รับมือนักโยนมือหนึ่ง

เขากำลังค้นพบความโน้มถ่วงของโลก เหมือนที่เซอร์ไอแซก นิวตันได้ค้นพบเมื่อ 300 กว่าปีโน่น ส่วนหนึ่งที่เจ้าหนูชอบใจเรื่องนี้มากๆ ก็เพราะทุกครั้งที่ทิ้งและขว้าง เท่ากับเขาได้ค้นพบเรื่องนี้อยู่ร่ำไป สนุก สนุก และสนุกนั่นเอง

 
• เข้าใจพฤติกรรม การขว้างปาหรือโยนของลงพื้นของเด็กวัยเตาะแตะนี้ไม่ได้เกิดจากนิสัยไม่ดีหรือเป็นการแสดงความก้าวร้าวแต่อย่างใด บางทีก็เพียงแค่ต้องการสื่อสารเท่านั้นเอง เช่น เขาปาถ้วยน้ำดื่มลงพื้นก็อาจจะหมายความว่าเขายังอยากกินน้ำอีก

 
ครั้งต่อไปลองดูว่าของที่เขาขว้างหรือโยนลงพื้นนั้นเป็นอะไร คุณอาจจะเข้าใจหรือเดาความต้องการของลูกดีขึ้น ลองถามและบอกคำที่ถูกกับลูกก็ได้ เช่น “ขออีกจ้ะ”

 
• จำกัดขอบเขตการโยน บอกลูกว่าอะไรที่โยนได้และอะไรที่โยนไม่ได้ เช่น ลูกบอลไม่เป็นไร แต่โยนอาหารไม่ดีนะลูก หรือที่ไหนควรโยนและที่ไหนไม่ควรโยน เช่นโยนที่สนามหน้าบ้านก็ได้ แต่โยนทิ้งจากเก้าอี้กินข้าวไม่ทำนะ

 
เวลาบอกลูกวัยนี้ ใช้คำสั้นๆ เข้าใจง่ายๆพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา เช่น ไม่โยน ไม่ขว้าง พร้อมกับส่ายหน้าและสีหน้าเอาจริงทั้งคำพูดและท่าทาง จะทำให้ลูกเข้าใจได้

 
ถ้าลูกยังยืนยันจะโยนแน่ “ถ้าลูกจะขว้างอาหาร แม่จะพาลูกลงจากเก้าอี้กินข้าว ลูกจะไม่ได้กินข้าว” แล้วก็พาเขาลงมาตามที่บอก ทำอย่างนี้ทุกครั้งที่เขาขว้างอาหาร ลูกจะได้เรียนรู้ว่า คุณไม่ต้องการให้เขาทำอะไร

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกชอบ “จัดเรียง” เช็คให้ดี มีอาการออทิสติกรึเปล่า

“ลุคเอารถของเล่นทุกคันออกมาเรียงเป็นแถวๆ ถ้ามีใครเผลอเดินเตะหรือหยิบคันไหนหลุดออกไปจากตำแหน่งละก็…เป็นเรื่อง”

 
เด็กวัยก่อนเรียนกำลังเริ่มพัฒนาทักษะการจัดการสิ่งต่างๆ พวกเขาจึงชอบนำสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ตุ๊กตา หรือแม้แต่รองเท้ามาเรียงให้เป็นระเบียบตามแบบแผน และเรียนรู้โลกจากมุมมองของเขาเอง

 
ดร.จูดิธ ไมเยอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพัฒนาการเด็กและครอบครัวศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดูร์ ให้ความเห็นว่าพฤติกรรมนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ยกเว้นในกรณีของเด็กที่มีแนวโน้มจะเป็นออทิสติก คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเฝ้าระวังให้มากขึ้น แต่ถ้าลูกไม่มีสัญญาณผิดปกติอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป

 
“เด็กวัย 3 – 5 ขวบเริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งของต่างๆทำงานอย่างไร และแบ่งประเภทของสิ่งของที่รู้จักได้” ดร.ไมเยอร์กล่าว

 
เด็กวัยก่อนเรียนพัฒนาทักษะการเชื่อมโยงและแบ่งกลุ่มสิ่งของด้วยระบบการทำงาน เช่น ของเล่นที่มีล้อหมุนเหมือนกันหรือเสื้อกับกางเกงอยู่ในกลุ่มเครื่องแต่งกายเป็นต้น

 
นิสัยชอบจัดเรียงนี้ นอกจากจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้แล้วยังฝึกความเป็นระเบียบด้วยอย่างน้อยคุณแม่เอมมี่ก็สบายขึ้น เพราะหนุ่มน้อยลุครู้จักเก็บของเล่นเข้าที่ แถมยังม้วนถุงเท้าของตัวเองใส่ลิ้นชักได้อีกต่างหาก

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เอายังไง ลูกเปลี่ยนนิสัยกลับไปเป็นเบบี๋

Q. ช่วงเตาะแตะ ลูกสาวของฉันร่าเริง วิ่งเล่นได้ทั้งวัน แต่พอเข้า 3 ขวบก็กลับมาขี้กลัวและติดหนึบอยู่กับพ่อแม่เหมือนตอนเป็นทารก ทำไมถึงเป็นอย่างนี้คะ

พฤติกรรม “ย้อนวัย” ถือเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กเล็ก เมื่อต้องก้าวสู่ช่วงวัยที่โตขึ้น การละเลิกกิจวัตรที่คุ้นเคยหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่น มีน้องใหม่ ก็อาจทำให้เด็กวัยก่อนเรียนรู้สึกไม่มั่นคง และหันกลับไปหาพฤติกรรมที่เคยทำให้สงบใจ

การแก้ไขพฤติกรรมนี้จึงไม่ใช่การดุว่าหรือห้ามลูกไม่ให้ทำพฤติกรรมดังกล่าว คำพูดว่า “หนูโตแล้ว ไม่ต้องให้พ่อแม่อุ้มแล้วนะ” ยิ่งทำให้พ่อหนูแม่หนูรู้สึกกังวลมากขึ้น แทนที่จะพยายามดึงดันให้ลูกทำตัวสมกับเป็นเด็กโต ลองเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำอะไรที่เขาสบายใจไปก่อน ปล่อยให้ลูกดูดขวดนม ถ้าเขาอยากดูด หรือชวนลูกเล่นเกมปลอมเป็นเบบี๋วันละ 10 – 15 นาที ที่สำคัญคือ ไม่ละเลยการแสดงความรัก ด้วยการกอด หอม และสัมผัสอย่างอ่อนโยนบ่อยๆ จะทำให้ลูกรู้สึกมั่นคงมากขึ้น และละเลิกพฤติกรรมย้อนวัยไปเอง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

7 เทคนิคช่วยบรรเทา “ภูมิแพ้” ของลูก

ร้อยละ 40 ของเด็กที่เป็นภูมิแพ้ ถูกกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน เช่น ไรฝุ่น สะเก็ดหนังสัตว์เลี้ยง เชื้อรา หรือแมลงสาบ ฯลฯ จะมีวิธีป้องกันและลดอาการฟืดฟาดของเจ้าตัวเล็กอย่างไร พญ.โซนัล เพเทล ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้จากลอสแองเจลิสมีคำแนะนำ

1. เลือกเครื่องนอนให้เหมาะสม

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันไรฝุ่น ซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนทุกสัปดาห์ (รวมถึงเจ้าตุ๊กตาขนฟูทั้งหลายด้วย) เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดฝุ่นได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์

2. อย่าปูพรมหรือใช้ม่านหนาหนัก

ในห้องที่ลูกใช้เวลาอยู่นานๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ฯลฯ เลือกพรมเช็ดเท้าที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์แทนวัสดุธรรมชาติ

3. หากใช้เครื่องปรับอากาศ

ควรเลือกแบบที่กรองอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ หมั่นเปลี่ยนที่กรอง และเปิดหน้าต่างระบายอากาศบ่อยๆ

4. กันสุนัขหรือแมวให้ห่างจากห้องนอนลูก

ลดความเสี่ยงที่สะเก็ดหนังของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจะปลิวมาเข้าจมูกหนูๆ

5. ทำความสะอาดหลังปรุงอาหาร

ทำความสะอาดเครื่องครัวและพื้นที่ปรุงอาหารให้สะอาด ถ้าจะให้ดีควรกวาดเศษวัตถุดิบต่างๆ ทิ้งขยะและถูพื้นให้เรียบร้อย ไม่ให้เป็นอาหารของแมลงสาบหรือหนู

6. ดูแลความสะอาดของห้องน้ำ

ถ้าเชื้อราคือตัวปัญหา ต้องหมั่นทำความสะอาดห้องน้ำและเครื่องสุขภัณฑ์ รวมถึงรางน้ำไม่ให้อุดตัน ห้องน้ำที่ลูกใช้ควรระบายอากาศได้ดี หรือติดตั้งพัดลมดูดอากาศ

7. จัดการกระถางต้นไม้ในบ้าน

โรยกรวดลงบนหน้าดินให้หมดทุกกระถาง และรดน้ำพอประมาณ เพื่อไม่ให้สปอร์เชื้อราลอยฟุ้งขึ้นมา

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกอนุบาลงอแงตอนเช้า

น้องเล็ก พี่ใหญ่ นอนพร้อมกันได้ไหม

หากลูกสองคนมีอายุใกล้เคียงกันแบบนี้ หลายๆ บ้านจะให้นอนพร้อมกัน เพราะหนึ่ง ประหยัดเวลา เพราะช่วงก่อนเข้านอนมันช่างเป็นช่วงที่ใช้เวลามากมายเหลือเกิน กว่าจะอาบน้ำ แต่งตัว กินนม แปรงฟัน อ่านนิทาน หรือกล่อมนอน ถ้าคนใดคนหนึ่งแค่ “ไม่” เพียงเรื่องเดียว เช่น ไม่ยอมอาบน้ำด้วยกัน หรือไม่ฟังนิทานเรื่องเดียวกัน การพาลูกเข้านอนจะกลายเป็นการฉายหนังยาวทีเดียว

 
เหตุผลที่สองคือ ถ้าคุณให้รางวัลคนพี่ด้วยการนอนช้ากว่าได้ อาจจะกลายเป็นการส่งสัญญาณให้ลูกทั้งสองเข้าใจว่า การนอนคือ “การลงโทษ” และอาจลามไปเป็นการแข่งขันกันระหว่างพี่น้องโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะน้องอาจจะคิดว่าพ่อแม่ต้องรักพี่มากกว่าเขาแน่เลย เพราะได้นอนช้ากว่า จะได้อยู่กับพ่อแม่นานกว่า ส่วนพี่ก็อาจจะคิดอย่างนั้นด้วย ยิ่งแข่งกับน้องให้ตัวเองได้รางวัลเข้านอนช้ากว่าบ่อยขึ้นอีก

 
นอกจากนี้ถ้าพี่น้องเข้านอนพร้อมกันได้ พ่อแม่ก็ย่อมมีเวลาของตัวเองได้ผ่อนคลายกันบ้าง สุดท้ายสำหรับพี่โตซึ่งไปโรงเรียนแล้ว เรื่องงีบกลางวันก็อาจจะไม่เต็มที่นัก ถ้าเขาได้เข้านอนพร้อมกับน้องก็จะทำให้เขาได้นอนเต็มที่มากขึ้น

 
ทั้งนี้การพาลูกที่วัยใกล้เคียงกันเข้านอนพร้อมกัน มีข้อควรรู้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ด้วย

 
• ลูกแต่ละคนควรได้มีเวลาเฉพาะเขากับคุณทุกวัน เพราะการที่พี่น้องทำกิจกรรมก่อนเข้านอนและเข้านอนพร้อมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเขาต้องทำด้วยกันทั้งหมด

 
• พ่อแม่ที่พาลูกเข้านอนเอง ที่ว่าคุณด้วยเหตุผล เป็น single dad หรือ single mom หรือเป็นพ่อแม่ที่ทำงานทั้งคู่ซึ่งจะมีเวลาเจอลูกในช่วงก่อนนอน หรือต้องทำงานที่เดินทางบ่อย จะรู้สึกว่าทำได้ยากมาก เพราะพยายามที่จะให้เวลาลูกทั้งสองคน ยิ่งพยายามมากยิ่งใช้เวลามาก และอาจจะรู้สึกไม่ดีที่ทำให้เวลานอนของพี่น้องกลายเป็นเวลาที่พี่น้องทะเลาะกัน

 
• ถ้าวันไหนดูท่าพี่คงไม่นอนพร้อมน้อง คุณก็ยังคงพาเขาเข้านอนเวลาเดียวกันเหมือนที่ทำทุกวัน แต่อนุญาตให้พี่อ่านหนังสือหรือเล่นอะไรที่เขาต้องการบนเตียงเงียบๆ โดยเปิดไฟสลัวหรือโคมไฟ จนกว่าเขาจะง่วงเอง

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกอนุบาลงอแงตอนเช้า

4 เทคนิค แก้ปัญหา ลูกอนุบาลงอแงตอนเช้า ให้อยู่หมัด!

เมื่อพ้นวัยเตาะแตะ เด็กๆ จะนอนหลับพักผ่อนน้อยลง จาก 12-14 ชั่วโมง เป็น 11-13 ชั่วโมงต่อวัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะลดปัญหาต่างๆ จากการนอนอย่างเช่น อาการอิดออดก่อนเข้านอน หรืองัวเงียและงอแงตอนเช้าเมื่อถูกปลุก แต่เราสามารถแก้ปัญหา ลูกอนุบาลงอแงตอนเช้า ได้ไม่ยาก

Continue reading “4 เทคนิค แก้ปัญหา ลูกอนุบาลงอแงตอนเช้า ให้อยู่หมัด!”

ชวนลูกทำสวน จูงใจให้กินผัก

วิธีนี้ เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เด็กๆ ได้กินผักและผลไม้ โดยให้เขาลงมือปลูกผัก ผลไม้ด้วยตัวเอง

 
สำหรับเด็กเล็กๆ อย่างวัยเตาะแตะเขาจะทำอะไรได้บ้าง อแมนด้ามีคำแนะนำ

 
• ขุดดิน หาคราดเล็กๆ ให้ลูกช่วยตัก (จริงๆ น่าจะแตะมากกว่า) ดิน และให้เขามีหน้าที่เก็บหินหรือช่วยถอนหญ้าออกจากแปลงผักเล็กๆ ลูกเตาะแตะยินดีแน่ถ้าคุณให้เขาได้มีหน้าที่ โดยเฉพาะงานที่ได้นั่งและได้คลุกกับสิ่งสกปรก ชอบมาก!

 
• รดน้ำ อแมนด้าแนะว่า หากจะให้เด็กมีส่วนร่วมในการปลูกและดูแล ควรหาพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ต้องการการประคบประหงมมาก เช่น พริก มะเขือเทศใบกะเพราะ ตะไคร้ ตำลึง เป็นต้น และให้เขารดน้ำทุกวัน สอนให้รดแบบเป็นฝอยไม่ต้องมากนะลูก โดยเฉพาะมะเขือเทศเป็นผักที่ไม่ต้องดูแลมาก และยังได้เห็นมันโตขึ้นทุกวัน ตั้งแต่เริ่มมีสีเหลือง สีส้มจนกลายเป็นสีแดงสุก แล้วถ้าเขาจะเด็ดกินจากต้นดูก็ได้ ไม่ว่ากัน

 
• ลงมือเอง ตัวเล็กขนาดนี้ แถมมือใหม่อีกต่างหาก ชวนเพาะถั่วงอกน่าจะเหมาะ เพราะทุกขั้นตอนตัวเล็กมีส่วนช่วยหยิบจับได้เตรียมถั่วเขียว ตะกร้าพลาสติกขนาดย่อมๆ ที่มีรูเล็กๆ เพื่อระบายน้ำ ถุงดำ และกระสอบตัดเป็นชิ้นวางในตะกร้าให้

 
วิธีปลูก ขั้นแรกแช่ถั่วเขียวกับกระสอบไว้ประมาณ 8 ชั่วโมง เรียงกระสอบไว้ที่ก้นตะกร้า ตามด้วยถั่วเขียว เกลี่ยให้เรียบ ทับด้วยกระสอบอีกแผ่น ทำอย่างนี้ประมาณ3 ชั้น แล้วนำตะกร้านี้ใส่ไว้ในถุงดำ (ตัดปลายถุงให้ระบายน้ำได้ด้วย)ขั้นตอนให้น้ำคุณคงต้องดูใกล้ชิดหน่อย เพื่อให้เจ้าหนูรู้ว่าพรมน้ำแค่ไหนถึงจะพอ ไม่รดจนท่วม

 
ชวนเขารดน้ำถั่วงอกประมาณ 2 – 3 วัน เราก็จะได้ถั่วงอกมาเชยชมแล้ว อย่าลืมตัดรากและเก็บเปลือกถั่วเขียวออกเพื่อเพิ่มความสวยงามด้วยละ

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ฝึกจอมซนรู้จัก “มารยาทบนโต๊ะอาหาร”

พอลูกน้อยขึ้นชั้นประถมก็ถึงเวลาต้องฝึกมารยาท และบอกลาการเล่นเลอะบนโต๊ะอาหารกันได้แล้ว

 
มาราลี แมกกี ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกมารยาท จากศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่องบุคลิกภาพ เมืองวินเทอร์พาร์ก สหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า เด็กวัยตั้งแต่ 5 ขวบสามารถบังคับกล้ามเนื้อมัดเล็กให้หยิบจับช้อนส้อมเพื่อตักอาหารส่งเข้าปากได้อย่างถนัดมือ แปลว่าพวกเขากินข้าวอย่างเป็นระเบียบไม่เลอะเทอะได้แล้ว จึงขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะสอนให้ลูกรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเวลากินอาหารได้หรือเปล่า

 
คำแนะนำของเราคือ ควรสอนมารยาทลูกไปทีละข้อถ้าลูกลืมหรือไม่ยอมทำ ก็ค่อยๆ เตือนเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

 
อย่าลืม เอ่ยปากชม เมื่อเขาทำได้ดี พอลูกเริ่มชินกับมารยาทข้อที่ฝึกไว้ ก็เริ่มฝึกขั้นต่อไปได้เลย ด.ญ.ปนัดดา สาระผล

 

 
มารยาทบนโต๊ะอาหารสำหรับหนูๆ
1. กินพร้อมหน้าพร้อมตา
เมื่อถึงเวลากินอาหาร สมาชิกทุกคนในบ้านต้องมาประจำที่และเริ่มต้นกินอาหารพร้อมๆ กัน ห้ามอิดออดขอดูทีวีให้จบหรือบอกว่า “ยังไม่หิว” ถึงจะกินอิ่มแล้วก็ไม่ควรลุกจากโต๊ะขณะที่คนอื่นๆ ยังกินไม่เสร็จ เรื่องนี้ผู้ใหญ่ในบ้านต้องเป็นตัวอย่างที่ดี คนที่ต้องกินข้าวพร้อมเด็กๆก็ควรจะมานั่งกินข้าวเมื่อถึงเวลา และไม่ชิงลุกจากโต๊ะไปดูข่าว

 

 
2. กินข้าวกับกับข้าวและไม่ตักคำโต
ตักกับข้าวใส่จานก่อน ค่อยๆ ใช้ช้อนตักข้าวกับกับข้าวเข้าปาก โดยใช้ส้อมช่วยเกลี่ย ตักข้าวแต่ละคำต้องให้พอคำไม่ตักคำโตเกินไป อาหารในช้อนต้องไม่หกเลอะเทอะ ไม่กินข้าวคำน้ำคำ หรือดื่มน้ำมากๆ ก่อนและระหว่างกินข้าว

 

 
3. ใช้ช้อนกลางหรือช้อนสะอาดตักกับข้าว
ถ้ากับข้าวจานไหนมีช้อนกลางต้องใช้ช้อนกลางตักกับข้าวมาใส่จาน แต่ถ้าไม่มีช้อนกลางก็ควรใช้ส้อมเขี่ยเม็ดข้าวและเศษอาหารออกจานช้อนของตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยใช้ช้อนตักกับข้าว ถ้าอยากตักกับข้าวแต่ตักไม่ถึง อย่ายืดตัวหรือเอื้อมผ่านหน้าคนอื่น แต่ขอให้ผู้ใหญ่ที่นั่งข้างๆ ช่วยตักให้

 

 
4. เคี้ยวและกลืน

 

เคี้ยวอาหารให้ละเอียดและกลืนลงคอก่อนจะตักคำต่อไป เวลาเคี้ยวจะต้องปิดปากเพื่อไม่ให้เศษอาหารกระเด็นออกมาหรือมีเสียงดังจั๊บๆ ไม่ซดน้ำแกงเสียงดังถ้าน้ำแกงร้อน ค่อยๆ เป่าให้เย็นลงก่อนแล้วจึงค่อยซด

 

 

 
5. เมื่ออิ่มแล้ว

 

กวาดเศษอาหารไปรวมกันไว้ที่ขอบจานด้านหนึ่ง แล้วรวบช้อนกับส้อมวางคู่กันบนจานคล้ายเลขสิบเอ็ด ดื่มน้ำ แล้วอย่าลืมชมฝีมือทำอาหารของพ่อครัวแม่ครัวเอกประจำบ้านด้วยล่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เมื่อลูกชายไม่ยอมเข้าห้องน้ำกับแม่แล้ว

สำหรับคนเป็นแม่ ถ้าให้นึกวาดภาพลูกของตัวเองต้องทำธุระส่วนตัวในที่ที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าก็คงอดหวั่นใจไม่ได้ แต่เด็กวัยเรียนรู้จักแบ่งแยกเพศหญิง-ชายชัดเจนแล้ว จึงไม่แปลกที่ลูกของคุณจะสะดวกใจทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำชายมากกว่าต้องอยู่ล้อมรอบด้วยผู้หญิง

 
ดังนั้นถ้าลูกของคุณทำตามกติกาเหล่านี้ได้ คุณก็ปล่อยให้เขาเรียนรู้ก้าวต่อไปของชีวิตลูกผู้ชายได้แล้ว

 
• ลูกเข้าไปที่โถและยืนปัสสาวะเองได้

 
• ลูกแกะกระดุม/รูดซิป เช็ดทำความสะอาดตัวเอง และล้างมือให้สะอาดได้โดยไม่ต้องมีคนช่วย

 
• เมื่อเดินเข้าไปในห้องน้ำ ลูกต้องเดินตรงไปที่โถ ทำธุระให้เสร็จ ล้างมือ แล้วเดินออกมาโดยไม่มัวโอ้เอ้

 
• ลูกต้องไม่คุยกับคนแปลกหน้าหรือจ้องคนอื่นขณะที่กำลังทำธุระ

 
• ถ้ามีใครทำท่าจะเข้ามาจับหรือคว้าตัว ลูกต้องตะโกนเสียงดังแล้วรีบออกมาจากห้องน้ำทันที

 
ลองเริ่มฝึกปฏิบัติ โดย ให้คุณพ่อหรือญาติผู้ชายที่อายุมากกว่าพาลูกเข้าไปในห้องน้ำสาธารณะ ถ้าไม่มีญาติผู้ชาย ก็ลองฝึกตามขั้นตอนข้างต้นในห้องน้ำหญิงให้คล่องก่อน

 
เมื่อลูกปฏิบัติตามขั้นตอนได้โดยไม่ต้องมีใครบอกแล้ว ก็ ลองให้แกเข้าห้องน้ำสาธารณะแบบที่เป็นห้องน้ำเดี่ยว เช่น ห้องน้ำในร้านอาหารเล็กๆ ที่มีห้องน้ำห้องเดียวไม่แยกหญิงชาย ห้องน้ำแบบนี้คุณพ่อหรือคุณแม่สามารถรออยู่หน้าประตูได้พอลูกคุ้นเคยและเลิกกลัวแล้วจึงค่อยให้เข้าห้องน้ำสาธารณะที่อื่นๆ แต่ก็ควรมีผู้ใหญ่ยืนรออยู่หน้าห้องน้ำ เพื่อความปลอดภัยอยู่ดี

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ชวนลูกหม่ำของว่างอย่างมีคุณภาพ

5 ข้อแนะนำ หม่ำของว่าง อย่างมีคุณภาพ

สำหรับเด็กวัยเรียน ช่วงรอยต่อระหว่างมื้อกลางวันกับมื้อเย็นดูยาวนานจนเกินทนไหวเพราะพวกเขาเสียพลังงานไปกับการเรียนการเล่นกลับถึงบ้านเลยตาลาย หม่ำไม่เลือก ไหนๆ ลูกก็ต้องหม่ำแล้ว เรามาทำให้ของว่างมื้ออร่อยได้ประโยชน์ตามโภชนาการด้วยดีกว่า

1. เสิร์ฟของว่างตามเวลาเดียวกันทุกวัน

ให้ลูกกินของว่างตรงเวลาเหมือนเป็นมื้ออาหารมื้อหนึ่ง ถ้าลูกรู้ว่าจะมีอะไรรองท้องเมื่อกลับถึงบ้าน เขาอาจลดความอยากที่จะซื้อขนมหน้าโรงเรียน หรือร้องขอแวะกินไอศกรีมก่อนกลับบ้านลงได้บ้าง

2. ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลา…

เตรียมของที่เด็กกินง่ายและได้คุณค่า เช่น ผลไม้ที่ปอกได้เองอย่างกล้วยหรือส้มหรือน้ำผลไม้สด เอาไว้ในตู้เย็นหรือบนโต๊ะอาหารที่หนูๆ จะหยิบทานเองได้

banner300x250

3. ไม่ตุนของที่ไม่อยากให้ลูกกิน

เช่น ขนมกรอบหรือไอศกรีม เอาไว้ในบ้าน หากอยากกินหรือถึงโอกาสพิเศษค่อยซื้อมาในปริมาณที่กินหมดได้ในครั้งเดียวไม่เหลือเก็บ

4. เก็บขนมแห้งๆ ประเภทคุกกี้ข้าวโอ๊ตหรือแครกเกอร์ผักไว้ในห่อเล็กๆ

ลูกจะได้ไม่กินขนมรวดเดียวหมดถุงใหญ่แถมยังพกติดรถไว้ให้ลูกรองท้องระหว่างช่วงรถติดได้ด้วย  ถ้าใช้เครื่องปิดปากถุงแบบสุญญากาศก็ยิ่งเก็บได้นานขึ้น

5. พาลูกไปซื้อของว่างด้วย

ถ้าเป็นของกินที่เลือกเอง หนูๆ จะได้ไม่อิดออดว่า  “หนูไม่อยากกิน” หรือ  “หนูไม่ชอบไอ้นี่” แถมระหว่างเดินเลือก คุณพ่อคุณแม่อาจให้ความรู้ เช่น “มะเขือเทศกินแล้วจะผิวสวยนะ” ช่วยเพิ่มความอยากอาหารได้อีก

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร
ภาพ : ShutterStock

หนูสงสัย ทำไมบ้านนั้นมี “แม่สองคน”

Q. ลูกสาวของฉันกลับจากโรงเรียนแล้วเล่าว่า เพื่อนคนหนึ่งไม่ได้มีคุณพ่อกับคุณแม่ แต่มี “คุณแม่สองคน” อยู่ด้วยกัน ฉันรู้อยู่แล้วว่า คุณแม่ของเพื่อนคนนั้นหย่ากับสามี และอยู่กับแฟนใหม่ที่เป็นผู้หญิง แต่ฉันไม่รู้จะอธิบายกับลูกอย่างไรดีค่ะ

เด็กวัยนี้เรียนรู้แล้วว่า ในโลกมีความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “คู่แต่งงาน” หรือ “พ่อแม่” ซึ่งหมายถึง คนคู่หนึ่งที่รักกัน แต่งงานกัน และสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่พวกเขายังไม่เข้าใจเรื่องรักร่วมเพศ ดังนั้นคุณจึงไม่ควรแสดงอาการหงุดหงิด ไม่ชอบใจ หรือบอกปัด ว่า “อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลยน่า!” เพราะนอกจากจะเสียโอกาสในการอธิบายเรื่องของผู้ใหญ่ให้ลูกเข้าใจแล้ว ยังทำให้ลูกกลัว ไม่กล้าถามอะไรคุณอีกด้วย

เราแนะนำให้หาเวลาพูดคุยกับลูกเรื่องนี้อย่างจริงจัง คุณอาจเริ่มจากอธิบายข้อเท็จจริงว่า “คุณแม่ของน้องเจนคือ คุณน้าต๋อมจ้ะ คุณน้าต๋อมหย่ากับคุณพ่อของน้องเจน แล้วก็มีแฟนใหม่ แต่แฟนของน้าต๋อมเป็นผู้หญิง”

หลังจากนั้นจึงอธิบายโดยไม่จำเป็นต้องลงลึกเรื่องรักร่วมเพศ แต่เน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล “ผู้ใหญ่บางคนอาจเพิ่งรู้ตัวว่า เขาอยากรักและอยู่กับใครอีกคนที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ก็เหมือนกับว่า คุณน้าต๋อมแต่งงานใหม่ แล้วน้องเจนก็ได้คุณแม่มาอีกคนไงล่ะ นี่อาจจะเป็นเรื่องแปลก แต่ไม่ใช่เรื่องตลก อย่าไปล้อน้องเจนนะจ๊ะ”

เมื่ออธิบายจบแล้ว อย่าลืมถามว่า ลูกมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ด้วยนะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูกให้ “ขอบคุณ” เป็น

แม้เด็กวัยนี้จะมีพลังพร้อมทำอะไรได้มากมาย แต่ก็มีบางเรื่องที่เขาต้องยอมยกธงขาว เพราะในความรู้สึกของลูกแล้วมันช่างยากเสียเหลือเกิน หนึ่งในนั้นคือ การบอกขอบคุณ ทั้งที่ลูกวัยนี้ก็โตพอที่ควรจะเรียนรู้ความสำคัญของคำสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความหมายนี้แล้ว

มาช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นและไม่บีบคั้นจิตใจอย่างที่เขารู้สึกด้วยการชวนเขาเขียนการ์ดหรือโน้ตขอบคุณสั้นๆ (“Thank You Note”) กัน

• ทำให้เป็นเรื่องสนุก วิธีง่ายๆ คือ ให้เขาเลือกอุปกรณ์ที่จะเขียนการ์ดเอง กระดาษ ปากกาหรือสีที่จะใช้ หรือแม้แต่แสตมป์ที่จะใช้ติดส่งได้เลือกของถูกใจ อารมณ์ร่วมก็จะค่อยๆ มา

• ให้เวลาในการเขียน เมื่อเป็นเรื่องยากของลูกอยู่แล้ว ถ้ายิ่งไปคาดหวังหรือกะเกณฑ์ให้เขาทำให้เสร็จทีเดียว ลูกจะยิ่งเซ็งและพานเขียนไม่เสร็จสักใบ แบ่งทำสัก 2 – 3 ครั้งก็ได้ เขาจะได้มีเวลาเขียนอย่างเต็มที่ และขอแรงคุณช่วยเขียนรายชื่อคนที่เขาจะส่งการ์ดให้ พอเขาเขียนของใครเสร็จ ก็ให้เขาขีดชื่อที่เขียนแล้วออก อย่างนี้ค่อยเห็นเส้นชัยชัดๆ หน่อย

• ช่วยเริ่มต้นให้หน่อย การช่วยนำร่องประโยคให้เขา เช่น “ผมได้รับสีน้ำที่คุณลุงให้เป็นของขวัญวันเกิดแล้ว ผมขอบ…” ให้ลูกพอมองเห็นว่าเขาจะแต่งเติมประโยคต่ออย่างไรในช่องว่างที่เหลือ งานจะง่ายขึ้น และเขายังได้ประโยคที่คุณให้ไปประยุกต์ และเพิ่มเติมในส่วนของเขาได้ด้วย

• แนะวิธีสร้างความประทับใจในการ์ดที่เขียน เช่น ให้ลูกเขียนอะไรที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับของขวัญที่ได้รับ ถ้าลูกได้ถุงเท้ามา ก็อาจจะให้เขาเขียนว่า…ขอบคุณมากครับ ผมสวมถุงเท้าคู่นี้ในเกมฟุตบอลด้วยละ หรือถ้าเขาไม่ถนัดเขียน รูปวาดฝีมือลูกก็สร้างความพิเศษให้การ์ดขอบคุณได้ไม่แพ้กัน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกโตพอจะหัดถ่ายรูปหรือยังนะ

            เรื่องการทำงานสัมพันธ์กันของมือและสายตาก็ดี รวมถึงเรื่องสมาธิการจดจ่อและการสนใจรายละเอียดของสิ่งรอบตัวด้วย”

 
เรามาชวนเด็กๆ บริหารทักษะที่เขามีพร้อมอยู่แล้ว และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายรูปอย่างง่ายๆ กันเถอะ

 
• รูปภาพเล่าเรื่อง เริ่มจากภาพที่บอกเล่าเรื่องของตัวลูก เช่น ภาพเกี่ยวกับการทำความสะอาดห้องของเขาเอง หรือภาพน้องหมาที่เธอแต่งตัวให้

 
• มีโจทย์ให้ เช่น ช่วยถ่ายภาพสิ่งของรูปทรงกลม สิ่งของที่มีสีฟ้า หรือสิ่งของที่ชื่อเรียกขึ้นต้นด้วยตัว “ก” เป็นต้น

 
• ดูภาพร่วมกัน พอช่างภาพน้อยเสร็จภารกิจ มาดูผลงานและคุยกัน เพื่อเป็นการเรียนรู้อย่างดี “เพราะอะไรรูปนี้ลูกถึงถ่ายจากมุมนี้ล่ะ” หรือ “เพราะอะไรถึงถ่ายรูปนี้” การใส่ใจกับผลงานของลูก (อย่างจริงใจ) จะเป็นกำลังใจอย่างดีที่ทำให้ลูกมีความกระตือรือร้นสร้างผลงานดีๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

4 เทคนิคพูดให้ลูกยอมฟัง

Q: ดิฉันมีลูก 3 คน อายุ 3 ขวบ 5 ขวบ และ 8 ขวบดิฉันมักจะปล่อยให้พวกเด็กๆ แสดงความเห็นหรือทำสิ่งต่างๆ ตามที่พวกเขาต้องการ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ลูกๆ ไม่ค่อยยอมฟังคำสั่งของดิฉันเลย

วิกฤติของคุณเป็นเรื่องปกติของยุคปัจจุบัน รุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเราเลี้ยงลูกโดยยึดความคิดความเห็นของผู้ใหญ่เป็นหลัก แต่ยุคนี้ครอบครัวส่วนใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความเห็นมากขึ้น

A: คุณแม่เจ้าของคำถามทำถูกแล้วที่รับฟังลูก ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกหนูๆ ต้องหันมาฟังคุณบ้าง  อย่าเพิ่งคิดว่าคุณต้องสร้างกฎใหม่หรือเปลี่ยนตัวเองเป็นเผด็จการประจำบ้าน เพียงแต่คุณต้องจัดสมดุลระหว่างการออกเสียงแบบประชาธิปไตยกับการปกครองให้ลูกอยู่ในโอวาท Amarin Baby & Kids มี 4 เทคนิคที่จะทำให้สมดุลนี้ประสบผลสำเร็จมาฝาก

1. สื่อสารให้ชัดเจน

จุดอ่อน : เวลาที่จะสั่งให้ลูกทำอะไร พ่อแม่หลายคนรวมความคิดและความรู้สึกของลูก (ตามที่พ่อแม่คิดเอาเอง) เข้าไปด้วย เช่น“ขึ้นรถได้แล้ว แม่รู้นะ หนูก็อยากเจอคุณยายใช่ไหมล่ะ” ความจริงลูกอาจนึกอยากเล่นอยู่บ้านมากกว่าก็ได้ และเขาคงไม่พอใจนักที่คุณเหมาเอาว่าอยากทำตามคำสั่งที่เขาไม่ได้อยากทำสักหน่อย

แก้ไข : พูดสั้นๆ แค่ว่า “ขึ้นรถได้แล้ว เราจะไปบ้านคุณยายกัน”

2. ยอมรับความรู้สึกของลูก แต่ยืนยันคำสั่งของคุณ

จุดอ่อน : พ่อแม่มักคาดหวังว่าลูกจะพอใจหรือกระตือรือร้นทำตามคำสั่ง และหงุดหงิดเมื่อปฏิกิริยาตอบรับของลูกไม่เป็นอย่างที่คิด

 
แก้ไข : ยอมรับเถอะ พวกหนูๆ อาจหงุดหงิดงอแง ไม่อยากปฏิบัติตามคำสั่งที่คุณบอกให้ทำ ฟังเสียงบ่น แต่ก็ต้องยืนยันคำสั่งเดิม  เช่น “คุณยายกำลังรออยู่หนูต้องขึ้นรถเดี๋ยวนี้ แม่รู้ว่าหนูอยากเล่นกับเพื่อนไว้มาเล่นกันต่อพรุ่งนี้นะ”

3. อธิบายผลลัพธ์ตามจริง

จุดอ่อน : แทนที่จะสื่อสารข้อเท็จจริงกับลูกอย่างตรงไปตรงมา พ่อแม่หลายคนกลับลงเอยด้วยความโกรธและตะโกนเสียงดังใส่ลูก “แม่บอกให้ขึ้นรถ!  อยากโดนตีหรือไง!” หรือไม่ก็ยื่นข้อเสนอที่ตัวเองไม่คิดจะทำหรือทำไม่ได้  แล้วเบี้ยวไม่ยอมทำ  อย่าง “ถ้าหนูยอมไปบ้านคุณยายดีๆ  แม่จะพาไปซื้อของเล่นนะ” (แต่ขากลับคุณกลับขับรถตรงกลับบ้าน  แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เจ้าตัวเล็กงอแงได้อย่างไร)

แก้ไข : อธิบายให้ลูกฟังว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาไม่ยอมทำตามคำสั่ง “แม่จะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าหนูไม่ยอมขึ้นรถ แม่จะอุ้มหนูขึ้นไปเอง” หรือ “ถ้าหนูไม่ยอมทำการบ้าน หนูจะอดดูการ์ตูนเย็นนี้ ”ก่อนยื่นคำขาด ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนว่า คุณสามารถทำตามที่คาดโทษไว้กับลูกได้จริงๆ และถ้าลูกไม่ยอมทำตาม ก็ลงมือได้เลย!(การขู่ว่าจะตี ไม่ใช่การคาดโทษที่เหมาะสม มีแต่ยิ่งทำให้ทั้งคุณและลูกรู้สึกแย่)

4. แยกพฤติกรรมกับพื้นนิสัยของลูกออกจากกัน

จุดอ่อน : ผู้ใหญ่มักรวมพฤติกรรมกับนิสัยหรือบุคลิกภาพของลูกเป็นเรื่องเดียวกัน  เช่น “อย่าตีน้องนะ! เด็กที่ตีคนอื่นเป็นเด็กไม่ดี!”

แก้ไข : ชี้ไปที่ตัวพฤติกรรม เช่น “ตีคนอื่นไม่ดีนะ พูดกับน้องดีๆ สิ” หรือ “หนูไม่ใช่ขโมยสักหน่อย ทำไมหนูถึงหยิบของคนอื่นมาล่ะ” การแยกพฤติกรรมออกจากตัวลูก จะทำให้หนูๆ เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองและปรับปรุงแก้ไข  แทนที่จะต้องมานั่งรู้สึกแย่เพราะถูกตัดสินว่าเป็น “คนไม่ดี”     ด.ญ.ไธญาราเจต  พาเดสกี้  และคุณแม่

หากวิธีการดังกล่าวยังไม่สามารถให้ลูกยอมรับฟังคุณได้ มีอีกวิธีที่จะช่วยสยบลูก เมื่อไม่ยอมฟังคำสั่งของพ่อแม่ ดังนี้ค่ะ

1. มั่นใจในตัวเองเข้าไว้ สิ่งที่คุณบอกไม่ใช่คำขอร้องหรือข้อเสนอแนะ แต่เป็น “คำสั่ง” ดังนั้นเมื่อคุณจะบอกให้ลูกทำอะไร ใช้น้ำเสียงที่จริงจังและอย่าเปิดโอกาสให้เขาโต้แย้ง

2. ประสานสายตา ก่อนที่จะบอกให้ลูกทำอะไร ขยับเข้าไปใกล้และประสานสายตากับเขา อย่าเพิ่งออกปากสั่งจนกว่าลูกจะหันมามองตาคุณ

3. ชัดเจน บอกลูกว่า “แม่อยากให้หนูทำ…และ…” รอจนกระทั่งลูกตอบว่า “โอเค” หรือ “ไม่เอา” ก่อน ถ้าเขาไม่ยอมทำตามหรือทำเป็นไม่ได้ยิน ทวนคำสั่งอีกครั้งโดยไม่แสดงอาการโกรธหรือหงุดหงิด ลูกจะรู้ว่าคุณตั้งใจให้เขาทำสิ่งนั้นๆ จริงๆ และจะไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามด้วย

อ่านต่อ >> 5 เคล็ดลับ! “เกลี้ยกล่อมตัวเล็กให้ยอมฟังแม่” คลิกหน้า 2

Tags

วัยทวีน เหวี่ยงแต่เช้า เรื่องนี้ต้องเข้าใจ

คุณหมอจูดี้ โอเวนส์ ผู้อำนวยการคลินิกรักษาความผิดปกติด้านการนอนในเด็ก ของโรงพยาบาลเด็กแฮสโบร อธิบายว่า “เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว รูปแบบการนอนและการตื่นของเด็กวัยนี้จะเปลี่ยนแปลงไป เขาจะง่วงนอนช้ากว่าที่เคย (เช่น จากที่เคยง่วงตอนสองทุ่มครึ่ง ก็อาจจะไปง่วงตอนสี่ทุ่มครึ่งโน่นเลย) ขณะที่ร่างกายของวัยรุ่นยังต้องการพักผ่อน 10 ชั่วโมงเหมือนเดิม ดังนั้นถ้าจะนอนให้เต็มที่ เขาก็ต้องตื่นสายกว่าที่เคย 1 – 2 ชั่วโมงนี่เอง แต่ในวันเรียนปกติ เขาต้องมาตื่นเวลาเดิม เขาเลยเกิดอาการนอนไม่พอ จึงเป็นที่มาของอาการหงุดหงิดขี้โมโหทั้งมวลนั่นเอง”

 
รู้อย่างนี้แล้ว มาหาทางช่วยให้วัยทวีนอารมณ์ดีรับยามเช้าดีกว่า คุณหมอโอเวนส์มีคำแนะนำมาฝาก

 
• ช่วยผ่อนคลายก่อนนอน ทำการบ้าน ดูโทรทัศน์ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เมาท์กับเพื่อนไม่เลิก กิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ลูกว้าวุ่นใจจนไม่อยากเข้านอน ชวนเขาหยุดกิจกรรมทุกอย่าง และมีเวลาอยู่สงบๆ ก่อนถึงเวลานอนอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จะช่วยให้ลูกเข้านอนได้ง่ายและเป็นสุขขึ้น

 
• รักษาความคงเส้นคงวาไว้ การให้เขานอนชดเชยเวลาที่ขาดไปเพิ่มในวันหยุดไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่กลับจะแย่ลง เพราะทำให้เวลาในร่างกาย (Biological Clock) เขารวนมากขึ้น ทางที่ดีกว่าคือ ให้ลูกเข้านอนและตื่นนอนตามปกติ ถ้าเร็วขึ้นหรือช้าลงบ้างก็ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง และช่วยจัดตารางวันหยุดของวัยทวีนให้วุ่นวายน้อยลง

 
• ดูแลเรื่องเครื่องดื่ม ไม่ควรให้ลูกดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนผสมอยู่ โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ ที่อาจจะมีกาเฟอีนในปริมาณมากเท่าๆ กับกาแฟเลยทีเดียว

 
• เข้าใจและปล่อยผ่าน ถ้าจริงๆ แล้วอารมณ์หงุดหงิดของเขาไม่ได้ทำอะไรให้เสียหายหรือโวยวายแหลก คุณแม่ก็ต้องทำ (ใจ) ปล่อยไปก่อน เพราะเขาไม่หงุดหงิดตลอดเวลาแน่ พออารมณ์ดีขึ้น ค่อยพูดคุยกันให้รู้ว่าคุณเข้าใจเขา แต่ลูกก็ควรมีวิธีการระบายอารมณ์ที่เหมาะสมด้วย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

รับโทรศัพท์

รับโทรศัพท์ ..อีกหนึ่งมารยาททางสังคมที่ต้องฝึกฝน

 

กริ๊งๆเสียงโทรศัพท์ดังเมื่อไร ลูกเป็นต้องรี่ไปรับโทรศัพท์ก่อนใคร แต่เวลาฝากความทางโทรศัพท์ให้เด็กน้อยอายุ 8 ขวบที่รับสาย เชื่อได้เลยว่าข้อความที่ฝากมักไม่ถึงคนรับ หรือถ้าได้ข้อความก็สุดจะกำกวม มีแต่งงไปตามๆ กัน อาการนี้แสดงว่าลูกถึงวัยบ้ารับโทรศัพท์ แม้เขาจะยังรับฝากข้อความได้ไม่ดี แต่ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องตกลงกติกาการรับโทรศัพท์กับเด็กๆ สักเล็กน้อย แอนเจลิก้า เมเนฟี่ ประธานของแทรมโปไลน์ บริษัทพัฒนาหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ในเด็กวัยรุ่น ในทาวสัน แมริแลนด์ มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

รับโทรศัพท์

1.ทักทายเท่านั้น

“สวัสดีค่ะ นี่บ้านคุณ…ค่ะ” เป็นคำพูดทั่วไปเวลารับโทรศัพท์ แต่ปัจจุบันมีมิจฉาชีพมากขึ้น ครอบครัวส่วนใหญ่จึงค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการพูดข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์ “ฉันไม่อยากให้คนที่โทร.มารู้จักชื่อคนในบ้าน โดยเฉพาะถ้าฝ่ายนั้นได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงรับด้วยแล้ว อาจจะเป็นอันตรายได้” คุณแม่คนหนึ่งให้ข้อมูล เพราะฉะนั้นเวลารับโทรศัพท์ให้ลูกพูดว่า “สวัสดีค่ะ” ก็พอ

รับโทรศัพท์

2. รู้ว่าจะพูดอะไร

ถ้าลูกอยากรับโทรศัพท์ เขาควรมีสมาธิพอที่จะรู้ว่าใครโทร.มาและทางนั้นต้องการพูดสายกับใคร  เช่น  คนโทร.มาพูดว่า “ขอพูดกับแม่ของหนูจ้ะ” ลูกคุณควรตอบได้ว่า “ค่ะ จะให้หนูบอกคุณแม่ว่าใครโทร.มาคะ”

รับโทรศัพท์

3. อย่าตะโกน

บอกลูกว่าควรจะวางหูโทรศัพท์แล้วค่อยเดินไปตามคนคนนั้นมารับ แต่ถ้าเป็นโทรศัพท์ไร้สาย ก็ควรถือไปส่งให้คนรับอย่างเงียบๆ “และหากคุณรู้จักกับคนที่โทร.มา ก็สอนลูกได้ว่าจะพูดคุยสั้นๆ กับคนที่โทร.มาระหว่างที่เดินเอาโทรศัพท์มาให้คุณก็ได้เช่น “ป้าแนตรอเดี๋ยวนะคะ แม่อยู่หน้าบ้าน หนูกำลังเอาโทรศัพท์ไปให้ค่ะ” อย่างนี้คนที่โทร.มาจะรู้สึกดีด้วย

crime about com

4. ฝากข้อความ

เตรียมไวท์บอร์ดหรือกระดาษโน้ตและปากกาวางไว้ข้างๆ โทรศัพท์ สอนให้ลูกเขียนชื่อและหมายเลขของคนโทร.มาต้องการให้ติดต่อกลับ ถ้าลูกยังเขียนไม่ถนัด ก็เลือกวิธีขอให้คนที่โทรศัพท์มาโทร.กลับมาใหม่ หรือฝากข้อความเสียงไว้ในเครื่องรับอัตโนมัติก็ได้

รับโทรศัพท์

5. คิดก่อนโทร.

ถ้าลูกต้องการโทร.หาใคร สอนให้เขาคิดเตรียมไว้ก่อนเลยว่าจะพูดอะไรบ้าง เช่น พูดทักทายเมื่อมีคนรับสาย “สวัสดีค่ะหนูข้าวหอมนะคะ ขอพูดสายกับพี่หมูหน่อยค่ะ” และพอจะวางสายก็พูดคำว่า “สวัสดีค่ะ” ด้วย

อย่าลืมว่าการรับสายโทรศัพท์ก็เป็นอีกหนึ่งมารยาทที่ครอบครัวไม่ควรละเลยในการสอนหนูน้อย เพื่อสื่อสารและสนทนากับผู้คนหลายระดับ ดังนั้นฝึกไว้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อใช้เป็นทักษะดีๆ ติดตัวในอนาคตนะคะ

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & kids

 

ลูกมีโทรศัพท์มือถือ…เร็วไปหรือเปล่า

จริงอยู่ที่ว่าโทรศัพท์มือถือเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนยุคใหม่ไปแล้ว แต่สำหรับเด็ก 8 ขวบยังไม่ใช่เรื่องจำเป็นค่ะ ถ้าคุณยังกังวล ลองถามตัวเองว่า “สำหรับลูกคุณแล้วมือถือจำเป็นหรือเปล่า” ถ้าคุณตอบว่าจำเป็น เพื่อลูกจะได้ใช้โทร.บอกให้คุณมารับเมื่อเลิกเรียน ก็ซื้อให้ลูกได้ และก็ถือเป็นโอกาสดีที่คุณจะมีข้อตกลงกับลูกในการใช้โทรศัพท์มือถือ  เช่น  ถ้าลูกจะโทร.หาเพื่อนๆ เขาต้องขออนุญาตคุณก่อน และห้ามดาวน์โหลดเกมราคาแพง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ของหาย!…(อีกแล้วนะลูก)

           ทั้งที่ไม่สามารถจะรักษาของไว้ได้ ดร.เคที เรชเก้ที่ปรึกษาด้านการเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยโคลัมบัส  โอไฮโอ อธิบายว่า  “เรื่องให้เด็กวัยนี้คิดได้อย่างผู้ใหญ่ว่า เขาควรรู้ค่าของข้าวของต่างๆ นั้น ยังไม่สามารถเข้าใจได้จนกว่าจะทำงานหาเงินได้เอง”

 
แต่ถ้าคุณอยากลดจำนวนของหายดร.เรชเก้มีคำแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกมีส่วนในการจับจ่ายข้าวของเช่น ให้เขาออกเงินซื้อของที่เขาอยากได้ด้วย แม้เขาจะออกเพียงเล็กน้อยก็ตาม

 
นอกจากนี้ควรตกลงกฎกติกากับเขาให้ชัดเจนเรื่องการใช้และการดูแลสิ่งของเช่น ลูกต้องเก็บไอพ็อดไว้ในกระเป๋าที่มีซิปทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ และเมื่อเลิกเรียน  แจ๊คเก็ตตัวแพงที่เขาอยากได้และมีส่วนออกเงินซื้อตัวนั้นต้องอยู่ในกระเป๋า เตรียมพร้อมเอากลับบ้านและเมื่อใดก็ตามที่ของหาย วัยทวีนต้องรับผิดชอบด้วย

 
“เมื่อ ‘หนึ่ง’ ลูกชายวัย 12 ปี  ยืมโทรศัพท์มือถือของพี่สาวไปและทำหายเขาต้องชดใช้ด้วยการจ่ายคืน แม้โทรศัพท์เครื่องนั้นจะมีประกันไว้แล้ว เพราะเขาควรต้องได้บทเรียนจากความไม่รับผิดชอบดูแลของที่ยืมไปค่ะ” คุณแม่ของน้องหนึ่งบอกเล่าประสบการณ์ให้เราฟัง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags