Snow Town Bangkok

อยากให้ครอบครัวได้ใช้เวลาแห่งความสุขกันได้นานๆ ทั้งวัน คือคอนเซ็ปต์ Snow Town Bangkok ที่นี่จึงไม่ใช่แค่เมืองหิมะจำลองที่เข้ามาเพื่อถ่ายรูปสวยๆ และกลับออกไป แต่กลับมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่นอกจากได้ความสนุกแล้ว ยังได้ความรู้และทักษะต่างๆกลับบ้านไปด้วย เช่น คอร์สสอนเล่นสกี มุมวาดภาพที่สามารถนำภาพปริ้นท์ออกมาเป็น 3 มิติได้ ลานหิมะและเนินเล็กๆ ที่เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ หรือจะปั้นตุ๊กตาหิมะได้ตามใจชอบ ได้สัมผัสกับหิมะโปรยปรายเสมือนของจริง เป็นต้น

 

  • ราคาค่าเข้า : วันธรรมดา ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก (ต่ำกว่า 90 ซม.) 230 บาท ผู้สูงอายุ 180 บาทวันเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก (ต่ำกว่า 90 ซม.) 280 บาท ผู้สูงอายุ 230 บาท
  • วัน-เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-ศุกร์ 11.00-20.00 น.เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 10.00-20.00 น.
  • ที่ตั้ง : ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย

Snow town 2

Bounce in Thailand

“บ๊าวซ์ อิงค์ ประเทศไทย” กิจกรรมสนุกเต็มพิกัด ฉีกกรอบความเป็นตัวเอง ในอาณาจักรแทรมโพลีนขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย พื้นที่ในร่มขนาดใหญ่ที่ได้รับการออกแบบสำหรับคนรักในการบ๊าวซ์ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มหัดกระโดด หรือมีความสามารถระดับเอ็กซ์ตรีมก็มาบ๊าวซ์กันไปเลยให้สูงสุด เพราะยิ่งสูงยิ่งท้าทาย และมั่นใจได้กับการทิ้งตัวลงบนแทรมโพลีนที่ปลอดภัย สามารถเริ่มเล่นได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ซึ่งจะได้ทั้งความสนุก ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก และช่วยยืดกล้ามเนื้อที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มความสูงผ่านการออกกำลังกายกระตุ้นในแนวดิ่ง ทำให้กระดูกหนาและแข็งแรงขึ้น หากบ๊าวซ์อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยยืดกระดูกได้2.5 – 5 เซนติเมตร

นอกจากโซนแทรมโพลีนขนาดใหญ่ ยังมีโซนคลิปแอนด์ไคลมบ์ เป็นโซนปีนป่ายภายในร่มจากประเทศนิวซีแลนด์ที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยสีสันนี้ มีด่านท้าทายความสูงถึง 24 ด่านในพื้นที่ 255 ตรม.ความตื่นเต้นที่ความสูงระดับ8.6 เมตร สามารถเล่นได้ทั้งเด็ก (น้ำหนักขั้นต่ำ 15 กก.) และผู้ใหญ่ ความปลอดภัยใช้ระบบออโตเมติค บีเลย์ TrueBlu™ตามมารตรฐานการปีนเขาขั้นสูง เป็นโซนที่ผู้รักการปีนหน้าผาจะใช้เวลาได้อย่างสนุกและเลือกเล่นได้อย่างไม่จำเจ

 

  • ราคาค่าเข้า : 390 บาท ต่อ 1 ชั่วโมง
  • วัน-เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดเทศกาลต่างๆ     08.00 – 22.00 น.จันทร์ อังคาร พุธ และ อาทิตย์    08.00 – 23.00น.พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และวันหยุดเทศกาลต่างๆ
  • ที่ตั้ง : ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าเดอะ สตรีท รัชดา 139 ถนนรัชดาภิเษก ดินแดง กรุงเทพฯ 10400

Bounce In (2)

Bounce In (3)

เมืองโบราณ

เมืองโบราณถือเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่มากกว่า 800 ไร่ รวบรวมปราสาท ราชวัง วัดวาอาราม รวมไปถึงงานประติมากรรมต่างๆ บางแห่งสร้างจำลองขึ้นมา บางแห่งก็เป็นการยกเอาสิ่งปลูกสร้างมาจากสถานที่จริง เช่น “วัดจองคำ” ที่ยกอาคารไม้สักทั้งหลังที่เชื่อมต่อวิหาร ศาลา และกุฏิ มาบูรณะไว้ นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่เกิดจากจินตนาการของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้ง ซึ่งทั้งหมดถูกแบ่งออกตามแต่ละภาค เรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวเหมือนได้เที่ยวทั่วทั้งประเทศไทย ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ให้กับเด็กๆ อายุตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป การเที่ยวชมภายในเมืองโบราณทำได้หลายวิธี จะเลือกขี่จักรยาน ขับรถส่วนตัว หรือ นั่งรถรางที่แวะไปตามจุดต่างๆ ด้วยความที่มีพื้นที่กว้างขนาดนี้ ถ้ามีเวลาไม่มากแค่ 1 วัน แนะนำให้เลือกชมจุดที่สนใจ อยากไปชมกันทั้งครอบครัว

 

  • ราคาค่าเข้า : บัตรคุ้มสยาม เที่ยวชมตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. ผู้ใหญ่ 350 บาท เด็ก 175 บาท หากนำรถยนต์ส่วนบุคคลเข้าไป คันละ 400 บาท (ราคานี้ไม่รวมคนขับ) (รวมรถราง จักรยาน และนั่งเรือ) เที่ยวชมตั้งแต่เวลา 16.00 – 19.00 น. ผู้ใหญ่ 175 บาท เด็ก 80 บาท หากนำรถยนต์ส่วนบุคคลเข้าไปคันละ 200 บาท
    สำหรับบัตรคุ้มสยาม สามารถใช้บริการได้ดังนี้ จักรยาน บัตร 1 ใบต่อ 1 ท่าน / รถรางชมเมือง (ตามรอบที่กำหนด)
  • วัน-เวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 19.00 น. โทร. 0 2323 4094-9
  • ที่ตั้ง : บางปู จ.สมุทรปราการ

boran - 2 boran - 1

มหัศจรรย์ของผู้หญิง เพราะผู้หญิงทุกคนมีความแตกต่างกัน All women are unique

คอนเซ็ปต์ของโฆษณาเครื่องประดับ Pendora ของต่างประเทศ  เผยแคมเปญสร้างสร้างโฆษณาที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงแต่ละคนมีความแตกต่างกันเฉพาะบุคคล ซึ่งใช้ความสัมพันธ์ของแม่ลูก  สื่อสารแนวความคิดนี้ออกมาอย่างน่ารัก  โดยให้เด็กๆ ทั้ง 6 คน ปิดตาตามหาว่าคนไหนคือแม่ของพวกเขา?

07 06 05 03 02 01
มาดูกันว่าเด็กๆ จะสับสนหรือไม่?  หรือจะตามหาแม่ๆ ของพวกเขาเจอ

 

คาร์ซีท จำเป็นไหม

คาร์ซีท คือสิ่งจำเป็นแค่ไหนสำหรับลูกน้อย?

คุณพ่อ คุณแม่หลายคน อาจจะสงสัยว่า คาร์ซีท จำเป็นไหม สำหรับลูกน้อย เมื่อในบางครั้ง คุณพ่อ คุณแม่อาจจะไม่ได้เดินทางไกล จึงมองข้าม และไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ แต่คาร์ซีทคืออุปกรณ์จำเป็นที่เด็กทุกคนต้องใช้ ขณะอยู่บนรถยนต์ ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง

Continue reading “คาร์ซีท คือสิ่งจำเป็นแค่ไหนสำหรับลูกน้อย?”

ไข่ต้มสอดไส้หมู

เมนูของว่างที่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ“ไข่ทำอะไรก็อร่อย” ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ Cuisine ที่แค่เห็นภาพก็น้ำลายสอจนต้องลงมือทำตาม พอทำเสร็จได้ชิมรส อืม…อร่อยจริง แถมใช้เวลาทำไม่นาน ถึงตรงนี้เลยอยากแนะนำให้คุณแม่ได้ลองทำกันดู เพราะเป็นเมนูที่อัดแน่นไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะโคลีนที่มีอยู่ในไข่แดงซึ่งจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของสมองลูกน้อยในครรภ์…เล่ามาซะยืดยาว เรามาลงมือทำอาหารกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)

  1. ไข่เป็ดต้มสุก    2 ฟอง
  2. ไข่แดงเค็ม        1 ฟอง
  3. เนื้อหมูบด         1 ขีด
  4. ต้นหอมซอย     1 ต้น
  5. รากผักชี           ½ ช้อนโต๊ะ
  6. กระเทียม         ½ ช้อนโต๊ะ
  7. พริกไทยเม็ด    ½ ช้อนชา
  8. ซีอิ๊วขาว            ½ ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำมันหอย        ½ ช้อนโต๊ะ
  10. ต้นหอมหรือผักชีสำหรับโรยหน้า
  11. ซอสเปรี้ยว (จิ๊กโฉ่ว) สำหรับรับประทานคู่กัน

วิธีทำ

  1. ผ่าครึ่งไข่ต้ม ใช้ช้อนตักไข่แดงออก
  2. โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย รวมกันให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับไข่แดงในข้อแรก ตามด้วยหมูบด และต้นหอม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำมันหอย
  3. ตักส่วนผสมที่ได้ในข้อสองลงในไข่ขาว และวางไข่แดงเค็มลงตรงกลาง
  4. นำไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 15-20 นาที จากนั้นยกลงจากเตา จัดใส่จานโรยหน้าด้วยผักชีหรือต้นหอม เสิร์ฟพร้อมซอสเปรี้ยว

Tip

ถ้าอยากได้รสสัมผัสกรุบกรอบให้ใช้มันแกวหรือสาลี่หั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆผสมลงไปด้วย

 

ขอบคุณสูตรอาหารจากหนังสือ “ไข่ทำอะไรก็อร่อย” สำนักพิมพ์อมรินทร์ Cuisine

เด็กน้อยรอดจมูกเน่าหวุดหวิด เหตุมีถ่านกระดุมติดในจมูก

เหตุการณ์นี้เกิดจากคุณแม่ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อคุณ Feel Good ได้โพสต์ภาพแบตเตอรี่ขนาดเล็กหรือถ่านกระดุมบนกระดาษทิชชูพร้อมข้อความว่า…

“นี่ไงที่ทำให้ลูกฉันเลือดไหลออกจากจมูก… ออกมาเรียบร้อย หมอตรวจละเอียดมาก ตรวจจนเจอสิ่งแปลกปลอม มันคือก้อนถ่านนาฬิกา มันเป็นสิ่งอันตรายเพราะมันเป็นกรด กัดจนเนื้อที่อยู่ในโพรงจมูกไม่เหลือและกัดไปถึงกระดูก แต่ก่อนหน้านี้พาลูกไปโรงพยาบาลตามสิทธิรักษาบัตรทอง พอไปถึงก็บอกอาการกับหมอที่ตรวจว่าลูกเราเป็นอะไร …อาการของเด็กคือมีเลือดไหลออกมาจากจมูกตลอดเวลาและเด็กเจ็บจมูกมาก พอบอกอาการหมอที่โรงพยาบาลแรก หมอกลับบอกมาว่าในจมูกไม่เห็นจะมีอะไร หรืออาจจะเป็นฝีในจมูก และให้ยามากิน 2 ขวดกับน้ำเกลือขวดเล็กมา (แต่พอมาโรงพยาบาลที่สอง หมอกลับบอกว่าถ้ามาช้ากว่านี้เด็กจะจมูกเน่า) แต่หมอโรงพยาบาลแรกบอกไม่เป็นไร คุณแม่ไม่ต้องกังวล ลูกอาจจะเป็นฝีในจมูก…”

ถ่าน จมูก เลือดออกอ่านต่อ “คำเตือนจากใจเรื่องความปลอดภัยในบ้าน สำหรับบ้านที่มีลูกเล็ก” คลิกหน้า 2

ข่าว ข่าวน่ารัก

เด็กชายห้าขวบเลือกนำเงินไปทำบุญกับสถานสงเคราะห์สัตว์ แทนการซื้อของขวัญวันเกิด

เมื่อพ่อและแม่ของ Dalton Shaw หนูน้อยวัยห้าขวบบอกกับเขาว่า วันเกิดของเขาอยู่ในช่วงต้นปี ซึ่งของขวัญที่เขาเพิ่งได้รับเนื่องในวันคริสต์มาสก็ยังดูใหม่อยู่ทุกชิ้น ฉะนั้นเขาต้องการจะทำอะไรกับของขวัญวันเกิดในปีนี้ให้แตกต่างจากทุกปีหรือไม่?

Dalton Shaw จึงตัดสินใจให้พ่อและแม่ของเขานำเงินที่จะซื้อของขวัญวันเกิดให้เขา ไปซื้ออาหารสัตว์เพื่อบริจาคให้กับสถานสงเคราะห์สัตว์แทน

นอกจากนี้ ทุกคนที่มาร่วมงานปาร์ตี้วันเกิดของเขาก็ต่างเตรียมอาหารสัตว์มาให้เขาแทนของขวัญวันเกิด และยังร่วมบริจาคเงินกับหนูน้อยอีกเป็นจำนวนถึง 225$ และนั่นทำให้หนูน้อยคนนี้มีความสุขมากที่สุดในวันเกิดของเขา

ทัศนคติและแนวทางในการดำเนินชีวิตสามารถปูทางได้โดยพ่อแม่ทุกคน ลองเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ลูกได้คิด ได้ลองทำ บางทีเขาอาจจะทำอะไรได้มหัศจรรย์จนเราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ที่มา www.goodnewsnetwork.org

 

ข่าวเด่น บริจาคโลหิต

สรุป!! สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของผู้บริจาคโลหิต

จากที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของผู้บริจาคโลหิตว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง  ข้อมูลทั้งหมดมีดังนี้ค่ะ

1. ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้ไม่เกินร้อยละ50
2. ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 16 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล+ ค่าห้องพิเศษและค่าอหาร ได้ร้อยละ 50
3. ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 24 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50
4. ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์” ขอพระราชทานเพลิงศพ ” ได้เป็นกรณีพิเศษ ** เฉพาะผู้บริจาคโลหิตเท่านั้น ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้

**ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 9 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้เช่น ตรวจหาน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับ การทำงานของไต ฯลฯ โดยผู้บริจาคโลหิตสามารถใช้สิทธิ์ได้ปีละ 1 ครั้ง

ทั้งนี้สิทธินี้จะใช้ได้เฉพาะผู้ที่ไม่มีสิทธิอย่างอื่น เช่น ประกันสังคม หรือข้าราชการ และจะใช้ได้เฉพาะผู้ป่วยใน เมื่อได้ห้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว  โดยให้ญาตินำบัตรประจำตัวของผู้บริจาคโลหิต  ขอหนังสือรับรองผู้บริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ เพื่อนำไปลดหย่อนการรักษาพยาบาลเป็นครั้งๆไป
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2263 9600 ต่อ 1813

ทราบอย่างนี้แล้ว ช่วยกันบริจาคโลหิตนะคะ นอกจากจะได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลอีกด้วย

ข่าวเด่น บริจาคโลหิต

ที่มา www.khaosod.co.th, Facebook ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

 

พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) (1 ขวบ-12 ปี)

หลังจากปิดปรับปรุงไปนาน พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร ก็พร้อมเปิดพื้นที่แสนสนุกปลุกจินตนาการให้เด็กๆอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้มาในคอนเซปต์ “Learning for young creative mind” เน้นให้เด็กๆได้ใช้ศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆด้วยตัวเอง โดยแบ่งพื้นที่สำหรับเจ้าตัวเล็กอย่างชัดเจนเริ่มตั้งแต่น้องเล็กนักสำรวจ (1-2 ขวบ) จนถึงพี่ใหญ่นักทดลอง (7-12 ปี) ส่วนจุดไฮไลท์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่เราไม่น้อยนั่นก็คือ โครงกระดูกไดโนเสาร์ไซต์บิ๊กเบิ้ม รับรองเด็กๆคนไหนชอบไดโนเสาร์ต้องร้อง ว้าว! นอกจากจะได้ตื่นเต้นกับโครงกระดูกสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ชนิดนี้แล้ว เด็กๆยังจะได้แปลงร่างเป็นนักสืบไดโนเสาร์ มาช่วยกันหาคำตอบว่าทำไมไดโนเสาร์ถึงสูญพันธุ์ แต่ถ้าใครร้อนอยากเล่นน้ำ รู้ยัง พิพิธภัณฑ์เด็กเขามีสวนน้ำด้วยนะ (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) อย่าลืมเตรียมชุดเล่นน้ำมาเปลี่ยนให้เจ้าตัวเล็กด้วยละ สวนน้ำเปิดให้บริการวันละ 3 รอบ เวลา 10.00 น.- 11.30 น. / 13.30 น. – 14.30 น. และรอบสุดท้าย 15.00 น. – 16.00 น.

 

  • ราคาค่าเข้า : ฟรี (เข้าได้เฉพาะครอบครัวที่มีลูกอายุไม่เกิน 12 ปีเท่านั้น)
  • วัน-เวลาเปิด-ปิด : วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 00 – 16.00 น.
  • ที่ตั้ง : ด้านข้างสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ถนนกำแพงเพชร 4 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
  • เบอร์โทร. 02-272-4500-1

 

pipitapandek (2) pipitapandek (3)

pipitapandek (4)

ซีไลฟ์ แบงคอก โอเชี่ยน เวิร์ล (1 ขวบ++)

131-Sealife (1)


                พาครอบครัวของคุณดำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก พร้อมรู้จักกับสิ่งมีชีวิตต่างๆใต้ท้องทะเลอย่างเพลิดเพลิน ซึ่งตอนนี้ได้เปิดโซนใหม่ 13 โซน พร้อมทั้งปรับโฉมใหม่ ซึ่งลักษณะของแต่ละโซน ตู้จะมีความเหมาะสมกับเด็กมากขึ้น ทั้งขนาดและการใช้งาน เช่น โพรงหินอำพราง เป็นถ้ำใต้ทะเล ที่ให้เด็กได้ดูถึงการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่น่ามหัศจรรย์ ภารกิจใกล้ชิดฉลาด เป็นกระจกใสให้เด็กยืนอยู่เหนือน้ำ ดูฉลาดที่อยู่ข้างใต้ ซึ่งกระจกมีความแข็งแรงและปลอดภัย เพนกวินสุขสันต์ มหัศจรรย์โลกน้ำแข็ง เด็กๆจะได้ใกล้ชิดและรู้จักการใช้ชีวิตของเจ้าเพนกวิน เป็นต้น นอกจากดูชีวิตเหล่าสัตว์ใต้ท้องทะเลแล้ว ยังเพิ่มความตื่นตาตื่นใจด้วยการโชว์ให้อาหาร ไม่ว่าจะเป็นให้อาหารปลาฉลาม ปลากระเบน ปลาน้ำจืด และเพนกวิน ซึ่งจัดแสดงเป็นรอบๆในแต่ละวัน ซึ่งกิจกรรมสุดพิเศษเหล่านี้จะทำให้คุณได้เลือกเปิดประสบการณ์ใหม่แบบไม่ซ้ำใคร และพร้อมสร้างความประทับใจให้คุณและครอบครัวในทุกโอกาสแน่นอน

  • ราคาค่าเข้า : ผู้ใหญ่ราคา 490 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เข้าชมฟรี เด็กอายุ 3-11ปี ราคา 350 บาท
  • วันเวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน 00 น.- 21.00 น. (จำหน่ายบัตรรอบสุดท้าย 20.00 น.)
  • ที่ตั้ง : ชั้นบี 1- บี 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

 

131-Sealife (3) 131-Sealife (4)

สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)

อีกหนึ่งสวนสาธารณะยอดฮิตของคนกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย เหมาะมากสำหรับเด็กๆตั้งแต่วัย 1 ขวบขึ้นไป แม้ในเด็กเล็กยังทำอะไรไม่ได้มากเหมือนพี่ๆเขา แต่แค่ได้วิ่งเล่นบนสนามกว้างๆก็สนุกสนานแล้ว ซึ่งการวิ่งบนพื้นหญ้าแบบนี้ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายเป็นอย่างดี ส่วนเด็กโตมาพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ฝึกการทรงตัว รวมถึงเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ผ่านการ ขี่จักรยาน ที่นี่มีเลนจักรยานโดยเฉพาะรอบสวน เช่าได้ในราคาคันละ 20-60 บาท   ทำความรู้จักผีเสื้อ และแมลง ณ อุทยานผีเสื้อและแมลงกรุงเทพฯ เที่ยวชมส่วนป่าจำลอง เมืองจราจรจำลอง ที่นี่เด็กๆจะได้เรียนรู้เรื่องการจราจรผ่านการระบายสี และวาดรูป ใกล้ๆกันยังมีสนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ

131-rodpigarden (2)

131-rodpigarden (3)

  • ราคาค่าเข้า : ฟรี แต่หากต้องการใช้บริการศูนย์กีฬาเสียค่าบริการปีละ 40 บาท ส่วนสระว่ายน้ำค่าบริการผู้ใหญ่ 15 บาท เด็ก 5 บาท
  • วัน-เวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 4.00 – 21.00 น. โทร. 0 2323 4094-9
  • ที่ตั้ง : กำแพงเพชร 3 จตุจักร กรุงเทพฯ

เคล็ดลับสำหรับวัยรุ่นเนื่องในวันแห่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ถือเป็นวันที่กว่า 100 ประเทศทั่วโลกร่วมกันฉลองวันแห่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น (Safer Internet Day) โดยอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นของผู้คนใน 100 ประเทศนั้นเท่านั้นแต่ยังเป็นของคุณด้วยและคุณมีหน้าที่ร่วมกันรักษาพื้นที่นี้ให้ปลอดภัย

 

ด้วยเหตุนี้ลองมาดูเคล็ดลับบางส่วนที่ควรพิจารณาเมื่อใช้งานออนไลน์กัน

 

1) คิดก่อนโพสต์

เราอาจอยู่ในช่วงอารมณ์ที่อยากเขียนหรือทำอะไรที่ดูตลกขบขันในตอนนั้นแต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เราแสดงออกไปอาจทำร้ายจิตใจคนอื่นอย่างมากหรือกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลังได้

 

เราได้จัดทำคำถามที่ช่วยเตือนสติคุณให้พิจารณาก่อนทำการโพสต์ เช่นฉันอยากให้ทุกคนมองฉันในแง่นี้หรือเปล่า?จะมีใครนำสิ่งที่ฉันโพสต์มาทำร้ายฉันหรือทำลายชื่อเสียงของฉันหรือไม่?ถ้าคนอื่นเอาไปแชร์ต่อฉันจะโมโหไหม?ถ้าฉันแชร์เรื่องนี้ออกไปสิ่งที่แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นจะมีอะไรบ้าง?

 

และอย่าลืมว่าข้อมูลทุกอย่างที่คุณโพสท์ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นบันทึกหรือวิดีโอแชทอาจมีคนอื่นนำไปแชร์โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นถามตัวเองก่อนโพสต์ว่าถ้ามีคนแชร์เนื้อหานี้ไปทั่วโรงเรียนหรือกับบริษัทที่จะจ้างงานฉันในอนาคตฉันจะรับได้ไหม?

 

แน่นอนว่าเราทุกคนทำผิดพลาดได้หากคิดว่าคุณไม่น่าพูดหรือกระทำอะไรบางอย่างลงไปไม่เคยมีคำว่าสายที่จะกล่าวขอโทษ

 

2) รู้ก่อนว่าคุณกำลังสื่อสารกับใคร

ทุกครั้งที่คุณแชร์เนื้อหาใดๆ บนFacebook ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ภาพถ่ายหรือลิงก์ก็ตามคุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครเห็นเนื้อหานั้นบ้างและยังเลือกว่าจะรับใครเป็นเพื่อนบนFacebook ได้ด้วยดังนั้นคุณควรรับคำขอเป็นเพื่อนจากบุคคลที่คุณรู้จักเท่านั้นหากคุณเคยได้รับข้อความหรือโพสต์ที่ทำร้ายจิตใจหรือไม่เหมาะสมบนโปรไฟล์คุณมีตัวเลือกในการดำเนินการหลายอย่างคุณอาจเลือกไม่ใส่ใจขอให้บุคคลนั้นหยุดทำเลิกเป็นเพื่อนหรือบล็อกบุคคลนั้นหรือบอกพ่อแม่ครูครูที่ปรึกษาหรือผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจได้ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์นั้นรุนแรงแค่ไหนทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ

 

3) ทำหน้าที่ที่ควรทำ

คุณสามารถรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในFacebook ได้เสมอไม่ว่าจะเป็นหน้าโปรไฟล์ของคุณหรือหน้าโปรไฟล์ของคนอื่นทุกๆคนที่ใช้Facebook ได้ตกลงปฏิบัติตามมาตรฐานชุมชน ซึ่งกำหนดไว้ว่ามีโพสท์ประเภทใดที่เรายอมรับและไม่ยอมรับบ้างเช่นถ้อยคำแสดงความเกลียดชังภาพความรุนแรงน่าหวาดเสียวและการกลั่นแกล้งเนื้อหาเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้โพสต์ในFacebook และเราจะลบเนื้อหาประเภทนี้ออกเมื่อได้รับรายงานแจ้งเข้ามานอกจากนี้คุณยังสามารถรายงานเพจกลุ่มงานกิจกรรมและโปรไฟล์ที่ปลอมหรือแอบอ้างบุคคลได้อีกด้วย (โปรดทราบว่าเราเก็บการรายงานเนื้อหาเป็นความลับดังนั้นจะไม่มีใครทราบว่าผู้ใดเป็นผู้รายงาน)

 

ข้อที่ยกมาข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างเริ่มต้นเท่านั้นFacebook จะเป็นชุมชนที่น่าอยู่ ก็ต่อเมื่อมีกฎและแหล่งข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ใช้ของเราปลอดภัยดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นทุ่มเทในการจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นให้แก่ชุมชนFacebook เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ปลอดภัยและให้การสนับสนุนแก่สมาชิกนอกจากนี้ชุมชนของเรายังขอให้สมาชิกในชุมชนช่วยกันดูแลและปฏิบัติตนด้วยความรับผิดชอบสำหรับเดือนนี้ เราจึงขอให้ทุกคนลองคิดทบทวนว่าจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อเป็นสมาชิกที่ดีขึ้นในFacebook ต่อไปในอนาคต

 

ที่มา : Facebook
ภาพ : shutterstock

Tags

เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้หนูหลง

เคล็ดลับสำหรับผู้ปกครอง เนื่องในวันแห่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ถือเป็นวันที่กว่า 100 ประเทศทั่วโลกร่วมกันฉลองวันแห่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น (Safer Internet Day) โดยFacebook ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์นโยบายและโปรแกรมการศึกษาเพื่อช่วยให้ผู้คนมีประสบการณ์ใช้งานที่ปลอดภัย

 

การสนทนาเรื่องความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดนั้นควรเกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่หรือผู้ปกครองกับบุตรหลานของตนแม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้คนแต่สำหรับครอบครัวแล้วพื้นฐานของการพูดคุยกับเด็กๆ ในเรื่องความปลอดภัยนั้นยังคงเหมือนเดิม

 

ด้วยเหตุนี้ลองศึกษาถึงเคล็ดลับในการดูแลบุตรหลานของคุณขณะที่ใช้งานช่องทางออนไลน์กัน

 

1) ใช้วิธีที่ได้ผล

โดยทั่วไปคุณสามารถใช้วิธีดูแลบุตรหลานแบบเดียวกันทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์หากคุณคิดว่าพวกเขายอมทำตามข้อตกลงที่มีการตกลงกันไว้ก่อนมากกว่าก็ให้ร่างสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายลงนามได้หรือไม่เช่นนั้นแค่บอกกฎทั่วไปให้บุตรหลานทราบก็อาจเพียงพอแล้วในกรณีนี้คุณอาจตั้งกฎไว้ตั้งแต่เนิ่นๆเมื่อซื้ออุปกรณ์เคลื่อนที่ให้พวกเขาครั้งแรก

 

2) คำกล่าวที่ว่าบุตรหลานจะ “ทำตามสิ่งที่คุณทำไม่ใช่สิ่งที่คุณบอก” นั้นเป็นความจริงทั้งกับพฤติกรรมแบบออฟไลน์และออนไลน์

พยายามเป็นแบบอย่างที่ดีหากคุณจำกัดเวลาการใช้งานสื่อโซเชียลหรืออินเทอร์เน็ตกับบุตรหลาน (เช่นห้ามส่งข้อความหลังสี่ทุ่ม) การที่คุณปฏิบัติตามข้อจำกัดนั้นด้วยจะสร้างความแตกต่างได้อย่างมากหากต้องการให้พวกเขาใช้งานออนไลน์อย่างสุภาพคุณควรส่งข้อความหาพวกเขาด้วยความสุภาพและให้เกียรติด้วยเช่นกัน

 

3) มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นและสร้างพื้นฐานในการพูดคุย

มีข้อมูลวิจัยที่สนับสนุนว่าผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมกับบุตรหลานในโลกออนไลน์ตั้งแต่ช่วงแรกที่บุตรหลานเริ่มใช้สื่อโซเชียลโดยเพิ่มพวกเขาเป็นเพื่อน ตั้งแต่ที่สมัครใช้Facebook หรือติดตามพวกเขาในInstagram หากรอให้เวลาผ่านไปคุณอาจมีส่วนร่วมได้ยากขึ้นแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วแต่โปรดทราบว่าหากคุณมีการอบรมและพูดคุยกับพวกเขาตั้งแต่เด็กอยู่เป็นประจำก็ควรอบรมพูดคุยเรื่องการใช้งานออนไลน์ตั้งแต่เนิ่นๆด้วยเช่นกันและควรจะสอนพวกเขาเรื่องเทคโนโลยีพื้นฐานในภาพรวมก่อนที่จะใช้สื่อโซเชียลด้วยเพราะจะช่วยวางรากฐานในการพูดคุยในอนาคตได้

 

4) หาช่วงเวลาที่สำคัญ

การพูดคุยลักษณะนี้สามารถทำได้อย่างเหมาะสมในหลายโอกาสเช่นเมื่อบุตรหลานมีโทรศัพท์มือถือเครื่องแรก (เหมาะแก่การตั้งกฎทั่วไป) หรือเมื่อพวกเขามีอายุ 13 ปีและถึงวัยที่สามารถใช้Facebook, Instagram หรือสื่อโซเชียลอื่นๆได้แล้วหรือเมื่อพวกเขาสอบได้ใบขับขี่ (เหมาะแก่การอบรมเรื่องการไม่ส่งข้อความหรือแชทขณะขับขี่)

 

5) ขอให้บุตรหลานสอนคุณ

หากคุณไม่ได้ใช้Instagram ในตอนนี้หรืออยากลองใช้บริการสตรีมมิ่งเพลงออนไลน์ดูบ้างถ้าบุตรหลานคุ้นเคยกับบริการประเภทนี้อยู่แล้วนี่คือตัวช่วยที่ดีเยี่ยมสำหรับคุณการพูดคุยกันในเรื่องนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีในการพูดคุยเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวได้เช่นคุณอาจถามพวกเขาเรื่องการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวขณะตั้งบัญชีผู้ใช้Facebook ของคุณเองและอย่างที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ทราบดีอยู่แล้วบุตรหลานของคุณคงดีใจที่ได้มีโอกาสสอนคุณใช้งาน

 

เคล็ดลับต่างๆที่ยกมานี้เป็นเพียงตัวอย่างเริ่มต้นเท่านั้นและอาจจะไม่ตรงกับครอบครัวของคุณเสียทีเดียวแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเริ่มพูดคุยกันในครอบครัว

อย่าสร้างช่องว่าง กว้างกว่าอ้อมกอด

            จะเลี้ยงลูกให้ได้ดีนั้นต้องเลี้ยงด้วย “ความเข้าใจ” ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณแม่ของผมบอกไว้เสมอ เพราะเมื่อวันเวลาผ่านไปมันทำให้เราลืมไปว่า‘เราเองก็เคยเป็นเด็ก’เหมือนที่เจ้าชายน้อย (The Little Prince) พูดไว้ในหนังสือว่า ‘All grown-ups were once children but only few of them remember it.’

ถ้าคุณมีลูกคลอดหลังปี พ.ศ. 2553 ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กรุ่นนี้เกิดมาในยุคที่ต้องสัมผัสเทคโนโลยีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เด็ก Gen Alpha จะเกิดมาในยุคที่คุณพ่อคุณแม่แต่งงานช้า แต่ก็มีความพร้อมทางด้านการเงินหากเราไม่เรียนรู้เทคโนโลยีให้ทันเขา เราจะเข้าใจกันอย่างไร อย่าทำให้ช่องว่างตรงนี้กว้างกว่าระยะของอ้อมกอดของพวกเราเลยครับ

เทคโนโลยี ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่อยู่ที่ว่าจะเริ่มใช้เมื่อไหร่ และเท่าไหร่ที่เหมาะสมการที่จะรอให้เด็กอายุเกิน 10 ขวบแล้วจึงได้สัมผัสกับคอมพิวเตอร์อาจจะไม่ใช่วิธีการจัดการที่ถูกต้องโดยเฉพาะกับเด็กใน Gen Alpha อย่างไรก็ดีการจะให้เด็กอยู่กับหน้าจอตั้งแต่วัยทารกคงไม่เหมาะสมเช่นกัน อย่างน้อยในวัย 0-2 ขวบเจ้าตัวเล็กก็ยังไม่ควรได้สัมผัสหน้าจอสี่เหลี่ยมเลย

2 ขวบขึ้นไป เราอาจจะให้เขาเริ่มสัมผัสได้บ้างแต่ก็ไม่ควรเกินประมาณวันละ 1ชั่วโมงสำหรับเด็กอายุ 2-5ขวบ และ 2 ชั่วโมงสำหรับเด็กวัย5-8ขวบ และเราก็ต้องมีกฎกติกาในการใช้งาน โดยเป็นกฎกติกาที่ตกลงเห็นด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ดังนั้นเราจึงต้อง ลด ละ เลิก การใช้อุปกรณ์เหล่านี้เมื่ออยู่กับลูกๆ งดการทานข้าวหน้าจอสี่เหลี่ยม แต่เปลี่ยนมาเป็นนั่งทานบนต๊ะอาหารพร้อมกับบทสนทนาตามประสาครอบครัวดีกว่า

ไม่ทิ้งเด็กตัวเล็กๆ ไว้หน้าจอคนเดียวหลายๆครอบครัวอาจจะมองว่า ไม่เห็นเป็นไร ทิ้งลูกไว้หน้าจอสี่เหลี่ยมก็สงบดี ลูกเราก็ยิ้มแย้มสนุกสนานปกติเหมือนเด็กทั่วไป คุณพ่อคุณแม่ก็มีเวลาไปทำธุระอย่างอื่น ไม่เห็นว่าจะไม่ดีตรงไหน แต่ความเป็นจริงคือผลกระทบไม่ได้เกิดในระยะสั้น เพราะในระยะยาวแล้วมีงานวิจัยว่า จะทำให้เด็กมีสมาธิสั้น มีการตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น ปรับตัวเข้าสังคมได้ไม่ดีและส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก

การใช้ชีวิตอยู่กับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และดิจิตอลวันละหลายๆชั่วโมง ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรค ซีวีเอส (Computer Vision Syndrome)ที่ทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น 30% ร่างกายไม่แข็งแรงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจสูง คุณพ่อคุณแม่ส่วนมากจะเชื่อว่าเทคโนโลยีดีต่อการพัฒนาของเด็กๆ แต่มักไม่ได้นึกถึงผลกระทบด้านสุขภาพหากปล่อยให้เด็กอยู่หน้าจอมากเกินไป นอกจากนั้นการดูทีวี หรือไอแพด จะส่งผลต่อการนอนหลับของเด็กๆอีกด้วย จึงไม่ควรมีทีวี หรือจอสี่เหลี่ยมใดๆในห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ที่เจ้าตัวเล็กนอนอยู่ด้วย และเมื่อเด็กๆแยกไปมีห้องนอนของตัวเอง เราก็ไม่ควรให้มีทีวีหรือคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในห้องนอนเช่นกัน เพื่อให้ห้องนอนเป็นห้องแห่งการพักผ่อนที่มีแต่ความสงบ

 

เรื่อง : พ่อเอก จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ Blogger เจ้าของนามปากกา บรรทัดที่สิบเอ็ด
คุณพ่อของน้องปูนปั้น ด.ช.ปัญญธัช สิริเฉลิมพงศ์วัย 3 ขวบ3 เดือน

ภาพ Shutter Stock

มารู้จักกับคุณครูบานาน่า ผู้ตรวจการบ้านภาษามินเนี่ยน

หลังจากที่มีกระแสเด็กส่งการบ้านโคลงสี่สุภาพเป็นเพลงบานาน่า จากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องดัง ทำให้คุณครูภาษาไทยคนนี้ต้องปวดหัว และต้องชี้แจงใหม่ให้ทราบว่า เนื่องจากคำสัมผัส นอกซ้ำ บทประพันธ์ไม่มีความหมาย ส่งกลับให้เด็กกลับไปแก้ไขใหม่ แต่ภาพวาดน่ารักนี้ถูกแชร์ในโซเชี่ยลดังกระหึ่ม จนกระทั่งเด็กๆ ตั้งฉายาให้กับคุณครูว่า “คุณครูบานาน่า” และเด็กๆ มอบกล้วยให้ 1 หวี แทนเค้กวันเกิดให้กับคุณครู

banaba (5)

เมื่อผู้คนคลิกตามไปดูว่าคุณครูท่านนี้เป็นใครกัน กลับล้างภาพคุณครูภาษาไทยในอุดมคติที่ถือไม้เรียว และดุๆ ไปจดหมาดสิ้น วันนี้ทางเว็บไซต์ของเรามีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณครู

banaba (6)

ABK : “อยากคุณครูให้แนะนำตัวสักหน่อยค่ะ”

ชื่อสุวิมล จันต๊ะสุรินทร์ ชื่อเล่น หน่อย ค่ะ จบคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏ จันทรเกษม เกียรตินิยมอันดับ 1

ABK : ทำไมถึงมาเป็นคุณครูสอนภาษาไทย”

เลือกสอนภาษาไทยเพราะเริ่มจากเราชอบค่ะ ถ้าเราทำในสิ่งเราชอบเราจะทำออกมาได้ดี เราอยากจะค้นหา อยากจะหาวิธีการ อยากเรียนรู้ในสิ่งที่เราชอบ ต่อมาช่วงเรียนม.ปลายได้มีโอกาสเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง ซึ่งพอได้เรียนแล้วรู้สึกว่าทำไมครูเขาสอนสนุกจัง ฟังยังไงก็ไม่เบื่อ เลยเกิดแรงบันดาลใจว่าอยากเป็นครูที่สอนภาษาไทยได้สนุกแบบนี้บ้าง อยากให้เด็กๆในห้องเรียนได้เรียนแบบไม่เครียดเหมือนได้เรียนพิเศษข้างนอก จริงๆวิชาภาษาไทย คนจะมองว่าก็เป็นภาษาที่เราพูดและเขียนอยู่แล้ว เราก็มีความรู้อยู่แล้วทำไมต้องเรียน

banaba (1)

ABK : หลายคนอาจจะมองว่าวิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่น่าเบื่อและไม่สนุก ทางคุณครูมีความคิดเห็นต่อความคิดนี้ว่าอย่างไร และคิดว่าเสน่ห์ของวิชาภาษาไทยคืออะไร

ในความเป็นจริงภาษาไทยยังมีอะไรให้เราได้เรียนรู้อีกมากมาย การใช้ภาษาให้ถูกต้องต้องใช้ยังไง เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการพูดสื่อสารหรือใช้ในการทำงาน และยังมีวรรณคดีที่เป็นมรดกของชาติที่สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เราทุกคนควรรักษาไว้ จริงๆแล้ววรรณคดีก็เหมือนบทละครเรื่องหนึ่ง หรือนิยายที่เด็กๆสมัยนี้ชอบอ่านกัน แต่ต่างกันตรงที่วรรณคดีจะถ่ายทอดออกมาเป็นบทกลอน ซึ่งจะมีการใช้คำที่สละสลวยไม่ได้แปลได้ตรงตัว เด็กๆก็จะไม่ค่อยเข้าใจหรือเข้าถึงความหมายของบทกลอนทำให้ไม่ซาบซึ้งในเรื่องราว ซึ่งตรงนี้ครูก็จะมีวิธีสอนโดยการเล่าวรรณคดีเรื่องที่จะสอนเป็นนิทานให้เด็กอยากฟัง อยากติดตาม และเข้าใจเนื้อเรื่องของบทกลอนก่อน พอเด็กเข้าใจเนื้อเรื่องแล้วเค้าจะสามารถแปลบทกลอนได้จากการเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆที่ครูได้เล่าให้ฟัง

ABK : “สอนเด็กมัธยม ซึ่งวัยของเขาดูไม่ห่างจากคุณครูมากนัก หนักใจไหม?”

สอนเด็กมัธยมจะมีความยากตรงที่เด็กจะต่อต้าน จะเป็นหนุ่มเป็นสาว ก้าวร้าวกับเราไหม เพราะอายุดูไม่ห่างกันมาก จริงๆ สอนเด็กมัธยมเนี่ยครูชอบนะคะ ตื่นเต้นท้าทายดี ด้วยวัยที่ไม่ต่างกันมากยิ่งทำให้ครูเข้าใจเด็กๆ ว่าในวัยนี้เค้าต้องการอะไร และเหตุผลที่เด็กเป็นแบบนี้เพราะอะไร ครูจะพยายามทำความเข้าใจกับทุกๆ การกระทำของเด็กเสมอ ก่อนจะเริ่มการสอนด้วยกันครั้งแรกครูจะให้เด็กเขียนว่าอยากได้ครูแบบไหน ชอบเรียนวิชาภาษาไทยหรือไม่เพราะอะไรเพื่อเป็นการสำรวจความต้องการของเด็ก ครูก็จะอ่านแล้วนำมาปรับให้ตรงกับสเปกของครูที่เค้าอยากเรียน ซึ่งครูก็จะบอกว่าแน่นอนเด็กทุกคนต้องการครูใจดี แต่ตรงนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติกันและกัน เวลาครูสอนให้หนูฟัง เวลาครูพาเล่นเราก็เล่นด้วยกัน เวลาครูสั่งงานหนูก็แค่ทำส่ง ถ้าเราเคารพกันและกัน ครูก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องดุพวกหนู ครูจะคุยกับเด็กดีๆและมีเหตุผลในทุกเรือง ครูจะไม่ใช้อารมณ์ในการต่อว่าหรือเอะอะก็บ่นดุด่าเพราะถ้าเป็นแบบนั้นเด็กจะต่อต้านทันที เราต้องเข้าไปอยู่ในใจเค้าให้ได้ ทำให้เค้าเชื่อใจเรา และเชื่อถือในคำพูดเรา การต่อว่าของครูทุกครั้งจะมีเหตุผลรองรับเสมอ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ที่ครูดุขึ้นมาครั้งนึงเด็กเค้าจะรู้สึกว่าเค้าทำผิดจริงครูถึงต้องดุเค้า เค้าก็จะกลัวเพราะปกติครูจะไม่ดุ

ABK : “จากข่าวที่ออกมา คุณครูมีความคิดเห็นกับข่าวนี้อย่างไรบ้าง”

ในแง่บวกก็ถือว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กนักเรียนสนใจวิชาภาษาไทยเรื่องโคลงสี่สุภาพมากขึ้น แม้ว่าความถูกต้องของบทประพันธ์ที่ส่งมายังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ถือว่าเกิดการ พัฒนาไปในทางที่ดีกับวิชานี้ค่ะ ซึ่งครูเองก็หวังว่าในอนาคตจะเกิดความคิดใหม่ๆ ที่สร้างแรงจูงใจให้เด็กนักเรียนอยากศึกษาวิชาภาษาไทยมากขึ้นค่ะ

banaba (2)

ในอนาคต ครูหน่อยบอกกับทีมงานของเราว่ามีแพลนจะเรียนต่อปริญญาโท และในอนาคตก็ยังรักที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านภาษาไทยให้กับเด็กๆ ที่จะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป ทางเว็บไซต์ขอปรบมือให้กับคุณครูหน่อย ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่เด็กๆ ควรนำเป็นแบบอย่างนะคะ^^

แผนที่และการเดินทาง

logo-abkf8

งานแฟร์ดีๆ เพื่อคุณแม่และเด็กๆ ตั้งแต่ช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 12 ปี  ที่รวบรวมไว้ด้วยสินค้าและบริการ กว่า 300 บู๊ธ ครอบคลุมทุกประเภท ทั้งเรื่องสุขภาพ อาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้า แฟชั่น และความงาม พร้อมด้วยกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสถาบันครอบครัวหลากหลายรูปแบบ  พบกับสินค้าและบริการราคาสุดพิเศษ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นไปด้วยความรักเพื่อทุกคนครอบครัวตลอด 5 วันเต็มได้ที่นี่!!

A3-Plan-kidsfair8 .OK120759

การเดินทาง

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ตั้งอยู่ที่  ถนนบางนา-ตราด (กม.1) บางนา กรุงเทพฯ

map

 

ทางเข้า-ออกไบเทคมี 3 ช่องทางได้แก่ ด้านถนนบางนา-ตราด (กม.1) 2 ช่องทาง (ประตู 1 และ 2) และด้านถนนสุขุมวิท 1 ช่องทาง (ประตู 3)

 

รถไฟฟ้า BTS

  • สถานีรถไฟฟ้าบางนา (ทางออกที่ 1) เข้าประตูด้านถนนสุขุมวิท มีบริการรถรับ-ส่ง จากประตูไบเทคเข้าสู่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม

รถยนต์

  • ใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที (14 กม.) จากสนามบินสุวรรณภูมิ
  • ทางด่วนสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ตั้งอยู่ใกล้ทางเข้า-ออก
  • ไบเทคตั้งอยู่ห่างจากถนนวงแหวนรอบนอก 7 กิโลเมตร

รถประจำทาง

  •  ทางเข้า-ออกที่ 1 และ 2 สามารถเดินทางโดยรถประจำทางสาย 38, 46, 46A, 48, 132, 133, 139,180, 552, 552A ซึ่งจะจอดรถโดยสารที่ถนนบางนา ตราด กม.1
  • ทางเข้า-ออกที่ 3 สามารถเดินทางโดยรถประจำทางสาย 2, 23, 45, 102, 116, 142, 507, 508, 511, 513, 536,
    544, 552A ซึ่งจะจอดรถโดยสารที่ถนนสุขุมวิท
  • รถตู้ จอดส่งถึงแยกบางนา ห่างจากไบเทค 100 เมตร

แท๊กซี่

  • รถแท็กซี่จะจอดให้บริการรับส่งผู้โดยสารตรงลานจอดรถทางด้านหน้าโถงนิทรรศการ EH 103 และเพื่อความสะดวกสบายไบเทคมีบริการสำหรับเรียกรถแท็กซี่ ณ ศูนย์บริการธุรกิจ

ข้อมูลการเดินทางจาก : http://www.bitec.co.th

Tags

พบตัว น้องดีเจ แล้ว

จากข่าวบนโลกออนไลน์ที่ร่วมกันแชร์ตามหาเด็กชายคนหนึ่ง ชื่อ “น้องดีเจ” ที่หายตัวออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ในวันนี้ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ทางศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงา ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ค้นหา พบตัวน้องแล้ว เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา

 

ทางศูนย์แจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดได้ว่าน้องดีเจนั้นหายตัวจากบ้านไปได้อย่างไร ยังคงต้องรอฟังความจริงจากน้อง ซึ่งขณะนี้ได้ส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ ทางทีมค้นหาพบตัวน้องที่ป่ารกชัฏในระแวกบ้าน ทางทีมยังไม่สามารถระบุได้ว่าเด็กเข้าไปเองหรือว่ามีบุคคลใดพาเข้าไปหรือไม่ และจากข่าวที่ว่าสุนัขเป็นผู้คนหาจนพบนั้นไม่เป็นความจริง การเข้าค้นหาในป่าลึกรอบๆ ที่อยู่อาศัยของเด็ก เป็นหลักการค้นหาเบื้องต้น โดยในกรณีนี้ถือว่าโชคดีที่เราได้พบตัวน้อง

 

สวัสดีครับเพื่อนๆ
.
ก่อนอื่นๆ ในนามของมูลนิธิกระจกเงา ต้องขอขอบพระคุณ เพื่อนๆทุกท่านที่ช่วยกันติดตามหาน้องดีเจ ตลอดจนเด็กหายคนอื่นๆครับ ทุกการแชร์ ทุกคอมเม้น เป็นแรงผลักดันในการติดตามหาเด็กหายให้กลับคืนสู่ครอบครัวครับ
.
การติดตามหาตัวน้องดีเจ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ครอบครัวทราบว่าน้องดีเจหายตัวไป จึงรีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรวิชิต โดยตำรวจรับแจ้งความทันทีและจากนั้นพาครอบครัวกลับมาค้นหาในพื้นที่ โดยการประสานงานชาวบ้านและหน่วยกู้ภัยกุศลธรรมภูเก็ตมาระดมค้นหา ตามแหล่งน้ำและป่ายางใกล้เขตบ้าน เนื่องจากขณะนั้นสงสัยว่าเด็กอาจพลัดหลงหรือเกิดอุบัติเหตุ
.
ทีมงานมูลนิธิกระจกเงา ได้ลงพื้นที่มาร่วมติดตามหาน้องดีเจ หลังจากประเมินว่าน้องอาจไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ เราลงมาหารือและกำหนดการทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิชิต มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในเชิงลึก และตั้งประเด็นต่างๆร่วมกัน กระทั่ง เราเสนอให้ทางตำรวจช่วยจัดการระดมค้นหาในป่าอีกครั้ง เนื่องจากมีเคสเด็กหายหลายรายที่เกิดเหตุร้ายในป่าลึกเข้าไป ซึ่งอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ได้ทิ้งการสืบสวนอื่นๆ ที่ทำไปควบคู่กัน
.
การค้นหาในวันนี้เป็นการระดมพลจากหลายหน่วย ทั้ง ตำรวจ ชาวบ้าน มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต สื่อมวลชน และมูลนิธิกระจกเงา ร่วมกันออกติดตามหาน้องดีเจในป่าหลังบ้านอีกครั้ง การค้นหาดำเนินไปกว่า 2 ชั่วโมง กระทั่งในป่าลึก ห่างจากบ้านประมาณ 2 กม. หน่วยกู้ภัยกุศลธรรมภูเก็ตได้พบน้องดีเจ นอนอยู่ในร่องน้ำ สภาพอิดโรย จากนั้นจึงได้นำตัวน้องซึ่งมีอาการอ่อนเพลีย ส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษา แพทย์แจ้งเบื้องต้นว่าอาการปลอดภัย มีเพียงความอ่อนเพลียเท่านั้น แต่ให้อยู่ดูอาการ 4-5 วัน
.
การหายตัวไปของน้องดีเจ ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง ว่าน้องไปอยู่ตรงจุดนั้นได้อย่างไร ข้อมูลต่างๆ ที่แชร์กันตอนนี้ในโลกออนไลน์เป็นเพียงข้อคิดเห็นหรือทัศนะส่วนบุคคลครับ ทีมงานได้หารือกับทางผู้กำกับการ สภ .วิชิตหลังจากพบตัวน้องดีเจ มีการตั้งประเด็นและสมมุติฐานต่างๆ แต่ท้ายสุด คงต้องรอข้อเท็จจริงจากตัวเด็กและพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้น้องดีเจและครอบครัวควรได้พักผ่อนก่อนครับ
.
เราจะรายงานข้อเท็จจริงที่เปิดเผยได้โดยทันที และการถอดบทเรียนอันเป็นประโยชน์ในการป้องกันเด็กหายต่อไปครับ
.
ขอบคุณทุกท่านจากใจอีกครั้งครับ

หมายเหตุ : ภาพประกาศตามหาน้องดีเจทุกภาพ ที่ท่านกดแชร์ไปจากเพจนี้ จะถูกลบออกไปโดยอัตโนมัติครับ.

ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา
9 กุมภาพันธ์ 2559 (15.50น.)

 

 

นี่คือ Infographic ที่ทางศูนย์ทำขึ้นเพื่อช่วยกันแชร์ข้อมูล

น้องดีเจ (2)

น้องดีเจ (3)

น้องดีเจ (4)

น้องดีเจ (8)

น้องดีเจ (6)

น้องดีเจ (5)

น้องดีเจ (7)

 

เนื่องจากข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปนั้นมีข้อมูลหลายอย่างที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทางศูนย์ฯ จึงขอให้ทางผู้รับข่าวสารได้ติดตามข้อมูลจากเพจ “ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา” 02-973-2236-7 หรือ e-mail [email protected]

ทางนิตยสารอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์ขอร่วมขอบคุณทีมค้นหา และศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ที่ช่วยกันค้นหาน้องดีเจจนพบ และเมื่อพบว่าเด็กหายออกจากบ้าน คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบตั้งสติ รวบรวมข้อมูล เข้าแจ้งความและแจ้งกับหน่วยงานที่ช่วยเหลือท่านได้ เช่น “ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา” 02-973-2236-7