะถามซ้ำเสมอว่า Are you ok? ถ้าเขายังไม่ตอบ Ok ผมก็จะอธิบายซ้ำใหม่ พูดใหม่

          และทุกครั้งเราจะต้อง ไม่ลืมการจบด้วยอ้อมกอด ช่วงวัย Terrible Twos ของ ปูนปั้น อาจจะเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เราเชื่อว่า ความอดทน ความพยายามในการสื่อสาร จิตใจที่เมตตาและให้อภัย จะทำให้เจ้าปูนปั้น ไม่ก้าวร้าว และผ่านพ้นช่วง Terrible Twos ไปได้ตามชื่อ Mission Happiness Twos และเราเชื่อว่า เขาก็เข้าใจและสัมผัสถึงความรักของเราได้ ถ้าเราพยายามมากพอ

          ผมคงไม่ต้องโน้มน้าวให้คุณเชื่อ เพราะแค่คำว่า “จ๊ะเอ๋” ครั้งนั้น ผมคิดว่า คุณก็คงเชื่อเหมือนผม

 

 

 

 

      ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

สอนเรื่องเวลา กับ เด็กวัยอนุบาล

Q. พอลูกเริ่มไปโรงเรียนก็เลยซึ้งกับคำว่า ไม่รู้ร้อนรู้หนาวค่ะ บางวันยิ่งรีบกลับยิ่งช้า เก็บอารมณ์กันไม่ทันทีเดียว คิดว่าต้องสอนเรื่องเวลาไปพร้อมๆ กับกิจวัตรประจำวัน จะได้หรือไม่คะ อยากได้คำแนะนำค่ะ

เป็นไอเดียที่ดี และทำได้แน่นอนค่ะ แม้ว่าลูกวัยนี้ยังไม่เข้าใจเรื่องตัวเลขและจำนวน จึงไม่เข้าใจเรื่องเวลา และมีเหตุผลอย่างน้อย 2 ข้อที่เราจำเป็นต้องสอนเรื่องเวลาให้ลูกๆ ค่ะ อย่างแรกความเป็นไปในแต่ละวันมีเวลาเป็นเครื่องกำกับ เด็กที่ทำอะไรอย่างรู้เวลา แปลว่าเขามีวินัย และข้อสอง การรู้จักเวลาทำให้เขาอดทนและรอคอยเป็นการสอนเรื่องเวลาให้เด็กๆ ก็เหมือนกับการฝึกวินัยเรื่องอื่นคือสอนทีเดียวไม่จบ แต่ค่อยๆ เรียนรู้ไปได้ คุณหมอหรือคนที่ทำงานกับเด็กจึงมักแนะนำการสอนเรื่องเวลาให้ลูกว่า เริ่มได้ตั้งแต่เบบี๋ เช่น พูดคุย บอกกับลูกว่าคุณกำลังทำอะไร ระหว่างที่อยู่กับเขา เช่น “แม่กำลังหยิบเสื้อให้ อุ่นนมให้ แป๊บเดียว เดี๋ยวหม่ำของอร่อยกันนะ ฯลฯ”

พอถึงวัยเตาะแตะจะให้เขาทำอะไร ไม่ทำอะไร ตอนไหน ก็ใช้วิธีบอกให้เขานึกภาพออก เช่น “ลูกจะเล่นได้จนคุณพ่อกลับถึงบ้าน แล้วไปอาบน้ำ แต่งตัวไปกินข้าวที่บ้านคุณปู่กันนะ” “แม่เก็บผ้าพับผ้าเสร็จ ค่อยออกไปสนามเด็กเล่นกัน”

มาถึงวัยอนุบาล ที่แม้จะรู้ความจนเริ่มป่วนพ่อแม่เป็น แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจเรื่องเวลา ยิ่งถ้าไม่ค่อยได้ฝึกมาก่อนหน้านั้น 1 นาทีกับ 5 นาทีก็เท่ากันหมด เพราะเด็กวัยนี้พูดปุ๊บก็ต้องเดี๋ยวนี้ปั๊บ แต่แน่นอนว่าเขาได้เรียนรู้แล้วว่าอะไรทำก่อนทำหลัง ดังนั้นการฝึกให้เข้าใจเรื่องเวลามากขึ้นจึงทำได้ไปพร้อมๆ กับการทำกิจวัตรประจำวัน

1. บอกเป็นกิจกรรม

เช่น “พรุ่งนี้พวกเราจะไปห้างสรรพสินค้า เราจะไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อน ซื้อของเสร็จ เราจะไปกินไอศกรีม แม็คคิดไว้ตอนนี้ได้เลยลูกจะกินรสอะไร กินเสร็จก็พาแม็กไปตัดผมต่อ“ หรือ “หลังอาบน้ำเสร็จแล้ว ก็จะต่อด้วยแปรงฟัน “ หรือ “ดื่มนมให้เรียบร้อยก่อน ค่อยแปรงฟัน จากนั้นอ่านนิทาน แล้วก็เข้านอน“

2. ให้ตัวเลือก+ตั้งเวลา

เด็กวัยนี้การให้ตัวเลือกยังใช้ได้ผล “แต่งตัว 5 หรือ 6 นาทีดีลูก แม่ตั้งเวลาให้”ตกลงกันแล้วคุณก็ตั้งเวลาจากโทรศัพท์ หรือนาฬิกาปลุกเล็กๆ ตามแต่สะดวก ถึงเวลาให้เขาได้กดเอง หากยังไม่เสร็จก็ถามเขาได้ “อีกกี่นาทีเสร็จ 2 หรือ 3 นาที” เมื่อลูกทำได้ อย่าลืมกอดหรือหอมเขาสักฟอด คราวต่อไปเขาก็มีแรงใจทำอีก

การได้เลือกและกดเวลาเป็นวิธีที่เด็กๆ ให้ความร่วมมืออย่างที่คุณจะคาดไม่ถึง เขาได้เลือกเองและเขาจะได้เห็นภาพว่าระยะเวลาที่เขาทำแต่ละกิจกรรมมากน้อยขนาดไหน แปรงฟัน ดื่มนม เล่นของเล่น โดยเฉพาะเล่นเกม ฝึกไว้ตั้งแต่ตอนนี้ โตขึ้นการควบคุมเวลาเล่นเกมและออนไลน์ของลูกจะไม่ใช่ยาขมสำหรับคุณ

3. นับเลข

อยากให้เขาทำอะไรเร็วขึ้น ใส่เสื้อ ใส่กางเกง ติดกระดุม รูดซิบ เร็วขึ้นก็นับเลข “นับ 1-10 นะ โอ๊ตจะใส่เสื้อเสร็จเลขไหน”ทำให้สนุก แม่อยากได้เร็วแค่ไหน เจ้าหนูก็จัดให้

4. เผื่อเวลา

ถึงจะมีตัวช่วยต่างๆ แล้ว ก็ยังต้องประเมินด้วย ถ้าการอาบน้ำแต่งตัวของลูกคุณไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ทั้งลูกและคุณอาจต้องการเวลาเพิ่ม เพื่อไม่ให้ต้องมีอาการเร่งรีบ จนต้องเสียอารมณ์กัน การเผื่อเวลาไว้ จะช่วยให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น

5. ใช้ปฏิทินก็ได้

นอกจากยังไม่เข้าใจเรื่องเวลาแล้ว วัยนี้ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องวันด้วย แต่ก็เรียนรู้ได้ เริ่มจากกำหนดวันพิเศษของเดือน เช่น วันไปเที่ยวของครอบครัว (ไม่ควรกำหนดให้ไกลเกินไป เด็กวัยนี้ความสุขตรงหน้าสำคัญที่สุด) “อีก 4 วันเราจะไปทะเลกัน ทำเครื่องหมายบนวันที่ให้เขาเห็น ถึงเวลานับวันเข้าใกล้ ก็ให้เขาเป็นคนทำเครื่องหมายบนปฏิทินเอง

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

เมื่อลูกสาวคลั่งนักร้อง พ่อแม่ทำอย่างไรดี

Q: ลูกสาวมีนักร้องคนโปรดชนิดทุ่มเทเวลาให้จนไม่เป็นอันทำอะไรค่ะ เปิดเพลงของศิลปินคนโปรดตลอด ติดตามข่าวสารไม่ขาด เริ่มใช้จ่ายเพื่อการนี้มากขึ้น ทั้งของสะสม ไปดูคอนเสิร์ต ตามไปงานอีเว้นท์ ฯลฯ แรกๆ ก็มองว่าลูกเริ่มโตใกล้ 10 ขวบแล้วก็ต้องมีงานอดิเรกหรือกิจกรรมโปรด แต่ปล่อยให้ชอบจัดขนาดนี้จะธรรมดาหรือเปล่า เราจะทำอะไรได้บ้าง ห่วงกระทบเรื่องเรียนและเรื่องอื่นด้วยค่ะ

ที่คุณยังไม่ด่วนตัดรอนความชื่นชอบของลูกถือเป็นสัญญาณดีทีเดียว เพราะการใส่ใจและส่งเสริมให้เขาทำหรือมีกิจกรรมที่ชอบและเลือกเองเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นสิ่งที่ลูกวัยนี้ต้องการเลยละค่ะ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า มีหลายเหตุผลที่เด็กวัยประถมปลายควรมีกิจกรรมอื่นทำ นอกเหนือจากการเรียน

1. อยากรู้ความสามารถของตัวเอง

นอกจากเหตุผลว่าเด็กๆ ควรได้ผ่อนคลายจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กวัยนี้ยังต้องการรู้ว่าตัวเขามีความสามารถหรือไม่สามารถด้านไหน มีจุดเด่นจุดด้อยเรื่องอะไร เพราะเขาก็อยากรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความมั่นใจในตัวเอง และยอมรับความสามารถของตัวเองตามจริง

2. ความต้องการเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน

แม้ลูกวัยนี้ยังต้องการและรับฟังความคิดเห็นของพ่อแม่ รวมทั้งยังอยากทำกิจกรรมต่างๆ กับพ่อแม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขาถึงวัยที่กลุ่มเพื่อนเพศและวัยเดียวกันมีอิทธิพลกับการพัฒนาความมั่นใจในตัวเอง และบุคลิกภาพของเด็กวัยนี้ด้วย

3. อิทธิพลของสื่อและการตลาดในกระแสทุนนิยม

ทีนี้ถ้าความชอบของลูกมากขนาดไม่เป็นอันทำอย่างอื่น การสนับสนุนแบบนั้นต่อไปย่อมไม่ใช่หนทาง คุณพ่อคุณแม่ต้องกลับลำนิดหน่อย มาช่วยลดดีกรีลูกให้ มาดูกันค่ะว่าคุณจะทำอะไรได้บ้าง

4 วิธีแตะเบรกพี่โต เมื่อความชอบเกินพิกัด

1. สนใจสิ่งที่ลูกชอบ

ปล่อยให้ลูกชอบอยู่คนเดียว คุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง โอกาสจะชวนลูกมองมุมอื่นๆ ยิ่งมืดมน ถามหรือคุยถึงศิลปินสุดปลื้มของเขา การคุยอย่างเป็นกันเอง รับฟังไม่ด่วนสรุป ตัดสิน คุณก็จะมีจังหวะแลกเปลี่ยนกับลูกถึงมุมอื่นๆ มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก เช่น เขาจะเป็นศิลปินต้องทำงานอย่างหนัก แต่ก็ตั้งใจเรียน ไม่ทิ้งการเรียน เป็นต้น คุยไปคุยมาเผลอๆ คุณจะอึ้ง เสียเวลาตั้งสติอยู่เป็นนาน ลูกอาจชอบนักร้องคนนี้เพราะสาเหตุนี้อยู่แล้วก็ได้

2. ช่วยมองหาความสามารถหรือข้อดีอื่นๆ ของลูก

แทนที่จะกังวลมากจนกลายเป็นบ่นว่า จนถึงห้ามปราม ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณไม่เข้าใจ จะยิ่งต่อต้านได้ น่าจะหันมามองความสามารถอื่น หรือสิ่งที่เขาทำได้ดี และชวนให้เขาทำสิ่งนั้นไปด้วย ลูกหัวใจพองโตเสมอที่พ่อแม่เห็นข้อดีและชื่นชมออกมา มากกว่าย้ำจุดด้อยและข้อเสีย หรือชวนกับไปทำกิจกรรมอื่นด้วยกันทั้งครอบครัว ให้เขาได้ประสบการณ์ใหม่ๆ มองเห็นความสามารถและความชอบอื่นๆ ของตัวเอง

3. ไปไหนไปกัน

ลูกวัยนี้ยังต้องการความเห็นและอยากทำกิจกรรมร่วมกับพ่อแม่  ถ้าพ่อแม่ยินดีไปทำสิ่งที่เขาชอบทำคุณก็มีโอกาสให้ความเห็นการใช้เงินเพื่อความชอบอย่างเหมาะสม และยับยั้งสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรได้ เพราะคุณชี้แนะให้ลูกเห็นกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ ได้

4. กำหนดระยะเวลาใช้สื่อ

การควบคุมเวลาใช้สื่อต่างๆ ยังจำเป็น วินัยและการรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองยังเป็นเรื่องต้องฝึกต่อไป ลูกจะรู้สึกอุ่นใจที่คุณยังสนใจเขา ช่วยให้เขามั่นใจที่จะยั้งและควบคุมตัวเองต่อไป

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง