เด็กดี ช่วยเหลือ ข่าว

วอนช่วยเหลือ “น้องเมฆ” เด็กดีวัย 12 ปี แม่เสียชีวิต อาศัยอยู่ลำพังในกระท่อม

ด.ช.เมฆา ตางจงราช หรือน้องเมฆ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านงิ้วมีชัย ม.7 ต.บ้านตาด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่กระท่อมท้ายหมู่บ้านตามลำพัง หลังจากแม่เสียชีวิต พ่อต้องเดินทางไปรับจ้างกับนายจ้างตามต่างจังหวัด นาน 1-2 สัปดาห์ ถึงจะกลับมาบ้านมาครั้งหนึ่ง

โดยส่วนใหญ่ น้องเมฆจึงใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง ตื่นแต่เช้าเพื่อไปรดน้ำผักในสวน จากนั้นก็ไปตกปลาในสระน้ำหลังบ้าน วางบ่วงดักหนูนามาทำอาหารและขายให้เพื่อนบ้านเพื่อปะทังชีวิต แล้วจึงค่อยเดินเท้าไปเรียนหนังสืออย่างรีบเร่ง

เมฆ4

นางนุชจรินทร์ ซ้ายกาละคำ ครูประจำชั้น เปิดเผยว่า การเรียนของ ด.ช.เมฆา ตางจงราช อยู่ในระดับปานกลาง ตั้งใจเรียนและไม่เคยขาดเรียน ไม่เกเร ประพฤติดีน่ารัก แต่อุปนิสัยเป็นคนไม่ค่อยพูดและไม่ร่าเริงเหมือนเด็กคนอื่น น่าจะเป็นสาเหตุปัญหาทางครอบครัวที่หนักพอสมควร

ซึ่งจากอุปนิสัยที่สุขุมไม่ค่อยพูด ครูจึงเลือกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าห้อง ซึ่งเพื่อนในห้องเรียนทุกคนก็ไม่ได้คัดค้าน เนื่องจากเขาเป็นที่รักของเพื่อนพ้องทุกคน จากการสังเกต เมื่อมีแม่ค้ามาขายขนม เพื่อนจะซื้อขนมแบ่งให้กิน ก็แสดงว่าเป็นที่รักของเพื่อนที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เด็กดี ข่าว ช่วยเหลือเมฆ3

ซึ่งทางคณะครูของโรงเรียนหลังทราบเรื่อง ได้จัดการห่ออาหารที่เหลือจากโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนให้ ด.ช.เมฆา นำกลับไปกินช่วงเย็นและเช้าวันรุ่งขึ้น ส่วนไฟฟ้าก็จะขอต่อพ่วงจากเพื่อนบ้าน และขณะนี้ทางโรงเรียนได้ตั้งคณะครูเปิดบัญชีรับการช่วยเหลือ ด.ช.เมฆา จากผู้ใจบุญ และก็ได้เริ่มรับการติดต่อจากหน่วยงานต่างๆ ที่จะมาให้การช่วยเหลือแล้วในบางส่วน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นทุนการศึกษาแก่เขาได้มีทุนในการเรียนระดับสูงขึ้นอีกต่อไป

หมายเลขบัญชี 020163543067 ธ.ออมสิน สาขาบ้านดุง ชื่อบัญชี ทุนการศึกษาเพื่อ ด.ช.เมฆา ตางจงราช เบอร์โทรติดต่อ ผอ.โรงเรียน 08-1708-8512.

เมฆ2

 

ที่มา http://www.thairath.co.th/

โพลชี้…เด็กเห็นว่าต้นแบบที่ดีของความรักคือพ่อแม่

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จัดทำผลการสำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชนจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-27 มกราคมที่ผ่านมา จำนวน 3,779 คน ถึงทัศนะที่มีต่อ “วันแห่งความรัก” (วาเลนไทน์) 14 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันที่ทุกคนจะได้แสดงออกถึงความรู้สึกที่ดี และมอบความรักที่มีให้แก่กันและกันเป็นพิเศษ

โดยผลการสำรวจพบว่า…

41.60 % ประชาชนให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์ในระดับปานกลาง

77.40% เด็ก เยาวชนและประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ต้นแบบที่ดีของความรักคือพ่อแม่

68.65% ประชาชนคิดจะทำสิ่งดีๆใน “วันแห่งความรัก” คือ การซื้อของขวัญมอบให้พ่อแม่

และ 78.27% เห็นว่า “รักอย่างมีเหตุผล” ใช้สติ รู้จักคิด โดยยึดถือประเพณีไทยหรือความเชื่อตามหลักศาสนาที่ตนเองนับถือและเคารพเป็นอันดับแรก

ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันเด็ก เยาวชน และประชาชนให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวเพิ่มขึ้น ครอบครัวคือสถาบันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก ที่จะสร้างให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งต่อไป

 

ที่มา www.ryt9.com, www.manager.co.th

ภาพจาก www.craftionary.net

 

 

 

 

 

 

เด็ก9ขวบ การบ้าน

คำทำนายถึงโลกในปี 2016 โดยเด็กคนหนึ่ง ที่เขียนขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

เด็ก การบ้าน ประทับใจ

 

Christopher Janitz เคยเขียนคำทำนายถึงโลกในปี 2016 ไว้เมื่อเขาอายุ 9 ปี เพื่อเป็นการบ้านส่งคุณครู ซึ่งในปัจจุบันนี้ เขามีอายุ 29 ปี

แม่ของเขาเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ และนำมามอบให้เขาอ่านในวันนี้ ซึ่งทำให้เขารู้สึกประทับใจกับสิ่งที่แม่ทำให้เขา มันเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่หลายคนอาจจะมองข้าม แต่แม่เก็บไว้ให้เขา

letter

ข้อความในกระดาษเขียนไว้ว่า

“อีก 20 ปีนับจากนี้ จะเป็นปี 2016 ซึ่งรถยนต์จะไม่ได้วิ่งบนถนนอีกแล้ว แต่จะลอยได้ในอากาศ โรงเรียนจะไม่ได้สร้างด้วยอิฐและปูน แต่จะสร้างด้วยเหล็ก และมีรูปร่างแปลกๆ จะมีหุ่นยนต์ตำรวจ มีหุ่นยนต์แคชเชียร์ และมีหุ่นยนต์อีกหลายแบบที่ทำหน้าที่แทนคน จะไม่มีโต๊ะนักเรียนแบบที่ใช้ในวันนี้ แต่โต๊ะนักเรียนจะมีหน้าตาเหมือนโต๊ะคอมพิวเตอร์ และดินสอก็จะมีรูปร่างพิลึก

ในปี 2016 ฉันจะมีอายุ 29 ปี พี่สาวของฉันจะมีอายุ 32 ปี แม่ของฉันจะมีอายุ 63 ปี และในปี 2016 ทีม New York Giants จะชนะการแข่ง Super Bowl และ Dallas Cowboys จะไม่มีทางชนะใน NFL”

ที่มา https://gma.yahoo.com

 

อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า

“เล่นตามรอยพ่อ” ที่ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า

วันนี้มีข่าวกิจกรรมน่าสนใจ สนุก ใกล้ชิดธรรมชาติ แถมได้ความรู้ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี้สำหรับน้องๆ วัย 9-12 ปีมาฝากกันที่ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า

อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสวนสมเด็จย่า ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 เขตคลองสาน ชวนมาเล่นในกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติ ตอน “เล่นตามรอยพ่อ” ชวนน้องๆ อายุ 9-12 ปี มาเล่นตามรอยพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เกิดจากการเล่นแบบใกล้ชิดกับธรรมชาติ แถมยังนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย กิจกรรมจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559 นี้ เวลา 8.30-14.30 น.

สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 11 มีนาคม 2559 (รับจำนวนจำกัด) ค่าสมัครเพียง 450 บาท/คน สมาชิก 427 บาท/คน พร้อมอาหารว่างและอาหารกลางวัน รับผลงานกลับบ้านทันทีหลังจบกิจกรรม รีบๆ สมัครเข้ามาก่อนจะเต็มนะคะ!

*** เอกสารการสมัคร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน

สมัครร่วมกิจกรรม โทร. 0-2437-7799 หรือส่งใบสมัครกิจกรรมออนไลน์ได้ที่ http://www.theprincessmothermemorialpark.org

เล่นตามรอยพ่อ
กิจกรรมเล่นตามรอยพ่อ

ในวันงานน้องๆ จะได้สนุกกับการเล่นในแต่ละฐานการเรียนรู้ อาทิ

ฐานที่ 1 “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” สนุกไปกับสาระน่ารู้ และเล่นสนุกแบบเศรษฐกิจพอเพียง

ฐานที่ 2 “แผนที่ของพ่อ” รู้ถึงความสำคัญของแผนที่ พร้อมเล่นเกมสนุกๆ กับแผนที่ของพ่อ

ฐานที่ 3 “รักษ์น้ำ รักษ์ป่า” เรียนรู้ถึงแนวพระราชดำริเรื่องการรักษาทรัพยากรป่าไม้ พร้อมทั้งลงมือทำปอมปอมหัวดินสอและสมุดทำมือที่แสนจะน่ารักด้วยตัวเอง

ฐานที่ 4 “เล่นกับธรรมชาติ” เรียนรู้ถึงพระอัจฉริยภาพด้านจิตรกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว น้องๆ จะได้สร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการของตัวเองด้วยการเพ้นท์กระเป๋าผ้าจากวัสดุธรรมชาติ

 

ลูกอมคล้ายเยลลี่จากจีน

เตือนภัย! ลูกอมคล้ายเยลลี่จากจีน ทำเด็กอาหารเป็นพิษ

เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมงานอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์พบโพสต์เตือนภัย ลูกอมคล้ายเยลลี่จากจีน ซึ่งเด็กๆ อนุบาลโรงเรียนหนึ่งนำมาแจกเพื่อนๆ กินกันที่โรงเรียน แต่แล้วลูกอมนั้นกลับไม่ย่อย จนทำให้เด็กหลายคนอาเจียนออกมา รวมไปถึงมีไข้และปวดท้องอีกด้วย เนื้อหาของโพสต์มีดังนี้

“เตือนภัย!! ลูกอมคล้ายเยลลี่จากจีน

วันที่ 9 กพ 2559 ลูกสาวมีอาการปวดท้อง ทานอาหารไม่ได้หลังจากกลับจากโรงเรียน และคลื่นไส้อยากอาเจียนจนหน้าซีด อาบน้ำเสร็จหลับไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่เย็น

พอสองทุ่มอาเจียนออกมามากเป็นเศษเยลลี่ที่ไม่ย่อยมากมาย กลิ่นและสีเหมือนสารเคมี และแสบคอแสบจมูกเหมือนมีกรดรุนแรง ตกดึกเริ่มมีไข้ต่ำๆ จนวันรุ่งขึ้นทั้งวัน

มาหาสาเหตุว่าเกิดจากอาหารอะไรที่ทานช่วงก่อนกลับบ้าน อาหารหรือนมโรงเรียนคงไม่ใช่เพราะช่วงเช้าไปทำ passport ไม่ได้ไปโรงเรียน กว่าจะถึงโรงเรียนก็บ่ายโมงแล้ว น้องอวดว่าเพื่อนให้ลูกอมวุ้นหิมะมาเยอะเลย เลยลองแกะออกดูพบว่ามีลักษณะเหมือนกับที่อาเจียนออกมา

พอบีบดูจะบีบไม่แตกและลื่นมากๆ ต้องกัดหรือเจาะ ซึ่งเคยเห็นเพื่อนลูกทำคือเอาปากกัดทั้งเปลือกลูกอม หรือใช้ดินสอ หรือไม้ปลายแหลมเจาะ จะมีน้ำหวานไหลออกมานิดหน่อยจากนั้นก็ดูดตัวเยลลี่เข้าปาก

ไม่รู้มันทำจากอะไรแต่ไม่ละลายน้ำ ลองเอาไปแช่น้ำ 1 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับเยลลี่ปีโป้แช่น้ำ ปีโป้ละลายหมด แต่ลูกอมเยลลี่นี้คงสภาพเช่นเดียวกับเศษเยลลี่ที่อาเจียนออกมา คราบที่อาเจียนแล้วล้างออกไม่หมดผ่านไป 24 ชม พบว่าเหนียวเป็นเม็ดเล็กๆติดแน่น ต้องใช้สก็อตไบร์ขัดออก คิดสภาพเวลาอยู่ในร่างกายของเด็กแล้วขนลุก

จากห่อดูจะเป็นภาษาเกาหลี เด็กๆเรียกว่าวุ้นหิมะเพราะเปลือกห่อลูกอมเป็นรูปตุ๊กตาหิมะ พอพลิกด้านหลัง ง้างตะเข็บดูจะเห็นภาษาจีน จึงส่งให้เพื่อนช่วยแปลว่า ขนมนี้ห้ามทานโดยไม่เคี้ยว เด็กต่ำกว่า 3 ปีห้ามรับประทาน ผู้สูงอายุและเด็กต้องรับประทานภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง และมีตัวอักษรสีแดงที่เตือนอันตรายอีกด้วย ราคาก็แสนถูก 8-10 เม็ดต่อ 1 ห่อ ราคาขาย 5 บาท ราคาส่งคง 3-4 บาท

นึกว่าลูกเป็นคนเดียวที่ไหนได้เพื่อนๆที่ร่วมทานลูกอมนี้มีอาการเดียวกันคือ อาเจียนมีไข้ ขาดเรียนกันไปครึ่งห้อง คุณหมอบอกอาหารเป็นพิษให้ดื่มคาร์บอนละลายน้ำอุ่น และแอร์เอ็กซ์เด็ก

บทเรียนนี้นอกจากโรงเรียนและผู้ปกครองจะช่วยกันระวังเข้มงวดเรื่องขนมของ เด็กๆแล้ว เด็กๆเองควรได้รับคำเตือนคำสั่งสอนให้ระวังตนเองเพราะคนสมัยนี้ใจร้าย ผลิตของไม่มีคุณภาพมาหลอกขายเด็ก รูปลักษณ์ สีสัน สวยงาม ทางที่ดีเด็กๆต้องฝึกไม่ทานขนมของขบเคี้ยวพวกนี้ซึ่งไม่มีประโยชน์ และอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ และเพื่อป้องกันภัยจากสินค้ารูปแบบใหม่ๆ”

เดี๋ยวนี้มีขนมแปลกๆ ในห่อน่ารักสีสวยถูกใจเด็กๆ เต็มไปหมด คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังให้ดีนะคะ ไม่ควรให้ลูกซื้อขนมเอง แต่เราเป็นฝ่ายซื้อให้ลูกดีที่สุด จะได้เลือกขนมที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ด้วย ขนมดังภาพอาจไม่ใช่ของปลอม แต่ก็น่าสงสัยและไม่ปลอดภัย ยิ่งไม่มี อย. ให้เห็นชัดเจน ไม่มีฉลากภาษาไทย บอกชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า วันที่ผลิตหรือวันหมดอายุ ยิ่งควรหลีกเลี่ยงค่ะ สำหรับลูกโต สอนให้เขาดู อย. ก่อนซื้อด้วยก็เป็นไอเดียที่ดีนะคะ ^^

https://www.facebook.com/459915297494770/photos/a.540872049399094.1073741832.459915297494770/568673116618987/?type=3

ลิ่มเลือดอุดกั้นปอดตอนท้อง

เรื่องจริงจากหมอสูติฯ ตอนที่ 13 ฉันเป็นลิ่มเลือดอุดกั้นปอดตอนท้อง

ฉันเก็บข้าวของจากโต๊ะทำงาน เพื่อนฝูงต่างเดินมาทัก ไถ่ถามว่าจะไปเมื่อไหร่ ที่ทำงานใหม่เป็นอย่างไร ฉันตอบพวกเขาไป มองห้องทำงานไปรอบๆ อย่างอาลัย

ห้องทำงานฉันเป็นห้องกว้าง จัดเก้าอี้ทำงานเป็นสัดส่วน แบบสถาปนิกสมัยใหม่ รอบห้องเป็นกระจกมองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกพาสบายตา หากไม่จำเป็นฉันไม่อยากย้ายไปทำงานที่อื่นเลย อยู่อย่างนี้ก็สบายดี หากไม่ใช่เหตุผลที่ว่า ตำแหน่งหน้าที่ราชการของฉันตัน ถ้าอยากเลื่อนขั้นก็ต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัดซึ่งมีตำแหน่งว่างพอดี เมื่อฉันปรึกษาสามี เขาเห็นดีด้วย เมื่อได้เลื่อนขั้นแล้วค่อยหาทางย้ายกลับมาที่เดิมหรือที่ใกล้ๆ ในภายหลัง…สามีบอก

เก็บข้าวของเสร็จ ฉันลาเพื่อนๆ ในที่ทำงาน เพื่อนๆ ต่างก็ไม่อยากให้ฉันไป แต่อายุฉันเพิ่ง 33 ปี หากไม่คิดทำตอนนี้ ก็คงไม่มีโอกาสก้าวหน้าไปกว่านี้ ยิ่งสามีสนับสนุน ฉันก็เดินหน้า แต่ฉันก็วิตกกังวล เพราะต่างจังหวัดที่ฉันจะไปอยู่นั้น ฉันไม่รู้จักใครเลย ไม่มีญาติไม่มีเพื่อน

แม้คำสั่งย้ายจะออกมาแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้ไป ความขัดแย้งทางความคิดทำให้นอนไม่หลับ ปวดหัว อาเจียน กินอะไรไม่ได้ จนต้องไปหาหมอ สิ่งที่น่าตกใจที่สุดที่คือ ฉันท้อง ทั้งๆ ที่แต่งงานกับสามีมาห้าปี ไม่คุมกำเนิด ก็ไม่มีลูก โอ…อะไรชีวิตจะบังเอิญขนาดนี้ หมอบอกว่า…ฉันท้องได้สองเดือนแล้ว

คราวนี้ทั้งฉันและสามีวิตกกังวลทั้งคู่ ฉันเองต้องไม่ทำตัวอ่อนแอให้สามีไม่สบายใจ สามีบอกว่าจะไปหาฉันทุกวันศุกร์เย็น และจะกลับมาทำงานทุกจันทร์เช้า เมื่อวันจะเดินทางมาถึง ฉันรู้สึกใจหาย นึกอยู่ว่าตนเองคิดผิดหรือถูก ที่เดินทางไปอยู่ต่างจังหวัดคนเดียว ขณะที่กำลังตั้งครรภ์

ไปถึงที่ทำงานใหม่ ไม่ทันจะทำงานอะไร ฉันมีอาการแพ้ท้องมาก คลื่นไส้อาเจียน จนต้องไปนอนโรงพยาบาล แม้เพื่อนที่ทำงานใหม่จะมาเยี่ยม แต่ก็ไม่อุ่นใจ ฉันนับเวลาทุกชั่วโมง เพื่อรอสามีมาหาในวันศุกร์เย็น ร้องไห้เมื่อเขากลับไปวันจันทร์เช้ามืด เมื่อออกจากโรงพยาบาล อาการแพ้ท้องก็ยังมีอยู่ นอกจากคลื่นไส้อาเจียน ฉันหายใจไม่อิ่ม หายใจเข้าออกไม่เต็มทรวง ต้องสูดหายใจลึกๆ ตลอดเวลา เมื่อบอกหมอที่ฝากท้อง หมอบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้อง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ ทำให้หายใจเร็วขึ้น หายใจไม่อิ่ม ฉันเองก็คิดว่า เพราะฉันวิตกกังวล จึงเป็นเช่นนี้

เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน อาการแพ้ท้องเริ่มหายไป แต่ความรู้สึกหายใจไม่อิ่มมีมากขึ้น ฉันสังเกตว่าเมื่อนอนอาการจะแย่ลง ทำให้ฉันไม่ค่อยได้ล้มตัวลงนอน ต้องนั่งพิงฝาหลับทั้งคืน เมื่อฉันบอกหมอที่ฝากท้อง หมอตรวจลูกในท้อง เจาะเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจของฉัน ผลพบว่าปกติ หมอจึงพูดเหมือนเดิมว่าเป็นอาการปกติของคนท้องและเป็นความวิตกกังวล หมอให้ยาคลายเครียด ซึ่งไม่มีอันตรายต่อลูกในท้องให้ฉันกิน

ยาคลายเครียดไม่ทำให้ดีขึ้น นอกจากหายใจไม่อิ่ม ยังรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เกิดอาการกลัวตายขึ้นมา ฉันคิดว่าฉันกำลังเป็นโรคจิต จึงไปปรึกษาจิตแพทย์ หมอคุยกับฉันอยู่นาน ฉันเองก็เล่าเรื่องความทุกข์ที่ต้องย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดเพียงลำพังในขณะตั้งครรภ์ หมอถามว่าฉันหูแว่วได้ยินเสียงแปลกๆ หรือตามองเห็นภาพแปลกๆ ไหม ฉันปฏิเสธ หมอบอกว่า ฉันเครียด ยังไม่เป็นโรคจิต หมอไม่ได้สั่งยาอะไรให้ บอกว่าหากไม่สบายใจก็ให้มาหา เมื่อสามีมาหาวันศุกร์เย็นตามเคย ฉันจึงเล่าให้เขาฟัง เขาพาฉันไปหาหมอสูติอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์อยู่โรงเรียนแพทย์ ใกล้ๆ จังหวัดที่ฉันย้ายมา

อ่านต่อ ในที่สุดก็ตรวจพบต้นเหตุอาการหายใจไม่อิ่ม คลิกหน้า 2

ทารก ปานแดงรูปหัวใจ วาเลนไทน์

เบบี๋ผู้มี ปานแดงรูปหัวใจ จุติในท้องคุณแม่วันวาเลนไทน์!

ทารกที่เกิดมาพร้อม ปานแดงรูปหัวใจ ที่หน้าผาก กำลังจะได้ฉลองวันวาเลนไทน์ครั้งแรกของชีวิตค่ะ คุณพ่อคุณแม่วัยใสของหนูน้อย ได้ต้อนรับน้องป๊อบปี้-เรย์ ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง หลังจากคลอดได้สองวัน คุณพ่อและคุณแม่ก็สังเกตเห็นปานอันเด่นชัดที่หน้าผากของป๊อบปี้

คุณแม่ผู้ทำหน้าที่เลี้ยงลูกเต็มเวลากล่าวว่า “ตอนที่เห็น ปานแดงรูปหัวใจ รู้สึกไม่อยากเชื่อเลยค่ะ แถมเราทราบกันแล้วด้วยว่าฉันน่าจะตั้งครรภ์ในวันวาเลนไทน์ปีที่แล้วพอดี”

ปานรูปหัวใจนั้นจะมีสีแดงเข้มขึ้นด้วยตอนที่ป๊อบปี้โกรธหรือร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่จึงพาน้องไปพบแพทย์ด้วยความกังวล แต่แพทย์ก็ยืนยันว่าปานของน้องเป็นปานธรรมดาที่ไม่มีอันตรายอะไร ถึงอย่างนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าคนอื่นๆ จะมองปานรูปหัวใจของลูกแบบแปลกๆ

คุณแม่อธิบายเพิ่มเติมว่า “เรากังวลว่าเมื่อโตไปแล้วลูกจะโดนล้อ หรือมีแฟนยาก แต่ตอนนี้ เราสองคนคิดกันแล้วว่าปานแดงรูปหัวใจนี้คือสิ่งที่ทำให้ลูกไม่เหมือนใคร และทำให้ลูกสวยมากกว่าเดิมในสายตาเราด้วย”

ทารก ปานแดงรูปหัวใจ วาเลนไทน์
© John Aron/HotSpot Media

คุณพ่อคุณแม่ของน้องป๊อบปี้ยังเล่าด้วยว่า “ปานหัวใจ” นี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว หากทั้งคู่ทะเลาะหรือโต้แย้งกันแล้วมองหน้าป๊อบปี้ ก็จะระลึกได้ว่าทั้งคู่รักกันมากเพียงใด

คุณแม่เสริมว่า “เธอน่ารักมากๆ จะอย่างไรคุณก็รักเธอ”

แม้แพทย์จะบอกว่าปานของป๊อบปี้อาจจางหายไปเมื่อสาวน้อยอายุได้ 4-5 ขวบ แต่ปานรูปหัวใจนี้อาจจะกลับมาเห็นได้อีกครั้งเมื่อสาวน้อยโตขึ้นก็เป็นได้ค่ะ

ที่มา: thesun.co.uk

ภาพ: © John Aron/HotSpot Media

ภาวะรกเกาะต่ำ

[เรื่องจริงจากหมอสูติฯ] ชีวิตนี้ลิขิตไม่ได้ ภาวะรกเกาะต่ำ

เรื่องจริงสุดเศร้าจากหมอสูติฯ เมื่อคุณแม่ท้องท่านหนึ่งประสบ ภาวะรกเกาะต่ำ แบบไม่ปกติ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายมาก เสี่ยงต่อการเสียชีวิตทั้งแม่และลูก Continue reading “[เรื่องจริงจากหมอสูติฯ] ชีวิตนี้ลิขิตไม่ได้ ภาวะรกเกาะต่ำ”

9 ไอเดีย DIY เล่นสนุกกับลูกรับวาเลนไทน์

งานของเด็กคือการเล่น และยิ่งเล่นก็ยิ่งได้เรียนรู้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่คือเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของเด็ก!

การเล่นกับลูกนอกจากจะทำให้ลูกได้รับความสนุก ต่อยอดความคิดในสมอง และได้ซึมซับความผูกพันภายในครอบครัวแล้ว ยังทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับรู้ถึงพัฒนาการในหลายๆ ด้านของลูกด้วย อีกทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างอย่างมีคุณภาพ

วันนี้ Amarin ฺBaby & Kids มีไอเดียงาน DIY สุดเก๋ที่ทำง่าย รับรองว่าหากชวนเด็กๆ มาเล่นสนุกกับกิจกรรมเหล่านี้เมื่อไร เจ้าตัวน้อยจะต้องวิ่งมานั่งรอคุณพ่อคุณแม่เตรียมอุปกรณ์กันอย่างใจจดจ่อเลยทีเดียว และยังสามารถให้ลูกนำสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ไปมอบเป็นของขวัญให้กับผู้อื่นเนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ได้ด้วยเช่นกัน

 

1 ผีเสื้ออมยิ้ม

ตัดกระดาษสีให้เป็นรูปปีกผีเสื้อ แล้วทำช่องเล็กๆ ไว้ตรงกลาง ให้ขนาดพอดีกับก้านอมยิ้ม จากนั้นก็นำก้านอมยิ้มมาเสียบไว้ตรงกลาง ตกแต่งปีกให้สวยงาม ติดตาผีเสื้อ หรือจะใช้ปากกาเมจิกวาดเป็นตาก็ได้

diy6

 

2. ส่งอมยิ้มผ่านภาพถ่าย

เพียงให้เด็กๆ ถ่ายภาพในลักษณะกำมือชูออกมา หรือจะหาจากภาพที่คุณพ่อคุณแม่มีอยู่แล้ว จากนั้นก็นำภาพมาเจาะรูตรงบริเวณที่เป็นมือ แล้วนำก้านอมยิ้มไปเสียบไว้

diy3

 

3. ดินสอหัวใจ

ใช้ก้านลวดกำมะหยี่พันที่ปลายดินสอแล้วดัดให้เป็นรูปหัวใจตามภาพ หรือจะดัดให้เป็นตัวอักษรย่อของชื่อลูกก็ได้ สามารถพันกับแท่งสีไม้หรือสีเทียนก็ได้เช่นกัน

diy7

 

4. ปั๊มมือลงหัวใจ

วาดรูปหัวใจลงบนกระดาษ หรือจะเขียนข้อความน่ารักๆ ต่อกันยาวๆ ให้เป็นรูปหัวใจก็ได้ จากนั้นก็ให้ลูกจุ่มมือลงบนสีแล้วก็ปั๊มลงบนกระดาษ รับรองว่าเจ้าตัวเล็กจะขอปั๊มไม่หยุด

diy5

 

5 ปั้มดอกไม้จากลำต้นของผัก 

เลือกผักที่มีลำต้นค่อนข้างใหญ่ และมีคุณสมบัติซึบซับน้ำได้บ้าง อาจใช้เป็นผักกวางตุ้งก็ได้ ตัดที่โคนลำต้นให้มีขนาดพอมี แล้วให้ลูกจุ่มลำต้นลงในสี ปั้มเล่นได้สนุกตามจินตนาการ แล้วอย่าลืมทำอาหารให้ลูกทานโดยมีส่วนประกอบของผักกวางตุ้ง เพื่อจูงใจให้ลูกทานผักไปในตัวด้วย

diy4

 

6. หัวใจกระดาษ

ตัดกระดาษให้เป็นเส้นยาว แล้วนำมาม้วนให้เป็นรูปหัวใจตามภาพ จากนั้นจะนำมาต่อร้อยให้เป็นโมบายแต่งบ้านก็ยิ่งสวย แนะนำให้ใช้กระดาษที่ไม่บางมาก เพื่อที่หัวใจจะได้คงรูปดี

diy2

 

7. หัวใจจากแกนกระดาษทิชชู

เพียงนำแกนกระดาษทิชชูมาบีบให้เป็นรูปหัวใจ แล้วให้ลูกรักจุ่มสี ปั๊มลงบนกระดาษก็เล่นสนุกได้นานทีเดียว

diy1

 

8 หัวใจสวมนิ้ว

ตัดกระดาษแข็งให้เป็นรูปหัวใจ เจาะรูให้ใส่นิ้วได้ แล้วตกแต่งตามจินตนาการ แค่นี้เด็กๆ ก็ได้ของเล่นชิ้นใหม่แล้ว

DIY วาเลนไทน์  เล่นกับลูก

 

9 เต่าทองรูปหัวใจ

ตัดกระดาษสีแดงและสีดำให้เป็นรูปทรงหัวใจ แต่แตกต่างขนาดกัน จากนั้นก็นำกระดาษทั้งหมดมาติดกาวประกอบกันเป็นเต่าทองตามภาพ

diy8

 

ภาพจาก www.woohome.com

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ Amarin ฺBaby & Kids

เมนู ลูก วาเลนไทน์

7 เมนูุแสนง่ายสุดเก๋สำหรับลูกน้อยรับวาเลนไทน์

เนื่องในวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง มาเติมความหวานให้กับทุกคนในครอบครัวกันเถอะค่ะ!!

ด้วยเมนูสุดเก๋ที่ทำง่าย สะดวก และหาวัตถุดิบได้จากท้องตลาดทั่วไป หรือบางทีคุณแม่อาจจะมีวัตถุดิบบางอย่างอยู่ในตู้เย็นแล้วก็เป็นได้ คุณแม่จะทำไว้ให้เจ้าตัวเล็กอิ่มอร่อย หรือจะทำไว้เซอร์ไพรส์คุณพ่อก็เหมาะทั้งนั้น และอย่าลืมให้เจ้าตัวน้อยมีส่วนช่วยในการทำเมนูเหล่านี้ตามความสามารถเท่าที่เด็กแต่ละวัยจะทำได้นะคะ เพราะกิจกรรมทุกอย่างที่เราร่วมมือช่วยกันทำภายในครอบครัว จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่น

เรามาดูกันว่าแต่ละเมนูมีอะไรบ้าง…

1. สตรอเบอรี่รูปหัวใจ

เพียงแค่นำสตรอเบอรี่สดๆ มาหั่นเป็นรูปหัวใจ แล้วจิ้มคู่กับโยเกิร์ต โดยสามารถดัดแปลงใช้ผลไม้อื่นได้ ตามแต่ที่ลูกน้อยชอบ เช่น ชมพู่ มะละกอ ฝรั่ง แอ๊ปเปิ้ล ฯลฯ

food2

 

2. มันฝรั่งทอดรูปหัวใจ

วิธีการทำก็คือแบบเดียวกับการทำเฟร้นฟรายด์ทุกอย่าง เพียงแค่ใช้พิมพ์กดคุกกี้รูปหัวใจมากด แทนการหั่นเป็นแท่งตรงเหมือนปกติ

เมนู วาเลนไทน์ กิจกรรมเด็ก

 

3. ผลแอ๊ปเปิ้ลฝังหัวใจ

งานนี้ต้องใช้แอ๊ปเปิ้ลสีเขียวและแดงอย่างละลูก แกะให้เป็นรูปหัวใจตามภาพ แล้วนำมาสลับผลกันก็จะน่ารักน่าทาน

food1

 

4. พิซซ่าหน้าหัวใจ

ถ้าหากไม่ต้องการอบพิซซ่าด้วยตัวเอง ก็สามารถซื้อพิซซ่าตามท้องตลาดได้ แต่ใช้พิมพ์คุกกี้กดแฮม หรือไส้กรอกแผ่นให้เป็นรูปหัวใจแล้วนำมาวางบนหน้าพิซซ่า

food3

 

5 ขนมปังไส้กรอกหัวใจ

เมนูนี้แสนง่าย เหมาะเป็นอาหารเช้าในวันที่เร่งรีบ เพียงแค่หั่นไส้กรอกให้เป็นเส้นยาว แล้วนำมาวางให้เป็นรูปหัวใจตามภาพ

food4

 

6. แพนเค้กรูปหัวใจ

ทำเหมือนแพนเค้กปกติทุกอย่าง เพียงแต่หยอดแป้งให้เป็นรูปหัวใจ หากไม่สามารถทำให้เป็นหัวใจที่รูปร่างสวยได้ ไห้ใช้กรรไกรช่วยตัดแต่งให้เป็นรูปหัวใจแทน

food5

 

7 แตงโมหัวใจ

ใช้พิมพ์กดคุกกี้กดเนื้อแตงโมให้เป็นรูปหัวใจ สามารถดัดแปลงใช้กับผลไม้เนื้ออ่อนชนิดอื่นได้ด้วย เช่น มะละกอ

food6

 

ภาพจาก www.demilked.com, www.cutefoodforkids.com

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ Amarin ฺBaby & Kids

เรื่องจริงจากหมอสูติฯ ตอนที่ 22 ลูกฉันเป็นโรคปอมเป

เมื่อต้นข้าวตั้งท้องแก่ ทุ่งนาของเรามีสีทอง ดวงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งก็เปล่งประกายแผ่รัศมีให้ดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น ฉันยืนมองพี่เชิด (ชื่อสมมุติ) สามีที่กำลังเดินดุ่มอยู่ที่คันนา พร้อมเพื่อนบ้านนับสิบ ในชุดเสื้อแขนยาวขายาวสวมหมวกสาน ด้วยวันนี้เป็นวันช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว พี่เชิดตะโกนบอกฉันว่า

นอม (ชื่อสมมุติ) ไปพักที่กระต๊อบปลายนา จะได้ไม่ร้อน

ฉันยิ้มรับ เอามือลูบท้องที่โหนกนูน ปีนั้นฉันอายุได้ 20 ปี ตั้งท้องแรกได้ 5 เดือน ความรู้สึกสดใสดีใจที่จะมีลูก เหมือนเห็นท้องทุ่งสีทองมีข้าวเหลืองอร่ามเต็มนานี่แหละ

หลังจากไปดูแลสามีและเพื่อนบ้านเกี่ยวข้าว เย็นนั้นตอนเดินกลับบ้าน ก็มีน้ำใสๆ ไหลเปรอะเต็มหน้าขา ฉันเข้าใจว่าเป็นปัสสาวะจึงไม่ได้บอกใคร ตกดึกรู้สึกท้องแข็ง ปวดท้อง ก็คิดว่าปวดถ่าย ฉันทนปวดท้องจนเช้า พอเช้ามาเห็นเลือดนองเต็มเตียง จึงรีบไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าฉันกำลังจะแท้งลูก รักษาไว้ไม่ได้แล้ว เพราะปากมดลูกเปิดมากแล้ว ไม่นานฉันก็แท้งลูกชาย อวัยวะครบ น้ำหนักตัว 600 กรัม เขาเสียชีวิตทันทีหลังแท้ง หมอถามฉันว่าจะอนุญาตให้ส่งทารกตรวจชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตไหม แม่ฉันไม่อนุญาต มีความเห็นว่า

ไหนๆ ก็ตายไปแล้ว ไม่ต้องหาสาเหตุหรอก นอมคงมดลูกไม่ดี เพราะเดินไปนาทุกวัน มองภายนอกเด็กก็ดูปกติดีใช่ไหมหมอ

หมอพยักหน้ารับ ภายนอกเด็กดูปกติดี

อายุยังน้อย เดี๋ยวก็มีใหม่ได้ ใคร ๆ ก็บอกฉันเช่นนั้น

บางคนก็ว่า แท้งไปดีกว่า หากรอดแล้วอาจต้องเลี้ยงเด็กพิการ

………………………….

หลังแท้ง ฉันอยากมีลูกทันที สามเดือนหลังแท้ง ฉันก็มีลูกคนที่สอง คนนี้ฉันประคบประหงมเป็นอย่างดี แม่ห้ามฉันไปนา ไม่ให้ขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่ให้ยกของหนัก งานบ้านก็ไม่ต้องทำ เมื่อครบกำหนด ฉันคลอดไม่ได้ เชิงกรานแคบ หัวเด็กลงอุ้งเชิงกรานไม่ได้ ต้องผ่าตัดคลอด ลูกมีน้ำหนักถึง 3,680 กรัม เป็นลูกสาว ทำให้ฉันผิดหวัง เพราะหวังว่าลูกชายคนโตจะมาเกิดใหม่ แต่แม่ก็ปลอบว่า เดี๋ยวก็มีได้อีก

ลูกสาวคนนี้ดูดนมไม่เก่ง สำลักนม และน้ำหนักขึ้นน้อยมาก หมออนามัยส่งตัวลูกไปตรวจที่โรงพยาบาลจังหวัด พบว่า ลูกเป็นโรคหัวใจ มีหัวใจโต ตับโต หายใจลำบาก ต้องเข้าออกโรงพยาบาล ตั้งแต่อายุสองเดือน สุดท้ายลูกเสียชีวิตเมื่ออายุ 4 เดือน หมอขอส่งทารกผ่าศพตรวจชันสูตร แต่ที่บ้านฉันไม่ยินยอม เราไม่อยากให้ลูกอวัยวะไม่ครบ แม้เสียชีวิตไปแล้ว

………………………….

 

ความเสียใจที่เกิดขึ้น ทำให้ฉันปล่อยให้ท้องอย่างรวดเร็ว หกเดือนหลังคลอดลูกคนที่ 2 ฉันก็ท้องลูกคนที่ 3 ท้องนี้ฉันหาหมอบ่อย ดูแลครรภ์อย่างดี ตรวจอัลตร้าซาวนด์ตอน 5 เดือน รู้ว่าเป็นลูกชาย ทุกคนในบ้านดีใจมาก ฉันตั้งท้องอย่างไม่มีปัญหาใดๆ ลูกชายฉันน้ำหนัก 3,500 กรัม อ้วนจ้ำม่ำหน้าตาน่ารัก แต่หลังคลอด ฉันสังเกตว่าลูกไม่ค่อยดูดนม เวลาดูดนม ก็ทำท่าเหนื่อย เมื่ออายุ 2 เดือน ตรวจละเอียดจึงพบว่า ลูกมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจและตับเริ่มโต หมอคาดว่าลูกอาจจะเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ จึงส่งลูกชายไปตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

ซึ่งคุณหมอสรุปว่า ลูกชายฉันเป็นโรคปอมเป (Pomepe disease) ที่มีอาการรุนแรง หมออธิบายว่า

โรคปอมเปเกิดจากพันธุกรรม พ่อแม่เป็นพาหะ ยีนส์ด้อยจากแม่และยีนส์ด้อยจากพ่อมารวมกัน ทำให้เด็กเกิดอาการของโรคขึ้น อาการของโรคเกิดจากการขาดเอ็นไซมน์ในเซลล์ ทำให้สารแป้งไกลโคเจน (Glycogen) คั่งในเซลล์ ทำให้เซลล์ของอวัยวะต่าง บวมใหญ่ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ อาการที่เห็นเด่นชัดในโรคนี้ คือ กล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว อ่อนแรง คอไม่แข็ง หัวใจโต หัวใจเต้นผิดปกติ หายใจลำบาก ตับโต กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานไม่ปกติ การดูดซึมอาหารไม่ดี ทำให้น้ำหนักลด

ตั้งแต่เกิดมา ก็ไม่เคยพบเคยเห็นโรคอะไรแบบนี้แม่ของฉันบ่นกับหมอ

โรคนี้เจอน้อยมากครับ โอกาสเกิด 1 ต่อประชากร 138,000 คน มีทั้งชนิดที่เกิดตั้งแต่วัยทารก หรือมาเกิดตอนเป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคนี้เท่าๆ กัน หากเกิดในทารกมักจะรุนแรง มีเอ็นไซมน์ในเซลล์ต่ำกว่าร้อยละ 1 ในผู้ใหญ่มักมีเอ็นไซมน์ในเซลล์ประมาณร้อยละ 2-40 อาการจึงรุนแรงน้อยกว่าเด็กทารก วิธีการรักษาโรคนี้คือการให้ยาไมโอไซมน์ (Myozyme) ซึ่งเป็นเอ็นไซมน์ทดแทนเอ็นไซมน์ที่ขาดไป ไมโอไซมน์เป็นยาที่แพงที่สุดในโลก ต้องฉีดตลอดชีวิต โดยฉีดทุกสองสัปดาห์ ราคาประมาณหลายล้านบาทต่อปีหมออธิบายอย่างละเอียด

แต่ลูกคนที่สามของฉัน ไม่ได้รับยาไมโอไซมน์ เพราะอาการเขารุนแรงมาก มีหัวใจวาย การหายใจล้มเหลว รักษาก็ไม่ดีขึ้น เขาเสียชีวิตเมื่ออายุ 5 เดือน

อย่างไรก็ตาม โอกาสเกิดลูกที่เป็นโรคปอมเป ในรายของคุณนอมและคุณเชิดมีแค่ร้อยละ 25 ที่ยีนส์ด้อยจะมาจับคู่กัน คนต่อไปอาจจะไม่เป็นโรคปอมเปก็ได้” หมอให้ความหวัง

………………………….

ฉันจึงปล่อยให้ตั้งท้องอีก โดยหวังว่า ลูกจะไม่มีโรคปอมเป แต่กรรมเวรอะไรของก็ไม่รู้ ลูกคนที่ 4 เป็นโรคปอมเปอีกแล้ว คราวนี้หมอที่กรุงเทพฯ ให้ฉีดยาไมโอไซมน์ทุกสองสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายมีมูลนิธิสนับสนุน ตอนนี้ลูกสาวอายุได้ 8 เดือน การให้ยาช่วยลูกได้จริงๆ ลูกแข็งแรง น้ำหนักตัวดี พัฒนาการดี หัวใจปอดแข็งแรง แม้ฉันรู้ว่าตอนนี้ลูกของฉันคือเด็กที่โชคดีที่สุดในโลก แม้ยาราคาแพงมากก็ได้รักษาฟรี ฉันยกมือไหว้ขอบคุณหมอ ผู้ผลิตยา มูลนิธิ ที่ช่วยชีวิตลูก แต่ฉันและทุกคนในบ้านก็รู้…เป็นเรื่องทุกข์ใจและน่าเศร้ามาก ที่โรคนี้รักษาไม่หายขาด และตอนนี้ยังไม่มีวิธีรักษาวิธีอื่นๆ เลย นอกจากให้ยาไมโอไซมน์ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะสามารถให้ไปได้ตลอดชีวิตหรือไม่

 

ไหนๆ ก็ตายไปแล้ว ไม่ต้องหาสาเหตุหรอก นอมคงมดลูกไม่ดี เพราะเดินไปนาทุกวัน มองภายนอกเด็กก็ดูปกติดีใช่ไหมหมอ

ตั้งแต่เกิดมา ก็ไม่เคยพบเคยเห็นโรคอะไรแบบนี้

 

เรื่องโดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
ภาพ : Panita Aoki

 

เตรียมพร้อมก่อนหอบลูกสนุกนอกบ้าน ท่องเที่ยวไปในโลกกว้างกับลูกโดยไม่ป่วนใคร

ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ลูกน้อยก็อ้อนขอไปเที่ยวทุกที แต่ไปเที่ยวทีไรต้องมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวได้ไม่เว้น ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างวินัยเชิงบวกเพื่อพัฒนาเด็กในทุกด้าน จึงมีเทคนิคเตรียมความพร้อมก่อนไปเที่ยวและเทคนิครับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าระหว่างท่องเที่ยวมาแนะนำให้ค่ะ

ภาพโดย www.mixlar.com.br
ภาพโดย www.mixlar.com.br
  1. วางแผนร่วมกัน ยิ่งละเอียดยิ่งลดปัญหา

ก่อนวันท่องเที่ยวของครอบครัวประมาณ 1 สัปดาห์ คุณพ่อคุณแม่ควรวางแผนและทำข้อตกลงกับลูกน้อยให้มากที่สุด เพื่อให้ลูกน้อยเตรียมความพร้อม สร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และลดความตื่นเต้นที่อาจทำให้ลูกน้อยเกิดพฤติกรรมล้นๆ ได้ค่ะ

Checklist วางแผนกับลูกเรื่องอะไรบ้างนะ

  • วางแผนสถานที่ท่องเที่ยว จุดแวะพักต่างๆ และวิธีการเดินทางให้ละเอียด
  • บอกเล่าลักษณะของสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่ลูกสามารถทำได้เมื่อไปถึง
  • ระบุระยะเวลาที่ครอบครัวจะใช้ในสถานที่หรือใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ให้ชัดเจน
  • บอกกฎกติกาของแต่ละสถานที่หรือกติกาที่เป็นข้อตกลงกันในครอบครัวให้ครบถ้วน
  • อธิบายผลที่จะตามมาหรือโอกาสดีๆ ที่เขาจะพลาดไปหากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
  • เตือนอันตรายหรือสิ่งที่ควรระมัดระวัง
  • สอนวิธีขอความช่วยเหลือและเตรียมความพร้อมให้เขารู้วิธีแก้ไขปัญหาหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ภาพโดย greenword.ru
ภาพโดย greenword.ru
  1. ทบทวนแผนสม่ำเสมอ ยิ่งบ่อยยิ่งเที่ยวสนุก

แม้จะวางแผนกันไว้แล้ว แต่เวลาที่ลูกน้อยกำลังตื่นตาตื่นใจ เขาอาจลืมกฎกติกาที่ตกลงกันไว้ เพราะฉะนั้นการทบทวนแผนและกฎกติกาก่อนเที่ยวทุกวันจนนาทีสุดท้าย จะช่วยให้ลูกน้อยมีสติและควบคุมตัวเองได้มากขึ้นค่ะ

  1. กระเป๋าและเงินของลูก ให้ลูกจัดการเอง

ไม่ว่าจะไปเที่ยวใกล้หรือไกล คุณพ่อคุณแม่ควรมีกระเป๋าส่วนตัวและให้เงินส่วนตัวไว้กับลูกน้อย แม้สิ่งของที่ลูกน้อยอยากพกไปด้วยจะชวนให้ตั้งคำถามว่า “เอาไปทำไม” แต่นั่นคือความมั่นคงทางอารมณ์ของเขาค่ะ และเงินส่วนตัวยังทำให้เขามีเงินสำหรับซื้อของที่อยากได้ โดยไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับเงินของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งจะช่วยให้เขาเรียนรู้วิธีบริหารจัดการเงินของตัวเองให้อยู่ในวงเงินที่จำกัดด้วยค่ะ

  1. หยิบจับลดความตื่นเต้น

อุปกรณ์จำเป็นสำหรับการเที่ยวสนุก เช่น ชุดว่ายน้ำ หมวกใบใหม่ แว่นตากันแดด ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องรอถึงวันไปเที่ยวก็เอาออกมาเล่นหรือหยิบจับสำรวจก่อนได้นะคะ เพื่อลดความตื่นเต้นให้กับลูกน้อยก่อนลงสนามจริง!

อ่านเรื่อง “เตรียมพร้อมก่อนหอบลูกสนุกนอกบ้าน ท่องเที่ยวไปในโลกกว้างกับลูกโดยไม่ป่วนใคร” คลิกหน้า 2

ไปเที่ยวตอนท้อง ตั้งครรภ์ ท่องเที่ยว

3 ประสบการณ์จริงเรื่องเที่ยวของแม่ท้อง

Pregnancy 0-13 Weeks ท้อง..จึงไม่กล้าเที่ยว “ประสบการณ์ต้องไปเที่ยวตอนท้องอ่อน เพราะได้ออกทีวี”

โดย Naruemon Sea (คุณเก๋ คุณแม่ของน้อง Seatalay)

“ตั้งแต่รู้ว่าท้อง นอกจากไปทำงานปกติแล้วจะไม่กล้าเดินทางไกลๆ ค่ะ กลัวกระทบกับลูกในท้อง ไปไหว้พระใกล้บ้านบ้าง แต่จะกังวลอยู่ตลอด ไม่ชอบนั่งรถนานๆ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ประทับใจไม่ลืมคือเก๋ได้รับคัดเลือกให้ไปเป็นแขกรับเชิญในรายการท่องเที่ยวที่ต้องบินไปเชียงราย โดยส่งรูปคู่ซี้กับเพื่อนส่งประกวด ทางรายการมีกิจกรรมให้ทำหลากหลายได้เล่นเกม ทำอาหาร ไปเที่ยวช้อปปิ้ง ได้เดินเยอะ มีนวดสปาด้วยค่ะ แต่เก๋บอกเขาว่าขอเว้นตรงท้องไว้ ไม่ให้นวดท้องค่ะ ก่อนไปก็ปรึกษากับคุณหมอที่ฝากครรภ์ หมอบอกว่าไปได้ค่ะ แต่ระหว่างเที่ยวก็ระวังตัวเรื่องอาหารเป็นพิเศษ ไม่กินอาหารแปลกๆ ที่เราไม่เคยทานมาก่อน ช่วงท้องนี่ยอมรับเลยว่าเที่ยวไม่บ่อย แต่ก็มีเที่ยวบ้างค่ะ”

Expert Says

การเดินทางเพื่อไปทำธุระหรือท่องเที่ยว ไม่เป็นข้อห้ามสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ปกติ แต่อาจจำกัดบ้างกรณีที่คุณแม่มีภาวะแทรกซ้อนเช่น มีเลือดออก หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องดูแลจากแพทย์ ซึ่งวิธีการเดินทางสามารถเลือกได้ตามต้องการ โดยแต่ละวิธีก็มีข้อแนะนำจำเพาะ ดังนี้

  1. รถยนต์ ควรคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ โดยเส้นล่างพาดที่หน้าขา เส้นบนคาดตรงกลางระหว่างเต้านมเพื่อลดความเจ็บปวดจากการกด
  2. จักรยานยนต์ ต้องใส่หมวกนิรภัย ระมัดระวังช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการลื่นล้มเช่น ฝนตก
  3. เครื่องบิน โดยทั่วไปสายการบินอนุญาตคุณแม่เดินทางได้จนอายุครรภ์ประมาณ 7 ถึง 8 เดือนบางสายการบินมีกฎที่ต้องใช้ใบรับรองจากแพทย์การผ่านเครื่องเอกซเรย์ที่สนามบินหากคุณแม่แจ้งกับเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานจะมีทางผ่านพิเศษเลี่ยงให้ขณะเครื่องบินอยู่บนอากาศแนะนำให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่ง ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้การไหลเวียนโลหิตดี ขยับขาหรือลุกเดินบ้างเพื่อลดโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ พักผ่อนนอนหลับกรณีที่เป็นการเดินทางระยะไกล คุณแม่ควรเตรียมยาแก้แพ้ วิงเวียนติดตัวไว้ หรืออาจรับประทานก่อนเครื่องบินขึ้นเล็กน้อยเพื่อลดอาการวิงเวียน
  4. เรือ ระมัดระวังการลื่นล้ม ตกน้ำและอาการวิงเวียน

การนวดสปา ไม่เป็นข้อห้าม โดยหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณท้องและหากอายุครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่สองหรือประมาณ 3 เดือนขึ้นไป การนอนหงายเป็นเวลานานๆ คุณแม่อาจเกิดอาการหน้ามืด ซึ่งเกิดจากเลือดดำไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจได้น้อย จากการกดทับโดยมดลูก ควรงดการอบไอน้ำหรือแช่น้ำร้อนเป็นเวลานาน เนื่องจากทำให้คุณแม่มีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นคล้ายมีไข้ ซึ่งมีผลต่อการทำลายสมองของทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้สถานที่นวดสปาควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก


 

Pregnancy 14-27 Weeks ท้องเริ่มใหญ่แต่ชอบเที่ยวผจญภัย

“ประสบการณ์ท้อง 6 เดือน เที่ยวตะลุยป่าวังน้ำเขียว” โดย ANUTIDA SUNWA PIMKI (คุณก๊อก คุณแม่ของน้องต้นปัณณ์)

“ช่วงท้องมีเหตุให้เดินทางตลอดค่ะ แต่ถ้าเป็นเรื่องเที่ยวต้องขอเล่าตอนไปวังน้ำเขียวกับแฟน 2 คน หลงทางสมบุกสมบันมาก ติดหล่มอยู่ในป่า ทั้งๆ ที่จุดที่จะไปถ้าไปทางปกติ 20 นาทีก็ถึง แต่ GPS พาเลาะภูเขา พอดีว่าช่วงนั้นเป็นหน้าฝน รถจึงตกร่อง ตัวเรากระแทกตลอดทาง ต้องจับที่จับบนเพดานรถ ตรงประตูช่วยผ่อนแรง รถกระแทกตลอดทางจนทะเบียนรถหลุดหายในป่า ก่อนเข้าน้ำตกเจ้าหน้าที่เตือนแล้วว่าถ้าไม่ใช่รถโฟวีล ไม่แนะนำให้เข้าเพราะเป็นหน้าฝน แต่เราเห็นว่ามันน่าไปก็เลยลุยกันเข้ามา โชคดีที่มีน้องวัยรุ่นขับรถโฟวีลขับตามมา เห็นเราท้อง ก็เลยช่วยกันเข็นขึ้นมาได้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็แย่เลยค่ะ พอขับมาในตัวเมืองโดนตำรวจวังน้ำเขียวจับป้ายทะเบียนหาย เราก็เพิ่งรู้กันก็ตอนโดนจับนี่แหละค่ะ”

Expert Says

  • คุณหมอไม่แนะนำให้เดินทางแบบสมบุกสมบันจนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจเกิดแรงกระแทกโดยตรงสู่มดลูก เนื่องจากอาจทำให้เกิดรกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของทารกในครรภ์ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อคุณแม่ด้วย
  • การท่องเที่ยวป่าควรระวังแมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งอาจนำเชื้อที่เป็นอันตราย เช่น ไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย เป็นต้น
  • ระวังการเดินทางตามโขดหินซึ่งอาจเสี่ยงต่อการลื่นล้ม
  • บนภูเขาหรือที่สูงจะมีอากาศน้อยกว่าระดับความสูงปกติ ซึ่งมีผลต่อการไหลเวียนเลือดของคุณแม่ มีรายงานว่าคุณแม่ที่อาศัยบนที่สูง น้ำหนักตัวของทารกแรกเกิดจะน้อยกว่าคุณแม่ที่อาศัยอยู่ที่ระดับความสูงปกติ

 Naruemon Sea (2)

 


 

Pregnancy 28-41 Weeks ท้องแก่ไม่ชอบเที่ยวไกล

“ประสบการณ์ท้องแก่ขอแค่เดินห้าง”  โดย Wnn Waleerat Nonthasri (คุณน้อยหน่า คุณแม่ของน้องนานา)

“พอท้องได้ 7 – 9 เดือนก็ไม่อยากไปไหนไกลมาก ถ้าจะเที่ยวก็แค่ตัวเมืองเชียงใหม่ เที่ยวห้าง หรือถนนคนเดิน เพราะน้ำหนักเริ่มเยอะ เดินไม่ค่อยไหวแล้วค่ะ จะเดินทางทีก็กังวล เพราะพอใกล้คลอดลูกจะดิ้นน้อยลง ปรับตัวด้วยการเปลี่ยนรองเท้าตอนท้องแก่มากๆ ค่ะ  ช่วงท้องไม่ได้ทำงาน เพราะมัวแต่อึดอัดว่าเมื่อไหร่จะคลอดสักที ด้วยความที่ไม่อยากนั่งรถไปไหนมาไหน เวลาเบื่อๆ ก็จูงน้องหมาไปเดินเล่นค่ะ”

Expert Says

แม้ว่าคุณแม่จะตั้งครรภ์ในระยะไตรมาสสามแล้ว แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางยังสามารถทำได้ แต่คุณหมอมักแนะนำว่าไม่ควรเดินทางไปไหนไกลๆ หรือใช้เวลาเดินทางนานเกินไปค่ะ

หากคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเดินทาง ควรพกพาสมุดฝากครรภ์ติดตัวเผื่อกรณีเกิดภาวะฉุกเฉิน หากไม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดการเดินออกกำลังกายเบาๆ ในที่โล่งเช่น สวนสาธารณะ จะทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น

แต่การไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า หรือโรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นอาคารปิด อาจติดเชื้อทางเดินหายใจได้ ดังนั้นเมื่อกลับจากห้างสรรพสินค้าควรล้างมือและชำระร่างกายให้สะอาด เมื่อนั่งหรือนอน ควรยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับได้ดีขึ้น ลดอาการขาบวม นอกจากนี้คุณแม่ควรนอนพักผ่อนโดยแนะนำให้นอนตะแคงด้านซ้ายเพื่อเพิ่มการไหลกลับของเลือดดำสู่หัวใจให้ดีขึ้น

Wnn Waleerat Nonthasri (2)

 

เรื่องโดย : รศ.พญ.ธารางรัตน์ หาญประเสริฐพงษ์ สูติแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และที่ปรึกษา About Us Advanced Maternity Center

พนักงานดับเพลิงขับรถส่งหนูน้อยทำคีโม

แม้จะไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัวเหมือนซินเดอเรลล่าแต่หนูน้อยฟินลีย์ บราวน์ วัยหกขวบก็มีราชรถคันยักษ์สีแดงพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาลเพื่อทำเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็งเป็นครั้งสุดท้าย

ฟินนีย์ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งไตซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นในเด็กเพียง 7 คนต่อหนึ่งล้านคนเท่านั้น ถึงจะต้องฝ่าฟันการรักษาด้วยเคมีบำบัดจนทำให้เส้นผมร่วงหมดทั้งศีรษะ แต่หนูน้อยก็ไม่เคยท้อ ซ้ำยังมีทัศนคติที่ดี เมื่อได้พบกับคณะนักผจญเพลิงในงานเทศกาลงานหนึ่ง ฟินนีย์เดินเข้าไปหาพวกเขาและกล่าวขอบคุณที่ช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับทุกคน

ลูคัส แลมเบิร์ท เจ้าหน้าที่ดับเพลิงคนหนึ่งเล่าว่า “ฟินนีย์ดึงดูดสายตาทุกคู่ทันทีเพราะศีรษะของเธอไม่มีผมเลย แต่เธอกลับเดินตรงมาที่เราด้วยความมั่นใจ” หลังจากได้ฟังเรื่องราวของหนูน้อยผู้กล้าหาญและสดใสคนนี้ หน่วยดับเพลิงเขตโมรากา-โอรินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ระดมทุนเพื่อพาครอบครัวของฟินนีย์ไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ในเดือนเมษายน นอกจากนี้พวกเขายังเตรียมของขวัญพิเศษ นั่นคือ การขับรถดับเพลิงพาเธอไปส่งโรงพยาบาลเพื่อทำคีโมครั้งสุดท้าย

“ผมไม่เคยเห็นใครไปโรงพยาบาลด้วยรอยยิ้มกว้างขนาดนี้เลย” เจ้าหน้าที่แลมเบิร์ทกล่าว ขณะที่คุณแม่ของฟินนีย์เอ่ยขอบคุณพนักงานดับเพลิงว่า “พวกเขาเสี่ยงชีวิตช่วยผู้คนให้ปลอดภัยทุกวัน และยังทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์นี้อีก”

 

ข้อมูลจาก www.today.com
เรื่อง : พิมพ์ภัทร
ภาพ : Shutterstock

ฝาแฝดในอเมริกาเกิดห่างกันหนึ่งปี

วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ครอบครัววาเลนเซียได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ซึ่งเป็นทารกฝาแฝดที่เกิดห่างกันคนละปี! โดยคืนส่งท้ายปี คุณแม่มาริเบล วาเลนเซียจากเมืองซานดิเอโก แคลิฟอร์เนียเกิดเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดและเดินทางมาโรงพยาบาล ในช่วงวินาทีสุดท้ายของปี พ.ศ.2558 หนูน้อยเจล์นฝาแฝดคนแรกก็ถือกำเนิด ก่อนที่อีก 2 นาทีต่อมา หลุยซ์ ฝาแฝดคนน้องจะคลอดออกมาเมื่อเข้าสู่ปี 2559 ไปเรียบร้อยแล้ว

“เราจ้องนาฬิกาไม่วางตาเลยครับ” คุณพ่อหลุยซ์ (ชื่อเดียวกับลูกชาย) ให้สัมภาษณ์อย่างตื่นเต้น โชคดีที่ทารกทั้งสองและคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรง ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัว

 

ข้อมูลจาก http://www.channelnewsasia.com

เรื่อง : พิมพ์ภัทร
ภาพ : Shutterstock

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

ที่นี่ถือเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรม และศาสนา ผ่านความวิจิตรบรรจงของงานปั้น งานแกะสลัก รวมไปถึงภาพวาดน่าสนใจมากมาย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเด็กๆในวัย 4-13 ปี น่าดู เพราะเพียงแค่เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของช้างเอราวัณสามเศียรก็เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากเด็กๆได้แล้ว ภายในตัวช้างจัดแสดงเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์มีด้วยกัน 3 ส่วน ชั้นล่างสุด หรือ ชั้นใต้ดิน คือ ชั้นสุวรรณภูมิ ชั้นกลางคือชั้นโลก และชั้นบนสุด คือ ชั้นจักรวาล ทั้งสามชั้นถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต อ่อนช้อย ส่วนด้านนอกมีสวนรายล้อมอยู่ประดับตกแต่งรูปปั้นสัตว์ในป่าหิมพานต์ไว้มากมาย ซึ่งแต่ละตัวมีชื่อติดไว้ให้ได้ทำความรู้จักกัน ลองชี้ชวนให้เขารู้จักกับสัตว์หิมพานต์เหล่านี้ จากนั้นฝึกให้เขาแยกออกมาสิว่า แต่ละตัวเป็นลูกผสมของสัตว์ชนิดไหนกันบ้าง หรือไม่ก็จินตนาการดูสิว่า สัตว์ชนิดไหนสามารถเอามารวมร่างแบบนี้ได้บ้าง เรื่องสนุกๆแฟนตาซีแบบนี้ เด็กๆชอบกันน่าดู และกลับถึงบ้านเมื่อไหร่ค่อยเปิดหนังสือ หรือ หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่บอกเล่าเรื่องราวของสัตว์ในป่าหิมพานต์เหล่านี้กันอีกครั้ง

ข้อควรระวัง
: ควรระวังเด็กๆไว้ให้ดี ไม่ปล่อยให้วิ่งขึ้นบันไดตามลำพัง ปีน โหน หรือ จับชิ้นงาน เพราะอาจเกิดความเสียหายได้ รวมถึงไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนด้วย

  • ราคาค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็กอายุ 6-15 ปี 100 บาท
  • วัน-เวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 20.00 น. โทร. 0 2371 3135-6
  • ที่ตั้ง : อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

 

Peppermint Bike Park (เหมาะสำหรับเด็กวัย 5 ขวบขึ้นไป)

peppermint 3            ครอบครัวนักปั่นห้ามพลาด สำหรับสนามปั่นจักรยาน Peppermint Bike Park พื้นที่สำหรับปั่นจักรยานที่สนุกและปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง จากพื้นที่รกร้างว่างเปล่าถูกเนรมิตเป็นเส้นทางจักรยาน ที่มีเนินสูง – แอ่งน้ำ – สะพานไม้ – wall ride ให้สาดโค้งได้สนุกเร้าใจ และอุปสรรคมากมายที่เตรียมไว้ท้าทายนักปั่นที่ต้องการฝึกทักษะในทุกระดับฝีมือ ที่สำคัญยังมี Spot light ส่องสว่างตอนกลางคืน ทำให้เรื่องเวลาไม่เป็นปัญหาในการปั่นอีกต่อไป สำหรับเจ้าตัวเล็กที่อยากปั่นจักรยานกับคุณพ่อคุณแม่ ขอให้อายุเกิน 5 ขวบ และสามารถบังคับจักรยานสองล้อได้ เท่านี้ก็มาปั่นสนุกกันได้ทั้งครอบครัวแล้ว

 

  • ราคาค่าเข้า : ค่าผ่านประตู 200 บาท/วัน ค่าเช่าจักรยาน 150 บาท/ชั่วโมง ค่าเช่าหมวก 60 บาท/ครั้ง (สามารถนำจักรยานของตัวเองมาได้)
  • วัน-เวลาเปิด-ปิด : อังคาร – ศุกร์ 16.00-22.00 น. เสาร์ – อาทิตย์ 7.00-22.00 น.
  • ที่ตั้ง : ซอยโยธินพัฒนา 3 เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา
  • เบอร์โทร. 090-980-1368

peppermint 2

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ

เห็นชื่อแล้วอาจจะคิดว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ขึงขังจริงจังดูน่าเบื่อ แต่ขอแนะนำเลยว่าที่นี่คือหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ควรมาเยี่ยมชมอย่างยิ่ง เพราะมีการนำเสนอความรู้เรื่องธรณีวิทยาและไดโนเสาร์ได้อย่างทันสมัย สนุก เพลิดเพลิน สัมผัสได้จริง และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ไฮไลต์เด็ดของที่นี่คือการจัดแสดงกลุ่มไดโนเสาร์ที่ค้นพบในประเทศไทยพร้อมแสงสีเสียง ใครอยากเห็นไดโนเสาร์ขยับได้เหมือนมีชีวิตต้องมา พิพิธภัณฑ์ที่นี่ยังมีลูกเล่นน่ารักๆ ด้วยคือ มีรอยเท้าไดโนเสาร์เล็กๆ ให้ผู้เข้าชมเดินตาม จะได้ไม่หลงและเก็บความรู้ได้ครบทุกจุด อีกทั้งยังมีให้โหลดแอพลิเคชั่นชื่อว่า The Xvolution เมื่อเปิดแอพนี้ตามจุดที่บอก ก็จะมีไดโนเสาร์ 3 มิติจำลองปรากฏออกมาให้ถ่ายรูปคู่ได้ด้วย สนุกและได้ความรู้ไปเต็มๆ แบบนี้ พลาดไม่ได้จริงๆ

earth 1

  • ราคาค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท
  • เปิด-ปิด : อังคาร – อาทิตย์ 30 – 16.30 น. (ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ตรงกับเสาร์-อาทิตย์)
  • ที่ตั้ง : ถนนเลียบคลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

earth 3