รับโทรศัพท์

รับโทรศัพท์ ..อีกหนึ่งมารยาททางสังคมที่ต้องฝึกฝน

 

กริ๊งๆเสียงโทรศัพท์ดังเมื่อไร ลูกเป็นต้องรี่ไปรับโทรศัพท์ก่อนใคร แต่เวลาฝากความทางโทรศัพท์ให้เด็กน้อยอายุ 8 ขวบที่รับสาย เชื่อได้เลยว่าข้อความที่ฝากมักไม่ถึงคนรับ หรือถ้าได้ข้อความก็สุดจะกำกวม มีแต่งงไปตามๆ กัน อาการนี้แสดงว่าลูกถึงวัยบ้ารับโทรศัพท์ แม้เขาจะยังรับฝากข้อความได้ไม่ดี แต่ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องตกลงกติกาการรับโทรศัพท์กับเด็กๆ สักเล็กน้อย แอนเจลิก้า เมเนฟี่ ประธานของแทรมโปไลน์ บริษัทพัฒนาหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ในเด็กวัยรุ่น ในทาวสัน แมริแลนด์ มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

รับโทรศัพท์

1.ทักทายเท่านั้น

“สวัสดีค่ะ นี่บ้านคุณ…ค่ะ” เป็นคำพูดทั่วไปเวลารับโทรศัพท์ แต่ปัจจุบันมีมิจฉาชีพมากขึ้น ครอบครัวส่วนใหญ่จึงค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการพูดข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์ “ฉันไม่อยากให้คนที่โทร.มารู้จักชื่อคนในบ้าน โดยเฉพาะถ้าฝ่ายนั้นได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงรับด้วยแล้ว อาจจะเป็นอันตรายได้” คุณแม่คนหนึ่งให้ข้อมูล เพราะฉะนั้นเวลารับโทรศัพท์ให้ลูกพูดว่า “สวัสดีค่ะ” ก็พอ

รับโทรศัพท์

2. รู้ว่าจะพูดอะไร

ถ้าลูกอยากรับโทรศัพท์ เขาควรมีสมาธิพอที่จะรู้ว่าใครโทร.มาและทางนั้นต้องการพูดสายกับใคร  เช่น  คนโทร.มาพูดว่า “ขอพูดกับแม่ของหนูจ้ะ” ลูกคุณควรตอบได้ว่า “ค่ะ จะให้หนูบอกคุณแม่ว่าใครโทร.มาคะ”

รับโทรศัพท์

3. อย่าตะโกน

บอกลูกว่าควรจะวางหูโทรศัพท์แล้วค่อยเดินไปตามคนคนนั้นมารับ แต่ถ้าเป็นโทรศัพท์ไร้สาย ก็ควรถือไปส่งให้คนรับอย่างเงียบๆ “และหากคุณรู้จักกับคนที่โทร.มา ก็สอนลูกได้ว่าจะพูดคุยสั้นๆ กับคนที่โทร.มาระหว่างที่เดินเอาโทรศัพท์มาให้คุณก็ได้เช่น “ป้าแนตรอเดี๋ยวนะคะ แม่อยู่หน้าบ้าน หนูกำลังเอาโทรศัพท์ไปให้ค่ะ” อย่างนี้คนที่โทร.มาจะรู้สึกดีด้วย

crime about com

4. ฝากข้อความ

เตรียมไวท์บอร์ดหรือกระดาษโน้ตและปากกาวางไว้ข้างๆ โทรศัพท์ สอนให้ลูกเขียนชื่อและหมายเลขของคนโทร.มาต้องการให้ติดต่อกลับ ถ้าลูกยังเขียนไม่ถนัด ก็เลือกวิธีขอให้คนที่โทรศัพท์มาโทร.กลับมาใหม่ หรือฝากข้อความเสียงไว้ในเครื่องรับอัตโนมัติก็ได้

รับโทรศัพท์

5. คิดก่อนโทร.

ถ้าลูกต้องการโทร.หาใคร สอนให้เขาคิดเตรียมไว้ก่อนเลยว่าจะพูดอะไรบ้าง เช่น พูดทักทายเมื่อมีคนรับสาย “สวัสดีค่ะหนูข้าวหอมนะคะ ขอพูดสายกับพี่หมูหน่อยค่ะ” และพอจะวางสายก็พูดคำว่า “สวัสดีค่ะ” ด้วย

อย่าลืมว่าการรับสายโทรศัพท์ก็เป็นอีกหนึ่งมารยาทที่ครอบครัวไม่ควรละเลยในการสอนหนูน้อย เพื่อสื่อสารและสนทนากับผู้คนหลายระดับ ดังนั้นฝึกไว้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อใช้เป็นทักษะดีๆ ติดตัวในอนาคตนะคะ

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & kids

 

ลูกมีโทรศัพท์มือถือ…เร็วไปหรือเปล่า

จริงอยู่ที่ว่าโทรศัพท์มือถือเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนยุคใหม่ไปแล้ว แต่สำหรับเด็ก 8 ขวบยังไม่ใช่เรื่องจำเป็นค่ะ ถ้าคุณยังกังวล ลองถามตัวเองว่า “สำหรับลูกคุณแล้วมือถือจำเป็นหรือเปล่า” ถ้าคุณตอบว่าจำเป็น เพื่อลูกจะได้ใช้โทร.บอกให้คุณมารับเมื่อเลิกเรียน ก็ซื้อให้ลูกได้ และก็ถือเป็นโอกาสดีที่คุณจะมีข้อตกลงกับลูกในการใช้โทรศัพท์มือถือ  เช่น  ถ้าลูกจะโทร.หาเพื่อนๆ เขาต้องขออนุญาตคุณก่อน และห้ามดาวน์โหลดเกมราคาแพง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ของหาย!…(อีกแล้วนะลูก)

           ทั้งที่ไม่สามารถจะรักษาของไว้ได้ ดร.เคที เรชเก้ที่ปรึกษาด้านการเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยโคลัมบัส  โอไฮโอ อธิบายว่า  “เรื่องให้เด็กวัยนี้คิดได้อย่างผู้ใหญ่ว่า เขาควรรู้ค่าของข้าวของต่างๆ นั้น ยังไม่สามารถเข้าใจได้จนกว่าจะทำงานหาเงินได้เอง”

 
แต่ถ้าคุณอยากลดจำนวนของหายดร.เรชเก้มีคำแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกมีส่วนในการจับจ่ายข้าวของเช่น ให้เขาออกเงินซื้อของที่เขาอยากได้ด้วย แม้เขาจะออกเพียงเล็กน้อยก็ตาม

 
นอกจากนี้ควรตกลงกฎกติกากับเขาให้ชัดเจนเรื่องการใช้และการดูแลสิ่งของเช่น ลูกต้องเก็บไอพ็อดไว้ในกระเป๋าที่มีซิปทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ และเมื่อเลิกเรียน  แจ๊คเก็ตตัวแพงที่เขาอยากได้และมีส่วนออกเงินซื้อตัวนั้นต้องอยู่ในกระเป๋า เตรียมพร้อมเอากลับบ้านและเมื่อใดก็ตามที่ของหาย วัยทวีนต้องรับผิดชอบด้วย

 
“เมื่อ ‘หนึ่ง’ ลูกชายวัย 12 ปี  ยืมโทรศัพท์มือถือของพี่สาวไปและทำหายเขาต้องชดใช้ด้วยการจ่ายคืน แม้โทรศัพท์เครื่องนั้นจะมีประกันไว้แล้ว เพราะเขาควรต้องได้บทเรียนจากความไม่รับผิดชอบดูแลของที่ยืมไปค่ะ” คุณแม่ของน้องหนึ่งบอกเล่าประสบการณ์ให้เราฟัง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ป้องกันลูกสาวไม่ให้กลายเป็นขาเม้าท์

ยิ่งโตและเจอประสบการณ์ใหม่ๆ สาวน้อยวัยทวีนก็ยิ่งกระตือรือร้นอยากรู้อยากบอกความรู้สึกและพฤติกรรมต่างๆ ที่เพื่อนวัยเดียวกันประสบพบเจอว่าจะเหมือนหรือต่างจากเธออย่างไร มากน้อยแค่ไหน คุณควรระวังไม่ให้พฤติกรรมนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นสาวน้อยช่างนินทาไป

โรซาลินด์ ไวซ์แมน นักเขียนเรื่อง “Queen Bees and Wannabes” แนะนำว่า ก่อนอื่นคุณแม่ควรสอนลูกให้แยกแยะได้ว่าอะไรคือช่างพูดช่างคุย และต่างกับการนินทาว่าร้ายกันอย่างไร

“การพูดคุยเกี่ยวกับผู้คนและประสบการณ์ต่างๆ เป็นส่วนสำคัญของหน้าที่ต่างสังคม” ไวซ์แมนว่า แบบนี้คือการพูดคุยกัน ซึ่งช่วยให้ลูกของคุณได้รับคำแนะนำและข้อมูลต่างๆ ด้วย แต่การพูดคุยนี้จะกลายเป็นการนินทาได้เมื่อจุดประสงค์การพูดของลูกคือ การพูดถึงคนอื่นในแง่ร้าย หรือพยายามพูดให้คนอื่นดูแย่

ป้องกันไม่ให้ลูกว่าร้ายคนอื่น

ถ้าหากคุณได้ยินลูกวัยทวีนพูดให้ร้ายคนอื่น ต้องบอกให้ลูกรู้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ “จริงๆ แล้วการนินทาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ครอบครัวของเราไม่ทำอย่างนั้น  เราควรจะมองคนอื่นในแง่ดี และไม่ควรเอาเรื่องส่วนตัวของพวกเขาไปพูดต่อนะจ๊ะ’”  ไวซ์แมนแนะนำ และลองถามลูกก็ได้ว่า “ถ้ามีคนนินทาหนูหรือเอาเรื่องส่วนตัวของหนูไปพูด หนูจะเสียใจไหม”

ถ้าลูกอยากซี้กับเพื่อนมากขึ้น คุณก็แนะนำวิธีอื่นให้ลูกได้ เช่น ควรสนับสนุนในทางที่ดี คอยชมเมื่อเห็นเพื่อนได้สิ่งดีๆ หรือชวนเพื่อนๆ ไปทำดี ที่สำคัญ คุณควรหมั่นสำรวจตัวเองว่าไม่ได้เป็นตัวอย่างเรื่องนิสัยชอบนินทาให้ลูกเสียเอง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

จะเรียนแล้วลูกยังสะกดชื่อไม่ได้เลย

Q: ลูกสาวคนเล็กวัย 3 ขวบ 10 เดือนไม่ยอมจับดินสอเขียนหนังสือเลยค่ะ แต่ลูกก็ชอบจับสีเทียนระบายสีนะคะ จะพยายามกระตุ้นให้ลูกเขียนได้อย่างไรดี

คุณแม่ไม่ต้องกังวลเลยค่ะว่าลูกจะยังเขียนชื่อตัวเองไม่ได้ก่อนเข้าเรียน เพราะทักษะนั้นเป็นสิ่งที่เขาจะได้เรียนรู้จากโรงเรียนอยู่แล้ว

สำหรับคำถามแรก  การให้ลูกระบายสีก็เท่ากับกระตุ้นให้ลูกฝึกการเขียนอยู่แล้ว กิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะการเขียนได้ เช่น การใช้กรรไกร ใช้สีชอล์กฉีกกระดาษ หรือโยนรับลูกบอล เป็นต้น ส่วนวิธีทำให้ลูกสนใจการเขียน เช่น

1. ร่วมกันทำหนังสือสักเล่ม

ตัดปะภาพสวยๆ จากในนิตยสาร และอย่าลืมเขียนชื่อสิ่งของนั้นไว้ด้วย

2. ให้ลูกเป็นคนเล่าเรื่อง

จากนั้นลองให้ลูกวาดรูปประกอบและเขียนคำอธิบายสั้นๆ ในหน้านั้น และให้ลูกได้เขียนชื่อตัวเองในฐานะนักเขียนหนังสือ

3. ประดิษฐ์การ์ดของขวัญ

ให้ปู่ย่าตายายและให้ลูกเขียนคำอวยพร

4. ติดสติ๊กเกอร์น่ารักๆ

ที่เป็นตัวอักษรของชื่อลูกไว้ที่สิ่งของต่างๆ ของเขา

ที่สำคัญคือ อย่าบังคับให้ลูกเขียนจนทำให้ลูกอึดอัดลำบากใจค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูกเป็น “ผู้แพ้” อย่างชาญฉลาด

            ฉันก็เข้าใจนะว่าลูกเสียใจมาก แต่สำหรับแม่อย่างฉันแล้วไม่ค่อยชอบนัก เพราะเค้กเพิ่งจะอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้น แต่มีความรู้สึกรุนแรงขนาดนี้เชียว!

 
“เด็กช่วงวัยนี้มักยังไม่เข้าใจว่า ‘เมื่อพายุร้ายพัดใส่ จะมีฟ้าหลังฝนที่สดใสตามมา’ แถมคิดไปว่าเมื่อเป็นผู้แพ้จะต้องแพ้กันไปชั่วนิรันดร์ (ขนาดนั้นกันทีเดียว)” ดร.ทามาร์ ชานสกี้ นักจิตวิทยาเด็ก ผู้เขียนหนังสือ “Freeing Your Child from Negative Thinking” อธิบาย ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังสามารถช่วยเหมือนเดิมค่ะลูกเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเป็นผู้แพ้ได้อยู่ดี

 
รู้จักความจริงของชีวิต เมื่อลูกเริ่มสงบลง ลองชี้ให้เขารับรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า คนเรามีวันพ่ายแพ้ ไม่สมหวังกันทุกคน อย่างเรื่องกีฬานี่ แม้แต่นักกีฬามืออาชีพอย่างไทเกอร์ วู้ด ก็ยังมีวันที่แพ้มาแล้ว

 
เสริมภูมิคุ้มกันความผิดหวัง เรื่องนี้ควรสอนให้ลูกได้รู้แต่เนิ่นๆ “เด็กๆ จำเป็นต้องฝึกรับมือกับเหตุการณ์ผิดหวังทั้งหลาย วิธีหนึ่งที่จะช่วยฝึกได้คือไม่ตามใจลูกทุกครั้ง เช่น ไม่ซื้อของให้ทุกครั้ง ถ้าครั้งที่แล้วเขาได้เลือกดีวีดีไปแล้ว ครั้งนี้เขาจะไม่ได้เลือก เพราะเป็นคราวของน้อง ลูกจะค่อยๆ สะสมภูมิคุ้มกันต่อความรู้สึกไม่สมหวังมากขึ้น”

 
หลีกเลี่ยงการตำหนิในทันที คุณแม่ควรปล่อยให้ลูกสงบอารมณ์ก่อนแล้วค่อยๆ พูด เมื่อเขาเริ่มรับฟังคุณ ค่อยๆ บอกเขาว่าการขว้างปา โยนข้าวของ หรืออาละวาด ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับเขาเลย

 
จบลงด้วยข้อคิด ข้อคิดที่ดีเป็นทั้งกำลังและแนวทางให้ลูก เช่น นักแบดมินตันยิ่งตีลูกมาก ยิ่งเห็นว่าเขาควรจะตีอย่างไรให้ดีขึ้น เล่นบาสเกตบอลก็เหมือนกัน ยิ่งเลี้ยงมาก – ส่งมาก – ชูตลูกให้มาก ลูกจะยิ่งทำได้ดีขึ้น และที่สำคัญ มีโอกาสเป็นไปได้ว่า ครั้งนี้ย่อมไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ลูกจะพบกับความพ่ายแพ้ แต่ควรเป็นครั้งสุดท้ายที่หนูจะรู้สึกไม่ดีต่อความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

นิสัยจอมสั่งแบบนี้ มีด้านดีเหมือนกัน

เฮ้อ  การเปลี่ยนนิสัยความเป็นผู้นำของลูกสาวคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่คุณอยากจะทำ (ถ้าหากเธอเป็นผู้ชาย เราอาจจะตบมือให้กับนิสัยแบบนี้ไปแล้ว!) แทนที่จะปรับคุณสมบัติข้อนี้ คุณน่าจะหาทางออกให้เธอได้ใช้มันอย่างถูกวิธีดีกว่าโดยอธิบายให้เธอรู้ว่า การควบคุมอย่างเป็นมิตรคือวิธีของผู้นำที่แท้จริง ในขณะที่นิสัยชอบบงการมีแต่จะทำให้เพื่อนๆ ผละจากไป

 
ผู้นำจะต้องไม่เห็นแก่ตัว ไม่ตะโกน ออกคำสั่ง ข่มขู่ หรือมีพฤติกรรมร้ายๆกับคนอื่น แต่จะต้องยุติธรรม ใจดี มีน้ำใจ และห่วงใยความรู้สึกของคนอื่น

 
หลังจากนั้นถ้าพฤติกรรมจอมบงการของลูกยังเข้าหูคุณอีก ก็หาเวลาคุยกับลูกส่วนตัวอีกครั้ง ทบทวนกันถึงการเป็นผู้นำที่ดี และไม่ลืมว่า เมื่อคุณเห็นว่าลูกปรับตัวได้ดีขึ้นก็ชื่นชมในความพยายามของเธอด้วย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ถึงเวลาลูกเก็บตัวในห้องแล้วหรือ งือ แม่เศร้า

ลูกสาวก่อนวัยรุ่นหมกตัวอยู่ในห้องอีกแล้ว พร้อมกับเสียงเพลงดังลั่นและล็อกประตู คุณแม่อย่างคุณควรจะกังวลกับพฤติกรรมที่ (เข้าข่าย) ลึกลับนี้หรือไม่ คำตอบคือ อาจจะไม่ “เพราะนี่เป็นวัยที่เด็กๆ จะเริ่มรู้สึกอยากแยกจากพ่อแม่แล้ว และวิธีการแสดงออกของพวกเขาก็คือ การปิดประตูห้อง” ดร.ลินดา ซานน่า ผู้เขียนเรื่อง “The Everything Tween Book” อธิบาย

แล้วคุณควรจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร

เข้าใจว่าลูกวัยนี้ต้องการเวลาและพื้นที่ส่วนตัว

ลูกสาวของคุณอาจจะอยากอยู่ในห้องเพื่อโทรศัพท์คุยกับเพื่อน อ่านหนังสือ เล่นเกม หรือแค่นั่งฝันกลางวันก็ได้ ด้วยว่ากิจกรรมหลังเลิกเรียน การบ้าน หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่รัดตัวตลอดวัน ทำให้เธอเหน็ดเหนื่อย เธอจึงต้องการเวลาพักผ่อนอย่างจริงจัง

ล็อกห้องก็ได้

แต่เป็นเวลา หากว่าสาวน้อยวัยทวีนให้เหตุผลว่า กลัวคนในครอบครัวจะเข้าห้องของเธออย่างกะทันหัน คุณควรอธิบายให้เธอรู้ว่า เธอล็อกประตูห้องก็ได้ตอนกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือต้องทำการบ้านยากๆ ที่ต้องใช้สมาธิ หรือต้องการเวลาส่วนตัว แต่เธอไม่จำเป็นต้องล็อกประตูตลอดเวลาที่อยู่ในห้อง

คงกิจกรรมครอบครัวไว้

ไม่ว่าอย่างไรลูกต้องรักษากฎของบ้าน วัยทวีนยังต้องรับประทานอาหารกับทุกคนในครอบครัว รวมถึงช่วยน้องสาวทำการบ้าน วิธีนี้จะทำให้ลูกของคุณรู้ว่าเธอไม่สามารถซ่อนตัวได้ตลอดเวลา

ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นประโยชน์

ทีวีและวิดีโอเกมควรจะต้องอยู่ในพื้นที่ส่วนรวมเพื่อคุณจะได้ดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมร่วมกัน อย่างน้อยคุณกับลูกก็ยังได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันพูดคุยกันในเรื่องต่างๆ ลูกจะได้รู้ว่าเธอยังมีคุณอยู่ด้วยเสมอ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

หรือ….ลูกกำลังถูกคุกคามทางอินเทอร์เน็ต

           นี่คือเบาะแสต่างๆ ที่จะทำให้คุณรู้ว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ของพวกเขาและวิธีช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

 
• ไม่สุงสิงกับใคร จู่ๆ ลูกก็เลิกเล่นเกมออนไลน์ เลิกใช้โทรศัพท์ และดูเหมือนว่าเพื่อนสนิทของเธอก็ทำตัวราวกับสายลับก็ไม่ปาน “ส่วนใหญ่แล้วผู้ชอบข่มขู่ทางอินเทอร์เน็ตมักมาจากเพื่อนที่รู้จักพาสเวิร์ดและความลับต่างๆ ของลูกคุณ” แพร์รี่อาฟแท็ป ทนายออนไลน์ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ “stopcyberbullying.org” กล่าว

 
• กลัวเทคโนโลยี ลูกเปลี่ยนมาใช้เวลาช่วงเย็นเอาแต่อ่านหนังสือ (จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนี่เนอะ) แทนการเข้าอินเทอร์เน็ต  และลูกจะออกอาการตกประหม่าเมื่อมีข้อความเข้าโทรศัพท์หรือเข้ามาทางโปรแกรมแชต (กรณีที่ลูกเปิดเครื่องไว้)

 
• นิสัยเปลี่ยนไป “เด็กเล็กๆ มักจะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็เมื่อเขารู้สึกเหนื่อยแต่เมื่อเด็กวัยทวีนมีพฤติกรรมไม่ดีบ้าง อาจเป็นเพราะว่ามีใครทำให้ลูกรู้สึกว่าชีวิตของเขาไม่เป็นสุข” โมนิก้า วิล่า จากเว็บไซต์ “theonlinemom.com” อธิบาย

 
• มีส่วนร่วมกับลูก คุณเองก็ควรจะตรวจดูอยู่เสมอว่าลูกใช้โปรแกรมอะไรบ้างถ้าเป็นโปรแกรมแชตแบบธรรมดาๆ ที่คนแชตก็เปิดเผยตัวเองจริงๆ ย่อมดีต่อการเข้าโลกออนไลน์ของลูก และยังช่วยแยกแยะนักคุกคามทางอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

งานบ้าน = งานสนุก

            เด็กวัยเรียนพร้อมจะร่วมมือทำงานกับผู้อื่นและสนุกกับการแสดงความสามารถใหม่ๆ ถือเป็นโอกาสดีที่คุณพ่อคุณแม่จะได้วางมือจากภาระจุกจิกลงสักหน่อย และปล่อยให้ผู้ช่วยงานบ้านคนใหม่ได้ลงมือทำอะไรบ้าง

 
• เครื่องนอน ผ้าปูที่นอนอาจผืนใหญ่เกินกว่าแขนสั้นๆ แต่พวกเด็กๆ ช่วยเปลี่ยนปลอกหมอน ตบหมอนให้ฟู และจัดเรียงตุ๊กตายัดนุ่นให้เข้าที่เข้าทางได้ หรือถ้าคุณไม่รำคาญรอยผ้ายับๆ ก็ปล่อยให้เขาสนุกกับการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนด้วยตัวเองดูสักครั้งสิ

 
• โต๊ะกินข้าว โต๊ะอาหารเป็นลานแสดงความสามารถสำหรับหนูๆ เพราะทุกคนในครอบครัวจะได้เห็นผลงานของเขา ปล่อยให้ลูกจัดโต๊ะขณะที่คุณกำลังวุ่นหน้ามันอยู่หน้าเตา (ถึงเด็กๆ จะวางช้อนกับส้อมสลับกันบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก) ถ้าบนโต๊ะมีที่ว่าง คุณอาจอนุญาตให้เขานำผลงานชิ้นเอก เช่น ตัวต่อเลโก้ งานปั้นดินน้ำมัน ฯลฯ มาตั้งตกแต่งไว้กลางโต๊ะหรือจัดดอกไม้ใส่แจกันแบบง่ายๆ

 
• กล่องของเล่น หาซื้อกล่องหรือถังสีสวยๆ มาสัก 2 – 3 ใบ หลังจากลูกเล่นของเล่นกองใหญ่เสร็จก็ให้เขาจัดเก็บของเล่น ทั้งหมดใส่ถังเหล่านี้ จะแยกตามประเภท สี หรือจัดอันดับของเล่นที่ชอบที่สุดก็ตามใจ หลังจากนั้นก็ให้ลูกอุ้มถังไปเก็บใส่ชั้นหรือลังของเล่นเอง

 
• เครื่องแต่งกาย งานซักรีดไม่มีวันหมดไปจากโลก ลองให้ลูกช่วยเบาแรง พับผ้า กลับด้านกางเกง จับคู่ถุงเท้า แล้วหอบเสื้อผ้าของตัวเองไปใส่ลิ้นชัก

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เมื่อลูกสาวเข้าสู่โหมด “กลัวอ้วน”

            พอคุณตอบไปตามจริง “ไม่นะ แม่ว่าไม่เห็นอ้วนเลย” ด้วยความหวังว่าจะช่วยให้ลูกสบายใจและผ่านเรื่องนี้ไปได้ สาวน้อยกลับว่าต่อไป “แม่ดูสิ เอวหนูก็หนาขึ้น สะโพกก็ดูใหญ่จัง”

 
วางใจได้ ไม่ได้มีลูกสาวคุณคนเดียวหรอก ความสนใจ “รูปร่าง” เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยสาว ส่วนเด็กผู้ชายจะเครียดกับเรื่องของหน้าตา งานวิจัยของ “National Eating Disorders Association” พบว่า เด็กสาวอเมริกัน 42 เปอร์เซ็นต์ อยากมีรูปร่างที่ผอมเพรียวกว่าที่เป็นอยู่ บางทีอาจเป็นเพราะอิทธิพลจากนางแบบสาวๆ ในโทรทัศน์ แถมยังได้ยินคำถามจากตัวละครบ่อยๆ ว่า “ฉันอ้วนไปไหม ฉันดูดีหรือยัง” แม้จะไม่ใช่สถิติในบ้านเรา แต่ก็ใช่ว่าเด็กไทยจะไม่เป็น ไม่เช่นนั้นคงไม่มีข่าวเด็กวัยรุ่นกินยาลดความอ้วนเกินขนาดจนเป็นอันตรายถึงชีวิตอยู่เป็นระยะๆ หรอก

 
มาดูกันว่าเมื่อลูกสาวเริ่มเข้าสู่โหมด “กลัวอ้วน” คุณจะทำอะไรได้บ้าง

 
จับประเด็นให้ถูก เวลาลูกสาวมีคำถามในลักษณะไม่พอใจในรูปร่างของตัวเอง เช่น “แม่ไม่ชอบอะไรในตัวหนูไหม” หรือ “เพราะอะไรแม่ถึงไม่ชอบล่ะ” “หนูอ้วนหรือเปล่า” จริงๆ แล้วลูกกำลังกังวลกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสาว ถ้าคุณเข้าใจจับความรู้สึกนี้ของลูกได้ คุณก็ช่วยตอบให้ลูกรู้สึกมั่นใจขึ้นได้ตอบอย่างใส่ใจ ถ้าคุณตอบลูกไปแค่ว่า “ไม่อ้วนหรอก” ลูกอาจต่อว่าที่คุณไม่ได้ใส่ใจฟังที่เธอพูดเลย (แม้ความคิดนี้ของลูกดูจะไม่ค่อยมีเหตุผลก็เถอะ)

 

ทางแก้ก็คือ ช่วยให้เหตุผลว่าเพราะอะไรคุณถึงยังเห็นว่าเธอสวยอยู่แล้วในแบบของเธอเองเบนไปประเด็นสุขภาพ ถ้าสาวน้อยยังไม่พอใจกับคำตอบของคุณ แถมยังพยายามจะอดอาหารอีกต่างหาก ก็เล่นตามน้ำไปด้วยเลย ชวนเธอออกไปวิ่ง ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยานด้วยกัน พร้อมกับตกลงกันให้ชัดเจนว่า เรื่องนี้ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการจำกัดอาหารโดยเด็ดขาด และย้ำให้เข้าใจว่าที่คุณสนับสนุนเธอ พยายามออกกำลังกายด้วย ไม่ใช่เพราะคุณคิดว่าเธออ้วนเกินไป แต่เพราะเป็นวิธีที่ดีในการดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง และระวังไม่ให้ลูกหมกมุ่นกับออกกำลังมากจนเกินไปด้วยละย้อนดูตัวเอง คุณอาจไม่ได้บอกลูกตรงๆ ว่าควรระวังไม่ให้น้ำหนักมากกว่านี้ แต่อย่าลืมว่าลูกอยู่ใกล้ชิดกับคุณ หากคุณเองพูดอยู่บ่อยๆ ว่าคุณรู้สึกตัวเองอ้วน หรือคุณอยากจะใส่เสื้อผ้าไซส์เล็กกว่านี้ บอกได้เลยว่า คำพูดเหล่านี้จะมีผลกับลูกของคุณไม่มากก็น้อย เพราะคุณคือต้นแบบที่มีอิทธิพลมากที่สุดของลูก

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

จัดการสิ่งแปลกปลอมที่เข้าตาลูก

ถ้าเศษวัสดุเข้าตา…
อันดับแรกที่ต้องทำ คือ ห้ามลูกขยี้ตาเพื่อไม่ให้กระจกตาถูกเสียดสี หลังจากนั้นลองให้ลูกกะพริบตาสัก 3 – 4 ครั้ง เพื่อไล่เศษวัสดุที่ทำให้ระคายเคืองออก ถ้ายังไม่ได้ผล คุณพ่อคุณแม่อาจต้องล้างมือให้สะอาด แล้วลองดึงเปลือกตาล่างของลูกลง และดึงเปลือกตาบนขึ้น (ควรดึงเปลือกตาขึ้นและลงตรงๆ ไม่เฉไปทางซ้ายหรือขวา) เพื่อให้เห็นจุดที่สิ่งไม่พึงประสงค์ติดอยู่
หากเศษวัสดุนั้นฝังอยู่ในตา รีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที อย่าเขี่ยออกเองเด็ดขาด
หากเศษวัสดุไหลไปมาได้ ลองใช้ปลายผ้าสะอาดหรือสำลีเขี่ยออก ถ้าไม่ได้ผล ให้ใช้น้ำสะอาดค่อนข้างอุ่นล้าง โดยให้ลูกหงายหน้าเหนืออ่าง ค่อยๆ เทน้ำจากแก้วไปที่มุมตทีละนิด ถ้ายังไม่หลุดควรรีบไปพบแพทย์
ถ้าสารเคมีเข้าตา…
เช่น น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ยาฆ่าแมลง หรือแม้แต่สี ฯลฯ กระเด็นเข้าตา ถือเป็นกรณีอันตรายที่อาจทำให้พิการได้ ทางแก้ไขที่ต้องทำทันทีคือ รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด (ห้ามใช้ของเหลวชนิดอื่นเด็ดขาด) เพื่อละลายความเข้มข้นของสาร ล้างตาประมาณ 15 นาที แล้วรีบนำลูกส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
ถ้าตาถูกกระแทก…
หากดวงตามีอาการผิดปกติ ควรรีบพาลูกไปพบจักษุแพทย์ทันที และต้องระวังไม่ให้มีอะไรสัมผัสกับดวงตาอีก เพราะหากส่วนใดส่วนหนึ่งของตาฉีดขาดและมีการเสียดสีเพิ่ม อาจทำให้น้ำเลี้ยงตาไหลออกมาและส่งผลเสียถาวรได้ ถ้าอาการไม่น่าเป็นห่วงหรือไม่มีบาดแผลชัดเจน รวมทั้งลูกไม่ได้แสดงอาการผิดปกติ อาจสังเกตอาการอีกสัก 2 วัน หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นจึงค่อยพาลูกไปพบแพทย์

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เปลี่ยนวิธีคุยกับ “วัยใส” ใหม่เถอะ

ผลการศึกษาล่าสุดจากเนเธอร์แลนด์พบว่า ขณะที่เด็กเล็กตอบสนองต่อปฏิกิริยาแง่บวก เช่น คำชม เด็กก่อนวัยรุ่นกลับตอบสนองต่อแรงกระตุ้น เช่น คำเตือนเรื่องความรับผิดชอบ มากกว่า

 
“สมองของเด็กโตพัฒนากระบวนการทางความคิดมากขึ้น” ดร.เอเวอร์ลีน โครน ผู้เขียนหลักของงานวิจัยชิ้นนี้กล่าว

 
เด็กวัยทวีนเริ่มรู้จักปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติตัวไปเรื่อยๆ และมองหาตัวเลือกในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ มากกว่าจะยึดมั่นอยู่ในเส้นทางเดิมเหมือนตอนเล็กๆ

 
เมื่อความคิดของพ่อหนูแม่หนูวัยทวีนเปลี่ยนไป วิธีการสอนของคุณพ่อคุณแม่ก็ควรเปลี่ยนไปด้วย

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เปลี่ยน ” จอมซกมก ” ให้กลายเป็น ” สะอาดใส “

เหงื่อ คราบสกปรก ต่อมไขมันใต้ผิวทำงานดีเกินเหตุ รวมไปถึงอาการกินอาหารไม่เลือก ล้วนเป็นสาเหตุให้ร่างกายของเด็กวัยนี้ดูสกปรกมากกว่าและง่ายกว่าเด็กวัยอื่นๆ แถมพวกหนุ่มน้อย (และอาจรวมสาวน้อยบางคน) ดันไม่ชอบอาบน้ำ แปรงฟัน หรือสระผมด้วยนี่สิ

 
แพทย์หญิงเกวน โอ คีฟฟ์ คุณแม่ลูกสองควบตำแหน่งบรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ Pediatricsnow.com ให้เทคนิค

 
ช่วยกระตุ้น “จอมซกมก” ทั้งหลายให้รู้จักรักษาความสะอาดมากขึ้น

 
• กลิ่นมา – เป็นปัญหาแน่ อธิบายกับลูกว่า กลิ่นตัวเหม็นฉึ่งหรือกลิ่นปากนั้นไม่เป็นที่พึงประสงค์ของใครๆ ดีไม่ดีกลิ่นเหม็นๆ นี้อาจทำให้เพื่อนๆ หลีกหนีและล้อเลียนเขาได้

 
• ถ้าลูกไม่ได้กลิ่นตัว / กลิ่นปากของตัวเอง ลองให้เขาดมเสื้อผ้าชื้นเหงื่อของเขา หรือเลียหลังมือแล้วก้มลงไปดมดูสิ อึ๋ย…

 
• ตั้งกฎประจำบ้าน ตอนเช้าสมาชิกทุกคนจะต้องล้างหน้า แปรงฟันให้เรียบร้อย ตอนเย็นพอกลับมาถึงบ้านก็ต้องอาบน้ำและแปรงฟันก่อนเข้านอน แม้จะเป็นวันหยุดก็ไม่ควรใส่ชุดนอนอยู่จนสาย เมื่อตั้งกฎแล้ว ผู้ใหญ่ในบ้านก็อย่าลืมปฏิบัติตามด้วยนะ

 
• “สะอาด” ก็ “สนุก” ได้ ชวนลูกไปซื้อโรลออนระงับกลิ่น แชมพู และสบู่ที่เขาถูกใจ คุณพ่อคุณแม่อาจลงทุนซื้อแปรงสีฟันด้ามจับเท่ๆ เข้าชุดกับที่เสียบแปรงอันใหม่ เป็นแรงกระตุ้นให้ลูกอยากแปรงฟันก็ได้

 
• ผมสั้นไว้ สบายกว่า สำหรับเด็กผู้ชายวัยซน ผมสั้นน่าจะดูแลง่ายกว่าผมยาว สระผมแล้วแห้งเร็วกว่า ไม่ร้อน ไม่เก็บกลิ่น ไม่ทำให้เหงื่อออก แถมยังช่วยเสริมภาพลักษณ์สะอาดเนี้ยบให้หนุ่มน้อยทั้งหลายด้วย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

คุยกับลูกเรื่อง “ข่าวฉาวคนดัง”

ลูกๆ คงรับรู้เรื่องไม่งามเหล่านี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากพ่อแม่กลบเกลื่อนหรือฉุนเฉียว ไม่อยากพูดเรื่องไม่ดีของคนดังอาจทำให้เด็กๆ เข้าใจว่า พวกแกไม่สามารถพูดคุยประเด็นที่ล่อแหลมกับพวกคุณได้เขาอาจหันไปคุยกับเพื่อนหรือพึ่งความเห็นจากสื่อต่างๆ ซึ่งอาจให้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม

 
ดอกเตอร์ลินดา ซอนนา  นักจิตวิทยาผู้เขียน “The Everything Tween Book”ให้ความเห็นว่า หากหนุ่มน้อยสาวน้อยวัยทวีนรู้ว่าพวกเขาสามารถพูดคุยกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่องตั้งแต่ตอนนี้ถือเป็นเรื่องดีมากเพราะต่อไปเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับภาวะที่ละเอียดอ่อน เขาจะหันหน้ามาขอความช่วยเหลือจากคุณเป็นคนแรกมาดูวิธีดีๆ ที่จะอธิบายกับลูกวัยนี้กัน

 
1. อย่ารีบตัดบท หากลูกเริ่มเข้ามาถามความเห็นหรือชวนคุยเรื่องดารา ลองฟังความเห็นของลูกดูก่อน (เด็กๆ สมัยนี้มีความคิดกว้างไกลกว่าที่ผู้ใหญ่รุ่นเราคิดเยอะ)  แล้วจึงค่อยอธิบายความเห็นในมุมมองของคุณ

 
2. เลี่ยงบางหัวข้อ บางกรณีอาจลึกซึ้งหรือล่อแหลมเกินกว่าที่สมองของเด็กจะวินิจฉัยได้  ผู้ใหญ่ก็ควรจะเลี่ยงและพูดถึงเฉพาะส่วนที่เด็กๆ จะเข้าใจ เช่น ดาราสาวคนหนึ่งมีข่าววิวาทกับนักข่าวที่ขุดคุ้ยปัญหารักสามเส้าคุณอาจพูดถึงประเด็นการควบคุมอารมณ์(“ดาราคนนั้นอาจจะโกรธ แต่ก็ไม่ควรทำร้ายคนอื่น”) แล้วเลี่ยงประเด็นเรื่องชีวิตรักไป

 
3. เปิดประเด็นสนทนา  ถ้าลูกไม่ได้ถามแต่คุณสังเกตว่าเขาสนใจข่าวนี้อยู่ ขณะกำลังดูข่าวหรืออ่านหนังสือด้วยกัน ลองเริ่มบทสนทนาขึ้นมาเองด้วยคำถามปลายเปิด เช่น

 
–  นักมวยคนนั้นขับรถตอนเมา สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุเข้าจนได้ หนูคิดว่ายังไง ทำไมเขาถึงทำแบบนั้นล่ะ

 
–  นางแบบที่มีข่าวยาเสพติดอาจจะมีแรงกดดันอย่างอื่นก็ได้นะ ลูกคิดว่าอย่างไรจ๊ะ

 
4. ใครๆ ก็พลาดได้ สำหรับเด็กๆ ไอดอลเป็นต้นแบบที่พวกเขายึดถือ หน้าที่ของพ่อแม่คือ เตือนให้หนูๆ รู้ว่าไอดอลก็เหมือนคนทั่วไปที่ทำผิดหรือพลาดพลั้งได้ “พวกเขาร้องเพลงเก่งและมีความพยายาม  แต่เขาก็ยังเป็นวัยรุ่น อาจหลงผิดไปติดยาได้ หนูควรเลียนแบบเฉพาะส่วนที่ดีของเขา และจำส่วนที่ผิดไว้เป็นบทเรียนก็พอ”

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ตั้งกติกา ถ้าลูกขอเล่น “วิดีโอเกม”

ไม่ว่าจะเป็นเกมกีฬาอย่างฟุตบอล หรือการเล่นวิดีโอเกมยอดฮิตการเล่นเป็นวิธีที่ทำให้เด็กๆ มีเพื่อนและเรียนรู้การสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น แต่ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าเพราะอะไรคุณถึงไม่อยากให้ลูกเล่นเกม เพราะบางเกมก็รุนแรง บางเกมยิ่งเล่นก็ยิ่งติด เด็กๆ ที่เล่นเกมมักหมกมุ่นและตั้งหน้าตั้งตาเล่นกันจนสุขภาพเสียได้เลย แต่การอนุญาตให้ลูกวัยนี้ได้เล่นเกมบ้างอย่างมีขอบเขต ไม่น่าจะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายหรือทำให้เขาเสียเด็กอย่างที่คุณกังวล กติกาหรือขอบเขตการเล่นเกมที่ว่า เช่น

 
• จะเล่นเกมได้ก็ต่อเมื่อทำการบ้านและงานบ้านเสร็จแล้วเท่านั้น

 
• เล่นได้แค่วันละ 1 ชั่วโมง

 
• เกมจะต้องอยู่ในจุดศูนย์กลางของบ้าน เช่น ห้องรับแขกหรือ ห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่พ่อแม่สามารถมองเห็นได้อยู่ตลอด คุณจะได้สังเกตว่าเขาเล่นเกมอะไรและใช้เวลาในการเล่นนานแค่ไหน

 
ยังมีเด็กที่ชอบเล่นเกมมาก แต่ก็ยังเรียนได้ดี มีนิสัยอ่อนโยน และกับคู่หูที่เล่นเกมด้วยกันมาก็ยังเป็นเพื่อนรักกันดี และเด็กๆ พวกนั้นก็เติบโตเป็นหนุ่มน้อยที่ดี ดังนั้นถ้าคุณรู้วิธีให้ลูกเล่น ทุกฝ่ายก็จะไปได้ด้วยดี ลูกชายก็ยังมีเพื่อน ได้ทำกิจกรรมที่วัยเขาสนใจ และปลอดภัยภายใต้กติกาที่ยืดหยุ่นและเข้าใจเขา

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกถึงวัยใช้มือถือได้หรือยัง

อันดับแรกต้องพิจารณาถึงความจำเป็นก่อนค่ะ เด็กสมัยนี้มีกิจกรรมต้องทำมากมาย ไหนจะเรียนพิเศษ ไหนจะกิจกรรมนอกหลักสูตร เขาอาจจะต้องมีโทรศัพท์ส่วนตัวสำหรับติดต่อเพื่อนหรือโทร.หาคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นก่อนอื่น ลองชวนลูกมานั่งคุยถึงความจำเป็นของมือถือก่อน ถ้าพ่อหนูหาเหตุผลไม่ได้ เขาก็จะยอมรับไปเอง

 
อย่างไรก็ตาม ถ้าลูกยังดึงดันอยากมีเพราะ “เพื่อนๆ เขามีกันหมดแล้ว” ก็อย่าเพิ่งดุแกนะ เด็กวัยทวีนเป็นวัยที่ต้องการมีส่วนร่วมในกลุ่มและกลัวความแตกต่าง ลองชี้ให้ลูกเห็นว่า การมีมือถือทั้งที่ไม่จำเป็นคือความฟุ่มเฟือย และเราสามารถเก็บเงินส่วนนั้นไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า หรือเพื่อสิ่งที่ลูกสนใจมากกว่า เช่น “มือถือนี่ราคาเท่ากับค่าทริปไปเที่ยวปิดเทอมของหนู” หรือ “ถ้าเราไม่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน ปลายปีแม่ก็ซื้อโมเดลที่ลูกชอบให้ได้เลยนะ” ฯลฯ

 
หากหลังจากพูดคุยกันแล้ว ลูกยังคงอยากได้มือถืออยู่ ก็ตกลงกับเขาว่า พ่อแม่จะออกเงินให้ครึ่งหนึ่ง แต่เขาต้องเก็บเงินส่วนที่เหลือเอง ด้วยการทำงานพิเศษง่ายๆ หรือรับผิดชอบงานบ้านเพิ่มจากที่ทำอยู่แล้วแลกเงิน และเมื่อได้มือถือมา เขาจะต้องรับผิดชอบค่าบริการรายเดือนครึ่งหนึ่งด้วย ถ้าทำได้แบบนี้ ถึงแม้คุณจะยังรู้สึกว่าลูกยังเด็กเกินไปสำหรับโทรศัพท์มือถือ แต่ อย่างน้อยเขาก็ได้เรียนรู้ว่า สินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ไม่ได้หามาง่ายๆ นะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ถึงไม่ได้…ก็ไม่เป็นไรนะ

ผู้เขียน “The A to Z Guide to Raising Happy, Confident Kids” อธิบาย เด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้และยอมรับให้ได้ว่า “ฉันเก่งเรื่องนี้ แต่ไม่ถนัดเรื่องโน้น…ถึงอย่างนั้นฉันก็จะพัฒนาตัวเอง แล้วฉันก็สนุกที่ได้ลองพยายามด้วย” จะทำอย่างไร ให้ลูกเรายอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ล่ะ

 
ใส่ใจกับความรู้สึกของลูก แทนที่จะบอกว่า “น้องเจมส์ว่ายน้ำเร็วกว่าหนู” หรือ “หนูวาดรูปสวยกว่าน้องอ๋อม” ลองเปลี่ยนเป็น “วันนี้หนูว่ายน้ำเร็วขึ้นแล้วนะ” หรือ “รูปของหนูสวยจังเลย”

 
สอนให้ลูกรู้จัก “ขอ” และ “ให้” ความช่วยเหลือ ถ้าแม่หนูไปเรียนสเกต แต่ยังทรงตัวได้ไม่ดีสักที เขาสามารถไปขอร้องเพื่อนที่เล่นเก่งๆ ว่า “ช่วยสอนเราบ้างได้ไหม” โดยไม่ต้องรู้สึกเป็นปมด้อย ตรงกันข้าม ถ้าเขาเล่นสเกตเก่งแล้ว ก็ควรไปช่วยสอนเพื่อนที่เพิ่งหัดเล่นด้วยเหมือนกัน ความเอื้อเฟื้อจากเพื่อนจะช่วยให้เด็กๆ รู้สึกสบายใจกับการเรียนรู้หรือการฝึกหัดมากขึ้น

 
สอนให้ลูกสนุกกับการเรียนรู้ พูดคุยเรื่องการเรียนหรือกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องพาดพิงถึงตำแหน่งหรือการแข่งขัน เอาเถอะน่า…มีคนมากมายที่ชอบเล่นกีฬา แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ไปถึงทีมชาติ การแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของความสนุก ไม่ใช่เป้าหมายหลัก

 
ตั้งเป้าหมาย ถ้าหากลูกเริ่มท้อแท้ อย่าปล่อยให้เขาตัดใจแบบทันที ลองกำหนดเป้าหมายระยะใกล้ เช่น เรียนให้จบคอร์สพื้นฐาน หรือสอบได้ขั้นต้นแล้วจึงค่อยเลิก

 
การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมีระยะเวลาแน่นอนจะลดความทรมานและสนุกกับกิจกรรมนั้นๆ ได้มากขึ้น (ไม่แน่ เมื่อไปถึงจุดนั้น ลูกอาจจะไม่อยากเลิกเรียนแล้วก็ได้)

 
บางครั้ง…ก็ต้องปล่อยมันไป กิจกรรมบางอย่างเป็นแค่สิ่งที่ลูกเคย “อยาก” เรียน (เช่น คลาสเปียโนหรือเทควันโด) ขณะที่บางอย่างเป็นสิ่งที่ลูก “ควร” เรียน (เช่น ว่ายน้ำ) สำหรับกิจกรรมแรก ถ้าลูกเกิดเบื่อหรือถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ ก็ควรปล่อยให้เขาได้หยุด หรืออย่างน้อยก็พักสักระยะ จะเป็นการดีทั้งกับตัวลูกและตัวคุณเอง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags