ไม่อยากเป็นแม่เจ้าระเบียบ

อาการไม่อยากเป็น แต่เป็นทุ้กกก…ทีตอนเลี้ยงลูก

เจ้าระเบียบ เข้มงวด :ที่ต้องทำก็เพราะอยากให้เขาได้ดี แต่บ่อยครั้งพ่อแม่ก็รู้สึกว่าไม่ได้ดั่งใจสักที ยิ่งเข้มงวดมาก ลูกกลับต่อต้านมากกว่าเดิมอีกแต่พอผ่อนปรนกัน ลูกก็ทำอะไรตามใจ ไม่มีระเบียบอีก แต่เพราะอะไรเข้มงวดแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ได้สบายใจ

  • ลืมไปว่าลูกไม่ใช่อวัยวะส่วนหนึ่งของเรา อยากทำแบบไหนก็ได้ตามใจ เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความคิด มีความรู้สึก ถึงสิ่ง

นั้นเราจะทำเพราะหวังดี แต่สุดท้ายอย่างไรลูกก็ยังเป็นตัวเขาอยู่ดี

  • ความเข้มงวด เจ้าระเบียบมักเกิดเพราะหวังให้ลูกต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มากเกินไป สุดท้ายอาจกลายเป็นเครียดทุกฝ่าย มีระยะห่างระหว่างแม่กับลูก หรือพ่อกับลูก
  • เจ้าระเบียบแล้วสบายใจ ทำได้นะ :สร้างกฎระเบียบตามสมควร กฎไหนสำคัญต้องเอาจริงเอาจัง ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนร่วม พูดคุยกันว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ เมื่อเขาไม่ทำตามก็ว่าไปตามผิด แม้ลูกจะไม่พอใจแต่เขาจะเรียนรู้ได้เองอย่างนี้จะทำให้ลูกรู้จักระเบียบวินัย การประนีประนอม รู้บอกความต้องการของตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเอง ขณะที่พ่อแม่ก็ยังคงมีระเบียบวินัยได้

 

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

มารร้ายในสายตาลูก

4 เคล็ดต้องรู้ ถ้าไม่อยากเป็นมารร้ายในสายตาลูก

คุณพ่อ คุณแม่หลายคนคงเคยพบกับปัญหาที่ลูกน้อยวัยซน วัยแสบ ทั้งดื้อด้าน เอาแต่ใจ และไม่ค่อยจะเชื่อฟังคุณพ่อ คุณแม่ ทำเป็นไม่สนใจก็แล้ว พูดดีๆ ด้วยก็แล้ว นับ 1-1,000 ไปแล้วหลายรอบ แต่ลูกน้อยกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ จนบางครั้งคุณพ่อ คุณแม่ก็แปลงร่างเป็น มารร้ายในสายตาลูก

Continue reading “4 เคล็ดต้องรู้ ถ้าไม่อยากเป็นมารร้ายในสายตาลูก”

Mardi Gras! หน้ากากหรรษา

 

เวลาเห็นงานรื่นเริงดูสนุกสนานและเต็มไปด้วยสีสันและความสุขแบบในการ์ตูนทีไร ก็อดใจไม่ไหว อยากจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เป็นของตัวเองไปเสียทุกครั้ง เราเลยหาไอเดียสนุกๆ ชวนคุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ มาทำหน้ากากสุดแสนอลังการด้วยการประดับขนนกและกากเพชร ไว้ประยุกต์ใช้ในงานเฉลิมฉลองส่วนตัวและกิจกรรมของโรงเรียนกันค่ะ

อุปกรณ์

  1. กระดาษจากกล่องซีเรียล หรือ กระดาษแข็ง
  2. กากเพชร
  3. กาวการฝีมือ White Glue
  4. ขนนกและของประดับตกแต่ง
  5. ตะเกียบ 2 อัน

วิธีทำ

  1. นำหน้าแพทเทิร์นที่เราเตรียมไว้ให้ ไปถ่ายเอกสารหรือวาดลอกลายลงบนกระดาษแข็ง
  2. ตัดกระดาษแข็งตามลาย ก็จะได้หน้ากากสำหรับเด็กหนึ่งชิ้น
  3. ทากาวให้ทั่วหน้ากาก แล้วโรยกากเพชรให้ทั่ว ทิ้งไว้จนแห้งประมาณ 10-15 นาที จากนั้นเคาะกากเพชรออก
  4. ตกแต่งเพิ่มเติมตามความชอบ แล้วทิ้งไว้จนแห้งสนิท
  5. นำไม้ตะเกียบมาทากาวติดด้านหลัง เพื่อยึดหน้ากากไว้
  6. เท่านี้เราก็ได้หน้ากากแสนสวยเอาไปใช้กันได้แล้วค่ะ

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

UFO ของผม


ขอเอาใจเด็กผู้ชายด้วยการพาไปท่องอวกาศใน UFO สุดเท่ เพื่อตระหนักถึงการมีข้อสงสัยของการมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่นอกโลกของเรา เพราะฉะนั้นเราขอสนับสนุนให้เด็กๆ ร่วมฉลองและเล่นสนุกในวันที่ได้ใช้จินตนาการแบบนี้ เพราะสำหรับเด็กๆ แล้ว มนต์วิเศษจากสิ่งที่น่าสงสัยและน่าค้นหา คือกลไกของความคิดสร้างสรรค์นะคะ

พร้อมกันแล้วคว้าอุปกรณ์ เตรียมออกบินได้เลย!

 

อุปกรณ์

  1. จานและถ้วยกระดาษขนาดต่างๆ
  2. กาวการฝีมือ White Glue
  3. อุปกรณ์ตกแต่ง
  4. สีโปสเตอร์หรือสี Acrylic แบบ non-toxic

 

วิธีทำ

  1. ระบายสีจานและถ้วยตามใจชอบ
  2. นำมาประกอบตามจินตนาการ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะช่วยเป็นคนทากาวให้
  3. ตกแต่งตามชอบ

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

Doily Doily กระดาษรองจานขนม

 

เมื่อนึกถึงฤดูร้อนที่แสนอบอุ่น ภาพของสายลม แสงแดด ต้นไม้ ดอกไม้ และผีเสื้อ ก็ลอยเข้ามาเลยใช่ไหมคะ Art & Craft จะชวนสร้างบรรยากาศหน้าร้อนในฝันกันค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ชวนเจ้าตัวเล็กคว้าอุปกรณ์ และออกบินไปกับผีเสื้อสีสวยด้วยกันนะคะ

 

เริ่มจากอุปกรณ์

  1. กระดาษสำหรับรองจานขนม (Doily)
  2. สีน้ำ / สีผสมอาหาร
  3. พู่กัน
  4. ลวดกำมะหยี่
  5. กรรไกร

 

วิธีทำ

  1. วางแผ่น Doily บนแผ่นพลาสติกกันเปื้อนหรือผ้าขนหนูที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อกันไม่ให้สีที่เราหยดลงไปซึมออกจากด้านหลังของกระดาษ
  2. หยดสีน้ำหรือสีผสมอาหารลงบนกระดาษ Doily เริ่มจากสีเข้มๆ แล้วหยดน้ำตาม ก็จะได้สีที่ผสมกันอย่างสวยงาม
  3. ปล่อยกระดาษ Doily เอาไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วให้นำกระดาษ Doily มาพับครึ่ง และครึ่งอีกหนึ่งครั้ง
  4. ตัดแต่งปีกผีเสื้อตามใจชอบ
  5. นำลวดกำมะหยี่เส้นยาวมาพับ แล้วเสียบกระดาษ Doily เข้าไปตรงกลาง หมุนปลายลวดให้ได้ส่วนของหัวผีเสื้อ แล้วตัดส่วนเกินออก เท่านี้ก็ได้ผีเสื้อแสนสวยแล้วค่ะ

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

Tags

PLAYING FOOD เล่นไปเคี้ยวไป

การเล่นถือว่าเป็นความสุขที่สุดของเด็กๆ แม้กระทั่งตอนกิน ถึงแม้จะเป็นเด็กที่กินยาก แต่ถ้าได้กินไปเล่นไปกับอาหารที่มีหน้าตาสนุกๆ และได้ลงมือทำเอง รับรองหมดเกลี้ยงแน่นอนค่ะ

ขอเสนอไอเดียสำหรับกิจกรรมเล่นไปเคี้ยวไปให้คุณพ่อคุณแม่ใช้ระหว่างมื้ออาหาร หรือจัดเป็นเกมเวลามีปาร์ตี้เด็กเล็ก ได้ความสนุกปนอร่อย และเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ปลดปล่อยจินตนาการกันสุดๆ

เตรียมไว้ก่อน

1. ขนมบิสกิตสอดไส้

2. ขนมตกแต่งตามความชอบ

3. ครีม

วิธีเล่นสนุก

นำขนมบิสกิตสอดไส้มาเป็นฐานของตัวละคร แล้วใช้ครีมแทนกาว เอาขนมต่างๆ มาตกแต่งได้ตามใจชอบเลยค่ะ

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

CUTE LITTLE BOWS

ลองหันมองรอบตัวสิคะ เห็นไหมว่าของตั้งหลายอย่างที่อยู่รอบบ้านเรา สามารถนำมาใช้ประดิษฐ์เป็นของเล่นสุดสนุกได้ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ของกินในห้องครัว! เราขอชวนคุณเดินเข้าห้องครัว คว้าเส้นพาสต้า (Pasta) รูปโบว์มาระบายสีและตกแต่งประยุกต์เป็นของเล่นตามใจ รับรองว่าทั้งประหยัดและถูกใจเด็กผู้หญิงแน่นอนเลยค่ะ!

 

อุปกรณ์

  1. เส้นพาสต้ารูปโบว์
  2. สีอะคริลิคแบบปลอดสารพิษ (non-toxic)
  3. พู่กัน
  4. ด้าย, เชือก, กิ๊บ

วิธีทำ

  1. เลือกเส้นพาสต้าที่มีรูปร่างสมบูรณ์ ไม่แตกหัก ตามจำนวนที่ต้องการ (เส้นที่เหลือ จับเข้าห้องครัวไปแปลงร่างให้กลายเป็นเมนูจานโปรดได้เลยค่ะ!)
  2. จัดสถานที่: ปูโต๊ะด้วยแผ่นพลาสติก แล้วให้เด็กๆ ระบายสีลงบนเส้นพาสต้าตามใจชอบ โดยเริ่มจากสีพื้นก่อน เมื่อสีแห้งแล้ว ก็สามารถระบายสีทับอีกชั้น เป็นการเติมลวดลายได้ตามจินตนาการเลย
  3. ตกแต่งตามใจ: นำเส้นพาสต้าที่สีแห้งแล้วไป…

ติดกาวเข้ากับกิ๊บหนีบผม ปิ๊ง! กลายเป็นกิ๊บโบว์แสนน่ารัก

ผูกกับเชือก ปิ๊ง! กลายเป็นเครื่องประดับตกแต่งห้องสุดเก๋

ติดกาวบนกระดาษ ปิ๊ง! กลายเป็นลูกเล่นให้กับผลงานศิลปะ และงานประดิษฐ์ต่างๆ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เทคนิคคลายกังวลเมื่อเตาะแตะ “ช่างสำรวจ”

รู้เรื่องน่าเป็นห่วงของวัยอยากรู้โลก เพื่อช่วยลดอาการขี้กลัว ขี้กังวล

•  พื้นที่และอุปกรณ์อันตรายทั้งในและนอกบ้าน

เพราะวัยนี้ชอบสำรวจ การปีนป่าย วิ่งเล่นซุกซน หยิบจับข้าวของทุกอย่างโดยไม่รู้ว่าอะไรอันตรายหรือไม่อันตราย

• ระวังคนแปลกหน้า

เมื่ออยู่นอกบ้าน ต้องมีคนดูแลใกล้ชิดตลอด เพราะถึงจะพูดได้แต่ยังสื่อสารได้ไม่ดี และยังขอความช่วยเหลือไม่เป็น

 

หากกลัวมากไป ลูกวัยเตาะแตะจะเสียโอกาส

• กลัวการพาออกไปนอกบ้าน

เพราะกลัวลูกร้องระหว่างทาง กลัวว่าเราจะเตรียมของใช้จำเป็นไม่พอ กลัวเปลี่ยนผ้าอ้อมนอกสถานที่จะไม่สะอาด กินอาหารนอกบ้านก็กลัวจะไม่สะอาด กลัวลูกจะป่วย

• กลัวลูกร้องไห้

ตามใจให้ไว้ก่อนต้นเหตุของเด็กเอาแต่ใจตัวเอง จะยิ่งป่วนอารมณ์พ่อแม่ได้ง่ายขึ้น

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

15 สัญญาณ คุณอาจเป็น ‘แม่ท้องคนใหม่’

สัญญาณ 15 ข้อที่อาจบ่งบอกว่า คุณกำลังจะเป็นคุณแม่ มาลองดูกันเลย!

1. ลมหายใจติดขัด ตัวอ่อนในครรภ์ต้องการออกซิเจน ร่างกายของแม่จึงต้องพยายามหายใจเอาอากาศเข้าไปให้มากขึ้น

2. เจ็บหน้าอก คุณแม่อาจมีอาการคัดตึงเต้านม หรือรู้สึกเจ็บเล็กน้อยบริเวณหัวนม ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์แรก

3. อ่อนเพลีย ผลจากระดับฮอร์โมนทำให้แม่ท้องอ่อนเพลียต่อเนื่องไปจนหมดไตรมาสที่หนึ่ง

15 สัญญาณ คุณอาจเป็น ‘แม่ท้องคนใหม่’

4. คลื่นไส้อาเจียน อาการคลื่นไส้อาเจียนมักเริ่มต้นในสัปดาห์ที่หกหลังปฏิสนธิ แต่คุณแม่บางท่านก็อาจออกอาการตั้งแต่ช่วงแรก

5. ปัสสาวะบ่อย ร่างกายของแม่ตั้งครรภ์จะผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น ไตจึงต้องขับของเสียมากขึ้น ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะรองรับของเหลวมากขึ้นตามไปด้วย

6. ปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยรองจากอาการคลื่นไส้อาเจียน คุณแม่บางท่านที่มีอาการไมเกรนหรือไซนัสอยู่ก่อนแล้ว อาการอาจยิ่งรุนแรงขึ้นได้

7. ท้องผูก/ตัวบวม ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอาจไปกระตุ้นให้กระบวนการย่อยอาหารและขับถ่ายทำงานช้าลง

อ่านต่อ >> “สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่า คุณกำลังจะเป็นคุณแม่” 8-15 คลิกหน้า 2

ฉีดเชื้อ

มีลูกยากต้องลองใช้เทคโนโลยี…ฉีดเชื้อ!

สำหรับคู่สมรสที่ใช้วิธีธรรมชาติและการนับวันตกไข่มานานแต่ก็ยังไม่มีลูก หรือมีลูกยาก และภรรยาไข่ตกไม่สม่ำเสมอ แต่สามีอสุจิสมบูรณ์ดีระดับหนึ่ง เรามีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้มีบุตร คือการ ฉีดเชื้อ มาฝากกันค่ะ

เมื่อคู่สมรสมาปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยให้มีลูกน้อย ขั้นแรกแพทย์อาจเริ่มใช้วิธีการช่วยให้มีลูกด้วยการให้ยากินหรือยาฉีด เพื่อช่วยในการตกไข่และทำให้ไข่นั้นสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งจะช่วยให้แพทย์พอประเมินได้ว่าไข่จะสุกวันไหน และนัดมาตรวจอัลตราซาวนด์ เมื่อรู้วันตกไข่หรือไข่สุกที่แน่ชัดก็จะแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์ แต่คู่สมรสได้ทดลองทำวิธีธรรมชาติและการนับวันตกไข่มาแล้วก็ไม่สำเร็จ

ฉีดเชื้อ

วิธีแรกที่แพทย์จะเริ่มแนะนำให้ใช้คือ การฉีดเชื้อโดยมีวิธีการคือ

  • กระตุ้นรังไข่เพื่อให้ภรรยาตกไข่ และตรวจสอบการตกไข่
  • แพทย์จะช่วยฝั่งสามีด้วยการนำน้ำเชื้อ มาคัดเฉพาะเชื้อที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่
  • นำเชื้ออสุจิที่คัดแล้วไปฉีดหรือหยอดในมดลูกของภรรยาให้ใกล้ไข่ ในจังหวะที่ไข่สุกพอดี

“เพราะหากอสุจิหรือเชื้อต้องเดินทางเองก็ตั้ง 20 กิโลเมตรกว่าจะถึงไข่”

ดังนั้นการฉีดเชื้อคือการช่วยย่นระยะทางเพื่อส่งเชื้อให้เข้าไปใกล้ๆ ไข่ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่วิธีนี้อสุจิของสามีจะต้องวิ่งไปผสมกับไข่เอง ออกแรงทะลุเปลือกไข่เข้าไปปฏิสนธิเอง จึงจะมีลูกได้สำเร็จค่ะ

แต่ข้อจำกัดของวิธีการ ฉีดเชื้อ ก็มี เนื่องจากการฉีดเชื้ออสุจิของสามีเพื่อส่งให้เข้าไปใกล้กับไข่หรือไปหยอดอยู่กลางทางให้เชื้ออสุจิวิ่งเข้าไปหาไข่เองได้สำเร็จหรือมีลูกได้ น้ำเชื้อของสามีจะต้องมีความแข็งแรงสมบูรณ์ มีเชื้ออสุจิในจำนวนที่มากพอ คือ เมื่อแพทย์คัดเชื้อออกมาแล้ว เชื้ออสุจิที่คัดได้ควรจะมีอยู่ถึงประมาณ 1 ล้านตัวขึ้นไป ซึ่งในคุณผู้ชายบางคนก่อนคัดเชื้อยังมีอสุจิไม่มากพอ หรือมีไม่ถึงล้าน ก็ไม่เหมาะที่จะใช้วิธีการฉีดเชื้อนี้ เพราะเชื้อที่ได้มีน้อยเกินไป นอกจากนี้ทางฝั่งคุณภรรยาเองก็ต้องมีความสมบูรณ์ของปีกมดลูก ท่อนำไข่ ซึ่งเป็นทางที่จะทำให้อสุจิเดินทางไปหาไข่ได้สำเร็จ ดังนั้นหากปีกมดลูกของคุณผู้หญิงเคยเสียหาย ผ่านการผ่าตัดหรืออื่นๆ มา วิธีการช่วยมีลูกด้วยการฉีดเชื้ออาจไม่สำเร็จได้เช่นนั้น

หาก ฉีดเชื้อ ไม่ได้ …มีทางเลือกอื่นช่วยได้นะ!

ดังนั้นเมื่อการฉีดเชื้อไม่เหมาะกับคู่สมรสบางคู่ เราจึงต้องเปลี่ยนวิธีการช่วยให้มีลูก โดยเปลี่ยนเป็นการช่วยให้อสุจิไปเจอกับไข่ได้ง่ายขึ้น อธิบายง่ายๆ คือจากเดิมเราฉีดเชื้ออสุจิไว้กลางทางเพื่อให้วิ่งไปหาและเจาะไข่เอง แต่ตัวอสุจิที่ทำได้สำเร็จ ต้องแข็งแรง มีจำนวนมาก ในฝั่งภรรยาก็คือท่อที่จะพาไข่ไปหาอสุจิก็ต้องสมบูรณ์ดี ตัวไข่ก็ต้องสมบูรณ์ดี แต่ในกรณีที่ทั้งคู่หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีข้อจำกัด เราก็ต้องเปลี่ยนวิธี เพราะไม่เช่นนั้นไข่กับอสุจิจะไม่ได้เจอกันและปฏิสนธิเป็นแน่ ซึ่งวิธีการช่วยให้มีลูกในแบบอื่นๆ นั่นคือ ไอวีเอฟ (IVF) อิ๊กซี่ (ICSI) และบลาสโตซิสท์ ที่จะช่วยให้คู่สมรสที่มีข้อจำกัดต่างๆ มีลูกได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นช่วยนั่นเอง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ.สันธา ศรีสุภาพ หัวหน้าหน่วยผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลราชวิถี

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

วิตามินอี กินให้ดีและปลอดภัย

วิตามินอีจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันภาวะแท้งและครรภ์เป็นพิษ แต่หากร่างกายของคุณแม่ได้รับมากเกินไป จากที่จะได้ประโยชน์ก็อาจเปลี่ยนเป็นโทษ

ถ้าร่างกายได้รับวิตามินอีมากเกินไป วิตามินอีอาจไปสะสมอยู่ในตับและในเนื้อเยื่อไขมัน ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เอราสมัส ประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่า หากคุณแม่กินวิตามินอีมากกว่า 14.9 มิลลิกรัม/วัน ในช่วง 2 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นโรคหัวใจมากขึ้นถึง 9 เท่า

ปริมาณวิตามินอีที่เหมาะสมกับแม่ตั้งครรภ์ คือ ประมาณวันละ 15 มิลลิกรัม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้ว่าที่คุณแม่กินวิตามินอีที่ได้จากอาหาร เช่น น้ำมันพืช ไข่แดง ธัญพืช มันฝรั่ง อะโวคาโด ผักโขม และผักใบเขียวต่างๆ ฯลฯ มากกว่าการกินยาเม็ดวิตามินอีเสริม ซึ่งอาจมีปริมาณวิตามินอีสูงเกินไป ทางที่ดีจึงไม่ควรซื้อวิตามินอีเสริมมากินเอง แต่ควรปรึกษาสูติแพทย์ผู้ดูแล และให้สูติแพทย์เป็นผู้สั่งยาวิตามินเสริมให้ จะปลอดภัยและแน่ใจกว่า

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

ท้องผูกรุนแรงตอนตั้งครรภ์

Q: เป็นคนท้องผูกอยู่แล้วค่ะ พอท้อง อาการท้องผูกยิ่งรุนแรงขึ้น ถ่าย 4-5 วันครั้ง บางทีก็เกือบสัปดาห์ถึงจะถ่าย แต่ละครั้งใช้เวลานาน อุจจาระแข็ง แต่เป็นก้อนเล็กๆ ออกมาไม่มาก ทำให้รู้สึกว่ายังถ่ายไม่หมดทุกที

อาการท้องผูกเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากในคนท้อง เพราะการทำงานของลำไส้เปลี่ยนแปลง ทำให้อุจจาระแข็ง ถ่ายลำบาก ต้องใช้แรงเบ่งมากขึ้น ความที่อุจจาระแข็งเมื่อเบ่งออกมาจึงเป็นก้อนเล็กๆ

ทางแก้คือ ดื่มน้ำให้มากขึ้นและกินอาหารที่มีกากใย เช่น มะละกอ ลูกพรุน ผักใบเขียวทุกชนิด ขนมปังและธัญพืช ฯลฯ หากอาการท้องผูกรุนแรงอาจต้องกินยาที่กระตุ้นให้อุจจาระนุ่มขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในลำไส้ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการที่ต้องเบ่งถ่ายมากๆ ยาชนิดนี้จะไม่ทำให้เกิดภาวะลำไส้ขี้เกียจ (เพราะติดยาระบาย) เมื่อคลอดแล้วร่างกายของคุณแม่กลับสู่ภาวะปกติ ระบบขับถ่ายก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

ข้อควรระวังก็คือ คุณแม่ไม่ควรกินยาระบายที่มีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้ เพราะยาชนิดนี้จะทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรงได้ การดีท็อกซ์ด้วยเมล็ดกาแฟเพื่อแก้อาการท้องผูกก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะร่างกายจะดูดซึมคาเฟอีนในเมล็ดกาแฟผ่านลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ค่อนข้างเร็ว ถ้าคุณแม่ได้รับคาเฟอีนในปริมาณมาก ทารกก็อาจเป็นอันตรายได้

  • อาหารต้านท้องผูก

อาหารที่หมอแนะนำให้คนไข้กินเพื่อช่วยแก้อาการท้องผูกและได้ผลดี คือ เนื้อลูกพรุน แต่ถ้าไม่ชอบรสชาติ อาจเปลี่ยนเป็นน้ำลูกพรุน หรือผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะขาม ก็ได้ค่ะ ที่สำคัญช่วงท้องผูกควรเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและคาร์โบไฮเดรต พยายามกินโปรตีนให้มากขึ้น และกินอาหารทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

 

บทความโดย : นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ที่มาภาพ : Shutterstock

ยาทาฆ่าเชื้อรา ใช้ติดต่อกันได้ไหม

Q: มีปัญหาเชื้อราที่อวัยวะเพศมาตั้งแต่ก่อนท้อง เป็นๆ หายๆ แต่เป็นไม่มาก (ส่วนใหญ่ใช้แค่ยาทาภายนอก ไม่ต้องใช้ยาสอดค่ะ) ท้องแล้ว อาการมากขึ้น คุณหมอที่ฝากครรภ์เลยสั่งยาทาฆ่าเชื้อราให้ ทาจนหมดหลอดแล้วก็ยังไม่หาย ต้องต่อยาหลอดที่สอง เลยไม่แน่ใจว่า ใช้ยาทาฆ่าเชื้อราติดต่อกันนานๆ จะเป็นอะไรไหมคะ?

 

อาการคันอวัยวะเพศที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงมีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ การติดเชื้อรา และการติดเชื้อพยาธิ trichomonas ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง สาเหตุอย่างหลังนี้ต้องรักษาทั้งตัวคุณแม่และสามีด้วย จึงจะหายขาด แต่ส่วนใหญ่คนไข้ที่มาพบหมอมักจะมีปัญหาเรื่องเชื้อรามากกว่า เพราะในระหว่างที่ตั้งครรภ์ การรักษาเชื้อราให้หายขาดทำได้ยากมาก เพราะตัวเชื้อราเองมีความทนสูง สภาวะช่องคลอดของคุณแม่เองก็อับชื้น ทำให้เกิดเชื้อราได้ง่ายและบ่อย

 

การรักษาเชื้อรา นอกจากจะรักษาโดยตรงเพื่อลดปริมาณเชื้อรา ด้วยการกินยา สอดยาเข้าช่องคลอด หรือใช้ยาทาบนผิวหนังแล้ว แพทย์ยังจำเป็นต้องซักประวัติเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เชื้อรากำเริบ ไม่ว่าจะเป็นการกินยาปฏิชีวนะบางตัว ความอับชื้น หรือความเครียด หากมีปัจจัยเสี่ยงก็จะต้องแก้ไขให้ตรงจุด

 

การกินยาเพื่อลดประมาณเชื้อราจะใช้ได้ในระยะสั้น ไม่ควรกินนานกว่า 5-7 วัน เพราะยากินที่ใช้รักษาเชื้อราส่วนใหญ่จะส่งผลต่อตับ แต่ยาทาหรือยาสอดฆ่าเชื้อราจะส่งผลต่อตับได้น้อย ส่วนยาแก้แพ้หรือยาแก้คันส่วนใหญ่แล้วจะผสมสเตียรอยด์ และไม่ได้รักษาโดยตรงที่ต้นเหตุ จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่คันมากๆ และแพทย์เป็นผู้สั่งยาให้เท่านั้น

 

บทความโดย : นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์
ที่มาภาพ : Shutterstock

Tags

เมื่อแม่ท้องต้องรับมือ “ภาวะขาดน้ำ”

ภาวะร่างกายขาดน้ำ (Dehydration) เกิดพร้อมๆ กับโรคลมแดด เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร่างกายจะขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณของเหลวในร่างกายลดลง ทำให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น ภาวะนี้อาจกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอ็อกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้

สัญญาณของอาการขาดน้ำ

เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เป็นลม มีภาวะระบายลมหายใจเกิน (Hyperventilation) หรือหายใจติดขัด กล้ามเนื้อหดตัวหรือเป็นตะคริว ปริมาณของเหลวที่ออกจากร่างกาย เช่น เหงื่อ และปัสสาวะ ลดลง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นโดยไม่มีสัญญาณของอาการเจ็บป่วยอื่นๆ

ป้องกันและรักษาอย่างไร?

  1. หลีกเลี่ยงการออกแดดจ้า หรืออยู่ในที่ที่อากาศร้อน
  2. ออกกำลังกายและพักผ่อน ให้เพียงพอ
  3. ลดปริมาณคาเฟอีน งดดื่มชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม
  4. หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบเข้าที่ร่ม นอนราบ และยกเท้าสูง คลายเสื้อผ้าให้หลวม แล้วดื่มน้ำหรืออมน้ำแข็งเพื่อเพิ่มของเหลวในร่างกาย ใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามศีรษะ ซอกคอ รักแร้ หากมีอาการรุนแรง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล
  5. หากเข้าที่ร่มและพักผ่อนแล้วอาการยังคงอยู่ หรือมีอาการต่อไปนี้ ได้แก่ กล้ามเนื้อช่องท้องหดรัดตัวหรือเป็นตะคริวมากกว่า 5-6 ครั้งใน 1 ชั่วโมง มีเลือดออกทางช่องคลอด มีอาการบวมตามใบหน้าและมือ หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ควรรีบไปพบแพทย์

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

แม่ท้องรับมือ ไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่ใครๆ ก็เป็นได้ แต่ถ้าเป็นหวัดในช่วงอุ้มท้อง คุณอาจหายช้ากว่าคนทั่วไปนิดหน่อย เพราะระบบภูมิต้านทานในร่างกายของว่าที่คุณแม่จะลดต่ำลง

ส่วนใหญ่เชื้อหวัดจะไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปทำให้เกิดการติดเชื้อถึงทารก แต่คุณแม่ก็ควรระมัดระวัง เพราะหากติดเชื้อหวัดชนิดรุนแรง อาจกระตุ้นให้เกิดการแท้งได้ในช่วง 3 เดือนแรก หรือภาวะคลอดก่อนกำหนดในช่วงไตรมาสท้ายได้ แต่ถ้ามีอาการไข้สูงเกินกว่า 38 องศา ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะหากไข้สูงเกินกว่า 40 องศาอาจทำให้เกิดความพิการในทารกได้

ไข้หวัดธรรมดานั้นจะไม่ค่อยมีผลกระทบถึงลูก นอกจากบางอาการเท่านั้น เช่น

ไข้สูง : ถ้าแม่มีไข้สูง เด็กก็จะมีไข้ไปด้วย หัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้น อาจมีเลือดสูบฉีดเร็วขึ้น ความดันเลือดอาจจะสูงขึ้น โดยทั่วไปเวลาคุณแม่มาตรวจ คุณหมอจะฟังเสียงหัวใจลูก 60 ครั้งต่อนาทีซึ่งก็ถือว่าเร็วกว่าปกติ ต้องมีการติดตามเพราะอาจมีความเสี่ยงเรื่องหัวใจวาย ช็อก แต่อย่ากังวลไปเพราะถือว่ายังมีโอกาสเกิดน้อยมาก

ไอ : การที่แม่ไอเยอะ ๆ ไอมาก ๆ ก็อาจกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัว บางรายอาจมาในอาการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด อาจทำให้คลอดก่อนกำหนด ซึ่งก็จะทำให้เด็กตัวเล็กได้

และสำหรับแม่ท้องเมื่อมีอาการเจ็บป่วยมักจะมีอาการมากกว่าผู้หญิงทั่วไป อาการจะเปลี่ยนแปลงเร็ว หากปล่อยไม่ดูแลมีโอกาสสูงที่จะลงปอด เป็นปอดบวมได้ แต่ไม่ว่าไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดธรรมดา เชื้อหวัดนั้นจะไม่ไปถึงลูก ยกเว้นว่าแม่มาป่วยตอนกำลังจะเจ็บท้องคลอด แล้วเป็นหวัดพอดี พอลูกคลอดออกมาก็จะใกล้ชิดแม่ ก็มีโอกาสได้รับเชื้อ หากเป็นไข้หวัดใหญ่ปกติก็อาจจะต้องแยกแม่ลูกก่อน

แม่ท้องรับมือไข้หวัด

ป้องกัน + รักษา อย่างไร?

  • หลีกเลี่ยงที่จะอยู่ใกล้บุคคลที่เจ็บป่วย หรือเป็นหวัด
  • กินอาหารร้อน หรืออุ่น ๆ ไม่ควรร้อนไป หรือเย็นไป
  • ใช้ที่ปิดปาก-จมูกเป็นประจำ เมื่อบุคคลใกล้ตัวเป็นหวัด
  • ล้างมือบ่อย ๆ
  • ให้อยู่ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ควรอยู่ในห้องแอร์ เพราะอากาศไม่ถ่ายเท และเชื้อโรคก็จะวนเวียอยู่ไม่ไปไหน
  • ดื่มน้ำมาก ๆ

เมื่อเป็นหวัดแล้ว แม่ท้องควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ที่อาจส่งผลต่อสมองหรืออวัยวะต่าง ๆ ของลูก โดยคุณหมอด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำการดูแลตัวเองของแม่ท้องแบบธรรมชาติบำบัดว่า อยากให้เน้นการพักผ่อนและการกินอาหารให้เหมาะสม โดยให้กินอาหารที่อุ่นหรือร้อนนิดๆ แต่ไม่ใช่เผ็ดร้อน เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เพราะเมื่อร่างกายอบอุ่น ร่างกายก็จะดูแลรักษาตัวเองได้ระดับหนึ่ง ส่วนการดูแลตามอาการนั้น ก็สามารถทำได้ ดังนี้

มีไข้/คัดจมูก : นอนพักผ่อนเยอะ ๆ ดื่มน้ำเยอะ ๆ หรือใช้ยาจันทลิลา ซึ่งเป็นยาสมุนไพรสามัญประจำบ้าน เป็นเม็ดแคปซูลที่ประกอบด้วยสมุนไพร 8 ชนิด และรักษาร่างกายให้อบอุ่น

ปวดหลัง : ใช้ลูกประคบอุ่น ๆ มาประคบที่หลัง นวดเบา ๆ ไม่ควรนวดแรง ๆ เพราะอาจเกิดอาการเกร็งและส่งผลถึงเด็กในท้องได้ หรืออาจทาน้ำมัน ทายาหม่อง ที่ให้ความร้อนก็ใช้ได้เหมือนกัน

ไอ/จาม : ให้ดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำขิง โดยให้จิบบ่อย ๆ ก็จะช่วยลดอาการไอ และเสมหะที่เหนียวเกาะก็จะลดลง โดยน้ำขิงนั้นไม่จำเป็นต้องใส่น้ำตาล เพราะจะหวานเกินความจำเป็นสำหรับแม่ท้อง

เจ็บคอ : ดื่มน้ำอุ่นเยอะ ๆ หรืออาจใช้ยาอมมะแว้ง หรือมะนาว ซึ่งจะมีอยู่ในมื้ออาหารอยู่แล้ว เพียงแต่อาจต้องกินเยอะขึ้น

แต่หากอาการหวัดของคุณแม่ท้องเป็นหนักและเป็นนาน ก็ควรไปพบคุณหมอ เพราะอาจจะต้องได้รับยา ซึ่งต้องให้คุณหมอดูแลต่อไปค่ะ


บทความโดย : กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

ขับรถตอนท้องแก่ได้ไหม

เวิร์กกิ้งมัมคนไหนต้องขับรถไปทำงานเองจนถึงไตรมาสสุดท้าย เรามีเทคนิคดีๆ มาฝาก

1. ปรับเบาะที่นั่งให้ถอยไปข้างหลัง

เพื่อเพิ่มที่พื้นให้มากขึ้น เท้าจะได้เหยียบคันเร่งและเบรคได้สะดวก ถ้าพวงมาลัยของคุณปรับความสูงได้ ก็ปรับให้พวงมาลัยสูงขึ้นไปอีกนิด จะได้ไม่กดพุงโตๆ ที่ยื่นออกมา

2. ไม่ประมาท

ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น แรงกระแทกอาจเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่และเจ้าตัวเล็ก แม่ท้องต้องขับรถอย่างมีสติ ไม่ขับรถเร็วเกินไป หลีกเลี่ยงการขับรถในทัศนวิสัยไม่ดี

3. ตรวจดูความพร้อมของยานพาหนะ

ไม่ว่าจะเป็นยางหรือเบรกอย่างสม่ำเสมอ

4. คาดเข็มขัดนิรภัย

ให้เรียบร้อยทุกครั้งที่ขึ้นรถ

5. ปรึกษาสูติแพทย์หากต้องขับรถระยะไกล

ระยะไกลคือต้องใช้เวลาขับรถมากกว่า 1 ชั่วโมง ถ้าคุณหมออนุญาตก็ควรวางแผนการเดินทางให้ดี แวะพักทุก 1-2 ชั่วโมงในจุดที่ปลอดภัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอ

6. ถ้าปวดท้องคลอด ห้ามขับรถไปโรงพยาบาลเองเด็ดขาด

ไม่ว่าคุณจะขับรถเก่งแค่ไหน หรือขับรถบ่อยเพียงใด ก็ห้ามขับรถไปโรงพยาบาลเองตอนเจ็บท้องคลอด ถ้าไม่มีใครขับรถพาไป ก็ใช้บริการรถแท็กซี่หรือเรียกรถพยาบาลจะปลอดภัยกว่ามาก

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

วิ่งออกกำลังกายอย่างไร ปลอดภัยทั้ง 3 ไตรมาส

คำเตือนอย่างแรกสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่คิดจะวิ่งออกกำลัง คือ ต้องไม่หักโหมจนเกินตัว เพราะนอกจากเสี่ยงที่จะลื่นล้มแล้ว ยังทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายรับภาระมากเกินไป สำหรับช่วงนี้ การวิ่งเหยาะๆ หรือวิ่งจ็อกกิ้งจึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ส่วนข้อควรระวังอื่นๆ ลองตามมาดูกันทีละไตรมาสเลยดีกว่า

ไตรมาสที่หนึ่ง

ปรึกษาสูติแพทย์ประจำตัวให้แน่ใจเสียก่อนว่า คุณไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ควรงดออกกำลังกาย เช่น ภาวะแท้ง หรือแท้งคุกคาม ฯลฯ ใส่รองเท้าผ้าใบและเสื้อชั้นในแบบสปอร์ตบราที่เหมาะกับการวิ่ง และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งก่อนวิ่ง ระหว่างวิ่ง และหลังวิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกลดน้อยลง

ไตรมาสที่สอง

ตอนนี้ศูนย์ถ่วงร่างกายจะเริ่มเปลี่ยน เนื่องจากน้ำหนักของครรภ์ดึงมาทางด้านหน้า เพิ่มความเสี่ยงที่จะหกล้มหรือลื่นไถลมากขึ้น ควรวิ่งบนพื้นราบ (ที่ไม่ลื่นหรือมีน้ำขัง) เท่านั้น กรณีที่กำลังจะลื่นล้ม พยายามเบี่ยงตัวให้ล้มไปทางด้านข้าง หรือใช้มือยันพื้นไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าท้องถูกกระทบกระแทกให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการวิ่งตามลำพัง หรือวิ่งในที่ที่ไม่มีคนอยู่โดยรอบ หากเกิดกรณีฉุกเฉินจะหาคนช่วยไม่ได้

ไตรมาสที่สาม

เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นอีก 2 เท่า หากรู้สึกเหนื่อย ควรหยุดพักทันที ช่วงนี้คุณแม่ที่วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำอาจรู้สึกว่า ตนเองวิ่งได้ช้าลง เปลี่ยนมาออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วๆ อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

เมื่อแม่ท้องต้องรับมือ “โรคลมแดด”

ช่วงหลังๆ ประเทศไทยเราต้องเผชิญกับผลจากภาวะโลกร้อน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้น อาการที่เริ่มพบเห็นกันได้บ่อยก็คือ โรคลมแดด (Heatstroke) ซึ่งจะเกิดเมื่อร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ

ยิ่งถ้าเป็นแม่ท้อง ร่างกายจะเผาผลาญอาหารได้ดีกว่าคนทั่วไปถึง 20% อากาศร้อนจัดอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ความดันต่ำ ฯลฯ หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาการจะหนักขึ้น จนกลายเป็นเพ้อ ชัก ไตล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อค และเกิดลิ่มเลือดอุดตันจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ป้องกัน + รักษา อย่างไร?

  1. หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจ้าในวันที่อากาศร้อนจัด
  2. ดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนออกจากบ้าน หากต้องอยู่ในที่ที่อากาศร้อนเป็นเวลานานควรจิบน้ำบ่อยๆ แม้จะไม่รู้สึกกระหาย
  3. ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เช่น เสื้อผ้ารูปทรงโปร่งๆ ที่ทำจากผ้าฝ้าย
  4. หากมีอาการผิดปกที่เป็นสัญญาณของโรคลมแดด ควรรีบเข้าที่ร่ม นอนราบ และยกเท้าสูง คลายเสื้อผ้าให้หลวม แล้วใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามศีรษะ ซอกคอ รักแร้ หากมีอาการรุนแรง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock