เลือดกำเดาไหลตอนท้อง

เลือดกำเดาไหลตอนท้อง อันตรายแค่ไหน?

ไม่ใช่แต่เด็กเล็กๆ เท่านั้นที่มีเลือดกำเดาไหลบ่อย ว่าที่คุณแม่หลายคนก็มี เลือดกำเดาไหลตอนท้อง ในช่วง 14-27 สัปดาห์ เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่ทำให้หลอดเลือดในโพรงจมูกขยายตัว เมื่อพื้นที่ขยาย ปริมาณเลือดก็มากขึ้น เพิ่มแรงดันในหลอดเลือดให้มากขึ้นตามไปด้วย หลอดเลือดฝอยจึงแตกได้ง่าย

Continue reading “เลือดกำเดาไหลตอนท้อง อันตรายแค่ไหน?”

โรคหน้าร้อน คนท้อง

3 โรคหน้าร้อน คนท้อง ต้องระวัง!

พบกับ โรคหน้าร้อน คนท้อง ต้องเฝ้าระวัง … รู้ไว้เพื่อให้เท่าทันและป้องกัน เพื่อสุขภาพที่ดีของเราและลูกน้อย!

 

 

ก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนกันแล้วนะจ้ะแม่จ๋า ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ต้องระวังกันให้ดี เพราะในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น ร่างกายของคุณแม่จะเผาผลาญอาหารได้ดีกว่าคนทั่วไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทำไมน่ะเหรอคะ? … ก็เพราะคุณแม่กำลังมีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องด้วยนี่นา ร่างกายก็ยิ่งต้องการพลังงานมากกว่าเดิม

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าร้อนแบบนี้ แม่ท้องทั้งหลายคะ รีบหยิบกระดาษปากกากันขึ้นมาจดเลยค่ะว่า โรคอะไรบ้างท่ี่จัดได้ว่าเป็นโรคยอดฮิตของเหล่าบรรดาคนท้องทั้งหลาย ต้องเฝ้าระวังกันให้ดี เพราะนอกจากอากาศร้อนไม่ได้ทำให้หงุดหงิดเท่านั้น แต่ยังมี 3 โรคนี้อีก

อ่านต่อ 3 โรคที่คนท้องต้องระวัง

กิน กิน กิน

Q. ได้ยินคุณแม่ท้องคนอื่นๆ บ่นอยากกินโน่นนี่เป็นพิเศษ แต่เราไม่อยากกินอะไรพิเศษเลย ผิดปกติไหมคะ

ไม่ผิดปกติค่ะ คนท้องจะพบอาการอยากกินโน่นกินนี่เป็นพิเศษได้ แต่คนที่ไม่มีอาการอยากกินอะไรเป็นพิเศษ กลับจะดีเสียกว่า เพราะคนท้องที่อยากกินอะไรแปลกๆ มักจะมีปัญหาเลือดจาง ขาดธาตุเหล็กร่วมด้วย ดังนั้นไม่ต้องกังวลใจให้เกิดอาการเครียดค่ะ

ทำไมแม่ท้องจึงรู้สึกอยากกินอาหารที่ไม่เคยกินหรือชอบกินมาก่อน

การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่แปรปรวน พฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนแปลง เป็นผลมาจากฮอร์โมนหลากหลายชนิดที่มีเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ค่ะ ซึ่งจะเป็นมากในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกจนถึงอายุครรภ์ 14-16 สัปดาห์จากนั้นอาการจะทรงๆ แล้วกลับไปเป็นปกติหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ค่ะ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกินจะไม่ต้องการการรักษาใดๆเพิ่มเติม ยกเว้นตรวจพบการขาดธาตุเหล็กแล้วทำให้เกิดภาวะเลือดจาง ซึ่งจำเป็นต้องเสริมธาตุเหล็กชดเชยค่ะ แต่ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก จนร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ จำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเสริม

กินได้ทุกอย่าง

จริงๆ แล้วส่วนใหญ่คุณแม่ที่ตั้งท้องจะกินอาหารได้หมด ที่มีอาการแพ้ท้องมากๆจะเป็นส่วนน้อยนะคะ คุณโชคดีแล้วที่ท้องแล้วกินอาหารได้หมด จะทำให้ตั้งครรภ์ได้อย่างมีความสุขมาก ถ้าคนที่ท้องแล้วกินไม่ได้ จะทำให้เครียดและเกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้ค่ะ

บทความโดย: นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ

ภาพ: shutterstock

Tags

โภชนาการแม่ท้อง

กินดี ด้วยเคล็ดลับ ABC ตอน 2 (DEF)


ต่อเนื่องตอน 2 กับเคล็ดลับ ABC กันค่ะ


D (Dieting…is out) งดลดความอ้วน


ช่วงอุ้มท้องไม่ใช่เวลาที่คุณจะมัวห่วงหุ่นสวยแสนเพรียว เพราะเจ้าเบบี๋ต้องการพลังงานและสารอาหารอย่างต่อเนื่องตลอด 9 เดือนที่อยู่ในท้องแม่ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (ซึ่งควรจะมาจากการกินอาหารที่เหมาะสม) เป็นสัญญาณว่าลูกน้อยเจริญเติบโตได้ดี ถ้าคุณไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินหรือภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องหุ่นนักหรอก ปล่อยให้น้ำหนักขึ้นไปตามเกณฑ์นั่นแหละ หลังคลอดก็ยังมีเวลาให้ลดได้อีกเยอะ (ดีไม่ดี แค่พลังงานที่ใช้เลี้ยงลูกก็อาจทำให้น้ำหนักลดฮวบแล้ว)


E (Experiment) ลองอะไรใหม่ๆ บ้าง


ปกติคุณกินแต่อาหารชนิดเดิมๆ หรือเปล่า? ถ้าใช่ ตอนนี้ก็ถึงเวลาลองกินอะไรที่ไม่เคยกิน เช่น เนื้อสัตว์, ผัก, ผลไม้ หรือธัญพืชต่างๆ บ้างแล้ว ใครที่ไม่ค่อยได้กินปลา ก็ลองกินดูสิ สารอาหารอย่าง DHA มีประโยชน์กับเจ้าตัวเล็กแน่ๆ แถมเนื้อปลายังมีไขมันต่ำ ไม่ช่วยพอกส่วนเกินที่แม่กลัวนักหนาด้วย


อีกอย่าง ถ้าใครยึดติดกับวิธีปรุงอาหารแบบเดิมๆ ก็ลองปรับเปลี่ยนดูบ้าง จากที่เคยแต่กินแต่ผัดผัด, ของทอด หรือต้มจืด ลองทำอาหารประเภทยำ (รสอ่อนๆ) หรือลองเอาเนื้อสัตว์ไปย่างแทนทอดดู


F (Fun…is what eating should be) ‘กิน’ ให้ ‘สนุก’


ไม่มีอะไรทำให้การจัดระเบียบเรื่องการกินของว่าที่คุณแม่ล้มเหลวได้มากเท่ากับ ‘ความเบื่อหน่าย’ ดังนั้นจงพยายามคิดว่าเรื่องกินเป็นเรื่องสนุก (โอเค…ยกเว้นคุณแม่ที่กำลังแพ้ท้องก็แล้วกัน) ถ้ากินผักเฉยๆ แล้วเบื่อ ลองทำเครื่องจิ้มต่างๆ มาจิ้ม หรือเปลี่ยนน้ำสลัดรสใหม่ๆ


ยอมเสียเวลาอีกนิดปรุงอาหารให้ถูกใจ หรือขับรถไกลออกไปอีกหน่อยเพื่อกินข้าวร้านโปรด แทนที่จะพยายามฝีนกลืนของที่ไม่ชอบ และให้รางวัลตัวเอง ด้วยขนมกรุบกรอบถุงเล็กๆ (ย้ำว่า ถุงเล็กๆ 1 ถุง) หรือโกโก้เย็นสักแก้วในบางครั้ง ก็ไม่เสียหายหรอก

บทความโดย: Real Parenting Magazine
ภาพโดย: 

พฤติกรรมเด็กวัยเตาะแตะ

หยุดไม่ให้เตาะแตะโชว์โป๊ยังไงดีนะ


“เตาะแตะอยากโป๊” อีกหนึ่งลิสต์พฤติกรรมป่วนของลูกวัยเตาะแตะที่ทำเอาแม่ๆ งงเป็นแถวแถบ และจะปรี๊ดแตกอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าประชาชีจะเยอะขนาดไหน คุณแม่จะถือของพะรุงพะรังเท่าใด เหล่าเตาะแตะก็ไม่หวั่น อยากถอดเป็นถอด อยากโชว์ก็โชว์เลย แม้ใครจะปลอบใจ “เด็กๆ ก็แบบนี้แหละ” แต่แหม .. ฉันเป็นแม่นะ…ปล่อยลูกโชว์ แบบนี้ก็มีเขินอายกันบ้างละน่า


เอลิซาเบ็ธ ลอมบาร์โด นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือ A Happy You อธิบายว่าถึงอาการชอบโชว์ของเด็กวัยนี้ว่า “เราคงต้องทำความเข้าใจว่า การโชว์แบบนี้เปรียบเสมือนการประกาศอิสรภาพของเด็กๆ พวกเขากำลังอยากบอกคุณว่าตอนนี้เขาสามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้บ้างแล้ว พฤติกรรมนี้ก็ลักษณะคล้ายๆ กับตอนที่เราหาข้าวหาปลาให้เขากินแต่เขาปฏิเสธหรือบ้างก็คว่ำจานนั่นเอง”


  • สิ่งแรกที่คุณทำได้ก็หนีไม่พ้นการสงบสติอารมณ์อย่างมือโปร (เพราะวันๆ หนึ่งต้องทำเป็นสิบรอบ) ลูกจะได้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติไป เพราะคุณยิ่งโมโหหรือหงุดหงิดมากเท่าไหร่ เมื่อนั้นแหละลูกจะรู้แล้วว่าวิธีนี้เรียกร้องความสนใจจากแม่ได้ผล

  • จากนั้นบอกลูกอย่างชัดถ้อยชัดคำ และน้ำเสียงหนักแน่น “แบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ ถ้าหนูจะทำอย่างนี้ต้องทำที่บ้านหรือในห้องน้ำเท่านั้น” ลอมบาร์โดเสริม แล้วอย่ารอช้าสวมเสื้อผ้าให้ลูก และรีบเบี่ยงเบนความสนใจลูก เช่น ชวนเขาให้ช่วยกันหาขนมของโปรด เป็นต้น และเมื่อเขากลับไปวิ่งโชว์เนื้อโชว์หนังที่บ้านบ้าง ก็อย่าลืมชมเขาด้วยที่ยอมปฏิบัติตามคำที่เคยบอกไว้

  • สบายใจได้ พฤติกรรมนี้คงอยู่ไม่นาน เพราะเมื่ออายุ 4-5 ขวบ เด็กๆ มีทักษะและการตระหนักรู้ถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมมากขึ้นแล้ว พวกเขาก็เลิกโชว์ไปเอง ดังนั้นระหว่างนี้สิ่งที่เราทำได้คือ อดทน มั่นคง เข้มแข็ง หนักแน่นเข้าไว้!! หรือถ้าจะเด็ดกว่านั้นเมื่อออกนอกบ้านก็แต่งตัวให้ลูกด้วยเสื้อผ้าที่ถอดยากสักหน่อย หรือไม่ก็ .. เลี่ยงการออกนอกบ้านให้รู้แล้วรู้รอดกันไป

บทความโดย: จากเรื่อง “หยุดเตาะแตะโชว์หวิว…อย่างไรดีหนอ” นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับที่ 83 มกราคม 2555
ภาพโดย: 

ลูกร้องไห้บ่อย ร้องได้ตลอด

เจออะไรใหม่…ร้องไห้ คุณแม่เดินไปทางอื่นหรือห่างไปหน่อย…ร้องไม่หยุด ให้นั่งเก้าอี้กินข้าว (high chair) …ร้องไห้ ให้กินอะไร…ร้องไห้ ก่อนนอน…ก็ร้องได้อีก เรียกว่า ลูกร้องไห้บ่อย ร้องได้ตลอดเวลา จนคุณแม่ทำอะไรไม่ถูกแล้ว มีข้อแนะนำไหมคะ คุณแม่เครียดมาก ตอนนี้ลูกอายุ 1 ขวบค่ะ

ดีแล้วค่ะที่คุณแม่ไม่เก็บความเครียดไว้คนเดียว อย่างน้อยคุณแม่ก็เลือกที่จะบอกกล่าว ถามไถ่ใครสักคน เราลองมาทำความเข้าใจเหตุผลของเจ้าตัวน้อยของคุณไปพร้อมๆ กัน น่าจะมีสักวิธีที่จะใช้กับลูกน้อยของคุณได้ค่ะ

เมื่อเป็นทารก เด็กสื่อสารกับเราด้วยวิธีการร้องไห้ค่ะ เป็นภาษาของเด็กเบบี๋ทุกคน ลูกเปรียบเสมือนเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ไม่รู้ภาษาของเรา ต้องมาเรียนรู้ใหม่หมดตั้งแต่ต้น และภาษาเดียวที่ลูกค้นพบว่าใช้เรียกความสนใจได้ดีนักเชียวก็คือ “การร้องไห้” ช่วงเวลานี้อยู่ระหว่างแรกเกิดจนถึงสิบแปดเดือน ลูกของคุณยังอยู่ในช่วงกลางๆ ของวัยนี้พอดีค่ะ

ดังนั้นเมื่อลูกต้องการบอกอะไรสักอย่าง จึงต้องใช้วิธีร้องไห้เป็นวิธีสื่อสารกับเราบรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายค่ะ เป็นไปได้ว่าลูกกำลังสื่อสารและอยากบอกความต้องการของเขาให้คุณทราบและอยากให้คุณตอบสนอง

ความต้องการพื้นฐานของเด็กเล็กนั้นค่อนข้างเรียบง่าย เมื่อหิวก็ต้องการอาหาร เมื่อง่วงก็ต้องการนอนหลับ เมื่อได้รับการตอบสนองเขาจะสงบลงได้ค่ะ ช่วงนี้ลูกอยู่ในสภาพที่ยัง “ช่วยตนเองไม่ได้” (Helplessness) เป็นโอกาสที่จะฝึกพัฒนาการพื้นฐานอย่างแรกได้ นั่นคือ พัฒนาการเรื่องความไว้วางใจ (Trust) ไว้วางใจว่าลูกจะได้รับการตอบสนองจากบุคคลภายนอกเพื่อบรรลุความต้องการที่ลูกน้อยทำด้วยตนเองไม่ได้

โดยปกติความต้องการของลูกจะได้รับการตอบสนองอยู่เสมอ เพียงแต่บางทีอาจไม่ได้รับการตอบสนองทันท่วงที เพราะบางช่วงคุณอาจจะยุ่งกับเรื่องอื่นๆ อยู่

ช่วงวัยทารกเมื่อลูกแสดงความต้องการทั้งหลายทั้งปวง ลูกควรได้รับการตอบสนองโดยทันทีค่ะ อย่าลืมว่าในความรู้สึกของทารก หนึ่งนาทีของเรานั้นเท่ากับหนึ่งชั่วโมงของลูกน้อยเลยทีเดียวนะคะ

บางทีคุณอาจจะอยากให้ลูกเรียนรู้เรื่องความอดทนตั้งแต่วัยทารก แต่การทำเช่นนั้นกลับจะยับยั้งพัฒนาการด้านการสร้างความไว้วางใจของลูกและทำให้เขาเป็นเด็กงอแงได้ค่ะ

สำหรับลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป การตอบสนองความต้องการของลูกยังละเลยไม่ได้ แต่ในเด็กวัยนี้อาจไม่ต้องตอบสนองในทันที แต่ก็ไม่ควรทิ้งระยะนานเกินไป และระหว่างที่คุณยังไม่สามารถเข้าไปหาเขาได้ทันที คุณควรพูดกับลูกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นเชิงปลอบประโลมให้ลูกรู้ว่าคุณเข้าใจว่าลูกต้องการอะไรความช่วยเหลือบางอย่างและคุณกำลังพยายามจะตอบสนอง

แม่บางคนใช้วิธีสอนควบคู่ภาษาสัญลักษณ์ (Sign Language) เช่น ทำปากหมุบหมับและนำมือมาจ่อที่ปากทุกครั้งที่พูดคำว่า “นม” เป็นต้น ในไม่ช้าลูกจะบอกคุณด้วยวิธีนี้เมื่อลูกหิว บางคนแม่ใช้วิธีสังเกตว่าเสียงร้องเป็นแบบไหน ตอนร้องลูกมองไปที่อะไร เขาร้องเวลาไหนและลองตอบสนองดู เรื่องของเรื่องคือต้องพยายามและใช้เวลาสักหน่อย พอรู้จักกัน แค่ตามองตา ไม่ต้องบอกต้องกล่าวคุณก็ตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องฟังเสียงร้องไห้บ่อยๆ ค่ะ

นอกจากนั้นอย่าลืมว่าเรื่องการสัมผัสก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ เพราะเป็นวิธีสื่อถึงความรักความอบอุ่นที่คุณถ่ายทอดให้กับลูกวิธีหนึ่งและจะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจได้อีกด้วยค่ะ

 

จากเรื่อง “เตาะแตะร้องไห้ได้ตลอด “อยากบอกอะไรแม่หรือลูก”” นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับที่ 85 เดือนมีนาคม 2555

ลูกดูดนิ้วมือ

ลูกดูดนิ้วมือ ระวังเสี่ยงติดเชื้อโรคและเสียบุคลิก

มีคุณแม่จากทางบ้านเล่าให้ฟังว่าลูกอายุได้ 3 ขวบ จู่ๆ ติดดูดนิ้วมือขึ้นมาทั้งที่ตอนเล็กๆ ก็ไม่เป็น แต่ตอนนี้ ลูกดูดนิ้วมือ ดูดได้ดูดดีไม่ยอมเลิก คุณแม่เริ่มกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อฟันซี่ของเขาหรือไม่ และจะทำอย่างไรให้เขาลด ละ เลิกได้ เพราะหากไม่เลิกดูดนิ้วก่อนฟันแท้ขึ้นมา อาจจะส่งผลต่อฟันถาวร

Continue reading “ลูกดูดนิ้วมือ ระวังเสี่ยงติดเชื้อโรคและเสียบุคลิก”

ลูกโกหก

ลูกโกหก แค่เพียง 3 ขวบก็โกหกได้แล้วจริงหรือ?

คุณพ่อ คุณแม่หลายคนอาจเข้าใจว่า ลูกวัย 2 – 3 ขวบ ยังไม่เข้าใจหรอกว่า ลูกโกหก เป็นเรื่องที่ผิด เช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างความจริงกับความฝัน จินตนาการของพวกเขากำลังบรรเจิด และไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ระหว่างสิ่งที่อยากได้ และสิ่งที่มีได้ นั่นอาจเป็นสาเหตุเมื่อ ลูกโกหก

Continue reading “ลูกโกหก แค่เพียง 3 ขวบก็โกหกได้แล้วจริงหรือ?”

เครื่องดื่มลูก

เครื่องดื่มของลูก อย่างไหนควร อย่างไหนห้าม!

ปัจจุบันเครื่องดื่มถูกคิดค้นออกมามากมายหลายชนิด แล้ว เครื่องดื่มลูก ชนิดใดบ้างนะที่พ่อแม่ควรู้ และเลือกให้เหมาะกับลูกวัยเตาะแตะของเรา

คณะกรรมการโภชนาการของสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “ทุกวันนี้การพัฒนาเครื่องดื่มต่างๆ ให้มีรสชาติกำลังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตา เพราะเด็กที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานมาก จะทำให้เด็กยิ่งชอบหรือติดเครื่องดื่มที่มีรสหวานมากขึ้นเรื่อยๆ” สมาคมฯ จึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดื่มที่เด็กควรดื่มหรือควรหลีกเลี่ยง และความถี่ในการดื่มให้พ่อแม่ได้เลือกให้ลูกอย่างเหมาะสม

เครื่องดื่มลูก ที่แม่ควรรู้

√ ดื่มได้ตลอด

เครื่องดื่มสำหรับเด็ก
เครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับเด็ก

นม

เด็กอายุ 1-2 ขวบควรดื่มนมครบส่วน (ถ้าในครอบครัวมีประวัติโรคอ้วนหรือโรคหัวใจ ก็อาจเลือกเป็นนมพร่องมันเนยได้ โดยปรึกษาแพทย์ก่อน) ส่วนหลัง 2 ขวบไปแล้ว ก็ให้ดื่มนมประเภทไม่มีไขมันได้แล้ว เพราะอย่างไรเสียเด็กๆ ก็ยังจำเป็นต้องได้รับวิตามินดีและแคลเซียม

เลือกน้ำให้เด็ก
น้ำเปล่า เครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับเด็ก

• น้ำเปล่า

ดื่มได้ทุกเวลาตามต้องการ และตามแต่ลักษณะกิจกรรมที่เด็กๆ เสียเหงื่อไป หรือตามสภาพอากาศ และน้ำหนักตัวของเด็ก แต่ใครกันจะช้อบชอบแต่น้ำเปล่า คุณอาจเพิ่มรสชาติน้ำเปล่าด้วยการหั่นผลไม้ชิ้นเล็กๆ เติมลงไป หรือนำผลไม้ที่หั่นนั้นไปแช่ในที่ทำน้ำแข็ง ก็ได้น้ำแข็งที่มีผลไม้อยู่ข้างในตอนดื่มน้ำก็แปลกไปอีกแบบ

อ่านต่อ  >> “เครื่องดื่มของลูก อย่างไหนควร อย่างไหนห้าม!” คลิกหน้า 2

ควรแสดงท่าทีแบบไหน เมื่อลูกหกล้ม

เวลาลูกหกล้มจนมีแผลถลอก ควรแสดงท่าทีอย่างไรที่จะไม่ทำให้เขาตกใจ อย่ามองแค่ว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่นี่คือโอกาสดีที่จะช่วยให้ลูกจัดการกับความรู้สึกที่ยากลำบากและเสริมสร้างความมั่นใจเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาได้

1. สงบสติอารมณ์ไว้ก่อน

เพราะเด็กๆ มักจะเกิดอาการใจเสียเมื่อเห็นคุณหน้าเสีย

2. ปลอบโยน

คุณเพียงแต่เข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วปลอบโยนเขา เช่น “อุ๊ย รถล้มเหรอจ๊ะ” เท่านี้ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาลุกขึ้นแล้วปั่นจักรยานต่อได้ แต่ถ้าลูกยังดูใจเสียอยู่อีก คุณยังพูดต่อได้ “แม่รู้จ้ะว่าลูกเจ็บแผลที่หัวเข่า แม่ก็เคยมีแผลเจ็บๆ เหมือนกัน เราไปทำแผลกันดีกว่าเนอะ” พาลูกไปทำความสะอาดแผลแล้วปิดพลาสเตอร์ยาถ้าจำเป็น

3. ให้กำลังใจ

ทำให้เกิดความรู้สึกดีว่าตัวเขาสามารถก้าวผ่านสถานการณ์เหล่านี้ได้ พูดชมว่าเขารับมือกับประสบการณ์นี้ได้ดีแค่ไหน “แผลของลูกดูเหมือนจะเจ็บมากๆ เลยนะจ๊ะ แต่ลูกก็แข็งแรงและเข้มแข็งอดทนดี ลูกดูแลตัวเองได้ดีมากๆ เลย เยี่ยม! (พร้อมยิ้มกว้างๆ)”

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

มีของเล่นเต็มบ้านใช่ว่าดี ทำไม?

ถ้าบ้านคุณถือคติว่า มีของเล่นให้ลูกยิ่งเยอะยิ่งดี วันนี้ต้องขอชวนคุณมาอ่านผลการศึกษาใหม่ๆ เกี่ยวกับของเล่นเผื่อคุณจะได้มุมมองเพิ่มเติม

จากการทดลองพบว่าเด็กๆ สามารถมีกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้นได้จากการเลือกของเล่น โดยทีมศึกษาของมหาวิทยาลัยบัฟฟาโลที่ทำการทดลองนี้ เตรียมของเล่นหลากหลายชนิดแต่ทั้งหมดเป็นของเล่นที่เด็กต้องเคลื่อนไหวเวลาเล่น เช่น บาสเก็ตบอลขนาดเล็ก เชือกกระโดด เป็นต้น และให้เด็กๆ เลือกของเล่น 3 อย่างที่เขาเล่นได้ชำนาญไปเล่น ผลคือเด็กส่วนใหญ่ถึง 95% มีกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้ออกกำลังเพิ่มขึ้น ขณะที่เด็กๆ จะไม่มีกิจกรรมที่ร่างกายได้เคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นเลยถ้าให้เขาได้เลือกของเล่นเพียงชิ้นเดียว

นอกจากนี้ ดร.เดนิส ฟีด้า หัวหน้าทีมวิจัยยังบอกว่า “เราพบว่าวิธีนี้ก็ใช้ชักชวนเด็กหญิงให้มีกิจกรรมที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ง่ายๆ อย่างเด็กชาย เพียงแต่มีของเล่นที่เหมาะสมกับเด็กหญิงเและเป็นของเล่นที่หลากหลายพอสมควร

ดร.เคธี ไฮร์ช พาเส็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่นอย่างมีคุณค่าของเด็กและผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยเทมเพิลซึ่งเน้นการวิจัยเรื่องภาษาของทารกเสริมว่า “ของเล่นไม่ใช่เพียงอุปกรณ์กีฬาหรือเสริมประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น แต่ของเล่นยังช่วยเพิ่มทักษะทางภาษา ช่วยให้เด็กได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ และช่วยผ่อนคลายความวิตกกังวลด้วย ซึ่งเราจะใช้ประโยชน์จากของเล่นได้สูงสุดก็ต่อเมื่อเข้าไปเล่นและมีส่วนร่วมกับของเล่นนั้นอย่างสร้างสรรค์”

ท้ายสุด ดร.พาเส็กให้ข้อควรระวังอย่าสับสนระหว่าง “หลากหลาย” กับ “มากมาย” ด้วย เพราะประเด็นของการใช้ของเล่นให้เป็นประโยชน์คือความ “หลากหลาย” ไม่ใช่ “มากมายก่ายกอง”

หากคุณแยกไม่ถูก อาจใช้วิธีสังเกตลูกตอนเลือกของเล่นก็ได้ ถ้าเขาดูไขว้เขวหรือดูกระเจิดกระเจิงดูไม่มีสมาธิ เพราะสติแตกกับจำนวนของเล่นมากมายตรงหน้า จนไม่รู้จะเลือกของเล่นชิ้นไหน ก็บอกได้ชัดแล้วว่าถึงเวลาต้องลดจำนวนของเล่นที่จะให้เขาเลือกแล้วละ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พาลูกน้อยเที่ยวทะเล

พาลูกน้อยเที่ยวทะเล ครั้งแรกเตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัย

พาลูกน้อยเที่ยวทะเล เป็นเรื่องน่าสนุกน่าตื่นเต้นทั้งสำหรับคุณพ่อคุณแม่และคุณลูกค่ะ ดังนั้น ข้อแนะนำแรกก็คือ เตรียมใจให้ลูกและตัวคุณเองไปเที่ยวกันอย่างสนุกสนานค่ะ อย่าได้มีความเครียด ความกังวลใจ ขอเพียงให้รู้ว่าต้องเตรียมอะไร และจะพบเจออะไร….” ทุกอย่างก็เอาอยู่ค่ะ!”

ลูกอายุใกล้สามขวบแล้ว นับว่ารู้เรื่องกันมากพอสมควรทีเดียว เราสามารถพูดคุยกับลูกได้พร้อมกับเตรียมตัวพาลูกน้อยเที่ยวทะเลได้เลยค่ะ

 พาลูกน้อยเที่ยวทะเล เตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัย

• หากลูกยังไม่เคยไปทะเลและไม่เคยเห็นทะเลเลย การสร้างความคุ้นเคยไว้ก่อนจะช่วยได้มาก เช่น เล่าเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับทะเล ให้เขาดูรายการทีวีหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับทะเลให้ลูกได้มีภาพของทะเลไว้บ้าง ควรให้ลูกได้ลองเล่นหรือสัมผัสเม็ดทรายบ้าง เช่น ทรายตามสนามเด็กเล่น หรือหาทรายมาเล่นที่บ้านถังเล็กๆ เพราะเด็กบางคนที่ไม่เคยเล่นทราย เจอทรายครั้งแรก อาจจะไม่กล้าเหยียบ ไม่กล้าเล่น

• เมื่อไปถึงทะเล เด็กวัยนี้ต้องการสำรวจโลกรอบๆ ตัว รวมทั้งต้องการทำอะไรต่อมิอะไรเอง ไม่ต้องมีใครช่วย สิ่งที่คุณต้องทำคือ หาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และคนอื่นไม่รำคาญให้เขาได้สำรวจ และบอกลูกว่า “แม่ให้ลูกสำรวจชายหาดอยู่แถวนี้ แม่จะนั่งรออยู่ตรงนี้ล่ะ ถ้าต้องการแม่ก็กลับมา ลูกรู้ว่าจะปลอดภัยเมื่อลูกอยู่ในสายตาแม่ และแม่ก็อยู่ในสายตาลูก ใช่ไหมจ๊ะ” การพูดเช่นนี้เป็นการให้อิสรภาพลูกอย่างมีขอบเขตในการสำรวจสิ่งรอบตัว พร้อมเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูก และสอนให้ลูกรู้จักประเมินว่า แค่ไหนปลอดภัยโดยไม่ต้องกดดันจนเขารู้สึกขาดอิสรภาพค่ะ

บทความแนะนำ พาลูกเที่ยวทะเล ใกล้กรุงเทพ เสริมประสบการณ์ช่วงปิดเทอม

นอกจากการเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว มีเรื่องที่ต้องระวังอะไรบ้างในการพาลูกไปเที่ยวทะเลครั้งแรก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เด็กสายตาสั้น

เด็กสายตาสั้น ป้องกันได้ตั้งแต่ยังเล็ก มาดูกันว่าทำอย่างไร?

เด็กสายตาสั้น เป็นปัญหาสายตาที่พวกเขาอาจไม่รู้ตัว คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตว่าเวลาลูกสาวดูโทรทัศน์มักจะหยีตา และเพ่งมาก จึงพาไปตรวจ ปรากฎว่าสายตาสั้น 150 และเอียง 100! เด็กน้อยอายุ 6 ขวบจึงได้สวมแว่นสายตาไปตามระเบียบ

เด็กสายตาสั้น ป้องกันได้ตั้งแต่ยังเล็ก

เด็กอายุ 5 – 7 ขวบสวมแว่นสายตาแล้ว?? แบบที่ไม่ใช่เพราะพันธุกรรมอย่างเดียว แต่สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ เด็กสายตาสั้น จนต้องใส่แว่นสายตาตั้งแต่อายุยังน้อยจนน่าตกใจ ตามที่คุณหมออธิบายคือเด็กยุคนี้อยู่กับเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น เล่นเกมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือกดเกมไอแพดที่มีแสงและสีแสบตานานเกินไป บางคนก็ดูโทรทัศน์มากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อสายตาของเด็กๆ ได้มากกว่าสมัยก่อนที่ยังไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาสายตาก่อนวัยอันควร

บทความแนะนำ สายตาเสีย ตั้งแต่เล็กเพราะทำ 8 พฤติกรรรมเสี่ยง!

ปัญหา เด็กสายตาสั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็กๆ ซึ่งพ่อแม่ย่อมไม่อยากให้เกิด มาช่วยกันดูแลสายตาลูกน้อยตั้งแต่วันนี้กันดีกว่าค่ะ

ความหมายของสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง

อาการสายตาสั้นเป็นอย่างไร
สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง แตกต่างก้นอย่างไร


สายตายาว
 (hyperopia) หมายถึง คนที่จำเป็นต้องสวมแว่น ชนิดเลนส์นูนเหมือนกันแต่จะเป็นความผิดปกติในสายตา เกี่ยวกับการหักเหแสงจากวัตถุเข้าสู่ลูกตา ไม่ไปปรากฏบนจอภาพ(retina) คือ ภาพตกเลยจอรับภาพ จำเป็นต้องสวมแว่นตาเลนส์นูน (convex lens) เพื่อดึงภาพที่ตกเลยจอรับภาพไป ให้เข้ามาตกที่จอรับภาพพอดีตามภาวะของสายตาที่จะต้องใช้เลนส์กำลังพอเหมาะนั้น สามารถพบได้ตั้งแต่เด็กอายุ ๑ ขวบ จนกระทั่งหนุ่มสาว สายตายาวในเด็กเล็กๆ แรกเกิดแหละเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้เกิดภาวะตาเข (accommodative esotropia)

สายตาสั้น (myopia) คือภาวะที่ภาพจากวัตถุตกหน้าจอรับภาพทำให้ต้องใช้เลนส์ชนิดเว้า (concave lens) ใส่เพื่อถ่างแสงให้ภาพไปตกพอดีที่จอรับภาพ พบได้ในคนอายุน้อยๆ หรือวัยกำลังศึกษา เริ่มต้นทำงาน

สายตาเอียง (astigmatism) เป็นภาวะที่กระจกตาดำมีความโค้งไม่เท่ากัน ในแนวใดแนวหนึ่ง การมองเห็นจะพร่า และมีอาการปวดกระบอกตามากเพื่อเพ่งมองอะไรนานๆ จำเป็นต้องใช้แว่นตาชนิดรูปทรงกระบอก (cylindrical lens) มาช่วยปรับแสงที่ผิดปกตินั้นๆ ให้สู่แนวปกติ เพื่อภาพจะได้รวมไปตกที่จอรับภาพได้ดี ค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร พบในคนทุกอายุ พบมากในหนุ่มสาว โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา

ลูกสายตาสั้นทำไงดี

ไปตรวจสายตาสม่ำเสมอโดยจักษุแพทย์

อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็คระบบประสาทตา และสายตาโดยรวม เพราะการตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงเรียนอาจไม่เพียงพอ มีงานวิจัยระบุว่า ผลการตรวจสุขภาพประจำปีมีโอกาสผิดพลาดได้ครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว! ทางที่ดีพาลูกไปตรวจสายตาด้วยตัวคุณเอง เพื่อความมั่นใจค่ะ

สังเกตอาการ เด็กสายตาสั้น

ลูกมีอาการดังนี้หรือเปล่า

  1. ขยี้ตาบ่อยๆ
  2. เวลาโยนรับ-ส่งลูกบอลมักพลาดบ่อยๆ
  3. ปวดหัวเป็นประจำ
  4. เวลาอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์มักเพ่งหรือหยีตา
  5. ไม่สามารถดูภาพยนตร์สามมิติได้

ถ้าพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่ง ให้รีบพาลูกไปตรวจสายตา

 

ดูแลสายตาด้วยวิธี 20 / 20 / 20

ทุกครั้งที่ลูกดูโทรทัศน์ หรือใช้คอมพิวเตอร์ ให้เขาละสายตาจากหน้าจอทุก 20 นาที แล้วมองสิ่งอยู่ห่างไปประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที แล้วค่อยกลับมาดูใหม่

ลูกสายตาสั้น
ดูแลสายตาลูกน้อยด้วยวิธี 20 / 20 / 20

การวัดสายตาในเด็ก

(นพ.วรากร เทียมทัด จักษุแพทย์เฉพาะทาง ด้านโรคตาในเด็กและตาเข ศุนย์จักษุวิทยาเฉพาะทาง โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์)

วิธีวัดสายตาสั้น
วิธีวัดสายตาสำหรับเด็ก

เนื่องจากธรรมชาติของเด็กชอบเพ่ง จ้องทำให้วัดค่าสายตาได้เป็นสายตาสั้นมากกว่าความเป็นจริง หรือวัดค่าสายตายาวได้น้อยกว่าความเป็นจริง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องระงับหรือหยุดการเพ่งของเด็กชั่วคราว โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 12ปี ซึ่งวิธีที่เป็นมาตรฐาน คือ การหยอดยาเพื่อลดการเพ่ง แล้วทำการวัดสายตาก็ทำให้ทราบค่าสายตาจริงๆ ของเด็ก ยาชนิดนี้ไม่ใช่ยากลุ่มเดียวกับยาขยายม่านตาในผู้ใหญ่

วิธีวัดสายตาสั้น
วิธีวัดสายตาสั้นสำหรับเด็ก

หลังจากตรวจวัดสายตาเสร็จ จักษุแพทย์จะทำการสั่งแว่นตาตามความเหมาะสม จากนั้นจะนัดตรวจติดตามเป็นระยะเนื่องจากค่าสายตาในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด โดยทั่วไปจะหยอดยาวัดสายตา ปีละ 1 ครั้ง จนกระทั่งอายุ ประมาณ 11 ถึง 12 ปี ก็จะสามารถวัดสายตาได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เนื่องจากกำลังการเพ่งลดลงใกล้เคียงผู้ใหญ่ และส่วนมาก ค่าสายตาก่อนหยอดยาและค่าสายตาหลังหยอดยาไม่แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลว่าไม่ต้องหยอดยาวัดสายตาในเด็กกลุ่มนี้

 

การเตรียมตัวในการตรวจวัดสายตาในเด็ก

1. ควรเป็นวันที่ไม่มีไข้ ร่างกายปกติดี ไม่มีการสอบหรือการเรียนที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น เพราะยาจะทำให้มองที่ใกล้ไม่ชัด ประมาณ 1 วัน

2. เตรียมแว่นตาดำ หรือหมวกมาด้วย เพราะหลังการตรวจม่านตาจะขยายเล็กน้อยอาจทำให้มีการแพ้แสงได้ ประมาณ 1 วัน

3. หยอดยาวัดสายตา ทุก 5 ถึง 10 นาที 2 ถึง 3 ครั้งทั้งสองตา จากนั้นรอประมาณ 30 นาทีจะสามารถตรวจได้ ในระหว่างหยอดยาเด็กอาจงอแงได้ เนื่องจากยาหยอดตาแสบ

4. หลังตรวจวัดสายตาเรียบร้อย จักษุแพทย์จะทำการตรวจจอประสาทตา เนื่องจากม่านตาขยายพอที่จะสามารถตรวจได้

5. หลังตรวจเรียบร้อยควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง พักผ่อนในบ้าน ไม่ควรโดนแสงไฟสว่างมากๆ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แชร์ประสบการณ์! ลูกติด ipad เพราะแม่ใช้เลี้ยงตั้งแต่เล็ก เสี่ยงเป็นออทิสติก

ระวัง! ลูกจ้องจอนาน เสี่ยง สายตาสั้นเทียม ตัดแว่นได้ไม่ตรงค่าสายตา

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & Kids
(ความหมายของสายตา ที่มาจาก doctor.or.th)

 

สอนเด็กน้อยคิดก่อนพูด

ลูกเล็กที่เพิ่งหัดพูดได้ไม่นาน มักพูดไปเรื่อยๆ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ลูกแค่อยากจะบอกให้เรารู้ทำนองว่า “นี่ไงหนูสังเกตเห็นอะไรที่แปลกน่าสนใจ จึงสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น”นั่นแสดงให้เห็นว่าลูกเป็นเด็กช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็นอยากเข้าใจความเป็นไปของโลกนี้ และการที่ลูกอุ่นใจสื่อสารความคิดกับเรานั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดี และแน่นอนเราไม่ควรตำหนิดุด่าว่าลูก เพราะลูกย่อมทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

อย่างไรเสีย จะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ ก็ไม่ได้

ถ้าเจอสถานการณ์เช่นนั้นอีก ควรตอบรับลูกเบาๆและหากต้องขอโทษหรือทำให้คนที่ถูกพูดถึงรู้สึกดีขึ้นก็ควรทำ พาลูกออกจากหมู่คนเมื่อทำได้ และเมื่ออยู่กันสองต่อสอง ควรสอนทันทีที่เกิดเหตุ เพราะเด็กจะลืมง่ายปล่อยไว้นานจนกลับบ้าน อาจไม่ได้ผลเท่า ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่าอาจต้องสอนอีกหลายครั้งกว่าจะซึมซาบและเข้าใจจริงๆ

 สอนให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นไม่เหมาะสม โดยให้รู้ว่า “คำพูดสามารถทำให้คนเจ็บได้”คนที่ลูกพูดถึงอาจรู้สึกเสียใจหรืออับอายขายหน้าเพราะคำพูดของเขา อาจลองยกตัวอย่างเพื่อจะโยงคำพูดกับความรู้สึกให้ลูกเข้าใจ เช่น ถ้ามีคนพูดคำบางคำเกี่ยวกับเขาๆ จะรู้สึกอย่างไร “ถ้าลูกเกิดหกล้ม ปากเจ่อ ปากบวม แล้วไปเจอเพื่อน เพื่อนๆมาชี้ชวนและพูดว่า “ทำไมเธอปากบวมเจ่อดูตลกอย่างนั้นล่ะลูกจะรู้สึกอย่างไร”

สอนให้ลูกชื่นชมความแตกต่างของปัจเจกบุคคล ความงดงามและคุณค่าของคนทุกคน ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาจะเป็นอย่างไรก็ตาม ลองหาหนังสือหรือวีดีโอให้ลูกดูเพื่อเปิดโลกทัศน์ เช่น We’re different, We’re the Same (Sesame Street), นิทานเจ้าหญิงกับอสูรBeauty and the Beast เป็นต้น

เวลาครอบครัวพูดถึงใคร ควรจะระมัดระวังคำพูดของเราด้วย ไม่ควรหลุดคำพูดเชิงการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เหมาะสมให้ลูกได้ยินอย่าลืม บอกลูกว่า“คราวหลังคิดอะไร ลูกบอกแม่ได้ แต่กระซิบเบาๆก่อน หรือถ้าให้ดีเก็บความสงสัยไว้ในใจและไว้คุยกับแม่เวลาอยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า”

 – หัดให้ลูกเฝ้ามองและสังเกตผู้คนรอบตัวโดยไม่ต้องออกความเห็นออกมาในทันที

 
เตือนกันสอนกันไปเรื่อยๆลูกของคุณจะเข้าใจโลกมากขึ้นรู้จักยับยั้งชั่งใจ คิดก่อนพูด เข้าใจและยอมรับความแตกต่างของผู้คนทั้งเรื่องรูปร่างหน้าตา ความคิดความอ่านได้ดีขึ้นซึ่งเป็นทักษะที่เป็นประโยชน์มากสำหรับลูกต่อไปในอนาคตค่ะ

 

 

บทความโดย: กุณฑิรา จุลสมัย โอคอนแนล อดีตกรรมการกลุ่มนมแม่

ตามใจลูก

ตามใจลูก จนเสียเด็ก เรื่องไม่เล็กต้องระวัง!

ทุกวันนี้การเอาใจ ตามใจลูก กำลังเป็นประเด็นที่ผู้คนหยิบยกมาถกเถียงกันมากขึ้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนต้องตริตรองกันให้จริงจัง เพราะการตามใจลูกอย่างง่ายดาย เช่น เมื่อลูกน้อยอยากได้ของเล่นก็ซื้อให้ได้ในทันที อาจจะส่งผลต่อเนื่องเลยเถิดไป จนลูกน้อยกลายเป็นคนเอาแต่ใจโดยไม่รู้ตัว

Continue reading “ตามใจลูก จนเสียเด็ก เรื่องไม่เล็กต้องระวัง!”

เด็กเล็กทำร้ายกัน

ทำอย่างไรดี? เมื่อลูกเล็กๆ ทำร้ายกัน

เมื่อลูกน้อยเริ่มเข้าสู่วัยเรียน คุณพ่อ คุณแม่หลายบ้าน อาจเกิดความกังวลว่าลูกของเราจะถูกรังแก หรือลูกของเราจะไปรังแกเพื่อนๆ การที่ เด็กเล็กทำร้ายกัน ตั้งแต่อยู่เนิร์สเซอรี่ และในวัยอนุบาล ซึ่งไม่ใช่ช่วงวัยประถม หรือมัธยมอย่างที่คุณพ่อ คุณแม่เข้าใจ อาจดูโหดร้ายอยู่ไม่น้อย

Continue reading “ทำอย่างไรดี? เมื่อลูกเล็กๆ ทำร้ายกัน”

โยคะเด็ก ดีอย่างไร

บรรดาเนิร์สเซอรี่ โรงเรียนอนุบาล สถาบันเสริมทักษะเด็กทั้งระหว่างวันเอยหรือหลังเลิกเรียนเอยต่างก็เพิ่มโยคะเข้าไปเป็นหนึ่งในโปรแกรม มีข้อมูลเกี่ยวกับโยคะมาให้คุณได้รับรู้ก่อนจะตัดสินใจเกาะกระแสตามเทรนด์

โยคะช่วยผ่อนคลาย

ร็อบบิน บาเร็ทส์ ผู้จัดการสถาบันโปรแกรมโยคะเด็ก Pretzel Kids อธิบายว่า “โยคะช่วยให้เด็กๆ ผ่อนคลาย ด้วยหลักการเคลื่อนไหวร่างกายและเทคนิคการหายใจที่ผสมผสานกันทำให้เด็กๆ ช้าลง และมีสมาธิอยู่กับตัวเองมากขึ้น” และการจะให้เด็กๆ ร่วมมือครูผู้สอนก็ต้องมีเทคนิคให้เด็กๆ ได้เห็นภาพ “เราจะวางตุ๊กตามาวางไว้ที่หน้าท้องของเด็กๆ จะได้เห็นท้องของตัวเองขึ้น-ลงเมื่อหายใจเข้า-ออก และก็บอกเด็กๆ ว่าเขากำลังขับรถพาตุ๊กตาไปเที่ยว ก็จะช่วยให้เด็กๆ เพลินและจดจ่อกับการหายใจและเคลื่อนไหวร่างกาย

โยคะช่วยลดอาการวีน

เฮเลนน์ ลอเรนติ นักจิตวิทยาขยายความว่า “ท่าโยคะต้องใช้สมาธิอย่างมาก เด็กๆ จะต้องเพ่งความสนใจไปที่ร่างกายและลมหายใจ ซึ่งนี่แหละเป็นกระบวนการที่ทำให้เด็กๆ อยู่นิ่งได้มากขึ้น และพอจะบรรเทาอาการโกรธเกรี้ยวตามประสาเด็กๆ ได้บ้าง” อย่างเช่น พอเล่าเรื่องเต่าที่หดตัวเข้าไปในกระดองเวลาโกรธ เด็กๆ ก็จะได้ม้วนตัวเก็บมือไว้ที่หน้าอกทำท่าแบบเจ้าเต่า เมื่อถึงเวลาที่โกรธจริงบ้าง แทนที่จะตะโกนหรือขว้างปาของ พวกเขาก็อาจจะเปลี่ยนมาทำตัวเต่าเพื่อสงบสติบ้าง .. เออ เข้าท่าแฮะ

โยคะเป็นกุศโลบายอย่างดีให้ลูกได้ออกกำลังกาย

ถึงแม้โยคะเด็กจะไม่มีท่าหน้าวัวประยุกต์หรือท่าแผ่นกระดานด้านข้างแบบเว่อร์ๆ แบบผู้ใหญ่ แต่โยคะก็ทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจในท่าแบบน่ารักๆ ของพวกเขาได้ ที่สำคัญเมื่อเขาทำโยคะแล้ว พัฒนาการต่างๆ ที่ต้องใช้ร่างกายเป็นหลักจะเป็นไปได้ดีขึ้น ทั้งเดิน วิ่ง กระโดด ปีนป่าย เพราะโยคะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรับรู้ได้ไว ช่วยปรับสมดุล การทำงานประสานกันของระบบต่างๆ และความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ชวนลูกเข้าใจความแตกต่างของ ” คน “

เด็กๆ มีธรรมชาติอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกรอบตัวเป็นทุนอยู่แล้ว เด็กบางคนก็อาจเริ่มถามหรือวิจารณ์คนที่แตกต่างกับตัวเอง จะทำอย่างไรดีนะให้ลูกเข้าใจถึงความแตกต่าง

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคโลราโด บอกว่าแม้แต่เด็กอายุ 6 เดือนจะจ้องมองภาพอยู่นาน ถ้าคนในภาพนั้นดูเป็นคนที่เชื้อชาติแตกต่างไปจากพ่อแม่ของเขา ดร.ดักลาส ไรลีย์ นักจิตวิทยาเด็กและผู้เขียนหนังสือ Dr.Rileys’s Box of Tricks ขยายความว่า “เด็กๆ มีธรรมชาติอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกรอบตัวเป็นทุนอยู่แล้ว เด็กจึงมีลักษณะชอบค้นหาชอบสำรวจ บางคนก็ชอบคนที่แตกต่างไปจากตัวเอง แต่เด็กบางคนก็อาจจะมีแนวโน้มกังวลใจเมื่อเห็นคนที่แตกต่างไปจากตัวเอง และอาจเริ่มถามหรือวิจารณ์ความแตกต่างทั้งหลาย เช่น สีผิว ก็อาจไม่เหมาะ” จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะเตรียมคำตอบให้ลูกเข้าใจและไม่กลัวคนเชื้อชาติอื่น กรณีที่ลูกถามอะไรที่อาจไม่เหมาะสม

• หากลูกเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ความแตกต่างของคนอื่นไปในทิศทางที่ไม่น่าปลื้มใจ เช่น เขากลัวคนผิวสี เราต้องบอกให้ลูกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรพูด และช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัยด้วยการอธิบายอย่างง่ายๆ ให้ลูกเข้าใจ เช่น “คนเรามีหลายสีผิวได้ นึกดูดีๆ นะสีผิวพ่อกับแม่ยังไม่เหมือนกันเลยใช่มั้ย เป็นเรื่องธรรมดานะ”

• ไม่ควรพูดตัดบทง่ายๆ ประมาณว่า “คนเราเท่าเทียมกันหมดนะลูก” เพราะเด็กวัยอนุบาลไม่มีทางเห็นว่ามนุษย์เราจะ “เหมือน” กันทุกคนอย่างแน่นอน

• อธิบายว่าสีผิว สีผม หรือรูปร่างภายนอกไม่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนหรือลักษณะนิสัยใจคอของคนเราได้ ยกตัวอย่าง พี่น้องของคุณหรือของสามี ที่หน้าตาไม่เหมือนกัน แต่นิสัยก็คล้ายกัน .. หรือ เพื่อความเข้าใจง่าย …ลองยกตัวอย่างฝาแฝดก็ได้ หน้าตาคล้ายกัน แต่นิสัยต่างกันก็มีมากมาย

• สอนตั้งแต่ยังเล็ก อย่าคิดว่าเด็กๆ คงไม่คิดมากอะไร เพราะยิ่งโตนี่แหละยิ่งสอนยาก ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ลูกเพาะนิสัยไม่เข้าใจในความแตกต่าง (ทั้งเชื้อชาติ ทั้งลักษณะพิเศษอื่นๆ เช่น ตาบอด ใส่ขาเทียม เป็นต้น) จนกลายเป็นความขัดแย้งในใจไปจนโตในที่สุด

• ที่สำคัญคือการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ การปฏิบัติต่อผู้คนที่แตกต่างอย่างเป็นปกติจะช่วยให้ลูกเรียนรู้จากเราได้ง่ายที่สุด

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง