หมวก BATMAN
พร้อมส่ง
หมวก BATMAN ราคา 170 บาท ส่งลงทะเบียน
คำถามนี้ได้รับบ่อยที่สุดอีกหนึ่งข้อค่ะ ดูแลตัวเองยังไงให้ยังคงหุ่นดี สวยแจ่มใส เพื่อเป็นแรงบันดาลใจของคุณแม่หลายๆท่าน
สำหรับพลอยแล้ว การดูแลตัวเอง คือ การไม่ลืมแบ่งเวลาให้ตัวเอง
ตอนที่มีลูกคนเเรก ส่วนใหญ่พลอยไม่ได้สนใจตัวเองเลย เอาเวลาให้ลูกหมด เน้นลูกอย่างเดียว ไม่ทำอะไรกับตัวเอง ไม่ทาครีม ไม่เสริมสวย พอเรามีลูกหลายคน ก็จะเริ่มรู้เเละแบ่งเวลาให้ตัวเอง ดูแลทั้งตัวเองและลูกด้วย สร้างสมดุลให้ได้ ชีวิตเราจะมีความสุขมากขึ้น เพราะจริงๆแล้วผู้หญิงหยุดสวยไม่ได้หรอกค่ะ
พลอยเชื่อว่าคุณแม่ทุกท่านก็ทำได้เหมือนกันนะคะ
ภาพ IG : @ploychidjan
นิทานสำหรับเด็กเล็กส่วนใหญ่มักจะเน้นที่ภาพประกอบเป็นสำคัญ เมื่อลูกได้มองภาพและฟังคำที่แม่เล่านิทาน จะเกิดจินตนาการขึ้นโดยที่เราไม่รู้หรอกว่าลูกคิดอะไรอยู่ การที่หนูน้อยร้องไห้เมื่อถึงนิทานหน้าสุดท้ายคงไม่ใช่เพราะนิทานจบเศร้า แต่เป็นเพราะหนูน้อยอาจจะมีจิตนาการของตัวเองที่สนุกอยู่ในขณะนั้น และอยากฟังต่อเรื่อยๆ จนไม่อยากให้จบ
….เช่นหนูน้อยนักอ่านวัยเพียง 10 เดือนคนนี้ น่าเอ็นดูมาก มีความสุขทุกครั้งเมื่อคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ฟัง แต่พอจบถึงหน้าสุดท้ายเมื่อไหร่ หนูน้อยก็ร้องไห้โฮทันที ไม่ใช่มีปฏิกิริยากับหนังสือเล่มเดิมเท่านั้น แต่เป็นอาการแบบนี้กับหนังสือทุกเล่ม! จะน่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน ไปชมคลิปกันเลยค่ะ
คำแนะนำ : เด็กในช่วงวัย 1-3 ขวบเป็นช่วงที่สมองลูกกำลังพัฒนาสุดๆ การให้ลูกได้เรียนรู้กับสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง และพ่อแม่ช่วยเสริมสิ่งต่างๆ ให้ลูก จะมีส่วนช่วยให้พัฒนาการลูกเติบโตได้อย่างสมวัย โดยการอ่านหนังสือให้เด็กฟังนั้นถือตัวช่วยกระตุ้นสมองรวมไปถึงเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กได้ โดยผู้เชี่ยวชาญเผยว่าผู้ปกครองควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่แรกเกิด เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้คำศัพท์และฝึกทักษะการสื่อสาร
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : CarolCollection
เมื่อพ่อแกล้ง “ทิ้งลูกชายวัย4ขวบ” ไว้กลางห้าง …เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อท่านนี้คิดเล่นพิเรนทร์ อยากดูท่าทีของลูกเมื่อหลงอยู่กลางซูเปอร์มาเก็ตจึงแกล้งทิ้งลูกไว้คนเดียว แล้วแอบดูอยู่ห่างๆ … เด็กชายคนนี้ เหวินเหวิน อายุเพียง 4 ขวบที่ฉลาด พ่อของเขาเลี้ยงลูกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองทำให้เขาทำอะไรเองเป็นตั้งแต่เล็กๆไม่ว่าจะกินข้าว ใส่เสื้อผ้าและแปรงฟันเอง

ซึ่งวันนั้นครอบครัวของเหวินเหวินไปเดินซื้อของในซูเปอร์มาเก็ต ในขณะที่พ่อแม่กำลังจ่ายเงินอยู่ที่แคชเชียร์ เด็กชายยังนั่งดูตู้ปลาในเขตขายอาหารทะเลที่อยู่ไกลออกไป10เมตร พ่อของเขาแอบกระซิบเบาๆกับแม่ว่าเราลองมาแอบลูกกันดีกว่า ว่าเหวินเหวินจะทำอย่างไรถ้ารู้ว่า”หลงทาง”กับเรา ลองให้แกมีประสบการณ์ดูสักครั้ง จะได้สอนลูกด้วย แม่ยังไม่ทันตอบตกลงอะไรพ่อก็รีบดึงมือแม่เพื่อไปหลบอยู่ในมุมที่ลูกมองไม่เห็น
หลังจากที่เหวินเหวินนั่งดูปลาอยู่พักนึง เขาก็ลุกขึ้นหันกลับมามองหาพ่อแม่แต่ไม่เจอ เขาจึงวิ่งไปมาแถวนั้นอยู่สองรอบแล้วอ้อมไปดูที่แคชเชียร์จนรู้ว่าตัวเองคงจะหลงกับพ่อแม่เข้าแล้ว แม่คิดว่าลูกชายต้องร้องไห้แน่ๆ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่พ่อกับแม่คิด!!!
> เหวินเหวินเดินออกมาจากตรงแคชเชียร์และเดินไปหาลุงรปภ. คุยกันประมาณครี่งนาที แล้วทั้งสองก็เดินไปเข้าลิฟท์เพื่อลงไปที่ชั้น 1 ด้วยกัน

พ่อและแม่ก็รีบแอบตามลงไปดู ที่แท้….
รปภ. พาเหวินเหวินไปที่ห้องประชาสัมพันธ์ของซุปเปอร์เพื่อประกาศตามหาพ่อแม่ เหวินเหวินพูดกับคุณน้าที่ประชาสัมพันธ์เพื่อให้พ่อแม่มาเจอเขาที่ห้องประชาสัมพันธ์ชั้น 1
เรื่องนี้ทำให้พ่อแม่ของหนูน้อยแปลกใจมาก เพราะตอนแรกคิดว่าจะให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนกับลูกและไม่คิดว่าลูกชายจะแก้ปัญหาได้เร็วขนาดนี้ พ่อถามหนูน้อยว่าทำไมลูกถึงได้ไปหาลุงรปภ. เป็นคนแรก ลูกชายบอกว่า “คุณครูที่โรงเรียนอนุบาลสอนครับ”

ขอขอบคุณสำหรับเนื้อหาจาก : liekr.com
เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
สำหรับเด็กน้อยแสนอารมณ์ดีหลายคนที่ยังเดินไม่ได้แต่ก็มีใจรักในเสียงเพลง เมื่อได้ยินเสียงเพลงเป็นไม่ได้ต้องแดนซ์กระจาย แม้จะอยู่ในท่านั่ง หรือนอน หรือคลานอยู่ก็ตาม แต่สำหรับแฝดสาวน้อยคู่นี้แม้จะยังเดินไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่พวกเขาจะยืนแดนซ์มันๆเหมือนคนโตได้ แต่เพียงต้องอาศัยตัวช่วยนิดหน่อย เมื่อพร้อมแล้วก็แดนซ์ได้เลย
ตามไปดูกันดีกว่าค่ะว่าทั้งคู่ จะแดนซ์กันมันกระจาย สนุกสุดเหวี่ยงได้ขนาดไหน
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Jase and Charleah Jeanneau
สวนน้ำ “วานา นาวา” หัวหิน
สวนน้ำที่มีสไลเดอร์ขนาดใหญ่และยาวที่สุดในโลกและประเทศไทย
สวนน้ำ “วานา นาวา” หัวหิน เต็มไปด้วยเครื่องเล่นมากมาย ไว้รองรับความสนุก น่าตื่นเต้น ของทุกเพศ ทุกวัย ที่มาพร้อมกับความปลอดภัยระดับมาตรฐานและเข้มงวด ให้ทุกครอบครัวได้สนุกสุดขีดอย่างไร้กังวล
โซนแรก “วอเตอร์จังเกิ้ล” ที่มี “อะบิส” สไลเดอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ “บูมเมอแรงโก้” สไลเดอร์ที่ยาวที่สุดในโลก ถ้าอยากเล่นน้ำ จิบเครื่องดื่มชิวๆ ต้อง “อินฟินนิตี้พูล” พักจากการเล่นเครื่องเล่น หรืออยากจะนอนโต้คลื่นเบาๆ ก็มี “สระคลื่นเทียม” ให้ได้เอนกายไปพร้อมกับคลื่นทะเล เป็นต้น

อีกหนึ่งโซน กับ โซน”แอดเวนเจอร์” มี “เซริ์ฟโซน”ที่สามารถโต้คลื่นได้ตลอดทั้งปี และ “หน้าผาจำลอง” ไว้ท้าทายความสูงให้ได้ปีนป่ายอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเครื่องเล่นเปิดใหม่ คือ สตูดิโอใต้น้ำแห่งแรกในประเทศไทย “วานาดิโอ” พร้อมสร้างประสบการณ์ถ่ายภาพที่เหนือชั้นและไม่เหมือนใครจากช่างภาพมืออาชีพ อุปกรณ์ครบครัน อัดแน่นความสนุกกับการเลือกธีมถ่ายภาพได้ถึง 10 ธีม ได้แก่ แฟชั่น ,นางฟ้า,นางเงือก และเเต่งงาน เป็นต้น
ก่อนกลับ อย่าลืม! แวะถ่ายภาพกับ “วานาดิโอ” ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่โลกใต้น้ำสุดสนุก กับภาพถ่ายใต้น้ำเทคโนโลยีล้ำ ระดับฮอลลีวูด ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ….พลาดไม่ได้แน่นอน !!!
วันธรรมดา เปิดบริการ 10.00-18.00 น.
ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวและวันหยุดยาว เปิดบริการ 10.00 – 21.00 น.
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทร : 032 909 606
website : www.vananavahuahin.com
บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
จากคลิปวีดีโอของหนูน้อยที่กลัวเงาของตัวเอง http://www.realparents.tv/uncategorized/little-kid-is-terrified-of-his-shadow/ ก็มีเด็กหลายคนที่มีปฏิกิริยาเช่นนี้ จนทำให้คุณแม่หลายคนกังวลว่าลูกจะไม่หายกลัว วันนี้เราจึงมีวิธีรับมือ เมื่อลูกกลัวเงา มาฝากค่ะ … มาเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความสนุกกันเถอะ !
ขั้นแรกเราต้องให้เด็กๆลองเล่นกับแสงไฟก่อน เพื่อทำความรู้จักกับ “เงา” พร้อมอธิบายความหมายของมันให้เด็กเข้าใจ
“เงา” คือ การที่แสงตกกระทบวัตถุทึบแสง เพราะแสงไม่สามารถผ่านทะลุวัตถุ จึงทำให้เกิดเงาของวัตถุบนฉากทางด้านที่แสงไม่ได้ตกกระทบ เช่น คนเป็นวัตถุทึบแสง ดังนั้นเมื่อยืนอยู่กลางแสงแดดจะเกิดเงาบนพื้นของคนที่ยืนเพราะคนกั้นทาง เดินของแสง ทำให้แสงส่องไปไม่ถึงพื้นนั้นเอง
หลังจากที่รู้แล้วว่าเงาเกิดขึ้นได้อย่างไร ต่อไปเรามาสร้างเงาแสนสนุกกันดีกว่าค่ะ
อย่างการเล่นเงาโดยใช้หุ่น หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ โดยมีฉากม่านกั้นแสงอยู่ด้านหน้า แล้วสร้างแต่งเป็นนิทานเรื่องเล่าขึ้นมา
หรือจะฝึกเล่นเงาด้วยมือของเราเองก็ได้ และเล่าเรื่องราว เป็นนิทานของตัวเองได้เหมือนกัน
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : QWErTY444777 , Michael D. , Yeo Sung Gu
ที่มาภาพ : childrens-stories.net , http://dillydallydaly.blogspot.com/
การพาเด็กๆไปรู้จักของเก่า ที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ไม่ใช่สิ่งน่าเบื่อสำหรับพวกเขาเลยค่ะ ตรงกันข้ามกลับทำให้เขาสนุกขึ้นด้วยซ้ำ เพราะมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจแปลกใหม่ให้ได้ดูเต็มไปหมด แถมบางที่ ยังถือเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย อย่าง พิพิธภัณฑ์สุขสะสม ยังไงละคะ สถานที่รวบรวมข้าวของ เครื่องใช้ที่ถูกเก็บสะสมไว้มานานกว่า 30 ปี มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นล่างจัดแสดงวิวัฒนาการของเล่น กับ ของใช้ในยุคก่อน ชั้นที่สอง จัดแสดงสื่อสิ่งพิมพ์ ชั้นที่สาม พิพิธภัณฑ์ของจิ๋ว แม้ไม่ใช่ของเก่า แต่ก็เรียกความสนใจจากเจ้าตัวเล็กได้ไม่น้อย ส่วนด้านหลังจำลองตลาดเก่าย้อนยุค หลังจากที่ได้เดินชม ขอบอกเลยว่า หลายๆชิ้นไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยจริงๆ ชิ้นที่เห็นแล้วรู้สึกอะเมซิ่ง ก็คือ เครื่องซักผ้ารุ่นแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 และ ขวดนมเด็กโบราณแบบจุก 2 ทาง ผลิตในประเทศอังกฤษ มีใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5-8 จนแอบอุทานเบาๆ หามาจากที่ไหนเนี่ยส่วนคุณลูกชาย เห็นห้องรถถีบสามล้อ และห้องของเล่นแล้ว วิ่งถลาเข้าใส่ จนแม่เกือบจับไว้ไม่ทัน เฮ้อ!
• ราคาค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 100 บาท
เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. 50 บาท
• เปิด-ปิด : จันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา 11.00-18.00 น.
เสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา 10.00 – 18.00 น.
• ที่ตั้ง : ถนนพุทธมณฑลสายสอง แขวงศาลาธรรมสพน์เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

• รถเมล์สาย 79 และ 123
• เบอร์โทรศัพท์ : 086 899 9208
• FaceBook : พิพิธภัณฑ์สุขสะสม Suksasom museum
กรณีที่คุณแม่เจ็บท้องคลอดลูกแบบกะทันหันนั้นมักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ดังเช่นข่าวที่เคยเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่ต้อง คลอดฉุกเฉิน ในรถตู้ แต่กลับพบว่าลูกน้อยเสียชีวิตแล้ว เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะแสดงถึงภาวะคลอดเฉียบพลันที่คุณแม่ต้องคอยสังเกตและระมัดระวัง
Continue reading “คลอดฉุกเฉิน ปัญหาที่คุณแม่ใกล้คลอดต้องระวัง!!”
เรียกได้ว่า หนู นั้นเป็นเสมือนสัตว์สามัญประจำบ้านที่ไม่ว่าบ้านไหนๆก็ต้องมีไปซะแล้ว เจ้าสัตว์จอมแทะชนิดนี้สร้างความลำบากให้เราเป็นอย่างมาก มันไม่เพียงแต่กัดแทะทำลายอาหารของกินของเราเท่านั้น แต่รวมไปถึงทรัพย์สินอันมีค่าของเราอีกด้วย
แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากจริงๆที่จะหลีกเลี่ยงเจ้าสัตว์จอมแทะชนิดนี้ไม่ให้อาศัยอยู่ตามที่พักพิงอาศัย แต่กับโรงพยาบาลนั้น อาจจะเป็นเรื่องยากซักหน่อย เพราะทุกโรงพยาบาลจะมีการป้องกันทางด้านสุขาภิบาลที่สูง เพื่อไม่ให้สัตว์พวกนี้เข้าไปอยู่อาศัย หรือถ้ามีนั้นก็ควรจะมีจำนวนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่งั้นแล้วอาจจะเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับเด็กทารกโชคร้ายคนนี้
เด็กทารกแรกเกิดที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียง 10 วัน โดนหนูกัดทำร้ายจนถึงชีวิตคาห้องไอซียูที่โรงพยาบาลคุนตูร์ รัฐอานธรประเทศ ประเทศอินเดียตะวันออกเฉียงใต้
แม่ของเด็กทารกน้อยผู้โชคร้ายคนนี้ได้เปิดเผยว่า เธอนั้นได้เตือนกับทางเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการมีอยู่ของเจ้าสัตว์จอมแทะพวกนี้แล้ว แต่กลับไม่มีท่าทีใดๆจากทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่จะกำจัดพวกมันออกไป
และแม่กล่าวต่อว่า หลังจากที่ลูกของเธอนั้นโดนหนูกัดทำร้าย เธอได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้ทำการศัลยกรรมรักษาในส่วนรอยกัดของดวงตาลูกของเธอก่อน แต่ทางเจ้าหน้าที่กลับไปให้ความสำคัญมุ่งประเด็นรักษากับรอยกัดตรงแขนขวา
รวมถึงเด็กทารกน้อยผู้โชคร้ายยังถูกหนูกัดแทะนิ้วจนขาด ทางคุณแม่เด็กปักใจเชื่อว่า การที่ลูกของเธอตายนั้น ไม่ใช่เพราะโดนหนูกัดโดยตรง แต่เป็นเพราะฝีมือหมอและทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่วินิจฉัยและรักษาได้ช้า ไม่ตรงจุดด้วย
ทางคุณพ่อของเด็กชายยืนยันอีกเสียงว่าการที่ลูกชายของเขาตายนั้น เป็นฝีมือของหนูกัดจริงๆ

แต่ทางเจ้าหน้าที่กลับแนะเขาว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องกังวลในเมื่อเขายังมีลูกชายอีกคนอยู่ไม่ใช่เหรอ?
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุขทราบเรื่องจึงได้ยกเลิกสัญญากับเจ้าหน้าที่สุขาภิบาลประจำโรงพยาบาลและสั่งให้ตำรวจสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที พร้อมกับติดตามและรอผลรายงานภายในหนึ่งสัปดาห์ อีกทั้งเขายังบอกอีกว่าจะไม่ปล่อยและประมาทกับเรื่องนี้ ด้วยการส่ง 3 เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขลงไปช่วยตรวจสอบอีกด้วย . . . เมื่อพวกเขาได้เริ่มทำการตรวจสอบด้วยการติดตั้งที่ดักจับหนูตามแต่ละพื้นที่ในโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ที่มีเจ้าหนูฆาตกรอาศัยอยู่ในโรงพยาบาล
หลังจากนั้นทางผู้อำนวยการของโรงพยาบาลคุนตูร์ได้ออกมายอมรับว่า มีหนูมาติดกับที่ดักจับอยู่จริง และได้ทำการตรวจสอบที่มาของพวกมันจนสรุปออกมาได้ว่า เจ้าหนูฆาตรกรพวกนี้หลุดเข้ามาผ่านทางท่อเครื่องปรับอากาศของทางโรงพยาบาลนั่นเอง
ทางผู้อำนวยการกล่าวต่อว่า มันเป็นเรื่องน่าสลดที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดพลาดของทางโรงพยาบาลเองด้วยที่ปล่อยให้เจ้าหนูพวกนี้เล็ดลอดเข้ามาอาศัยอยู่บวกกับกระทำที่ไม่รอบคอบของทางหมอและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเองในเวลาเดียวกัน
ผศ.นายแพทย์ อดิศักดิ์ นารถธนะรุ่ง หัวหน้าหน่วยเนื้องอกกระดูก ภาควิชาออร์โธปิดิกส์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าวว่า3 เดือนก่อนมาโรงพยาบาล ผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุจักรยานล้มทับเข่าซ้าย จากนั้นสังเกตเห็นว่าเข่าซ้ายบวมมากขึ้น และปวดมากโดยเฉพาะเวลากลางคืนจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง แต่อาการโดยรวมยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ผลเอ็กซเรย์พบความผิดปกติที่กระดูก แพทย์สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งกระดูกซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตและโรงพยาบาลรัฐแห่งนั้นไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งกระดูก ผู้ป่วยจึงถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อตรวจอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง
ภายหลังจากที่แพทย์ได้ตรวจดูอาการของโรคอย่างละเอียดแล้ว จึงทำให้ทราบว่าผู้ป่วยกำลังป่วยเป็น “โรคมะเร็งกระดูกขาซ้าย” ทีมแพทย์ได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าผู้ป่วยรายนี้สามารถผ่าตัดเก็บขาได้ ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้ จะต้องผ่าตัดเอาส่วนที่เซลล์มะเร็งลุกลามออกไปทั้งหมด เพื่อรักษาขีวิตของผู้ป่วยเอาไว้ นับว่าเป็นโชคดีที่ผู้ป่วยได้มาพบกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่สามารถรักษาโรคนี้ได้โดยการใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดแบบใหม่ทำให้ไม่ต้องตัดขาด้านซ้ายทิ้ง โดยทีมแพทย์ได้ทำการผ่าตัดเอากระดูกเดิมที่เป็นมะเร็งกระดูกที่บริเวณขาซ้ายออกทั้งหมด และทดแทนด้วยข้อเทียมชนิดพิเศษ (endoprosthesis)โดยใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดทั้งสิ้น 14 ชั่วโมงและยังคงมีการให้ยาเคมีบำบัดอย่างต่อเนื่องหลังผ่าตัด
เด็กหญิงนันท์นภัส ทับทิมศรี (น้องพั้นซ์) อายุ 11 ปีผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกขาซ้าย ที่ได้รับผ่าตัดแบบใหม่โดยไม่ต้องตัดขาซ้ายทิ้ง ซึ่งใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 14 ชั่วโมงกล่าวว่า “ขอบคุณทีมอาจารย์ทุกท่าน โดยเฉพาะคุณหมออดิศักดิ์ นารถธนะรุ่งด้วยค่ะ ที่อาจารย์หมอใช้การรักษาด้วยวิธีและเทคโนโลยีใหม่ครั้งนี้ แทนการตัดขาซ้ายหนูทิ้ง และต้องขอบคุณมูลนิธิรามาธิบดีฯ และงานสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลรามาธิบดี ค่าข้อเทียมชนิดพิเศษ ที่มีราคาสูงเกือบ 4 แสนบาท รวมไปถึงทีมแพทย์ที่เข้ามาดูแลรักษาสุขอนามัยที่อยู่อาศัยและช่วยสนับสนุนในการซ่อมแซมบ้าน เพื่อให้หนูและครอบครัวมีสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยากขอบคุณทุกท่านที่ทำให้หนูและครอบครัวมีความสุข ถือเป็นการสร้างโอกาสในชีวิตครั้งใหม่ให้กับหนูอีกด้วย”
ด้านครอบครัวของน้องพั้นซ์ ( คุณย่าวงเดือน ทับทิมศรี) กล่าวเสริมว่า “วันนี้คงต้องอยู่ในสภาพที่หดหู่ใจเมื่อเห็นน้องพั้นซ์เจ็บปวดกับโรคมะเร็งกระดูกขาซ้ายครั้งนี้ ถ้าหากไม่ได้รับโอกาสจากมูลนิธิรามาธิบดีฯและทีมแพทย์ที่ทำการรักษาน้องพั้นซ์ เพราะเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทางครอบครัวไม่มีเงินที่จะรักษาชีวิตน้องพั้นซ์ได้อย่างแน่นอน ต้องขอบคุณมูลนิธิรามาธิบดีฯ ที่เล็งเห็นความสำคัญของทุกชีวิต และมอบโอกาสให้น้องพั้นซ์ได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัว และจะสั่งสอนน้องพั้นซ์ให้มุ่งทำประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป ขอบคุณทุกท่านจริงๆ”
ผู้สนใจร่วมบริจาคสามารถโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี“มูลนิธิรามาธิบดี”(โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้)ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารามาธิบดี เลขที่ 026-4-26671-5 และธนาคารกรุงเทพ สาขารามาธิบดี (อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์) เลขที่ 090-7-00123-4 หรือติดต่อมูลนิธิรามาธิบดีฯ 270 ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2201-1111หรือเว็บไซต์www.ramafoundation.or.thติดตามข่าวสารและช่องทางการทำบุญได้ที่ IG@ramafoundation, FBมูลนิธิรามาธิบดีฯ และTwitter @ramafoundation1
คลิปนี้เป็นภาพความไร้เดียงสาของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไร เมื่อได้เห็นเงาตามตัวของตัวเองอยู่บนพื้น พยายามหนีเท่าไหร่ก็ไม่ไป จนกรีดร้องด้วยความกลัวในที่สุด
คลิปวิดีโอดังกล่าวเชื่อว่าถูกบันทึกเอาไว้ที่เมืองไทย เด็กชายที่ปรากฏตัวอยู่ในคลิปก็คาดว่าน่าจะชาวไทย ที่ยังอยู่ในวัยเรียนรู้ เด็กชายรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างตามตัวเขาอยู่ เมื่อมองลงที่พื้นก็พบว่ามีอะไรดำๆ อยู่จริง เขาพยายามวิ่งหนีเงาของตัวเอง แต่หนีเท่าไหร่ก็ยังไม่พ้น ท้ายที่สุดเด็กชายก็กรีดร้องเพราะความกลัว…
ทั้งนี้ยังมีคลิปอื่นๆจากเด็กต่างประเทศหลายคนที่เพิ่งเคยเห็นเงาตัวเอง ซึ่งปฏิกิริยาก็ไม่ต่างจากเด็กไทย จะน่ารักไร้เดียงสาแค่ไหนไปดูกันค่ะ
อย่างไรก็ตาม คลิปดังกล่าวได้สร้างความขบขับและน่าเอ็นดูกับความไร้เดียงสาของเด็กๆ ผู้คนต่างอมยิ้มเมื่อได้เห็นพฤติกรรมของเด็กๆ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความรู้แก่พวกเขาด้วย เพราะอย่างน้อยๆ เงาที่พวกเขากำลังหวาดกลัวตอนนี้ จะต้องตามติดตัวไปตลอดทั้งชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจาก : Metro.co.uk
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : ViralHog , BabiezTV
บ้านพิพิธภัณฑ์ดัดแปลงจากบ้านสามชั้นให้กลายเป็นร้านค้าต่างๆ แบบย้อนยุค เช่น ร้านขายของเล่น ร้านทอง ร้านกาแฟ ห้องเรียน โรงหนัง ห้องทำงานของราชการ ฯลฯ รวมทั้งจัดแสดงของเก่าจากแต่ละยุคสมัยมากมาย ของสะสมโดยมากเป็นของบริจาคและมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจทั้งนั้น หากคุณพ่อคุณแม่สนใจอยากทราบที่มาของสิ่งของแต่ละชิ้นสามารถสอบถามกับผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ได้เลยค่ะ
แม้ว่าพ่อแม่ของเราจะเข้าสู่ ‘วัยกลางคน’ ซึ่งเป็นวัยที่หลายคนคิดไปเองว่า ‘อาจไม่มีอารมณ์ขันเท่าใดนัก’ ทั้งๆที่ความจริงไม่ใช่ คนวัยนี้ก็ยังมี ‘ดีกรีความฮาแบบบ้าๆ’ ที่ไม่ธรรมดาแผงอยู่ และนี่คือเรื่องราวที่จะพิสูจน์ความจริงข้อนั้น
กับเรื่องราวการแกล้งสุดน่ารักที่เกิดขึ้นในครอบครัว >> เมื่อ Emily Musson นักศึกษาสาวออกมาโพสต์รูปเซลฟี่ขณะสวีทหวานกับแฟนหนุ่มของเธอลงเฟซบุ๊ก
พ่อแม่ของเธอจึงเกิดอาการหมั่นไส้ลูกสาวและแฟนหนุ่มของเธอมาก จึงพากันออกมาแกล้งลูกสาวด้วยการสร้างเฟซบุ๊กใหม่ขึ้นมา แล้วโพสต์รูปเซลฟี่เลียนแบบท่าทางเดียวกันกับภาพของลูกสาวตอนอยู่กับแฟนลงเฟซบุ๊ก
ในไม่ช้าเรื่องราวและภาพเซลฟี่พ่อแม่หมั่นไส้ลูกสาวมีแฟน ก็กลายเป็นประเด็นดังบนโลกออนไลน์ในที่สุด แม้แต่ Emily ยังต้องรู้สึกประหลาดใจในพฤติกรรมของพ่อแม่ของตัวเองและแอบดีใจที่ภาพเซลฟี่เลียนแบบที่พ่อแม่ของเธอถ่ายกลายเป็นที่สนใจของชาวเน็ต
เท่านั้นยังไม่พอ Musson ยังยืนยันว่าปกติพ่อของเธอเป็นคนหัวโบราณ และไม่ชอบทำอะไรเพี้ยนๆ ฉะนั้นมันก็น่าทึ่งไม่น้อยที่คุณแม่ของเธอสามารถโน้มน้าวใจ ให้เขาลงมือทำภารกิจล้อเลียนสุดน่ารักในครั้งนี้ได้
สำหรับใครที่โพสภาพจู๋จี๋กับแฟนลงบนเฟซบุ๊ก ระวังนะคะ อาจถูกพ่อแม่นำมาล้อเลียนแบบนี้ก็ได้ อิอิ ^_^
ขอบคุณที่มาของภาพจาก : http://news.boxza.com/view/36898
เสื้อผ้าเด็ก แนว Vintage และญี่ปุ่น
งาน Handmade
ตัดเย็บด้วยผ้าคอตตอนไทยและญี่ปุ่น นุ่ม ใส่สบาย ราคาเบาๆ
เข้าชมได้ที่
www.babysisterboutique.com
www.facebook.com/babysisterboutique
Q. ลูกอายุ 4 ขวบ ตะโกนเรียกพ่อแม่ ตวาด หรือตีพ่อแม่ต่อหน้าคนอื่น หรือขณะที่เรากำลังคุยธุระอยู่ เราควรดุและทำโทษเขาตอนนั้นเลย หรือให้คุยธุระเสร็จแล้ว ค่อยไปทำโทษทีหลังครับ
เรื่องนี้ขอให้ทราบว่าหากไม่ชอบคำตอบที่ผมให้ก็อย่าถือสา ลองถามผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ได้ครับ
แลกเปลี่ยนแบบคุณพ่อกับคุณพ่อกันก่อนนะครับ การสั่งสอนลูกเล็กเป็นเรื่องที่ผมทำทันทีทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในที่รโหฐานหรือที่สาธารณะ และไม่ขึ้นกับลักษณะความผิดด้วย เช่น นั่งกินข้าวไม่เป็นที่เป็นทางในร้านอาหารคอยแต่จะมุดใต้โต๊ะปีนป่ายเก้าอี้ ผมจะลุกจากโต๊ะเดินอ้อมไปหาลูก นั่งลงเสมอหน้าและพูดด้วยเสียงเอาจริงว่า ลูกต้องนั่งกินอยู่กับที่เหมือนพ่อแม่ แล้วเราจะกินเสร็จพร้อมกันไปเล่นด้วยกันต่อ เป็นต้น
ในความผิดร้ายแรง คือทำร้ายคน ทำลายข้าวของ พูดคำหยาบ ผมจะตีทันทีไม่ว่ารอบข้างจะมีใครก็ตาม แต่บังเอิญผมไม่เคยต้องทำอะไรเช่นนั้นเลย เลยรอดตัวไป
คราวนี้มาว่ากันเรื่องวิชาการ
ตอบว่าทำทันที เพราะทำทันทีจึงเกิดการเรียนรู้ว่าพ่อทำโทษเรื่องอะไร คำอธิบายคือ สมองเด็กไม่ได้ทำงานด้วยเหตุผลแบบของเรา สมองของเขาทำงานแบบจับคู่เหตุการณ์สองอย่างเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน (Phenomanalisticcausality) ยิ่งเหตุการณ์สองอย่างนั้นประชิดกันมากเท่าไรเขายิ่งจับคู่ง่ายขึ้นเท่านั้น ถ้าตีพ่อแม่ก็ต้องถูกตีทันที จึงจะเข้าใจว่าเขาถูกทำโทษเรื่องอะไร มิใช่รออีกหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงค่อยมาทำโทษแล้วตามด้วยคำอธิบายยืดยาวเหลวไหลไร้สาระ
ตอบว่าทำโทษทันทีแม้ว่าจะเป็นที่สาธารณะ ที่จริงนี่เป็นประเด็นหน้าตาของพ่อแม่มากกว่าหน้าตาของเด็กๆ พ่อแม่ส่วนใหญ่รักษาหน้าตัวเองโดยพร้อมจะปล่อยปละละเลยให้ลูกเสียคน หากจะเถียงว่าลูกเสียหน้าก็ต้องยอมให้เสียหน้า เพื่อจะได้รู้ว่านี่คือพฤติกรรมที่พ่อแม่จะไม่ยอมอ่อนข้อเป็นอันขาด ถึงลูกจะเสียหน้าก็จะทำโทษทันทีอยู่ดี แน่นอนว่าเราทำโทษลูกเพื่อให้เขาหลาบจำ เรามิได้จะ “ทำร้าย” ลูกด้วยอารมณ์โกรธ ขอให้แยกสองอย่างนี้ออกจากกัน อย่าเอามาปะปนกันเพื่ออ้างที่จะไม่ทำอะไร (แต่เราจะไม่ทำโทษลูกวัยรุ่นของเราต่อหน้าคนอื่นนะครับ)
คือ ทำร้ายคน ทำลายข้าวของ พูดคำหยาบ นอกจากนี้เป็นความผิดไม่ร้ายแรงทั้งนั้นครับ อธิบายดังนี้ เด็กทุกคนพร้อมจะทดสอบกฎ กติกา มารยาทที่เรากำหนดให้อยู่แล้ว เขาแค่ทดสอบว่าเราเอาจริงไหม จะได้ทำตัวถูก
ดังนั้นเราไม่ควรจุกจิกทุกเรื่องห้ามหมดทุกอย่าง ปล่อยได้ก็ปล่อย พ่อแม่อย่าเอาแต่ใจตัวให้มากนัก มีเรื่องที่เราควรเอาจริงแต่ไม่ถึงกับต้องตีคือ เรื่องกติกาของส่วนรวม เช่น การกินที่โต๊ะอาหารในร้าน การใช้รถสาธารณะหรือรถไฟฟ้า การส่งเสียงดังในที่ที่ห้ามใช้เสียง การแซงคิวซื้อของหรือจ่ายเงิน การใช้สมาร์ทโฟนในที่สาธารณะ เป็นต้น กติกากลางเหล่านี้คนทุกคนต้องเคารพ เด็กทุกคนก็เช่นกัน หากเขาละเมิดเราต้องสั่งสอนอย่างจริงจัง หากเขาไม่ทำตามเราต้องเอาเขาออกจากสถานที่นั้นแล้วคาดโทษ สุดท้ายคือกรณีความผิดร้ายแรงที่พ่อแม่ควรหยุดเขาทันที ไม่ปล่อยปละละเลยจนทำอะไรไม่ได้ในอนาคต
สรุปคือพฤติกรรมของเด็กๆ มี 3 ระดับ ระดับปล่อยได้ขอให้ปล่อย ระดับที่เป็นกติกาสังคมต้องเอาจริงกับเด็ก ระดับร้ายแรงคือทำร้ายคน ทำลายข้าวของ พูดคำหยาบ ให้ทำโทษ จำเป็นต้องตีก็คือตี
ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมตนเองของเขา ความสามารถในการควบคุมตนเองเป็นเรื่องต้องฝึกตั้งแต่แรกๆ และผมยืนยันว่าการกินข้าวเป็นเรื่องแรกๆ เด็กเล็กทุกคนควรได้รับการฝึกกินข้าวอยู่กับที่ให้เสร็จในเวลาที่กำหนด มิใช่เดินป้อนข้าวกันได้ครั้งละหลายสิบเมตรอย่างที่ทำๆ กัน ประเด็นมิได้อยู่ที่ข้าว ประเด็นอยู่ที่ความสามารถในการบังคับตัวเองให้นั่งกินข้าวให้เสร็จ หากเรื่องขี้ผงเท่านี้พ่อแม่สอนไม่ได้ ก็อย่าคาดหวังว่าเขาจะควบคุมตนเองในเรื่องอื่นๆ ได้เมื่อโตขึ้น
จากคอลัมน์ Kid {talk it easy} นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนมกราคม 2558
บทความโดย: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
ภาพ: shutterstock