ถ้าลูกเบบี๋หัวเราะ อย่าลืมหัวเราะตามลูกนะ!

ถ้าตอนนี้ลูกคุณย่างเข้าวัย 4-5 เดือน คุณจะเริ่มเห็นลูกหัวเราะชอบอกชอบใจอะไรบางอย่าง ที่บ่งบอกว่าเขารู้เรื่องรู้ราวและเข้าใจในสิ่งที่เห็น เช่นเวลาที่เห็นพี่หมามาวิ่งวนอยู่รอบๆ ตัวเขา การหัวเราะแบบนี้นอกจากเป็นการแสดงความรู้สึกพึงพอใจของลูกแล้ว ยังเป็นสัญญาณแสดงว่าเขามีพัฒนาการก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งด้วย

พัฒนาการที่ว่าก็คือลูกพอจะเข้าใจเหตุการณ์บางอย่างได้บ้างแล้ว พร้อมกับจดจำได้ว่ามีบางสิ่งแตกต่างไปจากที่เขาเคยเห็น เมื่อไรก็ตามที่พัฒนาการทั้งสองอย่างนี้รวมกันได้เหมาะเจาะเข้ากับสถานการณ์และโดนใจลูก เราก็จะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักทันที

ในช่วงพัฒนาการนี้เอง แม้แต่เหตุการณ์ง่ายๆ หรือพฤติกรรมธรรมดาๆ ก็เรียกเสียงหัวเราะของลูกได้ เช่น เมื่อคุณลองหยิบกล้วยมาถือไว้ใกล้ๆ หูเขาติ๊ต่างแทนหูโทรศัพท์ หรือบางครั้งถ้าสังเกตให้ดี ลูกอาจกำลังหัวเราะชอบใจคุณนั่นแหละ ที่หยิบของตกๆ หล่นๆ ผิดๆ ถูกๆ กลายเป็นช็อตขำขันสุดโปรด แม้แต่เหตุการณ์ที่เขาคุ้น หรือคาดการณ์ได้อยู่แล้ว เช่น เวลาเล่นเปิดผ้าคลุมโปงมาเจอหน้าจ๊ะเอ๋กัน ก็เรียกเสียงหัวเราะคิกคักไม่หยุดแล้ว

ทักษะนี้ไม่มีอะไรให้คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกระตุ้นเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่า ถ้าคุณเข้าใจอารมณ์ และรู้สึกคล้อยตามจนหัวเราะไปพร้อมๆ กับลูกได้ทุกครั้งละก็ ถือเป็นกำไรเพราะเท่ากับคุณจะได้ชาร์จแบตฯ จนอารมณ์ดีไปทั้งวันเลยละ!

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เช็คกันหน่อย ลูกร้องไห้หนักเกิดจากอะไร

เรื่องร้องไห้ของลูกเล็กๆ เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความใส่ใจมาก ยิ่งเขาร้องไห้นานเป็นชั่วโมง ร้องแบบคร่ำครวญ กระทั่งพยายามหาสาเหตุและลองแก้ไขแล้ว แต่ลูกน้อยก็ยังร้องไม่หยุด คุณแม่มือใหม่คงกังวลมากจนประสาทแทบจะเสีย และคงอยากรู้ว่าควรอย่างไรดีกับกรณีเช่นนี้

แคลร์ เลอเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก แรกเกิด – 3 ขวบ จากรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา อธิบายการร้องไห้แบบนี้ ว่า ช่วงวัยประมาณ 4 เดือน เด็กทารกอาจจะอารมณ์เสีย จนต้องแสดงออกด้วยการร้องไห้ไม่ยอมหยุด เนื่องจากระบบประสาทของทารกยังเติบโตไม่เต็มที่ พอถูกรบกวนด้วยสิ่งกระตุ้น เช่น เสียง กลิ่น หรือสัมผัสบางอย่าง จึงมีผลต่ออารมณ์ของทารก ทำให้เกิดอาการหงุดหงิด หรืออารมณ์ไม่ดีได้

 

ลองมาดูว่า สาเหตุของการร้องไห้แบบนี้มีอะไรบ้าง และจะมีทางช่วยเหลือ หรือปลอบขวัญลูกน้อยอย่างไรดี

  • มีแก๊สในกระเพาะ วิธีไล่แก๊ส เช่น อุ้มพาดบ่า จับนั่งให้หลังตรง จับให้นอนหงายแล้วกดท้องเบาๆ จับขาลูกทำท่าถีบจักรยานอากาศ หรือจับลูกนอนให้ท้องพาดที่หัวเข่าของคุณแม่ ประคองให้ดีและค่อยๆ ลูบหลังเพื่อไล่ลม
  • เสื้อผ้าทำให้อึดอัด ลองถอดเสื้อผ้าออกหรือเปลี่ยนเป็นชุดที่เนื้อผ้าบางเบา หลวม ใส่สบายแทน ลูกอาจจะรู้สึกดีขึ้น
  • กระตุ้นมากเกินไป บางครั้งการโยกตัวไปมา พร้อมกับร้องปลอบซึ่งเด็กส่วนใหญ่ชอบ อาจทำให้เด็กบางคนหงุดหงิดได้ คุณแม่อย่าเพิ่งอารมณ์เสีย ลองหาทางออกอื่นๆ เช่น อุ้มเขาเฉยๆ แต่เปลี่ยนสถานที่ไปเป็นชานบ้าน หรือบริเวณที่ร่มซึ่งมีเงาไม้ปกคลุม ได้เปลี่ยนบรรยากาศแบบนี้ ทั้งคุณแม่และคุณลูกจะได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

ที่สุดแล้ว คุณอาจถามสาเหตุจากคุณหมอเพื่อให้ได้ทางออกที่เหมาะสมที่สุด และเมื่อรู้แล้วคุณอาจพบว่าสาเหตุบางส่วนนั้นมาจากการเลี้ยงดูด้วย ขอให้คุณเข้าใจว่าอาการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการลูกที่พบได้ในแต่ละช่วงวัย อย่าได้กังวลใจ ถือโทษ หรือคิดตำหนิตัวเอง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วัย 4 เดือน หนูน้อยเรียนรู้ได้ด้วยปาก

เมื่อทารกย่างเข้าวัย 4 เดือน ทักษะที่ลูกใช้เรียนรู้สิ่งรอบตัวได้ดีที่สุดในช่วงนี้คือ การใช้ปากอมหรือสัมผัสสิ่งของ คุณแม่จึงได้เห็นลูกวัยนี้หยิบจับสิ่งต่างๆ ใกล้ตัวเข้าปากอยู่ร่ำไป ไม่เว้นมือและเท้าขนาดกระจิ๋วของเขาเองด้วย นั่นเพราะลูกยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงขอทดลองลิ้มรสไปเสียทุกอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกจึงต้องการคนคอยระวังดูแลความปลอดภัยให้ด้วย ที่สำคัญคือ ของชิ้นเล็กๆ อาจติดคอได้ คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตให้ดี ของชิ้นไหนขนาดเล็กจนลอดแกนกระดาษชำระได้หรือแม้แต่ของที่มักมองข้ามไป อย่างเช่น สีตามผนังที่กะเทาะหลุดล่อนออกมา ถือว่าเข้าข่าย ”วัตถุอันตราย”Ž ทั้งนั้น ต้องเก็บให้พ้นมือพ้นปากน้อยๆ ของลูกเสีย

ความสะอาด สำคัญที่หนึ่ง!

เรื่องความสะอาดเป็นอีกประเด็นที่คุณแม่ต้องระวังอย่างมาก พอเห็นเจ้าหนูเริ่มขยันทดลองชิมรสชาติทุกอย่างที่ขวางหน้า คุณแม่ก็ต้องขยันไม่แพ้กัน (และอาจต้องมากกว่า) คือหมั่นทำความสะอาดสิ่งของที่เจ้าหนูมักหยิบติดมือมากัดมาอมอยู่เป็นประจำ ด้วยการล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือใช้น้ำยาล้างขวดนมของเด็กที่ผลิตจากสารประกอบจากธรรมชาติ เสร็จแล้วลวกน้ำร้อนและนำไปผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับมาให้ลูกเล่นต่อ

ลูกจะเริ่มคันเหงือกเมื่อไหร่นะ?

พอพ้นช่วงนี้ไป เข้าสู่วัยประมาณ 6 เดือน พัฒนาการในช่องปากเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงฟันซี่แรกขึ้น ถึงตอนนั้นลูกจะเจ็บและคันบริเวณเหงือก และมองหาสิ่งของที่มีลักษณะแข็งมากขึ้นมากัดเพื่อบรรเทาอาการ ระหว่างนี้ยังพอมีเวลา ควรเตรียมหายางกัด โดยเลือกชนิดเนื้อดี ไม่มีสารพิษ (ล้างให้สะอาดและแช่เย็นก่อนใช้ จะช่วยได้มาก) ไว้ให้ลูกกัด / เคี้ยวแทนจะดีมากเลยละ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เบบี๋หลับฝันหวาน

บางทีกลับอมยิ้ม อาการดังกล่าวแสดงว่าลูกน้อยกำลังฝันอยู่ แต่เราคงไม่อาจบอกได้หรอกว่าลูกกำลังเห็นอะไรในฝัน

 
ที่เรารู้ได้ว่าทารกกำลังฝัน เพราะช่วงเวลาการนอนของทารกรวมเฉลี่ยวันละ 16 – 18 ชั่วโมงนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นการหลับในช่วง REM Sleep หรือ Rapid Eye Movement Sleep ซึ่งความฝันจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวก็ในช่วงวงจรของการนอนนี้เอง

 
REM เป็นช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่น และทารกมักจะหลับอยู่ในช่วงนี้มากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเขายังต้องตื่นเพื่อบอกให้แม่รู้ว่า หนูหิว หนูทำผ้าอ้อมเปียก หรือรู้สึกไม่สบายตัวแล้ว สำหรับคุณแม่ที่ห่วงว่าลูกจะมีฝันร้ายหรือเปล่า เพราะระหว่างที่ลูกหลับ คุณอาจได้ยินเขาออกเสียงแปลกๆ หรือเห็นเขามีอาการกระตุกบ้าง นั่นเป็นสัญญาณการพัฒนาของระบบประสาท จึงไม่ต้องกังวลไป อีกอย่างหนึ่ง เด็กเล็กๆ มักไม่ฝันร้ายไปจนกว่าอายุจะถึง 2 ขวบแล้วนั่นแหละ

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พาลูกหาหมอฟันแบบไร้กังวล

ถ้าอยากปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้รู้ คุณก็ควรพาลูกไปพบหมอฟันทันทีที่ฟันน้ำนมซี่แรกผุดขึ้นมาหรือเมื่อลูกมีอายุราวๆ 1 ขวบ เพราะตอนนั้นลูกยังเล็กมากจนไม่คิดกลัวไปล่วงหน้า (และอาจจำช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้ด้วยซ้ำไป) เมื่อโตขึ้นจนต้องไปตรวจและทำความสะอาดฟันแบบจริงๆ จังๆ เสียที ลูกจะรู้จักคิดกังวลไปต่างๆ นานาแล้วว่าจะเจอกับอะไรบ้าง วิธีที่ดีที่สุดคือสร้างความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ทำฟัน เสียงแปลกๆ ของเครื่องมือบางอย่าง และการมีมือของคนแปลกหน้ามาวุ่นวายอยู่ในปาก เคล็ดลับที่จะช่วยให้ลูก (และตัวคุณเอง) สบายใจขึ้น มีดังนี้

1. พาไปดูของจริง

พาลูกไปหาหมอฟันกับคุณด้วย เธอจะได้คุ้นเคยกับรูปร่างและเสียงของอุปกรณ์ชนิดต่างๆ ทั้งยังเห็นว่าแม่ยอมให้คุณหมอตรวจและทำความสะอาดฟันด้วยความสงบ และรู้ว่าแม้อุปกรณ์ขัดฟันจะมีเสียงดังน่ากลัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้แม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด

2. เลือกหมอฟันที่เข้าใจเด็ก

หมอฟันเด็กจะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของพัฒนาการเด็ก และรู้ว่าจะทำให้เด็กๆ สบายใจได้อย่างไร เช่น อาจหานิทานและของเล่นเตรียมไว้ให้ในห้องนั่งรอ นอกจากคุณสมบัติด้านความร่าเริงและเป็นมิตรแล้ว หมอฟันที่ดียังมีตัวช่วยที่เด็กๆ ชอบเป็นอุปกรณ์เสริมในการตรวจ เช่น มีแว่นกันแดดให้เด็กๆ สวมเพื่อปกป้องแสงจ้าบนเก้าอี้ทำฟัน มีของเล่นเพื่อเบนความสนใจไปจากเรื่องในช่องปาก มีหุ่นมือไว้สอนวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง และมีสติ๊กเกอร์ให้เป็นรางวัลหลังการตรวจ หรือจะให้หมอเด็กของลูกช่วยแนะนำหมอฟันก็ยังได้

3. เลือกเวลาให้ถูก

ไปพบหมอฟันเมื่อคุณและลูกมีเวลาสบายๆ ด้วยกันทั้งคู่ ถ้าต้องรีบกลับไปทำงานหรือเจ้าตัวเล็กเล่นซนจนเหนื่อย การนัดพบครั้งนั้นคงล้มเหลวตั้งแต่ก่อนจะไปถึงคลินิกเสียด้วยซ้ำ

4. เล่นบทบาทสมมติ 

ก่อนถึงวัดนัดสัก 1-2 สัปดาห์ ให้ชวนลูกเล่นเป็นหมอฟันกับคนไข้ โดยผลัดกันใช้กระจกตรวจฟันและใช้นิ้วนับจำนวนฟันในปาก เธอจะได้คุ้นเคยกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อหมอฟันจริงๆเป็นคนตรวจ

5. หาความรู้จากหนังสือ

หาหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการไปพบหมอฟันมาอ่านให้ลูกฟัง ซึ่งควรเป็นหนังสือที่อธิบายถึงการปฏิบัติงานของหมอฟันด้วยวิธีที่เด็กเล็กๆ สามารถเข้าใจได้โดยง่าย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : shutterstock

4 วิธีแสนง่าย รับมือเรื่องเลอะของทารก

ถ้าคุณแม่รู้สึกหงุดหงิดกับรอยเลอะเปรอะเปื้อนหรือเปียกชื้นตามเสื้อผ้าที่เกิดจากเจ้าตัวเล็กบ้วนออกมาละก็ อย่ามัวไปเสียอารมณ์อยู่เลย ที่ลูกทำแบบนี้มีสาเหตุเพราะระบบการย่อยของเขายังทำงานไม่สมบูรณ์เต็มที่นั่นเอง ช่วยอดใจสักหน่อยให้ลูกเริ่มเคี้ยวอาหารได้ดี และกระบวนการย่อยเริ่มเข้าที่เข้าทาง (ซึ่งอย่างน้อยๆ ต้องอายุเลย 6 เดือนไปแล้ว) ก็จะดีขึ้นเอง ระหว่างนี้หาวิธีอยู่กับการบ้วนและความเลอะของลูกอย่างสร้างสรรค์ดีกว่า

1. รู้วิธีป้อน

การป้อนอาหารให้กลืนผ่านลงจากคอถึงท้องง่ายๆ จะช่วยลดการคายทิ้ง หรืออาเจียนของเด็กเล็กๆ ได้ เวลาป้อนอาหารพยายามให้ลูกนั่งหลังตรงๆ และตักอาหารป้อนทีละคำเล็กๆ

2. ไม่ลืมให้เขาได้เรอ

การให้ลูกได้เรอบ่อยๆ ช่วยลดการอาเจียนได้ทางหนึ่ง แต่ระวังอย่าใช้วิธีกดท้อง และควรสวมเสื้อผ้า หรือผ้าอ้อมให้พอดี ไม่คับเกินไป

3. รู้วิธีขจัดรอยเปื้อน

ส่วนใหญ่สิ่งที่เด็กคายออกมามักจะเป็นคราบโปรตีน วิธีทำความสะอาดควรซักในน้ำเย็น แต่ถ้าใช้น้ำผสมเบกกิ้งโซดาฉีดขจัดคราบก่อน ให้นำผ้าที่ฉีดน้ำยาแล้วนั้นไปซักในน้ำอุ่นผสมผงซักฟอก

4. รู้ทันก่อนหัวเสีย

ช่วงขวบแรกนี้คุณมีโอกาสจะเห็นรอยเลอะตามเสื้อผ้าลูกได้เสมอ ถ้าคุณต้องจับลูกเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งที่เขาบ้วนจนเลอะ คงหัวเสียเปลืองอารมณ์ แถมเพิ่มงานซักให้ตัวเอง (หรือคุณพ่อ) โดยใช่เหตุ สังเกตดูก่อนเปลี่ยนให้ตามความจำเป็นดีกว่า

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พาเบบี๋เข้านอน

คุณแม่เองก็มีสุขล้นเหลือไม่แพ้เจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนเหมือนกัน ไม่เพียงเท่านั้น ของแถมที่ตามมาคือ ลูกจะรู้ว่าทุกครั้งที่ทำแบบนี้เขาจะได้หลับปุ๋ยฝันดี

 
พ่อแม่บางส่วนเกรงว่าการอุ้มกล่อมให้เด็กหลับจะเป็นการทำให้ลูกติดมือจนไม่ยอมหลับด้วยตัวเอง แต่เพราะความรู้สึกสุขอย่างวิเศษระหว่างอุ้มให้ลูกหลับในอ้อมแขนจะหาไม่ได้อีกแล้วเมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่บางส่วนจึงตัดความกังวลเรื่องลูกจะติดมือหรือไม่ยอมหลับเองออกไป

 
ไม่ว่าคุณจะมีแนวคิดแบบใดก็ตาม คงดีไม่น้อยหากได้รู้วิธีช่วยลูกเรียนรู้การหลับด้วยตัวเองช่วงเข้าวัย 3-4 เดือน เพราะหากวันไหนคุณไม่มีเวลามากพอจะกล่อมเขาจนหลับสนิทได้ ก็ยังไม่ถึงกับต้องหักดิบปล่อยลูกให้หลับไปเองตามลำพัง

 
วิธีก็คือเพียงแค่ค่อยๆ ลดการอุ้มแบบเห่กล่อมไปทีละน้อย จนกระทั่งถึงวันที่เหลือแต่การอุ้มและโยกเบาๆ พอให้เขารู้สึกเคลิ้มๆ แล้ววางเขาลงนอน ถึงเขายังพอรู้สึกตัว แต่อารมณ์ง่วงที่คุณช่วยเริ่มโหมโรงไว้ก่อนแล้ว จะช่วยให้เขาหลับเองต่อได้อย่างสบาย และเมื่อถึงวัยที่โตกว่านี้ อายุสัก 9-10 เดือนคุณก็จะไม่ต้องพะวงเรื่องลุกขึ้นมากล่อมลูกกลางดึกด้วย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

บ๊าย…..บาย

โดยเขายังไม่รู้หรอกว่าท่าทางแบบนี้หมายความว่าอย่างไร กว่าจะรู้ว่าความหมายประมาณขวบกว่าๆ นั่นแหละ แต่ช่วงนี้คุณจะเห็นเขาเที่ยวได้เลียนท่าโบกมือจากใครต่อใครที่ส่งสัญลักษณ์นี้ให้เขา

 
ท่าแรกของพัฒนาการนี้ เขาจะโบกเข้าหาตัวเองก่อน ซึ่งจะทำอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาเขาจึงจะหันฝ่ามือออกตอนโบก และเมื่อเขาอายุได้ 1 ขวบ เขาถึงจะสามารถโบกจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง ได้บ๊าย…บายอย่างสมบูรณ์แบบทีเดียว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เต้นกระจายแถมได้ประโยชน์

เจ้าตัวเล็กเปิดเพลงเองบ่อยๆ พร้อมทำท่ายักย้ายส่ายตัวไปตามจังหวะเพลงแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเพลงประเภทไหน ลูกๆ วัยนี้จะช่างสรรค์สร้างท่วงท่าให้ประทับใจผู้ชมได้ตลอด อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความสนุกของเขาเท่านั้น แต่มีที่มาที่ไปและข้อสังเกตบางอย่างอยู่ด้วยนะ

 
– นี่แหละสัญญาณบอกพัฒนาการ ตอนเป็นทารก พอได้ยินเสียงเพลงทารกส่วนมากจะตอบสนองด้วยการตบมือและโยกตัวตามเสียงเพลง แต่พอโตเต็มขวบขึ้นไปแล้ว เขาสามารถเดินได้ การตอบสนองต่อจังหวะดนตรีจะเป็นลีลาท่าเต้นที่แรงมากขึ้น นี่เป็นสัญญาณบอกว่าเขาควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีขึ้นอีกระดับ

 
– การเต้นคือทางแห่งความสุขที่แฝงประโยชน์ ยิ่งได้เห็นเขาตบมือแสดงความสุขกับการเต้นอย่างมากเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่าเขาพอใจกับสิ่งนั้น แต่เบื้องหลังความสนุกนี้มีประโยชน์แฝงด้วย เพราะจากความพอใจนั้นทำให้เขามีสมาธิกับสิ่งที่ทำอยู่ได้ด้วย สังเกตได้จากถึงแม้จะมีเสียงหัวเราะจากคนที่รายล้อมดูอยู่ดังอยู่รอบตัวเขา แต่ถ้ามีใครเริ่มออกท่าเต้นให้เขาเต้นตาม เขาจะมีสมาธิสนใจดูท่าเต้นและเลียนแบบตามได้

 
– ถูกใจสุดๆ ต้องมีเพื่อนเต้น ตามธรรมชาติของวัยนี้ เวลาทำอะไร จะให้ถูกใจและมันในอารมณ์ต้องขอให้มีเพื่อนทำด้วย คราวนี้ถึงทีขอแรงคุณพ่อคุณแม่ ถ้าเห็นลูกเต้นอยู่คนเดียวช่วยพร้อมใจกันลุกขึ้นออกเสียง อวดท่าเด็ดๆ ของคุณให้สนุกกันทั่วหน้าเลย ฝึกความจำจากเรื่องประทับใจคุณเคยสงสัยไหม เวลาพาลูกๆ ไปท่องเที่ยว เรียนรู้นอกบ้าน ตั้งแต่ไปสวนสัตว์ สวนสนุกทะเล จนไปถึงบ้านญาติๆ มักจะมีเหตุการณ์ประทับใจของลูกให้คุณพ่อคุณแม่ได้จดจำกันเยอะแยะ แล้วลูกๆ ล่ะ พอโตขึ้นเขาจะยังจำเรื่องราวประทับใจในวัยเตาะแตะของเขาได้หรือเปล่า

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

คู่ซี้วัยเตาะแตะ

ช่างเป็นภาพที่น่ารักน่าชังเสียนี่กระไร เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณควรบันทึกภาพเก็บไว้ดูนานๆ เท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงจุดเริ่มต้นของมิตรภาพอันงดงามของเด็กๆ ในวัยนี้ด้วย

 
เมื่ออายุครบ 2 ขวบ เด็กๆ หลายคนจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าตัวเองอยากมีเพื่อนเป็นเด็กแบบไหน คุณหนูๆ อาจเจอคู่ซี้ที่เนิร์สเซอรี่หรือสวนสาธารณะ หาวิธีทักทายที่รู้กันแค่สองคน และเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนานกว่าตอนที่เล่นกับเด็กคนอื่นๆ แล้วแบบไหน…ใช่เพื่อนซี้ เด็กวัยเตาะแตะเกือบทุกคนมักชอบเพื่อนที่มีอะไรบางอย่างเหมือนหรือใกล้เคียงกับตัวเอง อาจเป็นเพื่อนที่มีลักษณะนิสัยคล้ายกัน หรือชอบเล่นอะไรเหมือนๆ กัน เช่น เล่นขุดทราย เป็นต้น

 
คู่ซี้วัยนี้มักแสดงออกถึงความชอบด้วยการเลียนแบบ ถ้าเด็กคนหนึ่งโยนตุ๊กตาลงพื้น เด็กอีกคนก็จะทำตามโดยอัตโนมัติ หรือถ้าเด็กคนหนึ่งทำเสียงเลียนแบบรถยนต์ เด็กอีกคนก็จะรีบประสานเสียงโดยไม่รีรอ

 
ในอีกแง่หนึ่ง ลูกน้อยของคุณอาจมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนคนโปรดบ่อยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ เพราะเด็กวัยเตาะแตะจะรู้สึกมั่นคงเมื่อได้แสดงออกกับคนที่ตัวเองไว้ใจ แต่การต่อสู้และคราบน้ำตาของเด็กๆก็มีข้อดี คือช่วยให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้วิธีรับมือ เมื่อมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันและรู้จักวิธีคบค้าสมาคมกับเพื่อนๆ แม้ว่ามิตรภาพของลูกน้อยจะจบลงในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทักษะทางด้านสังคมที่เขาได้เรียนรู้จะเป็นสมบัติติดตัวเขาไปจนโต

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แม่ไปไหน…หนูไปด้วย

คุณมีนัดตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล  แต่ไม่มีใครช่วยเลี้ยงลูกให้ จองคิวคุณหมอไว้นานแล้ว ยกเลิกนัดคงไม่ได้  สงสัยต้องหนีบลูกน้อยไปกับคุณด้วยแล้วละ

 

วิธีช่วยให้คุณไปพบคุณหมอตามนัดได้ง่ายขึ้นเมื่อต้องกระเตงลูกน้อยวัยเตาะแตะไปด้วยมีดังนี้

 
1. เลือกเวลาให้เหมาะ พยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ลูกมักหงุดหงิดงอแง โดยกำหนดเวลานัดเป็นช่วงเช้า หรือช่วงบ่ายที่ไม่ตรงกับเวลานอนกลางวันของลูก (เพราะลูกมักหงุดหงิดง่ายและยืดเยื้อเมื่อถึงเวลานอนแล้วไม่ได้นอน)
2. เช็คเวลาคุณหมออีกครั้ง ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมโทร.ไปเช็คที่โรงพยาบาลให้แน่ใจว่าคุณหมอจะอยู่พบคุณตามเวลานัดได้จริง ไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อนโดยคุณไม่ได้ทราบล่วงหน้า
3. หาตัวช่วยไปเยอะๆ ไม่ว่าจะเป็นสีเทียน กระดาษวาดรูป ขนมขบเคี้ยว หรือหนังสือนิทานสำหรับเด็กที่มีภาพประกอบสวยๆ ลูกจะได้พลิกดูเพลินๆ ได้เอง โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องอ่านให้ฟัง
4. ให้ลูกอยู่ใกล้ๆ คุณเสมอ เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องเข้าไปในห้องตรวจร่างกายให้อุ้มลูกนั่งในรถเข็น แล้วพาเธอเข้าไปข้างในกับคุณด้วย พยายามคุยกับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากเป็นการตรวจภายใน ควรให้ลูกนั่งอยู่ข้างๆ ใกล้กับส่วนศีรษะของคุณ แต่ถ้าลูกไม่ยอมนั่งในรถเข็น และคุณหมอไม่ว่าอะไร ก็อาจให้เขาขึ้นมานอนบนเตียงตรวจกับคุณด้วยเสียเลย จะได้สบายใจหายห่วงทั้งคุณแม่และคุณลูก

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ทำความรู้จักเพื่อนในจินตนาการของลูก

หนูแอนวัย 3 ขวบชอบเซ้าซี้ให้คุณแม่ขานรับทั้งๆ ที่ไม่มีใครมาเคาะประตูห้อง เธอบอกว่า “ทวิตตี้รออยู่ข้างนอกนะคะแม่” แล้วชวนกันเดินไปเปิดประตู แม่หนูจะเชื้อเชิญเพื่อนที่ไม่มีใครเห็นเข้ามาข้างใน และคุยกันกระหนุงกระหนิงเกือบตลอดทั้งบ่าย

เด็กวัยอนุบาลที่เข้าสังคมเก่งมักชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน และถ้าไม่มีใครว่างเป็นเพื่อนเล่น หนูๆ กว่าครึ่งก็มักจะจินตนาการขึ้นมาเองสักคน พฤติกรรมเช่นนี้จึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับพัฒนาการด้านจินตนาการและความสนใจเรื่องบทบาทสมมติ

เพื่อนเล่นที่คิดขึ้นมาเองเหล่านี้ทำให้เด็กๆ มีเครื่องมือในการเรียนรู้โลกกว้าง รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่อาจเป็นเรื่องใหม่หรือเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ หากบุคคลจริงๆ ในชีวิตของพวกเขาเจ็บป่วยหรือเป็นทุกข์ เพื่อนในจินตนาการก็จะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่เด็กๆ สามารถกำหนดให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเพื่อนในจินตนาการมีบทสรุปในทางที่ดี การมี “เพื่อน” ที่แคล้วคลาดจากเหตุการณ์อันน่ากลัวจึงช่วยให้คลายกังวลลงไปบ้าง

แม้ว่าเพื่อนปลอมๆ ของหนูน้อยจะจากไปในวันหนึ่ง (เด็กหลายคนบอกว่าเพื่อนย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น หรือไม่ก็เสียชีวิตไปแล้ว) แต่เพื่อนล่องหนคนอื่นๆ คงเข้ามาแทนที่ไปอีก 2-3 ปี ในระหว่างนี้ ถ้าลูกแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนในจินตนาการ คุณจะตอบสนองอย่างไรดี

1. ทำความรู้จักกับเพื่อนลูก

เด็กๆ ชอบให้พ่อแม่แสดงความสนใจในความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ลองให้ลูกวาดภาพของเพื่อนให้คุณดู หรือไม่ก็ร่วมวงเล่นเกมด้วยซะเลย

2. ปล่อยให้ลูกเป็นผู้คุมเกม

เด็กเล็กมักไม่ค่อยมีโอกาสกำหนดความเป็นไปในเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัว จึงไม่ควรพูดกับลูกในฐานะของเพื่อนในจินตนาการ หรือพูดว่าเพื่อนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะกับคุณก่อนที่ลูกจะเป็นฝ่ายพูด ปล่อยให้ลูกเป็นผู้นำสักครั้งเถอะนะ

3. ทำความเข้าใจกับลูก

ลูกต้องเข้าใจว่าจะเอาเพื่อนปลอมๆ มาเป็นข้ออ้างไม่ได้ เพราะคุณรู้ว่าเขาเป็นคนที่เล่นโคลนจนเลอะเทอะ ไม่ใช่เพื่อน และถ้าลูกไม่ยอมกินผักเพราะเพื่อนไม่ชอบกิน ก็ต้องอธิบายให้ “ทั้งคู่!” เข้าใจว่าเด็กทุกคนในบ้านนี้ต้องได้รับวิตามินจากการกินผัก

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ทำไมลูกวัยนี้ชอบตีนักนะ

ดูเหมือนการใช้มือตีจะเป็นทักษะที่สร้างความกังวลให้พ่อแม่มาก เพราะหลายครั้งคุณก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกจึงแสดงอาการเช่นนั้น

 
การตีของเด็กวัยนี้จะเริ่มประมาณ 1 ขวบ 2 เดือน หรือส่วนมากตั้งแต่ขวบครึ่งเป็นต้นไป โดยไม่ใช่เพื่อมุ่งหมายทำร้ายใคร แต่เป็นความสามารถอีกขั้นในการควบคุมการใช้กล้ามเนื้อมือ และการเคลื่อนไหว ที่นอกจากการตีแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงการหยิบจับ ขว้างปา รับสิ่งของ และการสะบัดมือด้วย

 
ทักษะต่างๆ ดังกล่าวไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องพัฒนาการทางกาย แต่ยังเป็นการสื่อแสดงออกถึงอารมณ์หรือความต้องการของเขาด้วย เช่น โมโห หิว เหนื่อย หรือแม้แต่กำลังมีความสุข แต่การบอกอารมณ์ในรูปแบบนี้คงไม่น่ารักสักเท่าไร มาช่วยลูกกันหน่อยดีกว่า วิธีการไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแต่ใจเย็น ค่อยๆ พูดกับลูกเวลาที่เขาลงไม้ลงมือ เช่น ไม่ตีนะคะŽ จับมือเขาไว้พอให้หยุด แล้วถามชัดๆ ว่าเขาต้องการอะไร อยากเล่นกับพี่กับน้อง อยากนอน หรืออยากลงจากเก้าอี้สูงที่นั่งอยู่นานแล้ว

 
ถ้าลูกบอกไม่ได้จริงๆ จนทำให้คุณเริ่มหงุดหงิด ขอให้คุณเข้าใจว่าลูกไม่ได้ตั้งใจจะดื้อกับคุณเลย ขอให้สงบใจอีกนิด อย่าเพิ่งดุเขา คงต้องอดใจรออีกสักพักให้ลูกโตกว่านี้ แล้วค่อยๆ สอนให้เขาเข้าใจถึงเหตุผลและความไม่เหมาะไม่ควรของการตี รวมทั้งรู้จักวิธีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสมกว่านี้

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เอ้า …เตรียมตัว กระโดดกัน

ย่อเข่า กำมือ เหมือนจะกระโดด แล้วก็ยืดตัวกลับพร้อมกับเสียงร้องแบบกล้าๆ กลัวๆ ซะอย่างนั้น เพราะอะไรถึงได้แต่ตั้งท่า แถมทำให้เห็นบ่อยๆ ด้วย

 
ที่เขาเป็นอย่างนี้ เป็นเพราะร่างกายเขากำลังโต และเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เขาจึงต้องการทดลองดูว่าร่างกายของเขาทำอะไรได้บ้าง และตามธรรมชาติแล้ว ก่อนที่เขาจะใช้ร่างกายอย่างเต็มที่ ต้องมีการเตรียมพร้อมกันก่อน เราจึงได้เห็นเจ้าหนูทำท่าทางเตรียมพร้อมก่อนลงมือทำจริง เช่น ย่อเข่าเตรียมกระโดด หรือลองถ่ายน้ำหนัก ด้วยการยกขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือการก้าวเท้าสั้นๆ แทนการกระโดดและการที่ลูกทำท่าแบบนั้นซ้ำๆ บ่อยๆ เพราะท่าทางดังกล่าวจะทำให้ลูกเสียการทรงตัวชั่ว

 
ขณะ จุดนี้เองที่ทำให้ลูกตื่นเต้นและรีบกลับมาสู่ท่าปกติ อีกสักพักพอเขาได้สำรวจและทดลองความสามารถในร่างกาย จนรู้ว่าเป็นเรื่องใหม่และสนุก กระทั่งรู้สึกมั่นใจแล้ว เขาจึงจะเสี่ยงกระโดดจริง คุณช่วยลูกได้ ด้วยการยื่นมือของคุณให้ลูกจับเป็นเหมือนหลักยึดเวลาที่เขาจะกระโดดนอกจากจะเป็นการช่วยประคับประคองทางหนึ่งแล้ว ลูกยังจะอบอุ่นใจไม่น้อยด้วย

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

กระตุ้นต่อม นักเจรจา

เด็กวัยนี้จะยังพูดเป็นคำๆ 2-3 คำอยู่ เช่น ” หมา” “หนังสือ” ” ขวด ” กระทั่งเข้าวัย 11/2 – 2 ขวบ เด็กจึงรู้เพิ่มขึ้นอีกว่า ถ้าเขาเอาคำมารวมกัน จะได้คำที่มีความหมายใหม่ ที่สื่อให้คุณ หรือคนอื่นเข้าใจเขาได้ดีขึ้น ซึ่งการรวมคำอย่างนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า ” Telegraphic speech ” หมายถึง การพูดประโยคที่ใช้คำนามและคำกริยา เช่น ” หมาเห่า ” ” อ่านหนังสือ ” ” ขอขวด ” และเพราะรู้ความหมายของสิ่งที่กำลังจะพูด ลูกจึงสามารถชี้สิ่งของที่เขาพูดถึงแถมให้อีกด้วย

 
เนื่องจากลูกมีความเข้าใจในถ้อยคำเป็นทุนอยู่แล้ว หากคุณจะช่วยส่งเสริมให้เขาพูดได้มากขึ้นและเป็นประโยคสั้นๆ ก็เป็นเรื่องทำได้ไม่ยาก

 
– ทำอะไรก็พูดให้รู้ด้วย ไม่ว่าคุณจะกำลังหยิบจับ ทำอะไร ควรเล่าไป พูดไปให้เขาได้ยินด้วยการพูดอย่างนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า “parallel talk” คือการพูดแบบคู่ขนาน ลูกจะได้รู้จักคำประกอบภาพจริงไปด้วย เช่น กำลังแต่งตัว หั่นผัก ซักผ้า ปลูกต้นไม้ พูดโทรศัพท์ อาบน้ำหมา พูดแล้วอย่าลืมลองชวนให้ลูกพูดตามด้วยนะ

 
– เปลี่ยนคำเป็นประโยค จากคำง่ายๆ ที่ลูกพูดเป็นประโยคแบบของเขา ลองเปลี่ยนให้เป็นประโยคที่ซับซ้อนขึ้นอีก เช่น เขาพูดว่า “หมา เห่า” คุณอาจตอบกลับไปว่า “อืม หมากำลังเห่า”

 
มีข้อควรระวังแค่อย่างเดียวคือ การส่งเสริมดังกล่าวจะทำให้คุณมีเพื่อนคุยคนใหม่ที่คุยจ้อ จนคุณแทบจะหาช่องเว้นวรรคพูดแทรกไม่ทันเลยเชียวละ

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เล่นกับน้องหมาอย่างไร… ให้ปลอดภัย

ไม่ว่าน้องหมาที่ครอบครัวคุณเลี้ยงไว้จะเล่นกับลูกของคุณอยู่ที่บ้าน หรือตามเจ้านายตัวน้อยไปเล่นกับเพื่อนๆ ข้างนอกบ้าน เราก็มีวิธีช่วยให้เด็กๆ และน้องหมาเล่นด้วยกันอย่างปลอดภัยได้ ควร…

 
สอนให้ลูกวัยเตาะแตะรู้จักเกมดีๆ ที่ควรเล่นกับเพื่อนขนปุย เช่น โยนกิ่งไม้หรือลูกบอลเล็กๆให้เจ้าปุยวิ่งไปคาบกลับมา เล่นซ่อนหา หรือเกมสนุกๆ อย่างอื่นที่ทั้งน้องหมาและเด็กๆ ต่างชื่นชอบ เตรียมหาสถานที่หลบภัยไว้ให้เจ้าตูบ เช่น ลังไม้ หรือห้องที่มีประตูกั้น จะได้พามันไปหลบในนั้น เวลาที่ทนพลังเอ็นเนอร์ไจเซอร์ของเจ้าตัวเล็กไม่ไหวปรึกษาสัตวแพทย์ ถ้าเจ้าด่างคำรามใส่เจ้าตัวเล็ก เพราะอาจเป็นสัญญาณของความก้าวร้าว และรีบให้ครูฝึกสุนัขช่วยแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวทันที

 
ชมเชยและให้รางวัล เพื่อสอนให้น้องหมายอมรับการกระทำแปลกๆ ของเจ้าตัวเล็ก เช่น จับหางและดึงขน น้องหมาที่ยอมรับการกระทำดังกล่าวด้วยการแกว่งหางให้ถือว่าเป็นเพื่อนเล่นที่ปลอดภัยสำหรับลูกสอนให้ลูกประพฤติตัวอย่างเหมาะสมเวลาอยู่กับน้องหมา และชมเชยเมื่อเขาปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

 

 

 
– ไม่ควร…ไม่ควรปล่อยลูกเล่นเกมที่กระตุ้นให้น้องหมาเล่นกับเขาแรงๆ เช่น ชักเย่อ หรือมวยปล้ำ

 
– ไม่ควรให้ลูกเล่นกับน้องหมาในจุดที่มันไม่ชอบให้ใครมายุ่ง

 
– ไม่ควรปล่อยให้ลูกคุกคามความรู้สึกมั่นคงของน้องหมา เช่น ไปกวนใจตอนที่มันกำลังกินอาหารหรือพักผ่อน

 
– ไม่ควรให้ลูกกอดน้องหมา เพราะการกอดไม่ใช่พฤติกรรมตามธรรมชาติสำหรับมัน และอาจทำให้บางตัวรู้สึกหงุดหงิด

 

 

 
อย่าพยายามฝืนให้ลูกกับน้องหมาเล่นกัน โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหลังยังไม่พร้อม เช่น ยื้อยุดน้องหมาเอาไว้บนตักเพื่อให้ลูกลูบตัวมันเล่น แต่ควรปล่อยให้ทั้งคู่ผูกมิตรกันเอง โดยคุณคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ช่วยลูกพัฒนาอารมณ์ ความรู้สึก

เริ่มสนใจความรู้สึกของคนอื่น เช่น คุณจะได้เห็นลูกออกอาการเศร้าสร้อยตามไปด้วยเวลาเห็นเด็กคนอื่นร้องไห้ หรือเขาจะรู้จักเข้ามาลูบแขน ปลอบใจเวลาที่เห็นคุณกำลังเศร้าหรือไม่สบายใจการเริ่มรับรู้อารมณ์ผู้อื่นนี้ เป็นขั้นแรกของการพัฒนาความรู้สึกร่วมกับผู้คนและโลกรอบตัว และถ้าเขาได้รับการดูแลส่งเสริมในเรื่องนี้ จะเป็นการปูพื้นฐานพัฒนาการในเรื่องอื่นต่อไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น การรู้จักแบ่งปัน หรือการกล่าวคำขอโทษ เป็นต้นเรามีตัวอย่างหลากหลายวิธีให้คุณช่วยลูกเรียนรู้เรื่องอารมณ์ดังนี้

 
– แม่พูดให้รู้ ทางลัดรู้จักชื่ออารมณ์ เพราะวัยนี้เขายังรู้จักคำเรียกอารมณ์ต่างๆ น้อย การฉวยจังหวะบอกกล่าวให้เขารู้ทุกครั้งที่เขาแสดงอารมณ์ต่างๆ จะช่วยเพิ่มคำศัพท์เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึกให้เขาได้มาก เช่น คุณเห็นลูกกำลังยิ้มชอบอกชอบใจอะไรให้รีบพูดคุยกับลูกว่า “ยิ้มเห็นฟันขาวแต่ไกลเลย เห็นหน้าแม่แล้วมีความสุขละสิ” และให้ใช้วิธีนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าลูกจะมีอารมณ์อย่างไรก็ตาม

 
– ระวังการห้ามความรู้สึกโดยไม่ตั้งใจ บางครั้งคำพูดบางอย่างอาจทำให้เด็กสับสน และไม่ช่วยการเรียนรู้เรื่องความรู้สึก เช่น “ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีอะไรหรอก” ในขณะที่เขารู้สึกกลัวจริงๆ สิ่งที่ควรทำคือ การบอกอารมณ์ทั้งดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นให้ลูกได้รู้จะดีกว่า การเรียนรู้ของลูกจะถูกต้องหรือไม่ อยู่ที่การแสดงออกของคุณต่อเหตุการณ์ต่างๆ ด้วย เช่น ลูกถูกเพื่อนแย่งขนม และเขาโกรธ คุณอาจใช้โอกาสนี้สอนเรื่องอารมณ์กับเขาได้ “ที่ลูกโกรธเพื่อนเพราะเขาแย่งขนมของหนูน่ะไม่เป็นไร แต่แม่ว่าไม่ถึงกับต้องตีเพื่อนนะคะ”

 
– ชี้ตัวอย่างความรู้สึกของคนอื่นให้ลูกได้เห็น ตัวละครต่างๆ ที่อยู่ในหนังสือ (หรือทีวีบางรายการที่คัดสรรแล้ว) จะเป็นตัวอย่างให้คุณสอนลูกรู้จักความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีได้ เช่น “พี่หมาในเรื่องเสียใจเพราะมีคนมาเอากระดูกชิ้นโปรดของมันไป ”

 
– ให้อภัยเสมอ ถ้าเขาจะลืมนึกถึงความรู้สึกบ้าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ถ้าบางครั้งลูกจะลืมนึกถึงความรู้สึกของคนอื่น เพราะการพัฒนาความรู้สึกร่วม หรือการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นจะสมบูรณ์ขึ้นได้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แม่ลุกไม่ไหว แต่ก็เล่นกับลูกได้

เมื่อต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เด็กวัยเตาะแตะส่วนใหญ่มักรอคอยไม่เป็น ถ้าเราเอาแต่บอกปัดไม่ให้ลูกได้เจอหน้าอยู่เรื่อยๆ เขาก็จะหงุดหงิด โมโห และยิ่งเกาะเราแจจนแกะแทบไม่ออก คุณแม่อาจช่วยบรรเทาความเครียดให้แก่ลูกน้อย (และตัวคุณเอง) โดยจัดสรรเวลาในแต่ละวันให้เขาบ้าง อาจเป็นช่วงที่คุณแม่รู้สึกสบายที่สุด เช่น หลังอาหารเช้า หรือก่อนที่ลูกจะนอนกลางวันก็ได้

 
เด็กวัยเตาะแตะมักไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคุณแม่ต้องนอนเฉยๆเกือบทั้งวัน เขาจึงคิดว่าคุณน่าจะลุกขึ้นมาเล่นกับเขาได้ตลอดเวลาที่เขาอยากจะเล่นด้วย แต่ยังดีที่เด็กวัยนี้ไม่สามารถคิดไปไกลถึงขนาดว่า คุณแม่ ไม่อยาก เล่นกับเขาจริงๆ คุณจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ และเมื่อร่างกายของคุณฟื้นตัวเป็นปกติ เขาก็จะลืมเรื่องทั้งหมดภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน

 
ไม่ว่าคุณจะมีเวลาให้ลูกแค่ 2-3 นาที หรือ 2-3 ชั่วโมง ทั้งคุณและลูกก็หาความเพลิดเพลินด้วยกันได้ กิจกรรมที่ขอแนะนำว่าเวิร์กแน่ๆก็คือ ระบายสี ปั้นดินน้ำมันหรือแป้งโดว์ เล่านิทาน (เตรียมตะกร้าใส่นิทานเรื่องโปรดของเจ้าตัวเล็กไว้ข้างเตียงซะเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาค้นหา) แค่นอนกอดกันเฉยๆ ก่อนนอนกลางวันก็สร้างความสุขได้ล้นเหลือแล้ว หรืออาจลองวิธีอื่นๆ เช่น

 
– ผลัดกันชื่นชมรอยสักสติ๊กเกอร์น่ารักๆ อย่างคิตตี้ หรือสไปเดอร์แมน

 
– ช่วยกันจัดอัลบั้มรูปเล็กๆ เจ้าหนูจะได้พกติดตัวไว้ดูรูปคุณแม่ยามคิดถึง

 
– เตรียมอาหารกลางวันแบบง่ายๆ อย่างแซนด์วิชกับนมกล่อง แล้วชวนกันปิกนิกบนเตียงซะเลย

 
– ชวนกันต่อเลโก้หรือจิ๊กซอ และเปิดเพลงเพราะๆคลอไปด้วย

 
– ให้ลูกเล่นบทคุณหมอ (ปลอมๆ) และคุณแม่เป็นคนไข้ (จริงๆ) เพราะเด็กวัยนี้อยากเลียนแบบคุณหมอกันแทบทุกคนอยู่แล้ว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags