เคล็ด(ไม่) ลับ สำหรับลูกกินน้อย

ลูกวัยสองขวบ หากเป็นเด็กชายควรมีน้ำหนักตัว 10 – 15 กิโลกรัม และหากเป็นเด็กหญิงควรมีน้ำหนักตัว 9.5 – 14.5 กิโลกรัม ถ้าลูกมีน้ำหนักอยู่ในช่วงดังกล่าว มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย มีพัฒนาการสมวัย และเป็นเด็กที่กินแต่อาหารมีประโยชน์ คืออาหารหลัก 5 หมู่ กินข้าว 3 มื้อ มื้อละ 4 – 5 ช้อนโต๊ะ นม 2 – 3 กล่อง กินผลไม้เป็นอาหารว่าง ไม่กินขนมหวานเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ได้เป็นเด็กอ้วนหรือน้ำหนักตัวมากเพราะอาหารประเภทจั๊งค์ฟู้ดหรืออาหารขยะ หรือเป็นเด็กที่น้ำหนักตัวขึ้นเพราะกินนมรสหวานบางยี่ห้อ ถึงจะมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ค่าต่ำสุดของช่วงดังกล่าวก็ถือว่าเป็นปกติค่ะ

 
ผลการวิจัยระบุว่า เด็กที่ดูอ้วนตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อโตขึ้นจะมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน หรือบางคนตอนเด็กมีรูปร่างผอม แต่ถูกเลี้ยงดูให้มีวินัยเรื่องการกินที่ไม่ดี อนุญาตให้กินขนมหวานอย่างเต็มที่เพื่อเป้าหมายในการทำน้ำหนักเพียงอย่างเดียว ชมเชยว่าเก่งเมื่อลูกกินได้มากๆ ทำให้เขามีนิสัยการกินที่ไม่ดีติดตัวไปจนโต เมื่อโตขึ้นก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีโรคอ้วนและโรคอื่นๆ ตามมา

 
เด็กวัยสองขวบต้องการแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับนม 3 แก้ว หรือน้อยกว่านั้นหากได้กินอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่างอื่นด้วย ปริมาณนมวัวไม่ควรมากเกินไป เด็กบางคนได้รับนมมากเกินไปโดยเชื่อว่ายิ่งกินนมมากยิ่งตัวสูง แต่ความเป็นจริงคือจะได้รับไขมันเข้าไปมากจนเป็นโรคอ้วน หรือมีไขมันสะสมในเส้นเลือดตั้งแต่เด็ก หากกินนมรสหวานก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้น ขณะที่ปริมาณแคลเซียมที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะถูกขับออกไปอยู่ดี

 
ในอดีตชาวตะวันตกที่ดื่มนมวัว กินชีสและเนยมากกว่าชาวเอเชียมีโรคเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่าชาวเอเชียซึ่งดื่มนมวัวน้อยกว่า แต่กินถั่วเหลืองและเต้าหู้ที่มีแคลเซียมสูงเช่นกันแต่มีไขมันต่ำ กลับพบว่ามีปัญหากระดูกพรุนน้อยกว่าชาวตะวันตก แสดงว่าแคลเซียมจากถั่วเหลืองไปสะสมที่กระดูกได้ดีเช่นกันหรือดีกว่า ดังนั้น การที่ชาวตะวันตกตัวสูงใหญ่ไม่ได้เป็นเพราะดื่มนมวัวมากกว่า แต่เป็นเพราะความแตกต่างของเผ่าพันธุ์

 
เด็กที่ขาดสารอาหารเพราะยากจน หรือเลือกกินอาหารไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เช่น ขาดธาตุเหล็กและไอโอดีนซึ่งเป็นสารที่สำคัญต่อการพัฒนาของสมอง ถึงแม้จะมีน้ำหนักตัวดี แต่ก็อาจทำให้มีพัฒนาการที่ผิดปกติได้ ขณะที่บางคนมีกระเพาะเล็ก เป็นคนกินได้น้อยเพราะพันธุกรรมเป็นตัวกำหนด แต่ได้รับอาหารที่ดี มีประโยชน์ถึงจะเป็นคนผอมหรือตัวเล็ก แต่ก็จะมีพัฒนาการที่เป็นปกติแน่นอน

 
ลูกของคุณแม่กินข้าว 5 คำ ถือว่าน้อยเกินไป แต่ไม่ได้บอกว่าดื่มนมวันละกี่กล่อง หากดื่มวันละ 2 – 3 กล่องอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเพิ่มนม แต่เน้นให้กินอาหารมากขึ้น หากมีกินขนมจุบจิบหรือดื่มน้ำผลไม้ ให้หยุดค่ะ เพราะน้ำตาลปริมาณมากๆ ในร่างกายจะทำให้ลูกไม่รู้สึกหิว ต้องอดทนต่อเสียงเรียกร้องจะกินแต่ของชอบของลูกให้ได้ ปล่อยให้หิวจนถึงเวลาอาหารมื้อต่อไป เขาจะได้กินข้าวมากขึ้น

 
แต่อย่าคาดหวังว่าลูกจะกินได้มากขึ้นภายใน 2 วัน เพราะอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ถ้าน้ำหนักลดลงบ้างในช่วงแรกก็ไม่ต้องตกใจค่ะ ลองเปลี่ยนเมนูเป็นอาหารคล้ายของผู้ใหญ่ เพราะลูกอาจเบื่ออาหารเด็กเล็ก ลองให้กินเอง ยอมให้สกปรกเลอะเทอะบ้าง ลองใช้จานชามช้อนส้อมที่น่าสนใจหรือใช้มือป้อนอาหารก็ได้ทำบรรยากาศในขณะกินให้ผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียดหรืออ้อนวอนให้กิน จำกัดเวลากินไม่เกิน 45 นาที ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ให้ลูกได้ออกกำลังมากขึ้น บางคนขาดธาตุเหล็กและวิตามินบางตัวอยู่แล้ว เลยทำให้ยิ่งเบื่ออาหาร การให้วิตามินและธาตุเหล็กทดแทนจะทำให้กินได้ดีขึ้น

 
คุณแม่ลองทำดูนะคะ หากลูกกินได้ในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสมแล้ว แต่น้ำหนักตัวยังน้อยอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป คิดเสียว่าโตขึ้นมาจะได้ไม่เป็นคนที่อ้วนง่าย ดีออกค่ะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

Tags

ลูกชอบเก็บของตามพื้นใส่ปาก?!

เด็กวัยนี้เป็นวัยอยากเรียนรู้ ชอบสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า (ดู ฟัง ดม ชิม และ สัมผัส) เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์และพัฒนาสมอง การห้ามไม่ให้จับโน่นนี่หรือขังเด็กไว้ในคอกกั้นเด็ก อาจปิดกั้นพัฒนาการและทำให้เด็กเป็นคนขี้กลัวไม่มั่นใจในตัวเอง แต่หากปล่อยให้ทำโดยขาดการดูแลอย่างใกล้ชิดอาจมีอันตรายตั้งแต่อาการเจ็บป่วยไม่สบาย เนื่องจากได้รับเชื้อโรคเข้าปาก การได้รับสารพิษ เช่น สารตะกั่ว โลหะหนัก หรืออาจเสียชีวิตจากของเล่นหลุดเข้าหลอดลม ทำให้ขาดอากาศ

 
ดังนั้นคุณแม่จึงควร…

 
• จัดสภาพบ้าน ให้ปลอดภัยและเหมาะสำหรับการเรียนรู้ จัดหาของเล่น ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย สามารถเข้าปากได้โดยไม่อันตราย สารพิษต้องเก็บให้ห่างจากมือเด็ก

 
• คอยสอนลูกบ่อยๆ ว่าอะไรที่กินได้ เอาเข้าปากได้ อะไรที่ห้ามเอาเข้าปาก อะไรที่เป็นอันตราย แต่เนื่องจากความเป็นเด็กเล็กไม่สามารถเข้าใจอะไรดีนัก จึงต้องคอยสอนกันบ่อยๆ

 
• บางครั้งการที่คุณแม่ มีความรู้วิธีการช่วยชีวิตในกรณีฉุกเฉินเช่น ของเล่นหลุดเข้าหลอดลม อาจช่วยให้ลูกปลอดภัยยิ่งขึ้นโดยอาจปรึกษาขอความรู้จากคุณหมอเด็กที่ดูแลลูก หรือเข้ารับการอบรมวิธีปฐมพยาบาลจากโรงพยาบาลหรือสถาบันต่างๆ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

ลูกไม่ยอมพูด

ค้นสาเหตุ-แก้ปัญหา: ลูกไม่ยอมพูดเสียที

Q: ลูกไม่ยอมพูด ทั้งที่อายุ 1 ขวบ 8 เดือนแล้ว เอาแต่พยักหน้า ส่ายหน้าและชี้ อย่างนี้ถือว่าพูดช้าแล้วใช่หรือไม่ ดิฉันควรจะทำอย่างไรดีคะ ต้องปรึกษาแพทย์หรือพาเขาไปตรวจอะไรดี

เด็กปกติจำนวนหนึ่งยังไม่พูดจนอายุ 2 – 3 ขวบ ก็มีค่ะ (ลูกและหลานของหมอเอง) แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเข้าใจคำสั่งหรือคำถาม สบตาผู้อื่นได้ดี เวลาอยากได้อะไรจะใช้ภาษากาย เช่น ชี้หรือจูงมือพาไป และมีพฤติกรรมที่เลียนแบบการกระทำของผู้อื่นได้ เช่น เล่นสมมุติคุยโทรศัพท์ ถ้าทำได้ แสดงว่าลูกไม่ผิดปกติอะไร เป็นแค่ความหลากหลายแตกต่างของพัฒนาการแต่ละด้านในเด็กแต่ละคนเท่านั้น เช่น บางคนที่พูดได้เร็ว อาจเดินช้า แต่บางคนที่เดินเร็ว อาจพูดได้ช้ากว่าคนอื่น เป็นต้น

ลูกพูดช้า
ลูกพูดช้า ลูกไม่ยอมพูด

6 สาเหตุ ลูกไม่ยอมพูด หรือพูดช้า

1. หูตึงหรือหูหนวก

อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางบ่อยๆ หากสงสัยว่าลูกไม่ได้ยินให้พาไปตรวจที่แผนกหู เพื่อการวินิจฉัยและใส่เครื่องช่วยฟัง

2. สมองพิการ

ลูกพูดช้าเกิดจากอะไร
ลูกพูดช้า ลูกไม่ยอมพูด

เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โครโมโซมผิดปกติแต่กำเนิด ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะตัวเหลืองมากผิดปกติ การติดเชื้อหรือการได้รับอุบัติเหตุที่สมอง การได้รับสารพิษ เช่น สารปรอท สารตะกั่ว ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าทุกๆ ด้าน ส่วนใหญ่แก้ไขให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้ แต่ช่วยเหลือให้ดีขึ้นได้ด้วยนักกายภาพบำบัด นักฝึกพูด และนักกระตุ้นพัฒนาการ

อ่านต่อ “สาเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้า ข้อ 3-6” คลิกหน้า 2

วิธีดูแลเจ้าหนูเลือกกิน

Q. ลูกชายวัย 2 ขวบ 5 เดือนมีปัญหาเลือกกินอาหาร ทุกวันนี้ยอมกินแต่นมกับโจ๊กฟักทองใส่ไข่เท่านั้น ส่วนอาหารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ (ไก่ ปลา หรือหมู) ผักใบเขียว มะกะโรนี แครอท หรือแม้แต่ก๋วยเตี๋ยว ลูกไม่ยอมกินเลย บอกว่าเหม็นค่ะ มีวิธีแก้ไขอาการเลือกกินนี้บ้างไหมคะ

คนเรามีความชอบไม่เหมือนกัน เช่น บางคนชอบหน้าร้อน จะได้ไปทะเล ถ้าร้อนมากก็อาศัยเปิดแอร์ แต่บางคนชอบหน้าหนาว เพราะเหงื่อไม่ออก ไม่ชอบเหนอะหนะ ดังนั้นเรื่องกินก็เช่นเดียวกัน มีเด็กชอบกินผัก ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ก็มีเด็กเกลียดผัก กินเนื้อสัตว์ได้ และมีเด็กที่เลือกมาก ไม่กินอะไรสักอย่าง หมอขอตอบเป็นประเด็นกว้างๆ เผื่อเด็กที่มีความชอบและไม่ชอบแตกต่างไปจากเจ้าของ

คำถามนะคะ

ประเด็นไม่กินเนื้อสัตว์เลย ไม่ต้องกังวลค่ะ ความจริงคือเราไม่จำเป็นต้องได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ มีคนกินมังสวิรัติมากมายบนโลกใบนี้ และงานวิจัยพบว่าอาหารสุขภาพ คืออาหารที่เน้นพืชผัก ธัญญาหาร ถั่วเมล็ดแห้ง และผลไม้สด เราพบว่าเด็กที่กินมังสวิรัติมีสุขภาพดีกว่า พบปัญหาโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมะเร็งน้อยกว่าเด็กที่ชอบกินเนื้อสัตว์ การกินอาหารที่มีถั่วฝัก ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้ สาหร่าย ธัญญาหาร เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ลูกเดือย เห็ด และผักผลไม้ชนิดต่างๆ เด็กก็สามารถได้โปรตีน เส้นใยอาหารที่มีคุณค่า และสารอาหารที่จำเป็นเกือบทุกชนิดจากอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ ขาดเพียงแต่วิตามินบี 12 เท่านั้น จึงควรเสริมวิตามินรวมให้กินทุกวัน ในกรณีที่เป็นมังสวิรัติ 100 เปอร์เซ็นต์ (แต่ลูกคุณแม่ยอมกินไข่ จะไม่ขาดวิตามินบี 12) คุณแม่ลองทำอาหารประเภทนี้ให้ลูกกินดูว่าชอบหรือไม่ ถ้าชอบก็โชคดีเลยค่ะ เพราะเป็นอาหารสุขภาพจริงๆ มีผลดีต่อสุขภาพของลูกระยะยาวแน่นอน

ประเด็นไม่กินผักใบสีเขียว เช่น บรอกโคลี คะน้า ผักโขม ปวยเล้ง กะหล่ำปลี และผักใบสีเขียวทุกชนิด ผักเหล่านี้มีแคลเซียมจำนวนมาก ธาตุเหล็ก และวิตามินหลายชนิด หากลูกไม่ยอมกินผักใบเขียว แก้ไขโดยการให้วิตามินรวมที่มีธาตุเหล็ก และประเมินดูว่าได้รับแคลเซียมจากอาหารประเภทอื่นเพียงพอแล้วหรือยัง เช่น งาดำ นม ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง ถ้ายังไม่พอให้เสริมเป็นแคลเซียมเม็ดไปก่อน

ประเด็นไม่ยอมกินผักอื่นๆ ในแต่ละมื้ออาหารควรมีเมนูที่เป็นผักอยู่ประมาณ 25 – 30 เปอร์เซ็นต์ ผักที่ใช้ควรเลือกชนิดสดใหม่ เพื่อให้ได้วิตามินมากที่สุด และรสชาติดี ถ้าเป็นผักออร์แกนิกหรือผักปลอดสารพิษจะดีไม่น้อย การปรุงผักอย่างถูกต้องจะช่วยรักษาคุณค่าของอาหารและทำให้เด็กกินผักได้มากขึ้น ควรใช้ผักมากกว่า 1 อย่างในแต่ละมื้อ เลือกชนิดที่เด็กชอบ ไม่ควรใช้วิธีบังคับ แต่ให้ใช้วิธีเปลี่ยนชนิดผักหลายๆ ครั้งเข้า เด็กอาจอยากลองในวันใดวันหนึ่ง

ส่วนน้ำผักคั้นสดๆ ที่ขายกันตามซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องระวังเรื่องสารเคมีตกค้างและความสะอาด เพราะอาจไม่ได้ล้างสะอาดเพียงพอ รวมถึงมือของผู้ผลิตอาจไม่สะอาดก่อนจะมาจับผักผลไม้ หากเป็นไปได้ คุณแม่ควรทำเองที่บ้าน โดยซื้อหนังสือสูตรทำน้ำผักผลไม้ แล้วทำกันสดๆ ให้ลูกกินทุกวัน หากเป็นแบบปั่นหรือสมู้ตที จะมีประโยชน์กว่าแบบคั้นแยกกาก เพราะลูกจะได้เส้นใยจากผักผลไม้ด้วย

หาสูตรวิธีทำผักเป็นอาหารอย่างไรให้ลูกชอบกิน เริ่มจากผักที่กินง่ายๆ ไม่เหม็นเขียว เช่น เอามาปั่นให้ละเอียดคลุกกับเนื้อสัตว์แล้วทอด หรือยัดไส้แตงกวาทำน้ำแกงจืด หรือนึ่งผักแล้วหั่นหรือกดพิมพ์เป็นรูปทรงน่ารัก กินเปล่าๆ เป็นอาหารว่างหรือจิ้มกับซอสสุขภาพ (ทำจากผลไม้ไม่เติมเกลือและน้ำตาลมากเกินไป) อ่านหนังสือที่สอนเกี่ยวกับการกินผักให้ลูกฟัง ตั้งชื่อผักเป็นตัวการ์ตูนที่ลูกชอบ ฝากคุณครูหรือคุณหมอช่วยพูดให้ลูกกินผัก ที่สำคัญคือ คุณควรกินให้ลูกดูเป็นแบบอย่าง ในช่วงที่กำลังฝึกกินผัก แต่ยังได้ไม่มาก ให้เสริมวิตามินรวมกินทุกวัน

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

จัดการปัญหาสุดฮิต ลูกดูดนิ้วไม่เลิกรา

ในชีวิตการเป็นหมอเด็ก ปัญหาดูดนิ้วเป็นคำถามสุดฮิตอันดับต้นๆ เพราะพบบ่อยมาก

 
ลูกชายคนเล็กของหมอเองก็ชอบดูดนิ้วจนอายุ2 ขวบ (ลูกสาวคนโตไม่เป็นค่ะ ทั้งที่พ่อแม่เดียวกันเลี้ยงดูแบบเดียวกัน) คุณยายยังแซวว่าเป็นเพราะหมอมัวแต่ทำงาน ไม่มีเวลาดูแลลูก ลูกเลยมีปมด้อยติดดูดนิ้ว เคยลองทาฟ้าทะลายโจรและบอระเพ็ดแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เพราะลูกดูดจนจืด

 
สุดท้าย คุณยายใช้วิธีทายาหมึกม่วงที่มือทั้งสองข้าง (Gentian Violet) ซึ่งเป็นยาโบราณใช้ทาเชื้อราในปาก ไม่เป็นอันตราย เมื่อลูกเอามือเข้าปากดูด ปากและฟันก็จะเป็นสีม่วงล้างก็ไม่ออก ทาซ้ำทุกวันเป็นเวลา 3 วันต่อเนื่อง ช่วงนั้นลูกจะร้องไห้โวยวายให้พาไปล้างมือ แต่สีก็ไม่หลุดอยู่ดี จากนั้นลูกก็เลิกดูดนิ้วไปเลย เพราะกลัวสีม่วงๆ ดำๆ

 
ช่วงนี้ต้องให้ความสนใจลูกมากขึ้น พยายามหากิจกรรมที่ใช้มือทำเพื่อให้ลูกไม่เบื่อไม่เหงา ลูกจะได้ไม่หงุดหงิด งอแงที่ไม่ได้ทำสิ่งที่เคยชินเช่น โยน-รับลูกบอลระบายสี ร้อยเชือกต่อเลโก้ คุณแม่ลองใช้วิธีนี้ดูได้ค่ะ เพราะลูกกำลังอายุใกล้เคียงกับลูกของหมอตอนที่ใช้วิธีนี้ได้ผลแต่หากเป็นเด็กที่เล็กมากๆ อาจไม่รู้เรื่อง มือสีดำๆ ม่วงๆ ฉันก็ไม่แคร์ ก็อาจไม่ได้ผล คงต้องใช้วิธีล่อหลอกให้เล่นอะไรเพลินๆ เพื่อให้ดูดนิ้วน้อยลงไปเรื่อยๆ

 
เด็กที่ชอบดูดนิ้วพบได้บ่อยทั้งในเด็กปกติเด็กขาดความอบอุ่น และเด็กสมองทึบ สาเหตุที่ลูกชอบดูดนิ้วในเด็กปกติส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาค้นพบโดยบังเอิญว่า การดูดนิ้วช่วยแก้เหงาแก้เบื่อ ช่วยกล่อมตัวเองให้หลับได้ง่าย

 
อันตรายของการดูดนิ้ว ได้แก่ การได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ปาก ทำให้ป่วยบ่อย ทำให้ฟันผิดรูปเช่น ฟันเหยิน ฟันเก ช่องปากผิดรูป ปากเจ่อเพดานปากโค้งผิดรูป นิ้วมือเป็นแผลหรือด้านทำให้พูดช้าหรือพูดไม่ชัด น้ำลายไหลยืด เสียบุคลิกภาพ ถูกล้อเลียน พัฒนาการด้านการใช้มือช้ากว่าวัย เนื่องจากไม่ได้ใช้มือทำกิจกรรมต่างๆอาจมีปัญหากินยาก น้ำหนักขึ้นน้อย เนื่องจากดูดนิ้วจนไม่อยากดูดนม ไม่อยากกินข้าว

 
กรณีเด็กปกติ หากไม่บังคับ แต่ปล่อยให้ลูกดูดนิ้วไปเรื่อยๆ โดยพยายามหากิจกรรมเสริมทักษะตามวัยให้ลูกไม่เบื่อ ลูกจะเลิกดูดนิ้วได้เองเมื่ออายุประมาณ 4 – 5 ขวบ เพราะเขาเริ่มรู้จักหากิจกรรมอื่นทำแก้เหงาหรือเบื่อเองได้ เริ่มรู้จักนอนหลับได้ด้วยตัวเอง เรื่องโครงสร้างของฟันและปากจะดีขึ้นได้เองก่อนฟันแท้จะมา ส่วนแผลที่นิ้วหรือนิ้วด้านก็จะหายได้

 
บางคนเลิกดูดนิ้วเวลากลางวันได้แล้ว แต่ยังคงดูดเวลาก่อนนอนเพื่อใช้กล่อมตัวเองให้หลับกรณีนี้อาจปล่อยให้ลูกดูดไปก่อน เนื่องจากปัญหาติดเชื้อโรคน้อยลงไปมาก เพราะลูกล้างมือสะอาดก่อนเข้านอน จะได้ไม่ต้องหักหาญน้ำใจลูก ในที่สุดเมื่อลูกโตขึ้นจะมีทักษะในการหลับได้เองโดยไม่ดูด

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

ลูกไม่กินข้าว

วิธีรับมือ ลูกไม่กินข้าว นอกจากนม

ทำอย่างไรกันดีเมื่อ ลูกไม่กินข้าว ไม่กินอะไร นอกเสียไปจากนม … คุณหมอสุธีรา มีคำแนะนำจากประสบการณ์ตรงมาฝากกันค่ะ

 

 

ปัญหาโลกแตกของทุกครอบครัว เมื่อลูกน้อยออกอาการ ไม่อยากกินข้าว ไม่อยากผลไม้ นอกจากนม! ซึ่งวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะขอหยิบยกเรื่องราวของคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ชื่อดัง ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิดมาฝากกันค่ะ โดยคุณหมอเล่าว่า

ลูกชายหมออายุ 6 ขวบ มีนิสัยไม่ชอบกินผักผลไม้โดยสมัครใจที่ผ่านมาต้องใช้วิธีต่อรองบ้าง ติดสินบนบ้าง ก็พอกินได้บ้าง แต่พอเข้า ป.1 อาจเพราะเรียนหนักขึ้น เลิกเรียนลูกจะหิวโซ ตอนไปรับกลับบ้าน อยู่บนรถเจ้าลูกชายหยิบผลไม้กินเอง เคี้ยวตุ้ย ๆ เพราะความหิวค่ะ ไม่ต้องคะยั้นคะยอเลย ส่วนลูกสาวเธอกินได้ทุกอย่าง แต่ช้ามาก ถ้าวันไหนออกกำลังกายจะกินได้เร็วมากเป็นพิเศษ สำหรับวิธีการรับมือนั้น คุณหมอแนะนำดังนี้ค่ะ

ลูกพูดไม่ชัดสักที ทำอย่างไรดี?

Q: ลูกวัยอนุบาลยังพูดไม่ค่อยชัด ขณะที่เพื่อนๆ ที่โรงเรียนพูดชัดแล้วหลายคน อยากทราบว่าโดยทั่วไปเด็กควรพูดชัดตอนกี่ขวบ และถ้าถึงวัยแล้วเขายังพูดไม่ชัด จะทำอย่างไรดี

เด็กบางคนพูดชัดตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 3 ขวบ บางคนก็ยังพูดไม่ชัดตอนเข้าโรงเรียนอนุบาล การพูดชัดหรือไม่ชัดไม่ได้เป็นตัววัดระดับสติปัญญา แต่เป็นเรื่องของการควบคุมกล้ามเนื้อปากและลิ้น ซึ่งแต่ละคนเร็วช้าไม่เท่ากัน เหมือนพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น การเดิน การขับถ่าย ฯลฯ

คุณพ่อคุณแม่ควรแสดงให้ลูกรู้ว่าการออกเสียงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เด็กๆ มักออกเสียงคำง่ายๆ ได้ก่อน เช่น อ้ำ หม่ำ ป๊า สำหรับคำยากๆ คงต้องขอเวลาอีกสักนิด ส่วนของปากที่ใช้ในการออกเสียงของหนูน้อยยังเติบโตและพัฒนาไม่เต็มที่ ตัวอักษรบางตัวและเสียงบางเสียง เช่น ตัวควบกล้ำ จึงออกเสียงยากเกินไปสำหรับวัยนี้

หากอยากฝึกให้เขาพูดคำบางคำได้ ก็ลองบอกให้ลูกมองปากและพูดตามคุณ ถ้าลูกยังออกเสียงไม่ได้จริงๆ หรือไม่รู้วิธีใช้คำที่ถูกต้อง ก็ให้เวลาเขาได้ฝึกหรือลองผิดลองถูกต่อไปอีกสักนิด แล้วค่อยปรึกษาคุณหมอให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น

ถ้าลูกอายุ 3 ขวบแล้ว และยังพูดชัดน้อยกว่าร้อยละ 50 คุณแม่ไม่ควรรีรอที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อถามถึงความเป็นไปได้ในความผิดปกติ เช่น หูได้ยินไม่ชัด ลูกติดนิสัยการดูดบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ เช่นจุกหลอก ดูดนิ้ว ลูกเลียนแบบการพูดไม่ชัดจากทีวีหรือพี่เลี้ยงต่างด้าวหรือไม่ จะได้รีบทำการแก้ไข เพราะการพูดไม่ชัดอาจส่งผลถึงความสามารถด้านการเรียนและการพัฒนาความมั่นใจในตัวเองของลูกอีกด้วย

หากคุณหมอประเมินว่าลูกไม่ได้มีความผิดปกติแต่อย่างใด นักฝึกพูดอาจช่วยลูกได้ โดยแนะนำทักษะการฝึกฝนให้แก่คุณ การฝึกเบื้องต้นเช่น การฝึกเคี้ยวอาจช่วยลูกได้เช่นกัน เช่น ให้เคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาล แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ติดคอลูกหรือกลืนลงไป หรือฝึกเคี้ยวผักผลไม้ เช่น แครอทหรือเซเลอรี่หั่นบางๆ

มีข้อควรระวังและควรทำในการดูแลลูกระหว่างนี้คือ

  • ไม่ควรล้อเลียน เพราะลูกจะยิ่งอายและไม่กล้าพูด
  • ไม่ควรแกล้งพูดไม่ชัดเหมือนลูก เพราะลูกจะไม่ได้เลียนแบบการพูดที่ถูกต้อง
  • ไม่ตำหนิหรือแสดงอาการหงุดหงิดเวลาลูกพูดไม่ชัด เพราะทำให้ลูกไม่มีความสุข
  • อย่าเอาแต่บังคับให้ลูกพูดซ้ำจนกว่าจะชัด เพราะลูกจะหงุดหงิด เช่น ถ้าลูกพูดว่า หนูยักแม่Ž ให้คุณพูดตอบลูกว่า แม่ก็รักหนูจ้ะลูกŽ
  • ควรตั้งใจฟังทุกครั้งที่ลูกพูด สนับสนุนให้ลูกได้พูดอย่างเต็มที่ และแสดงความชื่นชมเวลาที่ลูกพูดได้ถูกต้อง

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการเว็บไซต์

Tags

ปัญหาคาใจ "ฟันขึ้นช้า" และ "ฟันเก"

ปัญหาคาใจ “ฟันขึ้นช้า” และ “ฟันเก”

ลูกอายุ 1 ขวบ 2 เดือนครึ่ง ฟันบนกับฟันล่างเพิ่งขึ้นพร้อมกัน แต่ขึ้นอย่างละ 1 ซี่เท่านั้น มีฟันล่างที่เพิ่งขึ้นตามมาอีก 1 ซี่ เท่าที่รู้มาเด็กคนอื่นจะขึ้นพร้อมกันอย่างละ2 ซี่ อยากถามว่าฟันลูกขึ้นช้าไปไหม เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง เป็นไปได้หรือไม่ว่าเกิดจากการที่เขานอนน้อยลงในช่วงนี้ที่กำลังหย่านม อีกข้อที่สงสัยคือ ฟันน้ำนมเขาเก ถ้าฟันแท้ขึ้นจะเกด้วยหรือเปล่า ถ้าใช่ จะเริ่มจัดฟันได้ตั้งแต่เมื่อไรคะ

เด็กแต่ละคนมีฟันขึ้นเร็วช้าแตกต่างกัน โดยทั่วไปฟันซี่แรกจะเริ่มขึ้นในช่วงอายุ 6 – 12 เดือน ส่วนใหญ่จะเริ่มขึ้นที่ฟันกลางล่างก่อน แต่บางคนอาจขึ้นข้างบนหรือด้านข้างก่อนก็ได้ อาจมาทีละซี่หรือมาพร้อมกันหลายซี่ก็ได้ หากลูกเป็นเด็กที่สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวพัฒนาการปกติ ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด (โรคบางโรค ยาบางอย่าง การได้รับรังสีรักษามะเร็งทำให้ฟันไม่ขึ้นหรือขึ้นช้าผิดปกติ แต่เด็กต้องมีอาการผิดปกติด้านอื่นด้วย ส่วนการนอนน้อยหรือได้รับแคลเซียมไม่พอ ไม่ได้เป็นสาเหตุของฟันขึ้นช้า) สำหรับเด็กที่มีฟันขึ้นแล้วต้องได้รับการดูแลทำความสะอาดฟันและรับฟลูออไรด์เคลือบฟัน รวมถึงพาไปตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำจากทันตแพทย์ เพื่อให้มีสุขภาพฟันที่แข็งแรงตลอดไป

ฟันน้ำนมเกไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าฟันแท้จะเกด้วย บางคนฟันน้ำนมเกเพราะดูดขวดติดจุกหลอก หรือดูดนิ้ว แต่เมื่อฟันแท้ขึ้นเลิกนิสัยติดขวดหรือจุกหลอกได้แล้วจึงไม่มีปัญหา บางคนฟันน้ำนมไม่เกแต่ฟันแท้เกเพราะฟันแท้ซี่ใหญ่กว่าฟันน้ำนม แต่เด็กมีพื้นที่ของกรามไม่พอให้ฟันแท้อยู่ จึงอยู่กันเบียดเสียด (อาจเป็นลักษณะทางพันธุกรรม) หรือบางคนฟันแท้เกเพราะอาจมีปัญหาฟันน้ำนมผุ หรือเกิดอุบัติเหตุทำให้ฟันน้ำนมหลุดไปก่อนเวลา ทำให้ฟันแท้ขึ้นมาโดยไร้แนวทาง

หากลูกมีปัญหาฟันแท้เก แก้ไขโดยการจัดฟัน โดยพาลูกไปพบทันตกรรมจัดฟันเฉพาะทาง (ควรเลือกคุณหมอที่จบเฉพาะทางด้านนี้โดยตรง ไม่ใช่ทันตกรรมทั่วไป) โดยพาไปปรึกษาได้ตั้งแต่ฟันแท้ซี่แรกขึ้น (อายุประมาณ 7 ขวบ) หากรู้ว่าลูกมีปัญหาฟันเกแน่นอน เช่น เป็นเด็กกรามเล็ก เคยเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ พ่อแม่ฟันเกทั้งคู่ เพื่อคุณหมอจะได้วางแผนการรักษาเบื้องต้นและระยะต่อไปได้อย่างเหมาะสม ส่วนในรายที่เป็นไม่มากอาจรอจนอายุ 12 ปี หรือฟันแท้ขึ้นครบก่อนก็ได้ บางคนมาจัดตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังทำได้ค่ะ

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ภาพ: shutterstock

ลูก2ขวบน้ำลายไหล ผิดปกติหรือเปล่า?

น้ำลายไหลในเด็กเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่การน้ำลายไหลของลูกมักเป็นตามช่วงอายุ เช่น อายุ 3-4 เดือน และจะหายไปเองได้ แต่ถ้าอายุ 2 ขวบกว่าแล้ว ยังมีอาการน้ำลายไหลอยู่ เรียกว่าผิดปกติหรือไม่ เรามีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากค่ะ

Q: ลูกอายุ 2 ขวบกว่าแล้ว ยังมีน้ำลายไหลยืดอยู่เลยไม่ทราบว่าผิดปกติหรือเปล่าคะ

เด็กๆ บนโลกนี้มี 2 แบบค่ะ คือ แบบน้ำลายไหลเยอะกับน้ำลายไม่ไหล ลูกของหมอทั้ง 2 คนเป็นแบบน้ำลายไม่ไหล ไม่เคยต้องใช้ผ้ากันน้ำลายเลย แต่จากการที่เป็นหมอเด็ก ได้พบเด็กคนอื่นๆ จึงรู้ว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยเลยที่มีน้ำลายไหลยืดเยอะมากๆ จนผ้ากันน้ำลายไม่พอใช้เพราะเปียกตลอดเวลา นั่นแสดงว่าเด็กปกติก็มีน้ำลายไหลยืดเยอะๆ ได้ และอาจไม่หายจนกว่าจะอายุ 3 – 4 ขวบ บางคนอายุมากแล้วก็ยังมีไหลบ้างเวลาที่เคลิ้มๆ หรือทำอะไรเพลินๆ ก็ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีพัฒนาการปกติสมวัย วิธีที่อาจทำให้หายได้เร็วขึ้นเช่น การฝึกเป่าห่วงยาง เป่าลูกโป่ง (ต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแล) และฝึกดูดหลอด โดยแม่เอามืออุดหลอดไว้ การนวดกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ปาก การบริหารกล้ามเนื้อรอบปากเช่น ทำแก้มป่อง ทำปากจู๋

เด็กที่มีความผิดปกติทางสมองหรือระบบประสาทหรือเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ เช่น ออทิสติก จะพบปัญหาน้ำลายไหลยืดได้บ่อย ซึ่งมักไม่ดีขึ้นแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ลูกล้มหัวฟาดพื้น

ลูกล้มหัวฟาดพื้น อุบัติเหตุใกล้ตัวลูกน้อย

มีคุณแม่คนหนึ่งโพสต์เล่าเรื่องราวของลูกชาย เมื่อ ลูกล้มหัวฟาดพื้น เพราะตกจากที่นอนสปริงธรรมดา แล้วศีรษะฟาดพื้น ตอนแรกลูกน้อยร้องไห้ตามปกติ คุณพ่อก็อุ้มขึ้นมาปลอบ จนลูกชายนอนดูดน้ำ แล้วอีกสักพักก็ร้องไห้ขึ้นมาอีก คุณพ่อจึงอุ้มลูกขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าลูกมีอาการชักเกร็ง

Continue reading “ลูกล้มหัวฟาดพื้น อุบัติเหตุใกล้ตัวลูกน้อย”

อาเจียนหนัก เกิดจากอะไร

อาการอาเจียนเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งในและนอกระบบทางเดินอาหาร หรืออาจเกิดจากปัญหาทางจิตใจ หากอาเจียนรุนแรงจะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ขาดอาหาร ขาดน้ำ เสียสมดุลเกลือแร่ในเลือด จนเด็กมีอาการซึม ต้องแก้ไขด้วยการให้น้ำเกลือทดแทน
ถ้าเป็นการอาเจียนแบบเฉียบพลัน (เป็นไม่นาน เมื่อหายแล้วไม่กลับมาเป็นซ้ำๆ อีก)มักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารเช่น อาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบ หรือมีภาวะลำไส้อุดตันเพราะลำไส้กลืนกัน อวัยวะในช่องท้องอักเสบ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ตับอักเสบ
แต่อาการของลูกคุณแม่น่าจะเป็นการอาเจียนแบบเรื้อรังมากกว่า (เป็นมานานแล้วพอดีขึ้นเป็นปกติ ก็กลับมาเป็นใหม่ซ้ำๆ)คุณแม่ไม่ได้บอกอายุลูกมาด้วย หมอจึงขอตอบกว้างๆ ว่า สาเหตุอาจเกิดจาก
– ความผิดปกติของลำไส้แต่กำเนิด เช่นลำไส้อยู่ผิดตำแหน่ง ลำไส้ตีบแคบเป็นบางส่วน ลำไส้บีบตัวช้าผิดปกติ กล้ามเนื้อหูรูดที่หลอดอาหารทำงานผิดปกติ โรคแผลในกระเพาะอาหาร วินิจฉัยได้โดยการเอกซเรย์การกลืนหรือสวนแป้ง การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร และการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง รักษาได้โดยการผ่าตัดหรือใช้ยา
– หากเป็นทารกหรือเด็กเล็ก อาจมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว หรือตัวเด็กเองมีอาการภูมิแพ้ทางระบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีผื่นแพ้แพ้อากาศ ไซนัส และหอบหืด ซึ่งเด็กมักเริ่มมีอาการอาเจียนหลังเปลี่ยนจากนมแม่เป็นนมวัวได้ไม่นาน อาจมีอาการปวดท้องและถ่ายเหลวด้วยก็ได้ วินิจฉัยได้โดยการให้งดนมวัวสักระยะเพื่อดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ แล้วลองกลับมากินใหม่เพื่อพิสูจน์ ส่วนการทดสอบทางผิวหนังหรือเจาะเลือดจะไม่แม่นยำแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
– ความผิดปกติของสมอง เช่น มีเนื้องอกซึ่งทำให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้น หรือมีเนื้องอกอยู่ในตำแหน่งศูนย์ควบคุมการอาเจียนพอดี เด็กมักมีอาการซึมและปวดศีรษะ อาจตรวจพบความผิดปกติทางระบบประสาทและจอประสาทตา วินิจฉัยได้โดยการทำคอมพิวเตอร์สมอง
– ความผิดปกติทางเมแทบอลิก ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดโดยยีนด้อยพบได้ไม่บ่อยนัก เกิดจากการขาดเอนไซม์สำคัญที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ในร่างกายทำให้เด็กเติบโตช้า ดูดนมไม่เก่ง พัฒนาการช้า อาจเป็นโรคลมชัก ตับโต และกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วย มักมีประวัติการเสียชีวิตของพี่น้องตั้งแต่ยังเล็กโดยไม่ทราบสาเหตุ แม่มีประวัติแท้งบ่อย หรือพ่อแม่เป็นเครือญาติกัน (เพราะต่างคนต่างมียีนด้อยชนิดเดียวกันเมื่อยีนด้อยมาเจอกับยีนด้อยจึงมีโอกาสเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ง่ายขึ้น)
– เป็นโรค Cyclic Vomiting Syndromeซึ่งพบบ่อยในเด็กวัย 2 – 7 ขวบ เด็กจะมีอาการอาเจียน ปวดท้อง คลื่นไส้ หน้าซีดปวดศีรษะ ซึม เบื่ออาหาร อาจมีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือหลายวัน แล้วหายเป็นปกติดีระยะหนึ่ง จากนั้นจะกลับมาอาเจียนเหมือนเดิมอีกทุกๆ หลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เมื่อตรวจร่างกายและตรวจทางลำไส้จะไม่พบความผิดปกติ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่ถือว่าเป็นโรคกลุ่มเดียวกับไมเกรน มักมีประวัติไมเกรนหรืออาเจียนแบบเดียวกันในครอบครัว ในรายที่เป็นบ่อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง อาจพิจารณาใช้ยาป้องกัน คล้ายการป้องกันไมเกรน และหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น ช็อกโกแลตและเนยแข็ง

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด
ภาพ : shutterstock

Tags

คราบฟันดำเกิดจากอะไร

คราบฟันดำเกิดจากอะไร

สาเหตุของคราบดำที่ฟัน ส่วนใหญ่เกิดจากสีของธาตุเหล็ก พบในเด็กที่กินยาธาตุเหล็กเพื่อแก้ปัญหาเรื่องซีดหรือโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือในเด็กที่กินวิตามินรวมชนิดที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ คราบดำที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด และจะจางลงได้หากแปรงฟันหรือใช้ผ้าถูฟันทันทีหลังกินยา ทั้งยังหายไปได้เองเมื่อหยุดกินยาหรือเมื่อคุณหมอฟันขัดฟันให้

ในกรณีที่ยังไม่ดีขึ้นทั้งๆ ที่หยุดยาแล้ว หรือลูกไม่ได้กินธาตุเหล็กอยู่ คุณแม่ควรพาไปพบคุณหมอฟันเพื่อตรวจว่าน่าจะเกิดจากสาเหตุใด เพราะคราบดำอาจเป็นอาการแสดงของฟันผุระยะแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าลูกยังกินนมหรือน้ำผลไม้จากขวดและหลับไปทั้งๆ ที่ขวดยังคาอยู่ในปากโดยไม่ได้แปรงฟันให้สะอาด หรือตื่นขึ้นมากินนมมื้อกลางดึก นอกจากนี้อาจเป็นเพราะประสาทฟันตายเนื่องจากเคยได้รับอุบัติเหตุฟันกระแทกมาก่อน หรือสีฟันผิดปกติ เพราะได้รับยาเตตร้าไซคลินตอนอยู่ในครรภ์ ทั้งสองกรณีหลังแก้ไขได้ด้วยการทำครอบฟันปกปิดค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

ฟันขึ้นช้า ผิดปกติไหม

ถ้าลูกไม่ได้มีอาการผิดปกติอื่นๆ มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามปกติ การที่ฟันขึ้นช้า ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติค่ะ สาเหตุอาจเกิดจากพันธุกรรม เช่น ตอนเด็กๆ คุณพ่อหรือคุณแม่อาจฟันขึ้นช้าเหมือนกันและไม่เกี่ยวกับการกินนมแม่ด้วย คุณแม่หลายท่านชอบถามว่า ลูกฟันขึ้นช้าเพราะแคลเซียมในนมแม่น้อยกว่าในนมวัวใช่หรือไม่ คำตอบคือ แคลเซียมในนมแม่มีปริมาณเท่ากับในนมวัว และเด็กก็ดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าด้วยค่ะ

 
การที่ฟันขึ้นช้ามีข้อดีหลายอย่างค่ะ เช่น ไม่กัดหัวนมคุณแม่ในกรณีที่ยังดูดนมแม่อยู่ คุณแม่ไม่ต้องเครียดกับการแปรงฟันให้ลูก (เพราะไม่มีฟันให้แปรง) โอกาสเกิดฟันผุก็น้อยกว่าเพราะบางคนอาจเลิกดูดนมตอนกลางคืนแล้ว แต่เด็กที่ฟันมาเร็ว บางคนมาตั้งแต่อายุ 3-4 เดือนซึ่งเป็นวัยที่ยังดูดนมตอนกลางคืนอยู่-และบางครั้งไม่ได้ดูดน้ำตาม ทำให้มีโอกาสเกิดฟันผุมากกว่า

 
นอกจากนี้การที่ฟันขึ้นช้าไม่ได้มีอุปสรรคต่อการกินข้าว เพราะเด็กสามารถใช้เหงือกเคี้ยวอาหารได้ ลูกคนเล็กของหมอสามารถเคี้ยวข้าวเหนียวได้ตั้งแต่ยังไม่มีฟันสักซี่ ตรงข้ามกับลูกคนโตซึ่งฟันขึ้นเต็มปากแล้ว แต่กลับเคี้ยวข้าวไม่ค่อยเก่ง

 
ส่วนกรณีที่ฟันขึ้นช้าและถือเป็นเรื่องผิดปกติ พบได้ในโรคต่อไปนี้ เช่น โรคต่อมธัยรอยด์หรือต่อมพิทูอิทารีย์ทำงานน้อยกว่าปกติ (ต้องมีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เจริญเติบโตน้อยหรือพัฒนาการช้า) โรคกลุ่มอาการผิดปกติของระบบผิวหนัง ฟัน และเส้นผม เช่น ไม่มีเหงื่อออกที่ผิวหนัง ไม่มีผมและไม่มีฟัน ซึ่งหน้าตาของเด็กที่เป็นโรคนี้จะคล้ายๆกับคุณสังข์ทอง สีใสค่ะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ผื่นแพ้ หรือ ลมพิษ ดูอย่างไร

บางวันในช่วงบ่าย ลูกจะมีผื่นขึ้นที่หลังและแขน-ขาเป็นปื้นๆ พอข้ามคืนก็หายไปเอง แต่เขาหงุดหงิดมากเพราะคัน จะช่วยบรรเทาอาการให้สบายตัวขึ้นอย่างไรดี และควรพาไปพบคุณหมอหรือไม่

อาการของลมพิษ เป็นผื่นแดงนูน อาจมีลักษณะเป็นวงเล็กๆ หรือแผ่ขยายเป็นปื้นและมีอาการคันมาก ลมพิษเป็นสัญญาณของอาการแพ้ คุณแม่ต้องค่อยๆ คิดดูว่าลูกน่าจะแพ้อะไร มีอะไรที่ไม่เคยกิน ไม่เคยใช้ แล้วเพิ่งมาใช้ในช่วงนี้บ้างหรือเปล่า อาจเป็นของเล่น ของใช้ ของกิน (อาหารหลัก อาหารว่าง ขนมขบเคี้ยว ยา วิตามิน) บางคนแพ้เหงื่อตัวเองก็มีค่ะ เวลาอากาศร้อนๆ จะมีผื่นขึ้น แต่พออากาศเย็นหรืออาบน้ำเสร็จอาการก็หายไป

การรักษาคือหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ถ้าแพ้เหงื่อก็ควรใส่เสื้อผ้าบางๆ ที่ระบายความร้อนได้ดี ทาคาลาไมด์โลชั่นให้รู้สึกเย็นเพื่อบรรเทาอาการคัน กินยาแก้แพ้ เช่น เซทเทอริซีนหรือลอราตาดีน ซึ่งจะช่วยคุมอาการแพ้ไม่ให้รุนแรงมากและบรรเทาอาการคันด้วย

ถ้ายังคันมาก อาจกินยาคลอเฟนิรามีน หรือไฮดรอกซิซีนร่วมด้วย และถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ตาบวม ลิ้นบวม แน่นหน้าอก หน้าซีดจะเป็นลม และหายใจลำบาก หรือมีอาการแพ้นานเกินหนึ่งสัปดาห์ หมอแนะนำว่าควรพาไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและดูแลที่เหมาะสมต่อไปค่ะ

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

Tags

การดูแลเมื่อลูกท้องเสีย

หาสาเหตุเพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุ เช่น ถ้าเกิดจากการติดเชื้อ ควรให้ยาฆ่าเชื้อโดยแพทย์เป็นผู้สั่ง ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อให้กินเอง

ถ้าท้องเสียจากการใช้ยา

ให้งดใช้ยาดังกล่าว ถ้าเกิดจากแพ้อาหาร ให้งดอาหารที่สงสัย และถ้าเกิดจากดื่มนมมากเกินไป ให้ลดปริมาณนมหรือชงให้เจือจางลง

ปรับอาหารให้เหมาะสม

โดยงดอาหารจำพวกผัก ผลไม้ ไข่ ของมัน นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว ให้กินครั้งละน้อยๆแต่บ่อยๆ เพื่อให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ทัน จนกว่าอาการท้องเสียจะดีขึ้น ให้กินนมถั่วเหลืองหรือใช้วิธีชงนมวัวให้จางกว่าปกติถ้าลูกไม่ยอมเปลี่ยนนม แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็ไม่ควรให้กินนมวัว เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็ควรค่อยๆกลับมากินตามปกติ เพื่อให้ลำไส้ปรับตัว

ให้น้ำเกลือแร่

เพื่อชดเชยแร่ธาตุที่สูญเสียไป ไม่ควรให้น้ำหวาน น้ำผลไม้หรือน้ำเกลือแร่ชนิดที่ใช้กับนักกีฬา เพราะมีความเข้มข้นของแร่ธาตุและน้ำตาลที่ไม่เหมาะสม จะทำให้ท้องเสียมากขึ้น

ห้ามให้ยาหยุดถ่าย

เพราะอาจทำให้มีเชื้อโรคคั่งในร่างกาย

อาจให้ยา Infloran

ซึ่งเป็นแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสที่ช่วยปรับสมดุลในลำไส้ จะช่วยให้หายท้องเสียเร็วขึ้น

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

เมื่อไหร่ ลูกจะหายน้ำลายยืด

ปัญหาเรื่องน้ำลายไหลในเด็ก พบได้ในเด็กปกติ ส่วนใหญ่มักเป็นไม่นานหรือเป็นตามช่วงอายุ เช่น อายุ 4 เดือน ชอบเล่นน้ำลาย ชอบทำเสียงพ่นน้ำลายออกมา หรืออายุ 6 เดือน เป็นช่วงที่ฟันกำลังขึ้น อาจมีอาการเจ็บที่เหงือก หรืออาจมีอาการเจ็บป่วย ติดเชื้อบางอย่าง เป็นแผลในปาก หรือมีการอักเสบบริเวณช่องปากและลำคอ ทำให้กลืนน้ำลายไม่ได้ น้ำลายจึงยืดออกมา แต่มักเป็นไม่นาน จึงไม่ต้องใช้ผ้ากันเปื้อนหรือผ้ากันน้ำลายตลอดเวลา

 
ข้อเสียของการมีน้ำลายไหลยืดคือทำให้ผิวหนังบริเวณที่โดนน้ำลายเป็นผื่นแดง อักเสบติดเชื้อ ข้าวของหรือหนังสือเสียหายจากน้ำลายที่เปรอะเปื้อน และเด็กเกิดความอับอายเพราะถูกล้อเลียน เด็กที่มีน้ำลายไหลยืดนานกว่าคนอื่นอาจเกิดจากภาวะต่อไปนี้

 
* การสบฟันผิดปกติ ทำให้ปิดปากสนิทไม่ได้ แก้ไขโดยปรึกษาทันตแพทย์

 
* การดูดจุกนมหลอกหรือดูดขวดนมนานเกินไป ทำให้ชินกับการอ้าปากไว้ตลอดเวลา แก้ไขหรือป้องกันโดยเลิกใช้อุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้โดยเร็ว

 
* เป็นโรคบางอย่างที่ทำให้มีปัญหาในการกลืน อาจเกิดความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลืน ทำให้กลืนน้ำลายไม่ได้ตามปกติ เช่น โรคสมองพิการ โรคพิษสุนัขบ้า โรคสมองอักเสบ เป็นต้น แต่เด็กต้องมีอาการผิดปกติอย่างอื่นให้ตรวจพบด้วย ซึ่งไม่ใช่กรณีลูกของคุณแม่แน่นอน

 
* เป็นโรคภูมิแพ้ ทำให้โพรงจมูกบวม หรือต่อมทอนซิล ต่อมอดีนอยด์ โตผิดปกติซึ่งทำให้ต้องหายใจผ่านโพรงจมูกที่แคบลง จึงได้อากาศไม่เพียงพอ ต้องอ้าปากช่วยหายใจ ทำให้น้ำลายไหลออกมา แก้ไขได้โดยการปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาโรคภูมิแพ้ให้ดีขึ้น ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกยุบบวมลง จะได้หายใจทางจมูกได้

 
* ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่เป็นคนน้ำลายเยอะเท่านั้นเอง เป็นความหลากหลายตามธรรมชาติ เหมือนคนที่มีเหงื่อออกมากน้อยไม่เท่ากัน แก้ไขได้โดยฝึกให้ลูกรู้จักกลืนน้ำลายให้เป็น ผลิตออกมามากก็ต้องกลืนให้ทัน ซึ่งฝึกได้โดยการเอามือลูบจากบริเวณคางลงมาตามลำคอของลูก การนวดสัมผัสบริเวณแก้มและปาก และการฝึกให้ลูกขยับขากรรไกรขึ้นลงคล้ายๆกับการเคี้ยวข้าวซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งแรงขึ้น

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทยื ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

ขลิบ

ขลิบ หรือไม่ขลิบ ให้ลูกน้อยดี?

การ “ขลิบ” อวัยวะเพศชาย เป็นการช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ดี เพราะสามารถรูดหนังหุ้มอวัยวะเพศให้เปิดออกมาทำความสะอาดได้ง่าย สามารถทำได้ทุกช่วงวัย คุณพ่อ คุณแม่หลายคนนิยมให้ลูกน้อยขลิบตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะกลัวว่าลูกน้อยจะเจ็บ เครียด และจดจำฝังใจไปจนโต

Continue reading “ขลิบ หรือไม่ขลิบ ให้ลูกน้อยดี?”

ลูกโมโหจนอ้วก

หากลูกโกรธมากจนร้องไห้อย่างหนักแล้วอาเจียนหนึ่งครั้งแล้วไม่เป็นอีกเลย ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ คุณแม่อาจกังวลว่า การที่ลูกโกรธมากๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตในอนาคตหรือไม่ และเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจว่าควรตามใจลูกหรือไม่ยอมตามใจลูก จนทำให้ลูกร้องไห้อย่างหนักถึงขั้นอาเจียนหรือเสียงแหบ ควรทำดีหรือไม่ คุณแม่อาจเคยดูทีวีหรืออ่านนิยายที่พบว่า บางคนโกรธจนกระอักเลือดเสียชีวิต หรือผู้สูงอายุบางคน (เช่นพ่อพระเอกในเรื่องสวรรค์เบี่ยง) โกรธมากจนความดันขึ้น เส้นเลือดสมองแตกหรือหัวใจวาย

 
โชคดีที่ในเด็กไม่มีภาวะอะไรเป็นข้อห้ามว่าห้ามโกรธ เพราะอย่างมากก็แค่อาเจียนเอาอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปอิ่มๆ ออกมา หรือเสียงแหบไป 3 – 4 วัน หากไม่อยากให้ลูกอาเจียน ก็ให้พึงระวังอย่าทำให้ลูกโกรธหลังกินอิ่มใหม่ๆ (แต่เด็กบางคนก็มีปัญหากล้ามเนื้อหูรูดที่หลอดอาหารและกระเพาะอาหารไม่แข็งแรงอยู่แล้ว จะอาเจียนได้ง่ายตลอดเวลา) แต่การไม่ทำให้ลูกโกรธไม่ได้แปลว่าให้ตามใจลูก เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เกิดผลเสียต่อนิสัยของลูก ทำให้เป็นคนเอาแต่ใจ ขัดใจไม่ได้ และสังคมไม่ยอมรับ ท้ายที่สุดตัวลูกเองจะเป็นคนที่ไม่มีความสุข

 
การฝึกให้ลูกไม่เป็นคนโกรธง่าย ขั้นแรกคือ คุณต้องควบคุมอารมณ์ให้นิ่ง ไม่โมโหหรือหงุดหงิดโต้กลับ ควรใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ เอาของเล่นมาล่อหรือทำตลกให้ลูกดู เพื่อให้เขาลืมเรื่องที่โกรธอยู่ ไม่ยั่วยุเย้าแหย่ลูก คอยสังเกตอย่าให้ลูกหิว ง่วงนอน หรือเริ่มเหนื่อย เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้ฉุนเฉียวง่าย ควรสอนให้ระงับความโกรธเป็น โดยการเป็นตัวอย่างที่ดี เช่น ฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ นับ 1 – 10 คุณแม่ทดลองดูนะคะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags