อัพความสดชื่นให้ลูก เมื่อเปิดเทอมอีกครั้ง

คุณพ่อคุณแม่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยคำแนะนำเหล่านี้แล้วละ

 
– ฝึกให้ลูกมองเห็นข้อดีของตัวเอง  หากระดาษมาหนึ่งแผ่น  ให้เขาเขียนข้อดีของตัวเองลงไป  เช่น  เล่นฟุตบอลเก่ง  วาดรูปสวย  หรือว่าคุยสนุก  พอลูกเขียนเสร็จแล้ว  คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยเพิ่มเติมบ้าง  เช่น  น้องแทมมี่เป็นคนยิ้มง่ายŽ  น้องภัทรชอบแบ่งของเล่นให้เพื่อนŽ  ฯลฯ  เอากระดาษแผ่นนั้นติดไว้บนผนังห้องนอนเป็นการเรียกกำลังใจให้ลูกรู้ว่าเขาไม่ใช่คนไร้ค่านะ

 
– ทำตัวให้ร่าเริง  สร้างบรรยากาศภายในบ้านให้สดใสและมีเสียงหัวเราะ  นอกจากช่วยลดความเครียดจากการปรับตัวของลูกแล้ว  ยังทำให้ลูกมีใบหน้าเปื้อนยิ้มติดไปถึงโรงเรียนและทำให้เขาดูเป็นคนน่าคบ  ไม่แน่ ลูกอาจจะได้มุกสนุกๆ ไปเล่าต่อให้เพื่อนใหม่ฟังด้วย

 
– ใช้กิจกรรมให้เป็นประโยชน์  โอกาสที่ลูกจะได้พูดคุยทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ได้ง่ายคือช่วงที่ต้องทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม  เช่น  การเข้ากลุ่มงานประดิษฐ์หรือกิจกรรมลูกเสือ  แรกๆ เขาอาจเป็นส่วนเกินที่ถูกจับเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่รู้จักใครเลย  บอกลูกว่านี่แหละเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มสร้างมิตรภาพด้วยคำถามง่ายๆ  เช่น  เรามีกรรไกรตัดกระดาษแบบซิกแซ็กด้วย เธออยากลองใช้ดูไหมŽ

 
– เป็นผู้ฟังที่ดี  สำคัญมากนะ…ถ้าบทสนทนาเริ่มดำเนินไป  นอกจากจะพูดคุยถึงตัวเองแล้ว  อย่าลืมเปิดโอกาสให้เพื่อนใหม่ได้พูดบ้าง  หากว่าลูกวัยทวีนของคุณเป็นนักจ้อมือหนึ่งในบ้าน  คุณพ่อคุณแม่อาจสอนเขาทางอ้อมด้วยการหาเรื่องสนุกๆ ในที่ทำงานวันนี้มาผลัดกันเล่า  เพื่อให้ลูกเห็นว่าบทสนทนาที่ดีต้องผลัดกันเป็นคนพูดและคนฟัง

 
– ที่สำคัญที่สุด  ถ้าได้เพื่อนใหม่มาแล้วต้องรักษาไว้ให้ดีๆ ล่ะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เมื่อลูกทำตัวดั่งนางพญา

“เด็กเหล่านี้มักเป็นศูนย์กลางของห้องเรียนและกลุ่มเพื่อน ดูเหมือนเรื่องดีๆจะเกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาอยู่เสมอ นั่นทำให้เพื่อนคนอื่นๆ อยากอยู่ใกล้ชิดและสนิทกับพวกเขา” โรซาไลน์ วิสแมน ผู้เขียน “Queen Bee Moms and Kingpin Dads” อธิบาย

 

 

 
“เด็กผู้ชายมักพุ่งความสนใจไปที่ภูมิรู้หรือข้าวของที่อีกฝ่ายมี เช่น เพื่อนที่เตะบอลเก่ง หรือเพื่อนที่มีของเล่นไฮเทค ขณะที่เด็กผู้หญิงให้ความสำคัญเรื่อง ‘ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล’ มากกว่า แม่หนูทั้งหลายเข้าใจว่า ‘ถ้าฉันเป็นเพื่อนกับดาวเด่นที่ทุกคนชอบใครๆ ก็คงชอบฉันด้วย’ ” วิสแมนเสริม

 

 

 
ปัญหาก็คือ ความนิยมชมชอบเหล่านี้มักตามมาด้วยการเอาอกเอาใจ รวมไปถึงการยอมตามจากเพื่อนๆ ที่อยู่รอบข้าง บรรยากาศแบบนางพญากับสาวกนี้อาจสร้างทัศนคติและพฤติกรรมแง่ลบให้หนูน้อยคนเก่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเพื่อน หรือข่มและรังแกเพื่อนที่ด้อยกว่าอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

 

 

 
ถ้าคุณเริ่มสังเกตเห็นว่า ลูกสาวชักเอาอกเอาใจหรือเป็นลูกไล่เพื่อนของแกมากไปหน่อย หรือกลายเป็นคนเอาแต่ใจคอยแต่ให้เพื่อนมาบริการ ก็คงต้องรีบเปิดประเด็นพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วละ

 

 

 
ถ้าหนูเป็นลูกไล่…เตือนแกว่า แม่อยากให้หนูปฏิบัติต่อคนรอบตัวด้วยความสุภาพและเคารพซึ่งกันและกัน และหนูก็ควรจะได้รับสิ่งเหล่านั้นตอบกลับอย่างเท่าเทียมด้วยถ้าลูกอิดออดไม่อยากแยกตัวออกมาจากกลุ่มของดาวเด่น ลองแนะให้แกเปิดตาให้กว้างและมองหาเพื่อนใหม่ๆ บ้าง การมีเพื่อนที่เราไม่จำเป็นต้องวิ่งไปซื้อขนมตอนพักกลางวันหรือคอยถือของเดินามหลังน่ะดีกว่ามีเพื่อนเป็นคนสวยแต่เอาแต่ใจตั้งเยอะ

 

 

 
ถ้าหนูเป็นนางพญา…ทำความเข้าใจกันก่อนว่า พ่อแม่ชื่นชมที่หนูเป็นคนเก่งและร่าเริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนูจะใช้ความเด่นนั้นข่มใช้งานเพื่อน หรือทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีได้ ถ้าอยากให้ใครๆ ทำดีกับเราด้วยความจริงใจ เราเองก็ต้องทำดีต่อผู้อื่นด้วย ลองหาภาพยนตร์วัยรุ่นอย่าง She Is All That มาให้ดูเป็นตัวอย่างสิ สาวสวยเอาแต่ใจน่ะ เป็นได้แค่ตัวร้ายเท่านั้นนะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คอมพิวเตอร์จำเป็นสำหรับเด็กจริงๆหรือ

จริงๆ แล้วคุณควรกังวลมากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากลูกวัยประถมใช้เวลาทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์มากเกินไป เพราะเด็กๆ ควรต้องมีประสบการณ์ในการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างเต็มที่ คือมีเวลามากพอสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนที่คุณเคยทำในวัยเด็ก เช่น เล่นน้ำ ดินน้ำมัน ทราย ต่อบล็อก ระบายสี ฟังเพลง และฟังนิทาน

 
คอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเรามิใช่น้อย และการใช้คอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆ ได้ ! ถ้าเด็กๆ ทำได้แค่ท่องเว็บไปเรื่อยๆหรือลากเมาส์วาดรูปตามโปรแกรมสำเร็จรูป เขาก็อาจไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อย่างตั้งใจและสร้างสรรค์

 
แต่คอมพิวเตอร์ก็จำเป็นสำหรับเด็กๆ ที่มีข้อบกพร่องด้านการเรียนรู้ค่อนข้างมาก เพราะเด็กพวกนี้จะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการเรียนตามแบบแผนที่ซ้ำๆ กันโดยใช้คอมพิวเตอร์

 
ถ้าในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า เด็กๆ ได้สัมผัสคอมพิวเตอร์บ้างพอสมควร เมื่อโตขึ้น เขาก็จะปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคไฮเทคได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญ เขาควรได้เรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาและได้ปลดปล่อยจินตนาการอย่างเต็มที่ และทักษะประเภทดังกล่าวก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำนวนคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนแม้แต่น้อย !

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หากเด็กพิเศษถูกวิจารณ์ หรือ ตำหนิ เราควรจะ…

อย่างไรก็ตาม เราต้องรับมือกับคำวิจารณ์ของคนนอกด้วยความสงบ เพราะพ่อแม่คือแบบอย่างความประพฤติ (และความคิด) สำหรับลูก สิ่งที่ควรทำก็คือ

 
– ตอบโต้อย่างสงบ เช่นพูดว่า ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์นะคะ แต่ฉันก็มีวิธีของตัวเองและกำลังแก้ไขสถานการณ์อยู่แล้วค่ะ

 
– อย่าพยายามอธิบายให้มากความ เช่นไม่จำเป็นต้องพูดว่า ลูกฉันเป็นสมาธิสั้นค่ะŽ แค่ยิ้มๆ และพูดว่า เราต่างก็เคยเจอเรื่องแบบนี้กันทุกคนŽ ก็พอแล้ว

 
– พลิกสถานการณ์ ชี้ให้เห็นว่าคำวิจารณ์ดังกล่าวไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เช่นพูดว่า ช่วยเปิดประตูให้หน่อยได้ไหมคะ เราจะได้ออกไปข้างนอกกันŽ

 

 

 
หลังเกิดเหตุ คุณควร

 
– ให้กำลังใจตัวเอง โดยคิดว่าคุณได้ทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่เป็นปัญหานั้น

 
– ฝึกลูกให้พร้อมรับมือ ถ้าเด็กคนอื่นชอบสร้างปัญหาให้ลูกคุณ ก็สอนให้เขาเตรียมคำพูดไว้รับมือ เช่นพูดว่า อย่าทำไม่ดีกับฉันแบบนี้สิ !Ž

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

ลูกมีการบ้านมากเกินไปหรือเปล่านะ

Q: การบ้านที่มากเกินไปส่งผลกระทบต่อเด็กๆอย่างไรบ้าง
เด็กๆจะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เหมาะกับวัย และการบ้านส่วนใหญ่ก็มักเป็นประเภท “ใช้เวลา แต่ไม่ค่อยให้อะไรมาก” การเรียนรู้จึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อมากกว่าประสบการณ์ที่ดีและสร้างสรรค์ การบ้านที่มากเกินไปยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย เพราะเด็กๆมักไม่มีเวลากินข้าวเย็นแบบพร้อมหน้าพร้อมตากัน และปฏิสัมพันธ์เดียวที่มีกับพ่อแม่ก็หนีไม่พ้นการโต้เถียงเรื่องการบ้านอีกนั่นแหละ

 
Q: อะไรคือ “สัญญาณ” ที่บ่งบอกว่าลูกอาจมีการบ้านมากเกินไป
เริ่มไม่อยากไปโรงเรียนหรือสติแตกทุกค่ำคืนเพราะการบ้าน นักวิชาการแนะนำว่าเด็กชั้น ป.1 ควรใช้เวลาทำการบ้านคืนละไม่เกิน 10 นาที และเพิ่มขึ้นชั้นละอีกไม่เกิน 10 นาที เพราะเด็กจะเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนได้ดีกว่าถ้าใช้เวลาที่มีทำการบ้านแค่ 5 ข้อ ไม่ใช่เร่งทำให้ครบทั้ง 50 ข้อในคืนเดียว

 

 
Q: แล้วพ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร
อันดับแรกคือคุยกับคุณครู โดยตั้งสมมติฐานว่าครูย่อมอยากให้ลูกศิษย์ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด (เหมือนพ่อแม่) เพราะคุณครูมักไม่รู้ว่าการบ้านคือสาเหตุของปัญหา
หากไม่ได้ผล ก็ลองคุยกับคุณครูใหญ่ว่าคุณกังวลเรื่องอะไร คุณครูใหญ่อาจเห็นด้วย และยอมเปลี่ยนนโยบายในทันที หรืออาจจะต้องล่ารายชื่อผู้ปกครองที่เห็นด้วย แล้วทำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการโรงเรียนรับไว้พิจารณา ถึงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ก็ไม่เสียหายที่จะลองมิใช่หรือ…

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ควรให้ค่าขนมลูกเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ

ประมาณระดับชั้นประถม 3 เด็กส่วนใหญ่ได้เรียนเรื่องเงินแล้ว ทำให้เขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจัดการการเงินของตัวเอง การให้ค่าขนมเป็นก้อนใหญ่จะช่วยฝึกการออมและการจ่ายอย่างเหมาะสมได้ค่ะ

1. เมื่อใดควรจ่ายเป็นเงินก้อน

“สังเกตง่ายๆ ว่า เวลาให้เงินแล้วลูกเอาไปถือไว้เฉยๆ หรือไปซุกไว้ตามของเล่น วางทิ้งบนเคาน์เตอร์หรือเปล่า ถ้าเขายังไม่รู้จักเก็บถนอมมันไว้สมกับที่เป็นของมีค่า ก็แสดงว่าลูกยังไม่พร้อม” ซูซาน บีชแฮม คุณแม่ลูกสอง ผู้ก่อตั้งบริษัทให้การศึกษาด้านการเงินแนะนำ

2. ควรจ่ายเป็นรายอะไร

วัยประถมควรได้รับเป็นรายสัปดาห์ก่อน รอให้ลูกโตกว่านั้นจึงจ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งถือเป็นวิธีการฝึกฝนการบริหารเงินที่ดี ฉะนั้นเมื่อถึงวัย 11 – 12 ปี หากลูกมีเงินออมทุกๆ สัปดาห์ คุณจึงเริ่มจ่ายเป็นรายเดือนได้

3. ให้มากแค่ไหนดี

แต่ละครั้งครอบครัวจ่ายเงินให้ลูกในจำนวนแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หลายครอบครัวขึ้นค่าขนมทุกๆ ปีเกิดของลูกปีละราว 30 – 50 บาท

4. ควรพิจารณาจากความขยันด้วยหรือไม่

(ทั้งการช่วยงานบ้าน ผลการเรียน หรือการประพฤติตัว) ผู้เชี่ยวชาญตอบว่าไม่ควร เพราะเมื่อเด็กไม่ต้องการเงินเพิ่ม ก็เป็นข้ออ้างให้เขาเพิกเฉยงานบ้าน การใช้คะแนนสอบเป็นเงื่อนไขแลกเงินเป็นการเพาะบ่มความคาดหวังที่ไม่เหมาะสม การเอาธนบัตรมาล่อใจให้ทำตัวดี ส่งผลให้ “เงิน”Ž มีอิทธิพลต่อความรู้สึกมากจนเกินไป และอาจฝังลึกจนเป็นอุปนิสัยที่แก้ยากในอนาคต

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกขอนอนด้วยอีกแล้ว

อย่างไรก็ดี มีวิธีง่ายๆ เพื่อช่วยสังเกตว่าลูกมีบางอย่างผิดปกติหรือไม่ เช่น เขาไม่เคยขอนอนด้วยมาก่อน จู่ๆ ก็ปีนขึ้นเตียงมากลางดึก หรือบ่นกระปอดกระแปดเรื่องอาการทางกาย เช่น ปวดท้องเมื่อเวลานอนมาถึง ถ้าเป็นเช่นนั้นคงต้องเริ่มพูดคุยหาต้นเหตุแห่งปัญหาและช่วยกันหาทางออก อย่างไรก็ดี เรามีวิธีปลอบประโลมวัยทวีนให้ไม่หวาดกลัวยามวิกาลมาฝากกัน

 
– อธิบายความจริงให้เขาเข้าใจ ว่าทุกๆ คนต้องการเวลา ส่วนตั๊วส่วนตัวŽ ในยามวิกาลเด็กในวัยเท่าเขาก็เช่นกัน

 
– อ่านเล่มโปรดด้วยกัน แต่เลือกที่ตื่นเต้นน้อยกว่าแฮรี่ พ็อตเตอร์ นอกเสียจากว่าเขายืนยันจะอ่านเล่มนี้ หรืออาจเลือกเปิดเพลง soothing music ให้ลูกฟังเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายก่อนนอน

 
– ช่วยลูกค่อยๆ ปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยบอกลูกว่าจะอยู่เป็นเพื่อน 15 นาทีที่เตียง (ของเขา) ในสัปดาห์แรก สัปดาห์ถัดมาจะยืนเฝ้าที่ประตู สัปดาห์ต่อไปจะป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอกใกล้ๆ ห้องเขา วิธีนี้ปกติมักใช้กับวัยเตาะแตะ แต่ดูเหมือนจะได้ผลกับวัยทวีนมากกว่าเสียอีก

 
– ตั้งธรรมเนียมปฏิบัติก่อนนอน สำหรับวัยเด็กเล็ก คุณให้ลูกอาบน้ำ อ่านนิทานก่อนนอนทุกๆ คืน วัยทวีนที่ฝึกนอนเดี่ยว ก็ควรคงธรรมเนียมเดิมเช่นกัน

 

 

 

น่าแปลกใจ…45 เปอร์เซ็นต์ ของคุณแม่ชาวอเมริกันให้ลูกวัย 8 – 12 ปีนอนด้วยเป็นครั้งคราว และ 13 เปอร์เซ็นต์ยอมให้ลูกนอนด้วยทุกๆ คืนŽ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ระหว่างออกกำลังกาย ลูกควรดื่มน้ำแค่ไหน

ความกังวลของคุณแม่ไม่ได้เกินกว่าเหตุ เด็กที่ออกกำลังกายควรได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อทดแทนของเหลวที่สูญเสียไปในรูปของเหงื่อ หนุ่มน้อยทั้งหลายควรได้พักดื่มน้ำ 240 มิลลิลิตร (ประมาณครึ่งแก้ว) ทุกๆ 15 นาที คุณแม่อาจลองปรึกษากับโค้ชว่า จะปรับเปลี่ยนด้วยการเพิ่มจำนวนครั้งที่พัก แต่ลดระยะเวลาในการพักแต่ละครั้งได้หรือไม่

 
ควรให้ลูกดื่มน้ำระหว่างวันให้เพียงพอ คือดื่มน้ำครึ่งลิตรหรือประมาณ 1 – 2 แก้ว ก่อนออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง หลังออกกำลังกายและหยุดพักให้เหงื่อแห้งแล้วก็ควรดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อเพิ่มของเหลวที่จะเอาไปใช้ลดความร้อนหลังการเผาผลาญพลังงาน

 
เด็กๆ ตรวจสอบได้ว่าตนเองขาดน้ำหรือไม่ด้วยการดูจากปัสสาวะหากใสและปราศจากกลิ่นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นสีเหลืองเข้มและมีกลิ่นฉุน แสดงว่าร่างกายมีน้ำน้อยเกินไป ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ชวนลูก (สาว) สำรวจโลกวิทยาศาสตร์

นอกจากการอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า เรื่องของวิทยาศาสตร์สำคัญอย่างไรแล้ว ก็ยังมีเทคนิคดีๆ ที่จะทำให้เขายอมรับเรื่องนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยความเต็มใจ ได้แก่
– ชวนลูกสำรวจโลกนอกบ้าน ให้เขาเฝ้าสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสนามหญ้าหน้าบ้านบ้าง ให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น อุณหภูมิ หรือเวลาที่พระอาทิตย์ตก แล้วนำค่ามาพล็อตกราฟ เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นบนโลก
– ชวนกันดูรายการทีวีหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ อย่าง Mega Clever, Think Tank และอัจฉริยะข้ามคืน หรือยูบีซีช่อง Discovery Kidsและ Animal Planet ซึ่งมีสารคดีที่เหมาะสำหรับเด็กวัยพรีทีนอยู่หลายตอน
– แนะวิธีหาข้อมูล ถ้าลูกสงสัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก คุณควรแนะวิธีหาคำตอบ เช่น ชวนท่องเว็บ หรือทำการทดลองแบบง่ายๆ ที่อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างได้

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แนะนำลูกเรื่องกีฬา

คุณควรจะ

 
– เลือกให้เหมาะ สำหรับเด็กที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านกีฬาอย่างเห็นได้ชัด ควรเลือกกีฬาชนิดที่เขาจะไม่เด่นจนเกินไป เช่น ฟุตบอลน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าแบดมินตัน เป็นต้น

 
– หาครูฝึกที่เข้าใจเด็ก การฝึกซ้อมแต่ละครั้งไม่ควรใช้เวลานานกว่า 45 นาที – 1 ชั่วโมงและไม่ควรฝึกเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ไม่รวมการฝึกในวันเสาร์-อาทิตย์) ครูฝึกควรอดทน ให้กำลังใจ และให้โอกาสเด็กทุกคนได้ฝึกซ้อมพอๆกัน

 
– ห้าม “ล้ม” เกม หากคุณเล่นกีฬากับลูกเอง ก็ไม่จำเป็นต้องยอมหรือจงใจให้ลูกเป็นฝ่ายชนะ เพราะลูกรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเอาชนะผู้ใหญ่ได้แน่ๆแม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์สักแค่ไหน การฝึกซ้อมควรเน้นที่การเสริมทักษะทางกีฬาและการได้เล่นสนุกกับพ่อหรือแม่มากกว่าการเอาชนะคะคานกันจริงๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หนูช่วยทำกับข้าวนะคะแม่

ก็การทำอาหารน่ะ มีทั้งน่าเรื่องสนุก แล้วก็ผลลัพธ์น่าลุ้นชวนให้สนใจได้ยิ่งกว่าการเล่นขายของเสียอีก แถมเด็กก่อนวัยรุ่นก็เริ่มพัฒนาทักษะของการแยกแยะ ผสมผสาน และการอดทนรอคอยแล้ว หากคุณแม่รู้เทคนิคอาจปรับเปลี่ยนเวลาว่างของหนูๆ ให้กลายเป็นชั่วโมงเรียนก่อนอาหารเย็นที่มีประโยชน์ได้

 
1 ลูกมือเตรียมวัตถุดิบ เพิ่มความอยากอาหาร ให้เด็กๆ รับผิดชอบงานที่ไม่อันตราย ไม่ต้องใช้ของมีคมหรือไฟ เช่น ตอกไข่ ล้างผัก เด็ดผัก หรืองานออกแรงอย่างตำๆ โขลกๆ ของชอบของเขาเลย

 
2 เริ่มจากขนม เมนูขนมดึงดูดใจเด็กๆ ได้เสมอ แถมยังมีขั้นตอนให้เด็กๆ ลงมือทำได้ตั้งเยอะ ไม่ว่าจะเป็นผสมแป้ง นวดแป้ง หรือกดพิมพ์คุกกี้ คุณแม่อาจวางมือให้ผู้ช่วยรับผิดชอบหน้าที่หลักๆ แล้วคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ในขั้นตอนที่เขาทำไม่ได้ เช่น หั่น ขูด หรือติดเตา

 
3 เมนูนี้ไม่ต้องใช้ไฟ เช่น สลัดผักหรือยำแบบต่างๆ (แม่อาจช่วยเตรียมส่วนผสมและน้ำสลัด) แซนด์วิชและคานาเป้สำหรับอาหารว่างวันหยุดที่ลูกๆ มีเวลาเข้าครัวช่วงบ่าย หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศเพิ่มความสนุกมาเล่นเป็นแม่ค้าส้มตำ (โดยให้คุณพ่อช่วยสอยมะละกอให้) ก็ยังไหว

 
4 ชิมแล้วอย่าลืมชมด้วยนะ เท่านี้แม่ครัวมือใหม่ก็ยิ้มแก้มปริแล้ว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เสริมทักษะและสติปัญญาเด็กประถมวัย

มาพัฒนาทักษะการเขียนให้ลูกกันดีกว่า


แล้วเจ้าตัวโตบ้านนี้ก็เขียนหนังสือเก่งเสียที่ไหน เขียนอะไรยาวๆ หน่อย พานขี้เกียจ ใครเจอปัญหาแบบนี้ รีบหาเทคนิคพัฒนาทักษะการเขียนของลูกโดยด่วน


1. เริ่มจากการ อ่านŽ คนอ่านหนังสือมากมักมีทักษะด้านไวยากรณ์และคลังคำในสมองมากกว่าคนขี้เกียจอ่านหนังสือหลายเท่าตัว หนังสือในที่นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะตำราเท่านั้น ลองหยิบนิตยสารหรือหนังสือนิทานเล่มบางๆ ซึ่งมีเนื้อหาไม่ยาวมากมาแก้เบื่อให้ลูก ถ้าเลือกหัวข้อที่เขาชอบ เช่น ท่องโลกแมลง เรื่องลึกลับ หรือตำนานหุ่นยนต์ ฯลฯ เขาก็จะยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น


2. จดบันทึก บันทึกประจำวันหรือไดอะรี่ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซื้อสมุดเล่มบางๆ ลายน่ารักๆ เป็นของขวัญวันเกิด แล้วสนับสนุนให้ลูกเขียนบันทึกส่วนตัว หรือจดเรื่องน่ารู้ในหัวข้อที่เขาสนใจเอาไว้ (จะสรุปเนื้อหาจากหนังสือที่ชอบในข้อ 1 ก็ได้) ข้อควรระวังก็คือ ต้องใช้วิธีจูงใจ อย่าบังคับหรือจ้ำจี้จ้ำไชให้เขาเขียน เพราะลูกจะรู้สึกว่าเป็นภาระและเบื่อการเขียนขึ้นมาทันที


3. สร้างโอกาสในการเขียน ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเขียนการ์ดปีใหม่ การ์ดอวยพรวันเกิด จดหมายหรืออีเมลถึงญาติๆ ที่อยู่ห่างไกล อย่างน้อยหน้าที่เล็กๆ นี้ก็ทำให้เขามีแรงจูงใจในการหยิบปากกาขึ้นเขียนอะไรบ้างละ 


ภาพ : www.manager.co.th

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ภาพโดย: www.manager.co.th

ผมแตกเนื้อหนุ่ม หนูแตกเนื้อสาว

ดังนั้นหากพ่อแม่อยากพูดคุยและให้ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กับลูก ควรเริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 9 ขวบ โดยให้คนที่เด็กวางใจหรือสะดวกใจที่จะคุยด้วยที่สุด เช่นคุณพ่อเป็นคนเปิดประเด็นสนทนา แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เรามีแหล่งข้อมูลดีๆ เป็นคู่มือสำหรับเรื่องอาการแตกเนื้อหนุ่มมาฝาก

 
– ปรึกษากุมารแพทย์ประจำตัว เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นระหว่างที่ลูกสอบปลายภาค ถ้าหากว่าลูกยังเป็นกังวล พอปิดเทอมคุณพ่อคุณแม่จะได้พาเขาไปขอคำปรึกษากับคุณหมอโดยตรงอีกครั้ง คุณหมอน่าจะมีวิธีพูดอธิบายเรื่องนี้ให้ลูกเข้าใจและสบายใจได้โดยไม่ขัดเขิน

 
– อินเทอร์เน็ต ศูนย์พ่อแม่แห่งอเมริกา (www.tnpc.com) รวบรวมบทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของวัยรุ่นอย่างละเอียดไว้ในส่วนของ Parent Corner เว็บไซต์มูลนิธิ NEMOURS (www.kidshealth.org) รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพ่อแม่ เด็กๆ และวัยรุ่นเอาไว้ครบครัน แต่ถ้าตั้งใจจะวางแผนพูดคุยกับลูก ลองเข้าไปใน www.plannedparenthood.com ดูนะ

 
แล้วถ้าเด็กผู้หญิง เริ่มแตกเนื้อสาวŽ ล่ะซารี ฮาร์เปอร์ จากเมืองสโปเกน วอชิงตัน ต้องอึ้ง เมื่อลูกสาวของเธอเริ่มมีเต้านมทั้งที่แกเพิ่งจะ 8 ขวบ แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่อาการผิดปกติ เพราะในสมัยโบราณเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ก็เริ่มมีเต้านมและประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยๆ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าไม่ใช่อาการผิดปกติ แต่การที่สาวน้อยที่บ้านของคุณมีสัญญาณความเป็นสาวเร็วกว่าเพื่อน ก็อาจทำให้แกเกิดความกังวล เขินอาย หรือถูกล้อเลียนได้ ควรเตรียมรับมือดังนี้

 
เริ่มต้นพูดคุยแบบมีเทคนิค ถึงแม้แม่จะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับลูกสาวมากที่สุด แต่แม่หนูน้อยส่วนใหญ่ก็มักเขินอายกับเรื่องลับๆแบบนี้เกินกว่าที่จะยอมเอ่ยปากถามออกมาตรงๆ คุณแม่อาจหาทางอ้อมด้วยการพาแกไปซื้อชุดชั้นในใหม่ เพื่อให้แม่หนูรู้ว่า คุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของแก แล้วหลังจากนั้นแม่หนูก็จะเข้ามาคุยเองโดยที่คุณไม่ต้องถามก่อนเลย

 
ทำให้เด็กๆ วางใจ ร่างกายที่แปลกไป อาจทำให้หนูน้อยเป็นกังวล หรือกลัวว่าอาจโดนล้อเลียน ทางแก้ก็คือ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องปกติของผู้หญิง ไม่นานเพื่อนๆ ของแกก็จะต้องเปลี่ยนเหมือนกัน ดังนั้นถึงลูกจะเป็นคนแรกๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 
เลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบายและรัดกุม ถ้าให้เด็กผู้หญิงวัยรักสวยรักงามเอาแต่สวมเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืดตัวโคร่งก็คงน่าเบื่อแย่ ชวนลูกออกไปช็อปปิ้งเสื้อผ้าที่น่ารัก สวมสบาย และไม่ทำให้หน้าอกของแกเด่นสะดุดตา เพื่อความมั่นใจอาจเลือกซื้อเสื้อชั้นใน แบบสปอร์ตบราซึ่งกระชับและช่วยให้ มั่นใจกว่า

 
ปล่อยลูกไปตามวัย การที่ร่างกายเริ่มเป็นสาว ใช่ว่าหนูๆ ต้องทำท่าเป็นผู้ใหญ่ไปด้วย หากลูกยังแสดงท่าทางแบบเด็กๆ ตามวัยของแก ก็ไม่มีปัญหาให้ต้องกังวล

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แห่วิจารณ์ภาพเด็กทารกอยู่ในโหลแก้ว ที่แท้คือ เครื่องเอกซ์เรย์ของเด็ก

สมาชิกเว็บไซต์อิมเมจเจอร์ดอทคอม เว็บบอร์ดของต่างประเทศ ได้เผยแพร่ภาพเด็กทารกที่อยู่ในโหลแก้ว กำลังชูมือขึ้นเหนือศีรษะ โดยโหลแก้วนี้มีลักษณะเป็นเหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง โดยเจ้าของโพสต์ได้ระบุเพียงว่า “ท่าทางของเด็กตอนกำลังเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ดูตลกดีนะ”

หลังจากที่ภาพได้เผยแพร่ออกไป ส่งผลให้มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก กว่าพันคอมเมนต์ ส่วนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตและสงสัยว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน ทำไมดูคล้ายกับว่ามีใครกำลังจะทารุณกรรมเด็ก ขณะที่บางส่วนก็เดาไปต่างๆ นานา ว่าหรือนี่อาจจะเป็นโรงพยาบาลขอรับบริจาคอสุจิ หรือไม่ก็คลินิกทำแท้งเถื่อน

แต่แท้จริงแล้วเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างประเทศ ‘เดลี่ เมล์’ ได้ออกมาเฉลยข้อสงสัยของภาพนี้ไว้แล้ว โดยระบุว่า อุปกรณ์ในภาพก็คือ “เครื่องเอกซ์เรย์สำหรับเด็ก” ซึ่งมีชื่อว่า พิก-โอ-สแตท (Pigg-O-Stat) พบเห็นได้ทั่วไปในโรงพยาบาล โดยเครื่องนี้ได้รับการคิดค้นขึ้นเพื่อใช้งานด้านการแพทย์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 มีคุณสมบัติพิเศษคือ ไม่เป็นอันตรายและได้ผลที่แม่นยำ เนื่องจากออกแบบมาเพื่อให้แพทย์สามารถเอกซ์เรย์ร่างกายของเด็กได้ทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยวิธีใช้งานจะเป็นการใช้หลอดแก้วขนาบร่างกายไว้ทั้งสองด้าน เพื่อป้องกันการขยับเขยื้อน จากนั้นจะให้เด็กชูมือขึ้นเหนือศีรษะ ส่วนช่วงขาก็ปล่อยให้ห้อยลงมาด้านล่าง คล้ายกับเป็นการบังคับให้เด็กอยู่ในท่ายืนนั่นเอง


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์ , www.liekr.com

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Sharon Elwood , FlashNewsToday

วิธีแก้ลูกท้องผูก

วิธีแก้ลูกท้องผูก 10 ข้อแสนง่าย…ครบทุกปัญหา!

บ้านไหนมีปัญหา ลูกถ่ายยาก ลูกอึแข็ง หรือ ลูกท้องผูกบ่อยๆ เชิญทางนี้ Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำจากคุณหมอ กับ 10 วิธีแก้ลูกท้องผูก รับรองช่วยได้ทุกปัญหาที่ทำให้ ลูกท้องผูกบ่อย แน่นอน

อาการท้องผูก ถือเป็นอาการยอดฮิตที่เด็กทุกคนต้องผ่านด่านกันมาไม่มากก็น้อย แล้วจะรู้ได้ไงละ ว่าลูกท้องผูกจริงไหม? มีสาเหตุมาจากอะไร และจะช่วยแก้อาการท้องผูกของลูกน้อยได้อย่างไร ตามมาดู วิธีแก้อาการลูกท้องผูก จาก แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด กันเลยค่ะ

ข้อควรรู้! ก่อนดู วิธีแก้ลูกท้องผูก 

เพราะการขับถ่าย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อพัฒนาการและสภาพร่างกายของลูกน้อย จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องระบบขับถ่ายที่มีความผิดปกติ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า อาการท้องผูกของลูกน้อย  ที่บางวันถ่ายบ้าง ไม่ถ่ายบ้าง หรือมีอาการท้องผูกนานเป็นอาทิตย์

และหากคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่ตอนนี้กำลังหนักใจกับปัญหา ลูกท้องผูก อยู่ละก็ Amarin Baby & Kids ขอพาไปหาคำตอบของอาการท้องผูก ซึ่งไล่ตั้งแต่ที่มาของสาเหตุ รวมถึงหนทางแก้ไขอาการท้องผูกด้วยวิธีที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ

ท้องผูก คือ ปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนที่ค่อนข้างแข็งมากกว่าปกติ หรือมีลักษณะเป็นก้อนแข็งคล้ายเม็ดกระสุน ซึ่งทำให้เด็กต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติและมีอาการเจ็บปวดตามมา สำหรับเด็กบางคนที่มีอาการท้องผูกมากอาจมีแผลที่ก้นหรือมีเลือดไหลปนมากับอุจจาระอีกด้วย

โดยสาเหตุหลัก ของอาการท้องผูกในเด็กเล็กนั้นเกิดได้หลากหลายปัจจัย แม้กระทั่งการเปลี่ยนนม ไม่ว่าจะเปลี่ยนจากนมแม่มาเป็นนมผสม และการเปลี่ยนยี่ห้อนมที่ลูกกินอยู่ทุกวันก็มีส่วนทำให้ระบบขับถ่ายของลูกเปลี่ยนไปได้เช่นกัน เนื่องจากส่วนผสมในนมบางชนิดอาจมีการดัดแปลง มีอาหารเสริมบางอย่าง หรือมีอัตราส่วนของคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนในนมผสมที่สูงกว่าปกติ จึงส่งผลให้ลูกท้องผูกนั่นเอง

นอกจากนี้อาการท้องผูกยังเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วนหรือไม่มีเส้นใยมากพอ โดยเฉพาะการรับประทานเนื้อสัตว์ ขนม แป้งมากเกินไป

แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “ลูกท้องผูก”…⇓

ลูกตัวเล็กเพราะอะไร

เขาไปเนิร์สเซอรี่ ครูที่ดูแลก็บอกว่า ลูกกินอาหารได้ดี แต่ลูกยังดูตัวเล็ก สูง 80 เซนติเมตร แต่น้ำหนักไม่เคยเกิน 11 กิโลกรัม และเวลากินอิ่มทีไร หน้าท้องจะแข็ง ดูสุขภาพไม่ดี อยากทราบว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า และดิฉันควรแก้ปัญหานี้อย่างไรดีคะ
ลูกอายุ 1 ขวบ 9 เดือน น้ำหนัก 11 กิโลกรัม (อยู่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 40) สูง 80 เซนติเมตร (อยู่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25) ถ้าการวัดไม่ผิดพลาด ลูกน่าจะดูเป็นเด็กจ้ำม่ำ แต่เขากลับตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน โดยไม่ได้เข้าข่ายเด็กขาดโกร๊ธฮอร์โมน (ต้องต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 3) คงต้องดูว่าคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่ย่า คุณตายาย มีรูปร่างเป็นอย่างไร ถ้ารูปร่างเล็กเหมือนกันก็อาจมาจากพันธุกรรม แต่ถ้าทุกคนในครอบครัวสูงกันหมด ต้องมาพิจารณาว่าที่ลูกไม่สูงเป็นจากสาเหตุใด เช่น
• ที่คุณแม่เล่าว่า “ดูสุขภาพไม่ดี” หมายถึงอย่างไร หมอคงต้องถามเพิ่มเติมว่า ลูกเจ็บป่วยบ่อยหรือไม่ อาจเพราะเป็นเด็กเนิร์สเซอรี่ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อง่าย ประกอบกับการที่เป็นเด็กกินนมวัว โยเกิร์ต ทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ มีอาการเป็นหวัด ลำไส้อักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบได้บ่อย เมื่อไม่สบาย จะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก อาจมีอาการนอนกรนเนื่องจากต่อมอะดีนอยด์และทอนซิลโต ทำให้นอนหลับไม่สนิท เมื่อนอนไม่ดี หลับไม่ลึกโกร๊ธฮอร์โมนจะหลั่งได้ไม่เต็มที่ วิธีแก้ไขคือ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัด ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ลองงดนมวัวและตัวกระตุ้นอาการภูมิแพ้ อาจทำให้ป่วยน้อยลง เจริญเติบโตได้ดีขึ้น
• ภาวะโภชนาการไม่ถูกต้องเหมาะสม เช่น กินอาหารไม่มีประโยชน์ กินขนมขบเคี้ยว กินจุบจิบ เมื่อไม่ได้สารอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร คุณแม่ควรเลือกแต่อาหารที่มีประโยชน์ ของไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรให้กิน เพราะจะไปแย่งพื้นที่ในกระเพาะอาหารโดยไม่จำเป็น
• เป็นภาวะปกติของเด็กเอง ทั้งที่กินอาหารถูกต้องทุกอย่าง สุขภาพแข็งแรงดี แต่มีการเติบโตที่เป็นแบบแผนของตัวเอง บางช่วงโตช้า แต่บางช่วงก็โตเร็ว ตอนนี้ลูกอาจอยู่ในช่วงโตช้า มีการเผาผลาญพลังงานค่อนข้างมาก เป็นเด็กที่ใช้พลังงานตลอดเวลา กรณีนี้จึงไม่ต้องวิตกกังวล อีกไม่นานก็จะโตทันคนอื่นได้เองค่ะ
ส่วนเรื่องท้องแข็ง ถ้าไม่ได้มีปัญหาท้องผูก อุจจาระแข็ง และคุณหมอประจำตัวของลูกเคยตรวจท้องดูแล้ว ไม่พบว่ามีอวัยวะใดโตผิดปกติ เช่น ตับ ม้าม ไต ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อาจเป็นเพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องบาง โตขึ้นก็จะดีขึ้นเองแต่ถ้าไม่เคยปรึกษาเรื่องนี้กับคุณหมอก็ควรให้คุณหมอช่วยตรวจดูได้ค่ะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

สังเกตอาการ แพ้อาหาร

ถึงจะอาเจียน และไม่มีอาการอื่น แรกๆ ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะกุ้งไม่สด แต่หลังๆ แม้อาหารจะสดดี แต่ลูกก็ยังอาเจียนอยู่ตลอด ดิฉันควรทำอย่างไร ให้ลูกหยุดกินกุ้งไปเลยหรือไม่ ลูกอายุ 3 ขวบค่ะ
น่าจะเป็นไปได้ที่เกิดจากอาการแพ้ค่ะ เพราะคุณแม่สังเกตเห็นมาหลายครั้งแล้ว ถ้าเป็นอาการอาเจียนจากโรคอาหารเป็นพิษ ไม่น่าที่จะเป็นทุกครั้ง อาการแพ้อาหารแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น
• ทางผิวหนัง ผื่นคันตามตัว ข้อพับ ซอกคอ
• ทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด
• ทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ คันตา คันจมูก ปากบวม ตาบวม
• อื่นๆ นานๆ ครั้งจึงจะพบอาการแพ้ที่รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต เช่น หลอดลมตีบ หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ หรือช็อก
การวินิจฉัยส่วนใหญ่ได้จากการสังเกต แต่บางครั้งการเจาะเลือดหรือการตรวจโดยการสะกิดผิวหนังอาจช่วยให้วินิจฉัยได้ ควรปรึกษาแพทย์
การแพ้อาจเป็นครั้งแรกที่กินหรือเคยกินอาหารชนิดนั้นมาก่อนก็ได้ คุณแม่ต้องสังเกตเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงไม่กินอีก ไม่เช่นนั้น ลูกอาจมีอาการแพ้ที่รุนแรงมากขึ้น ความเชื่อที่ว่า ถ้าแพ้สิ่งใด ให้กินสิ่งนั้นเข้าไปเพื่อให้ร่างกายเคยชิน เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น แต่หากหลีกเลี่ยงได้นานหลายปี ภายหลังอาจกลับมากินได้อีก
หากมีอาการอาเจียนจากการแพ้ การรักษา คือการให้ยาแก้อาเจียน ยาแก้แพ้ น้ำเกลือแร่ชนิดกินเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียจากร่างกาย
กรณีที่อาการรุนแรง จนกินอาหารหรือน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำและพลังงานอย่างมาก หรือมีอาการแพ้ชนิดที่มีอาการหายใจลำบากหรือภาวะช็อก จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดและแก้ไขภาวะวิกฤติ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

หัดลูกกินข้าวเอง

5 เทคนิค หัดลูกกินข้าวเอง สำเร็จได้ก่อน 1 ขวบ

เชื่อหรือไม่? แค่ หัดลูกกินข้าวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการเลี้ยงลูก ที่ทำให้ลูกเป็นเด็กฉลาดได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร และจะมีวิธี ฝึกลูกกินข้าวเอง ได้อย่างไร ตามมาอ่านกันเลยค่ะ

เมื่อรู้ตัวว่าตั้งท้อง คุณพ่อคุณแม่หลายคนก็เริ่มหันมาใส่ใจในการหาวิธีการที่จะเลี้ยงลูก เพื่อต้องการพัฒนาลูกของตัวเองให้มีศักยภาพที่ดี ให้ลูกโตขึ้นเป็นคนดี ฉลาด สามารถอยู่ร่วมกับสังคมในอนาคตได้ง่ายและสบายๆ โดยพ่อแม่ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าลูกจะเป็นอย่างไรเมื่อต้องออกไปอยู่ในสังคมภายนอก สังคมที่พ่อแม่ไม่สามารถจะเข้าไปอยู่ร่วมด้วยตลอดเวลาได้

หัดลูกกินข้าวเอง ดื่มน้ำเอง ช่วยลูกฉลาดได้!

ซึ่งคุณแม่บางคนก็อาจเป็นกังวลว่า…ลูกของตัวเองจะสามารถทำสิ่งนั้น ทำสิ่งนี้ด้วยตัวเองได้หรือไม่ เพราะการที่ลูกต้องออกไปอยู่ในสังคมภายนอกโดยไม่มีพ่อแม่มานั่งควบคุม ลูกจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เริ่มจากการเข้าสู่โรงเรียนแรกในชีวิต ลูกๆ ก็ต้องเก็บของเล่น เก็บขยะ แกะถุงขนม ดื่มน้ำ กินข้าว และกิจกรรมอื่นๆ ด้วยตัวเองทั้งสิ้น

⇒ Must read : “ฝึกทักษะการเข้าสังคม” ก่อนเปิดเทอม

⇒ Must read : 7 ทักษะฝึกลูกก่อนถึง เกณฑ์อายุเข้าอนุบาล 3 ขวบ

ดังนั้นคนเป็นพ่อเป็นแม่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กิจกรรมในสังคมภายนอก หรือในโรงเรียนที่ลูกต้องไปประจำ เป็นอุปสรรคในการทำกิจกรรมและอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ ได้

Amarin Baby & Kids จึงมีเคล็ดลับการเลี้ยงลูกแบบง่ายๆ เพื่อให้ลูกของคุณฉลาดรู้และฉลาดทำ ด้วยการฝึกฝน ให้ลูกกินข้าวเอง และดื่มน้ำด้วยตัวเอง ในช่วงของวัยที่ลูกมีร่างกายพร้อมที่จะสามารถจับหรือแตะต้องสิ่งของด้วยตัวเองได้แล้ว

โดยเริ่มจาก….⇓