3 วิธีง้ายง่าย สอนลูกเตาะแตะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ลูกน้อยวัย 2 ขวบที่ไม่รู้จักกลัวอะไรบ้างเสียเลย อยากข้ามถนนไปที่สวนสาธารณะโดยไม่จูงมือคุณ คุณรีบคว้าตัวลูกไว้แล้วบอกว่าต้องคอยแม่ก่อนนะ แต่ก่อนที่คุณจะรู้ตัว เจ้าตัวแสบก็ลงไปดิ้นพราดๆ และตะเบ็งเสียงแปดหลอดอยู่ที่พื้นแล้ว ถ้าเจ้าหนูเข้าใจว่าควรข้ามถนนพร้อมผู้ใหญ่ และรู้ว่าถ้าไม่เชื่อฟังอาจเกิดอันตรายได้ก็คงจะดีใช่ไหมคะ

เด็กวัยเตาะแตะต้องอาศัยเวลาและการช่วยชี้แนะในการเรียนรู้ว่าจะจัดการกับความท้าทายและข้อขัดแย้งได้อย่างไร เพราะการแก้ปัญหาเป็นกระบวนการที่ต้องเรียนรู้ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆไม่ว่าจะเป็นการมีมารยาทหรือการบวกลบคูณหาร

วิธีง่ายๆ ช่วยลูกพัฒนาทักษะแก้ปัญหา

1. ให้โอกาสลูกเผชิญความท้าทายด้วยตัวเอง

ปล่อยให้ลูกหาทางปีนขึ้นไปบนเครื่องเล่นเอง ไม่ใช่รีบอุ้มเขาขึ้นไปตั้งแต่แรก เขาจะได้พัฒนาทักษะด้านการใช้เหตุผล ถ้าลูกมีทีท่าว่าจะทำไม่ได้และเริ่มหงุดหงิด ก็อุ้มลงมาแล้วพาไปเล่นของอย่างอื่นที่เขามั่นใจในความสามารถของตัวเองมากกว่า เช่น กระดานลื่น หรือไม้กระดก

2. เป็นตัวอย่างที่ดี

ลูกวัยเตาะแตะมักชอบเลียนแบบพฤติกรรมของแม่ คุณจึงควรเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับลูก เช่น ถ้าคุณควบคุมอารมณ์ไม่ได้เพราะเผลอทำแพนเค้กไหม้ ลูกก็มักจะมีพฤติกรรมคล้ายๆกันเมื่อทำอะไรผิดพลาด คุณจึงควรหายใจลึกๆ หาวิธีแก้ปัญหาในทางที่สร้างสรรค์ และพูดถึงสิ่งที่คุณคิดออกมาดังๆ ลูกจะได้เรียนรู้ว่าคุณจัดการกับปัญหาอย่างไร

3. ไม่บ่นลูกแบบพร่ำเพรื่อ

เด็กวัย 2 ขวบยังไม่พร้อมหรือไม่เก่งพอที่จะเข้าใจว่า เหตุใดการกระทำหลายๆ อย่างที่เขาทำไปตามธรรมชาติจึงเป็นเรื่องผิด อย่าอารมณ์เสียถ้าลูกจงใจคว่ำถังขยะเล่น เพราะเขาแค่อยากจะสำรวจดูว่าข้างในถังมีของอะไรบ้าง พูดกับลูกสั้นๆว่า “ขยะต้องอยู่ในถังนะจ๊ะลูก” โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าเป็นเพราะมันสกปรก หรือทำให้บ้านรก หรือทำให้คุณต้องเก็บกวาดจนเหนื่อย ถึงอย่างไร ลูกก็คงจะทำแบบนี้อีก (และทำไปเรื่อยๆ) แต่ในที่สุดเขาจะเข้าใจได้เองว่าทำไมจึงไม่ควรทำ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เมื่อเจ้าตัวเล็กไม่ยอมขึ้นรถ (สักที)

 

 
“ใครวิ่งไปถึงรถก่อน คนนั้นชนะ!”

 
“หนูเอาผ้าไปเช็ดกระจกรถให้แม่หน่อยนะจ๊ะ เสร็จแล้วเราค่อยไปเที่ยวกัน”

 
“ไหนดูซิ ใครจะเป็นผู้ช่วยกัปตันคนที่ 1 ของรถอวกาศคันนี้”

 
“เราจะเอาขนมอะไรไปกินในรถกันดีน้อ”

 
“เดี๋ยวเรามาช่วยกันนับนะ ว่าระหว่างที่แม่ขับรถไปเรื่อยๆ เราจะเจอลูกหมากี่ตัว”

 
“ลูกร้องเพลงเอบีซีไปนะ แล้วแม่จะคาดเข็มขัดให้ ดูซิว่าใครจะเสร็จก่อนกัน”

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ทำไมแม่ชอบใช้คำว่า “เรา”

แล้วพอก้มลงมองที่เท้าของตัวเองถึงเห็นว่า “อ้าว ฉันก็สวมรองเท้าอยู่แล้วนี่นา” เหตุที่คุณชอบใช้คำสรรพนามผิดๆเช่นนี้เป็นเพราะไม่อยากให้สิ่งที่พูดกับลูกดูเป็นการสั่งมากเกินไป และคำว่า “เรา” ก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันมากกว่า

 
เด็กวัย 2 ขวบมักไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคำว่า “เรา” และ “ลูก” และจะทำตามคำสั่งไม่ว่าคุณจะเลือกใช้คำไหน แต่การใช้คำว่า “เรา” ก็ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะไม่ได้ทำให้ลูกสับสน เมื่อเขาโตขึ้นและอยากเป็นส่วนหนึ่งของทีม การพูดกับลูกว่า “เรามาช่วยกันทำงานบ้านดีกว่า” จะทำให้เขาช่วยเหลือคุณด้วยความเต็มใจ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกสนใจในเรื่องขนาด

เพราะจะเห็นเขาพยายามจับของที่มีขนาดต่างกันให้มาอยู่ด้วยกัน ตั้งแต่จับตุ๊กตาตัวเท่าแขนให้นั่งในรถของเล่นคันแค่คืบไปจนถึงขนาดจะเอาตัวเองนั่งบนเก้าอี้ตัวจิ๋วของตุ๊กตาให้ได้ เรื่องจับโน่นใส่นี่แบบผิดรูปพลาดขนาดไปจึงเป็นเรื่องธรรมดาของวัยนี้ เพราะเจ้าตัวเล็กยังต้องการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจเรื่องสัดส่วนและเรื่องขนาดให้ถูกต้องขึ้นไปอีก เรามีวิธีช่วยเด็กๆ มาฝาก

 
– เรียนจากของเล่น จะขาดได้อย่างไร ของเล่นฝึกทักษะเรื่องขนาดและรูปทรงมีสำหรับทุกวัย เลือกรูปแบบที่เหมาะกับวัยของลูก มีไว้ติดบ้านไม่เสียหลาย (แนะนำของเล่นฝึกทักษะเรียนรู้เรื่องการจับคู่ Plan Toys)

 
– ชวนดูของจริงจากหนังสือ วิธีนี้ทำได้ไม่ยาก หนังสือสื่อสะดวกทุกที่ทุกเวลา แถมทำให้คุณและลูกได้มีเวลาร่วมกัน ชวนเขาดูหนังสือภาพประกอบชัดๆ สีสันสดใสสอดแทรกการสอนเรื่องขนาดและรูปทรง เป็นอีกวิธีเรียนรู้จากการใช้สายตา

 
– ค่อยบอกค่อยสอนระหว่างทำงานบ้าน เวลาที่คุณทำกิจกรรมหรืองานบ้านล้วนสอดแทรกการสอนเรื่องสัดส่วนหรือขนาดของสิ่งของให้ลูกได้เสมอ เช่น การสอนขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ขณะแยกผ้าเตรียมซัก หยิบเสื้อตัวใหญ่ของคุณพ่อเทียบกับเสื้อตัวน้อยของเขา นี่แหละสื่อการสอนที่ดีและง่าย ใกล้ตัว

 
– ลองถามเขาดูก็ได้นะ หมั่นถามคำถามง่ายๆ ให้เขาเลือกตอบ เช่น อันไหนใหญ่กว่ากัน รถยนต์กับรถเข็น ตัวลูกกับแมว เป็นการช่วยย้ำความเข้าใจ

 
– เล่นเกมท้าทายกันหน่อย ให้เขาลองเรียงลำดับบรรดาตุ๊กตาในคลังของเล่นของเขาจากตัวใหญ่ที่สุดไปจนถึงตัวเล็กที่สุด หรือแยกรถของเล่นเป็นสองแถว แถวหนึ่งมีแต่คันใหญ่ อีกแถวมีแต่คันเล็ก

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สอนลูกนับเลข

เผยเทคนิค สอนลูกนับเลข แบบง่ายๆ ฝึกได้ตั้งแต่เริ่มพูด

1, 2, 7, 8 … อย่าเพิ่งงงว่านี่เป็นตัวเลขอนุกรมประเภทไหนกันแน่ เพราะมันคือลักษณะของการเรียนรู้เกี่ยวกับจำนวนหรือตัวเลขของเด็กวัยเตาะแตะ ถ้าจะให้ลูกนับเลขเป็นเร็วๆ ตามมาดูวิธี สอนลูกนับเลข แบบง่ายๆ กันเลยค่ะ

สำหรับลูกน้อยในวัยเตาะแตะ ที่กำลังหัดพูดได้แล้ว คุณแม่อาจเคยได้ยินลูกพูดตัวเลขขึ้นมา เช่น 1 , 3 , 4 … ซึ่งเด็กๆ มักรู้จักตัวเลขกันคนละหลายตัว และชอบท่องตัวเลขเหล่านั้นออกมาดังๆ แต่ในระยะแรกลูกน้อยจะยังเรียงลำดับของตัวเลขไม่เป็น แล้ววันดีคืนดีก็เกิด คลิกŽ…แบบไม่ได้ตั้งใจ ชูมือขึ้นมา แล้วค่อยๆ นับนิ้วทีละนิ้วจนครบ หลังจากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตานับทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเด็กเล็กๆ จะเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเลขได้เองตามธรรมชาติ คล้ายกับการเรียนรู้ด้านภาษา พวกเขาจะคอยสังเกตจำนวนของเล่นที่มี และได้หัดร้องเพลงที่มีคำคล้องจองเกี่ยวกับตัวเลขที่เนิร์สเซอรี่ การช่วยให้ลูกน้อยเข้าใจเรื่องของตัวเลขไม่ได้หมายถึงการฝึกให้ลูกนับเลขตั้งแต่ 1 ถึง 100 เพราะการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองไม่ช่วยให้เขาเข้าใจความหมายหรือค่าของตัวเลข แต่คุณอาจสอนให้ลูกรู้จักตัวเลขผ่านกิจกรรมเกี่ยวกับการนับแบบง่ายๆ เป็นรูปธรรม และสนุกสนาน เช่น

เทคนิค สอนลูกนับเลข

  • เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป ยึดแนวการสอนเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ของตัวเลขให้สอดคล้องกับวัยของลูก เด็กวัย 3 ขวบอาจนับเป็ด 3 ตัวได้ แต่ถ้าจะให้นับไก่ 6 ตัว ก็คงยากเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้
  • นับพร้อมๆ กัน เวลาที่คุณจัดเตรียมโต๊ะอาหารลองจับมือลูกหยิบจานวางลงบนโต๊ะทีละใบ แล้วชวนลูกให้นับพร้อมกันด้วยเสียงดังแบบช้าๆ ไปด้วยจนกว่าจะครบจำนวนจาน
  • หัดนับถอยหลัง การนับจากหน้าไปหลังช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องการบวกเลขได้ง่ายขึ้น ส่วนการนับจากหลังมาหน้าจะทำให้เข้าใจเรื่องการลบเลข ลองชวนให้ลูกนับตัวเลขแบบถอยหลังตามเวลาบนเครื่องไมโครเวฟที่ค่อยๆ หมดไป ตั้งแต่ 5 จนกระทั่งถึง 0

ลองทำดูนะคะกับเทคนิค การสอนลูกนับเลข แล้วคุณจะรู้ว่าของง่ายๆ ใกล้ตัวแบบนี้ก็ทำให้เจ้าตัวเล็กสนุกและเรียนรู้ได้ดีจนคุณอาจแปลกใจ

คลิปสอนนับเลข 1-10

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Indysong Kids เพลงเด็ก นิทานก่อนนอน

อ่านต่อบทความอื่นๆ น่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เปิดทางสร้าง นักเล่าเรื่องตัวน้อย

ยิ่งเป็นเรื่องที่ทำหรือได้ยินเป็นประจำ เด็กวัยนี้จะยิ่งจดจำได้ง่าย แถมยังรู้สึกสนุกตื่นเต้นกับการได้พูดหรือบอกเล่าถึงสิ่งที่เขารู้ว่ากำลังจะเกิดต่อไปด้วย พ่อแม่จึงควรฉวยโอกาสนี้ช่วยเสริมความสามารถเรื่องการจำให้ลูก ผ่านเทคนิคง่ายๆ เวลาเล่นหรืออ่านนิทานกับลูกนั่นเอง

 
– เปิดทางให้เขาอวดความสามารถเรื่องความจำ ขณะอ่านนิทานหรือเล่าเรื่องโปรดเจ้าประจำให้เขาฟัง หาจังหวะหยุดและให้ลูกเป็นคนเล่าเรื่องที่จะเกิดต่อไปแทน เช่น แม่ช้างพ่นน้ำใส่ลูกช้าง แล้วยังไงต่อนะ…Ž เด็กวัยนี้ชอบอวดให้รู้ว่าเขารู้นะว่าเหตุการณ์หรือเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป…ให้โอกาสลูกภูมิใจกับความสามารถเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่กันบ้างก็ดีนะ

 
– ให้โอกาสลูกสร้างเรื่องเองตามจินตนาการ พอเห็นว่าเขาจำเรื่องโปรดได้แล้ว ลองเปลี่ยนรายละเอียดของเรื่องเสียใหม่ เปิดหนังสือไป แล้วถามเขาดูว่า ลูกว่าลุงยีราฟจะเดินไปไหน…Ž พอทำอย่างนี้บ่อยๆ ลูกจะรู้เองว่าคุณกำลังรอฟังเรื่องสนุกจากเขาอยู่

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ฟ้อง

เมื่อลูกชอบฟ้อง “เรื่องไม่เป็นเรื่อง”

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปคงเคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับลูก (บางคน) ที่มีนิสัยขี้ฟ้องมาบ้าง หลายครั้งขณะคุณกำลังง่วนกับงานบ้าน สาวน้อยหรือหนุ่มน้อยตัวดีก็มายืนอยู่ข้างๆ พลางตั้งหน้าตั้งตาเล่าว่า

“คุณแม่ๆ เมื่อตะกี้พี่มาว่าหนูว่าไอ้ติงต๊อง หนูเลยบอกไปว่า อย่ามาว่าเค้าติงต๊องนะ! ไอ้ติงต๊อง แต่ที่หนูพูดไม่นับว่าเป็นคำหยาบ เพราะหนูบอกพี่ไปแล้วว่าห้ามพูดคำนี้ หนูมาเล่าให้แม่รู้ไว้เท่านั้นแหละŽ”

ฝึกลูกให้ คิดเป็น วางแผนชีวิต รู้เวลา

ไม่จบง่ายๆ แค่นั้นหรอก เรื่องเล่า (ที่คิดว่าแม่ควรจะรู้เอาไว้) ของลูกนั้นจะทยอยมาทั้งวันจนอารมณ์ดีๆ ของคุณอาจเริ่มขุ่นมัวได้ ถ้าอย่างนั้นทำอะไรสักอย่างจะดีกว่า

การที่ลูกเริ่มมีอาการเป็น “นักฟ้อง”Ž โดยเฉพาะลูกคนเล็กสุดนั้น อาจเป็นเพราะเขาต้องการความสนใจมากเป็นพิเศษ จากที่มีแต่คนเอาใจจนเคยตัว คิดว่าทุกครั้งที่ตัวเองมีเรื่องคับข้องใจพ่อกับแม่จะช่วยได้เสมอ หรือในบางครั้งเป็นเพราะรีบให้พ่อแม่เข้าข้างตนเสียก่อนหลังจากไปมี “กรณีพิพาท”Ž กับพี่หรือน้องมา และตระหนักดีว่าตนเองก็มีส่วนผิดด้วย ในฐานะเป็นกรรมการ อย่าเพิ่งด่วนทำโทษทั้งคนฟ้องและคู่กรณี หาวิธีสานสัมพันธ์ดีกว่า

พี่น้องรักกัน พี่รักน้อง

1. ถามลูกก่อน

ถามลูกว่าการที่เขา (อุตส่าห์) มาฟ้องเรื่องไม่ดีของพี่นั้นเพื่อจะให้คุณลงโทษหรือว่าหาทางแก้ไขไปในทางที่ดีขึ้น เด็กวัยนี้มักจะตอบตรงๆ อยู่แล้ว

2. ถ้าลูกตอบว่า “ให้ลงโทษŽ”

ก็เป็นการดี เพราะคุณจะได้ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนความคิดลูก ให้หาวิธีที่จะช่วยเหลือพี่ของเขาแทน หรือถ้าลูกตอบว่า “ให้ช่วยแก้ไข”Ž ก็ลองกระตุ้นถามให้เขาคิดเองว่าจะช่วยได้อย่างไร เด็กมักจะตอบว่า ไม่รู้Ž คุณก็ให้คำแนะนำเขา เช่น ลูกไปถามพี่ดูดีไหม ว่าอยากให้ผม/หนูช่วยเก็บขนมที่หกหรือเปล่าŽ

3. อย่าใช้วิธีบังคับ

แต่เมื่อลูกทำตามที่คุณแนะนำให้ชื่นชมเขา และทำแบบนี้ทุกครั้ง ท้ายสุดลูกก็จะเบื่อการฟ้องไปเอง เพราะเริ่มรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ได้ช่วยเขา (แถมบอกให้ไปเสียแรงช่วยเหลือคู่กรณีอีกต่างหาก)

เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมไม่น่ารักและขี้โมโห
เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมไม่น่ารักและขี้โมโห

หากทำได้ตามนี้ นอกจากจะช่วยลดนิสัยช่างฟ้องของลูกให้ทุเลาเบาบางลงจนไม่เหลือเลย ในที่สุดแล้วยังช่วยสกัดกั้นปัญหาความไม่ลงรอยกันระหว่างพี่น้องให้หมดไปด้วย เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร  AMARIN Baby  &  Kids

ภาพ : ShutterStock

หนูน้อยสองบุคลิก

เป็นตัวของตัวเอง และสนใจในสิ่งที่คุณครูสอน แต่พอถึงบ้าน เธอกลับชอบสั่งให้คุณแม่ทำโน่นทำนี่ให้ บางครั้งก็ทำเป็นหูทวนลม และชอบถือผ้าห่มเน่าไปไหนต่อไหนด้วยทั้งๆที่ตอนอยู่โรงเรียน เธอไม่เคยถามหาเลยสักครั้ง

 
เหตุใดเด็กวัยอนุบาลหลายต่อหลายคนจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ โรงเรียนอนุบาลมีลักษณะที่เอื้อต่อการปลูกฝังความเป็นตัวของตัวเองและความเชื่อฟัง ในวิถีทางที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่พ่อแม่จะพยายามเลียนแบบ

 
ที่โรงเรียน คุณครูจะมีอารมณ์ร่วมน้อยกว่าพ่อแม่ ทำให้ได้รับความร่วมมือจากเด็กๆอย่างง่ายดาย พวกหนูๆรู้ดีว่าพ่อแม่ยังคงยอมรับและให้ความรักไม่ว่าจะประพฤติตัวเช่นไร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใช้ชีวิตอยู่กับคุณครูที่โรงเรียน และความกดดันจากเพื่อนที่โรงเรียนก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง

 
อารมณ์ของพ่อแม่และระดับพลังงานที่เหลือก็มีส่วนสำคัญ เมื่อคุณเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานและอยากอยู่กับลูกแบบสบายๆไม่ต้องทะเลาะกัน คุณก็คงไม่อยากคาดคั้นให้ลูกสาวตัวน้อยรินน้ำผลไม้เอง..จริงไหม

 

 

 
ถ้าอยากให้ลูกแสดงพฤติกรรมที่คุณ รู้ว่า เธอทำได้ ก็ควรจะ

 
– ปล่อยๆไปบ้างสักระยะ กำหนดช่วงเวลาที่จะปล่อยให้ลูกทำอะไรๆตามใจชอบเมื่อกลับมาถึงบ้าน แต่ต้องพูดให้เข้าใจว่าเมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ เขาจะต้องเก็บเสื้อผ้าและของเล่นชิ้นโปรดให้เป็นที่เป็นทาง

 
– ช่วยลูกสักเล็กน้อย ถ้าลูกยังยืนกรานว่าเก็บของเล่นที่กองเกลื่อนบ้านด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ลองชวนให้ช่วยกันเก็บสักครั้งก่อน แล้วค่อยๆถอนตัวออกมาในครั้งต่อๆไป

 
– ใช้ประโยชน์จากคำชม ชื่นชมเมื่อลูกทำอะไรบางอย่างได้ดี และระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำใด เช่น เมื่อสาวน้อยสวมชุดนอนเองได้ ก็ให้บอกไปเดี๋ยวนั้นเลยว่าคุณภูมิใจในตัวเธอมากแค่ไหน

 
– ให้รางวัลลูก สัญญาว่าจะให้รางวัลสัปดาห์ละครั้งถ้าลูกรู้จักรับผิดชอบตัวเองในบางเรื่อง ซึ่งจะทำให้คุณรู้ว่าควรคาดหวังอะไรจากลูกบ้าง และเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกประพฤติตัวเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง แม้จะอยู่ที่บ้านก็ตาม

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกนอนผวา

ลูกนอนผวา ตื่นกลางดึก รับมือด้วย 5 วิธีนี้!

ทำไงดีเมื่อ ลูกนอนผวา ขวัญหาย ตกใจตื่น ร้องไห้ กลางดึก! ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะอะไร และมีวิธีรับมืออย่างไร? ตามมาดูกันเลยค่ะ

ลูกนอนผวา ขวัญหาย
ชอบตื่นขึ้นมาร้องไห้กลางดึก เกิดจาก?

“ลูกขวัญผวา” “นอนละเมอร้องไห้”พอคุณแม่หรือคุณพ่อรีบเข้ามาปลอบ หนูก็ไม่ยอมหยุดร้อง แต่สุดท้ายก็หลับต่อได้อย่างรวดเร็ว แถมเช้ามายังจำไม่ได้สักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน!

เชื่อว่าในวัยเด็กเกือบทุกคน ย่อมต้องเคยมีประสบการณ์ “สะดุ้งตื่นแบบงงๆ” ในบางคืน โดยจะตื่นขึ้นมาแบบสะลึมสะลือ มองไปรอบๆ แต่มีท่าทีเหมือนไม่รู้ตัวว่ากำลังมองอะไรอยู่ แล้วจู่ๆ ก็หลับไปเอง

แต่ก็มีหลายบ้าน อย่างน้อยร้อยละ 5 ที่เกิดปัญหาจากอาการที่ เด็กนอนผวา ขวัญหายกลางดึก ซึ่งอาจเป็นการกรีดร้อง การเหวี่ยงแขวนเหวี่ยงขาแบบสะเปะสะปะ การเดินไปมา หรือพูดพึมพำแบบฟังไม่ได้ศัพท์

ซึ่งลักษณะอาการทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัวนี้ แม้จะไม่ใช่ฝันร้ายของลูก แต่อาจเป็นฝันร้ายสำหรับตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็ได้ ซึ่งเมื่อลูกมีอาการขวัญผวากลางดึกเกิดขึ้น การร้องมีลักษณะเฉพาะคือมักเกิดช่วงหัวค่ำ การทำงานของสมองสะดุดอยู่ระหว่างการนอนหลับระดับลึกและระดับตื้น ต่างจากฝันร้ายซึ่งมักเกิดตอนเช้ามืด ดังนั้นการร้องแบบนี้ไม่ใช่ฝันร้ายค่ะ เป็นคนละแบบกัน

และเมื่อคุณพ่อคุณแม่หลายคนพอเห็นลูกร้องตกใจตื่นกลางดึกก็มักรีบอุ้มขึ้นมาและเขย่าปลุกให้ตื่น ซึ่งไม่ควรทำค่ะ …เพราะการร้องแบบนี้เกิดในช่วงของการนอนที่เรียกว่า Non REM Sleep เป็นช่วงซึ่งเด็กจะจดจำเหตุการณ์ไม่ได้ เมื่อเด็กถูกพ่อแม่เขย่าตัวปลุกให้ตื่นขึ้นมา ก็จะยิ่งตกใจ

 

วิธีรับมือ ลูกนอนผวา ขวัญหายตื่นร้องไห้กลางดึก

อย่างไรก็ตาม สำหรับอาการ ลูกนอนขวัญผวา ตื่นร้องกลางดึก เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้น สมองของพวกเขาจะก้าวล่วงจุดนี้ไปได้และอาการดังกล่าวก็จะหายไปเอง แม้ไม่สามารถรักษาได้ แต่มีวิธีช่วยหนูน้อยป้องกันและรับมือกับปัญหานี้โดย

1. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น เหนื่อยเกินไป เปลี่ยนแปลงตารางเวลามากและเร็วเกินไป มีไข้ (ควรให้ยาลดไข้ก่อนถึงเวลานอน) เครียด และการได้รับยาบางชนิด (เช่น ยาในกลุ่มยาแก้แพ้ เป็นต้น)

2. ทำใจเย็นๆ ถึงจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาจริงๆ แต่ลูกก็รู้สึกได้ว่าคุณกำลังตื่นตระหนก จึงควรทำจิตใจให้สงบและใจเย็นๆเข้าไว้จะดีกว่า

3. ชิงปลุกลูกก่อน ถ้าลูกของคุณมีอาการขวัญผวาในเวลาใกล้เคียงกันทุกครั้ง คุณก็อาจจะปลุกเขาก่อนหน้านั้นสัก 15 นาทีแล้วค่อยกล่อมให้นอนต่อ เพื่อหลีกเลี่ยง “ภาวะสะดุด” ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการขวัญผวากลางดึก

4. ปล่อยไปตามธรรมชาติ ลูกจะสับสนและหงุดหงิด ถ้าเกิดอาการนี้ แล้วคุณเข้ามาปลุกเสียก่อน อันที่จริงควรปล่อยให้เขาหลับต่อเองจะดีกว่า

5. ระวังภัยให้ลูก เคลียร์พื้นห้องให้โล่งและคอยจับตาดูลูก เขาจะได้ไม่เจ็บตัวถ้าตกเตียงหรือละเมอเดินไปเดินมา

 

ทั้งนี้หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่า ลูกน้อยนอนผวา และตกใจร้องไห้เสียงผิดปกติ หรือไม่อาการอื่นร่วมด้วยให้รีบพาไปพบคุณหมอทันที เพื่อวินิจฉัยอาการ และรักษาได้ตรงอาการ

อ่านต่อบทความดีๆ น่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ทำไมหนูปวดหัวตอนกินไอศกรีม

ไอศกรีมไมได้ทำให้หนูปวดหัวหรอก แต่วิธีการกินนี่สิ! ทำให้เกิดปัญหา เมื่ออาหารที่เย็นจัดกระทบเพดานปาก เส้นประสาทตรงบริเวณนั้นจะเกิดอาการชา และทำให้หลอดเลือดที่พาดผ่านจากปากสู่ศีรษะเกิดการขยายตัว หนูๆ จึงปวดหัว แต่ถ้าหนูกินแบบช้าๆ เนื้อไอศกรีมส่วนใหญ่จะกระทบแต่ส่วนหน้าของปาก หนูก็ไม่ต้องทรมานเพราะปวดหัว

แต่ถ้าเผลอรีบกินจนปวดตุ๊บๆ เข้าให้แล้ว ก็ลองเอาลิ้นไปแตะตรงเพดานปากให้อุ่นขึ้น อาการจะได้ทุเลาลงบ้าง แล้วครั้งต่อไปก็ค่อยๆ กินหน่อยนะจ๊ะ!

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูกเข้าใจแพ้…ไม่ใช่เรื่องใหญ่

พอใกล้จะจบเกมและคุณก็เตรียมจะอ่อนข้อให้อยู่แล้ว เจ้าลูกน้อยกลับปล่อยโฮออกมาดื้อๆ เสียก่อน  เนื่องจากตระหนักว่าตัวเองกำลังจะแพ้  คุณเลยกลุ้มใจ สงสัยว่าเขาจะเป็นคนประเภท ขี้แพ้ชวนตีŽ อย่างนี้ไปตลอดหรือเปล่า

 
เรื่องจริงก็คือ  เป็นธรรมดาของเด็กวัยยังไม่ถึง 7 ขวบ  ซึ่งวิสัยทัศน์เรื่องการแพ้ชนะนั้นยังคับแคบอยู่มาก  ด้วยความอ่อนวัย เขารับรู้เพียงว่าการชนะเป็นเรื่องดี  ส่วนการแพ้นั้นไม่ดี  เป็นเรื่องไม่ถูกไม่ควร  ฉะนั้นเขาจึงยอมเป็นผู้แพ้ไม่ได้ (ถึงแม้จะเป็นไปแล้วก็ตาม) เวลาเล่นเกมกระดานหรือการ์ดเกม  คุณคงต้องพยายามออมฝีมือให้ลูกได้ชนะบ้าง  หรือไม่ก็หาเกมคอมพิวเตอร์หรือเกมเสริมทักษะอื่นๆ ที่สามารถเล่นอยู่ในทีมเดียวกันหรือช่วยกันเล่นได้ก็จะดีกว่า

 
ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะไปร้องไห้โวยวายขณะที่เล่นแข่งขันกับเพื่อน โดยธรรมชาติแล้ว  ระหว่างที่อยู่กับเพื่อน  เด็กจะระมัดระวังกิริยาอาการมากกว่าเวลาอยู่กับคุณอยู่แล้ว  ที่ต้องทำคือคอยสอนว่าเขาต้องทำตามกฎกติกาถ้าอยากให้เพื่อนเคารพกฎเหมือนกัน  ถ้ารู้สึกว่าลูกจะจริงจังกับความพ่ายแพ้มากเกินไปแล้ว  ค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจว่า ทุกๆ คน  ไม่ว่าใครก็ตาม  ต้องแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันเป็นเรื่องธรรมดา  สิ่งที่สำคัญกว่าความพ่ายแพ้คือความสนุกสนานที่ได้จากการเล่นต่างหาก

 
แพ้อย่างสวยงาม ให้ลูกเข้าใจว่าการที่เขาได้พยายามเล่นอย่างดีที่สุดนั้นสำคัญกว่าการแพ้ชนะ  ขณะเล่นเกมใดๆ กับลูกให้คอยบอกเขาว่า  ลูกนับเลขได้เก่งจริงๆŽ หรือ วิธีเดินหมากของลูกพัฒนาขึ้นมากŽ  เมื่อคุณ(ทำเป็น) แพ้ในบางเกม  ให้เป็นตัวอย่างผู้แพ้ที่ดี  แสดงออกถึงอารมณ์ที่แจ่มใส  บอกกับลูกว่าคุณมีความสุขและสนุกมากแค่ไหนที่ได้เล่นกับเขา  แน่นอน  ต้องมีบ้างที่เขาแพ้อีกแม้ว่าคุณจะออมฝีมือแล้วก็ตาม  ไม่ผิดที่จะปลอบโยนลูก  เมื่อปลอบจนน้ำตาแห้งแล้ว ก็ชวนกันไปหากิจกรรมสนุกๆ อย่างอื่นทำด้วยกันต่อไป  เดี๋ยวลูกก็จะลืมเรื่องที่ทำให้เสียน้ำตาไปเอง

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เมื่อลูกตื่นเวที

“แม่หนู  มาเร็วๆ เข้า  ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก” แต่เพื่อนขี้อายวัย 6 ขวบกลับไม่ยอมขยับจากตำแหน่งที่หลบอยู่  ขณะที่เพื่อนๆยิ้มแย้มแจ่มใสและเริงระบำอยู่บนเวที น้องหนิงกลับได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อเพราะทำอะไรไม่ถูก แถมยังทำหน้าเหยเกเหมือนกำลังทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

 

เราเรียกอาการแบบนี้ว่า ตื่นเวที ซึ่งอาจเป็นความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นเฉพาะในการแสดงรอบปฐมทัศน์  หรือความตื่นเต้นธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็ได้ อาการที่ว่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ  เพราะนักแสดงมืออาชีพบางคนก็ยังตื่นเต้นเป็นกังวล  แม้จะเคยมีประสบการณ์มาแล้วอย่างโชกโชน  คุณอาจช่วยให้แด๊นเซอร์ตัวน้อยๆ หรือนักเปียโนรุ่นจิ๋วรับมือกับความประหม่าและรู้สึกสนุกกับการแสดงความสามารถบนเวทีได้โดย

 

  • ถามความสมัครใจของลูกก่อน  เด็กบางคนชอบเรียนดนตรี  บัลเลต์  หรือคอร์สอื่นๆ เพียงเพราะมีความสนใจ ไม่ใช่เพราะอยากแสดงความสามารถพิเศษต่อหน้าสาธารณชน  และไม่มีกฎข้อใดที่ระบุว่าเด็กทุกคนจะต้องเคยเปิดการแสดงเดี่ยว  เพราะฉะนั้นถ้าลูกไม่ชอบก็อย่าไปฝืนใจเขาเลยจะดีกว่า

 

  • ช่วยฝึกซ้อม  แต่อย่าบังคับลูกจนเกินไป  คุณคงไม่อาจรับประกันได้ว่าการฝึกซ้อมจะทำให้ลูกสามารถแสดงจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ  แต่อย่างน้อยลูกก็จะรู้สึกชินและแสดงได้คล่องขึ้น  คุณจึงควรช่วยลูกเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับ ของจริง แต่ให้เขาฝึกซ้อมในบรรยากาศที่ปราศจากความกดดัน เช่น  เกณฑ์พี่ตุ๊กตาหมีมาเป็นผู้ชมแทนคนจริงๆ

 

  • ชมเชยลูก  ปล่อยให้การวิพากษ์-วิจารณ์เป็นหน้าที่ของคุณครูที่โรงเรียน เพราะการให้กำลังใจเมื่อลูกฝึกซ้อมอยู่ที่บ้านจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเขาเมื่อถึงคราวที่ต้องแสดงจริง

 

  • คุยกับลูกอย่างจริงจัง  ถ้าแม่หนูบอกว่าไม่อยากแสดงเพราะกลัวจะจำบทไม่ได้  คุณก็ไม่ควรบอกลูกแต่เพียงว่า แต่แม่ว่าหนูต้องจำได้แน่ๆ !แต่ควรพูดว่า ถ้าเป็นแม่  แม่ก็คงจะกลัวเหมือนหนูนั่นแหละ  แต่หนูก็ขยันท่องบทออกอย่างนี้  คงไม่มีอะไรผิดพลาดหรอกจ้ะ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  แม่ก็ยังภูมิใจในตัวหนูอยู่ดีนะจ๊ะลูก

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ระวังภัยเกินไป… ทำให้ลูกกลัว

– ประเมินบุคลิกของลูก  เด็กที่พ่อแม่ต้องเข้มงวดเรื่องการระวังภัยมากเป็นพิเศษอาจต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับผลลัพธ์ของพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าเด็กคนอื่นๆ  เราจึงต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจและเห็นภาพชัดๆ ของผลที่จะตามมา

 
– ไม่พูดถึงรายละเอียดที่ชวนสยอง  เด็กวัย 5 ขวบควรจะรู้ว่าการป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เครื่องตัดหญ้าที่กำลังทำงานอยู่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับตัวเองได้  แต่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เขาเห็นภาพที่สยดสยองจนเกินไปก็ได้

 
–  ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  อธิบายและบังคับใช้กฎระเบียบเรื่องการระวังภัยให้กลายเป็นวิถีปกติของชีวิตประจำวัน

 
– ให้ลูกเตรียมพร้อมเพื่อรับมือ  ช่วยกันหาวิธีรับมือแบบต่างๆ ที่จะทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้  เช่น  ถ้าคุณกำลังช่วยกันคิดกับลูกว่า  ควรจะทำอย่างไรดีเมื่อมีคนที่ไม่รู้จักมาชวนคุยที่สนามเด็กเล่นของโรงเรียน  คุณอาจแนะนำให้เขาวิ่งไปหาคุณครูซึ่งเป็นบุคคลที่ให้ความคุ้มครองแก่เด็กๆ ได้

 
– คุยกับลูกแบบจริงจัง  ลูกจะหายกลัวเร็วขึ้น ถ้าคุณปล่อยให้เขาระบายความกลัวให้คุณฟัง แม้ว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการฝืนความรู้สึกของคุณเหลือเกิน  การปัดความกลัวของเด็กๆ ด้วยคำพูดทำนองว่า เหลวไหลน่าลูกŽ ไม่อาจช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นได้  คุณอาจอยากพูดกับลูกว่า เรื่องแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับหนูอย่างแน่นอนŽ (โดยเฉพาะเมื่อลูกกลัวสิ่งที่เกินความจริงไปมาก)  แต่คุณก็ไม่ควรหลอกทั้งตัวเองและลูก ทางที่ดีลองพูดแบบนี้ดีไหม เรื่องนี้อาจไม่มีวันเกิดขึ้นเลยก็ได้  แต่ถึงจะเกิดลูกก็รู้ว่าควรทำอย่างไร  แล้วหนูก็จะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอนŽ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกคลั่งนักร้อง แม่ควรทำยังไดี

           คุณอาจตกตะลึงจนคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ (เช่นเนื้อเพลงดังกล่าวบรรยายภาพการกระทำและความรู้สึกของคนที่ต่อต้านสังคมและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มีอยู่อย่างสุดขั้ว ก้าวร้าว ดุดัน)

 
คุณอาจสงสัยว่าควรจะสั่งให้แม่ลูกสาวตัวดีปลดโปสเตอร์ทุกแผ่นของร็อคเกอร์สาวออกจากผนังในห้องนอนดีหรือไม่  และห้ามลูกดาวน์โหลดรูปจากอินเทอร์เน็ตด้วยซะเลย คุณจะได้มั่นใจว่าไม่เหลืออะไรให้รกหูรกตาอีกต่อไป แต่คุณคงไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น  เพราะจริงๆ แล้วการปล่อยให้ลูกวัยทวีนแสดงความคลั่งไคล้ (แบบเบาะๆ) ในซูเปอร์สตาร์ ที่เธอชื่นชอบจะช่วยหล่อหลอมบุคลิกลักษณะของตัวเธอเอง  ช่วยให้เข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันได้  และบางทีก็อาจช่วยให้รู้สึกดีที่ได้แอบทำตัวนอกลู่นอกทางกับเขาบ้าง  แม่สาวน้อยจะได้รู้สึกว่าตัวเองได้รับความเป็นอิสระตามที่ใจต้องการ  ถ้าอยากให้อาการคลั่งนักร้อง (ที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจ) ของลูกสาวอยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลา  เรามีวิธีช่วยคุณได้  และขอรับประกันว่าจะไม่ทำให้ลูกเห็นคุณเป็นศัตรูอย่างแน่นอน

 
– หาข้อมูลให้รู้จักและเข้าใจ  ลองฟังเนื้อเพลง  ดูวิดีโอ  และสืบประวัติหรือเรื่องราวของนักร้องที่ลูกชื่นชอบจากอินเทอร์เน็ต จะได้รู้ว่าลูกฟังนักร้องคนไหน  และฟังเพลงอะไรอยู่

 
– ตรงไปตรงมา  ถ้าคุณไม่ชอบเนื้อเพลงหรือเสื้อผ้าวับๆ แวมๆ ที่ศิลปินคนโปรดของลูกชอบใส่ก็ควรพูดออกมาตรงๆ  แต่ต้องมีเหตุมีผลและไม่โวยวายใส่ลูก  บอกเธอว่าคุณไม่ชอบอะไรบ้าง เธอจะได้เข้าใจว่าเหตุใดคุณจึงไม่อยากให้สนใจศิลปินคนนั้นๆ แต่ถ้าคุณชอบเนื้อเพลงสักเพลงหนึ่งของนักร้องที่ลูกโปรดก็ควรบอกให้ลูกรู้ด้วยเช่นกัน  เธอจะได้รู้สึกว่าคุณก็มีความเป็นกลางเหมือนกันนะ

 
– กำหนดขอบเขตให้ลูก  ถ้าลูกอยากลองแต่งตัวเปรี้ยวนิดเปรี้ยวหน่อยแบบหลานๆบริทนีย์ก็ปล่อยๆ เธอไปเถอะ  แต่ถ้าเนื้อเพลงที่ลูกฟังออกแนวชี้แนะทางเพศมากเกินไป ก็ต้องบอกให้ลูกเข้าใจว่าคุณไม่อนุญาตให้ฟังจนกว่าเธอจะโตกว่านี้ เพียงเพราะลูกชื่นชอบนักร้องคนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องมีความพร้อมสำหรับความบันเทิงครบสูตรแบบผู้ใหญ่

 
– เดี๋ยวลูกก็เลิกเห่อไปเอง  ถึงคุณจะไม่ชอบนักร้องคนใหม่ล่าสุดในใจลูก  แต่เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานเธอก็จะหาคนใหม่มาคลั่งแทน  เผลอๆ อาจเป็นพรุ่งนี้เลยเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจงอย่ากังวลจนเกินเหตุ มีพ่อแม่ถึง 72% ที่ยอมรับว่าเคยแอบอ่านบันทึกส่วนตัวของลูกวัยทวีน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คุยกับลูกเรื่องความ ” ตาย ” อย่างไร

“แล้วแม่ต้องขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เหมือนคุณยายอีกหรือเปล่า” เพราะยังไม่เข้าใจอย่างแจ่มชัดว่าความตายคืออะไร

 
เด็กวัยนี้ยังมักมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเสียชีวิตของญาติสนิทอย่างเย็นชาโดยทำเหมือนไม่สนใจใยดี หรือไม่ก็กลบเกลื่อนด้วยการทำตัวร่าเริงไปเสียเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้หมายความว่าลูกไม่เศร้าแต่อย่างใดถ้าเช่นนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกกำลังตกอยู่ในความเศร้าและจะช่วยลูกรับมือกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไรดี

 
– พูดกับลูกแบบตรงไปตรงมา เด็กวัยนี้มักอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องความตาย จึงอาจถามคุณทำนองว่า “ตอนนี้ตัวคุณยายอยู่ที่ไหนละฮะ แล้วสมองของคุณยายยังทำงานอยู่หรือเปล่า” ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าเมื่อคนเราตายไป ร่ายกายจะหยุดทำงานและไม่อาจฟื้นขึ้นมาได้อีก คำพูดเช่นนี้อาจดูโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็ก แต่เมื่อถึงวัย 6 ขวบ เขาจะเข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และจะรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่าความตายเป็นสัจธรรมข้อหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เรื่องลึกลับอย่างที่คิด

 
– มองข้ามพฤติกรรมของลูก เด็กบางคนที่สับสนในความรู้สึกของตัวเองมักกลบเกลื่อนด้วยการหัวเราะหรืออาการหงุดหงิดเหมือนอยู่ไม่สุข แทนที่จะตำหนิลูก คุณควรแสดงให้เห็นว่าเข้าใจในสาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าว เช่น อาจบอกว่า “ถึงการเสียชีวิตของคุณยายจะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่บางทีหนูก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงดี ใช่มั้ยจ๊ะ”

 
– อย่าเอาแต่พูด ฟังลูกบ้าง  แม้ลูกของคุณจะดูไม่ค่อยทุกข์โศกอะไรนัก แต่คุณก็ควรเป็นที่ปรึกษาสำหรับลูกได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเขาอยากจะถามอะไรหรืออยากระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นในภายหลังให้คุณฟัง และแม้ว่าตัวคุณเองจะกำลังโศกเศร้าอยู่ ก็ควรจับตามองภาษากายของลูกด้วย ถ้าลูกชอบนอนขดตัวหรือโอบแขนกอดตัวเองไว้ ก็แสดงว่าเขากำลังเรียกร้องการปลอบโยนจากคุณอยู่อย่างเงียบๆ แล้วละ

 

 

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ช่วยลูกปรับตัวเมื่อต้องไปบ้านญาติ

เด็กวัยนี้ยังคงเรียนรู้ว่าสิ่งใดทำได้ (และทำไม่ได้) ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน จึงอาจสับสนบ้างเล็กน้อยถ้ามีกฎระเบียบของบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนเพิ่มเข้ามาอีก แต่เมื่อเติบโตขึ้นจนมีอายุสัก 8 ขวบ ลูกน้อยของเราจะปรับตัวให้เข้ากับข้อแตกต่างระหว่างกฎที่บ้านตัวเองและบ้านคนอื่นได้โดยง่าย ลูกจะรู้ว่าที่ไหนทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้บ้าง มีลักษณะการคิดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และมีประสบการณ์ในการไปเที่ยวเล่นที่บ้านคนอื่นเพิ่มขึ้นด้วย ในระหว่างนี้คุณอาจช่วยลูกปรับตัวโดย ก่อนเดินทาง ถ้าเป็นไปได้ ควรเตรียมตัวลูกให้พร้อมสำหรับกฎระเบียบใหม่ๆที่ต้องปฏิบัติเมื่ออยู่บ้านคนอื่น โดยอธิบายให้ลูกเข้าใจง่ายที่สุด เช่น “คุณป้าหนูชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตอนอยู่บ้านคุณป้า เราก็ต้องทำอะไรบางอย่างไม่เหมือนตอนอยู่บ้านเรา เช่น ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านนะจ๊ะลูก”

 
ถ้าคุณอยู่ที่นั่นด้วย ตอนอยู่บ้านตัวเอง คุณอาจอนุญาตให้ลูกลุกจากโต๊ะได้ก่อนถ้ากินข้าวอิ่มแล้ว แต่ถ้าคุณย่าอยากให้ทุกคนนั่งอยู่ที่โต๊ะจนกว่าจะอิ่มกันหมด ก็ควรพูดถึงกฎข้อนี้ในเชิงบวก (“แม่ดีใจที่เราทุกคนจะนั่งคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาสักคืน”) และให้ลูกมีส่วนร่วมในวงสนทนาทุกครั้งที่ต้องนั่งอยู่กับพวกผู้ใหญ่

 
เมื่อกลับมาบ้านแล้ว อย่าแปลกใจถ้าลูกโวยวายเรื่องกฎการเข้านอนตอนอยู่บ้าน เพราะคุณแม่ของเพื่อนอนุญาตให้นอนดึกได้ตอนที่ไปค้างด้วย ให้ฟังลูกพูดแล้วอธิบายเหตุผลของคุณอย่างรวบรัด สำหรับกรณีนี้คุณควรบอกลูกว่าเด็กๆต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพราะต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้า

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ช่วยลูกปรับตัวเมื่อขึ้นชั้นมัธยมต้น

เพราะนั่นอาจหมายถึงการใช้ชีวิตในโรงเรียนแห่งใหม่ การได้ลิ้มลองอาหารที่ (น่าจะ) อร่อยกว่าอะไรแหยะๆที่เคยรับประทานตอนเรียนชั้นประถม และการมีคุณครูที่เข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่า นี่ยังไม่รวมการต้องสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนใหม่ๆ ด้วยนะ

 
การเรียนจบชั้นประถมเป็นเรื่องที่น่ายินดีก็จริง แต่การเลื่อนชั้นไปเรียนมัธยมต้นก็อาจสร้างความกังวลให้ลูกรัก สิ่งที่ลูกคงต้องเจอและสิ่งที่คุณแม่อาจช่วยได้ มีดังนี้

 
– ต้องเรียนหนักขึ้น ลูกของคุณจะต้องใช้เวลาทบทวนบทเรียนมากกว่าเดิมถ้าอยากได้คะแนนดีๆเหมือนตอนเรียนชั้นประถม และอาจต้องทำการบ้านมากขึ้นถึงคืนละ 1 เท่าตัว คุณควรหาบริเวณที่เงียบสงบและมีแสงสว่างเพียงพอให้ลูกวัยมัธยมต้นใช้ทำการบ้าน และพร้อมจะช่วยเหลือเมื่อลูกต้องการคำปรึกษา เพราะลูกมักได้รับการบ้านพร้อมๆกันหลายวิชา และยังต้องวางแผนการทำรายงานอีกหลายชิ้น คุณอาจช่วยลูกจัดระบบการทำงานโดยหาสมุดโน้ตหรือแฟ้มให้ใช้เป็นรายวิชา และหาวิธีจดบันทึกกำหนดวันที่จะต้องส่งงานชิ้นต่างๆ ทุกวันหลังเลิกเรียน ให้ลูกรื้อของในกระเป๋าออกมาดูให้หมด (เด็กวัยมัธยมต้นมักลืมให้พ่อแม่อ่านเอกสารสำคัญๆและจดหมายจากทางโรงเรียน) แล้วช่วยลูกทบทวนว่าต้องทำการบ้านอะไรบ้าง

 
– กิจวัตรแบบใหม่ โรงเรียนแห่งใหม่อาจมีเวลาเข้าเรียนเช้าขึ้นหรือสายขึ้น มีเวลาเรียนที่นานขึ้น และต้องเปลี่ยนห้องเรียนไปเรื่อยๆตลอดทั้งวัน ถ้าลูกรู้สึกกังวลในช่วงแรกๆ ให้เขาลองนึกถึงสิ่งที่เคยดูเหมือนจะยาก แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาทำจนชำนาญในตอนนี้ (เช่น การเล่นฟุตบอล หรือการต่อโทรศัพท์ด้วยตัวเอง) คุณอาจบอกลูกด้วยว่าการขึ้นชั้นมัธยมต้นหมายถึงการโตขึ้นกว่าเดิม แล้วให้ลูกมีสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 2-3 อย่าง ลูกจะได้รู้สึกว่าการเลื่อนชั้นก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน เช่น ให้เข้านอนช้ากว่าเดิมสัก 1 ชั่วโมงในคืนวันศุกร์-เสาร์ หรือให้ใช้โทรศัพท์ได้นานขึ้นอีกหน่อย

 
– ปัญหาการเข้ากลุ่มเพื่อน เด็กวัยมัธยมต้นมักรู้สึกว่าการเข้ากับเพื่อนๆไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าคุณทนได้ก็ควรยอมให้ลูกทำตัวเหมือนเด็กคนอื่นๆ และทำอะไรเหมือนๆกับเพื่อนในวัยเดียวกัน ถ้าลูกบ่นว่าเป้สีชมพูที่เคยใช้เมื่อปีที่แล้ว (และยังใหม่อยู่เลย) ดูหน่อมแน้มเกินไป คุณก็ควรตัดใจซื้อใบใหม่ให้ หรือยอมให้ลูกเลิกไว้ผมม้าแบบเด็กๆ ถ้าคุณยอมให้ลูกทำอะไรแผลงๆบ้างในตอนนี้ เธอก็จะไม่ค่อยแอบทำอะไรลับหลังคุณเมื่อโตขึ้น เมื่อลูกแสดงท่าทีว่าอยากคุยกับคุณในเรื่องนี้ คุณอาจเล่าให้เธอฟังถึงชีวิตในช่วงมัธยมต้นของตัวคุณเอง ลูกอาจรู้สึกดีขึ้นเมื่อรู้ว่าคุณก็เคยผ่านเรื่องทำนองเดียวกันมาก่อนตอนที่อายุเท่ากัน และยังเอาตัวรอดมาเล่าให้ลูกฟังได้ในวันนี้

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พัฒนาการทารก

ทำไมเด็กทารกจึงชอบทำเสียงใหญ่


คุณอาจจะได้ยินลูกทำเสียงแปลกๆอย่างเช่นทำเสียงคล้ายนก เสียงดังแครกๆ เสียงบุ๋งๆ เป็นฟองของน้ำ หรือส่งเสียงแหลมแสบแก้วหู เธอไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้คุณประสาทเสียหรอกนะ และเสียงเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเธอกำลังหิว ไม่สบายหรือต้องการบอกว่าผ้าอ้อมหนูเปียกแล‰วช่วยเปลี่ยนให้ที


การส่งเสียงร้องแหลมแสบแก้วหูเป็นวิธีการธรรมดาๆ ของทารกที่ต้องการทดสอบสายเสียงของตัวเองŽ มาร์ก วิโดเมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ สาขากุมารเวชประจำโรงพยาบาล เด็กเพนนŒสเตทที่เมืองเฮอรŒชียŒกล่าว การทำเช่นนี้ช่วยให้ทารกสัมผัสได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ในการทำเสียงให้ใหญ่ขึ้น ดังขึ้น และดังขึ้นมันเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับคนที่ยังพูดไม่ได้


แม้ว่าการส่งเสียงร้องแสบแก้วหูของทารกจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยชอบ อย่างไรก็ตาม ควรจะพูดกับลูกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนไม่ควรตะโกนหรือตะคอกกลับด้วยเสียงอันดัง อาจจะใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจด้วยของเล่นที่ชื่นชอบ เมื่อลูกเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ มากขึ้น เธอก็จะลดการส่งเสียงกรีดร้องลงเอง

เนื้อหาโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ภาพโดย: