ลูกชาย เกิดอาการกลัว ผู้ชายแปลกหน้า

หลานอายุ 1 ขวบค่ะ เป็นเด็กผู้ชาย นอกจากคุณพ่อแล้ว ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นๆ เข้าใกล้หรืออุ้ม จะดิ้น ร้องไห้ตลอด ไม่ยอมเลย แต่ถ้าเป็นผู้หญิงอุ้มหรือเข้าใกล้ ไม่เป็นอะไร เข้ากันได้ดีมาก ไม่แน่ใจว่าเพราะคนในครอบครัวส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิงหรือเปล่า และจะทำอย่างไรได้บ้างคะ

 
เด็กวัยหนึ่งขวบเป็นวัยที่เริ่มจำคนได้แล้ว และเรียนรู้ว่าใครเป็นคนคุ้นเคย ใครเป็นคนแปลกหน้า และใครที่เด็กเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็จะจดจำและไม่กล้าเข้าใกล้อีก ยกตัวอย่างเช่น การที่หมอตรวจร่างกายเด็กก่อนวัย 1 ขวบเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะเด็กยังไม่รู้จักกลัวหมอ แต่หลังจาก 1 ขวบจะเริ่มยากมากขึ้น เพราะเด็กจะจำได้ว่าหมอคุกคามเขาเวลาตรวจร่างกาย เพราะต้องตรวจดูคอด้วยไม้กดลิ้น ส่องดูจมูกซึ่งเด็กจะไม่ชอบให้ใครมาแหย่จมูก และจำได้ว่าเคยโดนฉีดยา จึงมักจะร้องไห้ทุกครั้งเวลาที่หมอตรวจ หรือบางคนร้องไห้ตั้งแต่เดินเข้าโรงพยาบาลกันเลยเชียว

 
กรณีของลูกคุณแม่ที่ร้องไห้กลัวผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่คุณพ่อ อาจเป็นจากความฝังใจที่เคยเจอกับผู้ชายที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าเคยถูกคุกคามมาก่อน เช่น เคยถูกแหย่ให้โกรธ หรือทำให้ร้องไห้ หรือเคยอุ้มเด็กออกไปจากแม่หรือคนที่อุ้มเด็กอยู่ ทำให้เด็กตกใจอย่างมากจนกลายเป็นความฝังใจ เมื่อเจอกับผู้ชายอื่นๆ ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นผู้ชายคนเดิมที่ทำให้เขากลัวหรือไม่ เนื่องจากไม่คุ้นเคยเหมือนกับคุณพ่อซึ่งเจออยู่ทุกๆ วัน จึงร้องไห้กลัวไปหมด หรือเพราะเด็กบางคนปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ยาก เมื่อไม่ค่อยได้เจอผู้ชายคนอื่นนอกจากคุณพ่อ และคนแวดล้อมก็เป็นผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ ก็อาจรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะไม่คุ้นเคย

 
วิธีแก้ไขคือ ค่อยๆ ให้ลูกได้เจอกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อ แต่เจอในระยะไกลๆ ก่อน อย่าเพิ่งให้เข้าใกล้เด็ก เช่น พาลูกไปสวนสาธารณะให้เห็นเพื่อนหรือญาติผู้ชายของคุณพ่อหรือคุณแม่ที่กำลังเล่นกับเด็กคนอื่นอย่างสนุกสนาน แล้วบอกลูกว่า ดูคุณอาคนนั้นซิลูก ใจดีจังเลย เล่นกับน้องคนนั้นสนุกจังเลย หนูอยากไปดูใกล้ๆ ไหม ถ้าลูกไม่กลัวก็ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆ แต่อย่าให้ผู้ชายคนนั้นหันมาให้ความสนใจกับลูกก่อน จนกว่าลูกจะสนใจอยากเข้าไปหาหรือขอเล่นด้วยเอง โดยผู้ใหญ่อาจหาของเล่นที่น่าสนใจมาถือไว้เป็นตัวล่อเด็กได้ แต่อย่าไปทักเด็กก่อนหรือจู่โจมเด็กจากอ้อมแขนของแม่มาอุ้มไว้เอง เพราะจะทำให้เด็กขวัญเสียมากขึ้น

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

อาหารตามวัย

“มื้อแรกของลูก” อาหารเสริมตามวัย เริ่มอย่างไรจึงจะดี?

ดิฉันเริ่มให้ อาหารตามวัย กับลูกอายุ 5 เดือนครึ่งกินอาหารค่ะ เริ่มจากฟักทองบดอย่างเดียว เพราะลองอย่างอื่นแล้ว เขาคายตลอด น้ำหนักตัวเขาค่อนข้างน้อย เลยกังวลว่าควรให้กินอาหารอย่างไร มากน้อยแค่ไหนจึงจะเหมาะสมเพียงพอ เขายังกินนมแม่ด้วยค่ะ

วิธีให้ อาหารตามวัย กับลูกน้อย

>>> ให้เริ่มด้วยข้าวกล้องหุงรวมกับถั่ว แล้วค่อยๆ ใส่ผักทีละอย่าง หนึ่งเมนู นาน 4 – 5 วัน เพื่อการตรวจสอบว่าไม่มีปัญหาแพ้ อาการแพ้คือ ผื่น ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด งอแง ส่วนผลไม้และน้ำผลไม้ค่อยเริ่มเดือนถัดไป เพื่อให้รู้จักรสชาติของผักก่อน และไม่ให้ติดหวาน

  • ผักที่ใช้ มีดังนี้ แครอท ไช้เท้า มันเทศ มันฝรั่ง มันม่วง ถั่วลันเตา ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วขาว ลูกเดือย ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหอม ผักกาดแก้ว กะหล่ำปลี ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักโขม ปวยเล้ง มะรุม ยอดมะระ ผักหวาน ข้าวโพดอ่อน เห็ด หัวหอมใหญ่ บรอกโคลี กะหล่ำดอก แตงกวา แตงร้าน ฟักทอง ฟักเขียว อะโวคาโด ควรเลือกผักออร์แกนิกจะได้สารพิษน้อยหน่อย หรือหากเป็นผักผลไม้ทั่วไปควรแช่เบกกิ้งโซดา น้ำเกลือ หรือน้ำยาแช่ผัก

ส่วนของข้าวกล้องและถั่วจะสุกช้า ควรแช่น้ำทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ค่อยต้มให้สุกด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำซุปผัก ไม่ปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล น้ำผึ้ง เพราะจะทำให้ลูกติดรสชาติ ไม่ดีกับสุขภาพ เมื่อข้าวและถั่วสุกดีแล้วจึงค่อยใส่ผัก รอจนสุก ปล่อยให้เย็นแล้วตักใส่ช่องทำน้ำแข็ง เมื่อแข็งแล้วแกะใส่ถุงเก็บนม แยกเป็นแต่ละเมนู เก็บได้นาน 8 สัปดาห์ เวลาจะใช้แกะออกจากถุงใส่ภาชนะที่ปลอดภัยในการอุ่นด้วยไมโครเวฟ คนให้เข้ากันดี เพราะบางจุดร้อนจัด เดี๋ยวลวกปากลูก ไม่ควรทำอาหารจากดิบเป็นสุกด้วยไมโครเวฟ เพราะอาจสุกไม่ทั่วถึง แต่ใช้เป็นการอุ่นอาหารที่สุกมาแล้ว ส่วนจาน ถ้วย ช้อน ถาดน้ำแข็ง ล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดขวดนมและน้ำเปล่า ไม่ต้องนึ่ง

อาหารตามวัย 6 – 7 เดือน บดอาหารให้ละเอียด

เช่น ข้าวกล้องและถั่วที่ต้มน้ำซุปผักที่อุ่นแล้ว โดยปั่นหรือครูดผ่านกระชอน กินวันละมื้อเดียว ในวันแรกเริ่มป้อนเพียง 1 ช้อนโต๊ะ เวลากินข้าวแล้วฝืดคอหัดให้ลูกกินน้ำจากถ้วยหรือหลอดดูด หรือช้อนตักน้ำป้อนหลังกินอาหาร แล้วตามด้วยนมแม่จนอิ่ม ค่อยๆ เพิ่มอาหารวันละ 1 ช้อนโต๊ะ อย่าเพิ่มเร็ว เดี๋ยวท้องอืด แล้วร้องกวนตอนกลางคืน แต่ถ้าลูกไม่อยากกิน ไม่บังคับ ให้หยุดป้อน แล้วค่อยให้ใหม่วันต่อไป จนกินได้ครบมื้อ ปริมาณ 5 – 7 ช้อนโต๊ะ นมมื้อนั้นจะเลื่อนการกินออกไปอีก 1 – 2 ชั่วโมง

กรณียังไม่รู้ว่าแพ้อาหารหรือไม่ ควรให้กินมื้อเช้าหรือกลางวัน เพราะหากป้อนมื้อเย็นแล้วมีปัญหาแพ้อาหาร ลูกอาจมีอาการผิดปกติตอนกลางคืน แต่ถ้ารู้ว่าไม่มีอาการแพ้ อาจเปลี่ยนมาให้อาหารเป็นเวลาเย็น จะช่วยทำให้อิ่มนานขึ้น ลูกอาจหลับได้ยาวขึ้น

คลิกเลย >>> แนะนำ 9 เมนูอาหารสำหรับลูกน้อยวัย 6 เดือนขึ้นไป

อาหารตามวัย เดือนที่ 7 เริ่มเนื้อสัตว์

เริ่มใส่เนื้อสัตว์ลงในอาหาร บดละเอียด เริ่มเนื้อสัตว์ชนิดใหม่ทุกครั้งทีละอย่าง และใช้ซ้ำ 4 – 5 วันเพื่อตรวจสอบอาการแพ้ เนื้อสัตว์ที่แนะนำได้แก่ ไก่ หมู ปลาน้ำจืดเช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ปลากราย ปลาเนื้ออ่อน ตับไก่ ตับหมู ไข่แดง (ต้องต้มให้สุกเต็มที่ หากเป็นยางมะตูมหรือไข่ลวกหรือไข่ที่ตอกลงไปในโจ๊ก ซึ่งสุกไม่เต็มที่ เชื้อโรคไม่ถูกทำลาย จะทำให้ถ่ายเป็นมูกเลือดได้) ปริมาณที่ใส่ต่ออาหาร 1 มื้อคือ 1 ช้อนโต๊ะ ไม่ควรมากกว่านี้ เพราะไตจะทำงานหนัก

ส่วนไข่ขาวและอาหารทะเลให้เริ่มหลังจากอายุ 1 ขวบ เนื่องจากแพ้ง่าย หากเริ่มเร็วเกินไปอาจไปกระตุ้นทำให้เกิดปัญหาแพ้ภายหลังได้

คุณแม่อาจจะเริ่มผลไม้ปั่นละเอียด (เติมน้ำลงไปด้วย จะได้ไม่ฝืดคอและไม่หวานเกินไป) เป็นอาหารว่างอีก 1 มื้อ ปริมาณ 2 – 3 ช้อนโต๊ะ เช่น แอ๊ปเปิ้ล สาลี่ แคนตาลูป ชมพู่ แตงไทย แตงญี่ปุ่น ลูกพลับ ลูกพีช ลูกแพร์ พุทรา กล้วย มะม่วงสุก มะละกอสุก (หากกินผักผลไม้สีเหลือง สีส้มมากๆ อาจทำให้ผิวสีเหลือง ไม่อันตราย กินต่อไปได้ ถ้าหยุดกินแล้วกว่าจะหายเหลืองจะใช้เวลานานประมาณ 6 เดือน) ส่วนผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว กีวี สับปะรด มะเขือเทศ บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ ให้เริ่มหลัง 1 ขวบ เนื่องจากแพ้ง่าย

อาหารตามวัย เดือนที่ 8 – 9 เพิ่มปริมาณและเนื้ออาหารหยาบขึ้น ตุ๋นให้นุ่ม

โดยเพิ่มข้าวเป็นสองมื้อ อาหารไม่บดละเอียด แต่ตุ๋นให้นุ่ม เวลาป้อนให้ใช้หลังช้อนบด แต่ต้องดูด้วยว่าลูกสามารถกินได้หรือไม่ ถ้าเคี้ยวแล้วกลืนได้ ไม่ติดคอ ไม่คายออกมา ไม่อมเอาไว้ในปากโดยไม่กลืน แสดงว่ากินได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ให้กลับไปบดละเอียดเหมือนเดิม แต่ทำให้ข้นมากขึ้นเล็กน้อย แล้วเดือนหน้าค่อยลองป้อนใหม่

อาหารตามวัย มื้อที่ 3 – อาหารต้มให้เริ่มเมื่ออายุ 11 – 12 เดือน

เมนูอาหารไม่ต้องตุ๋น เพียงแค่ต้ม แล้วดูว่าลูกกินได้หรือไม่ เด็กหลายคนเริ่มกินข้าวสวยและข้าวเหนียวได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ เริ่มปรุงรสอ่อนๆ ได้ แต่ต้องดูด้วยว่าไม่มีปัญหาท้องผูกหรือถ่ายออกมาเป็นอาหารไม่ย่อย เนื่องจากการกินอาหารที่หยาบมากขึ้น

หากลูกน้อยยังไม่ยอมรับอาหาร

การใช้นมแม่มาผสมกับอาหารอาจทำให้ยอมรับสิ่งที่ไม่ยอมกินได้ง่ายขึ้น หากลูกยอมกินนมแม่ที่สะสมอยู่แล้วและยอมกินข้าวดีอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็น แต่หากลูกมีปัญหาดังกล่าว วิธีเอานมแม่แช่แข็งมาใช้ประกอบอาหารคาว ให้ทำอาหารให้ข้นกว่าปกติ หลังจากที่อุ่นอาหารพร้อมจะกินแล้ว ให้ละลายนมแม่มาราดบนอาหาร จะไม่เอานมแม่ไปต้มกับอาหารตั้งแต่ต้น เพราะจะเสียคุณค่าและมีกลิ่นเหม็น ยังมีสูตรทำอาหารจากนมแม่แช่แข็งอีกหลายสูตร หาดูได้ในเว็บศูนย์นมแม่ (www.thaibreastfeeding.org, www.breastfeedingthai.com)


บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

อ่านต่อบทความน่าสนใจคลิก

>> เมนูอาหารเบบี๋ (0-1 ปี)

>> เมนูอาหารเด็ก 1 ปีขึ้นไป

>> เมนูอาหารเสริมที่ทำจากนมแม่

>> กินยาก แก้ด้วย 6 กลยุทธ์สร้างความคุ้นชินกับเมนูใหม่ๆ ให้เจ้าตัวน้อย

>> เมนูอาหารน่ารัก 360 เมนู แก้ปัญหาลูกน้อยกินยาก

วันหมดอายุนมแม่

วันหมดอายุนมแม่ มีหรือไม่?

“ตอนนี้ลูกอายุ 7 เดือนค่ะ ยังให้กินนมแม่อยู่ตลอด บางครั้งปั๊มน้ำนมเกินก็เก็บใส่ตู้เย็นเอาไว้ อยากทราบว่าการแช่นมแม่ในตู้เย็นจะลดสารอาหารในน้ำนมไปหรือไม่ และอายุของน้ำนมจะคงอยู่ได้ยาวนานเท่าไร จะมีวันเสียหรือไม่คะ?” ขอแสดงความยินดีที่ลูกของคุณแม่กำลังได้กินนมที่ดีที่สุดนั่นคือ นมแม่ ซึ่งมีสารอาหารครบถ้วนและมีภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ลูกแข็งแรง และมีพัฒนาการทางสมองที่ดีที่สุด เรามาดู วันหมดอายุนมแม่ กันค่ะ

Continue reading “วันหมดอายุนมแม่ มีหรือไม่?”

แก้ปัญหาลูกไม่ยอมพูด

เด็กปกติบางคนพูดคำแรกตั้งแต่อายุ 8 เดือน แต่บางคนยังไม่พูดจนกระทั่ง 2 – 2 ขวบ 6 เดือน วิธีประเมินเด็กที่มีปัญหาพูดช้าเพื่อให้การวินิจฉัยและให้การดูแลที่เหมาะสมเป็นดังนี้

 
• ประเมินเรื่องการได้ยิน หากสงสัยว่าลูกมีปัญหา เช่น เรียกไม่หัน หรือเสียงดังๆ จึงตอบสนอง อาจเป็นความผิดปกติแต่กำเนิด หรือมีปัญหาหูชั้นกลางอักเสบบ่อยๆ แพทย์จะใช้อุปกรณ์เพื่อตรวจการได้ยินและรักษาได้ด้วยเครื่องช่วยฟัง

 
• ประเมินพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น การเคลื่อนไหว ความเข้าใจด้านภาษาฟังรู้เรื่องและทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้หรือไม่ การสบตาและการมีปฏิกิริยาตอบสนองกับบุคคลเป็นอย่างไร เพื่อดูว่ามีปัญหาสมองพิการหรือพัฒนาการช้ารอบด้านหรือช้าเฉพาะด้านภาษา หรือเป็นโรคออทิสติกหรือไม่ กุมารแพทย์จะช่วยประเมินในเบื้องต้น และหากสงสัยว่ามีความผิดปกติจริง จะส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อการวินิจฉัยและให้คำแนะนำในการดูแลต่อไป

 
• ประเมินเรื่องการเลี้ยงดู การส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการ ใครเป็นผู้ดูแลใกล้ชิดอ่านหนังสือให้ฟัง พูดคุยกับลูกบ่อยหรือไม่ ดูทีวีมากไปหรือไม่ แก้ไขโดยการส่งเสริมพัฒนาการลูกเพิ่มขึ้น หรืออาจเป็นบ้านที่พูดหลายภาษาหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้เริ่มพูดช้ากว่าบ้านที่พูดภาษาเดียว แต่ภายหลังจะพูดได้เอง

 
• ประเมินกล้ามเนื้อ ลิ้น ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการพูด แก้ไขโดยการฝึกกล้ามเนื้อ ปรึกษานักฝึกพูด

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

วิธีหยุด เจ้าหนูชอบกัด

เด็กวัยขวบกว่าจนถึง 3 ขวบ ยังไม่เก่งในการแก้ปัญหาและยังมีทักษะในการสื่อสารด้วยภาษาพูดกับผู้อื่นไม่ดีพอ เวลาโมโห ถูกคุกคาม บางคนใช้วิธีตี บางคนกัด บางคนเพิ่งมาเป็นตอนอยู่เนิร์สเซอรี่ เพราะเห็นเด็กคนอื่นกัดให้ดูเป็นตัวอย่างทั้งคุณครูและคนที่บ้าน ควรช่วยกันฝึกให้ลูกเลิกนิสัยกัดซึ่งทำได้
• ต้องเข้าห้ามทันทีที่เห็นลูกทำท่าจะกัดหรือกำลังกัดอยู่ ให้พูดว่า “กัดไม่ได้ เจ็บนะ” แยกลูกไปนั่งอยู่คนเดียว บอกลูกว่า “นั่งอยู่ตรงนี้ สงบสติอารมณ์ จนกว่าแม่ (ครู) จะบอกให้ลุกออกมาได้” เรียกว่า time out นานประมาณ 1 – 2 นาทีสำหรับเด็กอายุ 1 – 2 ขวบ
• ถ้ากัดเพราะแย่งของเล่น เก็บของเล่น ไม่ให้เล่นต่อ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ผลที่จะตามมาว่าการกัดไม่ได้ช่วยให้ได้ของเล่น
• ถ้ากัดเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ ให้ใช้วิธี time outแต่ถ้าลูกเล่นกับเพื่อนได้โดยไม่มีปัญหา ให้รีบชมเชยทันทีเป็นการให้แรงเสริมในทางบวกกับพฤติกรรมที่ดี
• เป็นแบบอย่างการแก้ปัญหาที่ดีเวลาเกิดความขัดแย้งไม่แสดงความก้าวร้าวต่อคู่สมรส ต่อลูก หรือคนอื่นๆ เพราะเด็กๆ เลียนแบบความก้าวร้าวได้
• เด็กๆ ส่วนใหญ่เลิกนิสัยชอบกัดได้เมื่อเริ่มสื่อสารด้วยภาษาพูดได้ดีขึ้น แต่ถ้าลูกอายุเกิน 4 ขวบแล้วยังมีปัญหาชอบกัด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็กค่ะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

ลูกเล็กออกอาการ “เด็กดื้อ” รับมืออย่างไรดี

Q: ลูกวัย 2 ขวบ 8 เดือน ดื้อมากค่ะ ชอบปาของเล่น ร้องกรี๊ดๆ ตลอดเวลา บางทีแม่ห้ามก็ปาใส่…พยายามหาทางแก้ไขด้วยการเตือนดีๆ แต่ไม่ได้ผลเลย คุณหมอมีคำแนะนำไหมคะ

เด็กวัย 1 – 4 ขวบเป็นวัยที่เริ่มมีความคิดความรู้สึก เพื่อพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง อยากทดลองทำอะไรด้วยตัวเองอยากทำสิ่งที่ผู้ใหญ่ห้าม แต่กลับปฏิเสธในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้ทำ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติสำหรับพัฒนาการทางสมองของเด็กวัยนี้ และยังมีพัฒนาการด้านภาษาไม่สมบูรณ์แบบ ยังพูดได้ไม่ดี จึงเกิดความคับข้องใจ แสดงออกโดยภาษากายแทนที่จะใช้ภาษาพูด เวลาหงุดหงิดหรือโกรธจึงใช้วิธีอาละวาด ร้องไห้ หรือกรี๊ดๆ แต่เด็กก็จำเป็นต้องเรียนรู้ถึงขอบเขตและความคาดหวังของผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงมีการกระทบกระทั่งกันบ้างในบางเวลา

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เด็กดื้อ” ในเด็กช่วงวัยนี้ ซึ่งมักดีขึ้นได้หากผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ แก้ไข

• การชมเชยพฤติกรรมที่ดีๆ

เช่น กอด หอม ลูบหัวลูก แสดงสีหน้ายอมรับให้สติ๊กเกอร์หรือดาวเด็กดี เช่น หากลูกเล่นของเล่นแล้วไม่ปา นั่งเล่นดีๆ ให้ชมเชยว่าน่ารักจังที่ไม่ปาของเล่น

• เบี่ยงเบนความสนใจ

เช่น รีบหาของเล่นมาแลกเปลี่ยนกับโทรศัพท์มือถือของพ่อที่อยู่ในมือลูก ก่อนที่ลูกจะปาทิ้ง

• ต้องระวังการแสดงออกของตัวเอง

ไม่หัวเราะ ไม่ขำ หรือปล่อยให้ลูกทำพฤติกรรมที่ไม่สมควรโดยไม่ว่าอะไร เพราะจะทำให้ลูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี และทำซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย

• หากต้องการให้ลูกทำอะไร ให้ใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย

เลือกคำให้เหมาะสมกับวัยของลูก อย่าสั่งหรือคาดหวังสิ่งที่เกินความสามารถของลูก เพราะถ้าลูกทำไม่ได้หรือไม่เข้าใจ ไม่ได้แปลว่าลูกดื้อ

• การแยกเด็กเข้ามุมสงบสติอารมณ์ (Time out)

หากลูกกรี๊ดๆ เวลาไม่ได้ดังใจ โดยบอกให้ลูกรับรู้ว่า แม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร เช่น “แม่รู้ว่าหนูรู้สึกโกรธหรือหงุดหงิด” การบอกเช่นนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกดีขึ้นว่าผู้ใหญ่เริ่มเข้าใจความรู้สึกของเขา และให้บอกลูกด้วยว่า การที่แม่ไม่ตามใจลูกเป็นเพราะอะไร ด้วยคำพูดง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

• การตัดสิทธิพิเศษ

เช่น ไม่ได้กินขนมหวาน ไม่ได้ไปเที่ยวนอกบ้าน ไม่ได้อยู่ดึก ไม่ได้ดูทีวี ไม่ใช้การตี เพราะจะทำให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรม

• ให้ลูกเรียนรู้ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง

เช่น หากทำลายข้าวของ จะไม่ได้เล่นของเล่นชิ้นนั้นอีกโดยการเก็บของเล่นนั้นไม่ให้เล่นอีก

• พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง

เป็นข้อที่สำคัญที่สุด ทำให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองได้ ใจเย็นพอที่จะรับมือกับความเกรี้ยวกราดของลูก และมีความเสมอต้นเสมอปลายในการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดีทุกๆ ครั้ง

 

บางครั้งการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวก็อาจไม่ได้ผล ทั้งนี้ขึ้นกับองค์ประกอบหลายปัจจัย เช่นพื้นนิสัยอารมณ์ของเด็ก เช่น เป็นเด็กเลี้ยงยาก ร้องไห้เก่ง ปรับตัวยาก ความเข้ากันได้ดีหรือไม่โดยพื้นนิสัยระหว่างเด็กและผู้เลี้ยงดู เช่น ผู้เลี้ยงดูเป็นคนชอบทำอะไรว่องไว แต่เด็กเป็นคนอืดอาด จะมีโอกาสขัดแย้งกันได้ ความตึงเครียดในครอบครัว เช่น ฐานะการเงินของครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา กฎเกณฑ์ของครอบครัว เช่น การดุ การตี การทำไทม์เอ๊าต์ เวลาที่ผู้ใหญ่โมโหหรือโกรธมีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างไร เช่น เกรี้ยวกราด ด่าทอ ทุบตี ทำลายข้าวของ มีการใช้แอลกอฮอล์ สารเสพติด ให้เด็กเห็นหรือไม่ กรณีดังกล่าวอาจจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็ก หรือจิตแพทย์เด็ก เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทางครอบครัวร่วมด้วย

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

แก้ไขท่านั่ง W เหตุสร้างปัญหาการเดินของลูกน้อย

การนั่งท่า W (W Sitting) คือ การนั่งโดยบั้นท้ายอยู่ตรงกลางระหว่างขาทั้งสองข้างที่งอพับหันฝ่าเท้าออกไปทางด้านข้าง ทำให้เป็นรูป W เป็นท่าต่อเนื่องจากการคลานไปคลานมาแล้วต้องการหยุดเพื่อนั่งเล่น เด็กจะทิ้งน้ำหนักตัวมาที่บั้นท้าย โดยแยกต้นขาและหัวเข่าจากกัน การนั่งแบบนี้จะทำให้เด็กรู้สึกมั่นคง ไม่เอนล้มง่าย แต่ทำไมทางการแพทย์จึงแนะนำว่า ไม่ควรให้เด็กนั่งท่านี้!?…

podologo-infantil-malaga-nino-puntas-dentro-sentado-w • เป็นท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อหลังไม่ได้ออกแรงเพื่อการทรงตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาการการเคลื่อนไหวขั้นสูงต่อไป เช่นการยืนทรงตัวบนพื้นที่สูงต่ำต่างระดับ การทรงตัวเวลาที่โดนผลัก เวลาที่ต้องนั่งไปด้วยแล้วต้องเขียนหนังสือหรือใช้มือทำงานบนโต๊ะไปด้วย เหล่านี้ล้วนต้องอาศัยการทรงตัวของกล้ามเนื้อหลัง แต่ถ้ากล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรง จะทำให้พัฒนาการด้านนี้ช้ากว่าเด็กคนอื่น

• เป็นท่าที่ทำให้ข้อสะโพกอยู่ในตำแหน่งที่ถูกบิดออกจากตำแหน่งเบ้า ทำให้เกิดอันตราต่อข้อสะโพกในระยะยาว ทำให้มีอาการปวดข้อหรือข้อสะโพกเคลื่อน แสดงออกเร็วขึ้นในคนที่อาจมีปัญหาดังกล่าวซ่อนเร้นอยู่

• เป็นท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อขาบางมัดมีการหดรั้งผิดรูปไป เกิดปัญหาการเดินผิดปกติ ที่เรียกว่า Toe – in คือปลายนิ้วเท้าบิดเข้า ทำให้ต้องการการแก้ไข กรณีลูกคุณแม่มีปัญหานี้แล้ว หมอแนะนำให้พาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระดูกเด็กเพื่อขอคำแนะนำว่า จำเป็นต้องตัดรองเท้าเพื่อดัดรูปเท้าแล้วหรือยัง

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกมีปัญหาการนั่งท่า sitting

tumblr_inline_ns9w6yldq11tss3t0_1280

ต้องคอยระวังไม่ให้ลูกนั่งท่านี้บ่อยๆคอยจัดท่าให้เป็นการนั่งแบบเหยียดขาตรงไปด้านหน้า นั่งเก้าอี้เพื่อห้อยขา นั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบโดยให้สลับซ้ายขวาให้สมดุลกัน พยายามแก้ไขทุกครั้งที่ลูกนั่งผิดท่าส่วน การนั่งรถหัดเดินไม่ได้ทำให้เกิดท่านั่ง Wแต่ทำให้เกิดปัญหาเดินแบบเขย่งปลายเท้าและเกิดอุบัติเหตุจากรถหัดเดินพลิกคว่ำได้ จึงไม่ควรใช้เช่นกัน

อ่านต่อ >> เทคนิคช่วยลูกน้อยฝึก “นั่ง” อย่างถูกวิธี คลิกหน้า 2

วิธีแก้ลูกท้องผูก

วิธีแก้ลูกท้องผูก 10 ข้อแสนง่าย…ครบทุกปัญหา!

บ้านไหนมีปัญหา ลูกถ่ายยาก ลูกอึแข็ง หรือ ลูกท้องผูกบ่อยๆ เชิญทางนี้ Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำจากคุณหมอ กับ 10 วิธีแก้ลูกท้องผูก รับรองช่วยได้ทุกปัญหาที่ทำให้ ลูกท้องผูกบ่อย แน่นอน

อาการท้องผูก ถือเป็นอาการยอดฮิตที่เด็กทุกคนต้องผ่านด่านกันมาไม่มากก็น้อย แล้วจะรู้ได้ไงละ ว่าลูกท้องผูกจริงไหม? มีสาเหตุมาจากอะไร และจะช่วยแก้อาการท้องผูกของลูกน้อยได้อย่างไร ตามมาดู วิธีแก้อาการลูกท้องผูก จาก แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด กันเลยค่ะ

ข้อควรรู้! ก่อนดู วิธีแก้ลูกท้องผูก 

เพราะการขับถ่าย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อพัฒนาการและสภาพร่างกายของลูกน้อย จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องระบบขับถ่ายที่มีความผิดปกติ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า อาการท้องผูกของลูกน้อย  ที่บางวันถ่ายบ้าง ไม่ถ่ายบ้าง หรือมีอาการท้องผูกนานเป็นอาทิตย์

และหากคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่ตอนนี้กำลังหนักใจกับปัญหา ลูกท้องผูก อยู่ละก็ Amarin Baby & Kids ขอพาไปหาคำตอบของอาการท้องผูก ซึ่งไล่ตั้งแต่ที่มาของสาเหตุ รวมถึงหนทางแก้ไขอาการท้องผูกด้วยวิธีที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ

ท้องผูก คือ ปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนที่ค่อนข้างแข็งมากกว่าปกติ หรือมีลักษณะเป็นก้อนแข็งคล้ายเม็ดกระสุน ซึ่งทำให้เด็กต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติและมีอาการเจ็บปวดตามมา สำหรับเด็กบางคนที่มีอาการท้องผูกมากอาจมีแผลที่ก้นหรือมีเลือดไหลปนมากับอุจจาระอีกด้วย

โดยสาเหตุหลัก ของอาการท้องผูกในเด็กเล็กนั้นเกิดได้หลากหลายปัจจัย แม้กระทั่งการเปลี่ยนนม ไม่ว่าจะเปลี่ยนจากนมแม่มาเป็นนมผสม และการเปลี่ยนยี่ห้อนมที่ลูกกินอยู่ทุกวันก็มีส่วนทำให้ระบบขับถ่ายของลูกเปลี่ยนไปได้เช่นกัน เนื่องจากส่วนผสมในนมบางชนิดอาจมีการดัดแปลง มีอาหารเสริมบางอย่าง หรือมีอัตราส่วนของคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนในนมผสมที่สูงกว่าปกติ จึงส่งผลให้ลูกท้องผูกนั่นเอง

นอกจากนี้อาการท้องผูกยังเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วนหรือไม่มีเส้นใยมากพอ โดยเฉพาะการรับประทานเนื้อสัตว์ ขนม แป้งมากเกินไป

แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “ลูกท้องผูก”…⇓

ลูกตัวเล็กเพราะอะไร

เขาไปเนิร์สเซอรี่ ครูที่ดูแลก็บอกว่า ลูกกินอาหารได้ดี แต่ลูกยังดูตัวเล็ก สูง 80 เซนติเมตร แต่น้ำหนักไม่เคยเกิน 11 กิโลกรัม และเวลากินอิ่มทีไร หน้าท้องจะแข็ง ดูสุขภาพไม่ดี อยากทราบว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า และดิฉันควรแก้ปัญหานี้อย่างไรดีคะ
ลูกอายุ 1 ขวบ 9 เดือน น้ำหนัก 11 กิโลกรัม (อยู่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 40) สูง 80 เซนติเมตร (อยู่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25) ถ้าการวัดไม่ผิดพลาด ลูกน่าจะดูเป็นเด็กจ้ำม่ำ แต่เขากลับตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน โดยไม่ได้เข้าข่ายเด็กขาดโกร๊ธฮอร์โมน (ต้องต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 3) คงต้องดูว่าคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่ย่า คุณตายาย มีรูปร่างเป็นอย่างไร ถ้ารูปร่างเล็กเหมือนกันก็อาจมาจากพันธุกรรม แต่ถ้าทุกคนในครอบครัวสูงกันหมด ต้องมาพิจารณาว่าที่ลูกไม่สูงเป็นจากสาเหตุใด เช่น
• ที่คุณแม่เล่าว่า “ดูสุขภาพไม่ดี” หมายถึงอย่างไร หมอคงต้องถามเพิ่มเติมว่า ลูกเจ็บป่วยบ่อยหรือไม่ อาจเพราะเป็นเด็กเนิร์สเซอรี่ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อง่าย ประกอบกับการที่เป็นเด็กกินนมวัว โยเกิร์ต ทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ มีอาการเป็นหวัด ลำไส้อักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบได้บ่อย เมื่อไม่สบาย จะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก อาจมีอาการนอนกรนเนื่องจากต่อมอะดีนอยด์และทอนซิลโต ทำให้นอนหลับไม่สนิท เมื่อนอนไม่ดี หลับไม่ลึกโกร๊ธฮอร์โมนจะหลั่งได้ไม่เต็มที่ วิธีแก้ไขคือ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัด ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ลองงดนมวัวและตัวกระตุ้นอาการภูมิแพ้ อาจทำให้ป่วยน้อยลง เจริญเติบโตได้ดีขึ้น
• ภาวะโภชนาการไม่ถูกต้องเหมาะสม เช่น กินอาหารไม่มีประโยชน์ กินขนมขบเคี้ยว กินจุบจิบ เมื่อไม่ได้สารอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร คุณแม่ควรเลือกแต่อาหารที่มีประโยชน์ ของไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรให้กิน เพราะจะไปแย่งพื้นที่ในกระเพาะอาหารโดยไม่จำเป็น
• เป็นภาวะปกติของเด็กเอง ทั้งที่กินอาหารถูกต้องทุกอย่าง สุขภาพแข็งแรงดี แต่มีการเติบโตที่เป็นแบบแผนของตัวเอง บางช่วงโตช้า แต่บางช่วงก็โตเร็ว ตอนนี้ลูกอาจอยู่ในช่วงโตช้า มีการเผาผลาญพลังงานค่อนข้างมาก เป็นเด็กที่ใช้พลังงานตลอดเวลา กรณีนี้จึงไม่ต้องวิตกกังวล อีกไม่นานก็จะโตทันคนอื่นได้เองค่ะ
ส่วนเรื่องท้องแข็ง ถ้าไม่ได้มีปัญหาท้องผูก อุจจาระแข็ง และคุณหมอประจำตัวของลูกเคยตรวจท้องดูแล้ว ไม่พบว่ามีอวัยวะใดโตผิดปกติ เช่น ตับ ม้าม ไต ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อาจเป็นเพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องบาง โตขึ้นก็จะดีขึ้นเองแต่ถ้าไม่เคยปรึกษาเรื่องนี้กับคุณหมอก็ควรให้คุณหมอช่วยตรวจดูได้ค่ะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

สังเกตอาการ แพ้อาหาร

ถึงจะอาเจียน และไม่มีอาการอื่น แรกๆ ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะกุ้งไม่สด แต่หลังๆ แม้อาหารจะสดดี แต่ลูกก็ยังอาเจียนอยู่ตลอด ดิฉันควรทำอย่างไร ให้ลูกหยุดกินกุ้งไปเลยหรือไม่ ลูกอายุ 3 ขวบค่ะ
น่าจะเป็นไปได้ที่เกิดจากอาการแพ้ค่ะ เพราะคุณแม่สังเกตเห็นมาหลายครั้งแล้ว ถ้าเป็นอาการอาเจียนจากโรคอาหารเป็นพิษ ไม่น่าที่จะเป็นทุกครั้ง อาการแพ้อาหารแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น
• ทางผิวหนัง ผื่นคันตามตัว ข้อพับ ซอกคอ
• ทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด
• ทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ คันตา คันจมูก ปากบวม ตาบวม
• อื่นๆ นานๆ ครั้งจึงจะพบอาการแพ้ที่รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต เช่น หลอดลมตีบ หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ หรือช็อก
การวินิจฉัยส่วนใหญ่ได้จากการสังเกต แต่บางครั้งการเจาะเลือดหรือการตรวจโดยการสะกิดผิวหนังอาจช่วยให้วินิจฉัยได้ ควรปรึกษาแพทย์
การแพ้อาจเป็นครั้งแรกที่กินหรือเคยกินอาหารชนิดนั้นมาก่อนก็ได้ คุณแม่ต้องสังเกตเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงไม่กินอีก ไม่เช่นนั้น ลูกอาจมีอาการแพ้ที่รุนแรงมากขึ้น ความเชื่อที่ว่า ถ้าแพ้สิ่งใด ให้กินสิ่งนั้นเข้าไปเพื่อให้ร่างกายเคยชิน เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น แต่หากหลีกเลี่ยงได้นานหลายปี ภายหลังอาจกลับมากินได้อีก
หากมีอาการอาเจียนจากการแพ้ การรักษา คือการให้ยาแก้อาเจียน ยาแก้แพ้ น้ำเกลือแร่ชนิดกินเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียจากร่างกาย
กรณีที่อาการรุนแรง จนกินอาหารหรือน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำและพลังงานอย่างมาก หรือมีอาการแพ้ชนิดที่มีอาการหายใจลำบากหรือภาวะช็อก จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดและแก้ไขภาวะวิกฤติ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

หัดลูกกินข้าวเอง

5 เทคนิค หัดลูกกินข้าวเอง สำเร็จได้ก่อน 1 ขวบ

เชื่อหรือไม่? แค่ หัดลูกกินข้าวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการเลี้ยงลูก ที่ทำให้ลูกเป็นเด็กฉลาดได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร และจะมีวิธี ฝึกลูกกินข้าวเอง ได้อย่างไร ตามมาอ่านกันเลยค่ะ

เมื่อรู้ตัวว่าตั้งท้อง คุณพ่อคุณแม่หลายคนก็เริ่มหันมาใส่ใจในการหาวิธีการที่จะเลี้ยงลูก เพื่อต้องการพัฒนาลูกของตัวเองให้มีศักยภาพที่ดี ให้ลูกโตขึ้นเป็นคนดี ฉลาด สามารถอยู่ร่วมกับสังคมในอนาคตได้ง่ายและสบายๆ โดยพ่อแม่ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าลูกจะเป็นอย่างไรเมื่อต้องออกไปอยู่ในสังคมภายนอก สังคมที่พ่อแม่ไม่สามารถจะเข้าไปอยู่ร่วมด้วยตลอดเวลาได้

หัดลูกกินข้าวเอง ดื่มน้ำเอง ช่วยลูกฉลาดได้!

ซึ่งคุณแม่บางคนก็อาจเป็นกังวลว่า…ลูกของตัวเองจะสามารถทำสิ่งนั้น ทำสิ่งนี้ด้วยตัวเองได้หรือไม่ เพราะการที่ลูกต้องออกไปอยู่ในสังคมภายนอกโดยไม่มีพ่อแม่มานั่งควบคุม ลูกจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เริ่มจากการเข้าสู่โรงเรียนแรกในชีวิต ลูกๆ ก็ต้องเก็บของเล่น เก็บขยะ แกะถุงขนม ดื่มน้ำ กินข้าว และกิจกรรมอื่นๆ ด้วยตัวเองทั้งสิ้น

⇒ Must read : “ฝึกทักษะการเข้าสังคม” ก่อนเปิดเทอม

⇒ Must read : 7 ทักษะฝึกลูกก่อนถึง เกณฑ์อายุเข้าอนุบาล 3 ขวบ

ดังนั้นคนเป็นพ่อเป็นแม่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กิจกรรมในสังคมภายนอก หรือในโรงเรียนที่ลูกต้องไปประจำ เป็นอุปสรรคในการทำกิจกรรมและอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ ได้

Amarin Baby & Kids จึงมีเคล็ดลับการเลี้ยงลูกแบบง่ายๆ เพื่อให้ลูกของคุณฉลาดรู้และฉลาดทำ ด้วยการฝึกฝน ให้ลูกกินข้าวเอง และดื่มน้ำด้วยตัวเอง ในช่วงของวัยที่ลูกมีร่างกายพร้อมที่จะสามารถจับหรือแตะต้องสิ่งของด้วยตัวเองได้แล้ว

โดยเริ่มจาก….⇓

ลูกพูดไม่ชัด เพราะพูดสองภาษารึเปล่า

อยากทราบว่าการพูดสองภาษากับลูกส่งผลจริงๆ หรือไม่ และควรจะแก้ไขอย่างไรดีคะ

 
เรื่องพูดไม่ชัดอาจพบได้ในเด็กอายุก่อน 4 ขวบ เนื่องจากการใช้ปาก ลิ้น ฟัน ไม่คล่องแคล่วพอ ยังไม่สามารถควบคุมอวัยวะแล้วส่งเสียงให้เป็นไปตามที่ใจต้องการได้ แต่ถ้า 4 ขวบแล้วยังพูดไม่ชัด อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

 
• ปัญหาการได้ยิน เช่น หูไม่ได้ยินตั้งแต่กำเนิด หรือมีปัญหาหูชั้นกลางอักเสบบ่อยๆ เมื่อไม่ได้ยินเสียงพูดของผู้อื่นหรือได้ยินแต่ไม่ชัด ทำให้การเลียนแบบไม่ถูกต้อง เมื่อไม่ได้ยินเสียงของตนเอง ทำให้ไม่สามารถปรับการพูดให้ชัดเจน การแก้ไขคือ ปรึกษาแพทย์ด้านหู เพื่อแก้ไขการได้ยิน เช่น การใช้เครื่องช่วยฟัง การรักษาภาวะหูชั้นกลางอักเสบ อาจต้องใส่ท่อระบายน้ำในหู และเมื่อหูได้ยินดีขึ้นแล้ว แพทย์จะส่งต่อให้นักฝึกพูดเพื่อฝึกการพูดต่อไป

 
• ปัญหาของอวัยวะที่ใช้พูด เช่น เป็นพังผืดใต้ลิ้น ปากแหว่ง เพดานโหว่ ฟันหลอ เพราะการออกเสียงต้องอาศัยอวัยวะเหล่านี้ การแก้ไขคือ การแก้ไขซ่อมแซมความผิดปกติ และส่งฝึกพูดต่อไป

 
• ปัญหาของระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการพูด ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เด็กที่มีปัญหาสมองพิการมักจะพูดไม่ชัดด้วยสาเหตุนี้ การแก้ไขคือ ปรึกษาแพทย์และนักฝึกพูด เพื่อฝึกกระตุ้นพัฒนาการและฝึกพูด

 
• ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้อง เช่น อยู่กับคนที่พูดไม่ชัด ไม่มีคนพูดชัดคอยคุยด้วย จึงขาดการเลียนแบบที่ถูกต้อง ปล่อยให้ดูทีวีคนเดียว จึงอาจเลียนแบบการพูดแบบผิดๆ ในทีวี การแก้ไขคือ การไม่ให้ดูทีวีคนเดียว เลือกรายการที่มีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง เช่น รายการข่าว

 
คุณพ่อคุณแม่เป็นคนฝึกลูกเองได้ โดยการพูดคำนั้นซ้ำ ช้าๆ ชัดเจน โดยลดตัวลงไปอยู่ในระดับเดียวกับเด็ก ตาสบตากัน การฝึกพูดไม่ควรเข้มงวดมากนัก จะทำให้เด็กเครียดจนไม่อยากพูด ควรสร้างบรรยากาศให้เพลิดเพลิน และไม่ล้อเลียนการพูดไม่ชัดของเด็ก เพราะจะทำให้เด็กอายจนไม่กล้าพูด หรืออาจเข้าใจผิดว่าการพูดไม่ชัดเป็นเรื่องดี สร้างความสนุกในครอบครัว

 
ส่วนเรื่องที่แต่ละบ้านจะพูดสองหรือสามภาษาไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กพูดไม่ชัด แต่อาจเป็นสาเหตุในกรณีของการเริ่มพูดได้ช้ากว่าเด็กอื่นวัยเดียวกัน ถ้าลูกไม่ได้มีปัญหาสมองพัฒนาการช้ากว่าวัย ลูกจะสามารถเข้าใจและพูดได้เองในที่สุด แต่ถ้าลูกเป็นเด็กที่อาจมีปัญหาสมองช้ากว่าวัย แนะนำให้พูดกับลูกเพียงภาษาเดียวก่อน จนกว่าเขาจะเริ่มพูดได้ดีพอสมควรแล้วจึงค่อยเริ่มภาษาที่สอง

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ฟันขึ้นช้า ผิดปกติไหม

ถ้าลูกไม่ได้มีอาการผิดปกติอื่นๆ มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามปกติ การที่ฟันขึ้นช้า ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติค่ะ สาเหตุอาจเกิดจากพันธุกรรม เช่น ตอนเด็กๆ คุณพ่อหรือคุณแม่อาจฟันขึ้นช้าเหมือนกันและไม่เกี่ยวกับการกินนมแม่ด้วย คุณแม่หลายท่านชอบถามว่า ลูกฟันขึ้นช้าเพราะแคลเซียมในนมแม่น้อยกว่าในนมวัวใช่หรือไม่ คำตอบคือ แคลเซียมในนมแม่มีปริมาณเท่ากับในนมวัว และเด็กก็ดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าด้วยค่ะ

 
การที่ฟันขึ้นช้ามีข้อดีหลายอย่างค่ะ เช่น ไม่กัดหัวนมคุณแม่ในกรณีที่ยังดูดนมแม่อยู่ คุณแม่ไม่ต้องเครียดกับการแปรงฟันให้ลูก (เพราะไม่มีฟันให้แปรง) โอกาสเกิดฟันผุก็น้อยกว่าเพราะบางคนอาจเลิกดูดนมตอนกลางคืนแล้ว แต่เด็กที่ฟันมาเร็ว บางคนมาตั้งแต่อายุ 3-4 เดือนซึ่งเป็นวัยที่ยังดูดนมตอนกลางคืนอยู่-และบางครั้งไม่ได้ดูดน้ำตาม ทำให้มีโอกาสเกิดฟันผุมากกว่า

 
นอกจากนี้การที่ฟันขึ้นช้าไม่ได้มีอุปสรรคต่อการกินข้าว เพราะเด็กสามารถใช้เหงือกเคี้ยวอาหารได้ ลูกคนเล็กของหมอสามารถเคี้ยวข้าวเหนียวได้ตั้งแต่ยังไม่มีฟันสักซี่ ตรงข้ามกับลูกคนโตซึ่งฟันขึ้นเต็มปากแล้ว แต่กลับเคี้ยวข้าวไม่ค่อยเก่ง

 
ส่วนกรณีที่ฟันขึ้นช้าและถือเป็นเรื่องผิดปกติ พบได้ในโรคต่อไปนี้ เช่น โรคต่อมธัยรอยด์หรือต่อมพิทูอิทารีย์ทำงานน้อยกว่าปกติ (ต้องมีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เจริญเติบโตน้อยหรือพัฒนาการช้า) โรคกลุ่มอาการผิดปกติของระบบผิวหนัง ฟัน และเส้นผม เช่น ไม่มีเหงื่อออกที่ผิวหนัง ไม่มีผมและไม่มีฟัน ซึ่งหน้าตาของเด็กที่เป็นโรคนี้จะคล้ายๆกับคุณสังข์ทอง สีใสค่ะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ผื่นแพ้ หรือ ลมพิษ ดูอย่างไร

บางวันในช่วงบ่าย ลูกจะมีผื่นขึ้นที่หลังและแขน-ขาเป็นปื้นๆ พอข้ามคืนก็หายไปเอง แต่เขาหงุดหงิดมากเพราะคัน จะช่วยบรรเทาอาการให้สบายตัวขึ้นอย่างไรดี และควรพาไปพบคุณหมอหรือไม่

อาการของลมพิษ เป็นผื่นแดงนูน อาจมีลักษณะเป็นวงเล็กๆ หรือแผ่ขยายเป็นปื้นและมีอาการคันมาก ลมพิษเป็นสัญญาณของอาการแพ้ คุณแม่ต้องค่อยๆ คิดดูว่าลูกน่าจะแพ้อะไร มีอะไรที่ไม่เคยกิน ไม่เคยใช้ แล้วเพิ่งมาใช้ในช่วงนี้บ้างหรือเปล่า อาจเป็นของเล่น ของใช้ ของกิน (อาหารหลัก อาหารว่าง ขนมขบเคี้ยว ยา วิตามิน) บางคนแพ้เหงื่อตัวเองก็มีค่ะ เวลาอากาศร้อนๆ จะมีผื่นขึ้น แต่พออากาศเย็นหรืออาบน้ำเสร็จอาการก็หายไป

การรักษาคือหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ถ้าแพ้เหงื่อก็ควรใส่เสื้อผ้าบางๆ ที่ระบายความร้อนได้ดี ทาคาลาไมด์โลชั่นให้รู้สึกเย็นเพื่อบรรเทาอาการคัน กินยาแก้แพ้ เช่น เซทเทอริซีนหรือลอราตาดีน ซึ่งจะช่วยคุมอาการแพ้ไม่ให้รุนแรงมากและบรรเทาอาการคันด้วย

ถ้ายังคันมาก อาจกินยาคลอเฟนิรามีน หรือไฮดรอกซิซีนร่วมด้วย และถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ตาบวม ลิ้นบวม แน่นหน้าอก หน้าซีดจะเป็นลม และหายใจลำบาก หรือมีอาการแพ้นานเกินหนึ่งสัปดาห์ หมอแนะนำว่าควรพาไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและดูแลที่เหมาะสมต่อไปค่ะ

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

Tags

การดูแลเมื่อลูกท้องเสีย

หาสาเหตุเพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุ เช่น ถ้าเกิดจากการติดเชื้อ ควรให้ยาฆ่าเชื้อโดยแพทย์เป็นผู้สั่ง ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อให้กินเอง

ถ้าท้องเสียจากการใช้ยา

ให้งดใช้ยาดังกล่าว ถ้าเกิดจากแพ้อาหาร ให้งดอาหารที่สงสัย และถ้าเกิดจากดื่มนมมากเกินไป ให้ลดปริมาณนมหรือชงให้เจือจางลง

ปรับอาหารให้เหมาะสม

โดยงดอาหารจำพวกผัก ผลไม้ ไข่ ของมัน นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว ให้กินครั้งละน้อยๆแต่บ่อยๆ เพื่อให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ทัน จนกว่าอาการท้องเสียจะดีขึ้น ให้กินนมถั่วเหลืองหรือใช้วิธีชงนมวัวให้จางกว่าปกติถ้าลูกไม่ยอมเปลี่ยนนม แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็ไม่ควรให้กินนมวัว เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็ควรค่อยๆกลับมากินตามปกติ เพื่อให้ลำไส้ปรับตัว

ให้น้ำเกลือแร่

เพื่อชดเชยแร่ธาตุที่สูญเสียไป ไม่ควรให้น้ำหวาน น้ำผลไม้หรือน้ำเกลือแร่ชนิดที่ใช้กับนักกีฬา เพราะมีความเข้มข้นของแร่ธาตุและน้ำตาลที่ไม่เหมาะสม จะทำให้ท้องเสียมากขึ้น

ห้ามให้ยาหยุดถ่าย

เพราะอาจทำให้มีเชื้อโรคคั่งในร่างกาย

อาจให้ยา Infloran

ซึ่งเป็นแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสที่ช่วยปรับสมดุลในลำไส้ จะช่วยให้หายท้องเสียเร็วขึ้น

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

เมื่อไหร่ ลูกจะหายน้ำลายยืด

ปัญหาเรื่องน้ำลายไหลในเด็ก พบได้ในเด็กปกติ ส่วนใหญ่มักเป็นไม่นานหรือเป็นตามช่วงอายุ เช่น อายุ 4 เดือน ชอบเล่นน้ำลาย ชอบทำเสียงพ่นน้ำลายออกมา หรืออายุ 6 เดือน เป็นช่วงที่ฟันกำลังขึ้น อาจมีอาการเจ็บที่เหงือก หรืออาจมีอาการเจ็บป่วย ติดเชื้อบางอย่าง เป็นแผลในปาก หรือมีการอักเสบบริเวณช่องปากและลำคอ ทำให้กลืนน้ำลายไม่ได้ น้ำลายจึงยืดออกมา แต่มักเป็นไม่นาน จึงไม่ต้องใช้ผ้ากันเปื้อนหรือผ้ากันน้ำลายตลอดเวลา

 
ข้อเสียของการมีน้ำลายไหลยืดคือทำให้ผิวหนังบริเวณที่โดนน้ำลายเป็นผื่นแดง อักเสบติดเชื้อ ข้าวของหรือหนังสือเสียหายจากน้ำลายที่เปรอะเปื้อน และเด็กเกิดความอับอายเพราะถูกล้อเลียน เด็กที่มีน้ำลายไหลยืดนานกว่าคนอื่นอาจเกิดจากภาวะต่อไปนี้

 
* การสบฟันผิดปกติ ทำให้ปิดปากสนิทไม่ได้ แก้ไขโดยปรึกษาทันตแพทย์

 
* การดูดจุกนมหลอกหรือดูดขวดนมนานเกินไป ทำให้ชินกับการอ้าปากไว้ตลอดเวลา แก้ไขหรือป้องกันโดยเลิกใช้อุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้โดยเร็ว

 
* เป็นโรคบางอย่างที่ทำให้มีปัญหาในการกลืน อาจเกิดความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลืน ทำให้กลืนน้ำลายไม่ได้ตามปกติ เช่น โรคสมองพิการ โรคพิษสุนัขบ้า โรคสมองอักเสบ เป็นต้น แต่เด็กต้องมีอาการผิดปกติอย่างอื่นให้ตรวจพบด้วย ซึ่งไม่ใช่กรณีลูกของคุณแม่แน่นอน

 
* เป็นโรคภูมิแพ้ ทำให้โพรงจมูกบวม หรือต่อมทอนซิล ต่อมอดีนอยด์ โตผิดปกติซึ่งทำให้ต้องหายใจผ่านโพรงจมูกที่แคบลง จึงได้อากาศไม่เพียงพอ ต้องอ้าปากช่วยหายใจ ทำให้น้ำลายไหลออกมา แก้ไขได้โดยการปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาโรคภูมิแพ้ให้ดีขึ้น ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกยุบบวมลง จะได้หายใจทางจมูกได้

 
* ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่เป็นคนน้ำลายเยอะเท่านั้นเอง เป็นความหลากหลายตามธรรมชาติ เหมือนคนที่มีเหงื่อออกมากน้อยไม่เท่ากัน แก้ไขได้โดยฝึกให้ลูกรู้จักกลืนน้ำลายให้เป็น ผลิตออกมามากก็ต้องกลืนให้ทัน ซึ่งฝึกได้โดยการเอามือลูบจากบริเวณคางลงมาตามลำคอของลูก การนวดสัมผัสบริเวณแก้มและปาก และการฝึกให้ลูกขยับขากรรไกรขึ้นลงคล้ายๆกับการเคี้ยวข้าวซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งแรงขึ้น

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทยื ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

ขลิบ

ขลิบ หรือไม่ขลิบ ให้ลูกน้อยดี?

การ “ขลิบ” อวัยวะเพศชาย เป็นการช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ดี เพราะสามารถรูดหนังหุ้มอวัยวะเพศให้เปิดออกมาทำความสะอาดได้ง่าย สามารถทำได้ทุกช่วงวัย คุณพ่อ คุณแม่หลายคนนิยมให้ลูกน้อยขลิบตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะกลัวว่าลูกน้อยจะเจ็บ เครียด และจดจำฝังใจไปจนโต

Continue reading “ขลิบ หรือไม่ขลิบ ให้ลูกน้อยดี?”

ลูกโมโหจนอ้วก

หากลูกโกรธมากจนร้องไห้อย่างหนักแล้วอาเจียนหนึ่งครั้งแล้วไม่เป็นอีกเลย ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ คุณแม่อาจกังวลว่า การที่ลูกโกรธมากๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตในอนาคตหรือไม่ และเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจว่าควรตามใจลูกหรือไม่ยอมตามใจลูก จนทำให้ลูกร้องไห้อย่างหนักถึงขั้นอาเจียนหรือเสียงแหบ ควรทำดีหรือไม่ คุณแม่อาจเคยดูทีวีหรืออ่านนิยายที่พบว่า บางคนโกรธจนกระอักเลือดเสียชีวิต หรือผู้สูงอายุบางคน (เช่นพ่อพระเอกในเรื่องสวรรค์เบี่ยง) โกรธมากจนความดันขึ้น เส้นเลือดสมองแตกหรือหัวใจวาย

 
โชคดีที่ในเด็กไม่มีภาวะอะไรเป็นข้อห้ามว่าห้ามโกรธ เพราะอย่างมากก็แค่อาเจียนเอาอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปอิ่มๆ ออกมา หรือเสียงแหบไป 3 – 4 วัน หากไม่อยากให้ลูกอาเจียน ก็ให้พึงระวังอย่าทำให้ลูกโกรธหลังกินอิ่มใหม่ๆ (แต่เด็กบางคนก็มีปัญหากล้ามเนื้อหูรูดที่หลอดอาหารและกระเพาะอาหารไม่แข็งแรงอยู่แล้ว จะอาเจียนได้ง่ายตลอดเวลา) แต่การไม่ทำให้ลูกโกรธไม่ได้แปลว่าให้ตามใจลูก เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เกิดผลเสียต่อนิสัยของลูก ทำให้เป็นคนเอาแต่ใจ ขัดใจไม่ได้ และสังคมไม่ยอมรับ ท้ายที่สุดตัวลูกเองจะเป็นคนที่ไม่มีความสุข

 
การฝึกให้ลูกไม่เป็นคนโกรธง่าย ขั้นแรกคือ คุณต้องควบคุมอารมณ์ให้นิ่ง ไม่โมโหหรือหงุดหงิดโต้กลับ ควรใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ เอาของเล่นมาล่อหรือทำตลกให้ลูกดู เพื่อให้เขาลืมเรื่องที่โกรธอยู่ ไม่ยั่วยุเย้าแหย่ลูก คอยสังเกตอย่าให้ลูกหิว ง่วงนอน หรือเริ่มเหนื่อย เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้ฉุนเฉียวง่าย ควรสอนให้ระงับความโกรธเป็น โดยการเป็นตัวอย่างที่ดี เช่น ฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ นับ 1 – 10 คุณแม่ทดลองดูนะคะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags