คุณแม่ โคราช ตรวจความผิดปกติของลูกในครรภ์ฟรี ได้ 3D 4D เป็นของแถม

คุณแม่ ท้อง ใกล้ รพ. โชคชัย จ.นครราชสีมา เตรียมพบกับกิจกรรมตรวจความผิดปกติของลูกในครรภ์ฟรี

 

ประกาศถึง คุณแม่ ท้อง จากเพจ เรื่องเล่าจากโรงหมอ

IMG_20160413_040803

 

ประกาศครับ

คุณแม่ในละแวกใกล้เคียงท่านไหน
ต้องการตรวจความผิดปกติ ความพิการของลูกในท้อง…
และสะดวกมาตรวจตามสถานที่/เวลาที่กำหนด
ลงชื่อได้เลยครับ…
(ไม่เกี่ยวว่าสิทธิการรักษาอะไร
น่าจะไม่ต้องลงทะเบียนประวัติโรงพยาบาลให้ยุ่งยาก)

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน 2559
เวลา 9.00 น.เป็นต้นไป

สถานที่ ห้องตรวจอัลตร้าซาวด์สูตินรีเวช
รพ.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา

หมายเหตุ
1.ไม่มีค่าใช้จ่าย อยู่ช่วยน้องๆเฝ้ารพ.อยู่แล้ว
(ขออนุญาตยืมสถานที่และเครื่องมือของรพ.นิดนึง)
อยากลองเริ่มช่วยตรวจแบบนี้ดู เพื่อให้คุณแม่ในละแวกนี้ที่อยู่ต่างอำเภอ
หรือใกล้เคียง หรือแม้แต่ในเมือง
จะได้เข้าถึงการตรวจที่ดีได้ง่ายขึ้นบ้าง

2.การตรวจ ตรวจโดยสูติแพทย์ ผ่านการอบรมเฉพาะด้าน
การตรวจอัลตร้าซาวด์ระดับสูงทางสูติ นรีเวช…
มีประสบการณ์การตรวจพอสมควร เล่นเครื่องอัลตร้าซาวด์มา 13-14 ปีแล้ว 🙂

เลือกตรวจตามความเหมาะสมของคุณแม่แต่ละท่าน

เครื่องของรพ.ทันสมัยและดี พอสมควร

3.อายุครรภ์ ดีๆก็สัก 18-20 สัปดาห์ไปแล้ว ถ้าเล็กกว่านั้นมาก…ตรวจอะไรไม่ค่อยเห็น
แต่ก็สามารถทราบรายละเอียดพอสมควร
เอาว่าถ้าอยากมาก็มาได้ครับ แต่จะตรวจได้รายละเอียดอย่างไรบ้าง
จะพยายามเท่าที่ทำได้…หรือถามมาก่อนก็ได้

ไม่ได้ตั้งใจตรวจ 3d 4d นะครับ
เป้าหมายหลักคือคัดกรองความผิดปกติของลูกให้…แต่ 3d 4d เป็นของแถม 🙂

4.สถานที่อาจไม่สะดวกสบายเหมือนเอกชนนะครับ ร้อนด้วย
แต่หมอเต็มใจมากที่จะได้ดูแลให้ 🙂

***ถ้ามีคนลงชื่อมาน้อยกว่าสิบคน…
อาจขออนุญาตยกเลิกกิจกรรมนะครับ
แต่จะพยายามนัดคุณแม่ที่ต้องการมาตรวจให้เป็นรายๆแทน***

งูออกมาจากส้วม

สยอง!! งูพุ่งออกมาจากโถส้วม โอกาสที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกบ้าน

จากข่าวที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีชายหนุ่มโพสต์เหตุการณ์สุดระทึกภายในห้องน้ำ เมื่อชายหนุ่มได้โพสต์ภาพงูเหลือมตัวหนึ่ง กับรูปท่อนขาที่มีเลือดไหลอาบ เล่าว่าขณะกำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำ ก็เจองูเหลือมตัวหนึ่งโผล่จากชักโครกมาฉกกัดบริเวณท่อนขาจนเลือดไหล

งูออกมาจากส้วม
งูออกจากส้วม โอกาสที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกบ้าน

ทำไมงูถึงโผล่ขึ้นมาจากส้วม?

1.ตามกลิ่นเหยื่อเข้ามา เช่น กบ เขียด อึ่งอ่าง และหนู เพื่อจับเหยื่อกินเป็นอาหาร

2.หาแหล่งกบดาน ซ่อนตัว หลบหนีภัยจากศัตรูผู้ล่า หรือหาความอบอุ่น

3.หลงทางตาทมเส้นทางบังคับ เช่น เมื่อเห็นท่อระบายน้ำเป็นโพรง อุโมงค์พอดีตัว จึงเลื้อยเข้ามาในห้องน้ำ

4.หาสถานที่ทำรัง วางไข่ เมื่อเห็นช่องทางที่เหมาะสม เช่น ท่อ หรือรางน้ำ มีความสงบเงียบ ปลอดภัย

ชมคลิปเหตุการณ์จำลองว่าสิ่งมีชีวิตสามารถโผล่ขึ้นมาจากโถส้วมได้หรือไม่

เสียงจากนักจับงู “ยิ่งเมืองขยาย ยิ่งพบเพิ่มขึ้น”

เทวัญ กันหานินทร์ พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยชำนาญงาน ที่ผ่านประสบการณ์การจับงูในเมืองมากว่า 10 ปี ระบุว่า ปัจจุบันงูเพิ่มจำนวนให้จับถี่ขึ้นกว่าอดีต เนื่องจากที่อยู่ของคนเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และเข้าไปรุกล้ำที่อยู่อาศัยของงู

“นิสัยของงู ชอบอยู่ใกล้ๆ อาหาร พอบ้านคนมีหนู งูก็ชอบมาซุกอยู่ตามซอกบ้าน มาวางไข่บ้าง มาโผล่ทางชักโครกบ้าง เพราะมันอาจเข้ามาทางท่อระบายน้ำ แล้วเผอิญไปเจอรูทางเข้าเล็กๆ หรือรอบรั่ว รอยแตก มันก็เลื้อยไปเรื่อยๆ จนมาโผล่ทางชักโครก บางตัวก็เลื้อยมาจากทางอื่นแต่เข้าไปแอบในชักโครกก็มี อาจจะเพราะธรรมชาติของงูอยู่กับน้ำ

บ้านทั่วๆ ไป สามารถเป็นพื้นที่เสี่ยงได้ทั้งหมด ขอให้เป็นแหล่งชุมชน พื้นที่มีความชื้น หรือมีหญ้าขึ้นรกข้างบ้าน บ้านแบบนี้จะใช้บริการเรียกไปจับงูบ่อยๆ”

จากประสบการณ์การจับงูพบว่า 3 อันดับงูที่ชอบเข้าคนบ้านคนมากที่สุด คือ 1.งูเห่า 2.งูเหลือม 3. งูหลาม ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่จับได้ก็จะนำไปปล่อยในธรรมชาติห่างไกลจากบ้านคน

“เคยมีครั้งหนึ่งชาวบ้านแจ้งเข้ามาว่าพอใช้ชักโครกเสร็จแล้วกดน้ำลง ปรากฏว่างูไหลออกมา เขาตกใจมาก เลยทุบชักโครกดู ก็เจอลูกงูอีกเพียบ จนต้องเรียกกู้ภัยไปช่วย”เทวัญเล่าประสบการณ์

งูออกจากส้วม
งูออกจากโถส้วม

ด้าน อุกฤษฎ์ อินทรพักตร์ อดีตอาสาสมัครหน่วยแพทย์กู้ชีพ วชิระพยาบาลที่ผันตัวเองไปอยู่มูลนิธิกู้ภัยเอกชน เล่าถึงประสบการณ์การจับงูในส้วมและบ้านเรือนของคนว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ทุกบ้าน โดยเฉพาะแหล่งชุมชนที่แออัด

“งูที่มีมากในย่านกลางเมืองจะเป็นประเภทไม่มีพิษ เช่น งูเหลือม และงูหลาม ส่วนงูพิษอย่าง งูเห่า งูจงอาง มักไม่ค่อยอยู่ในตัวเมืองมากนัก จึงจะเห็นข่าวว่าเจอบ่อยๆ แถบชานเมือง หรือต่างจังหวัด”อุกฤษฎ์ บอก

กู้ภัยหนุ่มยังเล่าอีกว่า ส่วนใหญ่งูที่เขาจับได้จะนำไปส่งที่สวนสัตว์เขาดิน พอถึงสิ้นปีก็เอาไปปล่อยพร้อมกันในป่า แต่บางหน่วยก็อาจจะขายให้คนที่มารับซื้อไปเป็นกิโล ๆ ซึ่งเราก็พอจะรู้ชะตากรรมของมัน

พื้นที่เสี่ยงงูโผล่ในบ้าน-ป้องกันอย่างไร?

นายสัตวแพทย์สุรศักดิ์ ปัดภัย สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์สวนหลวง (สาขาสวนหลวงร.9) กล่าวว่า พื้นที่ควรเฝ้าระวังงู มากที่สุดก็คือบ้านที่มีบริเวณใกล้เคียงเป็นป่า มีบึง หรือแหล่งน้ำ เพราะมักเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ของหนูและนก

“ปัจจุบันงูสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองได้ดี จึงอยู่ได้ทุกที่ อาจจะมาทางช่องระบายน้ำเสียที่เชื่อมกับแหล่งน้ำ และเข้าไปอยู่ในห้องน้ำเพราะเงียบและเย็น คนจึงเจองูในนี้บ่อยๆ เขาอาจจะอาศัยหลบซ่อนชั่วคราว ในส่วนเว้าโค้งของชักโครกที่พอหลบได้ และส่วนใหญ่ก็เป็นงูเห่า เพราะงูชนิดนี้ปรับตัวเก่งและตัวเล็กกว่า งูเหลือม งูหลาม แต่ธรรมชาติเองของงูเห่าไม่ชอบน้ำเท่าไหร่  ดังนั้นเขาจะไม่ได้อยู่ถาวร แต่ต้องการแค่อาหารเท่านั้น”นายสัตวแพทย์สุรศักดิ์กล่าว

สัตวแพทย์ให้คำแนะนำอีกว่า จากการทดลอง พบว่ายังไม่เจอสารเคมีตัวไหนที่ป้องกันงูได้จริงๆ แต่ธรรมชาติงูมักไม่เข้ามาทางเดิมบ่อยๆ ดังนั้นถ้าจัดบ้านให้ไม่รก สะอาดแล้วงูรู้สึกไม่ปลอดภัยก็จะไม่กล้าเข้ามา

งูออกจากส้วม
วิธีป้องกันงูในชักโครก

“การป้องกันงูที่ดีเบื้องต้นคือความสะอาด และลดปริมาณหนู ถ้างูไม่มีแรงจูงใจก็จะไม่มา เพราะปกติมันไม่ชอบสุงสิงกับมนุษย์อยู่แล้ว”สัตวแพทย์หนุ่มกล่าว

ขณะที่ เทวัญ ให้คำแนะนำว่า บางพื้นที่ เช่นในต่างจังหวัด อาจมีบริเวณตัวบ้านติดอยู่กับ สวน ไร่ นา สามารถเลี่ยงการเผชิญหน้ากับงูได้ โดยการนำปูนขาวมาโรย หรือ น้ำมันเครื่องมาราดบริเวณที่งูชอบเลื้อยผ่านบ่อยๆ

1.ใส่ตะแกรง หรือช่องตาข่ายตะแกรงทีปลายท่อน้ำทิ้งด้านนอกอาคาร ท่อน้ำทิ้งในห้องน้ำและห้องส้วม

2.ก่อนเข้าห้องน้ำ ให้เปิดไฟให้สว่างก่อน และส่งเสียงเพื่อเตือนงูให้หลบหนี

3.ก่อนที่จะใช้โถส้วมให้เคาะส่งเสียง และเปิดช้าๆ โดยสังเกตสิ่งผิดปกติภายในไปด้วย

4.เนื่องจากงูมีอวัยวะรับกลิ่นไว และไม่ชอบกลิ่นระคายเคือง เช่นน้ำยาดับกลิ่น เทลงในโถส้วม ป้องกันงูได้

5.ก่อนใช้ชักโครก ควรกดน้ำทิ้งก่อน 1 ครั้ง เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่มีสัตว์มีพิษอยู่ในโถส้วม

ตั้งสติ-แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบผู้มาเยือน

หากพบงูในบ้านหรือโผล่ขึ้นในส้วมแล้วล่ะก็ “สติ” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ เทวัญ อยากให้คนเจอเหตุการณ์มี

“หนึ่งเราต้องตั้งสติ เพราะงูก็กลัวคน แต่ถ้าเรากลัวเราจะหลั่งสารออกมา งูรู้สึกได้และมันอาจเลือกทำร้ายเราเข้า ถ้าเมื่อไหร่คิดจะจับมันเอง ต้องมีความมั่นใจแล้วงูจะกลัวเราเอง แต่ผมก็ไม่แนะนำ ให้ทำเอง ถ้าไม่แน่ใจ แต่ควรพยายามดูว่าเป็นงูประเภทไหน ถ้าเป็นงูที่ไม่มีพิษ เช่นงูเหลือม สามารถเชือกมาคล้องที่หัวแล้วจับมันไปปล่อยได้ เว้นแต่งูพิษ ที่ควรให้คนมีความรู้เข้ามาจับดีกว่า

“หากพบว่าเราถูกงูกัดไปแล้ว ก็ขอให้ตั้งสติ อย่าตกใจและดิ้นรน เพราะจะทำให้อาการแย่ไปกว่าเดิม พยายามถอดเครื่องตกแต่งที่อยู่ใกล้แผลออกให้หมด ถ้าพบว่าบริเวณแผลมีเลือดไหล ก็ปล่อยให้ไหลไป เพื่อให้พิษออกมา พร้อมทั้งจัดท่านั่งให้ส่วนที่ถูกกัดต่ำกว่าหัวใจ ถ้างูกัดบริเวณแขน ขา สามารถนำผ้ามารัดเหนือแผลได้ แต่ต้องหมั่นคลายทุกๆ 15 นาที เพื่อป้องกันเซลล์ตาย และควรรีบไปโรงพยาบาล รวมทั้งควรถ่ายภาพหรือจดจำลักษณะงูที่กัด เพื่อแจ้งกับแพทย์ด้วย”เทวัญอธิบาย

สายด่วนช่วยเหลือเมื่องูเข้าบ้าน

งูออกจากส้วม
เรียกสายด่วนช่วยเหลือเมื่องูเข้าบ้าน

หน่วยงานที่รับเรื่องโดยตรงเกี่ยวกับจับสัตว์ร้ายที่เข้าบ้านคือสำนักบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย ซึ่งหน่วยที่อยู่ใกล้บ้านของผู้แจ้งมากที่สุดจะมาถึงภายใน10 นาที โดยหมายเลขที่สามารถโทรติดต่อเมื่อสัตว์ร้ายเข้าบ้าน มีดังนี้

1.สายด่วน 199 สำนักบรรเทาและป้องกันภัยสาธารณะ หรือศูนย์ดับเพลิงกรุงเทพฯ

2.ส่วนด่วน 191 ศูนย์รับแจ้งเหตุมูลนิธิ

3.ร่วมกตัญญู 02-751-0951-3

4.มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง24 ชม. 02-226-4444-8 และมูลนิธิท้องถิ่น หรือกู้ภัยเทศบาลในท้องที่ต่างๆ

เครดิต: posttoday.com, Youtube TheMandros9, komchadluek.net

เป็นหมัน

สามีเป็นหมัน เธอจึงอยากหย่า แต่เมื่อรู้ความจริงถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก

หญิงสาวคนหนึ่ง หลังจากที่เธอแต่งงาน แม่สามีไม่เคยทำหน้าดีๆ ใส่เธอเลย ทำให้เธอเสียใจ และร้องไห้ทุกวัน คนรอบข้างจึงแนะนำให้มีลูกชายเร็วๆ เพื่อที่แม่สามีจะได้หลาน และไม่เป็นแบบนี้อีก ถึงแม้จะพยายามมาหลายปี แต่เธอก็ยังไม่มีลูกเสียที เพราะสามีเธอ “เป็นหมัน”

เป็นหมัน

แม่สามียิ่งพูดจาไม่ดีใส่เธอ สามีพยายามปกป้องเธอด้วยการบอกแม่ว่า พวกเขายังไม่พร้อมมีลูกตอนนี้ อยู่มาวันหนึ่งแม่สามีต้องการให้พวกเขาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ผลการตรวจสุขภาพออกมา สามีบอกกับเธอว่าเขาป่วยเป็นโรค หลังจากที่เธอรู้ผลตรวจจากสามี เธอก็ร้องไห้หนักมาก ทุบตีสามีไม่หยุด พรั่งพรูความน้อยใจออกมา สามีทำได้แค่ร้องไห้อย่างเงียบๆ

แม่สามีคิดว่าสุขภาพของลูกสะใภ้มีปัญหา จึงพูดจาไม่ดี ไม่เข้าหู เธอจึงโมโหปิดประตูดังปังเข้าห้องนอน

เป็นหมัน

ลูกชายบอกกับแม่ว่า สุขภาพของตนเองมีปัญหา แม่ฟังแล้วถึงกับหัวใจสลาย หลังจากนั้นเป็นต้นมา แม่สามีพยายามหาทางรักษาลูกของตัวเองไม่ให้เป็นหมัน ตั้งแต่ไปหาแพทย์แผนจีน เอายาจีนขมๆ มาให้ลูกกิน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่ช่วยให้มีลูกเสียที ในที่สุดแม่จึงตัดใจ

ส่วนภรรยาหลังจากรู้ว่าสามีป่วยเป็นโรค ตอนแรกเธอก็มีความคิดว่าจะหย่า แต่ก็ทำไม่ลง สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจอุปการะเด็กชายคนหนึ่งมาเป็นบุตรบุญธรรม แม่สามีก็ช่วยพวกเขาดูแลลูกชายทุกวัน ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะแม่สามีมีความเป็นห่วงเป็นใยเธอทุกวัน ทำให้เธอค่อยๆ คลายความเกลียดชังแม่สามีลง ประกอบกับลูกชายที่นำมาเลี้ยงเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย ทำให้ทุกคนในบ้านมีความสุขอย่างมาก

หลายปีผ่านไป ลูกชายก็โตจนเข้ามหาวิทยาลัย แม่สามีก็เสียชีวิตไปแล้ว ขณะที่เธอกำลังจัดตู้ ก็เจอผลตรวจในตอนนั้น แต่พออ่านแล้วถึงกับหน้าเสีย เพราะที่จริงแล้ว ใบผลตรวจเขียนว่าคนที่มีลูกไม่ได้คือตัวเธอเองต่างหาก

เป็นหมัน

เธอจึงถามสามีว่า ทำไมต้องปกปิดผลตรวจ แล้วยังโกหกเธอด้วย?

สามีบอกว่า “ถ้าแม่ฉันรู้ว่าเธอสุขภาพมีปัญหา มีลูกไม่ได้ แม่จะต้องบังคับให้ฉันหย่ากับเธอแน่ แต่ฉันทำแบบนั้นไม่ลง ถ้าฉันแอบบอกความจริงกับเธอ คงต้องมีสักวันที่เผลอจนแม่รู้ความจริง ฉันจึงต้องโกหกเธอ ทำเป็นว่าฉันเองที่ป่วย กินยาจีนทั้งหมดเข้าไป”

เมื่อเธอรู้ความจริงถึงกับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ร้องไห้ออกมา

นี่แหละ ที่เรียกว่าความรักที่แท้จริง เพราะรักไม่ใช่เพียงแค่ลมปาก แต่วัดจากการกระทำ!

เครดิต: liekr.com

แก้วดื่ม

เหตุผลที่ควรใช้ แก้วดื่ม สำหรับเด็ก

แก้วดื่ม หรือแก้วหัดดื่ม คืออุปกรณ์ตัวช่วยของคุณพ่อคุณแม่ที่ยังมีลูกเล็กอยู่ เห็นได้ว่าเก็กอาจจะยังกะเกณฑ์การหยิบจับไม่ถูก  จนกลายเป็นอุบัติเหตุน้ำหกใส่หน้าดังเด็กชายต่อไปนี้

IMG_20160412_131318IMG_20160412_131604

 

แก้วดื่ม ที่ดีควรมีฝาปิด

อันตรายของน้ำอัดลมอาจจะกัดกร่อนดวงตาให้ระคายเคืองได้ โชคดีที่ไม่เป็นน้ำร้อน

 

IMG_20160412_131631

ซักหมอน

เทคนิคเด็ด! ซักหมอนเหลืองอ๋อย ให้ขาวจั๊วะเหมือนใหม่

ปีใหม่มาถึงแล้ว มีหลายวิธีที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ให้มีแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญบ้าน จัดบ้านใหม่เสริมสิริมงคล นอกจากการทำความสะอาดบ้านแล้ว เครื่องนอนก็เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัวเช่นกัน เราจึงอยากชวนคุณมา “ซักหมอน” สีเหลืองอ๋อยของลูกน้อย ให้กลับมาขาวเหมือนใหม่ดังเดิม เพื่อสุขอนามัยที่ดีกันค่ะ

 

หมอน เมื่อเราใช้ไปนานๆ มักจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ไรฝุ่น และแบคทีเรีย รวมถึงสิ่งสกปรกจากเหงื่อและคราบน้ำลายของเรา ถึงแม้ว่าเราจะใส่ปลอกหมอนป้องกันเอาไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อถอดปลอกหมอนไปซัก ก็อาจจะตกใจว่า หมอนสีขาวนั้นกลายเป็นคราบเหลืองไม่ชวนมองไปเสียแล้ว ซึ่งหากฝืนใช้นอนต่อไปทุกคืนๆ อาจเสี่ยงต่อโรคต่างๆ อาทิ

  1. สิว

ถ้าหากหมอนที่เรานอนนั้น ไม่หมั่นซัก ตากแดด หรือซักผ้าคลุมหมอน ผ้าปูที่นอนเลย ก็มีโอกาสเกิดสิวได้มาก ทั้งจากน้ำลาย ฝุ่นจากเส้นผม ที่สะสมรวมกันอยู่บนหมอน เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาเรานอนเอาหน้ามาซุกกับหมอนบ่อยๆ ก็อาจทำให้เกิดสิวได้

  1. โรคแพ้อากาศ หรือโรคโพรงจมูกอักเสบ

เป็นโรคฮิตของคนเมืองที่มีปริมาณผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ ไรฝุ่น ที่มักจะซุกซ่อนและขยายพันธุ์อยู่ตามที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม และตุ๊กตา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตัวไรฝุ่นจะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีในที่อับชื้น อุณหภูมิพอเหมาะ และมีแสงสว่างน้อย อย่างในห้องนอน โดยกินเศษผิวหนังและรังแคของคน สัตว์ สารอินทรีย์ในฝุ่นละออง และมูลของมันเองเป็นอาหาร ด้วยเหตุนี้ ตัวไรฝุ่นจึงขยายพันธุ์และเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว

ผู้ที่แพ้ไรฝุ่น (หรือละอองต่างๆ ในอากาศ เช่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้) ภูมิต้านทานของร่างกายจะตอบสนองในลักษณะไอ จาม มีน้ำมูกใส คัดจมูก เคืองตา แน่นหน้าอก หรือมีผื่นแดงที่ผิวหนัง บางร้ายอาจมีอาการหนัก ถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลเลยทีเดียว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โดยปกติ พอหมอนของเราเริ่มกลายเป็นสีเหลืองมากขึ้น เรามักจะโยนทิ้ง และซื้อใบใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่าการซักหมอนเพียงปีละ 2 ครั้งก็สามารถทำให้หมอนกลับมาขาวสะอาดเหมือนใหม่ได้ดังเดิม ช่วยรักษาสุขภาพของลูกน้อย และยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่งด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่คงอยากทราบวิธีซักหมอนเหลืองให้กลับมาขาวจั๊วะ เร็วๆ กันแล้ว เรามาเตรียมอุปกรณ์กันเลยค่ะ

ซักหมอน
วิธีซักหมอนให้ขาวจั๊วะ

อุปกรณ์

1.น้ำร้อน

2.น้ำยาซักผ้า 1 ถ้วย

3.ผงล้างจาน 1 ถ้วย

4.สารฟอกขาว 1 ถ้วย หรือใช้สารฟอกขาวที่ผลิตจากธรรมชาติปราศจากคอรีน

5.บอแรกซ์ ½ ถ้วย

ซักหมอน
วิธีซักหมอนให้ขาว

อ่านต่อ>> วิธีซักหมอนเหลืองให้ขาวจั๊วะ คลิกหน้า 2

ผิวไหม้

แม่แทบช็อก!! ลูกน้อยเล่นกลางแดดจนผิวไหม้สยอง

เว็บไซต์ The Mirror รายงานข่าวเรื่องเด็กชายวัย 5 ขวบ และ เด็กชายวัย 7 ขวบที่ถูกสถานรับเลี้ยงเด็ก ในโอคลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา ทิ้งไว้กลางแดดจน “ผิวไหม้” แสนสาหัส คุณป้าและคุณแม่ของหนูน้อยจึงออกมาโพสต์เตือนในเฟสบุ๊คส่วนตัว เพื่อเตือนให้ผู้ปกครองระมัดระวัง

ผิวไหม้
อุทาหรณ์ลูกน้อยเล่นกลางแดดจนผิวไหม้สยอง

เด็กน้อยออกไปเล่นกลางแดดเป็นเวลานาน โดยไม่ทาครีมกันแดด จนผิวหนังไหม้แดง มีตุ่มน้ำเหลืองใสขนาดใหญ่บวมเป่งราวกับว่าจะแตกอยู่บริเวณแผ่นหลัง ทางคุณพ่อ คุณแม่ของหนูน้อยวัย 5 ขวบเล่าว่า ทางสถานรับเลี้ยงเด็กปล่อยปละละเลยให้ลูกเล่นกลางแดดเป็นเวลานาน จนหนูน้อยทั้งคู่ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน หนูน้อยถูกส่งไปโรงพยาบาลเพื่อทำการกรีดแผลเอาตุ่มน้ำออก และทำการรักษา ทางสถานรับเลี้ยงเด็กได้ถูกเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตรวจสอบ และสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

16 วิธีรักษาผิวไหม้จากแดดไม่ให้เสีย

ผิวไหม้จากแสงแดด เป็นปัญหาสำคัญของเด็กๆ ที่ต้องออกไปตากแดด วิ่งเล่นอยู่กลางแจ้ง เมื่อต้องอยู่ในแสงแดดแรงๆ เป็นระยะเวลานาน ควรป้องกันด้วยการทาครีมกันแดดสำหรับเด็ก และสวมเสื้อผ้าที่ปกป้องผิว เช่น ใส่เสื้อแขนยาว สวมหมวก เพื่อไม่ให้ผิวของลูกไหม้เกรียม

อาการเบื้องต้นจากการแพ้แสงแดด คือ เริ่มมีอาการคัน แสบผิว สามารถรู้สึกได้ถึงความร้อนที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง เมื่อลูกรู้สึกเช่นนี้ให้รีบพาลูกหลีกเลี่ยงจากแสงแดดโดยทันที เพราะผิวหนังของลูกน้อยแสดงอาการว่าไม่สามารถรับมือจากแสงแดดแล้ว ถ้าหากยังฝืนอยู่กลางแสงแดดอาจจะทำให้ผิวหนังไหม้ และมีอาการรุนแรงได้ เรามาดูวิธีการรักษาผิวไหม้จากแสงแดดอย่างถูกวิธีกันค่ะ

ผิวไหม้
วิธีรักษาผิวไหม้จากแดดสำหรับเจ้าตัวเล็ก

1.อาบน้ำเย็น จะทำให้ช่วยให้ผิวหนังเย็นลง เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วให้นำผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นประคบตัว

2.อาบน้ำนม เทนมจืดใส่อ่างแล้วนอนแช่ หรือใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำนมประคบบริเวณที่ผิวไหม้ก็ได้เช่นกัน

3.ทาผิวด้วยโยเกิร์ตแช่เย็น ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

4.ประคบผิวด้วยข้าวโอ๊ต นำข้าวโอ๊ดบดมาห่อในผ้าขาวบาง แช่ในน้ำเย็น แล้วนำมาประคบทุก 4-6 ชั่วโมง

5.ว่านหางจระเข้ นำวุ้นด้านในว่านหางจระเข้ ล้างยางออกให้หมด แล้วทาถูที่บริเวณถูกแสงแดดเผา

6.ประคบผิวด้วยถุงชา นำถุงชาที่ไม่ใช้แล้วแช่ในน้ำเย็น นำไปประคบบนใบหน้า จะช่วยบรรเทาอาการแสบ

7.น้ำมันมะพร้าว นำสำลีชุบน้ำมันมะพร้าว ทาผิวที่ไหม้ ช่วยทำให้รอยไหม้ค่อยๆ จางลงอย่างเป็นธรรมชาติ

8.ทาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่อง ช่วยปกป้องแสงแดด และรักษาอาการไหม้จากแดด และหลีกเลี่ยงแสงแดด

9.น้ำส้มสายชู นำผ้าขนหนูชุบน้ำส้มสายชู แล้ววางทับที่ผิวที่เกิดอาการไหม้

10.น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ นำผ้าขนหนูชุบน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ทับบริเวณผิวที่มีอาการไหม้

11.แตงกวา นำแตงกวามาหั่นเป็นชิ้นบางๆ วางไว้ตามจุดต่างๆ วิตามินและความเย็นจะช่วยเยียวยาผิว

12.น้ำผึ้ง ทานำผึ้งบริเวณที่ผิวไหม้ หรืออาจจะผสมกับน้ำมะนาว หรือนมสด

13.รับประทานวิตามินซี วิตามินซีจะช่วยให้ผิวหนังที่อ่อนแอ ฟื้นฟูกลับมาแข็งแรงรวดเร็วมากขึ้น

14.มะเขือเทศ หั่นมะเขือเทศเป็นชิ้นเล็กๆ วางไว้บริเวณที่ผิวไหม้ วิตามินและความเย็นจะช่วยเยียวยาผิว

15.ประคบด้วยก้อนนำแข็ง นำน้ำแข็งก้อนเล็กๆ มาประคบ ช่วยให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม ปิดรูขุมขน บรรเทาปวด

16.เบกกิ้งโซดา นำเบกกิ้งโซดา 1 – 2 ถ้วยตวง ผสมในอ่างอาบน้ำ แช่ตัว หรือละลายในน้ำเย็นฉีกที่ผิว

ช่วงหน้าร้อน แสงแดดรุนแรงแบบนี้ การป้องกันแสงแดดจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เมื่อลูกโดนแสงแดดต้องรีบทำการรักษา เพราะอาจจะกลายเป็นปัญหาลุกลาม เช่น เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ขึ้นได้

เครดิต: เว็บไซต์ The Mirror, cme-natural.com

โรคสุกใส

เหตุผลที่คุณหมอ ไม่นิยมจ่ายยา “ไอบูโพรเฟน” ให้กับเด็กป่วย โรคสุกใส

โรคสุกใส (อีสุกอีใส)  จะมีอาการเป็นไข้และเป็นตุ่มผุพองปวดเจ็บไปทั้งตัว บางคนอาจจะเกาจากผื่นคันจนเจ็บผิวกันไปบ้าง ไม่เพียงแต่เราชาวเอเชีย เด็กฝรั่งเองเขาก็มีอาการป่วยเป็นโรคสุกใสนี้เช่นกัน

รักษาอีสุกอีใส
ลูกชายติดโรคสุกใสมาจากเพื่อน

ไอบูโพรเฟน & อีสุกอีใส

เฮย์เลย์คุณแม่ท่านหนึ่งเผยประสบการณ์ลูกชายติดโรคสุกใส มาจากเพื่อน  จึงพาลูกเข้ารักษากับแพทย์ทั่วไปใกล้บ้าน และคุณหมอที่รักษาได้ให้ยาลดไข้ประเภทไอบูโพรเฟนสำหรับเด็ก  ซึ่งเป็นยาที่ช่วยลดอาการอักเสบที่ครอบคลุมอาการไข้และอักเสบที่ดีตัวหนึ่ง  แต่โดยปกติแล้วยาตัวนี้มักไม่นิยมจ่ายให้กับเด็ก  เมื่อคุณแม่เห็นว่าคุณหมอสั่งใจยาไอบูโพรเฟนมาให้กับลูกชายก็ให้ลูกรับประทานยานี้เพราะเชื่อหมอ  แต่ก็มีคำถามว่าทำไมคุณหมอถึงให้ยาไอบูโพรเฟนกับเด็กที่เป็นอีสุกอีใส

เหตุผลที่หมอไม่นิยมสั่งจ่ายยา ไอบูโพรเฟน ให้กับเด็กที่เป็น โรคสุกใส

ยาไอบูโพรเฟ่น
ไม่ควรใช้ยาไอบูโพรเฟ่น เมื่อเป็นโรคสุกใส

ในสมัยปัจจุบันนี้อย่างที่คุณแม่ๆ ทราบกันว่าแพทย์จะไม่นิยมสั่งจ่ายยาไอบูโพรเฟนให้กับเด็ก  เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงต่อการเติบโตของสมองเด็ก  เป็นยาที่ค่อนข้างมีผลข้างเคียงเยอะ  และยิ่งเด็กเป็นอีสุกอีใสด้วยก็ไม่ควรให้รับประทานไอบูโพรเฟน แต่ในผู้ที่ไม่เคยรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อไปอย่างคุณเฮย์เลย์ก็อาจจะให้ลูกกินยานี้เข้าไปได้

ยาไอบูเฟน
ปัจจุบันแพทย์จะไม่นิยมสั่งจ่ายยาไอบูเฟ่นให้กับเด็กที่เป็นสุกใส

เพราะคุณเฮย์เลย์เชื่อว่าไอบูโพรเฟนอาจจะเป็นยาที่ดูแลอาการของลูกได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้  เพื่อให้ลูกกลับมาเป็นเด็กปกติและแข็งแรงเหมือนเดิม  หลังจากลิวอิสลูกชายกินยานี้เข้าไปปรากฏว่าไข้ลดลงจริง  แต่อาการอักเสบของอีสุกอีใสเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง  พองขึ้น และเจ็บปวด  เมื่อกลับไปปรึกษาคุณหมออีกครั้ง  คุณหมอก็อธิบายว่าเป็นอาการปกติของโรคสุกใส

แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ของคุณเฮย์เลย์เอะใจว่าทำไมลูกถึงเป็นหนักขนาดนี้   คุณเฮย์เลย์จึงตัดสินใจเปลี่ยนการรักษาพาลิวอิสไปรักษากับคุณหมอเด็กเฉพาะทางโดยตรง

 

ภาวะโลหิตเป็นพิษหลังได้รับยาไอบูโพรเฟน

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเด็กคุณหมอพบว่าลิวอิสไม่ได้เป็นโรคสุกใสอย่างเดียว  แต่กำลังเข้าสู่ภาวะโลหิตเป็นพิษ   อาการของภาวะโลหิตเป็นพิษเริ่มต้นตั้งแต่เป็นไข้สูงฉับพลัน  เป็นไข้หนาวสั่น  คลื่นไส้ อาเจียน  หายใจถี่  ปวดท้อง  และหัวใจเต้นเร็ว สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะในช่วงแรก

คุณแม่เฮย์เลย์โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “อาการสุกใสของลิวอิสน่าจะจบลงเร็วกว่านี้ถ้าเราพาเขามาที่โรงพยาบาลเด็กตั้งแต่ต้น  ซึ่งเรามาพบภายหลังที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น บนเว็บไซต์อธิบายคุณสมบัติยาไอบูโพรเฟนว่าไม่ควรใช้กับผู้เป็นโรคสุกใส  และแพทย์ควรจะให้ยาลดไข้ตัวอื่นมาในตอนต้น  เสียดายที่เราไม่ได้ตั้งคำถามนี้กับคุณหมอให้ชัดเจนตั้งแต่แรก”

ยาลดไข้ ไอบูเฟน
หน้าตาของยาไอบูเฟ่น สำหรับเด็ก

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของยาไอบูโพรเฟนนี้  คุณแม่เฮย์เลย์จึงอยากเตือนคุณท่านอื่นให้ตระหนักถึงการให้ลูกรับยาไอบูเฟ่น  จึงได้แชร์เรื่องราวนี้ออกไป  ปรากฏว่ามีผู้คนรับรู้ด้วยการแชร์ออกไปกว่า 430,000 ครั้ง  และทางวิทยาลัยกุมารแพทย์ได้ออกเตือนกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองให้ตระหนักถึงการให้ยาไอบูเฟ่นกับเด็กที่เป็นอีสุกอีใส

“Chickenpox is going round again can I please remind people NOT to give your children nurofen/ibuprofen,”  ประโยคที่คุณเฮย์เดย์ได้โพสต์ไว้บนเฟซบุ๊กส่วนตัว

 

จากเหตุการณ์นี้หากลูกเป็นโรคระบาดเฉพาะเด็ก  อย่างเช่น  โรคสุกใส  มือเท้าปาก  ฯลฯ  คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปหาหมอกุมารแพทย์โดยตรง  เสียเวลาครั้งเดียวดีกว่าต้องพาลูกเดินทางหลายครั้ง  และไม่ยื้ออาการป่วยของลูก  เพื่อให้ลูกได้กลับมาวิ่งเล่นได้แข็งแรงเหมือนเดิม  โชคดีที่คุณเฮย์เลย์สังเกตอาการของลิวอิสได้อย่างรวดเร็วหลังรับยาไอบูโพรเฟนเข้าไป จึงได้เข้ารับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางได้อย่างปลอดภัย

โรคไข้สุกใส

แต่หากลูกของคุณไปติดโรคสุกใสมาจากเพื่อน  ควรจะให้หยุดเรียนทันที   และหากคุณพ่อคุณแม่ที่ได้อ่านบทความนี้แล้วคุณยังไม่ได้เป็นโรคสุกใสแล้วล่ะก็  เราขอแนะนำให้คุณรีบเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันสุกใสก่อน หรือปรึกษาคุณหมอก่อนว่าคุณควรฉีดวัคซีนสุกใสหรือไม่  ถ้าป่วยไปพร้อมกับลูกแล้วล่ะก็ไม่ดีแน่ค่ะ


เรื่องโดย  กองบรรณาธิการ
ที่มาจากเฟซบุ๊ก Hayley Lyons, littlethings.com

บทความน่าสนใจอื่นๆ

อีสุกอีใสในเด็ก ลูกเล็กเสี่ยงแพ้ขั้นรุนแรง พ่อแม่ต้องรู้เท่าทัน!

ไข้ออกผื่น Vs ผื่นร้อน วิธีสังเกตผื่นบนตัวลูก

หมอจุฬาเตือน! 5 โรคผิวหนังในเด็ก ต้องระวังช่วงหน้าหนาว

หมอจุฬาฯ เตือน! 4 โรคติดเชื้อในเด็ก ที่ลูกมักติดจากเพื่อนๆ ในโรงเรียน

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คลอดลูกเอง

วินาทีสำคัญ!! คลอดลูกแฝดในอ่างอาบน้ำที่บ้าน

มาดูภาพสุดประทับใจ ของคุณพ่อ คุณแม่ ที่ทำการ “คลอดลูกเอง” ในอ่างอาบน้ำ ทารกฝาแฝดคลอดออกมาด้วยสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

คลอดลูกเองคลอดลูกเองคลอดลูกเองคลอดลูกเองคลอดลูกเองคลอดลูกเองคลอดลูกเองคลอดลูกเองคลอดลูกเอง

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่จะทำการ “คลอดลูกเอง” ที่บ้าน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ดีก่อน เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย และตัวคุณแม่เองนะคะ

เครดิต: เฟสบุ๊คเพจ Pinay Prettiest Hot Mommys

ลูกไม่กินผัก จนต้องผ่าตัด

ลำไส้อุดตัน เพราะลูกไม่กินผัก จนต้องผ่าตัดลำไส้

จากเรื่องราวในเฟซบุ๊กที่มีการโพสต์แชร์เรื่องราวของหลานสาววัย 14 ปี ชื่อว่าน้องแก้ม เพื่อเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ โดยน้องแก้มเป็นเด็กที่ไม่กินผัก ถ่ายยาก และกินข้าวไม่เป็นเวลา เกิดอาการปวดท้อง เหมือนลมอยู่ในท้อง อาเจียน อ่อนเพลีย เมื่อไปหาหมอพบว่าลูก ลำไส้อุดตัน

ลำไส้อุดตัน เพราะไม่กินผัก

ลำไส้อุดตัน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลำไส้อุดตัน

หลังจากที่ทำการรักษาและตรวจหลายครั้ง จึงพบว่าน้องแก้มเป็นพังผืดในลำไส้ ลำไส้อุดตัน อุจจาระตกค้าง และเน่า คุณหมอจึงตัดสินใจตัดแล้วต่อลำไส้ให้ใหม่ เตือนใจพ่อแม่ว่าไม่ควรละเลยกับเรื่องเล็กน้อย

ลำไส้อุดตัน

ภัยเงียบจากการไม่กินผัก

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปีละกว่า 50,000 ราย โดยเป็นมะเร็งลำไส้ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ภาวะเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคคือการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล รับประทานแป้ง ไขมัน น้ำตาล และเนื้อสัตว์มากเกินไป รับประทานผักน้อยลง ทำให้เกิดอาการท้องผูก มีการคั่งค้างของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ เยื่อบุลำไส้จึงสัมผัสกับสารก่อมะเร็งที่มักพบมากในกากอาหารจำพวกไขมันได้นานขึ้น

คนไทยรับประทานผักผลไม้เฉลี่ยวันละ 186 กรัมต่อวัน ในขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้รับประทานผักผลไม้วันละ 400 กรัม เท่ากับว่าคนไทยรับประทานผักผลไม้เพียง 1 ใน 3

คุณกฤษฎี โพธิทัต นักกำหนดอาหาร กล่าวว่า เยาวชนรับประทานผักผลไม้น้อย ทำให้สุขภาพร่างกายแย่ลง ที่เห็นได้ชัดคือเป็นหวัดบ่อย ติดเชื้อง่าย เจ็บคอ ทำให้ต้องกินยา เสียเงินค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบันเด็กอายุ 3 ขวบ ก็เป็นโรคร้ายแรงเหล่านี้ได้เช่นกัน สามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการกินผักผลไม้เพิ่มขึ้น เพราะจะได้ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหาร ช่วยจับไขมัน และสารพิษต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง และช่วยให้การขับถ่ายดี ไม่เป็นโรคท้องผูก

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ควรปลูกฝังนิสัยการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องตั้งแต่เด็ก ชักชวนให้ลูกกินผัก ใส่ใจในการทำเมนูผักที่หลากหลาย และถูกใจเด็กๆ เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกซื้อ และปรุงอาหาร ทำให้เด็กสนุกกับการรับประทานผัก และรู้สึกว่าผักอร่อย ไม่ขมอย่างที่คิด ช่วยให้เด็กมีทัศนคติที่ดีในการรับประทานผัก และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงทั้งกาย และใจ

มะเร็งลำไส้

อ่านต่อ “ประโยชน์ 5 ข้อของการกินผักจาก สสส” คลิกหน้า 3

สามีนอกใจ กับคำถามที่ว่า ทำไมผู้ชายมีเมียน้อย?

การแต่งงานไม่ใช่การการันตีว่าสามีของเราจะซื่อสัตย์กับเราตลอดไป ไม่ใช่ทุกคนที่โชคดี มีสามีที่รักเราเพียงคนเดียว และไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนอื่น นี่คือเรื่องราวที่เหล่าคุณพ่อ คุณแม่จะต้องเรียนรู้ ว่าทำไม สามีนอกใจ เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้ครอบครัวแตกแยกในอนาคต เมื่อมีลูกแล้ว

Continue reading “สามีนอกใจ กับคำถามที่ว่า ทำไมผู้ชายมีเมียน้อย?”

โปรตีนคุณภาพ

เลือก “โปรตีนคุณภาพ” ให้ลูก 1,000 วันแรก ลดเสี่ยงอ้วน-โรคร้ายแรงเรื้อรัง-ภูมิแพ้

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระดับโลก หนุนเลือก “โปรตีนคุณภาพ” ให้ลูกน้อยใน 1,000 วันแรกลดความเสี่ยงโรคอ้วน โรคร้ายแรงเรื้อรัง และภูมิแพ้ระยะยาว

  • ในปี 2012 องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า จำนวนของเด็กก่อนวัยเรียนที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านคนในปี 1990 เป็น 3.5 ล้านคนในปี 2020
  • ปริมาณโปรตีนในนมแม่จะลดลงอย่างรวดเร็วหลังคลอดจาก 3.0 กรัม/100 กิโลแคลอรี เหลือประมาณ 2 กรัม/100 กิโลแคลอรี หลังจากนั้นปริมาณโปรตีนจะค่อนข้างคงที่ ดังนั้น จึงมีโอกาสที่ทารกที่ได้รับนมผงจะได้รับโปรตีนในปริมาณที่มากเกินไปในช่วงปีแรกของชีวิต
  • เด็กที่ได้รับนมสูตรโปรตีนเวย์ที่ได้ผ่านการย่อยบางส่วน สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบลงได้ประมาณ 42% ที่ระดับอายุ 15 ปี และลดความชุกของการเกิดโรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ลงได้ประมาณ 33% ที่อายุ 11-15 ปี เมื่อเทียบกับเด็กที่ได้รับนมวัวสูตรปกติ
  • การที่ทารกได้รับนมแม่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอ้วน และโรคเรื้อรังร้ายแรงในระยะยาว รวมถึงลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้ ในกรณีที่ให้นมแม่ไม่ได้ การให้นมสูตรที่มีโปรตีนคุณภาพสูงอย่างโปรตีนเวย์ 100% ที่ผ่านการย่อยบางส่วน ในปริมาณที่เหมาะสมใกล้เคียงกับนมแม่ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

สถาบันโภชนาการเนสท์เล่ โดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ร่วมกับศูนย์วิจัยโภชนาการเด็ก มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย เผยผลวิจัยโภชนาการในทารกล่าสุดพบว่า การได้รับโปรตีนในปริมาณสูงจากนมผงในช่วงแรกของชีวิต เป็นสาเหตุสำคัญของการมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ด้วยเหตุนี้จึงเร่งทำความเข้าใจกับพ่อแม่ยุคใหม่เพื่อสร้างปราการป้องกันอุบัติภัยของโรคลุกลามสู่โรคเรื้อรังร้ายแรงเมื่อลูกน้อยเติบโต และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคภูมิแพ้ต่อเนื่องในระยะยาว ด้วยโปรตีนคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสมตามความต้องการในแต่ละช่วงวัย

โปรตีนคุณภาพในปริมาณเหมาะสมกับวัยลูก ช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วน-โรคหัวใจ-เบาหวาน

โภชนาการ 1000 วันศาสตราจารย์ปีเตอร์ เดวีส์ จากศูนย์วิจัยโภชนาการเด็ก มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรคอ้วนในเด็กกลายเป็นปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม เพราะนอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการมีพัฒนาการที่สมวัยแล้ว เมื่อเป็นแล้วก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า จำนวนเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะแคระแกร็นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลดลงจาก 26.5 ล้านคนในปี 1990 เหลือราว 9.8 ล้านคนในปี 2020 ซึ่งสวนทางกับจำนวนเด็กก่อนวัยเรียนที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 1.2 ล้านคน เป็น 3.5 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.9 เท่า โดยสาเหตุของการเกิดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในช่วงวัยนี้เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งการบริโภคโปรตีนในปริมาณสูงจากนมที่ทารกได้รับในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิตถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีนัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง

ทั้งนี้ มีการศึกษาค้นคว้าพบว่า สารอาหารในนมแม่มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบตามช่วงเวลาที่ผ่านไป โดยปริมาณโปรตีนคุณภาพในนมแม่จะลดลงอย่างรวดเร็วหลังคลอด จาก 3 กรัมต่อ 100 กิโลแคลอรี เหลือประมาณ 1.2 กรัมต่อ 100 กิโลแคลอรี และจากนั้นปริมาณโปรตีนจะค่อนข้างคงที่ จึงมีโอกาสที่ทารกที่ได้รับนมผงจะได้รับโปรตีนในปริมาณที่มากเกินไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีแรกของชีวิต ดังนั้น ในบางประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลียจึงมีการระบุระดับโปรตีนในนมสูตรสำหรับทารกว่าจะต้องมีค่าต่ำสุดและสูงสุดอยู่ระหว่าง 1.9 – 2.9 กรัมต่อ 100 กิโลแคลอรี เพื่อให้ลูกน้อยได้รับโปรตีนในปริมาณที่ใกล้เคียงนมแม่ และเหมาะสมกับความต้องการตามช่วงวัยมากที่สุด

“การลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนและโรคเรื้อรังร้ายแรงอันเนื่องมาจากโรคอ้วนในเด็ก สามารถทำได้โดยให้ทารกดื่มนมแม่ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน โดยพบว่าเด็กที่กินนมแม่จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนต่ำกว่าเด็กที่กินนมผงถึงร้อยละ 15 – 25% ด้วยเหตุนี้ในยุโรปจึงมีการวิจัย “ปริมาณและคุณภาพของโปรตีนที่มีผลต่อการเกิดโรคอ้วนในเด็ก” เพื่อศึกษาถึงความเกี่ยวข้องระหว่างน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของทารก อันเนื่องมาจากการได้รับโปรตีนในนมผงสำหรับทารกและเด็กเล็กที่มีปริมาณโปรตีนที่แตกต่างกัน เทียบกับเด็กที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวว่า มีอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตามมาเมื่อโตขึ้นแตกต่างกันอย่างไร” ศาสตราจารย์ ปีเตอร์ กล่าว

จากผลการวิจัยของกลุ่มตัวอย่างในทารกจำนวน 1,678 คน อายุเฉลี่ย 2 สัปดาห์ถึง 1 ปีในยุโรป จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ ทารกที่กินนมแม่เพียงอย่างเดียว ทารกที่ได้รับนมที่มีปริมาณโปรตีนสูงกว่านมแม่ และทารกที่ได้รับนมที่มีการปรับปริมาณโปรตีนต่ำลงให้ใกล้เคียงนมแม่แต่ให้พลังงานเท่ากันพบว่า เมื่ออายุ 6 ปี เด็กทั้ง 3 กลุ่มมีภาวะการเติบโตด้านความสูงไม่ต่างกัน แต่เด็กกลุ่มที่ได้รับโปรตีนในปริมาณสูงจะมีน้ำหนัก (น้ำหนักต่อความยาว) และดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) สูงกว่าเด็กกลุ่มที่ได้รับปริมาณโปรตีนต่ำกว่า และเด็กกลุ่มที่ได้รับนมแม่อย่างเห็นได้ชัด

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ กล่าวเสริมว่า ร่างกายของทารกจะมีการหลั่งอินซูลินเพิ่มมากขึ้น เมื่อได้รับโปรตีนในปริมาณที่สูงเกินความต่อการของร่างกาย ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ ส่งผลให้เกิดการสะสมไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น นำไปสู่การเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อโตขึ้น ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่รุนแรงต่อร่างกายในระยะยาว สมมุติฐานนี้แสดงให้เห็นว่า การได้รับโปรตีนในปริมาณมาก มีผลต่อการเพิ่มของระดับกรดอะมิโนที่กระตุ้นการหลั่งของอินซูลิน ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทารกที่ได้รับนมแม่หรือนมผงที่มีปริมาณและคุณภาพโปรตีนใกล้เคียงกับนมแม่ จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในการมีน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วนเมื่ออายุ 6 ปี ข้อค้นพบในด้านการได้รับโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมในวัยเด็กจึงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญอยู่ในขณะนี้

ปรัชญาชีวิต

ปรัชญาชีวิต 20 ข้อ สอนลูกให้เป็นคนดี

เวลาผ่านไปในแต่ละวัน สิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้คนเรามักเสียดายเวลาที่เสียไป ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ มาวางแผนอนาคตให้ลูกน้อยด้วย ปรัชญาชีวิต ดีๆ ที่สามารถปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ที่คุณพ่อ คุณแม่ควรอ่านเอาไว้สอนลูก ก่อนอายุ 45 ปี

Continue reading “ปรัชญาชีวิต 20 ข้อ สอนลูกให้เป็นคนดี”

ซานตาในคราบคุณแม่

อย่าเป็นซาตานในคราบคุณแม่ อย่าเลี้ยงลูกผิดวิธี

จากเฟซบุ๊ก Matthanin Sugsai ที่มีบทความน่าสนใจ สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีลูกน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิดไปจนถึง 1 ขวบ เกี่ยวกับโภชนาการทางอาหารของลูกน้อยที่ควรรับประทานในวัยทารก เป็นคำแนะนำดีๆ สำหรับคุณแม่ในการ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และการให้อาหารเสริม ดังนี้ค่ะ

Continue reading “อย่าเป็นซาตานในคราบคุณแม่ อย่าเลี้ยงลูกผิดวิธี”

เครื่องสำอาง

เครื่องสำอาง เป็นอันตรายหรือไม่? ถ้าลูกแต่งหน้า

หนูน้อยชื่อว่าลิลลี่ มาจากเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน เธอเริ่มหัดแต่งหน้าตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนตอนนี้หนูน้อยอายุได้ 12 ขวบแล้ว แต่พบความผิดปกติที่ต่อมไร้ท่อ ทำให้มีภาวะตัวเตี้ย ซึ่งเป็นผลที่คาดว่ามาจาก เครื่องสำอาง ที่หนูน้อยใช้ เพราะไม่ได้ผลิตมาสำหรับผิวบอบบางของเด็ก

Continue reading “เครื่องสำอาง เป็นอันตรายหรือไม่? ถ้าลูกแต่งหน้า”

คนท้องกินกาแฟได้ไหม

คนท้องกินกาแฟได้ไหม เกิน 2 แก้ว เสี่ยงแท้ง

เป็นคำถามที่คุณแม่นักดื่มกาแฟหลายคนสงสัย คนท้องกินกาแฟได้ไหม อันตรายรึเปล่า? จากผลการวิจัย เจอร์ เมน บัค ลุยส์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยสุขภาพประชากรภายใน (IPHR) ในสังกัดสถาบันสุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติ (NICHD) เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

Continue reading “คนท้องกินกาแฟได้ไหม เกิน 2 แก้ว เสี่ยงแท้ง”

สไลม์

สไลม์ ทำความรู้จักและเรียนรู้อันตรายของเล่นเด็ก

สไลม์ คือ ของเล่นเด็กหลากสี มีลักษณะเป็นเยลลี่หนืด ซึ่งเป็นของเล่นที่มีมา 20 ปีมาแล้ว ซึ่งอยู่ในของเล่นพวกไข่ไดโนเสาร์ มีสีสันล่อใจเด็กๆ เป็นสารเคมีที่ผสมง่าย ขายง่าย และมีการเปลี่ยนสูตรพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก้อนสารเคมีหนืด เป็นกาวที่จับตัวเป็นก้อน คล้ายวุ้นใส

Continue reading “สไลม์ ทำความรู้จักและเรียนรู้อันตรายของเล่นเด็ก”

ปวินท์ เปี่ยมไทย

ปวินท์ เปี่ยมไทย เด็กไทยผู้บกพร่องทางสายตาคนแรกของประเทศไทยที่สอบติดคณะวิศวะฯ จุฬาฯ

ปวินท์ เปี่ยมไทย เด็กไทยผู้พิการทางสายตาคนแรกที่สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาดูกันว่าเบื้องหลังกว่าจะเป็นความสำเร็จครั้งนี้ น้องปวินท์ต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง

ผู้พิการทางสายตา ต้องเรียนมัธยมปลาย ร่วมกับเด็กสายตาปกติ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ schoolofchangermakers.com ในหัวข้อ “สู้สักตั้ง!! กว่าจะเป็นนิสิตวิศวะตาบอดคนแรกได้ ใจต้องสู้” เล่าว่าโอกาสของนักเรียนผู้บกพร่องทางสายตาเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว ก็จะต้องย้ายไปโรงเรียนปกติ แต่ละโรงเรียนจะเปิดโควตารับเด็กตาบอดไม่ถึง 10 คน และเด็กตาบอดก็จะถูกจับให้เรียนสายศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นศิลป์คำนวณ หรือศิลป์ภาษา โอกาสที่จะได้เรียนสายวิทย์นั้นแทบไม่มีเลย แต่โชคดีที่สมัยของน้องปวินท์เปิดรับให้เรียนสายวิทย์ได้

ผู้พิการทางสายตา
ผู้พิการทางสายตา ต้องเรียนมัธยมปลาย ร่วมกับเด็กสายตาปกติ

แต่อุปสรรคก็ยังมีต่อ เนื่องจากการเรียนสายวิทย์จะต้องใช้เทคนิคทางห้องปฏิบัติการ เวลาทำแล็บจำนวนเครื่องมือและอุปกรณ์ก็มีจำกัดอยู่แล้ว แถมยังไม่มีอุปกรณ์ใดที่ทำไว้เป็นอักษรเบรลล์เพื่อช่วยคนตาบอดอีก ไม่มีเทอร์มอมิเตอร์ที่ออกเสียงได้ ในวิชาเคมีน้องปวินท์จึงทำได้แค่นั่งสังเกตการณ์เฉยๆ หนังสือวิชาเคมีภาษาไทยที่เนอักษรเบรลล์ก็ไม่มีให้อ่าน เพราะมีสัญลักษณ์สูตรและกราฟมากมาย

ผู้พิการทางสายตาในประเทศไทย

ดาวน์โหลดหนังสือเสียงภาษาอังกฤษมาอ่าน

น้องปวินท์จึงใช้วิธีดาวน์โหลดหนังสือเสียงวิชาเคมีจากต่างประเทศมาฟัง ซึ่งช่วยให้น้องเข้าใจเนื้อหาในวิชาเรียนได้ทันเพื่อน (ว้าว! วิธีนี้ดีจริงๆ นอกจากจะได้เนื้อหาวิชาเคมีแล้วยังได้ภาษาอังกฤษเพิ่มอีกด้วย)

ไม่เพียงเท่านี้ วิชาที่เป็นกราฟ น้องปวินท์ก็ต้องใช้เครื่องคิดเลขมีเสียงมาเป็นตัวช่วย เป็นเครื่องคิดเลขพิเศษที่พูดทุกอย่าง หน้าจอมีเสียง ปุ่มมีเสียง แปลงรูปกราฟเป็นเสียงได้ แต่ถ้าอาจารย์ให้วาดกราฟส่ง น้องปวินท์ก็ใช้แผ่นมุ้วงลวด ขนาดเท่ากระดาษเอสี่ เพื่อมาทาบบนกระดาษแล้วก็ใช้มือขวาจับดินสอวาดกราฟ มือสายก็ค่อยๆ คลำตามเส้นรอยนูนบนกระด์ที่เกิดจากแรงกดของดินสอ ซึ่งน้องปวินท์จะได้คะแนนเต็มในวิชาคณิตศาสตร์ตลอด

อ่านหนังสือให้คนตาบอด
น้องปวินท์ใช้วิธีดาวน์โหลดหนังสือเสียงวิชาเคมีจากต่างประเทศมาฟัง

ปวินท์ เปี่ยมไทย ช้างเผือกไม่ได้อยู่ในป่า

ก่อนหน้านี้น้องปวินท์สอบติดสัมภาษณ์โครงการช้างเผือกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนมาแล้วแต่ติดปัญหาเดินทางลำบากจึงต้องสละสิทธิ์ และยังติดสัมภาษณ์คณะสารสนเทศภาค CS ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี มาแล้ว และสอบวัดความรู้ทางฟิสิกส์โครงการ SAT (Subject Test)ของสหรัฐอเมริกาได้คะแนนเต็ม ในปีนี้ก็สอบได้คะแนน GAT 285 PAT3 190 โอ้โห! อย่างนี้ไม่ธรรมดาเลย

ออกแบบห้องเรียนให้คนตาบอด

ต้องบอกว่าอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใจดีมาก และไม่หยุดค้นคว้าเพื่อผู้บกพร่องทางสายตา เพราะกำลังช่วยกันออกแบบห้องเรียนสำหรับผู้พิการทางสายตา โดยให้น้องปวินท์ เป็น Live Case Study ของวิชา Assitive Technology เพื่อให้นิสิตคณะวิศวะและน้องปวินท์ได้ระดมความคิดช่วยกันออกแบวิชาเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด และสภาพแวดล้อมของคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของคนตาบอด เพื่อในอนาคตเราอาจจะได้พัฒนาห้องเรียนนี้ให้กับคนทั่วโลกได้ใช้ด้วย

ผู้พิการทางสายตาในประเทศไทย
ออกแบบห้องเรียนให้คนตาบอด

ฟังอย่างนี้แล้ว ไม่ยากเลยที่เราจะพัฒนาศักยภาพเด็กไทย ให้ไปไกลในด้านการศึกษา และเรียนรู้ เพราะร่างกายไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน หากเราไม่เข้าใจตำรา หรือขี้เกียจอ่านหนังสือ ก็ใช้หนังสือเสียงเป็นตัวช่วยได้ ยังมีกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาอีกมากมาย ดูความเก่งและการแก้ไขปัญหาของน้องปวินท์มาเป็นตัวอย่าง เด็กเก่งอย่างนี้เราต้องสนับสนุนกันค่ะ^^

ที่มาจาก : www.schoolofchangmakers.com

Tags

ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ คุยกับลูก

60 ประโยคอังกฤษ-ไทยง่ายๆ คุยกับลูกได้ทุกวัน

ภาษาเป็นเรื่องใกล้ตัวลูกน้อยที่คุณพ่อ คุณแม่ควรใส่ใจ เพราะเราใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารกัน โดยเฉพาะภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ คุณพ่อ คุณแม่ สามารถฝึกทักษะในการพูดทั้ง 2 ภาษานี้ให้ลูกได้ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ ด้วย ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ คุยกับลูก เพราะเด็กเล็กเรียนรู้ได้รวดเร็ว และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ

Continue reading “60 ประโยคอังกฤษ-ไทยง่ายๆ คุยกับลูกได้ทุกวัน”