ตั้งครรภ์ อายุมาก แต่ท้องได้สบายใจ (ไตรมาส 3)

ไตรมาสที่ 3 ขนาดท้องของคุณแม่ใหญ่ขึ้น จึงอาจทำให้กังวลมากกว่าช่วงไตรมาสอื่นๆ ทว่า…

จากประสบการณ์ คุณหมอณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี ให้ข้อคิดว่า “หากคุณแม่ได้รับการตรวจถูกช่วงเวลา รวมทั้งดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เมื่อมาถึงไตรมาสนี้แล้ว ถือว่าหมดห่วงไปหลายเปลาะแล้ว ทำใจให้สบาย ผ่อนคลายด้วยการเฝ้าดูการเจริญเติบโตของลูกน้อย และถือโอกาสวางแผนครอบครัวกับคุณพ่อจะเป็นประโยชน์มาก”

แต่ในไตรมาสนี้คุณหมอแนะนำว่า คุณแม่ท้องอายุมากควรทำความรู้จักและสังเกตภาวะครรภ์เป็นพิษอีกอย่างหนึ่งเพื่อเพิ่มความมั่นใจ และตรวจดูความสมบูรณ์แข็งแรงของลูกน้อยเพื่อความสบายใจของคุณแม่เท่านั้นค่ะ

การสังเกตภาวะครรภ์เป็นพิษ

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษคืออะไร เพราะอะไรถึงควรตรวจ

คุณหมออธิบายง่ายๆ ว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้าย แม่ซึ่งมีอายุมากมีโอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษมากกว่ากลุ่มแม่ที่มีอายุน้อย โดยสาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติจากสารเคมีบางอย่างที่มีอยู่ในรก ทำให้เส้นเลือดบริเวณที่ฝังตัวของรกมีความผิดปกติ ครรภ์เป็นพิษถือเป็นภาวะภาวะอันตรายทั้งแม่และลูก แต่ก็มีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ทั้งนี้การตรวจจะช่วยให้รู้ได้

  • วิธีการตรวจง่ายๆ

ได้แก่ ตรวจความดันโลหิตร่วมกับตรวจปัสสาวะ การจะวินิจฉัยว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ คือ ตรวจพบว่ามีความดันสูงร่วมกับมีโปรตีนรั่วปะปนมากับปัสสาวะ ส่วนจะเป็นในระดับที่รุนแรงหรือไม่ คุณหมอจะทำการตรวจวินิจฉัยในขั้นต่อไป หากรุนแรงคุณหมอจะรักษาด้วยการทำคลอดก่อนกำหนดหรือยุติการตั้งครรภ์ เพื่อให้ความดันโลหิตของคุณแม่กลับมาเป็นปกติค่ะ (เรื่องของครรภ์เป็นพิษยังมีรายละเอียดอีก คุณแม่ที่สนใจอ่านต่อได้ ที่นี่ ค่ะ)

การตรวจความแข็งแรงของลูกน้อย

ในไตรมาสสุดท้าย คุณหมอจะนัดตรวจครรภ์ถี่ขึ้นกว่าไตรมาสก่อนๆ และในการฝากครรภ์ทุกครั้ง คุณหมอจะตรวจดูการเจริญเติบโตของทารกโดยใช้มือคลำและใช้เทปวัดสัดส่วน ถ้ามีข้อสงสัยอาจจะส่งตรวจอัลตราซาวนด์ประเมินน้ำหนักทารกเป็นระยะ คุณแม่เองก็สามารถช่วยประเมินความแข็งแรงของลูกน้อยในครรภ์ได้ โดยการนับลูกดิ้นหลังมื้ออาหาร หรือในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งถ้าพบความผิดปกติเช่นดิ้นน้อยลง อย่านิ่งนอนใจนะคะ รีบมาพบแพทย์เพื่อทดสอบความแข็งแรงของทารกด้วยเครื่องมืออื่นต่อไป

“แม้คุณแม่จะอายุ 35-40 ต้นๆ ก็ยังสามารถมีลูกที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ค่ะ เพียงรีบฝากท้อง อย่าให้ล่วงเลยช่วงไตรมาสแรก ตรวจเช็คร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ สงสัยอะไรก็ซักถามคุณหมอทันที รวมถึงดูแลสุขภาพร่างกายตามคำแนะนำของคุณหมออย่างสม่ำเสมอ”

อ่านเพิ่มเติม ไตรมาส 1 | ไตรมาส 2

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

ตั้งครรภ์ อายุมาก แต่ท้องได้สบายใจ (ไตรมาส 1)

“สมัยนี้คุณแม่จะมีลูกกันเมื่ออายุมากขึ้น แต่ขอเพียงตรวจพบได้เร็ว ในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณแม่ท้องที่อายุมากและครอบครัวสบายใจได้ค่ะ” คุณหมอณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดประเด็นที่อยากฝากถึงคุณแม่ท้องที่อายุมาก พร้อมข้อควรรู้น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

ไตรมาสแรก “ตรวจ” ลดความกังวล ภาวะดาวน์ซินโดรม

ขอเริ่มต้นที่ การตรวจภาวะดาวน์ซินโดรม* เพราะเป็นเรื่องที่คุณแม่อายุมากส่วนใหญ่กังวลมาก ไม่อยากให้เกิดกับลูกน้อย และคุณแม่ก็มักกังวลกับการตรวจ แต่คุณหมอกระซิบว่า ทุกวันนี้คุณแม่สบายใจได้มากขึ้น เพราะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจหาภาวะดาวน์ซินโดรม ให้เป็นทางเลือกของคุณแม่ได้หลากหลายขึ้น มาดูกันค่ะ

  •  เจาะเลือดแม่ตรวจฮอร์โมนจากรก

โดยจะดูความเสี่ยงควบคู่กับการอัลตราซาวนด์ เพื่อดูค่าความหนาของต้นคอลูก แม้ความแม่นย่ำจะไม่เท่าวิธีการอื่นๆแต่วิธีนี้ปลอดภัยเพราะไม่เสี่ยงต่อการแท้งรอผลไม่นานและราคาประหยัด

  • เจาะเลือดตรวจดีเอ็นเอ

วิธีนี้เจาะเลือดคุณแม่เหมือนกันแต่ดูความเสี่ยงจากดีเอ็นเอลูกที่อยู่ในเลือดของคุณแม่ เจาะเลือดคุณแม่20 ซีซี.แล้วส่งตรวจ ที่ผ่านมาโรงพยาบาลที่มีบริการการตรวจด้วยวิธีนี้ก็จะส่งเลือดคุณแม่ไปบริษัทต่างประเทศที่รับตรวจดีเอ็นเอซึ่งก็มีให้เลือกหลายบริษัท เช่น panorama(natera), nifty(BGI) materniT21(sequenom), Harmony ฯลฯ แต่ละแห่งก็มีจุดเด่นต่างกันไป คุณแม่สามารถปรึกษากับคุณหมอที่ฝากครรภ์ได้เลยค่ะ

นอกจากนี้ปัจจุบันในบ้านเราก็มีโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ตรวจด้วยวิธีนี้ได้ด้วยเป็นอีกทางเลือกให้คุณแม่ด้วยค่ะ แม้ความแม่นยำจะสูง และปลอดภัย แต่ก็ต้องใช้เวลาและตามด้วยราคาที่สูงเช่นกันค่ะ (ประมาณ 18,000-30,000 บาท)

  • เจาะน้ำคร่ำ

วิธีนี้คุณแม่จะคุ้นหูกัน คุณหมอจะอัลตราซาวนด์ท้องของคุณแม่เพื่อหาตำแหน่งที่ปลอดภัยและใช้เข็มเจาะผ่านผนังมดลูก เพื่อดูดน้ำคร่ำที่อยู่รอบตัวลูกน้อยมาตรวจ จึงเป็นวิธีตรวจที่ให้ผลแม่นยำที่สุด (ค่าใช้จ่ายราว 4,000-10,000 บาท)

“ส่วนมากที่คุณแม่กังวลอาจเพราะได้ข้อมูลว่าการตรวจวิธีนี้ มีโอกาสเกิดการแท้ง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงที่สูงมากจนต้องกังวลเกินไป (อัตราเสี่ยงต่อการแท้ง 0.5%)”

หมายเหตุ *ภาวะดาวน์ซินโดรม เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมคู่ที่ 21

ตรวจอีก 2 เรื่องเพื่อความมั่นใจในไตรมาสแรก

ในไตรมาสแรกนี้คุณหมอณัฐฐิณี ย้ำว่า “คุณแม่ควรได้ตรวจด้วยการอัลตราซาวนด์สักครั้งเพราะสามารถรู้โอกาสเสี่ยงเรื่องหลักๆ ในช่วงไตรมาสแรกได้” คือ

  •  ประเมินอายุครรภ์ ในช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงที่การอัลตราซาวดน์ประเมินอายุครรภ์แม่นยำมากที่สุด
  • ตรวจสอบตำแหน่งของลูกน้อยว่าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าคุณแม่ไม่ได้เกิดภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก

นอกจากนั้นหากคุณแม่มีภาวะแท้งคุกคามหรือมีเลือดออกจากช่องคลอด อย่ารีรอรีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจร่างกายและเช็คดูอีกครั้งว่าลูกน้อยยังแข็งแรงดี

อ่านเพิ่มเติม ไตรมาส 2 | ไตรมาส 3

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

อาหาร ให้ลูกฉลาด

16 สุดยอดอาหาร เพื่อเบบี๋สุขภาพและสมองดี

อาหาร ให้ลูกฉลาด ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคํญที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกาย สมองและสติปัญญาของลูกให้เติบโตแข็งแรงสมวัยอย่างเต็มศักยภาพ ใน 3 ขวบปีแรกนับเป็นเวลาทองของชีวิตลูก ที่พ่อแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ การได้รับอาหารและสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสมตามช่วงวัย ล้วนมีส่วนช่วยให้สมองและร่างกายของลูกได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เราลองมาดูกันดีกว่านะคะว่ามีวิธีการกินอาหารอะไรบ้างที่ช่วยสร้างสมองดีให้กับลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสามขวบ

สุดยอด อาหาร ให้ลูกฉลาด สมองดีและสุขภาพแข็งแรง

อาหารพัฒนาสมองลูกน้อย
อาหารพัฒนาสมองลูกน้อย

1. ไข่ ไข่ขาวให้โปรตีนเป็นหลัก ส่วนไข่แดงให้สังกะสีและวิตามินเอ ดี อีและบี 12 ทั้งยังมีโคลีนแต่หากลูกมีโอกาสเสี่ยงแพ้อาหาร เช่น พ่อหรือแม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน (อ่านวิธีเริ่มให้ลูกกินไข่โดย พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจได้ที่นี่ค่ะ)

2. กล้วย อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ แต่ต้องเป็นกล้วยสุกเท่านั้น เบบี๋มือใหม่หัดกิน ให้กินกล้วยบดไปก่อน พอโตหน่อยค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ ให้เขาหยิบกินเอง

3. มันเทศ อุดมด้วยโพแทสเซียม วิตามินซี ไฟเบอร์และเบตา-แคโรทีน นำไปปรุงสุกและบด จะได้มันเทศบดเนื้อเนียนที่กินง่าย แถมยังมีรสหวานตามธรรมชาติที่เด็กๆ ชื่นชอบ

อาหารให้ลูกฉลาด
อาหารพัฒนาสมองลูกน้อย

4. อะโวคาโด มีโปรตีนสูง อุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นไขมันดี แต่ต้องเป็นอะโวคาโดสุกเท่านั้น แค่ล้าง ปอกเปลือกและบดจนเนื้อเนียน ก็พร้อมเสิร์ฟ ควรให้กินครั้งละน้อยคู่กับอาหารอื่นๆ เช่น เนื้อหรือไก่บด

5. แครอต อุดมด้วยเบตา-แคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่ออยู่ในร่างกาย แครอตปรุงสุกมีรสหวานตามธรรมชาติ แต่ต้องสุกจนนิ่มมากจริงๆ

 อ่านต่อ >> “สุดยอด อาหาร ให้ลูกฉลาด สมองดีและสุขภาพแข็งแรง” คลิกหน้า 2 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ซัมเมอร์นี้ ขอสู้แดด แบบมั่นใจ!

ลำพังแค่รังสี UVA และUVB ก็ปกป้องกันแทบไม่ทันแล้ว ณ ตอนนี้ยังมี Long UVA เพิ่มขึ้นมาให้ต้องระวังเข้าไปอีก ไม่พอในอนาคตถ้าโอโซนโลกเราเหลือน้อยก็จะมี UVC มาร่วมแจมด้วย สำหรับเจ้า UVC นี้ยังไม่ถึงเวลานอยด์ มาโฟกัส LONG-UVA กันก่อนดีกว่าว่ามันคืออะไร แล้วร้ายแรงกว่ารังสีทั่วๆไปหรือไม่

รังสี LONG-UVA คือ?

แสงแดดประกอบด้วย รังสีอินฟราเรด 40% เป็นแสงที่มองเห็นได้ 50% รังสีอัลตราไวโอเลด หรือ UV 10% ซึ่งใน 10% นี้แบ่งเป็น UVC, UVB และ UVA โดยโอโซนในบรรยากาศได้กรอง UVC ออกไปแล้ว ทำให้พบเฉพาะ UVA90% และ UVB10% บนพื้นผิวโลก แถม UVA ยังแบ่งเป็น Long UVA (UVA1, 340-400 nm) และ Short UVA (UVA2, 320-340 nm) อีก ซึ่ง Long UVA นี้แม้จะมีปริมาณน้อยแต่ก็ทะลุทะลวงผ่านชั้นผิวหนังได้ลึกที่สุด จนสามารถทำลายโครงสร้างผิวอย่างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้เกิดสภาวะแก่ก่อนวัยอันเกิดจากแสงแดด (photo-aging) และมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งผิวหนัง นอกจากนี้ในระยะสั้นอาจมีผลทำให้เกิดตาอักเสบ ส่วนในระยะยาวอาจเกิดต้อเนื้อ และต้อกระจกได้

วิธีการรับมือแสงแดด

– หลีกเลี่ยงช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00-16.00 น. เพราะรังสี UVA UVB แผ่มายังพื้นผิวโลกมากที่สุด

– ทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 หรือ 50 ขึ้นไป 30 นาทีก่อนปะทะแสงแดด และควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง สำหรับใครที่ไปทะเล หรือว่ายน้ำ ควรดูที่มีคำว่า Water Resistant (กันน้ำได้นาน 40 นาที) หรือ Very / Highly Water Resistant (กันแดดได้นาน 80 นาที) ปรากฏอยู่ด้วย โดยไม่ลืมทาในส่วนของ ท้ายทอย ขมับ ขอบใบหู หลังมือ และหลังเท้า

– ขอตัวช่วยด่วน งามจัดๆอย่าง หมวกปานามา หรือ หมวกปีกกว้าง (กว้างมากกว่า 7.5 เซนติเมตรขึ้นไป) แว่นกันแดด ร่มที่ป้องกันรังสียูวีได้ และผ้าหลุมไหล่

– เมื่อไหร่เกิดการเบิร์นขึ้น ผิวไหม้แดดให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบ ดื่มน้ำมาก ๆ และอย่าเพิ่งใช้โฟมล้างหน้าที่เป็นสครับ หรือครีมทาหน้าในกลุ่มไวท์เทนนิ่ง เลือกใช้ครีมประเภทเติมน้ำให้ผิว หรือ ลดการระคายเคืองผิวร่วมด้วย เช่น อาฟเตอร์ ซัน หรือสเปรย์น้ำแร่ แต่หากผิวไหม้มากจนมีตุ่มน้ำใสพุพอง ควรมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป

 

ข้อมูลจาก : รศ. นพ. นิยม ตันติคุณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังแผนกผิวหนัง รพ.บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ เภสัชกร นิวัตร ธีรวิวัฒน์วงศ์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ ลา โรช-โพเซย์

 

Tags

โอเมก้า 3 ดีกับพัฒนาการ 3 ด้านของลูกรัก

พัฒนาการของลูกรักเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคุณแม่…

โดยเฉพาะลูกน้อยวัยก่อน 3 ขวบ เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด… คุณแม่จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิด และเลือกอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งด้านสมอง ความคิด และร่างกาย ให้ลูกน้อยได้ออกไปเผชิญโลกกว้างอย่างมั่นใจ

64-0-3-3

 

“ไข่” อาหารหลักที่เปี่ยมด้วยโอเมก้า 3

ลูกกลมๆ สีเหลืองนวลชวนรับประทาน ทว่าอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างพัฒนาการและศักยภาพ ทางด้านสมองแก่เด็กๆ เพราะเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมีการจดจำตลอดเวลาจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญอย่างโอเมก้า 3 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมทางด้านสมองของเด็ก

ไข่-ok

  1. ด้านสมอง ด้านระบบประสาท เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารจำเป็นอย่างโอเมก้า3 และดีเฮชเอ ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ต้องรับประทานเข้าไป
  2. ช่วยในการมองเห็น อีกทั้งมี Vitamin A ช่วยในการมองเห็น ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญ
  3. ช่วยเสริมสร้างด้านกระดูก  เพราะอุดมด้วย Calcium เพื่อลูกน้อยจะได้มีพัฒนาการอย่างเต็มที่ในระหว่างช่วงวัยที่ต้องทำกิจกรรมที่ใช้การเคลื่อนไหว

Cute-cool-Baby-HD-Wallpapers-Background

 

หม่ำอร่อย…ได้คุณค่า

ไข่เป็นอาหารดีที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ทั้งโปรตีนสารอาหารหลักเพื่อสร้างและซ่อมแซมอวัยวะในร่างกาย นอกจากไขมัน วิตามิน (เอ บี ดี อี เค) แล้วยังมีแร่ธาตุสำคัญอย่างไอโอดีน และซีลิเนียมที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็กๆ ที่ยังมีภูมิต้านทานโรคน้อย และสารอาหารสำคัญใน ไข่ไก่สด ซีพี โอเมก้า ซูเปอร์พลัส ที่มอบคุณประโยชน์โอเมก้า 3 และ DHA เพิ่มก็มีส่วนช่วยพัฒนาสมอง ระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน

Dumex จัดกิจกรรมประกวดเต้นประกอบเพลงให้น้องๆ อายุระหว่าง 1-6 ปี ชิงทุนการศึกษามูลค่ากว่า 400,000 บาท

ข่าวดีสำหรับผู้ปกครองที่มีลูกชอบร้องชอบเต้น หรือกำลังมองหากิจกรรมดีๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ความกล้าแสดงออกและความสามารถของลูกๆ มาถึงแล้ว

       Dumex เล็งเห็นว่าในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการแข่งขันมากขึ้น เด็กที่มีความรู้ความสามารถเพียงด้านเดียว อาจไม่สามารถปรับตัวให้ทันโลกได้ จึงเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้โชว์ความสามารถพิเศษ และความน่ารักสดใสในโครงการประกวดการเต้นประกอบเพลง “พร้อมชัวร์ เจ้าตัวน้อย” เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมให้เด็กเติบโตด้วยความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์ผ่านกิจกรรมการเต้นประกอบเพลง ซึ่งนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายและเสริมสร้างสุขภาพที่ดีๆ ให้กับเด็กๆ แล้ว ยังถือเป็นบันไดขั้นแรกเพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

DUMEX พร้อม 4 ด้าน ลุ้น 4 แสน

โดย Dumex เชิญชวนพ่อแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 1-6 ปี ทั่วประเทศไทยส่งคลิปวีดีโอลูกน้อย เต้นเพลง “พร้อมชัวร์ เจ้าตัวน้อย” มาที่เฟสบุ๊ค “Dumex Heart to Heart Club” พร้อมแฮชแทค#DumexReady4DanceContest ลุ้นรับทุนการศึกษาจำนวนเงิน 100,000 บาท ต่อสัปดาห์เป็นเวลา4 สัปดาห์ โดยหัวข้อของการประกวดแต่ละสัปดาห์จะแตกต่างกันออกไป พร้อมประกาศผลผู้ชนะสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ดังนี้

 

• สัปดาห์ที่ ​1  ท่าแข็งแรง​ ทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ประกาศผลวันที่​ 15  กรกฎาคม 2558
• สัปดาห์ที่ ​2  ท่าร่าเริง​ ทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ประกาศผลวันที่​ 22  กรกฎาคม  2558
• สัปดาห์ที่​ 3  ท่าเรียนรู้ ทุนการศึกษามูลค่า 100,000บาท จำนวน 1 รางวัล ​ประกาศผลวันที่​ 29  กรกฎาคม  2558
• สัปดาห์ที่​ 4  ท่าไม่กลัวโรค ทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท จำนวน 1 รางวัล​ประกาศผลวันที่​ 5 สิงหาคม    2558
• รางวัลพิเศษ ​​ประกาศผลวันที่​10  สิงหาคม    2558

โดยกรรมการจะตัดสินผู้ชนะจากวีดีโอที่มีความสวยงาม และความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อถึงความพร้อมรอบด้านของลูกมากที่สุด

ตัวอย่าง

วิธีการส่งคลิป
1. กดไลค์เฟสบุ๊คแฟนเพจ Dumex และคลิกปุ่ม post
2. คลิ๊กปุ่มสัญลักษณ์รูปกล้อง
3. เลือกวีดีโอที่ต้องการโพส
4. ใส่แฮชแทค #DumexReady4DanceContest และกดปุ่มโพส

ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้-4สิงหาคม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-740-3400

SHADOW PUPPET หุ่นเงาเล่านิทาน

“หุ่นเงาเล่านิทาน เสริมสร้างจินตนาการลูกน้อย”
SHADOW PUPPET
นิทานก่อนนอนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและจินตนาการที่เราสร้างให้เด็กๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนใดๆ เลยค่ะ นอกจากการเล่านิทานปากเปล่าแล้ว ขอแนะนำอุปกรณ์หุ่นเงาที่จะช่วยเพิ่มความสนุกให้เวลาอันสุขสันต์นี้อีกหลายเท่า!

 

อยากเล่านิทานหุ่นเงา ใช้เพียง…
1. หุ่นเงา – ใช้กระดาษแข็งสีดำตัดเป็นรูปร่างต่างๆ ยิ่งถ้าตัดเป็นตัวละครที่มาจากนิทานเรื่องโปรดของเด็กๆ ก็จะยิ่งทำให้การเล่านิทานสนุกมากขึ้นค่ะ
2. แท่งไม้สำหรับเชิดหุ่น – ใช้หลอดกระดาษที่มีขายตามร้านเครื่องเขียน หรือจะประยุกต์ใช้ตะเกียบก็ได้ค่ะ
3. แสง – ขอเพียงแสงจากโคมไฟหรือไฟฉายไว้ส่องไปที่ผนังห้องนอนเท่านั้น แสงจะเดินทางเหมือนคลื่น เมื่อเราเชิดหุ่นกับผนัง หุ่นของเราจะบังแสง ทำให้แสงส่องผ่านเฉพาะพื้นที่ว่าง และเกิดเป็นเงามืดๆ ของหุ่นเรานั่นเอง จะขยับหุ่นเข้าใกล้แสงหรือห่างจากแสงก็มีผลกับขนาดของเงา ต้องลองทดลองกันนะคะ

shadow-puppet-1

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แม่ท้องชอบของหวาน จะได้ลูกสาวจริงหรือ ?

Q : ก่อนท้องเป็นคนไม่ชอบกินของหวานค่ะ แต่พอท้องก็อยากกินของหวานทุกวัน แบบนี้คนแก่แถวบ้านบอกว่าถ้าแม่อยากกินของหวานจะได้ลูกเป็นผู้หญิง คุณหมอว่าจริงไหมคะ

 

การที่คุณแม่ท้องแล้วอยากกินของหวานไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศของลูกเลยค่ะ แต่สำหรับคุณแม่ที่ไม่ชอบกินของหวานแล้วอยากกินของหวานตอนท้อง อาจจะเป็นเพราะฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์กระตุ้นให้คุณแม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ถ้าฮอร์โมนดังกล่าวส่งผลต่อคุณแม่จนมีภาวะเบาหวานแฝงขณะตั้งครรภ์ การกินของหวานมากๆจะเป็นอันตรายต่อลูก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากเกินจะทำให้ลูกเป็นโรคอ้วน ตับอ่อนต้องทำงานหนัก พอคลอดแล้วระดับน้ำตาลในเลือดของลูกจะลดต่ำอย่างกะทันหัน เด็กอาจเกิดภาวะช็อคเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำผิดปกติได้ ดังนั้นคุณแม่ควรตรวจหาภาวะเบาหวานแฝงขณะตั้งครรภ์ว่ามีหรือไม่ ถ้ามี ควรควบคุมการรับประทานของหวานจะดีกว่าค่ะ

 

บทความ: นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ
ภาพ : Shutterstock

Tags

ลูกโตมองตัวเองแง่ลบ พ่อแม่ควรทำอย่างไร

เมื่อปีที่แล้วลูกยังตื่นเต้นเล่าเรื่องตัวเองให้คุณฟังแทบทุกวันไม่มีซ้ำ แต่มาปีนี้กลับเปลี่ยนไป กลายเป็นพูดถึงตัวเองในแง่ลบ “นี่ก็ไม่ดี นั่นก็ไม่ดี” เขาเป็นอะไรไปนะ

ช่วงอายุ 8-12 ปีเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ เด็กๆ ในช่วงนี้ต้องปรับตัวอย่างมาก ยิ่งเด็กผู้หญิงซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าเด็กผู้ชาย จะเริ่มรู้สึกขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง

หากลูกบ่นหรือต่อว่าตัวเอง ทำนองว่าเขาทำอะไรได้ไม่ดี เช่น “หนูเล่นบาสไม่ได้เรื่องเลย หรือเรียนเลขไม่รู้เรื่องเลย” ก็เป็นสัญญาณว่า ลูกอยากฟังว่าคุณคิดเห็นหรือรู้สึกกับเขาอย่างไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ

พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

แน่นอนว่าไม่ควรพูดในเชิงดูหมิ่นหรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นคนด้อยหรือเป็นผู้แพ้ หากพ่อแม่หมั่นให้เหตุผลกับลูกเป็นประจำ เด็กๆ จะเข้าใจตัวเองดีขึ้น ปกติเด็กก่อนวัยรุ่นมักเริ่มไม่ค่อยฟังใคร การที่เขาต้องการความเห็นจากคุณจึงเป็นโอกาสดีที่ลูกจะได้ฟังมุมมองของคนอื่น เรียนรู้จักรับฟังอย่างเป็นเหตุเป็นผลบ้าง

ระวังการเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่น จะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกแย่ แต่ถ้าลูกเปรียบเทียบขึ้นมาเอง เช่น “หนูสอบเลขได้แค่ 60 เอง ทำไมเพื่อนคนอื่นเขาได้ตั้ง 99” คุณควรบอกให้ลูกรู้ว่า “แค่หนูตั้งใจอ่านหนังสือและสอบผ่าน แม่ก็ภูมิใจมากแล้ว” และชี้เห็นว่าแต่ละคนมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน “การที่เพื่อนเก่งเลขมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าลูกจะแย่กว่า แต่ลูกอาจจะมีความสนใจด้านอื่นมากกว่า ซึ่งลูกอาจทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าก็ได้”

 

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกชอบเอาของเข้าปาก

Q: ลูก 1 ขวบ 4 เดือนชอบหยิบของทุกอย่างเข้าปาก ไม่ว่าของเล่น ตุ๊กตา หมอน หนังสือ หยิบฉวยอะไรได้เป็นเอาเข้าปากทันที กลัวว่าลูกจะไปหยิบของสกปรกหรือของมีพิษเข้าปากแม่จะห้ามไม่ทัน ควรแก้ไขอย่างไรคะ

 

เด็กวัยนี้พัฒนาการด้านภาษายังไม่เต็มที่ ดังนั้นการห้ามด้วยวาจา เด็กจะไม่เข้าใจ ต้องห้ามพร้อมกับการกระทำทันที เช่น หากลูกกำลังจะเอาของที่ไม่สมควรเข้าปาก ให้เข้าไปหยิบออกจากปากพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าจริงจัง “อันนี้กินไม่ได้ ไม่เอาเข้าปากลูก” แต่ไม่ดุ ต่อว่าหรือเกรี้ยวกราดใส่ แล้วเก็บของนั้นให้พ้นมือและสายตาของลูกไปเลย และเบี่ยงเบนลูกไปเล่นของเล่นที่ปลอดภัยหรือหากิจกรรมอื่นทำด้วยกันอย่างสนุกสนาน ทำอย่างนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ ลูกจะค่อยๆ เข้าใจว่าสิ่งใดที่เอาเข้าปากไม่ได้ สิ่งใดที่เล่นได้ เล่นไม่ได้

ทางที่ดีที่สุดคือ สำรวจตรวจดูรอบๆ บ้านว่ามีสิ่งของอันตรายหรือมีพิษใดบ้างที่อยู่ในตำแหน่งแห่งหนที่ลูกอาจหยิบเข้าปากได้ หากพบว่าเป็นอันตราย ให้เก็บขึ้นก่อนที่ลูกจะไปเล่น เก็บไว้ในที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารพิษ หรือของที่อาจติดคอทำให้หายใจไม่ออก

คุณแม่ควรทราบวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากลูกเอาของอันตรายเข้าปาก เช่น การตบหลังหรือกดท้องเพื่อให้ของที่อุดหลอดลมหลุดออกมาได้ กรณีได้รับสารพิษให้รีบโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากสายด่วน 1367 ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

บทความโดย : พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

สังเกตหน้าตาเบบี๋ กลัว

กลัว

จุดสังเกต: ตาค้าง หน้าและมือสั่น อาจจะนิ่งเงียบหรือร้องไห้โฮ

วิธีตอบสนอง: การปลอบตัวเองให้หายกลัวคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะทารกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรทำให้เขากลัว ตัวอย่างเช่น ถึงจะเป็นเสียงธรรมดาๆ สำหรับคุณ ซึ่งรู้ดีว่าเป็นเสียงอะไร แต่แตรรถก็อาจจะเป็นเสียงที่น่ากลัวสำหรับลูกคุณจึงควรกอดลูกน้อยไว้ขณะพูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสงบ “แค่เสียงแตรรถดังน่ะจ้ะ” เพราะถึงจะยังไม่เข้าใจคำพูดของคุณ แต่เขาจะจับได้จากน้ำเสียงว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

 

Tags

1-3 ขวบ ต้องการเป็นตัวของตัวเอง

“เด็กตัวเล็กที่ทั้งถือทั้งลากของเล่นไว้เยอะๆ จนตัวเองจะแบกไม่ไหว” นั่นและคือภาพที่บอกเล่าความเป็นเด็กวัยเตาะแตะ ที่ต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง แสดงความสามารถของตัวเอง เด็กที่ยืน เดิน พูดเป็นคำได้ ไปจนถึงเริ่มพูดเป็นประโยคได้ เขาจึงกำลังเรียนรู้โลกใบนี้ และสร้างบุคลิกของตัวเอง เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ป่วนอารมณ์พ่อแม่ให้แปลงร่างได้ตลอดเวลา

“เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ที่มีลูกวัยเตาะแตะควรทำคือ การเริ่มฝึกวินัย เพราะเป็นวัยที่เหมาะและฝึกได้ง่าย หากคุณพ่อคุณแม่ฉวยโอกาสฝึกเสียตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยลดความป่วนในวัยที่โตขึ้นได้” คุณหมออลิสาย้ำ เราสามารถฝึกวินัยลูกน้อยวัยนี้ได้โดย

1. ฝึกทำอะไรด้วยตัวเอง

เพราะวัยนี้อยากหยิบอยากจับทำอะไรเองอยู่แล้ว เช่น แต่งตัว ใส่รองเท้า  นั่งกระโถน ฯลฯ

2. ฝึกกินอาหารเอง

ฝึกให้ตักเอง ลูกวัยนี้เหมาะมากที่จะให้เขาได้รู้จักเวลาของมื้ออาหารแยกแยะเวลาเล่น เวลากิน

3. ฝึกทำกิจวัตรตามเวลา

ตื่นนอนอาบน้ำ กินข้าว เล่น ฯลฯ ไปจนถึงเข้านอนง่ายที่สุดคือพ่อแม่ทำให้ดู หรือทำไปด้วยกัน

 

ลูกจะเข้าใจการทำอะไรเป็นเวลา หากค่อยๆ ฝึกไป จะช่วยลดการดุว่า บ่น หรือหงุดหงิดเมื่อโตขึ้นได้

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพพิมพ์จากก้นครัว

Printing With This & That
ภาพพิมพ์จากก้นครัว

ครัวของแม่ นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตอาหารแสนอร่อยให้ลูกๆ และคนในครอบครัวแล้ว ยังเป็นแหล่งรวม‘ของเล่น’ ที่ไม่มีวันหมดด้วยนะคะ การคว้าอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบมาทดลองและสร้างสรรค์จะช่วยให้เด็กๆ ได้ลับสมองและจินตนาการ พร้อมเพิ่มทักษะการเขียนด้วยค่ะ

อุปกรณ์
1. แท่นหมึกพิมพ์ แบบที่ใช้ในสำนักงาน และสำหรับเด็กเล็ก มีหมึกปลอดสารพิษและทำความสะอาดได้ง่ายจำหน่ายที่แผนกเครื่องเขียนและของเล่นนะคะ
2. อุปกรณ์ในครัวต่างๆ ที่คุณแม่เจ้าของครัวอนุญาตแล้ว เช่น ช้อน ทัพพีตักข้าว ฝาขวด พิมพ์ขนม  หรือ แม้กระทั่ง ผัก
3. กระดาษแผ่นใหญ่หรือสมุด เอาไว้ละเลงได้เต็มที่ จะเป็นกระดาษที่ไม่ใช้แล้วก็ได้นะคะ

 

How to
กางกระดาษแผ่นใหญ่หรือสมุดออกมา เปิดพื้นที่ให้ลูกวาดได้เต็มที่ จากนั้นนำอุปกรณ์ต่างๆ จากห้องครัวไปกดปั๊มที่แท่นหมึกพิมพ์ แล้วนำมาพิมพ์บนกระดาษค่ะ อุปกรณ์แต่ละชนิดจะพิมพ์ลวดลายออกมาแตกต่างกัน ปล่อยให้ลูกได้ปลดปล่อยจินตนาการ จนได้ผลงานที่สวยงามสมบูรณ์ค่ะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

_DSC0664

_DSC0640

_DSC0656

Tags

ลูกกินนมมากเกินไป กินอิ่ม ให้นมลูก

ลูกทารกกินนมมากเกินไปไหม

Q: ลูก 4 เดือนครึ่ง กินนมแม่ล้วน และกินนมเก่งมากเลยค่ะ ตอนกลางวันให้กินเกือบทุกชั่วโมง ส่วนกลางคืน ถ้าเขาร้องแม่ก็ตื่นมาให้ เริ่มสงสัยว่าเราให้นมลูกมากเกินไป ลูกกินนมมากเกินไป ไหม

เด็กวัยแรกเกิดถึง 3 เดือน ความสุขอยู่ที่การกิน การได้ดูด ได้รับการโอบอุ้ม ชอบการเคลื่อนไหวไปมา คล้ายกับตอนอยู่ในท้องแม่ เป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด เพื่อร่ำร้องให้คุณแม่คอยอยู่ใกล้ๆ โอบอุ้มดูแล และได้ดูดนมบ่อยๆ เมื่อลูกดูดเต้าบ่อยๆ แม่ก็จะผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นตามความต้องการหรือเกินความต้องการได้

ลูกกินนมมากเกินไป กินอิ่ม ให้นมลูก

ลูกได้รับน้ำนมแม่เพียงพอหรือไม่? ดูได้จาก

  • จำนวนครั้งในการขับถ่ายต่อวัน อุจจาระมากกว่า 2 ครั้ง และปัสสาวะมากกว่า 6 ครั้งต่อวัน
  • ดูว่ากินนมเสร็จแล้วพุงกางออกหรือไม่ และมีอาการสะอึกหลังกินนมหรือไม่ อาการสะอึกแสดงว่ากระเพาะอาหารขยายตัวออกแล้วไปเบียดกระบังลม ถ้าลูกมีอาการดังกล่าว คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกได้น้ำนมเพียงพอแน่นอน

อ่านต่อ “ทำไมจึงไม่ควรให้ลูกกินนมทุกครั้งที่ร้อง” หน้า 2

สังเกตหน้าตาเบบี๋ ตื่นตา…ตื่นใจ

ตื่นตา…ตื่นใจ

จุดสังเกต : เบบี๋จะเพ่งมองอะไรบางอย่าง เลิกคิ้วหรือขมวดคิ้ว อ้าปากเล็กน้อย และอาจร้องเสียงแหลม ชี้ หรือขยับเข้าหาสิ่งที่กำลังสนใจ

วิธีตอบสนอง : ถ้าลูกสนใจสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย ควรปล่อยให้เขาลองสัมผัสและหยิบมาเล่น และกระตุ้นความสนใจของเขาไปด้วย โดยบอกเล่าว่าเขากำลังมองอะไรอยู่ เช่น “นั่นเรียกว่าตะกร้อตีไข่ เวลาแม่เอาไปเคาะกับพื้น หนูได้ยินเสียงตลกๆ หรือเปล่าจ๊ะ”

ตอนอายุประมาณ 9-12 เดือน ลูกจะเริ่มใช้ภาษาท่าทาง เช่น ชี้หรือคว้า เพื่อบอกใบ้ให้คุณรู้ว่ากำลังสนใจอะไรบางอย่าง และอยากเรียนรู้เกี่ยวกับของสิ่งนั้นให้มากขึ้น รีบฉวยโอกาสนี้ช่วยส่งเสริมลูกน้อยเรียนรู้เรื่องภาษาเหมาะที่สุด

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สังเกตหน้าตาเบบี๋ หงุดหงิด

หงุดหงิด

จุดสังเกต : มุมปากบิดลง กลางคิ้วโก่งขึ้นทั้ง 2 ข้าง และถ้ายังไม่ถึงกับระเบิดเสียงร้องไห้ คางก็คงจะสั่นระริกเลยทีเดียว

วิธีตอบสนอง : อาการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าลูกอาจจะถูกกระตุ้นมากเกินไป และจะกลายเป็นการแผลงฤทธิ์อย่างเต็มที่ได้ ถ้าคุณไม่ตอบสนองให้ทันท่วงที ควรพาเขาไปสงบจิตสงบใจในที่เงียบๆ หรือใช้จังหวะสม่ำเสมอ เช่น อุ้มเขาแล้วโยกเบาๆ หรืออุ้มเดินไปช้าๆ เรื่อยๆ หรือ อุ้มเขาแล้วนั่งเก้าอี้โยก หรือนั่งชิงช้าแกว่งเบาๆ สักครู่

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

รอยดำจากยุงกัด ลูกถูกยุงกัด แพ้ยุง

สังเกตหน้าตาเบบี๋ เบื่อ

เบื่อ

จุดสังเกต : แผดเสียง ร้องไห้ หรือแม้แต่ขว้างปาของเล่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ แล้วพอคุณตอบสนอง เขาอาจจะยิ้มหรือหัวเราะ

วิธีตอบสนอง: อาการเบื่อที่ลูกน้อยแสดงออก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกรู้สึกผูกพันกับคุณ และอีกส่วนหนึ่งคือเป็นสัญญาณบอกว่า ลูกน้อยต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น เพราะสมองเขากำลังพัฒนา จากเด็กน้อยวัย 1 เดือนที่มองหน้าพ่อแม่ได้นานเป็นชั่วโมง แต่พอโตขึ้นแค่ไม่กี่เดือน สิ่งที่เด็กน้อยสนใจกลายเป็นสิ่งรอบตัวทุกอย่างไปเสียแล้ว

ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกเบื่อ คุณก็ต้องเล่นเกมเดิมๆ ด้วยวิธีที่แตกต่าง อย่างตอนที่ร้องเพลงให้ลูกฟัง คุณก็เปลี่ยนจังหวะ ร้องให้เร็วขึ้นในช่วงท้าย คิดคำขึ้นมาใหม่ หรือปรับเปลี่ยนโทนเสียง

และอย่างที่บอกว่าเขาจะเริ่มสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้นตั้งแต่อายุ 4 เดือนเป็นต้นไป คุณจึงควรให้โอกาสลูกน้อยได้สำรวจสิ่งรอบตัวอย่างเต็มที่ เช่น ให้ลูกได้สัมผัสหรือหยิบจับของเล่นสีสันสดใส หรือแม้แต่กล่องพลาสติกใส่อาหาร ช้อนไม้ก็สร้างความเพลิดเพลินได้เช่นกัน

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สังเกตหน้าตาเบบี๋ โมโห

โมโห

จุดสังเกต: หรี่ตาร้องไห้หน้าดำหน้าแดง อาจผลักหรือตีมือตอนที่คุณจะเข้าไปอุ้ม

วิธีตอบสนอง: เนื่องจากสมองของทารกยังพัฒนาไม่มากพอที่จะรู้สึกซับซ้อนอย่างความอิจฉาหรือความอับอาย ดังนั้นทารกจะมีแต่ความรู้สึกพื้นๆ ความรู้สึกโมโหเป็นหนึ่งในนั้น ฉะนั้นถ้าคุณเห็นอาการเหล่านี้ และแน่ใจว่าลูกไม่ได้ป่วยหรือเจ็บปวดที่ตรงไหน เขาก็น่าจะโมโหหิวหรือโมโหเพราะเพลียจัด ให้ลองตอบสนองด้วยสิ่งที่คิดว่าเขาน่าจะต้องการ ได้แก่ กล่อมนอนกลางวันหรือป้อนนม และปลอบเขาด้วยน้ำเสียงที่ให้ความอุ่นใจ หรือใช้การแสดงออกง่ายๆ ที่ช่วยให้ผ่อนคลายอย่าง โอ๋ให้เงียบ (“ชูว์”) หรือพูดสั้นๆซ้ำไปซ้ำมา “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

ข้อควรรู้คือ การให้เหตุผลแบบผู้ใหญ่ เช่น “เด็กน้อยที่น่าสงสาร หนูหิวน่ะลูก! หนูถึงโมโห” ใช้ไม่ได้ผลแน่ เพราะลูกน้อยยังเล็ก เขายังไม่เข้าใจหรอก

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags