สถาบันนิวทริเซียจับมือสมาคมโรคภูมิแพ้ฯ จัดประชุมวิชาการโรคแพ้โปรตีนนมวัวในเด็ก

มาอัพเดตความรู้เรื่อง โรคแพ้โปรตีนนมวัวในเด็ก โดยสถาบันวิจัยนิวทริเซียร่วมกับ สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย จัประชุมใหญ่เพื่อผลักดันการรักษาโรคแพ้โปรตีนนมวัวในเด็กแนวใหม่พร้อมส่งเสริมการแนะนำโภชนาการที่ถูกต้องในเด็กที่เป็นภูมิแพ้

 

children_allergy

โดยจัดการประชุมในหัวข้อเรื่อง Practical Tolerance Induction in Food Allergy: more than a “nice” concept in management of CMPA? งานนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก อาทิ Prof. Udo Herz, Science Director – Healthcare Nutrition สถาบันนิวทริเซีย ดานอน Dr.Adam Fox, Consultant Paediatric Allergist in Children’s Allergy Service at Guy’s & St Thomas’s Hospitals ประเทศอังกฤษ และ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจรุงจิตร์ งามไพบูลย์ นายกสมาคมโรคภูมิแพ้โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทยมาเป็นวิทยากรในการอบรมกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้จากทั่วประเทศ ณ ห้องบอลรูม โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ในเด็กได้ที่ http://bit.ly/NutriciaAllergyPR

 

ประกาศผล 40 หนูน้อย ที่ผ่านเข้ารอบ Fashion Show

หนูน้อยที่ผ่านเข้ารอบทั้ง 40 คน จะได้รับการติดต่อกลับจากทีมงาน และต้องมาเดินแฟชั่นโชว์รอบสุดท้ายในวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559
ณ เวทีกิจกรรม Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 7 ฮอลล์ 106 ไบเทค บางนา

รายชื่อหนูน้อยที่เข้ารอบกิจกรรม Fashion Show

  1. ด.ญ.ศศิธารา วาติ (แพรวา)
  2. ด.ช.อาฮอน แกนด์ชอง (อาฮอน)
  3. ด.ญ.อชิรญา จุณณทัศน์ (เบลล์)
  4. ด.ช.ธนพงศ์ ประภาศิริสุลี (กั๊พ)
  5. ด.ช.ปรินทร์ ปูควนัช (ปริ๊นซ์)
  6. ด.ช.ปริญ ศิริเมธานณ (ปินปิน)
  7. ด.ช.จิรัฎฐ์ อินทรสวรรค์ (แกรมมี่)
  8. ด.ญ.เอริชา มเล็คเซค (เอริชา)
  9. ด.ช.ธนาวิน ธรรมสุธน (นาวิน)
  10. ด.ญ.นลินชญา อุ่นมีศิลป์ (นาน่า)
  11. ด.ช.ปัณณพัฒน์ ประกอบเสียง (โนมา)
  12. ด.ญ.ญานิศา ราอินทร์ (เบญ่า)
  13. ด.ญ.ลันตา ชัยสุภา (ต๊ะตา)
  14. ด.ช.ณชยันต์ เทพสาร (คิดดี)
  15. ด.ช.ยูซูเกะ สึรูโมโตะ (Yusuke)
  16. ด.ช.ธีรัตม์ นาทันรีบ (เจเจ)
  17. ด.ญ.กัณฑิชา พงษ์ชวลิ (เกรซ)
  18. ด.ญ.ธนดา เรืองมณฑป (เพรย์)
  19. ด.ช.ปภณ เรืองมณฑป (เพ้นท์)
  20. ด.ญ.กัญญวรา ประทุม (เปียโน)
  21. ด.ญ.ธารณ์ธันยา แก้วหนองแดง (กัสจัง)
  22. ด.ช.กฤติณณ์ ตรีพิษจักร (ตินติน)
  23. ด.ช.คณุตม์ ศิวชาติ (Eiryuu)
  24. ด.ญ.วาสิตา แก้วเจือ (Isabella)
  25. ด.ญ.คาริน คุลลุงส์ตาด (คาริน)
  26. ด.ช.ปาณัท คล่องวิชา (ฮาม๊าซ)
  27. ด.ช.โอมภัทร์ วาจากิจ (โอม)
  28. ด.ญ.ศิรกาญจน์ ไรวา (เรวา)
  29. ด.ญ.กันนิดา อุบลชาติ (เมล่า)
  30. ด.ญ.เวียนนา ไวเนอร์ (เวียนนา)
  31. ด.ญ.ชนัญชิตา จารุสิริสวัสดิ์ (นาเดีย)
  32. ด.ญ.ไคล่า กรีนกรัน (ไคล่า)
  33. ด.ช.ศศิศ ฉัตรพิรุฬห์พันธุ์ (รามิล)
  34. ด.ช.อัครัช มงคลรัตนชาติ (เลิฟ)
  35. ด.ญ.เบญจภัทร สุนธรเจริญ (เอญ่า)
  36. ด.ญ.บุญญาภา คงเจริญถิ่น (ใบเตย)
  37. ด.ญ.สิตา ภวภูตานนท์ (สิตา)
  38. Miss Kimberly Eldred (Kimberly)
  39. ด.ช. พลลภัตม์ อภิชัยโชติรัตน (คลีโอ)
  40. ด.ช.กิติพัมน์ อภิชัยโชติรัตน (คีตา)

 

ติดต่อสอบถามโทร 0-2422-9999 ต่อ 4123, 4181, 4185

Tags

ลงทะเบียนออนไลน์ Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 7

[vc_row el_id=”” front_status=”” inner_container=”yes” text_align=”” text_color=”” section_type=”main” type=”” bg_color=”” bg_position=”top” bg_position_horizontal=”left” bg_repeat=”no-repeat” bg_cover=”true” bg_attachment=”false” enable_parallax=”” parallax_speed=”0.1″ bg_video_src_mp4=”” bg_video_src_ogv=”” bg_video_src_webm=”” vertical_align=”” column_gap=”” padding_top=”40″ padding_bottom=”40″ padding_left=”” padding_right=”” margin_top=”” margin_bottom=”” min_height=”0″ border=”bottom” overflow=”” animation=”” css_animation=”right-to-left” visibility=”” inline_style=”” el_class=””][vc_column width=”1/1″][gravityform id=”2″ title=”false” description=”false” ajax=”false”][/vc_column][/vc_row]

Tags

ชุดตัวต่อเลโก้ ฟอร์ด มัสแตง และ ฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ สานฝันวัยเด็กทุกคนให้เป็นจริง

(ข่าวฝากประชาสัมพันธ์)
ฟอร์ดและเลโก้ สปีด แชมเปี้ยน จำลองความตื่นเต้นจากสนามแข่งสู่ห้องรับแขกทุกบ้าน กับครั้งแรกของชุดตัวต่อเลโก้ “ฟอร์ด มัสแตง และ ฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์” รถ 2 รุ่น อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฟอร์ด ช่วยสานฝันวัยเด็กในตัวทุกคนให้เป็นจริง โดยชุดตัวต่อเลโก้คอลเล็คชั่นสุดพิเศษนี้ จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 ที่ร้านเลโก้ และทอย อาร์ อัส ทุกสาขาทั่วสหรัฐอเมริกา

ทีมงานเลโก้ จากประเทศเดนมาร์ก ทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายสิทธิบัตร และทีมดีไซน์ของฟอร์ดอย่างใกล้ชิดตลอดทุกขั้นตอนการพัฒนาและดีไซน์ผลิตภัณฑ์ เพื่อการถ่ายทอดทุกรายละเอียดมาเป็นตัวผลิตภัณฑ์และแพคเกจจิ้ง และอุปกรณ์ทางการตลาด โดยชุดตัวต่อเลโก้ ฟอร์ด มัสแตง จะประกอบไปด้วยตัวต่อทั้งหมด 185 ชิ้น มาพร้อมตัวต่อเลโก้ ป้ายบอกเวลา และตัวนักแข่งไว้ด้วย ในราคา 14.99 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนชุดตัวต่อเลโก้ ฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ จะประกอบไปด้วยตัวต่อทั้งหมด 664 ชิ้น มาพร้อมอุปกรณ์ชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น โรงจอดรถ รถเทรลเลอร์ เกวียนลากต้นคริสมาส ในราคา 49.99 ดอลลาร์สหรัฐ

Tags

ยำสลัดทูน่ากับไข่หลากสี

ไข่ ไข่ ใครชอบกินไข่ยกมือขึ้น! สุดยอดวัตถุดิบประจำบ้านที่สามารถดัดแปลงได้สารพัดเมนูทั้งคาวหวานแสนอร่อย ทางด้านโภชนาการไข่ก็ไม่เป็นสองรองใคร อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิดทั้งโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะไข่ขาวนั้นมีโปรตีนสูง แต่จะให้กินแต่เมนูเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่พะโล้ก็คงน่าเบื่อเกินไป เรามีเมนูแสนสนุกที่จับไข่ฟองโตแปลงร่างเป็นไข่สีหวานกินคู่กับยำสลัดทูน่ารสจัดจ้านมาฝากคุณแม่กันค่ะ

ส่วนผสมยำสลัดทูน่า (สำหรับ 2-3 ที่)

  1. ทูน่าในน้ำแร่  250 กรัม
  2. มะเขือเทศหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า  50 กรัม
  3. แตงกวาหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า  50 กรัม
  4. พริกหวานหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า  50 กรัม
  5. องุ่นดำ  50 กรัม
  6. พริกขี้หนูซอย  5 เม็ด
  7. ตะไคร้ซอย  1 ต้น
  8. หอมแดงซอย  3 หัว
  9. มายองเนส  2 ช้อนโต๊ะ
  10. มะนาว  2 ช้อนโต๊ะ
  11. น้ำตาล  1 ช้อนโต๊ะ
  12. เกลือเล็กน้อย

วิธีทำยำทูน่า

  1. นำมายองเนส น้ำตาล มะนาวผสมให้เข้ากัน
  2. ใส่พริกขี้หนู ตะไคร้ และหอมแดงลงในน้ำยำ
  3. เติมทูน่า มะเขือเทศ แตงกวา พริกหวานและองุ่นดำลงในน้ำยำที่เตรียมไว้ จากนั้นคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันพักไว้

ส่วนผสมสีสำหรับย้อมไข่

  1. ไข่ต้ม  6  ฟอง
  2. กระเจี๊ยบตากแห้ง
  3. ดอกอัญชันสด
  4. ขมิ้นผง

วิธีย้อมสีไข่ต้ม

  1. นำไข่ต้มผ่าครึ่งแล้วเอาไข่แดงออก
  2. เทน้ำร้อนใส่ถ้วยอัญชัน ขมิ้น และกระเจี๊ยบที่เตรียมไว้ รอประมาณ 5 นาทีก็จะได้สีสำหรับย้อมไข่
  3. ใส่ไข่ลงในชามสี แช่ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที สีจะซึมเข้าเนื้อไข่

จัดเสิร์ฟ

นำไข่ขึ้นมาจากชามสี แล้วผึ่งให้แห้ง จากนั้นเติมยำทูน่าลงไปตรงช่องไข่แดง กินแนมกับผักสลัดหรือผักอื่นๆ ตามชอบ

พัฒนาการเด็ก 1-3 ขวบ

มาเข้าใจ พัฒนาการเด็ก 1-3 ขวบ (วัยเตาะแตะ)

พัฒนาการเด็ก 1–3 ขวบ หรือเรียกว่า วัยเตาะแตะ (Toddler development) วัยนี้เป็นวัยที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ที่เห็นได้ชัด คือ เรื่องภาษาและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น แต่ด้านอื่นๆ ก็มีการพัฒนาเช่นกัน ได้แก่ กล้ามเนื้อ ร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา ดังตาราง

  18 เดือน 24 เดือน 36 เดือน
พัฒนาการเด็ก 1-3 ขวบ  ด้านอารมณ์ พื้นอารมณ์
ความผูกพัน
เป็นตัวของตัวเอง/ความเป็นอิสระ
ความหุนหันพลันแล่น
พัฒนาการเด็ก 1-3 ขวบ ด้านสติปัญญา ความฉลาดด้านระบบประสาท-กล้ามเนื้อ           /         การคิดเป็นรูปธรรมง่ายๆ
พัฒนาการเด็ก 1-3 ขวบ ด้านร่างกาย พัฒนาการเคลื่อนไหว
อัตราการเจริญเติบโต

พัฒนาการเด็ก 1-3 ขวบ ด้านอารมณ์

“ฉันเป็นฉันเอง”(Autonomy/ independence)

เนื่องจากเด็กสามารถไปไหนมาไหนได้เองมากขึ้น ทำให้มีอิสระ อยากทำอะไรเอง ดังนั้นพฤติกรรม ไม่เอา ไม่ทำ เกิดขึ้นแทบจะทุกวัน เช่น ไม่ยอมให้พ่อแม่ป้อน จะกินเอง จะทำอะไรเองทุกอย่าง เมื่อพ่อแม่ไม่ยอมก็เกิดพฤติกรรมร้องดิ้น อาละวาด นั่นเอง

“หยุดไม่อยู่! อยากได้ อยากทำ” (Impulse control)

ส่วนใหญ่เมื่อถึงวัย 3 ปี เด็กสามารถคุมตนเองได้ระดับหนึ่ง เพราะสามารถรอได้บ้าง หากเคยมีประสบการณ์ว่าบางครั้งต้องรอถึงจะได้รางวัล ซึ่งความสามารถในการคุมตนเองนำไปสู่ การช่วยเหลือตนเองและการฝึกขับถ่าย โดยจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ เด็กลุกนั่งได้คล่องแคล่วและเต็มใจที่จะเข้าห้องน้ำ ส่วนใหญ่กว่าจะทำได้จริงจังก็อายุ 3 ขวบไปแล้ว ส่วนการถอดผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้ เด็กส่วนใหญ่มักทำได้ที่อายุ 2.5 ปี

“ความผูกพันแน่นแฟ้นขึ้น” (Attachment)

ความผูกพันที่สร้างขึ้นระหว่างเด็กกับผู้เลี้ยงดูยังสำคัญ การมีความผูกพันมั่นคง เป็นเรื่องที่จำเป็นต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมของเด็กเมื่อโตขึ้น แม้ดูเหมือนเด็กต้องการอิสระและปฏิเสธความช่วยเหลือจากพ่อแม่ แต่เด็กก็ยังต้องการให้พ่อแม่อยู่ใกล้ๆ ถ้าเขาไม่เห็นก็จะหงุดหงิดได้

“หนูเป็นคนแบบนี้” (Temperament)

การที่เด็กมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เผชิญอย่างไร เรียกว่า พื้นอารมณ์ โดยมีเรื่องของพันธุกรรมมาเกี่ยวข้องบางส่วน Chess and Thomas ได้ติดตามเด็กจำนวนมากกว่า 100 คนและพบ 9 ลักษณะของพื้นอารมณ์ ได้แก่ การปรับตัว, ความ active, อารมณ์, สมาธิ ฯลฯ ได้แบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ เด็กเลี้ยงง่าย(40%) เลี้ยงยาก(10%) แบบผสม และ แบบปรับตัวช้า (15%) ปัญหาการเลี้ยงดู มักเกิดจากการที่ มีความไม่ลงตัวระหว่างพื้นอารมณ์ของเด็ก กับความคาดหวังและบุคลิกภาพของผู้ปกครอง ซึ่งพ่อแม่ไม่ควรคิดว่าเป็นจากการเลี้ยงที่ไม่ดีเพราะพื้นอารมณ์เป็นเรื่องที่ม

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สุดเศร้า ทารกวัย 1 เดือนเศษ ตายเพราะป้อน “กล้วยบด”

หมายเหตุ* ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์จริง

สมาชิกเฟสบุ๊คชื่อ ปุณปวีร์ กิตติ่กุล ได้อัพเดทสเตตัสเมื่อม.ค.นี้ ถึงเหตุการณ์เศร้าต่อเบบี๋น้อยๆ ที่ควรเป็นอุทาหรณ์ให้คุณแม่และผู้ดูแลเด็กๆ ทุกท่านได้ทราบดังนี้ค่ะ

“ข่าวร้าย…วันนี้มีเรื่องเศร้า คุณหมอเดินมาบอกพี่นกถึงคลินิกว่า มีเด็กกินกล้วยตาย อายุพึ่ง 1 เดือน 15 วัน น่าสงสารเด็กมาก พี่นกพยายามบอกแล้วนะคะว่า 6 เดือนกินนมแม่อย่างเดียว เด็กไม่มีน้ำย่อยกล้วย หนังสือสมุดฝากครรภ์ก็มีบอก กรุณาอย่าป้อนกันอีกเลยค่ะ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กทารกกินนมแม่ล้วน 6 เดือนแรกและทานอาหารตามวัย (ตามวัย ไม่ใช่ก่อนวัย) ควบคู่นมแม่นาน 2 ปีหรือมากกว่าค่ะ”

ข่าวร้าย…วันนี้มีเรื่องเศร้าคุณหมอเดินมาบอกพี่นกถึงคลินิกว่ามีเด็กกินกล้วยตายอายุพึ่ง 1 เดือน 15 วันน่าสงสารเด็กมากพี่…

โพสต์โดย ปุณปวีร์ กิตติกุล บน 11 มกราคม 2016

จากกรณีนี้จึงฝากถึงคุณแม่มือใหม่ (หรือไม่ใหม่) ทุกท่านตามที่คุณปุณปวีร์แจ้งไว้ข้างต้น คือ สำหรับทารก ควรเริ่มป้อนอาหารเสริมเมื่ออายุได้ 6 เดือนขึ้นไปเท่านั้น โดยให้เริ่มจากอาหารที่บดจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น กล้วยบด หรือปลาบด หรือหากต้องการป้อนไข่ ต้องเป็นไข่แดงสุกบดเท่านั้น คุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ เคยแนะนำให้ลูกเริ่มกินไข่ขาวหลัง 1 ขวบ เนื่องจากเป็นหนึ่งในอาหารที่เด็กมักจะแพ้ อ่านต่อได้ที่นี่ ส่วนการให้อาหารเสริมกับลูก “ตามวัย” จนถึงลูกอายุ 3 ขวบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

 

ภาพ : Shutterstock

เรื่องปากต่อปากของแม่ท้อง เชื่อหรือไม่เชื่อดีนะ? (ไตรมาส 3)

“ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์” เรื่องไม่เล็กไม่ใหญ่ ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับยิ่งเข้าหูเมื่อตั้งครรภ์ เพราะหลักใหญ่ใจความของเรื่องว่ากันว่า ปากต่อปากกันนั้นมุ่งหวังให้ทั้งแม่ท้องและลูกน้อยสุขภาพดี มาต่อกันที่ไตรมาสสุดท้ายค่ะว่ามีอะไรบ้าง

ไตรมาสสาม ชวนฉงนทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด

1. ว่ากันว่า “อย่านอนหงาย รกจะติดหลัง คลอดยาก”

คุณหมอณัฐฐิณีฝากบอกให้คุณแม่คลายกังวลว่าการนอนหงายไม่ทำให้รกติดหลังค่ะ และท่านอนไม่เกี่ยวกับตำแหน่งรกแต่อย่างใด ตำแหน่งของรกนั้นอยู่ตรงไหนก็ตรงนั้นไม่เปลี่ยน และไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็คลอดได้ปกติ ไม่เกี่ยวกับท่านอน การอัลตราซาวนด์จะทำให้รู้ตำแหน่งของรกว่าอยู่ส่วนไหน ยกเว้นกรณีรกเกาะต่ำซึ่งจะค่อนมาใกล้ปากมดลูกถือเป็นภาวะเสี่ยง ถ้าตรวจพบว่ารกเกาะต่ำ คุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่นอนพักผ่อน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

“เพียงแต่การนอนหงายเมื่อครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้น อาจไปกดทับเส้นเลือดดำทำให้เลือดเวียนกลับมาเลี้ยงหัวใจน้อยลง เลือดที่จะส่งกลับไปเลี้ยงมดลูกก็น้อยลงไปด้วย จึงแนะนำให้ในไตรมาสสามนี้ คุณแม่ควรนอนตะแคงซ้ายหรือขวาดีกว่าค่ะ”

2. ว่ากันว่า “ใกล้คลอดแล้ว น้ำนมไม่ไหล แสดงว่าฉันต้องเป็นแม่น้ำนมน้อย ชัวร์!”

ไม่เกี่ยวกันค่ะ นมแม่มาจากฮอร์โมนโปรแลคติน (prolactin) ในร่างกายของแม่ทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์สร้างน้ำนม ส่วนการไหลของน้ำนม ต้องอาศัยฮอร์โมนออกซิโตซิน (oxytocin) เป็นตัวกระตุ้นให้เต้านมหลั่งน้ำนม ซึ่งฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้ในคุณแม่แต่ละคนก็มีการหลั่งช้าเร็วแตกต่างกันไป บางคนมีน้ำนมไหลตอนใกล้คลอด ขณะที่บางคนเริ่มมีน้ำนมไหลหลังคลอดออกมาแล้ว สิ่งที่คุณแม่ควรเข้าใจคือ ยิ่งลูกน้อยดูดนมมากเท่าไหร่ ฮอร์โมนออกซิโตซินจะยิ่งกระตุ้นให้การไหลของน้ำนมดีขึ้นมากเท่านั้นค่ะ

3. ว่ากันว่า “ทำหมันแล้วจะสุขภาพไม่ดี สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง!”

การวางแผนครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ แต่หลังคลอดคุณแม่หลายคนยังกังวลเกี่ยวกับการคุมกำเนิด กรณีทำหมัน คุณหมออธิบายว่า การทำหมันแบบถาวร คือ การตัดส่วนหนึ่งของท่อนำไข่ไปเพียงเล็กน้อย ไม่กระทบกับส่วนอื่นๆ จึงไม่มีผลทำให้สุขภาพแย่ลง แต่มีข้อดีที่ไม่ต้องกินฮอร์โมน ถือเป็นวิธีที่สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โอกาสท้องหลังทำหมันก็ต่ำ

กรณีกินหรือฉีดฮอร์โมนคุมกำเนิด หลายคนเข้าใจผิดว่าหลังฉีดยาแล้ว ประจำเดือนไม่มา ทำให้มดลูกแห้งนั้น คุณหมอขยายความว่า “ยาคุมกำเนิดไม่ว่าชนิดใดทำหน้าที่ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ไข่ไม่ตกจึงไม่มีประจำเดือน เมื่อใดหยุดยา รอให้ร่างกายปรับตัว ประจำเดือนจะมาปกติ ก็สามารถตั้งครรภ์ได้ ไม่ได้ทำให้มดลูกแห้ง การกินยาคุมต่างจากยาฉีดตรงที่ยากิน คุณแม่มีโอกาสลืมได้ ส่วนการฉีดยาคุมกำเนิดจะคุมได้เป็นระยะยาวกว่า คือ 3 เดือนหรือ 6 เดือน เป็นตัวเลือกที่สะดวกขึ้นค่ะ”

รู้หรือไม่! หลังคลอดแม่ท้องยิ่งขยับ สุขภาพยิ่งดี

ถ้ามีเสียงบอกว่า หลังคลอดอย่าเดินมาก หรืออย่าขึ้นลงบันไดมากๆ แผลจะปริ กระเทือนมดลูก คุณหมอฝากบอกว่า

“การคลอดไม่ได้เป็นภาวะการเจ็บป่วย หลังคลอดจึงแนะนำให้คุณแม่เคลื่อนไหวขยับตัวไปมา ใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งจะช่วยให้เลือดไหลเวียน ช่วยสมานแผลอวัยวะภายใน หากคลอดเอง การสมานแผลจะเร็วขึ้น แผลภายในจะหายเร็วกว่าแผลข้างนอก   ส่วนการผ่าท้องคลอดมักให้คุณแม่นอนพักหลังคลอด 1 – 2 วัน จากนั้นคุณหมอสนับสนุนให้คุณแม่หลังคลอดเดิน ขึ้นลงบันไดทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนเดิม โดยเฉพาะคุณแม่ที่ผ่าคลอด การเดินจะช่วยให้พังผืดเกิดน้อยลงอีกด้วยค่ะ”

 

อ่านเพิ่มเติม ไตรมาส 1 | ไตรมาส 2

ขอขอบคุณข้อมูลจาก พญ.ณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี และที่ปรึกษา About Us Advanced Maternity Center

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

เรื่องปากต่อปากของแม่ท้อง เชื่อหรือไม่เชื่อดีนะ? (ไตรมาส 2)

“ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์” เรื่องไม่เล็กไม่ใหญ่ ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับยิ่งเข้าหูเมื่อตั้งครรภ์ เพราะหลักใหญ่ใจความของเรื่องว่ากันว่า ปากต่อปากกันนั้นมุ่งหวังให้ทั้งแม่ท้องและลูกน้อยสุขภาพดี คราวนี้เรามาต่อกันที่ไตรมาส 2 ค่ะว่ามีความเชื่ออะไรกันบ้าง

ไตรมาสสอง ว่าด้วย “นานาสารพันสุขภาพลูก”

1. ว่ากันว่า “ถ้าไม่อยากให้ลูกคลอดมา มีไขเต็มตัว แม่ท้องต้องไม่กินไข่ หรืออาหารที่มีไขมันมาก เพราะจะทำให้ทารกมีไขตามตัวและคลอดยาก แต่ให้กินน้ำมะพร้าวจะได้ล้างไข”

ความเชื่อนี้ไม่จริงเลยค่ะ อาหารที่มีไขมัน ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดไขที่ตัวทารกแรกคลอดแต่อย่างใด

ไขที่ห่อหุ้มตัวทารกในครรภ์ (vernix) นั้นเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไขนี้คือชั้นผิวหนังของทารกที่หลุดออกมาเมื่อทารกมีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์เพียงพอ นอกจากนี้ในกรณีที่คุณแม่เจาะน้ำคร่ำแล้วเจอไข ยังเป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงว่าทารกนั้นจะคลอดตามกำหนด ในขณะที่ทารกคลอดก่อนกำหนดจะไม่มีไขห่อหุ้มร่างกาย

ไขที่ห่อหุ้มร่างกายทารกจะยิ่งมีมากขึ้นเมื่อใกล้ครบกำหนดคลอด ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่า เด็กสมบูรณ์พอที่จะออกมาสู่โลกภายนอก และเมื่อคลอดแล้วก็เช็ดทำความสะอาดได้หมด ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมะพร้าวให้ลดการเกิดไขหรืองดอาหารที่มีโปรตีนอย่างไข่หรืออาหารที่มีไขมันอย่างที่ว่ามาค่ะ

2. ว่ากันว่า “อย่ากินไข่ และข้าวเหนียวนะ แผลผ่าคลอดจะเป็นหนองและหายช้าด้วย”

ไข่เป็นแหล่งของโปรตีน ส่วนข้าวเหนียวก็ให้คาร์โบไฮเดรตค่ะ ต่างก็มีคุณค่าทางอาหาร ช่วยสมานแผล และทำให้ร่างกายคุณแม่มีภาวะทางโภชนาการปกติ เพียงแต่ควรกินอาหารอย่างระมัดระวัง ไม่ปล่อยให้อ้วนเกินไป

“ส่วนการที่แผลผ่าคลอดจะเป็นหนอง ติดเชื้อหรือไม่นั้นมีปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ แม่ท้องเป็นเบาหวาน หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย คุณแม่ที่อ้วนหรือมีน้ำหนักมากอยู่แล้ว มีโอกาสที่แผลจะหายช้า เป็นต้น”

3. ว่ากันว่า “อัลตราซาวนด์บ่อยไม่ดีกับลูกน้อยนะ”

อัลตราซาวนด์เป็นการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงที่ส่งเข้าไปในท้อง เพื่อสะท้อนให้เกิดเป็นภาพทารก เป็นวิธีการตรวจเพื่อดูอายุครรภ์และติดตามการเจริญเติบโตของทารกว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ อย่างไร

“แม้ยังไม่มีรายงานใดๆ เกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากการทำอัลตราซาวนด์ แต่คุณหมอก็แนะนำให้ทำเท่าที่จำเป็น และในหลายๆ กรณีก็จำเป็นต้องอัลตราซาวนด์บ่อย เช่น ทารกในครรภ์ตัวเล็กมาก อาจต้องอัลตราซาวนด์ทุกสัปดาห์ เพื่อดูการไหลเวียนของเลือด

“นอกจากนี้การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ได้พัฒนาจากการเห็นภาพทารกในครรภ์แบบ 2 มิติ มาเป็น 4 มิติในปัจจุบัน ทำให้เห็นหน้าตาและความเคลื่อนไหวของทารก ช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่าลูกน้อยสมบูรณ์แข็งแรงดี”

4. ว่ากันว่า “สวีทวี้ดวิ้วระหว่างท้อง อันตรายถึงตัวเล็กนะ!”

“การมีเพศสัมพันธ์ไม่ถือเป็นข้อห้ามของคุณแม่ท้อง สามารถมีได้ตามปกติค่ะ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการกดทับบริเวณหน้าท้อง และเป็นข้อยกเว้นในรายที่มีภาวะความเสี่ยง เช่น เคยมีภาวะเจ็บท้องคลอดก่อนอยู่แล้วหรือรกเกาะต่ำ เพราะจะส่งผลต่อการบีบตัวของมดลูกและกระตุ้นให้เกิดการเจ็บท้องคลอด”

 

อ่านเพิ่มเติม ไตรมาส 1 | ไตรมาส 3

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก พญ.ณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี และที่ปรึกษา About Us Advanced Maternity Center

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

เรื่องปากต่อปากของแม่ท้อง เชื่อหรือไม่เชื่อดีนะ? (ไตรมาส 1)

“ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์” เรื่องไม่เล็กไม่ใหญ่ ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับยิ่งเข้าหูเมื่อตั้งครรภ์ เพราะหลักใหญ่ใจความของเรื่องว่ากันว่า ปากต่อปากกันนั้นมุ่งหวังให้ทั้งแม่ท้องและลูกน้อยสุขภาพดี

แม้เลี่ยงได้ยาก แต่คุณเลือกอยู่กับความเชื่ออย่างสงบสุขได้ค่ะ ด้วยการรับฟังบนความเข้าใจที่ถูกต้อง ย่อมช่วยให้ว่าที่คุณแม่ DIY วิธีดูแลตัวเองได้ถูกทางและมั่นใจขึ้น เราได้พูดคุยกับคุณหมอณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ มีข้อมูลน่ารู้มาฝากคุณแม่กันค่ะ

ไตรมาสแรก ว่าด้วยเรื่อง “ฝากท้อง”

1. ว่ากันว่า “ให้ฝากท้องเมื่อลูกดิ้น”

“โอ้…คุณพระ ช้าไปจ้ะ” ไม่ใช่อุทานของคุณหมอ แต่ข้อมูลที่ฝากมาก็ไม่หนีอารมณ์นี้หรอกค่ะ

คุณหมออธิบายว่า คุณแม่ควรฝากครรภ์ให้เร็ว เพราะมีการตรวจหลายอย่างที่จำเป็นตั้งแต่ในไตรมาสแรก เพื่อสุขภาพลูกและแม่ เช่น อายุครรภ์ โรคแทรกซ้อนต่างๆ ความปกติของการตั้งครรภ์ภาวะดาวน์ซินโดรม เป็นต้น โดยทั่วไปคุณแม่มักจะสงสัยหรือพอจะรู้ตัว ว่าตนเองตั้งครรภ์หรือไม่ ทั้งนี้หากก่อนตั้งครรภ์คุณแม่เป็นคนที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอก็มีความเป็นไปที่คุณแม่อาจรู้ตัวช้า

2. ว่ากันว่า “ฝากท้องก็เหมือนฝากเงิน ฝากครั้งแรกก็เสร็จแล้ว!”

มีแม่ท้องจำนวนไม่น้อยที่เชื่ออย่างนี้ หลังฝากครรภ์ครั้งแรกแล้ว จะมาเจอหมออีกทีเมื่อตอนจะคลอด หรือบางรายมาตรวจหลายครั้งแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นการฝากครรภ์

การฝากครรภ์ คือ การมาพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพคุณแม่และครรภ์ตามกำหนดนัดหมายอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพ ความปลอดภัยและสมบูรณ์ของลูกน้อยและว่าที่คุณแม่ เพราะเมื่อมารับการตรวจตามนัดหมาย คุณหมอจะบันทึกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับภาวะการเจริญเติบโตของลูกน้อย

บางกรณีอาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติม รวมถึงให้คำแนะนำแก่คุณแม่ว่าจะต้องดูแลตัวเองอย่างไรในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ เพราะถึงจะเป็นแม่ท้องเหมือนกัน ทว่าแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เช่น กรณีคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวและต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น

รู้หรือไม่! เปลี่ยนคุณหมอฝากท้องได้นะ!

โดยปกติแล้ว คุณหมอที่ตรวจยืนยันว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ จะทำการตรวจต่างๆ ที่จำเป็นให้คุณแม่ มักจะเป็นคุณหมอที่คุณแม่ตั้งใจจะไปฝากครรภ์ด้วยแล้ว เมื่อฝากท้องไว้กับคุณหมอท่านใด ควรจะพบคุณหมอท่านนั้นตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด เพราะคุณหมอจะเห็นพัฒนาการของครรภ์และข้อมูลต่างๆ มาโดยตลอด

“ทั้งนี้ก็มีกรณีที่คุณแม่เปลี่ยนคุณหมอที่ฝากครรภ์ได้ อย่างเช่น คุณแม่มาตรวจที่โรงพยาบาลหนึ่ง แล้วต้องการย้ายไปโรงพยาบาลอีกแห่งเพื่อใช้สิทธิการรักษาพยาบาล หรือกรณีที่ต้องย้ายที่อยู่ จำเป็นต้องเปลี่ยนหมอผู้ดูแล หากคุณแม่ถือสมุดฝากครรภ์ (คุณหมอผู้ดูแลครรภ์จะบันทึกข้อมูลการตรวจครรภ์) เองอยู่แล้ว ก็สามารถนำไปให้คุณหมอที่ดูแลต่อไปได้

กรณีที่ไม่ได้ถือสมุดฝากครรภ์เอง คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวล สามารถขอสมุดฝากครรภ์หรือขอสำเนาจากโรงพยาบาล เพื่อนำไปให้คุณหมอที่ดูแลต่อได้รับทราบข้อมูลได้ค่ะ”

 

อ่านเพิ่มเติม ไตรมาส 2 | ไตรมาส 3

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก พญ.ณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี และที่ปรึกษา About Us Advanced Maternity Center

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

ชวนทุกครอบครัวตะลุยพิพิธภัณฑ์อวกาศแห่งเดียวในไทย ฟรี!

สถาบันวิทยาการอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA สนองนโยบายรัฐบาลจัดของขวัญชุดใหญ่ต้อนรับปีใหม่ เปิดประตูอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศให้คนไทยเข้าชมพิพิธภัณฑ์อวกาศ หรือ Space Inspirium แห่งแรก และแห่งเดียวของไทย ภายในพื้นที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ GISTDA อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ฟรีนาน 3 เดือน! ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม – 9 เมษายน 2559 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.00 น.
002-3พิพิธภัณฑ์อวกาศ หรือ Space Inspirium นั้น ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงโลกของอวกาศและภูมิสารสนเทศอย่างครบวงจร ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในรูปแบบของ interactive ได้หลายส่วน ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 13 โซน มีเนื้อหาน่ารู้ต่างๆ อาทิเช่น จุดกำเนิดเอกภพ ที่จะอธิบายถึงความเป็นมา ขนาดและอายุของเอกภพ รวมไปถึงพลังงานต่างๆ จากนั้นจะเชื่อมโยงไปยังโซนที่เรียกว่าทำไมโลกจึงมีสิ่งมีชีวิต เพื่อตอบความแคลงใจที่หลายคนสงสัย และพลาดไม่ได้กับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีสำรวจโลกและอวกาศที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จุดที่สามารถสร้างความสนใจได้คงหนีไม่พ้น เครื่องเล่นไจโรสโคป เครื่องเล่นจำลองสภาวะไร้นำหนักที่จะมอบประสบการณ์และความรู้สึกของนักบินอวกาศที่อยู่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง รวมไปถึงโซนที่ผู้ชมจะได้เรียนรู้ว่าการเป็นนักบินอวกาศ หรือมนุษย์อวกาศนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเราต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายด้านใดบ้าง อีกทั้งยังมี โรงภาพยนตร์ 3 มิติ ซึ่งโซนต่างๆ ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ

อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมกันนะคะ พิพิธภัณฑ์ดีๆ แบบนี้ ควรพาลูกน้อยไปสักครั้งค่ะ ไม่แน่คุณพ่อคุณแม่อาจจะเป็นผู้จุดประกายให้ลูกเป็นนักวิทยาศาสตร์อวกาศในอนาคตก็ได้นะคะ ใครจะรู้ ^^

003-2

ที่มา : thaigov.go.th

ภาพ : gistda.or.th

คุมกำเนิด ผู้ชาย ทำหมันชาย

การคุมกำเนิดแบบใหม่สำหรับผู้ชาย มีสวิตช์ปิด-เปิดได้ตามใจ!

ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งโลกวิทยาศาสตร์เลยก็ว่าได้ เมื่อมีการเปิดตัววิธีคุมกำเนิดแบบใหม่สำหรับผู้ชายในรูปแบบสวิตช์ปิด-เปิดได้ นั่นหมายถึง เมื่อคุณอยากมีลูก ก็แค่เปิดสวิตช์ และหากต้องการคุมกำเนิด ก็ปิดสวิตช์ ง่ายจนไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะ

ผู้ปิ๊งไอเดียนี้คือ Clemens Bimek ช่างไม้ชาวเยอรมัน และเขาได้นำความคิดนี้ไปเสนอกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างมาเป็นเวลาร่วม 20 ปีแล้ว และเขาก็เป็นผู้ร่วมทดสอบอุปกรณ์นี้เองด้วย “สวิตช์” คุมกำเนิดที่ว่านี้จะปิด-เปิดการหลั่งอสุจิทางท่อปัสสาวะ ผลิตภัณฑ์นี้จดสิทธิบัตรในชื่อ Bimek SLV มีผลิตภัณฑ์ต้นแบบแล้ว และกำลังจะทดสอบทางการแพทย์กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 คนในปีนี้ เพื่อประเมินทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพของอุปกรณ์

สวิตช์ Bimek SLV ขนาดจิ๋วนี้ทำจากวัสดุชื่อ PEEK-OPTIMA ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ที่ใช้ทำอวัยวะเทียม มีความยาวแค่ 1.8 เซนติเมตร น้ำหนักเบาเพียง 2 กรัมเท่านั้น แพทย์จะผ่าตัดอุปกรณ์นี้ติดเข้ากับหลอดนำอสุจิโดยใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง เมื่อฝังเข้าไปแล้ว คุณผู้ชายจะ “สัมผัส” สวิตช์ได้บริเวณผิวของถุงอัณฑะ และเปิด-ปิดเพื่อควบคุมการหลั่งอสุจิได้ตามต้องการ ซึ่งในขณะปิดสวิตช์ไม่ให้อสุจิหลั่งออกมาได้นั้นแปลว่า โอกาสในการตั้งครรภ์จะเป็นศูนย์เลยทีเดียว

ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ Hartwig Bauer ผู้ที่ผ่าตัดฝังสวิตช์ให้กับคุณ Bimek แสดงความคิดว่าสวิตช์นี้น่าสนใจกว่าการผ่าตัดทำหมันชายโดยการตัดและผูกหลอดนำอสุจิ (Vasectomy) นพ. Bauer กล่าวว่า “หนึ่งในสามของผู้ที่ผ่าตัดทำหมันมักจะต้องการให้ผ่าตัดแก้กลับ แต่ก็ไม่ได้ผลเสมอไป”

แต่แพทย์บางส่วนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้อยู่บ้าง โฆษกของสมาคมศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะเยอรมัน นพ. Wolfgang Bühmann บอกว่า “คาดว่าการฝังอุปกรณ์นี้อาจทำให้เกิดแผลเป็นตรงจุดที่สัมผัสกับหลอดนำอสุจิ และแผลเป็นดังกล่าวอาจอุดกั้นการหลั่งของอสุจิแม้สวิตช์จะเปิดอยู่ หรือหากปิดสวิตช์ไว้นานเกินไปอาจมีปัญหาการอุดตันของหลอดนำอสุจิได้”

ส่วนประเด็นการแพ้วัสดุที่นำมาทำสวิตช์นั้น คุณ Anneke Loss หัวหน้าหน่วยทดสอบของศูนย์ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ในเมืองฮันโนเวอร์กล่าวว่า “พื้นที่อื่นๆ ของร่างกายเรายอมรับอวัยวะเทียมหรืออุปกรณ์อื่นที่ทำจากวัสดุนี้ได้ดี ปัญหามีเพียงว่าอุปกรณ์นี้จะก่อให้เกิดปัญหาเมื่อถูกฝังไว้ตรงจุดนี้หรือไม่”

 

ที่มา

  1. IFLScience.com
  2. telegraph.co.uk

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการเว็บไซต์

ภาพ: bimek.com

สิ่งประดิษฐ์แนวใหม่ ให้ลูกในท้องฟังเพลงผ่านช่องคลอด!

สิ่งประดิษฐ์แนวใหม่ ให้ลูกในท้องฟังเพลงผ่านช่องคลอด!

อุปกรณ์ชิ้นใหม่นี้มีชื่อว่า Babypod คิดค้นโดยทีมงานของสถานพยาบาลเฉพาะทางสูตินรีเวชชื่อ Institut Marqués ที่ประเทศสเปน แต่วิธีใช้นั้น…จั๊กจี้ไม่น้อย เพราะคุณแม่ต้องใส่เจ้าอุปกรณ์นี้ทางช่องคลอดเหมือนผ้าอนามัยแบบสอดเลยล่ะค่ะ เพื่อให้เบบี๋ในครรภ์ได้ยินเสียงเพลงได้อย่างชัดเจน ตามที่เว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์ Babypod ระบุไว้

เสียงที่เจ้าเครื่อง Babypod เล่นนั้นมีระดับความดังเพียง 54 เดซิเบล หรือเท่ากับเสียงที่เงียบมากๆ และคุณแม่ยังสามารถเสียบสายหูฟังเพื่อฟังเพลงไปพร้อมๆ กับลูกน้อยได้อีกด้วย

อุปกรณ์นี้ประดิษฐ์ขึ้นจากผลการวิจัยของสถาบัน Institut Marqués เองซึ่งค้นพบว่าทารกในครรภ์สามารถรับรู้และยังตอบสนองทางร่างกายต่อเสียง เมื่อมีอายุได้ 18 สัปดาห์อีกด้วย อ้างอิงจากข่าวของ The New York Times

นอกจากนี้ในเว็บไซต์ของ Babypod ยังบอกข้อมูลจากงานวิจัยดังกล่าวด้วยว่า การให้ทารกฟังเสียงผ่านช่องคลอดนั้นดีกว่า เพราะเสียงที่ทารกได้ยินผ่านหน้าท้องนั้นเป็นเพียงเสียงอู้อี้ ร้อยละ 87 ของเบบี๋ในท้องตอบสนองเสียงที่ได้ยินผ่านช่องคลอดด้วยการขยับตัวและศีรษะ บางครั้งก็เปิด-ปิดปาก แลบลิ้น หรือทำท่าทำทางด้วย เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยพบมาก่อน

แม้ความคิดเห็นจากคุณแม่ๆ ที่ได้ใช้งานเจ้า Babypod จริงนั้นจะค่อนข้างพึงพอใจ แต่อุปกรณ์นี้เป็นสิ่งประดิษฐ์จากผลการวิจัยจากสถาบันเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เรามีข้อควรระวังบางประการ ซึ่งคุณหมอชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์โรงพยาบาลพิจิตร ได้ฝากไว้ผ่านทางแฟนเพจเฟสบุ๊ค ชัญวลี ศรีสุโข หมอหวิว ดังนี้ค่ะ

มีคำถามจากรูปข้างล่างมาว่าคุณหมอคะ เพื่อนส่งมาเป็นเครื่องเปิดเพลงให้ลูกในท้องฟัง แต่ต้องใส่เข้าไปในช่องคลอด จะดีไหมคะ เ…

โพสต์โดย ชัญวลี ศรีสุโข หมอหวิว บน 9 มกราคม 2016

“ทางการแพทย์เชื่อว่าเด็กฟังเสียงได้ตั้งแต่ 6 เดือน จะได้ยินชัดหากฟังเสียงผ่านทางหน้าท้อง

แต่การจะเอาเพลงใส่ช่องคลอดนี้ ไม่มีการรับรองทางการแพทย์ว่าจะปลอดภัย ด้วยคนท้องมีตกขาวมาก การใส่ของไปในช่องคลอดอาจเพิ่มการอักเสบติดเชื้อ มีข้อห้ามสำหรับคนรกเกาะต่ำ ตกเลือด ซึ่งอาจทำให้คลอดก่อนกำหนด แทนที่จะฉลาดอารมณ์ดีจากการฟังเพลง อาจจะมีปัญหาประสาทหูและความพิการจากการคลอดก่อนกำหนดแทน

ให้คุณพ่อร้องให้ฟัง กระซิบผ่านทางหน้าท้องคุณแม่จะไม่ดีกว่าหรือคะ

ไม่อันตราย ทั้งไพเราะจัง

แถมตังค์อยู่ครบ”

อย่างไรก็ตาม การดูแลเอาใจใส่ในเรื่องพื้นฐานของคุณแม่ตั้งครรภ์ ทั้งการกิน การพักผ่อน การดูแลรักษาสุขภาพขณะตั้งครรภ์ย่อมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด จริงไหมคะ

ที่มา : people.com

ระวัง! ทุกเสี้ยววินาทีเมื่อเด็กขึ้น-ลงบันไดเลื่อน

ระวัง! ทุกเสี้ยววินาทีเมื่อเด็กขึ้น-ลงบันไดเลื่อน

โฆษณาสุดสร้างสรรค์ในการเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองตัวนี้เป็นของบริษัทมิตซูบิชิ เอเลเวเตอร์ (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นผู้ผลิตลิฟต์และบันไดเลื่อนรายใหญ่รายหนึ่งของไทยค่ะ เป็นวิดีโอที่กระตุ้นเตือนให้ผู้ใหญ่ต้องพาเด็กๆ ขึ้นลงบันไดเลื่อนทุกครั้ง และสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด ไปชมกันเลยค่ะ

ไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยขณะใช้บันไดเลื่อนเท่านั้นค่ะ ตลอดโฆษณาตัวนี้ยังมีข้อสังเกตหลายจุดที่ควรระวังเมื่อพาลูกออกนอกบ้าน อาทิ ฉากในลานจอดรถ ที่เด็กชายเกือบจะเดินออกไปตรงทางรถโดยไม่ได้ระวัง แต่คุณแม่จับมือดึงเข้ามาทัน เป็นต้น

นอกจากคอยดูแลเด็กๆ ไม่ให้คลาดสายตาขณะใช้บันไดเลื่อนแล้ว อย่าลืมสอนเด็กๆ ให้ใช้บันไดเลื่อนอย่างปลอดภัย เช่น จับราวบันไดตลอดเวลา ไม่วิ่ง ไม่วางเท้าเกินขอบสีเหลือง ด้วยนะคะ ^^

 

คลิปจากเฟสบุ๊คแฟนเพจ MITSUBISHI ELEVATOR – THAILAND CO.,LTD

Pororo สวนน้ำเปิดใหม่ เซ็นทรัล บางนา

เปิดประสบการณ์แสนสนุกผจญภัยดินแดนโลกใต้ท้องทะเลลึกไปกับ Pororo แพนกวินน้อยและเหล่าผองเพื่อน  ให้คุณหนูๆ ได้เรียนรู้ประสบการณ์โลกใต้ท้องทะเล และกิจกรรมมากมาย ในคอนเซ็ปต์  Let’s Play Under Water World  พบกับ ครั้งแรกกับการผจญภัยไปกับโพโรโระและเหล่าผองเพื่อน ด้วยเรือดำน้ำขนาดใหญ่ใจกลางศูนย์การค้า ฯ พร้อมสนุกกับกิจกรรม Pororo Sketch Aquarium รับฟรีของขวัญ 2,016 ชิ้น และเศษ ในวันเด็ก สำหรับเด็กส่วนสูง 90-120 ซม. เข้าเล่นฟรี (ปกติค่าเข้า 280 บาท)
กิจกรรมพิเศษช่วงวันเด็ก
pororo-2

On Stage :

1.การแสดง Pororo เพนกวินน้อยแสนน่ารัก และเหล่าผองเพื่อน

2.การแสดงผจญภัยดินแดนโลกใต้ท้องทะเลลึกของเพื่อนสัตว์ทะเลน้อยใหญ่ เพื่อพิชิตเหล่าวายร้ายช่วยเหลือเจ้าหญิงนางเงือกน้อย ด้วยเทคนิค 4D Show

On Ground :

1.ผจญภัยเรือดำน้ำยักษ์ :โซนวาดรูประบายสี Pororo Sketch Aquarium ที่สามารถปล่อยภาพวาดสัตว์น้ำ สู่ทะเลจำลองผ่านจอเรือดำน้ำได้
2. ชายหาดแสนสนุก :โซนให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ชายหาด ด้วย Interactive Display , Manual Game
3. เกาะแสนสนุก สุขสุดๆใต้ทะเล :โซนตกปลาแสนสนุก ให้คุณหนูๆร่วมลุ้นตกของรางวัลด้วยเบ็ดแม่เหล็กตกปลา
4. แชะ&แชร์ สุดมันส์ ผจญภัยโลกใต้ทะเล :โซนถ่ายภาพที่พาคุณหนูๆดำดิ่งไปยังโลกใต้ท้องทะเลของเหล่าโพโรโระและผองเพื่อน กับชุดดำน้ำแสนน่ารักที่ร่วมถ่ายภาพความประทับใจได้ทั้งครอบครัว

 

พบกันได้ที่ เซ็นทรัล บางนา

Organic Happy Day @ไร่ปลูกรัก

วันเด็กปีนี้ไร่ปลูกรัก Organic Happy Day จัดโปรโมชั่นพิเศษ 1 แถม 1 ผู้ใหญใจดีหนึ่งท่านซื้อบัตร 150 บาทแถมเด็ก 1 คนฟรี(ส่วนสูงเด็กไม่เกืน 140 เซนติเมตร) อัตราเด็ก 120 บาท/คน
กิจกรรมเริ่มเวลา 0800-1800 น.
หมายเหตุ ****โปรโมชั่นนี้เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 9-10 มกราคม 2559 นี้เท่านั้น

ไร่ปลูกรัก-3ไร่ปลูกรัก-4

อัตราบัตรผ่านประตูปกติ
ผู้ใหญ่ 150 บาท
เด็ก 120 บาท (สูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร
ไร่ปลูกรัก ผักอินทรีย์ จ.ราชบุรี  130 ม.1 ต.วังเย็น อำเภอ บางแพ ราชบุรี 70160
โทร.086-3327365

ไร่ปลูกรัก-2

 

ข้อมูลและภาพ จาก www.facebook.com/thaiorganicfood

Tags

พุดดิ้งน้ำเต้าหู้

“น้ำเต้าหู้” แหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยม อีกหนึ่งทางเลือกเพื่อสุขภาพของคุณแม่ท้อง แต่จะให้กินบ่อยๆ ก็คงเบื่อน่าดู เรามีไอเดียสนุกๆ จับน้ำเต้าหู้มาแปลงร่างเป็นพุดดิ้งเด้งดึ๋งสำหรับคนรักขนมและรักสุขภาพลองทำกันค่ะ วิธีทำก็ตามคอนเซ็ปต์ “กินง่าย ทำง่าย ได้ประโยชน์” ว่าแล้วอย่ารอช้า ไปเข้าครัวกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม

  1. น้ำเต้าหู้ 500 มิลลิลิตร
  2. เจลาตินแผ่น 6 แผ่น

อุปกรณ์

  1. ชามสำหรับใส่น้ำเต้าหู้
  2. ที่ตีไข่
  3. ไมโครเวฟ
  4. พิมพ์รูปทรงต่างๆ

วิธีทำ

  1. นำแผ่นเจลาตินแช่น้ำเย็นประมาณ 5-10 นาที
  2. เทน้ำเต้าหู้ลงในชามแล้วเอาเข้าไมโครเวฟ 1-2 นาที ให้น้ำอุ่นๆ ไม่ถึงกับร้อนจัด
  3. น้ำแผ่นเจลาตินที่แช่น้ำมาใส่ในชามน้ำเต้าหู้แล้วใช้ที่ตีไข่คนเร็วๆ ให้เจลาตินละลายเข้ากับน้ำเต้าหู้จนทั่ว
  4. ตักน้ำเต้าหู้ใส่พิมพ์ แล้วนำไปแช่ตู้เย็น 1-2 ชั่วโมง
  5. นำพุดดิ้งน้ำเต้าหู้ที่เซ็ตตัวแล้วออกมาจากพิมพ์

เท่านี้ก็ได้พุดดิ้งเย็นๆ รสละมุนลิ้น มากินเพลินๆ กันแล้วค่ะ

Tip

ถ้าใช้พิมพ์ที่เป็นอะลูมิเนียม ให้เอาพิมพ์ไปจุ่มน้ำอุ่นสักครู่ แล้วพุดดิ้งจะออกมาจากพิมพ์อย่างง่ายดายเชียวล่ะ