แพ้อาหาร

แพ้อาหาร ภัยเงียบที่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

เรื่องราวของเด็กหญิงอายุเพียง 13 ปี ที่มีอาการแพ้ถั่วลิสงอย่างรุนแรง เธอไปพักผ่อนกับครอบครัว จากนั้นก็รับประทานอาหาร รับประทานขนมตามปกติ เพราะเธอมีอาการ “แพ้อาหาร” อย่างรุนแรง ครอบครัวของเธอจึงมียาแอดรินาลินติดตัวไว้เสมอ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

แพ้อาหาร
อุทาหรณ์เมื่อลูกแพ้อาหาร

Natalie Giorgi วัย 13 ปี มีภาวะแพ้ถั่วลิสงรุนแรง เธอไปแคมป์พักผ่อนกับครอบครัว จากนั้นก็กินอาหารกินขนม เนื่องจากภาวะแพ้ของเธอแพ้แบบรุนแรงมาก ดังนั้นครอบครัวของเธอจึงมียาแอดรินาลินฉีดติดตัวไว้ และพกติดตัวไว้มากเกินจำเป็นด้วยซ้ำ และคนที่ไปก็รู้ว่าเธอแพ้ ดังนั้นการปิกนิกแคมป์นี้จึงไม่มีถั่วลิสงเลย

หลังจากที่นาตาลีกินข้าวอบกรอบไปชิ้นหนึ่ง เธอก็อาเจียน และมีอาการเหมือนแพ้ … พ่อและแม่ของเธอ (พ่อเป็นหมอ) ให้ยาแก้แพ้และดูอาการ มารดาของเธอชิมข้าวอบกรอบแล้วรับรสได้ว่าจริงๆ มีการผสมถั่วลิสงลงไป

ตอนแรกเธอยังเล่นได้คุยได้และคิดว่าไม่มีอะไรมาก แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอเริ่มหายใจไม่ออก พ่อของเธอฉีดยาแก้ให้ 3 ครั้ง แต่ไม่เป็นผล เธอยังแน่น หายใจไม่ออก หลอดลมตีบรุนแรง คำพูดสุดท้ายที่เธอพูดก่อนเสียชีวิตคือ “หนูขอโทษ”

จากนั้นครู่หนึ่ง เธอก็หยุดหายใจ หัวใจก็หยุดเต้น Natalie Giorgi ตาย ในอายุ 13 ปี เมื่อสิงหาคม 2556ตายเพราะอาหารที่ปนเปื้อนถั่วลิสง

การแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หลายครั้ง ชีวิตของคนต้องเสียไป เพราะความคิดโง่ๆ งี่เง่าๆ ว่าการแพ้อาหารเป็นเรื่องของ “คนขี้แพ้”

แพ้อาหาร คือภาวะของภูมิต้านทาน ไม่เกี่ยวกับขี้แพ้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องมาก

แพ้อาหารคืออะไร?

ถ้ารับประทานอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าไปแล้ว เกิดอาการผื่น ลมพิษ คันตามตัว ปากบวม หายใจลำบาก แสดงว่ามีอาการแพ้อาหาร โดยเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ แพ้อาหารได้มากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ ไข่ นม ข้าวสาลี เมื่อโตขึ้นอาการแพ้จะดีขึ้น แต่ถ้าแพ้ถั่ว และอาหารทะเล จะมีอาการแพ้ไปตลอดชีวิต และถ้าแพ้บ่อยและรุนแรงควรพบแพทย์เพื่อทดสอบว่าแพ้อะไรบ้าง

การแพ้อาการมักพบมากในช่วงขวบปีแรก และจะค่อยๆ หายไป อาหารที่แพ้บ่อยในเด็ก ได้แก่ นม ไข่ ถั่วลิสง ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ถั่วอื่นๆ

ป้องกันเมื่อแพ้อาหาร

เมื่อทราบว่าแพ้อาหารอะไรควรหลีกเลี่ยง อ่านฉลากทุกครั้งที่จะดื่มหรือรับประทาน ปรึกษาแพทย์ และนำยาแอดรินาลินติดตัวเสมอ

อาการเมื่อแพ้อาหาร

อาการแพ้อาหารอาจเกิดขึ้นได้ทันที หรือนาน 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหาร อาการที่พบได้แก่ ผื่นลมพิษ บวมและคันบริเวณผิวหนัง บวมบริเวณริมฝีปาก หน้า ลิ้น คอ และส่วนอื่นของร่างกาย คัดจมูก หายใจเสียงดังหวีดเหมือนคนหอบหืด หายใจลำบาก ปวดท้อง ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะหน้ามืดเป็นลม

บางรายมีอาการรุนแรง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ได้แก่ หลอดลมหดเกร็งเนื่องจากการบวมของคอและหลอดลมทำให้หายใจลำบาก ความดันโลหิตลดลงอาจจะต่ำจนช็อก ชีพขจรเร็ว หน้ามืดเป็นลม และหมดสติ

เมื่อคุณพ่อ คุณแม่พบว่าลูกเกิดอาการแพ้อาหาร รีบพาลูกไปปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการทดสอบว่าลูกน้อยแพ้อะไร จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยถึงขั้นเสียชีวิตแบบหนูน้อยคนนี้นะคะ

เครดิต: เฟสบุ๊ค พิรัตน์ โลกาพัฒนา (หมอแมว), siamhealth.net

ครอบครอง

รู้มั้ย? คุณพ่อ คุณแม่ ครอบครองลูกน้อยได้กี่ปี?

พ่อแม่ทุกคนย่อมรักลูก หวังดีกับลูกเสมอ และอยากให้เขามีความสุข มีชีวิตที่ดี แต่เราจะมีเวลาสั่งสอน และเลี้ยงดูเขาไปได้นานแค่ไหน เพราะเมื่อลูกยิ่งโตขึ้น ความห่างไกลก็มีมากขึ้นด้วย ลูกเป็นของเราในช่วงเริ่มแรกในชีวิตของเขาเท่านั้น จงทำเวลาที่มีให้มีค่าในขณะที่ยังได้ ครอบครอง

Continue reading “รู้มั้ย? คุณพ่อ คุณแม่ ครอบครองลูกน้อยได้กี่ปี?”

ติดโรค

ลูกป่วยหนัก เพราะติดโรคจากเด็กที่ถูกนำมาฝาก

เรื่องราวอุทาหรณ์ เมื่อคุณแม่ออกมาระบายเรื่องเพื่อนสามีที่นำลูกสาววัย 6 เดือนมาฝากเลี้ยงไว้ที่บ้าน คุณแม่มีลูกเล็กวัย 4 เดือน สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่กลับมีอาการอาเจียน ลูกน้อยของคุณแม่เริ่มป่วยหนักเพราะ ติดโรค จากเด็กคนอื่น จึงอยากฝากเตือนให้คุณพ่อ คุณแม่ระวัง

Continue reading “ลูกป่วยหนัก เพราะติดโรคจากเด็กที่ถูกนำมาฝาก”

ท้องโต

ท้องโต เพราะเป็นโรคโกเช่ร์ โรคร้ายที่อาจคร่าชีวิตลูกน้อย

จากในกลุ่มเฟสบุ๊ค แหล่งรวบรวมคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้(mom) มีคุณแม่ท่านหนึ่งออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์ และขอความช่วยเหลือลูกน้อยวัย 9 เดือน ที่มีอาการ “ท้องโต” โดยคุณหมอบอกว่าหนูน้อยป่วยเป็นโรคโกเช่ร์ โรคหายากที่พบเพียง 1 ใน 2 แสนคน และอาจจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี

ท้องโต
โรคโกเช่ร์ โรคหายากที่พบเพียง 1 ใน 2 แสนคน
ท้องโต
แชร์ประสบการณ์ และขอความช่วยเหลือลูกน้อยวัย 9 เดือน ที่มีอาการ “ท้องโต”

โรคโกเช่ร์ คืออะไร?

โรคโกเช่ร์ เป็นโรคความผิดปกติของการสะสมไขมันที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรม เป็นโรคที่ยังพบได้น้อย โดยการถ่ายทอดพันธุกรรมแบบด้อย มีลักษณะคือมีการขาดหรือบกพร่องของเอนไซม์ ส่งผลให้มีการคั่งของสารไขมันในระบบเนื้อเยื่อของร่างกาย มีระดับความรุนแรงและอาการที่แสดงออกมาแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ไขมันจะแทนที่เซลล์ปกติตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ไขกระดูก ตับ ม้าม และปอด เกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิงพอๆ กัน

การสังเกตโรคโกเช่ร์

ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการท้องโตมากขึ้น ไม่มีอาการปวดท้อง ไม่อาเจียน ไม่มีไข้ กินอาหารได้ปกติ ปัสสาวะอุจจาระปกติ แต่น้ำหนักลดลง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะคลอด

อาการของโรคโกเช่ร์

โรคนี้ทำให้เกิดภาวะซีด เกล็ดเลือดต่ำ ตับม้ามโต ปวดกระดูก กระดูกบาง กระดูกขาดเลือด กระดูกหัก และความดันสูงในเส้นเลือดในปอด แบ่งอาการได้เป็น 3 ช่วงวัย คือ

  1. อายุ 1 – 2 เดือน มีอาการตัวอ่อน กินแล้วไม่โต ชัก มักเสียชีวิตเร็วในขวบปีแรก เพราะเซลล์สมองถูกทำลาย โดยเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน คือสำลัก และติดเชื้อทางเดินหายใจ ตับม้ามไม่โต
  2. อายุ 6 – 9 เดือน มีอาการพัฒนาการหยุดชะงัก และเสื่อมถอยลงช้าๆ ชัก ไม่ตอบสนองต่อการให้ยา ตับม้ามโต ซีดลงอย่างช้าๆ เกล็ดเลือดต่ำ สำลักง่าย ติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำซ้อน อาจเสียชีวิต
  3. อายุ 3 – 4 ปี ตับม้ามโต ซีดลงอย่างช้าๆ เกล็ดเลือดต่ำทำให้เลือดออกง่าย เม็ดเลือดขาวต่ำ ซูบผอม เสียชีวิตประมาณ 8 – 10 ปี เนื่องจากเลือดออกและซีดรุนแรง การให้เลือดไม่สามารถช่วยได้

การรักษาโรคโกเช่ร์

1.การรักษาประคับประคอง เช่น ดูแลการหายใจและออกซิเจน ให้เลือด ให้เกล็ดเลือด

2.ให้ยาเอนไซม์ทดแทน ซึ่งต้องให้ตลอดชีวิต หากให้การรักษาเร็ว ผู้ป่วยจะกลับสู่ปกติได้

3.ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากไขกระดูก แต่การปลูกถ่ายในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิต

การป้องกันโรคโกเช่ร์

โรคโกเชร์เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม คุณพ่อ คุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้ว มีโอกาสที่ลูกคนต่อๆ ไป จะเป็นโรคนี้ด้วย 1 ใน 4 หรือ 25% ทั้งลูกชายและลูกสาวพอๆ กัน ฉะนั้นควรปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผน และตรวจป้องกันก่อนที่จะมีลูก

คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกป่วยเป็นโรคโกเช่ร์

1.ปรึกษากับคุณหมออย่างละเอียด เรื่องทางเลือกของการรักษา วิธีการ ความเสี่ยง ความเป็นไปได้ ค่าใช้จ่าย และโรงพยาบาลไหนบ้างที่สามารถรักษาได้ เพื่อหาทางออกร่วมกัน

2.ปรึกษากับครอบครัวที่มีลูกเป็นโรคแบบเดียวกัน ช่วยทำให้จิตใจของพ่อแม่ดีขึ้น เป็นการให้กำลังใจกันและกัน เพราะเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้สมองยังรับรู้ได้ดี เขาจะรับรู้ถึงความทุกข์ สุขของพ่อแม่ได้

เครดิต: เฟสบุ๊ค วราลี กฤตยาวรกุล, กลุ่มเฟสบุ๊ค แหล่งรวบรวมคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้(mom), ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล

4 โรคร้ายทางจิตใจที่พ่อแม่สร้างมาทำลายลูกโดยไม่รู้ตัว

ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกเป็นสิ่งประเสริฐ แต่การเลี้ยงดูผิดพลาด เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจส่งผลเสียให้ลูกในอนาคต เพราะพ่อแม่ในยุคปัจจุบันมักจะไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก และคอยกดดันให้ลูกทำในสิ่งที่อยากให้เป็น ปล่อยให้ลูกเห็นคุณค่าของวัตถุเป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือการ “เลี้ยงลูกผิดวิธี”

1.โรคสมาธิสั้น พ่อแม่ต่างคนต่างต้องทำงาน ปล่อยให้สื่อโทรทัศน์ และออนไลน์มาทำหน้าที่แทน เด็กอยู่แต่กับหน้าจอสี่เหลี่ยม อาจทำให้ความฉลาดลดลง เพราะสมองทำงานเพียงตื้นๆ ขาดจินตนาการและต่อยอด

2.โรคเครียด พ่อแม่ยุคใหม่มักกดดัน วางแผนอนาคตให้ลูกเสมอ ให้เรียนตามตารางที่พ่อแม่กำหนด อยู่ในกรอบที่พ่อแม่กำหนด เมื่อเด็กสะสมความเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจระบายออกไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้

3.โรคติดเกม/อินเทอร์เน็ต เกิดจากการไม่มีวินัยในบ้าน ปล่อยให้คอมพิวเตอร์เป็นเพื่อนเล่นของลูก ควรกำหนดเวลาให้ลูกไม่เกิน 3 ชม./วัน เพราะเด็กที่เล่นเกินวันละ 3 ชม. มีแนวโน้มติดเกมมากว่าถึง 3 เท่า

4.โรคซึมเศร้า การใช้คำพูดของพ่อและแม่เป็นสิ่งที่มีผลต่อจิตใจของลูก อย่าปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิด มาทำร้ายจิตใจของลูก เพราะจะทำให้เขากลัว และเก็บกด ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง และเกิดภาวะซึมเศร้า

เลี้ยงลูกผิดวิธี

เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจหยุดใช้ความรุนแรง

1.ให้ความมั่นใจ เปลี่ยนจากจับผิด เป็นมองหาสิ่งที่ดี เมื่อเห็นลูกทำดีควรชื่นชม เมื่อลูกผิดพลาดไม่ซ้ำเติม

2.ให้ความไว้ใจ ไม่ตัดสินใจแทนลูกตลอดเวลา ให้ลูกคิดหาทางเลือกด้วยตัวเอง เขาจะเชื่อมั่นในตัวเอง

3.ให้ความเข้าใจ พยายามเข้าใจในมุมมองของลูก ตกลงกับลูกโดยไม่บังคับ เช่น รับฟังเหตุผลที่ลูกกลับดึก

4.ให้ความเห็นใจ เข้าถึงความคิด และความรู้สึกของลูก มองในมุมของลูก ให้เกียรติเสมือนเขาเป็นผู้ใหญ่

พ่อแม่ที่รักลูกอย่างสุดหัวใจเป็นสิ่งที่ดี แต่บางคนชดเชยเวลาที่หายไปจากการทำงานด้วยการตามใจ ซื้อของเล่นให้มากจนเกินไป ความรักในลักษณะนี้เป็นการปลูกฝังนิสัยเอาแต่ใจให้เด็กในตอนโต ได้เกิดเป็นปัญหาพฤติกรรมที่สร้างความหนักใจให้แก่พ่อแม่ตามมา

banner300x250

ดังนั้น การเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องยากแค่รู้จักเด็กและควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดี มีการใช้สัมผัส ใช้คำพูดที่สร้างสรรค์ ตลอดจนใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ก็จะช่วยให้การอยู่ร่วมกันกับเด็กเป็นเรื่องง่ายและมีความสุขมากยิ่งขึ้น

พ่อแม่ไม่เพียงแต่เลี้ยงดูให้ลูก มีการเจริญเติบโตทางร่างกายเท่านั้น แต่ต้องช่วยเหลือให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีสุขภาพจิตที่ดี มีดวงใจที่จะรักและเมตตาผู้อื่น และช่วยเหลือสังคมที่เขาอยู่ด้วยในขณะเดียวกัน อย่าปล่อยให้การ “เลี้ยงลูกผิดวิธี” ส่งผลต่ออนาคตของลูกได้


เครดิต: www.cot.co.th, องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, หนังสือ จิตวิทยาชีวิตครอบครัว

โรคไม่รู้จักลำบาก

โรคไม่รู้จักลำบาก โรคใหม่ของเด็กไทยในยุคปัจจุบัน

การเลี้ยงลูกของคุณพ่อ คุณแม่ในยุคปัจจุบันแตกต่างจากในสมัยก่อนมาก เพราะไม่ว่าครอบครัวที่มีฐานะ หรือยากจน พยายามเลี้ยงลูกให้สุขสบาย ตามใจลูกมากจนเกินไป ไม่ค่อยได้พบเจอกับความยากลำบากหรือการถูกทำโทษ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ส่งผลกับลูกทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ลูกเป็น โรคไม่รู้จักลำบาก

Continue reading “โรคไม่รู้จักลำบาก โรคใหม่ของเด็กไทยในยุคปัจจุบัน”

นั่งคาร์ซีทผิดวิธี

ลูกน้อยได้รับอันตราย เพราะนั่งคาร์ซีทผิดวิธี

จากเฟสบุ๊คเพจนมแม่แฮปปี้ ที่ออกมาเล่าถึงอันตรายจากการ นั่งคาร์ซีทผิดวิธี ของหนูน้อยวัย 21 เดือน ที่นั่งคาร์ซีทหันหน้าออกในตำแหน่งเบาะข้างคนขับ โดยรถมีการเบรกกะทันหัน Airbag จึงออกมากระแทกหน้าหนูน้อย ทั้งที่คาร์ซีทของเด็กควรจะอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ข้างคนขับ

Continue reading “ลูกน้อยได้รับอันตราย เพราะนั่งคาร์ซีทผิดวิธี”

วัคซีนหญิงตั้งครรภ์

วัคซีนสำหรับแม่ท้อง ฉีดอย่างไรให้ปลอดภัย

หากบ้านไหนกำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยอยู่ล่ะก็ นอกจากเรื่องเตรียมร่างกายและใจแล้ว อย่าลืมใส่เรื่อง “การฉีดวัคซีน” เข้าไปในแผนด้วยนะคะ เพราะมีวัคซีนสำคัญหลายตัวเลยที่ฉีดได้เฉพาะก่อนท้องเท่านั้น แต่หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เรามีวิธีง่ายๆ มาแนะนำค่ะ

วัคซีนหญิงตั้งครรภ์ ตั้งแต่ก่อนท้อง-หลังคลอด ควรฉีดอะไรบ้าง เมื่อไหร่ดี?

“ก่อนท้องต้องฉีด”

วัคซีนสำหรับแม่ท้องมีหลายชนิด ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคภัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกและสุขภาพของแม่ แต่ก็มีบางชนิดที่ห้ามฉีดระหว่างตั้งครรภ์เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อลูกน้อยได้

สำหรับวัคซีนที่ต้องฉีดก่อนท้อง ได้แก่

  • วัคซีนหัดเยอรมัน
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
  • วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส

โดยอันดับแรก คุณแม่ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วยตัวเองก่อนว่า ตัวเองมีภูมิคุ้มกันของโรคเหล่านี้หรือไม่ หากยังไม่มีก็ควรจะฉีด ที่สำคัญคือต้องคุมกำเนิดหลังฉีดอีก 1 เดือนก่อน จึงจะตั้งครรภ์ได้

1. วัคซีนหัดเยอรมัน

  • จำนวน 1 เข็ม
  • หมายเหตุ ควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ 1 เดือน

ถ้ามีการติดเชื้อ คุณแม่จะมีอาการคล้ายไข้หวัดและมีผื่นขึ้นร่วมด้วย หากติดเชื้อในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้ลูกน้อยมีความผิดปกติ อวัยวะพิการ เช่น หัวใจ สมอง หู ตา แขนและขา เป็นต้น (วัคซีนหัดเยอรมันนี้จะมีวัคซีนหัดและคางทูมรวมอยู่ด้วยในเข็มเดียวกัน)

2. วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

  • จำนวน 3 เข็ม
  • ระยะเวลาการฉีด ฉีดเข็มที่ 1 แล้วอีก 1 เดือนฉีดเข็มที่ 2 จากนั้นอีก 6 เดือนจึงฉีดเข็มที่ 3
  • หมายเหตุ ควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ 1 เดือน

ไวรัสตับอักเสบบีเป็นไวรัสที่ติดจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำลาย น้ำมูก อสุจิ เป็นต้น ซึ่งสามารถติดจากแม่สู่ลูกได้ ลักษณะอาการของโรคจะแตกต่างกันไป บางคนไม่มีอาการจึงเรียกว่าเป็นพาหะ บางคนมีอาการรุนแรง เช่น ตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย ตับอักเสบ หรือเสียชีวิต นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับในอนาคตอีกด้วย

3. วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส

  • จำนวน 2 เข็ม
  • ระยะเวลาการฉีด ฉีดเข็มที่ 1 แล้วอีก 1 เดือนจึงฉีดเข็มที่ 2
  • หมายเหตุ ควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ 1 เดือน

การติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์ในช่วง 20 สัปดาห์แรก เป็นสาเหตุทำให้เกิดความพิการของลูกน้อยในครรภ์ เช่น ศีรษะผิดปกติ ตาบอด แขนขาผิดปกติ เป็นต้น

นอกจากวัคซีนทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานี้ ยังมีอีกชนิดหนึ่งที่ปัจจุบันนิยมฉีดกันมากคือ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (จำนวน 3 เข็ม) ซึ่งควรฉีดก่อนตั้งครรภ์เช่นกัน แต่หากฉีดอยู่แล้วและเกิดการตั้งครรภ์ ก็ควรหยุดฉีดเช่นกัน แล้วค่อยฉีดต่อหลังคลอด

Q&A

Q. หากตอนท้องไม่ได้ฉีดวัคซีนทั้งสามชนิดนี้ จะทำอย่างไรดี

หากคุณแม่ไม่ได้รับวัคซีนเหล่านี้ ต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงและระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือสถานที่ที่มีเด็กๆ จำนวนมาก เช่น เนิร์สเซอรี่ โรงเรียน เป็นต้น และไม่อยู่ใกล้คนเป็นหวัด หากมีอาการผิดปกติ ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที

Q. หากคุณแม่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกติดได้อย่างไร

หลังคลอดไม่เกิน 12 ชั่วโมง คุณหมอจะฉีดวัคซีนและภูมิต้านทานให้กับลูกน้อย เพื่อช่วยเร่งภูมิ ทำให้ลูกน้อยมีโอกาสติดเชื้อน้อยลง

Q. หากฉีดวัคซีน โดยไม่รู้ว่าตั้งครรภ์แล้วจะเป็นอันตรายหรือไม่           

จากการศึกษายังไม่พบว่าเป็นอันตรายต่อลูกในท้องจนต้องยุติการตั้งครรภ์ เพียงแต่คุณหมอจะเฝ้าระวังและติดตามอาการเป็นพิเศษ ในกรณีที่คุณแม่ฉีดวัคซีนไปแล้วแต่ยังไม่ครบจำนวนเข็ม และเกิดการตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถมาฉีดต่อหลังคลอดได้โดยไม่ต้องเริ่มฉีดใหม่

ลูกดิ้น

คลิป ลูกดิ้น พลิกก้น ดิ้นขนาดนี้ ออกมาดีไหมลูก

คุณพ่อตั้งกล้องถ่ายคลิปลูกในท้องภรรยา พบว่า ลูกดิ้น ไม่ธรรมดา เห็นพลิกก้น กลับตัว

baby-bumper-350x182

คลิป ลูกดิ้น

ในอายุครรภ์ 39 สัปดาห์ขึ้นไป ผิวของคุณแม่จะบางที่สุด เกิดจากการขยายทางสรีระ เราจึงอาจจะได้เห็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่น่ามหัศจรรย์นี้ได้

ทำแอร์น้ำแข็ง

เคล็ดไม่ลับ ทำแอร์น้ำแข็ง คลายร้อนให้ลูกน้อย

หน้าร้อน อากาศก็ร้อน ลูกน้อยก็เกิดอาการไม่สบายตัว ร้องไห้งอแง คนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็อดสงสารลูกน้อยไม่ได้ Amarin Baby and Kids มีไอเดียสุดเลิศ ทำแอร์น้ำแข็ง คลายร้อนให้ลูกน้อยสบายตัว ด้วยวิธีง่ายๆ และประหยัดค่าใช้จ่าย ให้คุณพ่อเป็นคนทำให้ก็ได้ง่ายจังค่ะ

เคล็ดไม่ลับ ทำแอร์น้ำแข็ง คลายร้อนให้ลูกน้อย

อุปกรณ์ ทำแอร์น้ำแข็ง 

  • กล่องโฟม
  • พัดลม
  • ขวดพลาสติก
  • มีดคัตเตอร์
  • น้ำแข็ง

**คำเตือน**

  • แอร์น้ำแข็ง ต้องใช้ในสถานที่เปิดโล่งเท่านั้น ห้ามใช้ในห้องปิด เพราะจะทำให้อากาศชื้นเกินไป เป็นปอดบวมได้
  • ของทุกอย่างมีข้อดี-ข้อเสีย คุณพ่อคุณแม่ใช้ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอดีนะคะ

วิธีทำ แอร์น้ำแข็ง

  1. นำฝาครอบพัดลมมาทาบกับกล่องโฟมแล้วเขียนรอย ใช้คัตเตอร์เจาะเข้าไป ให้พอดี ไม่เล็กใหญ่เกินไป

ทำแอร์น้ำแข็ง2. นำขวดพลาสติกที่ดื่มแล้วมาล้าง ทำความสะอาด ตัดส่วนหัวท้ายออก วางทาบกับกล่องโฟมด้านข้าง แล้วเจาะรู

ทำแอร์น้ำแข็ง

3. เมื่อเจาะรูเสร็จแล้ว ให้นำขวดที่เตรียมไว้ มาเสียบเข้าไป ตั้งโฟมขึ้น ปิดฝา แล้วใส่น้ำแข็ง

ทำแอร์น้ำแข็ง

4. นำพัดลมมาวางคว่ำไว้ด้านบน ไอเย็นจากน้ำแข็งก็จะถูกลมพัดออกมาทางรูขวดพลาสติก

ทำแอร์น้ำแข็ง

ชมคลิป ขั้นตอนการทำแอร์น้ำแข็ง ได้ที่นี่

อ่านต่อ บทความน่าสนใจ คลิก!

เปิดพัดลมจ่อลูก เสี่ยงปอดอักเสบ

อากาศร้อน แม่ท้อง และ เด็กเล็ก ต้องดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย

เครดิต: tipsza.com

ลูกขาโก่ง

อุทาหรณ์! หมอเตือนดัดขาลูกจนขาหัก

คุณพ่อ คุณแม่หลายบ้าน อาจเคยพบกับปัญหาเรื่อง ลูกขาโก่ง จึงพยายามดัดขาให้ลูกด้วยตัวเอง แต่รู้หรือไม่ว่าการดัดขาลูกด้วยตัวเอง โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำ อาจจะทำให้ความหวังดีของพ่อแม่ ทำร้ายลูกน้อยได้โดยไม่รู้ตัว ดังเช่นกรณีนี้ที่หนูน้อยถูก “ดัดขาจนขาหัก”

แม่กลัว ลูกขาโก่ง หมอเตือน! อย่าดัดขา เสี่ยงทำขาลูกหัก

เด็กทารก ‪#‎ขาหัก เพราะถูก ‪#‎ดัดขา

กระดูกขาส่วนปลายข้างขวา หัก 2 ชิ้น ต้องใส่เฝือก

"‪#‎ขาโก่ง" ไม่ต้องดัดก็ได้ค่ะ

เนื่องจากทารกอยู่ในครรภ์ของแม่ ทารกแรกคลอดขาจะโก่งเสมอ เพราะลูกเคยอยู่ในที่ที่คับแคบนั่นเอง

ตามธรรมชาติแล้ว ขาของน้องจะตรงเองโดยไม่ต้องดัดนะคะ

บางคนไม่สบายใจ อยากใช้มือกำขาของลูกเบาๆ ไม่เป็นไร

แต่ระวัง! อย่าใช้แรงดัดขาลูก อย่ากำขาทั้งสองข้างบีบเข้าหากัน

อย่าใช้นิ้วกดแรงๆ ค่ะ กระดูกของลูกยังบอบบาง หักได้ ดั่งเช่นในรูปนี้นะคะ

ดัดขาจนขาหัก
หมอเตือน! อย่าดัดขา เสี่ยงทำขาลูกหัก

 

อ่านต่อ >> “วิธีเช็กว่าลูกขาโก่งหรือไม่โก่ง” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ท่าอุ้มหยุดร้องไห้

ท่าซุปเปอร์แมน ท่าเซิ้งกระติ๊บ ทำให้ลูกหยุดร้องไห้

จากเฟสบุ๊ค พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ (ป้าหมอ) กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด และคุณแม่ลูกสอง ที่โพสต์เอาไว้ เกี่ยวกับการทำให้หนูน้อยที่ร้องไห้ไม่หยุด หยุดร้องไห้ คุณหมอให้คุณแม่ลองให้ลูกดูดนมก็ไม่เป็นผล จึงขอคุณแม่อุ้มท่าซุปเปอร์แมน หนูน้อยหยุดร้องไห้ในทันที พร้อมทั้งยิ้มหวาน มาดู “ท่าอุ้มหยุดร้องไห้” กันค่ะ

Continue reading “ท่าซุปเปอร์แมน ท่าเซิ้งกระติ๊บ ทำให้ลูกหยุดร้องไห้”

พี่เลี้ยงอันตราย

อุทาหรณ์!! แม่ใจสลาย พี่เลี้ยงทำร้ายลูกวัย 11 เดือน

คุณแม่ท่านหนึ่ง นำลูกวัย 11 เดือนไปฝากไว้กับพี่เลี้ยง แต่กลับถูกพี่เลี้ยงทำร้ายจนกะโหลกศีรษะร้าว สมองบวม และหยุดหายใจไประยะหนึ่ง โดยคุณหมอบอกกับคุณแม่ว่า สมองของหนูน้อยได้ตายไปแล้ว ไม่รับรู้อะไร และยาที่คุณหมอให้ไปทุกอย่างก็ไม่ได้รับการตอบสนอง “พี่เลี้ยงอันตราย” กว่าที่คุณคิด

พี่เลี้ยงอันตราย

คุณแม่เล่าว่า เธอและสามีประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป จึงตัดสินใจนำลูกไปฝากกับหญิงสาววัย 24 ปี ที่มีลูกอายุ 2-3 ขวบช่วยเลี้ยงดู โดยคิดค่าจ้างเดือนละ 4,000 – 5,000 บาท ซึ่งตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา คุณแม่สังเกตเห็นลูกมีรอยเขียวช้ำตามร่างกาย แม่จึงถามกับพี่เลี้ยง แต่พี่เลี้ยงตอบว่าหนูน้อยเสียหลักหกล้มระหว่างหัดเดิน จนถึงวันที่ 10 เมษายน ที่จะให้พี่เลี้ยงรายนี้ดูแลเป็นวันสุดท้าย เหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

ด้วยอาการที่สาหัสมากของหนูน้อย ทำให้คนเป็นแม่อยากให้ลูกจากไปอย่างสงบ และฝากเตือนให้ผู้ปกครองคนอื่นๆ หากไม่อยากใจสลายควรเพิ่มความระมัดระวัง อย่าไว้ใจใครถ้าไม่ใช่ญาติพี่น้อง ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าจ้างใครเลี้ยง เพราะมันอาจจะสายเกินไป

“พี่เลี้ยงอันตราย” กว่าที่คุณพ่อ คุณแม่คิด อ่านไว้อุทาหรณ์เพิ่มเติม และดูเคล็ดลับเลือกพี่เลี้ยงเด็กแสนดีขั้นเทพได้ที่นี่ พ่อแม่พึงระวัง! อย่าปล่อยลูกให้อยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพัง

เครดิต: news.ch7.com

การศึกษาไทย

พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา สะเทือนการศึกษาไทยที่ตกต่ำ

เรื่องราวจากเพจเฟสบุ๊ค อาจารย์วิทยา ถิฐาพันธ์ นายแพทย์ชื่อดัง ในฐานะพ่อลูก 2 ที่เปรียบเทียบระบบการศึกษาเป็นดั่งนาผืนน้อย และลูกสาวเปรียบเหมือนข้าวที่ปลูกขึ้นยาก เพราะไม่ประสบความสำเร็จด้าน “การศึกษาไทย” หลังจากส่งลูกสาวไปเรียนญี่ปุ่นพบว่าลูกเรียนเก่งขึ้น

พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา

การศึกษาไทย
แชร์เรื่องสะท้อนการศึกษาไทย

3 เมษายน พ.ศ. 2559 ผมและภรรยาเดินทางไปสนามบินสุวรรณภุมิเพื่อส่งลูกสาวคนโตกลับไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยไปส่งหลายครั้งแล้ว หวังว่าอีกไม่นานเราก็จะไม่ต้องพบกับสภาพ “พานพบเพื่อพลัดพราก จำใจจากเพื่อรอเจอ” กันอีกแล้ว

ผมมีลูกสาวสองคน ลูกคนโตของผมเป็นคนที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเรียนในระบบของประเทศไทยสักเท่าไร เพราะผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์แค่เอาตัวรอดได้เท่านั้น ไม่เคยได้เกรด 4 ทุกวิชา ไม่ใช่นักเรียนชั้นแนวหน้าของห้องเรียน ยิ่งถ้าพูดลงลึกเข้าไปอีก ต้องบอกว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างสมองมาเพื่องานทางวิทยาศาสตร์ให้กับเธอเลย เพราะผลการเรียนทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เธอแย่มาก ทุกครั้งที่สอบวิชาเหล่านี้ พ่อแม่ต้องลุ้นระทึกเสมอ

แต่เพราะผมและภรรยาช่วยกันเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ไม่ฝากใครเลี้ยง ไม่มีพี่เลี้ยงเด็ก ผมดูลูกอย่างใกล้ชิดมาตลอด ผมสังเกตว่า ลูกสาวคนโตของผมเป็นคนช่างซัก ช่างถาม ช่างสงสัยตั้งแต่เด็ก เช่น ทำไมเราต้องเรียนเรื่องร้อยละ ทำไมเรียนแค่บวก ลบ คูณ หาร ไม่ได้หรือ ทำไมต้องเรียนเรื่องเลขยกกำลัง ทำไมต้องเรียนถอดสมการที่ยุ่งยาก ทำไมนิวตันต้องสร้างกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ที่ยุ่งยากและจับต้องไม่ได้ให้เธอเรียน แต่ทุกคำถามของเธอ ไม่เคยมีใครให้คำตอบที่ถูกใจเธอเลย ส่วนมากของคำตอบจากครูบาอาจารย์และสารพัดผู้รู้ในประเทศนี้ ก็คือ เรียนๆ ไปแล้วก็จะเห็นประโยชน์เอง

ผมมีความรู้สึกลึกๆ แต่ไม่กล้าบอกใครว่า ลูกสาวคนโตของผมน่าจะเป็นเด็กเก่งอยู่เหมือนกัน แต่ในแนวที่ไม่ค่อยจะเหมือนเด็กเก่งที่พบกันดาษดื่นในประเทศไทย และเชื่อว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในเมืองไทยดูลูกผมไม่ออก บอกไม่ได้ และหาโรงเรียนที่เหมาะกับลูกผมยาก

ภายหลังจบปริญญาตรีที่จุฬาฯ ผมเสนอเชิงขอร้องให้เธอไปเรียนปริญญาโทต่อที่ต่างประเทศจะในสาขาวิชาอะไรก็ได้ และในมหาวิทยาลัยอะไรก็ได้ โดยหวังเพียงให้เธอได้ไปเรียนรู้วิธีคิดที่ดีกว่าในบ้านเรา เธอตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ Keio University ประเทศญี่ปุ่นในสาขา Innovative Design เพราะถูกจริตและมีเนื้อหาวิชาให้คิดสิ่งใหม่ๆ มากมาย

เกือบสองปีแล้วที่เธอไปอยู่ญี่ปุ่นกับการเรียนในแบบที่เธอชอบ คือ การมีโอกาสได้แสดงความคิด ความสามารถ ให้คนอื่นรับรู้ ไม่ต้องนั่งท่องจำ หรือทำข้อสอบประเภทต้องเลือกข้อที่ถูกตามความเห็นของคนออกข้อสอบ ผลการเรียนของเธอดีกว่าในเมืองไทยอย่างชัดเจน การมองชีวิต สังคม และโลก ของเธอเปลี่ยนไปมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผลการเรียนของเธออยู่ในเกณฑ์ดีมากประมาณ 3.9-4.0 ทุกเทอม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมฝันอยากได้ ที่อยากได้และผมได้แล้วก็คือ ลูกผมเข้าใจแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญกว่าไทยในทุกด้านอย่างเทียบกันไม่ได้เลย และสิ่งสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะ “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่เคยหยุดนิ่งทางความคิด” ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่เข้าใจเลยว่า “ความคิด”คืออะไร

ผมเคยคิดว่าลูกสาวผมเป็นข้าวพันธ์ไม่ค่อยดีปลูกขึ้นยาก แต่เมื่อเปลี่ยนให้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นจึงทำให้ผมได้รับรู้ว่าผมเข้าใจผิดมาตลอด

“ลูกเป็นข้าวพันธุ์ดี แต่นาที่บ้านเมืองเราแห้งแล้งเกินไป เลยปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น และนี่คือความจำเป็นที่ลูกต้องมาเรียนไกลบ้านซึ่งมีที่นาดีกว่าเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าวของพ่อเป็นข้าวพันธุ์ดี ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พ่อเคยฝังไว้ในความคิดและความจำมาตลอดเวลา ขอโทษนะลูก ”

_____________________________________________

ถ้าเรียนได้ เกรดสี่ วิถีไทย

ถ้ามุ่งมั่น ตั้งใจ ทำตามสอน

ถ้าเลียนแบบ ทำตาม ทุกขั้นตอน

จงว่านอน สอนง่าย ที่ไทยเทอญ

แต่ถ้าคุณ คิดแปลก และแตกต่าง

และมุ่งมั่น ทำอย่าง ที่ใฝ่ฝัน

อย่ารอช้า รีบมา ญี่ปุ่นพลัน

เพื่อรวมฝัน กับความจริง เป็นสิ่งเดียว

การศึกษาไทย
“พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา” สะท้อนการศึกษาไทย

อันเนื่องมาจาก…..พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา

ภายหลังจากที่ผมเขียนบทความเรื่อง “พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา” ขึ้นบน facebook ของผมตั้งแต่ประมาณ 4 โมงเย็นของเมื่อวาน พบว่า ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ มีผู้สนใจเข้ามาอ่านมากมายสองล้านกว่าคนแล้ว รวมทั้งผู้ที่มาเขียน comment ก็มากมายเช่นเดียวกัน แถมยังได้ทั้งดอกไม้และก้อนหินก้อนกรวดจากสารพัด comment ด้วย ซึ่งผมก็ขอน้อมรับไว้เพื่อการเรียนรู้ทั้งหมดครับ อย่างไรก็ตามต้องขอเรียนว่า ผมมีโอกาสอ่าน comment ที่เขียนมาเพียงบางส่วนเพราะมากมายเหลือเกิน

ภายหลังอ่าน ผมอยากจะขอบอกเล่าสิ่งในใจบางอย่างให้ทุกท่านได้เข้าใจเจตนาในการเขียนของผมเพิ่มเติมจากที่เขียนไปในบทความข้างต้น

เนื่องจากผมเป็นทั้งแพทย์และอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีโอกาสสอนนักศึกษาแพทย์มานับพันคนแล้ว และเช่นเดียวกันกับที่ผมมีโอกาสได้ให้การดูแลรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยมาก็มากมาย ประสบการณ์ทั้งจากการเป็นแพทย์และเป็นอาจารย์ทำให้ผมได้รับรู้รับทราบชีวิต ความสุข ความทุกข์ ความเศร้า และความสวยงามของชีวิต ของผู้คนมากมาย ซึ่งผมคิดว่าข้อมูลเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์กับผู้อื่นด้วย จึงได้ขออนุญาตบุคคลที่เกี่ยวข้องในการนำมาเรื่องราวเขียนเป็นบทความขึ้น facebook เพื่อให้เพื่อนสนิท มิตรสหาย ลูกศิษย์ และผู้สนใจท่านอื่นได้มีโอกาสได้รับรู้และนำไปเป็นข้อคิดในชีวิตต่อเนื่องกันมาประมาณ 2 ปีแล้ว

สำหรับบทความเรื่อง “พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา” ความจริงผมใช้เวลาในการเขียนบทความนี้แค่ 40 นาทีเท่านั้นเอง แต่ไปเสียเวลาแต่งโคลงกลอนอีกเกือบชั่วโมงโดยหวังจะใช้ประกอบให้บทความให้น่าอ่านขึ้นแต่หลายคนอ่านแล้วไม่คิดเช่นนั้น

ที่ผมเขียนครั้งนี้ความจริงผมต้องการจะเน้นถ้อยคำสำคัญเพียงแค่ว่า “สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่คน การมองลูกให้ออกว่าเขาเป็นคนอย่างไร และมองลูกให้ถูกตามที่เขาควรจะเป็น แล้วส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสมุ่งสู่ความฝันตามที่เขาต้องการเพื่ออนาคตและความสุขของเขาเองไม่ใช่ของพ่อแม่ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรกระทำ” เรื่องก็มีเท่านี้เองแหละครับ

เผอิญเรื่องที่ผมเขียนครั้งนี้เป็นเรื่องในครอบครัวของผม และเผอิญเช่นกันที่ลูกผมเลือกที่จะไปเรียนวิชาที่ตัวเองชอบที่ญี่ปุ่นเพราะที่เมืองไทยไม่มีเรียนวิชานี้กันจริงจังแบบญี่ปุ่น สำหรับตัวผมเองมีหน้าที่ส่งเสียลูกให้ไปเรียนเท่านั้นไม่ได้บ้าคลั่งญี่ปุ่นหรือประเทศอะไรอย่างที่หลายคน comment มาแม้แต่น้อย ที่ลูกผมสอบเข้า Keio ได้ เพราะวิธีการคัดเลือกนักเรียนของเขาไม่เหมือนไทย เขาใช้สอบสัมภาษณ์เพียงแค่ชั่วโมงเดียวเพื่อดูว่าเรามีความคิดความฝันอะไร แล้วตัดสินเลยว่าจะรับหรือไม่รับ ไม่ดูผลการเรียนปริญญาตรีเลย เอาแค่ได้ปริญญาก็พอ ถ้าดูคะแนนด้วยลูกผมคงไม่ได้เรียนหรอกเพราะต้องลุ้นจนเทอมสุดท้ายจึงได้เกรดรวมแค่ 3.0… นิดๆ ในขณะที่เพื่อนฝูงได้เกียรตินิยมมากมายไม่รู้กี่คน แต่แน่นอนว่าลูกผมต้องเรียนรู้ที่จะสอบเข้าด้วยวิธีนี้ให้ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยในไทยก็ไม่เคยสอนเช่นกัน

ภายหลังนำเสนอบทความขึ้น facebook ไปตั้งแต่เมื่อวาน ผมก็ตกใจเหมือนกันว่าทำไมคนเข้ามาอ่านมากมายขนาดนั้น และ comment ก็มีทั้งแบบนิ่มนวลและดุเดือดเลือดพล่าน

ผมต้องขออภัยถ้าบทความของผมจะแสลงตาแสลงใจคนบางคนโดยไม่เจตนา ทำให้มี comment ออกมานอกเรื่องนอกประเด็นที่ผมเขียนจนไปไกลสุดกู่ ผมคงไม่มาแก้ตัวและตอบคำถามอะไรใครทั้งนั้น ความคิดความอ่านทุกอย่างที่ได้จากการบทความของผมขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้อ่านทุกท่านจะตัดสินเองครับ แต่อยากฝากข้อคิดเพียงเล็กน้อยว่า คนเราคิดไม่เหมือนกันได้ แต่ไม่ควรจะก้าวร้าวใส่กัน หรือ ด่วนสรุปเรื่องราวว่าใครดีใครเลวเพียงแค่อ่านความคิดเห็นของคนที่ยังไม่เคยรู้จักกันและผ่านตาเพียงบทความสั้นๆ มันทำให้สังคมโหดร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

ผมได้เรียนรู้มากมายทีเดียวในการเขียนบทความนี้ ทั้งที่เขียนด้วยใจบริสุทธิ์ ง่ายๆ ตามความจริงที่มันเป็นไป แต่อาจจะเป็นเพราะเขียนสั้นเกินไป รายละเอียดไม่มากพอ ทำให้หลายคนมองบทความของผมเป็น “บทความของชนชั้น” ซึ่งไปกระตุ้น ต่อม ปม หรือความรู้สึกที่ซ่อนลึกในใจของบางคนออกมา และแสดงความคิดเห็นรวมทั้งจินตนาการออกมาจนเกินเลยออกไปจากขอบเขตของเนื้อหาที่ผมเขียน ผมจึงอยากจะขอโทษเป็นอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้ด้วยสำหรับทุกท่านที่จิตอักเสบจากบทความของผม

ผมมีลูกศิษย์เป็นแพทย์มากมาย มีมิตรสหายที่เคยเป็นคนไข้ก็ไม่น้อย ผมรักเมืองไทย ผมคิดว่าผมได้แทนคุณบ้านเมืองแล้วโดยตั้งใจเป็นแพทย์ที่ดีของคนไข้ เป็นครูแพทย์ที่ดีของลูกศิษย์มาโดยตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี แล้ว ลูกผมไปญี่ปุ่นเพียงแค่ไปเรียนวิชาครับ ไม่ได้เพ้อคลั่งหรืออยากอยู่ที่ญี่ปุ่นอย่างไร้สติหรอกครับ และเมื่อเรียนจบก็จะกลับมาอยู่เมืองไทยแน่นอน

ผมอยากจะฝากข้อคิดไว้สักนิดก็คือ ผมยังคิดว่าบ้านเรามีปัญหาทางการศึกษามากมาย และก็ล้าหลังประเทศอื่นๆอีกมากเช่นกัน ถ้าทุกคนยอมรับความจริงนี้แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ขมขื่น แล้วคิดช่วยกันแก้ น่าจะดีกว่าการแสดงความโกรธเกลียดคนที่พูดความจริง แล้วทำให้บ้านเมืองหยุดนิ่งหรือถอยหลังอย่างที่เป็นอยู่นะครับ

เคตดิต: เพจเฟสบุ๊ค อาจารย์วิทยา ถิฐาพันธ์

สอนลูกไหว้

วิธีสอนลูกไหว้อย่างไรให้ได้ผล

สอนลูกไหว้ …เพราะการไหว้เป็นมารยาทไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน แสดงถึงความเคารพ ความมีสัมมาคารวะ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน แสดงออกถึงการทักทาย การขอบคุณ การขอโทษ และกล่าวลา Continue reading “วิธีสอนลูกไหว้อย่างไรให้ได้ผล”

เจค ลอยด์

เจค ลอยด์ ชีวิตวัยเด็กพัง เพราะแสดงหนังเรื่อง Star Wars

“เจค ลอยด์” นักแสดงที่ได้รับบท อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ถูกจำคุกเป็นเวลา 10 เดือน หลังจากนั้นก็ถูกส่งตัวเข้ารักษาอาการป่วยทางจิตที่โรงพยาบาล โดยคุณแม่ลิซา ไรลีย์ ของเจค ลอยด์ เล่าว่า ในอดีตลูกชายเป็นนักแสดงเด็กที่มีชื่อเสียง แต่มีปัญหาทางจิต

เจค ลอยด์ ถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วกว่ากำหนด และไม่มีใบขับขี่ โดยเขาขับรถหนีตำรวจด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะพุ่งชนต้นไม้ และถูกควบคุมตัวในที่สุด เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ลอยด์พยายามขัดขืน จนต้องใส่กุญแจมือ “ดูเขาเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรเท่าไหร่ ดูค่อนข้างจะโดดเดี่ยว” เจ้าหน้าที่กล่าว

เจค ลอยด์

นอกจากบทเด่นใน Star Wars: Episode I – The Phantom Menace แล้ว เจค ลอยด์ ยังมีผลงานแสดงในหนังเรื่อง Jingle All the Way, Apollo 11, The Pretender และ Madison แต่บทที่โด่งดังไปทั่วโลกคือบท “อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ทำให้เขาไม่สามารถทนต่อสภาพความมีชื่อเสียงอย่างกะทันหันได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจถอนตัวออกจากวงการในปี 2001

เจค ลอยด์

ในตอนนั้น StarWars ภาคดังกล่าวทำรายได้มากถึง 2,000,000,000 เหรียญ (ราว 7,0131,000,000 บาท) และนักแสดงทุกคนต่างก็ร่ำรวยจากหนังเรื่องนี้

เจค ลอยด์

เจค ลอยด์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เพราะความเป็นดาราเด็กชื่อดัง ทำให้เขาถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนกลั่นแกล้งอย่างหนัก เขายังมีความเครียดสะสมจากการต้องให้สัมภาษณ์สื่อถึง 60 ครั้งต่อวัน ซึ่ง ลอยด์ มองว่า The Phantom Menace ทำลายทั้งวัยเด็ก และโอกาสในวงการบันเทิงของเขาไป เขาจึงยอมรับว่าเขาเกลียดชังหนังเรื่องนี้มาก

เจค ลอยด์

“บท Anakin Skywalker ทำให้ชีวิตผมเหมือนตกอยู่ในนรก พวกคนที่เจอหน้าผมมักเอาแต่ทำเสียงล้อ เหมือนฉากฟันดาบไลท์เซเบอร์ตลอดเวลา พวกเค้าทำแบบนั้นทุกครั้งที่เห็นหน้าผม มันเป็นอะไรที่น่าสติแตกที่สุด ที่อึดอัดกว่านั้นคือ ผมไม่มีเวลาเรียนหนังสือด้วยซ้ำ เพราะแต่ละวันต้องให้สัมภาษณ์กับสื่อถึง 60 รายการต่อวัน”

เจค ลอยด์

จากนั้น เจค ลอยด์ ก็กลายเป็นคนเกลียดกล้อง และที่น่าเศร้าคือความเครียดที่สะสมได้ทำให้เขาป่วยเป็น ‘โรคจิตเภท’ อย่างเต็มตัวแล้ว โดยเขามีลักษณะที่แปลกแยกจากสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ทางกรมตำรวจก็ได้สั่งย้ายเค้าไปอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อเร่งบำบัดเป็นการด่วน

เจค ลอยด์

ภาพยนตร์ทำลายชีวิตในวัยเด็กมากกว่าที่คุณคิด เพราะนักแสดงเด็กไม่มีช่วงเวลาวิ่งเล่น เที่ยว พักผ่อน แบบที่เด็กๆ ควรจะเป็น ต้องมีความรับผิดชอบ มีหน้าที่ที่ต้องทำ ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำให้ไม่มีความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตมามักจะมีอารมณ์ที่ไม่ปกติ เพราะเด็กยังปรับตัวเข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ได้ ด้วยวัย และประสบการณ์ที่ไม่มากพอ อย่าปล่อยให้ลูกๆ ของคุณชีวิตพังแบบ “เจค ลอยด์”

เครดิต: manager.co.th, zapjeed.com, posttoday.com, newsupdate.sayhibeauty.com

อุ้มลูกผิดท่า

อุ้มลูกผิดท่า ระวัง! คุณแม่อาจพลาดท่าให้โรคร้าย

เรื่องปวดข้อมือ ปวดต้นคอ อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของพนักงานออฟฟิศ แต่สำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน คงจะแปลกใจไม่ใช่น้อยว่าทำไมถึงปวดต้นคอ ปวดข้อมือได้ อาการเหล่านี้อาจเรื้อรังมาจากการอุ้มลูกน้อยไว้ในมือคุณแม่ เพราะไม่อยากปล่อยลูกน้อยไว้ห่างจากอ้อมอก คุณแม่อาจจะ อุ้มลูกผิดท่า

Continue reading “อุ้มลูกผิดท่า ระวัง! คุณแม่อาจพลาดท่าให้โรคร้าย”

มะเร็งอัณฑะ

สัญญาณ มะเร็งอัณฑะ จากปัสสาวะคุณผู้ชาย

มะเร็งอัณฑะ ตรวจวัดได้ด้วยที่ตรวจตั้งครรภ์จริงหรือ? มีคนสงสัยและสอบถามไปยังอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ คำตอบคือ มีโอกาสเสี่ยง ต้องตรวจสอบอีกที ยังฟันธงไม่ได้

 

มะเร็งอัณฑะ มีฮอร์โมนตัวเดียวกันจากหลักการตรวจจับของที่ตรวจตั้งครรภ์

อาจารย์ครับไขข้อสงสัยให้ทีครับ “ชุดตรวจการตั้งครรภ์ มันตรวจมะเร็งอัณฑะในผู้ชายได้ด้วยเหรอ ?”

สั้นๆ ว่า มีรายงานการวิจัยพบว่าสามารถทำได้ครับ เพราะฮอร์โมนที่ตรวจหานั้นมีตัวที่ตรงกันด้วย แต่ผลที่ได้ไม่ค่อยแน่นอน ไม่ควรเอามาเป็นเกณฑ์ตัดสิน

กล่าวคือ ถ้าเกิดใช้ตรวจแล้ว ได้ผลเป็นลบ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่เป็นมะเร็งอัณฑะแน่ๆ แต่อย่างไร (If you suspect testicular cancer and take a pregnancy test,
a negative result can NOT, by itself, rule out testicular cancer. )

 

IMG_20160413_043307

 

ที่มาจาก เฟซบุ๊กส่วนตัว อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ภาควิชาชีววิทยา  คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย