แม่ท้องรับมืออาการ ติดเชื้อในทางเดินอาหาร

อากาศร้อนๆ ทำให้อาหารเสียง่าย แถมเชื้อโรคก็แบ่งตัวได้เร็วขึ้น ว่าที่คุณแม่จึงอาจมีอาการท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษได้ในช่วงฤดูร้อน

 

อาการท้องเสียหรืออาเจียนก็เป็นกลไกของร่างกายที่จะขับของเสียออกมา ปกติแล้วอาการเหล่านี้มักจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง หรือเรื้อรังไม่เกิน 3 วัน จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหากับการตั้งครรภ์ เพียงแต่คุณแม่ต้องระมัดระวังภาวะร่างกายขาดน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตราย และถ้ามีอาการนานกว่า 48 ชั่วโมง มีสัญญาณของอาการขาดน้ำ หรือมีไข้สูง ควรไปพบแพทย์ทันที

 

ป้องกัน + รักษา อย่างไร

 

  1. ห้ามกินยาหยุดถ่ายเด็ดขาด การหยุดถ่ายทันทีอาจทำให้เชื้อโรคยังค้างอยู่ในร่างกาย ควรรอให้อาการหายเอง ระหว่างนี้ควรจิบน้ำเกลือแร่ และดื่มน้ำสะอาดทุกๆ 15 นาที ถ้าเบื่อแล้วอาจเปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้หรืออมน้ำแข็งก็ได้

 

  1. กินอาหารทันทีที่ความอยากอาหารกลับมา เพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป ควรกินอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย รวมถึงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว หรือขนมปัง เลี่ยงอาหารมันๆ อาหารรสจัด หรืออาหารที่มีกากไยมาก

 

  1. หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ

 

  1. รักษาความสะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ ก่อนและหลังทำอาหาร และทำความสะอาดชักโครก ที่รองนั่ง และปุ่มกดชักโครกด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อบ่อยๆ

 

  1. ป้องกันการติดเชื้อในบ้าน ทุกคนในครอบครัวควรมีผ้าเช็ดมือ และผ้าเช็ดตัวเป็นของส่วนตัว ไม่ใช้ปะปนกัน

 

ที่มา: กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

การนอนหลับของคนท้อง

10 เคล็ดไม่ลับ ช่วยการนอนหลับของคุณแม่ท้อง

การนอนหลับของคนท้อง นั้นเป็นเรื่องจำเป็นต่อสุขภาพมาก โดยเฉพาะการนอนหลับที่เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ และในบางวันก็ต้องการงีบหลับบ้างในตอนกลางวัน แต่คนท้องมักนอนหลับยาก หรือนอนไม่หลับ ว่าที่คุณแม่ท่านใดไม่เคยทราบว่าทำอย่างไรจึงจะนอนหลับเต็มอิ่ม AMARIN Baby & Kids มีวิธีง่ายๆ มาให้ได้ลองกันดังนี้ค่ะ

10 เคล็ดไม่ลับช่วย การนอนหลับของคนท้อง

  1. ดื่มน้ำสะอาด ระหว่างวันให้มาก แต่ไม่ควรดื่มน้ำและกินอาหารรสจัดในช่วง 2 ชั่วโมงก่อนนอน

การนอนหลับของคนท้อง

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  ระหว่างวัน แต่ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน เพราะร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนซึ่งอาจส่งผลให้นอนไม่ได้หลับได้

shutterstock_290866949

  1. ลดความเครียดและความกังวล

shutterstock_153265193

  1. ลด/งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม แล้วเลือกดื่มนมอุ่นๆ หรือชาผลไม้แทน

ความกังวลของแม่ท้อง

  1. ผ่อนคลาย อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือเล่มโปรด และสวดมนต์ก่อนนอน

shutterstock_52133623

อ่านเรื่อง “10 เคล็ดไม่ลับช่วย การนอนหลับของคนท้อง ” คลิกหน้า 2

บีบี ซีซี ไพรเมอร์ รองพื้น ใช้ยังไง ใครรู้ ช่วยบอกที!!

ใครเคยเป็นแบบนี้บ้าง หลังจากทาครีมกันแดดเสร็จแล้ว สมองจะเกิดอาการว่างเปล่าขึ้นมาทันทีว่า ต่อจากนี้เราควรใช้อะไรดีล่ะ ระหว่าง รองพื้น เบส ไพรเมอร์ บีบี และ ซีซีครีม จะหยิบจับตัวไหนก็ลังเลใจ กลัวเนียนใสไม่ตรงจุด เพื่อให้เคลียร์ว่าใช้แล้ว “ เด้ง “ ไม่มี “ ดับ “ เราขอแบ่งประเภทตามปัญหาผิวของแต่ละคนเลยว่า ถ้าผิวหน้าเราเป็นแบบนี้ ต้องเลือกขวดไหน ถึงจะเอาอยู่

Problem # 1 อยากปกปิดสารพัดรอยบนใบหน้า ทั้ง จุดด่างดำ สิว ฝ้า กระ และรอยหมองคล้ำ

Choose : รองพื้น (Foundation) ที่นอกจากปกปิดปัญหาดังกล่าวได้มิดชิดแล้ว ยังปรับสีผิวให้เรียบเนียน แถมทำให้แป้งฝุ่น และเครื่องสำอางติดทนด้วย สำหรับรองพื้นมีให้เลือกเยอะมาก แต่ฮอตฮิตที่สุด ต้องยกให้ตัวนี้ Liquid Foundation รองพื้นชนิดน้ำ เหมาะกับทุกสภาพผิวและมือใหม่หัดใช้เพราะเกลี่ยง่าย แต่ปกปิดได้ไม่ดีนัก

Problem # 2 มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง มีหลุมสิว ผิวไม่สม่ำเสมอ ทารองพื้นไม่ค่อยติด

Choose : เบสรองพื้น (Primer) ด้วยความที่เนื้อเป็นซิลิโคน ใส ไม่มีสี จึงช่วยปกปิดรูขุมขนได้ดี และสามารถลงรองพื้นตามได้ง่าย โดยไม่มีปัญหาหน้าแตกลายจากรองพื้นและแป้งที่เข้าไปตกอยู่ตามร่องต่างๆบนใบหน้า

Problem # 3 อยากปกปิดริ้วรอย และรอยสิว ให้ใบหน้าเรียบเนียน

Choose : BB Cream (Blemish Balm) เป็นการมิกซ์ เบส รองพื้น ครีมกันแดด และสารบำรุงต่างๆ เข้าด้วยกัน เนื้อครีมเกลี่ยง่าย และดูเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่ปกปิดได้ไม่ดีนัก เพราะเน้นการปรับสภาพสีผิวให้หน้าเนียนใส โดยปรับได้ทุกสีผิว เมื่อตบแป้งตามก็ติดทน ดูสวยใสเป็นธรรมชาติในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องหลายขั้นตอน

Problem # 4 สีผิวไม่สม่ำเสมอ สีผิวซีด และมีรอยแดง

Choose : CC Cream (Color Correcting) ช่วยปรับสีผิวด้วยเม็ดกระจายแสงที่ผสมอยู่ในตัวครีม ใครที่ผิวมีรอยแดง ผิวซีด หรือ สีผิวดูไม่สม่ำเสมอ ซีซีครีมจะช่วยปรับให้ผิวดูเป็นธรรมชาติได้ สำหรับเนื้อของซีซีครีมจะเป็นสีขาว เมื่อนวดลงบนผิวแล้วเกลี่ย เนื้อครีมจะเปลี่ยนสีเป็นสีเนื้อบางเบา

Problem # 5 ผิวหน้าไม่มีปัญหา แค่อยากให้ดูกระจ่างใส

Choose : Make up base ช่วยปรับสภาพสีผิวให้กระจ่างใส สามารถใช้แทนรองพื้นได้เลยถ้าผิวหน้าสุขภาพดีอยู่แล้ว เบสมีให้เลือกหลายสี สีขาว สร้างประกายให้ใบหน้าดูเปล่งปลั่ง เหมาะสำหรับการทำ ไฮไลท์ และปกปิดรอยคล้ำหรือรอยดำใต้ตา สีม่วง ปรับสีผิวขาวเหลืองที่ดูซีด ให้ดูอมชมพู สีเขียว ช่วยซับแสงให้รอยแดงที่อักเสบจากสิว ดูจางลง สีฟ้า ปกปิดพวกฝ้า กระ และเพิ่มความสว่างใสให้คนผิวคล้ำ สีเหลือง ปรับสีรองพื้นให้ใกล้เคียงกับผิวมากที่สุด เหมาะสำหรับคนผิวเหลือง สีบรอนซ์ ทำให้คนผิวสีแทนดูเปล่งปลั่ง มีประกายมากขึ้น

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

Tags

ลูกตัวใหญ่แต่อยากคลอดธรรมชาติ ได้หรือไม่

ถ้าหากลูกในครรภ์ของว่าที่คุณแม่แลดูตัวใหญ่ จะคลอดธรรมชาติได้ไหม ยากแค่ไหนกันนะ?

การที่คุณแม่คิดว่าลูกตัวใหญ่นั้น เราอาจต้องประเมินน้ำหนักของลูกกันก่อนนะคะว่าเท่าไร จากนั้นมาตรวจภายในประเมินขนาดเชิงกรานของคุณแม่ว่าจะคลอดได้ไหม ถ้าลูกตัวใหญ่แต่คุณแม่เป็นคนตัวสูง เชิงกรานกว้างและมีประวัติของการคลอดธรรมชาติมาแล้ว ก็จะคลอดธรรมชาติได้ แต่ใช้เวลาช่วงรอคลอดนานกว่า 8-10 ชั่วโมง

ถ้าเป็นการคลอดท้องแรก ลูกตัวใหญ่ คุณแม่ตัวสูง 150-155 เซ็นติเมตร เชิงกรานค่อนข้างเล็ก การฝืนคลอดเองตามธรรมชาติอาจจะมีอันตรายต่อลูกได้ เช่น ภาวะติดไหล่ คือศีรษะเด็กคลอดได้ แต่ลำตัวและหัวไหล่ติด การดึงให้ลำตัวคลอดจะทำให้เกิดอันตรายต่อเส้นประสาทที่หัวไหล่ แต่ก็สามารถรักษาชีวิตลูกไว้ได้ กับภาวะที่ช่องคลอดของคุณแม่ต้องมีการฉีกขาดมากกว่าปกติ เกิดการเสียเลือด หรือการฉีกขาดไปถึงทวารหนักได้ ดังนั้นการประเมินว่าลูกตัวใหญ่จะคลอดธรรมชาติได้ไหม คลอดยากหรือง่าย ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ของสูติแพทย์ และความพร้อมของสถานพยาบาลที่ต้องพร้อมจะรับการผ่าตัดคลอดแบบฉุกเฉินด้วย

 

บทความโดย: นต. พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ภาพ: shutterstock

ลูกดื้อตาใส…พ่อแม่ยิ่งแรง จอมซนยิ่งร้าย

ช่วงวัยนี้ลูกยังคงความดื้ออยู่ แต่ดีกรีจะน้อยกว่าตอนเล็กกว่านี้ที่เคยหัวฟัดหัวเหวี่ยงมาออกสไตล์ดื้อเงียบมากกว่า ทั้งนี้การดื้อของเด็กแต่ละคนมีไม่เท่ากัน หากฝึกวินัยมาไม่ดีจะรู้สึกว่าลูกดื้อมาก เพราะยิ่งทำอะไรตามใจตัวเองมากขึ้น และจะเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนและทักษะสังคมด้วย มีพฤติกรรมอะไรให้ต้องขบคิดก่อนหงุดหงิดบ้างมาดูกันนะ

 

กิจกรรมมากขึ้น รักษาเวลากิจวัตรไม่ได้

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากวัยเตาะแตะและวัยอนุบาล ถ้าฝึกวินัยได้ดีช่วงวัยนี้ก็จะเป็นการฝึกให้พร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้นในช่วงวัยประถม แต่ถ้าวินัยยังไม่เข้าที่ก็ยังฝึกต่อไปได้ โดยควรตกลงตารางเวลาและกิจกรรมให้ชัดเจน และให้ลูกมีส่วนร่วมช่วยกำหนดกิจกรรมในตาราง ทั้งกิจวัตรประจำวัน เวลาทำการบ้าน จัดกระเป๋านักเรียน ช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ และเวลาเล่นทั้งเล่นนอกบ้าน เล่นในบ้าน และเล่นเกมเมื่อตกลงกันแล้ว พ่อแม่มีหน้าที่กระตุ้นไปตามตาราง ถ้าเขาทำได้การให้รางวัลยังเป็นวิธีส่งเสริมที่ดี ทำไม่ดีก็ไม่ได้อะไร หลีกเลี่ยงการสั่งเพื่อลดการต่อต้าน

 

สนใจไอทีมาก บอกให้เลิก มักหูทวนลม

ดีที่สุดต้องมีกฎกติกากัน เช่น เล่นเกม ดูทีวี ได้วันไหนบ้าง วันละเท่าไหร่ ถ้าไม่ทำผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เมื่อต้องเตือนเมื่อถึงเวลา ไม่ควรใช้วิธีพูดลอยๆ ให้นั่งตรงหน้าลูกและพูดกันดีๆ ชัดๆ

 

สนใจสังเกตเรื่องการเรียน

เพราะเป็นช่วงวัยที่พ่อแม่จะเริ่มสนับสนุนเรื่องการเรียนพิเศษทั้งวิชาการและทักษะต่างๆ “พ่อแม่ควรชั่งน้ำหนักประโยชน์กับต้นทุน เช่น ประโยชน์ลูกได้ประโยชน์ตรงเรียนดีขึ้นแต่ต้นทุนคือลูกเหนื่อย เครียดมาก ดูไม่มีความสุขเลย อย่างนี้คุ้มหรือไม่ควรผ่อนลงมาหรือเปล่า แต่ถ้าไม่เรียนอะไรเลยมีความสุขมากแต่เรียนไม่ทัน ตรงนี้ก็จะใส่ความทุกข์เพิ่มไปให้เขาบ้างหรือเปล่า”

 

วัยประถมดื้อแค่ไหน วัดได้จากพ่อแม่

คุณหมอให้ข้อสังเกตว่า “ลูกวัยนี้ที่โตขึ้น พูดกันรู้เรื่องกันมากขึ้น แต่หากเขายังดื้ออยู่อาจเป็นสิ่งที่สะท้อนการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่ในช่วงนั้น เช่น ถ้าเพิ่มดีกรีความจู้จี้ ขี้บ่น ใจร้อนในการเลี้ยงลูกหรือเปล่า เพราะเด็กวัยนี้มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นอีกนิด ถ้าเข้มงวดหรือบังคับเขามากขึ้น เขาก็ต่อต้านเราเยอะขึ้นได้เหมือนกัน” ลองสังเกตดูว่าโดยปกติลูกดื้อขนาดนี้รึเปล่า ถ้าก่อนหน้านี้ไม่เคยแต่ตอนนี้ชักเปลี่ยนไป เป็นไปได้ว่าอาจต้องกลับมาดูที่พ่อแม่นี่แหละ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เตรียมความพร้อมของวัยอนุบาลที่พ่อแม่ควรรู้

1. ความรู้ที่เกี่ยวกับพัฒนาการของสมอง กับความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ เช่น เด็กอนุบาลเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ถ้านำมาเปลี่ยนเป็นบทเรียน ตัวอย่างที่ชัดมาก คือ เรียนเรื่องผลไม้ เราควรให้เด็กเห็นผลไม้จริง เขาจะได้ใช้ตามองเห็นความแตกต่าง ได้ใช้ลิ้นสัมผัสรสชาติที่แตกต่าง ใช้จมูกสัมผัสกลิ่นที่แตกต่าง หรือแม้แต่ใช้หูฟังเสียงจากการตกกระทบที่แตกต่าง ไม่ว่าจะใช้ประสาทสัมผัสใด ข้อมูลที่ผ่านประสาทสัมผัสนั้นจะเข้าสู่สมองผ่านกระบวนการแปลข้อมูลและเข้าไปเป็นความจำระยะสั้นก่อน ต่อเมื่อเกิดการทำซ้ำบ่อยๆ จะกลายเป็นความจำระยะยาว เป็นต้น

พ่อแม่ส่วนหนึ่งอาจคิดว่าให้ลูกเรียนรู้จากบัตรคำก็น่าจะได้เหมือนกัน แต่ลูกจะได้เห็นแค่ภาพและได้ยินคำศัพท์ ไม่ได้เรียนรู้ครบทั้งห้าประสาท นั่นก็หมายความว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจช่องทางการเรียนรู้ของลูก เป็นต้น

 

2. อีกเรื่องหนึ่ง จากการศึกษาวิจัยพบว่า คนเราจะเรียนรู้ 4 ทักษะไปพร้อมกัน ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน พร้อมกับเรียนจากประสบการณ์ตรง ดังนั้น ถ้าจะให้เด็กได้ฝึกทักษะทั้งสี่ โดยใช้บัตรคำก็ทำได้ แต่จะต้องเป็นคำที่เด็กคิดเอง

เมื่อนำมาเปลี่ยนเป็นบทเรียนแนวเตรียมความพร้อม คุณครูจะถามว่าเด็กอยากรู้คำไหน เช่น จะได้คำตอบว่า เขาอยากรู้คำว่า “หนูรักพ่อ” สังเกตว่าคำที่เด็กๆ อยากรู้จะเป็นคำที่มีความหมายกับตัวเขา เพราะอยากเขียนการ์ดให้พ่อ และด้วยความรู้ที่ว่าคนเราเรียนรู้ทักษะฟัง พูด อ่าน เขียนไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นการเรียนแนวเตรียมความพร้อมครูจะยังไม่บอกเด็กว่าสะกดยังไง แต่ครูจะเขียนคำนี้ให้เด็กดู และอาจให้เขาเขียนทับคำที่ครูเขียนไว้ เด็กก็จะได้เรียนรู้ไปทั้งประโยคอย่างนี้เลย

พ่อแม่สังเกตได้ว่าการเตรียมความพร้อม จะไม่มีการให้เด็กจดจำพยัญชนะ ตัวอักษร สระใดๆ เพราะการจดจำตรงๆ ถือเป็นการจำที่สลับซับซ้อน เด็กต้องโตพอสมควรแล้วจึงจะจำได้เพราะเข้าใจกฎเกณฑ์ของการเขียนต่างๆ ซึ่งก็ต้องเป็นเด็กประถม 1 ไปแล้ว ไม่ใช่เด็กอนุบาล

 

3. อีกตัวอย่างที่ชัดเจน คือ เด็กจะเขียนได้ต้องมีกล้ามเนื้อมัดเล็กที่แข็งแรง และเข้าใจถึงความหมายของคำ เด็กควรอ่านเขียนได้ตามพัฒนาการของเขา สำหรับอนุบาลเราแค่เขียนคำไว้ แล้วให้เด็กมาเขียนทับคำนั้น โดยยังไม่คำนึงถึงการเขียนที่ถูกหรือถ้าเด็กมาบอกเราว่า “ช่วยเขียนคำว่าพ่อให้หน่อยค่ะ/ครับ” ก็ถือเป็นพัฒนาการการเขียนขั้นหนึ่งแล้ว เพราะเขาได้สื่อความคิดของตัวเองออกมาด้วยภาษาพูด

การสื่อความคิดในเด็กอนุบาลทำได้หลายแบบทั้งวาดรูป เล่นละคร หรือแสดงท่าทาง ดังนั้นเด็กอนุบาลจะเขียนสวยหรือไม่เราไม่สนใจ เราสนใจเนื้อหาที่เขาเขียน หรือพูดว่าเขาสื่อออกมาได้ตรงกับความต้องการของเขาหรือไม่ ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ การอ่านเขียนในชั้นอนุบาล จึงเน้นที่มีความหมายกับตัวเขา เช่น เด็กอนุบาลควรรู้ตัวสะกดชื่อของตัวเอง เพราะมีความหมายกับตัวเขา ถือว่าพอแล้ว ตัวอักษรอื่นจะตามมาเมื่อเขาพร้อม เป็นต้น

บทความโดย : ดร.วรนาท รักสกุลไทย

Tags

ชวนกัน ไปลั๊ลลาที่หัวหิน

ไม่ได้อยากจะเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานว่า หยุดทีไรก็ไป “ หัวหิน “ แต่ด้วยระยะทางที่สั้นแค่เพียง 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ จึงเป็นเรื่องง่ายที่หลายๆครอบครัวมักเลือกใช้ที่นี่ในวันพักผ่อน เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งแหล่งกิน แหล่งเที่ยว มีเพียบ แว่วๆว่าในอนาคตยังมีอีก ส่วนจะเป็นที่ไหนยังไงนั้น ปีหน้าได้เห็นกันแน่นอนแถวๆชะอำ สำหรับท่องเที่ยว “ หัวหิน “ เล่มนี้ เราพยายามเสาะหาที่เที่ยว ที่กินใหม่ๆมาแนะนำ แต่เดาว่าแต่ละที่ ที่เรานำเสนอครั้งนี้ จะต้องผ่านตา และผ่านลิ้นใครกันไปบ้างแล้วแน่ๆ ท่องเที่ยว + เรียนรู้

หมู่บ้านศิลปิน เปิดเวลา 10.00-17.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ โทร. 032-534-830

การเดินทาง : อยู่ห่างจากตัวเมืองหัวหินประมาณ 4 กิโลเมตร เลี้ยวเข้าซอยหัวหิน 70 ซึ่งเป็นเส้นทางออกไปถนนบายพาส มุ่งสู่วัดห้วยมงคลและน้ำตกป่าละอู

ถ้าใครชอบงานศิลปะ อยากให้ลองแวะไปที่นี่ หมู่บ้านศิลปิน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางด้านศิลปวัฒนธรรมของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เต็มไปด้วยศิลปะหลากหลาย จากศิลปินกว่า 19 ท่าน ที่นี่นอกจากจะมีหอศิลป์ สตูดิโอ และบ้านดินแสดงงานประติมากรรมดินเผาแล้ว ทุกๆวันเสาร์ยังมี ” ตลาดนัดงานศิลป์ ” อีกด้วย ซึ่งภายในงานมีทั้งศิลปะไว้โชว์ และเลือกซื้อ หรือจะลงมือทำเองก็ได้

ตลาดน้ำหัวหิน เปิดจันทร์ – พฤหัสบดี 9.30 น. – 19.30 น. ศุกร์ – อาทิตย์ 09.30น. – 20.00น. www.huahinfloatingmarket.com

การเดินทาง : อยู่ซอยหัวหิน 112 ตามเส้นทางไปอ.ปราณบุรี ซึ่งซอยนี้เป็นเส้นทางลัดที่ออกถ.บายพาส และวัดห้วยมงคลได้ด้วย

ตลาดน้ำหัวหิน ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช้อปปิ้งแห่งใหม่ของหัวหิน ที่เพิ่งเปิดได้เพียง 3-4 เดือน

ในบรรยากาศหัวหินย้อนยุคบนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ ตัวอาคารสีขาวแดงตกแต่งลายฉลุ ภายในมีร้านค้าหลากหลายมาก เพราะที่นี่มีกฏว่าขายของประเภทเดียวกันได้ไม่เกิน 2 ร้าน และทุกวันเสาร์-อาทิตย์จะมีการแสดงเพิ่มเติมด้วย

ตลาดจั๊กจั่น หรือ Cicada Market เปิดศุกร์-เสาร์ 16.00 – 23.00 น. และวันอาทิตย์ 16.00 – 22.00 น. ณ สวนศรี หัวหิน  http://www.cicadamarket.net

การเดินทาง : เขาตะเกียบ ด้านหน้าโรงแรมไฮแอทรีเจนซี่

ซิเคด้า มาร์เก็ต ถือเป็นตลาดศิลปะ และงานฝีมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในห้วงปีที่ผ่านมา เพราะด้วยสินค้าที่นำมามาออกร้านน่ารัก สวยงาม แปลกตา ภายใต้บรรยากาศสวนยามเย็น และยามค่ำ ทำให้ชื่อเสียงของตลาดแห่งนี้ขจรขจาย ที่นี่ทุกวันเสาร์จึงครึกครื้น คึกคัก มากเป็นพิเศษ นอกจากจะมีสินค้าให้เลือกซื้อ อาหารให้เลือกทานแล้ว ยังการแสดงดีๆบนเวทีกลางแจ้งให้เลือกชมอีกด้วย งานนี้ใครมีฝีมืองัดกันออกโชว์ได้ แม้จะเป็นมือสมัครเล่นก็ตาม

วิกหัวหิน โทร.032 827 814-5 www.vichuahin.com

การเดินทาง : ริมถนนเส้นที่มุ่งสู่ปราณบุรี จากหัวหินอยู่ฝั่งขวามือ หมู่บ้านหัวนา ต.หนองแก

มั่นใจเด็กไทยเกินล้าน ต้องการเรียนศิลปะที่นี่ เพราะวิกหัวหิน เป็นศูนย์ศิลปะครบวงจรของภัทราวดีเธียเตอร์ ประกอบด้วย โรงละครวิกหัวหิน โรงละครในร่มขนาด 300 ที่นั่ง โดมดอกไม้ โรงละครกลางแจ้งท่ามกลางสวน หมู่บ้าน Arts Camp ที่พักแบบประติมากรรมปูนปั้น (ขอบอกว่าน่ารักมาก แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย) และลาน Promenade ลานเอนกประสงค์สำหรับจัดการแสดง ซึ่งทุกวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีเวิร์คช็อปสอนงานศิลปะหลายแขนง ทั้งงานฝีมือ ดนตรี การเต้น การทำอาหาร และภาษาด้วย

หาดตะเกียบ หรืออ่าวตะเกียบ

การเดินทาง : ห่างจากตัวเมืองหัวหินมาทางทิศใต้ ประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที

เป็นหาดอีกด้านหนึ่งของเขาตะเกียบ ที่เรียบ และเงียบสงบ ซึ่งเหยียดยาวต่อกับสวนสนประดิพัทธ์ ชายหาดแห่งนี้อยู่ใกล้กับเกาะสิงห์โตซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือไปตกปลา สำหรับกิจกรรมบนหาด มีทั้งเรือบานาน่าโบ้ท ขี่ม้า และ กิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีม ใหม่ล่ามาแรง Kitesurf ทั้งหมดนี้มีพอเป็นน้ำจิ้ม ไม่ได้มากมายจนรกหาดเหมือนที่อื่น ยังคงความเป็นธรรมชาติ และความสวยงามอยู่เยอะมาก

บทความโดย : กองบรรณาธิการ

 

Tags

แอบบอกรักเจ้าตัวเล็กในทุกช่วงเวลา

การเรียนรู้ของเด็กคือการเล่น และเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของลูกน้อยก็คือคุณพ่อคุณแม่ กิจกรรมดีๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีโอกาสสื่อสาร และใกล้ชิดกับลูกน้อยมากยิ่งขึ้นในทุกช่วงเวลา มีอะไรบ้างมาดูกัน

1. Feeding time – เวลาทานข้าว คือเวลาที่ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า การมีอุปกรณ์ทานข้าวที่ช่วยให้ลูกน้อยร่วมโต๊ะอาหารได้ตั้งแต่แรกเกิด จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี และ เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น

2. Play time – การเล่น คือเวลาแห่งการเรียนรู้ของลูกน้อย การเลือกของเล่นที่เน้นการสื่อสาร 2 ทาง จะทำให้เวลาอยู่กับลูก เป็นเวลาคุณภาพที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้น

3. Outing time – สู่โลกกว้างแห่งการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้ของลูกไม่ได้หยุดอยู่แค่ในบ้าน การมีอุปกรณ์เรียนรู้นอกสถานที่แสนสบายและปลอดภัย จะช่วยให้ลูกน้อยเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

4. Exploring time – เพราะการเรียนรู้ของลูกไม่มีที่สิ้นสุด อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ลูกเรียนรู้โลกกว้างได้อย่างปลอดภัย

5. Bed time – เวลานอนคือช่วงเวลาสำคัญของลูก การมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้ลูกนอนหลับสนิทอย่างสบาย และ ปลอดภัย จะทำให้ลูกน้อยนอนได้เต็มอิ่มและสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เปลี่ยนคุณแม่ดูดีได้ใน 5 นาที

ก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมหนอ คุณแม่หลายๆคนทำไมถึงไม่ชอบทาครีมบำรุง หรือแต่งหน้ากัน ปล่อยให้ตัวเองดูโทรมทรุด มาถึงตอนนี้ ( มีลูกเป็นของตัวเอง) ก็ถึงบ้างอ้อว่าแค่จะทาครีมยังเหนื่อยและขี้เกียจเต็มทน เป็นอย่างนี้อยู่ 3 เดือนก็เริ่มเห็นใจสามีที่ควงศรีภรรยาลุคคนใช้ต่อไปไม่ไหว เลยหันกลับมาแต่งหน้าให้สดใส และใส่ใจตัวเองเหมือนเดิม ซึ่งก็พบว่าแค่ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ในแต่ละขั้นตอน ก็สามารถทำให้ใ บหน้าเราดูดีขึ้นได้ จริงๆนะ

 

ดูแลผิวสวยใน 5 นาที

1. ล้างหน้าให้สะอาด

2. ซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนู

3. ใช้โทนเนอร์เช็ดหน้า

4. ทามอยส์เจอร์ไรส์เซอร์

5. ทาครีมกันแดด

 

วิธีทาครีมกันแดด

1.เทครีมกันแดดลงบนฝ่ามือประมาณเหรียญ 10 บาท

2. แต้มครีมกันแดดเป็นจุดๆบนใบหน้า

3. เกลี่ยครีมกันแดดออกไปด้านข้างๆ อย่าทาวนเป็นวงกลมหรือถูไปมา สารกันแดดที่อยู่ในครีมกันแดดอาจกระจายตัวไม่ทั่วใบหน้า

 

ซ่อนดวงตาหมองคล้ำใน 3 นาที

ชุบกระดาษทิชชู่ด้วยน้ำเย็น แล้วแปะไว้ที่ตาแต่ละข้างเพื่อลดความบวม แล้วจากนั้นใช้คอนซีลเลอร์ที่มีสว่างกว่าผิวเล็กน้อย เพื่อกลบรอยคล้ำใต้ตา

 

วิธีทามอยส์เจอร์ไรส์เซอร์รอบดวงตา

1. บีบมอยส์เจอร์ไรส์เซอร์ ให้มีขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว

2. ใช้นิ้วนางแตะเป็นจุดเล็กๆ ใต้ตา

3. แล้วใช้นิ้วนางเกลี่ยให้ทั่วบริเวณใต้ดวงตา แล้ววนเข้าหากันบริเวณเปลือกตา

 

แต่งหน้าไวใน 5 นาที

1. หลังล้างหน้าทาโลชั่นบำรุงผิว และครีมกันแดดเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมก่อนแต่ง

2. ทา tinted moisturizer (มอยส์เจอร์ไรเซอร์เจือสี) ลงบนผิวหน้าเล็กน้อย แล้วเกลี่ยให้เรียบเนียน

3. ยิ้มกว้างๆ เกลี่ยบลัชออนลงบนแก้ม

4. ใช้พัพทาแป้งฝุ่นให้ทั่ว

5. กรีดตาด้วยอายไลเนอร์แบบดินสอ

6. ปัดมาสคาร่า

7. ทาลิปมัน หรือ ลิปกลอสริมฝีปาก

 

Note : Tinted moisturizer คือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์เจือสี เป็นการผสมสีอ่อนๆที่ใกล้เคียงกับสีผิวของเรา ดีตรงที่นอกจากจะให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวแล้ว ยังช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนอีกด้วย เพราะเกลี่ยแล้วใบหน้าไม่ดูหนาจนเกินไป แถมยังปกปิดจุดด่างดำและรอยแผลจากสิวได้

 

วิธีเขียนอายไลเนอร์

1. มองกระจก แล้วแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย

2. จากนั้นมองลงล่าง

3. ถืออายไลเนอร์ให้ทำมุมเฉียงกับดวงตา

4. เริ่มจากหัวตา แล้วเขียนยาวไปจนถึงหางตา

วิธีปัดมาสคาร่า

1. ลืมตากว้างๆเหมือนตอนดัดขนตา เงยคางขึ้นเล็กน้อย จะได้มองเห็นชัดๆ

2. ถือแปรงมาสคาร่าให้ชิดแนวขนตาบน

3. ค่อยๆช้อนแปรงปัดขนตาขึ้น หากมาสคาร่าติดเป็นก้อนลองขยับแปรงไปทางซ้ายขวาสลับกันดู

4. ให้ปัดซ้ำอีกครั้ง ให้ขนตาดูหนาขึ้น

5. อย่าลืมปัดขนตาล่างด้วย ตาจะได้ดูกลมโต

Note : มาสคาร่ามีทั้งแบบกันน้ำ และไม่กันน้ำ สำหรับคนไทยใช้มาสคาร่าแบบกันน้ำดีกว่า


บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

 

เย้ จบอาการแพ้ท้องแล้ว วู้ฮู้

เหนื่อยมามากกับไตรมาสแรกอันแสนอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า เมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาสที่สอง เหมือนหนังคนละม้วน อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อยากกินอะไร อยากทำอะไร ทำได้หมด เพราะอาการแพ้ท้องค่อยจางหายไปแล้ว แต่ขอแนะนำอย่าเอ็นจอยกับอาหารมากจนเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพแม่และลูกในระยะยาวได้ ต้องควบคุมปริมาณแคลอรี่ และสารอาหารให้อยู่ มีกินตามใจปากได้บ้าง สักชิ้นสองชิ้นไม่ว่ากัน

สำหรับประเภทอาหารที่อยากให้แม่ท้องให้ความสำคัญ คือ โปรตีน กรดโฟลิก และธาตุเหล็ก เพราะเป็นช่วงที่ลูกน้อยต้องสร้างอวัยวะสำคัญหลายอย่าง ซึ่งทั้งสามชนิดนี้พบมากในพืชผัก ผลไม้ ถั่ว และเนื้อสัตว์ นอกจากกลุ่มสารอาหารที่เราต้องคำนึงถึงแล้ว วิธีการปรุงก็สำคัญ ควรเลือกต้ม นึ่ง อบ แทนการทอดหรือผัดดีกว่า นอกจากนี้อาหารที่ไม่สุกหรือไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ควรงดไปเลย เพราะมีแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อลูกในท้อง รวมไปถึงลดหวาน ลดเค็ม และลดการปรุงรสจัดจ้านด้วย การใส่ใจในการกินอาหารที่ดีมีคุณภาพส่งผลต่อร่างกายแม่ท้องคือ ช่วยลดอาการกรดไหลย้อน ท้องผูก เลือดลมถ่ายเทสะดวก ชวนให้สบายเนื้อสบายตัว เมื่อไหร่ที่ร่างกายสบาย ใจก็ไม่เครียด ไม่หงุดหงิด และแน่นอนลูกย่อมแข็งแรงทั้งกายและใจตามมา

 

สำหรับน้ำหนัก ในช่วงไตรมาสที่สองควรขึ้นไม่เกินสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม หากรวมทั้งตลอดการตั้งครรภ์แล้วก็ไม่ควรเกิน 11-15 กิโลกรัม วิธีควบคุมน้ำหนักง่ายๆ ก็แค่ลุกขึ้นมาเดินเล่น ชมนกชมไม้บ้าง ไม่นั่งหรือนอนเฉยๆ หลังกินข้าว นอกจากน้ำหนักไม่เกินแล้ว ร่างกายยังแข็งแรงอีกด้วยค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

คุณแม่มือใหม่เครียด… ฟังทางนี้เลยจ้า

สำหรับหญิงสาวที่กำลังจะเตรียมตัวเป็นคุณแม่ เชื่อว่าจะต้องตื่นเต้น กังวลกันทุกคน ฉันจะทำได้ไหมนะ ฉันจะเป็นแม่แบบไหน จะไหวไหมนี่ บางรายอาจเครียดจัดถึงขนาดไม่อยู่สุข ลองมาดูวิธีแก้ไขง่ายๆ ของเรากันค่ะ

วิธีที่ 1 ลองมองหาคุณแม่ที่คุณรู้จัก อาจเป็นเพื่อน เพื่อนบ้าน หรือคนในที่ทำงานก็ได้ ลองพูดคุย และไปดูว่าคุณแม่พวกนี้เขามีชีวิตอย่างไร ดูว่าเขาจัดการกับเบบี๋น้อยๆ อย่างไรบ้าง ยากง่ายแค่ไหน อะไรที่จำเป็นต้องทำ ศึกษาไว้แต่เนิ่นๆ คุณจะได้เตรียมรับมือทัน

วิธีที่ 2 อย่าแตกตื่น และนอนหลับให้เพียงพอ คุณแม่มือใหม่บางรายเครียดจนถึงกับนอนไม่หลับ ผุดลุกผุดนั่งทั้งคืน ไม่สบายตัวเลย จำไว้ว่าถ้านอนไม่พอ ร่างกายอ่อนเพลีย คุณจะยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม เพราะฉะนั้น หาอะไรสบายๆ ทำก่อนนอน ดื่มนมร้อนๆ อาบน้ำอุ่น ฟังเพลงเบาๆ และหลับให้ครบ 7 – 8 ชั่วโมง จะได้ผ่อนคลายร่างกายค่ะ

วิธีที่ 3 สนุกกับประสบการณ์ใหม่ๆ อย่าไปคิดว่าไม่สบายตัวเลย รู้สึกกังวล เครียด แย่ไปหมดแล้ว จะทำยังไงดี ขอให้คิดว่ามันคือประสบการณ์ใหม่ๆ ของชีวิตที่คุณโชคดีที่ได้ลอง ทำให้คุณได้ฝึกตัวเอง ทั้งความอดทน และความมีสมาธิ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีของการโตเป็นผู้ใหญ่เลยล่ะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ที่มาภาพ : Shutterstock

เทคนิคขั้นเทพ ฝึกลูกเหลือเก็บเงินค่าขนม

ส่วนใหญ่คุณแม่ให้เงินค่าขนม ลูกวัยประถม (8-10 ปี) ไปบริหารจัดการเองกันแล้วใช่ไหมคะ … แต่ปัญหาคือ ให้ไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยเหลือเก็บ แถมยังมาขอเงินเพิ่มอีกด้วย ได้เวลาฝึกทักษะบริหารจัดการขั้นก้าวหน้าจากคำแนะนำของเราค่ะ

  • ซื้อได้แต่ออกคนละครึ่งนะ “เพื่อให้ฉุกคิดก่อนซื้อ”

หากลูกออดอ้อนขอให้ซื้อของราคาแพงและดูแล้วว่าลูกอยากได้จริงๆ คุณแม่ก็ตกลงกับลูกได้ค่ะแต่คุณให้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น อีกครึ่งลูกต้องเก็บเงินเอง วิธีนี้นอกจากจะไม่เป็นการทำลายความหวังของลูกให้เขาเกิดอาการงอนสะบัดแล้ว ยังฝึกให้เขาได้คิดก่อนซื้อด้วยค่ะ เพราะต้องใช้เงินของตัวเองด้วยครึ่งหนึ่งนั่นเอง

  • พาลูกเปิดบัญชี

การเปิดบัญชีเงินฝากถือเป็นการเตรียมอนาคตที่ดีให้ลูกในทางหนึ่ง แนะนำว่า ควรให้ลูกได้มีบัญชีเงินฝากที่เขาเก็บออมด้วยตัวเอง เพราะเมื่อได้ออม เขาจะได้เห็นจำนวนเงินในบัญชีที่เพิ่มมากขึ้นและได้รู้จักดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาเป็นรางวัลจากความพยายามของตัวเองแม้จะเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยแต่คุณให้กำลังใจลูกได้ว่า เงินจำนวนนี้จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขามีเงินออมมากกว่านี้ (ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง)ความภาคภูมิใจจะทำให้ลูกพากเพียรอดออมต่อไปนั่นเอง

  • ถึงไม่ใช่เงินก็ออมได้นะ

มีของมากมายให้ลูกฝึกออมเช่น เก็บถุงพลาสติกไว้ใช้ซ้ำ ออมน้ำออมไฟ ใช้พลังงานแต่น้อย แม้จะไม่ใช่การออมเงิน แต่การออมสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยครอบครัวประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้านและยังถือเป็นการออมเพื่อส่วนรวมและสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย ภารกิจการออมนี้แสนยิ่งใหญ่คุณแม่สามารถบอกเล่าให้ลูกรู้สึกภูมิใจได้เลยค่ะ

  • รู้จักเก็บเพื่อให้

หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าการบริจาคนั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเสื้อผ้าข้าวของที่ไม่ใช้แล้ว หรือการบริจาคเงินออมบางส่วน การบริจาคเป็นการปลูกฝังนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ลูกน้อย แถมยังฝึกให้ลูกน้อยรู้จักวางแผนจัดการทั้งเงินและของใช้ของตัวเองไปในตัวด้วย

  • แบ่งปันเพื่อความคุ้มค่า

การแบ่งปันบางครั้งทำให้เราได้บางสิ่งตอบแทนกลับมา เช่น หากคุณแม่แนะนำให้ลูกและเพื่อนๆ ซื้อขนมคนละชนิดมาแบ่งกันกิน ทุกคนก็จะได้กินขนมหลากหลายโดยไม่ต้องซื้อขนมมากมายให้เปลืองสตางค์ หรือแบ่งเสื้อผ้าใส่ระหว่างพี่น้อง เขาก็จะได้เสื้อผ้าสวยๆ ใส่ไม่ซ้ำโดยไม่ต้องซื้อเพิ่มมากมายเลย


บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกชอบเล่นเกม แต่เรียนดีไม่มีตก มีอะไรต้องห่วงไหม?

Q : ลูกเริ่มเล่นเกมตั้งแต่อนุบาล 2 ตอนนี้อยู่ป.5 แล้ว ยังเล่นเป็นประจำ เรื่องการเรียนก็ไม่เสีย และไม่ได้กระทบกับชีวิตด้านอื่น แต่พ่อแม่ยังต้องเตือนให้หยุดตามเวลาที่ตกลงกัน ส่วนใหญ่ก็หยุด แต่มีขอต่อเวลาเสมอ หลายคนบอกว่า อย่างนี้ก็ไม่น่าห่วงอะไร แต่บอกตรงๆ ผมไม่มั่นใจครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป จะหวังได้หรือไม่ครับว่าลูกจะรอดจากผลกระทบของการเล่นเกม

หากมั่นใจว่าไม่เสียการเรียนและไม่กระทบชีวิตด้านอื่นๆ ก็น่าจะสบายใจได้ แต่ผมมีคำถามว่า “จริงหรือเปล่า” หากการเรียน มีความหมายเพียงว่าทำเกรดได้ดีก็พอ ก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไร แต่ในศตวรรษใหม่ที่ลูกของเราจะเติบโตขึ้นอยู่ร่วมสังคมและแย่งงานกับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทั่วทั้งอาเซียน ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงคนจีนอีกเศษหนึ่งส่วนสี่ของโลก กำลังจ่อปากประตูบ้านเราเช่นนี้ การเรียนแล้วทำเกรดได้ดีไม่มีความหมายอะไรเลย

เราควรทำให้มั่นใจได้ว่าลูกของเราเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนรู้ และมีความสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนตลอดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี หากเด็กเสียเวลากับการเรียนตามหลักสูตรบ้านเราที่ไม่มีประโยชน์และหมดเวลาอีกส่วนหนึ่งไปกับเกมที่แม้จะกระตุ้นทักษะบางอย่างอยู่บ้างแต่ก็ไม่รอบด้าน เวลาที่เหลืออยู่ในแต่ละวันก็น่าจะลดลง นั่นคือเวลาที่เราควรพาเด็กไปเรียนรู้ด้วยตนเองในสถานที่ต่างๆ ที่โรงเรียนและเกมให้ไม่ได้ หากปล่อยไปจนจบมหาวิทยาลัยก็จะสายเกินไป

ส่วนชีวิตด้านอื่นๆ แปลว่าอะไร หากแปลว่ายังคงเป็นเด็กดี สุภาพเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ก้าวร้าวกับพ่อแม่เมื่อบอกให้หยุดเล่นเกม ไม่พัวพันกับอบายมุขอื่นๆ ที่แฝงมาในเครื่องและในเกม เพียงเท่านี้ผมก็จะเตือนว่ายังไม่พออีกครั้งหนึ่ง ชีวิตด้านอื่นๆ ควรหมายถึงการมีทักษะชีวิตที่ดีด้วย

ทักษะชีวิตที่ดีเป็นคำกว้างๆ หมายถึงความสามารถที่จะกำหนดเป้าหมายของชีวิตหรือเป้าหมายระยะสั้น เช่น อยากสอบชิงทุนไปไหนสักที่ เป็นต้น เมื่อกำหนดแล้วก็รู้จักวางแผนไปสู่เป้าหมายนั้น ตัดสินใจว่าจะเดินเส้นทางใดหรือทำอะไรเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น หากตัดสินใจแล้วยังไม่ดีพอหรือผิดพลาดก็เรียนรู้ที่จะยอมรับผลลัพธ์ของการตัดสินใจของตนเอง ไม่เอาแต่ตีโพยตีพายหรือกล่าวโทษผู้อื่น แต่กลับมีความสามารถที่จะพิเคราะห์การกระทำของตนเองแล้วปรับปรุงใหม่ ชีวิตที่ดีคือวงจรที่ดีเช่นนี้เรื่อยๆ ไป

คำถามคือเด็กของเรามีโอกาสฝึกทักษะชีวิตที่ดีที่โรงเรียนหรือในเกมมากน้อยเพียงไร คำตอบคือน้อย ดังนั้นเวลาที่มีไม่มากนักของพ่อ ของแม่ ของลูกในแต่ละวันจึงควรใช้ร่วมกันเพื่อทำกิจกรรมอะไรบางอย่างอย่างแท้จริง จะเป็นกิจกรรมระยะสั้นหรือระยะยาวได้ทั้งนั้น แต่ให้เป็นกิจกรรมที่เขาได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา ข้อเสียของเกมที่สำคัญคือเสียเวลาดังที่บรรยายมา เกมบางชนิดเป็นโทษในตัวเองและล้ำเส้นการพนัน ซึ่งคุณพ่อก็คงดูแลอยู่แล้ว ผมจะชวนคุยเรื่องการติดเกมต่อ

การติดเกม เป็นปรากฏการณ์ที่เวลาเกิดขึ้นมักไม่มีใครตั้งตัวทัน เช่น “แต่มีขอต่อเวลาเสมอ” ซึ่ง ณ วันนี้ไม่มีปัญหาอะไร ผมได้แต่ภาวนาว่าจะไม่มีสักวันที่จู่ๆ เขาไม่ขอต่อเวลาเหมือนเช่นเดิม แต่หันมาตวาดพ่อแม่ว่าอย่ายุ่ง ดังเช่นเด็กดีๆ หลายคนที่พ่อแม่พามาให้ผมบำบัดในที่สุด เพราะเขาไม่สามารถหยุดผรุสวาทใส่พ่อแม่ด้วยตนเองได้อีก

เด็กต้องการพัฒนาการรอบด้านอย่างมากเพื่อให้สมองทุกส่วนถูกกระตุ้นอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง จึงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ใฝ่เรียนรู้และใช้ชีวิตเป็น เกมจะมีประโยชน์อย่างไรก็กระตุ้นสมองแค่หย่อมเดียวครับ

 

บทความโดย : นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์ แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

ภาพ : Shutterstock

ลูกเป็นอะไรเวลาไม่พอใจ ชอบหยิกคนอื่น?

ลูกเป็นอะไรเวลาไม่พอใจ ชอบหยิกคนอื่น?

 Q. ลูกอายุ 1 ขวบ 11 เดือน เวลาเขามีความรู้สึกไม่ดีมากๆ เสียใจ หงุดหงิด โกรธ จะหยิกค่ะ พ่อ แม่ น้อง และพี่เลี้ยง โดนหมดค่ะ เป็นเพราะอะไร และจะช่วยลูกอย่างไรดีคะ

ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ช่วงที่หลานสาวของผมอายุ 1 ขวบ 8 เดือน เขานั่งกินข้าวร่วมกับผู้ใหญ่แล้ว อีกทั้งสามารถพูดคำสั้นๆ และประโยคสั้นๆ ได้ เวลาที่มีใครคะยั้นคะยอให้เขากินข้าวเยอะๆ เขาจะปัดถ้วยข้าวตกพื้น สร้างความหงุดหงิดให้แก่ผู้ใหญ่เป็นอันมาก พวกเราก็ใช้วิธีจับมือเดี๋ยวนั้น พูดกับเขาชัดๆ ช้าๆ ว่า “ไม่ให้ปัดถ้วยข้าว” เขายังคงทำซ้ำอีกหลายครั้งก่อนที่จะเลิกทำ แล้ววันหนึ่งเขาก็พูดคำว่า “อิ่มแล้ว” เป็น อีกไม่นานหลังจากนั้นเขาก็พูดคำว่า “ข้าวไม่อร่อย” ออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ลองเปรียบเทียบเรื่องของผมและเรื่องของคุณ มาช่วยกันแยกแยะครับว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องที่หนึ่ง คือ “เวลาเขามีความรู้สึกไม่ดีมากๆ เสียใจ หงุดหงิด โกรธ” จะเห็นว่านี่คือสาเหตุ ถ้าป้องกันได้ก็ป้องกันอย่าให้เกิด ผมไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรสำหรับบ้านของคุณ แต่บ้านของผมคือมีใครไปคะยั้นคะยอให้หลานกินข้าวทั้งที่ไม่อยากกิน สำหรับผมเรื่องนี้ง่ายมากๆ ไม่กินก็ไม่ต้องกิน มื้อหน้าค่อยเริ่มกินใหม่ ระหว่างมื้องดขนมและน้ำหวาน ทำเรื่องนี้เป็นกติกาล่วงหน้า

เรื่องที่สอง คือ “จะหยิกค่ะ” นี่คือการกระทำที่รับไม่ได้ ผิดกฎการเติบโตเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ดังนั้นเราต้องหยุดทันที วิธีง่ายมากคือ จับมือ มองหน้าและมองตาเขา พูดชัดๆ อย่างนิ่มนวลว่า “แม่ไม่ให้หยิกค่ะ” เอาเท่านี้ ไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลยืดยาว เราต้องการให้เขารับข่าวสาร “แม่ไม่ให้หยิกค่ะ” อย่างชัดเจนและทำตามโดยไม่ต้องอธิบาย เฉพาะเรื่องนี้ผมควรกล่าวไว้ด้วยว่านักจิตวิทยาบางสำนักจะเห็นแย้ง กล่าวคือเราควรอธิบายเหตุผลให้เด็กฟังด้วย ขอให้ทราบว่านี่เป็นความเห็นที่ไม่ตรงกันครับ

เรื่องที่สาม คือ “โดนหมดค่ะ” ผมก็จะตีความว่าเขาไม่เคยได้รับข่าวสาร “แม่ไม่ให้หยิกค่ะ” เลย แม้ว่าจะมีคนออกปากห้ามด้วยคำพูดหรือกริยามากเท่าไรก็ตาม มีหลายสาเหตุที่เด็กไม่ทำตามแม้ว่าเราจะอ้างว่าบอกแล้ว เช่น พูดยาวเกินไป พูดตอนเขาไม่ฟัง พูดสำเนียงเหยาะแหยะ พูดสำเนียงก้าวร้าวเกินไป หรือแม้กระทั่งอธิบายเหตุผลยืดยาวจนกระทั่งเด็กไม่เข้าใจว่าจะเอาอะไรกันแน่ เป็นต้น ดังนั้นกลับไปอ่านข้อสองใหม่

เรื่องที่สี่ คือกรณีตัวอย่างที่ผมเล่าให้ฟัง “เขายังคงทำซ้ำอีกหลายครั้งก่อนที่จะเลิกทำ” เด็กแต่ละคนจะทำตามที่เราบอกเร็วช้าต่างกันแล้วแต่บุคคล เราไม่ควรคาดหวังว่าเขาจะทำตามหลังจากการบอกเพียงครั้งเดียว เด็กกำลังมีความสามารถปัดถ้วยข้าวสร้างความโกลาหล หรือมีความสามารถหยิกได้ตามใจชอบโดยห้ามปรามกันอย่างเสียไม่ได้ จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่เขาจะทดสอบความสามารถใหม่ๆ ของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะมั่นใจว่าบ้านนี้ห้ามทำ (หรือที่แท้แล้วบ้านนี้ทำได้) ดังนั้นเราก็ห้ามซ้ำๆ อย่างตั้งใจ

เรื่องที่ห้า เด็กยังไม่ถึง 2 ขวบมีคำศัพท์ให้ใช้กี่คำ จะให้เขาพูดหรืออธิบายอย่างไรว่าเขากำลังไม่พอใจเรื่องอะไร ดังนั้นถ้าเขาแสดงออกได้ด้วยมือเขาก็จะแสดงออกด้วยมือ มองในแง่ดีกล้ามเนื้อนิ้วมือเขาน่าจะพัฒนาได้ดีทีเดียวถึงหยิกได้หยิกเอา บางบ้านแสดงออกด้วยเท้า ทั้งนี้ยังไม่นับว่าเขาอยู่ระหว่างการเรียนรู้ว่าจะแสดงความไม่พอใจอย่างไรถึงจะเป็นที่ยอมรับ หากหยิกไม่เป็นที่ยอมรับก็พูดกับเขาตรงๆ ว่าไม่ได้ และถ้าอยากให้เขาบอกความต้องการได้เร็วๆ ก็เล่นกับเขาให้มากขึ้น อ่านหนังสือนิทานก่อนนอนทุกคืน พัฒนาการทางภาษาของเขาก็จะดีขึ้นครับ

 

บทความโดย : นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์ แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

พาลูกเข้าห้างยังไงไม่ให้เสียเงินโดยไม่ตั้งตัว

ถึงวัยที่ลูกไปไหนมาไหนมากับคุณได้มากขึ้น โดยเฉพาะสถานที่เสี่ยง (เสียทรัพย์) กับของล่อตาล่อใจ อย่าง ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่ตลาด ถึงเวลาที่ต้องพูดเรื่องกฎกติกากันอย่างตรงไปตรงมา เพราะทักษะการสื่อสารของลูกมีมากขึ้นแล้วค่ะ

1. บอกกันก่อน จะไปซื้ออะไร

ก่อนออกจากบ้านทุกครั้งคุณควรบอกลูกว่าวันนี้เราจะไปทำอะไรหรือซื้ออะไรกันบ้าง เพื่อให้ลูกคาดการณ์ได้ว่าจะได้หรือไม่ได้ เช่น วันนี้แม่จะไปห้างไปซื้อกะละมัง ลูกอยากไปไหม แต่แม่อนุญาตให้ซื้อขนมชิ้นเดียวเท่านั้นนะ” พูดชัดๆ ตรงไปตรงมา

2. อ้าว…ลืมกติกา ทำอย่างไรละ

เวลาที่ลูกรับปากกับพ่อแม่ เพราะของเล่นไม่ได้อยู่ตรงหน้าเขา ซึ่งในข้อนี้พ่อแม่หลายคนจะคิดว่าคุยกับลูกรู้เรื่อง แต่ภาพดีงามนั้นก็ไม่เกิด ขอให้รู้ว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเจ้าตัวเล็กยังควบคุมความอยากไม่ได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ พ่อแม่มีหน้าที่ยืนยันจุดมุ่งหมาย เช่น “มาซื้อกะละมัง” แล้วก็จับต้นแขนเจ้าตัวเล็กจูงออกมาจากสถานที่เกิดเหตุ ไม่ต้องเสียเวลาเถียงหรืออธิบาย

3. พร้อมเผชิญหน้ากับดราม่าควีนส์

ทำใจไว้ด้วยว่าอย่างไรต้องมีเสียน้ำตา หรือเด็กบางคนอาจถึงขั้นลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้น คุณหมอนักจิตวิทยาเด็กของเราแนะนำว่า “เด็กแต่ละคนเล่นใหญ่มากน้อยต่างกันไปค่ะ แต่ที่สำคัญพ่อแม่ต้องหนักแน่นทำเป็นไม่สนใจ จะร้องไห้ก็ร้อง ถ้าดิ้นเมื่อไหร่ก็เดินหนีไป ถ้าพ่อแม่สามารถหนักแน่นแบบนี้ได้ทุกครั้ง ต่อไปลูกก็จะเรียนรู้เองว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ เขาจะเลิกร้องไปเอง เวลาเด็กเล่นใหญ่ก็เหมือนดารา ถ้าแสดงไปแล้ว แต่ไม่มีคนดู เรตติ้งตกก็เลิกแสดงค่ะ”

4. ไม่ต้องเสียเวลาพูดเยอะ

พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกเข้าใจและรับฟังเหตุผล แต่ธรรมชาติของเด็กจะไม่ฟังอยู่แล้ว ถึงเขาจะรู้เหตุผลแต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ “ยิ่งถ้าพ่อแม่พูดเยอะ มัวอธิบายเหตุผลต่างๆ ลูกก็จะรู้สึกว่าถ้าเขาพยายามให้มากขึ้น ร้องให้มากขึ้นเขาอาจจะได้

“อย่าลืมว่าเป้าหมายของเราคือต้องการให้เขารู้กติกา ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างพ่อแม่ลูก ถ้าเขาอยากซื้อของที่ไม่มีอยู่ในข้อตกลงก่อนออกจากบ้านวันนี้ ถึงจะงอแงอยากได้ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร แต่ถ้าพ่อแม่ยอมซื้อให้เพื่อยุติปัญหา การกำหนดกติกาหรือข้อตกลงครั้งต่อไปก็จะใช้ไม่ได้ผลสำหรับลูกอีก เพราะพ่อแม่เป็นคนทำลายกติกาเองตั้งแต่แรก”


บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

พ่อแม่ต้องเปิดใจ “ฟังเสียง” ลูกวัย 8-12 ขวบ

เด็กในวัยนี้ทั้งร่างกายและจิตใจของเขากำลังเปลี่ยนแปลง ลูกเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และต้องการอิสรภาพ ฟังเราน้อยลง ให้ความสำคัญกับเพื่อนมากขึ้น เริ่มโต้เถียงมากกว่าเดิม แล้วพ่อแม่จะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นมารในสายตาลูก

1. ปรับใจ

สิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูกวัยนี้คือ ความเข้าใจ พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าลูกเริ่มโต เขาก็มีความคิดเป็นของตนเอง คุณควรฟังให้เป็นว่าเขาต้องการอะไร เริ่มจากการฟังลูกก่อน เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความคิดเห็น จากนั้นเราก็บอกความต้องการของเรา ถ้าทั้งสองฝ่ายฟังกัน ปัญหาก็ไม่เกิด ใช้ทักษะการพูดคุยเจรจาต่อรอง ที่สำคัญต้องใช้อารมณ์สงบๆคุยกัน เปิดใจกันสักหน่อย           

2. สร้างกติการ่วมกัน

ถ้าเป็นเด็กเล็กลูกยังยอมทำตามกติกาที่พ่อแม่ตั้งให้ แต่สำหรับเด็กโตกติกาที่เขามีส่วนในการร่าง จะทำให้ลูกยอมร่วมมือได้ดีกว่ากติกาที่พ่อแม่กำหนดฝ่ายเดียว ในข้อนี้คุณหมอณัทธรให้ความคิดเห็นไว้ว่า “เพราะว่าลูกกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น และวัยรุ่นก็กำลังเป็นผู้ใหญ่ มนุษย์ทุกคนเติบโตจากการพึ่งพิงไปสู่การเป็นอิสระ คนเราพอจะโตแล้วก็ต้องคิดตัดสินใจเองได้ คิดเองได้มากขึ้น เป็นการพัฒนาตามธรรมชาติ ธรรมชาติสั่งมาคิดเองเยอะๆ ทำอะไรเองเยอะๆ”

3. ให้อิสระตามสมควร

สิ่งที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัดในวัยนี้อีกข้อหนึ่งคือ ความต้องการอิสระ พ่อแม่ควรเข้าใจและให้อิสระลูกตามสมควร เช่น การเลือกเสื้อผ้า ลูกอาจอยากแต่งแบบประหลาดนิดๆ เพี้ยนหน่อยๆ ถ้าพ่อแม่รับไม่ไหวจริงๆ อาจจะเตือนว่าแม่ว่าชุดนี้ประหลาดไปนิดนะลูก แต่แม่ไม่ว่าอะไรนะ” แล้วปล่อยให้เขาได้ไปรู้เองว่าออกไปแล้วคนอื่นมองอย่างไร ควรปล่อยให้ลูกเรียนรู้เอง แต่จะให้อิสระเขาทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะเขายังกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่ บางทีก็ยังตัดสินใจผิดๆ ได้อยู่ พ่อแม่ช่วยดูแลควบคุมได้ โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆ ที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตัวลูก เช่น ห้ามกลับบ้านผิดเวลา การแต่งตัววับๆแวมๆออกนอกบ้าน เป็นต้น

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกวัย 1 ขวบร้องไม่หยุด

ลูกแต่ละวัยล้วนเป็นจอมป่วนกวนอารมณ์แม่ด้วยกันทั้งนั้น แต่หากรู้ทันว่าที่เขาป่วนนั้นเกิดจากอะไร คุณจะมีวิธีตั้งรับได้ก่อนจะต้องเสียอารมณ์จนต้องแปลงร่างใหม่

ในความจริงแล้วลูกทารกไม่ได้มีเรื่องอะไรมากเขาเพียงต้องการการตอบสนองความต้องการพื้นฐาน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ อย่างทันท่วงทีและสม่ำเสมอ เช่น หิวได้กิน ง่วงได้นอน ร้องก็อุ้มก็ปลอบ เป็นต้น การดูแลเรื่องหลักๆ เหล่านี้ ไม่เพียงทำให้ลูกน้อยมีชีวิตรอด แต่ยังทำให้จิตใจของเขาได้รับการปลอบโยนทำให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจ เป็นพื้นฐานให้ลูกพร้อมที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต

เพียงแต่ว่าเพราะลูกน้อยวัยนี้ยังพูดไม่ได้จึงอาจป่วนอารมณ์พ่อแม่ได้ การส่งสัญญาณด้วยการ “ร้องไห้” เป็นทางเดียวที่จะ “พูด” กับคุณพ่อคุณแม่ได้นั่นเองถ้ารู้ว่าลูกน้อยร้องไห้ไม่หยุดนั้นเพราะอะไรกันเป็นวิธีช่วยลดอารมณ์ไม่ดีไปได้เยอะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ธรรมชาติมีสัมผัสแบบไหนบ้างนะ

มาชวนลูกน้อยสัมผัสธรรมชาติและพูดคุยกัน

ก้อนหิน : ก้อนหินแข็งมีทั้งก้อนใหญ่ ก้อนเล็กจับดูให้ความรู้สึกหลากหลาย เพราะพื้นผิวต่างกันไป บางก้อนเรียบบางก้อนขรุขระ บ้างกลมมน บ้างมีเหลี่ยมคม กระทบกันแล้วมีเสียงด้วย โยนลงน้ำน้ำก็กระจายแถมมีเสียงดัง “จ๋อม” ด้วยนะ

 

ดิน : ดินแม้จะแข็งและขรุขระ แต่เมื่อขยำๆ ก็กลายเป็นดินร่วนๆ สีดำของดินก็ติดอยู่ที่มือ ดินกลางแดดมีความแข็ง แต่ดินหลังฝนตกจะนุ่มและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ บนพื้นดินบางที่ก็มีมด บางที่มีดอกไม้ ต้นไม้ และสิ่งต่างๆ อีกมากมาย

 

หญ้า : ลองเดินบนหญ้าดูสิจ๊ะ แรกๆ หนูจะรู้สึกเจ็บ แต่สักพักจะรู้สึกคัน และสักพักหนูจะรู้ว่านุ่มเท้าแค่ไหน ใบหญ้ามีสีเขียว โอนอ่อนไปมาได้ แถมยังมีกลิ่นหอมสดชื่นด้วยนะ

 

ทราย : พื้นทรายมีความหยาบ สาก และเบา เวลาลมพัดมาทรายก็ปลิวว่อน แต่ลองเอาน้ำมาผสมทรายดูสิจ๊ะ ทรายเปียกจะเย็นชื้นและเหนียวขึ้น จะปั้นเป็นลูกบอลหรือสร้างเป็นภูเขาก็ทำได้ง่ายๆ เชียว

 

โคลน : โคลนเหนียวแสนเหนียว แต่นุ่มและลื่นเท้ามากเลยนะ ลองจับโคลนเย็นๆ ดูสิ โคลนจะติดขึ้นมากับมือเลยนะ เวลาเดินเล่นบนโคลนนั้นยากมาก แต่ก็สนุกมากเลย

 

น้ำ : น้ำใสๆ ไหลเย็นผ่านมือและแขนขา มือเราจับน้ำเล่นเหมือนที่จับดินหรือหินไม่ได้ แต่น้ำช่วยชะล้างให้ร่างกายเราสะอาด ดูสิ ดินที่เปรอะเลอะเทอะก่อนหน้านี้หลุดออกได้เพราะน้ำช่วยล้างออกไปหมดแล้ว

 

ไม้ : ไม้สีน้ำตาล มีทั้งความแข็ง สาก ขรุขระและมีลวดลายต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและเย็นสบาย ลองดูใบไม้ที่ปลิวไหวนั่นสิ แม้ใบไม้จะปลิวแรงแค่ไหน ต้นไม้ก็ยังตั้งตรงได้อย่างแข็งแรงเลยนะ

เรื่องและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags