มาทดลองวิทยาศาสตร์กับลูกกัน ในห้องครัวที่้บ้านคุณเอง!

กิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ที่แนะนำในหนังสือเล่มต่างๆ ล้วนน่าสนใจ แต่อุปกรณ์การทดลองกลับหาซื้อได้ยาก และดูซับซ้อนเกินความเข้าใจของลูกน้อย จนคุณพ่อคุณแม่หลายท่านพากันส่ายหัวให้การทดลองวิทยาศาสตร์ที่ดูจะวุ่นวายและไกลตัว

รู้หรือไม่ว่าห้องครัวธรรมดาๆ สามารถแปลงเป็นห้องแล็บทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ สำหรับลูกน้อยได้เช่นกัน เพราะการทำอาหารซึ่งต้องใช้ทักษะในการผสมวัตถุดิบต่างๆ และแปลงวัตถุดิบให้มีสี ขนาด รสชาติ ผิวสัมผัส หรือรูปทรงที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ต่างจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์เลยสักนิด วันนี้จึงมีกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ในครัวอย่างง่ายๆ มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้นำไปทดลองกับคุณลูกกันค่ะ

1. น้ำแปลงร่าง

การนำน้ำไปใส่ช่องแช่แข็งทำให้ของเหลวกลายเป็นของแข็ง และเมื่อนำน้ำไปต้มในหม้อ น้ำจะค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอจนหมด การทดลองนี้จะทำให้เด็กได้เรียนรู้สถานะของน้ำซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ

2. ตอกไข่ใส่ชาม

ฝึกให้ลูกน้อยสังเกตและคิดหาคำตอบว่าไข่ฟองที่คุณแม่เตรียมไว้ให้เป็นไข่ดิบหรือไข่ต้ม โดยสังเกตจากการลองเขย่าว่าเกิดเสียงหรือไม่ การสัมผัสว่าเย็นเหมือนเพิ่งออกจากตู้เย็น หรืออุ่นเหมือนเคยผ่านการต้ม อาจลองกะเทาะดูเล็กน้อยว่ามีของเหลวไหลซึมออกมาหรือไม่ จะช่วยให้ลูกน้อยฝึกการสังเกต และเรียนรู้สถานะของไข่ที่ต้องผ่านความร้อนจึงจะกลายเป็นของแข็ง แตกต่างจากน้ำที่ต้องใช้ความเย็นเพื่อให้กลายเป็นน้ำแข็งนั่นเองค่ะ

3. น้ำตาลหวาน มะนาวเปรี้ยว แล้วอะไรนะที่มีรสเค็ม

การทดลองนี้คือการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ เพื่อทายรสชาติของอาหารที่มีอยู่ในครัว คุณแม่อาจเริ่มจากให้ลูกน้อยใช้สายตามองและสัมผัสผลไม้สักชนิดหรือเครื่องปรุงสักอย่าง ให้ลองตั้งสมมติฐานหรือลองทายว่ามันน่าจะมีรสชาติอย่างไร จากนั้นลองฟังเสียงจากการเขย่าและดมกลิ่น แล้วทายรสชาติอาหารหรือเครื่องปรุงก่อนจะชิมสักเล็กน้อยกิจกรรมทดลองนี้จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของลูกน้อยให้ทำงานเต็มที่ เสริมสร้างทักษะการสังเกต และเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาค้นหาคำตอบในเรื่องต่างๆ ด้วยค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

3 เทคนิคสอนลูกน้อยจดจำตัวหนังสือ

3 เทคนิคสอนลูกน้อยจดจำตัวหนังสือ

ก. เอ๋ย กอไก่ ทำไมยากจัง ลูกน้อยวัย 3-5 ขวบ เป็นวัยอนุบาลซึ่งต้องเรียนรู้ตัวหนังสือเป็นครั้งแรก ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีตัวอักษรมากมายจนลูกน้อยจำไม่หวาดไม่ไหว วันนี้เรามีเทคนิคช่วยเสริมความจำมาช่วยคุณแม่สอนลูกให้รู้จักตัวอักษรในภาษาต่างๆ กันค่ะ

1. เรียนรู้จากการฟัง

การฟังคุณแม่อ่านหนังสือนิทานที่มีตัวหนังสือน้อยๆ เขียนตัวใหญ่ชัดเจน และมีคำที่โดดเด่นไม่กี่คำ จะช่วยให้ลูกน้อยจดจำตัวอักษรได้มากขึ้น คุณแม่เพียงแค่อ่านช้าๆ และไล่นิ้วมือไปตามตัวอักษร หรือชี้ให้เขาสังเกตชื่อหนังสือนิทาน อาจเริ่มจากการให้ลูกน้อยสังเกตตัวหนังสือที่มีรูปร่างเหมือนกัน แล้วคุณแม่จึงอธิบายว่าอักษรตัวนั้นอ่านว่าอย่างไร วิธีนี้จะช่วยให้ลูกน้อยรู้จักสังเกตลักษณะเด่นของตัวอักษร และช่วยให้จดจำได้ง่ายยิ่งขึ้นค่ะ

2. เรียนรู้จากการอ่าน

คุณแม่สอนลูกน้อยจดจำตัวอักษรไทยได้ง่ายๆ ด้วยการสะกดชื่อหนังสือที่เขาชอบให้ฟัง พลางไล่นิ้วไปทีละตัว แล้วให้ลูกชี้และออกเสียงตาม อาจอ่านทวนซ้ำสักสองครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องกดดันเขามากเกินไปนะคะ เพราะอาจทำให้ลูกน้อยเบื่อและไม่อยากเรียนรู้ต่อได้

3. เรียนรู้จากการเขียน

การคัดตัวอักษรในแบบเรียนเป็นสิ่งที่ลูกน้อยต้องทำที่โรงเรียนอยู่แล้ว หากคุณแม่บังคับให้ลูกต้องคัดตัวอักษรเพิ่มจากนั้นอีก อาจทำให้เด็กเครียดจนเกินไป ขอแนะนำให้คุณแม่ลองเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนดูนะคะ อาจเปลี่ยนดินสอเป็นพู่กัน ไม้ยาว แปรงสีฟัน รองเท้า สำลี มือน้อยของลูกหรือสิ่งของต่างๆ ที่เอามาจุ่มสีได้ และเปลี่ยนกระดาษให้เป็นกระดาษสี ผืนผ้าใบ สนามหญ้า กำแพงบ้าน เสื้อสีเรียบ หรือกระทั่งมือของคุณแม่ แล้วชี้ชวนให้เขาคัดตัวหนังสือด้วยวัสดุอุปกรณ์เหล่านั้น โดยมีคุณแม่ช่วยเขียนบ้าง หรือเขียนเป็นตัวอย่างให้ดูข้างๆ กัน เพียงเท่านี้ลูกน้อยของคุณแม่ก็จะได้เรียนรู้และจดจำตัวอักษรได้อย่างสนุกสนาน อีกทั้งยังช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อยได้ลองทำอะไรนอกกรอบมากขึ้นด้วยค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เปลี่ยน “ข้อห้าม” เป็น “คำแนะนำ”

เปลี่ยน “ข้อห้าม” เป็น “คำแนะนำ” เสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกได้

 

“อย่าเสียงดัง!”

“อย่าร้องไห้นะ!”

“ห้ามโยนของเล่นแบบนั้น!”

“ห้ามวิ่งเล่นในห้องนี้!”

มีอีกสารพัดข้อห้ามที่คุณแม่คงใช้จนเคยชิน แม้คุณแม่จะเตือนลูกน้อยด้วยความหวังดี อยากให้ลูกปลอดภัยและอยากให้บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่คุณแม่รู้หรือไม่ว่าข้อห้ามต่างๆ ของคุณแม่กลายเป็นคำสั่งห้ามความคิดสร้างสรรค์ของลูกวัยนี้โดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ คุณแม่สามารถเปลี่ยนข้อห้ามต่างๆ ให้เป็นคำแนะนำที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันได้ เพียงแต่แนะนำสิ่งที่ลูกควรทำแทนการออกคำสั่ง และเสริมข้อดีของการทำตามคำแนะนำนั้นอีกเล็กน้อย ลองดูตัวอย่างข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

 

 

“อย่าเสียงดัง!” “หนูลองพูดเบาลงอีกนิดได้มั้ยจ๊ะ แม่อยากได้ยินเสียงพี่เขาพูดชัดๆ จ้ะ”
“อย่าร้องไห้นะ!” “แม่รู้ว่าตอนนี้หนูไม่พอใจ แต่เรามายิ้มให้กัน แล้วไปหาไอศกรีมกินกันดีไหมจ๊ะ”
“ห้ามโยนของเล่นแบบนั้น!” “หนูลองค่อยๆ วาง แล้วต่อให้มันสูงขึ้นดีมั้ยจ๊ะ”
“ห้ามวิ่งเล่นในห้องนี้!” “หนูไปวิ่งเล่นที่สนามหน้าบ้านกว้างๆ น่าจะสนุกกว่านะ”
“อย่าตีน้อง!” “น้องชอบให้หนูกอดเบาๆ มากกว่านะจ๊ะ”
“อย่าทำน้ำหกนะ!” “ค่อยๆ เทน้ำ แล้วถือแก้วดีๆ นะจ๊ะ หนูจะได้มีน้ำไว้ดื่มเยอะๆ”

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

Tags

เล่นศิลปะให้ปลอดภัยด้วยสีผสมอาหาร

 
คุณแม่รู้หรือไม่ สีผสมอาหารสามารถเอามาดัดแปลงเป็นอุปกรณ์ศิลปะที่ปลอดภัยและราคาถูกให้ลูกน้อยได้นะคะ เพราะสีผสมอาหารส่วนใหญ่เป็นสีที่ผลิตมาให้มีความปลอดภัย สามารถรับประทานได้ คุณแม่จึงไม่ต้องกังวลหากลูกน้อยเผลอเลียมือหรือสีกระเด็นเข้าปากระหว่างทำงานศิลปะ แถมยังมีให้เลือกซื้อทั้งแบบผงและแบบน้ำ หลายสีหลายราคา มีตั้งแต่ไม่เกิน 5 บาทจนถึง 20 บาท ถ้าเลือกซื้อเป็นแบบผงก็จะประหยัดและนำมาใช้ได้เยอะกว่า แต่ถ้าเป็นแบบน้ำก็จะใช้ง่ายและเก็บรักษาได้ไม่เลอะเทอะค่ะ

 
วิธีผสมสีผสมอาหารให้กลายเป็นสีน้ำทำได้ง่ายๆ เพียงคุณแม่นำสีผสมอาหารมาผสมกับน้ำสะอาด เลือกผสมน้ำและสีตามความเข้มที่คุณแม่ต้องการ ตัวอย่างเช่น หากคุณแม่อยากได้สีเข้มให้ผสมน้ำน้อยและใส่สีเยอะๆ แต่หากอยากได้สีอ่อนคุณแม่ก็เพียงเติมน้ำเยอะๆ และใส่สีน้อยๆ ผสมใส่ขวดพลาสติกเก็บไว้ได้หลายๆ สี

 
นอกจากนี้คุณแม่ยังเพิ่มความสนุกให้ลูกน้อยและประหยัดได้มากขึ้น ด้วยการซื้อสีเพียงแม่สี 3 สี คือ แดง น้ำเงิน และเหลือง แล้วนำทั้งแม่สามสีนั้นมาผสมกันให้เกิดสีต่างๆ ดังนี้

 

    • สีแดง + สีน้ำเงิน = สีม่วง

 

    • สีแดง + สีเหลือง = สีส้ม

 

    • สีเหลือง + สีน้ำเงิน = สีเขียว

 
เพียงเท่านี้คุณแม่จะได้สีน้ำที่ปลอดภัย ซักล้างทำความสะอาดง่าย และราคาประหยัดไว้ให้ลูกน้อยเล่นแล้วค่ะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง 

เมนูอาหารเด็ก

เพิ่มสารอาหาร เสริมพลังงาน แก้อาการอ่อนเพลีย

โดยปกติ แม้ว่าเด็กๆจะเล่นทั้งวันจนเหนื่อยอ่อน แต่พอได้นอนตลอดทั้งคืน ตื่นเช้ามาก็สดใส และซนได้เหมือนเดิม อย่างไรก็ดี มีเด็กบางคนเหมือนกันที่มีอาการเหนื่อยง่าย และร่างกายฟื้นตัวจากอาการอ่อนเพลียได้ช้า ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากการขาดสารอาหาร คุณแม่จึงควรใส่ใจ ดูแลลูกๆให้ได้รับวิตามินครบถ้วน โดยเฉพาะวิตามินกลุ่มบี ที่ช่วยเสริมสร้างพลังงานได้ กับอาหารเหล่านี้ที่ควรแนะนำให้ลูกรับประทาน

ตับ

อุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มบี และเอ รวมทั้งธาตุเหล็กที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย เหมาะมากสำหรับการฟื้นฟูร่างกายจากอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย แต่ด้วยความที่เด็กๆไม่ค่อยชอบกินตับ คุณแม่อาจต้องปรุงรสชาติ หรือ พลิกแพลงเจ้าเมนูนี้ให้น่ากินมากยิ่งขึ้น เช่น กลายร่างเป็นตับบด กินคู่กับขนมปัง หรือ แครกเกอร์ ไม่ก็จิ้มผักต้มสุกก็ได้

เห็ดหอม

อุดมไปด้วยวิตามิน และโปรตีน มีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูร่างกายจากอาการอ่อนเพลีย โดยเฉพาะเห็ดหอมแห้ง มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าเห็ดหอมสด โดยน้ำที่แช่เห็ดหอมแห้ง อย่าทิ้ง อุดมไปด้วยสารอาหารและรสชาติอร่อย ควรนำไปปรุงอาหารด้วยดีกว่า

พริกระฆังสีแดง

วิตามินซี ที่มีอยู่ในพริกระฆังสีแดง ช่วยคลายความเครียด และเหนื่อยล้า หากร่างกายขาดวิตามินซีจะรู้สึกเหนื่อย ไร้เรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ การนำพริกระฆังสีแดงมาปรุงอาหาร ไม่ควรใช้ความร้อนนานเกินไป เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามิน

ข้อมูลจากหนังสือคุณภาพในเครืออมรินทร์ “กินอร่อยต้านโรค สูตรลับเมนูเด็ก”

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

Tags

แม่ท้องไม่ได้ปวดหัวเพราะแพ้ท้องอย่างเดียว เอ๊ะ…ยังไง

อาการปวดหัวเป็นอาการที่พบได้บ่อยในคุณแม่ท้อง ช่วงไตรมาสแรก นอกจากอาการคลื่นไส้อาเจียน แต่ว่าที่คุณแม่อาจเข้าใจผิดได้ว่า อาการปวดหัวนั้น เกิดเพราะแพ้ท้อง อ้าว…เป็นงั้นไป แต่ไม่ต้องห่วง เรามีวิธีสังเกตมาฝากกัน

 

1. ปวดหัว จากแพ้ท้อง มักปวดตุ้บๆ และมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย คุณแม่บางคนที่ก่อนตั้งครรภ์ปวดหัวบ่อย แต่พออุ้มท้องอาการปวดเบาลง ขณะที่บางคนก่อนตั้งครรภ์ไม่เคยปวดหัว กลับมาปวดมากในช่วยอุ้มท้องก็ได้ สามารถกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลได้ ร่วมกับนอนพักผ่อนจะทำให้หายปวดเร็วขึ้น

 

2. ปวดหัว ที่เกิดจากความเครียด มักไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนด้วย และเมื่อตรวจร่างกายจะพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณคอและศีรษะเกร็ง มักเป็นอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วหายไป การนอนพัก ประคบร้อนหรือเย็น หรือการนวดคลายกล้ามเนื้อ ช่วยบรรเทาปวดได้

 

3. ปวดหัว ที่เกิดจากไมเกรน มักปวดหัวร่วมกับมีคลื่นไส้อาเจียน จึงเข้าใจผิดว่าเป็นอาการแพ้ท้อง จุดสังเกตคือก่อนปวดหัวมักมีสิ่งกระตุ้น เช่น อยู่ในที่แสงจ้า อากาศร้อน อดนอน ฯลฯ และปวดหัวติดต่อกันมากกว่า 15 วันต่อเดือนคุณแม่ท้องสามารถกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลได้ และควรรีบกินตั้งแต่ตอนยังปวดไม่มาก

 

หากมีอาการปวดหัว นอกเหนือจากข้างต้น อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ติดเชื้อในสมอง มีการบาดเจ็บที่คอและศีรษะ ควรปรึกษาแพทย์

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ประคบร้อน แก้ปวดเมื่อยแม่ท้องอย่างปลอดภัย

Q. ท้องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์ค่ะ อาการปวดหลัง ปวดขารบกวนบ่อยขึ้น อยากประคบร้อน แต่สงสัยว่าเป็นอันตรายไปถึงลูกในท้องได้หรือเปล่า

การนอนพัก และใช้ความร้อนประคบ เป็นวิธีช่วยลดอาการปวดเมื่อยทั้งหลังและขาได้ดี และแม่ท้องทำได้ วิธีการคือ ประคบร้อนกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน หรือหมอนทรายอุ่นให้ร้อน

มีข้อควรระวังเล็กน้อย คือ ไม่ให้บริเวณหน้าท้องด้านหน้าสัมผัสความร้อนโดยตรง และห้ามแช่ตัวในอ่างน้ำร้อนค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วิธีแก้เมื่อย เมื่อแม่ท้องนั่งหน้าคอมพ์นานๆ

เพราะแม่ท้องไม่ใช่คนป่วยสักหน่อย หลายคนจึงยังเลือกสนุกกับงานแต่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ คนไม่ท้องลุกทีนั่งสองทียังโอดโอย แม่ท้องแบกทั้งน้ำหนักลูกน้อย และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจะไม่ปวด ไม่เมื่อยได้อย่างไร เรามีวิธีง่ายๆ ช่วยแก้เมื่อยมาฝากแม่ท้องขยันทำงานมาฝากกันค่ะ

1. เปลี่ยนท่าทุกๆ 15-30 นาที

ที่ปวดเมื่อยก็เพราะนั่งอยู่ท่าเดียวนานเกินไป ลุกเดินเปลี่ยนบรรยากาศ หรือเดินไปดื่มน้ำสักแก้วก็ได้ค่ะ

2. กดจุด

ถ้ากดกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดเมื่อย แล้วรู้สึกว่ามีจุดแข็ง ให้กดจุดนั้นสักพักแล้วปล่อย เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณที่แข็งนั้นได้ง่ายขึ้น

3. หาหมอนรองหลัง

และหลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง

4. ใช้ยานวดได้

ได้แก่ ยานวดคลายกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรกินยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาในกลุ่มลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

คุณแม่ท้องที่มีข้อสงสัย มาร่วมฝากคำถาม หรือหาคำตอบ ได้ที่คอลัมน์ Pregnancy Q&A ในนิตยสาร Real Parenting ทุกฉบับ (Inbox มาที่แฟนเพจ www.facebook.com/RealParentsThailand วงเล็บว่า “ฝากคำถามคอลัมน์ Pregnancy Q&A”)

คนท้องเป็นตะคริว

คนท้องเป็นตะคริว แก้ได้ไหม? ถ้าเป็นขณะเดินทางทำอย่างไร

คนท้องเป็นตะคริว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ในไตรมาสที่สอง และเป็นเรื่องปกติที่ทำให้แม่ท้องเกิดความทรมาน คนท้องเป็นตะคริว มีสาเหตุค่ะ มาดูกันค่ะว่าทำไมถึงเป็นตะคริวได้บ่อย และมีวิธีป้องกันอย่างไรได้บ้าง

คนท้องเป็นตะคริว แก้ได้ไหม? ถ้าเป็นขณะเดินทางทำอย่างไร

ตะคริวคืออะไร?

ตะคริว (Muscle cramps) คือ อาการที่กล้ามเนื้อมีการเกร็งตัวหรือหดเกร็ง ทำให้มีอาการปวดและเป็นก้อนแข็ง อาการนี้จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และไม่สามารถบังคับไม่ให้เกิดได้ อาการตะคริวจะเป็นร่วมกับอาการปวดหรือเจ็บกล้ามเนื้อที่เกิดจากการหดเกร็ง แต่อาการนี้จะไม่เป็นไปตลอด จะเป็นอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วอาการจะทุเลาลงไปได้เอง ตะคริวสามารถเกิดขึ้นได้กับกล้ามเนื้อส่วนไหนก็ได้ อาจจะเกิดกับกล้ามเนื้อเพียงมัดเดียวหรือหลาย ๆ มัดพร้อมกัน โดยมักเกิดขึ้นในขณะที่แม่ท้องกำลังออกกำลังกายหรือเดิน และในขณะนั่งพักหรือนอนพักเป็นเวลานาน

ทำไม? คนท้องเป็นตะคริว

ที่ คนท้องเป็นตะคริว บ่อย ๆ เป็นเพราะร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ต้องการใช้แคลเซียมเพิ่มขึ้นในปริมาณมหาศาล เพื่อใช้สร้างกระดูกและฟันของลูกในท้อง ในช่วงก่อนท้องร่างกายผู้หญิงต้องการแคลเซียมเพียงวันละ 500-600 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ในขณะตั้งครรภ์แม่ท้องต้องการแคลเซียมมากถึง 1,000-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นแม่ท้องที่ขาดแคลเซียม ก็จะทำให้มีอาการตะคริวได้นั่นเอง นอกจากนี้ แม่ท้องที่มีฟอสฟอรัสมากเกินไปในกระแสเลือด และการที่แม่ท้องมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ คนท้องเป็นตะคริว ได้เช่นกัน เพราะการที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ขาทั้งสองข้างของแม่ท้องต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตตึงแน่นเกินไปบริเวณขา และการที่เลือดไหลเวียนไปที่ส่วนล่างได้ไม่ดีพอ ทำให้เกิดตะคริวได้

คนท้องเป็นตะคริวตอนไหน?

โดยทั่วไป แม่ท้องจะเริ่มเป็นตะคริวในช่วงสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป ก่อนช่วงนี้มักจะไม่เป็นตะคริว เป็นเพราะในช่วงนั้น ร่างกายยังไม่ได้ต้องการแคลเซียมหนักมากเท่าช่วงนี้ (กระดูกและฟันของลูกในท้องจะเริ่มสร้างในสัปดาห์ที่ 16) และในช่วงสัปดาห์ที่ 16 นี่เอง มักจะเป็นช่วงที่แม่ท้องเริ่มหายแพ้ท้องแล้ว จึงรับประทานอาหารได้มากขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ จึงเป็นสาเหตุที่เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี จนเกิดอาการตะคริวได้นั่นเอง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ป้องกันตะคริวตอนท้อง และวิธีคลายตะคริวแบบทันใจ

ลูกอยากรู้เรื่องเพศ พ่อแม่ต้องพร้อมคุย

“พ่อครับ อีกหน่อยผมจะมีขนเต็มตัวจริงๆ เหรอ” “แม่ขา หนูจะมีประจำเดือนทุกวันเลยใช่ไหม” นี่แหละ เวลาเหมาะ!!! ลูกบอกให้รู้ว่ากำลังอยากรู้เรื่องเพศ พ่อแม่ต้องคุยอย่างไรดี ลูกวัยอยากรู้อยากเห็นมักแอบไปคุยกันตามประสาเด็ก แล้วก็ได้ข้อสงสัย (แบบเด็กๆ) เกี่ยวกับเรื่องเพศ โชคดีที่เขาเลือกมาคลายสงสัยโดยถามกับคุณ แล้วจะตอบอย่างไร มาดูวิธีดีๆ กัน

1. เริ่มด้วยคำถาม

ถามอย่างตรงไปตรงมา“เพื่อนๆ พูดว่ายังไงจ๊ะเล่าให้แม่ฟังหน่อยได้ไหม” จากนั้นก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญ “แล้วลูกสงสัยตรงไหนล่ะ” การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยแก้ไขความรู้ผิดๆ ให้แก่ลูก ทำให้เขาเข้าใจมากขึ้น

2. ตอบคำถามให้ตรงเรื่อง

ลูกถามเรื่องประจำเดือน หมายความว่าเขาอยากรู้แค่เรื่องประจำเดือนไม่ใช่เรื่องอื่น แนะนำคุณแม่เล่าเรื่องร่างกายของเด็กผู้หญิงให้ฟังแบบง่ายๆ “ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องอธิบายเลยเถิดไปถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากลูกจะถามขึ้นมาเอง”

3. เรื่องเพศสัมพันธ์ก็คุยกันได้

โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ เพราะลูกวัยนี้อยากรู้เรื่องของไข่และสเปิร์มไม่ใช่วิธีการมีเพศสัมพันธ์ เชื่อว่าถ้าลูกได้รับคำตอบที่น่าพอใจแล้ว เขาก็จะกลับไปวิ่งเล่นซนตามประสาอย่างเดิมแน่นอน

4. ลดความกังวลให้ลูก

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเป็นเรื่องที่ชวนเครียดอยู่ไม่น้อย คุณแม่ควรบอกให้ลูกรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะกังวล แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะคุณจะคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วัยทวีนกับคำติดปาก “เอ่อ อืม อ่า…” มีวิธีช่วยแกะออก

ในความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องปกติของวัยทวีน พวกเขาแค่พยายามจะพูดจาให้ดูดีน่าฟัง ดังนั้นคำติดปากก็เลยกลายเป็น “เอ่อ” “อืม” “แบบว่า…”  เพราะพวกเขากำลังคิดว่าจะพูดอะไรดีในประโยค ต่อไปนั่นเอง ลองมาดูกันว่าคุณแม่จะหาวิธีช่วยลูกได้ อย่างไรบ้าง

 
เป็นตัวอย่างที่ดี บางทีลูกอาจจะติดการพูดจากคุณก็ได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณเอง พูดจาให้ชัดเจน ตรงไปตรงมา มีเหตุมีผล ชัดถ้อยชัดคำ และพูดด้วยความมั่นใจลูกจะได้ปฏิบัติตาม

 
ฝึกฝนบ่อยๆ ลองเริ่มง่ายๆ ด้วยการบอกลูกว่า แม่ให้เวลาหนึ่งนาทีเล่าเรื่องที่ลูกเจอในวันนี้ให้แม่ฟัง เอ้า เริ่มได้… เมื่อลูกเล่าอย่าลืมชมลูกด้วย และครั้งต่อๆ ไปก็พยายามสอนให้เขารู้จักการเล่าแบบเข้าประเด็นด้วยถ้อยคำสั้นๆ ตรงเป้า เข้าจุด เมื่อลูกดีขึ้น คุณอาจจะขยายเวลาให้เขาก็ได้

 
ให้พูดอีกครั้ง เมื่อได้ยินลูกพูด เอ่อแทนที่จะเตือนให้หยุดเอ่อ อ่า บ่อยๆ จนลูกรู้สึกว่าถูกจี้จุดอ่อน วิธีที่ดีกว่าคือบอกให้เขาพูดใหม่เช่น “พูดตรงๆ เลยจ้ะลูก” เป็นต้น

 

ทวนคำให้ฟัง เมื่อพูดออกไปแล้วลูกไม่รู้ตัว คุณอาจจะลองพูดซ้ำให้ฟัง เมื่อกี้ลูกพูดแบบนี้นะ “เอ่อ แม่ครับ อ่าอยากจะ แบบว่า อ่า ไปบ้านเพื่อน…” การพูดให้ลูกฟังจะทำให้ลูกรู้ว่าควรตัดคำไหนออกไปและปรับปรุงการพูดอย่างไร

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

การดูแลเด็กประถมวัย

แม่คะ หนูอยากโกนขนหน้าแข้ง!

แน่ละ ในวัยนี้ไม่มีทางแน่ที่ลูกของคุณจะปล่อยให้ขาเล็กๆ มีขนรุงรัง (ใส่กระโปรงสั้นแล้วไม่สวยเลย เพื่อนล้อด้วย) เอาเป็นว่าพบกันตรงกลาง คุณซื้อที่โกนให้เธอได้ โดยเลือกแบบที่มีคุณภาพดี มีมอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นตรวจสอบใบมีดด้วยว่าเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ คุณแม่ควรสอนอย่างใกล้ชิดป้องกันไม่ให้ขาสวยๆ ถูกมีดบาดจนเป็นรอย

 
ส่วนขั้นตอนการโกนง่ายๆ มีดังนี้

 

    1. ใช้น้ำอุ่นค่อยๆ ราดเสียก่อน สัก 2 – 3 นาที เพื่อให้ขนนุ่มลงและรูขุมขน

 

    1. โกนเฉพาะตรงที่มีขนขึ้น ไม่ต้องโกนส่วนอื่น เพราะจะทำให้ผิวส่วนนั้นระคายเคือง

 

    1. หลังจากโกนเสร็จ ใช้โลชั่นลูบไล้เบาๆ ผิวจะได้ไม่แห้งเกินไป

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

ควรหรือไม่ ซื้อมือถือให้ลูก

20 เปอร์เซ็นต์ ของคุณแม่เห็นด้วย

 
“ลูกสาวของฉันกลับบ้านค่อนข้างเย็นค่ะ ที่โรงเรียนมีกิจกรรมเยอะมาก เพราะฉะนั้นฉันเลยซื้อมือถือให้เขาไว้ เผื่อว่าจะมีซ้อมเพิ่มหรือเรียนอะไรเพิ่มจะได้โทร.บอกได้ แต่ฉันก็มีกฎในการใช้มือถือนะคะ ไม่ได้ให้ใช้เรื่อยเปื่อย ฉันจะเติมเงินให้จำนวนไม่มากนัก และไม่อนุญาตให้ลูกส่งข้อความเล่นกับเพื่อนด้วย ที่สำคัญคือ ไม่อนุญาตให้ฟังเพลงหรือถ่ายรูปตัวเองเด็ดขาด”

 
80 เปอร์เซ็นต์ คัดค้านเต็มที่

 
“ปกติลูกก็อยู่กับฉันตลอดอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องมีโทรศัพท์ส่วนตัวค่ะ ใช้ของแม่ก็ได้ การให้มือถือกับลูกเหมือนเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เด็กวัยนี้ยิ่งชอบส่งข้อความหาเพื่อน หรือไม่ก็โทรคุยกันเรื่องไม่มีสาระ แล้วฉันก็เป็นห่วงพวกข้อความหรือรูปโป๊ด้วย ไม่เหมาะหรอกค่ะที่จะซื้อมือถือให้ มันเร็วเกินไปจริงๆ”

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

เข้าใจ+พร้อมรับมือ Puppy Love ของวัยกำลังโต

ในช่วงวัยนี้อารมณ์ของลูกยังไม่ถึงขนาดหลงใหลหรือตกหลุมรักใครหรอกค่ะ เด็กๆเพียงแต่เริ่มจะสังเกตเพศที่ต่างไป และเรียนรู้ที่จะพึงพอใจในสิ่งที่เห็น สิ่งที่คุณต้องทำก็รับฟังและรับรู้ว่าลูกกำลังเริ่มสนใจเพศตรงข้าม โดยไม่มีทีท่าตกใจหรือกังวลเกินเหตุ

 
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าลูกมาเล่าว่า “เอเจหล่อมากเลยค่ะแม่ แถมเขายังเตะบอลเก่งสุดๆด้วยนะคะ หนูช้อบชอบเขาละ” คำตอบของคุณควรจะเป็น “เก่งแค่ไหนจ๊ะ เล่าให้ฟังได้ไหม” ไม่ใช่เอ็ดใส่ว่า “ลูกยังเด็กเกินกว่าจะชมเด็กผู้ชายคนไหนนะ!” และถ้าหากเจ้าลูกชายมาขอซื้อสร้อยราคาแพงให้สาวที่ไหน คุณก็ประนีประนอมไปว่า “แม่ว่าเอาของอย่างอื่นให้น่าจะเหมาะกว่านะ เปลี่ยนเป็นช็อกโกแลตสักชิ้นดีไหมจ๊ะ”

 
สำหรับคุณแม่คนไหนที่ลูกมาบอกตรงๆ ว่าหนูมีแฟนแล้วค่ะ” คำแนะนำคือ ค่อยๆพูดกับลูกว่าไม่ใช่หรอกจ้ะลูกรัก แฟนน่ะต้องเป็นกันตอนหนูโตกว่านี้อีกหน่อย สำหรับตอนนี้แม่ว่าหนูกับเอเจเป็นเพื่อนกันมากกว่าจ้ะ” สุดท้ายนี้ แม้ว่าสื่อส่วนใหญ่จะชี้นำความสัมพันธ์ของเด็กๆ ในรูปแบบ “แฟน” มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ควรจะเชื่อแบบนั้น ทางที่ดีควรดูแลลูกน้อยให้น่ารักตามวัยน่าจะดีกว่าค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

เจลหล่อลื่น ตัวช่วยทำรักราบรื่น

เจลหล่อลื่น ตัวช่วยทำรักราบรื่น

Q. มีน้ำหล่อลื่นออกน้อย ขณะมีเพศสัมพันธ์ จะลองใช้เจลหรือครีมหล่อลื่น อยากขอคำแนะนำค่ะ
ว่ากันด้วยเรื่องน้ำ ถ้าไม่นับน้ำท่วมแล้ว น้ำส่วนใหญ่ถ้ามีมากมักจะดี รวมถึงอะแฮ่ม…น้ำหล่อลื่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การทำรักโลดแล่นไปอย่างนุ่มนวล น้ำหล่อลื่นก็สร้างจากในช่องคลอดของคุณแม่นั่นเอง ส่วนจะออกมากและออกน้อยเพราะมีสาเหตุถ้าออกมากช่องคลอดคุณแม่ก็ชุ่มชื้น…การทำรักก็ราบรื่น
ครั้งนี้มาดูกันว่าอะไรละเป็นเหตุให้น้ำหล่อลื่นออกมาก เริ่มจาก

1. ฮอร์โมนปกติ คือคุณแม่ไม่อยู่ในวัยทอง

2. สุขภาพร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

3. จิตใจแจ่มใส ไม่เครียด

4. ไม่มีการอักเสบภายใน

5. พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์และมีการเล้าโลมที่เหมาะสมมากพอ
ถ้าเช็คกันดีแก้ไขกันแล้ว ไม่ตกหล่นทั้ง 5 ข้อ แต่น้ำหล่อลื่นก็ยังมีน้อย สูตินรีแพทย์ก็แนะนำการใช้น้ำหล่อลื่นเทียมหรือที่คุณแม่เรียกว่าเจลหรือครีมหล่อลื่น มาเติมสเต็ปให้ทำรักไหลลื่นก็ได้อยู่

 

น้ำหล่อลื่นเทียม ที่ขายในท้องตลาดมี 3 สูตร ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่ที่ไม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ตั้งครรภ์  เพราะไม่ดูดซึมเข้าร่างกาย ล้างออกได้ง่าย ควรเลือกยี่ห้อที่ผ่านการรับรองคุณภาพ และควรรู้ข้อแตกต่างในการใช้เล็กน้อย

 

  • น้ำหล่อลื่นเทียมสูตรน้ำ ส่วนใหญ่ที่ขายกันจะเป็นสูตรนี้ แต่ต้องเติมขณะทำรัก ทำให้สะดุดขลุกขลักบ้าง

 

  • น้ำหล่อลื่นเทียมสูตรซิลิโคน และสูตรน้ำมัน นุ่มนวลกว่า ไม่ระเหยง่าย  จึงไม่ต้องเติม

 

 

ข้อควรระวัง :  ไม่ใช้เจลหล่อลื่นสูตรน้ำมันกับถุงยางอนามัย เพราะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพฉีกขาดได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

ถามตัวเองก่อนมีลูกสิว่า เราเป็นโรคโลหิตจางหรือเปล่า

ทำไมถึงต้องถามน่ะเหรอ ก็เพราะโรคโลหิตจางพบได้มาก รวมคนที่เป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กกับคนที่เป็นโรคและไม่มีอาการ พบได้ถึงประมาณร้อยละ 12  ดังนั้นถ้าคุณมีภาวะโลหิตจาง เพราะขาดธาตุเหล็กขณะท้อง จะกลายเป็นคนละเรื่องกับก่อนท้องค่ะ  เพราะโรคนี้ จะมีผลกระทบต่อท้องนี้หลายอย่าง ตั้งแต่ เพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ลูกในท้องมีน้ำหนักน้อย  โลหิตจางถ้าโลหิตจางมากอาจทำให้เกิดน้ำคร่ำน้อย ทำให้เด็กเสียชีวิตได้ รวมถึงเป็นอันตรายกับแม่ในช่วงคลอดอาจตกเลือดจนเสียชีวิตได้

คุณแม่จะมีลูกได้อย่างแข็งแรง และ ปลอดภัยได้ ถ้า…

•  ตรวจก่อนตั้งครรภ์

ได้แก่ ตรวจความเข้มข้นของเลือด ถ้ามีภาวะโลหิตจาง เพราะขาดธาตุเหล็ก สามารถรักษาได้ก่อนปล่อยตั้งครรภ์

•  ขณะตั้งครรภ์

แม่ท้องทุกคนต้องเสริมธาตุเหล็ก แม้ไม่มีโรคโลหิตจาง เพราะขาดธาตุเหล็ก เพราะร่างกายของแม่ท้องจำเป็นต้องใช้ธาตุเหล็ก เพื่อสร้างรกและลูกน้อย รวมถึงสร้างเลือดใหม่ให้คุณแม่ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้ธาตุเหล็กจำนวนมาก จะหวังได้ธาตุเหล็กให้พอจากอาหาร กินเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง 

5 สาเหตุ บ่มเพาะความรุนแรงแก่เด็ก

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่คุณพ่อคุณแม่อาจนึกไม่ถึงว่าเป็นสาเหตุให้ลูกสะสมความรุนแรงในตัวโดยไม่รู้ตัว มีอะไรบ้าง กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ

1. คำพูด

เด็กวัยนี้เป็นวัยเรียนรู้ คำพูดของผู้ใหญ่บางคำ บางวินาที ที่เด็กไม่เคยได้ยิน เขาจะมองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและจดจำ  เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ คุณครู ผู้ใหญ่ทุกคน ต้องระวังคำพูดที่มาจากอารมณ์ไว้ให้ดี เด็กๆ จะนำไปเลียนแบบได้

2. เกม

เกมที่ใช้ความรุนแรงนั้นอาจจะยังไม่เหมาะกับเด็กวัยนี้ เมื่อลูกอยู่ในสายตาเราอาจจะช่วยเลือกและแนะนำได้ แต่เมื่อลูกอยู่นอกสายตา เขาอาจจะได้ลองและทำกิจกรรมที่ใช้ความรุนแรงนี้มา วิธีป้องกันคือ เมื่อลูกเริ่มแสดงออกด้วยอาการก้าวร้าว ใช้กำลัง หรือพูดจาหยาบคาย คุณต้องใจเย็นและพูดกับลูกด้วยความเข้าใจ อย่าใช้กำลังโต้ตอบหนักๆ กลับ เพราะเด็กก็จะเข้าใจวิธีการจุดอารมณ์ให้คุณโมโห มากกว่า

3. เล่นกับเพื่อนต่างรุ่นที่รุนแรง

การปล่อยให้เด็กเล่นกับเพื่อนต่างรุ่น แรงของการเล่น และวิธีในการเล่นจะต่างกัน เขาจะเชื่อและฟังรุ่นพี่มากกว่าคุณพ่อคุณแม่ด้วยซ้ำ วิธีป้องกันปัญหา คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ อะไรไม่ดีก็ต้องรีบเตือนให้ระวั

4. ละคร

ฉากที่ใช้ความรุนแรง ตัวร้ายที่ใช้กำลังข่มเหงเด็ก สตรี และคนชรา เสียงหัวเราะสะใจ เหล่านี้สร้างความเร้าอารมณ์ให้กับผู้ชม ซึ่งหากเด็กวัยนี้ได้รับชมเป็นครั้งแรกโดยไม่ได้รับคำแนะนำที่ดี เขาก็จะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำได้

5. สิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน

บางทีคุณอาจสงสัยว่าลูกไปจดจำการกระทำต่างๆ นี้มาจากใคร ทั้งๆ ที่ในบ้านไม่มีใครทำ บางทีสิ่งแวดล้อมโดยรอบบ้านอาจจะหล่อหลอมให้ลูกเป็นเด็กที่ชอบใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว เขาอาจจะได้ยิน ได้เห็นมาจากคนข้างบ้าน ครอบครัวหน้าปากซอย วิธีนี้อาจจะป้องกันและแก้ยาก  แต่หากรีบเตือนกันตั้งแต่เนิ่นๆ และบอกสาเหตุ ผลร้าย ผลเสีย ก็จะช่วยทำให้ลูกเข้าใจมากขึ้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock